|
|
| เจาะใจ “อ๊อด คีรีบูน” อดีตซูเปอร์สตาร์ ทิ้งความดังไปตกอับ ก่อนสู้จนมีธุรกิจไอเดียตัวเอง |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ |
2 กันยายน 2552 01:21 น. |
 |
| 1 | 2 |
 |
| |
 |
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| | |
 |
“อ๊อด คีรีบูน” ต้นตำรับบอยแบนด์รุ่นเดอะ จากเด็กหนุ่มคลั่งในเสียงเพลง ก้าวสู่การเป็นซูเปอร์สตาร์ ดังเกินจนหวิดตายเพราะแฟนเพลงมาแล้ว หลังประสบปัญหารายได้สวนทางความดัง ทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากวงการ ก้าวสู่เส้นทางความฝันทำธุรกิจสื่อการเรียนการสอน และยังมีความฝันต่อ อยากปฏิรูปการศึกษาไทยให้ดีกว่าเดิม หากเป็นเด็กรุ่นใหม่อยู่ในยุคนิยม hi5, Facebook หรือแม้กระทั่งแช็ตผ่าน BB (Blackberry) คงรู้สึกงง เมื่อเอ่ยชื่อวงสตริงคอมโบนาม “คีรีบูน” แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่ในวัย 30 อัพ รับรองยังคงติดหูติดใจไม่หาย กับบทเพลงของวง “คีรีบูน” ที่เปรียบเสมือนวิหคแห่งเสียงเพลง คอยขับกล่อมจิตใจคนไทยมานาน ไม่ว่าศิลปินกี่ยุคต่อกี่ยุคนำเพลงฮิตของวง “คีรีบูน” มาร้อง บทเพลงก็ยังคงไพเราะ และฮอตฮิตติดตราตรึงใจผู้ฟังมาโดยตลอด วันวานวันนี้จึงขอร่วมย้อนอดีตเจ้าของต้นตำรับบทเพลง “รอวันฉันรักเธอ” ผู้ที่มีเสียงอันไพเราะนุ่มลึกจนได้ฉายาลูกคอ 7 ชั้นแห่งวงการเพลงไทยยุค 80 “อ๊อด รณชัย ถมยาปริวัฒน์” หรือที่รู้จักกันในนาม “อ๊อด คีรีบูน” ด้วยพรสวรรค์ที่มีติดตัวมาแต่กำเนิด ทำให้เด็กชายผู้ที่รักในเสียงเพลงมาตั้งแต่เด็ก สามารถกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ดังได้ในช่วงเวลาข้ามคืน หลายคนอาจมองว่า เส้นทางบนโลกมายาแห่งนี้ เป็นสิ่งสวยงาม สามารถสร้างเม็ดเงินทำกำไรให้ได้อย่างมหาศาล แต่สำหรับ “อ๊อด คีรีบูน” กลับคิดตรงกันข้าม ทุกวันนี้เขาเลือกเฟดตัวเองออกจากวงการ และอยู่กับเสียงเพลงไปพร้อมๆ กับตอบแทนสังคม ด้วยการค้นคว้าหลักสูตรสร้างสื่อการเรียนการสอน เพื่อจะได้พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป “ในอดีตผมเป็นเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่มีความใฝ่ฝัน มีฮีโร่ มีไอดอลของตัวเอง ในยุคนั้นก็จะเป็นวงชาตรี วงดิ อิมพอสซิเบิ้ล ผมคิดว่าตัวเองมีพรสวรรค์อย่างหนึ่งที่ติดตัวมา ผมเล่นดนตรี และแต่งเพลงมาตั้งแต่ชั้นป.7 เราก็หาลู่ทางไปประกวดตามรายการวิทยุต่างๆ หลังจากนั้นก็มีแมวมองมาชักชวนไปอัดเสียง ตอนนั้นก็อัดกันเล่นๆปรากฎทางบริษัทอาร์เอสได้มาฟัง เขาเลยชักชวนเราเข้าไปอยู่ในสังกัดในยุคแรกๆ ประมาณปี 2526 ซึ่งช่วงนั้นก็จะมีวงฟรุ๊ตตี้ และวงเรนโบว์ ที่มาพร้อมๆ กัน” “แต่ตอนนั้นวงคีรีบูนจะดังออกนอกหน้ากว่า ถ้าเทียบกับตอนนี้คีรีบูนก็เหมือนวงบอยแบนด์วงหนึ่ง เคยมีคนอธิบายว่า ความดังของวงคีรีบูน จะเหมือนยุคที่วง D2B ดัง เผลอๆ เราดังกว่านั้นด้วยซ้ำ เพราะตลาดเรากว้างกว่า วงเราร้องทั้งเพลงเก่าและใหม่ ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีชื่อเสียงโด่งดัง เพราะเราเป็นคนรักเสียงเพลง ชอบร้องเพลง ชอบแต่งเพลง เรารักในศิลปะมากกว่าที่จะใช้มันทำมาหากิน และถือเป็นความโชคดีที่ครั้งหนึ่ง มันทำให้เรากลายเป็นซูเปอร์สตาร์ได้ในยุคหนึ่ง เราสามารถช่วยทำให้บริษัทที่เคยมีหนี้สินล้นพ้นรอดพ้นจากวิกฤตตรงนั้นมาได้ แล้วเขาก็เติบใหญ่มาได้ ณ วันนี้” เผยช่วงดังสุดขีด เจอแฟนเพลงรุมทึ้งจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ยี่ปั้วต้องมาที่ค่ายตั้งแต่ตี4 เพื่อซื้อเทปไปขาย และมีค่ายหนังรุมจ้างให้ไปเป็นพระเอก “ครั้งแรกที่ผมมีโอกาสขึ้นเวทีโลกดนตรี สห.ไม่ค่อยให้ความสนใจ เพราะเขาไม่รู้จักว่าวงนี้คือวงอะไร เราเองก็มองปฎิกิริยาของผู้ชมเออ...มีคนมองเราเยอะจัง แล้วทำเป็นค่อยๆเข้ามาทีละคนสองคน จากสองคนกลายเป็น4-5คน แล้วก็กลายเป็น 10 20 30 โอ้โหทีนี้เริ่มมีคนกล้าที่จะดึงแขนเรา เริ่มดึงเริ่มทึ้งจนผมเซถลา ผู้ชมกว่า 30 คนก็มาล้มทับเรา วันนั้นผมคิดว่าชีวิตมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลย ความเป็นกับความตายมันอยู่ระหว่างฝ่ามือ ที่เขาบอกว่าคนตายเพราะถูกทับ ถูกเหยียบกันผมก็คือสภาพนั้นเลย ตอนล้มเหมือนมีดาวขึ้นรอบหัว (หัวเราะ) มันเลยทำให้เรารู้ว่า ตอนนี้เราเริ่มดังแล้วนะ ความดังมันเป็นอย่างนี้นี่เอง” “ช่วงที่ดังสุดคงเป็นอัลบั้มชุดที่2 ตอนนั้นพวกยี่ปั้วต้องมารอที่หน้าบริษัทตั้งแต่ตี4 เพื่อที่จะมาแย่งกันซื้อเทปไปขาย เพราะถ้าขืนไปรอส่งเดี่ยวจะถูกตัดหน้าได้” “และช่วงนั้นมีหลายค่ายมาทาบทามให้ผมไปเล่นหนังด้วย ตอนที่เขาติดต่อมาให้ไปเป็นพระเอก ผมก็บอกว่าไม่เอา เพราะเราคิดว่าเราไม่ใช่ ผมไม่ใช่คนหล่อ แต่ความดังในยุคนั้นพร้อมที่จะผลักให้ผมกลายเป็นพระเอก มันเหมือนเราถูกตบหน้ายังไงก็ไม่รู้ เหมือนเขาดูถูกเรา เพราะวันนี้คุณดัง ผมเลยอยากได้คุณเป็นพระเอก สิ่งนี้แหละที่ทำให้ผมปฎิเสธที่จะเล่นหนังมาโดยตลอด อีกอย่างเราอยากเอาเวลามาทุ่มเทให้กับการคิดเพลงมากกว่า” “จนกระทั่งอาร์เอสมาขอร้อง เรียกว่าถูกคะยั้นคะยอจริงๆ ให้ผมเล่นเรื่อง ความรักของคุณฉุย คือผมเป็นคนค่อนข้างเกรงใจผู้หลักผู้ใหญ่เลยยอมเล่น ดีที่หนังยังประสบความสำเร็จ อาจเป็นเพราะเป็นหนังลงทุนน้อย แล้วขายต่างจังหวัดซะเป็นส่วนใหญ่ แต่จะมีคนบอกว่า อ๊อด คีรีบูน สมัยก่อนเหมือนแย้ เพราะผอมมาก คือมันตรากตรำจริงๆ ทั้งเล่นดนตรี ทั้งงานในวงการบันเทิง พร้อมกับเรียน ซึ่งผมก็สามารถเรียนจบทันกำหนดได้ภายใน 4 ปี” ถึงจะดังแต่ยังมีความพอเพียง นั่งรถเมล์ไปเรียนหนังสือ จนรู้สึกขาดความเป็นส่วนตัว ถึงได้ยอมควักเงินซื้อรถ “แม้จะดังแค่ไหน แต่นิสัยผมที่เป็นคนพอเพียงอยู่แล้ว จำได้ว่าตอนออกเทปชุดแรก ผมยังนั่งรถเมล์ไปมหาวิทยาลัยอยู่เลย เนื่องจากครอบครัวเราเป็นครอบครัวระดับกลางไปถึงล่าง เราก็เลยยังใช้ชีวิตปกติของเรา มีวันหนึ่งขึ้นรถเมล์ไปเจอเด็กพาณิชย์ เขาก็ร้องเรียก พี่อ๊อด คีรีบูน เราก็คิดในใจโอ๊ย...ตายแล้ว ความดังเริ่มทำให้เราไม่มีความเป็นส่วนตัว หลังจากวันนั้นเลยตัดสินใจซื้อรถ แต่รถผมจะเป็นรถธรรมดา ราคาประมาณ 2 หมื่นกว่าบาทในสมัยนั้น เรียกว่าเป็นรถที่โกโรโกโสที่สุดในรั้วจุฬาฯ” “ทางอาร์เอสก็เสนอมาว่า จะเอาบีเอ็มมั้ย ผมก็บอกว่าไม่เอา ผมพอใจในสิ่งที่ผมมีนี่แหละ ถ้าเราเอาตอนนั้นหมายความว่า เราต้องเป็นทาสบริษัทอย่างถอนตัวไม่ขึ้นน่ะสิ เพราะเขาจะดาวน์รถให้ แล้วเราต้องเอาไปผ่อนต่อ อีกหน่อยต่อไปเราก็ต้องรักษาหน้าตาตัวเอง เหมือนขึ้นหลังเสือแล้วลงไม่ได้ ผมเลยไม่ยอมเอา เราก็ขับรถของเราไปดีกว่า” แม้ยอดเทปจะขายได้ถล่มทลายเป็นหลักล้าน แต่รายได้สวนทางกับความดัง เป็นเหตุทำให้คิดลาวงการเพื่อไปประกอบอาชีพตามที่ได้ร่ำเรียนมา แต่ถูกต้นสังกัดฉุดรั้งตัวไว้ จึงฝืนใจทำต่อ ทั้งๆที่ไม่มีความสุขในการร้องเพลงแล้ว “จริงๆเราเองก็น่าจะมีโอกาสได้ซื้อรถดีๆกว่านี้ แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น กล้าพูดเลยว่าตอนนั้นเราดังแต่รายได้เราไม่ดี แล้วเราต้องเอารายได้มาหารกับสมาชิกในวง มันยิ่งต่ำลงไปใหญ่ เรียกว่ารายได้สวนทางกับความดัง ผมเลยตัดสินใจเดินเข้าไปบอกบริษัทตั้งแต่อัลบั้มชุดที่ 2 ซึ่งเป็นชุดที่ผมดังที่สุดว่า ขอเลิกจากการใช้ชีวิตเป็นนักร้อง เพราะในอดีตเราเองก็ไม่ได้มีความตั้งใจอยากจะเป็นดารา หรืออยากเป็นคนดังอยู่แล้ว” “ตอนนั้นรู้สึกพอดังแล้วชีวิตไม่เห็นคุ้มค่าเลย เมื่อก่อนนั่งรถเมล์ยังมีเงินเหลือเก็บ แต่พอมาเป็นดาราต้องซื้อรถ และยังมีค่าใช้จ่ายในสังคมต่างๆ เวลาใส่ซองใส่น้อยเขาก็ดูถูกเอาได้ เรารู้สึกว่ามันไม่เศรษฐกิจพอเพียงแล้ว แต่ทางบริษัทไม่ยอม เพราะเรากำลังดังทำเงินให้เขา เขาก็ใช้เทคนิคหว่านล้อมเรา จนเรามีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ ก็เลยทำต่อเรื่อยมาจนถึงชุดที่ 5 ตอนนั้นเรียกว่าเราอยู่ด้วยความรู้สึกเกรงใจ อยากจะช่วยเหลือเขามากกว่า แต่ถามว่ามีความสุขในการทำงานมั้ย ไม่มีหรอก” “สิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจเลิกจริงๆ คือคำๆนึงที่พระอาจารย์ที่ผมนับถือพูดกับผมว่า อ๊อดนี่ด้านนึงก็เป็นคนดีนะ ทำให้คนมีความสุข แต่อีกด้านนึงมันคือทำให้คนหลง โอ้โห...คำนี้เหมือนเอามีดมาปักลงไปในกลางใจ แบบค่อยๆทิ่มค่อยๆลึกเข้าไปตรงกลางใจ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกเหตุผลนึง ที่ทำให้เราตัดสินใจได้ง่ายๆเลยว่า จะเลิก อยากเลิกแล้ว” “ตลอดเวลาที่ผมทำอัลบั้มมา ผมตั้งคำถามกับตัวเองตลอดว่า เราดังแล้ว เราได้อะไรจากความดังบ้าง ชีวิตคุ้มไหม ปรากฏคำตอบที่เราได้ คือชีวิตมันไม่คุ้มกับสิ่งที่เราต้องสูญเสียไป ความเป็นส่วนตัว ชีวิตวัยรุ่นในรั้วมหาวิทยาลัย ที่มันควรจะมีอะไรสนุกกว่านี้ เราเอามาแลกกับเงินที่ได้มาเพียงน้อยนิด สิ่งที่มันฝังเรามามันคือความไม่คุ้มค่า ด้วยครอบครัวเราเป็นคนพื้นๆ พ่อแม่เราก็ยังไม่สุขสบาย ยังต้องลำบากอยู่ ซึ่งเราเองไม่สามารถไปช่วยอะไรเขาได้ ได้แต่มองตาปริบๆ เลยมีความรู้สึกว่าหยุดดีกว่า” “อีกอย่างครอบครัวผมก็ไม่ได้สนับสนุน ให้มาเอาดีทางด้านนี้อยู่แล้ว เขาอยากให้เราไปมีอาชีพที่มั่นคง พอเขาเห็นเราเรียนจบปริญญา เขาก็ดีใจ คิดว่าเราจะเอาความรู้และชื่อเสียงที่พอมีอยู่ ไปเข้าทำงานประจำ อย่างรับราชการหรือทำงานแบงค์ แต่ผมตอบกับตัวเองว่า ผมไม่ใช่คนแบบนั้น ผมเป็นคนที่ค่อนข้างตรง อยู่กับอะไรที่ไม่ถูกต้องไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าเจอผู้ใหญ่แล้วทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง เราจะรับไม่ได้ ก็เลยบอกกับตัวเองว่า เราคงทำงานเป็นลูกน้องใครไม่ได้แน่ๆ เราคงทนไม่ได้ ถ้าต้องเจอคนไม่ดี แล้วเราจะต้องหลับตาข้างนึง”
| | | | | |
| เจาะใจ “อ๊อด คีรีบูน” อดีตซูเปอร์สตาร์ ทิ้งความดังไปตกอับ ก่อนสู้จนมีธุรกิจไอเดียตัวเอง |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ |
2 กันยายน 2552 01:21 น. |
 |
|
|
 |
1 | 2 | |
 |
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| | |
 |
ชีวิตหลังแยกวงมาเป็นศิลปินเดี่ยว ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จเหมือนเมื่อครั้งเป็นวงบอยแบนด์ ซึ่งตนก็พยายามค้นหาตัวเองจนมาปิ๊งไอเดีย ทำสื่อการเรียนการสอนสำหรับเด็ก “หลังออกจากอาร์เอส เราก็แยกมาทำอัลบั้มเดี่ยวเพื่อเลี้ยงชีพ ก็ขายได้บ้างไม่ได้บ้าง ขาดทุนบ้าง เจ๊งบ้าง ตอนนั้นผมเอาเพลงไปเสนอค่ายอื่นด้วย ทำค่ายเองด้วย แต่ด้วยความที่ความสดในจิตใจเรามันถูกทำลายไปพอสมควร ภาษาเพลงของเราก็เริ่มที่จะหมองลงโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่คนฟังจะรู้สึกและสัมผัสได้” “ผมก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า สิ่งที่เราอยากทำจริงๆมันคืออะไร เราต้องหาทางที่จะเดินต่อไป สิ่งที่ผมได้คำตอบคือ ผมอยากทำอะไรที่ให้กับคน มันเลยมาปิ๊งไอเดียว่า ครั้งนึงเราเคยทำการศึกษาช่วยเด็กๆ วันนั้นเรามีความสุขจังเลย ร้องเพลงมันก็แค่ทำให้คนลุ่มหลง เราก็เลยหันมาทำงานด้านการศึกษาอย่างจริงจัง” เผยวิกฤตชีวิตช่วงทำสื่อการเรียนการสอน สุดแสนลำบาก เจ๊งไม่เป็นท่า ตกอับถึงขนาดหากลงจากรถไปกินหญ้าได้ คงจะทำไปแล้ว “ชีวิตในเชิงธุรกิจแรกๆ ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ตอนนั้นทำเพลงด้านการศึกษาออกไปแล้วเจ๊ง แต่เรามีความรู้สึกว่า ในระหว่างที่เราทำมีความสุข รู้สึกว่าชีวิตเรามีพลังมากเลย เราเลยพยายามคิดค้นกระบวนการต่อไปว่า เราจะอยู่ตรงจุดนี้ได้อย่างไร โดยที่ไม่หันหลังให้กับมัน เพราะทำกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็เจ๊ง เรียกว่าตัวเงินแทบจะไม่ค่อยได้เห็นกันเลย” “ช่วงนั้นถ้าสามารถจอดรถข้างทาง แล้วลงไปกินหญ้าได้ คงลงไปกินแล้วล่ะในยามที่หิว(หัวเราะ) บางทีเงินในกระเป๋าไม่มีเลย อย่างไปกัน 2 คนจะลงไปกินข้าว แต่เรามีเงินสำหรับ 1 คนเท่านั้นที่ได้กิน เราก็เลยเปลี่ยนเป็นซื้อน้ำทาน ประทังความหิวเพื่อจะกลับให้ถึงบ้าน แล้วค่อยไปหาอะไรลองท้องที่บ้าน ผมเคยเป็นถึงขนาดนั้น แต่สิ่งนึงที่ทำให้เรายังยืนหยัดต่อคือ เราทำแล้วตาเป็นประกายและมีความสุข” หลังจากเจ๊งไม่เป็นท่าหลายครั้ง เจ้าตัวเลยใช้ลูกบ้า ผันตัวเองลองมาเป็นครูสอนเด็กอนุบาล เพื่อค้นคว้าหาหลักสูตร ซึ่งใช้เวลา 8 ปีในการพัฒนาหลักสูตรกว่าจะประสบความสำเร็จ “ที่เรามาเป็นครูเพราะตั้งใจมาเอาประสบการณ์ เราจะมาสร้างเทคนิควิธีการ ที่ไม่น่าจะมีใครเหมือนและไม่น่าจะเหมือนใคร ด้วยความที่เราไม่มีพื้นฐานด้านนี้เลยงงๆ ผมก็เลยเลือกที่จะไปงงกับเด็กอนุบาล เหมือนเริ่มต้นไปพร้อมๆกับเขาด้วย แต่พอเป็นครูอนุบาลจริงๆ กลับกลายเป็นด่านอรหันต์ เป็นด่านที่ยากมาก เพราะการสอนเด็กเล็ก เราไม่สามารถใช้คำพูดที่เยอะได้ในการอธิบาย เด็กจะงงๆ แต่พอพูดน้อยๆเด็กก็ไม่เข้าใจ” “มันเลยทำให้เราต้องคิดว่า จะใช้กระบวนการยังไง ถึงจะทำให้เขาเกิดความสนใจได้ด้วยตัวเขาเอง ซึ่งเทคนิควิธีตรงนี้แหละที่ผมใช้เวลากับมันถึง 8 ปี ผมกล้ายืนยันได้เลยว่า ไม่มีใครที่จะมาบ้าเท่าผมแล้ว ในระหว่างที่สอนผมทิ้งดนตรี ที่เป็นสิ่งที่ผมรักออกไปเลย ผมเลือกที่จะทำมันอย่างจริงจัง เรียกว่าตอนนั้นกินแกลบก็กินแกลบวะ” “เวลาไม่มีเงินผมก็จะไปร้องเพลงยังชีพ ตามร้านคอฟฟี่ช็อพ หรือตามต่างจังหวัด พอให้เป็นทุนอยู่ได้ เขามาจ้างเราให้ไปร้องอาทิตย์นึง เราก็นับบวกลบคูณหารแล้ว เออ..เราอยู่ได้ก็โอเค เพราะลำพังอาชีพครูอย่างเดียวผมก็อยู่ไม่ได้ แต่เราก็ต้องทน ทนเพื่อที่จะปั้นให้การศึกษาที่เราวาดฝันเอาไว้ มันเกิดขึ้นเหมือนในความคิดเรา” “กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ผมต้องบอกเลยว่า เราต้องเอาจริง ต้องมีลูกบ้า ลูกฮึด ถามว่าท้อมั้ยในการทำ บอกเลยว่าท้อไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ แต่พอท้อก็ปล่อยให้มันท้อ แล้วเดี๋ยวความท้อมันก็จะหมดไป ขออย่างเดียวคืออย่าถอย” “ในเวลา 8 ปีผมทั้งสอน คิดค้นหลักสูตรและทดลองทำไปด้วยพร้อมๆกัน ก็คิดค้นกระบวนการมาเรื่อยๆจนกระทั่งมันเป็น คีรีบูน จีเนียส มิวสิค ซึ่งเป็นหลักสูตรที่จะสอนให้เด็กเป็นนักคิด นักบริหารตั้งแต่อนุบาล สร้างภาวะผู้นำโดยใช้ดนตรีเป็นตัวหลอกล่อ เด็กจะเก่งดนตรี โดยที่เขาจะมีนิสัยเป็นคนช่างสังเกต เขาจะเปิดนิสัยแบ่งปัน ทำงานว่องไว เขาจะเกิดนิสัยในการอ่านใจคนอื่น และก็อ่านใจตัวเอง และรู้จักประเมินสถานการณ์ นี่คือการสร้างคนจากกระบวนการดนตรีของผม” “ตอนนี้ผมทำหลักสูตรมาร่วม 10 ปีแล้ว รู้สึกว่าเอเอฟเพิ่งจะมาถึงรุ่นปีที่6 แต่ผมทำมาก่อนเอเอฟอีก ครูของผมทุกคนต้องมาเวิร์คช็อป จับสลากมาแสดงการสอนของแต่ละสัปดาห์ ก็ให้เขาออกมาสอนให้ดูแล้วเราเองจะเป็นคนวิพากษ์วิจารณ์ว่า แบบนี้คุณพูดเยอะไป ทำไมคุณไม่เปลี่ยนคำพูดเป็นอย่างนี้ เด็กจะเข้าใจมากกว่าเยอะเลย นี่คือกระบวนการจัดการภายในของผม ซึ่งผมจะมีการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรของผมด้วย” ฝันต่ออยากปฎิรูปการศึกษาแนวใหม่ ทำสื่อการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ แต่ตอนนี้ทำได้แค่เพียงเป็นวิทยากรให้ความรู้กับครูท่านั้น “ความสุขของผมคือการที่ได้สัมผัสเด็กๆ และผมได้สร้างงานพัฒนาหลักสูตรสำหรับเด็กในแต่ละวัย ตอนนี้กำลังมีฝันที่อยากทำเหลือเกินคือ เราทำดนตรีสำเร็จมาในระดับนึง แต่เรามองเห็นปัญหาของประเทศก็คือ เด็กยังมีปัญหาในเรื่องของการเรียนการสอน ในเรื่องของวิชาการที่สำคัญอย่างเช่น วิชาคณิตศาสตร์ ผมอยากจะทำกระบวนการออกมา เพื่อที่จะทำให้เขาสนุกกับวิชาคณิตศาสตร์ และมีความรู้สึกว่ามันช่างง่ายนิดเดียว” “แต่ตอนนี้ผมทำได้แค่เป็นวิทยากร ให้กับครูที่สอนตามราชภัฏหรือจุฬาฯ เพื่อให้เขาเข้าใจการเรียนการสอน ในเรื่องของธรรมชาติของเด็กได้อย่างถูกหลักวิชาการ และถูกหลักการเรียนการศึกษา ผมทำได้แค่ไปให้ความรู้เขา อย่างเป็นรูปธรรมเท่านั้น” “ถามว่าธุรกิจการศึกษาของผมเป็นเชิงพาณิชย์มั้ย มันจำเป็นครับ ผมก็ต้องตอบว่าใช่ แต่ธุรกิจของผมไม่ได้ไปเอาเปรียบสังคมเลย เพราะค่าใช้จ่ายมันถูกลงมากว่า6-7เท่า แต่สาระที่เด็กๆจะได้มันมากมายเลยทีเดียว ผมเองก็ไม่ต่างอะไรกับแม่ค้า ที่ขายกับข้าวอยู่หน้าปากซอย ผมต้องทำพะโล้หม้อใหญ่ๆและต้องขายคนจำนวนมากทั้งซอย กว่าผมจะได้กำไรแค่นิดนึง” ยอมรับได้รับผลกระทบ ถูกบางโรงเรียนเลิกจ้าง หลังขึ้นเวทีพันธมิตร แต่ไม่ท้อเพราะคิดว่าได้ทำสิ่งที่ดีสำหรับประเทศไทยแล้ว “ในความรู้สึกผมอะไรที่ทำแล้ว เป็นสิ่งที่ดีกับประเทศ ผมอยากทำ อย่างคนที่ตัดสินใจขึ้นเวทีพันธมิตร ผมถือว่านี่คือสุดยอดของบุคคลที่เสียสละแล้ว ยอมรับว่าหลังจากที่เราไปขึ้นเวที ก็มีผลกระทบกับเราบ้าง ผมไม่สามารถไปรับงานได้อย่างกว้างขวางเหมือนก่อน ครอบครัวผมก็หวาดหวั่น เพราะผมแสดงตนขึ้นเวทีพันธมิตร แต่ผมคิดว่ามันก็ต้องแลก อย่างเรื่องงานก็มีกระทบบ้าง ทางโรงเรียนหรือว่าผู้ปกครองมีบางที่ที่บอกเลิกจ้างเรา แต่เป็นส่วนน้อยมากก็ถือว่าเป็นโชคดีไป ซึ่งเราเองก็ต้องยอมรับกับสิ่งนั้น” มองวงการปัจจุบันเดี๋ยวนี้ศิลปินขายหน้าตามากกว่าผลงาน ศิลปะเป็นไปในเชิงแสวงหารายได้มากกว่าจรรโลงจิตใจ แนะศิลปินหน้าใหม่ลองถามตัวเอง ได้อะไรจากการเป็นซูเปอร์สตาร์ “ศิลปินสมัยก่อนเขาขายผลงานกัน ไม่ได้ขายหน้าตาอย่างสมัยนี้ มีคนเคยบอกว่าเวลาคนดังแล้วจะมีราศีจับ ซึ่งผมมองว่ามันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะผมรู้ตัวดีว่าไม่ได้เป็นคนหน้าตาดีอะไรเลย ที่เราดังมาได้ มันดังมาจากผลงานของเราจริงๆ” “ผมมองว่าวงการนี้อาชีพนี้ จะก้าวหน้าไปในเชิงการตลาด แต่ในเชิงศิลปะผมว่าตอนนี้มันถอยหลัง ในสมัยผมมันยังมีอะไรที่มีความคิดสร้างสรรค์ ศิลปินนี่เป็นศิลปินจริงๆ แต่ทุกวันนี้ผมมองเห็นแค่เพียงนักร้อง เพราะฉะนั้นศิลปะที่มันออกมาจากข้างใน มันก็เลยถูกกำหนดโดยตัวการทำงานของฝ่ายเขียนเพลง คนทำดนตรีที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านดนตรีเท่านั้น แล้วก็ป้อนเพลงมาให้นักร้อง” “ผมอยากเห็นบริษัทที่เปิดกว้าง ให้แต่ละคนได้มีความคิดสร้างสรรค์กันมากกว่านี้ ยิ่งปัจจุบันมีเอ็มพี3 เทปผีซีดีเถื่อนยิ่งแล้วใหญ่ มุมมองผมในตอนนี้ศิลปินยิ่งไส้แห้ง เงินส่วนใหญ่ไม่ได้ไปกระจุกอยู่กับศิลปินที่เขาสร้างสรรค์ผลงาน สังคมไทยตอนนี้เป็นสังคมที่แย่มากๆ สุดๆแล้ว” “ยิ่งปัจจุบันมีการประกวดล่าฝัน เพื่อที่จะขึ้นมาเป็นที่หนึ่ง ได้เป็นนักร้องค่อนข้างเยอะ ในมุมมองของผมดนตรีไม่ได้หมายถึง ความเป็นที่1 ของดนตรี มันคือ1ในด้านความสุข ด้านความมั่นคงทางอารมณ์ และด้านความเป็นตัวตนของคุณ มันยังมีอีกหลายมุมมาก แต่ถ้ามีรายการอย่างนี้เยอะเข้า มันจะทำให้สังคมคิดว่า การขึ้นไปเป็นที่ยอมรับได้คะแนนสูงสูด นั่นคือที่หนึ่งของชีวิต” “เดี๋ยวมันจะเหมือนอ๊อด คีรีบูนในยุคนึง ที่พอขึ้นไปแล้วมันถึงรู้ว่า มันไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ศิลปินทุกวันนี้คุณควรลองกลับไปถามตัวคุณเองว่า คุณมีความสุขจริงกับการที่ได้มายืนอยู่ตรงนี้หรือเปล่า ใครก็อยากจะเป็นซูเปอร์สตาร์กันทั้งนั้น แต่เราต้องเป็นในสิ่งที่เราได้เป็นตัวเอง และมีความสุขกับสิ่งที่ทำไปพร้อมๆกัน” | | | | | |
| อี้ว์ปั้งเซียงเจิง อี๋ว์เวิงเต๋อลี่ : นก หอย และคนตกปลา |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ |
4 สิงหาคม 2552 19:00 น. |
 |
|
|
ที่มา http://qingmei.host.cf6.cn/ | |
 | 鹬蚌相争,渔翁得利 鹬(yù) อ่านว่า อี้ว์ แปลว่า นกปากซ่อม 蚌(bàng) อ่านว่า ปั้ง แปลว่า หอยกาบ 相争(xiāng zhēng) อ่านว่า เซียงเจิง แปลว่า ทะเลาะกัน 渔翁(yúwēng) อ่านว่า อี๋ว์เวิง หมายถึง คนตกปลา 得利(dé lì) อ่านว่า เต๋อลี่ แปลว่า ได้ประโยชน์ ครั้งหนึ่ง เมื่อรัฐเจ้าเตรียมการที่จะเข้าโจมตีรัฐเอียน ซูไต้ แห่งรัฐเอียน ได้รับหน้าที่ทางการทูตเดินทางมาเจรจากับอ๋องเจ้าฮุ่ยแห่งรัฐเจ้า โดยซูไต้ ได้กล่าวกับอ๋องรัฐเจ้าใจความดังนี้ “ระหว่างทางที่ข้าน้อยมาวันนี้ ขณะที่กำลังเดินทางข้ามแม่น้ำ ได้มองเห็นหอยกาบตัวหนึ่งโผล่หัวออกมาอาบแดด พลันก็มีนกปากซ่อมตัวหนึ่งรี่เข้ามาใช้จะงอยปากหวังจิกกินเนื้อหอยตัวนั้น หอยกาบจึงหุบเปลือก 2 ข้างเข้าด้วยกัน หนีบจะงอยของนกปากซ่อมเอาไว้แน่น นกจึงอ้าปากไม่ได้ ส่วนหอยก็ขึ้นจากน้ำเป็นเวลานาน ทั้ง 2 รู้สึกลำบากมาก จากนั้นจึงเริ่มทะเลาะกัน นกปากซ่อมกล่าวว่า “ถ้าวันนี้ฝนไม่ตก พรุ่งนี้ฝนไม่ตก หอยกาบในโลกนี้คงจะน้อยลงไป 1 ตัวแน่ๆ (ถ้าไม่ได้น้ำหล่อเลี้ยง หอยกาบคงต้องแห้งตาย)” หอยกาบจึงตอบโต้ไปว่า “แต่ถ้าวันนี้ปากของแกอ้าไม่ได้ พรุ่งนี้ก็อ้าไม่ได้ ในโลกนี้ก็คงจะมีศพนกปากซ่อมเพิ่มขึ้นอีก 1 ศพกระมัง (หากไม่สามารถอ้าปากกินอาหาร นกปากซ่อมก็คงจะต้องหิวตายเช่นกัน) สัตว์ทั้ง 2 ชนิดล้วนไม่มีใครยอมใคร พอดีกับที่เวลานั้น มีคนตกปลาผู้หนึ่งเดินผ่านมาพบเห็น จึงจับทั้งนกและหอยกลับบ้านไปพร้อมกัน... เช่นเดียวกับรัฐเจ้าและรัฐเอียน หากทำสงครามยืดเยื้อล้วนไม่เป็นผลดีกับทั้งสองรัฐ หากเป็นเช่นนั้นเกรงว่ารัฐที่แข็งแกร่งเช่นรัฐฉินจะทำตัวเป็นดั่งคนตกปลาที่รอเวลาตักตวงผลประโยชน์ไปเสียสิ้น ดังนั้นจึงขอให้ใต้เท้าโปรดใคร่ครวญให้ดี” เมื่ออ๋องรัฐเจ้าได้ฟังก็คล้อยตาม และสั่งระงับแผนการโจมตีรัฐเอียนในที่สุด สำนวน “อี้ว์ปั้งเซียงเจิง อี๋ว์เวิงเต๋อลี่” หรือ นกกับหอยทะเลาะกัน แต่คนตกปลาได้รับประโยชน์ มักใช้เพื่อตักเตือนว่า ยามที่ต้องทะเลาะ หรือมีปากเสียงกับผู้อื่น ควรใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาแทนที่จะใช้อารมณ์ มิเช่นนั้นจะทำให้เกิดความสูญเสียทั้ง 2 ฝ่าย ปล่อยให้มือที่ 3 ได้รับประโยชน์ไปฟรีๆ สำนวนนี้ใช้ในตำแหน่งภาคแสดง หรือส่วนขยายนาม (定语) ตัวอย่างประโยค 在资本主义社会里, 鹬蚌相争渔翁得利的事情是时有发生的。 ภายใต้ระบอบทุนนิยม เหตุการณ์ประเภท ~ นั้นสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา | |
| ควาฟู่จู๋ยื่อ : ควาฟู่ไล่ตามตะวัน |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ |
1 กันยายน 2552 18:40 น. |
 |
夸父 (kuā fù) อ่านว่า ควาฟู่ เป็นชื่อเซียนผู้หนึ่งในตำนานจีน 逐 (zhú) อ่านว่า จู๋ แปลว่า ติดตาม ไล่ตาม 日 (rì) อ่านว่า ยื่อ แปลว่า ดวงอาทิตย์
|
|
|
ที่มา www.i8837.cn | |
 | ในสมัยโบราณ มีเซียนวิเศษผู้หนึ่ง นามว่า ควาฟู่ เขามีความใฝ่ฝันอันแรงกล้าที่สุดคือการไล่ตามดวงอาทิตย์ให้ทัน วันหนึ่ง ขณะที่ดวงอาทิตย์เพิ่งจะกำลังโผล่พ้นขอบฟ้าออกมาได้เพียงครึ่งดวง ควาฟู่ก็เริ่มต้นออกวิ่งจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตกพร้อมไม้เท้าคู่กายทันที โดยในวันนั้นตั้งแต่ยามเช้า เขาไม่กินไม่ดื่ม ไม่แม้กระทั่งหยุดพัก ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย ไปตามทิศทางที่เงาของแสงอาทิตย์ทอดผ่าน เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งถึงยามบ่ายคล้อย ควาฟู่วิ่งไล่ติดตามดวงอาทิตย์ไปจนถึงหุบเขา มุมที่ดวงอาทิตย์จะตก ณ ที่แห่งนี้เป็นประจำทุกวัน แต่ในเวลานั้นเอง เขาเกิดความรู้สึกกระหายน้ำเป็นที่สุด เนื่องจากร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรง จึงจำเป็นต้องดื่มน้ำเป็นจำนวนมากโดยเร็ว ดังนั้นควาฟู่ จึงวิ่งไปยังริมฝั่งแม่น้ำเหลือง(ฮวงโห) เพื่อดื่มน้ำ และด้วยความกระหาย เขาจึงดื่มน้ำในแม่น้ำเหลืองหมดสิ้นจนปรากฏท้องน้ำ แต่ความกระหายยังไม่จาง จึงวิ่งไปดื่นน้ำยังแม่น้ำเว่ย จนแม่น้ำเว่ยแห้งขอดอีกเช่นกัน แต่เขาก็ยังคงไม่หมดความกระหายน้ำ รู้สึกเหมือนร่างกายแผดร้อนดุจเปลวเพลิงสุมรุม เกิดความทุกข์ทรมานยิ่งนัก ในตอนนั้นเอง ควาฟู่ คิดขึ้นมาได้ว่า ณ ภูเขาเอี้ยนเหมินทางทิศเหนือ ยังมีทะเลสาบอยู่อีกแห่งหนึ่งที่กว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา ดังนั้นเขาจึงคิดเดินทางขึ้นเหนือเพื่อหวังใช้น้ำในทะเลสาบแห่งนั้นมาดับความกระหายของตน ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว ควาฟู่ กระหายน้ำจนถึงขั้นวิกฤต เกรงว่าแม่แต่การเดินตามปกติก็แทบไม่มีเรี่ยวแรงสืบเท้าแล้ว อีกทั้งทะเลสาบก็อยู่ห่างไกลนัก ยากที่จะไปถึงได้ทันท่วงที ควาฟู่แข็งใจเดินทางไปได้เพียงระยะหนึ่ง ก็หมดเรี่ยวแรง สุดท้ายก็ล้มลงสิ้นใจตายเพราะอาการขาดน้ำอย่างรุนแรงอยู่ข้างทางนั้นเอง เมื่อควาฟู่ ล้มตัวลง ไม้เท้าที่เขาถือมาจึงหลุดจากมือในตอนนั้น ภายหลังจากที่เขาตายไปแล้ว จุดที่ไม้เท้าตก ได้กลายเป็นป่าใหญ่ แผ่กิ่งก้านปกคลุมพื้นที่นับพันๆ ลี้ ต่อมา สำนวน “ควาฟู่จู๋ยื่อ” หรือ “ควาฟู่ไล่ตามตะวัน” ถูกนำมาใช้ในความหมายทั้งทางบวกและทางลบ โดยความหมายทางบวกหมายถึง ผู้ที่มีปณิธานแรงกล้า ส่วนความหมายในทางลบ หมายถึงผู้ที่ไม่ประมาณตน ไม่รู้ขีดจำกัดของตนเอง สำนวนนี้ใช้ในตำแหน่งกรรม(宾语) หรือส่วนขยายนาม(定语) ตัวอย่างประโยค 他的这种夸父逐日的行为,有些人赞成,也有些人嘲笑。 พฤติกรรม ~ ของเขา มีทั้งคนยกย่อง และมีทั้งคนหัวเราะเยาะ
| |
| สาวร็อกแม่ลูกสอง สุกัญญา มิเกล (2) |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ |
1 กันยายน 2552 18:42 น. | |
 |
โดย กุลิสรา กัณหะวัฒนะ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว “สาวร็อกแม่ลูกสอง สุกัญญา มิเกล (1)” นอกจากสะท้อนวิธีคิดอันละเอียดอ่อนลึกซึ้งของร็อกเกอร์สาว สุกัญญา มิเกล ไม่ว่ามุมมองความเป็นหญิงเก่ง การให้เกียรติสามีแล้ว ยังชี้ให้เห็นถึงความตั้งใจจริง อยากมีลูกของเธอ จากการใช้ชีวิตคลุกคลีบุหรี่แอลกอฮอลล์ เธอเลิกทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ยา หากใช้วิธีธรรมชาติบำบัดแทนยามเจ็บป่วย เพื่อให้ลูกในท้องได้รับแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมีสติและเข้มแข็งเมื่อลูกสาวคนโต ‘เลอเบีย’ ในขณะอายุได้เพียง 1 เดือนเศษ ต้องเข้ารับการผ่าตัดด้วยโรคปลายกระเพาะตีบ ซึ่งเป็นแรงดลใจให้เธอเขียนพ็อกเก็ตบุ๊ค “เด็กหญิงชุดแดงบนหาดทรายสีขาว”
|
ลูก ของขวัญจากพระเจ้า
|
“มันเป็นมโนภาพแห่งความฝันตั้งแต่ท้องแล้วว่า ลูกจะแข็งแรง วันหนึ่งเราจะวิ่งด้วยกันที่ชายหาด” สุกัญญา ย้อนเล่าสมัยตั้งครรภ์ว่า ทุกคืนหลังจากอ่านหนังสือคู่มือคุณแม่มือใหม่ ก่อนนอนก็จะลูบท้องคุยกับลูก “หนู เอาผมแบบหม่ามี๊นะ เราสั่งจิตเลย เรื่องสั่งจิตคือ สั่งเซลล์ เราทำวิจัยด้วยตัวเราเองนะ เราคิดของเราเอง เราเชื่อว่าเซลล์คือ สิ่งมีชีวิต หนึ่งเซลล์คือ หนึ่งชีวิต แล้วรวมตัวกันมาเป็นชิ้นเนื้อชิ้นหนึ่ง มันรวมเซลล์หลายตัวเข้ามาด้วยกัน ถ้าเราสั่งจิต แสดงว่า ไอ้เซลล์ที่เราสั่งเหล่านั้นจะเชื่อฟัง เพราะเราเป็นสิ่งที่ใหญ่ควบคุมชีวิตอีกทีหนึ่ง เราคิดอย่างนี้ คิดแบบบ้าๆ คิดเหมือนคนหลุดๆ แล้วมาดูสิ่งที่เราสั่งสิ เอาผมแบบหม่ามี๊ เอาคิ้วแบบป่าปี๊นะลูก เพราะเราไม่มีคิ้ว แต่เอาปากแบบหม่ามี๊ เอาไหล่กว้างๆ ก้นงอนๆ ของป่าปี๊นะลูก ขาเหมือนหม่ามี๊นะยาวๆ เอามือของป่าปี๊ คุณเชื่อมั้ย..มือเค้าไม่เหมือนเราเลย แต่ผมหยิกเหมือนเรา ตา ขนตา มาทางเราหมด แล้วคิ้วไปเหมือนพ่อ แต่ตอนท้องทาเนีย เราไม่ได้สั่งจิต” ‘ทาเนีย’ คือ ลูกคนที่สองซึ่งเพิ่งลืมตาดูโลกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เธอตั้งครรภ์ลูกชายคนนี้ขณะร่วมต่อสู้ เป็นหนึ่งในพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย “ทาเนียเป็นภาษาอังกฤษ แปลประมาณว่าขอบคุณของขวัญของพระเจ้า ตอนนั้นชุมนุมอยู่ ท้องได้ประมาณเดือนที่ 3 ก่อนไปอัลตราซาวนด์รู้ว่าเพศอะไร แฟนฝันว่ามีผู้ชายแบบ the man หน้าออกฝรั่งเหมือนพวกเอสกิโม มาบอกว่าผมชื่อ ‘ทาเนีย’ เช้าขึ้นมาเขาก็เล่าให้ฟัง เขาเป็นคนมีซิกซ์เซ้นท์ เราเชื่อว่าเป็น sign ของพระเจ้า หมายถึง เวลาจะได้อะไรมาในชีวิต มันมีสัญญาณบอก ก่อนท้องเลอเบีย ตอนปล่อย ไม่คุมแล้ว มีวันหนึ่งดื่มเบียร์ก่อนขึ้นโชว์ แล้วเรอออกมา คุณสามีได้ยินบอก เอ๊ะ ! เสียงเรอเบียร์น่ารักดี ไพเราะดี ถ้ามีลูก ให้เป็นชื่อลูกล่ะกัน เพราะมันไม่เจาะจงเพศ เป็นเพศหญิงก็ได้ เพศชายก็ได้ เราก็จดไว้ หลังจากนั้นไม่นาน ก็มารู้ว่าตัวเองท้อง สรุปว่าใช้ชื่อนี้กัน เพราะเราเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ปุ๊บขึ้นมา เหมือนสัญญาณบางอย่าง” และ ‘เลอเบีย’ ก็แปลว่า ‘เกียรติยศ’ ซึ่งเธอเขียนไว้ในหนังสือว่า “..เมื่อลูกเติบโตขึ้นมา ไม่ว่าจะทำอะไรขอให้นึกถึงเกียรติและศักดิ์ศรีของตัวเองเป็นลำดับแรก..”
|
ต่อสู้ด้านความคิดกับลูก
|
หลังจากน้องเลอเบียผ่าตัด ก็หายเป็นปกติ เติบโตแข็งแรงปีนี้อายุ 4 ขวบกำลังจะเข้าสู่วัยเรียน ช่างคิดช่างจินตนาการ คุณแม่มิเกลเล่าถึงการอบรมสั่งสอนเลี้ยงดูสาวน้อยผมหยิกของเธอว่า “ตอนนี้เริ่มยากสำหรับเรานิดหนึ่ง เลอเบียเริ่มเป็นตัวของตัวเองมาก และเค้าเป็นเด็กเชื่อมั่นในตัวเองสูงมากเลย เราต้องการให้เค้าเป็นอย่างนี้ด้วย ด้วยความที่เราหัดให้เค้ามี self confident มันก็ต้องเหนื่อยกับการต่อสู้ด้านความคิด บางทีเราบอก-หนูใส่เสื้อตัวนี้สิลูก มันสวยมากเลยนะ เค้าบอก-ไม่เอา เราถาม-ทำไมน่ะลูก เค้าบอก-ไม่มีแขน เราก็พูดว่า-ใส่ได้ เห็นแค่แขน ไม่เป็นไรหรอก เค้าบอก-ไม่ชอบ เราต้องใช้หัวสมองคิดทันทีเลย-ลูก ไม่เป็นไร วันนี้ไม่ได้ออกนอกบ้าน หนูใส่อยู่ในบ้าน อากาศร้อนนะคะ เค้าก็-เหรอคะ ไม่ต้องออกไปเหรอ คือ เค้าเป็นคนไม่ชอบใส่เสื้อกล้าม แต่แม่ชอบใส่เสื้อกล้าม ลูกเค้าอายแขนเค้า เหมือนเด็กโบราณ ตามดวงเค้า ดวงเค้าเป็นคนติดบ้าน ชวนไปไหน ไม่ไป ชอบอยู่บ้าน เล่นนั่นเล่นนี่ พูดนั่นพูดนี่” เธอกล่าวว่าการพูดคุยสื่อสารกับเด็กต้องระมัดระวังมาก ห้ามใช้อารมณ์เด็ดขาด ที่สำคัญ ต้องอธิบายด้วยเหตุด้วยผล “เด็กมีความเข้าใจได้ดี พูดเป็นเหตุเป็นผลกับเค้า ไม่ใช่อาโนเนะ หน่อมแน้มกับเค้า เด็กเค้าไม่สนใจหรอก มีอยู่วันหนึ่งเราตะโกนเรียก ‘นาง’ มาทำนี่หน่อย เจ้าเลอเบียเอาบ้าง ตะโกนเรียก ‘นาง’ เลียนแบบเราเลย เราคิดเป็นแบบนี้ไม่ได้แล้ว เราต้องเรียก ‘พี่นาง’ เพื่อที่จะให้ลูกให้เกียรติคนอื่น ‘พี่นาง ขอกาแฟแก้วหนึ่งนะคะ’ เจ้าเลอเบียก็ ‘พี่นางคะ ขอนมขวดหนึ่ง’ อยู่กับเด็กต้องละเอียด แต่ไม่ต้องไปกังวลกับมัน เมื่อใดที่เราเห็นความผิดพลาด เรารีบแก้ และทำให้เป็นสม่ำเสมอ เราบอกทั้งพ่อและลูก มี 4 ข้อ เลอเบียฟังนะ พ่อด้วย หนึ่ง-ตื่นมา แปรงฟันก่อน พ่อชอบย้วย ศิลปินเต็มที่ บทจะขึงขัง ลูกรับไม่ได้เลย บทจะย้วยก็ย้วยเลยนะ แต่ของเราจะทำสม่ำเสมอ สอง-เก็บที่นอนนะคะ สาม- เลอเบียไปเอานมมาดื่ม 1 ขวด ต่อจากนั้นจะทำอะไรก็ได้ วาดรูป ดูทีวี ฯลฯ แต่ 1 CD เท่านั้น สี่-ไปกินข้าว เมื่อเช้าบอกพี่นางอย่าให้เลอเบียกินข้าวเกิน 9 โมงนะ ห้ามกินมาม่าอีกต่อไป กินอะไรได้บ้าง เส้นพาสต้า เส้นสปาเก็ตตี้ ข้าว ข้าวเหนียว และไข่ อันนี้เป็นเบสิก ถ้าไม่รู้จะทำอะไรแล้ว ให้มันวนอยู่ในนี้ แต่ไม่มีมาม่าอีกต่อไปแล้ว เลอเบียอ้อน-ทำไมคัพนู้ดเดิ้ลไม่ได้แล้วเหรอ เราบอก-ไม่ได้ลูก กินคัพนู้ดเดิ้ลแล้วสมองฝ่อ เดี๋ยวหนูจะเล่นเกมไม่เก่ง ทำอะไรก็ไม่เก่งนะ ปีหน้าหนูต้องไปเข้าโรงเรียนแล้ว ก็เริ่มฝึกเค้า”
|
“เราเป็นแม่ที่โหดนะ เช่น เราจะบอกว่า-หนูขึ้นไปกระโดดทำไม หยุดได้แล้วไม่กระโดด ..ไม่ฟัง.. ห้ามกระโดดนะลูก อย่าใส่รองเท้าขึ้นไป ..ไม่หยุด.. เฮ้ ! ไม่หยุดแบบนี้ แสดงว่าหนูโง่นะเนี่ย ถึงฟังแล้วไม่เข้าใจ เลอเบียบอก-ไม่โง่นะ ฉลาดนะ เราก็บอกเค้าว่า-ถ้าฉลาดต้องหยุดสิคะ เหตุผลคืออะไร เพราะหนูใส่ขึ้นไป หนึ่ง-ดูไม่สง่างาม สอง-ทำของเปื้อน เราใช้คำว่า ‘โง่’ ถ้าจะเป็นปมอะไรต่อไป เราก็ต้องยอมรับ เพราะเราชอบพูดกับลูกว่า หนูอย่าทำอย่างนี้สิคะ หนูโง่เหรอที่ทำอย่างนี้ เค้าเถียง-ไม่ เลอเบียเก่ง เลอเบียฉลาดนะ เราก็จะพูดกับเค้าว่า-ถ้าฉลาด หนูอย่าทำที่มันโง่ๆ อย่างนี้สิ และก็ทำแบบนี้ เช่น เค้าร้องงอแง หนูเป็นเบบี้เหรอ เบบี้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หนูเป็นเบบี้ใช่มั้ย มันอาจส่งผลให้เค้าปีนมากกว่าอายุ อาจเป็นไปได้ เค้าเริ่มอาการ เรารู้สึก เค้าเริ่มเอาชนะ นิสัยเอาชนะเป็นของพ่อเค้าเต็มๆ เลยนะ ชอบแข่งขัน อาจเป็นทั้งสองแบบ แข่งขันทั้งกับตัวเองและคนอื่น ถ้าสามารถปรับได้ตอนโตขึ้น ไม่ทำความเดือดร้อนให้คนอื่น หรือคอยพึ่งพาผู้อื่น เราว่าก็ดีกว่า เดี๋ยวโตขึ้นมาจะปรับไปอีกขั้นหนึ่ง ละเอียดได้มากขึ้น เรามีขั้นตอนการลงโทษลูก มาตรการแรกคือ พูดก่อน ถ้าไม่ยอมฟัง สอง เสียงแข็งขึ้น ยังไม่ฟังอีก สาม ออกคำสั่ง ถ้าออกคำสั่งแล้วยังดื้ออีก เราจะใช้มาตรการลงโทษเลย คุณพ่อชอบลงโทษโดยการให้ไปเกาะกำแพง เค้ากลัวมาก เค้าไม่ชอบไปยืนเกาะกำแพง ห้ามไปไหน เหมือนโดนขัง บอก- หม่ามี๊ ช่วยปลดล็อกให้หนูหน่อย หนูออกไม่ได้ คือ เค้ารู้สึกเหมือนโดนล็อกไว้ เราก็หัวเราะในใจ แต่ทำหน้าขรึมไว้ เดินไป-อืม ปลดล็อกให้ แต่จริงๆ แล้ว เป็นปลดล็อกอากาศน่ะ ตลกดี บางทีก็นั่งขำ นึกในใจเลอเบียไม่คิดเลยเหรอว่ามันออกเองได้”
|
ครอบครัวร็อกแอนด์โรล
|
ด้านความสัมพันธ์กับน้องชาย แรกๆ เลอเบียไม่เข้าใจว่าทาเนียมาจากไหน ออกอาการเคืองๆ ด้วยซ้ำ ทว่าสุกัญญามีวิธีการสร้างเสริมสายใยพี่น้อง… “ตอนคลอดน้องสองวันแรก เลอเบียโกรธแม่มากเลย ไม่ยอมพูด เค้าไม่เข้าใจว่าที่นอนอยู่คืออะไร เค้าเคยเห็นน้องอยู่ในท้องกลมๆ เค้าไม่คิดว่าออกมาจะเป็นอย่างนั้น เค้ามึนมาก สงสารเค้าเหมือนกันนะ คุยกับแฟน สงสารเค้านะ เราต้องปรับ อย่าไปดุเค้า เราก็เอ๊ะ ! ทำยังไงให้เค้ารู้สึกว่าน้องคือ สมาชิกคนหนึ่งในบ้าน พอถึงวันที่เราเอาชื่อทาเนียเข้าทะเบียนบ้าน-เลอเบียมานี่สิลูกไปอำเภอด้วยกัน เค้าถาม-ไปทำอะไรคะ เราก็บอก-หม่ามี๊จะไปเอาทาเนียเข้าไปในสมุดนะลูก พอกลับบ้าน เราเอาสมุดมาและบอก-เลอเบีย ไปโชว์ให้ป่าปี๊ดูกัน เราเปิดสมุดทะเบียนบ้าน ถามเค้าว่า-ครอบครัวเรามีกี่คน ชื่ออันดับที่หนึ่ง ป่าปี๊ สอง หม่ามี๊ สาม เลอเบีย และสี่ ทาเนีย หลังจากนั้นถามเค้า-ครอบครัวเรามีกี่คน เค้าบอก 4 คน มีใครบ้าง เค้าก็ตอบเรียงมาเลยนะ แปลกนะ เหมือนมีหลักฐานให้เค้าเห็น ไม่ใช่มาแล้วหายไป แต่ต้องเป็นอย่างนี้ตลอด นี่คือ หนึ่งในแฟมิลี่ ให้เค้ายอมรับก่อน และเดี๋ยวเค้าจะค่อยๆ กระชับความสัมพันธ์ไปเอง ตอนนี้ดีขึ้น เริ่มหอมน้อง ขอน้องมานั่งตัก เค้าเล่นกับน้อง แหย่น้อง จั๊กกะจี๋น้อง และอย่างเวลาน้องร้องไห้ เค้าจะลงมาตามพ่อแม่ บอก-ป่าปี๊ น้องร้องแล้ว และเค้าก็จะลงไปนอน คือ มาบอกว่าน้องร้องแล้ว” แม้ทาเนียยังเล็กมาก แต่คุณแม่มิเกลดูออกว่า มีแนวโน้มเป็นคนตรงไปตรงมา “สังเกต ร้องต้องมีเหตุผล อายุแค่ไม่กี่เดือนนะ จะไม่ร้องงอแงสะเปะสะปะ จะร้องต่อเมื่อหิว ร้องต่อเมื่อฉี่เปียก ร้องต่อเมื่อคอหันไม่ได้ คือ มันมีเหตุผลในการร้องของเค้าหมดเลย เลี้ยงง่ายกว่าเลอเบียเยอะ เลอเบียยังมีร้องด้วยความเหงา ร้องความรู้สึกอยากให้อุ้ม อกแม่นุ่ม ทาเนียก็มี เราก็อุ้ม แล้วพูดกับเค้า ไปนอนนะลูก วางเค้าลงเบาะ ร้องแอ๊ะ แอ๊ะ สักพักก็หลับเลย”
|
ดังที่กล่าวไว้แล้วว่าเห็นเป็นครอบครัวร็อกแอนด์โรลติสท์ๆ อารมณ์นี้ ทว่าทั้งเธอและสามีร่วมกันวางแผนชีวิตยาวไปถึงวัยชรา รวมถึงแผนการอนาคตของลูกๆ ว่า “เรามองไกล คุณพ่อบอกอายุ 16 ปล่อยวัดแล้ว จะไปทำอะไรก็ทำ เราบอกไม่ได้ขอ 18 คุณจะสูบบุหรี่ คุณมีเซ็กซ์ คุณมีได้ คุณจะสัก ตามสบาย คุณจะทำอะไรก็ได้ แต่คุณต้องอยู่ด้วยตัวเอง รับผิดชอบตัวเอง พ่อแม่จะไม่ยุ่งแล้ว เมื่อใดก็ตามที่เค้าเริ่มทำงานเองปุ๊บ ชีวิตจะเป็นของเค้าเองเลย แต่เราจะคอยเป็นที่ปรึกษา เหมือนระฆังคอยเตือนเฉยๆ ไม่เข้ายุ่งในสิ่งที่เค้าตัดสินใจทำ ให้เค้าเรียนรู้ไปเอง เราเชื่อว่าถ้าเค้า 25 วัยที่เป็นผู้ใหญ่เต็มที่แล้ว เค้าจะเข้าใจ เค้าจะหันมามองว่าชีวิตทีนเอจอาจหลงระเริงเป็น lost boy lost girl เรียนรู้แสวงหากันไป ความชั่วช้าดีงามอะไร ไปแสวงหาเอา นี่คือ สิ่งเราวางกันไว้ ตัวเราก็จะเป็นผัวเมียร็อกแอนด์โรลแก่ๆ เล่นดนตรี ไปเที่ยวทะเล ทำอะไรที่ชอบ อาจเปิดโรงเรียน อาจมีสมาคมนักดนตรีมาจอยกัน เด็กๆ มาเรียนดนตรีกันได้ ถ่ายทอดวิชาสิ่งที่รู้ให้กับคนรุ่นใหม่ต่อไป นี่คือ ความสนุกในวัยแก่ เราคิดไว้ก่อนแล้ว” ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างต้องเป๊ะ เธอบอกว่า อาจหลุดไปบ้างแต่คงไม่ไกลไปเท่าไร การวางแผนชีวิตไว้ทำให้ใช้ชีวิตอย่างมีทิศทาง “ไม่รู้ว่าเราจะเลี้ยงลูกได้ดีแค่ไหน แต่จะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้เค้ามีฐานทำอะไรคิดอะไรเพื่อคนอื่นบ้าง” เหมือนกับเธอ ซึ่งนอกจากทำงานด้านดนตรีแล้ว ยังวางแผนจะทำภาพยนตร์เพื่อสร้างจิตสำนึกแก่คนในสังคม เราจะนำความคิดเรื่องงานล้วนๆ ของเธอมาถ่ายทอดในสัปดาห์หน้าค่ะ | | | |
| “มนุษย์รู” ศรีสะเกษทุกข์หนัก ฝนตกต่อเนื่องน้ำท่วมที่อยู่กินนอนใต้ดิน |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ |
1 กันยายน 2552 19:05 น. |
 |
| “มนุษย์รู” นายสวน ใจแจ้ง อายุ 74 ปี ชาวบ้านวารีรัตน์ ต.ตองปิด อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ | |
|
 |
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| | |
 |
ศรีสะเกษ - มนุษย์รูศรีสะเกษทุกข์หนัก ฝนตกต่อเนื่องทำน้ำไหลซึมเข้าท่วมรูใต้ดิน ต้องนำไม้มายกสูงเป็นที่หลับนอนหนีน้ำท่วม เผยอาศัยอยู่กินนอนในโพรงใต้ดินมานานกว่า 30 ปี จนปัจจุบันยังคงหวาดผวาฟ้าร้อง-ฟ้าผ่าเช่นเดิม เมื่อเกิดฝนตกฟ้าร้องต้องวิ่งลงไปนอนหลบอยู่ในรูใต้ดินทันที วันนี้ (1 ก.ย. ) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่ นายสวน หรือ นายแงน ใจแจ้ง อายุ 74 ปี ชาวบ้านวารีรัตน์ ต.ตองปิด อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ ได้ลงไปนอนอยู่ในรูภายในกระท่อมเลี้ยงไก่ ซึ่งขุดลงไปเป็นโพรงใต้ดินขนาดใหญ่ กว้างประมาณ 1.5 เมตร ยาวประมาณ 2 เมตร อยู่ลึกลงไปจากผิวดินประมาณ 2 เมตร โดยได้อาศัยอยู่ในรูใต้ดินมานานกว่า 30 ปีแล้ว ล่าสุด ขณะนี้นายสวนยังคงอาศัยอยู่ในรูใต้ดินเช่นเดิม โดยมีร่างกายซูบผอม นอนอยู่ภายในรู ไม่สวมเสื้อ ลูกหลานจะนำ น้ำ ข้าวปลาอาหารมาส่งให้นายสวนกินอยู่ภายในรู และ อาศัยช่วงที่ไม่มีคนอยู่ขึ้นมาทำกิจธุระส่วนตัว อาบน้ำ อุจจาระ ปัสสาวะ จากนั้นก็กลับลงไปอยู่ในรูใต้ดินเช่นเดิม และในช่วงฤดูทำไร่ ทำนา นายสวนก็จะขึ้นมาช่วยญาติพี่น้อง คือ นายผาย ใจแจ้ง อายุ 88 ปี พี่ชายคนโต และนายไข ใจแจ้ง อายุ 75 ปี พี่ชายคนที่ 2 ทำไร่ ทำนา ขนาด 20 ไร่ ที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้เป็นมรดกร่วมกัน นอกจากนี้แล้วยังช่วยหาอาหารในท้องนา เช่น หอย ปู ปลา โดยการทำไซลงไปดักปลามาประกอบอาหารด้วย อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้มีฝนตกอย่างหนักต่อเนื่องในเขตพื้นที่ อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ ทำให้รูซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของนายสวนมีน้ำไหลซึมผ่านชั้นดินเข้ามาท่วมที่นอน นายสวนต้องใช้วิธีการหนีน้ำท่วม ด้วยการนำไม้มายกพื้นสูงขึ้นเหนือจากน้ำประมาณ 1 คืบ เพื่อให้สามารถนอนได้ และเพียงพอสำหรับวางหมอข้าว และ ตะเกียงอีก 1 อัน นายสวน ใจแจ้ง มนุษย์รูกล่าวว่า ในสมัยหนุ่มได้ไปรับจ้างแผ้วถางป่าและเลื่อยไม้ที่ภาคใต้ ซึ่งได้ดื่มเหล้าหนักและยุงกัดทำให้เป็นไข้มาลาเรียขึ้นสมอง มีอาการขวัญอ่อนหวาดผวาง่าย ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง จะกลัวมากเพราะคิดว่าหากถูกฟ้าผ่าตาย แล้วใครจะมารับผิดชอบ และจะไปเอาผิดกับใครก็ไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องขุดรูลงไปอยู่ใต้ดินเพื่อหลบซ่อนตัวจากการถูกฟ้าผ่า แต่เมื่อช่วงไม่มีฝนตกฟ้าร้องก็จะขึ้นมาช่วยญาติพี่น้องทำไร่ทำนาตามปกติ แต่เมื่อเกิดฟ้าร้องก็จะรีบลงไปอยู่ในรูทันที “ส่วนเวลาหลับนอนก็จะนอนในรูเป็นประจำทุกวันมานานกว่า 30 ปีแล้ว ซึ่งญาติพี่น้องทุกคนก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะตนไม่ได้มีอะไรผิดปกติ” นายสวนกล่าว ทางด้าน นายไข ใจแจ้ง อายุ 75 ปี อยู่บ้านเลขที่ 42 หมู่ 2 บ้านวารีรัตน์ ต.ตองปิด อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ พี่ชายคนที่ 2 ของมนุษย์รู เปิดเผยว่า นายสวนเคยเป็นป่วยเป็นโรคไข้มาลาเรียขึ้นสมอง จึงทำให้มีอาการทางประสาท เมื่อได้ยินเสียงฟ้าร้องต้องรีบวิ่งเข้าไปหลบอยู่ในรู มีลักษณะเหมือนคนเป็นโรคประสาท แต่ตนเห็นเป็นเรื่องปกติแล้ว เพราะนายสวนเป็นแบบนี้มานานหลาย 10 ปีแล้ว ซึ่งตนกับญาติพี่น้องก็ช่วยดูแลกันตามปกติ เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยก็พาไปหาหมอ เนื่องจากพวกตน 3 พี่น้อง คือ นายผาย ใจแจ้ง พี่ชายคนโต ตนเป็นพี่คนที่ 2 และมี นายสวน ใจแจ้ง เป็นน้องชายคนสุดท้อง ทุกคนยังเป็นโสด ไม่มีภรรยาหรือแยกไปมีครอบครัวใหม่ ด้าน นายประยูร ปัสราษฎร์ อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 53 / 2 หมู่ 2 บ้านยางน้อย ต.ตองปิด อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ หลานเขยของ นายสวน ใจแจ้ง มนุษย์รูกล่าวว่า ในช่วงปกตินายสวนจะเป็นคนชอบหาปลาและหาอาหารต่างๆ ที่อยู่ในท้องนาเก่งมาก ซึ่งนายไข พี่ชายคนที่ 2 จะเป็นคนทำอาหาร แต่ที่ทุกคนเห็นจนเป็นเรื่องปกติคือ แม้จะมีการนั่งกินข้าวกันอยู่เมื่อเกิดฝนตกฟ้าร้อง นายสวนจะรีบวิ่งไปลงรูทันที โดยไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้นเพราะเกรงว่าจะถูกฟ้าผ่า “อย่างไรก็ตาม นายสวนยังคงใช้ชีวิตได้ตามปกติ และไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนแต่อย่างใด จะมีปัญหาอยู่บ้างในขณะนี้ ก็เพียงแค่น้ำที่ไหลซึมเข้ามาท่วมรูใต้ดิน ที่นายสวนอาศัยเป็นที่หลับนอนเท่านั้น” นายประยูร กล่าว
| | | | | | |
| “ย.ยักษ์เขี้ยวใหญ่” โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ |
31 สิงหาคม 2552 10:08 น. |
 |
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| | |
 |
@ ย.ยักษ์เขี้ยวใหญ่ @ @ ขุนศึกออกอุบาย ใช้ม้าศึก กระตุ้นม้าให้คึก คะนองเหิม โบกธงชัยล่อม้าประดาประเดิม ม้าก็เริ่มวิ่งตรง หมายธงชัย ขุนศึกใช้แว่นเขียว คาดตาม้า ให้เห็นฟางเป็นหญ้า ยอดไสว เอาฟางแห้งป้อนม้า ทุกคราไป ม้าเหมือนได้กินหญ้า ทุกคราเคี้ยว ม้าถูกขุนศึกหลอก ให้ออกศึก ลิงโลดคึกคะนองมุ่ง ทุ่งหญ้าเขียว กระตุ้นม้าให้ผงาดวิ่งปราดเปรียว เข้าเก็บเกี่ยวโภชน์ผล แก่ตนเอง แท้คือโจรปล้นชัย ไปเห็นเห็น มาอวดเป็นขุนศึก คึกข่มเหง ผยองโอ่ศักดา น่าขามเกรง แท้นักเลงอันธพาล ป่วนบ้านเมือง แท้ก็คือ ยักษา ส่ำสามานย์ ที่ดิ้นพล่านยันโยง ความโข่งเขื่อง ให้ม้าใช้ออกอิทธิฤทธิ์เรือง ล้วนแต่เรื่องพาโล โอ่อัตตา จง ม.เอ๋ย ม.ม้า อย่าคึกคัก ให้ ย.ยักษ์ เขี้ยวใหญ่ นั่งไขว้ขา จง จ. จาน โทรทัศน์ ส่องสัจจา ไม่กี่เพลงจะเห็นท่า ตกม้าตาย! เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ พฤ.๒๗/๘/๕๒.
| | | | | |
| ชำแหละ! ขบวนการลิ่วล้อหน้าเหลี่ยม ม็อบดิบเถื่อนถ่อยชะงัก เพราะทัพแตก “แดงคอมมิวนิสต์” หัก “แดงคอมมิชชั่น” |
| โดย นกหวีด |
30 สิงหาคม 2552 23:25 น. |
 |
 |
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| | |
 |
แล้ว“ม็อบเสื้อแดง”ก็ถอยกรูด ไม่มาตามกำหนด“ประจำเดือน” แกนนำ“สามเกลอหัวขวด” สั่งเลื่อนการชุมนุมใหญ่จากวันที่ 30 ส.ค.ไปเป็นวันที่ 5 กันยายนนี้ ไม่วายวางฟอร์มเหมือนลูกพี่ไม่มีผิด ที่เผ่นหัวซุกหัวซุนจากดูไบ หลังทางการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ชู “ใบเหลือง”ตักเตือน แต่ไว้เชิง สร้างภาพแก้หน้า รีบเปิดข่าวบินไปเจรจาธุรกิจย่านประเทศในทวีปแอฟริกา รีบส่งภาพ“โชว์เพชร” ย้ำภาพลักษณ์นักธุรกิจอินเตอร์ที่กาฬทวีป ขอแนะให้หาทางใช้เงินฟาดหัวซื้อเก้าอี้ตามถนัด ขอเป็น“หัวหน้าเผ่า”สักแห่ง ก็เข้าท่า ดีกว่ากลับมาป่วนประเทศไทย!! แต่อย่าส่งตั๋วเครื่องบินมาเรียกตั๋ว “ตุ๊ดตู่”จตุพร พรหมพันธุ์ ไปอยู่ด้วย เพราะรูปร่างหน้าตา หล่อประหลาด “คิงคอง” ก็ใช่ “คางคก”ก็ไม่เชิง ไปอยู่ด้วยเสี่ยงโดนจับเข้ากรงขัง หรือถูกเอาไปเสียบไม้ปิ้งย่างเอาได้ ปล่อยให้ปากเก่งอยู่ที่นี่ แสดงจำอวด บันเทิงใจคนเสื้อแดงน่ะดีแล้ว ก็ขนาดเพลี่ยงพล้ำถึงขนาดต้องเลื่อนชุมนุมใหญ่ “คนเสื้อแดง” สามเกลอตัวแสบอย่าง“ตุ๊ดตู่” ยังอ้างยกเหตุผลเสียเลิศหรู “ปล่อยให้รัฐบาลบ้าไปคนเดียว” หนำซ้ำ 5 กันยาฯ นี้ ถ้ารัฐบาลยังจะประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ “ตุ๊ดตู่”แอนด์เดอะแก๊ง ก็จะเลื่อนชุมนุมไปเรื่อยๆ โดยประกาศที่หมายปลายทาง ถอยสุดซอยถึงวันที่ 19 กันยาฯ ครบรอบ 3 ปีวันรัฐประหารโดย คมช. นั่นแหละ กำหนดป่วนของจริง! รู้กันดี เหตุที่ต้องเลื่อนวันนัดชุมนุมใหญ่ ทั้งที่ตีฆ้องร้องป่าวกันครึกโครม ตั้งหน้าตั้งตาจะตะเพิดรัฐบาลกันให้ได้วันพรุ่ง ไม่ใช่อะไร ปัจจัยแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย นอกเหนือจาก “ดิน ฟ้า อากาศ”ไม่เป็นใจ ที่ก็ไม่รู้เป็นไร มี“ม็อบแดง” พายุเข้า ฝนถล่มทุกที อย่างนัดชุมนุมแต่งดำครั้งล่าสุด ที่สนามหลวง เจอหนักจนเวทีพัง ม็อบกระเจิงไปคนละทิศละทาง ห่าฝนไล่ห่า ฟ้าดินลงทัณฑ์! ขนาดแกนนำคนสำคัญจัดม็อบแต่งดำ สมยศ พฤกษาเกษมสุข ยังบ่นผ่านไมโครโฟน ก่อนปิดเวที ยอมรับในชะตากรรม รู้แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโลกนี้มีจริง “แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่กับพวกอำมาตย์” อีกเหตุผลสำคัญก็คือ“ทัพเสื้อแดง” ยามนี้แตกโพละ เมื่อเสื้อแดงอีกกลุ่มโจมตีคณะสามเกลอ จัดม็อบ “หลอกกิน”ทักษิณไปวันๆ เมื่อเริ่มแตกแยก เสียแนวร่วมมวลชน คนก็ย่อมร่อยหรอลง ขืนฝืนเดินหน้าม็อบ ห่างเป้า มีสิทธิหน้าแหก และอีกเหตุผลก็คือ “นายใหญ่”ชักเบื่อที่จะควักอัดฉีดโดยไม่ได้ “งาน”เต็มๆ แต่ไม่หักหาญน้ำใจหัวขวด โฟนอินผ่านชมรมคนรักอุดร สั่งเบรกระดมคนเข้ากรุง ที่สำคัญ ออกแผนดอกนี้ได้ไว้โชว์กับทางการยูเออีด้วย ว่าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการปลุกปั่นม็อบที่เมืองไทย แถมได้ “ปิดวาล์ว”ท่ออัดฉีด ที่โดนสูบโดนไถ ควักกันเมื่อยมือ ส่วนเรื่องที่เอ่ยอ้าง เพราะ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯที่นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้“แดงประจำเดือน”เลื่อนกำหนดไหลจ๊อก แต่หัวขวดเสื้อแดงก็ไม่วาย ใช้ยุทธวิธีกวนบาทา แบบ “เอ็งมาข้ามุด เอ็งหยุดข้าแหย่ เอ็งแย่ข้าตี เอ็งหนีข้าตาม” ประเมินแล้วก็น่าจะได้ผล เพราะหากรัฐบาลต้องประกาศพ.ร.บ.มั่งคงฯตามการประกาศเลื่อนชุมนุมไปเรื่อยๆ ย่อมกระทบกับภาพลักษณ์การบริหารงานของรัฐบาลที่ต้องคงไว้ในกฎหมายแรงฉบับนี้ ภาพของบ้านเมืองที่ไม่สงบเรียบร้อย ปั่นป่วนวุ่นวาย ก็ยังคงอยู่ต่อไปเช่นกัน อีกปมสำคัญ ว่าด้วยเรื่อง “คลิปเสียงอภิสิทธิ์” ที่หวังผลปลุกเร้าคนเข้าร่วมชุมนุม กลายเป็น“มุกแป้ก” เมื่อถูกจับได้ว่าเป็น“วิชามาร” มีขบวนการตัดต่อคลิปเสียง และที่คนประชาธิปัตย์ตามไล่สาวโยงต้นตอ พาดพิงบริษัทที่น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณนั่งบริหาร ฝ่ายประสานสื่อมวลชนของบางพรรค รวมทั้งการส่งคลิปถึง ส.ส.พรรคเพื่อไทย พูดด้วยภาษากระทู้เว็บบอร์ดบนโลกไซเบอร์ ต้องบอกว่า “ซวยล่ะเมิง” เรื่องโฉดว่าด้วยคลิปตัดต่อนี้ มีข้อกฎหมายเอาผิด ทั้ง พ.ร.บ.การกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ กรณีมีการเผยแพร่ ส่งต่อ รวมทั้งกฎหมายพรรคการเมือง บางพรรค เสี่ยงโดน“ยุบ”อีกแล้ว! ทั้งนี้ทั้งนั้น เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการโดยด่วน ต้องจัดการกระชากหน้ากากพวกคิดชั่วทำชั่ว ลาก“ต้นตอ”มารับผิด เพราะตอนนี้ แม้ทุกหน่วยงานจะชี้ออกมาว่าแล้วว่าเป็นคลิปตัดต่อ แต่บรรดาหัวขวดแกนนำคนเสื้อแดง ลิ่วล้อทักษิณทั้งหลายไม่ยอมยุติ นำเรื่องไปขยายผลแปลงคลิปปลอม ปั๊มเป็นซีดีเถื่อนแจกจ่ายปลุกระดมกันทั่วแล้ว! กลับมาว่ากันถึงความแตกแยกในทัพเสื้อแดง ที่จริงแล้วแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงว่ามีความแตกต่าง แตกแยกมาแต่ต้น เพียงแต่รวมกันได้ในช่วงแรก ก็ด้วยเป้าหมายเดียวกัน ในช่วงเวลานั้น คนอื่นมาพูดคงไม่ยอมเชื่อ แต่ถ้าเป็นคนกันเอง ที่ล่อกันเอง ก็ลองคิดดูว่าจะจริงมั้ย อย่างที่อดีตสองแกนนำ นปช. จักรภพ เพ็ญแข-สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ที่ออกมาโจมตีสามแกนนำเสื้อแดงที่ยึดเวทีเบ็ดเสร็จ เปิดโพยแฉ ที่สามเกลอ จัดม็อบ ก็แค่หลอกชาวบ้าน หลอกกินเงิน“ทักษิณ” ?? ที่จริง คนวงในก็รับรู้ ในกลุ่มคนเสื้อแดงด้วยกันเอง ไม่ได้เป็นเอกภาพมาแต่ต้น โดยเฉพาะแนวทางการต่อสู้ที่แตกต่าง บางส่วนก็คิดสู้แลกรายได้ รับใช้ทักษิณ และเงินของทักษิณ บางส่วนก็ยังหลงงมงายกับอุดมการณ์ฝ่ายซ้าย สู้เพื่อโค่นล้ม อ้างว่าที่ต้องชูตัวบุคคล ยอมเดินตามตูดพวกทักษิณ ก็เพราะต้องการพึ่งพามวลชนของนักโทษชาย ที่เห็นแดงๆ นั้น มีทั้ง “แดงคอมมิวนิสต์” และ “แดงคอมมิชชั่น” วันนี้ทั้งแดงอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายเก่า และ แดงที่สู้โดยมีเป้าหมายในส่วนแบ่งรายได้ ค่าคอมมิชชั่น ได้ถึงจุดแตกหัก เพราะแนวทางการต่อสู้เริ่มแตกต่างชัดขึ้นทุกที ยังไม่รวม ประเภท “แดงอีแอบ” อีกหลายกลุ่ม?? ทั้ง“แดงลิ่วล้อ” ในบ้านเลขที่ 111 ที่ไม่กล้าเปิดตัว หรือที่พยายามทำตัวเป็น “แดงเทพ”เล่นบทนักวิชาการ ฝ่ายประชาธิปไตย ซ้ายหลงยุค ที่ต่อสู้แพ้มาตลอดชีวิต อาทิ ก๊วนใหญ่สหายเก่า จาตุรนต์ ฉายแสง-เกรียงกมล เลาหไพโรจน์- ภูมิธรรม เวชยชัย-สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี-พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ฯลฯ พวกนี้ที่ “จัดตั้ง” ฝังข้อมูลใส่หัว “ดา ตอร์ปิโด” จนกลายเป็นทอมโหด ร้อนวิชา ต้องโดนโทษติดคุก 18 ปี โดยไม่เห็น “เสื้อแดง”หน้าไหนจะไปช่วยเหลืออย่างจริงจัง นอกจากยกย่องผ่านสื่อสีแดงพอเป็นธรรมเนียม “แดงแอบ”พวกนี้จะเล่นบท “พระเอกตลอดกาล” จะขึ้นเวทีก็กล้าๆ กลัวๆ หวั่นเสียภาพ ทั้งที่ก็รับใช้ทักษิณมาตลอด แต่ถ้าประเมินแล้วได้คะแนนแน่ โดดร่วมเมื่อนั้น เป็นแนวร่วมของ สุรชัย-จักรภพ สมยศ พฤกษาเกษมสุข ชูพงศ์ ถี่ถ้วน และบรรดา“สหายเก่า” ที่จะแยกตัวไปตั้งกลุ่ม “แดงสยาม” เพราะคนกลุ่มแดงอุดมการณ์ซ้าย ชุดนี้เริ่มหวาดหวั่นระแวง จะถูก “ทักษิณใช้”มากกว่า “ใช้ทักษิณ” เพราะนับวันเกมทั้งหมดถูกกำหนดจาก“ใบสั่งดูไบ”เพียงผู้เดียว ยิ่งระยะหลังมีข่าวไม่สู้ดี “นายใหญ่” สู้ไป หาช่องเจรจาไป สัญญาณออกมาตั้งแต่การระดมชื่อยื่นฎีกาแดง และเวทีสามเกลอเดินเกมหยุดแค่ อำมาตย์! ขณะที่คนเสื้อแดงฝ่ายซ้าย ที่เป้าหมายคือการโค่นล้มไกลกว่านั้น กลัวกลายเป็นแค่เบี้ย เข้ารกเข้าพง ไปไม่ถึงโลกใบฝัน!! แดงอีกจำพวก ก็จัดอยู่ในสาย “แดงแอบอิ่ม”เพราะถนัดเรื่องทำมาหากิน โดยไม่ต้องให้กลุ่มสามเกลอ ชี้ช่องรวย เช่นแกนนำชมรมคนรักอุดร ขวัญชัย ไพรพนา รายนี้จากที่ทักษิณไม่ไว้วางใจนัก เพราะเคยเป็นมือไม้เนวิน ชิดชอบ แต่อาศัย “ยิงตรง”ยกทีมงานบินไป เชลียร์ที่ดูไบ บ่อยครั้ง จนได้รับความไว้วางใจ และเศษๆ หว่านโปรย ไม่ต้องโดน“นายหน้า” หักหัวคิว และยังมี “แดงแท็กซี่”ของชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำกลุ่มคนแท็กซี่ ที่ก็พร้อมแยกตัวจากนายหน้า ไป“ยิงตรง” รับเนื้อๆ เองทุกเมื่อ ปัญหาแกนนำคนเสื้อแดงแตกแยก ยิ่งจะขยายจากรอยร้าวเป็นแตกหักได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะ “สามเกลอ”ที่ผยองอำนาจและมวลชนในมือ เริ่มสยายอิทธิพลไปสร้างปัญหาในพรรคเพื่อไทย เบียดแทรกเข้าไปในพรรคระบอบทักษิณ ประกาศจองที่ แย่งโควตาผู้สมัคร ส.ส. เบียดเจ้าของพื้นที่เดิมหรือที่วางตัวไว้แล้ว ถึงขั้น ประกาข่มขู่ ถ้าตกลงกันไม่ได้ ก็จะแยกไปตั้งพรรคการเมือง สู้กัน! ยังไม่รวมความแตกแยกปลีกย่อย อาทิ สื่อเสื้อแดง ที่เปิดตัวกันเกลื่อน แย่งสูบน้ำเลี้ยง สปอนเซอร์ กระทั่งส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่เริ่มระอา วิ่งหนีรถไถไปฟ้องนายใหญ่ เป็นปัญหาในกองทัพเสื้อแดง ที่วันนี้ “ทักษิณ”กำลังใช้วิธีการบริหารความขัดแย้ง โดยใช้การบาลานซ์ดุลอำนาจของกลุ่มเสื้อแดงฝ่ายต่างๆ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้นๆ จะเลือกใช้กลุ่มเสื้อแดงกลุ่มไหนเป็นหลัก แต่ทั้งหมดทั้งปวง ไม่ว่าจะพูดจาให้สวยหรูดูดียังไง จะรู้ตัวหรือแกล้วไม่รู้ตัวก็ตาม ทุกกลุ่มแดงล้วนเป็นลิ่วล้อรับใช้“ทักษิณ”ทั้งนั้น!!
| | | | | |
| คอนเสิร์ตร่วมใจสามัคคีฯ ที่ จ.ขอนแก่น สุดคึกคัก พี่น้อง พธม.ไม่ทิ้ง ASTV ร่วมบริจาคทะลุเป้า |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ |
30 สิงหาคม 2552 12:05 น. |
 |
 |
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| | |
 |
ศูนย์ข่าวขอนแก่น - คณะทำงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จังหวัดขอนแก่น ตื้นตันใจ พลังมวลชนพี่น้องพันธมิตรฯ จากทั่วประเทศหลั่งไหลร่วมงาน “คอนเสิร์ตร่วมใจสามัคคี สนับสนุน ASTV ครั้งที่ 3” รวมใจเป็นหนึ่งช่วย ASTV ไม่ให้จอดำ เผยยอดเงินช่วย ASTV จำนวน 1,058,039 บาท เวทีคอนเสิร์ตร่วมใจสามัคคี สนับสนุน ASTV ครั้งที่ 3 ที่จังหวัดขอนแก่น มีพี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจากหลายจังหวัด ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ หลั่งไหลร่วมงาน “คอนเสิร์ตร่วมใจสามัคคี สนับสนุน ASTV ครั้งที่ 3” ณ สวนสาธารณะ 200 ปี บึงแก่นนคร จังหวัดขอนแก่น จำนวนไม่ต่ำกว่า 4,000 คน บรรยากาศโดยทั่วไปเป็นไปอย่างสนุกสนานและอบอุ่น แม้บางช่วงจะมีฝนตกแต่พี่น้องพันธมิตรฯ ก็ยังคงปักหลักฟังการปราศรัยจากแกนนำและวิทยากร และดนตรีจากศิลปินพันธมิตรฯ อย่างคึกคักตั้งแต่เวลา 17.00 น.จนถึงเวลาประมาณ 02.00 น.เศษ ทั้งนี้ มีแกนนำและวิทยากรพร้อมศิลปินพันธมิตรมาร่วมงานจำนวนมาก ได้แก่ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, พล.ร.ท.ประทีป ชื่นอารมณ์, นายวีระ สมความคิด, นายสำราญ รอดเพชร, นายประพันธ์ คูณมี, นายอมรเทพ อมรรัตนานนท์, นายชัชวาล ชาติสุทธิชัย, ทั้งศิลปินพันธมิตรฯ น้าซู-น้าเศก และตั้ว ศรัณยู วงศ์กระจ่าง, หรั่ง ร็อคเคสตร้า และประทีป ขจัดพาล โดยมี น.ส.เมธาวดี เบญจราชจารุนันท์ ผู้ประกาศข่าว ASTV เป็นพิธีกรบนเวที ร่วมกับพิธีกรของจังหวัดขอนแก่น “วีระ” ถ่ายทอดความรู้สึกพิสูจน์เขาพระวิหาร การปราศรัยเริ่มต้นจาก นายวีระ สมความคิด ที่ได้ถ่ายทอดความรู้สึกหลัง ที่ได้เป็นตัวแทนคนไทยพร้อมสื่อ ASTV NEWS1 และ F.M.TV สันติอโศก และตัวแทนพันธมิตรฯ รวม 8 คนขึ้นไปพิสูจน์ดินแดนไทยบนพื้นที่ 4.6 ตร.กม.รอบปราสาทพระวิหาร ต้องพบภาพสะเทือนใจ ที่เห็นธงชาติประเทศกัมพูชา ปักอยู่บนแผ่นดินไทย และมีการรุกล้ำพื้นที่ภูมะเขือ รวมทั้งบริเวณทางขึ้นปราสาทด้านหน้าบันไดนาคราช ที่ถูกกัมพูชายึดครองสร้างบ้านเรือนถาวร โดยทหารไทยก็ไม่สามารถเข้าไปได้ โดย นายวีระยืนยันว่า ไทยได้เสียดินแดนให้กัมพูชาจริง ซึ่งพี่น้องพันธมิตรฯ ต่างส่งเสียงโห่ร้องไม่พอใจพร้อมตะโกนบอก “ไม่ยอม” บางคนถึงกับน้ำตาคลอ ด้วยความรู้สึกคับแค้นใจ พร้อมยืนยันจะต่อสู้ทวงดินแดนไทยกลับคืนมาร่วมกับนายวีระ อย่างแน่นอน ต่อด้วยการแสดงคนตรีของประทีป ขจัดพาล, หรั่ง ร็อคเครสตร้า โดยสาวหมวยกู้ชาติ และพี่น้องพันธมิตรฯ ขอนแก่น ร่วมกันเซอร์ไพรส์นำเค้กขึ้นมาอวยพรวันเกิดให้กับ “หรั่ง ร็อคเคสตร้า” ซึ่งเจ้าของวันเกิดก็ได้มอบเสียงเพลงปลุกสำนึกรักชาติ รักสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมขอให้คนไทยทุกคนทิ้งความขุ่นข้องหมองใจที่มีต่อกันไม่ว่าจะกลุ่มใด เรื่องใด แล้วหันมาเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยเลือดสีเหลืองที่มีชาติ ศาสนา และพระเจ้าอยู่หัว พระราชินี เป็นศูนย์รวมดวงใจ จากนั้นวิทยากรได้ทยอยขึ้นเวทีปราศรัย ระหว่างนั้นมีพันธมิตรฯ จากจังหวัดเพชรบูรณ์ได้มอบเหรียญพันธมิตรรุ่นแรกที่ใส่กรอบพร้อมสร้อยที่ทำจากคริสตัลสีเงินและสีทองอย่างสวยงาม มอบให้คณะทำงานพันธมิตรฯ ขอนแก่น นำมาประมูล เพื่อนำรายได้สมทบมอบให้ ASTV เริ่มต้นที่ 1,000 บาท และยอดประมูลสูงสุดที่ 30,000 บาท โดยผู้ประมูลเป็นพันธมิตรฯ ชาวขอนแก่น ยอดเงินช่วย ASTV ทะลุเป้า หลังจากนั้น คณะทำงานพันธมิตรฯ ขอนแก่น ผู้จัดงาน นำโดยนายพาณิชย์ เตียสวัสดิ์ และแม่ยกพันธมิตรฯ ขอนแก่น ได้ขึ้นเวทีกล่าวขอบคุณผู้มาร่วมงานจากทุกจังหวัดและกล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงานครั้งนี้ เพื่อหารายได้มอบให้ ASTV ทีวีของประชาชน ซึ่งพันธมิตรฯ ทุกคนต่างต้องการรักษา ASTV ไม่ให้จอดำ เพื่อไม่ให้หยุดการเกิดการเมืองใหม่ และจะช่วยกันสนับสนุนการทำงานของ ASTV ให้เป็นสื่อที่นำเสนอข่าวสารความจริงสู่ประชาชนตลอดไป ส่วนยอดเงินที่ได้รับจากการจัดงานครั้งนี้ คณะทำงานพันธมิตรฯ ขอนแก่นได้กล่าวสรุปแยกเป็นยอดขายบัตร จำนวน 946,200 บาท เงินจากการรับบริจาค, และจากการถือกล่องรับบริจาคภายในงานรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,501,489 บาท โดยแยกเงินบริจาคออกเป็นเงินที่ผู้บริจาคมอบให้กองทุนสู้คดี 100,000 บาท มอบให้นายวีระ สมความคิด สู้คดี 50,000 บาท และหักค่าใช้จ่ายจัดงาน 323,450 บาท ส่วนที่เหลือรวมกับยอดเงินบริจาคจากการประมูลเหรียญพันธมิตรฯ เป็นเงินบริจาคช่วย ASTV ทั้งสิ้น 1,058,039 บาทโดยคณะทำงานพันธมิตรฯ ขอนแก่น ได้มอบเงินทั้งหมดผ่านนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสมเกียรติได้กล่าวขอบคุณพันธมิตรฯ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะพันธมิตรฯ ขอนแก่น เจ้าบ้าน และพันธมิตรทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มาร่วมงานและบริจาคช่วย ASTV จนยอดเงินทะลุเป้าเกิน 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าแม้ในอดีตพี่น้องพันธมิตรฯ อีสาน จำนวนไม่น้อยที่เป็นคนเลือกนักโทษชายทักษิณ เข้ามาบริหารประเทศ จนทำชาติพังย่อยยับ ได้รู้สึกต้องการล้างบาปตัวเอง และลุกขึ้นมาเพื่อจะร่วมต่อสู่ไล่นักการเมืองชั่ว เพื่อสร้างการเมืองใหม่ต่อไป ปิดท้ายเวลาประมาณ 01.20 น. ถึงเวลาที่แม่ยกฯ ต่างรอคอย คือ ดนตรีจากน้าซู-น้าเศก และตั้ว ศรัณยู วงศ์กระจ่าง ที่ร่วมกันร้องเพลงโปรดแม่ยกที่ต่างลุกขึ้นเต้นหน้าเวทีเป็นบรรยากาศครอบครัวพันธมิตรฯ ที่อบอุ่นความสนุกสนาน สมใจแม่ยกทั่วประเทศที่รอคอย
| | | | | |
| โค้งสุดท้ายยิง"สนธิ"จ่อใกล้ตัวบิ๊กดีเอสไอ |
| โดย ทีมข่าวอาชญากรรม |
30 สิงหาคม 2552 22:54 น. |
 |
 |
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| | |
 |
นับตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2552 วันที่ "นายสนธิ ลิ้มทองกุล" แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ถูกกลุ่มบุคคลผู้ประสงค์ร้ายจู่โจมรถยนต์ด้วยอาวุธปืนอาก้า 47 และเอ็ม 16 รัวยิงกว่า 100 กว่านัด กอปรกับเป็นเวลาเดียวกับที่รัฐบาลยังคงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ถือเป็นการกระทำในลักษณะเย้ยฟ้าท้ากฏหมายอย่างยิ่ง จากเหตุการณ์จนถึง ณ ขณะนี้ เข้าล่วงเวลา 4 เดือนกว่าแล้วที่ทีมชุดสืบสวนที่มี พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็น “หัวเรือใหญ่” ในการนำทีมชุดสืบสวนคลี่คลายคดี ทำงานวางแผนจัดแบ่งทีมเพื่อติดตามความคืบหน้าในคดีอย่างไม่ลดละ แม้จะเจออุปสรรคมี"หนอนบ่อนไส้" รวมไปถึงการโดนข่มขู่จาก"ใครบางคน"ก็ตามที ก่อนหน้าความชัดเจนของคดีเพิ่งมาเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง 3 เดือนให้หลัง นับจากวันเกิดเหตุ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ชุดพนักงานสืบสวนสอบสวนได้ออกหมายจับ ส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ หรือ นายอรรถพล ปาทาน เจ้าหน้าที่ศูนย์ข่าว กองบัญชาการปรามปราบยาเสพติด (บช.ปส.) ช่วยราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ จ.ส.อ.ปัญญา หรือ ห่อ ศรีเหรา ทหารสังกัดศูนย์สงครามพิเศษ จ.ลพบุรี และหมายจับ ส.อ.สมชาย บุนนาค สังกัดกองร้อยกองบังคับการกรมรบพิเศษที่ 3 ค่ายเอราวัณ จ.ลพบุรี ผู้ต้องหาที่ร่วมก่อเหตุในครั้งนี้เป็นรายที่ 3 ถ้ารวมจิ๊กซอร์ภาพบุคคลที่เชื่อมโยงอย่างมีมูลและหลักฐาน ขณะนี้ในคดีดังกล่าว มีทั้งสิ้น 3 คน โดยเป็นทหาร 2 คน ตำรวจ 1 คน โดยเป็นกองกำลังผสมระหว่างทหารและตำรวจในรูปแบบ “กฐินสามัคคี” ในส่วนของผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ที่กำลังหลบหนีคดี ทาง พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็เป็นผู้รับหน้าเสื่อตามล่าหาตัวผู้ต้องสงสัยมาลงโทษอยู่ทุกขณะ โดยในส่วนของผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับ “สีเขียว” ทางกองทัพ ก็ได้ออกมาให้ข่าวระบุว่าจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการช่วยตามล่าตัวผู้ต้องหา อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าชุดสืบสวนคลี่คลายคดีดังกล่าว ก็ออกมาระบุเมื่อวันที่ 18 ส.ค.ว่า ขณะนี้พอจะรู้ว่าผู้ต้องหาทั้ง 3 คนยังอยู่ในประเทศไทย แต่เป็น “พื้นที่ต้องห้าม”ที่ตามกฎหมายระบุว่าไม่สามารถออกหมายค้นได้ “ในการหลบหนีของผู้ต้องหาเชื่อว่าต้องมีคนที่ช่วยเหลือเรื่องเงินทอง การหลบหนีไม่มีเงินทองคงไม่รู้จะหนีไปไหนได้” จากคำพูดของ พล.ต.ท.อัศวิน ดูจะสวนทางกับทางกองทัพที่ออกมาเปิดเผยเรื่องการให้ความช่วยเหลืออย่างสิ้นเชิง ซึ่งพื้นที่ต้องห้ามตามกฎหมายที่ไม่สามารถออกหมายค้นได้จะมี อาทิ เขตพระราชฐาน เขตทหารบางเขตที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง และเขตพื้นที่ศาล แต่ก็ยังไม่มีการให้ความช่วยเหลือในส่วนดังกล่าวแต่อย่างใด ถ้าย้อนกลับไปดูการสืบสวนของชุดคลี่คลายคดี ก็มีพยานหลักฐานชิ้นสำคัญหลายชิ้นเริ่มปรากฏภาพที่ชัดเจนมากขึ้นตามลำดับที่ทีมสืบสวนจะทำการแกะร่องรอยขยายผลเพื่อตามล่าหาความจริง ซึ่งคล้อยหลังเพียงวันเดียวที่ออกหมายจับผู้ต้องหา 2 คนแรก ทีมชุดสืบสวนก็ได้พบรถต้องสงสัยของคนร้ายเป็นรถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีเปลือกมังคุด หมายเลขทะเบียน บธ 1474 ลพบุรี ซึ่งได้หลักฐานภาพวงจรปิด จากบริเวณที่เกิดเหตุและบริเวณใกล้เคียง และได้ส่งให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบต่อไป ซึ่งก็ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าแต่อย่างใดกับรถต้องสงสัยคันดังกล่าว ซึ่งรถคันดังกล่าวว่ากันว่า พ.อ.(ส)ได้โทรศัพท์ไปขอยืมรถเพื่อน ก่อนเกิดเหตุยิงนายสนธิ นั้น มีหลักฐานการใช้โทรศัพท์มือถือของเขา พบว่าเชื่อมโยงเกี่ยวข้องบุคคลและสถานที่ ซึ่งรวมไปถึง ส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ โดยตำรวจสอบสวนพบว่า เบอร์โทร.หลักที่มีการโทร.เข้า-โทร.ออกกับทีมฆ่า ล้วนมาจากเบอร์ของ พ.อ.(ส) ทั้งสิ้น และ พ.อ.(ส) คือบุคคลที่เป็นกุญแจดอกสำคัญนำไปสู่การไขปริศนาสาวถึง “ตอ” ตัวการใหญ่ได้ ต่อมา วันที่ 20 ก.ค. ปรากฏความคืบหน้าอีกเมื่อ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ ได้มีคำสั่งให้คณะทำงานมีหนังสือประสาน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ส่งมอบรถยนต์กระบะอีซูซุ ดีแม็ค สีดำ ทะเบียน สศ.-1785 กทม. ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ใช้ในการราชการของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ ส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ ได้ใช้ในช่วงหลบหนี และได้มีการนำรถยนต์คันดังกล่าวคืนไว้ แต่ ส.ต.ท.วรวุฒิ ยังหลบหนีไม่ยอมเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน และนอกจากนี้ได้มีคำสั่งให้ตรวจสอบบัตรประชาชนปลอมของ ส.ต.ท.วรวุฒิ ซึ่งมีผู้ใหญ่ในหน่วยราชการประสานขอให้สวมชื่อนายอรรถพล ปาทาน ในทะเบียนกลางในเขตจังหวัดลพบุรี เพื่อใช้ในการราชการลับ ซึ่งนายอรรถพล เจ้าของบัตรประชาชนดังกล่าวมีตัวตนจริง !? อย่างไรก็ดี พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ได้ออกมายอมรับว่ารถคันดังกล่าวเป็นของดีเอสไอจริง และได้สั่งตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เนื่องจากมีหลักฐานปรากฏว่าส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ เซ็นชื่อเบิกใช้รถถึง 2 ครั้ง และพ.อ.สุรศักดิ์ ณ ลำปาง ผู้บัญชาการสำนักเทคโนโลยีและการตรวจสอบ เป็นผู้ลงนามอนุมัติ จากนั้นวันที่ 11 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.บางเขน ได้เข้าตรวจค้นภายในบ้านเลขที่ 72/264 ซอยลาดปลาเค้า 72 แยก 12 ถนนลาดปลาเค้า แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม. พร้อมยึดรถเก๋งยี่ห้อเชฟโรเลต ซาฟิร่า สีบรอนซ์เทา หมายเลขทะเบียน ศว-8051 กทม. เป็นบ้านของนางสมส่วน ศิริเจริญยิ่ง แม่ยายของ ส.ต.ท.วรวุฒิ ซึ่งรถคันดังกล่าวถูก บช.ปส.อายัดไว้ตรวจสอบในคดียาเสพติดซึ่งทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ระบุว่ารถยนต์เป็นของกลางที่อายัดมาได้จากคดียาเสพติดที่ ป.ป.ส.และดีเอสไอขยายผลจับกุมนายชาญณรงค์ มูเซอ ผู้ต้องหายาเสพติดรายใหญ่พร้อมของกลางกว่า 100 ล้านบาท เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา อีกทั้งรถคันดังกล่าวยังมีการนำไปปลอมแปลงทะเบียนและมีการนำไปใช้เหมือนเป็นรถส่วนตัว ทั้งที่รถนั้นเป็นของส่วนราชการ โดยเลขทะเบียนในตอนแรกที่พบคือหมายเลขทะเบียน กษ 3737 เชียงใหม่ อย่างไรก็ตามทางกรมสอบสวนคดีพิเศษก็มิได้มีคำตอบชัดเจนว่า ส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ นำรถของราชการไปใช้เป็นส่วนตัวได้อย่างไร และมีรายละเอียดการลงนามการเบิกไปใช้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ซึ่งตามระเบียบของทางราชการต้องมีการรับรองจากบุคคลที่เซ็นรับรองให้นำของส่วนราชการไปใช้ โดยระบุแค่ว่า รถคันดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างในขั้นตอนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ทำหนังสือเพื่อนำมาลงทะเบียนเป็นรถของหลวง ไปใช้ประโยชน์ทางราชการ รถยังไม่ได้เป็นของกรมสอบสวนคดีพิเศษอย่างเป็นทางการ โดยกล่าวอ้างว่าถ้าเกิดมีการจับกุมครั้งใหญ่ ทางดีเอสไอจะร่วมมือกับตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันทำงาน ซึ่งการทำงานจำเป็นต้องใช้ยานพาหนะเมื่อบางหน่วยงานไม่มีก็สามารถหยิบยืมกันใช้ได้ “เกมเตะถ่วงยื้อเวลา”บวกกับ "ภารกิจช่วยกันอุ้ม”จึงเดินหน้าต่อไป ตลอดเวลานับจากเกิดเหตุอุกอาจกลางเมือง ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ให้การปฏิเสธทุกครั้งว่า ส.ต.ท.วรวุฒิ มิได้มีความเกี่ยวข้องกับดีเอสไอ อย่างลึกซึ้งเพียงแค่มาช่วยราชการเพียงบางครั้งเท่านั้น คำกล่าวอ้างของทางกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ว่า ส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับดีเอสไอถูกตั้งคำถามขึ้นอีกครั้ง เมื่อปรากฏเอกสารเป็นหนังสือคำสั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขที่ 121/2552 เรื่องการแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ ลงวันที่ 18 ก.พ.52 โดยคำสั่งดังกล่าวได้มีการแยกเจ้าหน้าที่ออกเป็น 3 กลุ่ม โดยชุดปฏิบัติการที่ 3 เกี่ยวกับสำนักเทคโนโลยี และศูนย์ข้อมูลการตรวจสอบ ลำดับที่ 24 ปรากฏชื่อ ส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ ผู้ต้องหาในคดีลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล ไปช่วยราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งหนังสือดังกล่าวตรงกันข้ามกับการให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ออกมาระบุว่า ส.ต.ท.วรวุฒิ ไม่ได้มาช่วยราชการที่ดีเอสไอ แม้ว่า พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผู้บัญชาการสำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ จะออกมาเปิดเผยถึงกรณีนี้ว่าเป็นแค่การร่วมมือในการทำงานของหน่วยงานอื่นกับดีเอสไอแบบบูรณาการนั้น แต่ในหลักปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติกรมสอบสวนคดีพิเศษ 2547 ระบุไว้ในมาตรา 33 ว่าในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ รัฐมนตรีอาจเสนอให้นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีคำสั่งตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานอื่นมาปฏิบัติหน้าที่ในกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อช่วยเหลือในการสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษนั้นได้ และตัวเขาเป็นผู้เสนอชื่อ ส.ต.ท.วรวุฒิ เอง ทางอธิบดีเพียงแค่เซ็นรับรองเท่านั้นมิได้มีส่วนรู้เห็นแต่อย่างใด แต่หากกรมสอบสวนคดีพิเศษปฏิเสธว่า ส.ต.ท.วรวุฒิ มิได้เข้ามาช่วยราชการ หรือโอนย้ายมาทำงานในกรมสอบสวนคดีพิเศษตามที่ปฎิเสธมาตลอด คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ และ พ.ต.อ.ทวี สอดสอง ซึ่งเป็นผู้ลงนามในคำสั่งดังกล่าวน่าจะมีความผิดตามมาตรา 157 ตามประมวลกฎหมายอาญา เพราะการแต่งตั้งข้าราชการจากหน่วยงานอื่นต้องได้รับอนุมัติจากนายกรัฐมนตรีเท่านั้น กระนั้นก็ตามที ทางดีเอสไอ ก็อาจจะนำข้อกฏหมายมาตราอื่นของ พ.ร.บ.กรมสอบสวนคดีพิเศษมาแย้งว่าทางดีเอสไอสามารถดึงคนจากหน่วยงานอื่นมาช่วยราชการได้ตามปกติที่ พ.ร.บ.กรมสอบสวนคดีพิเศษ อำนวยไว้ จากกรณีนี้จึงเกิดความสับสนว่า พ.ร.บ.กรมสอบสวนคดีพิเศษ 2547 มาตราใดมีอำนาจในการที่จะดึงเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานอื่นมาปฏิบัติหน้าที่ในกรมสอบสวนคดีพิเศษกันแน่ ?? แต่ไม่ว่าจะมีหลักฐานหรือข้อสงสัยที่เชื่อมโยงพุ่งเข้ามาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้หนักหน่วงเพียงใด ผู้มีอำนาจเต็มในการกำกับดูแลสูงสุดอย่างรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมที่ชื่อ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ก็ได้ออกมาปกป้องทุกครั้งที่มีประเด็นข่าวพาดพิงในทางคดีถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษทุกครั้ง ในทางกลับกัน ทางดีเอสไอ กลับเสมือนมองไม่เห็นหัวพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นแกนนำรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมายังทำเหมือนเป็น “หอกข้างแคร่” อาทิกรณีส่งสำนวนสอบสวนเส้นทางการเงิน 258 ล้านบาท ของบริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ที่บริจาคเข้าพรรคประชาธิปัตย์ แก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เพื่อให้พิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ อีกทั้งยังมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ และ พจมาน ชินวัตร ในคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น บริษัทเอสซี แอสเซท จำกัด (มหาชน) ซึ่งก่อนที่นายพีระพันธุ์ จะรับตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการก็ประกาศชัดว่าจะรื้อคดีนี้ขึ้นมาพิจารณาแต่ก็ได้เงียบหายเข้ากลีบเมฆ แถมนายพีระพันธุ์ยังเคยยอมรับว่าเคยถูกดักฟังโทรศัพท์ และเคยให้สัมภาษณ์ในทำนองว่า “ไม่แก้ ปล่อยมันไปเรื่อยๆ ใครอยากฟังก็ทำไป และคงไม่ต้องสืบอะไรมากเพราะรู้ๆกันอยู่ว่ามันมีกี่แห่งที่มีอุปกรณ์ เครื่องมือแบบนี้ และสามารถดักฟังได้” กระนั้นก็ตามที ความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่น่าจะเกิดขึ้น ยังดูเหมือนว่ายังอยู่ห่างไกลในห้วงความคิดของรัฐมนตรียุติธรรม ถึงกับมีกระแสข่าวแว่วมาว่าทางดีเอสไอมี “ของดี” ที่สามารถต่อรองกับทางพีระพันธุ์ ได้อย่างชะงักงัน !? นับจากนี้จึงเป็นเหมือนโค้งสุดท้ายของคดีลอบสังหารที่ทีมชุดสืบสวนจะทำการขยายผลหาจิ๊กซอว์มาประกอบกันเพื่อโยงไปถึง"กลุ่มหัวขบวน"ที่สั่งฆ่าให้จงได้ ขณะที่ภาพเค้าลางความชัดเจนของหลักฐานที่ชุดคลี่คลายคดีได้สืบสวนทำคดีจนปรากฏความจริงขึ้นเรื่อยๆ แต่เวลาของ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าชุดทีมสืบสวนคดีลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็กำลังจะหมดลงไปทุกขณะเช่นกัน ซึ่งถึงวาระที่จะต้องเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้ ถึงแม้ว่า "นายพลไม้บรรทัด" จะประกาศว่าจะสะสางพันธกิจสำคัญให้ลุล่วงก่อนเกษียณให้ได้ ถ้าดูจากหลักฐานชิ้นสำคัญที่ปรากฏชัดเจนในช่วงหลังมานี้ กับคำพูดของ พล.ต.ท.อัศวิน ที่ว่า ผู้ต้องหายังอยู่ในประเทศไทย และเชื่อว่าต้องมีคนที่ช่วยเหลือเรื่องเงินทอง การหลบหนีไม่มีเงินทองคงไม่รู้จะหนีไปไหนได้ **ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ส.ค. พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ ได้ออกมาระบุในลักษณะเดียวกันว่ายังไม่สามารถออกหมายจับเพิ่มเติมได้ เนื่องจากพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ แต่ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนไปเฝ้าตามจุดต่างๆ ที่คาดว่า คนร้ายจะใช้เป็นเส้นทางหลบหนี ซึ่งมีหลายจุด เบื้องต้นพบว่าคนร้ายทั้ง 3 คน แยกกันอยู่คนละจุด คาดว่า มีพวกเยอะที่ให้ความช่วยเหลือ แต่น่าจะยังอยู่ในประเทศไทย และรถต้องสงสัยที่ได้จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ พบจุดพิรุธว่ารถมีรอยซ่อมปะ และมีรู ดังนั้น จึงต้องตรวจสอบว่าร่องรอยเหล่านี้เกิดจากอะไร เพื่อนำไปประกอบสำนวนการสอบสวนใช้ดำเนินคดี*** กับเวลาที่เหลืออยู่ไม่มากของทีมชุดสืบสวนคลี่คลายคดีดังกล่าว คงจะต้องเร่งทำงานอย่างหนักกันอีกรอบที่ดูเหมือนว่าหลักฐานในช่วงหลังจะปรากฏพุ่งเป้าไปที่ “แดนสนธยา” ที่ดูเหมือนว่าจะมีจิ๊กซอว์ค่อยๆเผยภาพให้ชัดขึ้นอยู่ทุกขณะ ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่ายังคงมี “คนระดับบิ๊ก” อาจจะติดต่อให้ข้อมูลในการหลบหนีและช่วยเหลือแบบลับๆกับผู้ต้องหาบางคนอยู่ ซึ่งในนาทีนี้ชุดทีมสืบสวนอาจจะต้องงัดกลยุทธ์และวิทยายุทธ์ ขึ้นมาใช้อย่างเต็มกำลังหรือจะใช้วิธีหนามยอกต้องเอาหนามบ่ง อย่างที่ “ลูกน้อง” บางคน ขู่ไว้แบล็คเมล์ “หัวหน้า”บางคนอยู่ มันก็น่าลองอยู่มิใช่หรือ ส่วนเวลาที่เหลืออยู่ของ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ เขาจะสามารถทำคดีได้ลุล่วงเปิดเผยความจริงให้สังคมรับรู้ได้มากแค่ไหนก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ 30 ก.ย.นี้ ต้องติดตาม !?
| | | | | |
| ม็อบเสื้อแดง แพ้แล้วแพ้อีก คราวนี้ยอมแพ้ตั้งแต่ในมุ้ง |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ |
30 สิงหาคม 2552 23:06 น. |
 |
 |
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| | |
 |
"ฝั่งขวาเจ้าพระยา" โดย โชกุน ถอดใจตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเวที ไม่ทันได้ไหว้ครูก็โยนผ้ายอมแพ้เสียแล้ว ใจเสาะอย่างนี้ เห็นที นช.ทักษิณคงจะต้องคบค้าอยู่กับพวกอูกันดา สวาซิแลนด์ เซียร์ร่า เลโอน ไปจนตาย เพราะกลับบ้านไม่ได้ จะไปอยู่กับพวกผิวขาว ผิวเหลืองก็ไม่มีใครเอา ม็อบเสื้อแดง คนรักทักษิณ ประกาศเลื่อนการชุมนุมขับไล่รัฐบาลจากวันที่ 30 สิงหาคม เป็นวันที่ 5 กันยายน ด้วยข้ออ้างว่า เพราะรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมาก และถ้าการนัดชุมนุมในวันที่ 5 รัฐบาลยังใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคงอยู่ ก็จะเลื่อนการชุมนุมออกไปก่อน นับเป็นความพ่ายแพ้อย่างไม่เป็นกระบวนท่า 3 ครั้ง 3 ครา ภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ จากการชุมนุมถวายฎีกา เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่จบลงหน้าประตูวิเศษไชยศรี แบบไม่มีอะไร การชุมนุมโจมตีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ล่มกลางคัน เพราะใจไม่สู้สายฝน และการยกเลิกการชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อวานนี้ แบบไม่มีแกนนำเสื้อแดงคนไหน กล้าออกมาอธิบายเหตุผลให้สาวกเสื้อแดงเข้าใจได้ ต้องชมนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ตัดสินใจประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง ในพื้นที่เขตดุสิต เพื่อควบคุมการชุมนุม แม้จะถูกติติงจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยว่า เป็นกระต่ายตื่นตูม ยังไม่มีเหตุการณ์ความวุ่นวาย จะรีบประกาศไปทำไม การเคลื่อนไหวของพวกเสื้อแดงนั้น อ่านไม่ยากหรอกว่า เมื่อชุมนุมพลกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้าแล้ว ก็จะยกกำลังไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล อันเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน สามารถเรียกมวลชน และเป็นจุดสนใจของสื่อได้ ขืนอยู่กับที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ไม่ทันข้ามคืนก็แยกย้ายกันกลับภูมิลำเนาแน่ ยิ่งเป็นม็อบที่มาเพราะเงิน ไม่ได้มีอุดมการณ์แต่อย่างใด เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ยังปล่อยให้เกิดขึ้น ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว หากรัฐบาลปล่อยให้เข้าไปถึงหน้าทำเนียบเหมือนครั้งที่แล้ว ก็มีโอกาสที่จะอยู่ยาว และยากที่จะเคลียร์พื้นที่ได้ การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่งคงจึงเป็นการประเมินสถานการณ์ ล่วงหน้าได้อย่างถูกต้อง และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์นั้นอย่างไม่ประมาท กล่าวได้ว่า รัฐบาลรู้ทันพวกนี้หมดว่าจะมาไม้ไหน และกล้าที่จะใช้กฎหมายเข้าจัดการ การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ทำให้รัฐบาลสามารถใช้กำลังทหาร ในการรักษาความสงบและป้องกันการยึดทำเนียบรัฐบาลได้ ผลงานการปราบปรามพวกเสื้อแดงที่เผาบ้าน เผาเมือง เมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมา โดยไม่เสียเลือดเนื้อ ให้พวกเสื้อแดงเอาไปขยายประเด็นได้ คง ทำให้ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และแกนนำเสื้อแดงคนอื่นๆ นึกภาพออกว่า เรื่องจะจบอย่างไร ทั้ง 3 คนนี้ และคนอื่นๆ ยังมีชนักติดหลังคือ เงื่อนไขการประกันตัว จากคดีละเมิด พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉิน ครั้งที่แล้ว ที่ศาลห้ามไปก่อความวุ่นวายอีก มิฉะนั้น จะถูกถอนประกัน ต้องไปอยู่ในคุก เป็นบ่วงรัดคอ ที่รัฐบาลพร้อมจะกระตุกปลายเชือกได้ทุกเมื่อ ก่อนหน้าที่แกนนำเสื้อแดงจะถอดใจเพียงวันเดียว ศาลอาญาพิพากษาจำคุกนางดารณี เชิงชาญศิลป์ หรือ ดา ตอร์ปิโด ข้อหาอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ถึง 16 ปี คงจะทำให้คนพวกนี้ ขวัญหนี ดีฝ่อไปเลย เพราะถึงที่สุดแล้ว คนเหล่านี้เป็นพวกเดียวกับนางดารณีที่ มีเป้าหมายในการล้มเจ้า โค่นอำมาตย์ แผนการตัดต่อคลิปเสียงนายอภิสิทธิ์ เพื่อหวังจะใช้เป็นข้ออ้างให้คนเสื้อแดงให้เดินไปล้อมทำเนียบ ขับไล่นายอภิสิทธิ์ ถูกเปิดโปงจนล่อนจ้อนว่า ใครอยู่เบื้องหลัง พ.ต.ท. สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ถูกนายอภิสิทธิ์ ดักคอ ซักตรงๆ ต่อหน้ากล้องทีวีว่า เป็นผู้เผยแพร่คลิปตัดต่อนี้หรือไม่ จนไปไม่เป็น ต้องแก้ตัวเป็นพัลวันกับสื่อมวลชนว่า ไม่ได้เป็นผู้เผยแพร่ แต่ยิ่งแก้ตัว ก็ยิ่งเปิดเผยความจริงว่า เป็นคนเอามาแจกให้นักข่าวเอง หลักฐานที่แกะได้จากเมล์ที่ส่งต่อกันไปเป็นทอดๆ ก็ชัดเจนว่า คลิปตัดต่อนี้ ออกมาจากบริษัทเอสซี แอสเสท ของ นช. ทักษิณ และพรรคเพื่อไทย การถูกจับได้คาหนังคาเขา และถูกนำมาประจานต่อประชาชนทั้งประเทศเช่นนี้ น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญอีกอันหนึ่งที่ ทำให้แผนการของกลุ่มคนเสื้อแดง ล่มอย่างไม่เป็นท่า ต้องขอยืมคำพูดของ พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลที่บอกว่า คนที่ทำเรื่องนี้ ทำได้เนียน แต่โง่มากๆ นช.ทักษิณ มีบริวารที่โง่ๆอยู่มาก ทั้งในสภาและบนท้องถนน การต่อสู้ที่พ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า ก็เพราะมีแต่คนโง่ๆ ให้เลือกใช้ นับตั้งแต่ การตัดสินใจนับถอยหลัง ให้ตัวเอง เมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมา ชะตากรรมของ นช.ทักษิณก็ตกต่ำ ชีวิตเสื่อมถอยลงๆทุกที ยุทธศาสตร์ โลกล้อมประเทศ ชนบทล้อมเมือง พังทลายอย่างไม่เป็นท่า จากที่เคยใช้สื่อระดับโลกเป็นกระบอกเสียงให้ร้ายประเทศไทย ก็กลายเป็นการให้สัมภาษณ์นายขวัญชัย ไพรพนา ผ่านวิทยุชมชนแทน จากที่เคยโฟนอินตามงานวัด งานแต่งในต่างจังหวัด ก็ต้องเปลี่ยนมาใช้ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็นเวทีปลุกระดม ความพ่ายแพ้ครั้งล่าสุดของ นช.ทักษิณ และคนเสื้อแดง เป็นสิ่งที่ไม่เกินความคาดหมาย เพราะการต่อสู้เพื่อคนผิด เพื่อคนโกง ไม่มีวันชนะ แต่คิดไม่ถึงวัน จะยอมแพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้ง ถึงขนาดนี้
| | | | | | | อาสา...ดำนาเพื่อน้อง โดย : Give2all เมื่อ : 11/08/2009 01:21 PM
มูลนิธิกองทุนไทย ร่วมกับคุณครูและน้องๆ โรงเรียนบ้านพนมดิน ต.ตาเนียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ จัดกิจกรรมดีๆ "อาสาดำนาเพื่อน้อง" เมื่อวันที่ 25-26 กรกฎาคม 2552 เพื่อรื้อฟื้นและสืบสานอนุรักษ์วิถีการทำนา ซึ่งเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมและการจัดการแรงงาน เพื่อการเกื้อกูลกันในสังคมชนบท พร้อมทั้งส่งเสริมให้อาสาสมัครคนหนุ่มสาว เยาวชน และประชาชนทั่วไปที่อยากใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะคนจากสังคมเมืองซึ่งไม่เคยสัมผัสชีวิตชาวนา ได้มาเรียนรู้ สัมผัส และเข้าใจวิถีชุมชนเกษตรกรรม
 
กิจกรรม "อาสาดำนาเพื่อน้อง" ในครั้งนี้ เหล่าอาสาได้ร่วมแรงร่วมใจกับน้องๆ เด็กนักเรียน คุณครู และผู้ปกครองจำนวนกว่า 80 คน ได้ช่วยกัน "ลงแขกดำนา" บริเวณแปลงนาสาธิตขนาดเนื้อที่ 5 ไร่ในโรงเรียน โดยในช่วงวันแรกของการลงแรง ทั้งเจ้าบ้านและอาคันตุกะได้ร่วมกันลงแขกดำนาอย่างเต็มกำลัง แม้ต้องแลกด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า แต่อาสาสมัครทุกคนก็สุขใจที่ได้ดำนาครั้งแรกในชีวิต ที่สำคัญได้เรียนรู้ว่าต้องใช้ความอดทนมากน้อยเพียงใดกว่าจะมาเป็นข้าวที่เรารับประทานกัน
"...ทำไมคุณทั้งหลายซึ่งไม่เคยทำนาถึงมาช่วยพวกเราดำนา พวกเรารู้สึกดีใจและภูมิใจมากที่อาสาสมัครทุกท่านยังเห็นคุณค่าของข้าวและชาวนา และยังให้ความสำคัญกับพวกเรา..." ครูทวีป สร้อยนาค ครูผู้รับผิดชอบการเรียนการสอนวิชาทำนาแห่งโรงเรียนบ้านพนมดิน สนทนากับน้องๆ อาสาสมัครจากกรุงเทพ
ความตั้งใจดีที่อยากมีส่วนร่วมในการฟื้นฟู อนุรักษ์ และเรียนรู้วิธีการดำนาดังกล่าวของชาวอาสา กลายเป็นการสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของ "ชาวนาไทย" และ "ข้าว" ซึ่งคนไทยทุกคนต้องบริโภคเป็นประจำทุกวัน โดยมุ่งหวังให้ผืนนาแห่งนี้เป็นห้องเรียนแห่งการถ่ายทอดและเรียนรู้ถึงวิถีชีวิตชาวนาไทยให้แก่เยาวชนในพื้นที่ ที่สำคัญคือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชาวนาในพื้นที่ได้มีความภาคภูมิใจและตระหนักในคุณค่าของตนเอง
 
"การมาร่วมดำนาครั้งนี้ถือเป็นการเรียนรู้ถึงวิธีการได้มาซึ่งข้าว ซึ่งมีความยากลำบากมาก จากนี้ต่อไปจะกินข้าวให้หมดจาน และดีใจที่มีส่วนทำให้ชาวบ้านรู้สึกมีคุณค่ามากขึ้น การทำกิจกรรมครั้งนี้ถือว่าพวกเราได้รับมากว่าที่พวกเราได้ให้อีกค่ะ..." ตัวแทนจากอาสาสมัครที่เข้าร่วมกิจกรรม กล่าว
"...พวกผมดีใจครับที่พี่ๆ มาช่วยกันดำนา และก็ดีใจที่ผมดำนาเป็น เพราะผมจะได้มีข้าวกินตลอดไป อยากให้พี่ๆ มาร่วมดำนาด้วยทุกปีครับ เพื่อจะได้ร่วมกันเอาข้าวเก็บไว้เป็น "กองทุนข้าว" เพื่อแจกจ่ายสำหรับคนที่ไม่มีข้าวกินด้วย..." ตัวแทนนักเรียนชั้นประถมปีที่ 6 จากโรงเรียนบ้านพนมดิน บอกเล่าความรู้สึกถึงการเข้าร่วมกิจกรรมอาสาในครั้งนี้
สำหรับข้าวที่ทุกคนช่วยกันดำนา จะเก็บเกี่ยวได้ในราวเดือนพฤศจิกายน โดยทางโรงเรียนและชุมชนจะนำมาทำเป็น "กองทุนข้าว" สำหรับบริโภค และ/หรือ จำหน่ายเป็นทุนใช้ในการดำเนินกิจกรรมของโรงเรียนต่อไป
 
กิจกรรม "อาสาดำนาเพื่อน้อง" ในครั้งนี้จะสำเร็จลุล่วงไปไม่ได้ หากปราศจากการสนับสนุนของกลุ่มองค์กรธุรกิจใจดี ไม่ว่าจะเป็นขนมแสนอร่อยจากบริษัท มันชี่ จำกัด กลุ่มคนใจดีที่สนับสนุนทั้งงบประมาณและสิ่งต่างๆ ที่สำคัญคือกลุ่มอาสาสมัครใจดีที่สละทั้งเวลา กำลังกาย กำลังทรัพย์ ขับเคลื่อนให้ภารกิจการให้ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ คณะนักเรียนและครูโรงเรียนบ้านพนมดิน พี่น้องชาวบ้านพนมดิน และ มูลนิธิกองทุนไทย ขอขอบพระคุณผู้ใหญ่ใจดีทุกท่านเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้
| มธ.ชวนน้องเข้าบ้าน "ธรรมศาสตร์วิชาการ’52" พรุ่งนี้! |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ |
19 สิงหาคม 2552 19:21 น. | |
 |
มธ. เตรียมเปิดบ้านศูนย์รังสิต ระดมคลังความรู้ ผลงานวิชาการสร้างสรรค์ พร้อมการแนะแนวการศึกษา สู่การผลิตบัณฑิตคุณภาพ ใน “งานธรรมศาสตร์วิชาการ’52 ภายใต้แนวคิดร่วมสร้างทางออกประเทศไทย” วันที่ 20-21 สิงหาคม 2552 เวลา 9.00-18.00 น. ณ อาคารยิมเนเซียม 1 มธ.รังสิต ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวถึงการจัดงานธรรมศาสตร์วิชาการ’ 52 ว่า งานธรรมศาสตร์ วิชาการครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ร่วมสร้างทางออกประเทศไทย "ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ยึดมั่น ในการเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่เน้นการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ มีความรู้ลึก รู้รอบ มีคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อออกไปสร้างสรรค์ พัฒนาและนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาแก่ประเทศ ภายใต้วิกฤตทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน อีกทั้งใน โอกาสครบรอบ 75 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นโอกาสอันดีที่มหาวิทยาลัยจะจัดให้มี “งานธรรมศาสตร์วิชาการ’ 52” ขึ้น ตามปณิธานการเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดโอกาสให้การศึกษาแก่ประชาชนอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน" สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ส่วนแรก คือ การนำเสนอผลงานวิชาการและงานวิจัยของอาจารย์ นักศึกษา บัณฑิต และมหาบัณฑิต ซึ่งได้รับรางวัลทั้งภายในและ ต่างประเทศ โดยเฉพาะผลงานของนักศึกษาปัจจุบันจากทุกคณะที่เข้าร่วมแสดงแห่งรั้วโดมธรรมศาสตร์ ส่วนที่สอง ได้แก่ การเสวนา และปาฐกถาวิชาการที่น่าสนใจมากมาย อาทิ ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "อนาคตประเทศไทย" โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และเรื่อง “การปฏิรูปการศึกษากับทางออกประเทศไทย” โดย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ การบรรยาย เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Admission ใหม่ ปี 2553 เป็นต้น และส่วนที่สาม คือ การแนะนำหลักสูตร ในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก และหลักสูตรนานาชาติ ให้นักเรียน นักศึกษา ที่ร่วมงานได้สัมผัส ประสบการณ์เสมือนจริงในแต่ละสายวิชาชีพ ที่สนใจ เช่น ห้องจำลองการออกอากาศให้ฝึกเป็นผู้ประกาศ ชมการแสดงผลงานสร้างสรรค์ศิลปะ (รักชาติ, รักโลก : Art Nation Earth) และร่วมสัมนาเกี่ยวกับระเบียบพิธีการทางการทูต นอกจากนี้ภายในงาน ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆ อาทิ การแข่งขันตอบปัญหาทางวิชาการ และการแสดงจากนักศึกษาคณะต่างๆ อีกมากมาย ** สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานผ่าน http://wichakan.tu.ac.th หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ กองบริการการศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โทร. 0-2564-4440-79 ต่อ 1830-31 หรือ งานประชาสัมพันธ์ โทร. 0-2564-4440 ต่อ 1120-1 | | | |
| “ชีวิตนี้เป็นอะไรก็ได้แต่ต้องเป็นหนึ่ง” เรื่องที่ไม่เคยเปิดเผยของ...บุณยสิทธ์ โชควัฒนา |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ |
19 สิงหาคม 2552 12:58 น. | |
 |
|
|
 |
 | “Untold Story บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ชีวิตนี้เป็นอะไรก็ได้แต่ต้องเป็นหนึ่ง” เป็นชื่อหนังสือที่เพิ่งจะวางแผงไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี่เอง แต่กว่าจะสำเร็จมาเป็นหนังสือเล่มนี้ได้ สมใจ วิริยะบัณฑิตกุล ผู้เขียนบอกว่าต้องใช้เวลานานถึง 12 ปีทีเดียว ครั้งหนึ่ง ตอนที่สมใจ ยังเป็นผู้สื่อข่าวนิตยสารผู้จัดการรายเดือน ได้มีโอกาสเขียนพอกเก็ตบุ๊กเรื่อง “แตกแล้วโต โตแล้วแตก” ซึ่งได้รับการมอบหมายจาก สนธิ ลิ้มทองกุล ให้เขียนเรื่องราวของนายห้างเทียม โชควัฒนา เป็นกรณีศึกษาที่นำไปสู่ความสำเร็จในการสร้างอาณาจักรสหพัฒน์ รวมถึงหลักคิดและปรัชญาในการดำเนินชีวิตและการทำงานอันทรงคุณค่าต่อชนรุ่นหลัง สำหรับสมใจนั้น หลังจากเสร็จภารกิจแล้ว เธอยังคงแวะเวียนไปพูดคุยกับคนในเครือสหพัฒน์อยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะ บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ซึ่งเธอประทับใจในความสามารถและปรัชญาในการดำเนินชีวิต ที่ถอดแบบนายห้างเทียมมาเช่นกัน “นายห้างเทียมเป็นคนมีหลักคิด เสียสละ ตอนเสียชีวิตกลับไม่มีอะไรเลย ทั้งๆ ที่ต่อสู้ให้กับอาณาจักรสหพัฒน์มาตลอด แต่ก็ยกบริษัทที่ทำกำไรได้ให้กับลูกน้องและคนที่ร่วมบุกเบิกมาด้วยกัน ส่วนคนในครอบครัวแทบจะไม่มีอะไรเลย คือไม่ได้เอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง” ขณะที่สมใจพูดถึงบุณยสิทธิ์ว่า “เสี่ยเป็นคนติดดินและใช้ชีวิตเยี่ยงคนธรรมดาคนหนึ่ง ลูกน้องบางคนอาจจะมีชีวิตที่หรูหรากว่าเสียอีก เพราะทุกวันนี้เสี่ยอยู่ทาวน์เฮ้าส์ 3 คูหาแค่นั้นเอง” เพราะความศรัทธานี่เอง สมใจจึงเก็บเล็กผสมน้อยเรื่องราวทุกอย่างที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับบุณยสิทธิ์ตลอด 20 ปีที่เธอได้รู้จัก จนเมื่อเขาอายุได้ 70 ปี สมใจก็ขออนุญาตบุณยสิทธิ์เพื่อทำหนังสืออัตชีวประวัติของเขาขึ้นมา แต่เขากลับบอกอย่างเกรงใจว่าตนเองอาวุโสไม่พอ ไม่ได้มีทฤษฎีอะไรที่เป็นวิชาการ เพราะเรียนจบแค่มัธยม 6 เท่านั้น จึงไม่น่าสนใจพอที่จะมีใครเขียนถึง นั่นคือความอ่อนน้อมถ่อมตนอันเป็นคุณสมบัติของเขา ที่สร้างอาณาจักรของสหพัฒน์ซึ่งยังเติบโตไม่หยุดยั้งจากรุ่นพ่อ โดยปัจจุบันมีบริษัทในเครือ 300 บริษัท มีสินค้าหลากหลายกว่า 3 หมื่นรายการ จาก 1 พันแบรนด์ที่จำหน่ายในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศ ขณะที่อีกหลายคนที่ชีวิตนี้ยังแทบจะไม่เคยพบเจอกับคำว่า “ความสำเร็จ” กลับลุกขึ้นมาเขียนเรื่องราวของตัวเองกันเต็มแผงหนังสือ
|
จนเมื่อบุณยสิทธิ์อายุ 72 ปี เขาจึงตกลงใจยอมให้สมใจเขียนเรื่องราวของเขา ที่ตั้งใจถ่ายทอดประสบการณ์ให้แก่เธอ ด้วยเหตุผลว่า “เกรงใจ” จึงกลายเป็นที่มาของการใช้ชื่อ “Untold Story” ตัวหนังสือกว่า 500 หน้านั้น บอกเล่าถึงปรัชญาการใช้ชีวิตที่มีความอดทน ทำงานหนัก ถ่อมตน ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หลักการบริหารจัดการและการวางกลยุทธ์ธุรกิจที่ลุ่มลึก ด้วยการใช้ความเล็กสยบคู่แข่งยักษ์ใหญ่ ผ่านกรณีศึกษาของบุคคลวัย 72 ปี ผู้เป็นตำนานการค้า ผู้สร้างธุรกิจจากเอสเอ็มอี สู่อาณาจักรแสนล้าน การทำธุรกิจทุกวันนี้ อยู่ท่ามกลางกระแสการค้าในยุคโลกไร้พรมแดน บทเรียนการค้าและปรัชญาตะวันออกจากเครือสหพัฒน์ แม้จะผ่านวันเวลามากว่า 67 ปี จากพ่อสู่ลูก จะได้เห็นความยืดหยุ่นของเครือสหพัฒน์ ที่เป็นดั่งต้นไผ่ แปรเปลี่ยนพลิกแพลงตามสถานการณ์ หยิบยืมพลังจากสิ่งแวดล้อมมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ขอยกตัวอย่างปรัชญาคำสอนและวิธีคิดของบุณยสิทธิ์ สัก 2 – 3 เรื่องที่ตีพิมพ์ในหนังสือเล่มนี้ ** “ การที่คนเราจะทำงานให้ลุล่วงสำเร็จไปได้ อดทนต่องานหนักอย่างเดียวไม่พอ เพราะการอดทนกับงานนั้นรวมถึงการที่จะต้องวิ่งเข้าหางานยาก ๆ มาทำให้เกิดความเก่ง ความชำนาญ งานที่ยาก ๆ นั้นต้องอดทนกับการเหนื่อยกาย แต่ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสทำผิด เมื่อทำผิดเราก็ต้องตำหนิ ดังนั้นความอดทนต่อการถูกตำหนิดูถูกจากผู้อื่นก็กลายเป็นความจำเป็นขึ้นมาอีกประการหนึ่ง บางครั้งเพื่อเรียนรู้งาน ต้องอดทนให้คนเอาเปรียบ แล้วเราก็พบว่าความอดทนดังกล่าวนั้น ทำให้ได้เรียนรู้อะไรมากมายที่กลายมาเป็นประโยชน์กับการทำงานในช่วงหลังของชีวิต” (หน้า 113 ) ** บุณยสิทธิ์พูดถึงกลยุทธ์ในการสร้างโรงงานและยุทธวิธีในการสู้รบของสหพัฒน์ในครั้งนั้น ซึ่งบทบาทนี้ดูจะเด่นชัดมากสำหรับเขา ..การรู้จักอดทนและรอเวลาในการทำการใหญ่ มุ่งทำงานจากเล็กเพื่อป้องกันความเสี่ยง ดูจะเป็นศาสตร์ตะวันออกที่โดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ ที่เรียนจบตำราจากโลกตะวันตก “นักอุตสาหกรรม? …. ยังไม่ใช่นะ ยังไม่ถึงขั้นนักอุตสาหกรรม แต่ฉันจะดูว่าเมืองไทยยังขาดอะไร แล้วก็ดูว่าญี่ปุ่นเขาพัฒนายังไง เขาไม่มีอะไรเขาก็ทำขึ้นมาได้ ทำเล็ก ๆ ขึ้นมา ฉันก็คิดว่า ญี่ปุ่นเขาก็ไม่มีเงินก็ทำอะไรขึ้นมาได้ เราก็ต้องทำได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นของเราเนี่ยพยายามจะทำจากเล็ก ๆ ขึ้นมา...” (หน้า122) ** “ผมฝันไม่เหมือนเด็กคนอื่นๆ เด็กคนอื่นฝันอยากเป็นนักธุรกิจ เป็นทหาร ตำรวจ แต่ผมฝันเป็นอะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นหนึ่ง” คำพูดที่แฝงแนวปรัญชานี้เอง จึงกลายมาเป็นชื่อหนังสือเล่มนี้ และน่าที่จะเป็นแบบอย่างให้คนรุ่นหลังได้ยึดถือว่า คนเราควรมีความฝันและต้องทำให้คามฝันเป็นจริงให้ได้ ” **กับชีวิตที่สมถะของบุณยสิทธิ์ เพราะตลอดชีวิตจนถึงวัยเลย 70 ปีนั้น อีซูซืMU7 คือรถยนต์คันแรกที่เป็นสมบัติส่วนตัว และเพิ่งมีเมื่ออายุ 69 ปี หลังจากเริ่มคิดจะวางมือและค่อย ๆ ก้าวถอยให้คนที่มีความสามารถได้เข้ามาบริหารเครือสหพัฒน์ในส่วนงานต่าง ๆ ต่อจากเขา ( หน้า 348 ) ** การให้ความสนใจกับคอมพิวเตอร์และไอที เป็นวิสัยทัศน์ของเสี่ยอย่างแท้จริง เพราะมันทำให้อาณาจักรธุรกิจ ไอ.ซี.ซี. ที่ต้องบริหารสินค้าหลายร้อยผลิตภัณฑ์ แตกแขนงแยกย่อยกว่า 1,000,000 รายการ ง่ายขึ้นในการจัดการ ทั้งฝั่งงานขายและฝั่งโรงงาน รวมทั้งระบบโลจิสติกของเครือด้วย ( หน้า 340) ใครสนใจก็หาซื้อกันได้ในราคาปกอ่อน 320 บาท และปกแข็ง 500 บาท โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือ ส่วนหนึ่งจะนำไปใช้เป็นทุนจัดตั้ง “มูลนิธิสัมมาชีพ” ซึ่งมี สมใจ และผู้ทรงคุณวุฒิอีกจำนวนมาก ได้ร่วมกันก่อตั้งขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อนำธรรมะเข้าสู่คนทุกสาขาอาชีพ และสร้างนักธุรกิจไทยให้เป็นผู้บริหารเพื่อสังคม อย่างน้อยเงินที่ทุกคนซื้อหนังสือเล่มนี้ นอกจากผู้อ่านจะได้เกิดปัญญาขึ้นแล้ว ยังสามารถช่วยสังคมได้อีกด้วย | | | |
| เปิดมุมมอง...ประวิต เอราวรรณ์ ทำไม มมส.จึงเป็นเบอร์ 1 ศึกษาศาสตร์ |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ |
19 สิงหาคม 2552 08:25 น. |
 |
|
| รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ | |
 | รายงานพิเศษ โดย...กองทรัพย์ ชาตินาเสียว ภายหลังสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เปิดเผยผลการประเมินคุณภาพการจัดการศึกษาของคณะครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ 57 สถาบันอุดมศึกษารอบสองว่า มีเพียงคณะศึกษาศาสตร์ ม.มหาสารคาม (มมส.) แห่งเดียวเท่านั้นที่ผ่านการประเมินในระดับดีมาก ภาพของ “ตักสิลา” ที่พึ่งทางการศึกษาของชาวอีสานเริ่มฉายแววเด่นชัดมากขึ้น เพราะนิสิตส่วนใหญ่ของ มมส.เป็นเด็กอีสาน และเป้าหมายก็เพื่อเป็นครูให้เด็กอีสาน
ผ่าแผนเคี่ยวคุณภาพ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ ม.มหาสารคาม ให้ข้อมูลว่า ความสำเร็จของคณะเกิดขึ้นจากการเล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในองค์กร นั่นก็คือ มุ่งเน้นไปที่การเรียนการสอนแต่ไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องของ “งานวิจัย” ดังนั้น จึงได้ตัดสินใจลุกขึ้นมาการปฏิรูปองค์กรใหม่ โดยใช้แนวทางการบริหารจัดการคุณภาพเทียบเคียงจากเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (TQA) ของสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติเพื่อปรับระบบการบริหารจัดการภายในองค์กร วิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาสและอุปสรรคเพื่อวางยุทธศาสตร์และยกระดับคุณภาพการศึกษา “เราพบว่าตัวเองมีจุดอ่อนมากกว่าจุดแข็ง คือ เน้นการเรียนการสอนแต่ไม่มีงานวิจัย และเพราะเป็นคณะเก่าแก่การบริหารงานจึงไม่คล่องตัว แต่โชคดีที่มมส.มีศิษย์เก่าซึ่งเป็นครูในพื้นที่ภาคอีสานจำนวนมาก ที่ต้องการเรียนต่อในระดับปริญญาโท จากตรงนี้เราจึงปรับหลักสูตรให้สอดรับกับการพัฒนางานครูในโรงเรียน เน้นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้นิสิตสามารถแก้ปัญหาและพัฒนางานในหน้าที่ได้” รศ.ดร.ประวิต เปิดเผยถึงกระบวนการขับเคี่ยวสู่มาตรฐานดีมาก ว่า ในปี 2549 ได้เริ่มปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ โดยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการสอน ทำงานวิจัย และให้บริการทางวิชาการได้ ลดเงื่อนไขของระบบเดิมลง จากนั้นในปี 2550 เน้นการสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานภายนอก อาทิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาล และเขตพื้นที่การศึกษาที่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และปี 2551 เน้นการพัฒนาเชิงวิชาการให้เข้มแข็ง เสริมทัพด้วยการส่งอาจารย์และนิสิตปริญญาเอกไปฝึกอบรมในต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมในเวทีระดับนานาชาติ เพื่อหวังสร้างเครือข่ายในระดับสากล “ปีล่าสุด 2552 เราลงลึกคุณภาพ โดยจะเน้นสร้าง Excellent Center วางศูนย์ความเป็นเลิศ 5 ศูนย์ คือ ศูนย์จิตปัญญาศึกษา ศูนย์วิจัยเด็กพิเศษออทิสติก ศูนย์วิจัยเด็กปฐมวัย ศูนย์วิจัยด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา และเรื่องศูนย์วิจัยและการให้บริการด้านจิตวิทยา ใน มมส.” รศ.ดร.ประวิต ให้ภาพ การยอมรับในจุดอ่อนและปรับโครงสร้างภายใน ทำให้ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปีเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นตามลำดับ ซึ่ง รศ.ดร.ประวิต ให้ข้อมูลว่า คณะศึกษาศาสตร์ มมส.สามารถผลิตครูได้ตามสัดส่วนที่ต้องการทั้งในระบบราชการและเอกชน โดยนิสิตปริญญาตรีซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 45 ของจำนวนนิสิตศึกษาศาสตร์ทั้งหมดมีงานทำมากกว่าร้อยละ 85 ซึ่งร้อยละ 55 ที่เป็นนิสิตปริญญาโท ไม่มีปัญหาเรื่องการหางานทำเพราะส่วนใหญ่เป็นครูอาจารย์ในพื้นที่อยู่แล้ว เพราะร้อยละ 80 ของนิสิตใน มมส.เป็นเด็กอีสาน
ศูนย์กลางการศึกษาแห่งลุ่มน้ำโขง รศ.ดร.ประวิต กล่าวว่า เป้าหมายใหม่นับจากนี้นอกจากภารกิจเดิมแล้ว คณะยังตั้งพันธกิจด้วยว่าจะเป็นที่พึ่งด้านวิชาการให้กับโรงเรียนและสถานศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่การเรียนการสอนในระดับปริญญาโทจะยกระดับหลักสูตรให้เป็นไอทีมากขึ้น นอกจากนี้ ทางคณะยังต้องการเชื่อมโยงความเป็นครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์กับระดับสากลมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งขณะนี้สำเร็จแล้วเกินกว่าครึ่ง เพราะ มมส.ทำหน้าที่ผลิตครูให้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ส.ป.ป.ลาว มาแล้วหลายรุ่น “มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวส่งอาจารย์มาเรียนกับเรา เพื่อเปิดหลักสูตรใน ม.แห่งชาติลาว ศิษย์เก่าดีเด่นของก็เป็นครูอยู่ทั้งที่หลวงพระบาง และเวียงจันทน์ ก็หลายคน” รศ.ดร.ประวิต ให้มุมมองทิ้งท้ายเรื่องการพัฒนาครูของวงการการศึกษาไทยว่า ดูเหมือนว่าไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูพันธุ์ใหม่เป็นเรื่องหลัก จนอาจลืมเรื่องสำคัญคือการพัฒนาครูประจำการ ที่ถือเป็นร้อยละ 95 ที่ยังทำงานในโรงเรียน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ยังต้องประเมินคุณภาพงานทุกๆ 2-3 ปีเพื่อรักษาระดับคุณภาพ หากพบมาตรฐานตกลงก็ต้องลดค่าวิทยฐานะ
| |
|