sombat's profileSpace ของ sombatPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    October 30

    เมื่อ แขกราเกซต้องการหนีพร้อมความโกง

    “ราเกซ” แพ้ ศาลแคนาดาพิพากษาส่งตัวให้ไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 ตุลาคม 2552 23:13 น.
    นายราเกซ สักเสนา จะถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีข้อหาฉ้อโกงหลายๆ กระทงในประเทศไทย
           เดอะแคนาเดียนเพรส/ASTVผู้จัดการรายวัน – ศาลสูงสุดแคนาดา ตัดสินแล้ว ไม่รับคำร้อง “ราเกซ” เป็นการปิดฉากศึกการต่อสู้ทางกฎหมายในแดนใบเมเปิล ที่ยืดเยื้อถึง 13 ปี โดยเขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และจะถูกส่งตัวในฐานะเป็นผู้ร้ายข้ามแดน เพื่อมารับการพิจารณาคดีในศาลยุติธรรมของประเทศไทย
           
           ตามรายงานของสำนักงานเดอะ แคนาเดียน เพรส ศาลสูงสุดแคนาดา ได้ตัดสินวันพฤหัสบดี (29) ไม่รับคำร้องของ นายราเกซ สักเสนา ที่ขอให้กลับคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ซึ่งจะทำให้เขาถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีข้อหาฉ้อโกงหลายๆ กระทง ทั้งนี้ คณะผู้พิพากษาศาลสูงสุดได้กระทำตามธรรมเนียมปฏิบัติตามปกติ นั่นคือ ไม่มีการให้เหตุผลสำหรับคำพิพากษาคราวนี้
           
           นางเดบอราห์ สตรักคัน ทนายความของสำนักงานอัยการสูงสุดแคนาดา ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลไทย กล่าวในวันพุธ (28) ว่า พวกเจ้าหน้าที่ของไทยมาอยู่ที่เมืองแวนคูเวอร์แล้ว เพื่อนำตัวนายราเกซขึ้นเครื่องบินกลับไทยเร็วที่สุด หลังจากที่ศาลตัดสิน และงานเอกสารต่างๆ เสร็จสิ้นเรียบร้อย
           
           “ดิฉันทราบว่า ทางตำรวจไทยตั้งใจที่จะมาอยู่ที่นี่ในเวลาที่มีการอ่านคำตัดสิน และถ้าหากศาลพิพากษาไม่ให้มีการปล่อยตัวจำเลยแล้ว พวกเขาก็จะเดินทางกลับไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”
           
           คำตัดสินของศาลสูงสุดคราวนี้ เท่ากับเป็นการปิดฉากการต่อสู้ในคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ยืดเยื้อยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของแคนาดาเลยทีเดียว
           
           นายราเกซ ถูกจับกุมที่เมืองวิสต์เลอร์ รัฐบริติชโคลัมเบีย เมื่อปี 2539 ตามหมายขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนของไทย ซึ่งกล่าวหาเขาว่า ฉ้อโกงเงินจากธนาคารใหญ่แห่งหนึ่งเป็นจำนวนเกือบ 88 ล้านดอลลาร์แคนาดา และแทบจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยต้องคว่ำคะมำ
           
           นับแต่นั้นเขาก็ต่อสู้ในทางกฎหมายเรื่อยมา เพื่อให้ได้สิทธิ์ที่จะอยู่ในแคนาดาต่อไป รวมทั้งความพยายามที่ล้มเหลวในปี 2549 ที่จะขอให้ศาลสูงสุดพิจารณาคดีของเขา
           
           ระหว่างกระบวนการพิจารณาคดีในศาลหลายต่อหลายศาล เขาถูกสั่งกักตัวให้อยู่แต่ภายในบ้านพักบ้าง, ได้รับอิสรภาพโดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอันเข้มงวดบ้าง, กลับมาถูกคุมขัง แล้วก็ได้เป็นอิสระอีกครั้ง
           
           ในช่วงเวลาเหล่านี้ มีรายงานว่า เขาล้มป่วยด้วยอาการเส้นโลหิตในสมองแตก และในการไปปรากฏตัวในศาลที่บริติชโคลัมเบียครั้งท้ายๆ ของเขาหลายครั้ง เขานั่งอยู่บนเก้าอี้รถเข็น
           
           นายราเกซ ให้การต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่า ว่า ถ้าถูกส่งตัวกลับประเทศไทย เขาจะได้รับอันตราย และจะไม่ได้รับการพิจารณาคดีด้วยความยุติธรรม ทว่า ทางเจ้าหน้าที่รับผิดชอบตลอดจนรัฐมนตรียุติธรรมแคนาดา ที่รับตำแหน่งต่อเนื่องกันมา ต่างคัดค้านไม่เห็นด้วยกับข้อโต้แย้งนี้
           
           ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์รัฐบริติชโคลัมเบีย ได้ตัดสินยกคำอุทธรณ์ของเขา ที่ขอให้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งตัดสินให้ส่งตัวเขากลับไปพิจารณาคดีที่ประเทศไทย
           
           คำตัดสินของศาลสูงสุดเมื่อวันพฤหัสบดี (29) ก็เป็นการยืนยันคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นนั่นเอง
           
           “คดีนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 13 ปีแล้ว และทุกๆ ขั้นตอนของเส้นทางนี้ ศาลชั้นต่างๆ ได้ยืนยันว่า มีหลักฐานเพียงพอรับฟังได้ว่ามีการประพฤติในทางฉ้อโกง ซึ่งเพียงพอที่จะส่งตัวเขากลับประเทศไทยเพื่อรับการพิจารณาคดี” นางสตรักคัน แถลง
    October 29

    เมื่อ ดร. ไสว บุญมา อดเด้ง The Economist ไม่ได้

    เหลืออดกับบทความเดอะอีโคโนมิสต์
    โดย ไสว บุญมา 29 ตุลาคม 2552 15:26 น.


    โดย...ไสว บุญมา
           

           
           นิตยสารเดอะอีโคโนมิสต์ฉบับประจำวันที่ 19-23 ตุลาคม ที่ผ่านมาพิมพ์บทความเกี่ยวกับเมืองไทยที่ทำให้ผมเหลืออด บทความเริ่มด้วยรูปขนาดใหญ่ถ่ายในตอนกลางคืนตรงหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมซึ่งกลุ่มมวลชนเสื้อแดงกำลังฟังคำปราศรัยที่ถ่ายทอดออกมาพร้อมรูปของอดีตนายกรัฐมนตรีที่กลายเป็นนักโทษหนีคุกทักษิณ ชินวัตร และพาดหัวด้วยตัวสีแดงว่า “อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย” ตามด้วยตัวสีดำว่า “การเนรเทศและราชอาณาจักร”
           
           ผมอ่านนิตยสารนี้มานานแม้จะไม่เห็นด้วยกับมุมมองพื้นฐานแนวขวาตกขอบของเขา ทั้งนี้เพราะผมเห็นว่าเนื้อหาครอบคลุมเหตุการณ์มากกว่านิตยสารรายสัปดาห์อื่นๆ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ผมสังเกตว่าการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองไทยของเขาเริ่มสะท้อนความคิดเห็นด้านต่อต้านสถาบันสำคัญยิ่งของเราพร้อมๆ กับแสดงความลำเอียงโดยเป็นกระบอกเสียงให้นักโทษชายทักษิณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ฉบับที่ผมอ้างถึงนี้ก็เช่นกัน
           
           นอกจากนั้น คราวนี้เขาหมิ่นศาลไทยโดยใช้วิธีอ้างว่า ชนชั้นกลางไทยไม่เห็นด้วยกับ “มายากลทางการเมือง” (political prestidigitation) ที่ล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งถึงสองครั้งสองครา แม้เขาจะไม่ได้เขียนว่าเป็นรัฐบาลไหน แต่บริบทบ่งว่าเป็นรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดชื่อสมัครและสมชาย
           
           เนื้อหาของบทความเริ่มด้วยการเปรียบการต่อสู้จากดูไบของนักโทษชายทักษิณว่าคล้ายของอองซานที่ต้องการปลดแอกอังกฤษให้พม่าและของซุนยัดเซนที่ก่อตั้งกระบวนการสร้างสาธารณรัฐของจีน การต่อสู้เพื่อคืนสู่อำนาจของทักษิณยังผลให้เกิดความแตกแยกจนสังคมไทยตกอยู่ในสภาพสงครามกลางเมืองที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงง่ายๆ โดยอธิบายถึงการเคลื่อนไหวของฝ่ายเสื้อแดงและเสื้อเหลือง
           
           บทความบอกว่า ฝ่ายเสื้อแดงกำลังก่อการปฏิวัติทางสังคมซึ่งส่วนหนึ่งมีอุดมการณ์มุ่งล้มล้างราชบัลลังก์และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพียงลูกจ้างของทักษิณ แต่ก็เน้นคำพูดของทักษิณที่ว่าเขาไม่ได้จ้างใคร หากให้เพียงกำลังใจเท่านั้น เกี่ยวกับประเด็นที่ว่าถ้าไม่มีทักษิณสนับสนุนแล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับฝ่ายเสื้อแดง บทความเสนอคำพูดของจักรภพ เพ็ญแข ว่า การเคลื่อนไหวจะดำเนินต่อไปเพราะตอนนี้มีผู้เคลื่อนไหวจำนวนมากที่ไม่ยอมทำตามความประสงค์ของทักษิณแล้ว บทความเสนอเรื่องราวที่สะท้อนมุมมองของทักษิณเป็นจำนวนมาก อาทิ
           
           *ทักษิณบอกว่าเขาไม่ต้องการกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองหากมีคนดีบริหารประเทศ เขาสนใจทำธุรกิจมากกว่าซึ่งตอนนี้ขยายไปถึงแอฟริกาแล้ว พร้อมกันนั้นก็มีการเน้นคำพูดของทักษิณที่ว่า “ประชาชนต้องการผม” เพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยและความยุติธรรม
           
           *ทักษิณคุยฟุ้งเรื่องประโยชน์ของการวิปัสสนาแนวพุทธด้วยความกระตือรือร้นสุดๆ ทีเดียว แต่บทความกลับไม่ชี้ให้เห็นความขัดแย้งกับประเด็นที่เกี่ยวกับทักษิณกำลังเร้าร้อนปานถูกเผาด้วยไฟนรกเพราะเคียดแค้นสุดๆ ที่หลุดจากอำนาจและสูญทรัพย์
           
           *ทักษิณซึ่งเคยมีอำนาจเหนือการสื่อสารในเมืองไทยต้องหันมาใช้การสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตของระบบทวิตเตอร์และเฟสบุ๊กพร้อมกับเน้นคำโอดครวญของทักษิณที่ว่า “เราเป็นประชาธิปไตยแบบถูกควบคุม” และผู้ที่ควบคุมมาจากในวังซึ่งมีอิทธิพลเหนือองค์กรของรัฐและไม่ยอมฟังนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ยิ่งกว่านั้นบทความยังเน้นคำพูดของนักโทษชายทักษิณที่ว่า “พวกเขาถึงกับกุเรื่องขึ้นมาเพื่อโค่นรัฐบาล” ในบรรดาผู้ที่มาจากในวังได้แก่ประธานองคมนตรีซึ่งถูกอ้างถึงโดยกล่าวว่าพลเอกเปรมจงเกลียดจงชังทักษิณเป็นการส่วนตัว
           
           *ทักษิณบอกว่าจลาจลที่เกิดขึ้นในระหว่างการประท้วงตอนช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาของฝ่ายเสื้อแดงนั้นเกิดจากผู้ก่อการที่สนับสนุนรัฐบาลทั้งสิ้น บทความจบลงด้วยคำบ่นอุบของทักษิณที่ว่า “ผมไม่ฆ่าแม้แต่ยุง”
           
           ตามธรรมดาผมอ่านการนำเสนอเรื่องต่างๆ ของนิตยสารด้วยความเป็นกลางเพราะถือว่าสื่อ คือ พวกเดียวกัน แต่การนำเสนอเรื่องราวดังที่กล่าวมานั้นเสริมการนำเสนอแบบมองข้างเดียวครั้งก่อนๆ จนทำให้ผมเหลืออดถึงกับต้องส่งจดหมายไปให้เดอะอีโคโนมิสต์ทันทีซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมทำเช่นนั้น เขาไม่ได้นำจดหมายของผมลงพิมพ์ในฉบับต่อมาซึ่งคงเป็นการยืนยันอย่างดีว่าเขาเข้าข้างนักโทษชายทักษิณเต็มที่ จดหมายมีใจความดังนี้
           
           Sir:
           
           While you continue to provide a valuable space for Mr. Taksin to air his views, you have shown a persistent lack of curiosity about other issues and apparently never asked why the British government revoked his visa and other questions. Or if you have and the answers are not favorable to Mr. Taksin, you have chosen not to publish them.
           
           ในขณะที่คุณสนับสนุนทักษิณให้แสดงมุมมองของเขาผ่านหน้ากระดาษอันมีค่าของคุณอย่างต่อเนื่อง คุณแสดงความไม่ใส่ใจต่อประเด็นอื่นและไม่สนใจที่จะถามคำถามสำคัญๆ เช่น ทำไมรัฐบาลอังกฤษจึงถอนวีซ่าของเขา หรือว่าคุณถาม แต่เมื่อคำตอบที่ออกมาสะท้อนส่วนที่ไม่ดีของทักษิณ คุณจึงเลือกที่จะไม่นำมาลงพิมพ์
           
           You say that he clearly has plenty of money left – enough to retire comfortably out of the reach of Thai law – even after a chunk of his assets worth $2.3 billion that came from the sale of his business holdings to a Singapore’s wealth fund (while he was prime minister and a couple of days after a Thai law was coincidentally passed exempting such a sale from taxes) was frozen. Have you asked how he earned that money and where he kept it or whether he included it in the law-required declarations of assets when he took political offices?
           
           คุณบอกว่าทักษิณมีเงินเหลือมากมายซึ่งอยู่นอกเงื้อมมือกฎหมายของไทยทั้งที่ 7.6 หมื่นล้านบาทถูกอายัดหลังจากขายธุรกิจให้กองทุนของสิงคโปร์โดยไม่เสียภาษีหลังจากที่กฎหมายไทยยกเว้นภาษีให้การขายเช่นนั้นเพียงสองวัน ทำไมคุณไม่ถามเขาว่าเงินนั้นมาจากไหน ฝากไว้ที่ไหนและเคยแสดงไว้ในรายการแจ้งทรัพย์สินเมื่อเขาเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่
           
           His statement, “I don’t even kill mosquitoes now,” receives the most prominent emphasis. I presume you have heard about these events that took place in 2004 when Mr. Taksin was prime minister: over 2,000 Thais killed during the government campaign to eradicate drug trade; in southern Thailand, 32 killed when the government troops stormed a mosque, 78 perished after a peaceful protest was broken up, and a prominent civil-right lawyer disappeared when he took up the cause of those who no longer could speak for themselves. And I presume you have heard Mr. Taskin say that the conflict in southern Thailand is a petty-thief problem.
           
           คำพูดของเขาที่ว่าเขาไม่ฆ่าแม้แต่ยุงได้รับการเน้นมากที่สุด คุณคงทราบแล้วใช่ไหมว่า เมื่อปี 2547 ซึ่งทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี คนไทยกว่า 2,000 คนถูกฆ่าในสงครามปราบยาเสพติด ส่วนทางภาคใต้คนไทย 32 คนตายเมื่อทหารบุกมัสยิด 78 คนเสียชีวิตเมื่อทางการสลายการชุมนุมแบบสันติ และทนายด้านสิทธิมนุษยชนหายสาบสูญไปเมื่อเขานำเอาเรื่องราวของผู้ที่ไม่มีโอกาสพูดอีกแล้วมาเป็นธุระ ในขณะเดียวกัน ผมคิดว่าคุณน่าจะเคยได้ยินทักษิณพูดว่า ปัญหาภาคใต้ของไทยเป็นเพียงเรื่องโจรกระจอก
           
           Mr. Taksin also says that political conflicts in Thailand can be fixed overnight. I would assume you also have heard him say that the notorious traffic jam in Bangkok could be fixed in 6 months and the poverty in Thailand could be eradicated in 6 years.
           
           ทักษิณพูดด้วยว่าเขาสามารถแก้ปัญหาการเมืองของไทยได้ภายในเวลาเพียงชั่วคืน ผมคิดว่าคุณน่าจะได้ยินทักษิณเคยพูดด้วยว่า เขาสามารถแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ ได้ภายใน 6 เดือนและสามารถขจัดความยากจนของคนไทยให้หมดไปได้ภายใน 6 ปี
           
           Lastly, you say that Mr. Taksin enthuses over the benefits of Buddhist meditation and in the same breath say that he is still fuming over his downfall and hell hath no fury like a tycoon dispossessed. I hope this makes the readers see Mr. Taksin for what he really is, if you have not.
           
           สุดท้าย คุณบอกว่าทักษิณพูดถึงประโยชน์ของการวิปัสสนาแนวพุทธด้วยความกระตือรือร้นแบบสุดๆ พร้อมกับบอกว่าเขากำลังรุ่มร้อนดังถูกเผาด้วยไฟนรกเพราะเคียดแค้นที่สูญอำนาจ ผมหวังว่าการนำเสนอนี้จะทำให้ผู้อ่านมองเห็นความไม่อยู่กับร่องกับรอย และความสับปลับกลับกลอกของทักษิณแม้คุณเองจะมองไม่เห็นก็ตาม
           
                                                                          Sawai Boonma
           
                                                                        Washington, D. C.
    October 26

    เขมรที่ "พวกไทย"นับถือ

     ผมว่า เรามารู้ทัน ว่าทำไมฮุนเซนจึงอวดดีจะดีกว่า
           
           1. เพราะฮุนเซนฉลาดกว่ารู้จักการเมืองไทยและผู้นำไทยดี อ่านได้ทะลุปรุโปร่ง ในขณะที่ไทยเราน้อยคนนักจะศึกษาหรือรู้จักฮุนเซนดี นึกว่ามันเป็นคนบ้านนอกไร้การศึกษา บ้าอำนาจและหิวเงิน คอยเอาเหยื่อเข้าล่อ หารู้ไม่ว่าฮุนเซนเห็นชาติเขาเป็นใหญ่ ถ้าได้ประโยชน์จึงยอมตามน้ำด้วย แต่ของไทยกลับตรงกันข้าม
           
           2. ได้ครูดีคือเป็นศิษย์รัก-ศิษย์แค้นของสีหนุ เจ้าตำรับนกสองหัว-จอมตีสองหน้า เดี๋ยวนี้เก่งกว่าครู สีหนุปลงตก บ่นอยากตายแล้ว ฝากอนาคตของชาติและของลูกไว้กับฮุนเซน สอนลูกไม้ถล่มไทยให้ฮุนเซนหมด
           
           3. ฮุนเซนรู้ว่าคนไทยแตกกัน และยุให้แตกกันได้ง่าย รัฐบาลและสภาของไทยไม่มีน้ำยา เอาอามิสและผลประโยชน์เข้าล่อ มีสายอยู่ตลอด
           
           4. คนไทยโง่ แม้กระทั่งกระทรวงการต่างประเทศยังขู่กันเองว่ากลัวจะขึ้นศาลโลกอีกบ้าง ถูกฟ้องคณะมนตรีความมั่นคงบ้าง เหลวไหลไร้สาระ สื่อ สภาไทยและประชาชน ไม่รู้ข้อมูลว่าตั้งแต่ตั้งมา ยูเอ็นรับเรื่องสองประเทศตีกันไม่ได้ มันขัดกฎบัตร ถ้ารับยูเอ็นล่มไปนานแล้ว
           
           พี่น้องไทยเอ๋ย อย่าแตกกันเอง อย่าหลงกลหลานพญาละแวก บุพการีไอ้เจ้ามูลเมืองเลย
           
           รัฐบาลต้องกล้าทำสิ่งง่ายๆ เช่น แจ้งขอร่วมเป็นเจ้าภาพกับเขมรไม่ทัน ก็แจ้งไปว่าบัดนี้ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ และป.ป.ช.ของเราได้วินิจฉัยไปว่าอย่างไร ประชาชนของเรารวมทั้งเพื่อนบ้านกำลังเผชิญหน้าตึงเครียดกันจวนจะเกิดสงครามการเมืองและสงครามเพื่อนบ้านอยู่แล้วก็เพราะยูเนสโก
           
           ถ้ายูเนสโกพูดไม่รู้เรื่อง ก็ดูตัวอย่างสิงคโปร์ อเมริกา และอังกฤษที่เคยลาออกจากยูเนสโกไปทั้งนั้น ไม่เห็นจะแปลกหรือน่ากลัวอะไร
           
           ที่น่าแปลกและน่ากลัวยิ่งกว่า คือ อ้ายฮุนเซน มันอวดดี เพราะมันรักชาติ
           
           ในขณะที่ไอ้ผู้นำไทยมันไม่กล้าอวดดี เพราะมันถือคติ ชาติฉิบหายไม่ว่า ขอให้ข้าได้เงิน


    เขมรผยอง เพราะ "พวกไทย" ขายชาติตนเอง

    ผมเสียอีกมีบุญคุณกับเขมร เมื่อเขมรอดอยากแร้นแค้นแสนสาหัส เรือขนส่งพันธุ์ข้าวยูเอ็นจากฟิลิปปินส์ล่ม ไทยนอกจากใจดำแล้วยังโง่ ปล่อยให้สิงคโปร์กอบโกยเอาๆ ไม่ยอมขายตรง รัฐบาลเปรมหนึ่ง เด็กๆ เขมรกำลังจะอดตาย เพราะเวลาจำกัด ยูเอ็นจึงมาจัดซื้อข้าวเอง และขอร้องให้ผมเจรจากับรัฐบาล เจรจาอย่างไรรัฐบาลก็ไม่ยอมให้ส่ง ยกเว้นแต่จะให้ อตก.ภายใต้รมว.เกษตรบรรหารเป็นผู้ส่งทั้งๆ ที่ตนเองไม่มีข้าว ผมก็ได้พลตรีชวลิต ยงใจยุทธนี่แหละที่ช่วยเหลือส่งให้ ตอนนั้นบิกจิ๋วเป็นรองเจ้ากรมยุทธการทหารบก พลโทหาญ ลีนานนท์ เป็นเจ้ากรม เป็นลูกรับใช้ป๋าทางการเมืองทั้งคู่
           
           พ่อค้าเอาเงินไปสมนาคุณเป็นล้าน บิ๊กจิ๋วไม่ยอมรับ พลตรีสุดสาย หัสดินฯ สหายป๋ามาแซวผมว่า อาจารย์เสียท่าจิ๋ว มันขนให้อาจารย์สี่คันรถ แต่มันบวกของมันไปอีกสิบ
           
           ผมไม่รู้จะเชื่อใครดี แต่พลเอกชวลิตดีกับผมมาตลอด เมื่อตอนอายุจะครบปีที่ 68 พลเอกชวลิตบอกว่า “อาจารย์ ผมจะเป็นนายกฯ นะ เมื่อไหร่อาจารย์จะมาช่วยผม อาจารย์ใจดำ ปล่อยให้ผมทำงานอยู่ในวงล้อมของคนแปลกหน้า” พลเอกชวลิตไม่เคยพูดชั่วและทำชั่วให้ผมเห็นเลยสักครั้งเดียว และคอยจะช่วยผมให้รับใช้สังคมในเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เสมอ อยากให้ผมเป็นโน่นเป็นนี่ แต่ผมเป็นคนวาสนาน้อย ไม่อยากเข้าใกล้บรรดาคนแปลกหน้าของพลเอกชวลิต จึงได้แต่ห่วงเพื่อนว่า “คบพาลพาลพาไปหาผิด”
           
           ทั้งทักษิณและฮุนเซนในสายตาของผมจะเป็นอื่นไม่ได้นอกจากคนพาล แต่ผมก็ไม่สามารถผสมโรงด่าพลเอกชวลิตได้ในครั้งนี้ ได้แต่ภาวนาให้พลเอกชวลิตเป็นฝ่ายใช้ทักษิณและฮุนเซน อย่าให้สลับกลับกัน
           
           ผมได้สนองเจตนารมณ์ของแก้ว จันดา โดยหาทุนสหภาพครูญี่ปุ่นมาให้ครูใหญ่โรงเรียนฝึกหัดครูของเขมรทั้ง 20 แห่ง ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนที่ราชภัฏบุรีรัมย์ทุกคน เขาจะได้รู้จักและสืบต่อสายสัมพันธ์กับไทยไว้บ้าง ไม่ทำตัวอวดดีเหมือนกับฮุนเซน
           
           การที่อ้ายฮุนเซนเลือกมางานเปิดอาเซียนไม่ทัน ประกาศจะสร้างบ้านให้ทักษิณอยู่ ตั้งเป็นที่ปรึกษา ไม่ยอมส่งตัวฯ รักทักษิณเหมือนคนเสื้อแดงหลายล้าน ไม่ได้แทรกแซงการเมืองภายในของไทย แต่ทักษิณถูกลงโทษการเมืองอย่างไร้ยุติธรรม หากทหารไม่ยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 ทุกอย่างจะดีหมด ฯลฯ อย่างนี้ เรียกว่า เป็นแขกที่ไร้มารยาทขาดกาลเทศะ อย่างแรง เอาความเท็จมาปั้น อีดี้ อามินแห่งยูกันด้ายังไง ฮุนเซน ก็ยังงั้น
           
           ทูตสุรพงษ์ ชัยนามให้สัมภาษณ์ว่า นี่เท่ากับรับจ็อบมาล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ตอกลิ่มให้ไทยแตกกัน เพื่อเร่งทักษิณได้กลับ ถึงทักษิณจะกลับไม่ได้ก็ไม่เป็นไร รัฐบาลนี้ไม่มีน้ำยา จะถ่มถุยเตะถีบยังไงก็ได้ ถ้าทักษิณมาได้ก็ได้กำไรสองต่อ ท่านทูตห่วงว่าคนไทยที่รักชาติและพันธมิตรฯ จะกลายเป็นแนวร่วมมุมกลับให้นรกเสื้อแดง เพราะหลงกลโกรธแค้นฮุนเซน

    เขมรหยิ่ง เพราะ "พวกไทย" ยกหาง

    อ้ายฮุนเซน มันอวดดี
    โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ 26 ตุลาคม 2552 16:20 น.
    โปรดอย่าเปลี่ยนชื่อหัวข้างต้น ใครจะหวานเจี๊ยบกับฮุนเซนอย่างไร ก็ช่างมัน ถ้าใครอ่อนภาษาไทย จนแยกคำว่าอ้ายและไอ้ไม่ออก ก็ช่างหัวมัน ถ้าใครไม่รู้ว่ามันเป็นคำของบุพการี หรืออาม้าอากงที่เอ็นดูบุตรหลานทั้งหลายในประเทศไทย ก็ช่างหัวมันเถิดเหมือนกัน
           
           ถ้าฮุนเซนมันไม่รู้ว่าผมเมตตามันพอๆ กับทักษิณ บิ๊กจิ๋ว หรือเทพเทือก ก็ช่างหัวมันเถิดเหมือนกัน
           
           ผมได้ข่าวว่า “ช่างหัวมัน” เป็นชื่อไร่ส่วนพระองค์ของในหลวงอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี
           
           ฮุนเซนสำคัญตัวถูก จึงกล้าอวดดี โดยเฉพาะกับพี่ไทย แต่หงอกับคุณพ่อเวียดนาม ก็เพราะมันมีดีจะอวด ไม่ว่าจะเป็นก๊าซในทะเล ที่ดินในเกาะกง ที่เช่าเป็นล้านๆไร่ โอกาสทางธุรกิจอีกมากมาย พี่ไทยล้วนน้ำลายหกทั้งนั้น
           
           นอกจากนั้นพี่ไทยเราเก่งนัก ทั้งขายตัว ขายคนอื่น และขายชาติ ไส้กี่ขดๆ ฮุนเซนก็รู้หมด
           
           มีผมคนเดียวเท่านั้นที่ฮุนเซนไม่รู้จัก แต่ผมรู้จักฮุนเซนตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น นานๆพอกับที่ผมรู้จักอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศผู้โด่งดัง เพื่อนอุปถัมภ์ของเสี่ยพีรพล ติยะเกษม อีกหนึ่งคนดังของ 14 ตุลา ตั้งแต่ครั้งยังเป็นรองอธิบดีในกระทรวงการต่างประเทศของเวียดนาม
           
           ทำไมผมจะไม่รู้จัก เพราะทั้งเหงียน โก ธัค และฮุนเซนเป็นเด็กสร้างของเวียดนาม มิสเตอร์เรียนล่ามกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามที่ทำหน้าที่แปลให้นายกรัฐมนตรีไทยหลายคนในอดีตโม้กับทูตไทยประจำเวียดนามแทนผมว่า ผมนี่ล่ะเป็นคนเดียวที่เดินทางไปไหนมาไหนในเวียดนามเหนือสมัยนั้นได้โดยไม่ต้องมีพาสปอร์ตวีซ่า
           
           ผมนั่งรถจากโฮจิมินห์ไปพนมเปญเดือนธันวาคม 1976 ตอนนั้น 3 ประเทศอินโดจีนปลดแอกอเมริกันได้ครบ 1 ปีพอดี แต่ไทยถอยหลังได้รัฐบาลเผด็จการ ธานินทร์ กรัยวิเชียร ไม่ถึง 3 เดือน
           
           ผมพบผู้นำเขมรแดงเกือบทุกคน นอกจากพล พต เลขาธิการใหญ่ประจำพนมเปญ คือแก้ว จันดา ซึ่งเป็นเขมรเชื้อสายไทย ขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม บอกผมว่าเวียดนามได้เอาเฮง สัมริน กับฮุนเซนไปอุปถัมภ์แล้ว อีกไม่นานเขมรคงหนีไม่พ้นเงื้อมมือเวียดนาม ขอให้ผมช่วยเหลือเขมรที่เป็นพวกไทยต่อไปด้วยอย่าทอดทิ้ง
           
           ผมกลับเมืองไทยเกือบถูกรัฐบาลจับ แต่เพื่อนๆ ที่เป็นทูตมารับที่สนามบินไปกินข้าวกับพลเอกเกรียงศักดิ์ ซึ่งผมรู้จักมานาน คืนนั้นผมยังขอให้พลเอกเกรียงศักดิ์จัดคนไปซื้อใบยาสูบจากเขมรแดง เพราะเขากลัวเวียดนามจะมาฮุบไป ทั้งยังได้ขอให้พลเอกเกรียงศักดิ์หาทางช่วยเหลือนักศึกษาที่แตกเข้าป่าด้วย
           
           ผมนี่ล่ะ แนะนำฟามวันดงให้พลเอกเกรียงศักดิ์ ผมบอกลุงฟามไม่ให้ติดอาวุธนักศึกษา ผมว่าถ้าไทยเป็นประเทศคอมมิวนิสต์เมื่อใด เวียดนามจะซวย
           
           ผมเล่าให้พลเอกเกรียงศักดิ์ฟัง ตั้งแต่ยังมิได้เป็นนายกรัฐมนตรีว่า อีกหนึ่งปีเวียดนามจะส่งกองทัพเข้าไปขับไล่รัฐบาลเขมรแดงของพลพตเพื่อสถาปนาระบบเฮง สัมรินในกระเป๋าของเวียดนาม
           
           ในตอนนั้นฮุนเซนยังเป็นเด็กน้อย ที่ผู้สร้างเตรียมไว้จะให้ขึ้นมาดับรัศมีเฮงสัมริน เหมือนนัสเซอร์ทำกับนายพลเนกิ๊ปหัวหน้าปฏิวัติอียิปต์ยังไงยังงั้น ทำไมผมจะไม่รู้
           
           ในตอนนั้นนโยบายต่างประเทศไทยอยู่ในอุ้งมือกองทัพ ยังโอบอุ้มและช่วยเหลือเขมรแดงของพลพตจนสุดลิ่มทิ่มประตู เพราะฉวยโอกาสหากินกับจีนและอเมริกันได้ด้วย และหลงว่าสักวันหนึ่งเขมรแดงจะตีตื้น
           
           ในอินโดจีน ผมรู้จักเขมรน้อยที่สุด และไม่มีเวลาให้ แม้แต่เพื่อนผมจากยูเอ็นมาเป็นข้าหลวงใหญ่และเลขาธิการเอสแคป ใครๆ มายุให้ผมไปหากิน ผมก็ปฏิเสธและไม่เคยได้จากเขมรเลยสักสตางค์แดงเดียว ผมจึงมิได้เป็นหนี้บุญคุณอะไรกับเขมรแม้แต่นิดเดียว
           
           ผมเสียอีกมีบุญคุณกับเขมร เมื่อเขมรอดอยากแร้นแค้นแสนสาหัส เรือขนส่งพันธุ์ข้าวยูเอ็นจากฟิลิปปินส์ล่ม ไทยนอกจากใจดำแล้วยังโง่ ปล่อยให้สิงคโปร์กอบโกยเอาๆ ไม่ยอมขายตรง รัฐบาลเปรมหนึ่ง เด็กๆ เขมรกำลังจะอดตาย เพราะเวลาจำกัด ยูเอ็นจึงมาจัดซื้อข้าวเอง และขอร้องให้ผมเจรจากับรัฐบาล เจรจาอย่างไรรัฐบาลก็ไม่ยอมให้ส่ง ยกเว้นแต่จะให้ อตก.ภายใต้รมว.เกษตรบรรหารเป็นผู้ส่งทั้งๆ ที่ตนเองไม่มีข้าว ผมก็ได้พลตรีชวลิต
    October 22

    จะทำอย่างไรกับสถานการณ์การเมืองแบบ ต. 10 เข้าซบ "เพื่อไทย"

    นั่งร้านปากพล่อย
    โดย อัญชะลี ไพรีรัก 21 ตุลาคม 2552 19:14 น.
    เมื่อวานนี้ไปงานครบรอบ 13 ปี ก้าวเข้าสู่ปีที่ 14 ของ “ไทยโพสต์” ได้เจอ “คนการเมือง” กับ “คอการเมือง” มากมายคละเคล้ากันไปสนุกดี
           
           ที่น่ารักจนอยากเก็บมาเล่า เพราะว่าในจำนวนแขกมากมายมหาศาลที่ไปร่วมแสดงความยินดีกับ “ป๋าเปลว สีเงิน” นั้น...หลายคนเดินเกร่เข้ามาทักทายเจี๊ยวจ๊าวเสียงใส ขณะที่บางคนมองซ้ายทีขวาทีแล้วบรรจงป้องปากกระซิบข้างหูด้วยเสียงแสนเบ๊าเบาว่า “เป็นพันธมิตรฯ นะ”
           
           ได้ยินได้เห็นอย่างนี้ก็เพียงพอและชื่นใจ แถมไม่อยากคุยว่า พันธมิตรฯ มีอยู่ทั่วไปทุกหนแห่ง บางคนรู้จักกัน แต่บางคนไม่…ขณะที่บางคนอาจเป็นใครสักคนซึ่งเดินสวนผ่านกันไปมา ที่แน่ๆ พันธมิตรฯ ทุกคนต่างเคยร่วมเป็นร่วมตายกันมาแล้วทั้งนั้นจนกระทั่งมีวันนี้ ...วันที่เราไม่มีวันลืมกัน และพันธกิจของเราไม่มีวันสูญเปล่า
           
           เดินไปเดินมาหน้าบานได้สักพัก ก็ปะหน้าจ๊ะเอ๋กับ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” และในช่วงเวลาเล็กๆ ได้คุยกันสั้นๆ มันส์ดี
           
           ปีนี้คุณสุวัจน์ อายุ 53 ปีแล้ว สุขภาพดีขึ้น หน้าตาแจ่มใสอิ่มเอิบ ไม่ผอมตอบอิดโรยเหมือนเก่า เขาเล่าว่าได้ “ยาดี” คือ “กีฬา” แม้ไม่ได้เล่นอะไรหักโหมมากมายอย่างใครเขา แต่เอากำลังกายและใจทั้งหมดทุ่มเทไปกับการสนับสนุน “เยาวชน” ให้เดินมั่นคงบนเส้นทางนักกีฬาอาชีพ ทั้งแบดมินตัน ทั้งเทนนิส เหมาหมดยกเข่ง มุ่งมั่นทำงานด้านสังคมกีฬาชนิดเอาเป็นเอาตายสลับกับการเลี้ยง “ชูชู” สุนัขพันธุ์ปั๊ก ที่กอดคอเคียงบ่าเคียงไหล่เป็นเพื่อนทุกข์เพื่อนตายบนถนนการเมืองมาด้วยกัน...ยาวนาน
           
           ถามไถ่ตามประสาคนคุ้นเคยว่า ชีวิตตอนนี้เป็นอย่างไร....นักการเมืองใหญ่จากโคราชคนนี้บอกว่า “เบื่อ...การเมืองแบบนี้”
           
           แม้สุวัจน์จะเหลือเวลาที่ถูก “คุกการเมือง” ขังไว้ร่วมกันเพื่อนๆ อีกมากมายใน “บ้านเลขที่ 111” อีก 2 ปีก็ตาม แต่เสือเขี้ยวตันอย่างเขาบอกว่า เวลา 2 ปีเรื่องเล็ก แต่เรื่องใหญ่ยิ่งกว่านั้นคือ บรรยากาศการเมืองในห้วงนี้เหลือที่คาดเดาได้จริงๆ เขาใช้คำว่า “ดูอึมครึม เวิ้งว้าง เดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ไหว”
           
           เมื่ออากาศในการเมืองไม่ดี สุวัจน์ก็ไม่อยากสูดดม เขาจึงเลือกที่จะถอยห่างออกมา ซึ่งระยะก้าวนั้นเขาบอกว่า “มากกว่าครึ่งทาง” โดยมีเหตุผลแนบตามมาว่า “ถอยออกมาก็จะพอมองเห็นว่าอะไรเป็นอะไร”
           
           สิ่งที่สุวัจน์เห็นด้วยดวงตานักการเมืองไทยผู้โชกโชน คือ ความขัดแย้งในบ้านเมืองที่ขยายตัว ลุ่มลึก และลามปามแทบจะหาจุดลงตัวเพื่อก้าวไปสู่บันไดขั้นแรกของการเริ่มต้นใหม่ไม่เจอ
           
           สาเหตุที่เป็นเช่นนี้สุวัจน์ให้เหตุผลว่า “การเมืองของเราขาดเสาหลักให้คู่กรณีได้พึ่งพิง”
           
           อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนาศิษย์เอก พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอกและก้นกุฏิจากซอยราชครู ย้อนวันวานประกอบการวิเคราะห์การเมืองไทยยุคนี้ว่า “ถ้าเป็นในอดีตเมื่อการเมืองมีปัญหา นักมวยคู่เอกจะถูกพาไปนั่งตรงหน้า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หรือ ต่อมาหน้าที่ “ท้าวมาลีวราช” ตกเป็นของ “พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ” แทน จากนั้นก็จับมือกันหรืออย่างเก่งแค่ไม่มองหน้ากัน แต่จะไม่เคยที่จะไม่เผาผีกัน”
           
           เมื่อผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการเมืองเหลือน้อย เพราะบ้างจากลาและบ้างจำใจจากวงการ สุวัจน์ก็อธิบายต่อไปว่า “คนก็แบ่งพรรคแบ่งพวก แตกเป็นก๊กเป็นเหล่าแล้วฟาดฟันกันอย่างเอาเป็นเอาตายชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จนเดี๋ยวนี้ยังหาจุดจบไม่ได้เลย”
           
           เมื่อถามต่อไปว่า อะไรคือจุดแตกร้าวยิ่งใหญ่ในการเมืองไทย เขาตอบทันทีว่า เป็นความผิดพลาดใหญ่หลวงของคณะปฏิวัติที่ไม่สะเด็ดน้ำ และขังนักการเมืองในบ้านเลขที่ 111
           
           ถึงตรงนี้เขาออกตัวแร๊งแรงว่า ไม่ใช่เพราะติดคุกการเมืองกับเขาด้วย แต่ความจริงที่เห็นจากวันวาน คือ เมื่อเวลาของทักษิณถูกขีดให้จบลงด้วยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติแล้ว นาทีนั้นนักการเมืองทั้งหลายต่างเบนหัวเรือตีจากทักษิณทันที และพร้อมเตรียมสร้างกลุ่มการเมืองกันใหม่ เพื่อปลดแอกตัวเองออกจากปลอกคอทักษิณ ขณะเดียวกันก็พร้อมทำตามเข็มทิศของรถถัง
           
           ต่อเมื่อเกิดกรณียุบพรรคขังรวม 111 และต่อมาเป็น 109 คนแล้ว นั่นละคือจุดเริ่มต้นของการต่อสู้.... ซึ่งสุวัจน์เรียกว่า เป็นปฐมบทของการต่อกรของคนจนตรอกหลังพิงฝา ที่พัฒนากลายเป็นอาการของคนเด้งเชือกสู้ด้วยหมัดลุ่นๆ ไม่มีนวม ไม่มีรูปแบบและไร้กติกาจนถึงบัดนี้
           
           เมื่อการเมืองไทยไหลมาถึงขั้นนี้ สุวัจน์จึงถอยฉากเต้นฟุตเวิร์กรอการกลับไปในบรรยากาศที่พร้อมกว่านี้ ส่วนช่วงนี้ก็ทำบุญ และสร้างเยาวชน “บรรยากาศไม่ดี ไม่น่าทำงานการเมือง เล่นกีฬาดีกว่า”
           
           ครั้นถามกลับไปว่า จะรอถึงพอศอไหน...เพราะนักการเมืองไทยก็เหมือนปลา...ขาดน้ำได้เสียที่ไหนกัน แต่สุวัจน์สวนกลับทันควันเหมือนกันว่า รอแค่พอศอนี้ก็รู้ผล...เขาชี้นำให้มองไปวันข้างหน้า โดยดูจากเหตุการณ์ในวันนี้ วันที่พรรคภูมิใจไทยเรืองแสงได้ราวหิ่งห้อยอาศัยใต้ต้นลำพูสวย และเศรษฐกิจตกต่ำไม่มีทีท่าจะฟื้นตัวง่ายๆ
           
           “ถ้าคิดจะสู้กับทักษิณด้วยการยกเอาเนวินขึ้นมาท้าชิง แล้วกะจะกวาดภาคอีสานซึ่งมีทั้งหมดทั้งเขตและบัญชีรายชื่อร่วม 190 คน คุณคิดผิดแล้ว”
           
           “คนอย่างทักษิณไม่ง่ายถึงเพียงนั้น เขาวนเวียนป้วนเปี้ยนอยู่กับคนไทย โดยเฉพาะในภาคอีสานมาโดยตลอดไม่เคยขาดจากกันเลย”
           
           “แถมคนอีสานยังเคารพในเรื่องความกตัญญูเป็นหลัก แค่เขาขึ้นป้ายว่า ทรยศ อกตัญญู แค่นี้ก็ตายแล้ว ยิ่งตอนนี้เขาโหมหนักในทุกๆ ด้าน ยิ่งด้านการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์เขาไม่ลังเลที่จะทำเลย”
           
           “เอาง่ายๆ เคยเห็นอดีตผู้นำคนไหนบ้างทำอย่างเขา เดี๋ยวโฟนอินเข้าร้านก๋วยเตี๋ยว เดี๋ยวโฟนอินไปอวยพรวันเกิดกำนันคนโน้น ผู้ใหญ่คนนี้ ผู้สมัครคนนั้น โทร.ตลอดไม่เคยว่าง ไม่เคยห่าง เขาเล่นการเมืองแบบละครหลังข่าว แบบนิยาย ซึ่งตรงกับอุปนิสัยคนไทยส่วนใหญ่ในต่างจังหวัด โอ๊ยแค่บอกว่า ถูกกลั่นแกล้ง ถูกรังแกเท่านั้นเอง ชาวบ้านก็ร้องห่มร้องไห้เป็นแถว...แค่นี้เองก็เสร็จเขาหมด”
           
           “พอมองออกไหมว่า บ้านเมืองวันนี้เป็นอย่างไร แทบไม่มีขื่อไม่มีแปกันแล้ว สู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายไปข้างหนึ่ง ทุกรูปแบบไม่สนวิธีการ” สุวัจน์ร่ายยาวก่อนลงท้ายส่ายหัวทำท่าเหนื่อยใจ
           
           ในวันที่สุวัจน์ติดคุก 111 แล้วขึ้นนั่งบนอัฒจันทร์คนดู เขาพบว่า การเมืองตอนนี้มีทักษิณเป็นเงื่อนไขสำคัญ โดยคนคนนี้สามารถสร้างบรรยากาศการเมืองให้ไหลไปในทิศทางที่เขากำหนดเกมได้ไม่ยากเลย และดูเหมือนว่าท่ามกลางฝุ่นการเมืองฟุ้งกระจาย สุวัจน์ยังพบอีกว่า หลังฝนซา ฟ้าเมืองไทยจะปกคลุมด้วยอิทธิพลของทักษิณ
           
           “เผลอเขาอาจจะกลับมาผงาด และพรรคของเขาจะกำชัยชนะ...ถ้าลองยุบสภาและเลือกตั้งเร็วๆ นี้”
           
           “เขาเชี่ยวชาญภาคอีสานชนิดที่คุณเนวินอาจไม่ทันเกม อย่าลืมว่า ถ้าใครกวาดอีสานได้หมด คนนั้นได้เสียงข้างมาก”
           
           แต่ก็อีกนั่นละ...วิศวะนักการเมืองผู้ผูกขาดพื้นที่โคราชคนนี้บอกว่า เมื่อโครงสร้างทางสังคมการเมืองจัดการกับระบอบทักษิณมาแล้วถึงสองครั้งสองครา เรียกว่า อาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหมดที่มีในคลังแสงการเมืองไทยได้ถูกนำมาใช้จนหมดสิ้นแล้ว ถ้าพรรคของทักษิณชนะในสนามเลือกตั้งอีกละ? จะทำอย่างไรต่อไป?...ตรงนี้คือจุดที่สุวัจน์บอกว่า “น่ากลัว...แล้วประชาชนฝ่ายที่ไม่ปรารถนาจะเห็นภาพอย่างนี้ละจะทำอย่างไร? พอมองออกไหมว่า เกมการเมืองในวันนี้ คือ คำตอบของการเมืองในวันข้างหน้าที่น่ากลัวและน่าหวั่นใจมากแค่ไหน”
           
           เพราะฉะนั้น เสือซุ่มอย่างสุวัจน์จึงขอถอยฉาก แต่ลาทีมิใช่ลาก่อนกับการเมืองไทยในวันนี้ วันที่พระอาทิตย์ขึ้นสาดแสงร้อนแรงเหนือฝากฟ้า “บุรีรัมย์”
           
           คุยกับสุวัจน์ ลิปตพัลลภเสร็จก็ให้ได้คิดว่า การก่นโทษที่ทุ่มเทโหมทับให้กับ “ทักษิณ” คนเดียวคงไม่ถูกนัก เพราะผู้มีส่วนรับผิดชอบทุกคนในประเทศต้องร่วมกันรับผิดชอบด้วย
           
           แม้บางคนจะอ้างว่าไม่ได้ทำ แต่การยืนดูการข่มขืนประเทศครั้งโหดเหี้ยมอย่างหน้าตาเฉย โดยไม่ขัดขวางท้วงติงก็เท่ากับ “สมรู้ร่วมคิด”
           
           ยิ่งเดินหน้าเอาบรรดาศักดิ์สูงเกียรติ “ตบเท้า” เข้าไปสิงสู่ในพรรคของทักษิณ ที่เต็มไปด้วยกองทัพเสื้อแดงป่วนบ้านเผาเมือง ยิ่งต้องเอาให้หนัก ในฐานะร่วมเรือโจรปล้นสะดมประเทศไทยในวันแร้นแค้นแสนสาหัส
           
           โดยเฉพาะพวก “ข้าฯ ในพระบาทฯ” ปากพล่อยบางคน ที่พูดถึง “อำนาจนอกระบบ” และ “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญแห่งสี่เสาเทเวศร์” อย่างสาดเสียเทเสียและพร้อมตายแทนได้ หากสองอำนาจที่กล่าวไว้ ทำลายทักษิณและพรรคเพื่อไทย
           
           อุแม่เจ้า...พุทโธ ธัมโม สังโฆ...เงินจ้างผีชราแต่งชุดเขียวโม่แป้ง-ปล่อยข่าวลือ ทุบหุ้น ขายชาติและจาบจ้วงได้ถึงเพียงนี้เลยหรือนี่
           
           อกสั่นขวัญแขวนแทนนักโทษดูไบเสียจริงเทียว มีเงินอย่างเดียวไม่พอนะเนี่ย ต้องโง่ด้วยถึงมีเมียปากหนัก-น้องรักปากเสีย บริวารจอมเลีย และเพื่อนปากหมาพาเสียผู้เสียคนได้ถึงเพียงนี้.

    October 21

    ยะใส: เตรียม 10 กับ "เมืองร้าง"

    ยะใส” เย้ย ตท.10 ซบไข่แม้ว แค่ตีเมืองร้าง ดักคอ “จิ๋ว” อย่าหวังสมานฉันท์อุ้มแม้ว
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 ตุลาคม 2552 18:48 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    สุริยะใส กตะศิลา

    เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ ชี้ ตท.10 ซบไข่แม้ว แค่อุบายเข้าเมืองร้าง ตบตาศัตรูทางการเมือง ดักคอ “บิ๊กจิ๋ว” อย่าอ้างขอคุยแกนนำพันธมิตรฯ เพื่อหวังสมานฉันท์ หากเพื่อต้องการช่วยเหลือ นช.แม้ว เพียงคนเดียว แนะให้เคารพคำตัดสินของศาล ตอกพวกปากว่าตาขยิบ พูดอย่างทำอย่าง เตรียมนัดถกแกนนำกำหนดท่าที 27 ตุลานี้
           
           วันนี้ (21 ต.ค.) นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในฐานะเลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ระบุว่า จะหารือกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อสร้างความสมานฉันท์นั้น แกนนำพันธมิตรฯพร้อมหารือและให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อหาแนวทางสร้างความสมานฉันท์ให้กับบ้านเมือง จุดยืนพันธมิตรฯสนับสนุนแนวทางสมานฉันท์อย่างเต็มที่ เพียงแต่ที่ผ่านมาคนที่พูดสมานฉันท์เป็นพวกปากว่าตาขยิบ ไม่จริงใจ เป็นพวกหน้าเนื้อใจเสือ
           
           โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่พยายามพูดเรื่องความสมานฉันท์ แต่กลับสนับสนุนและสั่งการให้ นปช.เคลื่อนไหวจนป่วนบ้านป่วนเมือง ไม่มีที่สิ้นสุด จนไม่ทราบว่าแนวคิดสมานฉันท์ของบิ๊กจิ๋วเป็นอย่างไร ถ้าคิดว่าสมานฉันท์ คือ การนิรโทษกรรมให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็คงไม่จำเป็นต้องคุยกับแกนนำพันธมิตรฯให้เสียเวลา เพราะจุดยืนพันธมิตรฯ เปิดเผยกับสาธารณะมาตลอด ว่า ถ้าทุกฝ่ายเคารพคำพิพากษาของศาลบ้านเมืองก็จะคลี่คลายไปในทางที่ดี
           
           ส่วนการประกาศตัวเข้าสังกัดพรรคเพื่อไทย ของกลุ่มนายทหารรุ่น 10 นั้น เป็นเรื่องที่ดีที่ทำงานการเมืองกันอย่างเปิดเผย ออกมาอยู่ในที่แจ้ง ดีกว่าไปใช้กลไกอำนาจทุจริตเลือกตั้งเหมือนที่ผ่านๆ มา ในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ เรืองอำนาจ ก็คุมเตรียมทหารได้ทุกรุ่น และคุมทหารได้ทั้ง 3 เหล่าทัพ ตั้งญาติและเพื่อนซี้ตัวเองเป็น ผบ.ทบ.และผู้นำเหล่าทัพก็ยังค้ำอำนาจตัวเองไว้ไม่ได้ หากไม่มีความชอบธรรม ประชาชนก็ไม่อนุญาตให้ถืออำนาจได้ง่ายๆ
           
           นายสุริยะใส ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดากับปรากฏการณ์ทหารเข้าสังกัดพรรคเพื่อไทย ไม่มีอะไรพิเศษ แค่ปั่นราคาทางการเมือง คล้ายๆ การปั่นราคาหุ้นลวงข้าศึก คล้ายอุบายตีเมืองร้าง ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่ขงเบ้งตบตาสุมาอี้ ด้วยการเปิดประตูเมืองให้กองทัพสุมาอี้เข้ายึดเมือง แต่ในเมืองไม่มีอะไรเลยเป็นแค่เมืองร้าง
           
           อย่างไรก็ตาม วันอังคารที่ 27 ตุลาคม นี้ 5 แกนนำพันธมิตรฯ จะหารือกันและกำหนดท่าทีต่อสถานการณ์การเมือง

    ปั่นหุ้น=อาชญากรเศรษฐกิจต้องประหาร

     วันนี้ (20 ต.ค.) ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาติดตามการบังคับใช้กฎหมาย และมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา นำโดยนายคำนูณ สิทธิสมาน เลขานุการคณะกรรมาธิการ ได้แถลงข่าวถึงกรณีที่นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ได้ออกมาเปิดชื่อย่อของบุคคลที่คาดว่าจะเกี่ยวข้องในการทุบตลาดหุ้นในวันที่ 13-14 ต.ค.ว่า จากการหารือของคณะกรรมิการร่วม 2 ชั่วโมง มีการขยายผลต่อไปว่าชื่อย่อของบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้คือ ชื่อ “ยย. และวช.” โดยทั้ง 2 คนเป็นนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่คนในตลาดหลักทรัพย์รู้จักดี กรรมธิการเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัญการปั่นหุ้นตามปกติ แต่เป็นปัญหาความมั่นคงของประเทศทั้งเศรษฐกิจและการเมือง และเห็นว่าจะต้องพิจารณาเรื่องนี้โดยด่วน โดยในการประชุมครั้งหน้าจะเชิญ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และผู้ใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงนายสุนันท์ ศรีจันทรา สื่อมวลชนอาวุโสที่เชี่ยวชาญในเรื่องหุ้นมาให้ข้อมูล
           
           นายคำนูณกล่าวอีกว่า จากการหารือเบื้องต้นของคณะกรรมาธิการฯ พบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมี 3 ขบวนการร่วมกัน คือ 1.เครือข่ายเครือญาติของอดีตผู้นำประเทศ 2.เครือข่ายเครือญาติของนักการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาล ที่เป็นนักลงทุนกลุ่มใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ และ 3.เครือข่ายกลุ่มเดือนตุลาสายบ่อนทำลายสถาบัน ซึ่งมีตัวการสำคัญบางคนร่วมอยู่ใน 2 ขบวนการแรก ซึ่ง “ยย. และวช.” ล้วนเกี่ยวพันกับ 3 ขบวนการนี้ และขณะนี้ทั้งคู่ยังอยู่ในเมืองไทย โดยขบวนการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ คือ บ่อนทำลายสถาบัน และหาทุนเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในช่วงปลายปี
           
           นายคำนูณกล่าวอีกว่า นอกจากนี้กรรมาธิการพบว่ามีขบวนการปล่อยข่าวตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.-1 ต.ค. โดยมีการปล่อยข่าวในเว็บไซต์ต่างๆ (เช่น เสรีชน ประชาไท และไทยอีนิวส์ )และขบวนการนี้ยังได้ฟอร์เวิดเมลล์ข้อความต่างๆ ไปยังกลุ่มบุคคลทั้งในเชียงใหม่และกรุงเทพ ซึ่งกรรมาธิการตั้งข้อสังเกตว่า ขบวนการดังกล่าวอาจต้องการให้ เกิดเรื่องนี้ขึ้นในวันที่ 14 ต.ค. โดยโยงไปให้คิดในเชิงสัญลักษณ์พ้องกับเหตุการณ์ 14 ตุลาในอดีต ซึ่งส่งผลเสียหายต่อประเทศไทย โดยผ่านเครือข่ายนักเล่นหุ้น เชื่อมต่อไปยังสำนักข่าวต่างประเทศจึงได้กำหนดดีเดย์ในวันที่ 14 ต.ค. ซึ่งเชื่อว่าหากมีการสืบสวนตามกฎหมายที่มีอยู่อย่างจริงจัง รัฐบาลจะหาผู้เกี่ยวข้องในขบวนการได้
           
           ด้าน พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตรองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานข่าวกรองแห่งชาติ และ กรรมาธิการฯ กล่าวว่า การสืบสวนหาผู้กระทำผิดหากพิจารณาจากข้อมูลตามที่ปรากฏทำได้ไม่ยาก แต่รัฐบาลต้องลงมาบูรณาการจัดการปัญหาด้วยตนเอง สำหรับกรรมาธิการมุ่งหวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอีก เพราะการนำสถาบันมาเป็นเครื่องหาประโยชน์ทางการเงินและการเมือง ไม่สมควรอย่างยิ่ง หากปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไปเชื่อว่าอีก 4-5 เดือนก็จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาอีก
           
           ด้าน ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต ส.ว.สรรหา รองประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ประชาชนเฝ้าติดตามพระอาการประชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามแถลงการณ์ของสำนักพระราชวัง เพราะถือว่าถูกต้องที่สุด ไม่ควรคิดเกินเลยกว่านั้น และไม่ควรเชื่อข่าวลือ
    September 29

    ปปช. ฟัน "หมัก-เหล่"

    ป.ป.ช.ฟัน “หมัก-เหล่” ผิดฐานฮั้วเขมรขึ้นทะเบียนพระวิหาร
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 กันยายน 2552 17:41 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

    “ป.ป.ช.” ชี้มูล “สมัคร-นพดล” ผิดจริง ฐานแอบลงนามยกปราสาทพระวิหารให้เขมรขึ้นทะเบียนมรดกโลก โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา เตรียมส่งเรื่องประธานวุฒิสภา ส่งศาลรัฐธรรมนูญถอดถอน และเอาผิดคดีอาญาอีกกระทง ขณะที่ รัฐมนตรี-ขรก.ประจำที่เหลือ รอดหวุดหวิด
           
           วันนี้ (29 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ใช้เวลาในการพิจารณากว่า 6 ชั่วโมง ก่อนจะมีมติ 6 ต่อ 3 ชี้มูลความผิด นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี และ นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ ฐานลงนามสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ตามมาตรา 290 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2551
           
           “เนื่องจาก นายสมัคร ถือเป็นหัวหน้ารัฐบาล และมีการนำเอาประเด็นปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นประโยชน์ของประเทศชาติ มาช่วยเหลือสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในการหาเสียงเลือกตั้ง ขณะที่ นายนพดล ซึ่งเป็น รมว.ต่างประเทศ ในขณะนั้น มีความผิดในฐานะเป็นรัฐมนตรีที่รับทราบข้อเท็จจริง แต่กลับดำเนินการลงนามสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก”
           
           กรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติให้ส่งคำชี้มูลผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้ ให้ประธานวุฒิสภาดำเนินการส่งศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนออกจากตำแหน่ง และให้ดำเนินคดีอาญาด้วย ส่วนผู้ที่ถูกกล่าวหาคนอื่นๆ ป.ป.ช.มีมติยกคำร้อง เนื่องจากตรวจสอบแล้วไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยรัฐมนตรีหลายคนได้มีการลาประชุม ลาออกจากตำแหน่ง และไม่ได้เข้าร่วมประชุม ทำให้รัฐมนตรีที่อยู่ในรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีด้วยนั้น ไม่ต้องออกจากตำแหน่ง
           
           ขณะเดียวกัน ยังยกคำร้องการเอาผิดกับข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงระงับการพิจารณาสำนวนของ พล.ท.แดน มีชูอรรถ อดีตเจ้ากรมแผนที่ทหาร ซึ่งถึงแก่กรรมไปก่อนหน้านี้
           
           อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช.ได้ใช้เวลานานกว่า 6 ชั่วโมง เพื่อพิจารณากรณีดังกล่าว ก่อนจะมีมติชี้มูลว่า นายสมัคร มีความผิดที่คณะรัฐมนตรีชุด นายสมัคร สุนทรเวช ลงนามสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ตามมาตรา 290 ของรัฐธรรมนูญ

    September 17

    กินข้าวให้เป็น "ยา"

    “กินข้าวเป็นยา” บำรุงสุขภาพแบบ “บริโภคบำบัด”
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 กันยายน 2552 09:05 น.
    (จากซ้าย) แม่ชีจันแดงและแม่ชีจันแก้ว
           ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามทีเดียว สำหรับ “มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ” ที่ผ่านพ้นไปแล้วหมาดๆ วัดได้จากประชาชนที่หลั่งไหลเดินทางมาร่วมชมงามอย่างคับคั่งแน่นขนัดทุกวัน ภายในงานมีบูธน่าสนใจมากมาย หนึ่งในนั้นคือบูธการแสดงตัวอย่างพันธุ์ข้าวชนิดต่างๆ ที่เติมสีสันด้วยลูกเล่นสนุกๆ อย่าง “โชว์ฝัดข้าว” ที่เรียกความสนใจจากประชาชนให้เข้ามามุงดูจำนวนมาก
           

           
           หันซ้ายหันขวา เห็นแม่ชีสองท่านกำลังขะมักเขม้นจดข้อมูลจากนิทรรศการแสดงพันธุ์ข้าว และจากการสอบถามพบว่า ทั้งสองท่านเป็นพี่น้องกันคือแม่ชีจันแก้วและแม่ชีจันแดง แนวขี้เหล็ก เป็นแม่ชีอยู่ที่สำนักแม่ชีรัตนไพบูลย์ รามอินทรา อันเป็นหนึ่งในสาขาของสถาบันแม่ชีไทย โดยจุดประสงค์หลักที่มางานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติในครั้งนี้ก็คือการมาเก็บเกี่ยวความรู้เรื่องข้าวนั่นเอง

    ตัวอย่างเมล็ดพันธุ์ข้าวสังหยด
           “แม่ชีกำลังค้นคว้าเกี่ยวกับองค์ความรู้เรื่องข้าว การที่กินข้าวเป็นยา กินเพื่อรักษาโรคและบำรุงร่างกาย” แม่ชีจันแก้วให้ข้อมูล
           
           ในขณะที่แม่ชีจันแดงอธิบายต่อว่าทุกวันนี้ประชาชนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดี แม่ชีจึงถือโอกาสแนะนำวิธีการบำรุงสุขภาพง่ายๆ ที่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง ด้วย “ข้าว” ที่เราๆ ท่านๆ กินกันอยู่ทุกวันนี่แหละ!
           
           “ข้าวเป็นอาหารหลักของหลายๆ ประเทศรวมทั้งประเทศไทย และนอกจากจะเป็นอาหารแล้ว ข้าวยังเป็นยาอีกด้วย ในคัมภีร์อายุรเวทระบุเอาไว้ว่าข้าว 9 สายพันธุ์หุงรวมกันจะเป็นการ “เข้ายา” ทำให้ข้าวกลายเป็นยาบำรุงร่างกาย แม่ชีคิดว่าน่าจะเป็นปฏิกิริยาเคมีของข้าวถักทอกันจนกลายเป็นสารที่ดีต่อร่างกาย จึงนำความรู้ที่ได้อ่านมามาทดลองใช้เพื่อบำรุงสุขภาพ”

    การสาธิตวิธีฝัดข้าว
           แม่ชีจันแก้ว เสริมว่า ที่ผ่านมาทั้งแม่ชีจันแก้วและแม่ชีจันแดง มีความสนใจด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จึงได้ชักชวนกันไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมที่วัดพุทธปัญญา ในโครงการเผยแพร่ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกที่พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ ขุนพลการแพทย์แผนไทยผู้ล่วงลับเคยบุกเบิกเอาไว้
           
           “ก่อนหน้านี้ สุขภาพไม่ดี ป่วยออดๆ แอดๆ ไม่แข็งแรง และมีโรคประจำตัวคือโรคภูมิแพ้ จึงนำความรู้เรื่องข้าวเป็นยามาลองปรับใช้กับตัวเอง เริ่มแรกแม่ชีเริ่มจากการกินข้าวไม่ขัดสีก่อน เพราะข้าวไม่ขัดสีคือข้าวที่อุดมไปด้วยวิตามิน ส่วนข้าวขาวที่ขัดสี ข้าวที่คนส่วนใหญ่ชอบกินนั้นจริงๆ มันคือ “กากข้าว” เป็นส่วนที่แทบไม่มีประโยชน์เลย”

    การสาธิตวิธีฝัดข้าว
           แม่ชีทั้งสอง เล่าต่อไปว่า เมื่อออกสตาร์ทที่ข้าวไม่ขัดสีแล้ว เป้าหมายต่อไปก็คือรวมรวมข้าวสายพันธุ์ต่างๆ มาหุงรวมกันเพื่อทดลองตามตำราที่ได้ร่ำเรียนมา
           
           “ตอนนี้รวบรวมได้ 6 สายพันธุ์ หลักๆ ก็จะเป็นข้างสังหยด ข้าวหอมนิล ข้าวประกายนิล ข้าวมันปู ข้าวกล้องแดง แล้วก็ข้าวดอย ข้าวไร่ ที่ชาวบ้านชาวเขาเขาปลูกในท้องถิ่น ก็ลองนำมาหุงกินดู ผ่านไปสักระยะหนึ่งปรากฏว่าร่างกายดีขึ้นจนสังเกตได้ ที่เคยเจ็บไข้ได้ป่วยง่ายๆ ก็แข็งแรงขึ้น อาการภูมิแพ้ก็หายไป ตอนนี้ก็ยังค้นคว้าอยู่ เดี๋ยวนี้มีงานสมุนไพรและการแพทย์ทางเลือกมากขึ้น ซึ่งนับว่าดี เป็นการให้ความรู้แก่ประชาชน เวลามีงานแบบนี้แม่ชีก็จะพากันมาหาความรู้บ้าง มาศึกษาพันธุ์ข้าวบ้าง”

    พันธุ์ข้าวเหนียวชนิดต่างๆ
           แม่ชีจันแก้ว กล่าวต่อไปอีกว่า แนวคิดต่อยอดเรื่องข้าวเป็นยานี้ มีการนำมาใช้บำรุงและรักษาสุขภาพกันอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสูตรของพ่อเลี้ยงวรรณ พิมพนิช ที่ป่วยเป็นมะเร็งกระดูกสันหลังระยะสุดท้ายและหายเพราะรักษาตัวแนวบริโภคบำบัด และเน้นการรับประทานข้าว 5 ชนิดรวมกัน หรือสูตรของการแพทย์แผนไทยที่ใช้ข้าว 9 ชนิด
           
           “ตอนนี้แม่ชีก็ศึกษาไปเรื่อยๆ เท่าที่ทราบมา การนำข้าวหลายๆ ชนิดมาเข้ายา ปรากฏว่ามีคนนำมาลองหุงแล้วบำรุงสุขภาพและทำให้หลายๆ โรคหายไป อาการป่วยดีขึ้น อย่างของพ่อเลี้ยงวรรณ เมื่อลองกินข้าว 5 ชนิดแล้วหายจากโรคมะเร็ง ก็บริจาคความรู้เป็นวิทยาทาน ของแม่ชีเอง ถ้าเก็บข้อมูลได้ครบและทดลองว่าได้ผลดีแล้ว ก็จะบอกต่อความรู้ให้แก่ประชาชนทั่วไปให้เป็นวิทยาทานเช่นกัน”

    ส่วนนิทรรศการความรู้เรื่องข้าวพื้นเมือง
           แม่ชีทั้งสองท่านยังแนะนำการรักษาสุขภาพแบบง่ายๆ ไม่สิ้นเปลืองเวลา และสามารถนำมาประยุกต์กับชีวิตประจำวันในสังคมอันเร่งรีบได้อย่างสะดวกว่า หากยังไม่สะดวกจะหาข้าวหลากหลายสายพันธุ์มาหุงกินแทนข้าวขาว ก็ควรเปลี่ยนจากข้าวขาวมาเป็นข้าวกล้องก่อน เมื่อกินไประยะหนึ่งร่างกายจะดีขึ้นจนรู้สึกได้

    พันธุ์ข้าวเหนียวชนิดต่างๆ
           แต่หากพอมีเวลาพอจะไปเดินหาซื้อของในห้างสรรพสินค้า ปัจจุบันมีข้าวหลายชนิดหลายสายพันธุ์ถูกนำมาวางขายในห้างสรรพสินค้าแล้ว ตามกระแสการใส่ใจสุขภาพที่มากขึ้นของคนทั่วไป ผู้ที่สนใจอยากลองหุงข้าวรวมๆ กันหลายชนิดเพื่อบำรุงสุขภาพ ก็สามารถซื้อหาได้ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำหลายแห่ง
           
           “เคล็ดลับอีกอย่างที่แม่ชีอยากแนะนำ ก็คือ การดื่มน้ำข้าว น้ำข้าวในที่นี้หลายคนอาจจะคิดว่ายุ่งยากเพราะต้องหุงข้าวแบบโบราณ แต่จริงๆ แล้วสูตรของแม่ชีเป็นการหุงจากหม้อหุงข้าวไฟฟ้านี่แหละ ไม่ยากอะไร เริ่มจากซาวข้าวหุงข้าวในหม้อหุงข้าวไฟฟ้าตามปกติ แต่เติมน้ำให้มากๆ เข้าไว้ แล้วก็กดให้หม้อหุงข้าวทำงาน รอฟังเสียงน้ำเดือด พอน้ำเดือด ก็เปิดฝาก่อน แล้วตักน้ำข้าวออกมาดื่ม น้ำข้าวนี้จะอุดมไปด้วยวิตามิน กินเป็นของดี คนป่วยกินดี แต่จะให้ดีคือกินตั้งแต่ตอนไม่ป่วย กินเพื่อบำรุงสุขภาพได้เรื่อยๆ ทุกวัน และเมื่อตักน้ำข้าวออกมาดื่มแล้ว ก็เติมน้ำลงไปให้พอดีหุงข้าวสุกเป็นข้าวสวยตามปกติ”
           
           แม่ชีจันแดง ทิ้งท้ายด้วยว่า ทุกวันนี้แม่ชีแทบไม่สนใจเลยว่ากับข้าวจะเป็นอะไร เพราะสรรพคุณของข้าว 6 ชนิดรวมกันทำให้แม่ชีร่างกายแข็งแรง แต่เพื่อให้ได้สารอาหารครบหมู่ กับข้าวหลักของแม่ชีส่วนใหญ่จะเป็นผักและปลาจิ้งจ้างตัวเล็กๆ เท่านั้น กินเช่นนี้มานานแล้ว และพบว่าไม่เจ็บไข้ได้ป่วยอันใดเลย

    September 09

    คำเตือนจากเอดส์แนวใหม่

    เยอรมันทำโฆษณาฮิตเลอร์เริงรักสาว เพื่อต้านโรคเอดส์
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 กันยายน 2552 11:58 น.
            เดลี เมล์ - องค์กรโรคเอดส์ในเยอรมันถ่ายทำโฆษณาฉาว ซึ่งตัดต่อภาพขณะที่จอมเผด็จการ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เริงรักกับสาว
           
           ภาพยนตร์โฆษณาเรื่องนี้ซึ่งถ่ายทำโดยองค์กรการกุศลแห่งหนึ่งในเยอรมนี ถ่ายทอดบทรักของชายหญิงคู่หนึ่ง แต่เฉลยตอนท้ายว่า ผู้ชายคือฮิตเลอร์
           
           หนังโฆษณาฉาวดังกล่าว นอกจากจะถ่ายทอดในเวอร์ชันภาษาเยอรมัน สเปน และอังกฤษแล้ว ยังจัดทำในรูปแบบของโปสเตอร์ที่ตัดต่อภาพของจอมเผด็จการโจเซฟ สตาลิน และซัดดัม ฮุซเซน ขณะเริงรักกับสาวเปลือยดัวย
           
           โฆษณาฉาวเรื่องนี้ประทับข้อความว่า “เอดส์คือฆาตกรรายใหญ่”
           
           เรเกินโบเกิน อี.วี.องค์กรสาธารณกุศลเรื่องโรคเอดส์ กล่าวว่า ต้องการทำให้ประชาชนตื่นตัว ด้วยการเชื่อมโยงโรคร้ายกับเหล่าฆาตกรรายใหญ่

    อดอล์ฟ ฮิตเลอร์
           

    โจเซฟ สตาลิน
           

    ซัดดัม ฮุซเซน

    ความคิดเห็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกจาก ดร. ศุภชัย พานิชภักดิ์

    'ดร.ศุภชัย'ฟันธงเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้น
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 กันยายน 2552 21:45 น.
           'ดร.ศุภชัย' ในฐานะเลขาธิการ'อังก์ถัด'ระบุ การดีดตัวของตลาดการเงินโลก และตัวเลขทางเศรษฐกิจเชิงบวกที่มีการประกาศออกมาในขณะนี้ ยังไม่ใช่สัญญาณที่แสดงถึงการฟื้นตัวจากภาวะถดถอยอย่างแท้จริง ขณะที่รายงานประจำปีของอังก์ถัดก็เตือนไม่ให้รัฐบาลประเทศต่างๆ รีบร้อนยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะอาจทำให้วิกฤตเศรษฐกิจโลกเลวร้ายมากยิ่งขึ้น พร้อมฟันธงเศรษฐกิจโลกในปี 2010 ไม่มีทางเติบโตได้เกินร้อยละ 1.6
           
            ดร. ศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการใหญ่ขององค์การการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา ( อังก์ถัด) กล่าวที่เจนีวา, สวิตเซอร์แลนด์ ในงานเปิดตัวรายงานประจำปีขององค์การเมื่อวันจันทร์ (7) ว่า แม้จะเป็นที่แน่ชัดว่าจะต้องมีการฟื้นตัวจากภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่จนถึงขณะนี้ ทางอังก์ถัดยังมองไม่เห็นว่ามีการฟื้นตัวอย่างแท้จริงเกิดขึ้นแต่อย่างใด "ยังไม่มีสัญญาณใดๆ ชี้ว่าบรรดาปัจจัยทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับพื้นฐานมีความแข็งแกร่งขึ้นมาแล้ว" เขาบอก
           
           ดร.ศุภชัยระบุว่า ในความเป็นจริงแล้ว การที่ตัวเลขการผลิตและการบริโภคต่างๆ ในตลาดปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในขณะนี้ ไม่ได้เป็นเพราะเศรษฐกิจฟื้นตัวพ้นจากภาวะถดถอย แต่มีสาเหตุหลักมาจาก "ความกระหาย" ที่ต้องการจะเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

    September 08

    Joseph Stiglit

    กองบรรณาธิการ
    Mr. Smart
    Administrator
    Sr. Member
    *****
    ออฟไลน์ ออฟไลน์

    เพศ: ชาย
    กระทู้: 446



    ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
    « เมื่อ: มีนาคม 03, 2009, 09:49:32 AM »


    Joseph Stiglitz | โจเซฟ สติกลิตซ์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจไทย (ภาพจาก กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์)

    โจเซฟ สติกลิตซ์ กลายเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจให้กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยตอบรับคำเชิญเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

    หลังจากที่ถกเรื่องเศรษฐกิจกันอย่างถูกคอจากการพบปะกันในการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

    โจเซฟ สติกลิตซ์ (Joseph Stiglitz) ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และนักเศรษฐศาตร์รางวัลโนเบล ปี 2001 เจ้าของ "ทฤษฎีข้อมูลที่ไม่สมมาตรกัน" (Theory of information Asymmetry) ซึ่งส่งผลให้ตลาดไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ได้กลายเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจให้กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยตอบรับคำเชิญเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

    โดยเป็นที่ปรึกษาที่รัฐบาลไทยไม่ต้องจ่ายค่าตัวใดใดทั้งสิ้น

    เพราะการให้คำปรึกษาครั้งนี้ของสติกลิตซ์ เป็นการ "แลกเปลี่ยนความคิดเห็น" กับทาง อภิสิทธิ์ และรัฐบาลไทย เนื่องจากทั้งสองมีมุมมองต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่สอดคล้องกัน

    สำหรับคนไทยที่ไม่ได้ข้องแวะกับเรื่องเศรษฐศาสตร์มากนัก ชื่อของสติกลิตซ์ อาจไม่คุ้นหูเท่ากับไมเคิล อี พอตเตอร์ ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาโครงการศึกษาการพัฒนาขีดความสามารถด้านการแข่งขันของ ประเทศไทยในสมัยอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร หรือพอล ครุกแมน ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัย Princeton ที่เป็นขาประจำของรัฐบาลจอร์จ บุช

    สติกลิตซ์เป็นนักเศรษฐศาสตร์สาย Neo - Keynesian ที่เชื่อในกลไลตลาด และการแทรกแซงของภาครัฐด้วยการใช้นโยบายการคลัง และนโยบายการเงิน ที่พวกกลุ่มหัวก้าวหน้าในสหรัฐอเมริกาชื่นชมในตัวเขา โดยเป็นอดีตหัวหน้าคณะที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของ ประธานาธิบดีบิล คลินตัน และอดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก

    เขาเกิดที่มลรัฐอินเดียนาเมื่อปี 1943 และปัจจุบันสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย โดยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการ Global Thought ของมหาวิทยาลัย ในยุครัฐบาลบิล คลินตัน เขาเป็นสมาชิกของสภาที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ และต่อมาเป็นประธานของสภานี้ในช่วงปี 1993- 1997 จากนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าเศรษฐกรและรองประธานอาวุโสของธนาคารโลกในช่วงปี 1997-2000

    สติกลิตซ์ ได้เผยแพร่แนวคิดของเขาผ่านหนังสือ Globalization and Its Discontents และ Making Globalization Work ซึ่งได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง

    โดย Globalization and Its Discontents หรือวิจารณ์การทำงานของไอเอ็มเอฟในปี 2540 ว่า เป็นการทำงานที่ล้มเหลว และเป็นต้นกำเนิดของความยากจนไม่รู้จบ

    Making Globalization Work เป็นภาคต่อของเล่มแรกที่นำเสนอการใช้กระบวนการโลกาภิวัตน์เพื่อปรับปรุงระบบ การเงิน การค้า และการพัฒนาเศรษฐกิจของสังคมโลก

    ล่าสุด The Three Trillion Dollar War เพิ่งตีพิมพ์ออกมาในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เขาวิเคราะห์วิจารณ์ต้นทุนของสงครามอิรัก ซึ่งมิได้เป็นภาระเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่เป็นภาระของโลกด้วย รวมทั้งเสนอยุทธศาสตร์การถอนทหารอเมริกันออกจากอิรัก

    ชื่อเสียงอีกด้านหนึ่งของสติกลิตซ์ คือ การต่อต้านทุนนิยม

    เขาไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อมั่นในระบบทุนนิยมแบบเดิม และการค้าเสรีแบบสุดขั้ว แต่ก็ไม่ใช่จะปฏิเสธเสียทั้งหมด

    ตามความคิดของสติกลิตซ์ ทุนนิยมมี "ข้อบกพร่อง" ของระบบที่ต้องทำการแก้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรกำจัดทุนนิยมทิ้งไป เพราะทุนนิยมก็ทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการให้ความมั่งคั่งกับคนที่ไร้โอกาส แต่ต้องหาวิธีแก้ไขข้อบกพร่องของตลาดให้ได้

    ท่ามกลางความตระหนกของผู้คนหลังจากมูดี้ส์ออกมาประกาศว่า เศรษฐกิจไทยจะแย่สุดในภูมิภาคเอเชีย แต่เสียงชื่นชมของสติกลิทซ์ที่มีต่อรัฐบาลไทยบนเวที World Economic Forum จนถึงกับออกปากชมแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย พร้อมกับกล่าวเตือนในเรื่องการปฏิบัติ จนนำมาซึ่งการตอบรับเป็นกุนซือทางเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลไทยในครั้งนี้ น่าจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทุกภาคส่วนเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ขึ้นมาได้บ้าง


    Tags : โจเซฟ สติกลิตซ์ • Joseph Stiglitz • Neo - Keynesian

    --------
    Ref. :
    - http://www.bangkokbiznews.com
    - http://en.wikipedia.org/wiki/Joseph_Stiglitz
    - http://www2.gsb.columbia.edu/faculty/jstiglitz/
    - http://www.josephstiglitz.com/
    - http://images.google.co.th/images?hl=en&q=Joseph%20Stiglitz

    Photo:
    - http://news.boisestate.edu/newsrelease/archive/2005/082005/stiglitz_joseph(300).jpg

    หนึ่งปีที่รอความยุติธรรม

    เสียงสะท้อนจากเหยื่อ 7 ตุลาฯ 1 ปีที่รอคอยความเป็นธรรม
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 กันยายน 2552 23:20 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    วิชุดา ระดับปัญญาวุฒิ แม่น้องโบว์ (รับไหว้จาก พล.ต.ท.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ยอมขอโทษกรณีกล่าวหาว่าน้องโบว์พกระเบิดไปเอง เมื่อ 16 ก.พ.52)

    ‘เจ๊ก’ธัญญา กุลแก้ว

    ตี๋ - ชิงชัย เจริญอุดมกิจ

    สุวัตร อภัยภักดิ์

    หลังจากการชุมนุมอันยืดเยื้อยาวนานของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งออกมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลภายใต้การนำของระบอบทักษิณ ในช่วงปี 2551 จนกระทั่งสถานการณ์สุกงอม และพันธมิตรฯ ตัดสินใจปิดล้อมอาคารรัฐสภาเพื่อขัดขวางการแถลงนโยบายของรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในวันที่ 7 ต.ค.2551 โดยไม่มีใครคาดคิดว่านายกฯ สมชาย และคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้จะมีจิตใจที่โหดเหี้ยมถึงขนาดสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อาวุธสงครามยิงถล่มและเข่นฆ่าประชาชนเพื่อสลายการชุมนุม โดยมี พล.ต.อ.พัชวาท วงษ์สุวรรณ บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รับบัญชาและสั่งการไปยังนายตำรวจระดับปฏิบัติการ ซึ่งจากคำสั่งดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมเสียชีวิต บาดเจ็บและพิการ เป็นจำนวนถึง 400 กว่าคน
           
           ซึ่งล่าสุด คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติชี้มูลความผิดนักการเมืองและนายตำรวจทีมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ดังกล่าว รวม 4 คน คือ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ โดยมีความผิดวินัยร้ายแรง ต้องออกจากราชการ และมีความผิดทางอาญาต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ
           
           คำตัดสินดังกล่าวเป็นเหมือนแสงสว่างแห่งความยุติธรรมที่ถูกจุดขึ้นท่ามกลางความมืดมิดในสังคม ซึ่งได้สร้างความหวังและกำลังใจให้แก่บรรดาเหยื่อ 7 ต.ค. ที่ต่างต้องทนทุกข์กับบาดแผลในใจมานานเกือบ 1 ปีเต็ม
           
           แม่น้องโบว์ กับ 1 ปีที่ทนทรมาน
           
           นางวิชุดา ระดับปัญญาวุฒิ มารดาของ ‘น้องโบว์’ น.ส.อังคนา ระดับปัญญาวุฒิ ซึ่งเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมในวันที่ 7 ต.ค. แสดงความเห็นถึงผลการตัดสินของ ป.ป.ช.ในคดีดังกล่าว ว่า
           
           “ตอนนี้ก็รู้สึกพอใจระดับหนึ่ง เพราะนักการเมืองและนายตำรวจเหล่านี้ร่วมกันทำลายชีวิตประชาชน ที่ผ่านมาเราต้องรอผลการตัดสินนานถึง 1 ปี ทั้งที่น้องโบว์เสียชีวิตจาการออกไปร่วมชุมนุมเพื่อปกป้องประเทศชาติ มันทรมานจิตใจมาก (เสียงสะอื้น) ชีวิตประชาชนไม่มีความหมายหรืออย่างไร ทำไมการพิจารณาคดีถึงล่าช้าขนาดนี้ คนที่บาดเจ็บพิการเขาก็ต้องทนทุกข์ทรมานกับการรอคอยผลการตัดสินในคดีนี้ซึ่งไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไร ต่อจากนี้ก็จะรอดูว่า อัยการจะพิจารณาส่งฟ้องศาลหรือไม่ นายกรัฐมนตรีจะนำความเป็นธรรมกลับคืนสู่สังคมได้จริงไหม
           
           ถ้าสุดท้ายอัยการส่งฟ้องศาลและศาลตัดสินว่าบุคคลดังกล่าวมีความผิด ก็อาจจะช่วยลบบาดแผลในใจออกไปได้บ้าง แต่ก็ต้องถามต่อไปว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการสั่งการของบุคคลเหล่านี้ใครจะรับผิดชอบ ประชาชนที่เสียชีวิตจากยิงถล่มด้วยอาวุธสงคราม ประชาชนที่บาดเจ็บพิการและทำมาหากินไม่ได้ใครจะช่วยเหลือดูแลและชดเชยในสิ่งที่เขาสูญเสีย น้องโบว์ต้องมาตายในขณะที่เขาเรียนจบแล้ว สามารถทำงานหาเลี้ยงพ่อแม่ได้ สารวัตรจ๊าบ (พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี เสียชีวิตจากเหตุระเบิดในการชุมนุมวันที่ 7 ต.ค.2551) ที่เสียชีวิต ลูก-เมียเขาจะทำอย่างไร คิดว่าศาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องให้ความความเป็นธรรมและชดเชยสิ่งที่ผู้ชุมนุมและญาติพี่น้องของเขาสูญเสียไปด้วย”
           
           นางวิชุดา บอกว่าที่ผ่านมาเธอรู้สึกเจ็บปวดที่ประเทศไทยต้องตกอยู่ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลระบอบทักษิณซึ่งนอกจากจะเต็มไปด้วยการฉ้อฉลและทุจริตคอร์รัปชั่นแล้ว ยังมีจิตใจที่โหดเหี้ยม ทำลายได้กระทั่งประชาชนสองมือเปล่า
           
           “มันเจ็บปวดมากที่เราเกิดมาในยุคที่มีรัฐบาลอำมหิตโหดร้ายขนาดนี้ เขาสั่งให้ยิงประชาชนที่มาชุมนุมหน้ารัฐสภา ทั้งที่เราชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ที่ผ่านมาเราเคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาลคอร์รัปชั่นลาออก แต่เราไม่เคยทำร้ายใคร ไม่เคยทำลายสถานที่ราชการ ไม่เหมือนกับพวกเสื้อแดงที่เอาน้ำมันมาราดแล้วจุดไฟเผารถเมล์ แม้แต่น้องโบว์ที่เสียชีวิตเพราะคำสั่งฆ่าของเขา ตำรวจที่ดูแลคดีนี้ก็ยังมาใส่ร้ายหาว่าน้องโบว์พกระเบิดมาเองเพื่อสร้างสถานการณ์”
           
           แม้จะต้องพบเจอกับความโหดร้ายและต้องเสียลูกสาวไปในการชุมนุมกู้ชาติ แต่วิชุดาก็ยังคงยืนยันที่จะเดินหน้าทำหน้าที่ของประชาชนผู้รักชาติต่อไปไม่ว่าจะมีอันตรายอะไรอยู่เบื้องหน้า
           
           “ถึงวันนี้เราจะสูญเสียลูกสาวไป แต่ดิฉันและสามี (นายจินดา ระดับปัญญาวุฒิ)ก็ยังยืนยันที่จะต่อสู้เพื่อปกป้องประเทศชาติต่อไป เพราะถ้าเราไม่สู้ การเสียชีวิตของน้องโบว์ก็คงจะสูญเปล่า เราจะสู้เท่าที่ประชาชนสองมือเปล่าจะทำได้ แต่ก็อยากฝากถึงผู้มีอำนาจ ฝากถึงรัฐบาลและท่านนายกฯอภิสิทธิ์ ว่าถ้ารัฐบาลกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง ทำเพื่อชาติบ้านเมือง ทำเพื่อลูกหลานในอนาคต ประชาชนก็จะออกมาปกป้องท่าน แต่ถ้าท่านเห็นแก่พวกพ้องและทำให้บ้านเมืองเสียหายประชาชนก็จะเป็นคนล้มท่านเหมือนกัน”
           
           ‘เจ๊ก ธัญญา’ วันนี้ที่รอคอย
           
           ด้าน ‘เจ๊ก’ธัญญา กุลแก้ว พันธมิตรชุมพรที่ต้องสูญเสียขาข้างซ้ายจากการสลายการชุมนุม 7 ต.ค. บอกว่า เขารอวันนี้มานานแล้ว รอวันที่มีผู้มีอำนาจที่สั่งฆ่าประชาชนจะได้รับผลแห่งกรรมที่ได้กระทำไว้ ตอนนี้พันธมิตรฯเริ่มที่จะเห็นแสงสว่างบ้างแล้ว หลังจากที่ต้องต่อสู้กับความอยุติธรรมทุกรูปแบบ
           
           “ผมรอวันนี้มานานมาก ตั้งแต่ลูกยิงด้วยระเบิดจนขาขาด ต้องนอนอยู่โรงพยาบาลนานถึง 9 เดือน แต่ที่ผ่านมาคดีไม่มีความคืบหน้าเลย วันนี้ ป.ป.ช.ตัดสินชี้มูลความผิดนักการเมืองและนายตำรวจที่สั่งยิงประชาชนเราก็มีความหวังขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยความยุติธรรมก็ยังมีในโลก หลังจากนี้เชื่อว่าพันธมิตรที่บาดเจ็บล้มตายจะรับความยุติธรรม และโทษที่คนพวกนี้ได้รับก็ถือว่าสามกับความผิดแล้ว ตอนนี้เราก็มั่นใจว่าคดี 7 ตุลาฯ คงไม่เป็นมวยล้ม
           
           จริงๆ แล้วผมก็อยากให้มีการฟ้องเรียกค่าชดเชยให้แก่คนที่บาดเจ็บ พิการ หรือเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม 7 ตุลาฯด้วย เพราะถือว่าตรงนี้เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่เราควรได้รับ อย่างตัวผมถึงสุขภาพตอนนี้จะดีขึ้นมากแต่ยังทำมาหากินไม่ได้ คือกำลังใจดี สภาพร่างกายก็ดีขึ้น ตอนนี้ใส่ขาเทียมแล้ว กำลังฝึกเดินอยู่ แต่ยังไม่คล่องเท่าไร ก็เลยยังทำงานอะไรไม่ได้ ต้องอาศัยทางบ้านเลี้ยงดูอยู่ ”
           
           ธัญญา ยังได้พูดถึงการต่อสู้ทางการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หลังคำตัดสินสินในคดี 7 ต.ค.ว่า พันธมิตรจำเป็นที่จะต้องเดินหน้าสร้างการเมืองใหม่ต่อไปเพื่อขจัดปัญหาคอร์รัปชั่นและป้องกันไม่ให้ใครคนใดคนหนึ่งเข้ามาฉกฉวยทรัพยากรที่ควรเป็นของประคนไทยทั้งประเทศไปเป็นของตัวเองหรือพวกพ้อง
           
           “ผมอยากให้พันธมิตรเดินหน้าสร้างการเมืองใหม่ให้สำเร็จ เพราะไม่เช่นนั้นเราก็แก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นที่มันมีมาทุกยุคทุกสมัยไม่ได้เสียที ถ้าถามผม ผมก็พร้อมจะเดินหน้าสู้ไปพันธมิตรฯ เพราะขาก็เสียไปแล้ว ตอนนี้ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว” เจ๊ก กล่าวด้วยน้ำเสียงที่มุ่งมั่น
           
           ‘ตี๋ ชิงชัย’ ขอให้ดำเนินคดีถึงที่สุด
           
           ขณะที่ ตี๋ - ชิงชัย เจริญอุดมกิจ ศิลปินอิสระและสมาชิกเครือข่ายศิลปินกู้ชาติ ซึ่งต้องเสียแขนข้างขวาที่ใช้ในการสร้างงานศิลปะไปกับการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค. แสดงทัศนะในเรื่องนี้ว่า คำตัดสินของ ป.ป..ช.ครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับพันธมิตรฯทุกคน และเขาก็หวังว่าจะมีการดำเนินคดีนี้อย่างถึงที่สุด เพื่อให้สังคมเห็นว่าไม่ว่าบุคคลคนนั้นจะมีอำนาจมากมายขนาดไหน แต่เมื่อเขาใช้อำนาจโดยมิชอบสั่งฆ่าประชาชนอย่างโหดเหี้ยมเขาก็ต้องรับโทษตามกฎหมาย
           
           “วันนี้ถือว่าเป็นข่าวดีนะครับ เป็นความถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนตัวผมให้อภัยนายตำรวจชั้นผู้น้อยเพราะถือว่าเขาถูกสั่งมา แต่ในส่วนของระดับสั่งการผมเห็นว่าควรได้รับโทษตามความผิดที่เขาได้ทำไว้ ซึ่งผมก็หวังว่าคงจะมีการดำเนินคดีกับนักการเมืองและข้าราชการที่เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุด และก็ขอบอกว่าถ้าผลสรุปของคดีมันไม่ถูกต้องและเป็นธรรม พี่น้องพันธมิตรเราคงไม่ยอมแน่ ถ้าผู้มีอำนาจทำในสิ่งที่ถูกต้องเราก็พร้อมจะมอบดอกไม้แสดงความชื่นชม แต่ถ้ามันไม่มันถูกต้องเราก็พร้อมจะมอบก้อนอิฐให้เช่นกัน
           
           ที่ผ่านมาถึงการพิจารณาคดีจะล่าช้า แต่ผลที่ออกมาเราได้รับความเป็นธรรมก็ถือว่าดีกว่าเร็วแต่เป็นมวยล้ม ต่อจากนี้ก็คงต้องรอดูว่าอัยการจะส่งฟ้องหรือไม่ และศาลจะตัดสินอย่างไร ซึ่งถ้าสุดท้ายศาลตัดสินว่านักการเมืองและนายตำรวจเหล่านี้มีความผิดมันก็จะเป็นกำลังใจให้เราทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองต่อไป และถือว่าสิ่งที่เราสูญเสียไปนั้นมันคุ้มค่า”
           
           ตี๋ ได้พูดถึงสุขภาพและการดำเนินชีวิตในวันนี้ของเขาว่า แม้จะสูญเสียแขนขวาซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่เขาใช้ในการวาดรูปขายเพื่อนำรายได้มาเลี้ยงครอบครัว แต่เขาก็ไม่ท้อถอย โดยนอกจากจะหัดวาดภาพด้วยมือซ้ายแล้ว ตอนนี้เขายังฝึกวาดภาพด้วยแขนขวาที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวอีกด้วย
           
           “สุขภาพตอนนี้ก็แข็งแรงดีครับ ทั้งสุภาพกาย สุขภาพใจ (ยิ้ม) ผมวาดภาพด้วยมือซ้ายได้แล้ว และตอนนี้ก็กำลังจะสร้างความมหัศจรรย์ด้วยมือขวา คือพี่วสันต์ (วสันต์ สิทธิเขตต์)แกแนะนำให้ผมลองใช้มือขวาวาดภาพ โดยให้เอาพู่กันพันเทปกาวติดกับมือขวาไว้แล้วลองวาดดู ผมก็ทำตาม ปรากฏว่าผมยังสามารถบังคับมือขวาให้วาดรูปได้ (ยิ้ม ตาเป็นประกาย) ซึ่งถ้ามีโอกาสผมจะโชว์วาดรูปด้วยมือทั้งสองข้าง เชื่อว่างานนี้จะช่วยสร้างกำลังให้ใครอีกหลายๆ คนที่กำลังท้อแท้อยู่” ตี๋ กล่าวตบท้ายถึงสิ่งที่เขาตั้งใจไว้
           
           ทนาย พธม.เดินหน้าฟ้องเรียกค่าเสียหาย
           
           แม้ในส่วนของ ป.ป.ช.จะทำได้เพียงชี้มูลความผิดในคดีสลายการชุมนุม 7 ต.ค.เฉพาะในส่วนของคดีอาญาเท่านั้น แต่ทีมทนายพันธมิตรฯก็หาได้เพิกเฉยต่อความสูญเสียของประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อในวันที่ 7 ต.ค. โดย นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ระบุว่า ขณะนี้เขาเตรียมที่จะยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนักการเมืองและข้าราชการที่มีส่วนข้องในการสลายการชุมนุมดังกล่าว เนื่องจากเป็นการกระทำที่ส่งผลให้มีผู้พิการและบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก
           
           “การตัดสินของ ป.ป.ช.ในวันนี้นั้นถือเป็นคำตัดสินใจในคดีอาญา คือชี้มูลความผิดว่านักการเมืองและนายตำรวจที่มีส่วนในการสั่งสลายการชุมนุมมีความผิดวินัยร้ายแรง ต้องถูกปลดออกจากราชการ และต้องได้รับโทษจำคุก 1-10 ปี แต่ในส่วนของการชดใช้ความเสียหายต่อร่างกายและชีวิตของผู้ชุมนุมซึ่งถือความผิดทางแพ่งนั้นไม่ได้อยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช.ที่จะพิจารณา ดังนั้นทางทนายพันธมิตรจึงจะยื่นฟ้องในเรื่องนี้เอง โดยจะยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ภายในวันที่ 7 ต.ค.นี้
           
           ซึ่งบุคคลที่เราจะยื่นฟ้องนั้นจะมีมากกว่าที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ทั้งในระดับสั่งการและระดับปฏิบัติการ คือเราจะฟ้องหมดทุกคนที่มีหลักฐานสาวไปถึง ฟ้องคนที่สั่งการด้วย ตำรวจที่ยิงและขว้างระเบิดใส่ผู้ชุมนุมด้วย ขณะนี้เรากำลังประเมินมูลค่าความเสียหาย ซึ่งแต่ละรายก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของบาดแผล ผู้ที่พิการ หรือเสียชีวิตก็สมควรที่จะได้รับเงินชดเชยที่มากกว่าผู้ที่บาดเจ็บ และนอกจากนั้นก็จะยื่นฟ้องในคดีอาญากับนักการเมืองและข้าราชการตำรวจอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่ง ป.ป.ช.ไม่ได้ชี้มูลความผิดด้วย”
           
           ทนายสุวัตร ชี้แจงว่า เหตุที่ทางทนายพันธมิตรฯ เห็นควรว่าต้องยื่นฟ้องนายตำรวจระดับปฏิบัติการด้วยก็เพราะเห็นว่านายตำรวจเหล่านี้รู้ดีอยู่แล้วว่าคำสั่งที่ให้ใช้อาวุธร้ายแรงในการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 นั้นเป็นคำสั่งที่มิชอบ แต่นายตำรวจเหล่านี้ก็ยังยินดีทีจะปฏิบัติตาม ทั้งๆ ที่รู้ว่าตนกำลังทำร้ายและเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์
           
           “เราจะฟ้องกราวรูด คือฟ้องตั้งแต่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นคนสั่งการ จนถึงตำรวจที่ตั้งแถวยิงประชาชน โดยจะฟ้องในข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน เพราะตำรวจพวกนี้เขาย่อมรู้อยู่แล้วว่าคำสั่งที่เขาได้รับเป็นคำสั่งที่มิชอบ การชุมนุมครั้งนี้ไม่มีการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจ และก็เป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ตำรวจจะสลายการชุมนุม ที่สำคัญเขารู้ตั้งแต่ช่วงเช้าแล้วว่าอาวุธที่เขาใช้ทำให้คนบาดเจ็บถึงขนาดเท้าขาด แต่ตำรวจพวกนี้ก็ยังสาดกระสุนใส่ประชาชนตั้งแต่เช้ายันดึก ซึ่งก็ต้องถามว่าถ้าผู้บังคับบัญชาสั่งให้คุณไปปล้นธนาคาร คุณจะไปไหม แต่นี่มันยิงกว่าการปล้น เพราะเขาสั่งให้ฆ่าประชาชน มันชัดเจนว่ามันผิด มันไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่คุณก็ยังยินดีทำตามคำสั่ง เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องมีความผิดด้วย
           
           นับแต่นี้คงต้องรอดูว่าสุดท้ายแล้ว คดี 7 ต.ค.จะจบลงเช่นไร อัยการจะส่งฟ้องศาลหรือไม่ ศาลจะตัดสินอย่างไร และประชาชนผู้รักชาติจะได้รับความเป็นธรรมอย่างที่คาดหวังหรือไม่ เพราะนี่จะเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้ เลือกที่จะอยู่ข้าง ‘คนดี’ หรือ ‘คนที่มีอำนาจ’
           
           ////////////////
           
           เรื่อง – จินดาวรรณ สิ่งคงสิน

    หนุ่มเอ็ม - ดนุพล ภักดีรัตน์

    เป่าแคนกลางสยาม ยามว่างของ “เอ็ม-ดนุพล” นร.ช่างเทคนิคชลบุรี
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 กันยายน 2552 07:55 น.
           คงไม่มีใครคาดคิดว่า จู่ๆ หนุ่มวัยโจ๋เด็กช่าง จะลุกขึ้นมาหยิบจับดนตรีพื้นบ้านภาคอีสาน อย่าง “แคนอีสาน” ขึ้นมาเปิดคอนเสิร์ตขนาดย่อมๆ ใจกลางศูนย์รวมวัยรุ่น อย่างสยามสแควร์ ทว่า ไม่เชื่อก็ต้องเชื่ออีกเพราะขณะนี้เสียงแคนแห่งกลิ่นอายบ้านนาได้ถูกขับกล่อม ณ บริเวณนี้มาเป็นระยะเวลาแรมเดือนแล้ว
           
           กิจกรรมชิลล์ๆ ไม่แคร์ใครดังกล่าว...เป็นกิจกรรมยามว่างของ “หนุ่มเอ็ม-ดนุพล ภักดีรัตน์” นักเรียนชั้น ปวช.3 จากโรงเรียนเทคนิคชลบุรี
           
           เอ็ม เล่าถึงที่มาที่ไปกว่าจะมายืนเป่าแคนประจำที่ตรงนี้ ว่า เขาเริ่มต้นจากความชอบในดนตรีอีสานอย่างโปงลางมาก พอฝึกฝนจนชำนาญ ก็อยากแสดงออกแต่ไม่มีเวที ประจวบกับเป็นจังหวะที่ตนเองขึ้นมาฝึกงานที่กรุงเทพ จึงเอาโอกาสนี้เป็นเวทีทำเงิน
           “ผมได้ทำในสิ่งที่ชอบและเป็นประโยชน์ด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรมอีสานให้เพื่อนๆวัยรุ่นได้เห็น”
           
           หลังเลิกฝึกงานในตำแหน่งช่างยนต์ที่อู่รถแห่งหนึ่งย่านจรัญสนิทวงศ์ เอ็ม จะรีบคว้าแคนคู่ใจขึ้นรถเมล์ดิ่งตรงมายังสยามสแควร์ซอย 5 บริเวณหน้าบันไดทางขึ้นรถไฟฟ้าทุกวัน ตั้งแต่เวลา 5 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม
           
           “มันกลายเป็นกิจวัตรไปแล้วครับ ที่จะต้องมายืนเป่าแคนตรงนี้ ผมจะงดต่อเมื่อฝนตกเท่านั้น คนที่ผ่านไปผ่านมาให้เสียงตอบรับที่ดีโดยเฉพาะฝรั่ง ก็ทำให้เรามีกำลังใจมาทุกวัน กับวัยรุ่นด้วยกันก็มีบ้างที่หยุดมองยกนิ้วให้ ภูมิใจครับที่ได้ทำในสิ่งที่ผมรัก” หนุ่มแคนเสียงใสเล่าไปยิ้มไปพร้อมเผยถึงรายได้ว่า ตกอยู่ที่ราว 600-700 บาทต่อ แต่ก็มีบางวันที่ไม่ได้เลย

    September 03

    ด.ช. หม่อง ทองดี

    บัวแก้วให้ความช่วยเหลือดช.หม่อง ทองดี

    ออกเอกสารเดินทางคนต่างด้าวเล่มสีเหลืองชนิดอ่านได้ด้วยเครื่อง มีอายุใช้ได้ 1 ปี ให้แก่เด็กชายหม่อง ทองดี พร้อมกับออก Re-Entry Visa ให้เดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักร หลังเดินทางออกไปแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับที่ญี่ปุ่น

    หลังที่มีรายงานข่าวในสื่อมวลชนว่า เด็กชายหม่อง ทองดี ซึ่งไม่ใช่บุคคลสัญชาติไทย แต่เป็นคนต่างด้าวที่รัฐบาลมีนโยบายผ่อนผันให้พักอาศัยในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ขออนุญาตเดินทางออกไปแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับที่ประเทศญี่ปุ่น นั้น

    วันนี้ (2 ก.ย.) กระทรวงการต่างประเทศ แจ้งว่า
      ที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทย โดยสำนักกิจการความมั่นคงภายใน ส่วนประสานราชการ ได้เคยพิจารณาอนุญาตเป็นรายกรณี โดยกระทรวงมหาดไทยมีหนังสือขอความร่วมมือกระทรวงการต่างประเทศให้ออกเอกสารเดินทางประเทศที่เหมาะสม และสามารถตรวจลงตราได้ โดยได้ยืนยันว่าคนต่างด้าวดังกล่าว สามารถเดินทางกลับเข้ามาพำนักอาศัยในราชอาณาจักไทยได้อีก

    ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศ สามารถออกเอกสารเดินทางคนต่างด้าว (Travel Document for Aliens) เล่มสีเหลืองชนิดอ่านได้ด้วยเครื่อง มีอายุใช้ได้ 1 ปี ให้แก่เด็กชายหม่อง ทองดี พร้อมกับออก Re-Entry Visa ให้เดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักรอีก ทั้งนี้ โดยอาศัยหนังสือยืนยันจากกระทรวงมหาดไทยเป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินให้ต่อไป

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยทราย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่พาเด็กชายหม่อง
      นักเรียนชั้นป.4 ซึ่งเป็นเด็กไร้สัญชาติ ลงเครื่องที่ท่าอากาศยานดอนเมือง เข้ากรุงเทพฯ แล้ว เตรียมที่จะเดินทางไปยังกระทรวงมหาดไทย ร้องเรียนขอหนังสืออนุญาตเดินทางออกนอกประเทศเป็นกรณีพิเศษ เพื่อไปแข่งขันพับเครื่องบินกระดาษที่ประเทศญี่ปุ่น ช่วงวันที่ 18 - 20 กันยายนนี้

    เด็กชายหม่องซึ่งพับเครื่องบินกระดาษ แล้วร่อนโชว์ และให้สัมภาษณ์ว่า ขอโอกาสผู้ใหญ่ใจดี ที่จะอนุญาตให้เดินทางไปแข่งขันที่ญี่ปุ่นครั้งหนึ่งในชีวิตเท่านั้น เพราะตอนนี้ ติดปัญหาการเดินทางตรงที่เป็นเด็กไร้สัญชาติ

    ไทยรัฐ 2 กันยายน  2552

     

     

    บริการใหม่ที่พี่น้องไทยจะไปเยี่ยมพี่น้อง สปป ลาว.

    มาลุ้นรถบัสเวียงจันทน์-กทม., เชียงใหม่-หลวงพระบาง
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 กันยายน 2552 01:55 น.

    ภาพถ่ายวันที่ 30 มี.ค.2551 "รถโดยสารระหว่างประเทศ" คันนี้ ออกจากสถานีรถโดยสารตลาดหนองจันทน์ มุ่งหน้าสู่สะพานมิตรภาพลาว-ไทย เพื่อข้ามไปฝั่งหนองคาย โดยมีปลายทางที่อุดรธานี วันข้างหน้าก็อาจจะมีอีกหลายคันเขียนเอาไว้ด้านข้างว่า "นครหลวงเวียงจันทน์-บางกอก" ..ประมาณนั้น

    ไทยจะไปคารวะ สปป.ลาวด้วยรถทัวร์สายใหม่

    ASTVผู้จัดการรายวัน-- เจ้าหน้าที่ไทยและลาวได้เสนอรัฐบาลของสองประเทศเปิดเส้นทางรถยนต์โดยสารประจำทางเพิ่มขึ้นอีกหลายสาย รวมทั้งสายยาวเวียงจันทน์-กรุงเทพฯ ด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การไปมาหาสู่กันและลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางหลายทอดหลาย ขณะที่รถโดยสารที่เปิดให้บริการในปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้เพิ่มมากขึ้น
           
           นายชัยรัตน์ สงวนชื่อ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก นำคณะเจ้าหน้าที่ของไทยไปร่วมประชุมเรื่องนี้กับฝ่ายลาวที่นำโดย นางเวียงสะหวัน สีพันดอน หัวหน้ากรม (อธิบดี) ขนส่ง กระทรวงโยธาการและขนส่งลาว ซึ่งจัดขึ้นในแขวงเชียงขวาง สัปดาห์ที่แล้ว ทั้งนี้เป็นรายงานของสำนักข่าวสารปะเทดลาว (ขปล.)
           
           ปัจจุบันไทยและลาวได้ร่วมกันอนุญาตให้เปิดเดินรถโดยสารประจำทางรวม 5 เส้นทางด้วนกัน คือ เวียงจันทน์-หนองคาย เวียงจันทน์-อุดรธานี เวียงจันทน์-ขอนแก่น ปากเซ-อุบลราชธานี กับ เส้นทางสะหวันนะเขต-มุกดาหาร ซึ่งที่ผ่านมาหลายเส้นทางมีผู้นิยมใช้มากขึ้น ขปล.กล่าว
           
           ฝ่ายลาวได้เสนอให้เปิดเส้นทางเดินรถประจำทางเพิ่มจำนวน 3 สายคือ เวียงจันทน์-นครราชสีมา เวียงจันทน์-กรุงเทพฯ และสายท่าแขก (คำม่วน)-นครพนม โดยข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 ขณะที่ฝ่ายไทยเสนอ เปิดรถโดยสารประจำทางสายยาว 2 สาย คือ เชียงใหม่-เชียงราย-บ่อแก้ว-อุดมไซ-หลวงพระบาง กับสาย เชียงราย-เชียงของ-ห้วยทราย-บ่อเต็น ตามทางหลวงสาย "อา3อา" (A3a) ซึ่งอยู่ติดชายแดนจีน
           
           "ข้อเสนอทั้งหมดนี้แต่ละฝ่ายจะนำเสนอระดับบนของตน เพื่อค้นคว้าพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในขั้นต่อไป" ขปล.กล่าว
           
           ตามรายงานของสำนักข่าวทางการ สองฝ่ายยังได้สรุปและประเมินผลการปฏิบัติความตกลงด้านการขนส่งทางบกในปีที่ผ่านมา บนจิตใจและเนื้อหาในบันทึกการประชุมปรึกษาหารือการขนส่งทางบกระหว่างไทยกับลาวที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ในเดือน ก.ย.2551
           
           สองฝ่ายยังปรึกษาหารือภายใต้บรรยากาศแห่งความเข้าอกเข้าใจและอย่างตรงไปตรงมา เกี่ยวกับปัญหาที่ทำให้การขนส่งมีความล่าช้าไม่สะดวก


    ถ้าหากไทยกับลาวสามารถตกลงกันได้ คงอีกไม่นานหลังจากนั้น ก็จะเกิดมีรถบัสโดยสารระหว่างประเทศสายยาวๆ เพิ่มขึ้นอีก 2-3 เส้นทาง สร้างมิติใหม่ๆ ด้านการคมนาคมขนส่งในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง
           ฝ่ายลาวได้เสนอให้ไทยพิจารณาเพิ่มเติม ปัญหาการตรวจตามด่านตรวจต่างๆ ที่มีความล่าช้า "บางจุดมีทั้งตำรวจและศุลกากรตรวจตามรายทาง" ปัญหาการใช้บัตรผ่านแดนเส้นทางเวียงจันทน์-ขอนแก่น การยกเว้นค่าธรรมเนียมที่สะพานมิตรภาพ 1 (หนองคาย-ท่านาแล้ง) และอื่นๆ
           
           ส่วนฝ่ายไทยได้ยกปัญหาการขึ้นค่าธรรมเนียมรถยนต์ที่วิ่งข้ามแดนเข้าลาว จากคันละ 250 เป็น 700 บาท นอกจากนั้นฝ่ายไทยยังสะท้อนปัญหาการลักลอบขนยาเสพติดไปกับรถโดยสารประจำทาง และปัญหาการขนส่งนักท่องเที่ยวไปเที่ยวแขวงสะหวันนะเขต สื่อของลาวกล่าวโดยไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะของปัญหาต่างๆ ดังกล่าว
           
           ลาวและไทยได้ตกลงจะให้มีการประชุมหารือเกี่ยวกับการขนส่งทางบกเป็นประจำทุกปี โดยหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ
           
           สองประเทศได้ตกลงร่มกันก่อสร้างสะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 (ท่าแขก-นครพนม) มีการวางศิลาฤกษ์โครงการนี้เมื่อปีที่แล้ว หลังจากมีความล่าช้ามา 1 ปีเต็ม เนื่องจากค่าก่อสร้างที่พุ่งสูงขึ้น เช่นเดียวกันกับโครงการสะพานมิตรภาพแห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลก
           
           ไทย ลาวและจีน ได้ตกลงร่วมกันออกค่าใช้จ่ายสร้างสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำโขงแห่งล่าสุด เพื่อทะลุทางหลวงเอเชียสาย3เอ (A3a) หรือ “สาย 3 ตะวันออก” (R3e) จากชายแดนจีนเข้าสู่ประเทศไทยเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การคมนาคมขนส่งระหว่างสามประเทศ.

    September 02

    นี่ ยัง .......

    ใหญ่จริง!...เปิดรั้วมอเตอร์เวย์ ขนไม้สักสร้างบ้าน
    โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 2 กันยายน 2552 12:04 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    "พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ" ผบ.ตร.

    "สมถวิล วงษ์สุวรรณ" ภรรยา พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. เจ้าของสมถวิลรีสอร์ท

    สมถวิลรีสอร์ท


    00...ทันที...ที่ ASTVผู้จัดการ ได้นำเสนอข้อมูลที่สาธารณะชนควรรู้ "อลังการรีสอร์ตไม้สักทองมูลค่านับร้อยล้านบาทย่านบางพลี ที่มีชื่อ “2 ตำรวจหญิงลูกสาวพัชรวาท” เป็นเจ้าของ ภายใต้ชื่อ"สมถวิลรีสอร์ต"....ทำให้ผู้คน ต่างตกตะลึง ในความโอ่ อ่า หรู หรา ของรีสอร์ต แห่งนี้ ว่าท่านได้แต่ใดมา...
           
           ชาวบ้านผู้รักความเป็นธรรม และเกลียดตำรวจผู้บ้าอำนาจ เป็นชีวิต จิตใจ ที่อาศัยอยู่ย่านนั้น....แจ้งให้ได้รับรู้ว่า พวกเขาสุดจะทน!!!...กับความไม่ชอบมาพากลของรีสอร์ตแห่งนี้...
           
           หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เขาได้แต่เพียงสงสัยว่า รีสอร์ตหรู ไม้สักทองทั้งหลัง เป็นของใครกันแน่ พร้อมๆกับตั้งคำถามกันในหมู่ชาวบ้าน ผู้หาผัก หาปลา ในย่านนั้นว่า...ไม้สักมากขนาดนั้น เป็นไม้ที่ถูกกฎหมายหรือไม่?
           
           ไม่แต่เพียงแค่นั้น...ชาวบ้านยังเล่าว่า ขณะที่ก่อสร้างได้มีรถตำรวจขับนำรถบรรทุกไม้มา ทางถนนมอเตอร์เวย์ เมื่อมาถึงจุดที่จะเข้า อาณาจักร ผบ.ตร.ตำรวจได้เปิดช่องทางพิเศษ โดยการเปิดรั้ว ของถนนมอเตอร์เวย์ ออกเพื่อนำไม้เข้าไปสร้างบ้าน ซึ่งถือว่า ใช้อำนาจเต็มแบบสุดๆๆ
           

           เพราะปกติ ถนนมอเตอร์เวย์ จะมีตะแกรงกั้น 2 ข้างทางไม่สามารถที่จะเปิดออกได้ และหากใครจะเข้าไปบริเวณพื้นที่นั้น ต้องออกทางด่านเก็บเงินอย่างเดียวเท่านั้น....
           

           00...จากคำถาม"รีสอร์ต ร้อยล้านท่านได้แต่ใดมา"ทำให้นึกถึง เรื่องเล่าในหมู่ นักวิ่งเต้นแห่งยุทธจักรโล่ห์เงิน ที่พูดกันให้แซดว่า ขณะนี้เขาไม่จ่ายเงินโดยมีหลักฐานให้จับได้หรอก...แต่วันนี้ เป็นการวิ่งเต้นรูปแบบใหม่ค้ำจุนธุรกิจรีสอร์ต"คุณนายเอส"....
           
           โดยเรื่องนี้...ในวงการสีกากีมีการปิดกันให้แซ่ดว่า หากใครอยากให้ตัวเองได้เลื่อนตำแหน่ง มีโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หรือได้ย้ายไปอยู่ในโรงพักเกรดเอ แม้กระทั่งไปอยู่ในหน่วยที่สามารถทำเงิน จะต้องมีการบริจาค....
           
           เสมือนเป็นการสร้างวัด สร้างโบถส์ วิหาร ซึ่งผู้มีจิตศรัทธา ที่อยากให้ตัวเองหรือคนใกล้ชิดได้บุญกุศล ได้สมปรารถนา ต่างก็ทำบุญโดยการบริจาคเงินเพื่อซื้อหลังคาโบถส์ หลอดไฟ ค่าไฟ หรืออะไรก็ตามแต่ที่จะช่วยทำนุบำรุงวัด
           
           ในวงการตำรวจก็เช่นเดียวกัน แต่การบริจาคส่วนใหญ่ไม่ใช่กิจกรรมเพื่อศาสนาแต่อย่างใด แต่เป็นการค้ำจุน ธุรกิจรีสอร์ตของ"คุณนายเอส"ซึ่งเป็นหลังบ้านของบิ๊กสีกากี รายหนึ่ง
           

           ว่ากันว่าทุกครั้งที่มีการแต่งตั้งโยกย้ายหากจะให้สมประสงค์ดั่งใจหวัง ต้องมีการบริจาค หน้าต่าง ประตู ไม้ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ สัตว์เลี้ยง อาทิ ปลาแพงๆ หรือแม้กระทั่งต้นไม้ ใบหญ้า ก็ไม่มีข้อยกเว้น ขาดเหลืออะไรขอให้บอก...เล่นมีผู้สนับสนุนดีขนาดนี้มีหรือธุรกิจจะไม่รุ่ง
           
           การแต่งตั้งคราวนี้ก็เฉกเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าหัวกระไดรีสอร์ตของเจ๊แกไม่เคยแห้ง สาเหตุไม่ใช่อะไร เพราะบรรดานักวิ่งใจบุญจากทั่วสารทิศต่างก็ตบเท้า เข้าเสนอตัวบริจาคสิ่งละอัน พันล่ะน้อย ไม่ว่าขาดเหลืออะไร นักกรีฑาหัวใจสีกากีเหล่านี้ ยินดีจัดให้ตามที่คุณนายประสงค์
           

           00...ศุกร์ที่ 4 ก.ย.นี้ ถือว่าผลสรุปการซื้อๆขายๆเก้าอี้ ของตำรวจยุค"เสี่ยป๊อด"..พัชรวาท วงษ์สุวรรณ..น่าจะมีคำตอบออกมา ถึงแม้ พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ โฆษกอนุ ก.ตร.จะยังไม่ฟันธง ว่ามีหลักฐานการซื้อขายตำแหน่งชัด ไม่ชัด...แต่ท่านก็ได้บอกว่า พบมีความผิดปกติถึงความไม่ชอบมาพากล เกี่ยวกับความไม่เหมาะสมในการขึ้นสู่ตำแหน่งนายตำรวจ
           
           โดยยกตัวอย่างเห็นชัดๆๆ...เช่น ผกก.ในพื้นที่เกรดเอ เข้ามาทำงานไม่ถึงปีก็ถูกย้ายให้ไปอยู่พื้นที่เกรดซี ขณะที่บุคคลที่มาดูแลแทนคนเดิมก็ไม่ปรากฎมีผลงานเด่นชัด อีกทั้งยังมีหลักเกณฑ์คุณสมบัติไม่ครบ แต่ได้มานั่งกินตำแหน่งในพื้นที่ทำเลทอง โดยกรณีเช่นนี้มีเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งสามารถมองได้ถึงกระแสเด็กฝาก เด็กเส้น...
           
           ส่วนพวกตำรวจเหล่านั้น จะเป็นกลุ่มบรรดานักวิ่งใจบุญ ที่ช่วยกันตบเท้า เข้าเสนอตัวบริจาคสิ่งละอัน พันล่ะน้อย ให้แก่"รีสอร์ต"หรูร้อยล้านหรือไม่ ...เรื่องนี้ไม่อาจทราบได้ครับผ้ม!!!!
           

    ความเปลี่ยนแปลงที่สร้างได้ไม่ยาก

    โรงเรียนวัดศิริมงคล ต้นแบบโรงเรียนในฝันของเด็กพลัดถิ่น

    สาละวินโพสต์ ฉบับที่ 37(16กุมภาพันธ์ - 31 มีนาคม 2550)


    โรงเรียนวัดศิริมงคล ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมือง เป็นโรงเรียนแห่งแรกที่เปิดโอกาสให้กับบุตรหลานแรงงานอพยพเข้าเรียนจำนวนมากที่สุดในพื้นที่นี้ อันที่จริง เด็กชายทั้งสองเพิ่งมีโอกาสได้เป็นเพื่อนร่วมชั้นกันเพียงครึ่งปี แม้ว่าเด็กชายชาวมอญจะยังพูด ภาษาไทยไม่ชัดถ้อยชัดคำ แต่ความบริสุทธิ์ใสซื่อที่ซ่อนอยู่ในใจของเด็ก ๆ ทำให้พรมแดนด้านภาษาหรือรัฐชาติไม่อาจปิดกั้นน้ำใจที่ทั้งคู่มีให้กันได้ เด็กชายทั้งสองจึงกลายเป็นคู่หูกันอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับเด็กนักเรียนเกือบ 300 คนในโรงเรียนแห่งนี้ แม้ว่ากว่า 250 คนจะเป็นลูกของแรงงานอพยพหลากหลายเชื้อชาติ แต่บรรยากาศภายในโรงเรียนกลับไม่ได้ แบ่งแยกความแตกต่างที่มีอยู่เลย ตรงกันข้าม เด็กๆ กลับส่งเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขมากไปกว่าเด็กๆในโรงเรียนอีกหลายแห่ง เพราะได้รับการปฏิบัติจากครูอย่างเท่าเทียมกัน


    นางเสาวนีย์ สว่างอารมณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดศิริมงคลกล่าวถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเปิดรับบุตรหลานแรงงานอพยพเข้าเรียนว่า "ดิฉันเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งนี้มาสามปี เมื่อก่อนเวลาขับรถผ่านตามซอยโรงงานจะเห็นเด็กวิ่งเล่นเต็มไปหมด เพราะเด็กไม่มีโอกาสได้ไปโรงเรียนเหมือนอย่างเด็กไทย ดิฉันรู้สึกสงสาร อยากเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียน แต่ตอนนั้นรัฐบาลไทยยังไม่มีนโยบายสนับสนุน ดิฉันจึงเริ่มแอบรับเด็กบางคนมาเข้าโรงเรียน เพราะถึงแม้เรียนจบจะไม่ได้ใบประกาศรับรอง แต่อย่างน้อยเด็ก ๆ ก็ยังได้ความรู้ติดตัวไป หลังจากรัฐบาลออก มติครม. 5 ก.ค. 48 ขยายโอกาสทางการศึกษาให้แก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่สัญชาติไทย ก็เลยเปิดรับแบบเต็มที่เลย เพราะอยากให้โอกาสเด็กเหล่านี้อยู่แล้ว"


    ทว่า แม้นโยบายรัฐบาลจะประกาศให้เด็กทุกคนมีสิทธิเข้าเรียนในทุกโรงเรียน แต่ในทางปฏิบัติเด็กส่วนใหญ่ยังคงถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียน เนื่องมาจากทัศนคติของบุคลากรในโรงเรียนที่ยังคงแบ่งแยกความเป็นเด็กด้วย "สัญชาติ" เด็กที่ไม่มี สัญชาติไทยจึงถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียน ด้วยเหตุผล "ห้องเรียนเต็ม" ผลก็คือ เด็กส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้เข้าเรียนในโรงเรียนใกล้ชุมชนที่พ่อแม่ทำงาน แต่ต้องเดินทางมาเรียนที่โรงเรียนวัดศิริมงคล ซึ่งเปิดรับนักเรียนทุกสัญชาติอย่างเต็มใจ และแม้ว่า "ห้องเรียนจะเต็ม" จนล้นออกมาเรียนนอกอาคาร แต่ผู้อำนวยการ โรงเรียนแห่งนี้ก็ไม่เคยปฏิเสธเด็กที่มาสมัครเรียนเลยสักคนเดียว ทำให้ปัจจุบันโรงเรียนแห่งนี้มีเด็กนักเรียนเพิ่มขึ้นจากเดิม 80 คนเป็น 300 คน ในจำนวนนี้เป็นบุตรหลานแรงงานอพยพจากประเทศพม่าประมาณ 250 คน กว่าร้อยละ 70 เป็นชาวมอญ ส่วนที่เหลือเป็นชาวทวาย ชาวพม่าแท้ และชาวกะเหรี่ยง


    ผู้อำนวยการโรงเรียนกล่าวถึงขั้นตอนเตรียมความพร้อมของบุคคลกรครูและชาวบ้านในละแวกโรงเรียนก่อนรับบุตรหลานแรงงานอพยพเข้าเรียนว่า "ก่อนเปิดรับเด็กเราจะมีประชุมครู ปรึกษากันว่าถ้าเราไม่เอาเด็กเหล่านี้มาเข้าโรงเรียน เด็กๆก็จะไม่มีอะไรทำ เด็กบางคน จะแอบมาขโมยของที่โรงเรียน แต่ถ้าเราเอาเด็กมาเข้าโรงเรียน เค้าจะรู้สึกรักโรงเรียน ครูทุกคนก็เห็นด้วย หลังจากนั้นพวกเราก็แบ่งกันลงชุมชนทำความเข้าใจกับชาวบ้านถึงเหตุผลที่เราเปิดรับเด็กเข้าเรียน
    ใช้เวลาประมาณ 5 เดือน ชุมชนก็เข้าใจ" โรงเรียนวัดศิริมงคลเปิดรับบุตรหลานแรงงานอพยพอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกันยายน 2549 โดยได้รับความ ร่วมมือจากเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน หรือ LPN (Labour Rights Promotion Network) สนับสนุนครูที่มีความรู้ด้านภาษาพม่าและภาษาไทยมาช่วยสอนในชั้นเตรียมความพร้อมด้านภาษาไทยก่อนที่เด็กจะได้เรียนร่วมกับเด็กนักเรียนไทยในชั้นเรียนปกติ โดยทางโรงเรียนจะจัดให้เด็กต่างสัญชาตินั่งเรียนคู่กับเด็กไทยเพื่อให้เด็กได้ช่วยเหลือกัน ส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการทั้งด้านภาษาไทยและความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนต่างสัญชาติ และกลายเป็นเพื่อนสนิทกันในเวลาอันรวดเร็วเหมือนดังเช่นคู่หู "ด็อก" กับ "เตอร์"


    นอกจากนี้ ทางโรงเรียนยังส่งเสริมให้เด็กนักเรียนเล่นกีฬาและสนับสนุนประเพณีวัฒนธรรมของเด็กหลากหลายเชื้อชาติ ด้วยการจัดส่งการแสดงในชุดประจำชาติไปร่วมงานชุมชน ทำให้เด็กมีความมั่นใจในตนเอง ไม่มีความรู้สึกแปลกแยก และทุ่มเทใจให้กับการร่วมกิจกรรมของโรงเรียนอย่างเต็มที่ ทำให้นักเรียนหลายคนได้สร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน เช่นได้รับรางวัลรองชนะเลิศมินิวอลเลย์บอลอันดับ 2 วอลเลย์ชายอายุ 11 ปี จ.สมุทรสงคราม เป็นต้น


    เด็กชายสะอาด พาสูง เชื้อสายมอญ อายุ 12 ปี เป็นหนึ่งในทีมวอลเลย์บอล และเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขันกีฬาหลายประเภค เขาสามารถเล่นกีฬาได้หลายประเภทตั้งแต่ฟุตบอล วอลเลย์บอล กรีฑา เปตอง ปิงปอง และตะกร้อ โดยเมื่อปีที่ผ่านมา เป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งกรีฑาระดับจังหวัดและคว้ารางวัลที่หนึ่งกลับมาให้โรงเรียนได้ภาคภูมิใจ ผู้อำนวยการผู้มีหัวใจสัญชาติกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มเกิดขึ้นในรั้วโรงเรียนเล็กๆแห่งนี้ว่า "ตั้งแต่รับเด็กมาเข้าเรียน โรงเรียนไม่เคยมีของหายอีกเลย ขนาดเด็กไม่มีเงินซื้อขนม แต่เมื่อเก็บเงินได้ก็ยังเอามาส่งครู เด็กรักครูและรักโรงเรียนมาก เวลาเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งกีฬาแล้วแพ้ ยังอยากเล่นใหม่เพราะอยากสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน เราเคยจัดประชุมผู้ปกครอง พ่อแม่เด็กบางคนร้องไห้ บอกว่า เหมือนถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 เพราะเราเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียน บางคนมีเงินห้าบาทสิบบาทก็เอามาช่วยโรงเรียน"


    ปัจจุบัน ปัญหาที่โรงเรียนต้องเผชิญ คือ ห้องเรียนไม่พอกับจำนวนนักเรียน อุปกรณ์การศึกษาต่างๆและทุนสนับสนุนอาหารกลางวัน ซึ่งทางโรงเรียนได้จัดทำในรูปแบบของจ่ายคนละ 10 บาท กินได้ไม่จำกัด สำหรับเด็กที่มีเงินไม่พอหรือไม่มี เงินทางโรงเรียนก็จะช่วยเหลือเป็นพิเศษ โดยทางโรงเรียนได้รับข้าวสารฟรีจากโรงงานลีลาเศรษฐกิจในจังหวัดสมุทรสาครนี้ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เด็กๆได้มีข้าวกินอิ่มทุกมื้อ และในช่วงเช้าของทุกวัน ทางโรงเรียนจะมีกล้วยแขวนไว้หน้าห้องเรียนสำหรับเป็นอาหารเช้าของเด็กที่ไม่ได้กินอาหารเช้ามาจากบ้าน แม้ว่าปัญหาด้านงบประมาณจะเป็นอุปสรรคต่อการเปิดรับเด็กๆ เข้าเรียนอย่างเต็มที่ แต่ปัญหาเหล่านี้ก็ไม่ได้ สร้างความกังวลใจและส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงทางการศึกษาของเด็กมากเท่ากับปัญหา "อคติ" ที่คนไทยมีต่อประชาชนจากประเทศพม่าซึ่งได้รับการตอกย้ำมายาวนาน

     

    ผู้อำนวยการคนเดิมกล่าวถึงเรื่องนี้ด้วยสีหน้ากังวลใจว่า "มีผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งบอกว่า ถ้าคิดผิดก็ขอให้ถอนตัว เพราะพวกนี้ไม่ใช่ลูกหลานของเรา เราคิดว่าเรามีจุดยืนในการทำงานโดยยึดพระราชดำรัสของพระเทพฯ ซึ่งเปิดโอกาสให้กับเด็กทุกคน ถ้าเขาอยู่บ้านเรา เราดูแลเขาอย่างดี เขาก็จะเป็นทรัพยากรที่ดีของเรา ถ้าเขาต้องกลับบ้านเขา เขาก็จะเป็นทรัพยากรที่ดีในบ้านของเขา ซึ่งก็เป็นเพื่อนบ้านของเรานั่นเอง อยากให้คนไทยเปิดใจกว้าง ประวัติศาสตร์การสู้รบระหว่างไทยพม่าเป็นเรื่องอดีต เราจะมาผูกใจเจ็บทำไม ให้อภัยและให้โอกาสกันไม่ได้หรือ"

     

    ปัจจุบัน จังหวัดสมุทรสาคร มีเด็กอายุ 0-15 ปี ประมาณ 3,000 คน และอายุ 15-18 ปี เกือบ 20,000 คน แต่เด็กที่มีโอกาสเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ยังไม่ถึง 300 คน เด็กส่วนที่เหลือ ยังคงวิ่งเล่นตามท้องถนน หรือเข้าทำงานในโรงงานก่อนวัย หากโรงเรียนอื่นๆ เปิดใจให้กว้าง ลบเลือนเส้นพรมแดนออกจากดวงตาเวลามองเด็กเหล่านี้ เด็กทุกคนก็คงจะมีโอกาสได้เรียนหนังสือ และเป็นอนาคตที่มีคุณค่าไม่ว่าพวกเขาจะอยู่บนแผ่นดินของรัฐชาติผืนใดก็ตาม