sombat's profileSpace ของ sombatPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
September 11 นางสอน ถาวร (2)ตอนที่ ๒. ย้ายไปสันติสุข ก่อนที่จะมาอยู่บ้านใหม่ แม่ไม่อยากให้พ่อของเรามา เพราะว่าแม่มีเพียงลูกเล็กๆ สี่คน คือ แป และ เซ่ เทพินทร์ และอินทีซึ่งพึ่งอายุได้สองปีกว่า ยังกินนมแม่อยู่ ส่วนแปก็เรียนชั้น ป.3 จะสอบขึ้น ป.4 เซ่ก็เรียนชั้น ปี.2 จะขึ้น ป.3 พ่อเราก็จากแม่และลูก 4 คน มาอยู่ที่วิเชียรบุรี 1 ปี แม่และน้องเล็กก็อยู่กันที่บ้าน แม่ก็ไปหาผักหาปลาตามทุ่งนาเรานี้แหละ และแม่ก็ได้บอกให้แปและเซ่ ผู้ใหญ่กว่าเขาไปตกเบ็ดใส่ด่างใส่เบ็ดกบตามทุ่งนาของเรา ได้ปลามาพอได้เลี้ยงน้องและแม่ได้กินพอไปทั้งปี ไม่มีเงินจะซื้อกินอย่างทุกวันนี้ มีแต่หากินด้วยตัวเองตามบ้านนอกเรา พี่น้องที่อยู่ใกล้เคียงก็ไม่มีใครจะให้ของกินอะไรเลย เมื่อตอนพ่อเราอยู่ ก็มีแต่เขามาเอาจากบ้านเราทั้งนั้น คือ ที่นาเราไม่เคยอดปลาเลย ส่วนป้าอบ แม้บ้านเขาก็อยู่ไกลจากเราแต่เขามีน้ำใจดีต่อเรามาก มีอะไรก็ให้เรากินด้วยทุกอย่าง แต่ครอบครัวเขามีคนมากทั้งลูกพ่อลูกแม่ รวมเป็น 9 คน และต่อมาก็ได้ลูกใหม่อีก 5 คน ป้าอบเป็นคนดีเคยชวนแม่ไปที่บ้านตอนสายๆ ขณะที่คนอื่นกลับบ้านหมดแล้ว แม่ไม่เคยขัดป้าอบสักทีเลยพากันไปแก้บาบกับคุณพ่อเจ้าวัดทุกครั้งที่เขามาชวนแม่ แม่กับป้าอบเห็นกันเมื่อไรคุยกันสนุกดีพูดคุยกันไม่รู้สึกเบื่อเลย ก่อนแม่จะออกจากบ้านมาอยู่วิเชียร 2-3 วัน ป้าอบไปตักน้ำที่บ่อที่นากุดแคน หาบน้ำมาถึงที่สวนมะม่วงของเรา แล้วก็เข้าไปร้องไห้โฮอยู่ในสวน ตามร่มกล้วยร่มมะม่วงร้องไปบ่นไปว่า “ใครหนอจะมาแย่งชิงเอาทรัพย์สินต้นมะม่วง ต้นกล้วยมึง และนี่ยังจะจากพี่ไป” และเมื่อเขาหาบน้ำมาถึงบ้าน ลูกสาวเขาถามว่า “ใครทำอะไรให้แม่จนตาแดงช้ำหมด” ป้าอบบอกว่า “แม่คิดถึงแม่ของประสิทธิ์ว่า เขาจะจากไปอยู่วิเชียร แม่เข้าไปในสวนแม่เลยร้องไห้ตาแม่เลยบวม” และอีกหลายอย่างที่ป้าอบห่วงเรา ส่วนลุงลบไม่ค่อยเท่าไร เมื่อเห็นพ่อเราได้ซื้อนาใหม่ก็มีแต่มาขอเอาทำสวนกล้วยที่นากุดแคน เอาจนหมดที่ดอน พ่อเราจะทำประโยชน์ลุงลบเมื่อเห็นพ่อเราซื้อวัวเกวียน ก็มาขอเข้าคนละครึ่งเกวียนก็ซื้อห้าร้อยบาท วัวก็ซื้อพันกว่าบาท ซื้อมาด้วยกันหลายคู่ พ่อเราอยากจะแยกจากกันเพราะว่าตอนลากข้าวใส่ยุ้ง พ่อเราไปเอาก็จะยุ่งแต่พี่น้องทางลุงลบ พี่น้องทางพ่อเราไม่ได้ใช้ขนเลย พ่อเราจึงอยากจะแยก จะหาซื้อคนละคู่ แต่ลุงลบบอกว่าตัวเองไม่มีเงินจนกระทั่งได้มาอยู่บ้านใหม่จึงได้แยกจากกันและค่าตัวเกวียนคนละครึ่ง พ่อเราก็ไม่ได้คืนมา ได้แต่ค่าวัวพ่อเราก็เลยเฉยแล้วกันไป แต่พ่อเรามาอยู่กับแม่ ปีแรกลุงลบยังไม่แต่งงานเลย พอเห็นพ่อเรามาอยู่ด้วย ลุงลบก็ออกไปอยู่ที่นา ไปอยู่กับพ่อใหญ่หมุ่ง (ซึ่งเป็นพ่อของลุงทองสาลุงกอง) ตอนนั้นทั้งลุงทองสาและลุงกองยังทำนาไม่ได้เพราะเป็นเด็ก พ่อใหญ่หมุ่งจึงจ้างลุงลบทำนาช่วยปีหนึ่งยี่สิบห้าบาท นับว่าแพงมาก ตอนนั้นลุงลบเขาคิดว่า “ข้าวขึ้นบ้าน จะแต่งงาน และจะได้เอาเงินนี้ไปใช้แต่งงาน” แต่ค่าสินสอดเป็นสี่สิบบาท เมื่อเงินไม่พอ ก็มาขายข้าวที่พ่อของเรากับป้าอบและลุงครูบินทำไว้ ขายจนหมดยุ้ง แต่ก่อนนั้น พ่อตาแม่ยายของลุงลบมีนาเขางามกว่านาเรามาก ควายเขาก็มีถึงเจ็ดตัว เมื่อพ่อแม่เขาตายไปหมดแล้ว ลุงลบเราไปแทน และเขาก็ขายควายไป เหลือเอาไว้เพียงสองตัวและทำนาปีแรกปี ลุงลบก็ได้ข้าวมากจนแม่อายลุงลบเขา เพราะนาของเราไม่ดี แต่ต่อมาลุงลบก็มาพูดว่า “เรานี้จนกว่าญาติคนอื่นๆมาก” และเมื่อแม่ไปขุดกระดูกของพ่อใหญ่แม่ใหญ่ของเราขึ้นใส่ธาตุ แม่ก็ออกซื้อธาตุคนเดียวหนึ่งพันห้าสิบบาท กับปูนซีเมนต์อีกสี่สิบเจ็ดบาท ป้าอบลุงลบก็ออกซื้อวัวมาฆ่าหกร้อยบาทคนละสามร้อยบาท น้าจันทร์เทพออกค่ามิสซา สามร้อยกว่าบาท น้าท่อนไม่มี แม่ก็ไม่ว่าขอให้พี่มีน้องไปด้วยกันก็นับว่าสนุกดีพอแล้ว ที่จริงแม่ก็สงสารลุงลบอยู่ เพราะว่าเขาพูดตรงไปตรงมา น้อง ๆ กับหลานไปเยี่ยม เขาก็แสดงน้ำใจกว้างขวางต่อแม่อย่างดี นับว่าเขาเป็นผู้มีน้ำใจดีมาก ขอให้เขาได้ไปอยู่กับพระผู้ศักดิ์สิทธิ์ในวิมานสวรรค์เทอญ ตอนที่ ๓. ชีวิตปีแรก ๆ ที่บ้านวังหินกองและที่บ้านสันติสุข แม่จะเล่าตอนมาอยู่บ้านใหม่ที่บ้านพ่อเฒ่ามุน ปี พ.ศ. 2505 ตอนที่พ่อพาออกจากบ้าน ตอนแรกก็นั่งรถคันเดียวกันกับอาน้อยและอาทอง ทั้งลูกของเขาสองคน คือ สุชาดาและอินทวา ตอนนั้นพ่อเรากับอาน้อยรักกันมาก อะไรก็ช่วยกันทำและช่วยกันหา จนกระทั่งค่ารถสองพันหนึ่งร้อยบาทมีแต่พ่อเราเสียคนเดียว เพราะตอนนั้นอาน้อยยังไม่มีเงินจะจ่าย และตอนอออกจากบ้านหนองซ่งแย้ วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ ตอนบ่ายโมงและพวกเราก็นอนค้างคืนอยู่ที่ใกล้ๆ ปั้มน้ำมันที่จังหวัดมหาสารคาม และวันต่อมาก็มาพักค้างคืนที่บ้านปะคำ อำเภอโนนไทย นครราชสีมา มาถึงที่นั่นมืดพอดี มีคนบอกว่า “อย่าพึ่งไปเลย มันมืดแล้ว กลัวอันตรายพวกโจร มันชอบมากหากเห็นรถครัวมา มันจะปล้นเอา” พวกเราก็ยิ่งกลัวและเขาจัดหาที่นอนให้ รุ่งเช้าเขาเอาถ่านมาให้นึ่งข้าว แล้วเราก็พากันออกรถวิ่งต่อ มาถึงอำเภอวิเชียรที่บ้านอาเชิด ก็มืดพอดี เมื่อจอดรถกินน้ำแล้วก็วิ่งต่อไปจนถึงบ้านเฒ่ามุนที่หมู่บ้านวังหินกอง พวกที่มาอยู่ก่อน พอได้เห็นรถเรามา เขาก็วิ่งมาดู คือ ป้าเขียน แม่ข่อง ป้าบุญทอง หนูแปง แต่แม่ไม่อยากโผล่หน้าออกไปเลย เพราะว่าที่ที่จะอยู่นั้น มันไม่น่าอยู่เลย มีแต่ป่ามีแต่ดง มีบ้านสองหลัง คือบ้านเฒ่ามุนและบ้านเฒ่าแต้ม วันรุ่งขึ้นก็มีลูกเฒ่ามุนหลายคนมายืนดูพวกเรา เวลาพูดก็ใช้แต่ภาษาป่าเถื่อน เช่น “แก เอง” เราไม่เคยได้ยินก็ฟังไม่เข้าใจ ทั้งไม่อยากอยู่เป็นเพื่อนเขา มีแต่อยากหนีกลับบ้านเก่า พ่อเรากับอาน้อยก็พากันจัดหาไม้ทำบ้านอยู่หลังน้อยๆ สองห้อง และเมื่อตอนมาวันแรกก็พากันพักที่บังกะโลไม้ไผ่ ที่พวกพ่อเราทำไว้คนละห้อง ครอบครัวของเรานอนห้องเดียวกันหกคน นับว่าแน่นพอดู กระดานพื้นบ้านเป็นฟากไม้ไผ่ พวกเราทำครัวกินด้วยกันทั้งสี่ครัว คือ ครัวป้าเขียน พวกเรา อาน้อย และครัวนายทองมากนางราตรี ข้าวก็นึ่งด้วยกัน กับข้าวก็ทำด้วยกัน ข้าวก็ตำด้วยกัน นับว่ายุ่งเหยิงมาก อะไรก็ไม่พอสักที เราทนความลำบากได้ครึ่งเดือน พ่อเรากับอาน้อยก็ทำบ้านเสร็จเลย ออกมาอยู่บ้านคนละหลัง จึงได้สะดวกสบายใจขึ้น แต่ว่าลูกเฒ่ามุนก็มาทำอะไรให้เราไม่สบายหลายอย่าง เช่น ตอนนั้นนางสี (ลูกนายพุและแม่ดี) นายสำราญลูกชายของเฒ่ามุนก็อยากจะได้นางสีเป็นแฟน อยู่ต่อมาไม่กี่วัน หาว่านางสีไม่รัก พอนางสีไปตักน้ำตอนเช้า ก็ฉุดนางสีขึ้นไปที่ฝั่งห้วยไพร แปและเซ่ ก็ร้องไห้มาบอกแม่ว่า “ไม่รู้ว่าใครมาฉุดนางสีไปแล้ว” แล้วร้องไห้โฮ บอกแม่ไม่รู้จะทำอย่างไร ตอนนั้นพ่อเราก็ไปรับสมบัติที่จะกลับจากบ้านเณรท่าแร่ สมัยนั้น เลยบอกอาน้อยไปดูเห็นว่านางสีและนายสำราญนั่งอยู่ด้วยกัน ถามนางสี เขาบอกว่าเขากอดคอมา ดึงมาจนเจ็บคอ กินน้ำก็ไม่ได้ อาน้อยเลยพูดกับพ่อมุนว่า “อย่าให้เขาทำอย่างนี้ ถ้าทำอย่างนี้ เราก็จะอยู่ไม่ได้” พ่อมุนก็รับปากว่า “จะไม่ให้เป็นไรดอกแต่นี้ต่อไป” พวกเราก็อยู่กันมาตั้งแต่เดือนสาม (เดือนกุมภาพันธ์ 2505) จนถึงหน้าทำนาก็มีเรื่องเกิดขึ้นบ่อยๆ เช่น ไก่เราอยู่บ้านเราไม่ไปถึงบ้านเขาสักที แต่เมื่อเขามาเห็นไก่เราตัวสวยๆ เขาก็ว่าไก่เขาและเขามาเอาไป เราก็พูดไม่ได้ และเห็นเราปลูกพริก มะเขือ ถ้ามันมีลูกเราไม่ให้ ก็หาว่าเราขี้เหนียว ไม่ว่าแต่คนเดียวนะเขาว่าเราทั้งหมดไม่มีใครดีเลย เขาถือตัวคนเดียวเป็นใหญ่ ก่อนจะมาอยู่เราก็มาทำเหมืองฝายไว้เรียบร้อยแล้ว ปลาก็มีเยอะถ้าเราอยากได้ปลา กุ้ง หอย ถ้าเขาไม่พาเราไปลงเอาก็ไปไม่ได้ พวกเราพี่น้องกันเลยถือโอกาส พอถึงหน้าเกี่ยวข้าวปี 2506 ก็พากันขนข้าวของไปอยู่นาใครนามัน ต้นปี 2507 ก็พากันเอาข้าวขึ้นยุ้งที่หมู่บ้านตั้งใหม่ที่ชื่อว่า “หมู่บ้านสันติสุข” นี้เลย พอข้าวเสร็จก็พากันไปขอเขาว่าจะมาตั้งบ้านอยู่ที่ทุ่งสะเดา แต่เฒ่ามุนไม่ให้ออกมา แม่ก็บอกว่าไม่เคยมีนาอยู่ไกลบ้าน ถ้าเดินไปมา ก็ลำบาก ถ้าไม่ไปอยู่ใกล้กับที่นา ก็จะกลับคืนบ้านเก่า พวกเราไปด้วยกันวันนั้นมีป้าบุญทอง ป้าเขียน แม่ข่อง อาทอง หนูแปง และแม่ทุกคนเขาให้แม่เป็นคนพูดว่า “ถ้าไม่ให้ไปอยู่ทุ่งสะเดา จะกลับบ้านเก่า” แต่ก่อนเขาเรียกที่ที่เราตั้งหมู่บ้านนี้ว่า “ทุ่งสะเดา” และเฒ่าตุ้ย (เมียเฒ่ามุน) ก็ถามแม่ข่องว่า “ถ้าอาสอนไป แกก็จะไปหรือ” ถามป้าเขียนก็ว่าจะไปเช่นเดียวกันและคนอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน ฉะนั้นพวกเราจึงได้มาจัดการถางป่าตรงบริเวณที่จะตั้งหมู่บ้านนี้ เมื่อยกบ้านและยุ้งข้าวเสร็จ ก็พากันมาขนข้าวขนของมาอยู่ที่หมู่บ้านสันติสุข พอพวกเรามาอยู่ได้สองสามเดือนก็ได้ยินว่า “คนจะมาปล้นอย่างนี้อย่างนั้นไม่ขาดเลย” และเขาก็ได้พาขโมยมาจี้เอาควายบ้านเราไปสี่ตัวในวันเดียว คือ ควายป้าเขียน ควายราตรี ควายน้าโสดา และควายนายสุด เด็กที่ไปเลี้ยงร้องไห้เข้าบ้านตอนเที่ยง วันนั้นควายของเรา เขาเอาไม่ได้เพราะควายเราลงนอนน้ำทีหลัง ควายเขาไปลงนอนน้ำก่อนก็ขึ้นก่อน เลยมาเจอพวกโจรปล้นและจี้เอาควายไป พวกเด็กบอกว่าเขาเห็นนายสมานลูกเฒ่ามุนเป็นหัวหน้าพาเขามาชี้บอกแล้วก็หนีเข้าป่า และตอนหลังนี้ก็มีโจรมาอีก 7-8 คน เฒ่ามุนจ้างมาปล้นบ้านเรา เขาก็มาจริงๆ พวกเขาคงคิดว่าพวกเรามีเงินแม้จะมีแต่บ้านมุงแฝก วันหนึ่งแม่กับพ่ออยู่ที่บ้าน พ่อมองเห็นคนเดินมาผิดปรกติ คล้ายกับว่ามันจะมาตรงบ้านเราแต่มันก็มาป้วนเปี้ยนอยู่แถวข้างๆ บ้านอาน้อยและหันหน้ามองมาทางเรือนเรา พ่อเราก็เข้าไปในบ้านแล้วจับปืนแก๊ปใหญ่ที่พ่อเราเอามาจากบ้านหนองซ่งแย้ คิดว่าถ้าเขาขึ้นบ้านเราเมื่อไรจะลั่นปืนใส่เลย แต่เขาก็ไม่มาแต่พากันนั่งอยู่ที่ขอนไม้ที่หน้าบ้านอาน้อย พวกป้าเขียนเห็นก็เลยบอกนายทองมากลูกเขยเขาลงมาคุยกับเขาแล้วก็เชิญขึ้นบ้าน ป้าเขียนชวนพูดคุยอย่างนั้นอย่างนี้ เขาก็บอกว่าเฒ่ามุนบอกเขาให้มาปล้นพวกเราจริงๆ แต่เขาคิดว่าคงจะไม่มีอะไรเพราะมีแต่บ้านหลังเล็กๆ มุงแฝกเท่านั้น พ่อเราจึงชวนเพื่อนบ้านต้มไก่กินกันและผูกเป็นเกลอกัน (เสียดายแม่ลืมชื่อเขาแล้วไป) เราจึงได้รู้ว่าเฒ่ามุนเขาเกลียดพวกเรา หาเรื่องมาใส่พวกเรา จะให้เราหนีจากหมู่บ้านนี้ให้ได้ พวกแม่ก็พากันสวดสายประคำตอนหัวค่ำ ทุกวัน พอได้ยินหมาเห่าก็เงียบหมดเลย พ่อเราก็จับปืนพร้อมสายประคำหาที่กำบัง ยืนจนหมามันหยุดเห่า ปี 2507 ตอนนั้นพวกแม่นับว่าสวดเอาจริงเอาจังเลย ขอแม่พระช่วยคุ้มครองหมู่บ้านเรามาก และต่อมาปีเดียวกันก็มีคนหนึ่งเดินมาจากวิเชียรมาแวะมาที่บ้านป้าเขียน และพูดว่า “หมู่บ้านเรานี้ไม่มีใครจะมาทำอะไรอีกได้หรอก เพราะหลายคนเขาพูดว่าพอย่างเท้าเข้ามาในบริเวณรั้วบ้านเขาก็มีผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวชุดขาวยาวๆ และโบกมือทั้งพูดว่า “อย่าทำอะไรเขานะ” พวกเขาก็จะหัวเข่าอ่อนเดินไปมาไหนไม่ได้ เขาพากันพูดว่า “อาถรรพ์ของเขาแรงมาก เราจะไม่มาอีกแล้ว” เขาพูดเป็นความจริงนะ แม่ก็ได้ยินจากปากเขาเองไม่ใช่ได้ยินป้าเขียนพูด หรือจะเป็นตัวเขามาเองก็เพราะตอนนั้นบ้านเราตั้งใหม่ พวกเราพากันล้อมรั้วบ้านด้วยหนามทุกประเภทจนสุดบริเวณที่ตั้งหมู่บ้าน เพื่อว่าจะรักษาแม่บ้านได้ง่าย และพากันเลี้ยงหมาบ้านละหลายตัว เมื่อมีคนมาหมาก็เห่าสนั่นบ้านเลย และนับแต่วันเขาพูดมาก็นับว่าไม่มีใครมาทำเราอีก ทางบ้านเมืองเจ้านายเขาไม่อยากให้พวกเราอยู่ที่ตรงนี้ เพราะเขาว่าเป็นป่าสงวน มีเจ้าหน้าที่ทางวิเชียรมาดูหมู่บ้านเราบ่อยและบอกว่าจะไล่คนชาวสันติสุขหนีไปอยู่ที่อื่น พวกเราก็กลัวเหมือนกัน ตอนนั้นคุณพ่อลาร์เกมาเป็นเจ้าวัด คุณพ่อได้ใช้รถเล็กๆ ส่วนตัว พ่อวิ่งเข้ากรุงเทพหลายหน ท่านบอกว่าไปหากระทรวงหลายครั้ง ไปขอไม่ให้เขาไล่พวกเราหนีและได้มีข้าหลวงจังหวัดเพชรบูรณ์ได้มาเยี่ยมชาวบ้าน พวกเราชาวบ้านก็มาประชุมที่ใต้ถุนวัดและท่านได้ถามหลายเรื่องเกี่ยวกับที่ทำกินพวกชาวบ้านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ได้ขายมรดกได้จากพ่อแม่ มาซื้อที่ดินนี้หมดแล้ว ถ้าเจ้านายไม่ให้อยู่ จะไปหากินที่ไหน ข้าหลวงก็พูดดีกับพวกเราหลายอย่าง และที่สุดเลยบอกว่าให้พวกเราอยู่ทำกินได้ พวกแม่มาอยู่ที่นี่ได้หนึ่งปี คือปี 2508 พอตกหน้าแล้งปีต่อมา ก็มีชาวบ้านหนองซ่งแย้มาดูที่ทางกัน ในพวกนี้มีพ่อเพ็ง มิ่งขวัญ พ่อแก้ว คำไขแก้ว พ่อทึง พวกแสน พ่อบัว ศิลาโคตร พ่อปี ศิลาโคตร พ่อมา ช่างทำ และทุกคนเมื่อได้ นางสอน ถาวร (1)ตอนที่ ๑ การสร้างเนื้อสร้างตัวของคุณพ่อคุณแม่ ตอนที่แม่พักผ่อนที่บ้านลูกชายสมบัติ ที่โคราชแม่เลยคิดถึงความหลังขึ้นมา เลยเขียนไว้ให้ลูกหลานได้อ่านดูว่าชีวิตของพ่อกับแม่ได้เป็นมาอย่างไร คือ แต่แรกเริ่ม พ่อและแม่ไม่คิดว่าจะได้แต่งงานกันเลย เพราะว่าพ่อเราเป็นลูกคนที่รวยกว่าฝ่ายพวกเรามาก ทั้งยังเป็นคนขยันทำงานเก่ง สาวๆ เห็นก็รักเขาทุกคน เป็นคนพูดเก่งไปทางไหนก็มีแฟนติดเป็นแถวก็ว่าได้ ส่วนแม่ก็อยู่กับพ่อแม่อย่างเงียบๆ ไม่เคยทะเยอทะยานเรื่องแต่งงานเลย ทุกวันอาทิตย์ก็ไปวัดฟังมิซซาทุกวันและตอนเย็นก็มีเพื่อนมาชวนไปหัดร้องเพลงกับคุณพ่อเจ้าวัดและวัดก็อยู่ห่างจากบ้านหลายกิโลเมตร คุณพ่อเลยแนะนำให้นอนพักที่บ้านคุณพ่อ ทุกคืนพร้อมทั้งเพื่อน ๆ หลายคนนับว่าสนุกมาก ชีวิตของแม่ชอบร้องเพลงจนเท่าทุกวันนี้ และต่อมาพ่อเจ้าวัดก็มาเรียกแม่ให้แปลคำสอนช่วย แม่ทำช่วยคุณพ่อเจ้าวัดอีกหลายปี ท่านจ้างเดือนละ 2 บาท นับว่าได้ดีมาก สมัยนั้นไม่มีใครมีเงินเดือนอย่างแม่เลย เมื่อเทียบกับสาวๆ รุ่นเดียวกัน แม่ชอบทำงานช่วยวัดช่วยวา ชอบไปวัด ชอบไปร้องเพลงที่วัด แม่ช่วยคุณพ่อเจ้าวัดแปลคำสอนให้เด็กถึงสมัยสงครามอินโดจีน รัฐบาลไทยสั่งให้คุณพ่อฝรั่งเศสออกจากประเทศไทย ตอนนั้นเลยหยุดพักไว้ปีกว่า สมัยคุณพ่ออิตาลีมาเปิดวัดขึ้นใหม่ เมื่อเสร็จทุกอย่างแล้วคุณพ่อวิตราโน ก็ให้คนมาเรียกแม่ไปแปลคำสอนเด็กอีกต่อ คราวนี้พ่อจ้างเดือนละ 1 บาท แม่ก็ทำจนได้แต่งงาน ชีวิตของแม่ก็อยู่กับพ่อแม่อย่างจนๆ เพราะพ่อแม่ไม่รวยอย่างคนอื่นเขา แต่จนก็ไม่ใช่จะจนอย่างไม่มีข้าวจะกิน มีพอได้กินพอได้ใช้ ส่วนพ่อเสี่ยนนั้น เมื่อเห็นแม่อยู่เฉยๆ ก็แวะมาคุยเล่นเป็นบางครั้งบางคราว แม่ไม่กล้าสนใจเพราะเห็นว่าตนต้อยต่ำกว่าเขา จนพ่อของแม่บอกว่า “จะคุยกับเขา เราจะสมเขาหรือ ระวังตัวดีๆ นะ คนที่เขาฐานะดีกว่าเราเขาจะต้มเอา” แม่เลยบอกว่า “ไม่เป็นไรลูกจะไม่ให้เสียหายอะไร ถ้าไม่ได้ ก็ไม่ให้เสียความบริสุทธิ์หรือเสียอะไรทุกอย่าง” แม่ตั้งใจจดจ่ออยู่กับแม่พระเสมอ สวดขอพรพระช่วยจัดหาผู้ที่ดีจะได้พาสร้างครอบครัวอย่างดี และตอนนั้นก็มีครูคนหนึ่งที่มาช่วยคุณพ่อแปลคำสอนช่วยพ่อและพักอยู่ที่นั่น และเขาคนนั้นก็พาคุยกับแม่และได้มาเป็นแฟนกันตอนนั้น เขาเคยเขียนจดหมายมาหาแม่บ่อย ๆ เคยมาคุยกัน เขาท่าทางดี สงบเสงี่ยมพูดจาน่าฟัง เขียนจดหมายมาหาบ่อย ๆ และจะลงจดหมายโดยเขียนว่า “ขอแต่พระผู้เป็นเจ้า แม่พระ นักบุญทั้งหลาย ได้ดลบันดาลให้เราทั้งสองได้อยู่ร่วมกันสมความรักด้วยเทอญ” ทุกครั้งเลย พ่อแม่เห็นเขามาคุยกับแม่ก็บอกว่า “เอาคนนี้แหละ พ่อเห็นดีด้วย” ฝ่ายพ่อเสี่ยนของเราเห็นอย่างนั้น ก็คอยมารบกวน ไม่ให้ได้พูดคุยกัน แสดงกิริยาท่าทางก็ไม่น่ารักอย่างเขาเลย หรือเหมือนกับที่สมบัติเคยเห็นในตอนหลัง ๆ นั่นแหละ แต่ว่าเขาบอกแม่ว่า “เขารักด้วยจิตใจบริสุทธิ์ ไม่เคยอยากดื้อใส่เลย” แม่ก็พูดทำเฉย ไม่เคยแสดงความรักมากให้เขาเห็น พ่อก็กลัวว่า “แม่จะไม่รัก” คบกันมาสามปี ไม่เคยจับไม้จับมือแม้แต่ครั้งเดียว และแม่ก็ไม่เคยละการสวดภาวนาเลย สวดขอแม่พระช่วยจัดการว่าจะเอาคนไหนดี แม่คิดว่าพระจัดการให้แม่ทุกอย่าง พ่อเสี่ยนของเราไม่ใช่เป็นคนบริสุทธิ์นะ เป็นคนที่ล่าผู้หญิงเก่ง สมัยนั้น มีแฟนตั้ง 7-8 คน มีแต่ลูกผู้ดีทั้งนั้น ฐานะคนบ้านนอกเรา แม่เองสู้เขาไม่ได้ถ้าพระไม่จัดการ พ่อเราก็เคยมาพูดกับแม่เสมอว่า “จะแต่งงานก็ไม่อยากแต่งกับคนที่หน้าตาสวยหรือคนที่มั่งมีดอก อยากจะแต่งกับคนที่รักษาความบริสุทธิ์ดี และคนที่พ่อแม่เขามีศีลธรรมดี เมื่อลูกเกิดมาจะได้ไปเรียนเป็นดีกับเขาบ้าง” และเมื่อได้แต่งงานกับพ่อเราก็ได้มีลูกไปเรียนกันหลายคน นับว่าเป็นบุญที่พ่อเราปรารถนาทุกอย่าง เมื่อลูกคนใดได้อ่านเรื่องที่แม่เขียนไว้ ขออย่าลืมสวดให้พ่อเราด้วยทุกครั้ง แม่ผู้เขียนก็นับว่าเขียนด้วยความตื้นตันใจทั้งสงสารพ่อเรามาก ทั้งน้ำตาหยดลง ไม่นึกเลยว่าพ่อเราจะมาตายเช่นนี้ ทุกครั้งที่แม่มองรูปพ่อน้ำตาก็หยดทุกที แม่คิดถึงความหลังที่พ่อเราวิ่งเต้นหาสิ่งของไว้ให้ลูก เช่น มะม่วงพันธ์ดี มะขามหวาน ขนุนอย่างดี ไผ่หวาน…….บ้านธรรมดาและอะไรอื่นๆ อีกจนเต็มสวนเราเลย คนอื่นๆ ชาวสันติสุขไม่มีใครทำอย่างพ่อเราได้เลย แม่คิดถึงความหลังอีกตอนที่แต่งงานกันใหม่ๆ มาทำนาด้วยกันปีแรก กับป้ากับลุง พ่อกับแม่ของแม่ก็แก่ทำงานไม่ได้แล้ว พวกเราทำนาด้วยกันทั้งป้าและลุงสุบินรวมสี่คนได้ข้าวเต็มยุ้งเลย จนไม่มีที่ใส่ ต่อมาลุงสุบิน คำผาก็มาเสียชีวิตไปจากเรา และพ่อเราก็พาป้ากับแม่ทำไร่ ปลูกฝ้าย สมัยนั้นฝ้ายยังมีราคาดี ก็ได้เงินตั้งเยอะและป้าอบก็พาลูกอยู่บ้านใกล้ๆ กันได้ทำนาทำไร่ด้วยกันอีก สองปีป้าก็เลยไปแต่งงานกับคนใหม่ชื่อลุงสีทา พ่อแม่ก็อยู่บ้านกับพ่อแม่ของแม่ ทำนาหาเลี้ยงท่าน ต่อมาพ่อเราก็ชวนหมู่ชาวบ้านเราทำฝายกั้นน้ำเข้านาเรา ก็ได้ข้าวมาก มากยิ่งกว่าใครๆ ในแถวนั้น ปูปลาก็มีเยอะ ชาวบ้านจะพากันไปหาปลาที่แถบนาเราทั้งนั้น ต่อมาก็ได้ข้าวมากขึ้นทุกปี พ่อเราก็ขายข้าวทุกปีได้เงินมากนับว่าเป็นผู้มีเงินคนหนึ่งในกลุ่มนั้น งานส่วนรวมพ่อเราไม่เคยขาดเลย เป็นหัวหน้าพาเพื่อนทำงานเลื่อยไม้สร้างวัดหนองซ่งแย้ พากันลากรถเข็นไม้มาสร้างวัด เป็นต้น ตอนมุงหลังคาวัดซึ่งชันมาก ชาวบ้านคนอื่น ๆ ไม่กล้าขึ้นไป จึงกำหนดให้พ่อขึ้นไปมุงตรงที่ชันๆ จนต้องเอาเชือกมัดเอวไว้กับไม้ส่วนอื่นเพื่อกันตอนพลาดท่า แม่เย็บเบาะให้พ่อมัดลองตูดไว้ เผื่อไม่ให้เจ็บมาก ทำอยู่จนเบาะขาด พ่อเราก็ไปทุกวันจนสำเร็จ สมัยนั้นคุณพ่อมนตรี มณีรัตน์พาชาวบ้านสร้างวัด คุณพ่อบอกให้ชาวบ้านออกข้าวสร้างวัดคนละห้าสิบหมื่น(หกร้อยกิโลกรัม) มีพ่อเราออกห้าสิบหมื่นกับใครอีกคนหนึ่งแม่จำไม่ได้ ทั้งหมู่บ้านมีสองคนที่ออกข้าวขนาดนั้น นับว่าพ่อเสียสละทุกอย่างในการทำบุญ เมื่อตอนพ่อมาอยู่กับแม่ใหม่ๆ แม่ยังมีน้องอีกทั้งสองคนคือ น้าจันทร์เทพและน้าแสวง ต่อมาน้าจันทร์เทพก็ไปอยู่วัดเพื่อเตรียมตัวไปอาราม ต่อมาไม่นานน้าแสวงก็ไปเรียนเป็นเณรที่ท่าแร่ สกลนครและส่งน้องไปเรียนเป็นเณรจนจบ ม.6 แล้วน้าแสวงจึงลาออกจากบ้านเณรไปสอนโรงเรียน ช่วยคุณพ่อคำจวน ศรีวรกุลที่บ้านเชียงยืน จ. นครพนม พ่อใหญ่ลีเรายังชมพ่อเราว่า “ไอ้เสี่ยน นี่มันดีนะ น้องไปเรียนเอาเงินไปใช้หมดเท่าไรก็ไม่เคยได้ยินบ่นว่าอะไร บางคนจะได้ยินว่าไม่มีคนทำช่วย เมื่อเอาเงินมีคนเอาไปมาก” พ่อใหญ่ลีชมพ่อเราหลายอย่าง เช่น “ทำนามันก็อยากได้มากและปลูกอะไรก็เก่งและหากินก็เก่ง ไปทำอะไรก็ไม่เคยขี้เกียจเลย เสียอย่างเดียว ที่กินเหล้าเมามา ไม่รู้ว่าพูดอะไรถูก อะไรผิด เมื่อมันไม่กินก็ทำงานอะไรดีทั้งนั้น” และพ่อใหญ่พูดว่า “คนเราไม่มีใครจะดีหมดทุกอย่าง นี่ไอ้เสี่ยน ที่ดี มันมีมาก ที่เสียมีน้อยพ่อก็นับว่าอยู่ในขั้นที่ดี” และพ่อของเราก็ชมว่า “พ่อตาดีกว่าพ่อของตัวเอง เพราะว่าทำอะไรท่านก็บอกอย่างดี ไม่เคยดุไม่เคยด่าอย่างพ่อของตนเองเลย” และพ่อของเราว่า “ถ้าพ่อของเขาดีอย่างพ่อตา จะหาเมียไปเลี้ยงท่านไม่ให้ท่านทำงานลำบากเลย” ที่เป็นเช่นนั้น เพราะพ่อปู่เราสอนลูกด้วยวาจาที่แข็งมาก เช่น “จะไปไหม ถ้าไม่ไปก็จะจัดการเฆี่ยนทันที ไม่พูดดี ๆ เสียก่อน” อย่างพ่อของเรา ตีลูกเมื่อไร ก็ตีแรงเกินไป จนแม่ไม่เคยเห็นเขาสงสารลูกเลย ด่าว่ากันทุกทีเลย นี่แหละเขาว่า “เรียนมาจากพ่อ ก่อมาจากครู” มันเลยตามมาจนถึงลูกหลานที่เราเห็น ขอให้เขาจงได้อยู่ในสรวงสวรรค์กับพระกุมารเจ้าแม่พระนักบุญยอแชฟในวิมานสวรรค์เทอญ นายเสี่ยน ถาวร (2)การประกอบอาชีและความสามารถพิเศษ หลังจากนายเสี่ยน ถาวรมีชีวิตรอดกลับมาถึงบ้านแล้วก็ยึดอาชีพหลักคือการทำนา ได้กลับมาสร้างนาของพ่อตาที่ยังเป็นป่าจนโล่งเตียนสุดเขตที่มี เป็นเจ้าของนาที่ยาวสุดสายตาม ขนานไปกับห้วยโพงโพดแปลงหนึ่ง กับอีกแปลงหนึ่งเป็นนากุดแคน ได้กั้นฝายเก็บน้ำไว้ใช้ตลอดปี เป็นที่เพาะพันธ์ปลา หาปูปลาเป็นอาหารได้ง่าย ทุกปีขายข้าวได้เงินใช้จ่ายไม่ขัดสน แต่แทนที่เขาจะพอใจ กลับคิดว่า จะขายนาทั้งสองแปลงนี้ เพื่อจะได้เงินไปหาซื้อที่ป่าเพื่อทำเป็นนาในพื้นที่ที่เขาได้ไปเห็นมา เขาพูดอยู่เสมอว่า “จะไปอยู่อ. วิเชียรบุรี ให้ได้” แต่กว่าจะตัดสินใจได้ ก็เป็นอีก ๑๖ – ๑๗ ปีต่อมา จนสร้างฐานะมั่นคง มีลูกทั้งหมด ๑๐ คน ลูกเสียชีวิตขณะที่ยังเล็ก ๔ คน ยังเหลืออีก ๖ คน ลูก ๆ โตขึ้น ก็เรียนหนังสือที่โรงเรียนซ่งแย้ทิพยาซึ่งมีซิสเตอร์จากจ.อุบลราชธานีเป็นผู้ดูแล ได้ส่งลูกสาวคนโตไปเรียนชั้นมัธยม กำลังเรียนชั้น ม. ๒ ที่อุบลราชธานี ส่วนลูกชายคนได้เข้าบ้านเณรที่บ้านท่าแร่ จ. สกลนคร ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ได้พาเพื่อนบ้าน ๗ คนไปดูที่ทางที่ อ. วิเชียรบุรี ซึ่งมี ๑. นายบัวทอง ถาวร ๒. นายเป ผลจันทร์ ๓. นายทุย ผลขาว ๔. นายสังวาล พันธ์ศรี ๕. นายโท ชาภิรมย์ ๗. นายสุทธา มะลิวัลย์ เมื่อไปถึงอ. วิเชียรบุรี ได้พากันเดินทางเท้าไปตามทางล้อเกวียนเข้าไปถึงบ้านวังหินกอง และขอพักอยู่กับนายพูน แย่งใจรัก เจ้าของถิ่น ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ประมาณ ๖ – ๗ หลัง ล้อมรอบไปด้วยป่า พากันท่องเที่ยวไปดูป่า เพื่อจะดูว่า ที่ไหนจะเหมาะสมจะสร้างเป็นที่นาได้ ทั่ว ๆ ไป จะเป็นที่ดินดีเหมาะแก่การปลูกพืช ได้พากันทดลองปลูกพืชผัก เช่น ฟักทอง มะเขือ พริก แตงกวา ฯลฯ ได้ผลดีมาก ฟักทองลูกโตมาก ๆ เป็นที่พอใจของทุกคน ดูลาดเลาตลอดจนดินฟ้าอากาศตอนหน้าฝน จึงพากันกลับบ้านช่วงปลายปี และนำเอาผักและพืชผลที่โต ๆ มาอวดเพื่อนบ้าน ห่อเดินร่วนสีดำมาให้เพื่อนบ้านดูด้วยและพูดว่า “นี่ดินที่โน่น ต่างจากของบ้านเรามากเลย” ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ได้พากพรรคพวก ๖ ครอบครัวไปอยู่ อ. วิเชียรบุรี นับเป็นกลุ่มแรก ทุกคนต่างก็พากันตัดสินใจขายที่ดินและข้าวของที่มีทั้งหมด เพื่อเอาเงินไปซื้อที่ป่าเพื่อทำเป็นนา บริเวณนั้น ก็เป็นบริเวณหมู่บ้านสันติสุขทุกวันนี้ ครอบครัวที่พากันไปมาครั้งนี้มี ๑. นายเสี่ยน นางสอน ถาวร พร้อมลูก ๔ คน ๒. นางเขียน ศิลาโคตรและลูก ๔ คน(พี่สาว) ๓. นายบัวทอง นางทองมาลา ถาวรพร้อมลูก ๒ คน (น้องชาย) ๔. นายเป นางข่อง ผลจันทร์ พร้อมลูก ๕ คน (เพื่อนรัก) ๕. นายสุทธา นางบุญทอง มะลิวัลย์ พร้อมลูก ๗ คน (ลุง) ๖. นายทุย นางหนูแปลง ผลขาว พร้อมลูก ๕ คน ทั้ง ๖ ครอบครัวเป็นคริสตัง ได้พากันแจ้งย้ายทะเบียนบ้านไปอย่างถูกต้อง ย้ายมาอยู่บ้านเลขที่ของนายมูล แย่งใจรักก่อน และตอนหลังก็ย้ายออก ตามที่ได้ตกลงกันก่อนที่จะย้ายมา ก่อนจะพากันออกจากบ้านหนองซ่งแย้ ก็พากันไปลาคุณพ่อบูเชซึ่งเป็นเจ้าวัด ท่านเป็นห่วง พวกแม่บ้านก็พูดกับคุณพ่อว่าไม่อยากจะไปไกลวัด และกลัวจะทนอยู่ไม่ได้นาน แต่ก็จำเป็นต้องไป จึงทำให้คุณพ่อเป็นห่วงมาก คุณพ่อเจ้าวัดจึงได้ตกลงใจไปส่งถึงบ้านใหม่เพื่อจะได้เห็นสภาพที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน เมื่อได้ไปเห็นแล้ว คุณพ่อบูเชก็ได้ลากลับ ตั้งใจว่าจะมาเยี่ยมใหม่ แต่ตอนหลังคือในราวเดือนพฤศจิกายน ๒๕๐๖ ท่านก็ไปประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ กระดูกสันหลังหัก กลายเป็นคนพิการตลอดชีวิตและต้องกลับไปพักอยู่ในฝรั่งเศส เมื่อมาอยู่กันใหม่ ๆ ก็พากันจัดทำที่พักชั่วคราวเป็นโรงยาวหลังเดียวกัน กั้นเป็นห้อง ๆ อยู่กันค่อนข้างแออัด เพราะต้องใช้อุปกรณ์ก่อสร้างมาก อยู่ได้เกือบปี จึงได้มีการขยับขยายและแยกครอบครัวออกเป็นบ้านใครบ้านมัน ในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ หลังจากอยู่ที่บ้านวังหินกองได้ปีกว่า ก็พบว่ามีปัญหาการอยู่ร่วมกันกับเจ้าของบ้านวังหินกอง จึงได้พากันอพยพมาอยู่ที่หัวฝายที่สร้างที่ห้วยไพตรงที่นาของนายเสี่ยน ถาวรในปลายปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ตรงนั้นเป็นลานข้าวของนายเสี่ยน ถาวรและนางเขียน ศิลาโคตรผู้เป็นพี่สาว โดยที่ยังให้คนส่วนหนึ่งไป ๆ มา ๆ ที่บ้านวังหินกองด้วยและตอนต้นปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ก็พากันอพยพออกมาอยู่ข้างทางเกวียนตรงที่แต่เดิมเรียกว่า “โคกสะเดา” และตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านสันติสุข” โดยโยกย้ายกันมาทั้งหมด โดยอยู่กันเป็นบ้านใครบ้านมันในพื้นที่ที่เป็นบ้านของนายวัฒนา ถาวรถึงบ้านนางราตรี นายทองมาก ปัจจุบัน (๒๕๔๘) ปลูกบ้านอยู่กันแบบค่อนข้างใกล้ชิดกัน ปี พ.ศ. ๒๕๐๘ เพื่อนบ้านจากบ้านหนองซ่งแย้ที่ได้รับรู้เรื่องการเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชาวบ้านสันติสุขเริ่มอพยพมาสมทบทีละสองสามครอบครัว มีครอบครัวนายบุญมา นางที ช่างทำพร้อมลูก ๆ นายโสดา นางยอยและลูก ๆ และลูกเขยลูกสะใภ้ นายแก้ว นาง และลูก ๆ นายบัว นาง และลูก ๆ นายทึงนาง และลูก ๆ รวมเป็นหลายสิบครอบครัว ปี พ.ศ. ๒๕๐๘ เป็นปีที่พวกโจรผู้ร้ายเริ่มเข้ามารบกวน ปล้นเอาควายของชาวบ้าน หน้าแล้งปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ชาวบ้านได้พากันสร้างวัดน้อยด้วยไม้ไผ่บง หญ้าแฝก พื้นไม้ไผ่สับฟาก ยกพื้น เสาไม้เต็งรังทุบเปลือก ๒๔ ต้นทำเป็นสามแถว ซึ่งน่าจะยาวประมาณ ๑๖ เมตร กว้างประมาณ ๕ เมตร ด้านกว้าง กั้นด้วยลำไม้ไผ่บงตามยาว หัวของวัดหันออกมาด้านทางเกวียน มีบันไดขึ้นวัดอยู่ด้านทิศเหนือ เป็นวัดที่ชาวบ้านภูมิใจเป็นอย่างมาก เพราะพากันสร้างด้วยแรงของตนเอง วัดนี้เคยมีคุณพ่อแวร์ดีแอร์ คุณพ่อถาวร คุณพ่อวิกตอร์ ลาร์เก และท่านนิตโย มาเยี่ยมและทำมิสซา วัดนี้ได้ใช้กันจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๑ อันเป็นช่วงที่มีการสร้างวัดไม้หลังที่สองในที่ดินของวัด สมัยที่ ๖ ครอบครัวมาอยู่กันใหม่ ๆ ที่บ้านสันติสุขและสร้างวัดไม้ไผ่นั้น ทางจังหวัดเพชรบูรณ์ยังไม่มีวัดคาทอลิคแม้แต่วัดเดียว วัดน้อยของพวกเราเป็นวัดแห่งแรก โดยอาศัยผู้นำคือนายเสี่ยน ถาวรซึ่งมีญาติอยู่ที่กรุงเทพฯ คอยให้คำปรึกษา เมื่อมาอยู่ห่างไกลวัด เราจะติดต่อพระสงฆ์ได้ที่ไหนและอย่างไร ครูจันทร์เทพ กิจสำเร็จ น้องสาวของภรรยานายเสี่ยน ถาวร เป็นผู้ส่งข่าวติดต่อพระสงฆ์ที่กรุงเทพฯ ให้ ขณะที่ยังอยู่กันที่บ้านวังหินกอง ครูจันทร์เทพ กิจสำเร็จ ซึ่งเรียนจบจาก ร.ร. มาแตร์เดอี และได้ทำงานแล้ว ก็พักอยู่กับมาดาม เลอ ทีกิมวัน (Le Thi Gimvan) ที่ทำงานที่สำนักงานสหประชาชาติ พักอยู่ใกล้ ๆ กับวันเซ็นต์หลุยส์ ครูจันทร์เทพได้เรียนให้คุณพ่อลังเยร์ทราบว่า มีญาติพี่น้องเป็นคริสตังจากวัดมีคาแอลหนองซ่งแย้ไปอยู่ที่บ้านวังหินกอง ต. น้ำร้อน อ. วิเชียรบุรี จ. เพชรบูรณ์ ที่ไม่มีวัดคาทอลิคเลย ขอให้คุณพ่อไปเยี่ยมปีละหน ก็ยังดี ต่อจากนั้นไม่นาน ก็มีคุณพ่อแวดีแอร์ไปเยี่ยมในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๐ – ๑๑ ชาวบ้านจากหนองซ่งแย้ได้พากันอพยพมาอยู่เพิ่มเติมอีกหลายสิบครอบครัว แผนการสร้างวัดอัครเทวดาคาบรีแอล บ้านสันติสุข เมื่อพากันมาอยู่ที่บ้านสันติสุขแล้ว ก็ได้พบว่าที่ดินอีกฝั่งหนึ่งของทางเกวียนเป็นของกำนันพันธ์ ลีสินลาซึ่งได้เกษียณแล้ว สอบถามราคา ก็ได้ทราบว่าจะขายในราคาไร่ละ ๑๐๐ บาท ที่ดินแปลงนี้มีจำนวน ๓๐ ไร่ รวมเป็นราคาสามพันบาท แต่สมัยนั้น แต่ละคนก็จนปัญญา ไม่มีเงินที่นำมาซื้อได้ เพราะได้ทุ่มเงินซื้อที่ดินที่นากันหมดแล้ว แต่ก็อยากจะซื้อที่ดินแปลงนี้ให้ได้ นายเสี่ยน ถาวรจึงได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปปรึกษากับน้าจันทร์เทพ กิจสำเร็จเรื่องการหาเงินมาซื้อที่ดินจำนวนสามพันบาท สมัยนั้น น้าเขายังเก็บไม่ได จึงพาพี่เขยไปติดต่อกับคุณพ่อลังเย เมื่อท่านทราบ ก็อนุมัติและนัดมารับเงินในวันรุ่งขึ้น เมื่อมาพบในวันต่อมา ก็ได้รับแจ้งว่า ให้กลับไปก่อน แล้วจะมีคุณพ่อวิกตอร์ ลาร์เกตามไปพร้อมกับเงินจำนวนนี้ หลังจากนั้นไม่นาน คุณพ่อลาร์เกก็ไปที่บ้านสันติสุขและจ่ายค่าที่ดินแปลงนั้นของกำนันพันธ์ ซึ่งต่อมาได้ใช้สร้างวัดและโรงเรียนในปัจจุบัน ปี พ.ศ. ๒๕๑๐ คุณพ่อวิกตอร์ ลาร์เกได้ลงมือก่อสร้างวัด โรงเรียน บ้านพักพระสงฆ์และบ้านพักซิสเตอร์ โดยมีช่างใหญ่มาจากนครสวรรค์มาดูแลและควบคุมงาน ลูกมือและแรงงานก็เป็นชาวบ้านนั่นเอง ซึ่งก็ได้เสร็จเรียบร้อยในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ขณะนั้น หมู่บ้านสันติสุขของเรายังอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ต้องคอยระวังการตัดไม้หวงห้าม บ้านอยู่อาศัยก็ปลูกเป็นกระท่อมพออยู่ได้ ทุกคนดีใจใจมากที่ได้วัดหลังใหม่ วัดอัครเทวดาคาเบรียลปี พ.ศ. ๒๕๑๑ เป็นต้นมา ในปีนั้น ทางการไม่อนุญาตให้เปิดโรงเรียนสันติพัฒนา คุณพ่อลาร์เกต้องวิ่งเต้นเสนอขอต่อเจ้าหน้าที่สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. แสวง เสนาณรงค์รับไว้พิจารณา จึงได้รับอนุญาตให้เปิดโรงเรียนสันติพัฒนา ทำการสอนได้ตั้งแต่วันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นต้นมา เรื่องไข้มาเลเรียนั้น นับว่าเบาบางลง เมื่อเจ้าหน้าที่หน่วยมาเลเรียได้ออกไปพ่นยาดีดีทีชนิดน้ำทุกระยะ ๖ เดือน พ่นตามสถานที่อยู่อาศัยทั่วไป กระท่อมปลายนาก็พ่น ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๔ จึงค่อยหมดเชื้อไป ทำให้ชีวิตคนบ้านป่า มีสุขภาพพลานามัยดีขึ้นเรื่อย ๆ นายเสี่ยน ถาวรได้เอาใจใส่พัฒนาหมู่บ้าน ขณะเริ่มต้นใหม่ ๆ เป็นพิเศษ โดยจัดเป็นล็อค ๆ ละ ๒ งาน ฝั่งตรงกันข้ามก็จัดสรรที่นาของตัวเองแบ่งให้ชาวบ้านได้เข้ามาอยู่ในราคางานละ ๒๘ บาท พร้อมทั้งขยายครอบครัวชาวบ้านให้อยู่กันเป็นล็อค ๆ พร้อมตัดถนนซอยต่าง ๆ เป็นระเบียบตามที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ในระยะนั้นหมู่บ้านสันติสุขของเรา ยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะแยกออกเป็นหมู่บ้าน ต้องขึ้นกับบ้านโคกสำราญ หมู่ ๘ นายเสี่ยน ถาวรเป็นผู้ช่วยคนที่ ๑ เท่ากับเป็นผู้ใหญ่บ้านของบ้านสันติสุขเอง ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้มีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน คือผู้ใหญ่บ้าน นายสำคัญ พรหมชุลีได้ลาออกไป สมัยนายอำเภอวิเชียรบุรี คือนายเพชร คุ้มสอน ได้มีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านขึ้นแทนนายสำคัญ พรหมชุลี บ้านโคกสำราญ มีนายเอี้ยว วรรณแก้วเป็นผู้สมัคร บ้านสันติสุข ได้เสนอให้นายเสี่ยน ถาวรลงแข่ง ที่สนามโรงเรียนบ้านโคกสำราญ ผลการนับคะแนนได้ผู้ใหญ่เอี้ยว วรรณแก้ว ส่วนนายเสี่ยน ถาวร แพ้ไป ๘ คะแนนเนื่องจากชาวสันติสุขที่มีสิทธิ์ลงคะแนนมีจำนวนน้อยกว่า เป็นอันว่า นายเสี่ยน ถรวร ได้ตำแหน่งผู้ช่วยคนที่ ๑ แต่ก็ยังทำหน้าที่ปกครองหมุ่บ้านสันติสุขเหมือนปรกติ ลูกบ้านก็ให้ความเคารพนับถือเช่นเดียวกับผู้ใหญ่บ้านและพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการพัฒนาหมู่บ้าน วัดและโรงเรียนเสมอ ผู้ใหญ่เสี่ยน ถาวรมุ่งมั่นที่จะให้ลูกบ้านมีความอยู่เย็นเป็นสุขอย่างที่สุด ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นปีที่ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล พืชผลที่ปลูกได้ เหี่ยวแห้งและเฉาตาย ข้าวไม่พอกิน ฝ่ายผู้ใหญ่บ้าน เพราะอยากให้ลูกบ้านพ้นความยากจนทุกครัวเรือน ก็พยายามไม่ให้ลูกบ้านไปกู้ยืมเงินจากนายทุนจากตลาดวิเชียรบุรีที่เก็บดอกเบี้ยสูงมาก เงินกู้ยืมเป็นข้าวสาร กระสอบละ ๔๕๐ – ๕๐๐ บาท แล้วเรียกเก็บเงินทบต้นเป็นกระสอบละ ๑,๒๐๐ บาทตอนสิ้นปี พ่อเสี่ยน ถาวรจึงได้ไปปรึกษากับคุณพ่อมีแชล โกรเช ซึ่งเป็นคุณพ่อเจ้าวัด ขอให้ติดต่ขอกู้ยืมเงินจากเถ้แก่บ้านนา นครนายกซึ่งตกดอกเบี้ยต่ำกว่าที่วิเชียรบุรี คุณพ่อเจ้าวัดก็ได้ไปหานายทุนคริสตังที่บ้านนามาลงทุนที่บ้านสันติสุข ชาวบ้านจึงได้พ้นหนี้สินครั้งนี้ได้ ต้นเหตุแห่งความยากจนของชาวเกษตรกรก็คือ ความแห้งแล้ง เช่นปี ๒๕๑๑ ฝนไม่ตกเลย ปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ถึงหน้าทำนา ทำนาไม่ได้ แล้งจนน้ำในห้วยต่าง ๆ รวมทั้งห้วยไพแห้งขาดเป็นห้วง ๆ ชาวบ้านต้องออกจากบ้านไปหารับจ้างเพื่อหาเงินมาซื้อข้าวสารกิน โชคดีที่ปีนั้นมีการสัมปทานป่าไม้ ชาวบ้านส่วนหนึ่งได้ไปรับจ้างตัดไม้ในป่าแถบบ้านนาระยะทุกวันนี้ ปีนี้นับเป็นปีที่มีรถซุงเข้ามาวิ่งในทางเกวียนฝุ่นตลบเกือบตลอดวันตลอดคืน ในด้านการปกครองหมู่บ้าน นายเสี่ยน ถาวรเป็นผู้มีความสามารถพิเศษหลายอย่าง และมีความเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้ามาก ในเรื่องการเจ็บป่วยของชาวบ้าน ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสมากเพียงไร ลูกบ้านก็จะวิ่งมาหา นายเสี่ยน ถาวร ก็จะใช้สมุนไพรรักษาทั้งทาทั้งกิน ก็หายได้เป็นปรกติ เช่นเดียวกับการไปหาหมอที่โรงพยาบาล เป็นไข้สูงตัวร้อนมากขนาดชักตาตั้ง หายใจไม่ออก ก็อมยาพ่นด้วยปากเป็นละออง ถอนพิษความร้อนได้ดีมาก หรือใช้ปากเป่าลมปากก็หายทุเลา ให้ยากินก็หายทุกราย ไม่ต้องคิดค่ายารักษา ช่วยรักษาฟรี หลายครั้งโจรผู้ร้ายมาปล้นเอาควายชาวบ้านไป ก็พาชาวบ้านตามไปเอามาคืนได้เป็นส่วนมาก มีความกล้าหาญ เมื่อมีเหตุเกิดเพราะคนร้าย ก็จะพาชาวบ้านติดตามไปตามแบบชาวบ้าน มีปืนแก๊ป ปืนพก ปืนลูกซองยาว ก็ถือติดตัวไป นายเสี่ยน ถาวรมีความสามารถพิเศษในเรื่องตีผึ้ง ในระยะที่มาอยู่พื้นที่นี้ใหม่ ๆ ป่าดงแห่งนี้มีผึ้งอาศัยอยู่มาก เป็นผึ้งโพรง และผึ้งหลวง พ่อเสี่ยนสามารถตีได้ทั้งสองอย่าง โดยจะไม่โดนผึ้งต่อยแม้แต่ตัวเดียวราวกับว่ามีคาถาพิเศษกันผึ้งต่อย เวลาตีผึ้งโพรง เขาจะไม่พูด สูบบุหรี่แล้วพ่นควันเบา ๆ ผึ้งหลวง จะไปตีตอนเย็นที่กำลังจะมืด ถ้าอยู่ต่ำ ๆ หรืออยู่ในที่สูงที่ขึ้นไปถึงได้ ก็จะรมผึ้งด้วยควันที่ได้จากต้นมะละกอแห้งที่มัดติดกับกิ่งไม้ที่มีใบไม้ทำเป็นคบเพื่อทำให้มีควันเพิ่มมากขึ้น กวาดไล่ตัวผึ้งออก แล้วรีบตัดรวงผึ้งและส่งลงไปข้างล่าง ถ้าอยู่บนต้นไม้สูง พอจะโค่นได้ ก็จะโค่นด้วยเลื่อยหรือขวาน สมัยนั้น มีผึ้งหลวงมาก รังขนาดสองเมตรเศษ ๆ มีน้ำผึ้งมาก ได้น้ำผึ้งเป็นปี๊ป ๆ ทีเดียว น้ำผึ้งที่ได้มา ก็เอามากินกัน รวงผึ้งก็เอามาเคี่ยวเป็นขึ้ผึ้ง เอาไปขาย ในแง่ของสัตว์ป่า ป่าดงแถบนี้มีสัตว์ป่ามาก ไม่ว่าจะเป็นกระทิง ช้าง หมี หมูป่า กวาง เก้ง กระจง ตะกวด เม่น นิ่ม เต่า งูเหลือม งูจงอาง พ่อเสี่ยนชอบพาเพื่อน ๆ ออกไปล่าเนื้อล่าสัตว์ในยามว่าง ๆ ในวันอาทิตย์ สมัยนั้น แต่ละคนจะเลี้ยง “หมาพราน” เอาไว้คนละสามสี่ตัว ทั้งไว้เอาเฝ้าบ้านในยามกลางคืนและออกล่าเนื้อ นายเสี่ยน ถาวรเป็นคนยิงปืนแม่น ยิงสัตว์ได้เกือบทุกชนิด นายเสี่ยน ถาวร (1)นายเสี่ยนเป็นบุตรของนายอุ่นและนางทุมมา ถาวร มีพี่น้องด้วยกัน ๖ คน เป็นชาย ๓ หญิง ๓ คน นายเสี่ยนเป็นคนที่ ๒ เกิดเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๑ ที่บ้านหนองซ่งแย้ ต. ส้มผ่อ อ. เลิงนกทา จ. อุบลราชานี ขณะนั้น ครอบครัวของนายเสี่ยน เป็นคริสตังดั้งเดิมที่มีความเชื่อมั่นคง สืบมาจากปู่ทวดย่าทวด ปู่แก้วดวงดี ถาวร ผู้เป็นบิดาของนายอุ่น ถาวร ได้กลับใจเป็นคริสตังที่บ้านเซ่ซ่งสมัยคุณพ่อกางแตง (Quintin) ผู้เป็นมิสชันนารีชาวฝรั่งเศสรุ่นที่สามและเป็นผู้สร้างวัดนักบุญยอแซฟที่นั่น ต่อมาพ่ออุ่นแม่ทุมมา ถาวร ได้พากันย้ายครอบครัวไปอยู่ที่บ้านหนองซ่งแย้ชั่วลูกชั่วหลาน เพราะที่นั่นมีที่ทำนามากกว่า ต่อมาชีวิตบั้นปลายของพ่ออุ่นผู้บิดาของนายเสี่ยนถาวร อายุ ๙๗ ปี ได้ขอให้ลูกชายคือ นายบัวทอง ถาวร ไปรับมาอยู่บ้านสันติสุข ที่สุดได้เสียชีวิต หลุมฝังศพอยู่เคียงข้างนายเสี่ยน ถาวรนั่นเอง ในวัยเด็ก นายเสี่ยน ถาวร ได้เรียนหนังสือที่ ร.ร. ประชาบาล (ร.ร. หลวง) หนองซ่งแย้ เรียนจบแค่ชั้น ป. ๓ อ่านออกเขียนได้คล่อง เป็นเด็กฉลาด พอขึ้นชั้น ป. ๔ เรียนได้เทอมเดียว พ่อก็ขอลาครูให้นายเสี่ยน ถาวรมาช่วยงานทางบ้าน เพราะเห็นความจำเป็น ครูก็อนุญาต นายเสี่ยนก็ได้ช่วยงานทางบ้านจนเบามือลง เช่นช่วยเลี้ยงวัวฝูงใหญ่ ๕๐ – ๖๐ ตัวขึ้นไป ช่วยทำนา รดต้นไม้ ฯลฯ จนเขาติดนิสัยขยันทำการงาน ทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานจักสาน หนักเอาเบาสู้ ไม่เลือกงาน พร้อมเป็นคนดี เป็นเด็กวัด แก้บาปรับศีลเป็นประจำ ตั้งแต่เด็กจนโต ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๕ อันเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีการเบียดเบียนศาสนา วัดถูกปิด คุณพ่อยออากิม เดกีเอ ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส ถูกขับไล่ออกนอกประเทศไทยทันที พระภิกษุเข้ายึดและอยู่ประจำวัดคาทอลิค แต่ชาวบ้านหนองซ่งแย้จิตใจเข้มแข็ง แม้จะถูกจับไป ก็ไม่ยอมเซ็นต์ลาออก ทนลำบากอยู่ไม่นาน ประมาณ ๕ – ๖ เดือน พอสงครามสงบการเบียดเบียนก็คลี่คลายลงไป ในช่วงที่พระภิกษุหนูพันธ์ นัยจิตรเข้ามาอยู่ในวัดคาทอลิค ข้าวของวัดทุกอย่างถูกทำลาย แม้แต่รูปแม่พระสวย ๆ ก็ถูกทุบทิ้ง ทำให้ชาวบ้านเศร้าและเสียใจมาก ครั้นต่อมา คุณพ่อวิตราโนและคุณพ่อแดนฟีโน แกสปีซึ่งเป็นชาวอิตาลีและเป็นคณะซาเลเซียนพร้อมด้วยคุณพ่อคำจวน ศรีวรกุล เจ้าวัดแม่พระนิรมล อุบลราชธานี ก็ได้มาเปิดวัด และนำความปลาบปลื้มมาสู่สัตบุรุษคริสตังวัดอัครเทวดามีคาแอลเป็นอย่างยิ่ง เวลาที่คุณพ่อวิตราโนเป็นเจ้าวัด ท่านเป็นคนที่มีความศรัทธาแรงกล้า ได้ฟื้นฟูความศรัทธาต่อแม่พระเป็นพิเศษ และให้สวดสายประคำพร้อมกันในครอบครัว ได้เปิดอบรมพ่อบ้านแม่บ้านให้เจริญชีวิตคริสตัง มีความเชื่อเข้มแข้ง มีความเลื่อมใสศรัทธารักพระ หมั่นแก้บาปรับศีลบ่อย ๆ มีความรักสามัคคีและเสียสละ คุณพ่อวิตราโนเป็นคนที่มีนิสัยสุภาพอ่อนโยนด้วยกายวาจาใจ พูดจาเพราะมาก เข้ากับเยาวชนชายหญิงได้ทุกคน ท่านเป็นเปิดอบรมกลุ่มเยาวชนโดยแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มผู้ชาย กลุ่มผู้หญิง ตามคำสอนและแบบอย่างของนักบุญยวง ดอน บอสโกผู้เป็นบิดาแห่งความรักต่อเยาวชน พร้อมที่จะสร้างสรรค์ให้พวกเขามีความเชื่อศรัทธาและรักพระและเป็นคนดี หมั่นแก้บาปรับศีบบ่อย ๆ จนชาวคาทอลิคบ้านหนองซ่งแย้มีความเชื่อมั่นคงจนกระทั่งทุกวันนี้ นายคาบรีแอลเสี่ยน ถาวรเป็นคนเฉลียวฉลาด แม้จะได้รับการศึกษาเพียงชั้นประถม ก็อ่านออกเขียนได้คล่อง เขาพยายามเรียนรู้จากพ่อแม่และคนอื่น ๆ เสมอ เช่นความขยันรักการงาน ประหยัด กินอยู่ง่าย ๆ พูดดังฟังชัด แต่ค่อนไปทางถ่อมตัวและซื่อสัตย์ คบเพื่อนได้ง่าย ไปไหนก็มีแต่เพื่อนเกลอหรือเสี่ยว ไว้วางใจกันได้ตลอด ได้ชื่อว่าเป็นคนฉลาด กว้างไกลในชีวิตและเป็นคนเปิดเผย เช่นการคบผู้หญิงเพื่อนรุ่นเดียวกันหรือหาแฟน เขาเคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า “ชอบผู้หญิงสูงสวย พอดูได้ เลือกใครก็ได้ ฐานะอย่างเรา แต่ .. อย่าลืมสุภาษิตที่ว่า “ดูช้าง ให้ดูหาง ดูนาง ให้ดูแม่” ดูให้แน่ ค่อยตัดสินใจ” แล้วเขาก็เลือกแต่งงานกับแม่ใหญ่สอนที่เขาบอกว่า “ถูกใจที่สุด ดีใจที่สุดที่เลือกได้คนเตี้ยมะขามข้อเดียว” ถึงตอนนี้ ผู้เขียนก็อยากจะเล่าเรื่องราวของผู้เป็นศรีภรรยาของนายเสี่ยน ถาวรบ้าง ขณะนั้น น.ส. มารธา สอนป้องศรีบุตรสาวของนายลีและนางอินทร์ ป้องศรี เป็นบุตรคนที่สามในบรรดาพี่น้อง ๖ คน ครอบครัวของมารธา สอน ป้องศรีเป็นคริสตังที่มีความเชื่อมั่นคงและศรัทธารักพระผู้เป็นเจ้ามาก ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากปู่วรราช (นามพระราชทาน) ผู้แสวงหาพระผู้เป็นเจ้าอยู่ก่อนแล้ว ช่วงที่บรรดาพระสงฆ์ฝรั่งเศสเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ ซึ่งมีบาทหลวงโปรดอมมาเริ่มที่เมืองอุบลราชธานี ปู่ไปเรียนคำสอนกับคุณพ่อแกงแตง ที่บ้านเซ่ซ่งจนได้รับศีลล้างบาป และหลังจากนั้นท่านก็ได้กลับไปที่บ้านดงมะไฟ อ. ยโสธร จ. อุบลราชธานี สมัยนั้น และได้พาลูกหลานทั้งหมด ๖ ครอบครัวและญาติพี่น้องอีกหลายคนเข้าเป็นคริสตัง ปู่วรราชสอนลูกหลานให้สวดภาวนา และเคร่งครัดในศาสนาคริสต์มาก ต่อมาได้พาครอบครัวของลูก ๆ ไปอยู่ที่บ้านหนองซ่งแย้ซึ่งขณะนั้นได้เป็นหมู่บ้านคริสตังไปแล้ว หลังจากนั้น ก็ได้พาลูกหลานเรียนคำสอนกับคุณพ่อเดซาแวลซึ่งเป็นเจ้าอาวาส แล้วได้รับศีลล้างบาปพร้อมกัน พ่อแม่และลูก ทีละครอบครัวจนครบทั้ง ๖ ครอบครัว โดยปู่วรราช ป้องศรีเป็นต้นตระกูล จนใคร ๆ ก็พูดติดปากว่า “ตระกูลดงมะไฟมีความเชื่อเข้มแข็ง” จะเห็นว่าคุณพ่อเจ้าวัดยังได้เลือกเอาคนที่เป็นครูสอนคำสอนจากญาติพี่น้องสายนี้เป็นส่วนมาก สืบต่อมาถึง น.ส. มารธา สอน ป้องศรีก็ได้เป็นครูสอนคำสอนตั้งแต่สมัยคุณพ่ออาลาซาร์ตจนถึงคุณพ่อยออากิม เดกีเออันเป็นสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมีการเบียดเบียนศาสนา วัดถูกปิด จึงเลิกสอนและเคยเป็นนักขับร้องเพลงภาษาลาตินที่วัดด้วย ปี พ.ศ. ๒๔๘๖ นายคาบีแอล เสี่ยน ถาวรและน.ส. มารธา สอน ก็เข้าพิธีแต่งงานโดยมีคุณพ่อวิตราโนเป็นคนโปรดศีลสมรสให้แก่คู่บ่าวสาวคู่นี้ที่วัดอัครเทวดามีคาแอลหนองซ่งแย้หลังเก่า ซึ่งต่อไปถึงชั่วลูกชั่วหลาน เขาจะได้ชื่อว่าเป็นครอบครัวคริสตังเดิม (คริสตังนอน) มีความเชื่อที่มั่นคงในความรักของพระผู้เป็นเจ้า สมัยก่อนถ้าครอบครัวใดมีฐานะ ประกอบกับมีที่ทำกินเป็นของตัวเอง มีบ้าน สวน สัตว์เลี้ยง มีวัวมีควายไว้ไถนา นับว่าชาวเกษตรกรมีเพียงพออยู่รอด มีเงินใช้ไม่ขัดสน เช่นครอบครัของพ่อลี ป้องศรี ก็มีพร้อมอยู่แล้ว ส่วนลูกเขย นายเสี่ยน ถาวรมาอยู่ในครอบครัวของพ่อตา แม่ยายเสียชีวิตแล้ว เขาได้รับความยกย่องชมเชยว่า เป็นเขยที่ดีเสมอ ประกอบกับเขาเป็นคนขยันรักการงาน ทำได้ทุกอย่าง หนักเอาเบาสู่ รวมทั้งการเข้าวัดเข้าวา แก้บาปรับศีบอยู่เป็นประจำ ยิ่งทำให้พ่อตาไม่ต้องห่วง พยายามมองลูกเขยในแง่ดีก่อนเสมอ พ่อลีเคยพูดว่า “ไม่มีใครจะดีครอบทุกอย่าง เช่น นิสัยชอบสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ก็รูจักคำว่า “พอดี พองาม เอาล่ะ เขาเป็นคนดี” หลังจากที่นายเสี่ยนแต่งงานแล้ว ๒ ปี กำลังสร้างฐานะครอบครัว มีลูกชายหัวปี ซึ่งต่อมาได้เสียชีวิตไปตั้งแต่อายุยังน้อย เขาเองอายุได้ ๒๗ ปี พอดีมีสงครามโลกครั้งที่สองหรือสงครามอินโดจีน ปี พ.ศ. ๒๔๘๘ นายเสี่ยน ถาวรถูกเกณฑ์ ขณะนั้น รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีหมายเกณฑ์ให้ชายฉกรรจ์นับตั้งแต่ทหารเกณฑ์ถึงอายุ ๓๐ ปีเข้ารับราชการพลโยธารับใช้ชาติ ได้ริเริ่มการก่อสร้างถนนสายหมายเลขอันตรายที่สุดอันเป็นช่วงตั้งแต่สระบุรี-ปากช่อง-ลำนารายณ์-วิเชียรบุรี-เพชรบูรณ์ซึ่งเป็นภูเขา ป่าดงดิบ มีไข้ป่ามาเลเรียและสิ่งอันตรายนานัปการ มีอันตรายถึงชีวิต ทำให้ผู้คนพลเมืองล้มตายมากมายในครั้งนั้น นายเสี่ยนได้รับหมายเกณฑ์พร้อม ๆ กับเพื่อน ๆ หลายคนในหมู่บ้านเดียวกันและบ้านใกล้เคียง ต่างคนต่างก็เป็นทุกข์และกังวลต่อชีวิต ไม่ทราบว่าจะรอดมาได้หรือเปล่า ชาวคริสต์แต่เตรียมตัว ทำบุญ บนบาน สวดภาวนา มอบชีวิตไว้กัลพระ ครั้นถึงเวลาจำเป็น ก็ยอมรับไปรับใช้ชาติแม้จะไม่มีกำหนดเวลา เพียงแต่บอกว่า ถ้าทำได้ ก็ทำไป อยู่มาไม่นาน ผู้คนก็เจ็บป่วยและล้มตายมากมาย สร้างอยู่ ๖ – ๗ เดือน ผู้คนก็ล้มตายเป็นจำนวนมาก จึงปล่อยกลับบ้าน นายเสี่ยน ถาวร รอดชีวิตมาได้ และไม่เคยเจ็บป่วย เพราะเหตุที่เขาเองใจสู้ต่องานหนัก ไม่ย่นย่อท้อถอย แม้จะเสี่ยงชีวิตอย่างสาหัสเจียนตายก็ตาม นี่คือประสบการณ์ชีวิต ตามที่เขาเล่าให้เพื่อนฟัง เขาเล่าว่า ประทับใจมากที่ได้ไปเห็นป่าดง เห็นที่ราบกว้างใหญ่ ที่มีอยู่แถบแม่น้ำป่าสัก อ. วิเชียรบุรี และตั้งใจจะหาทางไปแสวงโขชคไปหาซื้อป่าเอาไว้ทำกินให้ได้ เขาตัดสินใจช้า แถบเม่น้ำป่าสักเจ้าของหมดแล้ว Nong Song Yae (c)เมตร ถูกไฟไหม้ไป ๑๒ เมตรหรือ ๓ ช่วงห้อง จึงเหลือเพียงสองช่วงห้องหรือประมาณ ๖ เมตร คริสตังหลายคนได้พากันสะกดรอยตามคนร้ายไปจนถึงหมู่บ้านหนองบอนและได้ยินพวกที่ไปวางเพลิงเผาคุยอวดเพื่อนชาวบ้านด้วยกันว่า "ได้เผาวัดของพวกคริสตังบ้านหนองซ่งแย้แล้ว" และได้พูดว่า"คุณพ่อนี้เป็นคนมีบุญวาสนามาก กว่าจะจุดไฟติด ต้องใช้ไม้ขีดไฟถึง ๙ อัน" ไม่นาน คนร้ายเหล่านี้ได้ถูกเจ้าหน้าที่ฟ้องและนำไปจำคุกที่ยโสธร แต่ต่อมาผู้พิพากษาต้องปล่อยตัวออกมา โดยได้เขียนหนังสือมาเรียนคุณพ่อเดซาแวลว่า"ขอแสดงความเสียใจกับคุณพ่อที่ไม่สามารถเอาผิดกับคนร้ายได้ เพราะไม่มีหลักฐานพยานยืนยันเพียงพอ" หลังจากนั้น คุณพ่อเดซาแวลและชาวบ้านหนองซ่งแย้หลายคนได้พากันขี่ม้าไปบ้านหนองบอนเพื่อรายงานต่อผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านหนองบอนทั้งหลายว่า "ลำบากใจต่อการกระทำของชาวบ้านหนองบอนบางคนที่ได้พยามคิดร้ายและทำร้ายต่อคุณพ่อ ต่อวัดและต่อพวกคริสตังบ้านหนองซ่งแย้ ขอให้คนเหล่านั้นเลิกประพฤติเช่นนั้น และอย่าคิดว่าคุณพ่อจะทนต่อการบีบบังคับเช่นนั้นไม่ได้แล้วจะหนีไป" ต่อมา ชาวบ้านหนองบอนได้พากันขับไล่คนร้ายกลุ่มนั้นออกจากหมู่บ้านเพราะถือว่าเป็นเหตุทำใหชื่อเสียงของหมุ่บ้านเสียหาย และตั้งแต่นั้นมา ชาวคริสตังบ้านหนองซ่งแย้ก็ไม่ถูกรังแกเช่นนั้นอีก พวกคริสตังบ้านหนองซ่งแย้ได้ช่วยกันซ่อมแซมวัดที่ถูกเผานั้นใหม่ และในโอกาสวันฉลองพระจิตเจ้าเสด็จลงมาในปี ค.ศ. ๑๙๒๑ ได้มีการโปรดศีลกำลังที่วัดหนองซ่งแย้เป็นครั้งแรกโดยคุณพ่อเดซาแวลซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประกอบพิธีโปรดศิลกำลังในครั้งนั้น ในปี ค.ศ. ๑๙๒๑ พระคุณเจ้าแกวง ได้มาโปรดศิลกำลังที่วัดหนองซ่งแย้ นับเป็นครั้งแรกที่พระสงฆราชได้มาเยี่ยมบ้านใหม่นี้และเป็นครั้งแรกที่ชาวบ้านได้เห็นพระสังฆราชด้วย ในระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๒๕ เมื่อคุณพ่อเดซาแวลเห็นว่าตัวท่านไม่มีเวลาและไม่ค่อยสะดวกในการไปเยี่ยมหมู่บ้านดงมะไฟ เพราะต้องดูแลวัดหลายแห่ง ท่านจึงแนะนำให้ชาวคริสตังหมู่บ้านดงมะไฟอพยพไปอยู่ที่บ้านหนองซ่งแย้ ปีต่อมาชาวคริสตังกลุ่มนี้ก็ได้พากันมาอยู่ที่บ้านหนองซ่งแย้ ที่หมู่บ้านดงมะไฟนี้ ถือได้ว่ามีกลุ่มคริสตังก่อนหมู่บ้านหนองซ่งแย้ ในปี ๒๕๔๓ ยังปรากฎมีป่าช้าคริสตังอยู่ข้างวัดพุทธ คุณพ่ออัมโบรซิโอเคยไปเยี่ยมคริสตังกลุ่มนี้หลายครั้ง คุณพ่อกางแตงก็เคยไปเยี่ยมที่นั่นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง คุณพ่อเดซาแวลได้ประจำอยู่ที่วัดหนองซ่งแย้เป็นเวลานานถึง ๑๐ ปี ท่านได้โปรดศิลล้างบาปให้ผู้ที่เข้าศาสนาใหม่เป็นจำนวนประมาร ๔๐๐ คน มีผู้เล่าว่า ในระยะที่มีผู้อพยพเข้ามาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ ในกลุ่มผู้อพยพเข้ามารุ่นแรกๆ มีอยู่สามครอบครัวเท่านั้นที่มิได้สนใจเรื่องศาสนาและไม่ได้เข้าศาสนาคริสต์แม้ในระยะหลัง กลุ่มชาวบ้านนี้มีครอบครัวของนายคำ วงศ์ษา นายเสมียนอ้วน และนายอินทรโคตร ในรุ่นหลังๆ ผู้ที่อพยพเข้ามาจะเข้านับถือศาสนาคริสต์ทั้งหมดเพราะชาวบ้านได้มีข้อปฏิบัติร่วมกันอย่างหนึ่งว่าจะไม่รับผู้อพยพเข้ามาที่ไม่ได้สนใจเข้านับถือศาสนาคริสต์ ในระยะต่อมาหลังจากนั้น ก็ได้มีคริสตังจำนวนหนึ่งย้ายกลับไปหมู่บ้านเดิมของพวกเขา เพราะพวกเขายังเชื่อและต้องการพึ่งอำนาจของพวกหมอผี แล้วกลับไปปฎิบัติตามพุทธศาสนา ในกลุ่มที่อยู่ที่บ้านหนองซ่งแย้ ก็มีจำนวนหนึ่งที่ได้ออกจากศาสนาคริสต์ไปในระหว่างการเบียดเบียนศาสนาหรือในระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๔๐-๑๙๔๒ และกลายเป็น "อาโปสตาตา"ไป ซึ่งอาจจะสืบเนื่องมาจากการที่พวกเขาเหล่านี้มิได้เลื่อมใสศรัทธาในศาสนาคริสต์อย่างแท้จริง ได้เข้าถือสาสนาคริสต์เพราะเหตุผลทางสังคมและ/หรือเพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง ในรายงานประจำปี ค.ศ. ๑๙๓๓-๑๙๓๔ คุณพ่ออาลาซาร์ด ได้บันทึกไว้ว่า ในปีนั้น มีครอบครัวคริสตัง ๖ ครอบครัวอพยพไปปหาที่ทำกินใหม่ทางภาคเหนือของประเทศไทย และมีบางครอบครัวอพยพไปอยู่ร่วมกับกลุ่มคริสตังที่บ้านโพนสูง อ. บ้านดุง จ. อุดรธานี ในเดือนมีนาคม ค.ศ. ๑๙๓๓ คุณพ่อเดกีเอ พร้อมกับพวกพ่อบ้านประมาณ ๑๐ คน ซึ่งมีนาย/ทิดมา และนายบัว ได้พากันไปดูที่ทางเพื่อตั้งหมู่บ้านแห่งใหม่ ซึ่งต่อมามีชื่อว่า "บ้านโคกขี้นาค" หรือ "บ้านดงขี้นาค" ต่อมาได้มีคริสตังหลายสิบครอบครัวจากบ้าหนองซ่งแย้พากันทยอยอพยพไปอยู่ที่หมู่บ้านนี้ ซึ่งปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นหมู่บ้านคาทอลิกขนาดกลางๆ มีชื่อใหม่เรียกว่า"บ้านโนนมาลี" แต่ชาวบ้านทั่วไปยังคงนิยมเรียกชื่อเดิม มีหลายครอบครัวอพยพจากหมู่บ้านหนองทาม อ.กันทรารมณ์ จ. ศรีสะเกษ มาอยู่ที่นี่ด้วย ในปี ค.ศ. ๑๙๖๑ ได้มีคริสตังจำนวนหนึ่งจากบ้านหนองซ่งแย้อพยพไปตั้งรกรากในพื้นที่แห่งใหม่ในเขตปกครองของสังฆมณฑลนครสวรรค์ หลังจากนั้นก็มีเพื่อนชาวบ้านอพยพตามไปอยู่เพิ่มเติม จัดตั้งเป็นหมู่บ้านคาทอลิกขึ้นและตั้งชื่อว่า "บ้านสันติสุข" ต.น้ำร้อน อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ ต่อมาก็มีชาวบ้านหนองซ่งแย้อพยพไปอยู่ที่หมู่บ้านอื่นๆ ที่อยู่ข้างเคียงเพิ่มมากขึ้น เช่น ที่หมู่บ้านเอราวัณ หมู่บ้านหนองมุที หมู่บ้านหนองบอน หมู่บ้านหนองบัว หมู่บ้านสองคอน หมู่บ้านส้มผ่อ หมู่บ้านสีแก้ว หมู่บ้านหนองสนม อำเภอกดชุม และหมู่บ้านหนองแก เพื่อหาที่ทำกินแห่งใหม่บ้าง หรือเพื่อแต่งงานกับคนต่างหมู่บ้านบ้าง ที่หมู่บ้านหนองแก เป็นกลุ่มชาวบ้านที่รวมตัวกันค่อนข้างแข็งขันมากกว่ากลุ่มอื่นๆ จนมีวัดเป้นของตัวเอง มีครูสอนคำสอนอยู่ประจำ ในปี ค.ศ. ๑๙๘๔ ที่นี่ มีคริสตัง ๒๒ ครอบครัวหรือ ๑๐๕ คน ในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. ๑๙๘๔ จากการสำรวจสำมะโนครัวคริสตังบ้านหนองซ่งแย้ พบว่ามีคริสตังทั้งหมด ๑,๔๐๓ คน การสร้างโรงสวดและวัดคาทอลิกที่บ้านหนองซ่งแย้ จากคำบอกเล่าเรื่องการสร้างโรงสวดและวัดของกลุ่มคริสตังบ้านหนองซ่งแย้ อาจจะสรุปได้ว่า ตั้งแต่แรกเริ่มจนกระทั่งถึงปี ค.ศ. ๑๙๙๑ ได้มีการสร้างโรงสวดและวัด ๔ ครั้งและ ๔หลังด้วยกัน กล่าวคือ หลังแรก ในปี ๑๙๐๙ เมื่อครั้งคุณพ่อเดซาแวลเริ่มมาที่หมู่บ้านหนองซ่งแย้ เป็นครั้งแรกพร้อมกับคุณพ่ออัมโบรซิโอ ชาวบ้านได้ช่วยกันสร้างโรงสวดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยคุณพ่อใช้อาคารนี้เป็นทั้งที่สำหรับประกอบพิธีทางศาสนา ที่สอนคำสอน และเป็นที่พักของพระสงฆ์ที่มาทำงานและมาพักที่นี่ชั่วคราว โรงสวดนี้มีลักษณะแบบบ้านโบราณธรรมดา มุงด้วยหญ้าคา ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของหนองม่วง ซึ่งปัจจุบันเป็นบริเวณที่ดินที่ปลูกบ้านของนายโท-นางเหรียญ ชาภิรมย์ และติดกับถนนใหญ่สายเลิง-ยโสธร โรงสวดหลังนี้ใช้อยู่ประมาณ ๔ ปี จึงได้ย้ายไปปลูกในที่ดินแห่งใหม่ เพราะคับแคบเกินไป หลังที่สอง โรงสวดนี้ต้องอยู่บริเวณด้านทิศเหนือของหนองม่วง ใกล้ๆ กับที่ดินที่ปลูกบ้านของนางเหลือง สว่างวงศ์ ปัจจุบัน มีลักษณะเป็นวัด มีขนาดใหญ่กว่าอาคารเดิม มุงด้วยหญ้าคา ฝาไม้ไผ่ จุคนได้ประมาณ ๓๐ คน โดยมีบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้อง มีนาย/ทิดพร ปู่อุ่น ถาวร นายพุ (ลูกเขยนายอินทะวงศ์) นายแก้วดวงดี (ถาวร) นายสีหราช (หอมสมบัติ) และนายอินทียะ(บิดาของนายเคน ธรรมค์ ซึ่งเป็นบิดาของนายทึง (พวกแสน) (ผู้เป็นบิดาของนางมาลา นายคำผอง นายจำลอง นายบุญโฮม (พวกแสน) ซึ่งตอนหลังได้พากันอพยพไปบ้านสันติสุข อ. วิเชียรบุรี) มีคุณพ่อกางแตงหรือผู้ที่ชาวบ้านเรียก "คุณพ่อต่องแต่ง" และเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านเซซ่ง มาเป็นผู้ดูแลกลุ่มคริสตังบ้านหนองซ่งแย้เป็นการชั่วคราว โรงสวดนี้ใช้เป็นที่พักของพระสงฆ์ด้วย ใช้อยู่ประมาณ ๓-๔ ปี จึงได้ย้ายไปอยู่ที่แห่งใหม่เพราะคับแคบเกินไปและเพื่อให้มีทำเลที่เหมาะกว่า ที่ดินที่เป็นที่ตั้งของโรงสวดหลังนี้และป่าช้าของชาวคริสตังสมัยนั้นเป็นที่ตั้งของวัดป่าของชาวพุทธปัจจุบัน หลังที่สาม โรงสวดหลังนี้ย้ายมาปลูกในบริเวณด้านทิศเหนือของหนองค่าย อันเป็นที่ดินผืนปัจจุบัน อาคารวัดหลังนี้สร้างหันหน้าลงไปทางหนองค่าย เป็นอาคารขนาด ๖ ช่วงห้อง หรือ ๑๘ เมตร มุงด้วยกระเบื้องไม้หรือ "แป้นมุง" ฝาเป็นไม้ไผ่ พื้นเป็นไม้พอก จุคนได้ประมาณ ๒๐๐ คน สร้างในสมัยคุณพ่อกางแตงเป็นผู้ดูแล วัดหลังนี้ได้ถูกนายหิด ซึ่งเป็นชาวบ้านหนองบอนเผาในสมัยของคุณพ่อเดซาแวลเป็นเจ้าอาวาส เสียหายไปสี่ช่วงห้องหรือ ๑๒ เมตร หลังจากถูกเผา ก็มิได้สร้างขึ้นใหม่ ชาวบ้านได้ช่วยกันซ่อมแซมและขยายเพื่อให้จุคนได้มากขึ้น หลังจากได้สร้างวัดหลังที่สามนี้ ก็ได้มีการสร้างบ้านพักของพระสงฆ์แยกออกไปต่างหาก เหตุการณ์เกี่ยวกับการเบียดเบียนศาสนาในระหว่างสงครามอินโดจีนก็เกิดขึ้นในช่วงที่มีวัดหลังนี้ พวกที่มาเบียดเบียน ได้ใช้วัดหลังนี้เป็นที่พักและเป็นที่ประกอบพิธีทางศาสนาพุทธด้วย พ่อของคุณสมบัติ ถาวรได้เล่าว่า คุณพ่อเดซาแวลเป็นเจ้าอาวาสประจำอยู่ที่บ้านหนองซ่งแย้นานหลายปี หลังจากนั้น ก็มีคุณพ่ออาลาซาร์ดมาทำหน้าที่เจ้าอาวาสแทน อยู่ได้ราว ๖ ปี ก็พอดีเกิดการเบียดเบียนศาสนา คุณพ่ออาลาซาร์ดต้องหนีไป คุณพ่อเดกีเอได้มาอยู่ประจำแทนระยะหนึ่งและต้องหนีไปเช่นเดียวกัน เพราะคุณพ่อก็เป็นชาวฝรั่งเศสและประเทศไทยกำลังทำสงครามกับฝรั่งเศส วัดบ้านหนองซ่งแย้จึงไม่มีเจ้าอาวาสประจำเป็นระยะหนึ่ง ในระยะที่การเบียดเบียนศาสนาคริสต์นั้น ได้มีพระภิกษุรูปหนึ่ง คือ พระภิกษุหนูพันธ์ นัยจิตรมาจำพรรษาที่วัดหลังนี้ ทำให้ผู้คนแตกตื่นและทิ้งศาสนาไปเป็นจำนวนมาก และในช่วงเเดียวกันนี้ พระภิษุหนูพันธ์ได้กล่าวหานายลี ป้องศรี บิดาของคุณแม่ของคุณสมบัติว่าได้กล่าวเหยียดหยามพุทะศาสนา และได้นำนายลี ป้องศรีไปขังคุกเป้นเวลาระยะหนึ่ง นายลีต้องจ่ายค่าปรับเป็นเงิน ๑๖ บาทจึงพ้นข้อหา ต่อมาภายหลัง คุณพ่อวิตราโน ซึ่งเป็นชาวอิตาลี ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสประจำวัดบ้านหนองซ่งแย้ เมื่อท่านได้มาพร้อมกับคุณพ่อสีนวล ศรีวรกุล ซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าอาวาสที่บ้านหนองคู พระภิกษุหนูพันธ์ นัยจิตรและพระภิกษุอีกสองรูป คือ พระภิกษุลี ช่างทำและพระภิกษุบุญชู ช่างทำ ซึ่งภายหลังชาวบ้านเรียกกันทั่วไปว่า "จานหนู" "จานลี"และ "จานชู" เมื่อได้รับข่าวการเดินทางมาของคุณพ่อทั้งสอง ก้ได้พากันย้ายหนีออกไปจากวัด Nong Song Yae (b)แต่งงานกับนายอุ่น ถาวร ซึ่งเป็นปู่ของคุณสมบัติ ถาวร) และในปีเดียวกันก็มีนายฮุย อพยพมาจากบ้านหนองส้มผ่อและนาย/จานแปง ซึ่งอพยพมาจากบ้านโนนสังข์ อ. คำชะอี จ.มุกดาหารปัจจุบัน คุณทองพูน ศรีธาตุเล่าว่ากลุ่มชาวบ้านที่อพยพมาจากบ้านเซซ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มที่มีจิตใจมั่นคงและตั้งใจจะเอาพื้นที่แถบนี้เป็นที่ทำมาหากินอย่างแท้จริง ก่อนจะพากันอพยพครอบครัวเข้ามา เคยได้สร้างคอกวัวเลี้ยงวัวอยู่ในพื้นที่นี้ก่อนอพยพเข้ามาติดต่อกันมาไม่น้อยกว่าแปดปี ไม่หวั่นพรั่นพรึงกับอุปสรรคต่างๆ หรือแม้อิทธิฤทธิ์ของผีแบบต่างๆ ที่ต้องพบเมื่อแรกเข้ามา จนกลายเป็นกลุ่มที่เป็นหลักทำให้กลุ่มอื่นๆ ได้อาศัยว่าจะไม่อพยพหนีต่อไปที่ไหนอีก คุณสมบัติ ถาวร ได้เล่าว่า เมื่อเขายังเด็ก หมู่บ้านนี้แบ่งออกเป็นสามคุ้ม เรียงจากเหนือไปใต้ เรียกว่าคุ้มบ้านน้อย คุ้มบ้านกลางและคุ้มบ้านใต้ จากเหนือจรดใต้เป็นระยะทางประมาณกิโลเมตรเศษ ๆ บิดาของคุณสมบัติ เคยเล่าไว้ว่า ก. คุ้มบ้านน้อย เป็นบริเวณที่มีผู้อพยพเข้ามาตั้งรกรากหลายครั้ง แต่อยู่ได้ไม่นานก็ต้องหนี เพราะทนการเจ็บไข้ได้ป่วยและการปล้นสะดมภ์ที่มีบ่อยๆ ไม่ไหว ข. คุ้มบ้านกลาง เป็นบริเวณที่อยู่ของกลุ่มที่อพยพมาจากบ้านดอนเขียงศรีชุม อ. ลมพุก จ. ยโสธร มี นาย/จานโพ (ปู่ของคุณพ่อบุญเรือง ศิลาโคตร) เป็นหัวหน้า ท่านผู้นี้มีฐานะร่ำรวยมาก ค. คุ้มบ้านใต้ เป็นบริเวณที่อยู่ของกลุ่มคริสตชนซึ่งตอนหลังได้พากันสร้างโรงสวดของคาทอลิคขึ้นเป็น ครั้งแรก เขตนี้เป็นกลุ่มของนายมหาธิราช นายอินทะวงศ์ และกลุ่มที่มาจากบ้านเซซ่ง กำเนิดและการเติบโตของวัดคาทอลิกและกลุ่มคริสตังบ้านหนองซ่งแย้ พระคุณเจ้าบาเยได้ทำการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางประวัติศาสตร์ของวัดคาทอลิกหนองซ่งแย้ โดยพิจารณาจากหลักฐานหลายๆ อย่างประกอบกัน โดยเฉพาะสมุดจดหมายเหตุประจำปีของวัดบ้านหนองซ่งแย้เอง ซึ่งคุณพ่อเดซาแวลได้เป็นผุ้บันทึกคนแรก และบรรดาพระสงฆ์เจ้าอาวาสองค์ต่อๆ มา ได้ช่วยกันบันทึกเพิ่มเติม นอกจากนั้น ก็ได้อาศัยรายงานประจำปี บัญชีรับศิลล้างบาป และคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ของหมู่บ้านอย่างเช่น นายอุ่น ถาวร นายสุวรรณ พรหมชาติ นายแดง ศรีธาตุและนายสอน กัญญะพงษ์ ทั้งนี้ พระคุณเจ้าได้มาสอบถามถึงรายละเอียดต่างๆ ด้วยตนเองเมื่อเดือนธันวาคมปี ค.ศ. ๑๙๘๓ หรือ พ.ศ. ๒๕๒๖ มีหลักฐานยืนยันว่าได้มีการเปิดวัดคาทอลิกหนองซ่งแย้เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. ๑๙๐๙ และได้ทำการฉลองปีที่ ๕๐ ของวัดนี้เมื่อปี ค.ศ.๑๙๕๙ หรือ พ.ศ. ๒๕๐๒ ในระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๑๘ หรือ พ.ศ. ๒๔๖๑ คุณพ่อเดซาแวลกับคุณพ่ออัมโบรซิโอ พริ้ง เป็นพระสงฆ์ประจำอยู่ที่วัดเซซ่ง ขณะเดียวกันก็ดูแลวัดบ้านนาดูนและวัดบ้านหนองคูด้วย ชาวบ้านมักเรียกคุณพ่อทั้งสองนี้ว่า คุณพ่อแวนและคุณพ่ออำ วันหนึ่ง ก็มีชาวบ้านสามสี่คนซึ่งมีนายวรราช ป้องศรีซึ่งขณะนั้นยังอยู่ที่หมู่บ้านดงมะไฟ ต. คำครตา อ. ทรายมูลด้วย ได้ไปหาคุณพ่อที่บ้านเซซ่งเพื่อขอพบ พวกเขาบอกว่า พวกเขามาจากบ้านหนองซ่งแย้ซึ่งเป็นหมู่บ้านใหม่ๆ ขนาดเล็กๆ ได้ยินกิตติศัพท์เรื่องราวศาสนาของคุณพ่อว่าเป็นศาสนาที่เที่ยงแท้และศักดิ์สิทธิ์ จึงอยากขอเชิญคุณพ่อไปเยี่ยมที่หมู่บ้านใหม่ดังกล่าว และสอนศาสนาให้ด้วย บ้านหนองซ่งแย้ขณะนั้นเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีคนอยู่เพียงห้าครอบครัว ครอบครัวหนึ่งมาจากบ้านเกี้ยง ต.โพนงาม จ. ยโสธร ครอบครัวหนึ่งมาจากบ้านไผ่สร้างซ้าง และจากหมู่บ้านอื่นๆ อีกสามครอบครัว ที่หนีมาอยู่ที่นี่ เพราะโดนชาวบ้านที่อื่นไล่เพราะถือว่าพวกเขาเป็นพวกผีปอป ต่อมาคุณพ่อทั้งสองได้มาเยี่ยมชาวบ้านพวกนี้ที่หนองซ่งแย้หลายครั้งโดยครั้งแรกได้มาพร้อมกัน และครั้งหลังๆ ก็มาทีละคน คุณพ่อพิจารณาดูพื้นที่แล้วเห็นว่าทำเลที่ตั้งของหมู่บ้านเป็นทำเลที่ดีมาก มีที่นามากมาย และยังจะสามารถขยายออกไปได้อีกกว้างขวาง น้ำมันยางสำหรับทำขี้ไต้ก็มีมาก หนองน้ำใหญ่ก็มีหลายหนอง ต่างก็อุดมไปด้วยปูปลานานาชนิด มีต้นกกทำเสื่อได้มากมาย มีที่ปลูกข้าวโพดขึ้นได้ดีมีรสชาติอร่อยเป็นพิเศษ คุณพ่อทั้งสองเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นพื้นที่ที่น่าอยู่และเหมาะที่ตั้งเป็นหมู่บ้านใหญ่ต่อไปภายหน้าได้ เมื่อปรากฎว่า ชาวบ้านหนองซ่งแย้สนใจเรียนเรื่องศาสนาอย่างจริงจัง คุณพ่อจึงได้ขอให้ชาวบ้านสร้างที่พักขนาดย่อมๆ หลังหนึ่งให้เพื่อคุณพ่อจะได้ใช้อาศัยเป็นที่พักชั่วคราว และเพื่อจะใช้เป็นที่ประกอบพิธีทางศาสนาด้วย ต่อจากนั้นไม่นาน ก็มีผู้ไปแจ้งให้คุณพ่อทราบว่าพวกเขาได้จัดแจงที่พักไว้ให้เรียบร้อยแล้ว แต่พอคุณพ่อมาจริงๆ ก็พบว่าสิ่งที่ชาวบ้านเตรียมไว้เสร็จนั้น มีเพียงโครงบ้านและพื้นกระดานเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ไม่มีฝาบ้านแต่อย่างใด บังเอิญในคืนที่คุณพ่อมานั้นเกิดมีฝนตกหนักอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ชาวบ้านจึงได้พากันเร่งสร้างบ้านพักให้เสร็จอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นเป็นต้นมา คุณพ่อก็ได้ผลัดกันแวะเวียนมาเยี่ยมชาวบ้านหนองซ่งแย้เดือนละครั้งโดยที่แต่ละครั้ง จะค้างอยู่ ๔ - ๕ วัน เพื่อสอนคำสอนและประกอบพิธีทางศาสนา จึงอาจจะนับได้ว่าบ้านพักนี้ได้เป็นโรงสวดหรือวัดหลังแรกของกลุ่มคริสตังบ้านหนองซ่งแย้นั้นเอง ต่อมาก็มีกลุ่มคริสตังชาวบ้านเซซ่งอพยพเข้ามาตั้งรกรากเพื่อหาที่ทำกินแห่งใหม่ กลุ่มแรกมาสามครอบครัว ปีต่อมา ก็มีคริสตังจากบ้านหนองคู และจากบ้านเซซ่งอพยพเข้ามาเพิ่มเติม นอกจากกลุ่มคริสตัง ก็มีกลุ่มชาวพุทธที่เป็นญาติ ๆ ของพวกที่อพยพเข้ามาใหม่ เข้ามาอาศัยในหมู่บ้านหนองซ่งแย้ด้วย เมื่เข้ามาแล้วก็จะพากันเข้าถือศาสนาของคุณพ่อด้วย ในปี ค.ศ. ๑๙๑๒ มีคริสตังประมาณ ๕๐ คน คุณยายจำปา เซ่ซ่ง (ขณะนี้อายุ ๙๖ ปี) ได้เล่าว่าคุณพ่อของคุณยายได้พาครอบครัวอพยพจากบ้านเซ่ซ่งมาที่หมู่บ้านหนองซ่งแย้เมื่อคุณยายอายุได้หกปี หรือประมาณปี พ.ศ. ๒๔๔๖ คุณพ่อของคุณยายจำปาชื่อ นายพรมมา ศรีธาตุ มีบุตรธิดาชื่อนางจำปา นาย/ทหารแดง นายสีทา นางสังข์ (ศิลาโคตรแม่ของอาจารย์เสวย ศิลาโคตร) นางเข็มมา และนายฤทธิ์ ในปี ค.ศ. ๑๙๑๒/พ.ศ. ๒๔๕๕ มีชาวบ้านสิบครอบครัวอพยพจากบ้านดอนเขียงศรีชุม (อยู่ใกล้ๆ กับอำเภอลุมพุก จ. ยโสธร) พากันไปบ้านเซซ่งเพื่อขอเชิญคุณพ่อไปเปิดวัดสอนศาสนาในหมู่บ้านของพวกเขา คุณพ่อได้ไปดูและพิจารณาเห็นว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่จะให้เปิดวัดศาสนาคริสต์ในหมู่บ้านของพวกเขา และเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตคุณพ่อจึงได้เชื้อเชิญพวกที่สนใจจะเข้าถือศาสนาคริสต์ให้มาดูบ้านใหม่ที่บ้านหนองซ่งแย้ พวกเขาก็ได้พากันมาดูและเห็นว่ามีที่ทำเลดี น่าอยู่ จึงได้พากันอพยพเข้ามาตั้งรกรากในราวปี ๑๙๑๓ มีผู้ที่มาด้วยกัน ๑๕ ครอบครัว พวกเขาทั้งหมดได้พากันเข้าถือศาสนาคริสต์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๑๑ คุณพ่อเดซาแวลได้เริ่มบันทึกบัญชีศิลล้างบาปของวัดหนองซ่งแย้ แต่มีบันทึกเพียงแค่ว่า เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๑๑ คุณพ่อเดซาแวลได้ล้างบาปเด็กเล็กคนหนึ่ง ภายหลังคุณพ่อกางแตง เจ้าวัดบ้านเซซ่งก็ได้เขียนบันทึกรายงานไว้ว่า นับตั้งแต่เริ่มแรกจนกระทั่งถึงเวลาที่เกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (คือเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. ๑๙๑๔) มีผู้ได้รับศิลล้างบาปในโรงสวดของบ้านหนองซ่งแย้ ๓๕ คน แตก็บันทึกไว้ในบัญชีศิลล้างบาปของวัดเซซ่งบ้าง วัดหนองคูบ้าง ไม่ปรากฎมีในบัญชีศิลล้าบาปของวัดหนองซ่งแย้เอง ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. ๑๙๑๔ เกิดสงครามระหว่างเยอรมันกับฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. ๑๙๑๕ บรรดาพระสงฆ์ชาวฝรั่งเศสที่ประจำในเขตมิสซังลาว (ซึ่งรวมเขตอุบลฯ และท่าแร่ด้วย)ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารกว่า ๑๐ องค์ ในต้นปี ค.ศ. ๑๙๑๖ คุณพ่ออังแทลโม แอกซ์ก๊อฟฟอง จึงเป็นพระสงฆ์ผู้ดูแลวัดหนองคูและวัดนาดูน แต่ราวปี ๑๙๑๖ นั้นเอง ท่านก็ถูกเกณฑ์ให้ไปเป็นทหารเช่นกัน จึงยังคงเหลือเพียงแต่คุณพ่อกางแตงองค์เดียว ซึ่งท่านก็ดูแลทั้งวัดเซซ่ง วัดนา ดูน วัดหนองคู และวัดหนองซ่งแย้ และบ้านดงมะไฟ คนเดียวตลอดระยะเวลา ๓ ปี สำหรับวัดหนองซ่งแย้ คุณพ่อมีผู้ช่วยพิเศษคนหนึ่ง คือครู/เซียงทันซึ่งเป็นครูสอนคำสอน ครู ยวง บับติสตา เซียงทัน เป็นคนเชื้อชาติส่วย มาจากบ้านม่วงมูล อำเภอรัตนบุรี จ.สุรินทร์ ได้รับศีลล้างบาปพร้อมกับครอบครัวที่วัดเซซ่ง เป็นบุคคลที่ได้เรียนรู้และเข้าใจเรื่องศาสนาดีพอสมควร ทั้งเป็นคนมีใจศรัทธาร้อนรน คุณพ่อเจ้าวัดเซซ่งได้แต่งตั้งให้เป็นครูสอนคำสอน และได้อยู่ช่วยงานที่วัดเซซ่งเป็นเวลาหลายปี ภายหลังในปี ค.ศ. ๑๙๑๖ ครูเซียงทันจึงได้พาครอบครัวอพยพเข้ามาอยู่บ้านหนองซ่งแย้ ซึ่งในขณะนั้นท่านมีอายุใกล้จะ ๔๐ ปีแล้ว คุณพ่อกางแตงจึงได้แต่งตั้งให้เป็นครูสอนคำสอนประจำวัดหนองซ่งแย้แห่งเดียว ท่านเป็นคนที่สัตย์ซื่อ มีความสามารถหลายอย่าง มีบุคลิกดี น่าเกรงขาม เป็นที่นับถือของคนทั่วไป ชาวบ้านมักจะเรียกท่านว่า "พ่อครูสอน" ครูเซียง ทันได้อยู่ที่วัดหนองซ่งแย้ถึง ๑๖ ปี ท่านทำงานรับผิดชอบวัดเหมือนหนึ่งเป็นปลัดผู้ช่วยคุณพ่อเจ้าอาวาสทีเดียว ท่านเป็นผู้ที่ทางอารามแม่พระแห่งอุบลฯ ได้วางใจขอให้เป็นคนพาคณะซิสเตอร์ไปหมู่บ้านต่าง ๆ ในชนบทเพื่อแพร่ธรรม ได้ช่วยอารามอยู่ ๑-๒ ปี ได้ไปแพร่ธรรมถึงท่าแร่ จ. สกลนครแล้วจึงกลับมาอยู่ที่บ้านหนองซ่งแย้ และตายที่นั่น ในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๓๓ (พ.ศ. ๒๔๗๖) คือปีก่อนที่ชาวบ้านเรียกว่า "ปีบ้านเดือด" ครั้งแรก (ปีบ้านเดือดหมายถึงปีที่มีผู้คนล้มเจ็บป่วยตายเป็นจำนวนมากด้วยโรคระบาด) คุณพ่อเดซาแวลไปเป็นทหารอยู่ประเทศฝรั่งเศสและได้กลับมาในปี ค.ศ.๑๙๑๙ และปลายปีนั้นผู้ใหญ่ที่ปกครองมิสซังให้ท่านไปประจำอยู่วัดบ้านหนองซ่งแย้ซึ่งเวลานั้นปรากฎมีคริสดังที่บ้านหนองซ่งแย้ประมาณ ๒๐๐ คน พร้อมกับคริสตังสำรองอีกราว ๒๐๐ คน เวลานั้นวัดและที่พักของคุณพ่อได้ย้ายมาตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งด้านทิศเหนือของหนองคาย ซึ่งเป็นบริเวณที่เป็นที่ดินของวัดในปัจจุบัน ในปี ค.ศ. ๑๙๑๙ ได้เกิดเรื่องร้ายแรงอย่างหนึ่งขึ้นกล่าวคือ มีชาวบ้านจากหมู่บ้านหนองบอน จำนวนหนึ่งได้พยายามทำร้ายคุณพ่อเจ้าวัด วัดคาทอลิกและกลุ่มคริสตังบ้านหนองซ่งแย้หลายครั้งและหลายอย่าง เช่นมีการขโมยควายหลายสิบตัวของพวกคริสตังไปซ่อนเอาไว้และเรียกค่าไถ่ มีการขู่จะเผาวัดและก่อความวุ่นวายลักษณะต่างๆ เพื่อบีบบังคับให้คุณพ่อที่เป็นคนต่างชาติอยู่ไม่ได้ ในคืนวันคริสตมาสปี ค.ศ. ๑๙๑๙ ขณะที่คุณพ่ออยู่ที่วัดบ้านเซ่ซ่ง พวกเขาได้พากันมาเผาวัด โชคดีที่พวกคริสตังเห็นและได้ช่วยกันดับ ตัววัดซึ่งเป็นเรือนยาว ๖ ห้อง หรือประมาณ ๑๘ Nong Song Yae (a)คำนำ ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเป็มาของหมู่บ้านหนองซ่งแย้ และวัดคาทอลิกหนองซ่งแย้นี้ ข้าพเจ้าผู้เรียบเรียงได้รวบรวมจากงานค้นคว้าของบุคคลหลายท่านด้วยกัน คือ พระคุณเจ้าเกลาดีอุส บาเย คุณทองพูน ศรีธาตุ คุณสมบัติ ถาวร และจากคำบอกเล่ายืนยันของคนเฒ่าคนแก่บางคนของหมู่บ้านหนองซ่งแย้เองด้วย ซิสเตอร์ มุกดา ถาวร ๒๔ เมษายน ๒๕๔๓ ----------------- ความเป็นมาของหมู่บ้านซ่งแย้ จากการบอกเล่าของคนเก่าคนแก่ หมู่บ้านนี้มีความเป็นมาก่อนหมู่บ้านอื่น ๆในแถบนี้เกือบทั้งหมด เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก มีหนองน้ำใหญ่อยู่ใกล้ๆ ถึงสามหนองซึ่งมีชื่อว่า หนองค่าย หนองม่วงและกุดแช่กลอย ทั้งยังมีลำห้วยใหญ่ไหลผ่านคือห้วยโพงโพด ห้วยโพง นอกจากนี้ ยังมีบึงขนาดใหญ่อีกสองแห่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านไปทางทิศเหนือเพียง ๒ และ ๕ กม. เท่านั้น เล่ากันว่า ได้เคยมีผู้คนพยามมาตั้งรกรากให้เป็นหมู่บ้านหลายครั้ง เช่น ตรงบริเวณที่ตั้งของโรงเรียนหนองซ่งแย้ ซึ่งเป็นโรงเรียนของรัฐบาลหลังปัจจุบัน เคยเป็นหมู่บ้านเก่าที่เรียกกันว่า "บ้านเก่าสันเทิน" แต่เนื่องจากมีเหตุอาเพศหลายอย่างหลายครั้งติดต่อกัน อย่างที่โบราณเรียกว่า "ผีดุ ผีแข็ง" อันทำให้ผู้คนล้มป่วยตายเป็นจำนวนมาก ผู้คนจึงอพยพหนีไปครั้งแล้วครั้งเล่า บริเวณคุ้มบ้านเหนือหรือ"บ้านน้อย" ก็เคยเป็นหมู่บ้านเก่าเรียกชื่อว่า "บ้านหนองซ่งแย้" ซึ่งอาจจะเพี้ยนมาจากชื่อหนองน้ำใหญ่ที่อยู่ใกล้ ๆ ที่ชื่อว่า "หนองเซียงแง้" นอกจากเรื่องการเจ็บป่วย ก็เคยมีโจรผู้ร้ายชุกชุมด้วย พวกนี้มาปล้นจี้พวกที่เข้ามาตั้งรกรากในแถบนี้ คนเก่าคนแก่ยังเล่าว่า บริเวณ"คุ้มบ้านน้อย" มีต้นนุ่น ต้นมะม่วง ต้นขนุนเยอะ คงจะเป็นคนรุ่นก่อนๆปลูกเอาไว้ ทำให้คนรุ่นหลังที่เข้ามาได้กินได้ใช้ คุณแม่ของคุณสมบัติเล่าว่า ในสมัยที่ท่านยังเป็นเด็ก ท่านเคยเห็นคนขุดพบไหโบราณขึ้นมาบ่อยๆ เป็นไหสามหูที่ไม่มีลวดลายอะไร ในไหมักจะมีกระดูกคนบรรจุอยู่ ไหเหล่านั้นจะมีขนาดกว้างราว ๑ ฟุต สูง ๑ ฟุต ปากกลมและแคบ บริเวณที่พบกันมากจะเป็นแถวบ้านของปู่อุ่น ถาวร นั่นแสดงว่า หมู่บ้านนี้เคยที่เป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนมาช้านาน ครั้งสุดท้ายที่พบเป็น พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อนายโท ชาภิรมย์ (อาของคุณสมบัติ ถาวร) ขุดหลุมเสาจะยกยุ้งข้าวขึ้นใหม่ที่บ้านที่ตั้งอยู่กับหนองม่วง เป็นไหใบหย่อม ๆ ไม่มีอะไรบรรจุอยู่ภายใน ขุดขึ้นมาได้ไม่นาน เสียงเล่าลือออกไป ก็มีคนมาขอซื้อเอาไป แม้จะมีการอพยพหนีไปของผุ้คนหลายกลุ่มแต่ด้วยเหตุที่พื้นที่แถบนี้เป็นทำเลที่อุดมสมบูรณ์ จึงมีกลุ่มคนกลุ่มใหม่ๆ พยายามอพยพเข้ามาตั้งรกรากกันอยู่เรื่อยๆ พ่อใหญ่แดง ศรีธาตุ ซึ่งในปี ๒๕๓๔ อายุได้แปดสิบปีเศษ ได้เล่าให้ฟังว่า พ่อแม่ของท่านได้อพยพเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านนี้ในขณะที่ท่านอายุได้เก้าปี แต่ก่อนหน้านั้น ก็มีครอบครัวของนายมหาธิราชอพยพมาจากบ้านไผ่สร้างซ้าง และครอบครัวนายอินทะวงศ์ อพยพมาจากบ้านเกี้ยง สองครอบครัวนี้เข้ามาอาศัยอยุ่ในพื้นที่ใกล้ๆ หนองม่วงและหนองค่าย ซึ่งปัจจุบันพื้นที่นี้ก็คือ "คุ้มบ้านใต้" คาดว่าครอบครัวนายคำ วงศ์ษา นายเสมียนอ้วน นายอินทรโคตร ก็คงอพยพเข้ามาในช่วงระยะใกล้เคียงกันนี้ สามครอบครัวนี้ไม่ได้เข้าศาสนาคริสต์เหมือนกับคนอื่นแม้ในตอนหลัง ที่จริงนายมหาธิราชและนายอินทะวงศ์อพยพหนีมาจากหมู่บ้านเดิมเข้ามาอยู่ที่บ้านหนองซ่งแย้เพราะเป็นผี ปอป เมื่อมาอยู่ที่นี่แล้ว ก็ได้ยินเสียงเล่าลือว่าบาทหลวงฝรั่งที่หมู่บ้านเซซ่งสามารถปราบผีดุๆ ได้ จึงพากันไปขอพบท่านบาทหลวงฝรั่งเศสท่านนั้นและแสดงเจตนารมณ์ว่าอยากจะเข้ารับนับถือศาสนาคริสต์เพื่อจะได้หนีพ้นจากอำนาจของพวกผีปอปท่านทั้งสองได้เชิญท่านบาทหลวงมาดูหมู่บ้านใหม่ของพวกตนด้วย ขณะนั้นที่หมู่บ้านเซซ่งมีบาทหลวงสองท่าน คือคุณพ่อเดซาแวลและคุณพ่ออัมโบรซิโออยู่ประจำ คุณพ่อทั้งสองได้มาที่หมู่บ้านหนองซ่งแย้ตามคำเชิญชวนและได้เห็นว่าหมู่บ้านนี้มีทำเลดีและเหมาะสมที่จะเป็นหมู่บ้าน จึงได้ขอให้ชาวบ้านช่วยกันสร้างโรงสวดขึ้น หลังจากนั้น คุณพ่อก็ได้แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนชาวบ้านเป็นครั้งคราว ต่อมาครอบครัวของนายมหาธิราช นายอินทะวงศ์และอีกหลายครอบครัวก้ได้เข้าถือศาสนาคริสต์และไม่ปรากฎว่ามีอันตรายใดๆ จากบรรดาผีปอปเกิดแก่ครอบครัวเหล่านี้ ข่าวการถือศาสนาใหม่และความเข้าใจว่าคุณพ่อฝรั่งสามารถปราบผีดุๆ ได้ ก็แพรกระจายและเล่าลือออกไปทั่ว ทำให้มีผู้คนกลุ่มใหม่ๆ อพยพเข้ามาตั้งรกรากเพิ่มเติมเป็นลำดับจนเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่โตขึ้น ในบรรดากลุ่มที่อพยพเข้ามาใหม่ ส่วนหนึ่งก็เป็นพวกผีปอปที่ไม่สามารถเอาตัวหลุดรอดจากอำนาจของพวกผีปอป ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับชาวบ้านคนอื่นๆ ได้อย่างปกติสุข ในกลุ่มที่อพยพเข้ามาในระยะหลังนี้ มีกลุ่มคริสตังจากหมู่บ้านเซซ่ง (ต. เซียงเพ็ง อ. ป่าติ้ว จ. อำนาจเจริญ ปัจจุบัน) จำนวนสิบกว่าครอบครัว ซึ่งได้แก่ครอบครัวนายพรหมมา-นางแพง ศรีธาตุ ผซึ่งเป็นบิดามารดาของนายแดง ศรีธาตุ) นาย/เซียงทัน (ซึ่งต่อมาได้ทำหน้าที่เป็นครูสอนคำสอน) นายคูณ สีถาน นายสี-นางแพง พวกแสน นายกู๋-นางมั่น นายผา-นางผาดี นายติ่ง-นางตา และนายกรมแซ หนึ่งปีต่อมา ก็มีกลุ่มที่อพยพมาจากบ้านดอนเขียงศรีชุม จำนวน ๑๐ ครอบครัว เมื่อเข้ามาก็เข้านับถือศาสนาคริสต์ด้วย กลุ่มนี้มีครอบครัวนาย/จานโพ ซึ่งเป็นปู่ของคุณพ่อบุญเรือง ศิลาโคตร ครอบครัวนายอินทียะ นายอักไกรสร นายน้อย และนายบัว ต่อมาในปี ๒๔๖๙ ก้มีกลุ่มที่อพยพมาจากบ้านดงมะไฟ ซึ่งมครอบครัวของนายวรราช-นางบึ้ง ป้องศรี ซึ่งได้พาลูกๆ ซึ่งมีนายมาย นายมุ่ง นายสี นายลี และนางแหลม ซึ่งต่างก็พาครอบครัวของตัวเองมาด้วย กลุ่มนี้ย้ายเข้ามาเพราะต้องการหาที่ทำกินใหม่และต้องการอยู่ใกล้วัดคริสต์ จากการสัมภาษณ์นายปอย ไชยรักษ์ อายุ ๘๗ ปี เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๒ ได้ทราบว่าคุณพ่อเดซาแวล เป็นคนเอาจริงเอาจังมาก เวลาคำสอนจะเคร่งครัด และนายปอย ไชยรักษ์ยังได้เล่าว่าครอบครัวของนายวรราชและนางบึ้ง ป้องศรี และบรรดาลูกๆ ว่า เป็นที่สนใจศาสนาคริสต์มาก เมื่อมานับถือ ก็นับถือจริงๆ ตอนยังอยู่ที่บ้านดงมะไฟ พอได้ยินกิตติศัพท์เรื่องศาสนาคริสต์ ต่างร้อนรนที่จะมานับถือ เมื่อมาที่อยู่บ้านหนองซ่งแย้ "หมอลำคำภา" จึงได้แต่งกลอนลำเล่าเรื่องความร้อนรนทางสาสนาของครอบครัวนี้ว่า "สาวแหลมเอิ้นหาทิดมายอ้ายทิดมุ่ง วรราชเอิ้นสาวบึ้ง ว่าให้มา ๆ" อันเป็นคำเล่าลือที่คนเฒ่าคนแก่ที่บ้านหนองซ่งแย้ยังจำได้ดี ต่อมามีกลุ่มที่อพยพมาจากที่อื่นๆ สมทบเข้ามา อย่างเช่น ครอบครัวนายดำ ผู้ซึ่งเป็นบิดาของนายนี มีปัญญา ผู้มีความเชี่ยวชาญในการฝั้นเชือกหนังวัวหนังควาย มาจากบ้านโคกยาว มากันสองครอบครัว แต่พออยู่มาปีที่สาม เกิดฟ้าผ่าบ้านและทำให้ควายตายทีเดียวหกตัว ด้วยความเสียใจและเห็นเป็นเหตุไม่ดี ครอบครัวหนึ่งจึงได้อพยพไปอยู่ที่บ้านคำเตย ต่อมาก็มีนาย/เซียงทา ซึ่งมาจากบ้านคำครตา (อ.ทรายมูล) ท่านผู้นี้เป็นบิดาของนางหุ่ง ซึ่งเป็นมารดาของนางห่ม (ผู้เป็นมารดาของ ดร. พีรพันธ์ พาลูสุข) จากหมู่บ้านเดียวกันนี้ ก็ยังมีนาย/เซียงมา นายกาเล และต่อมาก็มีกลุ่มที่อพยพมาจากบ้านหนองเอียนดง อ. คำชะอี จ. มุกดาหารอยู่ไกลออกไปจากบ้านหนองซ่งแย้ไม่น้อยกว่า ๑๐๐ กม. ไม่ทราบว่าได้รับทราบเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นไปในหมู่บ้านหนองซ่งแย้ได้อย่างไร เพราะในสมัยนั้นมีแต่ป่าดงทึบ การไปมาหาสู่กันเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคิดถึง คือครอบครัวของนายเกตุ (ต่อมาลูกของนายเกตุที่มีชื่อ นางไวซึ่งได้ Mr. Sompong Patpui, GDI DirectorI used to work under Mr. Sompong Patpui, GDI director, for quite some time since 1998. Before that, I only read about him in articles about slum community development in Bangkok. The first time was when I had to write something about the Soon Klang Thewa Association in 1984. In 1998 my main responsibility as an information officer was to report on the progress achieved by LIFE-UNDP-funded projects, most implemented in Bangkok. There were projects implemented upcountry. Most of the projects could achieve their targets. The LIFE-UNDP Movement have been the core in instigating the environmental commitment and initiatives amongst Thailand's new generation, which has been turned into a new force for a decent social change that provides a place for the poor, the underprivileged and the marginalized to stand and, more importantly, to voice their determination to implement a new social course. In this same manner, a political thoughts has been worked out against the Thaksin-based administration which was seen as an anarchy seriously affecting the majority of the population. It has been almost a decade now that I have been working with him. I have seen in him a will and a determination to do something meaningful for the society at large with what he has. His place and roles have been raised up after and through his position of UNDP-LIFE coordinator. In 1998, as a main campaigner for Dr. Bhicit Rattagul who, later, became the BMA governor, he was well recognized among the slum communities. From that on, he was further accepted by most of the municipal mayors as a new key social mind-setter. Then came the establishment of the Or Bor Tor (TAOs) which were started in 1995. These entities were seen as mechanisms for the power decentralization, the phemonenon seen and implemented since 1999 as most necessary for Thailand to succeed in the globalized world of the 21st century. However, in 2001, it seemed a number of the TAOs, because of their size and services, were supposed to be deleted as they could not accomplished their authorities and mandate. And, at this same time, the then political power wanted to keep these emerging groups under their paws and wanted to see rural people only as bases for politcal power. Major means to equip these TAOs with new administration and management were blocked by the ministry of interior, their own superior, who became the one to authorize their official meeting and training. A law suit had to be filed against this motive of the MoI's DOLA. Later, the TAOs were authorized to hold their training or to participate in training needed for their development. All these, to a great extension, have been due to Mr. Sompong's encouragement, the only source of support the TATAOs can rely on. A nephew and a niece in JapanLife experience can always be interesting. In one's life one would hope to live close to one's loved ones. In the countryside it used to be possible 40 years back while in urban areas 50 years. Jobs and income sources are one of the factors. In farming lifestyles one can stay around in rural communities. A life cycle is also the midst of the globalization. It is not only a matter of banking services that can swiftly change between accounts, human resources can also be one. Means of transportation and one's success story can play a very important role in one's life. My daughter, the first child, got married and went to live in the USA since 2004. She is making a success. My elder son got married with a girl adopted by a Japanese man who married her mother. The prospect of life in Thailand looked gloomy and they decided to move to Tokyo. They went there with a son and a child in the womb. This family has to strive hard to lead a normal life as my son is new to Japan. They have been well taken care by the family of their mother. They are still young. They can go through difficulties rather easily. What keeps them really strengthened is their children. They are a son and daughter. The two are lovely. The son, Taiyo, is two years old while the daughter is less than a year. It is a happy family. For the moment, see their daughter first. In the next blog their son will be illustrated. Things to come in the future will be interesting to learn about when one is ready for new changes. How I fared while working in IraqWorking in Iraq has changed my whole life. It is really an experience that is very meaningful to me. Who would believe I have got many things from there. I have seen how average people lived without caring for others as if others were nothing. They did not care how those affected by their action would feel. I went to Iraq in November 1982. It was really a miracle to have that chance. In 1981 CCTD was supposed to start a reform in its whole administration system which was actually meant for downsizing its organization and operations which just started to bear some meanings to its beneficiaries targeted by the various 10 diocesan social action centers. Its seemed to me that there was no good for me to continue in a situation like this. And what surprised me most was that the Thai Manpower Co. (TMC), a job placement agency, wanted me to join their team right away. The reason was that the construction company that required Thai workers spoke French. They were looking for someone who could speak French for quite some time. I just said I could join them only after two months. It was because I was in the process of clearing the receipts and the expenditures of the Border Zone Programme funded by MISEREOR. And it seemed those under the Inter-religious Community Development Commission could not be settled easily. They agreed to my request. The day when I left for Iraq I was all alone. A TMC manager gave me an Iraqi air-ticket and a letter authorizing me to act as its broker in Iraq. Also the name and the telephone of the man I should contact upon my arrival. Actually I had all the details in my file for letters written by me and my wife during my stay in Iraq. It was a one-year contract. I left Donmuang at 17.00 Hrs. It was a Jumbo plane with more than 300 passengers, among whom there were some 70 Thai workers for Iraq. I arrived there at 02.30 Hrs. Thai time or 22.00 Hrs. local time. I went around the airport looking for Jean Wust Co. personnel coming to receive me. So much time was spent on asking for information, but nothing was obtained. At the exit two of my casettes were confiscated by a military man. It was a French listening lesson one. Very sorry to lost them. Outside the airt-port I saw some 30 Thai workers waiting for their boss to come. It was rather cold at that time. They had to move around because soldiers there did not want to stay. They tried to contact their boss, but it was not possible. As for me, I went around to get to the public phone. It took me nearly one hour to get one. Then I dialed 1552 0993 the MCC Office to reach Mr. Sophat. He was not there, but the receiver, Mr. Surapong, an MCC administrator, was glad to receive me. 'I wear a white shirt with a brown overcoat, standing in front of the arrival section." I will be there in 30 minutes." It was almost midnight there. Those Thai workers were still there with no hope in sight. Then I went outside. I saw two white people going straight to the Thai worker group. They told them to meet me. It was the two who were to meet me. They said,"They have just arrived. Sorry for being late. You can speak French?" "Yes" "Tres bien." "Alors it vous faut attendre un moment comme il y aura deux personne venant me voir." "Pas probleme." A moment after, Surapong came with Sulaiman. They said "Welcome to Baghdad" and told me that I was supposed to be in Al-kaim, a small town about 360 kms from Baghdad. I told them that those who were supposed to receive me were here now and there was no need for me to follow them to the MCC Office. So we parted when the two white men came. "On ne peut pas partir pour Al-kaim cette-nuit-ci. Il nous faut rested a l'hotel quelque part ici. On va se trouver a 6.30 heures de matin." After we went into a nearby hotel. It was the first night in Iraq. (to be continued) KLOY JUAD (กลอยจืด)( Dioscorea deamona)กับเหตุการณ์น่าตื่นเต้นวันนี้เป็นอีกวันที่ต้องการทดสอบคุณสมบัติของกลอยจืดว่าเป็นอย่างไร จะใช้สำหรับอะไรได้บ้าง ที่จริง ได้ทดสอบไปแล้วเมื่อวันที่ ๓๑ ก.ค. ๕๐ ได้รู้อิทธิฤทธิ์ไปแล้วบ้าง แต่ไม่มั่นใจว่าจะยังเป็นอย่างนั้นอีกหรือเปล่า ทดดสอบไปแล้ว คิดได้ว่าควรหาข้อมูลเพิ่มเติมจากเวบ ว่าเขามีอะไรบ้าง และก็ไปเจอข้อมูลนี้ที่
http://www.bluehima.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=478667 - ลักษณะ เป็นไม้ลงหัวต้นเลื้อยไปตามพื้นดิน หรือพาดพันตามต้นไม้ มีกิ่งก้านออกตามเถา ใบย่อย 3 ใบคล้ายพวกถั่ว เส้นในใบถี่ เถาไม่มีหนาม หัว, ต้นและใบมีลักษณะเหมือนกลอยธรรมดา ดอกออกเป็นพวง หัวไม่คัน กินได้เหมือนมันแกว มีรสหวานเย็น
- ประโยชน์ หัวใช้กินแก้พิษเบื่อเมา โดยเอาหัวฝนกับน้ำซาวข้าวกิน หรือปรุงเป็นยากินแก้เป็นเถาดานเป็นก้อนในท้อง หรือใช้ภายนอกหุงเป็นน้ำมันใส่แผล กัดฝ้ากัดหนองได้ดีมาก หรือใช้ฝนกับเหล้าโรงทาแก้ถูกต้นไม้มีพิษ ซึ่งทำให้มีอาการแตกบวม เช่นพวกต้นตรังตังช้าง หรือถ้าเอาหัวว่านนี้ฝานใส่ปนลงไปในกลอย แล้วเอาไปนึ่งจะทำให้กลอยไม่คันไปด้วยทั้งหมดเลย
- การปลูก ใช้ดินร่วนธรรมดาปลูกก็ขึ้นงอกงามดี ควรใช้กระถางใบโตหน่อยปลูกจึงจะดี เพราะหัวว่านนี้จะใหญ่มากขึ้นตามอายุของว่านที่นานขึ้นด้วย
วันก่อน เอามาหั่นบาง ๆ เอาไปตากแดด เอาชิ้นหนึ่งเล็ก ๆ มากิน กินตอนประมาณบ่ายโมง พอหนึ่งชั่วโมงผ่านไป มีเหงื่อแตกออกมาที่ท้ายทอยและตามตัว ซักพัก ตาซักมองไปคนละทาง เริ่มมึนนิดๆ เปลี่ยนแว่นตาเป็นอีกตัว มันก็เหมือนเดิม ดูแล้วเห็นว่าน่าจะผิดปรกติ เอายารางจืดแบบขิงเล็ก ๆ มากินแก้ด้วยความมั่นใจ ตัวรางจืดนี้ใช้แก้เบื่อหรือเมาได้แน่นอน เวลาผ่านไปอีกชั่วโมงเหงื่อยังไม่หยุด รู้สึกตัวว่านั่งเก้าอี้ทำงานต่อไม่ได้ เพราะมือกับประสาทซักจะทำงานไม่ประสานกัน มองไปข้างหน้าก็ยังไม่ไปในทิศทางเดียวกัน เสร็จแน่ตัวข้า ต้องลงนอนในเก้าอี้นอนยาว รู้สึกจะกระดุกกระดิกได้แต่สายตายังไม่มีโฟกัส อยู่กับเก้าอี้นอนไม่รู้นานเท่าไร เพราะเผลอหลับไป รู้สึกตัวอีกทีก็บ่ายสามเศษแล้ว อาการเกือบหมดไป เหงือไม่มีอีกแล้ว เอารางจืดตัวเดิมมากินอีกครั้ง นอนพักต่อ ตอนห้าโมงเย็น เปิดโทรทัศน์ดู คราวนี้สายตาแจ๋วแว๋ว น่าจะคืนปรกติแล้วละสิ ไม่แน่ใจว่าเสียงจะดูผิดปรกติไปหรือไม่ เลยโทรศัพท์ไปหาเล็กที่โคราช เขาบอกว่าจะติดประชุมยังจะกลับบ้านทันทีไม่ได้ ถามเขาไปว่า "เสียงผิดปรกติหรือเปล่า" เขาบอกว่า "ไม่เห็นผิดปรกตินะ ทำไมล่ะ" "ไม่มีอะไร" และแล้วทุกอย่างก็เป็นปรกติตามเดิม ตอนกลางคืน เขาก็บอกว่า "ถ้าตายแบบนี้ เขาไม่จ่ายเงินค่าประกันชีวิตนะ เพราะเป็นการฆ่าตัวตาย"
กลับไปอ่านข้อมูลที่เวบ ก็รู้ว่าไม่น่ามีอะไรน่ากลัว
วันนี้ จะลองอีกที เริ่มกินไปหนึ่งชิ้นเวลาสิบโมง เคี้ยวเสร็จกินน้ำตาม สิบเอ็ดโมง เริ่มออกฤทธิ์ ตามองไปคนละทิศทาง ต้องปิดข้าง จึงจะมองเห็นชัดว่าข้างหน้าเป็นอะไร ตาเริ่มพล่า เหงื่อเริ่มออกที่ท้ายทอย เปียกและหยด (ไม่น่าจะเป็นเหงื่อกาฬนะ) แล้วเหงื่อก็ออกเกือบทั้งตัว เป็นแบบเหนียว กินรางจืดแบบขิงเล็ก ๆ แก้ เคี้ยวเสร็จกินน้ำตาม
เฮ้ย คราวนี้ ไม่เหมือนคราวก่อน ฉิบหายแล้วสิ เหงื่อออกมาก ซักจะลุกจากเก้าอื้นอนยาวไม่มั่นใจ สองชัวโมงผ่านไปอาการยังเหมือนเดิม (แต่หนักกว่าวันก่อน) บ่ายโมงผ่านไป ยังเหมือนเดิม โทรศัพท์ไปหาเล็ก บอกว่าทดสอบกลอยจืด เขาบอกว่า "อยากตายหรือ ถ้าจะตาย บอกรางวัลที่หนึ่งด้วยนะ" "หนึ่งสามสี่ห้า" "เฮ้ย มันต้องหกตัว" "อย่างนั้น ก็หนึ่งสองสามสี่ห้าหก" "นี่แสดงว่าคงไม่ตายแน่" (เสียงคงไม่มีอะไรผิดปรกติ)
บ่ายสาม ปวดฉี่ ลุกเดินไป ไอ้บ้า ซักโคลงเคลง ต้องเอามือเท้าและคว้าสิ่งของข้างเคียงไปจนถึงห้องน้ำ ยืนฉี่ยังต้องเอามือยันฝาไว้กันล้ม (อาการหนักนะนิ) หัวมึน ๆ โทรไปหาเล็ก "ต้องการหวยไหม รีบบอกมานะ" "ตัวไหน" "หนึ่งสามสี่ห้า" "ไม่น่าจะตายนะอย่างนี้"
บ่ายสามครึ่ง ไปรษณีย์เอาจดหมายลงทะเบียนมาส่ง (ฉิบหาย จะออกไปไหวหรือ) ลองพยุงตัวขึ้น เฮ้ย ยังได้ ออกไปข้างนอก ต้องเอามือเท้าข้างรถไว้กันล้ม เออ ได้ว่ะ มองกระดาษที่ต้องเซ็นชื่อ พอได้ แสดงว่าคงไม่เป็นอะไร
กลับมานอนต่อที่เก้าอี้นอนยาว เหงื่อออกมาอีกว่ะ ที่ท้ายทอย มากกว่าเดิมเสียด้วย ลุกไม่ไหว แต่สายตาชักดีขึ้น ซักมีโฟกัส จะลุกขึ้นมา ยังโคลงเคลง กินรางจืดแก้อีกแล้วดื่มน้ำตาม นอนต่อ หลับไปอีกไปตื่นเอาตอนห้าโมงเย็น หมดอาการ สาธุ หมดระยะการทดลอง
โทรไปหาเล็ก "หมดสิทธิที่จะบอกหวย" "เฮ้ยไม่ต้องการหวย ต้องการคน อย่าทดลองแบบนี้อีกเลย"
สรุป รสไม่ได้หวานมันเหมือนมันแกวแต่อย่างใดนะ
อิทธิฤทธิ์ไม่กระทบมากนัก ต้องรอดูผลข้างเคียงต่อพรุ่งนี้
หมายเหตุ : สังเกตเห็นฉี่ที่คอห่านจมีสีขุ่นขาวมาก ๆ (ธรรมดา จะเป็นสีเหลือง) ต่างกันมาก เพราะอะไรไม่ทราบ
A Younger DayWhen I finished Pathom 4 I was selected as one to be sent to a minor seminary at Thare in Sakol Nakhon. Pridi, a son of my mother's eldest sister, did not finish his yet, it seemed. I did not remember where he was. As a matter of fact, he was very close to me. When we were at about six or seven, we used to roam about with him to the various rice-fields. From the Song Yae Village Prachabarn School I entered the Song Yae Village Church School. I saw him in the same Pathom 1. Once I was the first and he was the second in a mid-year exam. The second year I saw him in a different class. I studied with his elder sister. It was said he was a little bit stubborn and was not selected when he finished his Pathom 4. However, the younger sister of my mother recommended him to Hua Hin Salesian Minor Seminary. I did not see him after I wen to Thare. I saw him once more when my family moved to Vichianburi District in 1964. I heard that he left the minor seminary and became a teacher at St. La Salle School in Soi Bearing (Sukhumvit 105). At the age of 21, instead of asking for the exemption as a teacher, he applied to be a conscript. After the military service, he continued to be a student for the army aviation for some years. I did not meet him until I had my family in Korat in 1976. I got to know his wife who was a teacher in St. Mary Withaya School some years later and he was statione in Bor Chor Ror Song. We got closer to one another ever since. In 1985 I was back to Korat. In 1988 he asked me and Art to go for a flight with him in a bi-wing plane. We were for quite some time in the air over my ranch, but Art could not stop vomitting. After some 30 minutes, we had to land. After that, I rarely saw him. Then in 2004 I saw there were two forest bee hives close to my ranch. I invited him for a hunt. He decided to go with me. That day, we intended to cut two. The first was easy as it was in a short SADAO with thick leaves. The second was a high one. It was about 5 meters high. I could not clim the small and steep tree. A Euchalytus stumb was used for smoking the bees, but the wind was a little bit strong. Then the smoke could not get to the bees. In spite of several attempts, we could not do anything. Then came a big swamp of bees straight to us. Pridi did not realized that the danger was there. He did not start to run for a refuge. Bees were all around us. I told him to get into his car. It was a little too late. Each of us got more than fifty bee stings. We drove away and back home. At his home, he had a kind of special herb. It was very effective. We were not swollen. Two years ago he told me that his son had got a serious car accident because of his drunkness and his daughter had gone to make a Phd in Germany. I did not expect to meet him there. Now he is the one who is supporting the various brothers and sisters of the second father. His mother, my mother's elder sister, married twice. She was very close to my mother. She had five children from the second husband. Seeing him, I remember well the love the two sister had for one another from the early days of their life. My mother wrote a lot about the sweet memories she had with her elder sister who helped support their family when they were young and poor. I copied what my mother had written for him. He did not say anything. I thought it was new to him. In 2005 I invited him for a fish hunting in my farm. unfortunately, that day we could catch only some small fish. It was not very intereting. I think we will have a lot to share in the later part of our life. Success and Failure in One's LifeIn 1978 I thought I would make at least a master degree. And, because of that, I requested for a scholarship from CCFD. It was approved in the beginning of 1979. In the middle of 1979 I went to Louvain-la-Neuve Catholic University, expecting to make it in political sciences. That year was full of excitement, but my mind did not work properly. A language barrier seemed to block my full capacity. My French was not a working one. The six months were spent with the language. I could not move ahead as expected. And the main problem was that, when the scholarship organization knew that I had changed the course without informing it, it stopped supporting me. I had the scholarship for only one year. At the end I could not make a master of the business administration in one year. At this moment of life, turning back to what I have passed by, I have seen that, based on my educational experience, I could encourage my children to fulfill their basic education only. And, because chances became decreased, I could not help in higher education. I have failed considerably in finding necessary support for them. I should have sold my land in 1992 and got the money for their education. Fortunately there was a student educational fund. If not, they would not be able to make it. I could only provide my children with the basic of life. I have a piece of land that can make me rich if its price can be paid. When will such situation become true? Going back to my life schedule, I have to take breaks rather often. It can be said it is every other year. I cannot avoid it. 2007 is a year of a break. How long it will last, I cannot say. In all these situations, I am luckier than any other person in the world still, but not in the financial terms. I still have a lot of energies to exercise and to benefit the world during the last part of my life. My land in Korat is going to a learning center for farming people in the area within 3 years. I am going to stay there during my retirement. I am going to enjoy the last part of life. A Life to Choose Something A Life to Choose Something
A former TU friend sent a PPT presentation that says one has two things to choose: to have a positive or a negative attitude towards something, to live or to die, to enjoy your life or make yourself suffer, and the like. I am almost always optimistic in life. I remember well when I had to go back in October 1965 to Song Yae , my former native village, to see if the now Dr. Peeraphant P. would come back and continue his study in Penang as planned by the minor seminary administration. After getting the 'No' answer, I went back to the seminary. Unfortunately, I was late for the afternoon bus and it was impossible to get back to the seminary on that day. After Loern Noktha, I took the only available bus for Mukdaharn, then a district of Nakhon Phanom. When I reached there, it started to get dark. I knew I had nowhere to go. If I could continue to Nakhon Phanom, I would be able to stay in a parish. Here there was nowhere to turn to. As a young country boy, my heart started to pray and ask for God's mercy while sitting on a broken wooden bench in the bus stop. My eyes just looked straight ahead and wondered how I could spend this long night. Here in Mukdaharn I knew nobody and the money in my pocket was only enough for the bus fare. A moment passed by while I was all alone. Suddenly a soldier uniform man knocked my shoulder and said, " Come, my brother, let's go to the hotel." In my life I never stayed in a hotel. I looked at him and he insisted that I go with him. I nodded my head and followed him. The room charge was 20 Baht. The 'unknown' man paid for it. He said,"Don't worry. I will take care of it. Just stay here overnight with me. And tomorrow you can leave for Sakol Nakhon." After the showers, I went to a very deep sleep in the same bed beside him. I fell asleep almost right away because of the long walk I had done during the day. The night was slept in one shot. I got up at about 7 O'clock to realize that the man was not there for me to say 'thank you.' It must have been 'God's hand'. A Married Life's MeaningA Married Life's Meaning
Who has ever had chances to reflect on own married life? Who has ever got opportunities to meet and talk with own former lover of what one should do if they were locked in a marriage? Will you say you are sorry to have failed the marriage? As a matter of fact, before getting married, one should have thought reasonably of how one's life would be after that event. Me is a case of one who has got such an oppotunity. I have re-met my former lover. I have to accept that my life has been planned by the super natural power. I will never be able to avoid it. I have to return to what I have to be. Thanks to her understanding, we have separated as we should and we should remain as close friends. I know my wife loves me as she should. Many a time I have caused problems to our family life because of my life cycle that involves a number of unemployment periods. I, myself, know before hand that at a certain point within a month my employment will be terminated. In spite of such knowledge, I cannot do anything. Many times I have to stay all alone. I have learnt to live alone. Reading and writing can be a part. Phone calls cost a lot when we are apart. What is the meaning of a married life for me? Others may think differently. What should it be? One has to learn to stand alone A Hope in One's LifeHope in one's life
What am I going to have as dinner this evening? This can be something to be answered by an average village. Today my son in Japan will have to sell himself to get a job that can help feed his family. I hope he can make a success. I, myself, am waiting for mine. I hope it will come soon. At this moment of life, it is lonesome to stay alone some time. I hope to get something big, but fail very often. Rev. Fr. Valentine Luan, at his old age, expected to get everything done. I used to hold him as a model to follow. He has spent a lot of time in studying the Bible in relation to the community development principles. The teachings of St. John the Baptist. the responsibilities towards other neighbors. At this moment I am listening to songs sung by Tai Orathai, the singer star of 2005. A rural girl who is said has been living only with her grandmother. She has no other besides her. The two have become the hope for each other. Tai has brought her grandmother along with her all through the song competition even after becoming well-known. A hope for her grand-mother. In one of her famous song, she related how she led her life after leaving her village with a secondary education. She went into town to work in a factory, hoping to continue her study in a higher level, but it was not easy for her. This was because her earnings were very low, only three thousand Baht, hardly sufficient for her basic need. We are to live for one another. They say we have to identify someone who means a lot to us . On the TV screen, Channel 11 is presenting the Credit Union Movement Office in Poo Tha Bek in Ratchaburi' s Tabsakae. They present how that CU Office has encouraged its members to access some basic computer programs. Now it is 14:35 Hrs. Life and Many Other ThingsLIFE and Many other things
ชีวิตและการงาน
เกิดเป็นเด็กบ้านนอกที่อ. กุดชุม จ. ยโสธร ในครอบครัวชาวนา ๆ ไปเรียนมัธยมศึกษาที่อ. เมือง จ. สกลนคร และปี พ.ศ. ๒๕๑๓ เข้ามาสอบและเข้าเรียนคณะเศรษฐศาสตร์ภาคค่ำที่มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ เมื่อจบออกมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้ไปทำงานกับหน่วยงานเอ็นจีโอด้านผู้อยพยชาวอินโดจีนและด้านการพัฒนาชนบท จึงได้ไปพบเห็นการพัฒนาที่เป็นไปในภาคเมืองและชนบทตั้งแต่ในยุคเผด็จการจนถึงยุคประชาธิปไตยเต็มใบ โดยได้ไปทำงานกับหลายหน่วยงานทั้งที่เป็นหน่วยงานไทยและต่างประเทศ และได้มีโอกาสไปทำงานในต่างประเทศด้วย
ความสนใจพิเศษ นอกจากความสนใจในการให้ความช่วยเหลือกับผู้ด้อยโอกาสประเภทต่าง ๆ ในเมืองและชนบท ก็มีความสนใจในเรื่องเกษตรอยู่มาก นับว่าโชคดีที่ได้มีโอกาสไปพบและได้อยู่กับป่าเบญจพรรณและป่าดงดิบเมื่อพ่อแม่อพยพไปตั้งหลักแหล่งใหม่ที่อ.วิเชียรบุรี จ. เพชรบูรณ์เมื่อปี ๒๕๐๕ ได้เห็นได้รู้สภาพป่า สัตว์ป่าประเภทต่าง ๆ และคุณค่าหลากรูปแบบ จึงมีความสนใจเรื่องงานอนุรักษ์ป่าไม้ซึ่งกำลังทำอยู่ที่ดินของตนเองที่อ.เมือง จ. นครราชสีมาในปัจจุบัน ซึ่งที่ตรงนี้ไม่เคยทราบมาก่อนว่าจะมีภูมิอากาศแปรปรวนมาก ๆ ตลอดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ จนถึงปัจจุบัน ทำให้รู้ตัวชี้เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศสองอย่างจากพ่อและแม่ซึ่งได้รับถ่ายทอดมาจากคนรุ่นก่อน
ทำให้รู้เรื่องนก “พระยาหมาว้อ” ที่หากร้องเมื่อไรในช่วงฤดูฝน ก็จะทำให้รู้ว่าจะไม่มีฝนตกในช่วง ระหว่างห้าถึงชั่วโมงหลังจากนั้น และเรื่อง “ต้นอีเทิน” (เมืองร้าง หญ้าดอกขิว สาบเสือ) ที่ควรออกดอกในเดือนสิบสอง แต่ถ้าออกดอกในเดือนอื่นในระหว่างหน้าฝน จะแสดงให้รู้ล่วงหน้าว่า สามเดือนถัดจากช่วงนั้น จะไม่มีฝนมากพอที่จะทำการเกษตรได้เลย
นก “พระยาหมาว้อ” พบได้ทั้งในเขตเมืองอย่างในกรุงเทพ ฯ และชนบท “ต้นอีเทิน” มีอยู่ทั่วภาคอีสาน พฤติกรรมของ “ต้นอีเทิน”ยังพบเห็นเป็นจริงในแถบที่ดินของนายสมบัติ ถาวร ที่อ. เมือง จ. นครราชสีมาแม้ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ นี้
ในที่ไร่นั้นซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณสิบห้านาทีเมื่อขับรถ ห่างจากถนนมิตรภาพช่วงโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย เข้าไปในซอยสามยอดที่ผ่านบ้าน ดร. ไกรศักดิ์ ชุณหวัณประมาณสามกิโลเมตร (ซึ่งเดินทางต่อไปอีกก็จะถึงมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี่สุรนารี) ได้พยายามทำเกษตรกรรมแบบอาศัยธรรมชาติและให้เกิดมีป่าแบบธรรมชาติ (ไฟฟ้ายังเข้าไปไม่ถึง) เพราะไม่สามารถปลูกพันธุ์ไม้เนื้อแข็งที่ต้องการ ทั้งนี้โดยมียูคาลิปตัสเป็นตัวหารายได้มาสนับสนุนทุกระยะสามปี มีการขุดสระน้ำเพื่อเก็บน้ำและเลี้ยงนิล ตะเพียน สวาย สลิด ฯลฯ แต่ในหน้าแล้ง น้ำจะแห้ง พันธุ์ไม้ที่เกิดขึ้นเองมีประดู่ ไม้แดง มะค่าแต้ สะเดา กระถิน เต็ง รัง เหลื่อม และได้ปลูกไผ่ป่า ไผ่เลี้ยง มะขาม หัวมันประเภทต่าง ๆ เช่น มันเลือด มันเหน็บ กลอย บุก สัก ข่า แต้ว เลี่ยน มะกอก หญ้าเลี้ยงสัตว์หน้าฝนจะสูงประมาณเมตรกว่า ๆ (เพราะไม่มีคนเฝ้า ชาวบ้านก็กลายเป็นเจ้าของ เข้าไปเก็บกิน) พอผ่านไปเกือบยี่สิบปี จากที่ดินโล่ง ๆที่เคยเป็นไร่มันสำปะหลัง ก็เป็นป่าย่อม ๆ พอเป็นป่า ก็พอจะมีนกป่ารวมทั้งนกกระยาง นกเขามาอยู่อาศัยให้ชาวบ้านเข้ามาดักเอาไปกิน สี่ห้าปีที่ผ่านมา (เดือนมกราคม จะมีอีกาและกาเหว่ามาทำรังเป็นประจำสามคู่) การที่ปล่อยให้หญ้าขึ้น ก็ทำให้มีกบ เขียดอึ่งอ่าง รวมทั้งงูเหลือมเข้ามาอยู่อาศัย เมื่อสี่ปีก่อน เคยมีผึ้งหลวงขนาดเล็กเข้ามาอยู่ทำรัง ในปัจจุบันก็มีมิ้ม และผึ้งโพรงอพยพเข้ามาอยู่บ้าง โดยจะเข้าไปอยู่ในลังไม้หรือโพรงไม้ที่นำไปวางไว้ ซึ่งเมื่อเข้ามาอยู่ในลังไม้หรือโพรงไม้ ก็จะยกมาไว้ที่บ้านในตัวเมืองนครราชสีมาซึ่งจะมีอาหารสำหรับผึ้งอุดมสมบูรณ์มากกว่า ในระยะ ที่ผ่านมา ได้ย้ายผึ้งโพรงป่าเข้ามาอยู่ที่บ้านในตัวเมืองแล้วประมาณยี่สิบรัง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๔ – ๔๖ เป็นปีที่มีผึ้งโพรงอพยพมามาก แต่ด้วยเหตุที่ยังไม่มีประสบการณ์มากพอและต้องไปอยู่ทำงานที่กรุงเทพฯ ผึ้งเหล่านี้จึงไม่รับการดูแลอย่างเพียงพอและหนีไปเพราะมีมดหรือจิ้งจกและตัวไรผึ้งรบกวน ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงรังเดียว
ด้วยเหตุที่น้ำมันแพง สองสามสัปดาห็จึงจะได้กลับไปดูไร่ ซึ่งถือว่าเป็นการไปออกกำลังกายและชื่มชมกับธรรมชาติที่สร้างขึ้นมาด้วยมือของตน โชคดีที่มีสุนัขรู้ใจอยู่ตัวหนึ่งซึ่งชอบไปไร่ด้วยเป็นอย่างมาก ถึงเวลาไปก็จะกระโดดขึ้นรถไปเลย เสียดายไม่ได้ฝึกให้เป็นสุนัขล่าสัตว์แบบโบราณตั้งแต่เล็ก ๆ มิฉะนั้นก็คงจะสนุกไปอีกแบบ แต่ก็ยังดีที่ไปเป็นเพื่อนอยู่กลางป่าหรือคอยเฝ้ารถให้เมื่อเวลาเดินไปเดินมาไกล ๆ เพื่อดูต้นไม้ที่ปลูกไว้ เพราะลูก ๆ ไม่มีใครชอบไปด้วย Thaang Para Jamyom (Commissioned Road)ทางภาระจำยอม
โดย สนง. มงคลธรรม 486 ถนนอตรกิจ ต. กระบี่ใหญ่ อ. เมือง จ. กระบี โทร. 075 612 999
http://www.judiciary.go.th/phcc/petition.htm คำพิพากษาฎีกาที่ 3551/2543บริษัทบางกอกไทย (1988) จำกัด โจทก์ นางบังอร โชติกเสถียร กับพวก จำเลย แพ่ง ภาระจำยอม (มาตรา 1388, 1390) แม้บริษัท ท. จะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยทั้งสอง แต่การดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของบริษัท ท. ย่อมแสดงออกโดยจำเลยที่ 1 กรรมการผู้จัดการ การที่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทางภาระจำยอมยอมให้รถยนต์ของบริษัท ท. และรถยนต์ของผู้มาติดต่อธุรกิจกับบริษัท ท. จอดในทางภาระจำยอมในลักษณะปิดกั้น หรือกีดขวางการใช้ทางดังกล่าวเข้าออก ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้ทางภาระจำยอม ย่อมเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก โจทก์มีสิทธิห้ามจำเลยทั้งสอง ประกอบการดังกล่าวได้ แม้ในคำขอจดทะเบียนทางเดินจะระบุให้ใช้เป็นทางเดิน แต่เมื่อเหตุการณ์ของบ้านเมืองและวิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป ในปัจจุบันมีการสัญจรตามถนนและตรอกซอยด้วยรถยนต์เป็นปกติธรรมดาเช่นเดียวกับการเดินเท้า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์อยู่ด้วยก็ใช้รถยนต์ของตนเองและของบริษัท ท. ที่จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการในทางภาระจำยอมเช่นกัน การที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของที่ดินอันเป็นสามยทรัพย์ทั้งสี่แปลงใช้รถยนต์ผ่านทางภาระจำยอมซึ่งเดิมเคยใช้เป็นทางเดินเท้าย่อมเป็นการใช้ทางภาระจำยอมสัญจรตามปกติ ไม่เป็นการทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ และโจทก์ทั้งสี่ยอมมีสิทธิใช้รถยนต์เข้าออกทางภาระจำยอมโดยเสมอหน้ากัน ขึ้นอยู่กับความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของเจ้าของสามยทรัพย์นั้น มิได้ขึ้นอยู่กับจำนวนรถยนต์ที่ใช้ว่ามีจำนวนมากหรือน้อย หากโจทก์ยังดูแลรักษาทางภาระจำยอมมิให้เกิดความเสียหาย ก็ถือว่าโจทก์มิได้ทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ทางภาระจำยอมนั้น ส่วนเสาไฟฟ้าที่จำเลยทั้งสองขอให้รื้อถอนเป็นเสาไฟฟ้าถาวรที่โจทก์ขอให้การไฟฟ้านครหลวงดำเนินการเพื่อแทนเสาไฟฟ้าเดิมซึ่งเป็นไปตามความเปลี่ยนแปลงและความเจริญของบ้านเมือง หาได้ทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ไม่ โจทก์จึงมีสิทธิปักเสาไฟฟ้าทั้งสองต้นนั้น http://www.tulawcenter.com/webboard/show.php?Category=faq&No=1059&member=
A Man and His Love StoryA Man and His Love Story
บทเรียนตอนที่ สอง
ในหนึ่งชีวิตของคนเรา จะมีการลงทุนกี่ครั้งและกี่ประเภท ใครจะเป็นคนนับให้เรา มีใครจะบอกเราได้บ้าง
ชีวิตกับความรักก็เป็นการลงทุนอย่างหนึ่งสำหรับผม เลือกผิด ก็อาจจะเจ็บหัวไปตลอดชีวิต เลือกผิดแล้วไปเลือกใหม่ คิดหรือว่าจะเป็นการเลือกครั้งที่เหมาะสมหรือดีที่สุด และในระหว่างสองคนหรือสามคนที่ดีใกล้เคียงกัน เราจะเลือกอย่างไร
ชีวิตกับความรักจะสิ้นสุดเรื่องการตัดสินใจลงทุนเมื่อไร ณ อายุที่เท่าไร
คงมีใครที่โชคดีเหมือนข้าพเจ้าหลาย ๆ คน ที่สามารถกลับไปพบกับคนที่เคยรักมาก่อนเมื่อยี่สิบกว่าปีด้วยอารมณ์รักที่ยังเหมือนเดิม สมัยยังหนุ่มยังสาว เรายังภูมิใจที่เข้าใจกันและกัน เราไม่ล้ำเส้น เรายังรักและเคารพกัน แต่ในส่วนลึกของหัวใจ คงจะบอกได้ยากว่า “ไม่มีใครไม่ช้ำรอบสอง รอบสาม” แต่ “เพื่อนผม”คงจะลำบากใจมากกว่าข้าพเจ้า
เรื่องเล่าต่อไปนี้จึงเป็นเรื่องดี ๆ ของเราสองคน มันทำให้เรามีกำลังใจที่ได้มีชิวิตเพื่อคนที่เรา “รู้”และ “ผูกพันธ์” ต่อไป แม้ว่าจะใช้ชื่อจริง นามสกุลจริง คงไม่ผิด เพราะเราเคยตกลงกันมาก่อนแล้ว ขอผู้อ่านเข้าใจในสิ่งที่เป็น “ปณิธาน”ของเรา
คุณวรรณภรณ์ เป็นคนที่ให้ความสนิทสนมกับผมเป็นพิเศษ สำหรับผม เธอเป็นหลายสิ่งหลายอย่างที่จะทำให้ผมหลงใหลและคิดถึงเสมอมิได้ขาดแม้จะห่างกันจนถึงวันนี้ที่เขียนบันทึกนี้เพื่อเธอ ยี่สิบสี่ปี(2541) หลังจากได้รู้จักกับเธอ แม้มันจะเป็นความคลั่งไคล้ที่ผมมีต่อเธอข้างเดียวก็ตาม ผมเสียดายที่ผมรู้จักกับเธอน้อยไปจนทำให้ตัวเสียใจแม้จนทุกวันนี้ด้วย และดูเหมือนจะทำให้เธออกหักไปด้วย ผมไม่รู้ว่า ใครเป็นคนแรกที่ทำให้พวกเราอยากไปพบกันที่ห้องพักครูของครูประถม ดูเหมือนว่าคุณวัฒนชัยที่เป็นครูสอนระดับประถมศึกษา ซึ่งมีความสนิทสนมกับกลุ่มเรา เป็นคนบอกผมกับคุณลิขิตว่าครูประถมอยากเชิญพวกเราไปกินขนมที่โน่น ก่อนนั้นพวกเราไม่ได้ไปที่นั่นเลย เพราะมันเป็นพื้นที่ตอนปลายสุดของโรงเรียนที่จะต้องเดินต่อไปจากพื้นที่ของส่วนที่เป็นมัธยมศึกษาเข้าไป ไม่นานหลังจากนั้นการพบปะก็มีเกือบทุกวันทำงาน และผมได้ทราบว่าคุณวรรณภรณ์พักอยู่ที่หอพักไผ่เงินซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับทางเข้าโรงเรียนเปรมฤดีศึกษา เธอมีเพื่อนร่วมห้องคือ คุณมยุรี ซึ่งเป็นสาวสวยอายุน้อยอีกคนหนึ่ง เธอคนนี้เพิ่งจะเข้ามาเป็นครูที่นี่ในปีการศึกษา 2516 นี่แหละ ไม่นานหลังจากที่ได้พบกันกับเพื่อนของผมคนที่ชื่อว่าคุณลิขิต คุณลิขิตดูเหมือนว่าจะหลงใหลในตัวเธอเอามาก ๆ ขนาดหลงลืมว่าเคยหลงรักสาวนางหนึ่งที่เป็นคนโคราชแต่มาสอนที่โรงเรียนวัดสุทธิวรารามซึ่งอยู่แถว ๆ ปากถนนจันทน์ด้านถนนเจริญกรุง
คุณวรรณภรณ์ (นก) ขวัญใจของผมตลอดชีวิตที่จะยังมี ไม่ทราบว่าจะเป็นด้วยเหตุใด เมื่อผมต้องเดินผ่านเธอ จิตใจของผมต้องหวั่นไหวทุกทีไปตั้งแต่วันแรกเจอกัน ในขณะนั้นผมยังเป็นนักศึกษาอยู่ วัน ๆ จะเป็นห่วงการเรียนอยู่มาก มีอยู่วันหนึ่ง เธอมาบอกผมว่าอยากจะเรียนภาษาอังกฤษจากเพลง ขอให้ช่วยหาหนังสือที่แปลบทเพลงที่แปลดี ๆ ให้หน่อย งานอย่างนี้ไม่ยากเลยสำหรับผม เพราะชอบเพลงภาษาอังกฤษเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว วันรุ่งขึ้น ก็มีหนังสือเล่มสวยหนึ่งเล่มมาให้เธอพร้อม การ์ดเล็กใบสวยหนึ่งใบ ปี 2516 เป็นปีแห่งการปฏิวัติของนักศึกษา พวกเพื่อนครูในกลุ่มเดียวกันก็เป็นนักศึกษา แต่เป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทวิโรฒม์ ประสานมิตรและปทุมวันแห่งละคน มีผมคนเดียวที่ดันทุรังอยู่ไกลจากเพื่อน ๆ แต่ก็มีดีอยู่อย่างหนึ่ง คือเจ้าลิขิตพักอยู่ที่วัดมหาธาตุข้าง ๆ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แค่นั้นเอง โอกาสพบกันนอกเวลาทำงานสะดวก เพียงแต่นัดกันไว้ล่วงหน้า และยังอาจจะนอนพักที่นั่นได้ด้วย ถึงเธอที่ผมเคยบอกว่ารักที่สุด แม้จะยากสุดที่หลีกที่จะเลี่ยง ผมเองเป็นคนผิดเมื่อหวลคิดถึงเรื่องเก่า แม้เวลาจะผ่านมาเป็นเวลาร่วมยี่สิบสี่ปี ปี 2541ด้วยความคิดถึงที่ยังรุนแรงมาโดยตลอด วันหนึ่ง (13 ตุลาคม 2541) ผมก็ได้เบอร์โทรศัพท์ของโรงเรียนเปรมฤดีศึกษาจากฝ่ายบริการโทรศัพท์ 13 และได้ลองโทรศัพท์ไป ปรากฎว่า ผู้ที่รับปลายสายครั้งนี้ ก็คือ คุณนก “จำเสียงได้ดี” “คิดถึง ๆ ๆ” “ทำอะไรอยู่” “ตกงาน ไม่มีอะไรทำ ต้องลำบาก” “เจอกันหน่อยไหม ไม่ได้เจอกันเสียนาน” รอสักหนึ่งชั่วโมงนะ คงไปถึงที่โน่นประมาณบ่ายสี่โมง “หัวใจของผมหล่นอยู่ตรงแถบนี้ เมื่อหลายปีก่อน .........” “ตอนนี้ มีบ้านอยู่ที่บางบัวทอง ถ้าว่าง ก็ไปหานะ เบอร์โทรศัพท์ 9250-198 โทรได้เลยนะ เราทำหน้าที่เก็บเงินของโรงเรียน อยู่แผนกการเงินมาสองปีแล้ว พอมาทำหน้าที่นี้ ครูใหญ่พินิจ สิทธิดำรง ก็ได้ลาออกไป” “ส่วนเบอร์ของผม 9900-324” “ชีวิตของผมลำบากมาก ในแต่ละปี ก็ต้องเปลี่ยนที่อยู่อยู่เสมอ ร่อนไปเรื่อย ๆ คิดถึงโดยตลอด ปี 19 เมื่อขึ้นไปทำงานที่อุดรธานี มีโอกาสผ่านไปเมืองพล ยังเคยขับรถผ่านไปทางร้านเจริญพาณิชย์ สวดให้ผมบ้างนะนก”
วันนั้น เราได้พูดคุยกันที่ใต้ที่พักข้างโรงเรียนวาสุเทวี คุยกันประมาณสามสิบนาที ก็ต้องกลับแล้ว ไปส่งคุณนกที่สะพานสาธร เธอไหว้ผมอย่างนอบน้อมมาก เมื่อตอนที่คบกันเมื่อยี่สิบสี่ปีก่อน เธอไม่เคยไหว้ผมอย่างนี้เลย แม้ผมจะมีความคิดถวิลหา ผมไม่ได้คิดนอกลู่นอกทางเลยนะ เพราะรู้ว่าเราเป็นเพียงเพื่อนกันเท่านั้น A man from a countryside มองย้อนหลังไปเมื่อยังเด็ก ไม่เคยคิดและไม่เคยรู้ว่าโตไปแล้วแก่ไปแล้วจะเป็นอย่างไร คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่เคยได้ชี้แนะอะไรจนกระทั่งอายุได้เกือบสิบปี ท่านจึงได้ชี้ว่าควรไปเป็นเณรเพื่อจะได้เป็นพระสงฆ์ มีเวลารู้ตัวจริง ๆ อยู่ประมาณสามสี่เดือนล่วงหน้า
มองย้อนไปในวัยเด็ก ยังจำได้ดีว่า บ้านอยู่ในหมู่วงศ์ญาติทีอยู่ใกล้ชิดกัน อยู่ห่างกันเพียงแค่ทางเกวียนแหวกไปมาได้เท่านั้น บ้านเป็นหมู่เรือนสี่ช่วง เรือนใหญ่เป็นห้องนอน ถัดออกมาเป็นช่วงนั่งเล่น นั่งกินข้าว และทำกิจกรรมรวมประเภทต่าง ๆ ตามวิถีชาวชนบท ถัดออกมาเป็นชานบ้านไม่มีหลังคาคลุม มีบันไดขึ้นลงสองช่อง ช่องหนึ่งเป็นช่องออกจากบ้านไปธุระอยู่ด้านทิศตะวันตก อีกช่องเป็นช่องลงไปที่คอกควาย ซึ่งอยู่ใต้ถุนบ้านช่วงเรือนนอน มีประตูคอกอยู่ด้านทิศตะวันออก ติดกับชานบ้านด้านตะวันออกเป็นยุ้งข้าวขนาดบรรจุได้ไม่น้อยกว่าพันหมื่นเศษ หรือประมาณตันครึ่ง ติดกับเรือนนั่งเล่น เป็นห้องครัว ที่จะเป็นที่เก็บไหปล้าร้าและหน่อไม้ดอง หลังคาบ้านทุกช่วงมุงด้วยแป้นเกล็ด ช่วงเรือนนอนและนั่งเล่นแต่ละช่วงกว้างประมาณสี่เมตร ยาวประมาณแปดเมตร ห้องครัวและชานบ้านกว้างยาวประมาณสามคูณห้าเมตร ส่วนยุ้งข้าวประมาณสี่คูณหก
นับว่ากว้างขวางมากพอสมควร นัยว่าพ่อเป็นคนขยันและมีเพื่อนฝูงมาก ห้องนั่งเล่นด้านทิศตะวันออกเป็นที่นอนของคุณตาลีซึ่งเป็นพ่อของคุณแม่ แม่ใหญ่แย้มที่เป็นแม่เลี้ยงของคุณแม่ดูเหมือนอยู่ตรงนี้ด้วย ในเรือนครัว จำได้ว่ามีแม่ใหญ่โคอยู่อาศัย แม่ใหญ่โคเป็นเพื่อนบ้านที่ชอบพอกับคุณแม่ พอท่านแก่ตัว ก็ไม่มีญาติพี่น้องที่จะดูแล คุณแม่เลยรับมาเลี้ยงดู
ตอนเป็นเด็ก คุณพ่อจะมี"ลูกจ้าง"มาช่วยทำงานทุกปี ลูกจ้างเหล่านี้ต่างก็เป็นลูกชายหรือลูกสาวของญาติหรือเพื่อนของคุณแม่หรือคุณพ่อ ครอบครัวเรามีที่นามากและลูก ๆ ก็ยังเล็ก ๆ ต้องมีคนช่วยเหลือ เมื่อตอนอยู่ป. 2 ผมเคยขอเรียน "ลำ"กับลูกชายของ "หมอลำ"เพื่อนพ่อ บทลำสองบทที่เรียนมายังจำได้อย่างแม่นยำแม้ทุกวันนี้ บรรดาลูกจ้างเหล่านี้ได้รับค่าจ้างเป็นข้าวเมื่อตอนเก็บเกี่ยวเสร็จ สำหรับผม พวกนี้เป็น "อ้าย ๆ (พี่) ของผมทั้งนั้น เมื่อตอนโตมา ก็ยังนับถือเขา ผมยังจำได้ทุกคน
ชีวิตในท้องทุ่งจะเริ่มตั้งแต่เช้ามืดหากเป็นหน้านา และสิ้นสุดตอนมืดค่ำ เรามีควายทำงานสามตัวเป็นอย่างน้อยทุกปี เช้า ๆ ถ้าไม่ค้างที่ทุ่งนา พ่อกับพี่ๆ ก็จะพากันนั่งควายออกไปประมาณไก่ขันครั้งสอง ประมาณตีห้าครึ่งกว่า กว่าจะถึง ก็เกือบเจ็ดโมง ถ้าสายกว่านี้ ควายก็จะร้อน ทำงานไม่สะดวก โดยปรกติแล้ว หน้านา ก็จะค้างที่นา ไม่ต้องเหนื่อยกับการเดินทาง |
|
|