More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  Space ของ sombatPhotosProfileFriendsMore Tools Explore the Spaces community

Space ของ sombat

Peter Sombat Thavorn

View spaceSend a message
Occupation:
Age:
Location:
Interests:
As a neighbor in the world community, let us work together for the long-lasting benefits of human beings.
View space
จิราภรณ์
View space
กัล
View space
May_love&love
View space
นู๋โมจร้า......
View space
Am...Life is a Miracle
View space
send2art
View space
~(" ,)~ Y a y A ~(" ,)~
View space
มิกกี้เม้าท์

There are no categories in use.
No list items have been added yet.
August 20

ครูน้อย

‘ครูน้อย’ เรือจ้างผู้อุทิศชีวิตเพื่อเด็ก
โดย ผู้จัดการรายวัน 18 สิงหาคม 2551 22:37 น.

นวลน้อย ทิมกุล ผู้ก่อตั้ง สถานเลี้ยงเด็ก บ้านครูน้อย

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
















ด้วยวัย 65 ปีกับโรคภัยที่รุมเร้าทั้งโรคเบาหวาน โรคกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท และการเป็นอัมพฤกษ์ที่เหมือนตายไปแล้วครึ่งตัว
       แต่สิ่งเหล่านั้นไม่เคยบั่นทอนกำลังใจของเธอผู้นี้ ‘นวลน้อย ทิมกุล’ หรือที่เด็กๆ เรียกกันว่า ‘ครูน้อย’ ผู้เปิดประตูชีวิตใหม่แก่เด็กพิการและเด็กด้อยโอกาส กับบ้านหลังน้อยๆ ที่เต็มแน่นไปด้วยความเมตตาจริงใจของครูผู้นี้ ที่บัดนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วกว่า 28 ปี
       ล่าสุดเธอได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นเบญจมดิเรกคุณาภรณ์ ที่เธอไม่เคยคิดคาดฝัน ในฐานะผู้ก่อตั้ง ‘สถานเลี้ยงเด็ก บ้านครูน้อย’ ที่ช่วยเหลือ เลี้ยงดู และให้การศึกษาแก่เด็กกำพร้า พิการ ยากจน
       แต่การต่อสู้เพื่อเด็กด้อยโอกาสของเธอยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางความผันผวนของสังคม และจิตใจของมนุษย์ที่นับวันยิ่งหาความเมตตาได้น้อยลงทุกที

       
       *อยากให้ช่วยเล่าความเป็นมาของ ‘สถานเลี้ยงเด็ก บ้านครูน้อย’ แห่งนี้
       
       เราเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน เคยอด เคยไม่มีเงินเรียนหนังสือ เคยอยากกินขนม เล่นชิงช้า สิ่งต่างๆที่เรามีอยู่ในใจเมื่อเรายังเด็กอยู่ เมื่อเราเติบโตขึ้นและได้เจอเด็กที่เป็นเหมือนเราแต่ก่อน มันทำให้เราสงสาร อยากจะช่วยเหลือเขา อย่างคำที่เขียนไว้ว่า ‘เพราะสงสาร เพราะเห็นใจ เพราะเคยจน จึงมีบ้านครูน้อย’ แต่จะพูดว่า “เพราะเคยจน” มันก็ไม่ถูกนัก เพราะตอนนี้เราก็ยังจนอยู่ ไม่ได้ร่ำรวยอะไรเลย
       
       ด้วยความที่แต่ก่อน วงจรชีวิตเราจะต้องพาไปพบเจอกับเด็กๆ หรือสิ่งที่ต้องช่วยเหลืออยู่เสมอ ทั้งชีวิตเราที่ผ่านมาพูดได้ว่าเราช่วยเหลือคนมาตลอด พอเรียนจบก็ได้ไปเป็นผู้ช่วยพยาบาลโรงพยาบาลหญิง ได้ดูแลแม่ที่เพิ่งคลอดลูก แต่ก็มีแม่บางคนที่คลอดลูกแล้วไม่เอาลูก ทิ้งลูกไปก็มี เราก็ได้คลุกคลีดูแลเด็กๆ ตรงนี้ ประกอบกับแถวๆ โรงพยาบาลหญิงที่เราทำงานตอนนั้น มันมีโรงพยาบาลเด็กอยู่ เราเดินผ่านทุกวันได้เห็นเด็กที่ขาแข้งเน่า ถูกผ่าตัด ครอบครัวทอดทิ้งไม่มาเยี่ยม นั่งรอขอสิ่งของผู้คนที่ผ่านไปมา เราก็ได้คลุกคลีกับเด็กตรงนั้นด้วย
       
       ตอนนั้นเราก็ทำงานไปด้วยช่วยเหลือเด็กไปด้วย ชีวิตเราทำงานหนักมาตลอด ทำมาทุกอย่าง ในตอนแรกเรายังทำงานประจำอยู่ แต่ด้วยความที่รอการกินเงินเดือนสามสิบวันไม่ไหว เพราะภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูช่วยเหลือเด็กมันเริ่มมากขึ้น เราเลยออกมาหางานรับจ้างทำ มาขายของ รับจ้างล้างถ้วยชาม คืองานอะไรก็ตามที่ทำให้เราได้เงินเร็ว เราก็ทำ จนได้มารู้จักและแต่งงานกับสามี จึงได้เริ่มต้นใช้ชีวิตอยู่ที่นี่
       
       ด้วยความที่สมัยก่อน ย่านราษฎร์บูรณะเป็นแหล่งที่มีจับกัง กรรมกรเยอะมาก และด้วยความที่รอบบ้านเรามีจับกังเยอะ เราก็ได้เห็นคุณภาพชีวิตที่ลำบาก ถ้าเขามีงานก็ได้เงิน ไม่มีงานก็ไม่มีเงิน จับกังบางคนมีเมียหลายคน เมียก็มีผัวหลายคน เพราะฉะนั้นพอมีลูกออกมาไอ้ดำก็ว่าไม่ใช่ลูกกู ไอ้แดงก็ว่าไม่ใช่ลูกกู เด็กมันก็เลยถูกปล่อยปละละเลย ไม่มีใครดูแล เมื่อก่อนพอเด็กพวกนี้หิว ก็วิ่งมาหาเรา มาขอชมพู่ ฝรั่ง มะม่วงกิน โดยเฉพาะน้ำจะไม่ค่อยมีกินกัน พอดีเรามีโอ่งเยอะเลยแบ่งน้ำให้เด็กๆ กินได้ นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นช่วงแรกๆ ของบ้านครูน้อย จนถึงวันนี้ก็ผ่านมา 28 ปีแล้ว
       
       *ตอนนี้ใน ‘บ้านครูน้อย’ มีเด็กทั้งหมดกี่คน?
       
       ตอนนี้มีเด็กทั้งหมด 85 คน ที่ส่งเข้าเรียนเเล้วมี 70 คน ส่วนเด็กพิการก็ให้เข้าเรียนโรงเรียนศึกษาพิเศษ แต่เด็กพิการที่เรียนไม่ได้ ก็ต้องอยู่ที่บ้าน เช้าๆ ก่อนเด็กไปโรงเรียนก็มาเข้าแถวเราก็จ่ายตังค์ค่าใช้จ่ายรายวันให้เขา จ่ายเยอะมาก จ่ายกันจนเมื่อย
       
       พอเด็กเริ่มโตช่วงอายุ 10-18 ปี ถ้าเป็นผู้ชายก็จะนอนที่นี่ ส่วนเด็กผู้หญิงที่โตเเล้วแต่ไม่มีที่อยู่ เราก็จะเช่าบ้านให้อยู่ เราต้องดูเเลทุกอย่าง ทำให้มีรายจ่ายเยอะ คนมีน้ำใจที่บริจาคเข้ามาก็มีมาก เเต่รายจ่ายมันเยอะตลอดเหมือนกัน มันเลยทำให้ยังขาดแคลนอยู่เหมือนเดิม
       
       *ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงแบบนี้ ต้องไปหาหมอ ทำแผลทุกสัปดาห์หรือเปล่า?
       
       ความจริงที่หมอสั่งคือต้องไปทุกสัปดาห์ แต่เราจะไปเฉพาะเมื่อโอกาสและเวลามันอำนวยเท่านั้น เอาเข้าจริงคือมันไม่มีเวลามานั่งคิดเรื่องตัวเอง มันคอยแต่กังวลห่วงเรื่องปากท้อง และความอยู่รอดของเด็กๆ มากกว่า
       
       *เมื่อคิดได้ว่าอยากจะช่วยเหลือเด็ก แล้วเริ่มทำยังไงต่อ?
       
       ตอนนั้นเราเองก็เริ่มเสียสภาพไปครึ่งตัว เนื่องจากเราทำงานหนักมาตลอด ทำให้เส้นกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทเพราะทำงานแบกหาม รับจ้างแบกของ ทำให้กระดูกสันหลังเสีย ก็ต้องผ่าตัด แล้วโชคร้ายยังมาซ้ำเติมอีก เพราะไม่รู้เกิดความผิดพลาดอะไรทางการแพทย์ ทำให้เราตายครึ่งตัวอย่างนี้ แต่ก่อนจะเดินเหินไปไหนมาไหนมันก็ยังทำได้ แต่พอมาเป็นแบบนี้มันทำไม่ได้อีกแล้ว ต้องมากระจุกอยู่บนโต๊ะนี้
       

       พอเราเป็นอย่างนี้ เราก็เลยต้องนอนอยู่ข้างล่างบ้าน เพราะมันขึ้นบ้านไม่ไหว เลยทำให้ช่วงนั้นเราได้คลุกคลีกับเด็กมากขึ้น เด็กบางคนก็มาอยู่มานอนด้วยไม่ได้กลับบ้าน เพราะเด็กพวกนี้เป็นลูกของกรรมกรที่เลิกงานไม่เป็นเวลา เด็กก็ไม่มีที่อยู่ที่นอนก็มานอนตามระเบียงบ้านเรา เราก็คลุกคลีกันมาด้วยความยากลำบาก
       
       สมัยก่อนพอตอนเช้าสามีจะทิ้งเงินไว้ให้ 20 บาทก่อนออกไปทำงาน เราก็อยู่กับเด็กๆ ไป แรกเริ่มมีเด็กอยู่ 14 คน แต่ก็ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเพราะแถวนี้มันเป็นแหล่งรวมคนงานกรรมกร เด็กๆ เวลาเขาหิว เขาจะวิ่งมาขอข้าวกิน
       
       พออยู่ไปเรื่อยๆ เริ่มเห็นเด็กโตขึ้น ก็เลยถามว่าทำไมถึงไม่ไปเรียนหนังสือ เด็กก็จะตอบว่าไม่รู้จักหรอกหนังสือ ไม่มีใครพาไป ไม่มีเงิน เพราะสมัยก่อนเดี๋ยวนี้จะดูเป็นป่ากว่านี้มากๆ พวกความเจริญ เทคโนโลยีมันยังไม่มี เด็กๆ ก็จะไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร
       
       *แล้วสอนหนังสือเด็กๆ ยังไง?
       
       เราจึงเริ่มสอนหนังสือเขา ก็สอนลำบากมาก เพราะตอนนั้นบ้านเรามีน้ำท่วมขังเต็มไปหมด เราก็ยืนขาแช่น้ำสอนไป เด็กๆ ก็อยู่บนโต๊ะกัน วิธีการที่เราใช้สอนหนังสือเด็กตอนนั้นคือ จุ่มน้ำใต้โต๊ะขึ้นมาเขียนเป็นตัวหนังสือ ก.ไก่เขียนอย่างนี้นะ ข.ไข่เขียนอย่างนี้นะ เวลาสอนเราต้องมีนิยามของตัวอัการถึง 44 ตัว ก็ลำบากเพราะตอนนั้นมันไม่มีดินสอ ปากกา เราก็เป็นแค่คนที่อยู่บ้านในสวน มันยังไม่มีอะไรก็ค่อนข้างลำบาก ตอนนั้นลูกเราเองก็ยังเล็กอยู่ เราเห็นว่ายังเลี้ยงเขาไม่ได้ ก็เลยเอาไปฝากยายเขาเลี้ยง
       
       กว่าร่างกายเราจะดีขึ้นก็กินเวลากว่าสองปีถึงพอเดินได้บ้าง ตอนนั้นเด็กก็พออ่านก.ไก่ถึงฮ.นกฮูกได้แล้ว เราก็เริ่มคิดว่าจะต้องสอนเขาให้เป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น สอนในสิ่งที่เราคิด คือเราจะบอกไว้เสมอว่าอย่าเอาครูเป็นมาตราฐานของการเป็นคนมีคุณภาพ ว่าต้องมีการดำเนินงานเป็นขั้นตอน เพราะเราจะทำอะไรตามใจที่เราคิด ว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้นะ เราจะสอนตามแบบของเรา เวลาเราสอนหนังสือตอนนั้นก็ไปขอกระดาษคนอื่นๆ มาสอน เราจะพิถีพิถันในการสอนมาก เพราะเราถือว่าเราเป็นคนวางรากฐานให้เด็กเป็นคนแรก
       
       *เหมือนจะเน้นเรื่องการเรียนของเด็กมาก?
       
       ค่อนข้างเน้นเพราะเรามองว่าการศึกษามันช่วยให้เขาต่อยอดไปได้ พอถึงจุดหนึ่งที่เด็กของเราพออ่านออกเขียนได้บ้าง เราก็เริ่มอยากให้เด็กเข้าโรงเรียน แต่สมัยนั้นเวลาพาเด็กๆ ไปสมัครขอเข้าเรียนมันลำบากมาก เขาไม่เหลี่ยวแลเลย พอเราพาไปสมัครเขาก็ตอบกลับมาว่าเด็กมีหลักฐานไม่พร้อม ไม่มีสำมะโนครัว โดนปฏิเสธกลับทุกโรงเรียน
       
       บางคนก็แนะนำให้เราเข้าไปคุยกับศึกษานิเทศก์ เราก็ไป เขาก็ถามว่ามากันทำไม เราก็ตอบไปว่าจะพาเด็กมาเข้าเรียนแต่โรงเรียนเขาไม่รับ เราเลยมาขอคำปรึกษา เขาก็ตอบกลับมาว่า "ป้าจะไปสนใจทำไม ถ้าเกิดเด็กมันเป็นลูกพวกคนงานพม่า คนงานต่างด้าว ป้าจะรับผิดชอบชีวิตมันไหม ต่อไปมันโตแล้วกลายเป็นขโมยจะทำยังไง"
       
       เราก็ตอบไปว่า "ถึงแม้มันจะเป็นเด็กต่างด้าว แต่ถ้าเราได้ส่งเขาเข้าเรียน ปลูกฝังความนึกคิดที่ดี เขาคงไม่ทรยศกับประเทศชาติหรอก" นั่นคือความนึกคิดของศึกษานิเทศก์ ทั้งๆ ที่เด็กที่เราพาไปก็คือเด็กไทย ไม่ได้เป็นเด็กต่างด้าวที่ไหน จนถึงตอนนี้ก็ยังมีปัญหาแบบนี้อยู่ คือเด็กไม่มีใบเกิด แต่เราก็พยายามไปร้องขอว่าเราเป็นคนเลี้ยงดูเขามา
       
       *ต่อสู้เรื่องการศึกษานานไหม?
       
       คือเราทำเรื่องไปก็แล้ว เขาก็ยังไม่ให้เข้า เราก็สอนเด็กเองอยู่ที่บ้าน แต่เราก็ยังพยายามทำเรื่องยื่นไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวกับการศึกษาของกทม.บ้าง ของกระทรวงศึกษาธิการบ้าง สมัยท่าน สายสุรีย์ จุติกุล เราก็ทำเรื่องไปขอความเมตตาเพราะเราอยากให้เด็กได้เข้าโรงเรียน เผอิญเลขาฯของท่านเป็นเพื่อนเก่าของเราพอดี เขาเลยช่วยประสานงานให้ จนกระทั่งปีพ.ศ.2534 พระราชบัญญัติก็เกิดขึ้นมาว่า เด็กถึงไม่มีหลักฐานพร้อมก็ต้องให้โอกาสเขาเรียน คือไม่ใช่แค่เรา ทั้งครูหยุย ครูประทีป คนที่ทำงานเกี่ยวกับเด็กก็เรียกร้องว่าเด็กพวกนี้เราจะไปทิ้งเขาไม่ได้
       
       แต่มันก็ยังยาก พอเวลาพาเด็กไปสมัครครูที่รับสมัครเขาก็ไม่ยอมรับเรื่อง ให้เราไปคุยกับผู้อำนวยการ พอไปถึงผู้อำนวยการเขาก็อ้างว่าเซ็นให้ไม่ได้ไม่มีอำนาจตรงนี้ เราต่อสู้มาเยอะ พาเด็กไปหลายครั้งหลายหน น้ำตาร่วงมานักต่อนัก
       
       *แล้วผลเป็นยังไง?
       
       
เด็กรุ่นแรกเลยไม่ได้เรียน มีแค่เราที่สอนให้เขาพออ่านออกเขียนได้ เพิ่งได้มาเรียนรุ่นหลังๆ พวกเด็กกลุ่มแรกๆ พอเขาโตเขาก็มีหน้าที่ของเขา ก็ต้องแยกย้ายไปใช้ชีวิตของเขาเอง บางคนก็ไปเลี้ยงดูพ่อแม่ ตายายต่อ บางครั้งเรายังต้องช่วยอุปถัมภ์ไปถึงครอบครัวเขาด้วย ส่วนเด็กรุ่นหลังๆ เรายังพอมีงานเสริมให้เด็กที่เรียนวิชาการไม่ไหวได้ทำ บางส่วนก็ช่วยเหลืองานที่บ้านบ้าง
       
       พอเริ่มส่งให้เด็กเรียน มันก็ต้องมีค่าใช้จ่าย สมัยก่อนกทม.ไม่มีฟรีนะ ทุกอย่างต้องซื้อ อาหารไม่มีให้ฟรี พอเงินเริ่มไม่พอ เราก็ต้องทยอยขายของในบ้านออกไปบ้าง หรือเอาไปจำนำบ้างเพื่อหารายได้เข้ามา ก็ขายของในบ้านออกไปเรื่อยๆ จนไม่ค่อยจะมีอะไรให้ขายแล้ว ทั้งไฟฟ้า-น้ำประปาก็เริ่มโดนตัดบ่อยขึ้น มันเลยเริ่มมีการกู้หนี้ยืมสินเข้ามา ทำให้มีหนี้สินพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ
       
       *เหมือนชีวิตจะเจอแต่อุปสรรคมาตลอด?
       
       
ตอนนั้นเราคนเดียวแต่ทำทุกอย่างตั้งแต่หุงข้าว สอนหนังสือ ถึงชีวิตจะค่อนข้างลำบาก เพราะในบ้านมีแต่น้ำท่วมขัง ส้วมเราก็ต้องตักถ่ายออกเอง ไม่อย่างนั้นมันก็ใช้ไม่ได้ ถึงจะลำบากแค่ไหน แต่มันก็มีความสุข เพราะมันได้อยู่กับธรรมชาติ ได้ทำงานที่เรารัก เด็กๆ ก็ไม่มีปัญหา ผู้เฒ่าผู้แก่ที่อยู่รอบด้านก็มีน้ำใจไม่ได้ว่าอะไร
       
       ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ทุกสิ่งที่เคยมีมันหมดไปแล้ว มันมีแต่ความชิงชังเข้ามาแทนที่ เด็กบางทีมันก็ซนตามวัยไปดูหน้าบ้านเขา หมามันก็เห่า เขาก็ด่าโคตรพ่อโคตรแม่กลับมา ไปเล่นแบดฯแล้วลูกแบดฯมันไปตกในบ้านเขา ทุกอย่างมันเป็นปัญหา แล้วเขายังตามมาด่าเราที่เป็นคนเลี้ยงดูเด็กอีก คือวัตถุเจริญขึ้น แต่คนเรากลับใจแคบลง เสื่อมลง
       
       แต่พอช่วงที่ร่างกายเราเริ่มดีขึ้น ช่วงเช้าก็รับจ้างซักผ้า กลางคืนรับจ้างเอาขนมมาบรรจุใส่ถุง เอาเงินมาซื้อไข่ 3-4 ใบ มาหุงกินกับข้าว เวลาทำครัวก็ทำมันกับพื้น บางทีทำยังไม่ทันเสร็จ กระทะก็ลอยน้ำไปนู้นต้องไปเดินตามเก็บกลับมา เพราะบ้านเราในตอนนั้นมันยังไม่มีอาณาเขต มันเป็นพื้นที่สวน น้ำจะท่วมขึ้นมาตั้งแต่ตี5 ท่วมขังอยู่ทั้งวัน กว่าน้ำจะลดก็ช่วงทุ่มสองทุ่ม เด็กๆ ต้องอยู่บนโต๊ะกันตลอด ส่วนเราขาก็แช่น้ำอยู่ทั้งวัน นั่นคือสมัยก่อน แต่พอมาตอนนี้ก็มีเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ตัวเขาเองก็ไม่ได้อะไรมากมายนัก มาช่วยกันด้วยใจ
       
       ทุกวันนี้ผู้คนเห็นว่าบ้านครูน้อยมีดาราแวะมาเยอะแยะ เลยพานคิดไปว่าเราสุขสบาย ความจริงมันไม่ใช่เลย ดาราเขามาแล้วเขาก็ผ่านไป แต่พอสื่อนำเสนอออกไป ภาพมันทำให้หลายๆ คนมองว่าเราสุขสบายแล้ว
       
       ความจริงในเรื่องหนี้สินที่เรามี ที่บ้านไม่เคยได้รู้เลย ยิ่งลูกชายเขาไม่เคยได้รู้มาก่อน เพิ่งจะมารู้เมื่อปีที่ผ่านมานี้เอง คือเราไม่อยากให้ลูกรู้ ไม่อยากให้เขาต้องมานั่งเครียดไปด้วย คือที่ลูกยังยอมให้เราทำอยู่ ก็เพราะเห็นว่ามันเป็นความสุขของเรา เลยไม่อยากห้าม แต่เขาเองไม่เคยมารู้เรื่องหนี้สินเลย เราปิดมาตลอด พอตกกลางคืนเราก็ต้องมานั่งไหว้พระสามสี่รอบ มันเครียดเรื่องหนี้สิน ว่าเราจะทำอย่างไรกับมันดี ก็กังวลอยู่คนเดียว หลายๆ อย่างที่เราไม่เคยเปิดเผย มันทำให้คนอื่นไม่เคยได้รับรู้ถึงมุมนั้น มันทุกข์มากๆ
       
       *เด็กสมัยนี้ ต่างกับเด็กเมื่อสองทศวรรษที่ผ่านมาที่ครูเคยเลี้ยงมายังไง?
       
       
ต่างกันมากเลย เด็กเดี๋ยวนี้ความเรียบร้อยหรือความมีสัมมาคารวะน้อยลง เราจะอบรมในเรื่องนี้มาก บางคนเริ่มพูดจาหยาบคาย เด็กผู้หญิงเริ่มจะเห่อวัตถุ อยากมีโทรศัพท์มือถือ อยากหัวแดง อยากเจาะหูหลายรู เชื่อไหมว่าตอนที่เรื่องนี้มันระบาด เราแทบจะบ้าตาย เพราะว่าเราตามเขาไม่ทัน
       
       ตอนเด็กๆ มันก็เล่นซุกซนธรรมดา เด็กผู้หญิงก็เล่นหม้อข้าวหม้อแกง เด็กผู้ชายก็เล่นลูกหินลูกแก้ว แต่พอโตขึ้น ม. 1 ก็เริ่มแอบแต่งหน้าแต่งตา เราก็ว่าทำไมเธอถึงได้เป็นอย่างนี้ ไปแต่งทำไม มันน่าเกลียด จนวันหนึ่งได้ไปเป็นวิทยากรที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ก็เลยได้เห็นว่าเพราะสังคมมันเป็นแบบนี้เอง เด็กมันเลยทำตามยุคสมัย ส่วนเด็กผู้ชายเดี๋ยวนี้ก็ติดเกม
       
       คือพอความเจริญเข้ามา เด็กเราก็เริ่มวิ่งตามเทคโนโลยี ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเขายังไม่พร้อมที่จะมีเทคโนโลยีเหล่านั้นได้ เราก็บอกเขาเสมอว่าถ้าเธอเป็นลูกมีพ่อแม่ บ้านมีเงิน เธอถึงจะทำอย่างนั้นได้ แต่ตอนนี้เธอยังอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กที่ยากจนอยู่เลย เธอจะทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก เราก็พยายามพูดให้เขาฟัง จะใช้วิธีการพูดกับเขาดีๆ
       
       ดูจากในสังคม เด็กผู้หญิงเดี๋ยวนี้ก็กล้าได้กล้าเสียมากขึ้น มีค่านิยมใหม่ มองว่าการได้หลับนอนกับผู้ชายเป็นเรื่องโก้เก๋ สื่อเองก็มีส่วนผลักดันพวกวัตถุ ทำให้เด็กเห่อตามความนิยม มีหลายคนมองว่าเราเลี้ยงเด็กตามใจ จริงๆ ไม่ใช่เลย วันหนึ่งเราให้เขาไปโรงเรียนแค่ 30-60 บาท แต่เด็กมันก็ยอมอด เพื่อเก็บตังค์ไปซื้อโทรศัพท์มือถือ
       
       บางครั้งมีเด็กที่ส่งไปเรียน แล้วเรียนไม่ไหว โรงเรียนให้ออก เด็กกลุ่มนี้เราจะไปทิ้งเขาก็ไม่ได้ เลยให้มาช่วยงานที่บ้าน ทำงานฝีมือบ้าง ยกของแบกของบ้าง คือถ้าเราไม่ทิ้งเขา เขาก็พร้อมที่จะปรับปรุงตัวใหม่ได้ บางครั้งยังมีขอกลับไปเรียนเลย
       
       *ทำงานมานาน มีเหนื่อย มีท้อบ้างไหม?
       
       เรื่องท้อมันไม่ท้อหรอก เพียงแต่ตอนนี้เรายังหาทางออกให้แก่ชีวิตไม่ได้ มันไม่มีทางเลือก เงินที่กู้เขามาจริงๆ เงินต้นมันไม่ได้เยอะ เเต่มาเจอดอกเบี้ยเยอะเลยทบไปเรื่อยๆ กลายเป็นล้าน
       
       เราเองไม่ได้เป็นคนโกงใคร เราซื่อสัตย์ ยืมมาก็ใช้คืน ไม่เคยคิดจะโกง ทั้งๆ ที่บางครั้งเขาโหดกับเรามากเพราะด้วยความที่มันเป็นหนี้นอกระบบ มันเลือกไม่ได้ แต่สังคมไม่ค่อยได้รู้
       
       *ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์มาแล้ว ช่วยให้ความท้อถอยหายไปบ้างไหม?
       
       ช่วยนะ รู้สึกดีใจมากๆ มันคงเป็นบทสะท้อนจากการทำงานที่ผ่านมา สร้างกำลังใจขึ้นมาได้อีก เพราะเราเองก็เป็นเพียงคนเล็กๆ ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตนี้จะได้รับเกียรติขนาดนี้เลย คิดแต่ว่าอยากบรรเทาทุกข์ และให้ความสุขแก่เด็กๆ เท่านั้น
       
       คือตอนนั้นมีคนมาเยี่ยมที่บ้านแล้วเขาได้เห็นว่าเราทำงานให้สังคมไว้เยอะ เขาบอกว่าจะทำเรื่องขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้ ตอนนั้นเราเองยังนึกๆ อยู่เลยว่ามันจะเป็นไปได้แค่ไหน เพราะเคยได้ยินมาว่ามันยาก มีขั้นตอนเยอะ แต่สุดท้ายเราก็ได้มา
       
       ตอนไปรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ไปเจอผู้คนที่รู้จัก เขาก็ต่างยกมือไหว้สวัสดีเรา ยินดีกับเรา แต่พอกลับมาบ้านเราเองที่ต้องเป็นคนยกมือไหว้สวัสดีเจ้าหนี้ ขอเลื่อน ขอผัดผ่อนไปก่อนเพราะหาส่งให้เขาไม่ทัน เพราะมันต้องกันส่วนหนึ่งไว้ให้เด็กกิน เด็กใช้
       
       *ถ้าวันนี้มีโอกาสพูดกับสังคม อยากจะบอกอะไรพวกเขา?
       
       ดูจากสภาพร่างกายเราเเล้ว เราคงอยู่ได้อีกไม่นานมาก อยากให้มีรายการดีๆ มาถ่ายทำ ให้สังคมได้เห็นเรื่องราวชีวิตจริงของเรา อยากหาทุนให้เด็กๆ ไว้ได้กิน ได้เรียน ได้ไปเที่ยวบ้างตามโอกาสจะอำนวย พยายามให้เขาเท่าที่จะให้ได้ เพราะชีวิตเราตอนเด็ก เราไม่เคยได้รับสิ่งเหล่านี้เลย
       
       กับตัวเราเอง เราไม่มีสิทธิ์รู้ชะตาชีวิตวันข้างหน้าเลยว่าจะเป็นยังไงต่อไป เราเลยอยากทำวันนี้ให้มันดีที่สุดเพื่อเด็กๆ ที่อยู่ตรงนี้ก็เท่านั้น
       

       *************************************
       เรื่อง – วัลย์ธิดา วุฒิยาภิราม

       
       สนับสนุนโดยการบริจาคให้บ้านครูน้อย เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กด้อยโอกาส ได้ที่ ธนาณัติสั่งจ่าย ‘นวลน้อย ทิมกุล’ เลขที่ 319 หมู่ 1 ซอยจัดสรร (ราษฎร์บูรณะ 26) กรุงเทพฯ 10140 โทรศัพท์ / แฟกซ์ 0-2871-3038
       หรือโอนเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาราษฎร์บูรณะ ชื่อบัญชี ‘กองทุนบ้านครูน้อย’ เลขที่บัญชี 745-2-11433-4


วิสัยทัศน์ประเทศไทย...สู่ปี 2570

สภาพัฒน์ : “วิสัยทัศน์ประเทศไทย...สู่ปี 2570”
โดย แสงแดด 19 สิงหาคม 2551 17:44 น.

ในช่วงระยะเวลา 6-7 ปีที่ผ่านมา บทบาทของ “สภาพัฒน์” ที่เรามักเรียกกันสั้นๆ ชื่อเต็มคือ “สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” ได้ถูกลดบทบาทลงอย่างมาก เนื่องด้วย “ภาคการเมือง” โดยเฉพาะ “ภาคแกนนำ” ที่ประกอบไปด้วยองคาพยพของ “กลุ่มนายทุน-กลุ่มนักธุรกิจ” ที่เข้ามากุม “อำนาจรัฐ” เรียกว่า “เบ็ดเสร็จเด็ดขาด” ในการกำหนดนโยบายทิศทางและแผนงานในการบริหารประเทศชาติ
       
       ความสำคัญของ “สภาพัฒน์” จึงถูกลดบทบาทไปเยอะ หรือจะกล่าวให้รุนแรงมากไปกว่านั้น ก็ต้องบอกว่า “แทบไม่มีบทบาทใดๆ เลย!” ในการกำหนดทิศทางนโยบายในการบริหารประเทศชาติ ภาคการเมืองโดยเฉพาะองค์คณะของ “นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี” มีบทบาทสูงสุดในการ “คิด-กำหนด-ปฏิบัติ” นโยบายในการบริหารประเทศชาติ
       
       หลายๆ ครั้ง ตั้งแต่ช่วง 2544-2549 ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้จัดสัมมนากลุ่มย่อยบ่อยครั้งกับกลุ่มนักวิชาการและสื่อสารมวลชน เพื่อระดมความคิดที่จะทำให้บทบาทของสภาพัฒน์ให้กลับสู่สถานะเดิม พร้อมทั้งต้องการ “เสียงสะท้อน” ของบรรดากลุ่มต่างๆ ที่มี “มุมมอง-มุมเข้าใจ” กับสภาพัฒน์เช่นไร
       
       ถามว่า การระดมความคิดเห็นต่างๆ นั้น เพื่อนำไปปรับปรุงบทบาทและการปฏิบัติหน้าที่ของสภาพัฒน์นั้นใช่หรือไม่ คำตอบคือ “น่าจะเป็นเช่นนั้น!” แต่ก็ต้องถามต่อว่า “สามารถนำไปใช้ได้หรือไม่!” คำตอบคือ “ยากที่จะเป็นไปได้!” พูดง่ายๆ ก็หมายความว่า สภาพัฒน์ถูก “กำหนด-กด” ให้เป็นเพียงหน่วยงานภาคราชการเท่านั้น ที่เป็นเพียงกลไกปฏิบัติภารกิจทำนอง “เช้าชามเย็นชาม” ดังความปรารถนาของผู้ทรงอำนาจในยุคนั้น ที่นิยม “คิดนอกกรอบ” จนเลยเถิดไปถึง “ทำงานนอกกรอบ!”
       
       ว่ากันตามความเป็นจริง “วิธีคิด-วิธีทำงาน” ของ “ยุคธุรกิจ-นายทุนการเมือง” เฟื่องฟูนั้น ต้องขอบอกว่า “เชื่อมั่น-มั่นใจตนเอง” ว่า “ประเสริฐสุด” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผู้นำ” และ “คณะที่ปรึกษาแกนนำ” เพียงไม่กี่คน ที่มองคนไทยและประเทศไทยเป็น “บริษัท” ที่ต้องมีเฉพาะ “การลงทุน” และ “ถอนทุน” จนอาจจะเลยเถิดคิดไปว่า “ประเทศชาติเป็นของข้าฯ และพวกข้าฯ” เพราะฉะนั้น “การชายตา” มองที่ “ภาคราชการ” เป็นเพียง “กลไก-ฟันเฟื่อง-หุ่นยนต์” ที่สามารถ “บงการ” จนถึงขนาด “เล่นแร่แปรธาตุ” อะไรก็ได้ดังใจปรารถนา
       
       ในอดีตนั้น “สภาพัฒน์” ทั้งได้รับการยกย่องและรับเกียรติ ประกอบกับความไว้วางใจว่าเป็น “คลังสมอง” หรือ “Think Tank” ของรัฐบาลและประเทศชาติในการมีบทบาทสำคัญที่จะระดมความคิดจากหลากหลายภาคส่วนและสถาบันทางด้านนักวิชาการ สื่อสารมวลชน และองค์กรภาคเอกชนต่างๆ ที่จะกำหนดนโยบาย ตลอดจนแผนงานเพื่อทิศทางของการพัฒนาประเทศไทย และที่สำคัญคือ ได้รับการนำไปปฏิบัติอย่างมากที่สุด ทั้งๆ ที่อาจจะไม่ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็เป็น “กรอบแผน” ที่สำคัญที่รัฐบาลเชื่อฟัง ไว้วางใจ และนำไปปฏิบัติ
       
       เราคงได้ยินมาโดยตลอดถึงคำว่า “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ฯ” ซึ่งแผนแต่ละฉบับนั้นจะมีอายุช่วงทุกๆ 5 ปี จนปัจจุบันนี้ได้คืบหน้ามาถึงฉบับที่ 10 โดยที่แต่ละฉบับนั้นได้ถูกกำหนดและนำมาปฏิบัติอย่างจริงจังแทบทุกรัฐบาล จนมาถึงยุคช่วงปี 2544-2549 นั้น “แผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ” มักไม่ค่อยได้รับการยอมรับและกล่าวขวัญถึงจากรัฐบาลในขณะนั้น ที่มีแต่ “ความอีโก้ (Ego)” และแน่นอนที่สุด “ความเชื่อมั่นตนเองสูง (Over Confidence)” จนสามารถเรียกได้ว่า “อหังการ!”
       
       จนในที่สุด ตลอดระยะเวลาช่วง 5-6 ปีนั้น “สภาพัฒน์” แทบไม่มีบทบาทใดๆ ทั้งสิ้น จนกลายเป็น “นกฮูกจิ๋ว” ที่มีแต่ความคิดความอ่าน พร้อมแผนงานต่างๆ ที่ระดมเรียนรู้ ศึกษามา แต่มิได้ถูกนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ เปรียบเสมือนนกฮูกที่ได้แต่ร้อง “ฮูก...ฮูก” และ “เบิ่งตากว้างมองเท่านั้น!”
       
       ในแต่ละแผนของสภาพัฒน์นั้นจะถูกกำหนดแบ่งเป็นช่วงๆ ช่วงละ 5 ปี โดยกำหนดช่วงต้นทศวรรษจากปี 2540-2545 ต่อเนื่องจาก 2545-2550 เป็นกรอบระยะเวลาเช่นนี้หลายสิบปี
       
       บทบาทสภาพัฒน์นั้น เริ่มมีบทบาทอย่างแท้จริงในยุคสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และทอดยาวเรื่อยมาจนถึงยุคของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนแม้กระทั่งในยุคของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ กับยุคของอดีตนายกรัฐมนตรี บรรหาร ศิลปอาชา และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ์ กับยุคของคุณชวน หลีกภัย บทบาทสภาพัฒน์ก็ยังคงมีอยู่มากพอสมควรไม่มากก็น้อย แต่ไม่ถึงกับถูกลดบทบาทเกือบต่ำสุดถึงศูนย์ในช่วงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี
       
       ช่วงตั้งแต่ปี 2500 เป็นต้นมา จนถึงช่วงก่อนปี 2544 ใครที่รับราชการที่สภาพัฒน์จะมีแต่เกียรติยศ ศักดิ์ศรี และความภาคภูมิใจอย่างมากจากสังคมไทย เนื่องด้วย บรรดาข้าราชการที่ทำงานอยู่สภาพัฒน์นั้นต้องมีองค์ประกอบสำคัญ คือ “ความรู้” และแน่นอนที่สุด “วิสัยทัศน์” ในการกำหนดแผนที่จะพัฒนาประเทศชาติทุกๆ 5 ปี และที่สำคัญที่สุด ได้รับการยอมรับและนำไปปฏิบัติเสียส่วนใหญ่จากรัฐบาล
       
       บุคลากรที่ทำงานอยู่ในสภาพัฒน์มักเป็นผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก จากสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล อาจารย์โฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ “คุณซูม” สมชาย กรุสวนสมบัติ แห่งไทยรัฐ เคยเป็นอดีตข้าราชการสภาพัฒน์ และท่านสุดท้ายที่ “แสงแดด” นิยมชมชอบในความเก่ง ความรู้ และปฏิภาณไหวพริบเป็นเลิศ คือ “ดร.กบ” อำพน กิตติอำพน เพิ่งจะเริ่มฉายแสงแวววับช่วง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี
       
       นอกเหนือจาก “ความรู้” ที่เหล่าบรรดาข้าราชการสภาพัฒน์มีมากอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญไปมากกว่านั้น คือ “คุณธรรม-จริยธรรม” ที่ข้าราชการสภาพัฒน์ยึดถือยึดเหนี่ยวมาโดยตลอด จนเราสามารถกล่าวอย่างเต็มปากเต็มคำว่า “เป็นองค์กรที่มีธรรมาภิบาลมากที่สุดแห่งหนึ่ง!”
       
       เป็นประจำทุกปีที่ “สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” จัดให้มีการประชุมประจำปี ด้วยการเชิญบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์มาบรรยาย ตลอดจนนักวิชาการและสื่อสารมวลชน องค์กรภาคเอกชน และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมฟังและสัมมนาทางวิชาการตลอดทั้งวัน โดยปีนี้ “แสงแดด” ก็ได้รับเชิญ เป็นปกติทุกปี
       
       การประชุมและสัมมนาในปี 2551 นี้ จัดขึ้นที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยช่วงเช้าเป็นการกล่าวเปิดประชุมและปาฐกถาพิเศษ พร้อมทั้งมีการนำเสนอและอภิปรายจากบรรดาผู้รู้และผู้มากด้วยประสบการณ์ และช่วงบ่ายจัดให้มีการสัมมนากลุ่มย่อยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ดังนี้
       
       กลุ่มที่ 1 “การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้พึ่งตนเองและแข่งขันได้ในสังคมโลก” กลุ่มที่ 2 “การปรับโครงสร้างทางสังคมให้เข้มแข็งและยั่งยืน” กลุ่มที่ 3 “การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” และกลุ่มที่ 4 “การบริหารจัดการที่ดีสู่ความเป็นธรรมของการพัฒนาประเทศ”
       
       จะสังเกตได้ว่า “แนวคิด” หลักๆ ของการสัมมนาทั้ง 4 กลุ่มนี้ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “การเตรียมตัว-เตรียมพร้อม” และ“ปรับโครงสร้าง-ระบบเศรษฐกิจ” ที่ต้องยอมรับว่า เรากำลังจะตามไม่ทันกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมโลก ที่นับวันจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็หมายความว่า “สถานการณ์โลก” นับวันจะทวีคูณความรวดเร็วและลึกลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ “สงครามยุคใหม่ : สงครามเศรษฐกิจ”
       
       แนวคิดและหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระกระแสรับสั่งมายาวนานหลายปีแล้ว ส่อนัยชัดเจนว่า พระองค์ท่านทรงตระหนักถึง “สภาวการณ์โลกยุคใหม่” ที่มีแต่การแข่งขันและที่สำคัญ “การเอารัดเอาเปรียบ”ชนิดที่เรียกว่า “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” มิได้คำนึงถึง “ระบบคุณธรรม-จริยธรรม”แต่ประการใด จึงได้มอบหลักปรัชญานี้แก่คนไทยมาหลายปีแล้ว!
       
        “การพึ่งพาตนเอง” เพื่อปรับให้อยู่ได้กับ“กระแสโลกาภิวัตน์” ด้วยการตั้งมั่นยืนอยู่บนพื้นฐานทรัพยากรที่เรามีอยู่ และระมัดระวัง พร้อมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการใช้อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผลที่สุด ตลอดจน “ทรัพยากรมนุษย์” ที่เราต้องยอมรับว่า “คนไทย” ใน “สังคมยุคใหม่” นั้นมีทั้ง “บกพร่อง-อ่อนด้อย-ไร้สาระ!” อย่างมากในแทบทุกกรณี เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาระดับเดียวกัน
       
       ในการประชุม 2551 ที่เพิ่งจบไปเมื่อวันศุกร์ที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ด้วยหัวข้อ “วิสัยทัศน์ประเทศไทย...สู่ปี 2570” ที่ทางสภาพัฒน์ได้จัดขึ้นนั้น เป็นหลักการและแนวคิดที่จะกำหนดทิศทางประเทศไทยดำเนินไปสู่ “ยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข” ใน 20 ปีข้างหน้า ด้วยกรอบสำคัญของการดำรงอยู่ได้ด้วยความพอดีพอเพียง พร้อมกับการปรับทั้งโครงสร้างกับระบบของสังคม เศรษฐกิจ การเมืองไทย ให้เพียงแค่ “ตามทัน-รู้ทัน” สังคมโลกเท่านั้น ไม่ต้องถึงขนาด “ล้ำหน้า!” ตลอดจนอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญที่สุด “คน” ต้องได้รับการพัฒนามากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
       
       ท้ายสุด การบริหารจัดการของทุกภาคส่วนของประเทศไทย ไม่ว่า ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน จำต้องตั้งมั่นอยู่บน “หลักธรรมาภิบาล” มิเช่นนั้น สังคมไทยก็จะ “จมปลัก!” อยู่กับ “ระบบทุนนิยม-อำนาจนิยม-อุปถัมภ์นิยม” และไม่สำคัญเท่ากับ “ทุจริตนิยม!” ที่ต้องถึงเวลาแล้วที่สังคมต้องช่วยกันขับไล่ “อัปเปหิ” ความชั่วร้ายสามานย์ ของ “การโกหกมดเท็จ-ทุจริตคดโกง” แถม “ลอยหน้า!” อยู่ในสังคมโลกอย่างขาดความละอายแก่ใจว่า “ข้าฯ ไม่ผิด!”
       
       ก็ขอหวังว่านับต่อแต่นี้ไป “สภาพัฒน์” จะหวนกลับมามีบทบาทในการจรรโลงประเทศไทย สมตามความหวัง “วิสัยทัศน์สู่ 2570!”

เทียนแห่งธรรมกับการบูรณาภูมิปัญญาเพื่อการกู้โลก (ตอนที่ 21)
โดย ดร.สุวินัย ภรณวลัย 19 สิงหาคม 2551 17:48 น.
21. จอมคนเทียนแห่งธรรม
       
        ตัวเอกส่วนใหญ่ในวรรณกรรมกำลังภายในของ หวงอี้ ที่ผู้เขียนยกมากล่าวถึงส่วนใหญ่นั้น ล้วนเป็น บุคคลเชิงอุดมคติแนวเต๋าและแนวเซน ในจินตนาการของ หวงอี้ ทั้งสิ้น แต่ที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นคำสอนของ จอมคนในแนวโพธิสัตว์ ที่มีตัวตนจริง และยังมีชีวิตอยู่ในสังคมนี้
       
        “เขา” กลายเป็นศิษย์และมาปฏิบัติธรรมกับ คุรุ ผู้เป็นโพธิสัตว์ผู้นี้ในช่วงปลายปี 2540 ที่ ถ้ำไก่หล่น จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ลักษณะอันโดดเด่นของถ้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ซึ่งอยู่บนยอดภูเขา ที่ต้องเดินขึ้นไประยะทางราวๆ 300 เมตร คือ มีปล่องอากาศขนาดใหญ่ทางด้านบนสุดของถ้ำ ทำให้สามารถมองเห็นท้องฟ้าเบื้องบนจากในถ้ำได้ จากปากถ้ำเข้าไปมีหินงอกขนาดใหญ่ตั้งสูงตระหง่านจรดเพดาน รูปร่างคล้ายพระพุทธรูปปางสมาธิ ถัดไปเป็นที่ราบโล่งกว้างสามารถจุคนได้เกือบสองร้อยชีวิต มุมด้านในสุดของถ้ำจัดสร้างเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปอันเป็นองค์ประธาน ส่วนมุมทางด้านซ้ายขององค์ประธานยังมีทางเข้าสู่อีกพื้นที่หนึ่งซึ่งมีการสร้างพระมหาเจดีย์เอาไว้
       
       เมื่อดูจากลักษณะของปล่องที่อยู่ด้านบนของถ้ำอันเป็นช่องทาง ส่งพลังงานสุริยันจันทราลงมาสู่ลานตรงพื้นถ้ำมาชั่วนับร้อยนับพันปี จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ภายในถ้ำแห่งนี้จะมีกลิ่นอายบรรยากาศแห่งความศักดิ์สิทธิ์ ความองอาจน่าเกรงขาม แต่ก็แฝงความสงบและความเรียบง่ายดำรงอยู่
       
       คุรุ เคยบอกกับ “เขา” ว่า ถ้ำไก่หล่นนี้มีพลังของไอสุริยันจันทรา และเป็นที่รวมของพลังเร้นลับเหมาะสำหรับทำพิธีกรรม และการปฏิบัติธรรม นอกจากนี้ถ้ำแห่งนี้ในอดีตเคยมีพระโพธิสัตว์มาอยู่ 4 องค์แล้ว ส่วนตีนถ้ำด้านหลังในอดีตกาลอันไกลโพ้นก็เคยเป็นทะเลมาก่อน