sombat 的个人资料Space ของ sombat照片日志列表更多 工具 帮助

日志


11月24日

นี่คือบ้าน "ฉันกับเธอ" นะ

กินอิ่มนอนอุ่น ในป่าชุมชน “ทาป่าเปา”
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 พฤศจิกายน 2552 15:46 น.
แปลงสาธิตทางการเกษตรภายในศูนย์เรียนรู้ชุมชน
       ที่ “หมู่บ้านทาป่าเปา” ในตำบลทาปลาดุก อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน เป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีประชากรเพียง 215 ครัวเรือน น้อยคนนักที่จะรู้จักหมู่บ้านแห่งนี้ แต่สำหรับในแวดวงของนักอนุรักษ์ป่าชุมชน ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว ที่นี่ถือเป็นหมู่บ้านต้นแบบที่มีคนมาดูงาน มาขอความรู้อยู่เสมอๆ
       

       และล่าสุดนั้น หมู่บ้านแห่งนี้ก็เพิ่งได้รับรางวัลชนะเลิศป่าชุมชนระดับประเทศ ในการประกวดป่าชุมชนดีเด่น ประจำปี2552โดยได้โล่รางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และก่อนหน้านั้นก็ยังได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว (2545) รางวัลแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (2551) อีกด้วย

ผักปลูกอยู่ในแปลงสาธิต
       เราไปทำความรู้จักกับ “หมู่บ้านทาป่าเปา” กันก่อนดีกว่า โดยชื่อของหมู่บ้านนั้นได้มาจากบริเวณที่ตั้งที่เต็มไปด้วยป่าไม้ โดยเฉพาะ “ต้นเปา” ประกอบกับมีแม่น้ำทาไหลผ่านในบริเวณนี้ หมู่บ้านจึงได้ชื่อว่า “ทาป่าเปา” ตามลักษณะภูมิประเทศ คนในหมู่บ้านส่วนหนึ่งมีเชื้อสายชาวไทลื้อจากเมืองสิบสองปันนา ยังคงเห็นได้จากที่คนเฒ่าคนแก่ยังใช้ภาษาหลวย หรือภาษาลื้อกันอยู่
       
       แต่เดิมหมู่บ้านทาป่าเปาก็เป็นหมู่บ้านอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้แน่นทึบพื้นที่กว่า 13,000 ไร่ มีต้นไม้ขนาดใหญ่หายากต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประดู่ สัก เสี้ยว ป่าเต็ง รัง พลวง เหียง ตีนนก ฯลฯ แต่เมื่อความเจริญเข้าถึง ความต้องการเงินทองเพื่อเลี้ยงชีพ ทำให้มีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นขุมทรัพย์ขุมใหญ่ของมนุษย์ ชาวบ้านได้นำเอาทรัพยากรท้องถิ่นมาใช้อย่างมากมาย มีการตัดไม้ทำลายป่า เผาป่าถางไร่ ทำสัมปทานป่าไม้เพื่อทำรั้วรถไฟ ไม้หมอนรถไฟ และตัดฟืนเพื่อทำเชื้อเพลิง ถางป่าเพื่อทำไร่อ้อย ทำให้ป่าไม้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว เริ่มกลายเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ขาดความอุดมสมบูรณ์อย่างที่เคยเป็นมา

ผู้ใหญ่ไพบูลย์ จำหงษ์ กำลังให้อาหารปลาดุก
       หากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปไม่แคล้วป่าคงจะหมด แล้วชาวบ้านและลูกหลานรุ่นต่อๆไปคงจะได้รับความเดือดร้อนอย่างแน่นอน ผู้นำชุมชนจึงต้องลุกขึ้นมาสร้างแนวคิดใหม่ให้คนในชุมชนเกิดความคิดที่อนุรักษ์ป่าไม้อันเปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่ของเราเอาไว้
       
       วันนี้เราได้คุยกับคุณไพบูลย์ จำหงษ์ ปราชญ์ชาวบ้านและผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านทาป่าเปา ผู้ซึ่งริเริ่มการจัดการป่าชุมชนเพื่อการอนุรักษ์เมื่อปี พ.ศ.2537 มีการจัดเวทีประชาคมกระตุ้นให้ลูกบ้านเล็งเห็นถึงความเสียหายของการทำลายป่า และหาทางแก้ไข มีการพูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกัน รวมทั้งมีการจัดชุดลาดตระเวนออกตรวจเมื่อมีการบุกรุกป่า จัดตั้งคณะกรรมการดูแลรักษาป่า ออกกฎระเบียบต่างๆ ในการจัดการป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติขึ้น เช่น ห้ามตัดไม้ทำลายป่า ใครฝ่าฝืนจะถูกปรับ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากชุมชนในหมู่บ้านเป็นอย่างดี ทำให้การอนุรักษ์ป่าไม้ประสบความสำเร็จได้

บ้านในหมู่บ้านที่จัดเป็นโฮมสเตย์
       แต่กว่าความสำเร็จจะเป็นรูปเป็นร่างนั้น ก็ต้องใช้เวลากว่า 10 ปี ในการฟื้นฟู แต่ด้วยความที่เป็นชุมชนเข้มแข็ง ป่าของชุมชนก็เริ่มฟื้นคืนสู่ความสมบูรณ์ดังเดิม ไม้หายากต่างๆ สามารถเจริญเติบโตและขยายพันธุ์เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยสมุนไพรกว่า 500 ชนิด ที่พบได้ง่ายในป่าชุมชน ซึ่งกลายเป็นแหล่งความรู้ให้กับเยาวชนและนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาที่เข้ามาศึกษาวิจัยด้านสมุนไพร ผลของป่าไม้ที่สมบูรณ์ยังทำให้เกิดแหล่งน้ำเพียงพอที่จะทำประปาภูเขา ส่งน้ำหล่อเลี้ยงชุมชนได้อีกด้วย
       
       ปัจุบันหมู่บ้านทาป่าเปานี้มักเป็นสถานที่มาดูงานของชุมชนอื่นๆที่สนใจแนวคิดและแนวทางในการอยู่ร่วมกันของป่า-ชุมชน และความเป็นชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง ในวันนี้ผู้ใหญ่ไบูลย์เป็นคนพาเราชมสิ่งต่างๆ ภายในหมู่บ้านด้วยตนเอง โดยเริ่มชมกันที่ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ที่มีลักษณะเป็นแปลงสาธิตอาชีพทางเกษตรกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงไก่บนบ่อปลาดุก การเลี้ยงกบ แปลงนาสาธิต แปลงปลูกผักเกษตรปลอดสารพิษ ซึ่งมีทั้งผักเพื่อการบริโภค และพืชสมุนไพรต่างๆ การเพาะเห็ด เป็นต้น

พระธาตุดอยกู่เบี้ย
       ในหมู่บ้านทาป่าเปายังเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิตโดยการเปิดบ้านเป็นโฮมสเตย์ให้ผู้ที่สนใจได้เข้าพัก และยังเป็นรายได้เสริมให้กับลูกบ้าน โดยมีบ้านที่เปิดเป็นโฮมสเตย์อยู่ 24 หลังด้วยกัน และได้รับการรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยเรียบร้อยแล้วเมื่อปี 2549
       
       “แต่ก่อนที่ยังไม่ได้เปิดเป็นโฮมสเตย์ คนที่มาดูงานก็ต้องมาพักกันที่ศาลาวัด ที่โรงเรียน ในตอนแรกๆ เราก็ยังไม่รู้จักโฮมสเตย์ จนเมื่อได้มีการแลกเปลี่ยนกับหลายๆ ชุมชนก็เลยทำบ้านให้เป็นที่พักโฮมสเตย์ให้คนมาดูงานได้รับความสะดวก และยังเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมที่ดีอีกด้วย โดยสโลแกนของที่นี่คือ กินอิ่ม นอนอุ่น หลับสบาย” ผู้ใหญ่ไพบูลย์ กล่าว

พิพิธภัณฑ์ของโบราณพื้นบ้าน
       นอกจากการมาพักที่โฮมสเตย์และเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีของป่าและชุมชน รวมไปถึงได้ชมแปลงสาธิตเกษตรต่างๆ แล้ว ในหมู่บ้านก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวให้เราได้ไปเที่ยวกันด้วย โดยบนดอยเขาเล็กๆ ในหมู่บ้านที่ชื่อว่าดอยกู่เบี้ยนั้น เป็นที่ตั้งของ “พระธาตุดอยกู่เบี้ย” พระธาตุเก่าแก่คู่ชุมชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัดทาป่าเปาที่ตั้งอยู่บริเวณที่ราบในหมู่บ้าน บนยอดดอยนอกจากจะได้สักการะพระธาตุแล้ว ก็ยังเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าตนหลวง พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางแจ้ง และยังสามารถกราบสักการะพระสังกัจจายที่ประดิษฐานอยู่บริเวณบันไดทางขึ้นยอดดอยอีกด้วย
       
       เมื่อได้ขึ้นไปบนดอยกู่เบี้ยแล้วก็ต้องไม่พลาดชมสิ่งที่น่าสนใจต่างๆ ใน “พิพิธภัณฑ์ของโบราณพื้นบ้าน” ที่มีข้าวของเครื่องใช้ในบ้านและเครื่องมือทางการเกษตรที่บางอย่างก็ไม่ได้ใช้แล้ว จึงมีผู้บริจาคให้กับทางพิพิธภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นก้างฝั่นเชือก อุปกรณ์ที่เอาไว้ฝั่นเชือกจากปอหรือป่านเพื่อใช้งาน สว่านมือ อุปกรณ์ในการเจาะรูที่ทำจากไม้ ในสมัยที่ยังไม่มีสว่านไฟฟ้าอย่างทุกวันนี้ ภาชนะสานด้วยไม้ไผ่ขนาดใหญ่ เอาไว้ใส่ข้าวเปลือก ก็เป็นเครื่องใช้อย่างหนึ่งที่หลายๆ คนอาจไม่เคยเห็นมาก่อน นอกจากนั้นก็ยังมีที่หั่นใบยาสูบ ครกหินบดยา และข้าวของอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งหากจะให้สนุกและได้ความรู้ ก็ต้องอาศัยให้คนในชุมชนเล่าและสาธิตวิธีการใช้ให้ชมกันด้วย

ไม้ไผ่สานเป็นภาชนะขนาดใหญ่ไว้ใช้ใส่ข้าวเปลือก
       กลับลงมาที่ตีนดอยอีกครั้ง มายัง “วัดทาป่าเปา” ที่ภายในอุโบสถมีพระประธานนามว่า “พระเจ้านางเหลียว” ที่มาของชื่อนี้ผู้ใหญ่ไพบูลย์เล่าว่า พระพุทธรูปองค์นี้มีความงดงามจนนางใดที่ได้มาไหว้พระแล้ว ก่อนจะกลับออกจากโบสถ์ก็ต้องเหลียวหลังกลับมามองพระประธานอีกครั้งหนึ่ง และอยากจะกลับมาที่นี่อีก
       
       จากจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์ป่า จนมาเป็นแหล่งเรียนรู้และโฮมสเตย์ ก็มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเข้ามาเยี่ยมชมภายในหมู่บ้านกันพอสมควร แต่ผู้ใหญ่ไพบูลย์ก็ไม่อยากจะให้การท่องเที่ยวเข้ามาทำให้ความสุขของคนในหมู่บ้านลดลง หรือต้องเอาใจนักท่องเที่ยวจนตัวเองไม่สะดวกหรือไปเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตไป

พระเจ้าตนเหลียว พระประธานองค์บนสุดในโบสถ์วัดทาป่าเปา
       “การเปิดเป็นโฮมสเตย์หรือการท่องเที่ยวนั้นต้องเป็นอาชีพรอง ต้องการทำการท่องเที่ยวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ว่าพอไม่มีใครมาเที่ยวมาแล้วก็มานั่งปวดหัวกัน” ผู้ใหญ่ไพบูลย์กล่าว
       
       *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    * 
       

       
       "หมู่บ้านทาป่าเปา" ตั้งอยู่ในตำบลทาปลาดุก อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ห่างจากอำเภอเมืองลำพูนประมาณ 30 กิโลเมตร ตามเส้นทางถนนซุปเปอร์ไฮเวย์สายเชียงใหม่-ลำปาง ติดต่อสอบถามข้อมูลการท่องเที่ยวได้ที่ คุณไพบูลย์ จำหงษ์ ผู้ใหญ่บ้าน โทรศัพท์  0-5300-6222  0-5300-6222 ,  08-9265-2714  08-9265-2714

บันทึกไว้สำหรับคนที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก บอก/สอนยังไม่รู้เรื่องคุณธรรมสำหรับมนุษย์

เบิกตัว“2 สุ”พยานปากเอก ฝังทักษิณคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 พฤศจิกายน 2552 00:34 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
สุรเกียรติ์ เสถียรไทย

สุนัย มโนมัยอุดม

รายงาน
       โดย...แสงตะวัน
       

       หากไม่มีอะไรพลิกผันเปลี่ยนแปลง ตามรายงานข่าวที่ปรากฏ ถือได้ว่านับจากวันอังคารที่ 24 พ.ย. 52 ก็จะเหลือการสืบพยานฝ่ายโจทก์ในคดียึดทรัพย์ทักษิณ ชินวัตร จำนวน 7.6 หมื่นล้านบาทพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ในข้อหาความผิดร่ำรวยผิดปกติ อีกไม่น่าจะเกิน 4 นัด
       
       คือ 26 พ.ย. ,1 ธ.ค.,3 ธ.ค.หรืออาจจะมีวันที่ 8 ธ.ค. อีกวันหนึ่ง จากนั้นหลายฝ่ายคาดกันว่า “องค์คณะตุลาการ” ผู้พิจารณาสำนวนคดีนี้น่าจะนัดหมายให้ทั้งสองฝ่ายแถลงปิดคดี และตามด้วยกระบวนการนัดอ่านคำตัดสินภายใน 30 วัน
       
       คาดไว้ว่าน่าจะไม่เกินกลางเดือนมกราคมปี 53 ก็จะรู้กันแล้วว่า อนาคตการเมืองไทยหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ?
       
       อย่างไรก็ตาม ปฏิทินคดียึดทรัพย์ข้างต้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพการณ์และความเหมาะสมแห่งการพิจารณาและตัดสินคดี หากว่ากระบวนการสู้กันของฝ่ายทนายความทักษิณ และอัยการ ยังคัดง้างกันไม่สิ้นสุด ก็ไม่แน่ที่ศาลอาจให้ขยายเวลาออกไป หรือก็ไม่แน่ทุกอย่างอาจจบภายในวันที่ 3 ธันวาคมนี้ก็ได้
       
       โดยกระบวนการพิจารณาคดีขณะนี้ อยู่ในช่วงการ “สืบพยานโจทก์” ซึ่งก่อนหน้านี้มีพยานหลายคนขึ้นเบิกความ ชนิดที่บางรายเบิกความแทบจะตอกหมุดฝังทักษิณ กลางห้องพิจารณาคดีกันไปแล้ว
       
       อาทิ นางวรัชญา ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต. ในเรื่องธุรกรรมอำพรางการถือครองหุ้นบริษัทในเครือชินคอร์ป ผ่านกองทุนลับของ“ทักษิณ-พจมาน”
       
       เช่นเดียวกับ”แก้วสรร อติโพธิ” อดีต คตส.ที่เบิกความโดยนำพยานหลักฐานต่างๆ มาแสดงให้เห็นถึงการใช้อำนาจหน้าที่ทางการเมืองของนช.ทักษิณ สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี ในทางมิชอบ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของตัวเอง เช่น การแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคมเพื่อเพิ่มสัดส่วนของการถือครองหุ้นของคนต่างด้าว จากเดิมร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 49 จากนั้นก็ขายหุ้นให้เทมาเส็ก วันรุ่งขึ้นหลังกฎหมายประกาศใช้แค่วันเดียว หรือการออก พ.ร.ก.ภาษีสรรพสามิต ที่ทำให้รัฐเสียประโยชน์นับหมื่นล้าน แต่ธุรกิจของทักษิณกลับได้ประโยชน์ เพราะไม่ต้องส่งเงินรายได้ให้กับคู่สัญญาคือ ทีโอที และยังปิดกั้นคู่แข่งขันไม่ให้เข้าแข่งขันตามกลไกตลาดได้อย่างแท้จริง
       
       ตอนนี้ ที่ถูกจับตามองก็คือ การจะขึ้นเบิกความของสองพยานสำคัญในคดี ผู้มีความเหมือนกันในชื่อนำหน้านั่นคือ ”สุ”
       
       “สุ”แรกคือ สุนัย มโนมัยอุดม ผู้พิพากษาอาวุโสศาลอุทธรณ์ ที่จะขึ้นเบิกความในวันอังคารที่ 24 พ.ย.นี้
       
       “สุ”ที่สองคือ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีต รมว.ต่างประเทศ ที่คณะทำงานอัยการกำลังดูคิวกันอยู่ แต่ได้แจ้งชื่อไว้ในบัญชีพยานกับศาลฏีกาเรียบร้อยแล้ว

       
       สำหรับ “สุนัย”นั้น แม้ฝ่ายทักษิณอาจจะพยายามทำลายน้ำหนักการเบิกความด้วยการอ้างว่าเป็นฝายตรงข้ามนช.ทักษิณ เพราะเคยถูก “รัฐบาลพลังประชาชน” สั่งย้ายจากตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ ไปเป็นเลขาธิการ ป.ป.ท. ก่อนที่สุนัยจะขอทำเรื่องโอนกลับไปเป็นตุลาการ หลังโดนคำสั่งย้ายดังกล่าว
       
       อีกทั้งก่อนหน้านี้เคยถูกทีมทนายความทักษิณแจ้งกองปราบปรามดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทที่ สภ.อ.วังน้อย อยุธยา จนมีการออกหมายจับและนำกำลังไปรอจับกุมตัวที่สนามบินสุวรรณภูมิในวันที่สุนัยกลับจากต่างประเทศ แต่ทำไม่สำเร็จ เพราะได้รับการช่วยเหลือจากฝ่ายทหารเสียก่อน
       
       อย่างไรก็ตาม สังคมส่วนใหญ่เชื่อมั่นในตัวสุนัยสูงยิ่ง ในฐานะอดีตตุลาการที่ไม่มีประวัติด่างพร้อย และทำงานตรงไปตรงมา ไม่กลัวอิทธิพลการเมืองของระบอบทักษิณ
       
       อีกทั้งความพยายามดิสเครดิตดังกล่าวก็เป็นลูกไม้เดิมๆ ที่เคยใช้กับอดีตกรรมการ คตส.เพราะของแบบนี้ต้องดูที่เนื้องานเป็นหลัก โดยจะเห็นได้ว่าการเข้าทำคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัทเอสซี เอสแซทฯ ของสุนัย ตอนเป็นอธิบดีดีเอสไอ ก็สามารถไขปริศนาเงื่อนงำการทำธุรกรรมอำพรางของบริษัทแห่งนี้ ด้วยการตกแต่งและปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นของเอสซีฯ ผ่านกองทุนลับ และบริษัทกระดาษที่จดทะเบียน ณ บริติชเวอร์จิ้นมาหลายปี
       
       แบบให้คนในครอบครัว “ชินวัตร-ดามาพงษ์” ผู้ถือหุ้นใหญ่เอสซี ฯ ได้อับอายกันทั้งแผ่นดิน
       
       จึงทำให้เชื่อกันว่า การที่สุนัยอาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ ผ่านข้อตกลงร่วมดีเอสไอระหว่างประเทศ ทำให้เขาอาจได้เห็นเอกสารและข้อมูลลับหลายเรื่องที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน ที่จะโยงให้เห็นจิ๊กซอว์ได้ว่า กรณีของเอสซี มีความสัมพันธ์กับ กระบวนการซุกหุ้น-หนีภาษี ของชินคอร์ป ที่ถือหุ้นโดยคนในครอบครัวชินวัตร-ดามาพงษ์ ทำให้ทักษิณร่ำรวยผิดปกติอย่างไร
       
       หากสนใจก็เดินทางไปรับฟังการเบิกความกันได้ที่ห้องพิจารณาคดี ศาลฎีกาสนามหลวงกันได้โดยทันที
       
       ส่วน”สุ”ที่สอง “สุรเกียรติ์ เสถียรไทย” อดีต รมว.ต่างประเทศในยุคระบอบทักษิณเรืองอำนาจ ที่จะขึ้นมาเบิกความเพื่อแสดงให้เห็นว่า การปล่อยกู้ของเอ็กซิมแบงก์ ให้กับรัฐบาลทหารพม่า 4 พันล้านบาท
       
       ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่อัยการและคตส.ได้เขียนไว้ในคำฟ้องว่า เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทักษิณร่ำรวยผิดปกติ เพราะพม่านำเงินที่ได้รับจากเงินภาษีประชาชนชาวไทยไปซื้ออุปกรณ์ดาวเทียมจากบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือชินคอร์ป ที่ครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณถือหุ้นใหญ่อยู่ ทำให้ธุรกิจชินคอร์ปมีรายได้เข้าบริษัทโดยไม่สมควร เพราะเป็นการใช้อำนาจหน้าที่การเมืองแสวงหาผลประโยชน์กับฝ่ายตัวเอง
       
       อันจะเป็นการขึ้นเบิกความหลังจากก่อนหน้านี้ สุรเกียรติ์ ได้ให้การที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีเอ็กซิมแบงก์ จึงทำให้ คตส.-อัยการ กันไว้เป็นพยานในคดีเอ็กซิมแบงก์ แต่เมื่อคดีนี้ศาลจำหน่ายออกจากสารบบชั่วคราว เพราะทักษิณหนีคดี อัยการก็เลยจะนำสุรเกียรติ์ ขึ้นเบิกความคดียึดทรัพย์แทน
       
       เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า “อดีตคนร่วมรัฐบาล” เดียวกันอย่างสุรเกียรติ์ ก็ยังเห็นว่าการปล่อยกู้ดังกล่าวเป็นประโยชน์กับพม่าและบริษัทเอกชน แต่รัฐไม่ได้ประโยชน์ แม้ได้มีการคัดค้านในที่ประชุม ครม.แต่ไม่สำเร็จ ทำให้สุรเกียรตื์ งัดเอกสาร ที่เคยทำถึง สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีตอนเป็น รมว.ต่างประเทศ เพื่อแจ้งความเห็นประกอบการพิจารณาในที่ประชุม ครม.เรื่องการปล่อยกู้ให้รัฐบาลพม่า 4,000 ล้านบาท เมื่อ 17 พฤษภาคม 2547 ซึ่งสาระสำคัญของเอกสารคือ การชี้ให้เห็นว่าทักษิณ สั่งการให้เอ็กซิมแบงก์เพิ่มวงเงินกู้ให้พม่าอีก 1,000 ล้านบาท ผ่านมติครม. จากเดิมที่มีการเจรจาไว้ 3,000 ล้านบาท แล้วชินแซทฯ ได้รับประโยชน์จากเงินกู้ก้อนนี้ไปเต็มๆ
       
       แต่ตรงนี้ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า สุรเกียรติ์ จะเบิกความอย่างไร จะซัดทอดถึงทักษิณ แบบที่เคยให้การกับ คตส.หรือไม่ แต่หากผลออกมาไม่เป็นผลดีกับทักษิณในคดีนี้ เชื่อได้ว่าทักษิณคงต้องจดชื่อสุรเกียรติ์ไว้ใน
       
       “บัญชีแค้นหนังหมา” ไว้แน่ หากผลแห่งคดีทำให้ ทักษิณกระอักเลือด
       
       2 “สุ” จะเป็นตัวแปรสำคัญแห่งคดียึดทรัพย์หรือไม่ หลังปีใหม่ไม่นานก็รู้ผล

11月23日

ต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยกว่าจะไล่เลียงได้ทั้งหมด

ร่องรอยของอาชญากรรม และการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของทักษิณ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 พฤศจิกายน 2552 23:28 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

อ่านคำให้การ เท่าที่ปรากฏเป็นข่าว ของ นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. และนางวรัชญา ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือ ก.ล.ต.ที่ไปให้การเป็นพยานของอัยการ ในคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ นช. ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวแล้ว จะเข้าใจว่า ทำไม ในช่วงนี้ นช. ทักษิณ จึงดิ้นรนอย่างสุดขีด ทำทุกอย่าง ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้ได้
       
       ทั้งสมคบกับพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ และฮุน เซ็น ชักศึกเข้าบ้าน ทั้งกระทบ กระแทก จาบจ้วงสถาบัน โดยไม่ปิดบังอำพรางอีกต่อไป ทั้งแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราด ปลุกระดมให้กลุ่มเสื้อแดงชุมนุมป่วนเมืองในช่วงวันมหามงคลของคนไทย ทั้งประเทศ
       
       เพราะคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท เมื่อมาถึงขั้นตอน อัยการ ซึ่งเป็นโจทก์ นำพยานฝ่ายตนขึ้นไต่สวนแล้ว คำให้การของพยาน น่าจะบ่งบอกแนวโน้มของคดีได้ในระดับหนึ่ง จนทำให้ นช. ทักษิณ ต้องตัดสินใจ “แตกหัก”
       
       คำให้การของนายแก้วสรรและนางวรัชญา ต่อ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีความสำคัญในประเด็นที่ว่า นช.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ยังคงเป็นเจ้าของบริษัทชิน คอร์ ปอเรชั่นตัวจริง ตั้งแต่วันที่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อ พ.ศ. 2544 จนถึงวันที่ขายหุ้นให้เทมาเส็กไปเมื่อต้นปี 2549
       
       ผู้ก่ออาชญากรรมย่อมทิ้งร่องรอย ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดเหตุ
       

       ร่องรอยหนึ่งที่ถูกนายแก้วสรรตามแกะจน นำไปสู่ ข้อสันนิษฐานว่า ที่นช.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานอ้างว่า ได้ขายหุ้นชินคอร์ปให้กับ นายพานทองแท้ ชินวัตร ไปแล้วนั้น แท้จริงแล้ว เป็นการขายหลอกๆ ก็คือ ตั๋วสัญญาใช้เงินมูลค่า 5,000 กว่าล้านบาท ที่นายพานทองแท้ ออกให้คุณหญิงพจมาน โดยอ้างว่า เป็นค่าหุ้นธนาคารทหารไทย 150 ล้านหุ้น ๆละ 10 บาท และใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ 300 ล้านหน่วย ๆละ 10 บาท รวมเป็นเงิน 4,500 ล้านบาท
       
       แต่ในช่วงเดือนสิงหาคม 2543 ที่นายพานทองแท้อ้างว่า ซื้อหุ้นธนาคารทหารไทย และใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์จากแม่นั้น หุ้นทหารไทยในตลาดมีราคาเพียงหุ้นละ 5.70 บาท และ ใบสำคัญแสดงสิทธิมีราคาหน่วยละ 1.30 บาท หนำซ้ำใบสำคัญแสดงสิทธิที่คุณหญิงพจมานได้มานั้น ไม่มีต้นทุน เพราะเป็นของฟรีแถมพ่วงมาตอนซื้อหุ้น
       
       ถ้าไม่ใช่ แม่โกงลูก ก็เป็นเพราะ นายพานทองแท้ไม่รู้เรื่อง การโอนขายหุ้น จ่ายเงินค่าหุ้น อะไรทั้งสิ้น เป็นเรื่องที่แม่ จัดการทำให้ โดยเมคตัวเลขขึ้นมา นายพานทองแท้จึงให้การไปโดยซื่อตามบทที่มีผู้เขียนไว้ให้ท่องจำมาให้การกับศาล และย่อมนำไปสู่ข้อสงสัยว่า ที่อ้างว่า นช. ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน โอนหุ้นชินคอร์ป ให้นายพานทองแท้ และ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรนั้น เป็นเรื่องนิติกรรมอำพรางหรือไม่ เพราะมีหลักฐานว่า เงินที่นำมาซื้อหุ้นนั้น มาจากบัญชีของคุณหญิงพจมานเอง
       
       ตั๋วสัญญาใช้เงิน 5,000 กว่าล้านบาทของนายพานทองแท้ ที่อ้างว่า จ่ายเป็นค่าหุ้นธนาคารทหารไทยให้แม่นั้น แท้จริงแล้ว น่าจะเป็น การโอนเงินปันผลของชิน คอร์ป ที่จ่ายเข้าบัญชีชื่อนายพานทองแท้ กลับไปให้ คุณหญิงพจมาน ซึ่งแสดงว่า นายพานทองแท้เป็นเพียงผู้ถอืหุ้นแทนคุณหญิงพจมานเท่านั้น
       
       ส่วนคำให้การของนางวรัชญานั้น เป็นข้อมูลที่ได้จากการที่ ก.ล.ต. ไปตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นที่แท้จริง ในบริษัทเอสซี แอสเส็ท แล้วค้นพบว่า บริษัทวินมาร์ค และบริษัท แอมเพิลรีช ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในเอส ซี แอสเส็ทนั้น เป็นบริษัทของ นช.ทักษิณ ซึ่งทั้งสองบริษัทนี้เป็นผู้ถือหุ้นชิน คอร์ปด้วย
       
       วิน มาร์ค และ แอมเพิล รีช รวมทั้ง นายพานทองแท้ จึงเป็น “นอมินี” ของ นช. ทักษิณ ในชินคอร์ป ซึ่งหมายความว่า นับตั้งแต่ นช. ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 กุมภาพัน์ 2544 จนถึงวันที่มีการลงนามซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ให้เทมาเส็ก เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 นช. ทักษิณ ยังคงความเป็นเจ้าของชินคอร์ปโดยสมบูรณ์ บริหารกิจการส่วนตัวไปพร้อมๆกับ การว่าราชการแผ่นดินไปด้วย
       
       ดังที่ คำวินิจฉัย ของนายประเสริฐ นาสกุล อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งเป็นหนึ่งใน 7 ตุลาการเสียงข้างน้อย ที่เห็นว่า นช. ทักษิณ มีความผิด ในคดีนช. ทักษิณ ซุกหุ้น กล่าวไว้ในตอนท้ายของคำวินิจฉัยส่วนตัวเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2544 ว่า
       
       “ เมื่อผู้ถูกร้องยอมรับว่าผู้ถูกร้องมีทรัพย์สิน แต่ไม่ยื่นบัญชี ฯเพราะใช้ชื่อบุคคลอื่นถือกรรมสิทธิ์แทน และประกาศให้ประชาชนทราบว่าผู้ถูกร้องได้ทรัพย์สินมาโดยสุจริตและโอนทรัพย์สินนั้นให้เป็นของคู่สมรสผู้ถูกร้องและคู่สมรสผู้ถูกร้องจะโอนให้ใครก็ได้ ตนไม่ทราบ เมื่อตรวจดูพยานหลักฐานต่าง ๆ จึงพบความจริงว่าผู้ที่รับโอนหรือเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้น แท้จริงเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวแต่ในนามและโอนคืนทรัพย์สินนั้นให้คู่สมรสผู้ถูกร้องในเวลาเดียวกันกับที่โอนและบุคคลเหล่านั้น คือคนใกล้ชิดที่ผู้ถูกร้องและหรือคู่สมรสเคยใช้ชื่อถือทรัพย์สินมาก่อนที่ผู้ถูกร้องอาสาเข้ามาทำงานการเมืองตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ นั่นเอง
       
       ถือว่า ผู้ถูกร้องและ/หรือคู่สมรสรู้ว่า มีทรัพย์สินในชื่อบุคคลอื่นหรือใช้ชื่อบุคคลอื่นถือแทนโดยมีเหตุผลและข้อเท็จจริงดังที่ผู้ถูกร้องกล่าวชี้แจงโดยละเอียดในหนังสือทั้งสามฉบับข้างต้น แต่จงใจยื่นบัญชี ฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๕”

       
       คดี ยึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท นี้ ศาลฎีกา จะพิจารณาในประเด็นว่า นช. ทักษิณ ใช้ นอมินี ถือหุ้น ชิน คอร์ป แทน ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ก่อน หากศาลเห็นว่า นช. ทักษิณ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการถือหุ้นชินคอร์ปเลย ก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาประเด็นที่ว่า นช. ทักษิณ ใช้อำนาจหน้าที่ เอื้อประโยชน์ให้บริษัทชิน คอร์ปหรือไม่
       
       แต่ถ้าศาลเชื่อว่า นช.ทักษิณ ใช้นอมินี ถือหุ้นชิน คอร์ป ก็จะพิจารณาต่อในประเด็นการเอื้อประโยชน์ทั้ง ในเรื่อง การแปลงค่าสัมปทานโทรศัพท์เป็นภาษีสรรสามิต, การลดค่าสัมปทานให้เอไอเอส, การอนุมัติโครงการดาวเทียมไอพีสตาร์ , การอนุมัติเงินกู้ให้รัฐบาลพม่าเพื่อซื้ออุปกรณ์จาก ชิน แซทเทลไลท์, และการแก้ไขสัญญาให้ ทศท.และ กสท. ต้องร่วมรับผิดชอบค่าใช้เครือข่ายร่วมกับเอไอเอส ซึ่งล้วนทำให้ ชิน คอร์ป มีรายได้ และมูลค่าสินทรัพย์ เพิ่มขึ้น จาก เพียง 20,000 กว่าล้านบาท ก่อนที่ นช. ทักษิณ จะเป็นนายกฯ เป็น 76,000 ล้านบาท ในวันที่ขายชินคอ์ป ให้เทมาเส็ก
       
       คำวินิจฉัยของศาลจะเป็นอย่างใด ไม่มีใครรู้ จนกว่าจะถึงวันพิพากษา แต่อาการแสดงออกของ นช.ทักษิณ ในระยะนี้ เป็นผลมาจากการคาดเดาทิศทางของคดีนี้อย่างแน่นอน
       
       อย่าลืมว่า นช. ทักษิณ ได้รับการยกยอปอปั้นว่า มีวิสัยทัศน์ คาดการณ์ในอนาคตได้แม่นยำ ซึ่งเขาได้พิสูจน์มาแล้ว เมื่อครั้งตัดสินใจหนีออกนอกประเทศ ก่อนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะพิพากษาให้จำคุก 2 ปี ในคดีที่ดินรัชดา
       
       ครั้งนี้ เขาคงทำนายอนาคตของตัวเองได้ถูกต้องอีก


11月22日

เมื่อได้รับ่ทราบข้อมูลอย่างนี้แล้ว คุณยังอยู่นิ่งเฉยได้หรือ ประเทศไทย

ล้มเจ้า-เผาเมือง ?

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน

21 พฤศจิกายน 2552 01:47 น.

"เด็ดดอกไม้รายทาง"
       โดย...อัญชะลี ไพรีรัก
       
       เวลานี้ฟอร์เวิร์ด เมล์ ที่ฮิตที่สุด คือ ภาพที่โลกไซเบอร์ตั้งชื่อว่า ภาพหาดูยากแห่งปีเปิดดูก็หัวเราะกันน้ำตาไหลปนสะใจ เมื่อเห็น ภาพทักษิณกอดกันกลมกับฮุนเซน เปรียบเทียบกับภาพ ตัว here กอดตัว here หน้าทำเนียบรัฐบาล       
       รูปเปรียบเทียบฉบับพระกาฬนี้ ต้นตอมาจากไหนไม่รู้ แต่คนทำถูกยกย่องเกรียวกราวว่า ช่างคิด และ อารมณ์ขันรุนแรงเหลือร้าย
       เมล์ที่ฮิตรองลงมา คือ บทสัมภาษณ์ของ ดร. เสรี วงศ์มณฑา จากไทยโพสต์ ที่กล่าวถึง โมฆะบุรุษสุดเลวนามบิ๊กจิ๋วและทักษิณที่ครูของเราชำแหละเละเทะว่า
       “สิ่งชำรุดทางการเมือง สำแดงความบัดซบออกมาอย่างต่อเนื่อง คนมีสมองปราดเปรื่อง แต่สามารถทำอะไรชั่วร้ายได้ ย่อมไม่ใช่คนโง่ แต่คนเยี่ยงนี้เป็นคนเลวที่จงใจทำเพราะจิตใจโสมม สามานย์ คิดแต่ประโยชน์ส่วนตน ไม่เห็นแก่ประเทศชาติ สำรากถ้อยคำแต่ละเรื่อง ล้วนเห็นเลยว่าคนๆนี้เลวลึกเข้าไปถึงไขกระดูกดำ ยากที่จะเยียวยาให้เป้นคนดีได้ นอกจากจัดเรียงDNA ใหม่ เพราะที่ได้มาจากพ่อแม่นั้นเข้าลักษณะคนชั่วร้าย ลูกเลวบัดซบอย่างไรย่อมแสดงให้เห็นว่าพ่อแม่บุพการีเลวเพียงใด เพราะถ้าลูกมีพ่อแม่สั่งสอนมาดี ลูกจะเลวบัดซบขนาดนี้ไม่ได้ ฯลฯ.
       อีกเมล์หนึ่งที่ร้อนไม่แพ้กันคือ เมล์ที่ชักชวนให้คนกรุงเทพฯแสดงพลัง งดซื้อ-งดใช้บริการ -งดให้ทาน-งดอุดหนุนบรรดาร้านค้าที่ติดสติกเกอร์สนับสนุนเรารักทักษิณและพรรคเพื่อไทย
       เมล์นี้ให้รายละเอียดดังนี้ว่า คุณจะยังกินข้าวแกง จับจ่ายใช้สอย อย่างมีความสุขอยู่อีกหรือ? เมื่อคุณพบว่า ทักษิณ -เพื่อไทยและสีแดง จำนนหลักฐานจาบจ้วงสถาบันฯ ชาวกรุงฯต้องเริ่มงดอุดหนุนใช้บริการ ตั้งแต่วันนี้และต่อจากนี้ ช่างตัดผมในร้านที่เคยพล่ามให้ลูกค้าฟังความดีของทักษิณ ร้านค้า-คนขายที่เคยพล่ามให้ลูกค้าฟังเรื่อง ความรุ่งเรืองจอมปลอมในยุคทักษิณ แท๊กซี่ที่ชอบเปิดวิทยุเสื้อแดง แจกซีดี-ใบปลิวล้มเจ้า และ คล้อยตามทักษิณในกรณีจาบจ้วงฯ ตลอดจน ตลาดสดทุกแห่ง แม่ค้าขายไก่ย่าง ส้มตำ ที่ชอบติดรูปทักษิณด้วยความชื่นชม และฟังวิทยุเสื้อแดง ...ต่อให้ถูกแค่ไหน? ชาวกรุงเทพฯต้องเมินที่จะอุดหนุน ...ต่อให้ดีอย่างไร....ชาวกรุงเทพฯต้องเมินที่จะซื้อหา
       เมล์นี้ปิดท้ายด้วยภาพสติกเกอร์ เจ๊ง เครียด คิดถึงทักษิณ ...ได้ใจจริงๆ ต้องช่วยกันทำ
       อีกเมล์หนึ่งซึ่งร้อนแรงไม่แพ้ใคร และนับเป็นความใจกล้าของผู้ส่งกับผู้แปล เพียงแต่มีคำขอร้องแนบท้ายเมล์ว่าให้ลบชื่อผู้ส่งทุกครั้งที่คุณส่งต่อและ บอกเจตนารมย์ผู้แปลจากอังกฤษเป็นไทยว่าต้องการให้คนไทยส่วนใหญ่รู้เช่นเห็นชาติคนจาบจ้วงเพราะเวลานี้มีไทยอีนิวส์ของเสื้อแดงบิดเบือนคำแปลจากดำเป็นขาว และมีข่าวเขมรจับวิศวกรไทยพร้อมเสียงระเบิดเอ็ม 79 กลบข่าวจาบจ้วง
       เมล์นี้ แปลคำให้สัมภาษณ์ของทักษิณกับTimes online ฉบับเต็ม 12 หน้า พร้อมคำโต้แย้งเลอะเทอะของทักษิณ ผนวกกับบทความของ G.Dyer จากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในดูไบที่มีเนื้อหาลามปามจุ้นจ้านมาถึง สถาบันฯของเรา
       แต่ที่ฮาได้ถ้วยคือเมล์ของคนเชียงรายที่ส่งเรื่องมือดีดอดแจกหนังสือ ทักษิณเจ๊งทั้งแผ่นดินเนื้อหาของเมล์นี้เล่าเรื่องบุคคลลึกลับส่งหนังสือหนา 78 หน้า แบ่งออกเป็น 4 ตอนไปยังบ้านเรือนราษฏรในหลายพื้นที่ของจ.เชียงราย โดยเฉพาะที่อ.แม่จัน และอ.แม่สาย
       ลักษณะของหนังสือเล่มนี้มีภาพของทักษิณใส่เสื้อสีแดง และมีลิ่วล้อเป็นบุคคลต่างๆเช่น นายจักรภพ เพ็ญแข นายสุรชัย แซ่ด่าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ ฯลฯ กับคำพูดและข้อความจาบจ้วงฯต่างกรรม ต่างวาระ และหลายสถานที่
       เนื้อหาหลักๆ คือ การบอกความจริงที่ทักษิณกับพวกหลอกลวงมวลชนเสื้อแดงให้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของทักษิณ โดยเฉพาะเรื่องการให้ตัวเองรอดพ้นจากความผิดในคดีการเมืองและให้ได้อำนาจกลับคืนมา
       ในหนังสือเล่มนี้ยังระบุด้วยว่า ทักษิณกับพวกเสื้อแดงมีการกระทำทุกวิถีทางเพื่อคืนสู่อำนาจโดยไม่สนวิธีการ ไม่ว่าจะเป็นการก้าวล่วงสถาบันเบื้องสูง หรืออื่นๆ โดยโยงเข้ากับการขับเคลื่อนของอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่ผสมโรงกับทักษิณในปัจจุบัน ทั้งนี้เนื้อหา 4 ตอนของ ทักษิณเจ๊งทั้งแผ่นดิน มีตั้งแต่ เรื่องเพื่อไทยเพื่อทักษิณ คอมมิวนิสต์คืนชีพ คืนไทย และ รัฐไทยใหม่เป้าหมายทักษิณ
       เมล์นี้ยังบอกด้วยว่า เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของท้องที่ ได้พบว่ามีหนังสือแบบนี้ส่งถึงมือผู้อ่าน 100 คนต่ออำเภอ อย่างไรก็ดีหนังสือเล่มนี้ไม่มีการระบุผู้พิมพ์ แต่มการบรรจุใส่ซองกระดาศสีน้ำตาล และส่งไปทางไปรษณีย์ถึงมือประชาชนโดยไม่ได้ติดแสตมป์
       แต่ในจำนวนเมล์เกี่ยวกับทักษิณมีอยู่เมล์หนึ่งซึ่งฮามากขอบอก เพราะผู้ทำรวบรวมภาพการประชุมสุดยอดผู้นำในประเทศต่างๆที่นากฯอภิสิทธิ์เดินทางไปพบปะกับสุดยอดผู้นำของทุกประเทศทั่วโลก เมล์นี้เหน็บแนมไปยังทักษิณผู้หนีคดีในต่างแดนและชอบโชว์ภาพตัวเองกับผู้นำประเทศที่เราไม่คุ้นเคย ซึ่งผู้ทำต้องการแสดงให้เห็นฐานะความเป็นผู้นำของอภิสิทธิ์ที่เหนือชั้นกว่าทักษิณที่หนีอาญากฏหมายหัวซุกหัวซุน แต่ยังฝืนเสเสร้งว่าโดเด่นบนเวทีโลก
       ส่วนเมล์ที่มีภาพมากที่สุดได้แก่เมล์เสื้อแดงแรงฤทธิ์ที่โบนันซ่า โอ้โฮ! เห็นหน้าค่าตากันครบถ้วน ไม่ต้องพูดถึงสามเกลอหัวขวดผู้สู้แล้วรวยจริง ไม่ต้องพูดถึงหลายคนจากพรรคเพื่อไทย ไม่ต้องพูดถึงนพดล ปัทมะที่ประกาศตัวเต็มพิกัด แต่ต้องพูดถึงดาราอย่าง ปิยะมาศ หรือนักร้องสาวและพิธีกร ศิรินันท์ที่ทั้งร้อง เล่น เต้น คลอไปกับดารุณี กฤษบุญญาลัย ไฮซ้อเสื้อแดงที่โชว์จริตเต็มที่ไม่มีอั้น โดยเฉพาะ ศิรินันท์คว้าไมค์จาบจ้วงฯกักขฬะเหลือจะทนฟังได้
       เมล์สุดท้ายแล้ว...เป็นเมล์คนไทยรักชาติที่ส่งบทความล่าสุดของใจล์ อึ้งภากรณ์มาให้อ่าน อ่านจบแล้วร้องอ๋อ มิน่าละ...สิ่งที่ใจล์เขียนกับสิ่งที่ทักษิณพูดกับ Times online และสิ่งที่เกิดขึ้นจากเว๊บใต้ดิน กับวิทยุเสื้อแดง และจากสื่อต่างประเทศทั้งในอดีตและปัจจุบัน ต่างเชื่ยมโยงหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันแม้จะพุ่งเป้ามาจากหลากทิศหลายทาง ราวกับว่าทุกภาคส่วนของเครือข่ายทักษิณกำลังเร่งเครื่องแล้ว โดยให้ประกอบกับการนัดชุมนุมเสื้อแดงในวันที่ 29 พ.ย.นี้ ที่มองทะลุไปถึงองศาธันวาเดือด
       ใกล้เสร็จสิ้นคดียึดทรัพย์ ใกล้ถูกจับอีกหลายๆคดีที่ค้างคา ใกล้ขนาดนี้ทักษิณคงไม่มีเวลารีรอ อ่าน Times online กลับไปกลับมาหลายหน ประกอบกับอ่านความคิดของใจล์ จึงเห็นความในใจของใครบางคนที่ต้องการ ล้มเจ้าเพื่อคืนเมือง และความในใจของคนบางกลุ่มที่หมายจะ ล้มเจ้าเพื่อลบแค้นเก่าจากในอดีต...ธันวาจะเดือดหรือไม่...ขึ้นอยู่กับ ใจของพี่น้องแล้วในคราวนี้

Again, the whole world has to know the following message from the people of Thailand:

Click here for listen " The Thai People’s Declaration to the World "
       
       We are the people of the Kingdom of Thailand and are citizens who are loyal to our nation, our religion, and our monarchy. We gather here today at Sanam Luang in the capital city of Bangkok and are joined in spirit and in faith by Thai citizens from across the Kingdom.
       
       We come today to declare our purpose to everyone around the world, the following:
       
       1. The Kingdom of Thailand is one kingdom that cannot and will not be divided. The people of Thailand have always been and continue to be loyal to our nation, our religion, and our monarchy. The Kingdom of Thailand is governed under a constitutional monarchy and will never be ruled by any other system because we, the people of Thailand, are prepared to protect our nation, our religion, our King, our independence, our sovereignty, and our national interests…we protect these institutions with our lives.
       
       2. Fugitive Thaksin Shinawatra has been found guilty by the Supreme Court of Thailand for abuse of power and continues to flee and remain on the run. While he is hiding from the law, he is still wanted in many other corruption cases, but continues to create trouble and harm Thailand and its people, increasingly so that he has become the most wanted fugitive in the Kingdom’s recent history. Fugitive Thaksin Shinawatra will repay and return all assets that he has acquired through unjust means.
       
       We, the people of Thailand, will continue to monitor and demand those assets until they are rightfully returned to Thailand.
       
       3. We declare that Fugitive Thaksin Shinawatra has now become an enemy to the Kingdom of Thailand. He has become a traitor to his motherland by threatening Thailand’s national security and becoming an antagonist to Thailand’s constitutional monarchy. He has conspired with the enemy in undermining Thailand’s dignity.
       
       It has been apparent throughout his years as a fugitive that Thaksin Shinawatra has tried his best to incite political and ideological separation among Thais nationwide and also between the Kingdom of Thailand and its neighbor, Cambodia…a conflict that will not only affect Thai citizens, but also holds repercussions for the people of Cambodia and the citizens of Southeast Asia as a whole.
       
       4. We declare that the Kingdom of Thailand’s justice system is fair and just….a system that utilizes judicial, humanitarian, and compassionate philosophies in deliberating cases. While trying to disgrace and discredit Thailand’s judicial system around the world, Fugitive Thaksin Shinawatra uses that same judicial system to file lawsuits against others as well. He has now become the Kingdom’s most frequent plaintiff.
       
       We condemn Fugitive Thaksin Shinawatra and Mr. Hun Sen for dishonoring the Kingdom of Thailand’s judicial system. In doing so, both have also insulted the people of Thailand in the most shameful way and, for this, should never be forgiven.
       
       5. We declare that the Kingdom of Thailand and the Kingdom of Cambodia and its peoples remain friendly neighbors. We, therefore, call upon Mr. Hun Sen to cease his activities in conspiring with Fugitive Thaksin Shinawatra in turning Thailand into an enemy of Cambodia. Mr. Hun Sen should also immediately strengthen ties with Thailand and urgently act upon what is called for in Former King His Majesty Norodom Sihanu’s royal missive.
       
       6. Following in our ancestors footsteps, we, the people of Thailand, continue to be at peace with our neighbors and the world. We are dedicated to cooperating with the peoples and governments of nations around the world in protecting world peace, human rights, and the wellbeing of mankind.
       
       Our gathering today reflects a great deal about the current state of the Kingdom of Thailand. Our presence represents Thai citizens who remain devoted to protecting the honor and dignity of our nation, our King, and our constitutional monarchy as stipulated in the Kingdom of Thailand’s constitution.
       
       Declared to those present here and around the world…November 15, 2009 at Sanam Luang, Bangkok, Kingdom of Thailand
       
       With Heartfelt Respect and Peace
       
       The People of Thailand
       Who remain loyal to our nation, our religion, and our monarchy
 
         November 22, 2009

ผลพวงจาก "ไข่แม้ว"

“สมศักดิ์” ชี้ ส.ส.เพื่อแม้ว แห่พบนายใหญ่ ผิด รธน. แนะ ส.ส. ปชป. ล่าชื่อถอน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 พฤศจิกายน 2552 00:50 น.
“สมศักดิ์” ย้ำหาก “มาร์ค” หน่อมแน้ม แดงป่วนไม่จบ ชี้ ส.ส.เพื่อแม้ว แห่พบนายใหญ่ ผิด รธน. แนะ ส.ส. ปชป. ล่าชื่อถอน เตือนรบ.อย่าประมาท ตั้งรับให้ดี ด้าน “เทอดภูมิ” ระบุ พธม.เคลื่อนไหวเพื่อบ้านเมือง แต่ ไข่แม้ว ทำเพื่อ นักโทษทักษิณ ยันไม่มีทางชนะ เนื่องจากไม่มีความชอบธรรม
       
       รายการ “ก้าวที่กล้า สู่การเมืองใหม่” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี-ทีวีของประชาชน ช่วงเวลา 20.30-21.30 น. ประจำวันเสาร์ ที่ 21 พฤศจิกายน 2552 ดำเนินรายการโดย นายสำราญ รอดเพชร ได้รับเกียรติจาก นายสมศักดิ์ โกศัยสุข รักษาการหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ และนายเทอดภูมิ ใจดี ว่าที่คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่ มาร่วมพูดคุยถึงการเดินหน้าของพรรคการเมืองใหม่ และวิเคราะห์สถานการณ์ความวุ่นวาย ที่จะเกิดขึ้นในประเทศ
       
       นายสมศักดิ์ กล่าวว่าแม้จะถูกกดดันจากฝ่ายตรงข้าม ด้วยการยิงปืน M79 ใส่ผู้ชุมนุม ตนเชื่อว่าไม่เป็นเหตุให้พี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หวาดกลัว เนื่องจากถูกหล่อหลอมมาแล้วจากการชุมนุม 193 วัน ที่เราทำตามหน้าที่ของปวงชนตามรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นได้ว่า สิทธิเสรีภาพขอประชาชน ไม่มี อำนาจรัฐและกลไกของรัฐไม่สามารถคุ้มครองพลเมืองดี ที่ทำกิจกรรมซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติได้ นับเป็นข้อบกพร่องของรัฐบาล พฤติกรรมอุกอาจเช่นนี้ รัฐบาลยังทำอะไรไม่ได้ หากเป็นในประเทศที่เจริญแล้ว จะไม่เกิดเรื่องอย่างนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ หากพรรคการเมืองใหม่ เข้าไปมีอำนาจในสภา เรื่องความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน ต้องถือเป็นเรื่องใหญ่
       
       “น่าสงสาร นายกฯ ไปไหน พอมีคนใส่เสื้อแดงมาต่อต้าน ก็บอกว่าไปไม่ได้ เที่ยวหนีคนพวกนี้อยู่เรื่อย เมื่อหนีพวกนี้ก็จะได้ใจ ฮึกเหิมป่วนอยู่เรื่อยๆ จนทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า ขนาดตัวนายกเองยังเอาตัวแทบไม่รอด แล้วจะให้ประชาชนไว้วางใจได้อย่างไร อย่างกรณี เสธแดง เป็นทหารของกองทัพ และเป็นที่แน่นอนว่า การไปพบ นักโทษพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ทางการตามจับตัวอยู่ ย่อมทำให้ภาพพจน์ของกองทัพเสียหาย ตรงนี้ทางกฎหมายเอาผิดไม่ได้เลยหรือ” นายสมศักดิ์ กล่าว
       
       มีหลายคนถามว่า เมื่อเป็นพรรคการเมืองแล้วเลิกชุมนุมเสียที นายสมศักดิ์ กล่าวว่าคนที่ถามยังไม่เข้าใจเรื่อง สิทธิ เสรีภาพ ว่า บุคคลมีสิทธิชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ อย่างในประเทศเกาหลี เวลาเขาเดินขบวนจะใช้ธงพรรคการเมืองเดินนำหน้า และในอีกหลายๆประเทศก็มี ทั้งนี้ตนไม่ได้หมายความว่า พรรคการเมืองใหม่จะต้องไปถือธงนำหน้า แต่หน้าที่ของพรรคการเมืองใหม่ นอกจากเข้าไปทำหน้าที่ในสภาแล้ว ยังต้องมีหน้าที่ให้การศึกษากับประชาชน เรียนรู้เรื่องสิทธิเสรีภาพ อย่างมหาวิทยาลัยราชดำเนิน
       
       เมื่อถามว่า หากมีการชุมนุมอีก พันธมิตรฯ จะมีมาตรการในการป้องกันอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ทำนองนี้อีก นายสมศักดิ์ กล่าวว่าการชุมนุมครั้งที่แล้ว เราได้ประสานงานกับ ตำรวจ ให้ดูแลความปลอดภัยอย่างดี และพันธมิตรฯเองก็ได้พยายามทำอย่างเต็มที่ แต่เเราไม่คาดคิดว่า การไปชุมนุมแสดงความจงรักภักดี ไม่ไช่ชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมือง จะมีใครกล้าทำอะไรบ้าๆ อย่างนี้
       
       นายสมศักดิ์ กล่าวว่าการดำเนินการของพรรคการเมืองใหม่ ยังยึดหลัก 3 ประสาน คือ ใครมีเงินก็ช่วยสนับสนุนเงิน ใครมีแรงก็ช่วยออกแรง และใครมีสติปัญญา ก็ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เราเอาทั้งสามอย่างสี้มารวมเป็นการบริหารพรรค ในอนาคตเราต้องมีสาขาพรรค ทั่วประเทศ ทั้ง 76 จังหวัด ย่อมต้องมีปัญหาเรื่องค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ากิจกรรมทางการเมือง สัมนาต่างๆ สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องจ่าย จึงต้องจัดกิจกรรม ระดมทุนก้อนใหญ การเมืองใหม่เกิดจากภาคประชาชน ยืนอยู่ได้ด้วยประชาชน การจะก้าวต่อไปอย่างสง่างามหรือไม่ ก็ด้วยประชาชน เราไม่ต้องการกลุ่มทุน ถ้าพรรคการเมืองใหม่ ขายอุดมการณ์ รับใช้นายทุน อย่าว่าแต่ 50 ล้านเลย 100 ล้านเขาก็ให้ แต่เรามีพลังมวลชน จึงต้องขอเอาประชาชนเป็นที่พึ่ง เพื่อให้เกิดการเมืองใหม่จริงๆ
       
       นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่าการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ มีการระดมคนสูงสุด เป้าหมายเพื่อ ต้องการกลับมามีอำนาจ ตอนนี้เป็นช่วงดินสุดตัว เพื่อหาทางเอาเงินที่ถูกอายัด 7.6 หมื่นล้านคืน โดยใช้แผนสร้างแนวรบสองทาง ด้านหนึ่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ เองเคลื่อนไหวอยู่ตามชายแดนกัมพูชา เพื่อความสะดวกในการสั่งงาน ส่วนด้านที่สอง ล้มรัฐบาล เพื่อให้มีการยุบสภาโดยเร็วที่สุด แล้วใช้วิธีไหนก็ได้ ให้ได้อำนาจรัฐ ฉะนั้นช่วงนี้ จึงทำให้เห็น การประชุมสภาล่มอยู่บ่อยๆ อย่างไรก็ตาม การที่นักการเมืองพรรคเพื่อไทยไปหา พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต่างประเทศ ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 122 ทาง ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ สามารถเข้าชื่อยื่นถอดถอนได้ ทั้งนี้ท้ายที่สุดแล้ว ตนคาดว่า จะเกิดการปั่นป่วน สร้างความวุ่นวายให้รัฐบาลในระดับหนึ่ง แตถ้ารัฐบาลตั้งรับดี ท้ายที่สุดกลุ่มคนพวกนี้จะเหี่ยวแห้งตายไปเอง
       
       นายสมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่าความรุนแรงจากการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงเกิดขึ้นได้เสมอ หากรัฐบาลป้องกันไม่ดี เนื่องจากกลุ่มที่มามีหลายแนวคิด บางพวกอยางใช้ความรุนแรง บางพวกอยากอยู่เฉยๆ คุมกันไม่ได้ และคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่ามาทำอะไร เพราะถูกเกณฑ์มา ด้านนายเทอดภูมิ กล่าวเสริมว่า ความวุ่นวายเกิดขึ้นแน่ แต่ไม่มีทางชนะ เพราะไม่มีความชอบธรรม
       
       นายเทอดภูมิกล่าวว่าตัวป่วนประเทศประเมินพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยผิด อย่างกรณีที่ยิง M79 เข้ามาในสถานที่ชุมนุม ขณะที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล กำลังปราศรัย เพื่อหวังให้ นายสนธิ วิ่งลงจากเวที จะได้เกิดมุมมองทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่น แต่ผิดคาด ทั้งนายสนธิ และพี่น้องพันธมิตรฯ ไม่ได้หวั่นกลัวเลยแม้แต่น้อย เพราะผ่านการปฎิวัติทางความคิด แยกแยะได้ระหว่างถูกกับผิด ดี-ชั่ว หลังร่วมชุมนุม 193 วัน ดวงตาเขาเห็นธรรมหมดแล้ว เรื่องแค่นี้เขาไม่กลัวหรอก
       
       นายเทอดภูมิ กล่าวต่อว่าพี่น้องประชาชนชาวไทย ที่ตื่นตัวทางการเมือง ส่วนใหญ่มาจากการชุมนุมทางการเมือง การชุมนุมทางการเมืองเป็นเรื่องละเอียด การต่อสู้ทางความคิดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ยอมรับว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมชาติ ถ้าไม่มีความขัดแย้งก็เหมือนสังคมนั้น ตายแล้ว ที่เราพิสูจน์ตัวเองจากการชุมนุม โดยยึดหลักการต่อสู้ด้วยแนวทางสันติ มีการเรียกร้องอย่างเป็นขั้นตอน เริ่มจากต่อต้านไม่ไห้แก้รัฐธรรมนูญ และการชุมนุมวันที่ 15 พ.ย. ที่ผ่านมา เราไม่ได้ชุมนุมทางการเมือง เพราะเราได้บอกประชาชนแล้ว ว่าประเทศเกิดวิกฤติ มีขบวนการดูหมิ่นสถาบัน และประเทศเพื่อนบ้าน แต่งตั้งนักโทษอาญาแผนดิน ไปเป็นที่ปรึกษา เป็นสิ่งที่คนไทยรับไม่ได้ เราจึงเชิญชวนให้ประชาชนออกมาแสดงพลัง ปกป้องศักดิ์ศรีประเทศ ขณะที่กลุ่มเสื้อแดง ชุมนุมต่อสู้เพื่อคนๆ เดียว ที่ศาลพิจารณาลงโทษอย่างเสร็จเด็ดขาดแล้ว การชุมนุมสร้างความวุ่นวาย เผาบ้านเผาเมือง อย่างนี้เป็นการละเมิดสิทธิของคนอื่น ไม่ใช่ชุมนุมตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ
       
       “มีเป้าหมายชัดเจนเพื่อล้มรัฐบาล แต่ยากที่จะสำเร็จ เพราะความชอบธรรมไม่มี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดันไปแตะสถาบันกษัตริย์ อันเป็นที่เคารพของปวงชนชาวไทย การเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการทำให้รัฐบาลปกครองประเทศไม่ได้ พยายามสร้างสถานการณ์จนนำไปสู่ปฎิวัติ ด้วยการใช้กลุ่มเสื้อเคลื่อนไหวสร้างความวุ่นวาย สร้างกระแสข่าวใส่ไฟให้ประชาชนเกลียดรัฐบาล ขณะที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ก็ป่วนทำให้ประชุมสภาไม่ได้” นายเทอดภูมิ กล่าว
11月21日

เสธ. แดง

ขบวนการล้มเจ้า + ทหารชั่วยิง M 79 ใส่คนรักชาติ “เสธ.แดง-เคทอง”มีเอี่ยว
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 21 พฤศจิกายน 2552 00:00 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ภาพ เสธ.แดงขณะเดินทางไปพบนช.ทักษิณ ชินวัตรมื่อวันที่ 13 พ.ย. ที่กัมพูชา

โฉมหน้า"เคทอง"มือยิงเอ็ม 79

แม้จะมีกระแสข่าวมาโดยตลอดเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงเพื่อสร้างความวุ่นวายในการจัดงาน “รวมพลังแผ่นดินพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ซึ่งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นผู้ริเริ่มจัดขึ้นเพื่อรวมพลังของประชาชนผู้รักชาติทุกๆ สีในวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมาที่ท้องสนามหลวง แต่ในที่สุดเหตุร้ายก็เกิดขึ้นจริงจนได้เมื่อมีการยิงระเบิด “M79” เข้าใส่ผู้ร่วมชุมนุมบริเวณด้านหลังเวทีปราศรัยจนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 12 ราย
       
       การกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่อุกอาจยิ่ง เพราะทุกคนรู้ว่า การจัดงานครั้งนี้นั้น เป็นการจัดงานเพื่อแสดงพลังของคนรักชาติที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
       
       ดังนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า คนที่กล้าทำเช่นนี้ เป็นกลุ่มคนที่ต้องการล้มล้างสถาบัน เป็นพวกขบวนการล้มเจ้า
       
       
       
       หลักฐานชัดคนมีสีลงมือ
       
       คำถามแรกที่เกิดขึ้นก็คือ ใครคือกลุ่มที่อยู่ในข่ายต้องสงสัยบ้าง?
       
       แน่นอน สำหรับกลุ่มที่ลงมือคงหนีไม่พ้นต้องเพ่งเล็งไปที่บรรดากลุ่มคนมีสี ทั้งตำรวจและทหาร เป็นลำดับแรก เพราะอาวุธที่ใช้ก่อเหตุไม่ใช่อาวุธที่จะหากันได้ง่ายๆ ตามท้องตลาด ไม่ใช่ตาสีตาสาจะใช้ได้ เนื่องจากต้องมีความรู้เพียงพอที่จะใช้เป็น
       
       ตรงนี้ อาจมีผู้ปฏิเสธว่า ไม่จริงประชาชนทั่วไปก็สามารถมีและใช้ได้ แต่สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ คงไม่ใช่ประชาชนคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ เพราะคนธรรมดาที่เรียกว่าสุจริตชนนั้น คงไม่รู้ว่าจะไปหาเอ็ม 79 มาจากไหน และรู้จักวิธีใช้ ต้องเป็นคนธรรดาที่เป็นเครือข่ายมาเฟียหรือผู้ทรงอิทธิพลที่จะสามารถจัดหาอาวุธเหล่านี้มาใช้ และมีคนฝึกเพื่อให้ใช้เป็น
       
       ขณะเดียวกัน คนที่ทำจะต้องมีเครือข่ายที่ไม่ธรรมดาเพราะสามารถเล็ดลอดการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ระดมพลมากกว่า 1,500 รายพร้อมมาแอบซุ่มยิงที่บริเวณคลองหลอดหลังกระทรวงกลาโหมตามที่ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สันนิษฐานได้
       
       เรื่องนี้มีการวางแผนมาอย่างเป็นระบบ และมีการทำงานกันเป็นเครือข่ายจนสามารถเล็ดลอดการตรวจตราของเจ้าหน้าที่ตำรวจมาก่อเหตุได้
       
       หากยังจำกันได้ ในช่วงการชุมนุม 193 วันของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ปรากฏว่ามีการยิงเอ็ม 79 เข้าใส่จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมากมาแล้ว และเอ็ม 79 ดังกล่าวก็เป็นหนึ่งในอาวุธสงครามหลากหลายชนิดที่ใช้ในการยิงถล่มใส่ “สนธิ ลิ้มทองกุล” จนได้รับบาดเจ็บสาหัสที่บริเวณสี่แยกบางขุนพรหมเมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา
       
       แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่สามารถจับกุมตัวคนร้ายมาดำเนินคดีแม้แต่รายเดียว
       
       เพราะฉะนั้น สมมติฐานเกี่ยวกับกลุ่มคนที่กระทำการอันอุกอาจจึงหนีไม่พ้นที่จะบอกว่า น่าจะเป็นคนกลุ่มเดียวกัน และเป็นกลุ่มคนที่มีความเชี่ยวชาญในการทำเรื่องสกปรกทำนองนี้มาอย่างต่อเนื่อง และสามารถฟันธงได้ทันทีว่า คนมีสีต้องมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน และคนมีสีที่ว่านั้นจะเป็นใครไม่ได้นอกจาก “ทหารนอกรีต”
       
       "เสธ.แดง”มีเอี่ยว
       
       บุคคลแรกที่น่าสงสัยที่สุดว่ามีส่วนรู้เห็นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือ “พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล” หรือ “เสธ.แดง” เพราะก่อนหน้าที่การชุมนุมจะเริ่ม เสธ.แดงได้ออกมาเตือนถึงความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า โดยประจักษ์พยานก็คือคำให้สัมภาษณ์ของเสธ.แดงที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันที่ 12 พฤศจิกายน 2552 ความว่า
       
       “ขอเตือนว่า การชุมนุมวันที่ 15 พ.ย.อย่านำผู้หญิง เด็กและคนแก่มาร่วมชุมนุม ขอให้มาเฉพาะพวกสีเหลืองและนักรบศรีวิชัย ตอนนี้ทราบว่า มีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายกำลังจ้องเล่นงานกลุ่มพันธมิตรฯ อยู่ จึงขอเตือนด้วยความหวังดี หากเกิดอะไรขึ้นจะไม่รับผิดชอบ ขอเตือนนายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ว่า คราวที่แล้วโดนแบบจังจังยังไม่เข็ดอีกอีกหรือ ขณะนี้กลุ่มอำมาตย์คือศาล ทหาร ปชป.กับพท.และกองทัพแดงกำลังสู้กันอยู่ จำได้หรือไม่ ปีที่แล้วตายเท่าไหร่ ขอเตือนว่าอย่าเสี่ยง”
       
       นอกจากนี้ หลังเกิดเหตุ เสธ.แดงยังได้ออกมาขู่พันธมิตรฯ อีกว่า หากไม่เลิกชุมนุม ก็จะโดนระเบิดอีก “เตือนแล้วว่า อย่าเอาคนแก่กับเด็กมาก็ไม่เชื่อ และหลังจากนี้ นายสนธิคงไม่ต้องทำอะไร เพราะไม่ว่าจะเดินทางไปทำอะไร จะโดนอย่างนี้ตลอด และอยากบอกว่า กลุ่มที่ยิงระเบิดเอ็ม 79 เป็นคนละกลุ่มกับคนที่ยิงนายสนธิที่แยกบางขุนพรหม และเป็นคนละกลุ่มกับที่ยิงศาลรัฐธรรมนูญหรือทำเนียบรัฐบาล”
       
       เสธ.แดง ยังพูดเหมือนตัวเองเป็นคนยิงระเบิดใส่พันธมิตรฯ เองด้วยว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ย.หากพันธมิตรฯ โดนระเบิดลูกแรกแล้วไม่เลิกชุมนุม จะโดนระเบิดลูกที่สองแน่ “นายสนธิ ต้องไปกราบเท้า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ที่เอาเด็กมานั่งตัก และบอกให้เลิกชุมนุม เพราะหากไม่ยกเลิกระเบิดลูกที่สองอาจจะลงที่กลางเวทีได้...”
       
       ทั้งนี้ หากวิเคราะห์ตามคำให้สัมภาษณ์ของเสธ.แดงก็จะพบว่า เป้าหมายหลักของการยิงเอ็ม 79 ในครั้งนี้ อยู่ที่ตัวนายสนธิ ลิ้มทองกุลดังเช่นที่เสธ.แดงเตือนเอาไว้ล่วงหน้า เพราะเหตุการณ์จริงก็มีการยิงเอ็ม 79 มาในช่วงที่นายสนธิกำลังขึ้นเวทีปราศรัยจริงๆ และไม่ใช่เป็นการยิงเพื่อข่มขู่หากเป็นการยิงที่มีเจตนาให้ถึงกับชีวิตเลยทีเดียว
       
       การที่เสธ.แดงกล้าออกมาพูดเช่นนั้น แสดงว่า เขาจะต้องมี “ผู้หนุนหลัง” ที่ไม่ธรรมดา ถ้าเป็นนายทหารก็ต้องเป็นนายทหารที่สามารถคุ้มกะลาหัวเขาได้ ถ้าเป็นพลเรือนก็ต้องเป็นพลเรือนระดับบิ๊กที่สามารถคุ้มกะลาหัวเขาได้เช่นกัน ว่ากันว่า คนๆ นั้นไม่ใช่อื่นไกล หากคือโมฆะบุรุษเหนียงยานอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยนั่นเอง
       
       สิ่งที่ เสธ.แดงจะต้องชี้แจงก็คือ เมื่อวันที่ 13 พ.ย. เสธ.แดงเดินทางไปพบ นช.ทักษิณที่กัมพูชาด้วยเหตุผลกลใด เพราะขณะนี้มีข้อกล่าวหาที่รุนแรงว่า เป็นการเดินทางไปรับคำสั่งลับพร้อมทั้งปัจจัยเพื่อให้ปฏิบัติการบางประการ ทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 15 พ.ย.และเหตุการณ์ป่วนบ้านป่วนเมืองจากการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ประกาศจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พ.ย.-3 ธ.ค.
       
       "เคทองคนยิง พล.อ.พ.-พล.อ.ช.”ร่วมแก๊ง
       
       นอกจาก เสธ.แดงที่อยู่ในข่ายผู้ต้องสงสัยแล้ว ก็ปรากฏชื่อบุคคลอีกคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการยิงเอ็ม 79 ถล่มพันธมิตรฯ นั่นก็คือ “เคทอง” ที่ได้รับฉายาว่า “หมวกขาว” และ “กำลังไม่ทราบฝ่าย” และไม่ใช่เฉพาะเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 พ.ย.เท่านั้น หากแต่เป็นทุกครั้งที่มีการยิงถล่มในการชุมนุม 193 วันของพันธมิตรฯ เท่าใดนัก
       
       ทั้งนี้ ทุกครั้งที่มีการก่อเหตุ เค ทอง จะไปแชตยังห้องแชตรูมของ เสธ.แดง ซึ่งการข่าวทุกครั้งจะดักจับและดักฟังได้
       
       นอกจากนี้ยังมีนายทหารอีกหลายคนที่ถูกเพ่งเล็งว่า อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ทั้งเหล่าทหารแก่ที่เชี่ยวชาญงานใต้ดินอย่าง “พล.อ.พ.” ที่ปัจจุบันย้ายไปรับใช้นักโทษชายหนีคดีอย่างเต็มตัว ตามมาด้วย “เสธ.อ.” เพื่อนรักร่วมรุ่นของนายใหญ่แห่งดูไบ รวมทั้งโมฆะบุรุษเหนียงยานที่มีความช่ำชองงานด้านนี้เป็นพิเศษ ซึ่งมีข้อมูลยืนยันชัดเจนแล้วว่า ปัจจุบัน “เสธ.แดง” ได้ไปยอมศิโรราบอยู่แทบเท้าแล้ว
       
       และที่จัดอยู่ในข่ายต้องสงสัยอีกกลุ่มหนึ่งก็คือ “กลุ่มอำนาจใหม่” ที่กำลังแผ่ขยายอิทธิพลทางการเมืองออกไปอย่างรวดเร็ว เพราะกลุ่มนี้มีพี่ใหญ่เป็นนายทหารระดับบิ๊ก และหลายคนคุมกำลังทหารที่สำคัญของชาติ
       
       ช่วงเช้าวันที่ 15 พ.ย. หน่วยข่าวหลักหลายหน่วยงานพบความเคลื่อนไหวของ “กลุ่มทหารพราน” กลุ่มหนึ่งเดินทางเข้ามายังกรุงเทพมหานครเพื่อเตรียมการที่จะก่อเหตุรุนแรง ซึ่งในแวดวงทหารก็เป็นที่รับรู้กันว่า ใครคือ “พ่อ” ของทหารพราน และหากยังจำกันได้ในสมัยรัฐบาลคึกฤทธิ์ ปราโมช ทหารพรานกลุ่มหนึ่งเคยยกพลไปสำแดงเดชให้เห็นมาแล้ว
       
       หลังเหตุการณ์ มีผู้ออกมาปฏิเสธว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องพัลวันเลยทีเดียว
       
       พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย และอดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือ กอ.รมน.กล่าวปฏิเสธว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ระเบิด พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ทำ ถ้าทำแล้วจะบอก
       
       ขณะที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ถูกโยงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกล่าวติดตลกว่า “ทำไมให้อยู่แต่เบื้องหลัง ทำไมไม่ให้อยู่เบื้องหน้าบ้าง และคงไม่ฟ้องร้องที่ถูกกล่าวหา อโหสิกรรมให้”
       
       ด้านพี่ใหญ่ของกลุ่มบูรพาพยัคฆ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับทหารในราชการ เช่นเดียวกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่สรุปสั้นๆ ว่า ทหารไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
       
       จากคำให้สัมภาษณ์ทั้งหลายทั้งปวง โดยเฉพาะการที่ผู้มีอำนาจในกองทัพออกมาปฏิเสธเรื่องนี้ทันทีทันใดโดยไม่รอผลการสอบสวนของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใดนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม เพราะกองทัพไม่สามารถปฏิเสธความจริงได้ว่า ในกองทัพเองก็มี “ทหารนอกรีต” แฝงตัวอยู่ไม่น้อย
       
       โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของเสธ.แดงนั้น ที่ผ่านมามีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบกคนนี้ถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในหลายข้อหา แต่ก็ไม่ใครทำอะไรเขาได้ แม้แต่ “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” ผู้บัญชาการทหารบกเองก็ดูเหมือนจะไม่อนาทรร้อนใจกับเรื่องของเสธ.แดงแต่อย่างใด
       
       และที่ต้องตอกย้ำความจริงให้เห็นกันชัดๆ อีกครั้งก็คือ จุดที่คนร้ายใช้ยิงเอ็ม 79 นั้น ก็อยู่ไม่ห่างจากพื้นที่ความรับผิดชอบของทหารเท่าใดนัก ดังนั้น ทหารจึงควรที่จะมีความกระตือรือร้นมากกว่านี้
       
       ตำรวจเสื้อแดงใส่เกียร์ว่าง
       
       ขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งที่สมควรได้รับคำตำหนิอย่างรุนแรงเช่นกันก็คือ ตำรวจ เพราะรู้ทั้งรู้ว่าจะเกิดเหตุรุนแรงขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำงานด้วยรอบคอบและรัดกุม เหมือนดังที่ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลกล่าวเมื่อวันที่ 16 พ.ย. ระหว่างการประชุมบริหารประจำเดือนซึ่งมีนายตำรวจระดับ รอง ผบช.น. จนถึง ผกก. ทุกหน่วยงานในสังกัดนครบาลเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
       
       พล.ต.ท.วรพงษ์ได้กล่าวตำหนินายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบการควบคุมกำลังพลผู้ปฏิบัติในจุดต่างๆ ทั้งชั้นนอกและชั้นในบริเวณที่มีการชุมนุมด้วยท่าทีและน้ำเสียงที่ไม่พอใจว่า ไม่ใส่ใจในการดูแลพื้นที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ไม่มีระเบียบวินัยในการทำงาน ไม่มีจิตวิญญาณในการเป็นตำรวจป้องกันเหตุ ทั้งที่มีการกำชับให้มีการปฏิบัติตามแผนมาโดยตลอด แต่เมื่อเกิดเหตุขึ้นก็กลับเพิกเฉยทำให้พบความผิดพลาดและบกพร่องในการทำงานหลายอย่างโดยเฉพาะเรื่องการควบคุมสั่งการที่ล้มเหลวทางวิทยุไม่สามารถติดต่อ
       
       "การปฏิบัติงานครั้งนี้มีนายตำรวจในเครื่องแบบ 1,500 นาย นอกเครื่องแบบอีก 450 นาย ผมได้สั่งให้เอารถ 191 ไปจอดตามจุดที่คิดว่า จะมีคนก่อเหตุและเป็นจุดล่อแหลมแต่ก็ไม่มีใครทำตามคำสั่ง เพราะหากทำตามที่สั่งเมื่อเกิดเหตุร้ายก็เชื่อว่าจะต้องจับคนร้ายได้ทันที แต่กลับกลายเป็นว่าจุดที่เกิดเหตุไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำอยู่เลย จะสั่งการอะไรก็ทำไม่ได้แม้แต่ระดับ ผกก.ก็ไม่เห็นหัว มัวแต่ไปอาบอบนวดกันอยู่หรืออย่างไร"
       
       ตรงนี้...เป็นไปได้หรือไม่ว่า ตำรวจบางส่วนที่ไปปฏิบัติหน้าที่ในวันนั้นเป็น “ตำรวจเสื้อแดง” และสันนิษฐานได้หรือไม่ว่า รู้เห็นเป็นใจใส่เกียร์ว่างหรือเจตนาให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น เพราะพล.ต.ท.วรพงษ์พูดชัดเจนว่า ได้สั่งการให้เอารถ 191 ไปจอดตามจุดที่คิดว่าจะมีคนก่อเหตุและเป็นจุดล่อแหลม แต่ก็ไม่มีใครทำตามคำสั่ง เพราะหากทำตามที่สั่ง เมื่อเกิดเหตุร้ายก็เชื่อว่า จะต้องจับคนร้ายได้ทันที แต่กลับกลายเป็นว่าจุดที่เกิดเหตุไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำอยู่เลย
       
       ดังนั้น ตำรวจเองก็ต้องไปสืบต่อว่า รถ 191 ที่ควรจะไปอยู่ตรงนั้น หายไปไหน
       
       ขณะเดียวกันก็ต้องไปสืบต่อว่า หลังจากคนร้ายยิงเอ็ม 79 แล้วล่องหนไปได้อย่างไร เป็นไปได้หรือไม่ที่จะหายตัวเข้าไปในพื้นที่ต้องห้ามที่ตำรวจไม่สามารถเข้าไปได้ เพราะบริเวณนั้นมีพื้นที่ต้องห้ามอยู่หลายแห่งทีเดียว
       
       คนลงมือและผู้บงการคงไม่ใช่สัมภเวสีหรือผีขนุนที่ทำมาหากินอยู่บริเวณคลองหลอดแน่นอน หากแต่เป็นการลงมือของขบวนการล้มเจ้าที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งที่สุดในเวลานี้ และฟันธงเอาไว้ล่วงหน้าได้เลยว่า ตำรวจไม่สามารถลากคอคนร้ายมาลงโทษได้เหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา

11月20日

Seh Daeng gets 12 months for libel

'Seh Daeng' gets 12 months for libel

  • Published: 20/11/2009 at 12:51 PM
  • Online news: Local News

The Criminal Court on Friday sentenced army specialist Maj-Gen Khattiya Sawasdipol, alias Seh Daeng, to 12 months in jail without suspension for defaming former police chief Sereepisut Taemeeyaves.

The court found Maj-Gen Khattiya guilty of libel for accusing Pol Gen Sereepisut of using false evidence to seek a court warrant to arrest him and of involving in a casino.

Maj-Gen Khattiya submitted a request for bail, using his position as a guarantee.  The court was considering his request.

The whole world is to know the following message:

        " The Thai People’s Declaration to the World "
       
       We are the people of the Kingdom of Thailand and are citizens who are loyal to our nation, our religion, and our monarchy. We gather here today at Sanam Luang in the capital city of Bangkok and are joined in spirit and in faith by Thai citizens from across the Kingdom.
       
       We come today to declare our purpose to everyone around the world, the following:
       
       1. The Kingdom of Thailand is one kingdom that cannot and will not be divided. The people of Thailand have always been and continue to be loyal to our nation, our religion, and our monarchy. The Kingdom of Thailand is governed under a constitutional monarchy and will never be ruled by any other system because we, the people of Thailand, are prepared to protect our nation, our religion, our King, our independence, our sovereignty, and our national interests…we protect these institutions with our lives.
       
       2. Fugitive Thaksin Shinawatra has been found guilty by the Supreme Court of Thailand for abuse of power and continues to flee and remain on the run. While he is hiding from the law, he is still wanted in many other corruption cases, but continues to create trouble and harm Thailand and its people, increasingly so that he has become the most wanted fugitive in the Kingdom’s recent history. Fugitive Thaksin Shinawatra will repay and return all assets that he has acquired through unjust means.
       
       We, the people of Thailand, will continue to monitor and demand those assets until they are rightfully returned to Thailand.
       
       3. We declare that Fugitive Thaksin Shinawatra has now become an enemy to the Kingdom of Thailand. He has become a traitor to his motherland by threatening Thailand’s national security and becoming an antagonist to Thailand’s constitutional monarchy. He has conspired with the enemy in undermining Thailand’s dignity.
       
       It has been apparent throughout his years as a fugitive that Thaksin Shinawatra has tried his best to incite political and ideological separation among Thais nationwide and also between the Kingdom of Thailand and its neighbor, Cambodia…a conflict that will not only affect Thai citizens, but also holds repercussions for the people of Cambodia and the citizens of Southeast Asia as a whole.
       
       4. We declare that the Kingdom of Thailand’s justice system is fair and just….a system that utilizes judicial, humanitarian, and compassionate philosophies in deliberating cases. While trying to disgrace and discredit Thailand’s judicial system around the world, Fugitive Thaksin Shinawatra uses that same judicial system to file lawsuits against others as well. He has now become the Kingdom’s most frequent plaintiff.
       
       We condemn Fugitive Thaksin Shinawatra and Mr. Hun Sen for dishonoring the Kingdom of Thailand’s judicial system. In doing so, both have also insulted the people of Thailand in the most shameful way and, for this, should never be forgiven.
       
       5. We declare that the Kingdom of Thailand and the Kingdom of Cambodia and its peoples remain friendly neighbors. We, therefore, call upon Mr. Hun Sen to cease his activities in conspiring with Fugitive Thaksin Shinawatra in turning Thailand into an enemy of Cambodia. Mr. Hun Sen should also immediately strengthen ties with Thailand and urgently act upon what is called for in Former King His Majesty Norodom Sihanu’s royal missive.
       
       6. Following in our ancestors footsteps, we, the people of Thailand, continue to be at peace with our neighbors and the world. We are dedicated to cooperating with the peoples and governments of nations around the world in protecting world peace, human rights, and the wellbeing of mankind.
       
       Our gathering today reflects a great deal about the current state of the Kingdom of Thailand. Our presence represents Thai citizens who remain devoted to protecting the honor and dignity of our nation, our King, and our constitutional monarchy as stipulated in the Kingdom of Thailand’s constitution.
       
       Declared to those present here and around the world…November 15, 2009 at Sanam Luang, Bangkok, Kingdom of Thailand
       
       With Heartfelt Respect and Peace
       
       The People of Thailand
       Who remain loyal to our nation, our religion, and our monarchy
 
22.10 น. สโชา พรอุดมศักดิ์ อ่าน คำประกาศของปวงชนชาวไทยต่อประชาชาติทั่วโลก (ภาษาอังกฤษ)
       
          .
       พวกเราประชาชนแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นพสกนิกรผู้รักชาติ มีศรัทธาต่อศาสนา และจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งได้มาพร้อมเพรียงกันอยู่บริเวณท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร ราชอาณาจักรไทย และที่ได้ร่วมแรงจิตเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จากพื้นที่ต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร
       
       ขอประกาศเจตนารมณ์ของประชาชนชาวไทย ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชาติต่างๆทั่วโลกว่า
       
       1.ราชอาณาจักรไทย เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะแบ่งแยกมิได้ ประชาชาติไทย มีความจงรักภักดี ต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และไม่มีวันที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นโดยเด็ดขาด ทั้งพร้อมที่จะพลีชีวิต เพื่อพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย และผลประโยชน์แห่งชาติ จนถึงที่สุด
       
       2.นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร ผู้ซึ่งหลบหนีหมายจับของศาลฎีกาของราชอาณาจักรไทยในคดีใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต และหลบหนีหมายจับของศาลในคดีทุจริตคอร์รัปชั่นอีกหลายเรื่อง ได้สร้างความเสียหายให้แก่ราชอาณาจักรไทย และคนไทย มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติไทย จะต้องชดใช้ บรรดาความเสียหายทั้งหมด และคืนทรัพย์สินทั้งหมดที่ทุจริตฉ้อโกงไปจากราชอาณาจักรไทย
       
       ประชาชนชาวไทยจะติดตามทวงถาม และเรียกเอาคืน จนถึงที่สุดตลอดไป
       
       3.ขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า บัดนี้นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร ได้ทำตัวเป็นอริราชศัตรู เป็นผู้ทรยศชาติ ทำการบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศชาติ เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และได้เข้าไปสมคบกับศัตรูผู้ที่มาทำลายเกียรติภูมิของประเทศ
       
       ทั้งได้ยุยงส่งเสริม และกระทำการทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอย่างกว้างขวางและใหญ่หลวงภายในราชอาณาจักรไทย และระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งกำลังส่งผลทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นในประชาคมอาเซียน นับเป็นภัยอันร้ายแรงต่อประชาชาติไทย ต่อประชาชาติกัมพูชา และต่อประชาชาติทั้งหลายในภูมิภาคนี้ด้วย
       
       4.เราขอประกาศว่า ศาลสถิตยุติธรรมของราชอาณาจักรไทย คือที่พึ่งแหล่งสุดท้ายของประชาชนอย่าแท้จริง ได้ประสาทความยุติธรรมให้เป็นที่ประจักษ์ โดยอาศัยหลักนิติศาสตร์ มนุษยธรรม และเมตตาธรรม ตลอดมา แม้นักโทษชายทักษิณเองก็ได้อาศัยศาลยุติธรรมไทยเป็นที่พึ่งในการดำเนินคดีฟ้องร้องผู้อื่นนับเป็นจำนวนคดีมากที่สุดในประวัติศาสตร์
       
       เราขอประณามนักโทษชายทักษิณ ชินวัตร และนายฮุนเซน ที่กล่าวร้ายและดูหมิ่นเหยียดหยามศาลยุติธรรมของราชอาณาจักรไทย ว่าเป็นการทำร้ายจิตใจของประชาชนชาวไทยที่รุนแรงที่สุด ที่ไม่พึงได้รับการอภัย
       
       5.ราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชา และประชาชนของประเทศทั้งสอง ไม่ได้เป็นศัตรูต่อกัน ไม่ได้มีความขัดแย้งกัน เราจึงขอให้ นายฮุนเซน ได้รับรู้และปฏิบัติให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประเทศและประชาชนของทั้งสองประเทศ ยุติการสมรู้ร่วมคิดในการนำเอาราชอาณาจักรกัมพูชามาเป็นศัตรูกับราชอาณาจักรไทยในทันที รีบเสริมสร้าง ความรักสมัครสมาน ระหว่างประเทศทั้งสองทันที ให้เร่งรีบดำเนินการตามพระราชสาสน์ในสมเด็จพระนโรดมสีหนุโดยทันที
       
       6.ประชาชนชาวไทยเป็นประชาชาติที่รักสันติ มีความเสียสละ อดทน ตามแบบอย่างบรรพบุรุษของเรา เราจะร่วมมือกับประชาชาติต่างๆ และรัฐบาลของประเทศต่างๆ ในการพิทักษ์รักษาสันติภาพ สิทธิเสรีภาพและภราดรภาพของมวลมนุษย์ เพื่อประโยชน์และความสุขของมนุษยชาติโดยถ้วนหน้า
       
       การมารวมตัวของมวลมหาประชาชนในครั้งนี้ มีความหมายและมีคุณค่าต่อการดำรงอยู่ของชาติไทย เพราะเป็นการแสดงออกด้วยจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบในการปกป้องชาติ ราชบัลลังก์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเป็นการทำหน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ
       
       ประกาศเอาไว้ให้เพื่อทราบเป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชนชาวโลก ในวันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2552 ณ ท้องสนามหลวง
       
       ด้วยจิตคารวะและสันติ
       
       ประชาชนชาวไทย
       ซึ่งเป็นพสกนิกรผู้จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
 

บันทึกไว้บนแผ่นหนัง

คุก 12 เดือน “เสธ.แดง” หมิ่น “เสรีพิศุทธ์”
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 20 พฤศจิกายน 2552 11:54 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ภาพในวันที่ เสธ.แดง เดินทางมาขึ้นศาล(19 พ.ย.)

ศาลสั่งจำคุก “เสธ.แดง” 12 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีหมิ่น “เสรีพิศุทธ์” กล่าวหาใช้พยานเท็จอนุมัติหมายจับกลั่นแกล้ง มีส่วนเกี่ยวข้องบ่อนพนัน ศาล ชี้กระทำผิดจริงตามฟ้อง ส่งตัวคุมขังใต้ถุนศาล เจ้าตัวยื่นคำร้องขอปล่อยตัว ใช้ตำแหน่งเป็นประกัน ศาลอยู่ระหว่างพิจารณา
       
       วันนี้ (20 พ.ย.) เมื่อเวลา 09.30 น.ที่ห้องพิจารณา 903 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลักง์อ่านคำพิพากษาในคดีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก หรือ เสธ.แดง รวม 12 สำนวน ซึ่งเป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณี พล.ต.ขัตติยะ กล่าวหาว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ใช้พยานหลักฐานเท็จขอนุมัติหมายจับจากศาลโดยมิชอบเพื่อกลั่นแกล้งดำเนินคดีแก่ตนเอง และกล่าวหาว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เกี่ยวข้องกับบ่อนพนัน
       
       ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยกระทำผิดจริงตามโจทก์ฟ้องพิพากษาลงโทษ พล.ต.ขัตติยะ รวม 2 กระทง กระทงละ 6 เดือน รวมลงโทษจำคุก 12 เดือน โดยไม่รอลงอาญา
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลตัดสินเจ้าหน้าที่ศาลจึงนำตัว พล.ต.ขัตติยะ ลงมายังห้องคุมขังใต้ถุนศาลอาญา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยใช้หลักทรัพย์เป็นตำแหน่งทหารยศพลตรีของตัวเองคำประกัน ซึ่งศาลอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่
       
       สำหรับความคืบหน้าและรายละเอียดจะรายงานให้ทราบอีกครั้ง

11月15日

น. พงษ์ไพบูลย์

@ ต้านศัตรู @ โดยเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 พฤศจิกายน 2552 13:19 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น


@ ต้านศัตรู@
       
       @ นี่ไม่ใช่ลัทธิ “ชาตินิยม”
       ไม่ใช่เรื่อง ปลุกระดม ขึ้นเข่นฆ่า
       ไม่ใช่เรื่อง คลั่งชาติ ไม่พัฒนา
       ไม่ใช่เรื่อง อมาตยา บ้าชนชั้น
       
       หากเป็นเรื่อง เอกราช อธิปไตย
       ศักดิ์ศรี ความเป็นไท ใช่ทาษนั่น
       ล่วงละเมิด หมิ่นหยาม สิ่งสำคัญ
       ไม่เคารพ กันและกัน บั่นไมตรี
       
       ผิดไม่ยอม รับกรรม ที่ทำผิด
       กลับตะบิด ตะแบงไป ในทุกที่
       ตั้งเข็มผิด ก็ผิดไกล ไปทุกที
       เงินชั่วชี้ ชั่วช้า สาริยำ
       
       หนึ่งนายทุน ทรราช ฉกาจกล้า
       สองขุนศึก เฒ่าชรา บ้าระห่ำ
       สามเจ้าตั้ง ศักดินา ออกหน้านำ
       สามศัตรู ขู่ขย้ำ ประเทศไทย
       
       ต้องร่วมมือ กำหมัด ขจัดมาร
       ต้องร่วมต้าน ร่วมสู้ ศัตรูใหม่
       ต้องเป็นใจ เดียวกัน ประสานชัย
       ต้องขับไล่ อันธพาล เผาบ้านเมือง
       
       สามัคคี คนไทย ที่ใจไท
       ไม่ยอมให้ ศัตรู มาขู่เขื่อง
       ความเป็นธรรม ต้องสำแดง ให้แรงเรือง
       ร่วมปลดเปลื้อง อยุติธรรม งำแผ่นดิน!
       
       เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
       พฤ.๑๒/๑๑/๕๒.

@ปณิธานพันธมิตร @ โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 6 ตุลาคม 2552 10:00 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

@ปณิธานพันธมิตร @
       
       @ พลังแห่งมวลมหาประชาชน
       พลังของผู้คนทุกหนแห่ง
       พลังความเป็นธรรมอันสำแดง
       พลังแรงที่รวมใจเป็นใจเดียว
       ใจที่จับมือกันประสานชัย
       ใจต่อใจสัมพันธ์อันแน่นเหนียว
       ใจประชาธิปไตยใจกลมเกลียว
       ใจเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นใจพันธมิตร
       
       @ เราจะถือธงธรรมเป็นอำนาจ
       ร่วมกู้ชาติกู้ประชาคือภารกิจ
       สร้างประชาธิปไตยให้ถูกทิศ
       ขจัดพิษแสบเผ็ดเผด็จการ
       ร่วมสร้างการเมืองใหม่ให้เป็นผล
       การเมืองภาคประชาชนบันดลผสาน
       อหิงสาสันติพิชิตพาล
       นี่คือปณิธานของพันธมิตร
       
       เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
       

11月9日

Foreign husbands move to impoverished Isan

Foreign husbands move to impoverished Isan

by bobbyd on Thu Oct 29, 2009 2:54 pm [61.90.189.xx]

100,000 foreign husbands in Issan, generating 10.5 billion baht in spending with 578,609 jobs created? Astounding figures. Got to wonder how accurate they are!

Isan is the country's poorest region.

Degraded soil, a lack of irrigation and dense population have combined to make Isan (pronounced e-saan) the country's fountainhead for factory workers, housemaids, bus boys and bar girls.

But the region is not without its attractions, as an estimated 100,000 foreign husbands will testify.

``When I came up here 17 years ago, I thought, this place is brilliant,'' said Briton Martin Wheeler, 47.

``In terms of social infrastructure, everyone has a house, everyone has land, and the lifestyle is unbelievable,'' he said, describing his adopted home in Kam Pla Lai village in Khon Kaen province, 350km northeast of Bangkok.

A former construction worker from London, Mr Wheeler married his Thai wife Rojana in Bangkok and moved to her home town in Khon Kaen when she became pregnant with their first child.

``My wife warned me about Isan being the poorest place in Thailand, but I thought, `If this is poor, I'll have some of it','' Mr Wheeler said.

A London University graduate with distinction in Latin, Mr Wheeler started out as a labourer and farmer, learned the Isan dialect and eventually became an assistant to a rural-development project, working in community building and promoting self-sufficiency agriculture as an alternative to single-crop farming.

As Kam Pla Lai became known as a success story in rural development, Mr Wheeler has become a popular figure and is often recruited by the Thai government to talk to farmers and civil servants, using Isan slang, about the benefits of diversifying crops, self-sufficiency and wholesome country living.

``My primary point is you have to accept two truisms _ most people are not going to get rich, and most will not get highly educated,'' Mr Wheeler said. ``If you accept these two truisms, the countryside has a lot to offer.''

Another message is closer to home.

``For the rural people now, the answer to poverty is to get your daughter married to a foreign husband,'' Mr Wheeler said. ``But a lot of the Westerners who come over here are like me _ we're not the cream of the crop.''

Westerners have been marrying Isan girls for decades, starting during the Vietnam War when more than 100,000 US military men were stationed in Thailand, including four air bases in the Northeast.

The bases attracted bars and bar girls. Some local women became ``rented wives'' for the servicemen.

After the war, the GIs were replaced by European and American tourists, for whom Thai ladies remained a major attraction.

Although the Thai government has few statistics on the number of cross-culture marriages, there is plenty of evidence that they are on the rise, especially in Isan.
Increasingly, academics and economists have studied the social phenomenon.

According to a study carried out by the government's National Economic and Social Development Board (NESDB), as of 2003 there were 19,594 women in northeast Thailand married to Westerners.

The migration of these mostly elderly, retired men to the region had generated 10.5 billion baht (US$308 million) in spending and created 578,609 jobs, according to the NESDB's estimates.

Buapan Promphakping, an associate professor in humanities at Khon Kaen University, estimates the actual number of cross-culture couples in the 19 northeastern provinces as closer to 100,000, or about 3% of the region's households.

The influx of comparatively wealthy Westerners, sometimes amounting to 100 foreigners in one small village, has had an obvious impact on Isan society _ creating a huge income gap between cross-culture couples and villagers and fuelling more materialism and consumerism, according to Mr Buapan's studies.

And the trend hasn't been good for Thai men.

``Nowadays in the villages, parents will say to their daughters: `If your Thai husband is no good you can divorce him and find a farang [foreign] husband','' Mr Buapan said. ``So you have to behave now.''

For Western men, especially elderly ones retiring on modest pensions, Isan women have won a reputation as good housewives and nurses, while the local economy offers them a standard of living their incomes couldn't buy them in the West.

``It's a win-win situation, but it's not a love story,'' Mr Wheeler said. ``It's finance, and it's sex. It's a mirror of what's wrong with the West, not what's wrong with Thailand.'' - Peter Janssen, dpa

Le Jour ou Angela Merkel a franchi le Mur

Le jour où Angela Merkel a franchi le Mur 

Patrick Saint Paul - Correspondant à Berlin
06/11/2009 | Mise à jour : 09:39
|
Commentaires 16 | Ajouter à ma sélection
Angela Merkel en visite, le 15 janvier 2009à Berlin, dans les locaux des archives de la Stasi où sont exposées, notamment,des photos de manifestations contre la police politique est-allemande.
Angela Merkel en visite, le 15 janvier 2009à Berlin, dans les locaux des archives de la Stasi où sont exposées, notamment,des photos de manifestations contre la police politique est-allemande. Crédits photo : ASSOCIATED PRESS

La première chancelière venue de l'Est raconte la dernière journée de la RDA.

Le 9 novembre 1989 au soir, Angela Merkel n'est pas de celles qui forceront l'ouverture des barrières pour gagner la liberté. Comme elle l'a expliqué, jeudi, à un petit groupe de journalistes étrangers, la physicienne prudente, qui deviendra seize ans plus tard la première chancelière issue d'ex-RDA, n'a pas encore l'étoffe des meneurs. Mais elle ne tardera pas à s'engouffrer par la brèche ouverte dans le mur de Berlin avec des milliers d'anonymes, ivres de joie, par le point de passage de la Bornholmerstrasse, le premier à avoir cédé à la liesse populaire.

Il est 16 h 30, lorsque la chercheuse en physique quantique, âgée de 35 ans, rentre de son travail à l'académie des sciences de Berlin-Est. Dès qu'elle arrive dans son appartement de Prenzlauer Berg, l'un des fiefs des artistes et des militants du mouvement démocratique, Angela Merkel allume la télévision. «Nous vivions des journées exaltantes, raconte-t-elle. J'ai assisté en direct à la conférence de presse de Günther Schabowski.» Le porte-parole du comité central du SED, le parti unique de la RDA communiste, annonce l'ouverture des frontières avec «effet immédiat».

La chancelière avoue que sur le moment elle est comme des centaines de milliers de ses concitoyens : «Je ne savais pas trop ce que ça voulait dire.» «J'ai tout de suite téléphoné à ma mère, poursuit Merkel. Nous nous étions toujours promis d'aller prendre un repas au Kempinsky (une célèbre brasserie de Berlin-Ouest) le jour où les frontières s'ouvriraient». Mais Angela Merkel ne renonce pas pour autant à son rituel du jeudi. Elle se rend dans un sauna avec une amie, avant d'aller boire une bière dans un bistrot.

En rentrant à pied chez elle vers 23 h 30, Merkel fait un crochet par le check point de la Bornholmerstrasse. «Je suis tombée dans une gigantesque file, une marée humaine», explique-t-elle, installée dans la salle du Conseil des ministres de la chancellerie, qui offre une vue imprenable sur le Reichstag, la porte de Brandebourg, Berlin réunifié. En quelques minutes, Merkel se retrouve de l'autre côté du Bösebrücke, le pont qui mène vers Berlin-Ouest. «J'avais sympathisé avec une dizaine de personnes. Nous sommes allés à Moabit (un quartier de l'Ouest) où des gens nous ont offert des bières. Puis je suis rentrée en me disant que le Mur serait encore ouvert le lendemain.»

Merkel ne reverra jamais ses acolytes avec lesquels elle est passée à l'Ouest la première fois. Elle y retournera dès le lendemain avec sa sœur, pour découvrir le KaDeWe, le temple de la consommation ouest-allemand, qui faisait tant rêver les Ossies, les Allemands de l'Est. Puis fascinée, elle y retournera tous les jours. «Je n'étais pas une activiste antirégime, concède la chancelière, fille d'un pasteur. Mais depuis l'enfance j'avais une vision très critique du système». Née à Hambourg, en RFA, elle n'ose pas encore croire à la réunification.

 

Un immense bonheur

 

Vingt ans plus tard, de nombreux Ossies sont encore nostalgiques. Et le débat sur la RDA reste d'actualité : faut-il condamner en bloc l'Allemagne communiste en tant que dictature ? «La RDA était un État de non-droit, qui n'avait aucun fondement légal, juge Merkel. Il n'y avait pas de liberté d'opinion, pas d'élections libres. C'était la dictature du prolétariat. Pourtant tout n'était pas noir ou blanc.J'ai été heureuse. Et je ne veux pas jeter ces trente-cinq ans aux oubliettes.»

La chancelière estime que la réunification a été une «très grande chance» et «un immense bonheur», «même si tout n'est pas idéal». «En RDA, nous avons connu le poids du nazisme, puis le communisme, explique Merkel. On ne peut pas faire disparaître ça d'un coup. Pour beaucoup de gens, il n'était pas possible de réapprendre autre chose en une nuit. Une génération entière a sacrifié son avenir. Le monde s'est ouvert et les gens de l'Est ne savaient pas ce qu'était le parmesan, alors qu'en Occident on savait tout de l'Italie. C'était une sensation étrange. Ces gens ne sont pas contre la réunification. Mais ils gardent un sentiment de tristesse».

La chancelière estime que sa jeunesse en RDA a fortement influencé sa façon de gouverner. Son style en est imprégné. «J'ai été choquée, lorsque Otto Schilly (un baron du SPD) s'est moqué en disant que nous venions tous à l'Ouest pour chercher des bananes. On trouve encore cette arrogance à l'Ouest aujourd'hui. Lorsque j'ai essuyé des échecs, j'ai souvent pensé que c'était parce que je venais de l'Est. Mais je n'ai jamais voulu me complaire dans ce sentiment.» L'enfance en RDA serait aussi à l'origine de sa légendaire discrétion : «On recevait des paquets de l'Ouest. Mais en RDA, il n'existait que cinq sortes de gants. Si vous en aviez d'autres, on savait d'où ils venaient. Vous vous faisiez tout de suite remarquer et c'était mauvais.»
» BLOG - Quleques anecdotes supplémentaires sur les souvenirs d'Angela Merkel

Sarkozy raconte son 9 november 1989

Sur Facebook, Sarkozy raconte son 9 novembre 1989

B.H. (lefigaro.fr) avec AFP
09/11/2009 | Mise à jour : 00:19
|
Commentaires 92 | Ajouter à ma sélection
Nicolas Sarkozy a accompagné son témoignage par une photo, prouvant que lui aussi y est allé de «ses coups de pioche», le 9 novembre 1989.
Nicolas Sarkozy a accompagné son témoignage par une photo, prouvant que lui aussi y est allé de «ses coups de pioche», le 9 novembre 1989.

Le chef de l'Etat a utilisé dimanche le site de socialisation pour partager ses souvenirs de la chute du Mur. Problème : certaines contradictions mettent en doute son témoigagne.

A la veille du vingtième anniversaire de la chute du mur de Berlin, Nicolas Sarkozy s'est offert dimanche une nouvelle sortie sur le site de socialisation Facebook. Après y avoir dit dernièrement sa «fierté» à l'égard de son fils Jean, invité les internautes à «découvrir le nouveau site Internet de Carla» ou partagé ses lectures - «Pierre et Jean» de Maupassant et «Le Lièvre de Patagonie» de Lanzmann -, le chef de l'Etat raconte cette fois comment, le 9 novembre 1989, il s'est retrouvé à Berlin, y allant lui aussi de ses «coups de pioche», photo à l'appui.

«Le 9 novembre au matin, nous nous intéressons aux informations qui arrivent de Berlin, et semblent annoncer du changement dans la capitale divisée de l'Allemagne. Nous décidons de quitter Paris avec Alain Juppé pour participer à l'événement qui se profile», se souvient celui qui, à 34 ans, était alors secrétaire général adjoint du RPR.

«Arrivés à Berlin ouest, nous filons vers la porte de Brandebourg où une foule enthousiaste s'est déjà amassée à l'annonce de l'ouverture probable du mur», poursuit-il. «Là, par le plus grand des hasards, nous croisons un jeune élu français que nous connaissions, à l'époque spécialiste des questions de défense : François Fillon», raconte le chef de l'Etat à propos de celui qui deviendra 18 ans plus tard son premier ministre.

«Le début d'une grande liberté en Europe»

 «Nous filons ensuite vers Checkpoint Charlie pour passer du côté est de la ville, et enfin confronter ce mur dans lequel nous avons pu donner quelques coups de pioche, se souvient Nicolas Sarkozy. Autour de nous, des familles se rassemblaient pour abattre le béton. Certaines venaient nous parler pour nous expliquer leurs sentiments, leurs ambitions nouvelles, et partager leurs émotions après des décennies de séparation. La nuit s'est poursuivie dans l'enthousiasme général.»

«Les retrouvailles du peuple allemand sonnaient la fin de la guerre froide et le début d'une période de grande liberté en Europe», affirme encore Nicolas Sarkozy dans son témoignage, avant de conclure : «C'est cette liberté que nous défendons toujours avec l'Europe, et que nous fêtons 20 ans après».

Le témoignage de Nicolas Sarkozy mis en doute

Problème : le témoignage du chef de l'Etat présente plusieurs contradictions. D'abord, personne - à Paris comme à Berlin - ne semblait, le matin du 9 novembre, prédire une chute rapide du mur. Ensuite, fait remarquer un journaliste de Libération, aucun rassemblement ne s'est produit à l'ouest du mur le 9 novembre. Enfin, plusieurs documents tendent à mettre en doute la présence d'Alain Juppé à Berlin le 9 novembre. Même si l'ancien premier ministre affirme sur le site de la mairie de Bordeaux qu'il se trouvait bien dans la capitale allemande le jour où les poste-frontières ont levé les barrières, il indique dans un autre témoignage, diffusé sur TV5, qu'il y est arrivé «le 10 ou le 11». Et à en croire une bibliographie de l'édile bordelais, «Le Joker», ce n'est que le 16 novembre, avec François Léotard et Alain Madelin, qu'Alain Juppé s'est rendu à Berlin.

Berlin fete ses vingt ans de liberte

Berlin fête ses vingt ans de liberté 

Patrick Saint-Paul, correspondant à Berlin
08/11/2009 | Mise à jour : 21:49
|
Commentaires 3 | Ajouter à ma sélection
Le mur de dominos, qui s'étend de la Potsdamer Platz à la rivère Spree, doit s'écrouler lundi soir, symbolisant l'ouverture démocratique et la liberté.
Le mur de dominos, qui s'étend de la Potsdamer Platz à la rivère Spree, doit s'écrouler lundi soir, symbolisant l'ouverture démocratique et la liberté. Crédits photo : AFP

La ville présente lundi soir un show médiatique planétaire.

Vingt ans après la chute du Mur, le centre de Berlin est de nouveau divisé. Dressée à l'endroit exact où s'élevait le mur de la honte, une barrière de dominos sépare la capitale allemande. Hautes de 2,50 mètres, les 1000 stèles multicolores, toutes décorées de motifs différents, sont alignées le long des édifices les plus symboliques de Berlin : la porte de Brandebourg, le Mémorial de l'Holocauste et le Reichstag, où siège le Parlement allemand.

Le mur de dominos, qui s'étire sur un 1,5 km de la Potsdamer Platz jusqu'à la rivière Spree, doit s'écrouler lundi soir, symbolisant ainsi l'effondrement de la dictature communiste, l'ouverture démocratique et la liberté. L'ancien président polonais Lech Walesa renversera le premier domino. «J'ai le mandat de le faire, la Pologne a ce mandat, car c'est en 1980, à Gdansk, que le premier mur était tombé, au cours des grèves des chantiers navals qui ont donné naissance à Solidarité, le premier syndicat indépendant du bloc communiste, a-t-il souligné. Nous avons vaincu le communisme, et les gens en Allemagne de l'Est ont commencé à fuir via les ambassades d'autres pays. Le mur de Berlin est tombé grâce aux fugitifs. Je m'inquiétais que le leader soviétique Mikhaïl Gorbatchev décide de stopper la fuite des masses et détruise ainsi notre victoire. Le jeu était dangereux. Il est bon que Gorbatchev ait été un homme politique faible et que tout se soit bien passé.»

Les dominos en polystyrène ont été peints par des écoliers à travers le monde, notamment là où des murs divisent toujours des peuples, comme en Israël et dans les Territoires palestiniens ou à Chypre. Mais aussi par des personnalités symbolisant le combat pour la liberté et la réconciliation, comme le Sud-Africain Nelson Mandela ou le chef d'orchestre israélo-argentin, Daniel Barenboïm.

Des dizaines de milliers de Berlinois et de touristes étrangers, venus assister à la «fête de la liberté», se photographient le long de ce mur symbolique et admirent les fresques.

Lundi soir, les organisateurs attendent des centaines de milliers de spectateurs le long du parcours. Daniel Barenboïm, qui avait donné un concert pour les Allemands de l'Est il y a vingt ans à la Philharmonie de Berlin, dirigera l'ouverture des festivités à la tête de la Staatskapelle.

Obama absent

Entourée du ministre des Affaires étrangères de l'époque Hans-Dietrich Genscher, l'un des pères de la réunification, la chancelière Angela Merkel accueillera l'ex-numéro un soviétique Mikhaïl Gorbatchev, Nicolas Sarkozy, le premier ministre britannique, Gordon Brown, ou encore le président russe, Dmitri Medvedev, et le patron de la Commission européenne, José Barroso. Le grand absent sera le président américain Barack Obama, en déplacement en Asie, représenté par sa secrétaire d'État, Hillary Clinton.

«Le 9 novembre 1989 est le plus beau jour de l'histoire récente de l'Allemagne, a commenté samedi Angela Merkel. Ce jour a changé la vie de beaucoup de gens, et la mienne aussi», a ajouté la chancelière, qui a grandi en RDA et est entrée en politique dans le sillage de la chute du rideau de fer.

1989 ปีที่กำแพงเบอร์ลินถล่ม

เมื่อวานนี้ได้ดู  1989: Quand tombent le mur berlin เก็บไว้เอาดูตอนนี้ด้วย มันให้ข้อคิดอะไรหลายอย่างสำหรับความอำมะหิตของผู้คนต่างทฤษฎีทางความคิด ในขณะนั้น ๆ อาจจะไม่รู้สึกว่าอะไรเป็นอะไร แต่หากมองย้อนหลังแล้ว จะเห็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี
 
มนุษย์เกิดมาก็เท่านี้ แต่ทำความเสียหาย/ฉิบหายได้มากมาย ถ้าต้องการสร้างความเจริญงอกงามให้กับมนุษย์ด้วยกันรวมทั้งโลก มนุษย์แต่ละคนก็ทำได้ทั้งนั้น
 
ทำอย่างไร มนุษย์จะร่วมกันทำสิ่งที่ดี ๆ เพื่อคนอื่น เป็นประเด็นที่ต้องยกขึ้นมาถกพร้อม ๆ กับประเด็นอื่น ๆ ข้างเคียงกัน  (contemporary) ไม่มีอะไรสุดโต่ง ต้องสายกลางนิด ๆ
 
มนุษย์ทุกคนมีบทบาทต่อโลกใบนี้

ยังคิดถึงเสมอ

มีดวงใจหนึ่งดวงจะมอบให้เธอไว้ครอง
เมื่อยามสองเราต้องจากไกล
พาดวงใจเลื่อนลอยฝากบทเพลงบรรเลงให้ไว้
จะเก็บดวงใจเอาไว้เพื่อรอ
ฝากคำว่าคิดถึงให้เธออยู่เสมอ 
แม้ไม่ได้เจอฉันก็สุขใจ
หากชีวิติไม่สิ้น ฉันจะกลับเอารักมาใหม่
เธอโปรดจำไว้วันที่ฉันรอ
  แม้อยู่ห่างไกลส่งใจถึงกันบ้าง
แม้จะอ้างว้างอยู่เดียวดาย
ฉันจะเฝ้ารอ รอเพื่อพบกันใหม่
วันที่ดวงใจฉันมีเธอ
* ดวงใจฉันคิดถึงเธออยู่
  เธอโปรดจงรู้ดวงใจว่า
ยังปราถนาจะกลับมาเพื่อพบเธอสุดที่รัก
เธอโปรดมีใจคิดถึงหน่อย
อย่าให้ฉันคอยใจหงอยเศร้า
จงสร้างรักเราให้มีพลัง เพื่อรอการกลับมา *
แม้ห่างเพียงกาย ก็ไม่ห่างใจ
เหมือนรักประสานไว้ตลอดเวลา
ฉันจะรอวัน วันแห่งรักหวนมา
วันที่เราสัญญาต่อกัน
รอวันคุณอ๊อดกลับมา (tasaboom สมาชิก)
10月30日

เมื่อ แขกราเกซต้องการหนีพร้อมความโกง

“ราเกซ” แพ้ ศาลแคนาดาพิพากษาส่งตัวให้ไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 ตุลาคม 2552 23:13 น.
นายราเกซ สักเสนา จะถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีข้อหาฉ้อโกงหลายๆ กระทงในประเทศไทย
       เดอะแคนาเดียนเพรส/ASTVผู้จัดการรายวัน – ศาลสูงสุดแคนาดา ตัดสินแล้ว ไม่รับคำร้อง “ราเกซ” เป็นการปิดฉากศึกการต่อสู้ทางกฎหมายในแดนใบเมเปิล ที่ยืดเยื้อถึง 13 ปี โดยเขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และจะถูกส่งตัวในฐานะเป็นผู้ร้ายข้ามแดน เพื่อมารับการพิจารณาคดีในศาลยุติธรรมของประเทศไทย
       
       ตามรายงานของสำนักงานเดอะ แคนาเดียน เพรส ศาลสูงสุดแคนาดา ได้ตัดสินวันพฤหัสบดี (29) ไม่รับคำร้องของ นายราเกซ สักเสนา ที่ขอให้กลับคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ซึ่งจะทำให้เขาถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีข้อหาฉ้อโกงหลายๆ กระทง ทั้งนี้ คณะผู้พิพากษาศาลสูงสุดได้กระทำตามธรรมเนียมปฏิบัติตามปกติ นั่นคือ ไม่มีการให้เหตุผลสำหรับคำพิพากษาคราวนี้
       
       นางเดบอราห์ สตรักคัน ทนายความของสำนักงานอัยการสูงสุดแคนาดา ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลไทย กล่าวในวันพุธ (28) ว่า พวกเจ้าหน้าที่ของไทยมาอยู่ที่เมืองแวนคูเวอร์แล้ว เพื่อนำตัวนายราเกซขึ้นเครื่องบินกลับไทยเร็วที่สุด หลังจากที่ศาลตัดสิน และงานเอกสารต่างๆ เสร็จสิ้นเรียบร้อย
       
       “ดิฉันทราบว่า ทางตำรวจไทยตั้งใจที่จะมาอยู่ที่นี่ในเวลาที่มีการอ่านคำตัดสิน และถ้าหากศาลพิพากษาไม่ให้มีการปล่อยตัวจำเลยแล้ว พวกเขาก็จะเดินทางกลับไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”
       
       คำตัดสินของศาลสูงสุดคราวนี้ เท่ากับเป็นการปิดฉากการต่อสู้ในคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ยืดเยื้อยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของแคนาดาเลยทีเดียว
       
       นายราเกซ ถูกจับกุมที่เมืองวิสต์เลอร์ รัฐบริติชโคลัมเบีย เมื่อปี 2539 ตามหมายขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนของไทย ซึ่งกล่าวหาเขาว่า ฉ้อโกงเงินจากธนาคารใหญ่แห่งหนึ่งเป็นจำนวนเกือบ 88 ล้านดอลลาร์แคนาดา และแทบจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยต้องคว่ำคะมำ
       
       นับแต่นั้นเขาก็ต่อสู้ในทางกฎหมายเรื่อยมา เพื่อให้ได้สิทธิ์ที่จะอยู่ในแคนาดาต่อไป รวมทั้งความพยายามที่ล้มเหลวในปี 2549 ที่จะขอให้ศาลสูงสุดพิจารณาคดีของเขา
       
       ระหว่างกระบวนการพิจารณาคดีในศาลหลายต่อหลายศาล เขาถูกสั่งกักตัวให้อยู่แต่ภายในบ้านพักบ้าง, ได้รับอิสรภาพโดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอันเข้มงวดบ้าง, กลับมาถูกคุมขัง แล้วก็ได้เป็นอิสระอีกครั้ง
       
       ในช่วงเวลาเหล่านี้ มีรายงานว่า เขาล้มป่วยด้วยอาการเส้นโลหิตในสมองแตก และในการไปปรากฏตัวในศาลที่บริติชโคลัมเบียครั้งท้ายๆ ของเขาหลายครั้ง เขานั่งอยู่บนเก้าอี้รถเข็น
       
       นายราเกซ ให้การต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่า ว่า ถ้าถูกส่งตัวกลับประเทศไทย เขาจะได้รับอันตราย และจะไม่ได้รับการพิจารณาคดีด้วยความยุติธรรม ทว่า ทางเจ้าหน้าที่รับผิดชอบตลอดจนรัฐมนตรียุติธรรมแคนาดา ที่รับตำแหน่งต่อเนื่องกันมา ต่างคัดค้านไม่เห็นด้วยกับข้อโต้แย้งนี้
       
       ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์รัฐบริติชโคลัมเบีย ได้ตัดสินยกคำอุทธรณ์ของเขา ที่ขอให้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งตัดสินให้ส่งตัวเขากลับไปพิจารณาคดีที่ประเทศไทย
       
       คำตัดสินของศาลสูงสุดเมื่อวันพฤหัสบดี (29) ก็เป็นการยืนยันคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นนั่นเอง
       
       “คดีนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 13 ปีแล้ว และทุกๆ ขั้นตอนของเส้นทางนี้ ศาลชั้นต่างๆ ได้ยืนยันว่า มีหลักฐานเพียงพอรับฟังได้ว่ามีการประพฤติในทางฉ้อโกง ซึ่งเพียงพอที่จะส่งตัวเขากลับประเทศไทยเพื่อรับการพิจารณาคดี” นางสตรักคัน แถลง
10月29日

เมื่อ ดร. ไสว บุญมา อดเด้ง The Economist ไม่ได้

เหลืออดกับบทความเดอะอีโคโนมิสต์
โดย ไสว บุญมา 29 ตุลาคม 2552 15:26 น.


โดย...ไสว บุญมา
       

       
       นิตยสารเดอะอีโคโนมิสต์ฉบับประจำวันที่ 19-23 ตุลาคม ที่ผ่านมาพิมพ์บทความเกี่ยวกับเมืองไทยที่ทำให้ผมเหลืออด บทความเริ่มด้วยรูปขนาดใหญ่ถ่ายในตอนกลางคืนตรงหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมซึ่งกลุ่มมวลชนเสื้อแดงกำลังฟังคำปราศรัยที่ถ่ายทอดออกมาพร้อมรูปของอดีตนายกรัฐมนตรีที่กลายเป็นนักโทษหนีคุกทักษิณ ชินวัตร และพาดหัวด้วยตัวสีแดงว่า “อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย” ตามด้วยตัวสีดำว่า “การเนรเทศและราชอาณาจักร”
       
       ผมอ่านนิตยสารนี้มานานแม้จะไม่เห็นด้วยกับมุมมองพื้นฐานแนวขวาตกขอบของเขา ทั้งนี้เพราะผมเห็นว่าเนื้อหาครอบคลุมเหตุการณ์มากกว่านิตยสารรายสัปดาห์อื่นๆ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ผมสังเกตว่าการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองไทยของเขาเริ่มสะท้อนความคิดเห็นด้านต่อต้านสถาบันสำคัญยิ่งของเราพร้อมๆ กับแสดงความลำเอียงโดยเป็นกระบอกเสียงให้นักโทษชายทักษิณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ฉบับที่ผมอ้างถึงนี้ก็เช่นกัน
       
       นอกจากนั้น คราวนี้เขาหมิ่นศาลไทยโดยใช้วิธีอ้างว่า ชนชั้นกลางไทยไม่เห็นด้วยกับ “มายากลทางการเมือง” (political prestidigitation) ที่ล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งถึงสองครั้งสองครา แม้เขาจะไม่ได้เขียนว่าเป็นรัฐบาลไหน แต่บริบทบ่งว่าเป็นรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดชื่อสมัครและสมชาย
       
       เนื้อหาของบทความเริ่มด้วยการเปรียบการต่อสู้จากดูไบของนักโทษชายทักษิณว่าคล้ายของอองซานที่ต้องการปลดแอกอังกฤษให้พม่าและของซุนยัดเซนที่ก่อตั้งกระบวนการสร้างสาธารณรัฐของจีน การต่อสู้เพื่อคืนสู่อำนาจของทักษิณยังผลให้เกิดความแตกแยกจนสังคมไทยตกอยู่ในสภาพสงครามกลางเมืองที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงง่ายๆ โดยอธิบายถึงการเคลื่อนไหวของฝ่ายเสื้อแดงและเสื้อเหลือง
       
       บทความบอกว่า ฝ่ายเสื้อแดงกำลังก่อการปฏิวัติทางสังคมซึ่งส่วนหนึ่งมีอุดมการณ์มุ่งล้มล้างราชบัลลังก์และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพียงลูกจ้างของทักษิณ แต่ก็เน้นคำพูดของทักษิณที่ว่าเขาไม่ได้จ้างใคร หากให้เพียงกำลังใจเท่านั้น เกี่ยวกับประเด็นที่ว่าถ้าไม่มีทักษิณสนับสนุนแล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับฝ่ายเสื้อแดง บทความเสนอคำพูดของจักรภพ เพ็ญแข ว่า การเคลื่อนไหวจะดำเนินต่อไปเพราะตอนนี้มีผู้เคลื่อนไหวจำนวนมากที่ไม่ยอมทำตามความประสงค์ของทักษิณแล้ว บทความเสนอเรื่องราวที่สะท้อนมุมมองของทักษิณเป็นจำนวนมาก อาทิ
       
       *ทักษิณบอกว่าเขาไม่ต้องการกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองหากมีคนดีบริหารประเทศ เขาสนใจทำธุรกิจมากกว่าซึ่งตอนนี้ขยายไปถึงแอฟริกาแล้ว พร้อมกันนั้นก็มีการเน้นคำพูดของทักษิณที่ว่า “ประชาชนต้องการผม” เพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยและความยุติธรรม
       
       *ทักษิณคุยฟุ้งเรื่องประโยชน์ของการวิปัสสนาแนวพุทธด้วยความกระตือรือร้นสุดๆ ทีเดียว แต่บทความกลับไม่ชี้ให้เห็นความขัดแย้งกับประเด็นที่เกี่ยวกับทักษิณกำลังเร้าร้อนปานถูกเผาด้วยไฟนรกเพราะเคียดแค้นสุดๆ ที่หลุดจากอำนาจและสูญทรัพย์
       
       *ทักษิณซึ่งเคยมีอำนาจเหนือการสื่อสารในเมืองไทยต้องหันมาใช้การสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตของระบบทวิตเตอร์และเฟสบุ๊กพร้อมกับเน้นคำโอดครวญของทักษิณที่ว่า “เราเป็นประชาธิปไตยแบบถูกควบคุม” และผู้ที่ควบคุมมาจากในวังซึ่งมีอิทธิพลเหนือองค์กรของรัฐและไม่ยอมฟังนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ยิ่งกว่านั้นบทความยังเน้นคำพูดของนักโทษชายทักษิณที่ว่า “พวกเขาถึงกับกุเรื่องขึ้นมาเพื่อโค่นรัฐบาล” ในบรรดาผู้ที่มาจากในวังได้แก่ประธานองคมนตรีซึ่งถูกอ้างถึงโดยกล่าวว่าพลเอกเปรมจงเกลียดจงชังทักษิณเป็นการส่วนตัว
       
       *ทักษิณบอกว่าจลาจลที่เกิดขึ้นในระหว่างการประท้วงตอนช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาของฝ่ายเสื้อแดงนั้นเกิดจากผู้ก่อการที่สนับสนุนรัฐบาลทั้งสิ้น บทความจบลงด้วยคำบ่นอุบของทักษิณที่ว่า “ผมไม่ฆ่าแม้แต่ยุง”
       
       ตามธรรมดาผมอ่านการนำเสนอเรื่องต่างๆ ของนิตยสารด้วยความเป็นกลางเพราะถือว่าสื่อ คือ พวกเดียวกัน แต่การนำเสนอเรื่องราวดังที่กล่าวมานั้นเสริมการนำเสนอแบบมองข้างเดียวครั้งก่อนๆ จนทำให้ผมเหลืออดถึงกับต้องส่งจดหมายไปให้เดอะอีโคโนมิสต์ทันทีซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมทำเช่นนั้น เขาไม่ได้นำจดหมายของผมลงพิมพ์ในฉบับต่อมาซึ่งคงเป็นการยืนยันอย่างดีว่าเขาเข้าข้างนักโทษชายทักษิณเต็มที่ จดหมายมีใจความดังนี้
       
       Sir:
       
       While you continue to provide a valuable space for Mr. Taksin to air his views, you have shown a persistent lack of curiosity about other issues and apparently never asked why the British government revoked his visa and other questions. Or if you have and the answers are not favorable to Mr. Taksin, you have chosen not to publish them.
       
       ในขณะที่คุณสนับสนุนทักษิณให้แสดงมุมมองของเขาผ่านหน้ากระดาษอันมีค่าของคุณอย่างต่อเนื่อง คุณแสดงความไม่ใส่ใจต่อประเด็นอื่นและไม่สนใจที่จะถามคำถามสำคัญๆ เช่น ทำไมรัฐบาลอังกฤษจึงถอนวีซ่าของเขา หรือว่าคุณถาม แต่เมื่อคำตอบที่ออกมาสะท้อนส่วนที่ไม่ดีของทักษิณ คุณจึงเลือกที่จะไม่นำมาลงพิมพ์
       
       You say that he clearly has plenty of money left – enough to retire comfortably out of the reach of Thai law – even after a chunk of his assets worth $2.3 billion that came from the sale of his business holdings to a Singapore’s wealth fund (while he was prime minister and a couple of days after a Thai law was coincidentally passed exempting such a sale from taxes) was frozen. Have you asked how he earned that money and where he kept it or whether he included it in the law-required declarations of assets when he took political offices?
       
       คุณบอกว่าทักษิณมีเงินเหลือมากมายซึ่งอยู่นอกเงื้อมมือกฎหมายของไทยทั้งที่ 7.6 หมื่นล้านบาทถูกอายัดหลังจากขายธุรกิจให้กองทุนของสิงคโปร์โดยไม่เสียภาษีหลังจากที่กฎหมายไทยยกเว้นภาษีให้การขายเช่นนั้นเพียงสองวัน ทำไมคุณไม่ถามเขาว่าเงินนั้นมาจากไหน ฝากไว้ที่ไหนและเคยแสดงไว้ในรายการแจ้งทรัพย์สินเมื่อเขาเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่
       
       His statement, “I don’t even kill mosquitoes now,” receives the most prominent emphasis. I presume you have heard about these events that took place in 2004 when Mr. Taksin was prime minister: over 2,000 Thais killed during the government campaign to eradicate drug trade; in southern Thailand, 32 killed when the government troops stormed a mosque, 78 perished after a peaceful protest was broken up, and a prominent civil-right lawyer disappeared when he took up the cause of those who no longer could speak for themselves. And I presume you have heard Mr. Taskin say that the conflict in southern Thailand is a petty-thief problem.
       
       คำพูดของเขาที่ว่าเขาไม่ฆ่าแม้แต่ยุงได้รับการเน้นมากที่สุด คุณคงทราบแล้วใช่ไหมว่า เมื่อปี 2547 ซึ่งทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี คนไทยกว่า 2,000 คนถูกฆ่าในสงครามปราบยาเสพติด ส่วนทางภาคใต้คนไทย 32 คนตายเมื่อทหารบุกมัสยิด 78 คนเสียชีวิตเมื่อทางการสลายการชุมนุมแบบสันติ และทนายด้านสิทธิมนุษยชนหายสาบสูญไปเมื่อเขานำเอาเรื่องราวของผู้ที่ไม่มีโอกาสพูดอีกแล้วมาเป็นธุระ ในขณะเดียวกัน ผมคิดว่าคุณน่าจะเคยได้ยินทักษิณพูดว่า ปัญหาภาคใต้ของไทยเป็นเพียงเรื่องโจรกระจอก
       
       Mr. Taksin also says that political conflicts in Thailand can be fixed overnight. I would assume you also have heard him say that the notorious traffic jam in Bangkok could be fixed in 6 months and the poverty in Thailand could be eradicated in 6 years.
       
       ทักษิณพูดด้วยว่าเขาสามารถแก้ปัญหาการเมืองของไทยได้ภายในเวลาเพียงชั่วคืน ผมคิดว่าคุณน่าจะได้ยินทักษิณเคยพูดด้วยว่า เขาสามารถแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ ได้ภายใน 6 เดือนและสามารถขจัดความยากจนของคนไทยให้หมดไปได้ภายใน 6 ปี
       
       Lastly, you say that Mr. Taksin enthuses over the benefits of Buddhist meditation and in the same breath say that he is still fuming over his downfall and hell hath no fury like a tycoon dispossessed. I hope this makes the readers see Mr. Taksin for what he really is, if you have not.
       
       สุดท้าย คุณบอกว่าทักษิณพูดถึงประโยชน์ของการวิปัสสนาแนวพุทธด้วยความกระตือรือร้นแบบสุดๆ พร้อมกับบอกว่าเขากำลังรุ่มร้อนดังถูกเผาด้วยไฟนรกเพราะเคียดแค้นที่สูญอำนาจ ผมหวังว่าการนำเสนอนี้จะทำให้ผู้อ่านมองเห็นความไม่อยู่กับร่องกับรอย และความสับปลับกลับกลอกของทักษิณแม้คุณเองจะมองไม่เห็นก็ตาม
       
                                                                      Sawai Boonma
       
                                                                    Washington, D. C.
10月26日

เขมรที่ "พวกไทย"นับถือ

 ผมว่า เรามารู้ทัน ว่าทำไมฮุนเซนจึงอวดดีจะดีกว่า
       
       1. เพราะฮุนเซนฉลาดกว่ารู้จักการเมืองไทยและผู้นำไทยดี อ่านได้ทะลุปรุโปร่ง ในขณะที่ไทยเราน้อยคนนักจะศึกษาหรือรู้จักฮุนเซนดี นึกว่ามันเป็นคนบ้านนอกไร้การศึกษา บ้าอำนาจและหิวเงิน คอยเอาเหยื่อเข้าล่อ หารู้ไม่ว่าฮุนเซนเห็นชาติเขาเป็นใหญ่ ถ้าได้ประโยชน์จึงยอมตามน้ำด้วย แต่ของไทยกลับตรงกันข้าม
       
       2. ได้ครูดีคือเป็นศิษย์รัก-ศิษย์แค้นของสีหนุ เจ้าตำรับนกสองหัว-จอมตีสองหน้า เดี๋ยวนี้เก่งกว่าครู สีหนุปลงตก บ่นอยากตายแล้ว ฝากอนาคตของชาติและของลูกไว้กับฮุนเซน สอนลูกไม้ถล่มไทยให้ฮุนเซนหมด
       
       3. ฮุนเซนรู้ว่าคนไทยแตกกัน และยุให้แตกกันได้ง่าย รัฐบาลและสภาของไทยไม่มีน้ำยา เอาอามิสและผลประโยชน์เข้าล่อ มีสายอยู่ตลอด
       
       4. คนไทยโง่ แม้กระทั่งกระทรวงการต่างประเทศยังขู่กันเองว่ากลัวจะขึ้นศาลโลกอีกบ้าง ถูกฟ้องคณะมนตรีความมั่นคงบ้าง เหลวไหลไร้สาระ สื่อ สภาไทยและประชาชน ไม่รู้ข้อมูลว่าตั้งแต่ตั้งมา ยูเอ็นรับเรื่องสองประเทศตีกันไม่ได้ มันขัดกฎบัตร ถ้ารับยูเอ็นล่มไปนานแล้ว
       
       พี่น้องไทยเอ๋ย อย่าแตกกันเอง อย่าหลงกลหลานพญาละแวก บุพการีไอ้เจ้ามูลเมืองเลย
       
       รัฐบาลต้องกล้าทำสิ่งง่ายๆ เช่น แจ้งขอร่วมเป็นเจ้าภาพกับเขมรไม่ทัน ก็แจ้งไปว่าบัดนี้ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ และป.ป.ช.ของเราได้วินิจฉัยไปว่าอย่างไร ประชาชนของเรารวมทั้งเพื่อนบ้านกำลังเผชิญหน้าตึงเครียดกันจวนจะเกิดสงครามการเมืองและสงครามเพื่อนบ้านอยู่แล้วก็เพราะยูเนสโก
       
       ถ้ายูเนสโกพูดไม่รู้เรื่อง ก็ดูตัวอย่างสิงคโปร์ อเมริกา และอังกฤษที่เคยลาออกจากยูเนสโกไปทั้งนั้น ไม่เห็นจะแปลกหรือน่ากลัวอะไร
       
       ที่น่าแปลกและน่ากลัวยิ่งกว่า คือ อ้ายฮุนเซน มันอวดดี เพราะมันรักชาติ
       
       ในขณะที่ไอ้ผู้นำไทยมันไม่กล้าอวดดี เพราะมันถือคติ ชาติฉิบหายไม่ว่า ขอให้ข้าได้เงิน