sombat's profileSpace ของ sombatPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    September 29

    ปปช. ฟัน "หมัก-เหล่"

    ป.ป.ช.ฟัน “หมัก-เหล่” ผิดฐานฮั้วเขมรขึ้นทะเบียนพระวิหาร
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 กันยายน 2552 17:41 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

    “ป.ป.ช.” ชี้มูล “สมัคร-นพดล” ผิดจริง ฐานแอบลงนามยกปราสาทพระวิหารให้เขมรขึ้นทะเบียนมรดกโลก โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา เตรียมส่งเรื่องประธานวุฒิสภา ส่งศาลรัฐธรรมนูญถอดถอน และเอาผิดคดีอาญาอีกกระทง ขณะที่ รัฐมนตรี-ขรก.ประจำที่เหลือ รอดหวุดหวิด
           
           วันนี้ (29 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ใช้เวลาในการพิจารณากว่า 6 ชั่วโมง ก่อนจะมีมติ 6 ต่อ 3 ชี้มูลความผิด นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี และ นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ ฐานลงนามสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ตามมาตรา 290 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2551
           
           “เนื่องจาก นายสมัคร ถือเป็นหัวหน้ารัฐบาล และมีการนำเอาประเด็นปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นประโยชน์ของประเทศชาติ มาช่วยเหลือสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในการหาเสียงเลือกตั้ง ขณะที่ นายนพดล ซึ่งเป็น รมว.ต่างประเทศ ในขณะนั้น มีความผิดในฐานะเป็นรัฐมนตรีที่รับทราบข้อเท็จจริง แต่กลับดำเนินการลงนามสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก”
           
           กรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติให้ส่งคำชี้มูลผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้ ให้ประธานวุฒิสภาดำเนินการส่งศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนออกจากตำแหน่ง และให้ดำเนินคดีอาญาด้วย ส่วนผู้ที่ถูกกล่าวหาคนอื่นๆ ป.ป.ช.มีมติยกคำร้อง เนื่องจากตรวจสอบแล้วไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยรัฐมนตรีหลายคนได้มีการลาประชุม ลาออกจากตำแหน่ง และไม่ได้เข้าร่วมประชุม ทำให้รัฐมนตรีที่อยู่ในรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีด้วยนั้น ไม่ต้องออกจากตำแหน่ง
           
           ขณะเดียวกัน ยังยกคำร้องการเอาผิดกับข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงระงับการพิจารณาสำนวนของ พล.ท.แดน มีชูอรรถ อดีตเจ้ากรมแผนที่ทหาร ซึ่งถึงแก่กรรมไปก่อนหน้านี้
           
           อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช.ได้ใช้เวลานานกว่า 6 ชั่วโมง เพื่อพิจารณากรณีดังกล่าว ก่อนจะมีมติชี้มูลว่า นายสมัคร มีความผิดที่คณะรัฐมนตรีชุด นายสมัคร สุนทรเวช ลงนามสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ตามมาตรา 290 ของรัฐธรรมนูญ

    September 17

    กินข้าวให้เป็น "ยา"

    “กินข้าวเป็นยา” บำรุงสุขภาพแบบ “บริโภคบำบัด”
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 กันยายน 2552 09:05 น.
    (จากซ้าย) แม่ชีจันแดงและแม่ชีจันแก้ว
           ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามทีเดียว สำหรับ “มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ” ที่ผ่านพ้นไปแล้วหมาดๆ วัดได้จากประชาชนที่หลั่งไหลเดินทางมาร่วมชมงามอย่างคับคั่งแน่นขนัดทุกวัน ภายในงานมีบูธน่าสนใจมากมาย หนึ่งในนั้นคือบูธการแสดงตัวอย่างพันธุ์ข้าวชนิดต่างๆ ที่เติมสีสันด้วยลูกเล่นสนุกๆ อย่าง “โชว์ฝัดข้าว” ที่เรียกความสนใจจากประชาชนให้เข้ามามุงดูจำนวนมาก
           

           
           หันซ้ายหันขวา เห็นแม่ชีสองท่านกำลังขะมักเขม้นจดข้อมูลจากนิทรรศการแสดงพันธุ์ข้าว และจากการสอบถามพบว่า ทั้งสองท่านเป็นพี่น้องกันคือแม่ชีจันแก้วและแม่ชีจันแดง แนวขี้เหล็ก เป็นแม่ชีอยู่ที่สำนักแม่ชีรัตนไพบูลย์ รามอินทรา อันเป็นหนึ่งในสาขาของสถาบันแม่ชีไทย โดยจุดประสงค์หลักที่มางานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติในครั้งนี้ก็คือการมาเก็บเกี่ยวความรู้เรื่องข้าวนั่นเอง

    ตัวอย่างเมล็ดพันธุ์ข้าวสังหยด
           “แม่ชีกำลังค้นคว้าเกี่ยวกับองค์ความรู้เรื่องข้าว การที่กินข้าวเป็นยา กินเพื่อรักษาโรคและบำรุงร่างกาย” แม่ชีจันแก้วให้ข้อมูล
           
           ในขณะที่แม่ชีจันแดงอธิบายต่อว่าทุกวันนี้ประชาชนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดี แม่ชีจึงถือโอกาสแนะนำวิธีการบำรุงสุขภาพง่ายๆ ที่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง ด้วย “ข้าว” ที่เราๆ ท่านๆ กินกันอยู่ทุกวันนี่แหละ!
           
           “ข้าวเป็นอาหารหลักของหลายๆ ประเทศรวมทั้งประเทศไทย และนอกจากจะเป็นอาหารแล้ว ข้าวยังเป็นยาอีกด้วย ในคัมภีร์อายุรเวทระบุเอาไว้ว่าข้าว 9 สายพันธุ์หุงรวมกันจะเป็นการ “เข้ายา” ทำให้ข้าวกลายเป็นยาบำรุงร่างกาย แม่ชีคิดว่าน่าจะเป็นปฏิกิริยาเคมีของข้าวถักทอกันจนกลายเป็นสารที่ดีต่อร่างกาย จึงนำความรู้ที่ได้อ่านมามาทดลองใช้เพื่อบำรุงสุขภาพ”

    การสาธิตวิธีฝัดข้าว
           แม่ชีจันแก้ว เสริมว่า ที่ผ่านมาทั้งแม่ชีจันแก้วและแม่ชีจันแดง มีความสนใจด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จึงได้ชักชวนกันไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมที่วัดพุทธปัญญา ในโครงการเผยแพร่ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกที่พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ ขุนพลการแพทย์แผนไทยผู้ล่วงลับเคยบุกเบิกเอาไว้
           
           “ก่อนหน้านี้ สุขภาพไม่ดี ป่วยออดๆ แอดๆ ไม่แข็งแรง และมีโรคประจำตัวคือโรคภูมิแพ้ จึงนำความรู้เรื่องข้าวเป็นยามาลองปรับใช้กับตัวเอง เริ่มแรกแม่ชีเริ่มจากการกินข้าวไม่ขัดสีก่อน เพราะข้าวไม่ขัดสีคือข้าวที่อุดมไปด้วยวิตามิน ส่วนข้าวขาวที่ขัดสี ข้าวที่คนส่วนใหญ่ชอบกินนั้นจริงๆ มันคือ “กากข้าว” เป็นส่วนที่แทบไม่มีประโยชน์เลย”

    การสาธิตวิธีฝัดข้าว
           แม่ชีทั้งสอง เล่าต่อไปว่า เมื่อออกสตาร์ทที่ข้าวไม่ขัดสีแล้ว เป้าหมายต่อไปก็คือรวมรวมข้าวสายพันธุ์ต่างๆ มาหุงรวมกันเพื่อทดลองตามตำราที่ได้ร่ำเรียนมา
           
           “ตอนนี้รวบรวมได้ 6 สายพันธุ์ หลักๆ ก็จะเป็นข้างสังหยด ข้าวหอมนิล ข้าวประกายนิล ข้าวมันปู ข้าวกล้องแดง แล้วก็ข้าวดอย ข้าวไร่ ที่ชาวบ้านชาวเขาเขาปลูกในท้องถิ่น ก็ลองนำมาหุงกินดู ผ่านไปสักระยะหนึ่งปรากฏว่าร่างกายดีขึ้นจนสังเกตได้ ที่เคยเจ็บไข้ได้ป่วยง่ายๆ ก็แข็งแรงขึ้น อาการภูมิแพ้ก็หายไป ตอนนี้ก็ยังค้นคว้าอยู่ เดี๋ยวนี้มีงานสมุนไพรและการแพทย์ทางเลือกมากขึ้น ซึ่งนับว่าดี เป็นการให้ความรู้แก่ประชาชน เวลามีงานแบบนี้แม่ชีก็จะพากันมาหาความรู้บ้าง มาศึกษาพันธุ์ข้าวบ้าง”

    พันธุ์ข้าวเหนียวชนิดต่างๆ
           แม่ชีจันแก้ว กล่าวต่อไปอีกว่า แนวคิดต่อยอดเรื่องข้าวเป็นยานี้ มีการนำมาใช้บำรุงและรักษาสุขภาพกันอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสูตรของพ่อเลี้ยงวรรณ พิมพนิช ที่ป่วยเป็นมะเร็งกระดูกสันหลังระยะสุดท้ายและหายเพราะรักษาตัวแนวบริโภคบำบัด และเน้นการรับประทานข้าว 5 ชนิดรวมกัน หรือสูตรของการแพทย์แผนไทยที่ใช้ข้าว 9 ชนิด
           
           “ตอนนี้แม่ชีก็ศึกษาไปเรื่อยๆ เท่าที่ทราบมา การนำข้าวหลายๆ ชนิดมาเข้ายา ปรากฏว่ามีคนนำมาลองหุงแล้วบำรุงสุขภาพและทำให้หลายๆ โรคหายไป อาการป่วยดีขึ้น อย่างของพ่อเลี้ยงวรรณ เมื่อลองกินข้าว 5 ชนิดแล้วหายจากโรคมะเร็ง ก็บริจาคความรู้เป็นวิทยาทาน ของแม่ชีเอง ถ้าเก็บข้อมูลได้ครบและทดลองว่าได้ผลดีแล้ว ก็จะบอกต่อความรู้ให้แก่ประชาชนทั่วไปให้เป็นวิทยาทานเช่นกัน”

    ส่วนนิทรรศการความรู้เรื่องข้าวพื้นเมือง
           แม่ชีทั้งสองท่านยังแนะนำการรักษาสุขภาพแบบง่ายๆ ไม่สิ้นเปลืองเวลา และสามารถนำมาประยุกต์กับชีวิตประจำวันในสังคมอันเร่งรีบได้อย่างสะดวกว่า หากยังไม่สะดวกจะหาข้าวหลากหลายสายพันธุ์มาหุงกินแทนข้าวขาว ก็ควรเปลี่ยนจากข้าวขาวมาเป็นข้าวกล้องก่อน เมื่อกินไประยะหนึ่งร่างกายจะดีขึ้นจนรู้สึกได้

    พันธุ์ข้าวเหนียวชนิดต่างๆ
           แต่หากพอมีเวลาพอจะไปเดินหาซื้อของในห้างสรรพสินค้า ปัจจุบันมีข้าวหลายชนิดหลายสายพันธุ์ถูกนำมาวางขายในห้างสรรพสินค้าแล้ว ตามกระแสการใส่ใจสุขภาพที่มากขึ้นของคนทั่วไป ผู้ที่สนใจอยากลองหุงข้าวรวมๆ กันหลายชนิดเพื่อบำรุงสุขภาพ ก็สามารถซื้อหาได้ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำหลายแห่ง
           
           “เคล็ดลับอีกอย่างที่แม่ชีอยากแนะนำ ก็คือ การดื่มน้ำข้าว น้ำข้าวในที่นี้หลายคนอาจจะคิดว่ายุ่งยากเพราะต้องหุงข้าวแบบโบราณ แต่จริงๆ แล้วสูตรของแม่ชีเป็นการหุงจากหม้อหุงข้าวไฟฟ้านี่แหละ ไม่ยากอะไร เริ่มจากซาวข้าวหุงข้าวในหม้อหุงข้าวไฟฟ้าตามปกติ แต่เติมน้ำให้มากๆ เข้าไว้ แล้วก็กดให้หม้อหุงข้าวทำงาน รอฟังเสียงน้ำเดือด พอน้ำเดือด ก็เปิดฝาก่อน แล้วตักน้ำข้าวออกมาดื่ม น้ำข้าวนี้จะอุดมไปด้วยวิตามิน กินเป็นของดี คนป่วยกินดี แต่จะให้ดีคือกินตั้งแต่ตอนไม่ป่วย กินเพื่อบำรุงสุขภาพได้เรื่อยๆ ทุกวัน และเมื่อตักน้ำข้าวออกมาดื่มแล้ว ก็เติมน้ำลงไปให้พอดีหุงข้าวสุกเป็นข้าวสวยตามปกติ”
           
           แม่ชีจันแดง ทิ้งท้ายด้วยว่า ทุกวันนี้แม่ชีแทบไม่สนใจเลยว่ากับข้าวจะเป็นอะไร เพราะสรรพคุณของข้าว 6 ชนิดรวมกันทำให้แม่ชีร่างกายแข็งแรง แต่เพื่อให้ได้สารอาหารครบหมู่ กับข้าวหลักของแม่ชีส่วนใหญ่จะเป็นผักและปลาจิ้งจ้างตัวเล็กๆ เท่านั้น กินเช่นนี้มานานแล้ว และพบว่าไม่เจ็บไข้ได้ป่วยอันใดเลย

    September 09

    คำเตือนจากเอดส์แนวใหม่

    เยอรมันทำโฆษณาฮิตเลอร์เริงรักสาว เพื่อต้านโรคเอดส์
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 กันยายน 2552 11:58 น.
            เดลี เมล์ - องค์กรโรคเอดส์ในเยอรมันถ่ายทำโฆษณาฉาว ซึ่งตัดต่อภาพขณะที่จอมเผด็จการ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เริงรักกับสาว
           
           ภาพยนตร์โฆษณาเรื่องนี้ซึ่งถ่ายทำโดยองค์กรการกุศลแห่งหนึ่งในเยอรมนี ถ่ายทอดบทรักของชายหญิงคู่หนึ่ง แต่เฉลยตอนท้ายว่า ผู้ชายคือฮิตเลอร์
           
           หนังโฆษณาฉาวดังกล่าว นอกจากจะถ่ายทอดในเวอร์ชันภาษาเยอรมัน สเปน และอังกฤษแล้ว ยังจัดทำในรูปแบบของโปสเตอร์ที่ตัดต่อภาพของจอมเผด็จการโจเซฟ สตาลิน และซัดดัม ฮุซเซน ขณะเริงรักกับสาวเปลือยดัวย
           
           โฆษณาฉาวเรื่องนี้ประทับข้อความว่า “เอดส์คือฆาตกรรายใหญ่”
           
           เรเกินโบเกิน อี.วี.องค์กรสาธารณกุศลเรื่องโรคเอดส์ กล่าวว่า ต้องการทำให้ประชาชนตื่นตัว ด้วยการเชื่อมโยงโรคร้ายกับเหล่าฆาตกรรายใหญ่

    อดอล์ฟ ฮิตเลอร์
           

    โจเซฟ สตาลิน
           

    ซัดดัม ฮุซเซน

    ความคิดเห็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกจาก ดร. ศุภชัย พานิชภักดิ์

    'ดร.ศุภชัย'ฟันธงเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้น
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 กันยายน 2552 21:45 น.
           'ดร.ศุภชัย' ในฐานะเลขาธิการ'อังก์ถัด'ระบุ การดีดตัวของตลาดการเงินโลก และตัวเลขทางเศรษฐกิจเชิงบวกที่มีการประกาศออกมาในขณะนี้ ยังไม่ใช่สัญญาณที่แสดงถึงการฟื้นตัวจากภาวะถดถอยอย่างแท้จริง ขณะที่รายงานประจำปีของอังก์ถัดก็เตือนไม่ให้รัฐบาลประเทศต่างๆ รีบร้อนยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะอาจทำให้วิกฤตเศรษฐกิจโลกเลวร้ายมากยิ่งขึ้น พร้อมฟันธงเศรษฐกิจโลกในปี 2010 ไม่มีทางเติบโตได้เกินร้อยละ 1.6
           
            ดร. ศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการใหญ่ขององค์การการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา ( อังก์ถัด) กล่าวที่เจนีวา, สวิตเซอร์แลนด์ ในงานเปิดตัวรายงานประจำปีขององค์การเมื่อวันจันทร์ (7) ว่า แม้จะเป็นที่แน่ชัดว่าจะต้องมีการฟื้นตัวจากภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่จนถึงขณะนี้ ทางอังก์ถัดยังมองไม่เห็นว่ามีการฟื้นตัวอย่างแท้จริงเกิดขึ้นแต่อย่างใด "ยังไม่มีสัญญาณใดๆ ชี้ว่าบรรดาปัจจัยทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับพื้นฐานมีความแข็งแกร่งขึ้นมาแล้ว" เขาบอก
           
           ดร.ศุภชัยระบุว่า ในความเป็นจริงแล้ว การที่ตัวเลขการผลิตและการบริโภคต่างๆ ในตลาดปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในขณะนี้ ไม่ได้เป็นเพราะเศรษฐกิจฟื้นตัวพ้นจากภาวะถดถอย แต่มีสาเหตุหลักมาจาก "ความกระหาย" ที่ต้องการจะเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

    September 08

    Joseph Stiglit

    กองบรรณาธิการ
    Mr. Smart
    Administrator
    Sr. Member
    *****
    ออฟไลน์ ออฟไลน์

    เพศ: ชาย
    กระทู้: 446



    ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
    « เมื่อ: มีนาคม 03, 2009, 09:49:32 AM »


    Joseph Stiglitz | โจเซฟ สติกลิตซ์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจไทย (ภาพจาก กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์)

    โจเซฟ สติกลิตซ์ กลายเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจให้กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยตอบรับคำเชิญเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

    หลังจากที่ถกเรื่องเศรษฐกิจกันอย่างถูกคอจากการพบปะกันในการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

    โจเซฟ สติกลิตซ์ (Joseph Stiglitz) ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และนักเศรษฐศาตร์รางวัลโนเบล ปี 2001 เจ้าของ "ทฤษฎีข้อมูลที่ไม่สมมาตรกัน" (Theory of information Asymmetry) ซึ่งส่งผลให้ตลาดไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ได้กลายเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจให้กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยตอบรับคำเชิญเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

    โดยเป็นที่ปรึกษาที่รัฐบาลไทยไม่ต้องจ่ายค่าตัวใดใดทั้งสิ้น

    เพราะการให้คำปรึกษาครั้งนี้ของสติกลิตซ์ เป็นการ "แลกเปลี่ยนความคิดเห็น" กับทาง อภิสิทธิ์ และรัฐบาลไทย เนื่องจากทั้งสองมีมุมมองต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่สอดคล้องกัน

    สำหรับคนไทยที่ไม่ได้ข้องแวะกับเรื่องเศรษฐศาสตร์มากนัก ชื่อของสติกลิตซ์ อาจไม่คุ้นหูเท่ากับไมเคิล อี พอตเตอร์ ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาโครงการศึกษาการพัฒนาขีดความสามารถด้านการแข่งขันของ ประเทศไทยในสมัยอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร หรือพอล ครุกแมน ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัย Princeton ที่เป็นขาประจำของรัฐบาลจอร์จ บุช

    สติกลิตซ์เป็นนักเศรษฐศาสตร์สาย Neo - Keynesian ที่เชื่อในกลไลตลาด และการแทรกแซงของภาครัฐด้วยการใช้นโยบายการคลัง และนโยบายการเงิน ที่พวกกลุ่มหัวก้าวหน้าในสหรัฐอเมริกาชื่นชมในตัวเขา โดยเป็นอดีตหัวหน้าคณะที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของ ประธานาธิบดีบิล คลินตัน และอดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก

    เขาเกิดที่มลรัฐอินเดียนาเมื่อปี 1943 และปัจจุบันสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย โดยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการ Global Thought ของมหาวิทยาลัย ในยุครัฐบาลบิล คลินตัน เขาเป็นสมาชิกของสภาที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ และต่อมาเป็นประธานของสภานี้ในช่วงปี 1993- 1997 จากนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าเศรษฐกรและรองประธานอาวุโสของธนาคารโลกในช่วงปี 1997-2000

    สติกลิตซ์ ได้เผยแพร่แนวคิดของเขาผ่านหนังสือ Globalization and Its Discontents และ Making Globalization Work ซึ่งได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง

    โดย Globalization and Its Discontents หรือวิจารณ์การทำงานของไอเอ็มเอฟในปี 2540 ว่า เป็นการทำงานที่ล้มเหลว และเป็นต้นกำเนิดของความยากจนไม่รู้จบ

    Making Globalization Work เป็นภาคต่อของเล่มแรกที่นำเสนอการใช้กระบวนการโลกาภิวัตน์เพื่อปรับปรุงระบบ การเงิน การค้า และการพัฒนาเศรษฐกิจของสังคมโลก

    ล่าสุด The Three Trillion Dollar War เพิ่งตีพิมพ์ออกมาในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เขาวิเคราะห์วิจารณ์ต้นทุนของสงครามอิรัก ซึ่งมิได้เป็นภาระเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่เป็นภาระของโลกด้วย รวมทั้งเสนอยุทธศาสตร์การถอนทหารอเมริกันออกจากอิรัก

    ชื่อเสียงอีกด้านหนึ่งของสติกลิตซ์ คือ การต่อต้านทุนนิยม

    เขาไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อมั่นในระบบทุนนิยมแบบเดิม และการค้าเสรีแบบสุดขั้ว แต่ก็ไม่ใช่จะปฏิเสธเสียทั้งหมด

    ตามความคิดของสติกลิตซ์ ทุนนิยมมี "ข้อบกพร่อง" ของระบบที่ต้องทำการแก้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรกำจัดทุนนิยมทิ้งไป เพราะทุนนิยมก็ทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการให้ความมั่งคั่งกับคนที่ไร้โอกาส แต่ต้องหาวิธีแก้ไขข้อบกพร่องของตลาดให้ได้

    ท่ามกลางความตระหนกของผู้คนหลังจากมูดี้ส์ออกมาประกาศว่า เศรษฐกิจไทยจะแย่สุดในภูมิภาคเอเชีย แต่เสียงชื่นชมของสติกลิทซ์ที่มีต่อรัฐบาลไทยบนเวที World Economic Forum จนถึงกับออกปากชมแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย พร้อมกับกล่าวเตือนในเรื่องการปฏิบัติ จนนำมาซึ่งการตอบรับเป็นกุนซือทางเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลไทยในครั้งนี้ น่าจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทุกภาคส่วนเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ขึ้นมาได้บ้าง


    Tags : โจเซฟ สติกลิตซ์ • Joseph Stiglitz • Neo - Keynesian

    --------
    Ref. :
    - http://www.bangkokbiznews.com
    - http://en.wikipedia.org/wiki/Joseph_Stiglitz
    - http://www2.gsb.columbia.edu/faculty/jstiglitz/
    - http://www.josephstiglitz.com/
    - http://images.google.co.th/images?hl=en&q=Joseph%20Stiglitz

    Photo:
    - http://news.boisestate.edu/newsrelease/archive/2005/082005/stiglitz_joseph(300).jpg

    หนึ่งปีที่รอความยุติธรรม

    เสียงสะท้อนจากเหยื่อ 7 ตุลาฯ 1 ปีที่รอคอยความเป็นธรรม
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 กันยายน 2552 23:20 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    วิชุดา ระดับปัญญาวุฒิ แม่น้องโบว์ (รับไหว้จาก พล.ต.ท.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ยอมขอโทษกรณีกล่าวหาว่าน้องโบว์พกระเบิดไปเอง เมื่อ 16 ก.พ.52)

    ‘เจ๊ก’ธัญญา กุลแก้ว

    ตี๋ - ชิงชัย เจริญอุดมกิจ

    สุวัตร อภัยภักดิ์

    หลังจากการชุมนุมอันยืดเยื้อยาวนานของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งออกมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลภายใต้การนำของระบอบทักษิณ ในช่วงปี 2551 จนกระทั่งสถานการณ์สุกงอม และพันธมิตรฯ ตัดสินใจปิดล้อมอาคารรัฐสภาเพื่อขัดขวางการแถลงนโยบายของรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในวันที่ 7 ต.ค.2551 โดยไม่มีใครคาดคิดว่านายกฯ สมชาย และคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้จะมีจิตใจที่โหดเหี้ยมถึงขนาดสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อาวุธสงครามยิงถล่มและเข่นฆ่าประชาชนเพื่อสลายการชุมนุม โดยมี พล.ต.อ.พัชวาท วงษ์สุวรรณ บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รับบัญชาและสั่งการไปยังนายตำรวจระดับปฏิบัติการ ซึ่งจากคำสั่งดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมเสียชีวิต บาดเจ็บและพิการ เป็นจำนวนถึง 400 กว่าคน
           
           ซึ่งล่าสุด คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติชี้มูลความผิดนักการเมืองและนายตำรวจทีมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ดังกล่าว รวม 4 คน คือ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ โดยมีความผิดวินัยร้ายแรง ต้องออกจากราชการ และมีความผิดทางอาญาต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ
           
           คำตัดสินดังกล่าวเป็นเหมือนแสงสว่างแห่งความยุติธรรมที่ถูกจุดขึ้นท่ามกลางความมืดมิดในสังคม ซึ่งได้สร้างความหวังและกำลังใจให้แก่บรรดาเหยื่อ 7 ต.ค. ที่ต่างต้องทนทุกข์กับบาดแผลในใจมานานเกือบ 1 ปีเต็ม
           
           แม่น้องโบว์ กับ 1 ปีที่ทนทรมาน
           
           นางวิชุดา ระดับปัญญาวุฒิ มารดาของ ‘น้องโบว์’ น.ส.อังคนา ระดับปัญญาวุฒิ ซึ่งเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมในวันที่ 7 ต.ค. แสดงความเห็นถึงผลการตัดสินของ ป.ป.ช.ในคดีดังกล่าว ว่า
           
           “ตอนนี้ก็รู้สึกพอใจระดับหนึ่ง เพราะนักการเมืองและนายตำรวจเหล่านี้ร่วมกันทำลายชีวิตประชาชน ที่ผ่านมาเราต้องรอผลการตัดสินนานถึง 1 ปี ทั้งที่น้องโบว์เสียชีวิตจาการออกไปร่วมชุมนุมเพื่อปกป้องประเทศชาติ มันทรมานจิตใจมาก (เสียงสะอื้น) ชีวิตประชาชนไม่มีความหมายหรืออย่างไร ทำไมการพิจารณาคดีถึงล่าช้าขนาดนี้ คนที่บาดเจ็บพิการเขาก็ต้องทนทุกข์ทรมานกับการรอคอยผลการตัดสินในคดีนี้ซึ่งไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไร ต่อจากนี้ก็จะรอดูว่า อัยการจะพิจารณาส่งฟ้องศาลหรือไม่ นายกรัฐมนตรีจะนำความเป็นธรรมกลับคืนสู่สังคมได้จริงไหม
           
           ถ้าสุดท้ายอัยการส่งฟ้องศาลและศาลตัดสินว่าบุคคลดังกล่าวมีความผิด ก็อาจจะช่วยลบบาดแผลในใจออกไปได้บ้าง แต่ก็ต้องถามต่อไปว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการสั่งการของบุคคลเหล่านี้ใครจะรับผิดชอบ ประชาชนที่เสียชีวิตจากยิงถล่มด้วยอาวุธสงคราม ประชาชนที่บาดเจ็บพิการและทำมาหากินไม่ได้ใครจะช่วยเหลือดูแลและชดเชยในสิ่งที่เขาสูญเสีย น้องโบว์ต้องมาตายในขณะที่เขาเรียนจบแล้ว สามารถทำงานหาเลี้ยงพ่อแม่ได้ สารวัตรจ๊าบ (พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี เสียชีวิตจากเหตุระเบิดในการชุมนุมวันที่ 7 ต.ค.2551) ที่เสียชีวิต ลูก-เมียเขาจะทำอย่างไร คิดว่าศาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องให้ความความเป็นธรรมและชดเชยสิ่งที่ผู้ชุมนุมและญาติพี่น้องของเขาสูญเสียไปด้วย”
           
           นางวิชุดา บอกว่าที่ผ่านมาเธอรู้สึกเจ็บปวดที่ประเทศไทยต้องตกอยู่ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลระบอบทักษิณซึ่งนอกจากจะเต็มไปด้วยการฉ้อฉลและทุจริตคอร์รัปชั่นแล้ว ยังมีจิตใจที่โหดเหี้ยม ทำลายได้กระทั่งประชาชนสองมือเปล่า
           
           “มันเจ็บปวดมากที่เราเกิดมาในยุคที่มีรัฐบาลอำมหิตโหดร้ายขนาดนี้ เขาสั่งให้ยิงประชาชนที่มาชุมนุมหน้ารัฐสภา ทั้งที่เราชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ที่ผ่านมาเราเคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาลคอร์รัปชั่นลาออก แต่เราไม่เคยทำร้ายใคร ไม่เคยทำลายสถานที่ราชการ ไม่เหมือนกับพวกเสื้อแดงที่เอาน้ำมันมาราดแล้วจุดไฟเผารถเมล์ แม้แต่น้องโบว์ที่เสียชีวิตเพราะคำสั่งฆ่าของเขา ตำรวจที่ดูแลคดีนี้ก็ยังมาใส่ร้ายหาว่าน้องโบว์พกระเบิดมาเองเพื่อสร้างสถานการณ์”
           
           แม้จะต้องพบเจอกับความโหดร้ายและต้องเสียลูกสาวไปในการชุมนุมกู้ชาติ แต่วิชุดาก็ยังคงยืนยันที่จะเดินหน้าทำหน้าที่ของประชาชนผู้รักชาติต่อไปไม่ว่าจะมีอันตรายอะไรอยู่เบื้องหน้า
           
           “ถึงวันนี้เราจะสูญเสียลูกสาวไป แต่ดิฉันและสามี (นายจินดา ระดับปัญญาวุฒิ)ก็ยังยืนยันที่จะต่อสู้เพื่อปกป้องประเทศชาติต่อไป เพราะถ้าเราไม่สู้ การเสียชีวิตของน้องโบว์ก็คงจะสูญเปล่า เราจะสู้เท่าที่ประชาชนสองมือเปล่าจะทำได้ แต่ก็อยากฝากถึงผู้มีอำนาจ ฝากถึงรัฐบาลและท่านนายกฯอภิสิทธิ์ ว่าถ้ารัฐบาลกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง ทำเพื่อชาติบ้านเมือง ทำเพื่อลูกหลานในอนาคต ประชาชนก็จะออกมาปกป้องท่าน แต่ถ้าท่านเห็นแก่พวกพ้องและทำให้บ้านเมืองเสียหายประชาชนก็จะเป็นคนล้มท่านเหมือนกัน”
           
           ‘เจ๊ก ธัญญา’ วันนี้ที่รอคอย
           
           ด้าน ‘เจ๊ก’ธัญญา กุลแก้ว พันธมิตรชุมพรที่ต้องสูญเสียขาข้างซ้ายจากการสลายการชุมนุม 7 ต.ค. บอกว่า เขารอวันนี้มานานแล้ว รอวันที่มีผู้มีอำนาจที่สั่งฆ่าประชาชนจะได้รับผลแห่งกรรมที่ได้กระทำไว้ ตอนนี้พันธมิตรฯเริ่มที่จะเห็นแสงสว่างบ้างแล้ว หลังจากที่ต้องต่อสู้กับความอยุติธรรมทุกรูปแบบ
           
           “ผมรอวันนี้มานานมาก ตั้งแต่ลูกยิงด้วยระเบิดจนขาขาด ต้องนอนอยู่โรงพยาบาลนานถึง 9 เดือน แต่ที่ผ่านมาคดีไม่มีความคืบหน้าเลย วันนี้ ป.ป.ช.ตัดสินชี้มูลความผิดนักการเมืองและนายตำรวจที่สั่งยิงประชาชนเราก็มีความหวังขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยความยุติธรรมก็ยังมีในโลก หลังจากนี้เชื่อว่าพันธมิตรที่บาดเจ็บล้มตายจะรับความยุติธรรม และโทษที่คนพวกนี้ได้รับก็ถือว่าสามกับความผิดแล้ว ตอนนี้เราก็มั่นใจว่าคดี 7 ตุลาฯ คงไม่เป็นมวยล้ม
           
           จริงๆ แล้วผมก็อยากให้มีการฟ้องเรียกค่าชดเชยให้แก่คนที่บาดเจ็บ พิการ หรือเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม 7 ตุลาฯด้วย เพราะถือว่าตรงนี้เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่เราควรได้รับ อย่างตัวผมถึงสุขภาพตอนนี้จะดีขึ้นมากแต่ยังทำมาหากินไม่ได้ คือกำลังใจดี สภาพร่างกายก็ดีขึ้น ตอนนี้ใส่ขาเทียมแล้ว กำลังฝึกเดินอยู่ แต่ยังไม่คล่องเท่าไร ก็เลยยังทำงานอะไรไม่ได้ ต้องอาศัยทางบ้านเลี้ยงดูอยู่ ”
           
           ธัญญา ยังได้พูดถึงการต่อสู้ทางการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หลังคำตัดสินสินในคดี 7 ต.ค.ว่า พันธมิตรจำเป็นที่จะต้องเดินหน้าสร้างการเมืองใหม่ต่อไปเพื่อขจัดปัญหาคอร์รัปชั่นและป้องกันไม่ให้ใครคนใดคนหนึ่งเข้ามาฉกฉวยทรัพยากรที่ควรเป็นของประคนไทยทั้งประเทศไปเป็นของตัวเองหรือพวกพ้อง
           
           “ผมอยากให้พันธมิตรเดินหน้าสร้างการเมืองใหม่ให้สำเร็จ เพราะไม่เช่นนั้นเราก็แก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นที่มันมีมาทุกยุคทุกสมัยไม่ได้เสียที ถ้าถามผม ผมก็พร้อมจะเดินหน้าสู้ไปพันธมิตรฯ เพราะขาก็เสียไปแล้ว ตอนนี้ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว” เจ๊ก กล่าวด้วยน้ำเสียงที่มุ่งมั่น
           
           ‘ตี๋ ชิงชัย’ ขอให้ดำเนินคดีถึงที่สุด
           
           ขณะที่ ตี๋ - ชิงชัย เจริญอุดมกิจ ศิลปินอิสระและสมาชิกเครือข่ายศิลปินกู้ชาติ ซึ่งต้องเสียแขนข้างขวาที่ใช้ในการสร้างงานศิลปะไปกับการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค. แสดงทัศนะในเรื่องนี้ว่า คำตัดสินของ ป.ป..ช.ครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับพันธมิตรฯทุกคน และเขาก็หวังว่าจะมีการดำเนินคดีนี้อย่างถึงที่สุด เพื่อให้สังคมเห็นว่าไม่ว่าบุคคลคนนั้นจะมีอำนาจมากมายขนาดไหน แต่เมื่อเขาใช้อำนาจโดยมิชอบสั่งฆ่าประชาชนอย่างโหดเหี้ยมเขาก็ต้องรับโทษตามกฎหมาย
           
           “วันนี้ถือว่าเป็นข่าวดีนะครับ เป็นความถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนตัวผมให้อภัยนายตำรวจชั้นผู้น้อยเพราะถือว่าเขาถูกสั่งมา แต่ในส่วนของระดับสั่งการผมเห็นว่าควรได้รับโทษตามความผิดที่เขาได้ทำไว้ ซึ่งผมก็หวังว่าคงจะมีการดำเนินคดีกับนักการเมืองและข้าราชการที่เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุด และก็ขอบอกว่าถ้าผลสรุปของคดีมันไม่ถูกต้องและเป็นธรรม พี่น้องพันธมิตรเราคงไม่ยอมแน่ ถ้าผู้มีอำนาจทำในสิ่งที่ถูกต้องเราก็พร้อมจะมอบดอกไม้แสดงความชื่นชม แต่ถ้ามันไม่มันถูกต้องเราก็พร้อมจะมอบก้อนอิฐให้เช่นกัน
           
           ที่ผ่านมาถึงการพิจารณาคดีจะล่าช้า แต่ผลที่ออกมาเราได้รับความเป็นธรรมก็ถือว่าดีกว่าเร็วแต่เป็นมวยล้ม ต่อจากนี้ก็คงต้องรอดูว่าอัยการจะส่งฟ้องหรือไม่ และศาลจะตัดสินอย่างไร ซึ่งถ้าสุดท้ายศาลตัดสินว่านักการเมืองและนายตำรวจเหล่านี้มีความผิดมันก็จะเป็นกำลังใจให้เราทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองต่อไป และถือว่าสิ่งที่เราสูญเสียไปนั้นมันคุ้มค่า”
           
           ตี๋ ได้พูดถึงสุขภาพและการดำเนินชีวิตในวันนี้ของเขาว่า แม้จะสูญเสียแขนขวาซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่เขาใช้ในการวาดรูปขายเพื่อนำรายได้มาเลี้ยงครอบครัว แต่เขาก็ไม่ท้อถอย โดยนอกจากจะหัดวาดภาพด้วยมือซ้ายแล้ว ตอนนี้เขายังฝึกวาดภาพด้วยแขนขวาที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวอีกด้วย
           
           “สุขภาพตอนนี้ก็แข็งแรงดีครับ ทั้งสุภาพกาย สุขภาพใจ (ยิ้ม) ผมวาดภาพด้วยมือซ้ายได้แล้ว และตอนนี้ก็กำลังจะสร้างความมหัศจรรย์ด้วยมือขวา คือพี่วสันต์ (วสันต์ สิทธิเขตต์)แกแนะนำให้ผมลองใช้มือขวาวาดภาพ โดยให้เอาพู่กันพันเทปกาวติดกับมือขวาไว้แล้วลองวาดดู ผมก็ทำตาม ปรากฏว่าผมยังสามารถบังคับมือขวาให้วาดรูปได้ (ยิ้ม ตาเป็นประกาย) ซึ่งถ้ามีโอกาสผมจะโชว์วาดรูปด้วยมือทั้งสองข้าง เชื่อว่างานนี้จะช่วยสร้างกำลังให้ใครอีกหลายๆ คนที่กำลังท้อแท้อยู่” ตี๋ กล่าวตบท้ายถึงสิ่งที่เขาตั้งใจไว้
           
           ทนาย พธม.เดินหน้าฟ้องเรียกค่าเสียหาย
           
           แม้ในส่วนของ ป.ป.ช.จะทำได้เพียงชี้มูลความผิดในคดีสลายการชุมนุม 7 ต.ค.เฉพาะในส่วนของคดีอาญาเท่านั้น แต่ทีมทนายพันธมิตรฯก็หาได้เพิกเฉยต่อความสูญเสียของประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อในวันที่ 7 ต.ค. โดย นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ระบุว่า ขณะนี้เขาเตรียมที่จะยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนักการเมืองและข้าราชการที่มีส่วนข้องในการสลายการชุมนุมดังกล่าว เนื่องจากเป็นการกระทำที่ส่งผลให้มีผู้พิการและบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก
           
           “การตัดสินของ ป.ป.ช.ในวันนี้นั้นถือเป็นคำตัดสินใจในคดีอาญา คือชี้มูลความผิดว่านักการเมืองและนายตำรวจที่มีส่วนในการสั่งสลายการชุมนุมมีความผิดวินัยร้ายแรง ต้องถูกปลดออกจากราชการ และต้องได้รับโทษจำคุก 1-10 ปี แต่ในส่วนของการชดใช้ความเสียหายต่อร่างกายและชีวิตของผู้ชุมนุมซึ่งถือความผิดทางแพ่งนั้นไม่ได้อยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช.ที่จะพิจารณา ดังนั้นทางทนายพันธมิตรจึงจะยื่นฟ้องในเรื่องนี้เอง โดยจะยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ภายในวันที่ 7 ต.ค.นี้
           
           ซึ่งบุคคลที่เราจะยื่นฟ้องนั้นจะมีมากกว่าที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ทั้งในระดับสั่งการและระดับปฏิบัติการ คือเราจะฟ้องหมดทุกคนที่มีหลักฐานสาวไปถึง ฟ้องคนที่สั่งการด้วย ตำรวจที่ยิงและขว้างระเบิดใส่ผู้ชุมนุมด้วย ขณะนี้เรากำลังประเมินมูลค่าความเสียหาย ซึ่งแต่ละรายก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของบาดแผล ผู้ที่พิการ หรือเสียชีวิตก็สมควรที่จะได้รับเงินชดเชยที่มากกว่าผู้ที่บาดเจ็บ และนอกจากนั้นก็จะยื่นฟ้องในคดีอาญากับนักการเมืองและข้าราชการตำรวจอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่ง ป.ป.ช.ไม่ได้ชี้มูลความผิดด้วย”
           
           ทนายสุวัตร ชี้แจงว่า เหตุที่ทางทนายพันธมิตรฯ เห็นควรว่าต้องยื่นฟ้องนายตำรวจระดับปฏิบัติการด้วยก็เพราะเห็นว่านายตำรวจเหล่านี้รู้ดีอยู่แล้วว่าคำสั่งที่ให้ใช้อาวุธร้ายแรงในการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 นั้นเป็นคำสั่งที่มิชอบ แต่นายตำรวจเหล่านี้ก็ยังยินดีทีจะปฏิบัติตาม ทั้งๆ ที่รู้ว่าตนกำลังทำร้ายและเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์
           
           “เราจะฟ้องกราวรูด คือฟ้องตั้งแต่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นคนสั่งการ จนถึงตำรวจที่ตั้งแถวยิงประชาชน โดยจะฟ้องในข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน เพราะตำรวจพวกนี้เขาย่อมรู้อยู่แล้วว่าคำสั่งที่เขาได้รับเป็นคำสั่งที่มิชอบ การชุมนุมครั้งนี้ไม่มีการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจ และก็เป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ตำรวจจะสลายการชุมนุม ที่สำคัญเขารู้ตั้งแต่ช่วงเช้าแล้วว่าอาวุธที่เขาใช้ทำให้คนบาดเจ็บถึงขนาดเท้าขาด แต่ตำรวจพวกนี้ก็ยังสาดกระสุนใส่ประชาชนตั้งแต่เช้ายันดึก ซึ่งก็ต้องถามว่าถ้าผู้บังคับบัญชาสั่งให้คุณไปปล้นธนาคาร คุณจะไปไหม แต่นี่มันยิงกว่าการปล้น เพราะเขาสั่งให้ฆ่าประชาชน มันชัดเจนว่ามันผิด มันไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่คุณก็ยังยินดีทำตามคำสั่ง เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องมีความผิดด้วย
           
           นับแต่นี้คงต้องรอดูว่าสุดท้ายแล้ว คดี 7 ต.ค.จะจบลงเช่นไร อัยการจะส่งฟ้องศาลหรือไม่ ศาลจะตัดสินอย่างไร และประชาชนผู้รักชาติจะได้รับความเป็นธรรมอย่างที่คาดหวังหรือไม่ เพราะนี่จะเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้ เลือกที่จะอยู่ข้าง ‘คนดี’ หรือ ‘คนที่มีอำนาจ’
           
           ////////////////
           
           เรื่อง – จินดาวรรณ สิ่งคงสิน

    หนุ่มเอ็ม - ดนุพล ภักดีรัตน์

    เป่าแคนกลางสยาม ยามว่างของ “เอ็ม-ดนุพล” นร.ช่างเทคนิคชลบุรี
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 กันยายน 2552 07:55 น.
           คงไม่มีใครคาดคิดว่า จู่ๆ หนุ่มวัยโจ๋เด็กช่าง จะลุกขึ้นมาหยิบจับดนตรีพื้นบ้านภาคอีสาน อย่าง “แคนอีสาน” ขึ้นมาเปิดคอนเสิร์ตขนาดย่อมๆ ใจกลางศูนย์รวมวัยรุ่น อย่างสยามสแควร์ ทว่า ไม่เชื่อก็ต้องเชื่ออีกเพราะขณะนี้เสียงแคนแห่งกลิ่นอายบ้านนาได้ถูกขับกล่อม ณ บริเวณนี้มาเป็นระยะเวลาแรมเดือนแล้ว
           
           กิจกรรมชิลล์ๆ ไม่แคร์ใครดังกล่าว...เป็นกิจกรรมยามว่างของ “หนุ่มเอ็ม-ดนุพล ภักดีรัตน์” นักเรียนชั้น ปวช.3 จากโรงเรียนเทคนิคชลบุรี
           
           เอ็ม เล่าถึงที่มาที่ไปกว่าจะมายืนเป่าแคนประจำที่ตรงนี้ ว่า เขาเริ่มต้นจากความชอบในดนตรีอีสานอย่างโปงลางมาก พอฝึกฝนจนชำนาญ ก็อยากแสดงออกแต่ไม่มีเวที ประจวบกับเป็นจังหวะที่ตนเองขึ้นมาฝึกงานที่กรุงเทพ จึงเอาโอกาสนี้เป็นเวทีทำเงิน
           “ผมได้ทำในสิ่งที่ชอบและเป็นประโยชน์ด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรมอีสานให้เพื่อนๆวัยรุ่นได้เห็น”
           
           หลังเลิกฝึกงานในตำแหน่งช่างยนต์ที่อู่รถแห่งหนึ่งย่านจรัญสนิทวงศ์ เอ็ม จะรีบคว้าแคนคู่ใจขึ้นรถเมล์ดิ่งตรงมายังสยามสแควร์ซอย 5 บริเวณหน้าบันไดทางขึ้นรถไฟฟ้าทุกวัน ตั้งแต่เวลา 5 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม
           
           “มันกลายเป็นกิจวัตรไปแล้วครับ ที่จะต้องมายืนเป่าแคนตรงนี้ ผมจะงดต่อเมื่อฝนตกเท่านั้น คนที่ผ่านไปผ่านมาให้เสียงตอบรับที่ดีโดยเฉพาะฝรั่ง ก็ทำให้เรามีกำลังใจมาทุกวัน กับวัยรุ่นด้วยกันก็มีบ้างที่หยุดมองยกนิ้วให้ ภูมิใจครับที่ได้ทำในสิ่งที่ผมรัก” หนุ่มแคนเสียงใสเล่าไปยิ้มไปพร้อมเผยถึงรายได้ว่า ตกอยู่ที่ราว 600-700 บาทต่อ แต่ก็มีบางวันที่ไม่ได้เลย

    September 03

    ด.ช. หม่อง ทองดี

    บัวแก้วให้ความช่วยเหลือดช.หม่อง ทองดี

    ออกเอกสารเดินทางคนต่างด้าวเล่มสีเหลืองชนิดอ่านได้ด้วยเครื่อง มีอายุใช้ได้ 1 ปี ให้แก่เด็กชายหม่อง ทองดี พร้อมกับออก Re-Entry Visa ให้เดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักร หลังเดินทางออกไปแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับที่ญี่ปุ่น

    หลังที่มีรายงานข่าวในสื่อมวลชนว่า เด็กชายหม่อง ทองดี ซึ่งไม่ใช่บุคคลสัญชาติไทย แต่เป็นคนต่างด้าวที่รัฐบาลมีนโยบายผ่อนผันให้พักอาศัยในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ขออนุญาตเดินทางออกไปแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับที่ประเทศญี่ปุ่น นั้น

    วันนี้ (2 ก.ย.) กระทรวงการต่างประเทศ แจ้งว่า
      ที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทย โดยสำนักกิจการความมั่นคงภายใน ส่วนประสานราชการ ได้เคยพิจารณาอนุญาตเป็นรายกรณี โดยกระทรวงมหาดไทยมีหนังสือขอความร่วมมือกระทรวงการต่างประเทศให้ออกเอกสารเดินทางประเทศที่เหมาะสม และสามารถตรวจลงตราได้ โดยได้ยืนยันว่าคนต่างด้าวดังกล่าว สามารถเดินทางกลับเข้ามาพำนักอาศัยในราชอาณาจักไทยได้อีก

    ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศ สามารถออกเอกสารเดินทางคนต่างด้าว (Travel Document for Aliens) เล่มสีเหลืองชนิดอ่านได้ด้วยเครื่อง มีอายุใช้ได้ 1 ปี ให้แก่เด็กชายหม่อง ทองดี พร้อมกับออก Re-Entry Visa ให้เดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักรอีก ทั้งนี้ โดยอาศัยหนังสือยืนยันจากกระทรวงมหาดไทยเป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินให้ต่อไป

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยทราย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่พาเด็กชายหม่อง
      นักเรียนชั้นป.4 ซึ่งเป็นเด็กไร้สัญชาติ ลงเครื่องที่ท่าอากาศยานดอนเมือง เข้ากรุงเทพฯ แล้ว เตรียมที่จะเดินทางไปยังกระทรวงมหาดไทย ร้องเรียนขอหนังสืออนุญาตเดินทางออกนอกประเทศเป็นกรณีพิเศษ เพื่อไปแข่งขันพับเครื่องบินกระดาษที่ประเทศญี่ปุ่น ช่วงวันที่ 18 - 20 กันยายนนี้

    เด็กชายหม่องซึ่งพับเครื่องบินกระดาษ แล้วร่อนโชว์ และให้สัมภาษณ์ว่า ขอโอกาสผู้ใหญ่ใจดี ที่จะอนุญาตให้เดินทางไปแข่งขันที่ญี่ปุ่นครั้งหนึ่งในชีวิตเท่านั้น เพราะตอนนี้ ติดปัญหาการเดินทางตรงที่เป็นเด็กไร้สัญชาติ

    ไทยรัฐ 2 กันยายน  2552

     

     

    บริการใหม่ที่พี่น้องไทยจะไปเยี่ยมพี่น้อง สปป ลาว.

    มาลุ้นรถบัสเวียงจันทน์-กทม., เชียงใหม่-หลวงพระบาง
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 กันยายน 2552 01:55 น.

    ภาพถ่ายวันที่ 30 มี.ค.2551 "รถโดยสารระหว่างประเทศ" คันนี้ ออกจากสถานีรถโดยสารตลาดหนองจันทน์ มุ่งหน้าสู่สะพานมิตรภาพลาว-ไทย เพื่อข้ามไปฝั่งหนองคาย โดยมีปลายทางที่อุดรธานี วันข้างหน้าก็อาจจะมีอีกหลายคันเขียนเอาไว้ด้านข้างว่า "นครหลวงเวียงจันทน์-บางกอก" ..ประมาณนั้น

    ไทยจะไปคารวะ สปป.ลาวด้วยรถทัวร์สายใหม่

    ASTVผู้จัดการรายวัน-- เจ้าหน้าที่ไทยและลาวได้เสนอรัฐบาลของสองประเทศเปิดเส้นทางรถยนต์โดยสารประจำทางเพิ่มขึ้นอีกหลายสาย รวมทั้งสายยาวเวียงจันทน์-กรุงเทพฯ ด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การไปมาหาสู่กันและลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางหลายทอดหลาย ขณะที่รถโดยสารที่เปิดให้บริการในปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้เพิ่มมากขึ้น
           
           นายชัยรัตน์ สงวนชื่อ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก นำคณะเจ้าหน้าที่ของไทยไปร่วมประชุมเรื่องนี้กับฝ่ายลาวที่นำโดย นางเวียงสะหวัน สีพันดอน หัวหน้ากรม (อธิบดี) ขนส่ง กระทรวงโยธาการและขนส่งลาว ซึ่งจัดขึ้นในแขวงเชียงขวาง สัปดาห์ที่แล้ว ทั้งนี้เป็นรายงานของสำนักข่าวสารปะเทดลาว (ขปล.)
           
           ปัจจุบันไทยและลาวได้ร่วมกันอนุญาตให้เปิดเดินรถโดยสารประจำทางรวม 5 เส้นทางด้วนกัน คือ เวียงจันทน์-หนองคาย เวียงจันทน์-อุดรธานี เวียงจันทน์-ขอนแก่น ปากเซ-อุบลราชธานี กับ เส้นทางสะหวันนะเขต-มุกดาหาร ซึ่งที่ผ่านมาหลายเส้นทางมีผู้นิยมใช้มากขึ้น ขปล.กล่าว
           
           ฝ่ายลาวได้เสนอให้เปิดเส้นทางเดินรถประจำทางเพิ่มจำนวน 3 สายคือ เวียงจันทน์-นครราชสีมา เวียงจันทน์-กรุงเทพฯ และสายท่าแขก (คำม่วน)-นครพนม โดยข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 ขณะที่ฝ่ายไทยเสนอ เปิดรถโดยสารประจำทางสายยาว 2 สาย คือ เชียงใหม่-เชียงราย-บ่อแก้ว-อุดมไซ-หลวงพระบาง กับสาย เชียงราย-เชียงของ-ห้วยทราย-บ่อเต็น ตามทางหลวงสาย "อา3อา" (A3a) ซึ่งอยู่ติดชายแดนจีน
           
           "ข้อเสนอทั้งหมดนี้แต่ละฝ่ายจะนำเสนอระดับบนของตน เพื่อค้นคว้าพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในขั้นต่อไป" ขปล.กล่าว
           
           ตามรายงานของสำนักข่าวทางการ สองฝ่ายยังได้สรุปและประเมินผลการปฏิบัติความตกลงด้านการขนส่งทางบกในปีที่ผ่านมา บนจิตใจและเนื้อหาในบันทึกการประชุมปรึกษาหารือการขนส่งทางบกระหว่างไทยกับลาวที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ในเดือน ก.ย.2551
           
           สองฝ่ายยังปรึกษาหารือภายใต้บรรยากาศแห่งความเข้าอกเข้าใจและอย่างตรงไปตรงมา เกี่ยวกับปัญหาที่ทำให้การขนส่งมีความล่าช้าไม่สะดวก


    ถ้าหากไทยกับลาวสามารถตกลงกันได้ คงอีกไม่นานหลังจากนั้น ก็จะเกิดมีรถบัสโดยสารระหว่างประเทศสายยาวๆ เพิ่มขึ้นอีก 2-3 เส้นทาง สร้างมิติใหม่ๆ ด้านการคมนาคมขนส่งในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง
           ฝ่ายลาวได้เสนอให้ไทยพิจารณาเพิ่มเติม ปัญหาการตรวจตามด่านตรวจต่างๆ ที่มีความล่าช้า "บางจุดมีทั้งตำรวจและศุลกากรตรวจตามรายทาง" ปัญหาการใช้บัตรผ่านแดนเส้นทางเวียงจันทน์-ขอนแก่น การยกเว้นค่าธรรมเนียมที่สะพานมิตรภาพ 1 (หนองคาย-ท่านาแล้ง) และอื่นๆ
           
           ส่วนฝ่ายไทยได้ยกปัญหาการขึ้นค่าธรรมเนียมรถยนต์ที่วิ่งข้ามแดนเข้าลาว จากคันละ 250 เป็น 700 บาท นอกจากนั้นฝ่ายไทยยังสะท้อนปัญหาการลักลอบขนยาเสพติดไปกับรถโดยสารประจำทาง และปัญหาการขนส่งนักท่องเที่ยวไปเที่ยวแขวงสะหวันนะเขต สื่อของลาวกล่าวโดยไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะของปัญหาต่างๆ ดังกล่าว
           
           ลาวและไทยได้ตกลงจะให้มีการประชุมหารือเกี่ยวกับการขนส่งทางบกเป็นประจำทุกปี โดยหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ
           
           สองประเทศได้ตกลงร่มกันก่อสร้างสะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 (ท่าแขก-นครพนม) มีการวางศิลาฤกษ์โครงการนี้เมื่อปีที่แล้ว หลังจากมีความล่าช้ามา 1 ปีเต็ม เนื่องจากค่าก่อสร้างที่พุ่งสูงขึ้น เช่นเดียวกันกับโครงการสะพานมิตรภาพแห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลก
           
           ไทย ลาวและจีน ได้ตกลงร่วมกันออกค่าใช้จ่ายสร้างสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำโขงแห่งล่าสุด เพื่อทะลุทางหลวงเอเชียสาย3เอ (A3a) หรือ “สาย 3 ตะวันออก” (R3e) จากชายแดนจีนเข้าสู่ประเทศไทยเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การคมนาคมขนส่งระหว่างสามประเทศ.

    September 02

    นี่ ยัง .......

    ใหญ่จริง!...เปิดรั้วมอเตอร์เวย์ ขนไม้สักสร้างบ้าน
    โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 2 กันยายน 2552 12:04 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    "พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ" ผบ.ตร.

    "สมถวิล วงษ์สุวรรณ" ภรรยา พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. เจ้าของสมถวิลรีสอร์ท

    สมถวิลรีสอร์ท


    00...ทันที...ที่ ASTVผู้จัดการ ได้นำเสนอข้อมูลที่สาธารณะชนควรรู้ "อลังการรีสอร์ตไม้สักทองมูลค่านับร้อยล้านบาทย่านบางพลี ที่มีชื่อ “2 ตำรวจหญิงลูกสาวพัชรวาท” เป็นเจ้าของ ภายใต้ชื่อ"สมถวิลรีสอร์ต"....ทำให้ผู้คน ต่างตกตะลึง ในความโอ่ อ่า หรู หรา ของรีสอร์ต แห่งนี้ ว่าท่านได้แต่ใดมา...
           
           ชาวบ้านผู้รักความเป็นธรรม และเกลียดตำรวจผู้บ้าอำนาจ เป็นชีวิต จิตใจ ที่อาศัยอยู่ย่านนั้น....แจ้งให้ได้รับรู้ว่า พวกเขาสุดจะทน!!!...กับความไม่ชอบมาพากลของรีสอร์ตแห่งนี้...
           
           หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เขาได้แต่เพียงสงสัยว่า รีสอร์ตหรู ไม้สักทองทั้งหลัง เป็นของใครกันแน่ พร้อมๆกับตั้งคำถามกันในหมู่ชาวบ้าน ผู้หาผัก หาปลา ในย่านนั้นว่า...ไม้สักมากขนาดนั้น เป็นไม้ที่ถูกกฎหมายหรือไม่?
           
           ไม่แต่เพียงแค่นั้น...ชาวบ้านยังเล่าว่า ขณะที่ก่อสร้างได้มีรถตำรวจขับนำรถบรรทุกไม้มา ทางถนนมอเตอร์เวย์ เมื่อมาถึงจุดที่จะเข้า อาณาจักร ผบ.ตร.ตำรวจได้เปิดช่องทางพิเศษ โดยการเปิดรั้ว ของถนนมอเตอร์เวย์ ออกเพื่อนำไม้เข้าไปสร้างบ้าน ซึ่งถือว่า ใช้อำนาจเต็มแบบสุดๆๆ
           

           เพราะปกติ ถนนมอเตอร์เวย์ จะมีตะแกรงกั้น 2 ข้างทางไม่สามารถที่จะเปิดออกได้ และหากใครจะเข้าไปบริเวณพื้นที่นั้น ต้องออกทางด่านเก็บเงินอย่างเดียวเท่านั้น....
           

           00...จากคำถาม"รีสอร์ต ร้อยล้านท่านได้แต่ใดมา"ทำให้นึกถึง เรื่องเล่าในหมู่ นักวิ่งเต้นแห่งยุทธจักรโล่ห์เงิน ที่พูดกันให้แซดว่า ขณะนี้เขาไม่จ่ายเงินโดยมีหลักฐานให้จับได้หรอก...แต่วันนี้ เป็นการวิ่งเต้นรูปแบบใหม่ค้ำจุนธุรกิจรีสอร์ต"คุณนายเอส"....
           
           โดยเรื่องนี้...ในวงการสีกากีมีการปิดกันให้แซ่ดว่า หากใครอยากให้ตัวเองได้เลื่อนตำแหน่ง มีโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หรือได้ย้ายไปอยู่ในโรงพักเกรดเอ แม้กระทั่งไปอยู่ในหน่วยที่สามารถทำเงิน จะต้องมีการบริจาค....
           
           เสมือนเป็นการสร้างวัด สร้างโบถส์ วิหาร ซึ่งผู้มีจิตศรัทธา ที่อยากให้ตัวเองหรือคนใกล้ชิดได้บุญกุศล ได้สมปรารถนา ต่างก็ทำบุญโดยการบริจาคเงินเพื่อซื้อหลังคาโบถส์ หลอดไฟ ค่าไฟ หรืออะไรก็ตามแต่ที่จะช่วยทำนุบำรุงวัด
           
           ในวงการตำรวจก็เช่นเดียวกัน แต่การบริจาคส่วนใหญ่ไม่ใช่กิจกรรมเพื่อศาสนาแต่อย่างใด แต่เป็นการค้ำจุน ธุรกิจรีสอร์ตของ"คุณนายเอส"ซึ่งเป็นหลังบ้านของบิ๊กสีกากี รายหนึ่ง
           

           ว่ากันว่าทุกครั้งที่มีการแต่งตั้งโยกย้ายหากจะให้สมประสงค์ดั่งใจหวัง ต้องมีการบริจาค หน้าต่าง ประตู ไม้ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ สัตว์เลี้ยง อาทิ ปลาแพงๆ หรือแม้กระทั่งต้นไม้ ใบหญ้า ก็ไม่มีข้อยกเว้น ขาดเหลืออะไรขอให้บอก...เล่นมีผู้สนับสนุนดีขนาดนี้มีหรือธุรกิจจะไม่รุ่ง
           
           การแต่งตั้งคราวนี้ก็เฉกเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าหัวกระไดรีสอร์ตของเจ๊แกไม่เคยแห้ง สาเหตุไม่ใช่อะไร เพราะบรรดานักวิ่งใจบุญจากทั่วสารทิศต่างก็ตบเท้า เข้าเสนอตัวบริจาคสิ่งละอัน พันล่ะน้อย ไม่ว่าขาดเหลืออะไร นักกรีฑาหัวใจสีกากีเหล่านี้ ยินดีจัดให้ตามที่คุณนายประสงค์
           

           00...ศุกร์ที่ 4 ก.ย.นี้ ถือว่าผลสรุปการซื้อๆขายๆเก้าอี้ ของตำรวจยุค"เสี่ยป๊อด"..พัชรวาท วงษ์สุวรรณ..น่าจะมีคำตอบออกมา ถึงแม้ พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ โฆษกอนุ ก.ตร.จะยังไม่ฟันธง ว่ามีหลักฐานการซื้อขายตำแหน่งชัด ไม่ชัด...แต่ท่านก็ได้บอกว่า พบมีความผิดปกติถึงความไม่ชอบมาพากล เกี่ยวกับความไม่เหมาะสมในการขึ้นสู่ตำแหน่งนายตำรวจ
           
           โดยยกตัวอย่างเห็นชัดๆๆ...เช่น ผกก.ในพื้นที่เกรดเอ เข้ามาทำงานไม่ถึงปีก็ถูกย้ายให้ไปอยู่พื้นที่เกรดซี ขณะที่บุคคลที่มาดูแลแทนคนเดิมก็ไม่ปรากฎมีผลงานเด่นชัด อีกทั้งยังมีหลักเกณฑ์คุณสมบัติไม่ครบ แต่ได้มานั่งกินตำแหน่งในพื้นที่ทำเลทอง โดยกรณีเช่นนี้มีเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งสามารถมองได้ถึงกระแสเด็กฝาก เด็กเส้น...
           
           ส่วนพวกตำรวจเหล่านั้น จะเป็นกลุ่มบรรดานักวิ่งใจบุญ ที่ช่วยกันตบเท้า เข้าเสนอตัวบริจาคสิ่งละอัน พันล่ะน้อย ให้แก่"รีสอร์ต"หรูร้อยล้านหรือไม่ ...เรื่องนี้ไม่อาจทราบได้ครับผ้ม!!!!
           

    ความเปลี่ยนแปลงที่สร้างได้ไม่ยาก

    โรงเรียนวัดศิริมงคล ต้นแบบโรงเรียนในฝันของเด็กพลัดถิ่น

    สาละวินโพสต์ ฉบับที่ 37(16กุมภาพันธ์ - 31 มีนาคม 2550)


    โรงเรียนวัดศิริมงคล ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมือง เป็นโรงเรียนแห่งแรกที่เปิดโอกาสให้กับบุตรหลานแรงงานอพยพเข้าเรียนจำนวนมากที่สุดในพื้นที่นี้ อันที่จริง เด็กชายทั้งสองเพิ่งมีโอกาสได้เป็นเพื่อนร่วมชั้นกันเพียงครึ่งปี แม้ว่าเด็กชายชาวมอญจะยังพูด ภาษาไทยไม่ชัดถ้อยชัดคำ แต่ความบริสุทธิ์ใสซื่อที่ซ่อนอยู่ในใจของเด็ก ๆ ทำให้พรมแดนด้านภาษาหรือรัฐชาติไม่อาจปิดกั้นน้ำใจที่ทั้งคู่มีให้กันได้ เด็กชายทั้งสองจึงกลายเป็นคู่หูกันอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับเด็กนักเรียนเกือบ 300 คนในโรงเรียนแห่งนี้ แม้ว่ากว่า 250 คนจะเป็นลูกของแรงงานอพยพหลากหลายเชื้อชาติ แต่บรรยากาศภายในโรงเรียนกลับไม่ได้ แบ่งแยกความแตกต่างที่มีอยู่เลย ตรงกันข้าม เด็กๆ กลับส่งเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขมากไปกว่าเด็กๆในโรงเรียนอีกหลายแห่ง เพราะได้รับการปฏิบัติจากครูอย่างเท่าเทียมกัน


    นางเสาวนีย์ สว่างอารมณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดศิริมงคลกล่าวถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเปิดรับบุตรหลานแรงงานอพยพเข้าเรียนว่า "ดิฉันเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งนี้มาสามปี เมื่อก่อนเวลาขับรถผ่านตามซอยโรงงานจะเห็นเด็กวิ่งเล่นเต็มไปหมด เพราะเด็กไม่มีโอกาสได้ไปโรงเรียนเหมือนอย่างเด็กไทย ดิฉันรู้สึกสงสาร อยากเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียน แต่ตอนนั้นรัฐบาลไทยยังไม่มีนโยบายสนับสนุน ดิฉันจึงเริ่มแอบรับเด็กบางคนมาเข้าโรงเรียน เพราะถึงแม้เรียนจบจะไม่ได้ใบประกาศรับรอง แต่อย่างน้อยเด็ก ๆ ก็ยังได้ความรู้ติดตัวไป หลังจากรัฐบาลออก มติครม. 5 ก.ค. 48 ขยายโอกาสทางการศึกษาให้แก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่สัญชาติไทย ก็เลยเปิดรับแบบเต็มที่เลย เพราะอยากให้โอกาสเด็กเหล่านี้อยู่แล้ว"


    ทว่า แม้นโยบายรัฐบาลจะประกาศให้เด็กทุกคนมีสิทธิเข้าเรียนในทุกโรงเรียน แต่ในทางปฏิบัติเด็กส่วนใหญ่ยังคงถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียน เนื่องมาจากทัศนคติของบุคลากรในโรงเรียนที่ยังคงแบ่งแยกความเป็นเด็กด้วย "สัญชาติ" เด็กที่ไม่มี สัญชาติไทยจึงถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียน ด้วยเหตุผล "ห้องเรียนเต็ม" ผลก็คือ เด็กส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้เข้าเรียนในโรงเรียนใกล้ชุมชนที่พ่อแม่ทำงาน แต่ต้องเดินทางมาเรียนที่โรงเรียนวัดศิริมงคล ซึ่งเปิดรับนักเรียนทุกสัญชาติอย่างเต็มใจ และแม้ว่า "ห้องเรียนจะเต็ม" จนล้นออกมาเรียนนอกอาคาร แต่ผู้อำนวยการ โรงเรียนแห่งนี้ก็ไม่เคยปฏิเสธเด็กที่มาสมัครเรียนเลยสักคนเดียว ทำให้ปัจจุบันโรงเรียนแห่งนี้มีเด็กนักเรียนเพิ่มขึ้นจากเดิม 80 คนเป็น 300 คน ในจำนวนนี้เป็นบุตรหลานแรงงานอพยพจากประเทศพม่าประมาณ 250 คน กว่าร้อยละ 70 เป็นชาวมอญ ส่วนที่เหลือเป็นชาวทวาย ชาวพม่าแท้ และชาวกะเหรี่ยง


    ผู้อำนวยการโรงเรียนกล่าวถึงขั้นตอนเตรียมความพร้อมของบุคคลกรครูและชาวบ้านในละแวกโรงเรียนก่อนรับบุตรหลานแรงงานอพยพเข้าเรียนว่า "ก่อนเปิดรับเด็กเราจะมีประชุมครู ปรึกษากันว่าถ้าเราไม่เอาเด็กเหล่านี้มาเข้าโรงเรียน เด็กๆก็จะไม่มีอะไรทำ เด็กบางคน จะแอบมาขโมยของที่โรงเรียน แต่ถ้าเราเอาเด็กมาเข้าโรงเรียน เค้าจะรู้สึกรักโรงเรียน ครูทุกคนก็เห็นด้วย หลังจากนั้นพวกเราก็แบ่งกันลงชุมชนทำความเข้าใจกับชาวบ้านถึงเหตุผลที่เราเปิดรับเด็กเข้าเรียน
    ใช้เวลาประมาณ 5 เดือน ชุมชนก็เข้าใจ" โรงเรียนวัดศิริมงคลเปิดรับบุตรหลานแรงงานอพยพอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกันยายน 2549 โดยได้รับความ ร่วมมือจากเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน หรือ LPN (Labour Rights Promotion Network) สนับสนุนครูที่มีความรู้ด้านภาษาพม่าและภาษาไทยมาช่วยสอนในชั้นเตรียมความพร้อมด้านภาษาไทยก่อนที่เด็กจะได้เรียนร่วมกับเด็กนักเรียนไทยในชั้นเรียนปกติ โดยทางโรงเรียนจะจัดให้เด็กต่างสัญชาตินั่งเรียนคู่กับเด็กไทยเพื่อให้เด็กได้ช่วยเหลือกัน ส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการทั้งด้านภาษาไทยและความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนต่างสัญชาติ และกลายเป็นเพื่อนสนิทกันในเวลาอันรวดเร็วเหมือนดังเช่นคู่หู "ด็อก" กับ "เตอร์"


    นอกจากนี้ ทางโรงเรียนยังส่งเสริมให้เด็กนักเรียนเล่นกีฬาและสนับสนุนประเพณีวัฒนธรรมของเด็กหลากหลายเชื้อชาติ ด้วยการจัดส่งการแสดงในชุดประจำชาติไปร่วมงานชุมชน ทำให้เด็กมีความมั่นใจในตนเอง ไม่มีความรู้สึกแปลกแยก และทุ่มเทใจให้กับการร่วมกิจกรรมของโรงเรียนอย่างเต็มที่ ทำให้นักเรียนหลายคนได้สร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน เช่นได้รับรางวัลรองชนะเลิศมินิวอลเลย์บอลอันดับ 2 วอลเลย์ชายอายุ 11 ปี จ.สมุทรสงคราม เป็นต้น


    เด็กชายสะอาด พาสูง เชื้อสายมอญ อายุ 12 ปี เป็นหนึ่งในทีมวอลเลย์บอล และเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขันกีฬาหลายประเภค เขาสามารถเล่นกีฬาได้หลายประเภทตั้งแต่ฟุตบอล วอลเลย์บอล กรีฑา เปตอง ปิงปอง และตะกร้อ โดยเมื่อปีที่ผ่านมา เป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งกรีฑาระดับจังหวัดและคว้ารางวัลที่หนึ่งกลับมาให้โรงเรียนได้ภาคภูมิใจ ผู้อำนวยการผู้มีหัวใจสัญชาติกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มเกิดขึ้นในรั้วโรงเรียนเล็กๆแห่งนี้ว่า "ตั้งแต่รับเด็กมาเข้าเรียน โรงเรียนไม่เคยมีของหายอีกเลย ขนาดเด็กไม่มีเงินซื้อขนม แต่เมื่อเก็บเงินได้ก็ยังเอามาส่งครู เด็กรักครูและรักโรงเรียนมาก เวลาเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งกีฬาแล้วแพ้ ยังอยากเล่นใหม่เพราะอยากสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน เราเคยจัดประชุมผู้ปกครอง พ่อแม่เด็กบางคนร้องไห้ บอกว่า เหมือนถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 เพราะเราเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียน บางคนมีเงินห้าบาทสิบบาทก็เอามาช่วยโรงเรียน"


    ปัจจุบัน ปัญหาที่โรงเรียนต้องเผชิญ คือ ห้องเรียนไม่พอกับจำนวนนักเรียน อุปกรณ์การศึกษาต่างๆและทุนสนับสนุนอาหารกลางวัน ซึ่งทางโรงเรียนได้จัดทำในรูปแบบของจ่ายคนละ 10 บาท กินได้ไม่จำกัด สำหรับเด็กที่มีเงินไม่พอหรือไม่มี เงินทางโรงเรียนก็จะช่วยเหลือเป็นพิเศษ โดยทางโรงเรียนได้รับข้าวสารฟรีจากโรงงานลีลาเศรษฐกิจในจังหวัดสมุทรสาครนี้ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เด็กๆได้มีข้าวกินอิ่มทุกมื้อ และในช่วงเช้าของทุกวัน ทางโรงเรียนจะมีกล้วยแขวนไว้หน้าห้องเรียนสำหรับเป็นอาหารเช้าของเด็กที่ไม่ได้กินอาหารเช้ามาจากบ้าน แม้ว่าปัญหาด้านงบประมาณจะเป็นอุปสรรคต่อการเปิดรับเด็กๆ เข้าเรียนอย่างเต็มที่ แต่ปัญหาเหล่านี้ก็ไม่ได้ สร้างความกังวลใจและส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงทางการศึกษาของเด็กมากเท่ากับปัญหา "อคติ" ที่คนไทยมีต่อประชาชนจากประเทศพม่าซึ่งได้รับการตอกย้ำมายาวนาน

     

    ผู้อำนวยการคนเดิมกล่าวถึงเรื่องนี้ด้วยสีหน้ากังวลใจว่า "มีผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งบอกว่า ถ้าคิดผิดก็ขอให้ถอนตัว เพราะพวกนี้ไม่ใช่ลูกหลานของเรา เราคิดว่าเรามีจุดยืนในการทำงานโดยยึดพระราชดำรัสของพระเทพฯ ซึ่งเปิดโอกาสให้กับเด็กทุกคน ถ้าเขาอยู่บ้านเรา เราดูแลเขาอย่างดี เขาก็จะเป็นทรัพยากรที่ดีของเรา ถ้าเขาต้องกลับบ้านเขา เขาก็จะเป็นทรัพยากรที่ดีในบ้านของเขา ซึ่งก็เป็นเพื่อนบ้านของเรานั่นเอง อยากให้คนไทยเปิดใจกว้าง ประวัติศาสตร์การสู้รบระหว่างไทยพม่าเป็นเรื่องอดีต เราจะมาผูกใจเจ็บทำไม ให้อภัยและให้โอกาสกันไม่ได้หรือ"

     

    ปัจจุบัน จังหวัดสมุทรสาคร มีเด็กอายุ 0-15 ปี ประมาณ 3,000 คน และอายุ 15-18 ปี เกือบ 20,000 คน แต่เด็กที่มีโอกาสเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ยังไม่ถึง 300 คน เด็กส่วนที่เหลือ ยังคงวิ่งเล่นตามท้องถนน หรือเข้าทำงานในโรงงานก่อนวัย หากโรงเรียนอื่นๆ เปิดใจให้กว้าง ลบเลือนเส้นพรมแดนออกจากดวงตาเวลามองเด็กเหล่านี้ เด็กทุกคนก็คงจะมีโอกาสได้เรียนหนังสือ และเป็นอนาคตที่มีคุณค่าไม่ว่าพวกเขาจะอยู่บนแผ่นดินของรัฐชาติผืนใดก็ตาม  


     

    การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในนโยบายต่างประเทศของไทยต่อแรงงานพม่า

    Home    ข้อมูลข่าว    กระทรวงแรงงาน
    สื่อประสมที่เกี่ยวข้อง
    พิมพ์หน้านี้

    รมว.แรงงานจับมือรมช.ต่างประเทศพม่าแจงความพร้อมการพิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่า ยืนยัน! ไม่จับ! ไม่ปรับ! หรือทำร้ายญาติแรงงานในพม่าแน่นอน! (13/7/2009)
        เมื่อวันที่  ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๒ นายไพฑูรย์  แก้วทอง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน   ได้นำนายหม่อง  มิ้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศพม่าและคณะ  เดินทางไปประชุมชี้แจงเรื่องการพิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่าที่จังหวัดภูเก็ต   แก่นายจ้างและสถานประกอบการในจังหวัดภูเก็ตที่เข้าร่วมประชุมราว ๔๐๐ คน
                             นายไพฑูรย์  แก้วทอง  กล่าวว่า  เมื่อวานนี้ได้มีการหารือกับตัวแทนของรัฐบาลพม่า  ผู้ประกอบการภาคเอกชนและผู้พิสูจน์สัญชาตินับว่าได้ผลเกินคาด วันนี้จึงได้เรียนเชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศพม่า  เดินทางมาร่วมชี้แจงให้นโยบายและให้ความมั่นใจแก่นายจ้างและผู้ประกอบการในจังหวัดภูเก็ตให้ทราบว่าการจดทะเบียนเที่ยวนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย   แต่นายจ้างไม่ต้องกังวลใจเพราะขณะนี้มีผู้จดทะเบียนเข้ามาทำงานเดิมกว่า ๔๐๐,๐๐๐  คน  ส่วนคนใหม่ที่ยังไม่เคยจดทะเบียนก็จะเปิดโอกาสให้ลงทะเบียนระหว่างวันที่ ๑- ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๒ หลังจากมีการจดทะเบียนแล้วกระทรวงแรงงานยังเปิดโอกาสให้มีการพิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่าโดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๒ เป็นต้นไป จึงขอความร่วมมือจากนายจ้างที่ต้องการพิสูจน์สัญชาติให้แรงงานพม่าจำนวนมาก  ให้มีการประสานนัดหมายเจ้าหน้าที่ก่อนที่จะนำแรงงานไปพิสูจน์สัญชาติ  เพราะจะได้จัดการอำนวยความสะดวกให้อย่างทั่วถึงรวดเร็ว  ย้ำขอให้กรอกแบบฟอร์มให้ถูกต้องโดยกรอกเป็นภาษาพม่าอย่างครบถ้วน   และจะมีการนัดให้นำแรงงานต่างด้าวชาวพม่าไปแสดงตัวที่แห่งใดใน ๓ แห่งได้แก่ ๑.อำเภอเมือง  จังหวัดระนองตรงข้ามเมืองเกาะสอง  ๒.อำเภอแม่สอดจังหวัดตากตรงข้ามเมืองเมียวดี  ๓.อำเภอแม่สายจังหวัดเชียงราย  ตรงข้ามเมืองท่าขี้เหล็ก  เพื่อความรวดเร็ว  ส่วนในรายที่เอกสารยังไม่ถูกต้องก็จะแจ้งให้ไปแก้ไขให้ถูกต้องต่อไป ที่ผ่านมามีผู้ยื่นเอกสารไปขอดำเนินการพิสูจน์สัญชาติกว่าสองหมื่นรายแต่มีจำนวนเอกสารที่ถูกต้องและได้ออกหนังสือเดินทางชั่วคราวให้ได้เพียง ๗ พันรายเท่านั้น  เมื่อวานนี้ตนและนายหม่อง มิ้น  ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมที่ศูนย์พิสูจน์สัญชาติจังหวัดระนอง  ได้มีการออกหนังสือเดินทางมาจากพม่าและกรมการจัดหางาน  กระทรวงแรงงานได้ออกใบอนุญาตทำงานให้แล้วจำนวน ๓๐ ราย 
                             "จึงขอเตือนนายจ้างให้ทราบว่าการกรอกแบบฟอร์มคำขอพิสูจน์สัญชาติของพม่าให้เขียนเป็นภาษาพม่าเท่านั้น  ผู้ใช้แรงงานบางคนอาจเขียนเองไม่ได้แต่ขอให้เขาพูดและฟังภาษาพม่าเข้าใจ  ยืนยันจะเชิญนายหม่อง มิ้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศพม่า  ไปพบนายจ้างที่จังหวัดเชียงราย  และสมุทรสาคร  และจังหวัดอื่นๆ อีกหากยังมีปัญหายังไม่เข้าใจต่อเรื่องดังกล่าวในโอกาสต่อไป สำหรับการพิสูจน์สัญชาติที่จะเริ่มการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง เป็นมาตรการที่รัฐบาลมีความพยายามในการแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย  พม่า  ลาว กัมพูชา  ที่ลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทย ให้เข้าสู่ระบบการดูแลของรัฐบาลไทย  และสามารถส่งกลับประเทศหากกระทำผิดกฎหมายและมีปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยการให้มีการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าว พม่า  ลาว กัมพูชา  ณ ศูนย์รับกลับแรงงานเพื่อพิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่าเพื่อเปลี่ยนสถานะเป็นผู้เข้าเมืองโดยถูกกฎหมายซึ่งรัฐบาลพม่าจะออกหนังสือเดินทางชั่วคราวให้ไปขอวีซ่าทำงานจากรัฐบาลไทยโดยจะอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทยได้เป็นเวลา ๒ ปี และสามารถต่ออายุการทำงานได้อีกไม่เกิน ๒ ปี โดยมีขั้นตอนการนำเข้าแรงงานพม่า  นายจ้างต้องมายื่นขอโควตากับกรมการจัดหางาน  กระทรวงแรงงาน  เพื่อส่งให้รัฐบาลพม่าและจัดส่งเอกสารตอบกลับมายังกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน"
                             "อย่างไรก็ตามมาตรการดังกล่าวจะช่วยป้องกันการลักลอบเข้าทำงานผิดกฎหมาย ลดกระบวนการค้าแรงงานและการจ้างงานที่มิชอบด้วยกฎหมาย  ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาด้านความมั่นคง  สังคม  และสาธารณสุขได้หากไม่มีการควบคุมดูแลแรงงานต่างด้าวอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ"
                              หลังจากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้นำรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศพม่า เดินทางไปตรวจเยี่ยมศูนย์พิสูจน์สัญชาติและสำนักงานจัดหางานจังหวัดระนองก่อนเดินทางต่อไปที่จังหวัดภูเก็ต
                              ในการนี้ นายหม่อง  มิ้น  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศพม่า   กล่าวว่า  คาดว่ามีแรงงานพม่าในไทยราว ๑,๔๐๐,๐๐๐ คน ในปัจจุบัน  คนงานชาวพม่าที่เข้ามาทำงานในไทยเหล่านี้อาจมีปมด้อยหรือข้อบกพร่องอยู่บ้างและอาจเป็นปมด้อยถ้าไม่ทำการแก้ไขให้ถูกต้อง  ทั้งแรงงานพม่า  ลาว  กัมพูชาก็อยากให้กระทำให้ถูกต้องในทุกเรื่องเป็นมาตรฐานเดียวกัน  เพื่อที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว  ขอให้กรอกแบบฟอร์มเป็นภาษาพม่าให้ชัดเจนเพื่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองพม่าสามารถตรวจสอบสถานที่พักได้ถูกต้อง  ทั้งนี้ควรดำเนินการขอเลขประจำตัว ๑๓ หลัก  ตรวจสุขภาพ  ทำประกันสังคม  ให้เรียบร้อยก่อนที่จะไปติดต่อกับทางการพม่าเพื่อบริการที่รวดเร็ว
                              "อย่างไรก็ตามแรงงานพม่าเขาเป็นผู้เข้ามาทำมาหากินในประเทศไทยโดยสุจริตเป็นคนดี  ดังนั้นทางรัฐบาลพม่าจะไม่ไปจับกุม  หรือเก็บภาษี  หรือทำร้ายเขาและญาติพี่น้องของเขาแต่อย่างใด  จึงขอให้แรงงานพม่าในไทยอย่าหลงเชื่อข่าวลือจากผู้ไม่ประสงค์ดีดังกล่าว  เพราะเขาเป็นผู้ต้องการทำลายกระบวนการพิสูจน์สัญชาติดังกล่าว  การพิสูจน์สัญชาติเป็นประโยชน์ทั้ง  ๔ ฝ่าย  ทั้งรัฐบาลพม่าได้ปกป้องสิทธิประโยชน์แรงงานพม่าในต่างประเทศและเป็นมาตรฐานสากลในการจ้างงานของนายจ้าง  และรัฐบาลไทยที่ทำสิ่งไม่ถูกต้องให้ถูกต้อง รวมทั้งตัวแรงงานต่างด้าวชาวพม่าด้วย  ทั้งนี้ขอยืนยันว่าพม่าจะสามารถให้บริการพิสูจน์สัญชาติได้วันละ ๖๐๐ คนต่อวันต่อจุด รวมทั้งสามจุดเป็น  ๑,๘๐๐ คนต่อวัน  และตนขอขอบคุณกระทรวงแรงงานของไทย  ที่ได้ให้การสนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์ในการทำงานแก่ฝ่ายพม่าถึง ๒๑ รายการในการดำเนินการพิสูจน์สัญชาติในครั้งนี้  และ  ขอร้ององค์กรเอกชนไทยที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว  ขอให้เก็บเงินแรงงานอย่างสมเหตุสมผลอย่าเก็บมากจนแรงงานเดือดร้อน  ทางการพม่ายินดีที่จะให้การสนับสนุนร่วมมือกับท่านอย่างดียิ่ง"  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศพม่า  กล่าวในที่สุด 
     
    สื่อประสมที่เกี่ยวข้อง  

    เนื้อหาในหมวดนี้
     ก.แรงงาน มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ"รณรงค์ลดสถิติอุบัติเหตุจากการทำงานให้เป็นศูนย์"เร่งสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในสังคมไทยให้ยั่งยืน (25/8/2009) (อ่านแล้ว 8 ครั้ง)
     รมว.แรงงาน เยือนสวีเดนเจรจาขยายตลาดแรงงานพร้อมเยี่ยมแรงงานไทย (25/8/2009) (อ่านแล้ว 14 ครั้ง)
     แจง ! กรณีแรงงานไทยในสวีเดนถูก "ลอยแพ" (25/8/2009) (อ่านแล้ว 13 ครั้ง)
     รมว.ไพฑูรย์ขอบคุณเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานที่ช่วยจ่ายเช็คช่วยชาติ (24/8/2009) (อ่านแล้ว 2 ครั้ง)
      ก.แรงงานเตรียม15 เยาวชนแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 40 (21/8/2009) (อ่านแล้ว 3 ครั้ง)
     ก.แรงงาน แจงความคืบหน้าความช่วยเหลือพนักงานไทรอัมพ์ (21/8/2009) (อ่านแล้ว 2 ครั้ง)
     เปิดงานมหกรรมมาตรฐานฝีมือไทย 2009 (21/8/2009) (อ่านแล้ว 2 ครั้ง)
     สรุปผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงแรงงาน การดำเนินการตามนโยบาย 3 ลด (20/8/2009) (อ่านแล้ว 6 ครั้ง)
     เปิดตัวมหกรรมมาตรฐานฝีมือแรงงานไทย 2009 ยิ่งใหญ่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ เสด็จเป็นองค์ประธาน (20/8/2009) (อ่านแล้ว 3 ครั้ง)
     สรุปผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงแรงงานการดำเนินการตามนโยบาย 3 เพิ่ม (20/8/2009) (อ่านแล้ว 5 ครั้ง)

    ความเป็นจริงของ "อ๊อด คีรีบูน" (1)

    เจาะใจ “อ๊อด คีรีบูน” อดีตซูเปอร์สตาร์ ทิ้งความดังไปตกอับ ก่อนสู้จนมีธุรกิจไอเดียตัวเอง
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 กันยายน 2552 01:21 น.
    1 | 2
    หน้าถัดไป
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น








    “อ๊อด คีรีบูน” ต้นตำรับบอยแบนด์รุ่นเดอะ จากเด็กหนุ่มคลั่งในเสียงเพลง ก้าวสู่การเป็นซูเปอร์สตาร์ ดังเกินจนหวิดตายเพราะแฟนเพลงมาแล้ว หลังประสบปัญหารายได้สวนทางความดัง ทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากวงการ ก้าวสู่เส้นทางความฝันทำธุรกิจสื่อการเรียนการสอน และยังมีความฝันต่อ อยากปฏิรูปการศึกษาไทยให้ดีกว่าเดิม
           
           หากเป็นเด็กรุ่นใหม่อยู่ในยุคนิยม hi5, Facebook หรือแม้กระทั่งแช็ตผ่าน BB (Blackberry) คงรู้สึกงง เมื่อเอ่ยชื่อวงสตริงคอมโบนาม “คีรีบูน” แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่ในวัย 30 อัพ รับรองยังคงติดหูติดใจไม่หาย กับบทเพลงของวง “คีรีบูน” ที่เปรียบเสมือนวิหคแห่งเสียงเพลง คอยขับกล่อมจิตใจคนไทยมานาน ไม่ว่าศิลปินกี่ยุคต่อกี่ยุคนำเพลงฮิตของวง “คีรีบูน” มาร้อง บทเพลงก็ยังคงไพเราะ และฮอตฮิตติดตราตรึงใจผู้ฟังมาโดยตลอด
           
           วันวานวันนี้จึงขอร่วมย้อนอดีตเจ้าของต้นตำรับบทเพลง “รอวันฉันรักเธอ” ผู้ที่มีเสียงอันไพเราะนุ่มลึกจนได้ฉายาลูกคอ 7 ชั้นแห่งวงการเพลงไทยยุค 80 “อ๊อด รณชัย ถมยาปริวัฒน์” หรือที่รู้จักกันในนาม “อ๊อด คีรีบูน”
           
           ด้วยพรสวรรค์ที่มีติดตัวมาแต่กำเนิด ทำให้เด็กชายผู้ที่รักในเสียงเพลงมาตั้งแต่เด็ก สามารถกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ดังได้ในช่วงเวลาข้ามคืน หลายคนอาจมองว่า เส้นทางบนโลกมายาแห่งนี้ เป็นสิ่งสวยงาม สามารถสร้างเม็ดเงินทำกำไรให้ได้อย่างมหาศาล แต่สำหรับ “อ๊อด คีรีบูน” กลับคิดตรงกันข้าม ทุกวันนี้เขาเลือกเฟดตัวเองออกจากวงการ และอยู่กับเสียงเพลงไปพร้อมๆ กับตอบแทนสังคม ด้วยการค้นคว้าหลักสูตรสร้างสื่อการเรียนการสอน เพื่อจะได้พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป
           
           “ในอดีตผมเป็นเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่มีความใฝ่ฝัน มีฮีโร่ มีไอดอลของตัวเอง ในยุคนั้นก็จะเป็นวงชาตรี วงดิ อิมพอสซิเบิ้ล ผมคิดว่าตัวเองมีพรสวรรค์อย่างหนึ่งที่ติดตัวมา ผมเล่นดนตรี และแต่งเพลงมาตั้งแต่ชั้นป.7 เราก็หาลู่ทางไปประกวดตามรายการวิทยุต่างๆ หลังจากนั้นก็มีแมวมองมาชักชวนไปอัดเสียง ตอนนั้นก็อัดกันเล่นๆปรากฎทางบริษัทอาร์เอสได้มาฟัง เขาเลยชักชวนเราเข้าไปอยู่ในสังกัดในยุคแรกๆ ประมาณปี 2526 ซึ่งช่วงนั้นก็จะมีวงฟรุ๊ตตี้ และวงเรนโบว์ ที่มาพร้อมๆ กัน”
           
           “แต่ตอนนั้นวงคีรีบูนจะดังออกนอกหน้ากว่า ถ้าเทียบกับตอนนี้คีรีบูนก็เหมือนวงบอยแบนด์วงหนึ่ง เคยมีคนอธิบายว่า ความดังของวงคีรีบูน จะเหมือนยุคที่วง D2B ดัง เผลอๆ เราดังกว่านั้นด้วยซ้ำ เพราะตลาดเรากว้างกว่า วงเราร้องทั้งเพลงเก่าและใหม่ ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีชื่อเสียงโด่งดัง เพราะเราเป็นคนรักเสียงเพลง ชอบร้องเพลง ชอบแต่งเพลง เรารักในศิลปะมากกว่าที่จะใช้มันทำมาหากิน และถือเป็นความโชคดีที่ครั้งหนึ่ง มันทำให้เรากลายเป็นซูเปอร์สตาร์ได้ในยุคหนึ่ง เราสามารถช่วยทำให้บริษัทที่เคยมีหนี้สินล้นพ้นรอดพ้นจากวิกฤตตรงนั้นมาได้ แล้วเขาก็เติบใหญ่มาได้ ณ วันนี้”
           

           เผยช่วงดังสุดขีด เจอแฟนเพลงรุมทึ้งจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ยี่ปั้วต้องมาที่ค่ายตั้งแต่ตี4 เพื่อซื้อเทปไปขาย และมีค่ายหนังรุมจ้างให้ไปเป็นพระเอก
           
           “ครั้งแรกที่ผมมีโอกาสขึ้นเวทีโลกดนตรี สห.ไม่ค่อยให้ความสนใจ เพราะเขาไม่รู้จักว่าวงนี้คือวงอะไร เราเองก็มองปฎิกิริยาของผู้ชมเออ...มีคนมองเราเยอะจัง แล้วทำเป็นค่อยๆเข้ามาทีละคนสองคน จากสองคนกลายเป็น4-5คน แล้วก็กลายเป็น 10 20 30 โอ้โหทีนี้เริ่มมีคนกล้าที่จะดึงแขนเรา เริ่มดึงเริ่มทึ้งจนผมเซถลา ผู้ชมกว่า 30 คนก็มาล้มทับเรา วันนั้นผมคิดว่าชีวิตมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลย ความเป็นกับความตายมันอยู่ระหว่างฝ่ามือ ที่เขาบอกว่าคนตายเพราะถูกทับ ถูกเหยียบกันผมก็คือสภาพนั้นเลย ตอนล้มเหมือนมีดาวขึ้นรอบหัว (หัวเราะ) มันเลยทำให้เรารู้ว่า ตอนนี้เราเริ่มดังแล้วนะ ความดังมันเป็นอย่างนี้นี่เอง”
           
           “ช่วงที่ดังสุดคงเป็นอัลบั้มชุดที่2 ตอนนั้นพวกยี่ปั้วต้องมารอที่หน้าบริษัทตั้งแต่ตี4 เพื่อที่จะมาแย่งกันซื้อเทปไปขาย เพราะถ้าขืนไปรอส่งเดี่ยวจะถูกตัดหน้าได้”
           
           “และช่วงนั้นมีหลายค่ายมาทาบทามให้ผมไปเล่นหนังด้วย ตอนที่เขาติดต่อมาให้ไปเป็นพระเอก ผมก็บอกว่าไม่เอา เพราะเราคิดว่าเราไม่ใช่ ผมไม่ใช่คนหล่อ แต่ความดังในยุคนั้นพร้อมที่จะผลักให้ผมกลายเป็นพระเอก มันเหมือนเราถูกตบหน้ายังไงก็ไม่รู้ เหมือนเขาดูถูกเรา เพราะวันนี้คุณดัง ผมเลยอยากได้คุณเป็นพระเอก สิ่งนี้แหละที่ทำให้ผมปฎิเสธที่จะเล่นหนังมาโดยตลอด อีกอย่างเราอยากเอาเวลามาทุ่มเทให้กับการคิดเพลงมากกว่า”
           
           “จนกระทั่งอาร์เอสมาขอร้อง เรียกว่าถูกคะยั้นคะยอจริงๆ ให้ผมเล่นเรื่อง ความรักของคุณฉุย คือผมเป็นคนค่อนข้างเกรงใจผู้หลักผู้ใหญ่เลยยอมเล่น ดีที่หนังยังประสบความสำเร็จ อาจเป็นเพราะเป็นหนังลงทุนน้อย แล้วขายต่างจังหวัดซะเป็นส่วนใหญ่ แต่จะมีคนบอกว่า อ๊อด คีรีบูน สมัยก่อนเหมือนแย้ เพราะผอมมาก คือมันตรากตรำจริงๆ ทั้งเล่นดนตรี ทั้งงานในวงการบันเทิง พร้อมกับเรียน ซึ่งผมก็สามารถเรียนจบทันกำหนดได้ภายใน 4 ปี”
           
           ถึงจะดังแต่ยังมีความพอเพียง นั่งรถเมล์ไปเรียนหนังสือ จนรู้สึกขาดความเป็นส่วนตัว ถึงได้ยอมควักเงินซื้อรถ
           
           “แม้จะดังแค่ไหน แต่นิสัยผมที่เป็นคนพอเพียงอยู่แล้ว จำได้ว่าตอนออกเทปชุดแรก ผมยังนั่งรถเมล์ไปมหาวิทยาลัยอยู่เลย เนื่องจากครอบครัวเราเป็นครอบครัวระดับกลางไปถึงล่าง เราก็เลยยังใช้ชีวิตปกติของเรา มีวันหนึ่งขึ้นรถเมล์ไปเจอเด็กพาณิชย์ เขาก็ร้องเรียก พี่อ๊อด คีรีบูน เราก็คิดในใจโอ๊ย...ตายแล้ว ความดังเริ่มทำให้เราไม่มีความเป็นส่วนตัว หลังจากวันนั้นเลยตัดสินใจซื้อรถ แต่รถผมจะเป็นรถธรรมดา ราคาประมาณ 2 หมื่นกว่าบาทในสมัยนั้น เรียกว่าเป็นรถที่โกโรโกโสที่สุดในรั้วจุฬาฯ”
           
           “ทางอาร์เอสก็เสนอมาว่า จะเอาบีเอ็มมั้ย ผมก็บอกว่าไม่เอา ผมพอใจในสิ่งที่ผมมีนี่แหละ ถ้าเราเอาตอนนั้นหมายความว่า เราต้องเป็นทาสบริษัทอย่างถอนตัวไม่ขึ้นน่ะสิ เพราะเขาจะดาวน์รถให้ แล้วเราต้องเอาไปผ่อนต่อ อีกหน่อยต่อไปเราก็ต้องรักษาหน้าตาตัวเอง เหมือนขึ้นหลังเสือแล้วลงไม่ได้ ผมเลยไม่ยอมเอา เราก็ขับรถของเราไปดีกว่า”
           

           แม้ยอดเทปจะขายได้ถล่มทลายเป็นหลักล้าน แต่รายได้สวนทางกับความดัง เป็นเหตุทำให้คิดลาวงการเพื่อไปประกอบอาชีพตามที่ได้ร่ำเรียนมา แต่ถูกต้นสังกัดฉุดรั้งตัวไว้ จึงฝืนใจทำต่อ ทั้งๆที่ไม่มีความสุขในการร้องเพลงแล้ว
           
           “จริงๆเราเองก็น่าจะมีโอกาสได้ซื้อรถดีๆกว่านี้ แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น กล้าพูดเลยว่าตอนนั้นเราดังแต่รายได้เราไม่ดี แล้วเราต้องเอารายได้มาหารกับสมาชิกในวง มันยิ่งต่ำลงไปใหญ่ เรียกว่ารายได้สวนทางกับความดัง ผมเลยตัดสินใจเดินเข้าไปบอกบริษัทตั้งแต่อัลบั้มชุดที่ 2 ซึ่งเป็นชุดที่ผมดังที่สุดว่า ขอเลิกจากการใช้ชีวิตเป็นนักร้อง เพราะในอดีตเราเองก็ไม่ได้มีความตั้งใจอยากจะเป็นดารา หรืออยากเป็นคนดังอยู่แล้ว”
           
           “ตอนนั้นรู้สึกพอดังแล้วชีวิตไม่เห็นคุ้มค่าเลย เมื่อก่อนนั่งรถเมล์ยังมีเงินเหลือเก็บ แต่พอมาเป็นดาราต้องซื้อรถ และยังมีค่าใช้จ่ายในสังคมต่างๆ เวลาใส่ซองใส่น้อยเขาก็ดูถูกเอาได้ เรารู้สึกว่ามันไม่เศรษฐกิจพอเพียงแล้ว แต่ทางบริษัทไม่ยอม เพราะเรากำลังดังทำเงินให้เขา เขาก็ใช้เทคนิคหว่านล้อมเรา จนเรามีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ ก็เลยทำต่อเรื่อยมาจนถึงชุดที่ 5 ตอนนั้นเรียกว่าเราอยู่ด้วยความรู้สึกเกรงใจ อยากจะช่วยเหลือเขามากกว่า แต่ถามว่ามีความสุขในการทำงานมั้ย ไม่มีหรอก”
           
           “สิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจเลิกจริงๆ คือคำๆนึงที่พระอาจารย์ที่ผมนับถือพูดกับผมว่า อ๊อดนี่ด้านนึงก็เป็นคนดีนะ ทำให้คนมีความสุข แต่อีกด้านนึงมันคือทำให้คนหลง โอ้โห...คำนี้เหมือนเอามีดมาปักลงไปในกลางใจ แบบค่อยๆทิ่มค่อยๆลึกเข้าไปตรงกลางใจ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกเหตุผลนึง ที่ทำให้เราตัดสินใจได้ง่ายๆเลยว่า จะเลิก อยากเลิกแล้ว”
           
           “ตลอดเวลาที่ผมทำอัลบั้มมา ผมตั้งคำถามกับตัวเองตลอดว่า เราดังแล้ว เราได้อะไรจากความดังบ้าง ชีวิตคุ้มไหม ปรากฏคำตอบที่เราได้ คือชีวิตมันไม่คุ้มกับสิ่งที่เราต้องสูญเสียไป ความเป็นส่วนตัว ชีวิตวัยรุ่นในรั้วมหาวิทยาลัย ที่มันควรจะมีอะไรสนุกกว่านี้ เราเอามาแลกกับเงินที่ได้มาเพียงน้อยนิด สิ่งที่มันฝังเรามามันคือความไม่คุ้มค่า ด้วยครอบครัวเราเป็นคนพื้นๆ พ่อแม่เราก็ยังไม่สุขสบาย ยังต้องลำบากอยู่ ซึ่งเราเองไม่สามารถไปช่วยอะไรเขาได้ ได้แต่มองตาปริบๆ เลยมีความรู้สึกว่าหยุดดีกว่า”
           
           “อีกอย่างครอบครัวผมก็ไม่ได้สนับสนุน ให้มาเอาดีทางด้านนี้อยู่แล้ว เขาอยากให้เราไปมีอาชีพที่มั่นคง พอเขาเห็นเราเรียนจบปริญญา เขาก็ดีใจ คิดว่าเราจะเอาความรู้และชื่อเสียงที่พอมีอยู่ ไปเข้าทำงานประจำ อย่างรับราชการหรือทำงานแบงค์ แต่ผมตอบกับตัวเองว่า ผมไม่ใช่คนแบบนั้น ผมเป็นคนที่ค่อนข้างตรง อยู่กับอะไรที่ไม่ถูกต้องไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าเจอผู้ใหญ่แล้วทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง เราจะรับไม่ได้ ก็เลยบอกกับตัวเองว่า เราคงทำงานเป็นลูกน้องใครไม่ได้แน่ๆ เราคงทนไม่ได้ ถ้าต้องเจอคนไม่ดี แล้วเราจะต้องหลับตาข้างนึง”

    อ๊อด คีรีบูนกับความใฝ่ฝ้น (2)

    เจาะใจ “อ๊อด คีรีบูน” อดีตซูเปอร์สตาร์ ทิ้งความดังไปตกอับ ก่อนสู้จนมีธุรกิจไอเดียตัวเอง
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 กันยายน 2552 01:21 น.
    หน้าที่แล้ว
    1 | 2
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น








    ชีวิตหลังแยกวงมาเป็นศิลปินเดี่ยว ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จเหมือนเมื่อครั้งเป็นวงบอยแบนด์ ซึ่งตนก็พยายามค้นหาตัวเองจนมาปิ๊งไอเดีย ทำสื่อการเรียนการสอนสำหรับเด็ก
           
           “หลังออกจากอาร์เอส เราก็แยกมาทำอัลบั้มเดี่ยวเพื่อเลี้ยงชีพ ก็ขายได้บ้างไม่ได้บ้าง ขาดทุนบ้าง เจ๊งบ้าง ตอนนั้นผมเอาเพลงไปเสนอค่ายอื่นด้วย ทำค่ายเองด้วย แต่ด้วยความที่ความสดในจิตใจเรามันถูกทำลายไปพอสมควร ภาษาเพลงของเราก็เริ่มที่จะหมองลงโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่คนฟังจะรู้สึกและสัมผัสได้”
           
           “ผมก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า สิ่งที่เราอยากทำจริงๆมันคืออะไร เราต้องหาทางที่จะเดินต่อไป สิ่งที่ผมได้คำตอบคือ ผมอยากทำอะไรที่ให้กับคน มันเลยมาปิ๊งไอเดียว่า ครั้งนึงเราเคยทำการศึกษาช่วยเด็กๆ วันนั้นเรามีความสุขจังเลย ร้องเพลงมันก็แค่ทำให้คนลุ่มหลง เราก็เลยหันมาทำงานด้านการศึกษาอย่างจริงจัง”
           
           เผยวิกฤตชีวิตช่วงทำสื่อการเรียนการสอน สุดแสนลำบาก เจ๊งไม่เป็นท่า ตกอับถึงขนาดหากลงจากรถไปกินหญ้าได้ คงจะทำไปแล้ว
           
           “ชีวิตในเชิงธุรกิจแรกๆ ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ตอนนั้นทำเพลงด้านการศึกษาออกไปแล้วเจ๊ง แต่เรามีความรู้สึกว่า ในระหว่างที่เราทำมีความสุข รู้สึกว่าชีวิตเรามีพลังมากเลย เราเลยพยายามคิดค้นกระบวนการต่อไปว่า เราจะอยู่ตรงจุดนี้ได้อย่างไร โดยที่ไม่หันหลังให้กับมัน เพราะทำกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็เจ๊ง เรียกว่าตัวเงินแทบจะไม่ค่อยได้เห็นกันเลย”
           
           “ช่วงนั้นถ้าสามารถจอดรถข้างทาง แล้วลงไปกินหญ้าได้ คงลงไปกินแล้วล่ะในยามที่หิว(หัวเราะ) บางทีเงินในกระเป๋าไม่มีเลย อย่างไปกัน 2 คนจะลงไปกินข้าว แต่เรามีเงินสำหรับ 1 คนเท่านั้นที่ได้กิน เราก็เลยเปลี่ยนเป็นซื้อน้ำทาน ประทังความหิวเพื่อจะกลับให้ถึงบ้าน แล้วค่อยไปหาอะไรลองท้องที่บ้าน ผมเคยเป็นถึงขนาดนั้น แต่สิ่งนึงที่ทำให้เรายังยืนหยัดต่อคือ เราทำแล้วตาเป็นประกายและมีความสุข”
           
           หลังจากเจ๊งไม่เป็นท่าหลายครั้ง เจ้าตัวเลยใช้ลูกบ้า ผันตัวเองลองมาเป็นครูสอนเด็กอนุบาล เพื่อค้นคว้าหาหลักสูตร ซึ่งใช้เวลา 8 ปีในการพัฒนาหลักสูตรกว่าจะประสบความสำเร็จ
           
           “ที่เรามาเป็นครูเพราะตั้งใจมาเอาประสบการณ์ เราจะมาสร้างเทคนิควิธีการ ที่ไม่น่าจะมีใครเหมือนและไม่น่าจะเหมือนใคร ด้วยความที่เราไม่มีพื้นฐานด้านนี้เลยงงๆ ผมก็เลยเลือกที่จะไปงงกับเด็กอนุบาล เหมือนเริ่มต้นไปพร้อมๆกับเขาด้วย แต่พอเป็นครูอนุบาลจริงๆ กลับกลายเป็นด่านอรหันต์ เป็นด่านที่ยากมาก เพราะการสอนเด็กเล็ก เราไม่สามารถใช้คำพูดที่เยอะได้ในการอธิบาย เด็กจะงงๆ แต่พอพูดน้อยๆเด็กก็ไม่เข้าใจ”
           
           “มันเลยทำให้เราต้องคิดว่า จะใช้กระบวนการยังไง ถึงจะทำให้เขาเกิดความสนใจได้ด้วยตัวเขาเอง ซึ่งเทคนิควิธีตรงนี้แหละที่ผมใช้เวลากับมันถึง 8 ปี ผมกล้ายืนยันได้เลยว่า ไม่มีใครที่จะมาบ้าเท่าผมแล้ว ในระหว่างที่สอนผมทิ้งดนตรี ที่เป็นสิ่งที่ผมรักออกไปเลย ผมเลือกที่จะทำมันอย่างจริงจัง เรียกว่าตอนนั้นกินแกลบก็กินแกลบวะ”
           

           “เวลาไม่มีเงินผมก็จะไปร้องเพลงยังชีพ ตามร้านคอฟฟี่ช็อพ หรือตามต่างจังหวัด พอให้เป็นทุนอยู่ได้ เขามาจ้างเราให้ไปร้องอาทิตย์นึง เราก็นับบวกลบคูณหารแล้ว เออ..เราอยู่ได้ก็โอเค เพราะลำพังอาชีพครูอย่างเดียวผมก็อยู่ไม่ได้ แต่เราก็ต้องทน ทนเพื่อที่จะปั้นให้การศึกษาที่เราวาดฝันเอาไว้ มันเกิดขึ้นเหมือนในความคิดเรา”
           
           “กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ผมต้องบอกเลยว่า เราต้องเอาจริง ต้องมีลูกบ้า ลูกฮึด ถามว่าท้อมั้ยในการทำ บอกเลยว่าท้อไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ แต่พอท้อก็ปล่อยให้มันท้อ แล้วเดี๋ยวความท้อมันก็จะหมดไป ขออย่างเดียวคืออย่าถอย”
           
           “ในเวลา 8 ปีผมทั้งสอน คิดค้นหลักสูตรและทดลองทำไปด้วยพร้อมๆกัน ก็คิดค้นกระบวนการมาเรื่อยๆจนกระทั่งมันเป็น คีรีบูน จีเนียส มิวสิค ซึ่งเป็นหลักสูตรที่จะสอนให้เด็กเป็นนักคิด นักบริหารตั้งแต่อนุบาล สร้างภาวะผู้นำโดยใช้ดนตรีเป็นตัวหลอกล่อ เด็กจะเก่งดนตรี โดยที่เขาจะมีนิสัยเป็นคนช่างสังเกต เขาจะเปิดนิสัยแบ่งปัน ทำงานว่องไว เขาจะเกิดนิสัยในการอ่านใจคนอื่น และก็อ่านใจตัวเอง และรู้จักประเมินสถานการณ์ นี่คือการสร้างคนจากกระบวนการดนตรีของผม”
           
           “ตอนนี้ผมทำหลักสูตรมาร่วม 10 ปีแล้ว รู้สึกว่าเอเอฟเพิ่งจะมาถึงรุ่นปีที่6 แต่ผมทำมาก่อนเอเอฟอีก ครูของผมทุกคนต้องมาเวิร์คช็อป จับสลากมาแสดงการสอนของแต่ละสัปดาห์ ก็ให้เขาออกมาสอนให้ดูแล้วเราเองจะเป็นคนวิพากษ์วิจารณ์ว่า แบบนี้คุณพูดเยอะไป ทำไมคุณไม่เปลี่ยนคำพูดเป็นอย่างนี้ เด็กจะเข้าใจมากกว่าเยอะเลย นี่คือกระบวนการจัดการภายในของผม ซึ่งผมจะมีการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรของผมด้วย”
           
           ฝันต่ออยากปฎิรูปการศึกษาแนวใหม่ ทำสื่อการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ แต่ตอนนี้ทำได้แค่เพียงเป็นวิทยากรให้ความรู้กับครูท่านั้น
           
           “ความสุขของผมคือการที่ได้สัมผัสเด็กๆ และผมได้สร้างงานพัฒนาหลักสูตรสำหรับเด็กในแต่ละวัย ตอนนี้กำลังมีฝันที่อยากทำเหลือเกินคือ เราทำดนตรีสำเร็จมาในระดับนึง แต่เรามองเห็นปัญหาของประเทศก็คือ เด็กยังมีปัญหาในเรื่องของการเรียนการสอน ในเรื่องของวิชาการที่สำคัญอย่างเช่น วิชาคณิตศาสตร์ ผมอยากจะทำกระบวนการออกมา เพื่อที่จะทำให้เขาสนุกกับวิชาคณิตศาสตร์ และมีความรู้สึกว่ามันช่างง่ายนิดเดียว”
           
           “แต่ตอนนี้ผมทำได้แค่เป็นวิทยากร ให้กับครูที่สอนตามราชภัฏหรือจุฬาฯ เพื่อให้เขาเข้าใจการเรียนการสอน ในเรื่องของธรรมชาติของเด็กได้อย่างถูกหลักวิชาการ และถูกหลักการเรียนการศึกษา ผมทำได้แค่ไปให้ความรู้เขา อย่างเป็นรูปธรรมเท่านั้น”
           
           “ถามว่าธุรกิจการศึกษาของผมเป็นเชิงพาณิชย์มั้ย มันจำเป็นครับ ผมก็ต้องตอบว่าใช่ แต่ธุรกิจของผมไม่ได้ไปเอาเปรียบสังคมเลย เพราะค่าใช้จ่ายมันถูกลงมากว่า6-7เท่า แต่สาระที่เด็กๆจะได้มันมากมายเลยทีเดียว ผมเองก็ไม่ต่างอะไรกับแม่ค้า ที่ขายกับข้าวอยู่หน้าปากซอย ผมต้องทำพะโล้หม้อใหญ่ๆและต้องขายคนจำนวนมากทั้งซอย กว่าผมจะได้กำไรแค่นิดนึง”
           
           ยอมรับได้รับผลกระทบ ถูกบางโรงเรียนเลิกจ้าง หลังขึ้นเวทีพันธมิตร แต่ไม่ท้อเพราะคิดว่าได้ทำสิ่งที่ดีสำหรับประเทศไทยแล้ว
           
           “ในความรู้สึกผมอะไรที่ทำแล้ว เป็นสิ่งที่ดีกับประเทศ ผมอยากทำ อย่างคนที่ตัดสินใจขึ้นเวทีพันธมิตร ผมถือว่านี่คือสุดยอดของบุคคลที่เสียสละแล้ว ยอมรับว่าหลังจากที่เราไปขึ้นเวที ก็มีผลกระทบกับเราบ้าง ผมไม่สามารถไปรับงานได้อย่างกว้างขวางเหมือนก่อน ครอบครัวผมก็หวาดหวั่น เพราะผมแสดงตนขึ้นเวทีพันธมิตร แต่ผมคิดว่ามันก็ต้องแลก อย่างเรื่องงานก็มีกระทบบ้าง ทางโรงเรียนหรือว่าผู้ปกครองมีบางที่ที่บอกเลิกจ้างเรา แต่เป็นส่วนน้อยมากก็ถือว่าเป็นโชคดีไป ซึ่งเราเองก็ต้องยอมรับกับสิ่งนั้น”
           
           มองวงการปัจจุบันเดี๋ยวนี้ศิลปินขายหน้าตามากกว่าผลงาน ศิลปะเป็นไปในเชิงแสวงหารายได้มากกว่าจรรโลงจิตใจ แนะศิลปินหน้าใหม่ลองถามตัวเอง ได้อะไรจากการเป็นซูเปอร์สตาร์
           
           “ศิลปินสมัยก่อนเขาขายผลงานกัน ไม่ได้ขายหน้าตาอย่างสมัยนี้ มีคนเคยบอกว่าเวลาคนดังแล้วจะมีราศีจับ ซึ่งผมมองว่ามันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะผมรู้ตัวดีว่าไม่ได้เป็นคนหน้าตาดีอะไรเลย ที่เราดังมาได้ มันดังมาจากผลงานของเราจริงๆ”
           
           “ผมมองว่าวงการนี้อาชีพนี้ จะก้าวหน้าไปในเชิงการตลาด แต่ในเชิงศิลปะผมว่าตอนนี้มันถอยหลัง ในสมัยผมมันยังมีอะไรที่มีความคิดสร้างสรรค์ ศิลปินนี่เป็นศิลปินจริงๆ แต่ทุกวันนี้ผมมองเห็นแค่เพียงนักร้อง เพราะฉะนั้นศิลปะที่มันออกมาจากข้างใน มันก็เลยถูกกำหนดโดยตัวการทำงานของฝ่ายเขียนเพลง คนทำดนตรีที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านดนตรีเท่านั้น แล้วก็ป้อนเพลงมาให้นักร้อง”
           
           “ผมอยากเห็นบริษัทที่เปิดกว้าง ให้แต่ละคนได้มีความคิดสร้างสรรค์กันมากกว่านี้ ยิ่งปัจจุบันมีเอ็มพี3 เทปผีซีดีเถื่อนยิ่งแล้วใหญ่ มุมมองผมในตอนนี้ศิลปินยิ่งไส้แห้ง เงินส่วนใหญ่ไม่ได้ไปกระจุกอยู่กับศิลปินที่เขาสร้างสรรค์ผลงาน สังคมไทยตอนนี้เป็นสังคมที่แย่มากๆ สุดๆแล้ว”
           
           “ยิ่งปัจจุบันมีการประกวดล่าฝัน เพื่อที่จะขึ้นมาเป็นที่หนึ่ง ได้เป็นนักร้องค่อนข้างเยอะ ในมุมมองของผมดนตรีไม่ได้หมายถึง ความเป็นที่1 ของดนตรี มันคือ1ในด้านความสุข ด้านความมั่นคงทางอารมณ์ และด้านความเป็นตัวตนของคุณ มันยังมีอีกหลายมุมมาก แต่ถ้ามีรายการอย่างนี้เยอะเข้า มันจะทำให้สังคมคิดว่า การขึ้นไปเป็นที่ยอมรับได้คะแนนสูงสูด นั่นคือที่หนึ่งของชีวิต”
           
           “เดี๋ยวมันจะเหมือนอ๊อด คีรีบูนในยุคนึง ที่พอขึ้นไปแล้วมันถึงรู้ว่า มันไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ศิลปินทุกวันนี้คุณควรลองกลับไปถามตัวคุณเองว่า คุณมีความสุขจริงกับการที่ได้มายืนอยู่ตรงนี้หรือเปล่า ใครก็อยากจะเป็นซูเปอร์สตาร์กันทั้งนั้น แต่เราต้องเป็นในสิ่งที่เราได้เป็นตัวเอง และมีความสุขกับสิ่งที่ทำไปพร้อมๆกัน”
    September 01

    ยังมีคน "เก่ง" ในอีกหลายเรื่องในประเทศไทย

    ผงหมักเนื้อเอนไซม์จากพืช นวัตกรรมสินค้าเกษตรไทย
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 31 สิงหาคม 2552 10:16 น.
    ผงเนื้อนุ่ม ในซองขนาดขาย 120 บาท
           ผงหมักเนื้อจากเอนไซม์ธรรมชาติที่ทำมาจากพืช เป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่ต้องการ Food Ingredients ที่ไม่มีส่วนประกอบการของสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ประเทศไทยถือได้ว่าโชคดีที่เราเป็นแหล่งผลิตอาหาร มีวัตถุดิบต้นทุนต่ำมากมายที่พร้อมจะนำมาแปรรูปเป็นอาหารออกไปจำหน่าย
           
           สำหรับผงหมักเนื้อนุ่ม "โชตธนโชติ" เป็นการนำผงเอนไซม์บรอมิเลน ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ได้มาจากสับปะรด มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ใช้เป็นส่วนประกอบอาหาร Food Ingredients ผลงานการคิดค้นของ “นางสาววิภาดาว กัปปิยบุตร” ผู้ผลิตผงเอนไซม์จากพืชธรรมชาติ 100% รายแรกของประเทศไทย

    นางสาววิภาดาว กัปปิยบุตร เจ้าของผงหมักเนื้อนุ่ม โชตธนโชติ
           นางสาววิภาดาว เล่าว่า ทางบริษัทโชตธนโชติ จำกัด ได้ทำการผลิตเอนไซม์ที่ทำจากพืช ประเภทสับปะรด มานานกว่า 9 ปี จุดเริ่มต้นมาจากครอบครัวของเรามีไร่ปลูกสับปะรด อยู่ที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งได้มีการศึกษาถึงการแปรรูปและเพิ่มผลผลิตสับปะรดในบ้านเราให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นได้อย่างไร และได้ศึกษาพบว่า เอนไซม์ที่ทำจากสับปะรด มีคุณสมบัติเด่นที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย จึงได้ไปศึกษากระบวนการผลิตเอนไซม์
           

           จนกระทั่งได้เริ่มลงทุนทำโรงงานผลิตผงเอนไซม์ขึ้นมา เริ่มจากการทำเอนไซม์จากสับปะรด ได้เอนไซม์ที่มีชื่อว่าบรอมิเลน ต่อมาทำเอนไซม์ปาเปนทำมาจากมะละกอ เอนไซม์ฟิซิน ทำมาจากมะเดื่อ และเอนไซม์แอคทินิดิน ทำมาจากกีวี แต่ต่อมาเนื่องจากเราต้องการทำเอนไซม์จากพืชที่ปลอดสารพิษ จึงต้องใช้เอนไซม์จากสับปะรดได้เพียงอย่างเดียว เพราะสามารถควบคุมดูแลการผลิตให้ปลอดสารได้เนื่องจากการเป็นผู้ผลิตเอง

    สเต็กทีผ่านการหมักจากผงหมักเนื้อนุ่ม
           ทั้งนี้ในช่วงเริ่มต้น สินค้าของเราเกือบทั้งหมดเป็นการส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศในแถบยุโรป เพราะผู้บริโภคในกลุ่มนี้จะรู้เรื่องของผงเอนไซม์กันดีอยู่แล้ว โดยผงเอนไซม์ที่ส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ จะนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และในกลุ่มอาหารสัตว์ ซึ่งสุดท้าย เมื่อเขานำแปรรูปออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ กลับมาขายบ้านเราในราคาที่สูงมาก จึงเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เราคิดทำผงเนื้อนุ่มเอนไซม์จากพืช
           
           “โดยพบว่าปัจจุบัน แม้ว่าประเทศไทยเราจะเป็นแหล่งวัตถุดิบด้านอาหารที่สำคัญของโลก แต่ในส่วนของส่วนประกอบของอาหาร หรือ Food Ingredients เรากลับต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ในราคาที่สูงมาก ทำให้ต้นทุนในการผลิตอาหารส่งออกสูงตามไปด้วย และด้วยเหตุนี้เอง เราเองต้องการช่วยให้คนไทยด้วยกันได้มีโอกาสใช้ผงปรุงรสที่ปราศจากสารเคมีที่เป็นอันตราย เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย และในราคาที่ไม่สูงมาก จึงได้ทำผงเนื้อนุ่มตัวนี้ออกมาจำหน่าย”
           


    ผงหมักเนื้อนุ่มรสดั้งเดิม
           สำหรับในช่วงแรกต้องยอมรับว่าคนไทยรู้จักผงหมักเนื้อจากเอนไซม์นี้น้อยมาก ต้องอธิบายและสาธิตการทำอาหารต่างๆให้ลูกค้าได้เห็นถึงข้อดีของผงหมัก และข้อดีของการใช้ผงปรุงรสที่มาจากวัสดุธรรมชาติ จนปัจจุบันมีโรงงานผลิตอาหารชื่อดังหลายแห่ง ที่ได้ทดลองใช้และรู้จักข้อดีของเอนไซม์สับปะรด ก็มีการซื้อไปใช้ รวมถึงร้านอาหารต่างๆ เช่น ร้านสุกี้ และหมูกระทะ
           
           ทั้งนี้ ในปีนี้ ได้มีการขยายตลาดในประเทศมากขึ้น เพราะคนไทยที่ได้ใช้จะชื่นชอบ และมีการบอกกันแบบปากต่อ เนื่องจากเราเป็นผู้ประกอบการรายย่อยไม่ได้มีงบประมาณ ในการไปทำตลาดแข่งกับผู้ผลิตผงปรุงรสรายใหญ่ แต่อาศัยให้ความรู้แก่ผู้บริโภคในการที่จะเลือกผงปรุงรสที่ปราศจากสารเคมี โดยปัจจุบันมีการนำสินค้าไปวางจำหน่ายใน ศูนย์การค้าหลายแห่ง อาทิ แม็คโคร คาร์ฟู และบิ๊กซี ฯลฯ
           
           ส่วนตลาดต่างประเทศ ที่ผ่านมาได้มีการออกงานแสดงสินค้าร่วมกับกรมส่งเสริมการส่งออกหลายครั้ง ทำให้เป็นที่รู้จักในหลายประเทศ เช่น ประเทศสเปน อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน และยังได้รับรางวัล Innovative Product งานแสดงสินค้า SIAL CHINA ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าที่จัดโดยหอการค้าฝรั่งเศส และที่เขาเลือกเราเพราะเห็นว่าเราเป็นสินค้าอาหารที่ทำจากธรรมชาติ และเป็นนวัตกรรมด้านอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค ซึ่งปัจจุบันในโลกนี้มีโรงงานที่ทำผงเอนไซม์จากธรรมชาติ 100 % เพียงไม่เกิน 10 แห่ง

           ปัจจุบันได้มีการพัฒนาผงเนื้อนุ่ม ออกมาหลายรสชาติ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกัน โดยมีอยู่ด้วยกัน 6 สูตร สูตรดั้งเดิม สูตรสมุนไพร สูตรสเต็กหอม สูตรพริกไทยดำ สูตรเทริยากิ สูตรยาคินิคุ ส่วนราคาอยู่ที่ซองละ 120 บาท ราคาค่อนข้างสูง เพราะต้นทุนในการทำผงเอนไซม์นั้นค่อนข้างสูงมาก โดยกระบวนการทำผงเอนไซม์ ต้องใช้วัตถุดิบสับปะรดจำนวน 1 ตันสามารถทำผงเอนไซม์ออกมาได้เพียง 2 กิโลกรัม ส่วนราคาผงเอนไซม์อยู่ที่กิโลกรัมละ 6,000 บาท
           

           จากการที่ได้ออกงานแสดงสินค้าในต่างจังหวัด ทำให้รู้ว่าลูกค้ามีความต้องการสินค้าในขนาดซองที่เล็กลงประมาณ 10 บาท 20 บาท เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าดังกล่าวจึงได้มีแผนที่จะทำซองขนาดเล็กออกมาจำหน่าย และที่ทำออกมาช้า เพราะเราเป็นเอสเอ็มอีมีทุนน้อย การทำบรรจุภัณฑ์แต่ละครั้งต้องใช้งบเป็นล้าน
           
           “ความสำเร็จในวันนี้ ของเราเกิดขึ้นมาจากเราสามารถผ่านพ้นวิกฤติ ไปได้ โดยไม่ต้องปลดพนักงาน และได้ช่วยเกษตรกรปลูกสับปะรดได้ขายสินค้าในราคาที่เหมาะสมและไม่ลำบาก และสินค้าของเราเป็นที่พึ่งพอใจของลูกค้า และผู้บริโภคได้บริโภคสินค้าที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
           
           โทร.  08-1577-1317  08-1577-1317

    อีกหนึ่งบทสอน

    อี้ว์ปั้งเซียงเจิง อี๋ว์เวิงเต๋อลี่ : นก หอย และคนตกปลา
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 สิงหาคม 2552 19:00 น.
    ที่มา http://qingmei.host.cf6.cn/
            
           鹬蚌相争,渔翁得利
           
           鹬(yù) อ่านว่า อี้ว์ แปลว่า นกปากซ่อม
           蚌(bàng) อ่านว่า ปั้ง แปลว่า หอยกาบ
           相争(xiāng zhēng) อ่านว่า เซียงเจิง แปลว่า ทะเลาะกัน
           渔翁(yúwēng) อ่านว่า อี๋ว์เวิง หมายถึง คนตกปลา
           得利(dé lì) อ่านว่า เต๋อลี่ แปลว่า ได้ประโยชน์
           

           
           ครั้งหนึ่ง เมื่อรัฐเจ้าเตรียมการที่จะเข้าโจมตีรัฐเอียน ซูไต้ แห่งรัฐเอียน ได้รับหน้าที่ทางการทูตเดินทางมาเจรจากับอ๋องเจ้าฮุ่ยแห่งรัฐเจ้า โดยซูไต้ ได้กล่าวกับอ๋องรัฐเจ้าใจความดังนี้
            
           “ระหว่างทางที่ข้าน้อยมาวันนี้ ขณะที่กำลังเดินทางข้ามแม่น้ำ ได้มองเห็นหอยกาบตัวหนึ่งโผล่หัวออกมาอาบแดด พลันก็มีนกปากซ่อมตัวหนึ่งรี่เข้ามาใช้จะงอยปากหวังจิกกินเนื้อหอยตัวนั้น หอยกาบจึงหุบเปลือก 2 ข้างเข้าด้วยกัน หนีบจะงอยของนกปากซ่อมเอาไว้แน่น นกจึงอ้าปากไม่ได้ ส่วนหอยก็ขึ้นจากน้ำเป็นเวลานาน ทั้ง 2 รู้สึกลำบากมาก จากนั้นจึงเริ่มทะเลาะกัน
            
           นกปากซ่อมกล่าวว่า “ถ้าวันนี้ฝนไม่ตก พรุ่งนี้ฝนไม่ตก หอยกาบในโลกนี้คงจะน้อยลงไป 1 ตัวแน่ๆ (ถ้าไม่ได้น้ำหล่อเลี้ยง หอยกาบคงต้องแห้งตาย)”
            
           หอยกาบจึงตอบโต้ไปว่า “แต่ถ้าวันนี้ปากของแกอ้าไม่ได้ พรุ่งนี้ก็อ้าไม่ได้ ในโลกนี้ก็คงจะมีศพนกปากซ่อมเพิ่มขึ้นอีก 1 ศพกระมัง (หากไม่สามารถอ้าปากกินอาหาร นกปากซ่อมก็คงจะต้องหิวตายเช่นกัน)
            
           สัตว์ทั้ง 2 ชนิดล้วนไม่มีใครยอมใคร พอดีกับที่เวลานั้น มีคนตกปลาผู้หนึ่งเดินผ่านมาพบเห็น จึงจับทั้งนกและหอยกลับบ้านไปพร้อมกัน... เช่นเดียวกับรัฐเจ้าและรัฐเอียน หากทำสงครามยืดเยื้อล้วนไม่เป็นผลดีกับทั้งสองรัฐ หากเป็นเช่นนั้นเกรงว่ารัฐที่แข็งแกร่งเช่นรัฐฉินจะทำตัวเป็นดั่งคนตกปลาที่รอเวลาตักตวงผลประโยชน์ไปเสียสิ้น ดังนั้นจึงขอให้ใต้เท้าโปรดใคร่ครวญให้ดี”
            
           เมื่ออ๋องรัฐเจ้าได้ฟังก็คล้อยตาม และสั่งระงับแผนการโจมตีรัฐเอียนในที่สุด
            
           สำนวน “อี้ว์ปั้งเซียงเจิง อี๋ว์เวิงเต๋อลี่” หรือ นกกับหอยทะเลาะกัน แต่คนตกปลาได้รับประโยชน์ มักใช้เพื่อตักเตือนว่า ยามที่ต้องทะเลาะ หรือมีปากเสียงกับผู้อื่น ควรใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาแทนที่จะใช้อารมณ์ มิเช่นนั้นจะทำให้เกิดความสูญเสียทั้ง 2 ฝ่าย ปล่อยให้มือที่ 3 ได้รับประโยชน์ไปฟรีๆ
            
           สำนวนนี้ใช้ในตำแหน่งภาคแสดง หรือส่วนขยายนาม (定语)
            
           ตัวอย่างประโยค
           在资本主义社会里, 鹬蚌相争渔翁得利的事情是时有发生的。
           ภายใต้ระบอบทุนนิยม เหตุการณ์ประเภท นั้นสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

    "คว่าฟู่จู๋ยื่อ" เมื่อมีคนรัก ย่อมมีคนชัง (มีคนยกย่อง ก็มีคนสบประมาท)

    ควาฟู่จู๋ยื่อ : ควาฟู่ไล่ตามตะวัน
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 กันยายน 2552 18:40 น.
           夸父 (kuā ) อ่านว่า ควาฟู่ เป็นชื่อเซียนผู้หนึ่งในตำนานจีน
           
    (zhú) อ่านว่า จู๋ แปลว่า ติดตาม ไล่ตาม
           
    (rì) อ่านว่า ยื่อ แปลว่า ดวงอาทิตย์
           


    ที่มา www.i8837.cn
           ในสมัยโบราณ มีเซียนวิเศษผู้หนึ่ง นามว่า ควาฟู่ เขามีความใฝ่ฝันอันแรงกล้าที่สุดคือการไล่ตามดวงอาทิตย์ให้ทัน
           
           วันหนึ่ง ขณะที่ดวงอาทิตย์เพิ่งจะกำลังโผล่พ้นขอบฟ้าออกมาได้เพียงครึ่งดวง ควาฟู่ก็เริ่มต้นออกวิ่งจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตกพร้อมไม้เท้าคู่กายทันที โดยในวันนั้นตั้งแต่ยามเช้า เขาไม่กินไม่ดื่ม ไม่แม้กระทั่งหยุดพัก ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย ไปตามทิศทางที่เงาของแสงอาทิตย์ทอดผ่าน
           
           เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งถึงยามบ่ายคล้อย ควาฟู่วิ่งไล่ติดตามดวงอาทิตย์ไปจนถึงหุบเขา มุมที่ดวงอาทิตย์จะตก ณ ที่แห่งนี้เป็นประจำทุกวัน แต่ในเวลานั้นเอง เขาเกิดความรู้สึกกระหายน้ำเป็นที่สุด เนื่องจากร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรง จึงจำเป็นต้องดื่มน้ำเป็นจำนวนมากโดยเร็ว
           
           ดังนั้นควาฟู่ จึงวิ่งไปยังริมฝั่งแม่น้ำเหลือง(ฮวงโห) เพื่อดื่มน้ำ และด้วยความกระหาย เขาจึงดื่มน้ำในแม่น้ำเหลืองหมดสิ้นจนปรากฏท้องน้ำ แต่ความกระหายยังไม่จาง จึงวิ่งไปดื่นน้ำยังแม่น้ำเว่ย จนแม่น้ำเว่ยแห้งขอดอีกเช่นกัน แต่เขาก็ยังคงไม่หมดความกระหายน้ำ รู้สึกเหมือนร่างกายแผดร้อนดุจเปลวเพลิงสุมรุม เกิดความทุกข์ทรมานยิ่งนัก
           
           ในตอนนั้นเอง ควาฟู่ คิดขึ้นมาได้ว่า ณ ภูเขาเอี้ยนเหมินทางทิศเหนือ ยังมีทะเลสาบอยู่อีกแห่งหนึ่งที่กว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา ดังนั้นเขาจึงคิดเดินทางขึ้นเหนือเพื่อหวังใช้น้ำในทะเลสาบแห่งนั้นมาดับความกระหายของตน
           
           ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว ควาฟู่ กระหายน้ำจนถึงขั้นวิกฤต เกรงว่าแม่แต่การเดินตามปกติก็แทบไม่มีเรี่ยวแรงสืบเท้าแล้ว อีกทั้งทะเลสาบก็อยู่ห่างไกลนัก ยากที่จะไปถึงได้ทันท่วงที ควาฟู่แข็งใจเดินทางไปได้เพียงระยะหนึ่ง ก็หมดเรี่ยวแรง สุดท้ายก็ล้มลงสิ้นใจตายเพราะอาการขาดน้ำอย่างรุนแรงอยู่ข้างทางนั้นเอง
           
           เมื่อควาฟู่ ล้มตัวลง ไม้เท้าที่เขาถือมาจึงหลุดจากมือในตอนนั้น ภายหลังจากที่เขาตายไปแล้ว จุดที่ไม้เท้าตก ได้กลายเป็นป่าใหญ่ แผ่กิ่งก้านปกคลุมพื้นที่นับพันๆ ลี้
           
           ต่อมา สำนวน “ควาฟู่จู๋ยื่อ” หรือ “ควาฟู่ไล่ตามตะวัน” ถูกนำมาใช้ในความหมายทั้งทางบวกและทางลบ โดยความหมายทางบวกหมายถึง ผู้ที่มีปณิธานแรงกล้า ส่วนความหมายในทางลบ หมายถึงผู้ที่ไม่ประมาณตน ไม่รู้ขีดจำกัดของตนเอง
           

           สำนวนนี้ใช้ในตำแหน่งกรรม(宾语) หรือส่วนขยายนาม(定语)
           
           ตัวอย่างประโยค
           他的这种夸父逐日的行为,有些人赞成,也有些人嘲笑。
           พฤติกรรม ~ ของเขา มีทั้งคนยกย่อง และมีทั้งคนหัวเราะเยาะ

    ครอบครัว "ร็อคเกอร์"

    สาวร็อกแม่ลูกสอง สุกัญญา มิเกล (2)
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 กันยายน 2552 18:42 น.
           โดย กุลิสรา กัณหะวัฒนะ
           

           เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว “สาวร็อกแม่ลูกสอง สุกัญญา มิเกล (1)” นอกจากสะท้อนวิธีคิดอันละเอียดอ่อนลึกซึ้งของร็อกเกอร์สาว สุกัญญา มิเกล ไม่ว่ามุมมองความเป็นหญิงเก่ง การให้เกียรติสามีแล้ว ยังชี้ให้เห็นถึงความตั้งใจจริง อยากมีลูกของเธอ
           จากการใช้ชีวิตคลุกคลีบุหรี่แอลกอฮอลล์ เธอเลิกทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ยา หากใช้วิธีธรรมชาติบำบัดแทนยามเจ็บป่วย เพื่อให้ลูกในท้องได้รับแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ
           โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมีสติและเข้มแข็งเมื่อลูกสาวคนโต ‘เลอเบีย’ ในขณะอายุได้เพียง 1 เดือนเศษ ต้องเข้ารับการผ่าตัดด้วยโรคปลายกระเพาะตีบ ซึ่งเป็นแรงดลใจให้เธอเขียนพ็อกเก็ตบุ๊ค
    “เด็กหญิงชุดแดงบนหาดทรายสีขาว”
           


           ลูก ของขวัญจากพระเจ้า

           “มันเป็นมโนภาพแห่งความฝันตั้งแต่ท้องแล้วว่า ลูกจะแข็งแรง วันหนึ่งเราจะวิ่งด้วยกันที่ชายหาด”
           
           สุกัญญา ย้อนเล่าสมัยตั้งครรภ์ว่า ทุกคืนหลังจากอ่านหนังสือคู่มือคุณแม่มือใหม่ ก่อนนอนก็จะลูบท้องคุยกับลูก
           
           “หนู เอาผมแบบหม่ามี๊นะ เราสั่งจิตเลย เรื่องสั่งจิตคือ สั่งเซลล์ เราทำวิจัยด้วยตัวเราเองนะ เราคิดของเราเอง เราเชื่อว่าเซลล์คือ สิ่งมีชีวิต หนึ่งเซลล์คือ หนึ่งชีวิต แล้วรวมตัวกันมาเป็นชิ้นเนื้อชิ้นหนึ่ง มันรวมเซลล์หลายตัวเข้ามาด้วยกัน ถ้าเราสั่งจิต แสดงว่า ไอ้เซลล์ที่เราสั่งเหล่านั้นจะเชื่อฟัง เพราะเราเป็นสิ่งที่ใหญ่ควบคุมชีวิตอีกทีหนึ่ง เราคิดอย่างนี้ คิดแบบบ้าๆ คิดเหมือนคนหลุดๆ
           
           แล้วมาดูสิ่งที่เราสั่งสิ เอาผมแบบหม่ามี๊ เอาคิ้วแบบป่าปี๊นะลูก เพราะเราไม่มีคิ้ว แต่เอาปากแบบหม่ามี๊ เอาไหล่กว้างๆ ก้นงอนๆ ของป่าปี๊นะลูก ขาเหมือนหม่ามี๊นะยาวๆ เอามือของป่าปี๊ คุณเชื่อมั้ย..มือเค้าไม่เหมือนเราเลย แต่ผมหยิกเหมือนเรา ตา ขนตา มาทางเราหมด แล้วคิ้วไปเหมือนพ่อ
           
           แต่ตอนท้องทาเนีย เราไม่ได้สั่งจิต”
           
           ‘ทาเนีย’ คือ ลูกคนที่สองซึ่งเพิ่งลืมตาดูโลกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เธอตั้งครรภ์ลูกชายคนนี้ขณะร่วมต่อสู้ เป็นหนึ่งในพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
           
           “ทาเนียเป็นภาษาอังกฤษ แปลประมาณว่าขอบคุณของขวัญของพระเจ้า
           
           ตอนนั้นชุมนุมอยู่ ท้องได้ประมาณเดือนที่ 3 ก่อนไปอัลตราซาวนด์รู้ว่าเพศอะไร แฟนฝันว่ามีผู้ชายแบบ the man หน้าออกฝรั่งเหมือนพวกเอสกิโม มาบอกว่าผมชื่อ ‘ทาเนีย’ เช้าขึ้นมาเขาก็เล่าให้ฟัง เขาเป็นคนมีซิกซ์เซ้นท์
           
           
    เราเชื่อว่าเป็น sign ของพระเจ้า หมายถึง เวลาจะได้อะไรมาในชีวิต มันมีสัญญาณบอก
           

           ก่อนท้องเลอเบีย ตอนปล่อย ไม่คุมแล้ว มีวันหนึ่งดื่มเบียร์ก่อนขึ้นโชว์ แล้วเรอออกมา คุณสามีได้ยินบอก เอ๊ะ ! เสียงเรอเบียร์น่ารักดี ไพเราะดี ถ้ามีลูก ให้เป็นชื่อลูกล่ะกัน เพราะมันไม่เจาะจงเพศ เป็นเพศหญิงก็ได้ เพศชายก็ได้ เราก็จดไว้ หลังจากนั้นไม่นาน ก็มารู้ว่าตัวเองท้อง สรุปว่าใช้ชื่อนี้กัน เพราะเราเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ปุ๊บขึ้นมา เหมือนสัญญาณบางอย่าง”
           

           และ ‘เลอเบีย’ ก็แปลว่า ‘เกียรติยศ’ ซึ่งเธอเขียนไว้ในหนังสือว่า
           
           “..เมื่อลูกเติบโตขึ้นมา ไม่ว่าจะทำอะไรขอให้นึกถึงเกียรติและศักดิ์ศรีของตัวเองเป็นลำดับแรก..”


           ต่อสู้ด้านความคิดกับลูก

           หลังจากน้องเลอเบียผ่าตัด ก็หายเป็นปกติ เติบโตแข็งแรงปีนี้อายุ 4 ขวบกำลังจะเข้าสู่วัยเรียน ช่างคิดช่างจินตนาการ คุณแม่มิเกลเล่าถึงการอบรมสั่งสอนเลี้ยงดูสาวน้อยผมหยิกของเธอว่า
           
           “ตอนนี้เริ่มยากสำหรับเรานิดหนึ่ง เลอเบียเริ่มเป็นตัวของตัวเองมาก และเค้าเป็นเด็กเชื่อมั่นในตัวเองสูงมากเลย เราต้องการให้เค้าเป็นอย่างนี้ด้วย ด้วยความที่เราหัดให้เค้ามี self confident มันก็ต้องเหนื่อยกับการต่อสู้ด้านความคิด บางทีเราบอก-หนูใส่เสื้อตัวนี้สิลูก มันสวยมากเลยนะ เค้าบอก-ไม่เอา เราถาม-ทำไมน่ะลูก เค้าบอก-ไม่มีแขน เราก็พูดว่า-ใส่ได้ เห็นแค่แขน ไม่เป็นไรหรอก เค้าบอก-ไม่ชอบ เราต้องใช้หัวสมองคิดทันทีเลย-ลูก ไม่เป็นไร วันนี้ไม่ได้ออกนอกบ้าน หนูใส่อยู่ในบ้าน อากาศร้อนนะคะ เค้าก็-เหรอคะ ไม่ต้องออกไปเหรอ
           
           คือ เค้าเป็นคนไม่ชอบใส่เสื้อกล้าม แต่แม่ชอบใส่เสื้อกล้าม ลูกเค้าอายแขนเค้า เหมือนเด็กโบราณ ตามดวงเค้า ดวงเค้าเป็นคนติดบ้าน ชวนไปไหน ไม่ไป ชอบอยู่บ้าน เล่นนั่นเล่นนี่ พูดนั่นพูดนี่”
           
           เธอกล่าวว่าการพูดคุยสื่อสารกับเด็กต้องระมัดระวังมาก ห้ามใช้อารมณ์เด็ดขาด ที่สำคัญ ต้องอธิบายด้วยเหตุด้วยผล
           
           “เด็กมีความเข้าใจได้ดี พูดเป็นเหตุเป็นผลกับเค้า ไม่ใช่อาโนเนะ หน่อมแน้มกับเค้า เด็กเค้าไม่สนใจหรอก
           

           มีอยู่วันหนึ่งเราตะโกนเรียก ‘นาง’ มาทำนี่หน่อย เจ้าเลอเบียเอาบ้าง ตะโกนเรียก ‘นาง’ เลียนแบบเราเลย เราคิดเป็นแบบนี้ไม่ได้แล้ว เราต้องเรียก ‘พี่นาง’ เพื่อที่จะให้ลูกให้เกียรติคนอื่น ‘พี่นาง ขอกาแฟแก้วหนึ่งนะคะ’ เจ้าเลอเบียก็ ‘พี่นางคะ ขอนมขวดหนึ่ง’ อยู่กับเด็กต้องละเอียด แต่ไม่ต้องไปกังวลกับมัน เมื่อใดที่เราเห็นความผิดพลาด เรารีบแก้ และทำให้เป็นสม่ำเสมอ
           
           เราบอกทั้งพ่อและลูก มี 4 ข้อ เลอเบียฟังนะ พ่อด้วย หนึ่ง-ตื่นมา แปรงฟันก่อน พ่อชอบย้วย ศิลปินเต็มที่ บทจะขึงขัง ลูกรับไม่ได้เลย บทจะย้วยก็ย้วยเลยนะ แต่ของเราจะทำสม่ำเสมอ สอง-เก็บที่นอนนะคะ สาม- เลอเบียไปเอานมมาดื่ม 1 ขวด ต่อจากนั้นจะทำอะไรก็ได้ วาดรูป ดูทีวี ฯลฯ แต่ 1 CD เท่านั้น สี่-ไปกินข้าว
           
           เมื่อเช้าบอกพี่นางอย่าให้เลอเบียกินข้าวเกิน 9 โมงนะ ห้ามกินมาม่าอีกต่อไป กินอะไรได้บ้าง เส้นพาสต้า เส้นสปาเก็ตตี้ ข้าว ข้าวเหนียว และไข่ อันนี้เป็นเบสิก ถ้าไม่รู้จะทำอะไรแล้ว ให้มันวนอยู่ในนี้ แต่ไม่มีมาม่าอีกต่อไปแล้ว เลอเบียอ้อน-ทำไมคัพนู้ดเดิ้ลไม่ได้แล้วเหรอ เราบอก-ไม่ได้ลูก กินคัพนู้ดเดิ้ลแล้วสมองฝ่อ เดี๋ยวหนูจะเล่นเกมไม่เก่ง ทำอะไรก็ไม่เก่งนะ ปีหน้าหนูต้องไปเข้าโรงเรียนแล้ว ก็เริ่มฝึกเค้า”

           “เราเป็นแม่ที่โหดนะ เช่น เราจะบอกว่า-หนูขึ้นไปกระโดดทำไม หยุดได้แล้วไม่กระโดด ..ไม่ฟัง.. ห้ามกระโดดนะลูก อย่าใส่รองเท้าขึ้นไป ..ไม่หยุด.. เฮ้ ! ไม่หยุดแบบนี้ แสดงว่าหนูโง่นะเนี่ย ถึงฟังแล้วไม่เข้าใจ เลอเบียบอก-ไม่โง่นะ ฉลาดนะ เราก็บอกเค้าว่า-ถ้าฉลาดต้องหยุดสิคะ เหตุผลคืออะไร เพราะหนูใส่ขึ้นไป หนึ่ง-ดูไม่สง่างาม สอง-ทำของเปื้อน
           
           เราใช้คำว่า ‘โง่’ ถ้าจะเป็นปมอะไรต่อไป เราก็ต้องยอมรับ เพราะเราชอบพูดกับลูกว่า หนูอย่าทำอย่างนี้สิคะ หนูโง่เหรอที่ทำอย่างนี้ เค้าเถียง-ไม่ เลอเบียเก่ง เลอเบียฉลาดนะ เราก็จะพูดกับเค้าว่า-ถ้าฉลาด หนูอย่าทำที่มันโง่ๆ อย่างนี้สิ และก็ทำแบบนี้ เช่น เค้าร้องงอแง หนูเป็นเบบี้เหรอ เบบี้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หนูเป็นเบบี้ใช่มั้ย
           
           มันอาจส่งผลให้เค้าปีนมากกว่าอายุ อาจเป็นไปได้ เค้าเริ่มอาการ เรารู้สึก เค้าเริ่มเอาชนะ นิสัยเอาชนะเป็นของพ่อเค้าเต็มๆ เลยนะ ชอบแข่งขัน อาจเป็นทั้งสองแบบ แข่งขันทั้งกับตัวเองและคนอื่น ถ้าสามารถปรับได้ตอนโตขึ้น ไม่ทำความเดือดร้อนให้คนอื่น หรือคอยพึ่งพาผู้อื่น เราว่าก็ดีกว่า เดี๋ยวโตขึ้นมาจะปรับไปอีกขั้นหนึ่ง ละเอียดได้มากขึ้น
           
           เรามีขั้นตอนการลงโทษลูก มาตรการแรกคือ พูดก่อน ถ้าไม่ยอมฟัง สอง เสียงแข็งขึ้น ยังไม่ฟังอีก สาม ออกคำสั่ง ถ้าออกคำสั่งแล้วยังดื้ออีก เราจะใช้มาตรการลงโทษเลย คุณพ่อชอบลงโทษโดยการให้ไปเกาะกำแพง เค้ากลัวมาก เค้าไม่ชอบไปยืนเกาะกำแพง ห้ามไปไหน เหมือนโดนขัง บอก- หม่ามี๊ ช่วยปลดล็อกให้หนูหน่อย หนูออกไม่ได้ คือ เค้ารู้สึกเหมือนโดนล็อกไว้ เราก็หัวเราะในใจ แต่ทำหน้าขรึมไว้ เดินไป-อืม ปลดล็อกให้ แต่จริงๆ แล้ว เป็นปลดล็อกอากาศน่ะ ตลกดี บางทีก็นั่งขำ นึกในใจเลอเบียไม่คิดเลยเหรอว่ามันออกเองได้”

           ครอบครัวร็อกแอนด์โรล

           ด้านความสัมพันธ์กับน้องชาย แรกๆ เลอเบียไม่เข้าใจว่าทาเนียมาจากไหน ออกอาการเคืองๆ ด้วยซ้ำ ทว่าสุกัญญามีวิธีการสร้างเสริมสายใยพี่น้อง…
           
           “ตอนคลอดน้องสองวันแรก เลอเบียโกรธแม่มากเลย ไม่ยอมพูด เค้าไม่เข้าใจว่าที่นอนอยู่คืออะไร เค้าเคยเห็นน้องอยู่ในท้องกลมๆ เค้าไม่คิดว่าออกมาจะเป็นอย่างนั้น เค้ามึนมาก สงสารเค้าเหมือนกันนะ คุยกับแฟน สงสารเค้านะ เราต้องปรับ อย่าไปดุเค้า
           
           เราก็เอ๊ะ ! ทำยังไงให้เค้ารู้สึกว่าน้องคือ สมาชิกคนหนึ่งในบ้าน พอถึงวันที่เราเอาชื่อทาเนียเข้าทะเบียนบ้าน-เลอเบียมานี่สิลูกไปอำเภอด้วยกัน เค้าถาม-ไปทำอะไรคะ เราก็บอก-หม่ามี๊จะไปเอาทาเนียเข้าไปในสมุดนะลูก
           
           พอกลับบ้าน เราเอาสมุดมาและบอก-เลอเบีย ไปโชว์ให้ป่าปี๊ดูกัน เราเปิดสมุดทะเบียนบ้าน ถามเค้าว่า-ครอบครัวเรามีกี่คน ชื่ออันดับที่หนึ่ง ป่าปี๊ สอง หม่ามี๊ สาม เลอเบีย และสี่ ทาเนีย หลังจากนั้นถามเค้า-ครอบครัวเรามีกี่คน เค้าบอก 4 คน มีใครบ้าง เค้าก็ตอบเรียงมาเลยนะ แปลกนะ เหมือนมีหลักฐานให้เค้าเห็น ไม่ใช่มาแล้วหายไป แต่ต้องเป็นอย่างนี้ตลอด นี่คือ หนึ่งในแฟมิลี่ ให้เค้ายอมรับก่อน และเดี๋ยวเค้าจะค่อยๆ กระชับความสัมพันธ์ไปเอง
           

           ตอนนี้ดีขึ้น เริ่มหอมน้อง ขอน้องมานั่งตัก เค้าเล่นกับน้อง แหย่น้อง จั๊กกะจี๋น้อง และอย่างเวลาน้องร้องไห้ เค้าจะลงมาตามพ่อแม่ บอก-ป่าปี๊ น้องร้องแล้ว และเค้าก็จะลงไปนอน คือ มาบอกว่าน้องร้องแล้ว”
           
           แม้ทาเนียยังเล็กมาก แต่คุณแม่มิเกลดูออกว่า มีแนวโน้มเป็นคนตรงไปตรงมา
           
           “สังเกต ร้องต้องมีเหตุผล อายุแค่ไม่กี่เดือนนะ จะไม่ร้องงอแงสะเปะสะปะ จะร้องต่อเมื่อหิว ร้องต่อเมื่อฉี่เปียก ร้องต่อเมื่อคอหันไม่ได้ คือ มันมีเหตุผลในการร้องของเค้าหมดเลย เลี้ยงง่ายกว่าเลอเบียเยอะ เลอเบียยังมีร้องด้วยความเหงา ร้องความรู้สึกอยากให้อุ้ม อกแม่นุ่ม ทาเนียก็มี เราก็อุ้ม แล้วพูดกับเค้า ไปนอนนะลูก วางเค้าลงเบาะ ร้องแอ๊ะ แอ๊ะ สักพักก็หลับเลย”

           ดังที่กล่าวไว้แล้วว่าเห็นเป็นครอบครัวร็อกแอนด์โรลติสท์ๆ อารมณ์นี้ ทว่าทั้งเธอและสามีร่วมกันวางแผนชีวิตยาวไปถึงวัยชรา รวมถึงแผนการอนาคตของลูกๆ ว่า
           
           “เรามองไกล คุณพ่อบอกอายุ 16 ปล่อยวัดแล้ว จะไปทำอะไรก็ทำ เราบอกไม่ได้ขอ 18 คุณจะสูบบุหรี่ คุณมีเซ็กซ์ คุณมีได้ คุณจะสัก ตามสบาย คุณจะทำอะไรก็ได้ แต่คุณต้องอยู่ด้วยตัวเอง รับผิดชอบตัวเอง พ่อแม่จะไม่ยุ่งแล้ว
           
           
    เมื่อใดก็ตามที่เค้าเริ่มทำงานเองปุ๊บ ชีวิตจะเป็นของเค้าเองเลย แต่เราจะคอยเป็นที่ปรึกษา เหมือนระฆังคอยเตือนเฉยๆ ไม่เข้ายุ่งในสิ่งที่เค้าตัดสินใจทำ ให้เค้าเรียนรู้ไปเอง เราเชื่อว่าถ้าเค้า 25 วัยที่เป็นผู้ใหญ่เต็มที่แล้ว เค้าจะเข้าใจ เค้าจะหันมามองว่าชีวิตทีนเอจอาจหลงระเริงเป็น lost boy lost girl เรียนรู้แสวงหากันไป ความชั่วช้าดีงามอะไร ไปแสวงหาเอา นี่คือ สิ่งเราวางกันไว้
           

           ตัวเราก็จะเป็นผัวเมียร็อกแอนด์โรลแก่ๆ เล่นดนตรี ไปเที่ยวทะเล ทำอะไรที่ชอบ อาจเปิดโรงเรียน อาจมีสมาคมนักดนตรีมาจอยกัน เด็กๆ มาเรียนดนตรีกันได้ ถ่ายทอดวิชาสิ่งที่รู้ให้กับคนรุ่นใหม่ต่อไป นี่คือ ความสนุกในวัยแก่ เราคิดไว้ก่อนแล้ว”
           
           
    ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างต้องเป๊ะ เธอบอกว่า อาจหลุดไปบ้างแต่คงไม่ไกลไปเท่าไร การวางแผนชีวิตไว้ทำให้ใช้ชีวิตอย่างมีทิศทาง
           
           “ไม่รู้ว่าเราจะเลี้ยงลูกได้ดีแค่ไหน แต่จะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้เค้ามีฐานทำอะไรคิดอะไรเพื่อคนอื่นบ้าง”
           

           เหมือนกับเธอ ซึ่งนอกจากทำงานด้านดนตรีแล้ว ยังวางแผนจะทำภาพยนตร์เพื่อสร้างจิตสำนึกแก่คนในสังคม เราจะนำความคิดเรื่องงานล้วนๆ ของเธอมาถ่ายทอดในสัปดาห์หน้าค่ะ

    คนรู เมืองศรีสะเกษ

    “มนุษย์รู” ศรีสะเกษทุกข์หนัก ฝนตกต่อเนื่องน้ำท่วมที่อยู่กินนอนใต้ดิน
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 กันยายน 2552 19:05 น.

    “มนุษย์รู” นายสวน ใจแจ้ง อายุ 74 ปี ชาวบ้านวารีรัตน์ ต.ตองปิด อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ

    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    ต้องยกพื้นไม้ที่นอนให้สูงหนีน้ำเอ่อท่วม







    ศรีสะเกษ - มนุษย์รูศรีสะเกษทุกข์หนัก ฝนตกต่อเนื่องทำน้ำไหลซึมเข้าท่วมรูใต้ดิน ต้องนำไม้มายกสูงเป็นที่หลับนอนหนีน้ำท่วม เผยอาศัยอยู่กินนอนในโพรงใต้ดินมานานกว่า 30 ปี จนปัจจุบันยังคงหวาดผวาฟ้าร้อง-ฟ้าผ่าเช่นเดิม เมื่อเกิดฝนตกฟ้าร้องต้องวิ่งลงไปนอนหลบอยู่ในรูใต้ดินทันที
           
           วันนี้ (1 ก.ย. ) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่ นายสวน หรือ นายแงน ใจแจ้ง อายุ 74 ปี ชาวบ้านวารีรัตน์ ต.ตองปิด อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ ได้ลงไปนอนอยู่ในรูภายในกระท่อมเลี้ยงไก่ ซึ่งขุดลงไปเป็นโพรงใต้ดินขนาดใหญ่ กว้างประมาณ 1.5 เมตร ยาวประมาณ 2 เมตร อยู่ลึกลงไปจากผิวดินประมาณ 2 เมตร โดยได้อาศัยอยู่ในรูใต้ดินมานานกว่า 30 ปีแล้ว
           
           ล่าสุด ขณะนี้นายสวนยังคงอาศัยอยู่ในรูใต้ดินเช่นเดิม โดยมีร่างกายซูบผอม นอนอยู่ภายในรู ไม่สวมเสื้อ ลูกหลานจะนำ น้ำ ข้าวปลาอาหารมาส่งให้นายสวนกินอยู่ภายในรู และ อาศัยช่วงที่ไม่มีคนอยู่ขึ้นมาทำกิจธุระส่วนตัว อาบน้ำ อุจจาระ ปัสสาวะ
           
           จากนั้นก็กลับลงไปอยู่ในรูใต้ดินเช่นเดิม และในช่วงฤดูทำไร่ ทำนา นายสวนก็จะขึ้นมาช่วยญาติพี่น้อง คือ นายผาย ใจแจ้ง อายุ 88 ปี พี่ชายคนโต และนายไข ใจแจ้ง อายุ 75 ปี พี่ชายคนที่ 2 ทำไร่ ทำนา ขนาด 20 ไร่ ที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้เป็นมรดกร่วมกัน นอกจากนี้แล้วยังช่วยหาอาหารในท้องนา เช่น หอย ปู ปลา โดยการทำไซลงไปดักปลามาประกอบอาหารด้วย
           
           อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้มีฝนตกอย่างหนักต่อเนื่องในเขตพื้นที่ อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ ทำให้รูซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของนายสวนมีน้ำไหลซึมผ่านชั้นดินเข้ามาท่วมที่นอน นายสวนต้องใช้วิธีการหนีน้ำท่วม ด้วยการนำไม้มายกพื้นสูงขึ้นเหนือจากน้ำประมาณ 1 คืบ เพื่อให้สามารถนอนได้ และเพียงพอสำหรับวางหมอข้าว และ ตะเกียงอีก 1 อัน
           
           นายสวน ใจแจ้ง มนุษย์รูกล่าวว่า ในสมัยหนุ่มได้ไปรับจ้างแผ้วถางป่าและเลื่อยไม้ที่ภาคใต้ ซึ่งได้ดื่มเหล้าหนักและยุงกัดทำให้เป็นไข้มาลาเรียขึ้นสมอง มีอาการขวัญอ่อนหวาดผวาง่าย ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง จะกลัวมากเพราะคิดว่าหากถูกฟ้าผ่าตาย แล้วใครจะมารับผิดชอบ และจะไปเอาผิดกับใครก็ไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องขุดรูลงไปอยู่ใต้ดินเพื่อหลบซ่อนตัวจากการถูกฟ้าผ่า แต่เมื่อช่วงไม่มีฝนตกฟ้าร้องก็จะขึ้นมาช่วยญาติพี่น้องทำไร่ทำนาตามปกติ แต่เมื่อเกิดฟ้าร้องก็จะรีบลงไปอยู่ในรูทันที
           
           “ส่วนเวลาหลับนอนก็จะนอนในรูเป็นประจำทุกวันมานานกว่า 30 ปีแล้ว ซึ่งญาติพี่น้องทุกคนก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะตนไม่ได้มีอะไรผิดปกติ” นายสวนกล่าว
           
           ทางด้าน นายไข ใจแจ้ง อายุ 75 ปี อยู่บ้านเลขที่ 42 หมู่ 2 บ้านวารีรัตน์ ต.ตองปิด อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ พี่ชายคนที่ 2 ของมนุษย์รู เปิดเผยว่า นายสวนเคยเป็นป่วยเป็นโรคไข้มาลาเรียขึ้นสมอง จึงทำให้มีอาการทางประสาท เมื่อได้ยินเสียงฟ้าร้องต้องรีบวิ่งเข้าไปหลบอยู่ในรู มีลักษณะเหมือนคนเป็นโรคประสาท แต่ตนเห็นเป็นเรื่องปกติแล้ว เพราะนายสวนเป็นแบบนี้มานานหลาย 10 ปีแล้ว ซึ่งตนกับญาติพี่น้องก็ช่วยดูแลกันตามปกติ เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยก็พาไปหาหมอ เนื่องจากพวกตน 3 พี่น้อง คือ นายผาย ใจแจ้ง พี่ชายคนโต ตนเป็นพี่คนที่ 2 และมี นายสวน ใจแจ้ง เป็นน้องชายคนสุดท้อง ทุกคนยังเป็นโสด ไม่มีภรรยาหรือแยกไปมีครอบครัวใหม่
           
           ด้าน นายประยูร ปัสราษฎร์ อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 53 / 2 หมู่ 2 บ้านยางน้อย ต.ตองปิด อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ หลานเขยของ นายสวน ใจแจ้ง มนุษย์รูกล่าวว่า ในช่วงปกตินายสวนจะเป็นคนชอบหาปลาและหาอาหารต่างๆ ที่อยู่ในท้องนาเก่งมาก ซึ่งนายไข พี่ชายคนที่ 2 จะเป็นคนทำอาหาร แต่ที่ทุกคนเห็นจนเป็นเรื่องปกติคือ แม้จะมีการนั่งกินข้าวกันอยู่เมื่อเกิดฝนตกฟ้าร้อง นายสวนจะรีบวิ่งไปลงรูทันที โดยไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้นเพราะเกรงว่าจะถูกฟ้าผ่า
           
           “อย่างไรก็ตาม นายสวนยังคงใช้ชีวิตได้ตามปกติ และไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนแต่อย่างใด จะมีปัญหาอยู่บ้างในขณะนี้ ก็เพียงแค่น้ำที่ไหลซึมเข้ามาท่วมรูใต้ดิน ที่นายสวนอาศัยเป็นที่หลับนอนเท่านั้น” นายประยูร กล่าว