sombat's profileSpace ของ sombatPhotosBlogListsMore Tools Help

Space ของ sombat

sombat thavorn

Occupation
Location
Interests
As a neighbor in the world community, let us work together for the long-lasting benefits of human beings.
There are no categories in use.
No list items have been added yet.
Photo 1 of 13
November 27

ท่านสัก กอฯ ยังโดนอีก

วันนี้ (27 พ.ย.) เมื่อเวลา 09.00 น. พ.ต.ท.วรสรรค์ แสนสุข พนักงานสอบสวน (สบ2) สน.บางยี่ขัน ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปภายในสำนักงานทนายความสัก กอแสงเรือง เลขที่ 636/58-60 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กทม.จึงรายงานผู้บัญชาแล้วรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วย พ.ต.อ.พูนประยูร อิศรศักดิ์ ณ อยุธยา ผกก.สน.บางยี่ขัน เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน กลุ่มงานตรวจเครื่องกระสุนปืน กองบัญชาการตำรวจนครบาล
       
       ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ 4 คูหา สูง 4 ชั้น ซึ่ง 3 คูหา เปิดเป็นสำนักงานทนายความ สัก กอแสงเรือง จากการตรวจสอบบริเวณชั้น 2 ซึ่งเป็นห้องทำงานของทนายความ พบเศษกระจกแตกกระจายอยู่บริเวณพื้น ที่บานกระจก 2 บาน มีรูกระสุนปืน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว และบริเวณชั้น 3 ยังพบรูกระสุนปืนอีก 1 รู ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว ทำให้กระจกมีรอยร้าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานได้ตรวจสอบบริเวณจุดเกิดเหตุก่อนที่จะเก็บรายละเอียดทั้งหมดไปตรวจสอบอย่างละเอียด
       
       นายสัก กล่าวว่า ในอดีตเคยดำรงตำแหน่งเป็น คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) แต่ปัจจุบันได้เปิดสำนักงานทนายความย่านจรัญสนิทวงศ์ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อช่วงกลางดึก แต่เพิ่งจะทราบเรื่องจากทนายความที่เดินทางเข้ามาทำงานในตอนเช้า โดยทนายความได้ขึ้นไปทำงานที่ชั้น 2 จากนั้นก็พบว่าที่กระจกมีรูคล้ายกระสุนปืนและกระจกแตก ทั้งชั้น 2 และชั้น 3 จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางยี่ขัน ให้มาตรวจสอบ
       
       นายสัก กล่าวอีกว่า สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามาจากสาเหตุใด ต้องให้เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะตรวจสอบ รวมทั้งนำภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่หน้าสำนักงานไปตรวจสอบ ที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีเหตุกาณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุด ก่อนหน้านี้ เคยถูกข่มขู่ทางโทรศัพท์ จดหมาย และไปรษณียบัตร ซึ่ง คตส.ทุกคนเคยถูกข่มขู่มาแล้วเกือบทุกคน ส่วนข้อความในจดหมายที่มีการข่มขู่ จะระบุว่า “ขอให้หยุด ขอให้เลิก และให้ระวังตัว” ซึ่งส่วนใหญ่จะโทรศัพท์เข้ามาที่สำนักงานและโทรศัพท์บ้านแม่และน้องที่ย่านดาวคะนอง
       
       “ในการข่มขู่แต่ละครั้ง ไม่สามารถตรวจสอบได้ และผมก็ไม่เคยไปแจ้งความเอาไว้เลย แต่ครั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อวานนี้อัยการได้ส่งหมายศาลมาที่บ้านผม เพื่อให้ไปเป็นพยานในคดี 7 หมื่น 6 พันล้านบาท ซึ่งก็เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกันกับที่ถูกข่มขู่เมื่อคืนนี้ อย่างไรก็ตาม ผมก็จะทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายต่อไป โดยไม่ขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมาคุ้มกัน ส่วนเรื่องที่จะไปเป็นพยานในศาลผมก็จะทำหน้าที่ตรงนั้นต่อไป” นายสัก กล่าว
       
       ด้านแม่ค้าขายอาหารที่ตั้งอยู่ติดกับสำนักงานทนายความ กล่าวว่า หลังจากที่ตนขายข้าวแกงเสร็จประมาณ 02.00 น.ตนก็กำลังจะเข้านอน แต่เวลาประมาณ 04.30 น.ตนได้ยินเสียงคล้ายปืนดังมาก จึงมองผ่านประตูบ้านออกมาด้านนอก ก็พบร่างชายคนหนึ่งรูปร่างเตี้ย ผมสั้น ยืนอยู่บริเวณต้นไผ่ที่อยู่ด้านหน้าเต็นท์รถ แต่ช่วงนั้นมืดมาก ตนจึงมองไม่เห็นหน้าชายดังกล่าว
       
       ด้าน พ.ต.อ.พูนประยูร กล่าวว่า จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมกับเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน พบว่า มีรูคล้ายรูกระสุนที่บานกระจก ชั้น 2-3 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบของ พฐ.แต่ทั้งนี้ ภายในสำนักงานทนายความของคุณสัก ไม่ได้รับความเสียหายและไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ ส่วนสาเหตุในครั้งนี้จะต้องสอบปากคำพยานและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียดอีกครั้ง

Win Mark ตายแบบไทย

Win Mark : ความปราชัยของ นช.ทักษิณ

โดย อุษณีย์ เอกอุษณีษ์

26 พฤศจิกายน 2552 16:34 น.

 

การขึ้นให้การของพยานฝ่ายอัยการ ในคดียึดทรัพย์ 7 หมื่น 6 พันล้าน น่าจะทำให้นักโทษชายทักษิณถึงขั้นเซลล์มะเร็งพลุ่งพล่าน เพราะคงนึกไม่ถึงว่า ความชั่วที่สู้อุตส่าห์สะสมมายาวนานจะมาถูกนำมาเปิดเปลือยล่อนจ้อนในคราวเดียวเสียหมดสิ้น ในช่วงจังหวะเวลาเดียวกับที่ทรัพย์สมบัติมูลค่ามหาศาลที่โกงชาติมา ก็ทำท่าจะยื้อกลับมาไม่ได้
       
       การไต่สวนคดียึดทรัพย์ 7 หมื่น 6 พันล้านจะว่าไปแล้ว ไม่ใช่แค่เพียงการพิสูจน์ฐานความผิดในเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว หากแต่อานิงส์ของการตรวจสอบ ยังจะช่วยถลกหนังขบวนการฉ้อฉลทางธุรกิจการเมืองที่แยบยลและเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และอาจจะติดอันดับต้นๆ ของโลกด้วย เพราะตั้งแต่ต้นธารไปจนถึงปลายธารของคดีนี้ล้วนถูกเชื่อมโยงปะติดปะต่อไปด้วยพฤติกรรมเลวร้ายไล่ตั้งแต่การฟอกเงิน” “หลีกหนีการตรวจสอบ” “เลี่ยงภาษีไปจนกระทั่งถึงการปั่นหุ้น
       
       กลุ่มธุรกิจที่ตกอยู่ในข่ายถูกตรวจสอบอย่าง ชินคอร์ป ในยุคทักษิณ ชินวัตรเป็นเจ้าของนั้นจัดเป็นบริษัทที่เป็นคู่สัมปทานกับรัฐ ก่อตั้งในปี 2533 และเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ใน ปี 2535 แม้หลังเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้วจะมีการกระจายหุ้นบางส่วนไปอยู่ในมือชาวบ้าน แต่หุ้นส่วนใหญ่กว่า 46 เปอร์เซ็นต์ก็ยังถูกถือในมือเจ้าของตัวจริง อย่าง ทักษิณ และพจมาน ชินวัตร
       
       จนกระทั่งเมื่อทักษิณเข้าสู่การเมืองในปี 2542 กฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา100 กำหนดให้ข้าราชการการเมืองต้องรายงานการถือหุ้นในมือให้ ป.ป.ช.ทราบ แต่เจ้ากรรม หุ้นในมือของคุณหญิงพจมานคู่สมรสนายทักษิณ นอกจากจะไม่ได้รายงานแล้วการตรวจสอบยังพบว่า หุ้นจำนวนมากถูกนำไปซุกไว้ในชื่อของคนสวน คนใช้ จนกลายเป็นคดีฉาวสุดคลาสสิกอย่างซุกหุ้นภาคแรก
       
       กรรมเก่าอันเกิดจากการซุก ใช่ว่าจะจบลงแค่นั้น ปรากฏว่า ในช่วงเวลาไม่นาน พฤติกรรมชอบซุกที่เคยสร้างปัญหาให้สามีภรรยาคู่นี้มาแล้ว ก็ย้อนกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อสามี นายทักษิณ ชินนา-ไวอากร้า (ชื่อที่ใช้ปัจจุบันตามพาสปอร์ตมอนเตเนโกร) เริ่มทำการกระจายหุ้นในมือออกไปให้ลูก น้องสาว และกองทุนลับที่จัดตั้งขึ้นบนเกาะฟอกเงิน British Virgin Irelands โดยให้ชื่อกองทุนลับที่ตัวเองเป็นเจ้าของร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าโคตรรวยเลยตูหรือ Ample Rich Investments Limited
       
       ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2540 ฉบับที่คนเสื้อแดงเรียกร้องนั้น ระบุไม่ให้นายกรัฐมนตรีถือหุ้นในบริษัทสัมปทานที่เป็นคู่สัญญากับรัฐ แต่แทนที่ผู้นำจะปฏิบัติตามกลับใช้ช่องโหว่ รูหมารอด เพื่อหาทางกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัว จากอมตะวาจา บกพร่องโดยสุจริตในคดีซุกหุ้นคนใช้ เลยบานปลายกลายเป็นคำบริภาษว่า อิจฉาล่ะสิเมื่อผู้พูดต้องการกลบเกลื่อนความผิดหลังมีการตรวจสอบ พบพฤติกรรมไร้สำนึกขยับหนีจากซุกคนใช้มาเป็นซุกไว้ต่างแดนผ่านกองทุนลับ
       
       มหกรรมขุดคุ้ยเบื้องหลังกองทุน Ample Rich ได้กลายเป็นประเด็นที่จุดติดในสังคมปลายรัฐบาลทักษิณ 2 เริ่มมีการตั้งข้อสังเกตถึงอาการผลุบเข้า-ผลุบออกจากรายชื่อผู้ถือหุ้นชินคอร์ป ของกองทุนนี้เป็นระยะๆ
       
       ไม่นับรวมการปรากฏตัวของกองทุนลับร่วมสายเลือดอย่าง Win Mark ที่เริ่มเป็นข่าวเข้ามาซื้อหุ้นอสังหาริมทรัพย์ 5-6 บริษัท ที่ถือโดยทักษิณ-พจมาน เมื่อเดือน สิงหาคม 2543 เพื่อแลกกับเงินสดมูลค่า 1,500 ล้านบาทที่ถูกโอนเข้ามาในประเทศในช่วงเลือกตั้ง
       
       หลายคนสงสัยว่าเครื่องหมายแห่งชัยชนะที่ถูกซุกไว้ในมุมมืดนี้แท้จริง จะเป็นของทักษิณ ชินวัตรอีกหรือไม่ - การซื้อหุ้นที่ผ่านมาอาจจะกลายเป็นเพียงการผันเงินที่ซุกไว้นอกประเทศ เข้ามาใช้ในประเทศเท่านั้น
       
       Win Mark ได้ทำให้สังคม เกิดคำถามมากมายที่รอให้มีผู้มาตอบ เพราะถ้า Win Mark เป็นของชายที่ชื่อทักษิณจริง คำถามต่อไปก็คือ กองทุนนี้ ...ทักษิณ...
       
       ...มีไว้เพียงซุกซ่อนอะไร? เงินสกปรกที่ระบุที่มา-ที่ไปที่แจ้งมิได้ใช่หรือไม่?
       
       ... จากการเก็งกำไรค่าเงินในประเทศไทย?
       
       …เป็นแหล่งทุนสำหรับนำไปใช้จ่ายอย่างผิดกฎหมาย?
       
       …มีเงินสกปรกซุกซ่อนไว้ทั้งหมด เท่าไหร่?
       
       ... และทำทั้งที่รู้ว่า พฤติกรรมเช่นนี้ผิดกฎหมายใช่หรือไม่?
       
       เดิมสถานะของ Win Mark จะถูกเปิดออกมาตั้งแต่ปี 2550 ครั้งที่ดีเอสไอ มีอธิบดีชื่อ สุนัย มโนมัยอุดมแล้ว เพราะได้มีการประสานขอหลักฐานสำคัญจากธนาคารในต่างประเทศเพื่อมัดตัวคนร้ายไว้เป็นที่เรียบร้อย แต่ดูเหมือนระบอบทักษิณ จะอ่านเกมออก จึงส่งรัฐมนตรียุติธรรมในขณะนั้น เข้ามารับภารกิจเลื่อยขาเก้าอี้ท่านสุนัย พร้อมของแถมเป็นหมายจับ สภ.วังน้อย อยุธยาที่ร่อนไปรอรับถึงสนามบิน แต่โชคดีที่คนของพลเอกปฐมพงษ์ เกสรศุกร์ ชิงรับตัวท่านสุนัยตัดหน้า ตำรวจม้าใช้ของนักการเมืองทัน อันนำไปสู่การยื่นเรื่องขอให้ศาลเพิกถอนหมายจับเถื่อนในที่สุด
       
       แม้คดีเอสซีเอสแสท ในมือดีเอสไอจะจบไม่สวยด้วยถูกดอง หลังดีเอสไอเปลี่ยนตัวผู้บริหาร และถูกอัยการสั่งไม่ฟ้องท่ามกลางความคลางแคลงใจของคนทั้งประเทศ แต่ในที่สุด ฟ้าก็มีตา ความจริงได้ถูกเปิดเผย แม้จะมาช้าถึง 2 ปี
       

       คำให้การของ นางวรัชญา ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต และนายสุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ถูกเปิดเผยในชั้นไต่สวนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มัดทักษิณอย่างดิ้นไม่หลุด
       
       ..วิน มาร์ค แอมเพิลริช และพานทองแท้ ล้วนเป็นนอมินีทักษิณ
       
       ทักษิณยังเป็นเจ้าของชินคอร์ป นับแต่ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี จนถึงวันที่ขายหุ้นชิน
       
       ทักษิณบริหารประเทศไปพร้อมๆ กับที่ขาอีกข้างก็บริหารชินคอร์ปไปด้วย เบื้องหลังทักษิณ นอกจากจะมี Ample Rich ยังมี Win Mark, Blue Diamond และ Sinatra แอบซ่อนอยู่เป็นทิวแถว
       
       แม้ในคำให้การจะไม่ได้ให้ข้อมูลว่า BlueDiamond ของทักษิณ จะเป็นอันเดียวกับที่ต่อท่อน้ำเลี้ยงมายังเวทีชุมนุมสนามหลวงที่ขึ้นคัตเอาต์รูป “BlueDiamond” และมีผู้ปราศรัยกล่าวหมิ่นเบื้องสูงจนถูกออกหมายจับหรือไม่
       
       แต่จิ๊กซอว์ทั้งหมดที่ได้ ก็ทำให้คนทั้งประเทศเริ่มจะปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้ และเริ่มจะหันกลับไปทบทวนข้อกล่าวหาจากหลายฝ่ายที่มีต่อ นช.ทักษิณในอดีต อาทิ
       
       น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไทยโพสต์, 28 ม.ค. 48
       
       “เมื่อ 30 มิถุนายน 2540 นายกรัฐมนตรีสมัยนั้นลงนามคำสั่งลอยตัวค่าเงินบาท แต่ประกาศในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ช่วงระยะเวลานี้และในที่ประชุมมีใครบ้าง และช่วยตรวจสอบด้วยว่าปลายเดือนมิถุนายน 2540 ใครไปเปิดบัญชีในธนาคารแห่งหนึ่งเอาไว้ที่ประเทศสิงคโปร์ ไปตรวจสอบดูหากคนนี้ไม่ใหญ่โตคงทำอะไรไม่ได้
       
       ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ปูดลอยบาท 2 สื่อสารฟัน 6 หมื่นล้าน”, กรุงเทพธุรกิจ, 31 ม.ค. 48
       
       “ในปี 2540 นายจอร์จ โซรอส ได้วางแผนโจมตีค่าเงินบาทของไทย โดยนายจอร์จได้ติดต่อผ่านบริษัทไฟแนนซ์ขนาดใหญ่ ...โดยบริษัทเหล่านี้ได้มาเชิญชวนตนและนักธุรกิจรายใหญ่ของประเทศ รวมทั้งกลุ่มบริษัทสื่อสารโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของประเทศ 2 คน ให้เข้าร่วมการซื้อ-ขายเงินบาทและดอลลาร์ด้วย...และปรากฏว่าภริยาของนักธุรกิจสื่อสารผู้นี้นำเงินบาท ซึ่งเป็นเงินสดออกไปประเทศสิงคโปร์เพื่อไปขายให้ต่างชาติ ให้ต่างชาติมีเงินบาทมาทำการซื้อ-ขายดอลลาร์และโจมตีค่าเงินบาทต่อไป ซึ่งได้มีการดำเนินการจนกระทั่ง รมว.คลังลาออกแก้วสรร อติโพธิ อดีต คตส., สำนักข่าวไทย, 19 ก.ย. 50
       
       “ ปัจจุบันมีการทุจริตใหม่เกิดขึ้น โดยมีโครงสร้างพื้นฐานเป็นการลงทุนใช้เงินยึดอำนาจรัฐบาล ทั้งซื้อ ส.ส. ซื้อเสียง ซื้อพรรค และซื้อ ส.ว. จากนั้นลงทุนใช้เงินและใช้อำนาจแต่งตั้งของรัฐบาลยึดอำนาจในระดับหน่วยงาน กรม รัฐวิสาหกิจ องค์กรตรวจสอบ ยึดหัวใจประชาชน โดยใช้เงินหลวงสร้างมาตรการประชานิยม และยึดสื่อมวลชน พร้อมกับสร้างกองทุนลับเพื่อเป็นฐานซุกซ่อนเงินที่ได้มาโดยมิชอบ หรือหุ้นที่จำเป็นต้องปกปิดในกระบวนการซื้อขายหุ้น โดยใช้ข้อมูลภายในเป็นฐานฟอกเงินเข้าประเทศในรูปแบบต่างๆ เช่น รับซื้อหรือขายหุ้นของตนเอง หรือให้บริษัทของตนเองกู้เงินจากกองทุนลับ และซุกหุ้นต่างๆ เพื่อหนีข้อกำหนดในกฎหมายป้องกันการถือประโยชน์ทับซ้อนการทุจริตรูปแบบใหม่ ที่มีเงินตัวเดียวสามารถยึดอำนาจรัฐได้ทั้งประเทศ

ดูไบ - ตรงเวลา

 

 

ฟองสบู่แตกที่ ดูไบทุนไทยข้ามชาติหนาว คลังยันไทยไม่สะเทือน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

27 พฤศจิกายน 2552 12:33 น.

Nov27_09_เจ๊งครั้งที่ 10 แล้วจะอะไรอีก.doc

รมว.คลัง แจงสถานการณ์ ดูไบ เวิลด์ฟองสบู่แตก ไม่กระทบถึงเอเชีย ยันเป็นเรื่องที่เกิดมานานแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่ ชี้ปัญหาที่เกิดขึ้น ต่างจากวิกฤตปี 40 ขณะที่ ศก.ไทย เริ่มฟื้นตัวแล้ว และเชื่อว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบมาถึงไทย ขณะที่บริษัทก่อสร้างข้ามชาติราย

ใหญ่ของไทย และธนาคารพาณิชย์ ที่เข้าไปลงทุนในดูไบ ต่างดาหน้าออกมาชี้แจงข่าวจ้าละหวั่น  “SCB-BAY” เร่งเช็กผลกระทบพอร์ตการลงทุนทันที NWR เชื่อวิกฤตการเงินในดูไบไม่กระเทือนธุรกิจ แม้ยังมีลูกหนี้ค้างรับ MINT ไม่ห่วงกรณีดูไบกระทบงานบริหารโรงแรมเหตุยังอีกนาน เพราะยังมีรออีก 11 แห่งทั่วโลก       
       นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังเป็นห่วงสถานการณ์ฟองสบู่แตกที่ดูไบ หลังจากที่บริษัท ดูไบเวิลด์ มีปัญหาไม่สามารถชำระหนี้ได้ รวมทั้งปัญหาฟองสบู่ที่เกิดขึ้นที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) อาจส่งผลต่อตลาดการเงินโลกครั้งใหม่นั้น ยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดมานานแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่
       
       รมว.คลัง ระบุเพิ่มเติมว่า ปัญหาฟองสบู่ที่เกิดในดูไบ แตกต่างจากปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศเอเชียเมื่อ 10 ปีก่อนหน้านี้ ซึ่งยืนยันว่า ปัญหาฟองสบู่ในดูไบจะไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย เพราะขณะนี้ประเทศไทยกำลังเริ่มฟื้นตัวจากปัญหาเศรษฐกิจ และตัวชี้วัดในภาคอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้น ซึ่งถือว่ามีส่วนสำคัญ ก็ยังไม่มีสัญญาณว่าจะเกิดฟองสบู่ โดยราคาที่ดินยอดขายอสังหาริมทรัพย์ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ
       
       ส่วนราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่ปรับเพิ่มขึ้นมาร้อยละ 60 จากต้นปี 2552 เนื่องจากนักลงทุนเข้ามาลงทุน เพราะผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนดี ตามภาวะเศรษฐกิจที่คาดว่ากำลังฟื้นตัว ซึ่งเป็นเหตุเป็นผลที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ไม่ได้เกิดจากภาวะฟองสบู่ ตามที่หลายฝ่ายที่ไม่รู้จริงเข้ามาวิจารณ์
       
       รมว.คลัง กล่าวเสริมว่า แม้ทางดูไบจะมีปัญหา แต่คงไม่มีผลกระทบไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหม่ของไทย เพราะข้อมูลล่าสุด หลังนายกรัฐมนตรีไปเยือนกาตาร์ ก็พบว่าเศรษฐกิจมีความเข้มแข็งดี
       
       ขณะที่สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังพุ่งเป้าที่ที่ดูไบ พร้อมกับการจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลังจากบริษัทดูไบ เวิลด์ ซึ่งเป็นบริษัทเพื่อการลงทุนของทางการดูไบ นครแห่งความมั่งคั่งของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ประกาศขอเลื่อนการชำระหนี้ จำนวน 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 119,000 ล้านบาท ที่จะถึงกำหนดชำระในเดือนธันวาคม 2552 นี้ ออกไปอีก 6 เดือน หรือจนกว่าจะถึงเดือนพฤศภาคม 2553 เนื่องจากยังคงได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตสินเชื่อ และเศรษฐกิจโลกถดถอย
       
       โดยล่าสุด สถานะทางการเงินของดูไบ เวิลด์ กำลังตกอยู่ในขั้นย่ำแย่ โดยมีหนี้สินรวมกว่า 53,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท และเป็นเหตุผลให้วานนี้ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส และสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ซึ่งเป็น 2 บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายใหญ่ของโลก ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของ ดูไบ เวิลด์ของรัฐบาลดูไบลงสู่สถานะ “junk” หรือ ขยะ
       
       นายตัน คอง คูน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยว่า ขณะนี้ธนาคารอยู่ระหว่างการตรวจสอบการเข้าไปลงทุนในพันธบัตรรวมทั้งการลงทุนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับดูไบ ในทันที หลังจากที่เกิดปัญหาฟองสบู่แตก พร้อมระบุว่า การลงทุนของธนาคารในดูไบ เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับเม็ดเงินจำนวนมากที่ทั่วโลกเข้าไปลงทุนในดูไบ
       
       บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซียไซรัส ระบุว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY มีเงินลงทุนในพันธบัตรในดูไบ โดย SCB มีจำนวนเล็กน้อย ส่วน BAY มีประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งยังไม่มีรายละเอียดว่าเป็นเงินลงทุนประเภทใด แต่ไม่เกี่ยวข้องกับดูไบเวิลด์
       
       จากข้อมูลปัจจุบัน BAY มี exposure มากที่สุด แต่ฝ่ายบริหารคาดว่าไม่น่าจะเกิดความเสียหาย แต่หากเกิดการ Write-off จะกระทบกำไรปี 2552 ประมาณ 8% ภายใต้คาดการณ์กำไรทั้งปีอยู่ที่ราว 6.5 พันล้านบาท
       
       นายวัชรพัธ วัชราภัย ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายวางแผน กลยุทธ์ บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ NWR หนึ่งในบริษัทก่อสร้างที่เข้าไปลงทุนในดูไบ กล่าวถึงสถานการณ์รัฐดูไบขอเลื่อนการชำระหนี้ เชื่อว่าไม่น่าจะมีผลกระทบกับบริษัทมากนัก แม้ว่าจะยังมีบริษัทร่วมทุนเปิดทำการอยู่ที่นั่น แต่ก่อสร้างงานเก่าจบไปแล้วและไม่ได้รับงานใหม่ ขณะที่มีลูกหนี้ค้างชำระอยู่ส่วนหนึ่ง
       
       นายวัชรพัธกล่าวว่า ปัญหาวิกฤตทางการเงินที่เกิดขึ้นในดูไบขณะนี้ มองว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบริษัท และไม่มีความกังวล เนื่องจากบริษัทไม่ได้มีงานที่ดูไบ ซึ่งแม้จะไม่ได้ทำงานในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) แต่บริษัทก็ยังมีทางเลือกในการรับงานที่อื่น รวมถึงงานในประเทศก็มีทยอยออกมามากขึ้น
       
       นายวัชรพัธกล่วว่า บริษัทไม่ได้กังวลเรื่องที่เกิดขึ้นกับดูไบในตอนนี้ หรือหากในอนาคตจะส่งผลกระทบไปยังเมืองอื่นๆ ที่อยู่ใน UAE เพราะการทำธุรกิจแล้วชอบกังวล ก็ไม่ต้องทำอะไร อีกอย่างการไปเปิดบริษัทที่นั่น ก็มีค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
       
       ปัจจุบัน NWR ไม่มีงานค้างอยู่ในดูไบภายใต้บริษัทร่วมทุน คือ ITD-Nawara LLC ที่มีบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ถือหุ้น 60% และ NWR ถือ 40% ที่เข้าไปรับงานก่อสร้าง เนื่องจากได้ทำงานแล้วเสร็จไปตั้งแต่ปี 51 อย่างไรก็ตาม บริษัทร่วมทุนดังกล่าวยังมีภาระผูกพันอยู่ที่ดูไบ เนื่องจากมีหนี้ค้างรับจากลูกค้าที่ยังเรียกเก็บไม่ได้
       
       ทั้งนี้ บริษัทที่เราตั้งร่วมกับ ITD รับงานไปแล้วงานนึง เป็นงานก่อสร้างคอนโดมิเนียม บ้าน เป็นรูปแบบคอมเพล็กซ์ แล้วก็จบไปแล้วตั้งแต่ปี 51 จากงานนั้นเราก็ยังไม่ได้เริ่มงานใหม่ เพราะไม่มีงาน แต่บริทร่วมทุน ITD-Nawara LLC ก็ยังเปิดดำเนินการอยู่ ยังไม่ได้มีการยกเลิกกิจการ โดยนักวิเคราะห์เชื่อว่า NWR จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะมูดี้ส์ และ S&P ได้ปรับลดอันดับเครดิตบริษัทที่มีความสัมพันธ์กับรัฐบาลดูไบด้วย
       
       โดยเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 NWR ชี้แจงฐานะการเงินและผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2552 สิ้นสุด 30 กันยายน 2552 ITD-Nawarat (LLC) มีลูกหนี้การค้าทั้งหมด 11 ล้านบาท จำนวนหนี้เกินกว่า 1 ปี 9 ล้านบาท ระยะเวลาคงค้าง 1 ปีขึ้นไปในโครงการก่อสร้างในเมืองดูไบ อยู่ระหว่างการเจรจาเรียกชำระหนี้ นอกจากนี้ยังมีเงินให้กู้ยืมระยะสั้น และเงินทดรองจ่ายแก่กิจการที่เกี่ยวข้องกัน จำนวนทั้งหมด 157 ล้านบาท
       
       ส่วนบริษัท QINA Contracting LLC ซึ่งเป็นบริษัทจัดตั้งใน UAE ทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 3 ล้านดีแรมห์ มีผู้ถือหุ้นได้แก่ Quest Energy LLC ถือ 51%, ITD ถือ 24% NWR ถือ 20% และบริษัท อะเฮดออล จำกัด ถือ 5% เพื่อดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับงาน
       
       ด้านบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า ITD, NWR ร่วมลงทุนในดูไบ โดย ITD ถือ 60% NWR ถือ 40% ใน ITD-Nawara LLC และ QINA Contracting LLC NWR ถือ 20% (วงเงิน 5.9 ล้านบาท) ITD ถือ 24% (7 ล้านบาท) แต่ ITD ตั้งสำรองหมดแล้ว ส่วน NWR ไม่มีรายงาน
       
       น.ส.ประภารัตน์ ตังควัฒนา ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการเงิน บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT เชื่อว่า กรณีรัฐดูไบ ขอเลื่อนการชำระหนี้จำนวนมหาศาลที่สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก ไม่น่าจะผลกระทบต่อแผนงานที่บริษัทจะรับบริหารโรงแรมใหม่ของบริษัท นาคีล จำกัด ขนาด 300 ห้อง 1 แห่งในดูไบในปี 2555 เนื่องจากระยะเวลายังอีกนาน กว่าจะถึงจุดนั้นปัญหาต่างๆ ก็น่าจะคลี่คลายไปแล้ว
       
       “ยอมรับว่าในดูไบมีอยู่ 1 โครงการที่ลงทุนโดยบริษัท โดยใช้ชื่อว่า นาคีล ซึ่งลงทุนในโรงแรมที่บริษัทมีแผนจะเข้ารับบริหารโรงแรมที่ดูไบ 1 แห่ง กว่าจะแล้วเสร็จตามสัญญา จะเปิดในปี 2012 ซึ่งก็อีกตั้ง 3 ปี แต่เราก็จะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
       
       ทั้งนี้ บริษัท นาคีล เป็นผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์หมู่เกาะเป็นรูปต้นปาล์มที่มีชื่อเสียงของดูไบ และเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในดูไบ ในเครือดูไบ เวิลด์ ที่กำลังประสบปัญหาในการชำระคืนหนี้ 3.5 พันล้านดอลลาร์ ที่กำลังจะครบกำหนดในเดือนธันวาคม 2552 นี้ จากหนี้สิ้นที่มีทั้งหมด 5.9 หมื่นล้านดอลลาร์
       
       อย่างไรก็ตาม น.ส.ประภารัตน์ กล่าวว่า หากประเมินสถานการณ์ในแง่เลวร้ายสุดว่าแผนงานเข้าบริหารโรงแรมดังกล่าว อาจมีการเปลี่ยนแปลง แต่ก็เป็นแค่ 1 ในอีกกว่า 11 โรงแรมในประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่บริษัทมีแผนจะเข้ารับบริหารงาน หลังจากที่ได้มีการเซ็นสัญญาไปแล้ว และจะทยอยเปิดบริการภายใน 5 ปี นับจากนี้ เช่น โมร็อกโก แอฟริกา โอมาน จีน อินเดีย ฯลฯ ยังไม่รวมที่จะเปิดในปี 2553 คือ โรงแรมอนันตรา มัลดีฟส์ ลักษณะ Pool Villa จำนวน 84 ห้อง และอีก 1 แห่งในกรุงเทพฯ คือ เซนท์รีจีส ซึ่งเป็นโรงแรม 200 ห้องและมีคอนโดฯอีก 53 ยูนิต โดยทั้ง 2 แห่งนี้บริษัทเป็นผู้ลงทุนเอง
       
       ปัจจุบัน MINT มีโรงแรมในเครือประมาณ 30 โรงแรมทั่วโลก และมีแผนจะเปิด 11-12 โรงแรมภายใน 5 ปีนี้ รวมกว่า 6,000 ห้อง นอกจากนี้ บริษัทก็ยังพยายามมองหาโอกาสที่จะเข้ารับบริหารเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนโรงแรมในอาบูดาบีที่บริษัทเข้ารับบริหารเช่นกันนั้นเปิดดำเนินการไปแล้ว 2 โรงแรม ไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้
       
       ทั้งนี้ อาบูดาบี และดูไบ มีการปกครองที่แยกออกจากกัน และเศรษฐกิจระหว่างอาบูดาบีกับดูไบ ก็คนละเรื่องเลย อีกอย่างเป็นโรงแรมที่บริษัทไม่ได้ลงทุน แค่รับบริหารอย่างเดียว
       
       น.ส.ประภารัตน์ ยังแสดงความมั่นใจว่า ผลประกอบการของ MINT จะดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากธุรกิจอาหาร โรงแรม คอนโดมิเนียม รวมทั้งธุรกิจค้าปลีก ซึ่งแล้วแต่เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจโรงแรม ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ โดยไตรมาส 4/52 อัตราการเข้าพักเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 65% จาก 50% ในไตรมาส 4/51 และไตรมาส 3 ที่ผ่านมา
       
       ส่วนอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งปี 2552 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 55% และในปี 2553 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 65% และมั่นใจว่ากำลังจะดีขึ้นตามลำดับ และไม่อยากให้มอง MINT แบบ Short term เพราะเราเป็นการลงทุนระยะยาว และส่วนใหญ่ Asset จะมีการ Appreciate Overtime ช่วงนี้อาจจะมีความกังวลเรื่องท่องเที่ยว เรื่องการเมือง แต่คิดว่าเมืองไทย ยังไงซะ 2-3 ปีก็ต้องกลับมาบูมเรื่องท่องเที่ยวอยู่ดี เพราะเราได้เปรียบประเทศเพื่อนบ้านค่อนข้างเยอะ
       
       นอกจากนี้ กรณีที่เกิดขึ้นที่ประเทศกัมพูชา เราเองก็มีแฟรนไชส์ธุรกิจอาหารอยู่ที่นั่น แต่ก็ไม่ได้รับผลกระทบ ยอดขายยังเป็นไปตามปกติ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่อยู่ในกัมพูชา อีกทั้งมีคู่แข่งน้อย และเราเป็นเจ้าแรกๆ ที่เข้าไปเปิดทั้งในส่วนของ Swensen's, Dairy Queen และ The Pizza Company

ดีเอสไอกับกรณีที่มอบหมายพิเศษ

ดีเอสไอกับ “ชายชอบกินปู” ความยุติธรรมในอ้อมกอดชู้!
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 พฤศจิกายน 2552 07:43 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ทวี สอดส่อง

การพิจารณาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ที่กระบวนการกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น และน่าระทึกยิ่ง กับผลคำพิพากษาที่คาดกันว่าน่าจะได้รับทราบคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในช่วงเดือนมกราคมปีหน้า
       
       มีประเด็นเชื่อมโยงที่สะท้อนชัดถึงการทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชนของ นช.ทักษิณ ชินวัตร ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
       
       เพราะเกี่ยวพันไปถึงคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเมื่อปี 2550 “สุนัย มโนมัยอุดม” เป็นอธิบดีดีเอสไอ สั่งฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร เพ็ญโสม และบุษบา ดามาพงศ์ อดีตกรรมการบริษัท เอสซี แอสเสท ฐานกระทำผิดต่อ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ในการปกปิดการถือครองหุ้นเอสซี แอสเสท ที่แท้จริง และไม่รายงานต่อ ก.ล.ต.
       
       โดยคดีนี้ถือเป็นคดีแรกที่ นช.ทักษิณ ถูกหมายจับของพนักงานสอบสวน จนเจ้าตัวต้องหลบหนีไปกบดานอยู่ในประเทศอังกฤษ แต่เมื่อการเมืองเปลี่ยนแปลงในช่วงปี 2551 “พรรคพลังประชาชน” ขึ้นเป็นรัฐบาลต่อจากรัฐบาล พล.อ.สรุยุทธ์ จุลานนท์
       
       เกมล้างแค้นก็เริ่มต้นขึ้น...
       
       นับจากการปลด “สุนัย” ฟ้าผ่า จนต้องกลับไปเป็นผู้พิพากษา และโหดร้ายถึงขั้นมีการออกหมายจับ จัดชุดไปตะครุบตัว“สุนัย” ถึงสนามบิน ราวกับเป็นนักโทษอุกฉกรรจ์ ซึ่งในที่สุดศาลยุติธรรมก็ได้มีคำสั่งยกเลิกหมายจับที่ออกโดยมิชอบไปแล้ว
       
       แต่คดีเอสซี แอสเสท ก็เกิดการพลิกผันตามมาทันทีที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ก้าวขึ้นเป็นอธิบดี ดีเอสไอ แทน “สุนัย” เพราะถูกสงสัยว่ามีการดึงเรื่องให้ล่าช้า กระทั่งเมื่อส่งสำนวนฟ้องไปยังอัยการก็ถูกครหาอย่างมากว่า “ทำสำนวนอ่อน” จนอัยการสั่งไม่ฟ้อง ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ เมื่ออัยการส่งเรื่องกลับมายังดีเอสไอ
       
       พ.ต.อ.ทวี ก็มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องตามอัยการทันที รวดเร็วเสียยิ่งกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดเปิดปุ๊บติดปั๊บเสียอีก
       
       ผลจากการตัดสินใจครั้งนั้นเท่ากับ “คดีเป็นที่สุด” ผู้ต้องหาทั้ง 4 หลุดพ้นข้อกล่าวหาไปโดยปริยาย

       
       มาถึงวันนี้จากการไต่สวนในศาลฎีกาฯ อันสืบเนื่องจากคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ปรากฏหลักฐานสำคัญบ่งชี้ว่า นช.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยา เป็นเจ้าของกองทุนส่วนบุคคลที่ตั้งในมาเลเซีย 2 กองทุน คือ โอเวอร์ซี โกรว์ธ ฟันด์ (OGF) และออฟชอร์ ไดนามิค (ODF) ที่ถือหุ้นใน เอสซี แอสเสท รวมกว่า 61.165 ล้านหุ้น คิดเป็น 19.05% ของหุ้นจดทะเบียน และครอบครัวชินวัตร ยังเป็นผู้รับผลประโยชน์จากการลงทุนเสียด้วย
       
       หลักฐานโครงสร้างการลงทุนของกองทุนทั้ง 2 ในเอสซี แอสเสท ที่ ก.ล.ต.และดีเอสไอ ไปเปิดเผยต่อศาลฎีกาฯ มีตัวละครเกี่ยวข้องทั้งหมด 7 ราย ประกอบด้วย 1.ซิเนตรา ทรัสต์ 2.บริษัท บลูไดมอน 3.บริษัท วินมาร์ค 4.กองทุน VAF 5.กองทุน OGF และ 6.กองทุน ODF และ 7.เอสซี แอสเสท โดยมีการซื้อขายไปจนถึงการทำนิติกรรมอำพรางในกลุ่มหุ้นของบริษัทเหล่านี้ และมีคำยืนยันจาก นางวรัชญา ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต.ต่อศาลศาลฎีกาว่า
       
       การซื้อขายหุ้นระหว่าง นช.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน เมื่อปี 2543 จำนวน 1,500 ล้านบาท เป็นเงินที่มาจากบัญชีวินมาร์ค ในต่างประเทศ 1,200 ล้านบาท
       
       เท่ากับว่า มีการปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นเอสซี แอสเสทจริง
       
       พยานหลักฐานชัดขนาดนี้ ทำไมอัยการและ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง จึงเห็นสอดคล้องไม่สั่งฟ้องคดี เป็นเรื่องที่น่าค้นหาคำตอบ

       
       มีเรื่องเล่าจากวงในดีเอสไอว่า อดีตผู้ยิ่งใหญ่ในหน่วยงานนี้ ชื่นชอบการเขมือบ “ปู” เป็นพิเศษ แถมวิธีการลิ้มรสก็แหวกแนวไม่เหมือนใคร เพราะมักจะเลือกไปสนองความอยากกลางร้านอาหารชื่อดัง ก่อนปอกเปลือกปูเข้าสู่ปาก ก็ไม่ใช้วิธีทุบเหมือนชาวบ้านชาวช่อง แต่จะตระกองกอดไว้ในอ้อมอกอย่างทะนุถนอม ส่วนขั้นตอนต่อจากนั้น คนสายตาดีไม่มีโอกาสได้เห็น เพราะไม่ได้กระทำต่อในร้านอาหาร!
       
       ไม่เพียงเท่านั้น ในช่วงวันที่ 14-17 เมษายน 52 อันเป็นห้วงเวลาวางแผนก่อการร้ายลอบยิง “สนธิ ลิ้มทองกุล”
       
       ช่วงนั้นมีอิสตรีนางหนึ่งเดินทางไปดูไบ เพื่อพบญาติสนิท และมีการสื่อสารผ่านมือถือกับอดีตผู้ยิ่งใหญ่ที่ชอบกิน “ปู” ถึง 24 ครั้ง ภายในเวลาแค่ 4 วัน ในจำนวนนั้นทำสถิติคุยกันนานสุดถึง 37 นาที!
       
       ส่วนเรื่องเล่านี้ จะแสดงให้เห็นถึงสายสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างใครกับใคร และเกี่ยวพันจนทำให้คดีเอสซี แอสเสท ถูกเป่าทิ้งอย่างน่าอดสูหรือไม่ ถ้ายังคิดไม่ออกให้ย้อนกลับไปอ่านอีกที

November 24

นี่คือบ้าน "ฉันกับเธอ" นะ

กินอิ่มนอนอุ่น ในป่าชุมชน “ทาป่าเปา”
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 พฤศจิกายน 2552 15:46 น.
แปลงสาธิตทางการเกษตรภายในศูนย์เรียนรู้ชุมชน
       ที่ “หมู่บ้านทาป่าเปา” ในตำบลทาปลาดุก อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน เป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีประชากรเพียง 215 ครัวเรือน น้อยคนนักที่จะรู้จักหมู่บ้านแห่งนี้ แต่สำหรับในแวดวงของนักอนุรักษ์ป่าชุมชน ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว ที่นี่ถือเป็นหมู่บ้านต้นแบบที่มีคนมาดูงาน มาขอความรู้อยู่เสมอๆ
       

       และล่าสุดนั้น หมู่บ้านแห่งนี้ก็เพิ่งได้รับรางวัลชนะเลิศป่าชุมชนระดับประเทศ ในการประกวดป่าชุมชนดีเด่น ประจำปี2552โดยได้โล่รางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และก่อนหน้านั้นก็ยังได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว (2545) รางวัลแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (2551) อีกด้วย

ผักปลูกอยู่ในแปลงสาธิต
       เราไปทำความรู้จักกับ “หมู่บ้านทาป่าเปา” กันก่อนดีกว่า โดยชื่อของหมู่บ้านนั้นได้มาจากบริเวณที่ตั้งที่เต็มไปด้วยป่าไม้ โดยเฉพาะ “ต้นเปา” ประกอบกับมีแม่น้ำทาไหลผ่านในบริเวณนี้ หมู่บ้านจึงได้ชื่อว่า “ทาป่าเปา” ตามลักษณะภูมิประเทศ คนในหมู่บ้านส่วนหนึ่งมีเชื้อสายชาวไทลื้อจากเมืองสิบสองปันนา ยังคงเห็นได้จากที่คนเฒ่าคนแก่ยังใช้ภาษาหลวย หรือภาษาลื้อกันอยู่
       
       แต่เดิมหมู่บ้านทาป่าเปาก็เป็นหมู่บ้านอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้แน่นทึบพื้นที่กว่า 13,000 ไร่ มีต้นไม้ขนาดใหญ่หายากต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประดู่ สัก เสี้ยว ป่าเต็ง รัง พลวง เหียง ตีนนก ฯลฯ แต่เมื่อความเจริญเข้าถึง ความต้องการเงินทองเพื่อเลี้ยงชีพ ทำให้มีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นขุมทรัพย์ขุมใหญ่ของมนุษย์ ชาวบ้านได้นำเอาทรัพยากรท้องถิ่นมาใช้อย่างมากมาย มีการตัดไม้ทำลายป่า เผาป่าถางไร่ ทำสัมปทานป่าไม้เพื่อทำรั้วรถไฟ ไม้หมอนรถไฟ และตัดฟืนเพื่อทำเชื้อเพลิง ถางป่าเพื่อทำไร่อ้อย ทำให้ป่าไม้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว เริ่มกลายเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ขาดความอุดมสมบูรณ์อย่างที่เคยเป็นมา

ผู้ใหญ่ไพบูลย์ จำหงษ์ กำลังให้อาหารปลาดุก
       หากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปไม่แคล้วป่าคงจะหมด แล้วชาวบ้านและลูกหลานรุ่นต่อๆไปคงจะได้รับความเดือดร้อนอย่างแน่นอน ผู้นำชุมชนจึงต้องลุกขึ้นมาสร้างแนวคิดใหม่ให้คนในชุมชนเกิดความคิดที่อนุรักษ์ป่าไม้อันเปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่ของเราเอาไว้
       
       วันนี้เราได้คุยกับคุณไพบูลย์ จำหงษ์ ปราชญ์ชาวบ้านและผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านทาป่าเปา ผู้ซึ่งริเริ่มการจัดการป่าชุมชนเพื่อการอนุรักษ์เมื่อปี พ.ศ.2537 มีการจัดเวทีประชาคมกระตุ้นให้ลูกบ้านเล็งเห็นถึงความเสียหายของการทำลายป่า และหาทางแก้ไข มีการพูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกัน รวมทั้งมีการจัดชุดลาดตระเวนออกตรวจเมื่อมีการบุกรุกป่า จัดตั้งคณะกรรมการดูแลรักษาป่า ออกกฎระเบียบต่างๆ ในการจัดการป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติขึ้น เช่น ห้ามตัดไม้ทำลายป่า ใครฝ่าฝืนจะถูกปรับ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากชุมชนในหมู่บ้านเป็นอย่างดี ทำให้การอนุรักษ์ป่าไม้ประสบความสำเร็จได้

บ้านในหมู่บ้านที่จัดเป็นโฮมสเตย์
       แต่กว่าความสำเร็จจะเป็นรูปเป็นร่างนั้น ก็ต้องใช้เวลากว่า 10 ปี ในการฟื้นฟู แต่ด้วยความที่เป็นชุมชนเข้มแข็ง ป่าของชุมชนก็เริ่มฟื้นคืนสู่ความสมบูรณ์ดังเดิม ไม้หายากต่างๆ สามารถเจริญเติบโตและขยายพันธุ์เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยสมุนไพรกว่า 500 ชนิด ที่พบได้ง่ายในป่าชุมชน ซึ่งกลายเป็นแหล่งความรู้ให้กับเยาวชนและนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาที่เข้ามาศึกษาวิจัยด้านสมุนไพร ผลของป่าไม้ที่สมบูรณ์ยังทำให้เกิดแหล่งน้ำเพียงพอที่จะทำประปาภูเขา ส่งน้ำหล่อเลี้ยงชุมชนได้อีกด้วย
       
       ปัจุบันหมู่บ้านทาป่าเปานี้มักเป็นสถานที่มาดูงานของชุมชนอื่นๆที่สนใจแนวคิดและแนวทางในการอยู่ร่วมกันของป่า-ชุมชน และความเป็นชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง ในวันนี้ผู้ใหญ่ไบูลย์เป็นคนพาเราชมสิ่งต่างๆ ภายในหมู่บ้านด้วยตนเอง โดยเริ่มชมกันที่ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ที่มีลักษณะเป็นแปลงสาธิตอาชีพทางเกษตรกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงไก่บนบ่อปลาดุก การเลี้ยงกบ แปลงนาสาธิต แปลงปลูกผักเกษตรปลอดสารพิษ ซึ่งมีทั้งผักเพื่อการบริโภค และพืชสมุนไพรต่างๆ การเพาะเห็ด เป็นต้น

พระธาตุดอยกู่เบี้ย
       ในหมู่บ้านทาป่าเปายังเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิตโดยการเปิดบ้านเป็นโฮมสเตย์ให้ผู้ที่สนใจได้เข้าพัก และยังเป็นรายได้เสริมให้กับลูกบ้าน โดยมีบ้านที่เปิดเป็นโฮมสเตย์อยู่ 24 หลังด้วยกัน และได้รับการรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยเรียบร้อยแล้วเมื่อปี 2549
       
       “แต่ก่อนที่ยังไม่ได้เปิดเป็นโฮมสเตย์ คนที่มาดูงานก็ต้องมาพักกันที่ศาลาวัด ที่โรงเรียน ในตอนแรกๆ เราก็ยังไม่รู้จักโฮมสเตย์ จนเมื่อได้มีการแลกเปลี่ยนกับหลายๆ ชุมชนก็เลยทำบ้านให้เป็นที่พักโฮมสเตย์ให้คนมาดูงานได้รับความสะดวก และยังเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมที่ดีอีกด้วย โดยสโลแกนของที่นี่คือ กินอิ่ม นอนอุ่น หลับสบาย” ผู้ใหญ่ไพบูลย์ กล่าว

พิพิธภัณฑ์ของโบราณพื้นบ้าน
       นอกจากการมาพักที่โฮมสเตย์และเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีของป่าและชุมชน รวมไปถึงได้ชมแปลงสาธิตเกษตรต่างๆ แล้ว ในหมู่บ้านก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวให้เราได้ไปเที่ยวกันด้วย โดยบนดอยเขาเล็กๆ ในหมู่บ้านที่ชื่อว่าดอยกู่เบี้ยนั้น เป็นที่ตั้งของ “พระธาตุดอยกู่เบี้ย” พระธาตุเก่าแก่คู่ชุมชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัดทาป่าเปาที่ตั้งอยู่บริเวณที่ราบในหมู่บ้าน บนยอดดอยนอกจากจะได้สักการะพระธาตุแล้ว ก็ยังเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าตนหลวง พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางแจ้ง และยังสามารถกราบสักการะพระสังกัจจายที่ประดิษฐานอยู่บริเวณบันไดทางขึ้นยอดดอยอีกด้วย
       
       เมื่อได้ขึ้นไปบนดอยกู่เบี้ยแล้วก็ต้องไม่พลาดชมสิ่งที่น่าสนใจต่างๆ ใน “พิพิธภัณฑ์ของโบราณพื้นบ้าน” ที่มีข้าวของเครื่องใช้ในบ้านและเครื่องมือทางการเกษตรที่บางอย่างก็ไม่ได้ใช้แล้ว จึงมีผู้บริจาคให้กับทางพิพิธภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นก้างฝั่นเชือก อุปกรณ์ที่เอาไว้ฝั่นเชือกจากปอหรือป่านเพื่อใช้งาน สว่านมือ อุปกรณ์ในการเจาะรูที่ทำจากไม้ ในสมัยที่ยังไม่มีสว่านไฟฟ้าอย่างทุกวันนี้ ภาชนะสานด้วยไม้ไผ่ขนาดใหญ่ เอาไว้ใส่ข้าวเปลือก ก็เป็นเครื่องใช้อย่างหนึ่งที่หลายๆ คนอาจไม่เคยเห็นมาก่อน นอกจากนั้นก็ยังมีที่หั่นใบยาสูบ ครกหินบดยา และข้าวของอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งหากจะให้สนุกและได้ความรู้ ก็ต้องอาศัยให้คนในชุมชนเล่าและสาธิตวิธีการใช้ให้ชมกันด้วย

ไม้ไผ่สานเป็นภาชนะขนาดใหญ่ไว้ใช้ใส่ข้าวเปลือก
       กลับลงมาที่ตีนดอยอีกครั้ง มายัง “วัดทาป่าเปา” ที่ภายในอุโบสถมีพระประธานนามว่า “พระเจ้านางเหลียว” ที่มาของชื่อนี้ผู้ใหญ่ไพบูลย์เล่าว่า พระพุทธรูปองค์นี้มีความงดงามจนนางใดที่ได้มาไหว้พระแล้ว ก่อนจะกลับออกจากโบสถ์ก็ต้องเหลียวหลังกลับมามองพระประธานอีกครั้งหนึ่ง และอยากจะกลับมาที่นี่อีก
       
       จากจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์ป่า จนมาเป็นแหล่งเรียนรู้และโฮมสเตย์ ก็มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเข้ามาเยี่ยมชมภายในหมู่บ้านกันพอสมควร แต่ผู้ใหญ่ไพบูลย์ก็ไม่อยากจะให้การท่องเที่ยวเข้ามาทำให้ความสุขของคนในหมู่บ้านลดลง หรือต้องเอาใจนักท่องเที่ยวจนตัวเองไม่สะดวกหรือไปเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตไป

พระเจ้าตนเหลียว พระประธานองค์บนสุดในโบสถ์วัดทาป่าเปา
       “การเปิดเป็นโฮมสเตย์หรือการท่องเที่ยวนั้นต้องเป็นอาชีพรอง ต้องการทำการท่องเที่ยวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ว่าพอไม่มีใครมาเที่ยวมาแล้วก็มานั่งปวดหัวกัน” ผู้ใหญ่ไพบูลย์กล่าว
       
       *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    * 
       

       
       "หมู่บ้านทาป่าเปา" ตั้งอยู่ในตำบลทาปลาดุก อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ห่างจากอำเภอเมืองลำพูนประมาณ 30 กิโลเมตร ตามเส้นทางถนนซุปเปอร์ไฮเวย์สายเชียงใหม่-ลำปาง ติดต่อสอบถามข้อมูลการท่องเที่ยวได้ที่ คุณไพบูลย์ จำหงษ์ ผู้ใหญ่บ้าน โทรศัพท์  0-5300-6222  0-5300-6222 ,  08-9265-2714  08-9265-2714