sombat's profileSpace ของ sombatPhotosBlogListsMore Tools Help

Space ของ sombat

sombat thavorn

Occupation
Location
Interests
As a neighbor in the world community, let us work together for the long-lasting benefits of human beings.
There are no categories in use.
No list items have been added yet.
Photo 1 of 13
November 24

นี่คือบ้าน "ฉันกับเธอ" นะ

กินอิ่มนอนอุ่น ในป่าชุมชน “ทาป่าเปา”
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 พฤศจิกายน 2552 15:46 น.
แปลงสาธิตทางการเกษตรภายในศูนย์เรียนรู้ชุมชน
       ที่ “หมู่บ้านทาป่าเปา” ในตำบลทาปลาดุก อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน เป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีประชากรเพียง 215 ครัวเรือน น้อยคนนักที่จะรู้จักหมู่บ้านแห่งนี้ แต่สำหรับในแวดวงของนักอนุรักษ์ป่าชุมชน ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว ที่นี่ถือเป็นหมู่บ้านต้นแบบที่มีคนมาดูงาน มาขอความรู้อยู่เสมอๆ
       

       และล่าสุดนั้น หมู่บ้านแห่งนี้ก็เพิ่งได้รับรางวัลชนะเลิศป่าชุมชนระดับประเทศ ในการประกวดป่าชุมชนดีเด่น ประจำปี2552โดยได้โล่รางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และก่อนหน้านั้นก็ยังได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว (2545) รางวัลแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (2551) อีกด้วย

ผักปลูกอยู่ในแปลงสาธิต
       เราไปทำความรู้จักกับ “หมู่บ้านทาป่าเปา” กันก่อนดีกว่า โดยชื่อของหมู่บ้านนั้นได้มาจากบริเวณที่ตั้งที่เต็มไปด้วยป่าไม้ โดยเฉพาะ “ต้นเปา” ประกอบกับมีแม่น้ำทาไหลผ่านในบริเวณนี้ หมู่บ้านจึงได้ชื่อว่า “ทาป่าเปา” ตามลักษณะภูมิประเทศ คนในหมู่บ้านส่วนหนึ่งมีเชื้อสายชาวไทลื้อจากเมืองสิบสองปันนา ยังคงเห็นได้จากที่คนเฒ่าคนแก่ยังใช้ภาษาหลวย หรือภาษาลื้อกันอยู่
       
       แต่เดิมหมู่บ้านทาป่าเปาก็เป็นหมู่บ้านอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้แน่นทึบพื้นที่กว่า 13,000 ไร่ มีต้นไม้ขนาดใหญ่หายากต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประดู่ สัก เสี้ยว ป่าเต็ง รัง พลวง เหียง ตีนนก ฯลฯ แต่เมื่อความเจริญเข้าถึง ความต้องการเงินทองเพื่อเลี้ยงชีพ ทำให้มีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นขุมทรัพย์ขุมใหญ่ของมนุษย์ ชาวบ้านได้นำเอาทรัพยากรท้องถิ่นมาใช้อย่างมากมาย มีการตัดไม้ทำลายป่า เผาป่าถางไร่ ทำสัมปทานป่าไม้เพื่อทำรั้วรถไฟ ไม้หมอนรถไฟ และตัดฟืนเพื่อทำเชื้อเพลิง ถางป่าเพื่อทำไร่อ้อย ทำให้ป่าไม้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว เริ่มกลายเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ขาดความอุดมสมบูรณ์อย่างที่เคยเป็นมา

ผู้ใหญ่ไพบูลย์ จำหงษ์ กำลังให้อาหารปลาดุก
       หากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปไม่แคล้วป่าคงจะหมด แล้วชาวบ้านและลูกหลานรุ่นต่อๆไปคงจะได้รับความเดือดร้อนอย่างแน่นอน ผู้นำชุมชนจึงต้องลุกขึ้นมาสร้างแนวคิดใหม่ให้คนในชุมชนเกิดความคิดที่อนุรักษ์ป่าไม้อันเปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่ของเราเอาไว้
       
       วันนี้เราได้คุยกับคุณไพบูลย์ จำหงษ์ ปราชญ์ชาวบ้านและผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านทาป่าเปา ผู้ซึ่งริเริ่มการจัดการป่าชุมชนเพื่อการอนุรักษ์เมื่อปี พ.ศ.2537 มีการจัดเวทีประชาคมกระตุ้นให้ลูกบ้านเล็งเห็นถึงความเสียหายของการทำลายป่า และหาทางแก้ไข มีการพูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกัน รวมทั้งมีการจัดชุดลาดตระเวนออกตรวจเมื่อมีการบุกรุกป่า จัดตั้งคณะกรรมการดูแลรักษาป่า ออกกฎระเบียบต่างๆ ในการจัดการป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติขึ้น เช่น ห้ามตัดไม้ทำลายป่า ใครฝ่าฝืนจะถูกปรับ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากชุมชนในหมู่บ้านเป็นอย่างดี ทำให้การอนุรักษ์ป่าไม้ประสบความสำเร็จได้

บ้านในหมู่บ้านที่จัดเป็นโฮมสเตย์
       แต่กว่าความสำเร็จจะเป็นรูปเป็นร่างนั้น ก็ต้องใช้เวลากว่า 10 ปี ในการฟื้นฟู แต่ด้วยความที่เป็นชุมชนเข้มแข็ง ป่าของชุมชนก็เริ่มฟื้นคืนสู่ความสมบูรณ์ดังเดิม ไม้หายากต่างๆ สามารถเจริญเติบโตและขยายพันธุ์เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยสมุนไพรกว่า 500 ชนิด ที่พบได้ง่ายในป่าชุมชน ซึ่งกลายเป็นแหล่งความรู้ให้กับเยาวชนและนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาที่เข้ามาศึกษาวิจัยด้านสมุนไพร ผลของป่าไม้ที่สมบูรณ์ยังทำให้เกิดแหล่งน้ำเพียงพอที่จะทำประปาภูเขา ส่งน้ำหล่อเลี้ยงชุมชนได้อีกด้วย
       
       ปัจุบันหมู่บ้านทาป่าเปานี้มักเป็นสถานที่มาดูงานของชุมชนอื่นๆที่สนใจแนวคิดและแนวทางในการอยู่ร่วมกันของป่า-ชุมชน และความเป็นชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง ในวันนี้ผู้ใหญ่ไบูลย์เป็นคนพาเราชมสิ่งต่างๆ ภายในหมู่บ้านด้วยตนเอง โดยเริ่มชมกันที่ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ที่มีลักษณะเป็นแปลงสาธิตอาชีพทางเกษตรกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงไก่บนบ่อปลาดุก การเลี้ยงกบ แปลงนาสาธิต แปลงปลูกผักเกษตรปลอดสารพิษ ซึ่งมีทั้งผักเพื่อการบริโภค และพืชสมุนไพรต่างๆ การเพาะเห็ด เป็นต้น

พระธาตุดอยกู่เบี้ย
       ในหมู่บ้านทาป่าเปายังเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิตโดยการเปิดบ้านเป็นโฮมสเตย์ให้ผู้ที่สนใจได้เข้าพัก และยังเป็นรายได้เสริมให้กับลูกบ้าน โดยมีบ้านที่เปิดเป็นโฮมสเตย์อยู่ 24 หลังด้วยกัน และได้รับการรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยเรียบร้อยแล้วเมื่อปี 2549
       
       “แต่ก่อนที่ยังไม่ได้เปิดเป็นโฮมสเตย์ คนที่มาดูงานก็ต้องมาพักกันที่ศาลาวัด ที่โรงเรียน ในตอนแรกๆ เราก็ยังไม่รู้จักโฮมสเตย์ จนเมื่อได้มีการแลกเปลี่ยนกับหลายๆ ชุมชนก็เลยทำบ้านให้เป็นที่พักโฮมสเตย์ให้คนมาดูงานได้รับความสะดวก และยังเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมที่ดีอีกด้วย โดยสโลแกนของที่นี่คือ กินอิ่ม นอนอุ่น หลับสบาย” ผู้ใหญ่ไพบูลย์ กล่าว

พิพิธภัณฑ์ของโบราณพื้นบ้าน
       นอกจากการมาพักที่โฮมสเตย์และเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีของป่าและชุมชน รวมไปถึงได้ชมแปลงสาธิตเกษตรต่างๆ แล้ว ในหมู่บ้านก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวให้เราได้ไปเที่ยวกันด้วย โดยบนดอยเขาเล็กๆ ในหมู่บ้านที่ชื่อว่าดอยกู่เบี้ยนั้น เป็นที่ตั้งของ “พระธาตุดอยกู่เบี้ย” พระธาตุเก่าแก่คู่ชุมชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัดทาป่าเปาที่ตั้งอยู่บริเวณที่ราบในหมู่บ้าน บนยอดดอยนอกจากจะได้สักการะพระธาตุแล้ว ก็ยังเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าตนหลวง พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางแจ้ง และยังสามารถกราบสักการะพระสังกัจจายที่ประดิษฐานอยู่บริเวณบันไดทางขึ้นยอดดอยอีกด้วย
       
       เมื่อได้ขึ้นไปบนดอยกู่เบี้ยแล้วก็ต้องไม่พลาดชมสิ่งที่น่าสนใจต่างๆ ใน “พิพิธภัณฑ์ของโบราณพื้นบ้าน” ที่มีข้าวของเครื่องใช้ในบ้านและเครื่องมือทางการเกษตรที่บางอย่างก็ไม่ได้ใช้แล้ว จึงมีผู้บริจาคให้กับทางพิพิธภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นก้างฝั่นเชือก อุปกรณ์ที่เอาไว้ฝั่นเชือกจากปอหรือป่านเพื่อใช้งาน สว่านมือ อุปกรณ์ในการเจาะรูที่ทำจากไม้ ในสมัยที่ยังไม่มีสว่านไฟฟ้าอย่างทุกวันนี้ ภาชนะสานด้วยไม้ไผ่ขนาดใหญ่ เอาไว้ใส่ข้าวเปลือก ก็เป็นเครื่องใช้อย่างหนึ่งที่หลายๆ คนอาจไม่เคยเห็นมาก่อน นอกจากนั้นก็ยังมีที่หั่นใบยาสูบ ครกหินบดยา และข้าวของอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งหากจะให้สนุกและได้ความรู้ ก็ต้องอาศัยให้คนในชุมชนเล่าและสาธิตวิธีการใช้ให้ชมกันด้วย

ไม้ไผ่สานเป็นภาชนะขนาดใหญ่ไว้ใช้ใส่ข้าวเปลือก
       กลับลงมาที่ตีนดอยอีกครั้ง มายัง “วัดทาป่าเปา” ที่ภายในอุโบสถมีพระประธานนามว่า “พระเจ้านางเหลียว” ที่มาของชื่อนี้ผู้ใหญ่ไพบูลย์เล่าว่า พระพุทธรูปองค์นี้มีความงดงามจนนางใดที่ได้มาไหว้พระแล้ว ก่อนจะกลับออกจากโบสถ์ก็ต้องเหลียวหลังกลับมามองพระประธานอีกครั้งหนึ่ง และอยากจะกลับมาที่นี่อีก
       
       จากจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์ป่า จนมาเป็นแหล่งเรียนรู้และโฮมสเตย์ ก็มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเข้ามาเยี่ยมชมภายในหมู่บ้านกันพอสมควร แต่ผู้ใหญ่ไพบูลย์ก็ไม่อยากจะให้การท่องเที่ยวเข้ามาทำให้ความสุขของคนในหมู่บ้านลดลง หรือต้องเอาใจนักท่องเที่ยวจนตัวเองไม่สะดวกหรือไปเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตไป

พระเจ้าตนเหลียว พระประธานองค์บนสุดในโบสถ์วัดทาป่าเปา
       “การเปิดเป็นโฮมสเตย์หรือการท่องเที่ยวนั้นต้องเป็นอาชีพรอง ต้องการทำการท่องเที่ยวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ว่าพอไม่มีใครมาเที่ยวมาแล้วก็มานั่งปวดหัวกัน” ผู้ใหญ่ไพบูลย์กล่าว
       
       *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    * 
       

       
       "หมู่บ้านทาป่าเปา" ตั้งอยู่ในตำบลทาปลาดุก อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ห่างจากอำเภอเมืองลำพูนประมาณ 30 กิโลเมตร ตามเส้นทางถนนซุปเปอร์ไฮเวย์สายเชียงใหม่-ลำปาง ติดต่อสอบถามข้อมูลการท่องเที่ยวได้ที่ คุณไพบูลย์ จำหงษ์ ผู้ใหญ่บ้าน โทรศัพท์  0-5300-6222  0-5300-6222 ,  08-9265-2714  08-9265-2714

บันทึกไว้สำหรับคนที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก บอก/สอนยังไม่รู้เรื่องคุณธรรมสำหรับมนุษย์

เบิกตัว“2 สุ”พยานปากเอก ฝังทักษิณคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 พฤศจิกายน 2552 00:34 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
สุรเกียรติ์ เสถียรไทย

สุนัย มโนมัยอุดม

รายงาน
       โดย...แสงตะวัน
       

       หากไม่มีอะไรพลิกผันเปลี่ยนแปลง ตามรายงานข่าวที่ปรากฏ ถือได้ว่านับจากวันอังคารที่ 24 พ.ย. 52 ก็จะเหลือการสืบพยานฝ่ายโจทก์ในคดียึดทรัพย์ทักษิณ ชินวัตร จำนวน 7.6 หมื่นล้านบาทพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ในข้อหาความผิดร่ำรวยผิดปกติ อีกไม่น่าจะเกิน 4 นัด
       
       คือ 26 พ.ย. ,1 ธ.ค.,3 ธ.ค.หรืออาจจะมีวันที่ 8 ธ.ค. อีกวันหนึ่ง จากนั้นหลายฝ่ายคาดกันว่า “องค์คณะตุลาการ” ผู้พิจารณาสำนวนคดีนี้น่าจะนัดหมายให้ทั้งสองฝ่ายแถลงปิดคดี และตามด้วยกระบวนการนัดอ่านคำตัดสินภายใน 30 วัน
       
       คาดไว้ว่าน่าจะไม่เกินกลางเดือนมกราคมปี 53 ก็จะรู้กันแล้วว่า อนาคตการเมืองไทยหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ?
       
       อย่างไรก็ตาม ปฏิทินคดียึดทรัพย์ข้างต้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพการณ์และความเหมาะสมแห่งการพิจารณาและตัดสินคดี หากว่ากระบวนการสู้กันของฝ่ายทนายความทักษิณ และอัยการ ยังคัดง้างกันไม่สิ้นสุด ก็ไม่แน่ที่ศาลอาจให้ขยายเวลาออกไป หรือก็ไม่แน่ทุกอย่างอาจจบภายในวันที่ 3 ธันวาคมนี้ก็ได้
       
       โดยกระบวนการพิจารณาคดีขณะนี้ อยู่ในช่วงการ “สืบพยานโจทก์” ซึ่งก่อนหน้านี้มีพยานหลายคนขึ้นเบิกความ ชนิดที่บางรายเบิกความแทบจะตอกหมุดฝังทักษิณ กลางห้องพิจารณาคดีกันไปแล้ว
       
       อาทิ นางวรัชญา ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต. ในเรื่องธุรกรรมอำพรางการถือครองหุ้นบริษัทในเครือชินคอร์ป ผ่านกองทุนลับของ“ทักษิณ-พจมาน”
       
       เช่นเดียวกับ”แก้วสรร อติโพธิ” อดีต คตส.ที่เบิกความโดยนำพยานหลักฐานต่างๆ มาแสดงให้เห็นถึงการใช้อำนาจหน้าที่ทางการเมืองของนช.ทักษิณ สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี ในทางมิชอบ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของตัวเอง เช่น การแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคมเพื่อเพิ่มสัดส่วนของการถือครองหุ้นของคนต่างด้าว จากเดิมร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 49 จากนั้นก็ขายหุ้นให้เทมาเส็ก วันรุ่งขึ้นหลังกฎหมายประกาศใช้แค่วันเดียว หรือการออก พ.ร.ก.ภาษีสรรพสามิต ที่ทำให้รัฐเสียประโยชน์นับหมื่นล้าน แต่ธุรกิจของทักษิณกลับได้ประโยชน์ เพราะไม่ต้องส่งเงินรายได้ให้กับคู่สัญญาคือ ทีโอที และยังปิดกั้นคู่แข่งขันไม่ให้เข้าแข่งขันตามกลไกตลาดได้อย่างแท้จริง
       
       ตอนนี้ ที่ถูกจับตามองก็คือ การจะขึ้นเบิกความของสองพยานสำคัญในคดี ผู้มีความเหมือนกันในชื่อนำหน้านั่นคือ ”สุ”
       
       “สุ”แรกคือ สุนัย มโนมัยอุดม ผู้พิพากษาอาวุโสศาลอุทธรณ์ ที่จะขึ้นเบิกความในวันอังคารที่ 24 พ.ย.นี้
       
       “สุ”ที่สองคือ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีต รมว.ต่างประเทศ ที่คณะทำงานอัยการกำลังดูคิวกันอยู่ แต่ได้แจ้งชื่อไว้ในบัญชีพยานกับศาลฏีกาเรียบร้อยแล้ว

       
       สำหรับ “สุนัย”นั้น แม้ฝ่ายทักษิณอาจจะพยายามทำลายน้ำหนักการเบิกความด้วยการอ้างว่าเป็นฝายตรงข้ามนช.ทักษิณ เพราะเคยถูก “รัฐบาลพลังประชาชน” สั่งย้ายจากตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ ไปเป็นเลขาธิการ ป.ป.ท. ก่อนที่สุนัยจะขอทำเรื่องโอนกลับไปเป็นตุลาการ หลังโดนคำสั่งย้ายดังกล่าว
       
       อีกทั้งก่อนหน้านี้เคยถูกทีมทนายความทักษิณแจ้งกองปราบปรามดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทที่ สภ.อ.วังน้อย อยุธยา จนมีการออกหมายจับและนำกำลังไปรอจับกุมตัวที่สนามบินสุวรรณภูมิในวันที่สุนัยกลับจากต่างประเทศ แต่ทำไม่สำเร็จ เพราะได้รับการช่วยเหลือจากฝ่ายทหารเสียก่อน
       
       อย่างไรก็ตาม สังคมส่วนใหญ่เชื่อมั่นในตัวสุนัยสูงยิ่ง ในฐานะอดีตตุลาการที่ไม่มีประวัติด่างพร้อย และทำงานตรงไปตรงมา ไม่กลัวอิทธิพลการเมืองของระบอบทักษิณ
       
       อีกทั้งความพยายามดิสเครดิตดังกล่าวก็เป็นลูกไม้เดิมๆ ที่เคยใช้กับอดีตกรรมการ คตส.เพราะของแบบนี้ต้องดูที่เนื้องานเป็นหลัก โดยจะเห็นได้ว่าการเข้าทำคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัทเอสซี เอสแซทฯ ของสุนัย ตอนเป็นอธิบดีดีเอสไอ ก็สามารถไขปริศนาเงื่อนงำการทำธุรกรรมอำพรางของบริษัทแห่งนี้ ด้วยการตกแต่งและปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นของเอสซีฯ ผ่านกองทุนลับ และบริษัทกระดาษที่จดทะเบียน ณ บริติชเวอร์จิ้นมาหลายปี
       
       แบบให้คนในครอบครัว “ชินวัตร-ดามาพงษ์” ผู้ถือหุ้นใหญ่เอสซี ฯ ได้อับอายกันทั้งแผ่นดิน
       
       จึงทำให้เชื่อกันว่า การที่สุนัยอาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ ผ่านข้อตกลงร่วมดีเอสไอระหว่างประเทศ ทำให้เขาอาจได้เห็นเอกสารและข้อมูลลับหลายเรื่องที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน ที่จะโยงให้เห็นจิ๊กซอว์ได้ว่า กรณีของเอสซี มีความสัมพันธ์กับ กระบวนการซุกหุ้น-หนีภาษี ของชินคอร์ป ที่ถือหุ้นโดยคนในครอบครัวชินวัตร-ดามาพงษ์ ทำให้ทักษิณร่ำรวยผิดปกติอย่างไร
       
       หากสนใจก็เดินทางไปรับฟังการเบิกความกันได้ที่ห้องพิจารณาคดี ศาลฎีกาสนามหลวงกันได้โดยทันที
       
       ส่วน”สุ”ที่สอง “สุรเกียรติ์ เสถียรไทย” อดีต รมว.ต่างประเทศในยุคระบอบทักษิณเรืองอำนาจ ที่จะขึ้นมาเบิกความเพื่อแสดงให้เห็นว่า การปล่อยกู้ของเอ็กซิมแบงก์ ให้กับรัฐบาลทหารพม่า 4 พันล้านบาท
       
       ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่อัยการและคตส.ได้เขียนไว้ในคำฟ้องว่า เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทักษิณร่ำรวยผิดปกติ เพราะพม่านำเงินที่ได้รับจากเงินภาษีประชาชนชาวไทยไปซื้ออุปกรณ์ดาวเทียมจากบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือชินคอร์ป ที่ครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณถือหุ้นใหญ่อยู่ ทำให้ธุรกิจชินคอร์ปมีรายได้เข้าบริษัทโดยไม่สมควร เพราะเป็นการใช้อำนาจหน้าที่การเมืองแสวงหาผลประโยชน์กับฝ่ายตัวเอง
       
       อันจะเป็นการขึ้นเบิกความหลังจากก่อนหน้านี้ สุรเกียรติ์ ได้ให้การที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีเอ็กซิมแบงก์ จึงทำให้ คตส.-อัยการ กันไว้เป็นพยานในคดีเอ็กซิมแบงก์ แต่เมื่อคดีนี้ศาลจำหน่ายออกจากสารบบชั่วคราว เพราะทักษิณหนีคดี อัยการก็เลยจะนำสุรเกียรติ์ ขึ้นเบิกความคดียึดทรัพย์แทน
       
       เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า “อดีตคนร่วมรัฐบาล” เดียวกันอย่างสุรเกียรติ์ ก็ยังเห็นว่าการปล่อยกู้ดังกล่าวเป็นประโยชน์กับพม่าและบริษัทเอกชน แต่รัฐไม่ได้ประโยชน์ แม้ได้มีการคัดค้านในที่ประชุม ครม.แต่ไม่สำเร็จ ทำให้สุรเกียรตื์ งัดเอกสาร ที่เคยทำถึง สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีตอนเป็น รมว.ต่างประเทศ เพื่อแจ้งความเห็นประกอบการพิจารณาในที่ประชุม ครม.เรื่องการปล่อยกู้ให้รัฐบาลพม่า 4,000 ล้านบาท เมื่อ 17 พฤษภาคม 2547 ซึ่งสาระสำคัญของเอกสารคือ การชี้ให้เห็นว่าทักษิณ สั่งการให้เอ็กซิมแบงก์เพิ่มวงเงินกู้ให้พม่าอีก 1,000 ล้านบาท ผ่านมติครม. จากเดิมที่มีการเจรจาไว้ 3,000 ล้านบาท แล้วชินแซทฯ ได้รับประโยชน์จากเงินกู้ก้อนนี้ไปเต็มๆ
       
       แต่ตรงนี้ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า สุรเกียรติ์ จะเบิกความอย่างไร จะซัดทอดถึงทักษิณ แบบที่เคยให้การกับ คตส.หรือไม่ แต่หากผลออกมาไม่เป็นผลดีกับทักษิณในคดีนี้ เชื่อได้ว่าทักษิณคงต้องจดชื่อสุรเกียรติ์ไว้ใน
       
       “บัญชีแค้นหนังหมา” ไว้แน่ หากผลแห่งคดีทำให้ ทักษิณกระอักเลือด
       
       2 “สุ” จะเป็นตัวแปรสำคัญแห่งคดียึดทรัพย์หรือไม่ หลังปีใหม่ไม่นานก็รู้ผล

November 23

ต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยกว่าจะไล่เลียงได้ทั้งหมด

ร่องรอยของอาชญากรรม และการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของทักษิณ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 พฤศจิกายน 2552 23:28 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

อ่านคำให้การ เท่าที่ปรากฏเป็นข่าว ของ นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. และนางวรัชญา ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือ ก.ล.ต.ที่ไปให้การเป็นพยานของอัยการ ในคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ นช. ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวแล้ว จะเข้าใจว่า ทำไม ในช่วงนี้ นช. ทักษิณ จึงดิ้นรนอย่างสุดขีด ทำทุกอย่าง ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้ได้
       
       ทั้งสมคบกับพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ และฮุน เซ็น ชักศึกเข้าบ้าน ทั้งกระทบ กระแทก จาบจ้วงสถาบัน โดยไม่ปิดบังอำพรางอีกต่อไป ทั้งแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราด ปลุกระดมให้กลุ่มเสื้อแดงชุมนุมป่วนเมืองในช่วงวันมหามงคลของคนไทย ทั้งประเทศ
       
       เพราะคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท เมื่อมาถึงขั้นตอน อัยการ ซึ่งเป็นโจทก์ นำพยานฝ่ายตนขึ้นไต่สวนแล้ว คำให้การของพยาน น่าจะบ่งบอกแนวโน้มของคดีได้ในระดับหนึ่ง จนทำให้ นช. ทักษิณ ต้องตัดสินใจ “แตกหัก”
       
       คำให้การของนายแก้วสรรและนางวรัชญา ต่อ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีความสำคัญในประเด็นที่ว่า นช.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ยังคงเป็นเจ้าของบริษัทชิน คอร์ ปอเรชั่นตัวจริง ตั้งแต่วันที่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อ พ.ศ. 2544 จนถึงวันที่ขายหุ้นให้เทมาเส็กไปเมื่อต้นปี 2549
       
       ผู้ก่ออาชญากรรมย่อมทิ้งร่องรอย ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดเหตุ
       

       ร่องรอยหนึ่งที่ถูกนายแก้วสรรตามแกะจน นำไปสู่ ข้อสันนิษฐานว่า ที่นช.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานอ้างว่า ได้ขายหุ้นชินคอร์ปให้กับ นายพานทองแท้ ชินวัตร ไปแล้วนั้น แท้จริงแล้ว เป็นการขายหลอกๆ ก็คือ ตั๋วสัญญาใช้เงินมูลค่า 5,000 กว่าล้านบาท ที่นายพานทองแท้ ออกให้คุณหญิงพจมาน โดยอ้างว่า เป็นค่าหุ้นธนาคารทหารไทย 150 ล้านหุ้น ๆละ 10 บาท และใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ 300 ล้านหน่วย ๆละ 10 บาท รวมเป็นเงิน 4,500 ล้านบาท
       
       แต่ในช่วงเดือนสิงหาคม 2543 ที่นายพานทองแท้อ้างว่า ซื้อหุ้นธนาคารทหารไทย และใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์จากแม่นั้น หุ้นทหารไทยในตลาดมีราคาเพียงหุ้นละ 5.70 บาท และ ใบสำคัญแสดงสิทธิมีราคาหน่วยละ 1.30 บาท หนำซ้ำใบสำคัญแสดงสิทธิที่คุณหญิงพจมานได้มานั้น ไม่มีต้นทุน เพราะเป็นของฟรีแถมพ่วงมาตอนซื้อหุ้น
       
       ถ้าไม่ใช่ แม่โกงลูก ก็เป็นเพราะ นายพานทองแท้ไม่รู้เรื่อง การโอนขายหุ้น จ่ายเงินค่าหุ้น อะไรทั้งสิ้น เป็นเรื่องที่แม่ จัดการทำให้ โดยเมคตัวเลขขึ้นมา นายพานทองแท้จึงให้การไปโดยซื่อตามบทที่มีผู้เขียนไว้ให้ท่องจำมาให้การกับศาล และย่อมนำไปสู่ข้อสงสัยว่า ที่อ้างว่า นช. ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน โอนหุ้นชินคอร์ป ให้นายพานทองแท้ และ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรนั้น เป็นเรื่องนิติกรรมอำพรางหรือไม่ เพราะมีหลักฐานว่า เงินที่นำมาซื้อหุ้นนั้น มาจากบัญชีของคุณหญิงพจมานเอง
       
       ตั๋วสัญญาใช้เงิน 5,000 กว่าล้านบาทของนายพานทองแท้ ที่อ้างว่า จ่ายเป็นค่าหุ้นธนาคารทหารไทยให้แม่นั้น แท้จริงแล้ว น่าจะเป็น การโอนเงินปันผลของชิน คอร์ป ที่จ่ายเข้าบัญชีชื่อนายพานทองแท้ กลับไปให้ คุณหญิงพจมาน ซึ่งแสดงว่า นายพานทองแท้เป็นเพียงผู้ถอืหุ้นแทนคุณหญิงพจมานเท่านั้น
       
       ส่วนคำให้การของนางวรัชญานั้น เป็นข้อมูลที่ได้จากการที่ ก.ล.ต. ไปตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นที่แท้จริง ในบริษัทเอสซี แอสเส็ท แล้วค้นพบว่า บริษัทวินมาร์ค และบริษัท แอมเพิลรีช ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในเอส ซี แอสเส็ทนั้น เป็นบริษัทของ นช.ทักษิณ ซึ่งทั้งสองบริษัทนี้เป็นผู้ถือหุ้นชิน คอร์ปด้วย
       
       วิน มาร์ค และ แอมเพิล รีช รวมทั้ง นายพานทองแท้ จึงเป็น “นอมินี” ของ นช. ทักษิณ ในชินคอร์ป ซึ่งหมายความว่า นับตั้งแต่ นช. ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 กุมภาพัน์ 2544 จนถึงวันที่มีการลงนามซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ให้เทมาเส็ก เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 นช. ทักษิณ ยังคงความเป็นเจ้าของชินคอร์ปโดยสมบูรณ์ บริหารกิจการส่วนตัวไปพร้อมๆกับ การว่าราชการแผ่นดินไปด้วย
       
       ดังที่ คำวินิจฉัย ของนายประเสริฐ นาสกุล อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งเป็นหนึ่งใน 7 ตุลาการเสียงข้างน้อย ที่เห็นว่า นช. ทักษิณ มีความผิด ในคดีนช. ทักษิณ ซุกหุ้น กล่าวไว้ในตอนท้ายของคำวินิจฉัยส่วนตัวเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2544 ว่า
       
       “ เมื่อผู้ถูกร้องยอมรับว่าผู้ถูกร้องมีทรัพย์สิน แต่ไม่ยื่นบัญชี ฯเพราะใช้ชื่อบุคคลอื่นถือกรรมสิทธิ์แทน และประกาศให้ประชาชนทราบว่าผู้ถูกร้องได้ทรัพย์สินมาโดยสุจริตและโอนทรัพย์สินนั้นให้เป็นของคู่สมรสผู้ถูกร้องและคู่สมรสผู้ถูกร้องจะโอนให้ใครก็ได้ ตนไม่ทราบ เมื่อตรวจดูพยานหลักฐานต่าง ๆ จึงพบความจริงว่าผู้ที่รับโอนหรือเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้น แท้จริงเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวแต่ในนามและโอนคืนทรัพย์สินนั้นให้คู่สมรสผู้ถูกร้องในเวลาเดียวกันกับที่โอนและบุคคลเหล่านั้น คือคนใกล้ชิดที่ผู้ถูกร้องและหรือคู่สมรสเคยใช้ชื่อถือทรัพย์สินมาก่อนที่ผู้ถูกร้องอาสาเข้ามาทำงานการเมืองตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ นั่นเอง
       
       ถือว่า ผู้ถูกร้องและ/หรือคู่สมรสรู้ว่า มีทรัพย์สินในชื่อบุคคลอื่นหรือใช้ชื่อบุคคลอื่นถือแทนโดยมีเหตุผลและข้อเท็จจริงดังที่ผู้ถูกร้องกล่าวชี้แจงโดยละเอียดในหนังสือทั้งสามฉบับข้างต้น แต่จงใจยื่นบัญชี ฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๕”

       
       คดี ยึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท นี้ ศาลฎีกา จะพิจารณาในประเด็นว่า นช. ทักษิณ ใช้ นอมินี ถือหุ้น ชิน คอร์ป แทน ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ก่อน หากศาลเห็นว่า นช. ทักษิณ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการถือหุ้นชินคอร์ปเลย ก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาประเด็นที่ว่า นช. ทักษิณ ใช้อำนาจหน้าที่ เอื้อประโยชน์ให้บริษัทชิน คอร์ปหรือไม่
       
       แต่ถ้าศาลเชื่อว่า นช.ทักษิณ ใช้นอมินี ถือหุ้นชิน คอร์ป ก็จะพิจารณาต่อในประเด็นการเอื้อประโยชน์ทั้ง ในเรื่อง การแปลงค่าสัมปทานโทรศัพท์เป็นภาษีสรรสามิต, การลดค่าสัมปทานให้เอไอเอส, การอนุมัติโครงการดาวเทียมไอพีสตาร์ , การอนุมัติเงินกู้ให้รัฐบาลพม่าเพื่อซื้ออุปกรณ์จาก ชิน แซทเทลไลท์, และการแก้ไขสัญญาให้ ทศท.และ กสท. ต้องร่วมรับผิดชอบค่าใช้เครือข่ายร่วมกับเอไอเอส ซึ่งล้วนทำให้ ชิน คอร์ป มีรายได้ และมูลค่าสินทรัพย์ เพิ่มขึ้น จาก เพียง 20,000 กว่าล้านบาท ก่อนที่ นช. ทักษิณ จะเป็นนายกฯ เป็น 76,000 ล้านบาท ในวันที่ขายชินคอ์ป ให้เทมาเส็ก
       
       คำวินิจฉัยของศาลจะเป็นอย่างใด ไม่มีใครรู้ จนกว่าจะถึงวันพิพากษา แต่อาการแสดงออกของ นช.ทักษิณ ในระยะนี้ เป็นผลมาจากการคาดเดาทิศทางของคดีนี้อย่างแน่นอน
       
       อย่าลืมว่า นช. ทักษิณ ได้รับการยกยอปอปั้นว่า มีวิสัยทัศน์ คาดการณ์ในอนาคตได้แม่นยำ ซึ่งเขาได้พิสูจน์มาแล้ว เมื่อครั้งตัดสินใจหนีออกนอกประเทศ ก่อนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะพิพากษาให้จำคุก 2 ปี ในคดีที่ดินรัชดา
       
       ครั้งนี้ เขาคงทำนายอนาคตของตัวเองได้ถูกต้องอีก


November 22

เมื่อได้รับ่ทราบข้อมูลอย่างนี้แล้ว คุณยังอยู่นิ่งเฉยได้หรือ ประเทศไทย

ล้มเจ้า-เผาเมือง ?

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน

21 พฤศจิกายน 2552 01:47 น.

"เด็ดดอกไม้รายทาง"
       โดย...อัญชะลี ไพรีรัก
       
       เวลานี้ฟอร์เวิร์ด เมล์ ที่ฮิตที่สุด คือ ภาพที่โลกไซเบอร์ตั้งชื่อว่า ภาพหาดูยากแห่งปีเปิดดูก็หัวเราะกันน้ำตาไหลปนสะใจ เมื่อเห็น ภาพทักษิณกอดกันกลมกับฮุนเซน เปรียบเทียบกับภาพ ตัว here กอดตัว here หน้าทำเนียบรัฐบาล       
       รูปเปรียบเทียบฉบับพระกาฬนี้ ต้นตอมาจากไหนไม่รู้ แต่คนทำถูกยกย่องเกรียวกราวว่า ช่างคิด และ อารมณ์ขันรุนแรงเหลือร้าย
       เมล์ที่ฮิตรองลงมา คือ บทสัมภาษณ์ของ ดร. เสรี วงศ์มณฑา จากไทยโพสต์ ที่กล่าวถึง โมฆะบุรุษสุดเลวนามบิ๊กจิ๋วและทักษิณที่ครูของเราชำแหละเละเทะว่า
       “สิ่งชำรุดทางการเมือง สำแดงความบัดซบออกมาอย่างต่อเนื่อง คนมีสมองปราดเปรื่อง แต่สามารถทำอะไรชั่วร้ายได้ ย่อมไม่ใช่คนโง่ แต่คนเยี่ยงนี้เป็นคนเลวที่จงใจทำเพราะจิตใจโสมม สามานย์ คิดแต่ประโยชน์ส่วนตน ไม่เห็นแก่ประเทศชาติ สำรากถ้อยคำแต่ละเรื่อง ล้วนเห็นเลยว่าคนๆนี้เลวลึกเข้าไปถึงไขกระดูกดำ ยากที่จะเยียวยาให้เป้นคนดีได้ นอกจากจัดเรียงDNA ใหม่ เพราะที่ได้มาจากพ่อแม่นั้นเข้าลักษณะคนชั่วร้าย ลูกเลวบัดซบอย่างไรย่อมแสดงให้เห็นว่าพ่อแม่บุพการีเลวเพียงใด เพราะถ้าลูกมีพ่อแม่สั่งสอนมาดี ลูกจะเลวบัดซบขนาดนี้ไม่ได้ ฯลฯ.
       อีกเมล์หนึ่งที่ร้อนไม่แพ้กันคือ เมล์ที่ชักชวนให้คนกรุงเทพฯแสดงพลัง งดซื้อ-งดใช้บริการ -งดให้ทาน-งดอุดหนุนบรรดาร้านค้าที่ติดสติกเกอร์สนับสนุนเรารักทักษิณและพรรคเพื่อไทย
       เมล์นี้ให้รายละเอียดดังนี้ว่า คุณจะยังกินข้าวแกง จับจ่ายใช้สอย อย่างมีความสุขอยู่อีกหรือ? เมื่อคุณพบว่า ทักษิณ -เพื่อไทยและสีแดง จำนนหลักฐานจาบจ้วงสถาบันฯ ชาวกรุงฯต้องเริ่มงดอุดหนุนใช้บริการ ตั้งแต่วันนี้และต่อจากนี้ ช่างตัดผมในร้านที่เคยพล่ามให้ลูกค้าฟังความดีของทักษิณ ร้านค้า-คนขายที่เคยพล่ามให้ลูกค้าฟังเรื่อง ความรุ่งเรืองจอมปลอมในยุคทักษิณ แท๊กซี่ที่ชอบเปิดวิทยุเสื้อแดง แจกซีดี-ใบปลิวล้มเจ้า และ คล้อยตามทักษิณในกรณีจาบจ้วงฯ ตลอดจน ตลาดสดทุกแห่ง แม่ค้าขายไก่ย่าง ส้มตำ ที่ชอบติดรูปทักษิณด้วยความชื่นชม และฟังวิทยุเสื้อแดง ...ต่อให้ถูกแค่ไหน? ชาวกรุงเทพฯต้องเมินที่จะอุดหนุน ...ต่อให้ดีอย่างไร....ชาวกรุงเทพฯต้องเมินที่จะซื้อหา
       เมล์นี้ปิดท้ายด้วยภาพสติกเกอร์ เจ๊ง เครียด คิดถึงทักษิณ ...ได้ใจจริงๆ ต้องช่วยกันทำ
       อีกเมล์หนึ่งซึ่งร้อนแรงไม่แพ้ใคร และนับเป็นความใจกล้าของผู้ส่งกับผู้แปล เพียงแต่มีคำขอร้องแนบท้ายเมล์ว่าให้ลบชื่อผู้ส่งทุกครั้งที่คุณส่งต่อและ บอกเจตนารมย์ผู้แปลจากอังกฤษเป็นไทยว่าต้องการให้คนไทยส่วนใหญ่รู้เช่นเห็นชาติคนจาบจ้วงเพราะเวลานี้มีไทยอีนิวส์ของเสื้อแดงบิดเบือนคำแปลจากดำเป็นขาว และมีข่าวเขมรจับวิศวกรไทยพร้อมเสียงระเบิดเอ็ม 79 กลบข่าวจาบจ้วง
       เมล์นี้ แปลคำให้สัมภาษณ์ของทักษิณกับTimes online ฉบับเต็ม 12 หน้า พร้อมคำโต้แย้งเลอะเทอะของทักษิณ ผนวกกับบทความของ G.Dyer จากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในดูไบที่มีเนื้อหาลามปามจุ้นจ้านมาถึง สถาบันฯของเรา
       แต่ที่ฮาได้ถ้วยคือเมล์ของคนเชียงรายที่ส่งเรื่องมือดีดอดแจกหนังสือ ทักษิณเจ๊งทั้งแผ่นดินเนื้อหาของเมล์นี้เล่าเรื่องบุคคลลึกลับส่งหนังสือหนา 78 หน้า แบ่งออกเป็น 4 ตอนไปยังบ้านเรือนราษฏรในหลายพื้นที่ของจ.เชียงราย โดยเฉพาะที่อ.แม่จัน และอ.แม่สาย
       ลักษณะของหนังสือเล่มนี้มีภาพของทักษิณใส่เสื้อสีแดง และมีลิ่วล้อเป็นบุคคลต่างๆเช่น นายจักรภพ เพ็ญแข นายสุรชัย แซ่ด่าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ ฯลฯ กับคำพูดและข้อความจาบจ้วงฯต่างกรรม ต่างวาระ และหลายสถานที่
       เนื้อหาหลักๆ คือ การบอกความจริงที่ทักษิณกับพวกหลอกลวงมวลชนเสื้อแดงให้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของทักษิณ โดยเฉพาะเรื่องการให้ตัวเองรอดพ้นจากความผิดในคดีการเมืองและให้ได้อำนาจกลับคืนมา
       ในหนังสือเล่มนี้ยังระบุด้วยว่า ทักษิณกับพวกเสื้อแดงมีการกระทำทุกวิถีทางเพื่อคืนสู่อำนาจโดยไม่สนวิธีการ ไม่ว่าจะเป็นการก้าวล่วงสถาบันเบื้องสูง หรืออื่นๆ โดยโยงเข้ากับการขับเคลื่อนของอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่ผสมโรงกับทักษิณในปัจจุบัน ทั้งนี้เนื้อหา 4 ตอนของ ทักษิณเจ๊งทั้งแผ่นดิน มีตั้งแต่ เรื่องเพื่อไทยเพื่อทักษิณ คอมมิวนิสต์คืนชีพ คืนไทย และ รัฐไทยใหม่เป้าหมายทักษิณ
       เมล์นี้ยังบอกด้วยว่า เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของท้องที่ ได้พบว่ามีหนังสือแบบนี้ส่งถึงมือผู้อ่าน 100 คนต่ออำเภอ อย่างไรก็ดีหนังสือเล่มนี้ไม่มีการระบุผู้พิมพ์ แต่มการบรรจุใส่ซองกระดาศสีน้ำตาล และส่งไปทางไปรษณีย์ถึงมือประชาชนโดยไม่ได้ติดแสตมป์
       แต่ในจำนวนเมล์เกี่ยวกับทักษิณมีอยู่เมล์หนึ่งซึ่งฮามากขอบอก เพราะผู้ทำรวบรวมภาพการประชุมสุดยอดผู้นำในประเทศต่างๆที่นากฯอภิสิทธิ์เดินทางไปพบปะกับสุดยอดผู้นำของทุกประเทศทั่วโลก เมล์นี้เหน็บแนมไปยังทักษิณผู้หนีคดีในต่างแดนและชอบโชว์ภาพตัวเองกับผู้นำประเทศที่เราไม่คุ้นเคย ซึ่งผู้ทำต้องการแสดงให้เห็นฐานะความเป็นผู้นำของอภิสิทธิ์ที่เหนือชั้นกว่าทักษิณที่หนีอาญากฏหมายหัวซุกหัวซุน แต่ยังฝืนเสเสร้งว่าโดเด่นบนเวทีโลก
       ส่วนเมล์ที่มีภาพมากที่สุดได้แก่เมล์เสื้อแดงแรงฤทธิ์ที่โบนันซ่า โอ้โฮ! เห็นหน้าค่าตากันครบถ้วน ไม่ต้องพูดถึงสามเกลอหัวขวดผู้สู้แล้วรวยจริง ไม่ต้องพูดถึงหลายคนจากพรรคเพื่อไทย ไม่ต้องพูดถึงนพดล ปัทมะที่ประกาศตัวเต็มพิกัด แต่ต้องพูดถึงดาราอย่าง ปิยะมาศ หรือนักร้องสาวและพิธีกร ศิรินันท์ที่ทั้งร้อง เล่น เต้น คลอไปกับดารุณี กฤษบุญญาลัย ไฮซ้อเสื้อแดงที่โชว์จริตเต็มที่ไม่มีอั้น โดยเฉพาะ ศิรินันท์คว้าไมค์จาบจ้วงฯกักขฬะเหลือจะทนฟังได้
       เมล์สุดท้ายแล้ว...เป็นเมล์คนไทยรักชาติที่ส่งบทความล่าสุดของใจล์ อึ้งภากรณ์มาให้อ่าน อ่านจบแล้วร้องอ๋อ มิน่าละ...สิ่งที่ใจล์เขียนกับสิ่งที่ทักษิณพูดกับ Times online และสิ่งที่เกิดขึ้นจากเว๊บใต้ดิน กับวิทยุเสื้อแดง และจากสื่อต่างประเทศทั้งในอดีตและปัจจุบัน ต่างเชื่ยมโยงหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันแม้จะพุ่งเป้ามาจากหลากทิศหลายทาง ราวกับว่าทุกภาคส่วนของเครือข่ายทักษิณกำลังเร่งเครื่องแล้ว โดยให้ประกอบกับการนัดชุมนุมเสื้อแดงในวันที่ 29 พ.ย.นี้ ที่มองทะลุไปถึงองศาธันวาเดือด
       ใกล้เสร็จสิ้นคดียึดทรัพย์ ใกล้ถูกจับอีกหลายๆคดีที่ค้างคา ใกล้ขนาดนี้ทักษิณคงไม่มีเวลารีรอ อ่าน Times online กลับไปกลับมาหลายหน ประกอบกับอ่านความคิดของใจล์ จึงเห็นความในใจของใครบางคนที่ต้องการ ล้มเจ้าเพื่อคืนเมือง และความในใจของคนบางกลุ่มที่หมายจะ ล้มเจ้าเพื่อลบแค้นเก่าจากในอดีต...ธันวาจะเดือดหรือไม่...ขึ้นอยู่กับ ใจของพี่น้องแล้วในคราวนี้

Again, the whole world has to know the following message from the people of Thailand:

Click here for listen " The Thai People’s Declaration to the World "
       
       We are the people of the Kingdom of Thailand and are citizens who are loyal to our nation, our religion, and our monarchy. We gather here today at Sanam Luang in the capital city of Bangkok and are joined in spirit and in faith by Thai citizens from across the Kingdom.
       
       We come today to declare our purpose to everyone around the world, the following:
       
       1. The Kingdom of Thailand is one kingdom that cannot and will not be divided. The people of Thailand have always been and continue to be loyal to our nation, our religion, and our monarchy. The Kingdom of Thailand is governed under a constitutional monarchy and will never be ruled by any other system because we, the people of Thailand, are prepared to protect our nation, our religion, our King, our independence, our sovereignty, and our national interests…we protect these institutions with our lives.
       
       2. Fugitive Thaksin Shinawatra has been found guilty by the Supreme Court of Thailand for abuse of power and continues to flee and remain on the run. While he is hiding from the law, he is still wanted in many other corruption cases, but continues to create trouble and harm Thailand and its people, increasingly so that he has become the most wanted fugitive in the Kingdom’s recent history. Fugitive Thaksin Shinawatra will repay and return all assets that he has acquired through unjust means.
       
       We, the people of Thailand, will continue to monitor and demand those assets until they are rightfully returned to Thailand.
       
       3. We declare that Fugitive Thaksin Shinawatra has now become an enemy to the Kingdom of Thailand. He has become a traitor to his motherland by threatening Thailand’s national security and becoming an antagonist to Thailand’s constitutional monarchy. He has conspired with the enemy in undermining Thailand’s dignity.
       
       It has been apparent throughout his years as a fugitive that Thaksin Shinawatra has tried his best to incite political and ideological separation among Thais nationwide and also between the Kingdom of Thailand and its neighbor, Cambodia…a conflict that will not only affect Thai citizens, but also holds repercussions for the people of Cambodia and the citizens of Southeast Asia as a whole.
       
       4. We declare that the Kingdom of Thailand’s justice system is fair and just….a system that utilizes judicial, humanitarian, and compassionate philosophies in deliberating cases. While trying to disgrace and discredit Thailand’s judicial system around the world, Fugitive Thaksin Shinawatra uses that same judicial system to file lawsuits against others as well. He has now become the Kingdom’s most frequent plaintiff.
       
       We condemn Fugitive Thaksin Shinawatra and Mr. Hun Sen for dishonoring the Kingdom of Thailand’s judicial system. In doing so, both have also insulted the people of Thailand in the most shameful way and, for this, should never be forgiven.
       
       5. We declare that the Kingdom of Thailand and the Kingdom of Cambodia and its peoples remain friendly neighbors. We, therefore, call upon Mr. Hun Sen to cease his activities in conspiring with Fugitive Thaksin Shinawatra in turning Thailand into an enemy of Cambodia. Mr. Hun Sen should also immediately strengthen ties with Thailand and urgently act upon what is called for in Former King His Majesty Norodom Sihanu’s royal missive.
       
       6. Following in our ancestors footsteps, we, the people of Thailand, continue to be at peace with our neighbors and the world. We are dedicated to cooperating with the peoples and governments of nations around the world in protecting world peace, human rights, and the wellbeing of mankind.
       
       Our gathering today reflects a great deal about the current state of the Kingdom of Thailand. Our presence represents Thai citizens who remain devoted to protecting the honor and dignity of our nation, our King, and our constitutional monarchy as stipulated in the Kingdom of Thailand’s constitution.
       
       Declared to those present here and around the world…November 15, 2009 at Sanam Luang, Bangkok, Kingdom of Thailand
       
       With Heartfelt Respect and Peace
       
       The People of Thailand
       Who remain loyal to our nation, our religion, and our monarchy
 
         November 22, 2009