|
|
September 30
| “ประยุทธ์”หนุนการเมืองใหม่“สนธิ”ย้ำต้องปฏิรูปการศึกษา |
| โดย ผู้จัดการรายวัน
| 29 กันยายน 2551 22:44 น. |
 |
ผู้จัดการรายวัน – แม่ทัพภาคที่ 1 หนุนตั้งกรรมการปฎิรูปการเมืองใหม่ "สนธิ" ชี้วิกฤตการเงินในสหรัฐทำให้ต้องถึงเวลาต้องมาทบทวนระบบการศึกษาของไทยเสียใหม่ ย้ำสังคมใดที่ไม่มีการอดออมและพอเพียงสังคมนั้นไม่มีวันพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับการเมืองใหม่ด้านบิ๊กจิ๋วแจงคัมแบล๊คอ้างเหตุถูกร้องขอช่วยชาติประสานร้อยร้าวคนในชาติ “จำลอง” ย้ำ นักสู้มือตบไล่”ระบอบทักษิณ”เป็นอิสระ ไม่มีใครบงการ รับ “บิ๊กจิ๊ว” ต่อสายคุยสองต่อสองแล้ว “พิภพ” เชื่อหมอประเวศ ไม่รับ ปธ.กก.อิสระ เผย 2 ข้าราชการปีนทำเนียบฉกเอกสารลับ พล.ท. ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวถึงกรณีสถานการณ์ ความแตกแยกในสังคม ว่า คิดว่าท้ายที่สุดคนไทยต้องกลับมารักกันเหมือเดิม เราเคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาหลายร้อยปีจนถึงวันนี้ ตั้งแต่สมัย สุโขทัย อยุธยา ธนบุรี รัตนโกสินทร์ 4 ยุค 4 สมัยก็มีเรื่องแบบนี้ และทุกคนก็ทำหน้าที่รักชาติ ”ผมขอฝากไว้ว่า จะทำอะไรก็ตาม ท้ายที่สุดก็ต้องกลับมามองว่าผลประโยชน์ของชาติอยู่ตรงไหน ดังนั้น ต้องหาทางออกว่าจะมาเจอกันอย่างไร แก้ปัญหาของชาติได้อย่างไร ประเทศไทยอย่างไรก็เป็นประเทศไทย คนไทยต้องอยู่ร่วมกันแยกประเทศไม่ได้ ต้องหาทางแก้ปัญหาความขัดแย้ง" ส่วนที่นายสมชาย เดินทางไปสถานที่ต่างแล้วถูกกลุ่มต่อต้านขับไล่จะทำให้ความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ พล.ท.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่หรอก ประเทศไทยเรามีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เป็นที่มั่นเป็นที่ยึดเหนี่ยวของคนไทยทั้งชาติอยู่แล้ว ทุกคนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตามเรามีจุดยึดเหนี่ยวอันเดียวกัน คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และราชวงศ์ ตนคิดว่า น่าเป็นสิ่งที่น้อมนำให้ทุกคนกลับมาพูดคุยกันและแก้ปัญหาของชาติไปได้ด้วยดี อย่างไรก็ตาม การเจรจาเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งตนไม่ทราบว่าจะเจรจากันอย่างไร เพราะเป็นทหารก็ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องตรงนี้ เท่าที่ทราบก็มีการพูดคุยกันซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ขอให้กำลังใจให้การพูดคุยเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและหาคำตอบออกมาให้ได้ หากใช้คำว่าเจรจาแต่อีกฝ่ายไม่ยอมเจรจา แล้วจะเจรจากันได้อย่างไร ดังนั้น ก็ต้องใช้คำว่าพูดคุยกันหาหนทางออกให้ดีที่สุดให้ชาติบ้านเมือง เมื่อถามว่า การตั้งคณะทำงานปฏิรูปการเมืองใหม่ มองว่าเป็นอย่างไร พล.ท.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็เป็นหนทางหนึ่งที่น่าเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ถ้ายอมกัน หากตั้งคณะทำงานแต่ไม่ยอมฟังกันตั้งอีกร้อยคณะก็ไม่จบ ทั้งนี้ ควรรีบเจรจากันให้เรียบร้อยทหารทำหน้าที่ของทหารอยู่ในปัจจุบัน เรามีหน้าที่เยอะอยู่แล้วมากมากมายในปัจจุบัน โดยเฉพาะดูแลประชาชนเรื่องปัญหาน้ำท่วม หรือปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ งานกองกำลังแค่นี้ก็เยอะ ส่วนงานการเมืองท่านก็แก้กันไป "สนธิ"ย้ำต้องปฎิรูปการศึกษา นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวบนเวทีทำเนียบรัฐบาล ย้ำว่า ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมาทุกครั้งที่พูดถึงความชั่วของระบอบทักษิณก็จะพูดตรงกันทุกครั้ง โดยที่ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก เพราะพูดความจริงพูดกี่ครั้งก็เหมือนกันหมด นายสนธิ กล่าวย้ำถึงสิทธิของประชาชนที่จะต่อต้านผู้นำที่ฉ้อฉล โดยเฉพาะการใช้มือตบเป็นลัญลักษณ์ของการขับไล่ โดยไม่ได้ใช้ความรุนแรง และอีกอย่างนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะ ทำไมต้องมากลัวกับมือตบแค่นี้ ทำไมเวลาทำชั่วถึงไม่กลัว นายสนธิ ได้ยกตัวอย่างเรื่องวิกฤตการเงินในสหรัฐครั้งนี้ว่า จะต้องมีการทบทวนระบบการศึกษา โดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัยเสียใหม่ ในเรื่องระบบการเรียนการสอน เพราะเวลานี้ได้ลอกแบบมาจากสหรัฐฯมาทุกกระเบียดนิ้ว ที่เน้นในเรื่องการบริหารธุรกิจ ที่เน้นแต่เรื่องกำไรเป็นหลัก หรือคิดถึงแต่ผู้ถือหุ้น โดยไม่ต้องคำนึงถึงสังคม และคนพวกนี้ก็เป็นตัวการในการสร้างวิกฤตการเงินของโลกต่อไป นายสนธิ ได้ยกตัวอย่างการทำมาค้าขายในยุคของพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่ใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง และมีการอดออม มีการลงทุนอย่างพอเพียง และวันนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นชัดแล้วว่าถูกต้องกว่าทฤษฎีของฝรั่งที่ทำให้เกิดความพินาศฉิบหายในเวลานี้ "ถ้าสังคมไม่รู้จักการอดออม เพื่อวันข้างหน้า สังคมนั้นจะไม่มีวันเจริญรุ่งเรืองอย่างเด็ดขาด" นายสนธิ ระบุ และแย้งคำพูดที่ว่าในยุคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้เศรษฐกิจดี ว่าไม่เป็นความจริงเพราะมีการส่งเสริมให้คนเป็นหนี้เท่านั้น" นายสนธิ ย้ำว่า ถ้าไม่มีการปฏิรูปการเมืองใหม่ก็จะทำให้ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยกว้างมากขึ้น ขณะที่คนชั้นกลางก็จะจนลงเรื่อยๆ และว่าการเมืองใหม่ไม่ใช่ปฏิเสธความร่ำรวย หรือกำไร แต่ต้องมีความเป็นธรรม ไม่ใช่ผูกขาดเอาเปรียบคนอื่นในสังคม คนรวยจะต้องไม่รวยล้นฟ้า ส่วนคนชั้นกลางต้องมีมากขึ้น ขณะที่ชนชั้นล่างก็ต้องมีโอกาสพัฒนาให้มีฐานะดีขึ้นให้เป็นชนชั้นกลางมากขึ้น แต่ตอนนี้มันไม่สมดุล มีแต่คนรวยกับคนจน เพราะมีการออกกฎหมายให้คนรวยรวยขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ชนชั้นกลางต้องรับภาระ "วิกฤตการเงินในสหรัฐในครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะความโลภ และเชื่อว่าการอัดฉีดเงินเข้าไปอุ้มจำนวน 7-8 แสนล้านเหรียญสหรัฐเป็นแค่พยุงชั่วคราว แต่ไม่เกิน 5 ปี สหรัฐก็จะเจ๊งกันทั้งประเทศอีก เพราะไม่ได้แก้ไขที่ความโลภ" "บิ๊กจิ๋ว"เผยเหตุคัมแบ็ค พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการกลับเข้ามารับตำแหน่งทางการเมืองอีกครั้งว่า ได้รับการร้องขอให้เข้ามาช่วยชาติ เพราะว่าขณะนี้บ้านเมืองมีปัญหาความแตกแยก ถ้าเข้ามาจะได้ช่วยพูดจาเพื่อคลี่คลายปัญหา นอกจากนั้น ก็ยังมีปัญหาอื่นๆ ที่จะต้องเข้ามาช่วยกันดูแลแก้ไข โดยเฉพาะสถานการณ์ในภาคใต้ เรื่องปัญหาชายแดน และความมั่นคงที่เป็นพื้นฐานสำคัญ โดยเฉพาะความยากจน แต่ต้องขึ้นอยู่กับว่า นายกรัฐมนตรี จะมอบให้ดูแลอะไรบ้าง ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าให้เป็นคนกลางในการเจรจากับพันธมิตรฯ มีความเห็น อย่างไร พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ไม่อยากพูดตอนนี้ขอให้ได้รับการมอบหมายก่อน ในเรื่องการเจรจากับม็อบคงไม่เป็นไร เพราะไม่ได้เป็นเรื่องส่วนเดียว แต่ยังมีเรื่องอื่นๆ อีก เช่น ภาคใต้ เรื่องชายแดน ต้องดูก่อนว่าจะมีการมอบหมายอย่างไร ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า ได้มีการมอบหมายบุคคลใกล้ชิดให้ไปเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ได้มีการต่อสายคุยกันตลอด พูดผ่านสื่อบ้าง ก็ได้ทำหลายทาง แต่เรื่องนี้ต้องดูก่อนว่าจะได้รับมอบหมายให้ไปเจรจาหรือไม่ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าจะต้องมีความเข้าใจว่า เราคิดยังไง เขาคิดอย่างไร ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า พร้อมไปเจรจาหรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวย้ำอีกว่า พูดภาษาเดียวกันทั้งนั้น และเมื่อถามต่อว่า จะมั่นใจได้อย่างไรว่า พันธมิตรฯจะคุยด้วย พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า ทางพันธมิตรฯ เองก็อยากจะแก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างให้ดีขึ้นมิใช่หรือ ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ตรงกันอยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ด้วยความที่รู้จักกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ มาก่อนจะสามารถเจรจาได้ดีขึ้นหรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่าเราเป็นพี่เป็นน้องกัน เกือบพูดได้เลยว่า สายเลือดเดียวกัน และพล.ต.จำลอง เองก็เป็นคนสมถะ เราเสียอีกที่ยังมีกิเลสอยู่ พธม.พร้อมคุยแต่ไม่ถอย ด้าน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง พร้อมด้วยนายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกันแถลงข่าวประจำวัน โดย พล.ต.จำลอง กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เข้ามาเจรจากับทางแกนนำพันธมิตรฯว่า อย่างที่เคยบอกไว้ พันธมิตรฯ ไม่ได้ปิดประตูตายเรื่องการเจรจา พล.อ.ชวลิต เป็นผู้ใหญ่เคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆทางการเมือง ซึ่งก็มีการเริ่มพูดคุยกันจริงบ้างแล้ว ”เป็นการพูดคุยกันทางโทรศัพท์เท่านั้นเอง การพูดจากันเป็นเรื่องที่ดี ทุกคนล้วนแล้วแต่รู้จักกันทั้งนั้น ไม่ใช่คนแปลกหน้า การคุยกันดีกว่าสมัยที่แล้ว ที่ใช้กำลังใช้ความรุนแรง ใช้ไปแล้วก่อให้เกิดข่าวใหญ่โตไปทั่วโลก อย่างนั้นมันไม่ดี แต่การคุยกันยังไม่มีอะไรเป็นมั่นเป็นเหมาะเพราะยังไม่ได้ลงในรายละเอียด ที่ประชุมพันธมิตรฯ มีข้อตกลงกันว่า ใครก็ตามได้รับติดต่อมาต้องมาหารือกันก่อน” ส่วนโอกาสที่เปิดโต๊ะเจรจากันนั้น นายพิภพ กล่าวว่า มีโอกาสเป็นไปได้ พันธมิตรฯไม่ได้ปิดกั้นการเจรจา แต่ตอนนี้ยังไม่มีการพูดคุยกันทางรายละเอียด ขึ้นอยู่ที่เนื้อหารายละเอียดว่าเป็นอย่างไร ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า เงื่อนไขอะไรที่จะทำให้เราเจรจาเดินหน้าต่อได้ พล.ต. จำลอง กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบเพราะตอนนี้เป็นขั้นตอนการเจรจากัน ส่วนเงื่อนไขที่จะทำให้พันธมิตรฯยุติการชุมนุมนั้นยังไม่มีเพราะต้องฟัง พล.อ.ชวลิตก่อนว่า จะมีคำแนะนำอะไร แล้วพันธมิตรฯจะมาหารือกันว่า ทำได้หรือไม่ ซึ่งต้องคำถึงถึงผู้ชุมนุมด้วย ต่อข้อถามว่าเป็นเพราะตัวแทนรัฐบาลคือ พล.อ. ชวลิต ใช่หรือไม่ ทำให้การเจรจาส่งสัญญาณที่ดี นายพิภพ กล่าวว่า ไม่ใช่ตัว พล.อ. ชวลิต คนเดียว เพราะพันธมิตรฯรับการติดต่อจากผู้ใหญ่ทุกคน สำหรับกรณีที่มีแนวโน้มว่า พล.อ.ชวลิต จะขอให้พันธมิตรฯ ย้ายออกจากทำเนียบรัฐบาลนั้น พล.ต.จำลอง ยืนยันว่า ยังไม่มีการหารือในเรื่องนี้ เป็นเพียงการถามเรื่อง สารทุกข์สุกดิบ เป็นห่วงใย ในฐานะที่ พล.อ.ชวลิต เป็นผู้ใหญ่ที่พูดกับคนอายุน้อยกว่า เปิดกว้างถกการเมืองใหม่ ผู้สื่อข่าวถามว่า มีนักวิชาการบางท่านเห็นด้วยกับการหารือเรื่องการเมืองใหม่ แต่บรรยากาศที่ทำเนียบฯไม่เอื้ออำนวย เป็นไปได้หรือไม่ที่จะออกไปร่วมเวทีสาธารณะร่วมกันด้านนอกทำเนียบฯ นายพิภพ กล่าวว่า บรรยากาศการหารือเป็นไปด้วยดี มีการแสดงอิสระในความคิดเห็น การหารือในที่สาธารณะ พันธมิตรฯไม่ได้ผูกขาดว่าจะต้องเป็นเจ้าภาพ พันธมิตรฯให้สถาบันอาชีพกลุ่มต่างๆมีสิทธ์ที่จะทำ เพราะเป็นกระแสการตอบสนองเรื่องการเมืองใหม่เป็นสมบัติของสาธารณะที่จะต้องช่วยกันคิด ส่วนที่อธิการบดี 24 สถาบันเสนอให้นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เป็นประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการเมืองนั้น นายพิภพ กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่า นพ.ประเวศ คงไม่เข้ามารับตำแหน่งนี้ เนื่องจากบทความที่ นพ.ประเวศ เขียนผ่านหน้าหนังสือพิมพ์นั้นต้องการเห็นประชาชนเป็นผู้ริเริ่มในการทำการเมืองใหม่มากกว่าที่จะให้รัฐหรือนักการเมืองเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ เพราะหากให้รัฐเป็นผู้ดำเนินการจะทำให้กระบวนการของภาคประชาชนถูกลดทอนลง นอกจากนี้เห็นว่า นพ.ประเวศ คงไม่อยากถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเหมือนครั้งที่เคยเป็นคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (คอส.) พล.ต.จำลอง กล่าวถึงกรณีที่ แนวร่วมพันธมิตรฯ ตะโกน พร้อมกับปรบมือตบพลาสติกขับไล่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ขณะบันทึกเทปรายการ "ครบรอบ 75 ปีธรรมศาสตร์" และกลางห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ขณะที่ช่วยนายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัครผู้ว่า กทม.พรรคพลังประชาชนหาเสียงว่า ยืนยันพันธมิตรฯ ทุกคนมีความคิดที่เป็นอิสระ แกนนำไม่สามารถสั่งการอะไรได้ เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเพราะนักการเมือง ที่ใช้อำนาจในทางที่ผิด ทำให้บ้านเมืองเกิดเสียหาย ไม่รู้จักหยุดหย่อน ทำเหมือนว่า ไม่มีประชาชนอยู่ในประเทศ พวกเขาเลยต้องออกมาแสดงความคิดความเห็นในสิ่งที่ สามารถทำได้โดยที่ไม่ผิดกฎหมายและพวกเขาก็ทำตามที่พันธมิตรฯ ส่วนกลางทำ คือ การต่อต้านต้านอย่างสันติอหิงสา ไม่มีอาวุธ ไม่ได้ทำร้ายหรือทำลายสิ่งของ สถานที่ต่างๆ ซึ่งเป็นการแสดงออกให้เห็นว่าถึงเวลาที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนทางการเมือง "ทุกคนที่มาชุมนุมล้วนเป็นพันธมิตรฯทั้งสิ้น เราไม่รู้ว่าเขาชื่ออะไร บ้านอยู่ที่ไหน อาชีพอะไร เขาจะทำเรื่องอะไรก็เรื่องของเขา เราไปห้ามเขาไม่ได้ เขามาชุมนุมเพราะสมัครใจมา ซึ่งเห็นว่าเป็นวิธีเดียวที่จะหยุดยั้งความไม่ดี ที่เกิดจากการกระทำของนักการเมือง" พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ไม่ใช่ประเทศเราประเทศเดียวที่ทำเช่นนี้ ประเทศอื่นๆก็มี แต่มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งประเทศของเรามีอยู่อย่างหนึ่ง คือ การใช้มือตบ ที่ประเทศอื่นเขาไม่พัฒนาเหมือนอย่างประเทศเรา ผู้สื่อข่าวถามว่า สถานการณ์ดูเหมือนว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้น อย่างที่ จ.เชียงใหม่ มีการปิดล้อมที่ทำการของเอเอสทีวี และเกิดการปะทะกันจนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ต้องดูว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นใครเป็นคนผิด ตำรวจรู้ว่าจะมีการปิดล้อม แต่ทำไมไม่เข้ามาสกัดกั้น ฝ่ายที่ทำงานที่เอเอสทีวีไม่ผิด เพราะพวกเขาอยู่ในที่ทำงาน ซึ่งอีกฝ่ายยกพวกเข้ามาทำร้าย ซึ่งใครผิดก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย คนที่ไปชุมนุมต่อต้านไม่ว่าจะเป็นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่สยามพารากอน ก็ทำด้วยความนุ่มนวล ทำด้วยความมีสติ ไม่ได้ระเบิดอารมณ์และไม่ได้ก่อให้เกิดความรุนแรงแต่อย่างใด พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ต่อต้านนายสมชาย ด้วยการตาบไปตระโกนไล่ในสถานที่ต่างๆ ว่า เป็นธรรมดาที่จะมีอะไรไปกระทบอารมณ์บ้างนิดหน่อย ซึ่งนายกฯต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเข้ามาเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง เป็นความท้าทาย ถ้ามุ่งมั่นและหนักแน่น เสียสละจริงๆ สักระยะหนึ่งก็จะดี ซึ่งตนพูดในกรณีที่คนมีเหตุผล และหากท่านมีเหตุผลที่จะแสดงชัดๆออกมาว่า เสียสละจริงๆ ก็คงไม่มีใครมาด่าแล้ว 2 ขรก. ปีนตึกฉกเอกสารลับ รายงานข่าวจากการ์ดพันธมิตรฯ เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 11.45น.วันนี้ (29 ก.ย.) การ์ดพันธมิตรฯ ได้รับแจ้งจากผู้ชุมนุมว่ามีชาย 2 คน ได้ลักลอบปีนเข้าไปยังตัวอาคารสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี(สลน.)ฝั่งประตู 4 จึงได้เข้าไปตรวจสอบพบชาย 2 คนอ้างว่าเป็นพนักงานราชการสลน.ทราบชื่อภายหลังว่านายชัยรัตน์ วรพิมพ์รัตน์ ตำแหน่งพนักงานราชการ ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย กองรักษาความปลอดภัย ทำเนียบรัฐบาล และนายสยาม สุขกลับ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน จึงได้ควบคุมตัวไปที่สน.พันธมิตรฯที่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพื่อสอบสวนจึงทราบว่าบุคคลทั้งสองได้นำเอกสารลับเกี่ยวกับงานข่าวของทำเนียบรัฐบาลออกมาจึงได้ทำการยึดไว้พร้อมทั้งถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานและปล่อยตัวไป
| |
 |
| บิ๊กจิ๋ว, หมอประเวศ และ...พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย! |
| โดย คำนูณ สิทธิสมาน
| 28 กันยายน 2551 13:44 น. |
 |
สถานการณ์ทางการเมือง “ในระบบ” ขณะนี้ไม่มีอะไรใหม่ ทั้งเก่า ทั้งน่าเบื่อหน่าย คิดดูก็แล้วกันล่าสุดวันนี้กลุ่มนายเนวิน ชิดชอบที่ผิดหวังไม่ได้รับบทบาทมากเท่าเดิมประกาศเป็นฝ่ายค้านในรัฐบาลคอยจับตาการทำงานของรัฐมนตรี ทำให้สถานการณ์การเมือง “นอกระบบ” คือการชุมนุมปักหลักพักค้างยืดเยื้อยาวนานของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่พัฒนาข้อเสนอมาโดยลำดับ และลงท้ายที่ “การเมืองใหม่ – ประชาภิวัฒน์” มีน้ำหนักขึ้นอย่างมหาศาล แม้จะยังไม่เห็นว่าจะจบลงอย่างไรในเร็ววัน แต่เชื่อเถอะว่านับจากนี้ไปไม่นาน – การเมืองไทย “ในระบบ” จะไม่หวนกลับไปจุดเดิมอย่างแน่นอน! ว่าไปแล้ว การเมืองไทยวันนี้แบ่งได้คร่าวๆ เป็น 4 กลุ่มใหญ่ - พรรคเพื่อไทย - พรรคสุวรรณภูมิ - พรรคประชาธิปัตย์ - พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดย 3 กลุ่มแรกทำงานในระบบเป็นหลัก กลุ่มสุดท้ายทำงานนอกระบบ ในกลุ่มแรกที่ผมใช้คำว่าพรรคเพื่อไทยนั้น ก็เพราะเบื้องหลังการจัดรัฐบาลชุดที่มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธเป็นรองนายกรัฐมนตรี นี้ ได้มองข้ามพรรคพลังประชาชนไปแล้ว แม้ตัวนายสมชายฯ เองก็มีภารกิจในช่วงเปลี่ยนผ่านไม่ยาวนักเท่านั้น เพราะยอมรับกันว่าพรรคพลังประชาชนถูกยุบแน่ กรรมการบริหารจำนวนหนึ่งรวมทั้งตัวนายสมชายฯ ถูกเว้นวรรค 5 ปีแน่ การสลายกลุ่มนายเนวิน ชิดชอบก็เพื่อทำให้กลุ่มก๊วนการเมืองที่รวมกันขณะนี้มีความเหนียวแน่นเป็นเอกภาพขึ้นภายใต้การนำหนึ่งเดียว ซึ่งต่อไปจะปรากฏคราบร่างใหม่ในนามพรรคเพื่อไทย และนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของพรรคเพื่อไทยจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากอดีตนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ... พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ! นอกจากพรรคพลังประชาชนจะถูกยุบแล้ว พรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตยก็จะไม่รอดด้วยมาตรฐานเดียวกัน นักการเมืองตัวเก๋าๆ จะหายไปอีกอื้อ ทำให้ระดับลูกแถวต้องวิ่งเข้าหาพรรคเพื่อไทยที่ยังมีพลังอยู่ จำนวนหนึ่งอาจจะไปพรรคประชาธิปัตย์ และจำนวนไม่น้อยที่ถูกเตะออกมาจากพรรคเพื่อไทยจะไปรวมกันที่พรรคการเมืองจัดตั้งใหม่ที่มีทุนรอนหนาพอสมควร ว่ากันว่าเขาจะใช้ชื่อให้รู้กันไปเลยว่าใครอยู่ข้างหลัง พรรคสุวรรณภูมิ! การเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าน่าจะเป็นศึก 3 เส้า 3 พรรคการเมืองใหญ่ โอกาสที่ขั้วจะพลิกไปที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่ขึ้นอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์เองว่าจะปรับตัวรับสถานการณ์ใหม่ได้ขนาดไหน แต่ก็เป็นไปได้เช่นกันว่าสถานการณ์จะพลิกกลับไปเป็นศึก 2 เส้า 2 พรรคการเมืองใหญ่ เพราะพรรคสุวรรณภูมิมีโอกาสแท้งได้หากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาคดีกล้ายางเป็นโทษแก่นายเนวิน ชิดชอบ! ถ้าอย่างนั้น... พรรคเพื่อไทยก็จะใหญ่ยิ่งขึ้น และโอกาสของพรรคประชาธิปัตย์จะยิ่งน้อยลง ถามว่าพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธคิดอย่างไรถึงมาเสี่ยงกับการเสียหมาตอนแก่ ตอบว่าเจ้าของสมญา “บิ๊กจิ๋ว” คนนี้อยากได้โอกาสอีกสักครั้ง และสถานการณ์ในขณะนี้ก็ทำให้เชื่อมั่นว่าตนน่าจะทำให้ดีในระดับสำคัญ ก่อนหน้านี้บิ๊กจิ๋วก็เจรจากับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรมาแล้วรอบหนึ่ง แต่แพ้ทางนายสมัคร สุนทรเวช ก็เลยไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีนอมินีรอบแรก บิ๊กจิ๋วมั่นใจว่าจะทำได้ดีในสองสามเรื่อง เรื่องหนึ่งก็คือดับไฟใต้ ! จะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม ประมาทบิ๊กจิ๋วในเรื่องนี้ไม่ได้ คนคนนี้มีส่วนสำคัญในการดับไฟใต้มาแล้วในช่วงปี 2530 – 2531 มีสายสัมพันธ์กับมุสลิมชีอะห์ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ขณะนี้ก็ได้ยินมาว่ากำลังเจรจากับแกนนำ “ตัวจริง” ที่อยู่เบื้องหลังวิกฤตจังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกเรื่องก็คือความสัมพันธ์กับกัมพูชา!! ถ้าจะมีอีกสักเรื่องก็เห็นจะเป็นเรื่องการปฏิรูปการเมืองการปกครอง และเลยมาถึงเรื่องการพูดคุยกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยด้วย บิ๊กจิ๋วเป็นคนที่มีแนวคิดพื้นฐานว่าระบอบการเมืองปัจจุบันไม่ใช่ประชาธิปไตย หากแต่เป็นเผด็จการรัฐสภา และการสร้างประชาธิปไตยขึ้นมานั้นไม่ใช่ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ด้วยการใช้อำนาจรัฐกำหนดนโยบายประชาธิปไตยก่อนเป็นสำคัญ ประกาศวันนี้ ก็เป็นประชาธิปไตยวันนี้พรุ่งนี้ได้เลย ไม่ต้องรอร่างรัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งจะต้องเป็นเรื่องที่ตามมา แนวความคิดของบิ๊กจิ๋วแม้จะได้รับการถ่ายทอดจากอาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร และเคยเป็นธงนำของกลุ่ม “ทหารประชาธิปไตย” ที่มีพล.ต.ระวี วันเพ็ญ, พล.ต.ประสิทธิ์ นวาวัตร และเพื่อนๆ เป็นแกน เมื่อช่วงประมาณปี 2520 กว่าๆ แต่หากคัดเอาสาระ ไม่เอาภาษา ก็จะพบว่าตรงกับแนวคิดของนักคิดนักวิชาการอีกหลายคนที่ศึกษามาคนละทาง ล่าสุด เราจะพบในงานเขียนของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี! บทบาทของอาจารย์หมอประเวศฯ ในขณะนี้ถือว่ามาก ล่าสุดอธิการบดี 24 สถาบันก็เสนอให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการเมืองและการปกครอง ให้หมอประเวศฯ เป็นประธาน กรรมการสุดแท้แต่ประธานจะเลือกเข้ามา ให้เวลาทำงาน 120 วัน ผมเชื่อว่ารัฐบาลจะรับแนวคิดนี้ เพราะ “ระบบคณะกรรมการ” ดูเหมือนดี แต่ไม่มีหลักประกันว่ารัฐบาลจะต้องปฏิบัติตาม แต่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่น่าจะรับอย่างง่ายๆ ไม่ใช่ไม่เชื่อหมอประเวศฯ แต่ไม่เชื่อรัฐบาล ไม่เชื่อสภา ว่าจะยอมแก้ไขกฎเกณฑ์ที่ตนเองได้ประโยชน์อยู่ ได้ยินมาว่าบิ๊กจิ๋วฝากความหวังไว้ที่หมอประเวศฯ มาก และระยะหลังท่านก็คุยกันบ่อยขึ้น อย่าลืมว่าคนทั้งสองน่ะรุ่นเดียวกัน เป็นมิตรสหายกันในระดับหนึ่ง! ผมเชื่อว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังจะต้องธำรงการชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลไว้ ไม่ไปฝากความหวังไว้กับระบบคณะกรรมการไม่ว่าจะมีใครเป็นประธานสถานเดียว อย่าลืมว่าหมอประเวศฯ เป็นประธาน คพป.มาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปี 2537 ส่งมอบผลงานในเดือนเมษายน 2538 แต่กว่า ส.ส.ร. 1 จะเกิดขึ้นก็ในอีก 1 ปีต่อมา โดยมีการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเป็นตัวขับเคลื่อนและกดดัน
| |
| บิ๊กจิ๋ว, หมอประเวศและ...พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย !(ตอนที่ 2) |
| โดย คำนูณ สิทธิสมาน
| 29 กันยายน 2551 17:44 น. |
 |
|
ผมไม่คิดว่า คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการเมืองการปกครอง ที่จะมี ศ.นพ.ประเวศ วะสี รับเป็นประธาน ตามข้อเสนอของอธิการบดี 24 สถาบัน จะเป็น “ทางลง” ให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จะใช้เป็นเหตุในการยุติการชุมนุมปักหลักพักค้างยืดเยื้อยาวนาน คณะกรรมการอิสระฯชุดอาจารย์หมอประเวศฯน่าจะเป็น “ทางออก” หรือ “ยุทธวิธี” ให้กับรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์มากกว่า เหมือนกับที่นายบรรหาร ศิลปอาชาหาเสียงเมื่อปี 2538 ว่าจะปฏิรูปการเมืองตามแนวทาง คพป. ที่มีอาจารย์หมอประเวศฯเป็นประธาน ! แต่ก็ต้องถือว่าเป็นพัฒนาการของสถานการณ์อีกก้าวใหญ่ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้แต่รัฐบาลที่อยู่ในระบบการเมืองเก่าเองก็ยังต้องยอมจำนน ยอมตั้งคณะกรรมการอิสระฯ ให้สิทธิประธานฯที่เป็นคนนอกระบบการเมือง อย่างนี้ก็เท่ากับแสดงอย่างมีน้ำหนักว่าระบบการเมืองเก่ามีปัญหาต้องปรับ ต้องแก้ กันจริง ๆ จัง ๆ เพราะถ้าไม่เช่นนั้นแล้วจะตั้งไปทำไม มันก็เหมือนกับครั้งที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเดินทางไปพบคุณอานันท์ ปันยารชุนเพื่อขอให้รับตำแหน่งประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อแก้ปัญหาภาคใต้ โดยให้สิทธิเต็มที่ รัฐบาลไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวนอกจากอำนวยความสะดวกและจัดงบประมาณให้เท่านั้น พันธมิตรฯจะขานรับในประเด็นนี้ แต่จะสงวนความเห็นและการเข้าร่วมดำเนินการไว้ในลักษณะต่างคนต่างทำไป ถ้าต่างฝ่ายต่างยึดหลักความถูกต้องชอบธรรมแล้วในที่สุดหนทาง 2 สายจะมาบรรจบกันเอง ไม่ยุติการชุมนุมเพราะการเกิดขึ้นของคณะกรรมการอิสระฯชุดนี้หรอก ! อาจารย์หมอประเวศฯเหมาะอย่างยิ่งกับตำแหน่งประธานคณะกรรมการอิสระฯชุดนี้ ไม่ใช่เพราะน่าจะคุยกับบิ๊กจิ๋วรู้เรื่อง แต่เพราะปัญหาของท่าน วัตรปฏิบัติของท่าน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งประสบการณ์เมื่อครั้งรับตำแหน่งเป็นประธาน คพป. (คณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย) ที่รัฐบาลคุณชวน หลีกภัยแต่งตั้งหลังเกิดกรณีวิกฤตรัฐธรรมนูญที่ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร อดข้าวประท้วง และพรรคพลังธรรมที่ร่วมรัฐบาลขณะนั้นสนับสนุน คพป. ทำงานอย่างจริงจังตั้งแต่กลางปี 2537 จนได้ข้อสรุปเสนอต่อรัฐสภาเมื่อเดือนเมษายน 2538 ข้อเสนอหลายประการยังใช้ได้จนทุกวันนี้ คณะกรรมการอิสระฯชุดใหม่หยิบฉวยมาปัดฝุ่นศึกษาเพิ่มเติมได้ก็จะทุ่นเวลาไปพอสมควร เป็นต้นว่าเรื่องที่มาของ ส.ส. ที่มาของ ส.ว. การมีสภาที่ 3 หรือการแบ่งรัฐธรรมนูญออกเป็น 2 ฉบับ และ ฯลฯ ผู้คนในแวดวงการเมืองที่ยังมีหนังสือเล่มเล็ก ๆ ชื่อ “ข้อเสนอกรอบความคิดในการปฏิรูปการเมืองไทย” จัดพิมพ์โดย คพป. ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) น่าจะลองย้อนอ่านดู หลายคนอาจจะบอกว่านี่คือ “รากฐาน” ของรัฐธรรมนูญ 2540 หรือ สสร. 1 ชุดปี 2539 – 2540 ไม่ล้าสมัยไปแล้วหรือ ขอตอบว่าส่วนใหญ่ยังไม่ล้าสมัย เพราะ สสร. 1 ที่มาจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2534 มาตรา 211 นั้นไม่ได้ดำเนินตามข้อเสนอของ คพป. เพราะก่อนหน้านั้นพอคุณบรรหารฯได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เริ่มเบี้ยวเล็ก ๆ ไม่ได้นำข้อเสนอของ คพป. ที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมไว้เสร็จเรียบร้อยแล้วมาใช้ในทันที กลับไปตั้งคณะกรรมการขึ้นอีกชุดให้น้องชายของท่านคืออาจารย์ชุมพล ศิลปอาชาเป็นประธาน มีข้อเสนอที่ผิดแผกไปจาก คพป. ในสาระสำคัญ แต่มาถูกแก้กลับไปใกล้เคียงข้อเสนอ คพป. โดยฝีมือ อาจารย์มีชัย ฤชุพันธ์ ที่ขณะนั้นเป็นประธานวุฒิสภาทำหน้าที่รองประธานรัฐสภา กับ ท่านอาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช สมาชิกวุฒิสภาในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม แต่การออกแบบให้มี “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ยังแตกต่างจากข้อเสนอ คพป. ที่ให้เป็น “คณะกรรมการพิเศษ” ที่อิงพระราชอำนาจ ยังดีที่ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พ้นจากมือ ส.ส. – ส.ว. ที่อยู่ในระบบการเมืองเก่า คือให้ลงมติแค่ว่าจะรับหรือไม่รับเท่านั้น แก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้แม้แต่ตัวอักษรเดียว เรื่องจะให้องค์กรจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็น “สภาร่าง...” หรือ “คณะกรรมการพิเศษ (ที่อิงพระราชอำนาจ)...” เป็นประเด็นที่คณะกรรมการอิสระชุดใหม่ของอาจารย์หมอประเวศฯจะต้องพิจารณา ส่วนเรื่องให้พ้นจากมือ ส.ส. – ส.ว. ที่อยู่ในระบบการเมืองเก่านั้นน่าจะโอเคแล้ว คพป. ในช่วงปี 2537 – 2538 ใช้สต๊าฟทำงานเป็นนักวิชาการกฎหมายมหาชนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่ง รับไปทำวิจัยเป็นหัวข้อ ๆ รวมแล้ว 15 หัวข้อ โดยมีทุนจาก สกว. สนับสนุน งานเหล่านั้นบางส่วนล้าสมัย บางส่วนทำแล้วแล้วพบข้อดี-ข้อเสีย บางส่วนยังไม่ได้ทำผลการศึกษาเก่ายังพอใช้ได้ น่าจะศึกษาต่อยอดเพิ่มเติม ไม่ต้องเริ่มต้นนับ 1 ใหม่ทั้งหมด หมอประเวศฯควรจะต้องดึง อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า มาอยู่ในคณะกรรมการอิสระนี้ ในฐานะเลขาธิการ แล้วให้สถาบันพระปกเกล้ามารับงานวิชาการและงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นประชาชน หรือจะให้เป็น “หน่วยธุรการ” เลยก็ได้ ผมเชื่อว่าน่าจะได้บทสรุปที่ดีพอสมควร เพราะทั้งประธานและเลขาธิการมีวุฒิภาวะสูงขึ้นมากในรอบ 10 ปีเศษมานี้ และรากฐานการเมืองใหม่ที่มาจากรัฐธรรมนูญ 2550 และ 2540 ก็เริ่มลงหลักปักฐานบ้างแล้ว ปัญหาว่าข้อสรุปจาก 120 วันนี้จะไปไหน เพราะคงจะยากที่จะไปบังคับให้รัฐบาล หรือรัฐสภา นำไปทำตามโดยกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 291 จัดตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และ ฯลฯ ตามข้อเสนอต่าง ๆ ของคณะกรรมการอิสระชุดนี้ เราจะฝากความหวังไว้ที่บิ๊กจิ๋วซึ่งวันนั้นคงกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีรอบ 2 แล้วได้แค่ไหน ? บิ๊กจิ๋วอาจจะเป็นมีความตั้งใจดี มีความคิดดี แต่การปฏิบัติเท่าที่ผ่านมาท่านไม่ได้พิสูจน์เลยว่าสามารถบริหารกิจการบ้านเมืองไปตามแนวคิดที่ดีและความตั้งใจอันบรรเจิดของตนได้ มิหนำซ้ำยังไม่อาจหลีกหนีจากการติดเชื้อโรค “บริวารเป็นพิษ” ได้ ! เราต้องการ “พลังสีเขียว” และ “วิกฤตเศรษฐกิจ” เหมือนเมื่อปี 2540 ที่เป็นเหตุผลสำคัญทำให้ร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ฝีมือ สสร. 1 ผ่านรัฐสภาได้ง่าย ๆ แม้ ส.ส. – ส.ว. จะไม่ค่อยเต็มใจนัก วิกฤตเศรษฐกิจในระดับทั่วโลกที่จะเกิดขึ้นในปี 2552 นั้นประเทศไทยหนีไม่พ้นแน่ น่าจะเป็นปัจจัยเอื้อต่อ “การเมืองใหม่” ไม่แพ้ปี 2540 แต่ถ้าไม่มีพลังมวลชนทั่วประเทศสนับสนุนทุกขั้นตอนคงยากที่ผ่านพ้นไปได้ และ ณ วันนี้ยังไม่เห็นพลังมวลชนกลุ่มใดเป็นรูปธรรมสัมผัสได้ทั้งปริมาณและคุณภาพเหมือนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย !
| | | | | |
Lundi noir à Wall Street après le rejet du plan Paulson
A Panizzo 29/09/2008 | Mise à jour : 22:42 |
Commentaires 23
.
Crédits photo : AP
Les marchés ont cédé à la panique après le rejet du plan de sauvetage des banques par la Chambre des Représentants. Le Dow Jones perd 6,98% et le Nasdaq Composite 9,14%.
Dans le rouge dès les premiers échanges, la bourse de New York a accéléré sa perte après l'annonce du rejet du plan de sauvetage des banques par la Chambre des Représentants. Par 228 voix contre et 205 pour, ces derniers ont refusé au secrétaire au Trésor Henry Paulson les moyens qu'il demandait pour stabiliser le système financier américain. Près de deux républicains sur trois ont rejeté le plan. Suite à cette nouvelle, le Dow Jones perd 6,63%, soit une perte jamais vue de plus de 700 points, et le Nasdaq Composite 9,14%.
Dès l'ouverture des marchés américains, les parlementaires américains avaient entamé, à la Chambre des représentants, le débat sur le vote d'un massif plan de sauvetage bancaire de 700 milliards de dollars, baptisé «Loi sur la stabilisation économique d'urgence de 2008». Peu rassurant, le président démocrate de la commission des services financiers de la Chambre des représentants, Barney Frank, avait indiqué à l'ouverture des débats que si la loi ne passerait pas aujourd'hui, «ce sera un très mauvais jour pour le secteur financier».
Le président George W. Bush avait lui-même admis que le vote serait «difficile» alors que le projet de loi n'est guère populaire auprès des contribuables. A l'occasion d'une rencontre avec le président ukrainien Viktor Iouchtchenko, Bush s'est dit «déçu» par ce rejet. «Nous avons conçu un plan important parce que nous avons un problème important» a-t-il poursuivi, assurant que son administration mettrait tout en œuvre pour «continuer à (…) attaquer de front à la situation économique».
En Europe, les bancaires ont été dans le rouge tout au long de la journée et les marchés ont plongé suite aux nationalisations de Fortis et de Bradford & Bingley, et sur une éventuelle augmentation de capital de Dexia qui «fait partie des établissements financiers fragilisés et sous haute surveillance», selon le Figaro.
Sur le plan macroéconomique, l'indice des prix à la consommation (PCE) progresse de 4,5% sur un an en août, contre +4,6% en juillet. L'indice PCE de base, grimpe de 2,6% en rythme annuel. Les revenus des ménages ont crû en août de 0,5% par rapport à juillet. Quant aux dépenses des ménages, elles sont restées stables. Les analystes tablaient sur une hausse de 0,2% pour ces deux indices.
Les valeurs du jour
Citigroup (-11,91%) reprend une grande partie des activités de Wachovia dans le cadre d'un accord avec la Federal Deposit Insurance Corp (FDIC), l'agence de garantie des dépôts bancaires américaine. Citigroup va reprendre jusqu'à 42 milliards de dettes de la banque sur un portefeuille de prêts de 312 milliards de dollars. La FDIC couvrira le dépassement de ce seuil. Wells Fargo était également intéressé, selon le New York Times et le Wall Street Journal. La FDIC a précisé que Wachovia n'était pas en faillite et que les titulaires de comptes étaient protégés.
Selon le Financial Times, AIG (-20,63%) étudie la vente de plus de quinze activités afin de rembourser le prêt de 85 milliards que lui a consenti la Réserve fédérale au risque de voir les autorités américaines prendre 80% de son capital. Selon le journal, il envisage de se séparer de sa filiale de leasing aérien International Lease Financial Corp, de sa participation de 59% dans le réassureur Transatlantic Holdings ainsi que son portefeuille immobilier et ses investissements dans le private equity. De son côté, le Sunday Telegraph indique qu'AIG a accepté de vendre 25% des parts de ses actifs dans l'aéroport London City Airport à Global Infrastructure Partners, pour environ 250 millions de livres sterling (315 millions d'euros) indique. GIP est un fonds d'investissement dont les actionnaires sont Credit Suisse et General Electric. AIG a décidé de se passer de l'accord de ses actionnaires pour l'émission d'actions préférentielles convertibles qui doit permettre à l'Etat américain de prendre 79,9% de son capital.
Eli Lilly (-4,89%) et Daiichi Sankyo ont indiqué que les autorités sanitaires américaines (FDA) n'ont pas encore fini leur examen du Prasugrel, leur médicament anticoagulant, qui devrait concurrencer le Plavix de Bristol-Myers Squibb et Sanofi-Aventis.
Selon le New York Times, Goldman Sachs (-12,10%) serait exposé à hauteur de 20 milliards de dollars dans AIG. Goldman Sachs conteste, en soulignant que son exposition est compensée par des collatéraux et n'était en rien matérielle et que l'article était gravement trompeur. Dans le cadre de sa transformation de banque d'investissement en banque de détail, le Financial Times, cette fois, indique que Goldman Sachs chercherait 50 milliards d'actifs.
LIRE AUSSI
» La Bourse de Paris au plus bas depuis mai 2005
» Branle-bas de combat en Europe face à la crise bancaire
» «La réglementation doit changer pour stopper les prises de risques inconsidérées» (avec jdf.com)
Tuesday September 30, 2008
WE CARELearning to live
Master's degree students at Savika-Sikkalai, a new Buddhist university, are learning how to cope with life's stresses - and be of service to others
Story by PICHAYA SVASTI Photos by YINGYONG UN-ANONGRAK
|
| Mae Chee Sansanee Sthirasuta. |
In a pavilion at the Sathira-Dhammasathan Buddhist centre, a group of some 30 people, mostly lay women and nuns, are lying perfectly still on the floor, their eyes closed - like dead bodies.
They are deep in the corpse meditation.
After 30 minutes, they sit in a circle and slowly and mindfully massage the shoulders of the person in front of them as an expression of mutual hospitality.
This is not a yoga or massage class; it is a class on life and death for the master's degree students at Savika-Sikkalai, a new Buddhist university.
"Our students should become healers, friends and counsellors for the weak," Mae Chee Sansanee Sthirasuta, director of Sathira-Dhammasathan and chairwoman of Savika-Sikkalai, remarked.
According to the nun, Savika-Sikkalai's goal is to produce dharma ambassadors to serve mankind, the environment and the world. The university aims to equip students with the ability to heal their own souls first so they can help heal others later.
The establishment of Savika-Sikkalai was inspired by what the Dalai Lama, the Tibetan spiritual leader, told her in 1999 - that real education should be able to benefit and change people's lives.
Since Sathira-Dhammasathan was founded in 1987, the nun has always been active in using Buddhist spirituality to help women in difficult situations, particularly victims of domestic violence as well as unwed mothers. Her efforts, however, never seem able to keep up with the problems.
|
| Learning by practicing at Savika-Sikkalai. |
Believing that prevention is better than cure, Mae Chee Sansanee set up a variety of programmes for families to integrate spirituality into their lives, from teaching meditation to pregnant women to giving spiritual therapy for dying patients.
The setting up of the Savika-Sikkalai Buddhist university is her most recent effort to find a sustainable remedy - an education that heals wounded souls.
The nun gathered a team of experts to draft a curriculum, later endorsed by the Mahachulalongkornrajavidyalaya Buddhist University. It was finally opened this year.
Although Savika-Sikkalai is under the umbrella of Mahachulalongkornrajavidyalaya University, it runs independently in both management and funding.
Savika-Sikkalai is offering a master's degree programme in "Buddhism and the Art of Living", taught by lecturers from its sister university and other experts. It plans to open a doctorate programme and English-language programme four years from now.
"Here, the study of Buddhism focuses on practicality, not philosophies or debates. Our students should be able to help and counsel people in real life," Mae Chee Sansanee said.
Buddhism is essentially about how to ease suffering. And at Savika-Sikkalai, the principal task of the students is to learn to live in the present, here and now, without resentment with the past or fear of the future.
In its first year, Savika-Sikkalai has neither buildings nor classrooms for its students to use. "They study under a tree, the way the Lord Buddha did," the nun said.
It will soon have a building, though. Sathira-Dhammasathan is raising funds for a 120-million-baht project to construct buildings on an empty land plot in the compound of Sathira Dhammasathan. Under one of its several campaigns, the centre is inviting the public to save 10 baht in a piggy bank every day until it is full to help make the project a reality.
Believing that real education creates a free mind to serve the world, Mae Chee Sansanee is confident the alternative education based on Buddhist spirituality at Savika-Sikkalai will help ease social problems while helping bridging the gap between the secular and monastic worlds.
"This is certainly a noble education to create noble people," said Phra Suthee Worayan, vice-president of Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
|
| ? Name of organisation: Savika-Sikkalai ? Contact person: Mae Chee Sansanee Sthirasuta ? Address: Sathira-Dhammasathan 24/5 Soi Watcharapol, Rarm Intra Road, Soi 55, Bang Khen, Bangkok 10230 ? Telephone: 02-509-0085 or 02-510-6697 ? Fax: 02-519-4633 ? Email: sds.account@gmail.com ? Web site: www.sdsweb.org/ ? Bank info: Savings accounts: - Krung Thai Bank, Rarm IntraKM4 Branch, account number 174-1-11765-8; - Bangkok Bank, Tesco Lotus Watcharapol Sub-branch, account number 002-0-05088-6; - Kasikorn Bank, Watcharapol Sub-branch, account number 796-2-00055-4; or - Siam Commercial Bank, Watcharapol Subbranch, account number 161-2-10637-9. |
Nowadays, people study only for technical or classroom knowledge, he said. But that kind of knowledge cannot make good and happy people. To live happy lives, people need to foster the qualities that happiness can thrive on such as self-discipline, strong will and wisdom, the monk added.
Savika-Sikkalai means a place to nurture an education for lay Buddhist females, he explained.
Privy Councillor Dr Kasem Wattanachai, honorary adviser to Savika-Sikkalai, said there is an urgent need for a place where people can learn and apply Buddhist teachings in their daily life. "Savika-Sikkalai is the place to do so."
It is also what the students expect - to cultivate inner calm so they can help others do the same.
"We study not only Buddhist teachings but also spiritual counselling. We must know 'self' first and then help others by being their sincere friends," said one of the students, Chintana Chalermchaikit, an executive of a cosmetics company.
According to her, what she learned at Savika-Sikkalai has given her a new outlook on life, a much more peaceful one. The law of interconnectedness as well as the law of cause and effect, for example, help make her more understanding and more respectful of others' choices which differ from hers.
Chorpaka Wiriyanon, a television celebrity, is a student. From being a hot-tempered person, she said she has observed that she has become much calmer and more patient because Savika-Sikkalai stresses practical application of the teachings in daily life.
Her classmate, Sainumpung Rattanangam, a public relations officer, said she had noticed a similar change in herself. "I used to be self-centred, hot-tempered and controlling. Now, I have learned to listen to others."
Now in their first semester, the students at Savika-Sikkalai are studying ariya-sacca (Noble Truth), anapanasati (mindfulness of breathing), life and death, and Buddhist counselling for the dying and their relatives. In the second semester, they will put what they have learned into practice by offering counselling to the seriously ill in hospitals.
According to Sainumpung, knowing what suffering is, how it comes about, and how to overcome it, works wonders in giving her inner calm. "This is what I've always looked for, to be less unhappy and to be able to live with mindfulness and understanding about life."
Whenever her mind is invaded by sadness or worry, Sainumpung will immediately shift her mental focus to the breathing meditation, trying to be an observer of what is happening inside. The detachment practice helps foster objectivity and often leads to a solution, she said.
|
| Practicing meditation. |
"I want to learn about life, how to live with more happiness and less grief," she said, "Mae Chee Sansanee teaches that we will encounter less sorrow just by changing the way we think," she noted.
For Chorpaka, her aim is to find how to work happily despite problems all around. "Now I can handle work-related stress much better."
As a media professional, she plans to write a thesis on how the media can help people reach enlightenment.
"At Savika-Sikkalai, the way we learn is not through memorisation of the texts, but through practicing until we really understand through our own experiences."
With increasing social malaise that comes with excessive consumerism, Mae Chee Sansanee said education that fosters compassion and a spirit of service is most urgent.
"If we know how to approach life mindfully and kindly, it will be easy for us to live a life of service."
Muse >> Saturday September 27, 2008
musingFALSE IDENTITY
One woman's ordeal of stolen credit cards and cash, and her realisation of misguided morals
The year of the pig hasn't exactly been kind to this pig girl. Oink Oink, Ouch Ouch! Too many failed plans, disappointments, heartaches, lost belongings, ailments and freak accidents to count. Only last Friday, slightly spaced-out, I banged my head against a hard, cold beam at the Bang Gang party. The Australian deejays were banging and so was I. After a long line of bad luck, I now have a pulsating bump on my head and possibly a computed axial tomography (CAT) scan on my hands.
Are you feeling sorry for me yet? If so, feel free to email the Muse editor and get my banking information. Be kind, donate. If not, let me convince and entertain you at the same time with one more "Hallmark" tragedy.
After the debauched Guns 'N' Bombs deejay night (and yes, I go out a lot, but it's all because of, ahem, work), I rifled through my wallet to only find out someone had stolen 7,000 baht in cash, credit cards and debit cards. With the help of my lovely friends we cancelled each card, but as it turned out my only platinum credit card - which I obtained by simply acting snooty - had been swiped approximately 16,000 baht at a super posh bar.
To make a long, complicated story fit for a Hercule Poirot series, really short, the culprit was identified. She turned out to be an acquaintance's girlfriend. Let's call the thick-faced thief "Ms Waste of Space (WOS)". Before I found out who did it, I reported the incident to the police to record and keep. No thanks to the men in brown, my friends and I confronted Ms WOS who used up three excruciating hours to confess even with all the overwhelming evidence: Credit card slips she had faked my signature to buy Moet (wrong move, my dear, since it's a known fact that I can only afford Sangsom, a Thai rum), among others. After denying vehemently, Ms WOS then claimed she suffered "amnesia", so we went on to settle this personally as I didn't want to press any charges and put her in jail.
But the next day, WOS called and challenged me, saying that I may not have been carrying 7,000 baht in my wallet, and that she would only admit to using my credit card. Do I have to point out the obvious stupidity here? Ms WOS went on to invite me to the police station, which I gladly obliged. The police station was very much a circus with all kinds of freaks. The bureaucracy was plain crazy. Since my court date hasn't been set yet, I'll just say a lot of phone calls from bigger loons were made to get my case in motion. I must confess I was flabbergasted by how I, the victim, needed to flaunt my connections for a smooth ride. This is not how justice is supposed to work.
Enough with the red tape, since what bothered me the most was how WOS displayed no remorse, shame or regret. Before confronting her for the first time, I painted a picture of a crying girl saying sorry profusely while returning my money back and I daydreamed myself descending down from heaven wearing an oversized toga and angelic smile, granting her forgiveness. But the reality was harsher than Korean series. She never said sorry. She continued to lie. She flirted with the police (I tried but it didn't work). She never once cried. Her eyes were soulless. In her mind she probably thought the world was for her to exploit and an opportunity to seize easy money for those who had the guts to steal. I gave Ms WOS a chance to redeem herself but she just threw it back in my face. I'm not so much saddened by not receiving some of the money back, but my heart aches for a lost moral compass ... for her heartlessness. I don't know how this very pretty girl came to be a stone-faced thief, but life must not have been easy for her because I refuse to believe that people are born bad.
Out of all the unfortunate incidents that have occurred this past year, having my cash and credit cards stolen ranks number one. It's not about losing money and possessions. It's not even about wasting time and dealing with imbecile authority figures. It's how I now believe that even if you're in the right, you still need to have strings to pull the system into your favour. It's about losing faith. It's about how we are exposed to evilness through sheer natural forces and dumb luck, and how we must encounter unbelievably warped minds, which simply cannot tell right from wrong. It's about how I felt depressed while Ms WOS felt nothing.I ran through a gamut of emotions through this episode. I seethed at the system's flaws. I laughed at the police station's tomfoolery. I felt touched and loved by my friends who congregated at the police station day after day after day. I encountered an urge of physical violence. Then as I drove home from the police station one night, I saw a severely crippled man selling garlands on the street, limping along proudly. I wept.
I wept for humanity ... and for my lumpy head.
She is one year and a month now, starting to talk, saying something we do not understand yet.
| โดย ผู้จัดการออนไลน์
| 29 กันยายน 2551 10:44 น. |
เจ้าของอูฐกำลังรอรับลูกค้าชาวจีนที่มาท่องเที่ยวยังเมืองตุนหวง มณฑลกันซู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนเมื่อวันอาทิตย์(27 ก.ย.) ซึ่งชาวจีนจำนวนมากได้ทยอยเดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ แล้วในช่วงสัปดาห์ทองวันหยุดยาววันชาติจีน(1 ต.ค.) ทั้งนี้ วันที่ 1 ต.ค. 1949 เป็นวันประกาศการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนหรือที่เรียกกันว่า "จีนใหม่" และพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้กำหนดให้วันที่ 1 ตุลาคมเป็นวันชาติจีนนับแต่นั้นเป็นต้นมา - เอเอฟพี
|
|
| ขบวนนักท่องเที่ยวบนหลังอูฐเมื่อมองไกลๆ - เอเอฟพี |
|
 |
|
|
|
|
|
|
|
| |
| โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช
| 21 กันยายน 2551 15:55 น. |
 |
วันหนึ่งผมกับครอบครัวออกไปทานอาหารเย็นนอกบ้านแถวๆ ศูนย์การค้าใหญ่แห่งหนึ่ง ปรากฏว่ารถติดมาก และมีวัยรุ่นนับร้อยวิ่งแล้วส่งเสียงเอะอะเหมือนคนบ้าคลั่ง เราจึงตัดสินใจไปที่อื่น มีคนบอกว่าวัยรุ่นตามมาดูดาราเกาหลี จะเป็นนักร้องหรือนักแสดงก็ไม่ทราบ เห็นพฤติกรรมของวัยรุ่นแล้วก็นึกถึงอนาคตของชาติไทยเวลานี้ “แบบอย่าง” หรือวีรบุรุษ-วีรสตรีของคนยุคนี้มักจะเป็นพวกดาราญี่ปุ่นบ้าง เกาหลีบ้าง นับว่าสองประเทศนี้มีอิทธิพลต่อคนรุ่นหนุ่มสาวของเรามาก เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง เพื่อนชาวเกาหลีพานักวิชาการ และนักธุรกิจเกาหลีมาคุยกับนักวิชาการไทยเพื่อหาลู่ทางลงทุน เวลานี้เกาหลีก้าวไปไกลยิ่งกว่าการมาทำธุรกิจ แต่มีอิทธิพลทางวัฒนธรรมด้วย คนเกาหลีเองก็เข้ามาเที่ยวประเทศไทยแยะ โดยเฉพาะพวกนักกอล์ฟทำให้สนามกอล์ฟที่เงียบเหงาหลายสนามกลับมาคึกคักใหม่ บางสนามถึงกับให้เกาหลีเหมาเป็นปีไปเลย สังคมไทยเราเป็นสังคมเปิด เราเป็นสังคมที่รับวัฒนธรรมจากภายนอกง่ายมาก สมัยก่อนก็จากอินเดียและจีน แต่การรับอารยธรรมและวัฒนธรรมจากสองแหล่งนี้ต่างกันตรงที่อารยธรรมอินเดียมีอิทธิพลในหมู่ชนชั้นสูง ส่วนอารยธรรมจีนมีอิทธิพลในหมู่คนชั้นล่าง เรื่องภาษาก็ดี การกินอยู่ก็ดี เรารับมาจากทั้งจีนและอินเดีย จนผสมกลมกลืนกลายเป็นวัฒนธรรมไทยไปแล้ว และเป็นวัฒนธรรมผสมที่เป็นพื้นฐานหลัก เมื่อไทยเผชิญกับอารยธรรมตะวันตก ดังนั้น ทางด้านสังคม เรารับจากจีนและอินเดีย แต่ด้านการเมืองการปกครอง และการจัดการซึ่งแต่เดิมโครงสร้างสถาบันและพิธีกรรมต่างๆ เป็นของอินเดีย เมื่อเราเปิดประเทศรับอารยธรรมตะวันตก โครงสร้างทางการเมืองการปกครองก็เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นแบบตะวันตก แต่จิตใจ ค่านิยมของเรายังเป็นผลมาจากอิทธิพลของอินเดียอยู่ ถ้าจะเอาวัยรุ่นเป็นตัวชี้วัดแล้ว ก็จะเห็นว่าวัยรุ่นยุค 40-50 ปีที่แล้ว จะนิยมการแต่งกายแบบฝรั่ง ร้องเพลงฝรั่ง แต่ก็ไม่ถึงกับกินอาหารฝรั่งอย่างมากมาย หากจะกินก็กินอาหารฝรั่งชั้นเลวๆ ที่ฝรั่งเอาเศษเนื้อมากินกับขนมปังมากกว่า ผิดกับการแพร่หลายของอาหารญี่ปุ่นซึ่งเป็นที่นิยมของวัยรุ่นมาก แต่ก่อนก๋วยเตี๋ยว-บะหมี่จะเป็นที่ชื่นชอบของคนไทย เวลานี้คนรุ่นใหม่มักจะชอบกิน “ราเม็ง” อาหารไทยแท้แต่โบราณไม่เป็นที่นิยม สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดเห็นจะเป็นรสนิยมด้านเพลง แต่ก่อนวัยรุ่นจะนิยมเพลงสากล เดี๋ยวนี้เพลงไทยสมัยใหม่ทำนองคล้ายๆ กับการออกเสียงในการร้องก็ผิดแผกแตกต่างออกไป ความหมายก็ไม่ลึกซึ้งอะไร ต่างไปจากการแต่งเพลงยุคก่อนที่มีการเปรียบเปรย และมีความงดงามทางภาษา ถ้าจะว่าไปแล้ว ก็ต้องบอกว่ารสนิยมของวัยรุ่นสมัยนี้ตกต่ำลงไปกว่าแต่ก่อนเป็นอันมาก ค่านิยมที่เปลี่ยนไปอีกอย่างหนึ่งก็คือ เรื่องความงามของสตรี และความหล่อของบุรุษ คนหน้าตี๋หน้าหมวย คนผอมแห้งกลายเป็นคนที่สวยในสายตาของวัยรุ่นยุคนี้ คือ ประเภท “ขาว สวย หมวย เอ็กซ์ นมเล็ก ดัดฟัน” จะฮิตกว่าคนดำขำ หน้าตาไทยๆ (แบบเพชรา) และอวบอั๋น ความ “อึ๋ม” สมัยนี้ก็ไม่ใช่ความอวบอัดอีกต่อไปแล้ว การที่วัยรุ่นมีรสนิยมที่เปลี่ยนไปนี้ มีผลอะไรหรือไม่ ผมคิดว่าเราต้องแยกแยะระหว่าง “รสนิยม” ที่เป็นเรื่องชั่วคราวเปลี่ยนไปได้ง่ายกับ “วัฒนธรรม” ซึ่งลึกมากกว่านั้น และมีผลระยะยาว มีความยั่งยืน ผมเห็นว่า วัฒนธรรมไทยที่เป็นหลักๆ เช่น ความกตัญญู การอ่อนน้อม ความสงบเสงี่ยม การมีน้ำใจ ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่รสนิยม (taste) เปลี่ยนไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอิทธิพลจากการโฆษณา รสนิยมที่เปลี่ยนไปนี้มีผลทางด้านธุรกิจ แต่ไม่มีผลทางวัฒนธรรม ดังนั้นการนิยมอาหารญี่ปุ่นก็ดี ดาราเกาหลีก็ดี ไม่ได้หมายความว่าวัยรุ่นไทยจะกลายเป็นเด็กเกาหลีไป จะว่าไปแล้ว การแพร่กระจายของรสนิยมนี้ก็เป็นผลจากการสื่อสารคมนาคมที่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสโลกาภิวัตน์นั่นเอง ญี่ปุ่นกับเกาหลีสนใจที่จะยกระดับชีวิตขึ้นเป็นสากลมากขึ้น แล้วก็มีมวยไทย หากพิจารณาให้ดีแล้วก็จะเห็นว่า ทั้งอาหารไทยและมวยไทยต่างเป็นของดั้งเดิม โลกสมัยนี้เป็นโลกแห่งการผสมผสาน เรามีทางเลือกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร คนที่จะมีชีวิตอย่างเป็นสุขได้จึงต้องรู้จักเลือก การที่จะเลือกเป็นก็ต้องเรียนรู้ให้เข้าใจสิ่งที่จะเลือกอย่างลึกซึ้ง ผมเชื่อว่าคนเราสามารถเลือกชีวิตของตนเองได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ท้ายที่สุดตัวเราเองก็คือ ผู้ตัดสินใจเลือกขั้นสุดท้าย ผมจึงไม่เป็นห่วงเท่าไรที่เห็นวัยรุ่นคลั่งไคล้ดารา ไม่ว่าจะเป็นดาราไทยหรือเทศ ข้อสำคัญก็คือ ขอให้เรา (ครอบครัวและโรงเรียน) สั่งสอนอบรมบ่มนิสัยให้เด็กๆ เป็นคนมีจิตใจเมตตา อ่อนโยน อ่อนน้อม มีความเคารพผู้ใหญ่ พูดจาสุภาพเรียบร้อย (เวลานี้ได้ข่าวว่าในหมู่ผู้หญิงก็พูดมึงกูกันแล้ว ซึ่งแต่ก่อนไม่มีเลย) สำหรับแบบอย่างนั้น ใครก็ตามที่เป็นบุคคลสาธารณะก็จะต้องคำนึงว่าตัวเป็นผู้ซึ่งอยู่ในสายตาของคนทั่วไปเช่นกัน
| การเมืองใหม่กับบทลงโทษแรงๆ |
| โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช
| 14 กันยายน 2551 16:35 น. |
 |
|
เป็นเรื่องดีที่พันธมิตรฯ ออกแถลงการณ์เรื่อง “การเมืองใหม่” เพราะมีคนเข้าใจผิดว่าการที่จะให้มี ส.ส.แต่งตั้ง 70 เลือกตั้ง 30 นั้นเป็นข้อเสนอที่มีการพิจารณาขั้นสุดท้ายแล้ว ทั้งๆ ที่เป็นเพียงการยกตัวอย่าง “การเมืองใหม่” ไม่ได้เป็นแนวโน้มเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ในสหรัฐอเมริกา และในแคนาดาก็มีการพูดถึงการเมืองใหม่ โดยเห็นว่าการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีตัวแทนไม่สามารถดูแลความเดือดร้อนของประชาชนได้ ซึ่งเป็นปัญหาก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวขององค์กรเอกชนอาสาสมัครมากมาย ประเด็นสำคัญก็คือ ประชาชนเห็นว่า ประชาธิปไตยมีขอบเขตเกินกว่าการเลือกตั้ง การมีส่วนร่วมของประชาชน หลังการเลือกตั้งมีน้อยมาก การแก้ไขปัญหานี้ทำได้สองวิธี คือ ปฏิรูปแก้ไขวิธีการเลือกผู้แทนอย่างหนึ่ง กับคงระบบเดิมไว้ แล้วไปเพิ่มช่องทาง และโอกาสของประชาชนในการมีส่วนร่วมอีกอย่างหนึ่ง ประการหลังนี้สะท้อนจากการนำระบบประชาพิจารณ์เกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐที่มีผลกระทบต่อประชาชนโดยตรงมาใช้ เท่ากับทำให้ประชาชนได้แสดงความต้องการอย่างตรงไปตรงมา และมีประเด็นที่ชัดเจน ของไทยเราเริ่มใช้ในกฎหมายผังเมือง และต่อมารัฐธรรมนูญได้ให้สิทธิชุมชนในการพิทักษ์สภาพแวดล้อมของชุมชน ปัญหาสำคัญของระบอบประชาธิปไตยในเมืองไทย คือ การซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง การที่นักการเมืองซึ่งอาจไม่มีความรู้ ความสามารถ และความซื่อสัตย์พอเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และการใช้ตำแหน่งอำนาจหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์อย่างกว้างขวาง ยิ่งมีการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง คนกลุ่มหนึ่งก็สามารถกุมฐานเสียงได้ โดยอาศัยงบประมาณแผ่นดินลงไปทำโครงการต่างๆ ในพื้นที่ พร้อมทั้งเก็บเกี่ยวรายได้จากการทำโครงการเหล่านั้นด้วย ดังนั้น ภาพของนักการเมืองจึงตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกว่าระบบการเลือกตั้งเป็นผลร้ายต่อระบอบประชาธิปไตยก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การมีองค์กรอิสระ และมีศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินโทษของพรรคการเมือง นับว่าเป็นการทุเลาปัญหาลงได้บ้าง แต่ผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองก็จะกลับมาอีก สมาชิกพรรคที่ถูกยุบก็พากันไปรวมกันอยู่ในพรรคใหม่ เช่น พรรคไทยรักไทยไปอยู่กับพรรคพลังประชาชน เป็นต้น หากต้องการแก้ไขปัญหานี้อย่างเด็ดขาด ก็ต้องมีบทลงโทษที่แรงกว่านี้ การมีบทลงโทษ การทำความผิดทางการเมืองสามารถทำได้ตามความจำเป็น และความรุนแรงของปัญหา และเท่ากับเป็นการพิทักษ์รักษาระบอบประชาธิปไตย โดยไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการป้องกัน และปรามไม่ให้พรรคมีการซื้อเสียงอีก วิธีการที่ผมเห็นว่าจะใช้ได้ผลก็คือ การระบุในคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งว่า จะต้อง “ไม่เคยเป็นสมาชิกของพรรคที่ถูกคำสั่งยุบพรรค” สมาชิกพรรคพลังประชาชนทั้งหมด เมื่อย้ายไปตั้งพรรคใหม่ก็ไม่สามารถลงสมัครได้ พรรคต้องไปหาผู้สมัครใหม่ และถ้าพรรคอื่นๆ ถูกยุบ ลูกพรรคก็หมดสิทธิ การมีบทบัญญัตินี้จะทำให้พรรคเข็ดหลาบ เพราะไม่ใช่กรรมการบริหารพรรคเท่านั้นที่โดน แต่ผู้สมัครทุกคน และสมาชิกพรรคก็พลอยถูกลงโทษไปด้วย นี่เป็นเพียงข้อเสนอที่คงมีคนไม่เห็นด้วยมาก โดยอ้างว่าเป็นโทษหนักเกินไป แต่ก็ไม่เห็นวิธีการอื่นที่จะปรามไม่ให้พรรคซื้อเสียงอีก นอกจากนั้น น่าจะมีการให้หาเสียงได้จน 3 วันก่อนการลงคะแนน การเว้นระยะจะทำให้การซื้อเสียงทำได้ยากลำบากขึ้น ปัญหาหลายอย่างของสังคมไทยเรานับวันจะมีมากขึ้น ก็เพราะเรามีการลงโทษนักการเมืองน้อยมาก ผิดกับในเกาหลีซึ่งทำกันอย่างจริงๆ จังๆ ในระยะหลังๆ นี้ศาลพิพากษาลงโทษนักการเมืองอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นกรณีนายวัฒนา อัศวเหม หรือนายสมชาย คุณปลื้ม นักการเมืองไทยมีความเก่งอยู่อย่างหนึ่งคือ การหาทางเลี่ยงกฎหมาย และมาตรการที่ใช้บังคับต่างๆ เราจึงต้องคิดหาวิธีกาที่ได้ผลจริงๆ ดังได้กล่าวมาแล้ว หากเรานำวิธีการเช่นนี้มาใช้ วิธีการ 70:30 ก็ไม่ต้องมี ปล่อยให้มีการเลือกตั้งแบบเก่าไป ในที่สุดนักการเมืองที่เคยชินกับการซื้อเสียง กับการแสวงหาผลประโยชน์ก็จะหมดไป คนดีก็จะเข้าสู่วงการเมืองมากขึ้น ก่อนจบบทความมีคนมาถามว่า นักเรียนวชิราวุธไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ จริงหรือ มีครูโทร.มาบอกว่าไม่ใช่นักเรียนวชิราวุธ เวลานี้มีนักเรียนอีกหลายโรงเรียนแต่งเครื่องแบบคล้ายกัน การไปร่วมเวทีพันธมิตรฯ เป็นเรื่องที่ดี นักเรียนควรถือโอกาสไปศึกษาหาความรู้ ยิ่งชุมนุมกันใกล้บริเวณโรงเรียนหลายโรงเรียน ครูสังคมศึกษาก็ยิ่งพานักเรียนไปสังเกตการณ์ ฟังคำปราศรัย และสัมภาษณ์ผู้คนที่มาร่วมชุมนุม จริงอย่างนายสมัครว่า วชิราวุธมีนักเรียนเกือบ 900 คน ผมอยากแถมว่า ก็นั่นน่ะซิ หากจะไปร่วมก็คงไม่ใช่แค่ 3 คน คงไปอย่างน้อยก็ 300 หรืออาจ 700-800 คนก็ได้
| | | | | | | |
| โดย สิริอัญญา
| 28 กันยายน 2551 14:25 น. |
 |
เห็นนักการเมืองขี้โกงมีอันเป็นไปทีละคนสองคน และเมื่อได้เห็นคณะรัฐมนตรีของคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ไปเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ทำให้คิดถึงคำสาปแช่งของพระเจ้าแผ่นดิน อันปกติธรรมดานั้น พระเจ้าแผ่นดินจะไม่ทรงสาปแช่งพสกนิกรของพระองค์ เพราะทรงไว้ซึ่งพระเมตตาคุณ พระกรุณาธิคุณ ตลอดจนทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม ยิ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงทศพิธราชธรรมเคร่งครัด ทรงภูมิธรรมอันประเสริฐขั้นสูงในพระพุทธศาสนาแล้ว จะมีความเป็นปกติที่ไม่ทรงสาปแช่งพสกนิกรเป็นอันขาด เพราะพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงธรรมอย่างนี้ คำสาปแช่งของพระองค์มีผลจริง และทำให้เกิดสมบัติและพิบัติได้จริง เพราะการสาปแช่งเช่นนั้น ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นการกระทำอธิษฐานฤทธิ์ชนิดหนึ่งที่พลังแห่งจิตและภูมิธรรมจะบังคับการให้เป็นไป นอกจากนั้น เทพยดาอารักษ์ทั้งปวงที่รักษาแผ่นดินและพระมหากษัตริย์ก็จะบังคับการให้เป็นไปอีกทางหนึ่งด้วย เพราะเหตุนี้คำสาปแช่งของพระเจ้าแผ่นดินนั้นจึงไม่มีด้านวิบัติอย่างเดียว แต่จะมีด้านสมบัติอยู่ด้วย นั่นคือถ้าใครทำผิดทำชั่วตามคำสาปแช่งก็จะเกิดวิบัติและความพินาศฉิบหายต่างๆ แต่ถ้าทำถูกทำดีก็จะเกิดสมบัติและสวัสดิมงคลต่างๆ พระราชวงศ์จักรีสถาปนาขึ้นในราชอาณาจักรสยามรัฐมาบัดนี้กว่า 200 ปีแล้ว มีพระมหากษัตริย์สืบสันตติวงศ์ครองแผ่นดินต่อเนื่องมา 9 รัชกาลแล้ว มีพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงสาปแช่งผู้กระทำผิดเพียง 2 พระองค์เท่านั้น และทั้ง 2 พระองค์นี้ต่างก็ทรงทศพิธราชธรรม ทรงภูมิธรรมขั้นสูงในพระพุทธศาสนาเป็นที่ประจักษ์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นรอยต่อระหว่างการฟื้นฟูและพัฒนาการใช้ภาษาไทย ในยุคนั้นภาษาเขียนในหลายพื้นที่และในหลายส่วนงานยังใช้อักษรขอม บ้างก็เขียนเป็นภาษาบาลี บ้างก็เขียนเป็นภาษาไทยแต่ตัวหนังสือเป็นอักษรขอม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงปฏิรูปภาษาไทยครั้งใหญ่ เพื่อวางรากฐานความมั่นคงของประเทศชาติ มีพระราชประสงค์ให้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาราชการทั่วพระราชอาณาจักร และทั่วทุกหน่วยงาน ทรงแนะนำและทรงเข้มงวดด้วยพระองค์เองเพื่อให้การใช้ภาษาไทยเป็นไปโดยถูกต้อง หลายครั้งหลายหนทรงแนะนำโดยทางราชการหรือไม่ก็โดยการประกาศในราชกิจจานุเบกษาและหลายครั้งก็ทรงกำชับ ทรงแก้ไขข้อผิดพลาดของเหล่าขุนนางและทรงตำหนิติเตียนผู้ที่ดื้อรั้นหรือผู้ที่ทำผิดซ้ำซาก ความเลอะเทอะปรากฏทั่วไป แม้บางทีในหมายรับสั่งก็ระบุข้อความแถมเอาตามใจว่าขุนหรือหลวงคนนั้นคนนี้หัวล้านบ้าง กลัวเมียบ้าง เป็นต้น คนที่ทำผิดซ้ำซากในเรื่องภาษาไทยส่วนใหญ่เป็นพวกที่สึกมาจากพระ ซึ่งทรงเรียกคนพวกนี้ว่าคนวัดบ้าง คนแก่เรียนบ้าง พวกนี้ถือตนว่ามีความรู้ดีกว่าคนอื่น บัญญัติศัพท์และการใช้ภาษาไทยตามอำเภอใจของตน ทรงติทรงติงทรงเตือนเท่าใดก็ไม่ฟัง จนบางครั้งก็ทรงตำหนิให้ประจักษ์ไว้ในท้องพระโรง เมื่อเหลืออดเข้าจึงทรงสาปแช่งคนที่ใช้ภาษาไทยผิดๆ หรือจงใจทำภาษาไทยให้วิปริต โดยทรงสาปแช่งว่าถ้าทำเช่นนั้นขอให้ผมร่วงและหัวล้าน แต่ถ้าใครใช้ภาษาไทยถูกต้อง ทำภาษาไทยให้พัฒนาถาวร ก็ทรงอวยชัยให้พรให้ผมดกผมดำ ความทั้งนี้นอกจากมีหนังสือทางราชการแจ้งไปยังทุกหน่วยงานแล้ว ยังโปรดให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาอีกด้วย ครั้นผลัดเปลี่ยนแผ่นดินสู่ยุคของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ก็โปรดให้นำเอาความในราชกิจจานุเบกษานั้นมาพิมพ์เผยแพร่ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ปฏิบัติโดยถูกต้องทั่วไปทั้งพระราชอาณาจักร นั่นเป็นครั้งหนึ่งในยุครัตนโกสินทร์ และปรากฏต่อมาว่ามีคนผมดกดำอยู่ดีๆ ก็เกิดการผมร่วงและหัวล้าน ในขณะที่ปรากฏเช่นเดียวกันว่าคนหัวล้านมานานหลายปีก็กลับมีผมดกผมดำงอกขึ้นมาใหม่ จึงเห็นได้ว่าคำสาปแช่งของพระเจ้าแผ่นดินนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองอยู่ในวิกฤตในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งเหลืออดเหลือทนแล้วจริงๆ เท่านั้น มารัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติกว่า 60 ปีแล้ว ไม่ปรากฏว่าทรงสาปแช่งผู้ใด เพิ่งมีก็ครั้งเดียวเมื่อครั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีนโยบายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ว่าฯ ซีอีโอ และจัดให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นแบบซีอีโอ แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในท่ามกลางข่าวคราวที่อื้อฉาวท่วมท้นไปทั้งแผ่นดินว่ามีการทุจริตคอร์รัปชัน มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงอยู่ในทุกระดับ ทุกหน่วย ทุกส่วนและทุกพื้นที่ เป็นภยันตรายร้ายแรงต่อชาติบ้านเมืองและประชาชน เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ตรัสสอนเกี่ยวกับการปกครองมาช้านานแล้วว่า ต้องส่งเสริมให้คนดีมีอำนาจในบ้านเมือง ต้องกำจัดขัดขวางไม่ให้คนไม่ดีมีอำนาจในบ้านเมือง เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ทรงเตือนอันตรายจากการทุจริตคอร์รัป ชัน จากการฉ้อราษฎร์บังหลวงมานับครั้งไม่ถ้วน จนแผ่นดินกำลังจะเป็นกลียุค ประชาชนตกอยู่ในทุกข์เข็ญ เป็นอันตรายที่สุดในโลก ถึงขั้นจะสิ้นชาติสิ้นแผ่นดินแล้ว คราวนั้นจึงทรงสาปแช่งคนชั่วคนโกงว่าถ้าใครโกงก็ขอให้มีอันเป็นไป แต่ถ้าใครสุจริตต่อบ้านเมืองก็ให้มีความเจริญ ให้มีอายุยืนกว่าร้อยปี คำสาปแช่งของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรม ทรงธรรมอันประเสริฐขั้นสูงในพระพุทธศาสนา ย่อมมีผลจริง อานุภาพแห่งธรรมและเทพยดาอารักษ์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายย่อมบันดาลให้เป็นไปตามคำสาปแช่งของพระองค์ท่าน วันนี้อดีตนายกรัฐมนตรีถึงสองคน รัฐมนตรีอีกหลายคน และนักการเมืองอีกหลายคนกำลังเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่เรียกได้ว่าเป็นความวิบัติ หรือเรียกได้ว่าความ “เป็นไป” ที่ทรงสาปแช่งให้มีอันเป็นไปนั้น บางคนอาจจะไม่เข้าใจความหมาย นี่เป็นคำโบราณ เป็นคำกว้างและลึกซึ้ง เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ มีความหมายว่าให้ประสบกับความวิบัติทั้งหลาย ความพินาศทั้งหลาย สรรพทุกข์ สรรพโศก สรรพโรค สรรพภัย และสรรพอุบาทว์ทั้งหลาย แม้ความตายอันทุกข์ทรมานหรือการถูกจองจำด้วยราชภัย ทั้งตนเองและผู้คนในครอบครัว ดังนั้นอย่าทำเป็นเล่นไป ตัวอย่างมีให้เห็นตำตาแทบจะเป็นรายเดือนอยู่แล้ว เพราะเหตุนี้การที่คณะรัฐมนตรีของคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้ไปเข้าเฝ้าฯ และถวายสัตย์ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงต้องถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งแก่ชะตากรรมของตนเองและครอบครัว ตลอดจนชะตากรรมของบ้านเมืองและประชาชน จะทำเป็นเรื่องแค่พิธีกรรมพิธีการหรือผ่านไปคราวหนึ่งๆ โดยไม่คำนึงถึงการปฏิบัติที่เป็นจริงไม่ได้เป็นอันขาด ความพินาศและความวิบัติฉิบหายจะบังเกิดเป็นแม่นมั่น คณะรัฐมนตรีจะต้องสำนึกไว้เหนือเกล้าว่าเพราะเหตุที่ได้ถวายสัตย์จึงสามารถเข้ารับตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ตามตำแหน่งหน้าที่นั้นได้ หากไม่ถวายสัตย์ก็ไม่สามารถเข้ารับตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ได้เลย นี่เป็นผลโดยรัฐธรรมนูญและความจริงก็เป็นคำมั่นสัญญาที่พระสยามเทวาธิราช ตลอดจนเทพยดาอารักษ์ได้เป็นประจักษ์พยานอยู่เบื้องหน้าพระมหากษัตริย์ด้วย นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วยได้ถวายสัตย์เป็นพันธสัญญาต่อหน้าพระเจ้าแผ่นดิน โดยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพยดาอารักษ์ทั้งหลายเป็นประจักษ์พยานไว้สามสถานคือ หนึ่ง จะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ สอง จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน สาม จะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเตือนคณะรัฐมนตรีในโอกาสดังกล่าวว่า “ในสมัยนี้ไม่ใช่ง่ายที่จะปฏิบัติงานรัฐบาลเพื่อที่จะให้บ้านเมืองมีความเจริญ และก็ให้ประชาชนได้รับความเจริญ เพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมืองให้สำเร็จโดยแท้” คณะรัฐมนตรีโดยเฉพาะคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะต้องพิจารณาโดยแยบคายว่าเหตุใดจึงทรงตรัสเตือนว่า “ไม่ใช่ง่าย” ที่ไม่ง่ายเพราะมีอุปสรรคขัดขวางไม่ใช่หรือ? อุปสรรคนั้นคืออันใดเล่า? คือความแตกแยกในชาติ ที่คนพวกหนึ่งมุ่งจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แต่อีกพวกหนึ่งหมายล้มล้างสถาบันทั้งหลาย มุ่งสถาปนาสาธารณรัฐแทนราชอาณาจักรไม่ใช่หรือ? คือความแตกแยกในชาติ ที่คนพวกหนึ่งเคลื่อนไหวต่อต้านการฉ้อฉลปล้นชาติและการฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่อีกพวกหนึ่งคิดแต่จะฉ้อฉลปล้นชาติปล้นแผ่นดินข่มเหงรังแกราษฎรไม่ใช่หรือ? คือความแตกแยกในชาติ เพราะพวกหนึ่งทำการโดยมุ่งหวังประโยชน์ตนและพวกพ้อง หมายยึดครองแผ่นดินเป็นของตน โดยไม่คำนึงถึงกฎหมายและขื่อแปของบ้านเมือง แต่อีกพวกหนึ่งต้องการกอบกู้ฟื้นฟูชาติ มุ่งสร้างการเมืองใหม่ที่เป็นประโยชน์สุขแก่มหาชน โดยธำรงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและขื่อแปของบ้านเมืองโดยเสมอภาค ทั้งสามอย่างนี้เป็นอย่างน้อยคืออุปสรรคและต้นเหตุของความไม่ง่าย จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะต้องปฏิบัติตามคำถวายสัตย์อย่างเคร่งครัด จริงจัง และจริงใจ และถ้าปฏิบัติตามคำถวายสัตย์ปฏิญาณตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกำชับแล้ว ปัญหาทั้งหลายก็จะได้รับการแก้ไขให้ตกไป ความเจริญและความเป็นสิริมงคลย่อมบังเกิดขึ้น แต่ถ้าตระบัดสัตย์ที่ได้ถวายสัตย์ไว้ต่อหน้าพระพักตร์ โดยมีเทพยดาอารักษ์สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นประจักษ์พยานแล้ว ก็ต้องมีอันเป็นไปตามคำสาปแช่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างแน่นอน คณะรัฐมนตรีชุดนี้พอเริ่มตั้งก็ถูกผู้คนทั้งปวงร้องเสียงยี้ และปรามาสว่าส่วนใหญ่เป็นพวกมือไว ใจกล้า หน้าด้าน กล้าหาญติดตะรางได้ทุกเมื่อ ซึ่งต้องถือว่าเป็นความอัปยศอดสูของคนไทยทั้งปวง คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จึงต้องปฏิบัติตนเอง ทั้งต้องกำกับ กำชับ คณะรัฐมนตรีของท่านให้ปฏิบัติตามคำถวายสัตย์ปฏิญาณที่ได้ถวายไว้ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยเคร่งครัดทุกเมื่อ ก็จะกำจัดคำปรามาสทั้งปวง และถึงซึ่งความเจริญงอกงามในการบริหารราชการแผ่นดินได้.
| ข้อพิจารณาสำหรับการเมืองใหม่ |
| โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช
| 28 กันยายน 2551 13:47 น. |
 |
ผมเสียดายที่ตอนพันธมิตรฯ สัมมนาเรื่อง “การเมืองใหม่” ผมไปต่างประเทศ จึงไม่ได้ไปร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย การเปิดประเด็นเรื่อง “การเมืองใหม่” นี้เป็นเรื่องดีสำหรับการปฏิรูปการเมือง ทั้งนี้เนื่องจากเรามักจะเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อมีการใช้รัฐธรรมนูญไปแล้ว เราก็พบว่ามีปัญหาที่ตัวนักการเมือง เพราะการเมืองไทยไปจำกัดวงว่าอยู่ที่ผู้เข้าสู่วงการเมือง โดยผ่านระบบการเลือกตั้งแบบที่เรามีอยู่คือ ตามสัดส่วนของประชากรที่อาศัยอยู่ในแต่ละพื้นที่ จะเป็นเขตเดียวคนเดียว หรือแบ่งเขตๆ ละ 2-3 คน การมี การเมืองแบบช่องทางเดียว เหมาะสมกับสังคมไทยหรือไม่ ในประเทศอื่นที่มีระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคง มีปัจจัยหลายประการที่สังคมไทยเราไม่มี เท่าที่พอนึกได้ก็คือ 1. คนเก่ง-คนดี-คนมีความรู้ มีประสบการณ์จำนวนมากสนใจการเมือง และเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ทำให้จำนวนคนที่มีคุณภาพมีมาก 2. พรรคการเมืองมีความต่อเนื่องยืดยาว สมาชิกพรรคผ่านการทดสอบความเป็นผู้นำก่อนที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในรัฐบาล 3. กลุ่มอิทธิพลและกลุ่มผลประโยชน์ไม่ได้แยกตัวออกจากพรรคการเมือง และทำงานร่วมกันกับพรรคการเมืองในการแก้ปัญหาต่างๆ แม้กลุ่มอิทธิพลและกลุ่มผลประโยชน์จะมีองค์กรของตนเองเป็นเอกเทศก็ตาม แต่มีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองในกระบวนการทางการเมือง 4. พรรคการเมืองเป็นพรรคการเมืองในความหมายที่แท้จริง มิใช่เป็นของบุคคลหนึ่งบุคคลใด การระดมทุนทางการเมืองมีการกระจายตัวทำให้พรรคไม่ถูกควบคุมโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใด 5. นักการเมืองที่แสวงหาประโยชน์ ทำการทุจริตมีน้อย และมีการตรวจสอบ ควบคุม และลงโทษอย่างเด็ดขาด 6. มีธรรมเนียมปฏิบัติ และระบบจริยธรรมควบคู่ไปกับกติกากฎหมายที่เป็นทางการ รัฐบาลและรัฐมนตรีมีความรับผิดชอบสูง และจะลาออกเองโดยไม่ต้องมีการเรียกร้องกดดัน ปัจจัย 6 ประการเหล่านี้ ทำให้ประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยมีเสถียรภาพ แต่เมื่อมาดูการเมืองไทยแล้ว เริ่มต้นที่พรรคการเมือง เรามีบุคคลและกลุ่มบุคคลมารวมตัวกันเป็นเจ้าของพรรค เป็นนายทุนคนเดียวหรือไม่กี่คน ทำให้มีลักษณะเป็น บริษัทธุรกิจ ที่ดำเนินการทางการเมืองมีการมุ่งค้ากำไร ไม่คำนึงถึงสาธารณประโยชน์ แต่แบ่งผลประโยชน์กัน ลักษณะเช่นนี้กลายเป็นการเปิดโอกาสให้นายทุนสามารถเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากงบประมาณของรัฐได้โดยตรง ในคราบของพรรคการเมืองที่อ้างความชอบธรรมจากการมาจากการเลือกตั้ง บริษัทธุรกิจที่ดำเนินการทางการเมืองนี้ จึงมีความได้เปรียบนักธุรกิจอื่นๆ นับว่าขัดกับหลักการแข่งขันโดยเสรีของระบบทุนนิยม เพราะเท่ากับเป็นการให้โอกาสบริษัทเพียงไม่กี่บริษัทได้เข้ามากำหนดโครงการต่างๆ และหาจากโครงการใหญ่ๆ โดยตรง สังคมไทยเรามี “นักการเมือง” ที่มีความรู้ ประสบการณ์น้อยมาก นักการเมืองที่มีอยู่มักมีจริยธรรมต่ำ มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ ทำให้บ้านเมืองไม่มีคนที่มีคุณภาพมานำและแก้ปัญหา การเมืองจึงไม่สามารถนำสังคมได้ แต่เป็นการสร้างปัญหาแก่สังคม ผู้ที่เข้าไปเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่ต้องผ่านการทดสอบความสามารถในการเป็นผู้นำ และหลักในการคัดเลือกบุคคลขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญๆ ในรัฐบาลเป็นเรื่องของพรรคพวก มากกว่าเรื่องความรู้ ความสามารถ พรรคการเมืองมีการแบ่งปันเป็นกลุ่มเป็นแก๊ง โดยไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเป็นตัวแทนของวิชาชีพ ทำให้พรรคการเมืองเป็นองค์กรที่ล้าสมัย และไม่อาจพึ่งพาในการแก้ปัญหาระดับชาติได้ ด้วยสภาพการณ์เช่นนี้ จึงนำไปสู่การพัฒนา “การเมือง” อีกกระแสหนึ่ง ซึ่งไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเมืองที่มีอยู่ การเมืองกระแสใหม่นี้คือ กำเนิด และการเคลื่อนไหวต่อสู้ขององค์กรเอกชน การเคลื่อนไหวนี้ไม่เชื่อมโยงกับพรรคการเมือง ซ้ำยังแยกตัวออกจากพรรคการเมืองอีกด้วย ปัญหาทางการเมืองได้สั่งสมมาถึงขั้นที่มีการเคลื่อนไหวโดยตรงจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สามารถชุมนุมกันอย่างต่อเนื่องได้เป็นเวลาแรมเดือน สิ่งที่พันธมิตรฯ ทำก็คือ สิ่งที่พรรคการเมืองในระบบและระบบรัฐสภาไม่สามารถทำได้ แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของการเมืองที่เรียกว่า “การเมืองเก่า” อย่างสิ้นเชิง ข้อพิจารณาของ “การเมืองใหม่” ควรตั้งคำถามว่า เราจะหวังให้การเมืองเก่าสร้างปัจจัย 6 ประการดังกล่าวข้างต้น โดยอาศัยเวลาได้หรือไม่ หากคำตอบคือไม่ เราจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร โดยเฉพาะการที่พรรคการเมืองของเราโดยธาตุแท้แล้วเป็น “บริษัท หรือบรรษัทที่ดำเนินกิจการค้ากำไรทางการส่งผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้ง” ดังนั้น การแก้ปัญหาจุดแรกก็คือ แก้ที่พรรคการเมือง วิธีแก้ที่เด็ดขาดได้ผลก็คือ การมีบทลงโทษขั้นรุนแรงสำหรับพรรคการเมืองให้ มากไปกว่าการยุบพรรค เพราะการยุบพรรค และลงโทษเฉพาะผู้บริหารนั้น ไม่เพียงพอ ควรลงโทษให้มีผลไปยังผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย ในเรื่องของระบบการเลือกตั้ง การให้มีตัวแทนจากกลุ่มอาชีพมีการปฏิบัติกัน แต่น้อยมาก เช่น ในฮ่องกงซึ่งมีลักษณะพิเศษ คือ เป็นเมืองเล็ก มีการดำเนินการทางธุรกิจมาก มีภาคเกษตรด้วย ในฮ่องกงเองสมาชิกสภามี 2 ประเภท คือ 30 คนมาจากการเลือกตั้งในพื้นที่มี ส.ส.ตามจำนวนประชาชน อีก 30 คนมาจากการเลือกตั้ง ส.ส.จากกลุ่มอาชีพ สภาของฮ่องกงทำหน้าที่ทางนิติบัญญัติด้านเดียว การเลือกตัว Chief Executive มีคณะบุคคล 800 คน ที่เรียกว่า Election Committee เป็นผู้เลือก และคนทั้ง 800 คนก็มาจากกลุ่มอาชีพทั้งสิ้น การนำระบบการเป็นตัวแทนสาขาอาชีพมาใช้เป็นเรื่องที่มีปัญหา จึงไม่ค่อยจะมีประเทศใดนำมาใช้กัน ปัญหาก็คือ ในสังคมไทยยังมีสมาคมวิชาชีพที่จัดตั้งมานานไม่กี่สมาคม ที่สำคัญก็คือ จะให้เกษตรกรเลือกตัวแทนด้วยหรือไม่ และประชากรที่เหลือจะเลือกผู้แทนทั่วไปอย่างไร จะต้องมีการลงทะเบียนสมาชิกกลุ่มอาชีพด้วย วิธีการที่น่าจะเป็นไปได้มากกว่าก็คือ ให้มีการเลือกตั้งแบบเดิม แต่ให้มีคณะกรรมการที่เป็น Electoral College จำนวนหนึ่ง มาจากตัวแทนของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และอีกส่วนหนึ่งมาจากตัวแทนกลุ่มอาชีพ คนเหล่านี้เป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี และเป็นผู้รับรองรัฐมนตรีด้วย วิธีการนี้จะง่ายกว่าการให้มีตัวแทนกลุ่มอาชีพเข้าไปนั่งอยู่ในสภา หรืออาจใช้ทั้งสองวิธีการควบคู่กันไปก็ได้ แต่ถ้าอยากให้มีการเลือกตั้งตามสัดส่วนประชากร และตามสาขาอาชีพ-วิชาชีพ ก็ต้องกำหนดว่าจะมีกี่กลุ่มอาชีพ และวิชาชีพก่อน โดยให้มีบัญชีรายชื่อสมาชิก และมีการตรวจสอบด้วย บัญชีผู้เลือกตั้งก็จะระบุกลุ่มอาชีพด้วย ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นหลัก เรื่องอื่นๆ เช่น การปฏิรูประบบงานยุติธรรมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมหวังว่าฝ่ายต่างๆ จะมาร่วมแสดงความคิดเห็นกัน โดยเฉพาะในประเด็นทางการเมืองดังได้กล่าวมาแล้ว
| | | |
| “สาวสุราษฎร์” เปิดใจนาทีประชิดด่า “สมชาย ขายชาติ”
|  |
| โดย ผู้จัดการออนไลน์
| 29 กันยายน 2551 07:21 น. |
 |
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
“กาญจนา สิตังนันท์” คือหญิงสาวผู้หาญกล้า แหวกวงล้อมของหน่วย รปภ.เข้าไปตะโกนคำว่า “สมชาย ขายชาติ” พร้อมเขย่า “มือตบ” ใส่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ขณะอยู่ในสนามบินสุราษฎร์ธานี ระหว่างเดินทางไปยัง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา เย็นวันที่ 28 ก.ย. เธอมาเปิดใจถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในทำเนียบรัฐบาล โดยมี สโรชา พรอุดมศักดิ์ เป็นผู้สัมภาษณ์ -เล่าเหตุการณ์ให้ฟังสักนิดหนึ่งว่า ไปอยู่ที่สนามบินสุราษฎร์โดยบังเอิญ หรือไปเจอคุณสมชายโดยบังเอิญหรือเปล่า ไม่ใช่ค่ะ ตั้งใจไปเลย -ไปเจอแล้วยังไง เล่าให้ฟังหน่อยสิคะ เขาจะไม่ให้เข้าเลยนะคะ เขาจะมีตำรวจเต็ม เยอะมาก เยอะจริงๆ แล้วก็คนใส่เสื้อเหลืองไม่มีแม้แต่คนเดียว ข้างในเขาจะมีแต่เสื้อสีขาว พวกลูกเสือชาวบ้านที่เขาเกณฑ์ไป แล้วก็มีพวกตำรวจ พวก นปก. มีครบ พรรคไทยรักไทยเดิมมีครบหมดเลย แล้วก็เขาไม่ให้เราเข้า แต่ว่าพี่เองอาศัยว่าพี่เคยไปสนามบินบ่อย พี่ใช้สนามบินที่นั่นบ่อย ด้วยความเคยชิน พี่ก็แต่งตัว นี่ชุดเมื่อวานเลยนะคะ ยังไม่ได้ซักเลย ยังไม่ได้ซัก เพราะว่าต้องแต่งตัวให้ดูดีหน่อย ถ้าไม่งั้นเขาจะไม่ให้เข้า เพราะคนที่จะได้เข้าไปต้อนรับนายกฯ สมชาย วงศ์ชินวัตร นี่ต้องไปแบบหรูๆ หราๆ มีบั้ง มีดาว มีอะไรทุกอย่าง ไปปอนๆ เข้าจะไม่ต้อนรับอะค่ะ -คุณพี่ก็เลยแต่งอย่างนี้เลย แต่งดูดี เมื่อวานสวยกว่านี้ค่ะ แต่ว่าวันนี้มา 8 ชั่วโมง นั่งรถมาจากสุราษฎร์ฯ เพราะว่าเครื่องบินมันเต็มทุกไฟลต์ค่ะ -คุณพี่กาญจนาเข้าไปแล้วทำยังไง เขาไม่ให้เข้า แต่พี่บอกว่าพี่จะไปกรุงเทพฯ เขาก็ถามถึงตั๋ว เขาจะดูตั๋วของพี่ให้ได้ แต่พี่บอกว่าตั๋วพี่อยู่ข้างบน หลานพี่อยู่แอร์พอร์ตอยู่แล้ว แล้วเขาก็เลยให้พี่เข้าไปโดยดี พอไปปุ๊บข้างในเขาจะเตรียมไว้เรียบร้อยเลยนะ จัดเตรียมต้อนรับคุณพ่อเขาอะนะ เขาก็เคลียร์พื้นที่ แต่พี่เองพี่ขึ้นไป พี่ก็พากระเป๋าเหมือนกับคนเดินทางทั่วไป โหลดกระเป๋านะ โหลดกระเป๋าเหมือนคนเดินทางโดยทั่วไป (เอากระเป๋าสะพายไปใบเดียว)ใช่เลยค่ะ ใบนี้เลย ใบนี้เลย แต่มือตบซ่อนอยู่ข้างใน เขาจะไม่เห็น ... พี่เข้าไปพี่ก็นั่งหน้าห้องรับรองพิเศษ พี่ก็นั่งอ่านหนังสือของพี่ตามสบายของพี่อย่างงี้อะนะ พอได้เวลาปุ๊บ พี่ก็นั่งใกล้ทหาร พอถึงเวลา 10 โมง (เขาจะต้องมา) เรารู้เวลาไง เสร็จแล้วพอ 10 โมงครึ่ง เขาจัดเลยนะ การ์ดของเขา ตำรวจของเขา ออกๆๆๆ เขาจะเคลียร์พื้นที่ สกรีนพื้นที่ตรงนั้น เกลี้ยงเลย พี่ก็เข้าไปกะพวกที่แต่งตัวสวยๆ ค่ะ แล้วเขาไม่คิดเลยว่าพี่จะเป็นพันธมิตรน่ะค่ะ เขาคิดว่าพี่ไปต้อนรับนายกฯ สมชาย วงศ์ชินวัตร -พอเขาเคลียร์พื้นที่ พี่ก็เนียนเข้าไปอยู่ในบรรดาผู้ที่สนับสนุน แล้วพอพี่เห็นหน้าเขา ทำยังไงคะ พี่ก็รอรับล่ะค่ะ พอสมชายเดินมา พี่ก็บอกว่า “สมชาย ขายชาติ...สมชาย ขายชาติ สมชาย...ขายชาติ!!!” ยังไม่พอนะคะ ยังไม่พอ พอพี่พูดอย่างงั้น ก็บอกว่าไม่ใช่คนใต้ ไม่ใช่คนใต้ ขอโทษนะคะขอแหลงใต้เลย ...ฉันนี่แหละคนสุราษฎร์ สมชาย ขายชาติ สมชาย ขายชาติ สมชาย ขายชาติ นี่แหละฉันนี่แหละคนสุราษฎร์ -คุณพี่กาญนาคะ หลังจากพอเขาตกอกตกใจกันแล้ว มีการ์ดอะไรมากันตัวพี่ออกไปไหม ทั้งตำรวจทั้ง นปก.มากระชากพี่ แต่พี่บอกพี่ไม่ยอม เพราะพี่ก็คนไทยคนหนึ่งน่ะค่ะ มีสิทธิทุกอย่าง พี่ไม่ยอม มันก็กันพี่ออกไปอีก มิหนำซ้ำเวลาพี่ออกรถไป พี่ก็พารถเข้าไปเองใช่ไหมคะ พอพี่ออกรถ มันตามพี่ มันด่าพี่อีก มันบอกขายชาติตรงไหน พี่ก็บอกว่า ก็ไปถามที่ศาลดูสิ
| | | | | |
| “การเมืองเก่าเน่าหนอนชอนไช การเมืองใหม่อารยะประชาธิปไตย” / ประเวศ วะสี |
| โดย ผู้จัดการออนไลน์
| 26 กันยายน 2551 15:00 น. |
 |
|
| ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส |
|
 | การเมืองเก่าเน่าหนอนชอนไชเป็นที่เอือมระอาน่ารังเกียจเบื่อหน่ายแก่ผู้รู้เห็นทั้งแผ่นดิน จึงพากันพูดถึงการเมืองใหม่ คนไทยทุกภาคส่วนทุกองค์กร ควรเคลื่อนไหวทำความเข้าใจว่าการเมืองใหม่ที่เป็นอารยะประชาธิปไตยนั้นเป็นอย่างไร ในการมองระบบการเมืองเก่าและใหม่ ควรมองทั้งระบบเหมือนมองคนทั้งคน จะไปมองเฉพาะอวัยวะอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นไม่ได้ การมองทั้งระบบต้องมองทั้งที่เป็นนามธรรม (จิต) รูปธรรม รูปลักษณ์ การทำหน้าที่ และผลลัพธ์ ก. เปรียบเทียบการเมืองเก่ากับการเมืองใหม่ ตารางข้างล่างสรุปเปรียบเทียบการเมืองเก่ากับการเมืองใหม่ และขยายความดังต่อไปนี้
|
| การเมืองเก่าแก่หนอนชอนไช
| การเมืองใหม่อารยะประชาธิปไตย
|
| 1. จิตสำนึก
| หีนจิต
| จิตสำนึกแห่งความเป็นคน
|
| 2.ลักษณะสังคม
| สังคมปิด อำนาจนิยม
| สังคมเปิด สังคมธรรมนิยม
|
| 3.บทบาทประชาชน
| เลือกตั้งอย่างเดียว ขาดจิตสำนึกและความมีส่วนร่วมทางการเมือง
| มีจิตสำนึกและมีส่วนร่วมทางการเมืองสูงนำการเลือกตั้ง
|
| 4.องค์กรทางการเมือง
| อัปลักษณ์
| ศุภลักษณ์
|
| 5.หน้าที่ขององค์กรทางการเมือง
| แสวงหาประโยชน์
| ทำประโยชน์
|
| 6.ลักษณะการทำงานองค์กรทางการเมือง
| ขัดขวางการมีส่วนร่วมของประชาชนแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ไม่โปร่งใส มิจฉาพัฒนา
| ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนส่งเสริมความเข้มแข็งของกระบวนการยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้สัมมาพัฒนา
|
| 7.ผลลัพธ์
| ประชาชนไม่หายจนขาดความเป็นธรรมขัดแย้งสูง ความรุนแรง
| แก้ความยากจนได้มีความเป็นธรรม สมานฉันท์สันติภาพ | (๑) จิตสำนึกประชาธิปไตย ประชาธิปไตยต้องมีรากลึกอยู่ในจิตสำนึกที่ดีงาม จะมีแต่กลไกไม่ได้ คนเราต้องมีจิตสำนึกแห่งศักดิ์ศรีและคุณค่าแห่งความเป็นคน เคารพความถูกต้องดีงาม มีคุณธรรมจริยธรรม ไม่ใช่มีหีนจิตหรือจิตคับแคบต่ำทรามม มีอกุศลมูลที่เป็นตั้งอันเป็นบ่ออเกิดของการเมืองเก่าเน่าหนอนชอนไช (๒) ลักษณะสังคมประชาธิปไตย เป็นสังคมเปิด เป็นสังคมธรรมนิยม ใช้ความรู้ ใช้เหตุผล ทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่สังคมปิดและสังคมอำนาจนิยม ซึ่งเป็นเผด็จการไม่ใช่ประชาธิปไตย (๓) ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองสูง ระบอบเผด็จการจะปิดบทบาททางการเมืองของประชาชน ให้มีแต่การเลือกตั้งจอมปลอม ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนต้องมีจิตสำนึกทางการเมืองสูงและมีส่วนร่วมทางการเมืองในการกำหนดนโยบายทิศทางการพัฒนา และตรวจสอบอำนาจรัฐทุกระดับ การเมืองภาคประชาชนต้องเป็นวิสัยของระบอบประชาธิปไตย (๔) องค์กรทางการเมือง ในการเมืองเก่าที่เน่าหนอนชอนไช องค์กรทางการเมืองเป็นองค์กรอัปลักษณ์ ประกอบด้วยเสือสิงห์กระทิงแรดอันธพาล คนขี้คุกขี้ตะราง ขาดความรู้ ขาดความสุจริตและการอุทิศเพื่อบ้านเมือง เพราะถูกบงการโดยคนคนเดียวหรือกลุ่มเล็กๆ เป็นคณาธิปไตย หาใช่ประชาธิปไตยไม่ ในระบอบอารยะประชาธิปไตย องค์กรทางการเมืองต้องเป็นองค์กรศุภลักษณ์ ไม่ใช่องค์กรอัปลักษณ์ (๕) หน้าที่ขององค์กรทางการเมือง ในการเมืองเก่าเป็นองค์กรแสวงประโยชน์ ในการเมืองใหม่เป็นองค์กรทำประโยชน์ (๖) ลักษณะการทำงานขององค์กรทางการเมือง ในการเมืองเก่าจะขัดขวางการมีส่วนร่วมของประชาชน แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ไม่โปร่งใส ปิดบังการตรวจสอบ พัฒนาผิดๆ หรือมิจฉาพัฒนา ในการเมืองใหม่จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่งเสริมความเข้มแข็งของกระบวนการยุติธรรม มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ทำการพัฒนาที่ถูกต้อง หรือสัมมาพัฒนา (๗) ผลลัพธ์ของการเมืองเก่ากับใหม่ เนื่องจากการเมืองเก่านำไปสู่มิจฉาพัฒนา จึงแก้ความยากจนของประชาชนไม่ได้ ขาดความเป็นธรรม นำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรง ส่วนการเมืองใหม่อารยะประชาธิปไตยนำไปสู่สัมมาพัฒนา ทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข แก้ความยากจนได้ สร้างความเป็นธรรม จึงนำไปสู่สมานฉันท์และสันติภาพ ที่กล่าวข้างต้นเป็นตัวอย่างของการมองการเมืองใหม่ทั้งระบบ โดยยังไม่ได้ลงไปสู่กลไกขององค์กรทางการเมือง ควรจะระดมความคิดกันอย่างกว้างขวางว่าการเมืองใหม่อารยะประชาธิปไตยนั้นคืออย่างไร ควรเริ่มด้วยจินตนาการใหญ่ ซึ่งจะให้พลังมาก อย่าลงไปสู่กลไกเร็วเกินไปซึ่งจะทำให้แคบ ข. คนไทยทุกภาคส่วนร่วมสร้างการเมืองใหม่อารยะประชาธิปไตย คนไทยเป็นคนดี แต่ระบบการเมืองเก่าที่เน่าหนอนชอนไช ทำให้บ้านเมืองเศร้าหมอง หมดสง่าราศี เต็มไปด้วยความชั่วร้ายและวิกฤตมากขึ้นๆ ทุกๆ ทาง ถึงเวลาที่คนไทยทั้งมวลจะต้องลุกขึ้นจับมือกันสร้างความความเป็นอารยะประชาธิปไตย คนไทยทุกภาคส่วน ทุกองค์กร ต้องเคลื่อนไหวคุยกันว่าอารยะประชาธิปไตยนั้นคืออย่างไร ควรมีการสื่อสารทุกรูปแบบให้มีความตื่นตัวทางการเมือง การเมืองไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มน้อยอีกต่อไป การเมืองต้องเป็นเรื่องของคนไทยทุกคน เมื่อประชาชนมีจิตสำนึกทางการเมืองสูงเคลื่อนไหวรวมตัวสถาปนาอารยะประชาธิปไตย ขบวนการมหาประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะเป็นกรอบหรือระบอบประชาธิปไตยที่ทำให้รัฐธรรมนูญและองค์กรทางการเมืองเป็นประชาธิปไตย ประชาธิปไตยไม่ได้เกิดจากนักการเมือง ประชาธิปไตยเกิดจากประชาชน ประชาธิปไตยต้องมาก่อนรัฐธรรมนูญ นักการเมืองเป็นผู้ปฏิบัติตามกรอบที่ประชาชนวางไว้และกำกับให้มีความถูกต้อง ควรระดมความคิดว่าองค์กรทางการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยได้มาอย่างไร จึงจะเป็นองค์กรศุภลักษณ์ การเมืองภาคประชาชนเป็นปัจจัยชี้ขาดให้การเมืองมีคุณภาพ ศิลปินทั่วประเทศควรเข้ามารณรงค์สร้างจินตนาการและจิตสำนึกประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยทั้งหมด นิสิตนักศึกษาทั้งหมด ผู้ใช้แรงงาน องค์กรภาคธุรกิจ สื่อมวลชนทั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ องค์กรทางการแพทย์และสาธารณสุข แม่บ้าน และคนไทยอื่นใดที่ต้องการเป็นความผาสุกในบ้านเมือง ต้องร่วมรณรงค์อารยะประชาธิปไตย วงการการแพทย์และสาธารณสุขทั้งหมดต้องถือว่าเรื่องอารยะประชาธิปไตยเป็นกรอบใหญ่ของสุขภาพสังคม เพราะการเมืองเก่าที่เน่าหนอนชอนไช เป็นเครื่องบ่อนทำลายสุขภาวะของประชาชนที่ร้ายแรงที่สุด ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางปัญญา ถ้าการเมืองขาดศีลธรรม มหาชนชาวสยามจะมีความผาสุกได้อย่างไร ฉะนั้นมวลมหาประชาคมทางสาธารณสุขทั้งหมด ควรทุ่มกำลังกาย กำลังใจ กำลังปัญญา และกำลังทรัพย์ เคลื่อนไหวสนับสนุนให้ประชาชนสถาปนาอารยะประชาธิปไตย การเคลื่อนไหวเพื่ออารยะประชาธิปไตย ควรมีความหลากหลาย หลายรูปแบบ หลายระดับ หลายผู้นำ แต่เมื่อเคลื่อนไหวไปๆ อะไรที่เป็นสัจจะและความถูกต้องก็จะเข้ามาเชื่อมกันเอง อะไรที่ไม่ใช่ของจริงของแท้ก็จะตกหล่นไปตามทาง อะไรที่เป็นกระบวนการสาธารณะจะทำให้เห็นแก่ตัวได้ยาก พลังแห่งการรวมตัวของมหาชนจะยุติความชั่วร้ายทั้งปวง เมื่อประชาชนสถาปนาระบอบประชาธิปไตย และอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง รัฐธรรมนูญและองค์กรทางการเมืองทั้งหลายก็จะเป็นระบบภายใต้ระบอบประชาธิปไตยของมวลชน เกิดศีลธรรมทางการเมือง เมื่อการเมืองเป็นอารยะประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ศีลธรรม ความเจริญ ความเข้มแข็ง ความผาสุก ก็จักเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา คนไทยทั้งมวลจึงต้องรณรงค์สร้างอารยะประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง เป็นกระบวนการที่ใจกว้าง รวมคนทั้งหมดเข้ามาด้วยกัน ไม่แยกข้างแยกขั้ว ไม่มีการโค่นล้มอะไร เพราะเป็น การสร้าง เหมือนการสร้างบ้านที่สวยงามน่าอยู่ที่ทุกคนร่วมกันสร้าง ระบอบอารยะประชาธิปไตยคือบ้านของเรา ที่เราจะอยู่ร่วมกันด้วยความผาสุก.-
| | September 27
| ออกหมายจับใบที่ 4 “ทักษิณ” หนีคดีหวย!! |
| โดย ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์
| 26 กันยายน 2551 12:05 น. |
 |
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
ศาลฎีกานักการเมือง ออกหมายจับ “ ทักษิณ” ใบที่ 4 หนีพิจารณาคดีหวยบนดิน ขณะที่ “ ครม. – ผู้บริหารกองสลาก ฯ ” ยืนกรานปฏิเสธทุกข้อหา ศาลสั่งยกคำร้อง “ ร.อ.สุชาติ อดีต รมว.คลัง – บอร์ดสั่งกองสลาก ฯ ” โต้แย้งเขตอำนาจศาล นัดตรวจสอบหลักฐานอีก 22 -24 ธ.ค.นี้ ศาลกำชับหากจำเลยเดินไปต่างประเทศต้องขออนุญาตล่วงหน้า วันนี้(26 ก.ย.)เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง นายรุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ รองประธานศาลฎีกา ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนทุจริตโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว ( หวยบนดิน ) พร้อมองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน ออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคดีครั้งแรกเพื่อสอบคำให้การจำเลย คดีหมายเลขดำที่ อม.1/2551ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ แทน คตส. ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, คณะรัฐมนตรี (ครม.) และผู้บริหารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล รวม 47 คน เป็นจำเลย ในความผิดฐาน ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ หรือจัดการทรัพย์ ได้เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต ( ยักยอกทรัพย์ ) , ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการดูแลกิจการ เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น , ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จ่ายทรัพย์เกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น , ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่แสดงว่ามีหน้าที่เรียกเก็บหรือตรวจสอบภาษีอากร โดยทุจริตเรียกเก็บหรือละเว้นไม่เรียกเก็บภาษีอากร และผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา147,152,153,154 ,157 ประกอบมาตรา 83,84,86,90,91 และ ความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐพ.ศ.2502 มาตรา 3,4,8,9,10 และ 11 กรณีที่ร่วมกันมีมติ ครม. เมื่อวันที่ 8 ก.ค.46 ให้ดำเนินโครงการออกสลากพิเศษ ที่ได้ดำเนินการออกสลากตั้งแต่งวดวันที่ 1 ส.ค.46 - 26 พ.ย.49โดยการออกสลากให้ได้ยกเว้นและลดหย่อนภาษี ตามพ.ร.บ.การพนันพ.ศ.2478 และภาษีตามประมวลรัษฎากรโดยถือว่าเป็นสลากการกุศลนั้นมติดังกล่าวเป็นการขัดต่อกฎหมาย เพราะเป็นมติที่ฝ่าฝืนต่อพระราชกฤษฎีกา ที่ออกตามความในประมวลรัษฎากร ซึ่งโจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยทั้งหมด ร่วมกันคืน หรือใช้ทรัพย์ที่ร่วมกันมีมติอนุมัติให้จ่ายเงินซึ่งเป็นเงินรายได้จากการออกสลากของสำนักงานสลาก ฯ ที่เป็นผู้เสียหาย ด้วยรวมจำนวน 14,862,254,865.94 บาทพร้อมทั้งขอให้นับโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ จำเลยที่1 ต่อจากคดีทุจริตซื้อ-ขายที่ดินรัชดาภิเษก คดีหมายเลขดำที่ อม.1/2550 ด้วย โดยวันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จำเลยที่ 1 , นายสมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลังในฐานะประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล จำเลยที่ 31 และนางสตรี ประทีปะเสน ผู้แทนสำนักงบประมาณ ในฐานะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล จำเลยที่ 39 ไม่มาศาล ซึ่งจำเลยที่ 31 และ 39 แจ้งเหตุให้ทราบแล้วศาลได้อนุญาตให้จำเลยทั้งสอง เดินทางมาศาลเพื่อสอบคำให้การ ในวันนัดตรวจสอบพยานหลักฐานซึ่งกำหนดนัดวันที่ 22 – 24 ธ.ค.นี้ ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ จำเลยที่ 1 ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล พฤติการณ์มีเหตุควรน่าสงสัยว่าจะหลบหนี จึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับจำเลยที่ 1 และให้จำหน่ายคดีเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะได้นำตัวมาพิจารณาคดี ส่วนจำเลยที่ 2 – 30 , 31 – 38 และ 40 – 47 ศาลอ่านและอธิบายคำฟ้องจำนวน 57 หน้าสรุปให้ฟังแล้ว จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ พร้อมยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์ และที่ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ์ อดีต รมว.คลัง จำเลยที่ 9 และ พล.ต.ท.อิสระพันธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ในฐานะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล จำเลยที่ 47 ยื่นคำร้องขอให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิฉัยชี้ขาดเขตอำนาจศาล เนื่องจากเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 9 (1)(3) นั้นศาลฎีกา ฯ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้ง 47 คน ว่า เป็นตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน ร่วมกันกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งศาลฎีกา ฯ มีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีไว้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 9 (1)(2) คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจศาลฎีกา ฯ และเมื่อคดีหลักอยู่ในอำนาจศาลฎีกา ฯ แล้ว ในส่วนคำร้องเกี่ยวกับความแพ่งที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้ง 47 คนร่วมกันชดใช้เงินคืน จึงอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา ฯ ด้วยเช่นกัน ซึ่งการจำเลยที่ 9 และที่ 47 อ้างว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลปกครองนั้นแล้วจะให้ส่งเรื่องตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 199 ที่ว่า กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลยุติธรรม ศาลปกครอง หรือศาลอื่น ให้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดโดยคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจศาลนั้น เมื่อศาลฎีกา ฯ มีคำสั่งรับฟ้องคดีนี้แล้วและคดีอยู่ในอำนาจศาล จึงไม่มีกรณีที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างอีก ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีทางปกครองเท่านั้น ศาลฎีกา ฯ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยดังกล่าว โดยคำร้องที่จำเลย ยื่นขอพิจารณาและไต่สวนพยานหลักฐานลับหลังจำเลยนั้น ศาลสอบถามโจทก์แล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ไต่สวนคดีลับหลังจำเลยทั้งหมดได้ตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2543 ข้อ 10 และนัดคู่ความเพื่อตรวจสอบพยานหลักฐาน ในวันที่ 22 – 24 ธ.ค.นี้ เวลา 10.00 น. โดยให้คู่ความยื่นบัญชีพยานต่อศาลอย่างน้อย 7 วันก่อนนัดตรวจสอบพยานหลักฐาน และเพื่อความสะดวกรวดเร็วให้คู่ความยื่นแนวทางสู้คดีพร้อมบัญชีพยานด้วย และหากมีพยานเอกสาร หรือพยานวัตถุใดอยู่ในความครอบครองบุคคลอื่นให้คู่ความขอศาลออกหมายเรียกพยานหลักฐานจากบุคคลนั้นโดยเร็ว และหากจำเลยคนใดจะเดินทางออกนอกประเทศให้ยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลล่วงหน้าซึ่งศาลจะพิจารณาเป็นครั้ง ๆ ไป สำหรับจำเลยคดีนี้ ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอประกันตัวล่วงหน้าก่อนการนัดพิจารณาคดีครั้งแรกแล้ว โดยจำเลยซึ่งเป็นรัฐมนตรี ยื่นหลักทรัพย์มูลค่า 2 ล้านบาทส่วนกลุ่มข้าราชการ ยื่นหลักทรัพย์มูลค่า 5 แสนบาท ผุ้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ถูกศาลออกหมายจับไปล้ว 5 ใบ และถูกยกเลิกหมายจับไป 1 ใบ รวมขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีหมายจับทั้งสิ้น 4 ใบ
| | | | | |
| นายหนังตัวจิ๋วเมืองคอน 5 ขวบ เชิดหนังลุงอย่างมืออาชีพ |
| โดย ผู้จัดการออนไลน์
| 26 กันยายน 2551 10:14 น. |
 |
นครศรีธรรมราช – นายหนังตัวน้อย 5 ขวบเชิดหนังตะลุงอย่างมืออาชีพ เล่นงานเปรตเดือนสิบสุดคึกคึก คนแห่ชมหลังโรงแน่นขนัด – คณะหนังดัง "อาจารย์ณรงค์ ตะลุงบัณฑิต"รับเป็นศิษย์เอก จากการที่ชมรมนักข่าวจังหวัดนครศรีธรรมราช และสำนักข่าวนครโพสต์ รับผิดชอบจัดกิจกรรม "ลานเปรตเดือนสิบ 51 งานเทศกาลบุญสารทเดือนสิบ ประจำปี 2551 จังหวัดนครศรีธรรมราช ณ ลานอาคารเรือนจำเก่า ตรงข้ามสวนศรีธรรมโศกราช ถนนราดำเนิน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช สร้างสีสันบรรยากาศที่สนุกสนานและตื่นตาตื่นใจ ให้กับผู้คนโดยเฉพาะขบวนเปรตเดือนสิบ เมื่อเย็นวันที่ 24 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบริเวณลานอาคารเรือนจำเก่า ตรงข้ามสวนศรีธรรมาโศกราช ถนนราดำเนิน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ประชาชนหลายร้อยคน แห่เดินทางไปเที่ยวชมกิจกรรมในลานเปรตเดือนสิบ 51 และแห่ไปชมหนังตะลุงเด็กอายุแค่ 5 ขวบ ชื่อ "คณะหนังนายน้อย ศ.อาจารย์ณรงค์" ที่เชิดรูปหนังตะลุงจากม้วนวีซีดีของหนังอาจารย์ ณรงค์ ตะลุงบัณฑิต โดยความเชี่ยวชาญลีลาที่เร้าร้อน ในขณะที่ปากก็ท่องบทกลอน บทพูดของตัวหนังตะลุงแต่ละตัวอย่างไม่ผิดเพี้ยน ในขณะที่มือก็เอื้อมไปเชิดรูปหนังตะลุงพร้อมชักปากหนังตะลุงแต่ละตัวพูดได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เป็นที่น่าอัศจรรย์แก่ผู้ชมเป็นอย่างมาก และไม่น่าเชื่อว่าเด็กอายุแค่ 5 ขวบจะทำอย่างถึงขนาดนี้นับเป็นเด็กอัจฉริยะ และมีพรสวรรค์ด้านการแสดงหนังตะลุงโดยเฉพาะ "เป็นที่น่าสังเกตว่าแทนที่ผู้ชมหนังตะลุงซึ่งทั่วๆ ไปจะนั่งชมด้านหน้าโรง แต่ผู้ชมหนังคณะนายน้อย ศ.อาจารย์ณรงค์ แทบจะไม่มีผู้ชมด้านหน้าโรงเลย แต่กลับแห่ไปชมด้านหลังโรงอย่างเนืองแน่น ในขณะที่บนโรงจะมีนายหนังนั่งอยู่เพียงคนเดียว ทำทุกหน้าที่บนโรงหนัง ตั้งแต่การจัดวางรูปหนังทั้งหมด การหยิบรูปหนัง เป็นต้น นายหนังตัวน้อยก็โชว์ลีลาการเชิดรูปหนังอย่างเต็มที่ และเนื่องจากนายหนังตัวเล็กมือและแขนสั้นการเอื้อมหยิบรูปหนังตะลุงที่บางครั้งในแต่ละฉากมีรูปที่ต้องเชิดและชักปากพูดหลายตัวสับเปลี่ยนกันไปมา นายหนังตัวน้อยแขนสั้นจึงไม่สามารถทำได้เหมือนกับนายหนังผู้ใหญ่ จึงต้องใช้วิธีการนั่งยองๆ หรือคุกเข่า บางฉากถึงกับต้องยืน แต่การเชิดและชักปากหนังตะลุงก็เป็นไปอย่างแคล่วคล่องว่องไวไม่ผิดเพี้ยน จนผู้ชมหนังโรงต่างปรบมือให้อย่างชื่นชม ในความสามารถของนายหนังตัวน้อยรายนี้ บางคนก็ควักเงินให้เป็นรางวัลอีกด้วย" ส่วนด้านข้างโรงหนังมีนายสมบัติ บูลภิบาล อายุ 37 ปี นางปิ่นมณี บูลภิบาล อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 49/1 หมู่ 5 ต.โพธิ์เสด็จ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็น พ่อและแม่ของนายหนังตัวน้อยพร้อมด้วยญาติๆ มายืนเป็นพี่เลี้ยงและคอยดูแลเรื่องเครื่องเสียงและทำตามคำสั่งของนายหนัง เช่น สั่งให้เพิ่มเสียง ลดเสียง ส่งน้ำให้ดื่ม เป็นต้น นายสมบัติ บูลภิบาล พ่อของนายหนัง กล่าวว่า นายหนังตัวน้อยคนดังกล่าวชื่อ ด.ช. วชิรพล บูลภิบาล หรือ"น้องนาย" อายุ 5 ขวบ เรียนหนังสืออยู่ชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนอนุบาทแสงทอง เปิดเผยถึงความเป็นมาของการเล่นหนังตะลุงของน้องนายว่า ตั้งแต่อายุ 3 ขวบได้พาน้องนายไปเที่ยวงานเดือนสิบ และงานสวนสนุกอื่นๆ ที่มีการแสดงหนังตะลุงน้องนายจะร้องขอให้พาไปชมหนังตะลุง และขอขึ้นไปนั่งดูนายหนังตะลุงเชิดรูปบนโรงหนัง เมื่อกลับมาบ้านก็จะหาใบไม้มาแทนรูปหนังตะลุงและนั่งเชิดกลางแดด เพื่อให้เกิดเป็นเงานานครั้งละหลายชั่วโมง จึงได้ไปซื้อรูปหนังตะลุงที่มีขายตามงานสวนสนุกทั่วไปมาให้ น้องนายก็จะนำหนังตะลุงมาเชิดกลางแดดอย่างเอาจริงเอาจัง จนในที่สุดจึงต้องไปหาผ้าขาวเล็กๆ มาขึงทำจอหนังและมีไฟส่องให้น้องนายได้เชิดรูปหนังตะลุง ต่อมาจึงไปซื้อวีซีดีการแสดงของหนังตะลุงหลายคณะมาให้ดูและน้องนายชอบมาก และเลือกที่จะเชิดรูปหนังตะลุงอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเอาจริงเอาจังตามแบบฉบับหนังอาจารย์ณรงค์ ตะลุงบัณฑิต โดยไม่มีใครแนะนำสั่งสอนใดๆ ซึ่งน้องนายสามารถหยิบรูปมาเชิดตามได้อย่างแม่นยำ และสามารถว่าบทกลอน บทพูดตามได้ทุกคำไม่ตกหล่น "ในที่สุดญาติๆ ได้นำไปเชิดในงานวัดแห่งหนึ่ง ผู้ชมติดอกติดใจและเรียกร้องให้ไปแสดงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดตนตัดสินใจสร้างโรงหนังตะลุงขนาดเล็ก เครื่องเสียง จอหนังพร้อมอุปกรณ์ในการแสดงหนังตะลุงให้อย่างครบถ้วน และรับงานแสดงอย่างจริงจังจนหนังอาจารย์ณรงค์ ศ.เคล้าน้อย นายหนังตะลุงชื่อดังของภาคใต้มาพบเข้าจึงรับเป็นลูกศิษย์อย่างไม่ลังเลเพราะทึ่งในฝีมือและความเป็นเด็กอัจฉริยะ ส่วนค่าราชโรงแล้วแต่เจ้าภาพจะให้ ซึ่งตนและภรรยาเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีที่น้องนายชอบการแสดงหนังตะลุง จึงจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ "นายสมบัติกล่าว ทางด้าน ด.ช.วชิรบาล บูลภิบาล หรือน้องนาย นายหนังตะลุงตัวน้อย กล่าวว่า ชอบการแสดงและเชิดหนังตะลุงมากๆ และจะพัฒนาการแสดงต่อไป โดยจะยึดแนวของหนังอาจารย์ณรงค์ ตะลุงบัณฑิต เป็นหลักในอนาคตจะฝึกฝนให้สามารถแสดงสดๆ ได้เต็มรูปแบบเหมือนหนังตะลุงทั่วๆ ไป และจะเป็นนายหนังตะลุงที่มีชื่อเสียงเหมือนหนังตะลุงอาจารย์ณรงค์ หรือหนังเอียดนุ้ย ศ.เคล้าน้อย ให้ได้ | |
| โจ๋เวียดนับพันๆ เล็งเรียนต่อมหา'ลัยไทยในอีสาน |
| โดย ผู้จัดการออนไลน์
| 25 กันยายน 2551 19:26 น. |
 |
|
|
บัณฑิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ที่นี่กำลังผลิตบัณฑิตให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มมากขึ้นทุกปี (ภาพ: เว็บไซต์มหาวิทยาลัย) |
|
 | ผู้จัดการออนไลน์ -- อาจจะเป็นโอกาสอันดีสำหรับวงการศึกษาในประเทศใกล้เคียง นักเรียน-นักศึกษาเวียดนาม ปีละนับหมื่นๆ คน กำลังมองหาโอกาสเรียนต่อในต่างประเทศตามสถานศึกษาที่คิดค่าเล่าเรียนไม่แพงจนเกินไป ซึ่งมหาวิทยาลัยในประเทศไทยและจีน ได้รับความนิยมมากที่สุด ตามรายงานของสื่อทางการปัจจุบัน มีนักศึกษาเวียดนามนับพันๆ คนกำลังศึกษาอยู่ตามสถาบันอุดมศึกษาที่คิดค่าเล่าเรียนระดับปานกลางในจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมณฑลกว่างซี (Quang Xi) กับสถาบันอุดมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านจนเกินไป สถาบันอุดมศึกษาเหล่านี้เป็นทางเลือกใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับนักเรียนที่เรียนสำเร็จชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในเวียดนาม ซึ่งมีจำนวนปีละเกือบ 1 ล้านคน และส่วนใหญ่ไม่สามารถสอบเอนทรานซ์เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐได้ ขณะที่สถาบันอุดมศึกษาของเอกชนค่าเล่าเรียนแพงขึ้นในปัจจุบัน สถาบันการศึกษาในประเทศไทย และ จีน ยังเป็นทางเลือกสำหรับผู้ปกครองนักเรียนที่ตั้งใจจะส่งบุตรหลานไปเรียนในประเทศตะวันตก แต่ค่าเล่าเรียนแพงมากจนไม่สามารถจะเป็นไปได้ ทั้งนี้ เป็นรายงานของหนังสือพิมพ์ไซ่ง่อนเตียบถิ (Saigon Tiep Thi) เมื่อต้นปี มหาวิทยาลัยของรัฐและของเอกชนเวียดนาม ได้ประกาศขึ้นค่าเล่าเรียนสำหรับปีการศึกษา 2008-2009 ซึ่งเริ่มขึ้นต้นเดือน ก.ย.นี้ ทำให้ผู้ปกครองมีภาระหนักยิ่งขึ้น ปัจจุบันผู้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของเอกชนจะเสียค่าเล่าเรียนปีละ 6 ล้านด่งขึ้นไปจนถึงหลายสิบล้านด่ง (อัตราแลกเปลี่ยน 17,000 ด่งต่อดอลลาร์) ขณะที่ค่าเล่าเรียนมหาวิทยาลัยของรัฐเพียง 1.8 ล้านด่ง ขึ้นไปเท่านั้น
|
|
|
สภาพทั่วไปภายในบริเวณสถาบันราชภัฏอุดรธานี ที่นี่เป็นเป้าหมายใหญ่อีกแห่งหนึ่งสำหรับนักเรียนจากจังหวัดภาคกลางเวียดนาม (ภาพ: เว็บไซต์มหาวิทยาลัย) |
|
 | ค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่งพุ่งขึ้นสูงเท่าๆ กับค่าเล่าเรียนมหาวิทยาลัยในประเทศใกล้เคียง ซึ่งทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองตัดสินใจไม่ยากที่จะส่งบุตรหลานออกเรียนต่างประเทศ โดยเชื่อว่า จะได้รับการศึกษาที่ดีและโอกาสได้งานทำมากขึ้นเมื่อเรียนจบ นอกจากนั้น ยังมีผู้ปกครองที่มีฐานะดีอีกจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะส่งบุตรหลายไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศเพื่อนบ้าน สื่อของทางการกล่าว **ค่าเล่าเรียนไม่แพงในต่างแดน** เป็นที่ทราบกับดีว่า สถาบันอุดมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย หลายแห่งได้มีความร่วมมือกับสถานบันการศึกษาและหน่วยงานด้านการศึกษาของจังหวัดต่างๆ ในภาคกลางเวียดนาม ทำให้ในแต่ละปีมีนักเรียนจากนับร้อยๆ คนเข้ามาศึกษาต่อใน รวมทั้งมหาวิทยาลัยนครพนม ด้วย สถาบันอุดมศึกษาใน จ.อุดรธานี ก็เป็นอีกปลายทางหนึ่งของนักเรียนเวียดนาม เช่นเดียวกันกับมหาวิทยาลัยในนครหนานหนิง (Nanning) มณฑลกว่างซี เนื่อง จากค่าศึกษาเล่าเรียนไม่แพงจนเกินไป นอกจากนั้น ทั้งสองปลายทางนี้ก็ไม่ได้เข้มงวดกับการสอบเอนทรานซ์ เพียงแต่เรียนสำเร็จชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจากเวียดนามก็สามารถเข้าศึกษาต่อได้ สื่อของทางการ กล่าว
|
|
|
สู้อุตส่าห์เรียนจนจบมัธยมปลายก็แทบแย่ ต้องแย่งกันเข้ามหาวิทยาลัย ปีนี้ค่าเล่าเรียนก็แพงขึ้นอีก สถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยและจีนที่ไม่แพงจนเกินไปจึงเป็นทางเลือกที่พ่อแม่ผู้ปกครองในเวียดนามนิยมมากขึ้น (ภาพ: VietnamNet) |
|
 | นักเรียนที่ลงทะเบียนเข้าศึกษาหลักสูตรภาษาไทยและภาษาจีน ในสถาบันการศึกษาของสองประเทศนี้ เสียค่าเล่าเรียนปีละประมาณ 630-650 ดอลลาร์ แต่จะแพงขึ้นเป็นปีละ 1,300-1,500 ดอลลาร์ สำหรับหลักสูตรที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ ไซ่ง่อนเตียบถิ กล่าว นครหนานหนิง อยู่ห่างจากชายแดน จ.ลางเซิน (Lang Son) เพียงประมาณ 300 กิโลเมตร ทำให้นักเรียนสามารถเดินทางกลับบ้านถึงกรุงฮานอยได้ภายในวันเดียว ส่วน จ.อุดรธานี ของไทยก็อยู่ห่างจาก จ.กว๋างจิ (Quang Tri) เพียงประมาณ 500 กม.เท่านั้น ตามรายงานของกระทรวงศึกษาธิการและฝึกอบรม มีนักเรียนจากเวียดนามไม่ต่ำกว่า 200 ราย ลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีของไทยในปีการศึกษา 2008-2009 ขณะนี้ มหาวิทยาลัยดังกล่าวมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยนครด่าหนัง (Danang) อีกด้วย เมื่อพูดถึงสภาพการณ์โดยทั่วไปแล้วการไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยในประเทศไทยและจีน ได้เป็นทางเลือกใหม่ของนักเรียนเวียดนามที่ไม่สามารถสอบเอ็นทรานซ์เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐได้ หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ กล่าวว่า ปัจจุบันมีนักศึกษาเวียดนามกว่า 500 คน กำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยที่ จ.อุดรธานี ส่วนใหญ่ไปจากจังหวัดต่างๆ ในภาคกลางของประเทศ ตั้งแต่นครด่าหนังขึ้นไปจนถึง จ.กว๋างจิ กระทั่ง จ.เหงะอาน (Nghe An) มหาวิทยาลัยแห่งต่างๆ ในนครหนานหนิง ก็ได้รับความนิยมจากนักศึกษาในจังหวัดภาคเหนือเวียดนามไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยแห่งหนานหนิง ได้มีความตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยฟานโจ่วจิ่ง (Phan Chau Trinh) แห่งเมืองโฮยอาน ในการส่งนักศึกษาไปเรียนต่อ **ยังขาดที่เรียนต่อจำนวนมาก** การลงทุนด้านการศึกษาในเวียดนามเป็นอีกแขนงหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมจากนักลงทุนต่างชาติ แต่ส่วนใหญ่ก็มุ่งเข้าลงทุนจัดตั้งสถานศึกษาที่เก็บค่าเล่าเรียนสูงโดยใช้มาตรฐานตะวันตก ซึ่งเกินกำลังของผู้ปกครองทั่วไป ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรในประเทศนี้ยังไม่ถึงปีละ 1,000 ดอลลาร์
|
|
|
ศ.ดร.เเหวียนเทียนเญิน (Nguyen Thien Nhan) รองนายกฯ และ รมว.ศึกษาธิการฯ เวียดนาม (ผูกเน็คไทด์) กล่าวว่าจะต้องมีมหาวิทยาลัยคุณภาพอีกหลายแห่ง รัฐบาลทุ่มงบ 2,400 ล้านดอลลาร์เพื่อการนี้ในระยะ 5 ปีข้างหน้า (ภาพ: VietnamNet) |
|
 | อย่างไรก็ตาม เวียดนามมีประชากร 85 ล้านคน มีนักเรียนที่เรียนสำเร็จชั้นมัธยมปลายมากขึ้นทุกปี และ สถานศึกษาคุณภาพดียังมีไม่เพียงพอ ตามตัวเลขของกระทรวงศึกษาธิการ ปีนี้มีนักเรียนเกือบ 260,000 คน จากทั้งหมดกว่า 1 ล้านคนที่สำเร็จมัธยมศึกษาตอนปลาย สมัครเข้าสอบเอนทรานซ์ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-20 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐซึ่งจะรับได้เพียงประมาณ 1 ใน 3 ในช่วงปีใกล้ๆ นี้กระทรวงศึกษาธิการได้เคร่งครัดในการปราบปรามการทุจริตการสอบในทุกระดับเพื่อกลั่นคุณภาพการเรียนการสอน ได้มีการกวาดล้างครั้งใหญ่ในปี 2549 ทำให้นักเรียนสอบตกเรียนไม่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างกำลังพัฒนาไปในทางที่ดี กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การศึกษา 2007-2008 ที่ผ่านมานี้ มีนักเรียนสำเร็จเพิ่มขึ้นเป็น 76% จากเพียงประมาณ 60% ในปี 2546-2007
รู้จักมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี:
http://www.udru.ac.th/newudru/index.html
| พบกบโบราณสายพันธุ์ใหม่ในป่าสงวนเวียดนาม |
| โดย ผู้จัดการออนไลน์
| 26 กันยายน 2551 03:11 น. |
 |
|
|
หน้าตาแบบนี้แหละ สมาชิกใหม่ของประชาคมโลก (ภาพ: VietnamNet) |
|
 | ผู้จัดการออนไลน์-- ในช่วงปีใกล้ๆ นี้ได้มีการค้นพบสัตว์พันธุ์หายากจำนวนมากในเขตป่าสงวนของเวียดนาม ที่ยังได้รับการดูแลรักษาไว้ให้คงสภาพธรรมชาติอย่างดี หลังจากมีการประกาศการค้นพบนากน้ำจมูกขน (hairy-nosed otto) ในเขตป่าภาคใต้ จ.ก่าเมา (Ca Mau) เมื่อเร็วๆ นี้นักอนุรักษ์ได้ค้นพบกบพันธุ์โบราณหน้าตาประหลาดอีกพันธ์หนึ่งที่ยังไม่เคยมีข้อมูลมาก่อน นับเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำสายพันธุ์ใหม่ (Species) ล่าสุดที่พบในโลกนี้ นักอนุรักษ์กับนักวิทยาศาสตร์เวียดนามได้ค้นพบกบสายพันธุ์ใหม่ ระหว่างออกสำรวจเขตป่าสงวนหวิงกื๋ว (Vinh Cuu) จ.ด่งนาย (Dong Nai) ในปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ที่นั่นเป็นผืนป่าที่ความหลากหลายทางชีวะนานาพันธุ์ยังคงสภาพที่สมบูรณ์สุดอีกแห่งหนึ่ง แม้ว่าสภาพแวดล้อมของจังหวัดนี้กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นศูนย์อุตสาหกรรมใหญ่ของประเทศ กบสเปชี่ใหม่นี้หาพบได้ยาก เคยมีผู้พบแต่ยังไม่เคยมีการศึกษาชีวิตธรรมชาติของมันอย่างจริงจัง ในหนังสือปกแดง (Red Book) ของสหพันธุ์การอนุรักษ์ธรรมชาติระหว่างประเทศ (International Union for Conservation of Nature)บันทึกเอาไว้แต่เพียงว่า "ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ" สำหรับกบสายพันธุ์ Limnonectes dabanus ซึ่งถูกจัดไว้ในครอบครัว Ranidae ข้อมูลที่มี่อยู่ระบุเอาไว้คร่าวๆ แต่เพียงว่า Limnonectes dabanus มีถิ่นอาศัยในป่าร้อนชื้นหรือที่ลุ่มร้อนชื้นในป่าเขตร้อน แม่น้ำและหนองบึง ในเวียดนาม ตามข้อมูลที่บันทึกไว้ใน AMPHIBIAWEB เคยมีการบันทึกการพบเห็นกบสาพันธุ์ Limnonectes dabanus เพียงครั้งเดียวในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1920 บนเกาะฟุก๊วก (Phu Quoc) ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ในอ่าวไทย จ.เกียนยาง (Kien Giang) ภาคใต้เวียดนาม
|
|
|
อีกภาพหนึ่งถ่ายไว้โดยแองต๋วน (Anh Tuan) ท้ายทอยงอนๆ คล้ายๆ กัน (ภาพ: Flickr) |
|
 |
|
|
|
ส่วนตัวนี้กำลังส่งเสียงเรียกร้องความสนใจจากสาวๆ พบได้ทั่วไป (ภาพ: Wikipedea) |
|
 | ต่อมามีการพบใน จ.ดั๊กลัก (Dak Lak) จ.ยาลาย (Gia Lai) และ จ.เลิมด่ง (Lam Dong) ในเขตที่ราบสูงภาคกลาง แต่ก็ยังไม่มีรายละเอียดใดๆ เช่นกัน เป็นครั้งแรกที่มีการพบกบชนิดนี้ในผืนป่าธรรมชาติ จ.ด่งนาย ซึ่งปัจจุบันกำลังถูกคุกคามด้วยอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และเป็นครั้งแรกที่นักอนุรักษ์-นักวิทยาศาสตร์ได้มีโอกาสเฝ้าติดตามและบันทึกลักษณะตลอดจนพฤติกรรมของมันอย่างละเอียด.
| |
 |
|
| เจอ "นากจมูกหนวด" ในป่าสงวนเวียดนาม |
| โดย ผู้จัดการออนไลน์
| 19 กันยายน 2551 23:27 น. |
 |
|
|
ภาพของนากหนวดดกที่สำนักข่าวเอเอฟพีบอกว่า ถูกนำออกแจกจ่ายวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา เป็นพันธุ์หายากที่พบในภาคใต้เวียดนาม (ภาพ: AFP) |
|
|
 | ผู้จัดการออนไลน์-- นักวิจัยกล่าวในสัปดาห์นี้ว่าได้มีการพบนากจมูกหนวด (hairy-nosed otto) ซึ่งเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่หายากที่สุดในโลกในเขตป่าสงวน จ.ก่าเมา (Ca Mau) ทางตอนใต้สุดของเวียดนาม และ เชื่อกันว่าได้สูญพันธุ์ไปแล้วตั้งแต่กว่า 10 ปีก่อน นักวิจัยที่ปฏิบัติงานให้แก่องค์การอนุรักษ์สัตว์หายากแห่งหนึ่ง ได้พบนากดังกล่าวจำนวน 2 ตัว ในเขตป่าสงวนอูมิงห่า (U Minh Ha) ในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา "ตอนที่พวกเราไปเจอ เราอยู่ห่างจากพวกมันเพียงสองเมตรครึ่งเท่านั้น มันช่างน่าทึ่งเสียจริงๆ ที่ได้เห็นสัตว์พันธุ์หายากในธรรมชาติ" นายเหวียนวันญวน (Nguyen Van Nhuan) เจ้าหน้าที่วิจัยกล่าว ก่อนหน้านี้ได้มีการค้นพบนากชนิดนี้ในประเทศไทย อินโดนีเซีย และกัมพูชา หลังจากเข้าใจกันว่าได้สูญพันธุ์ไปนานแล้ว ลักษณะสำคัญของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดนี้ก็คือ มีขนขึ้นดกหนาบนจมูก นักวิจัยกล่าวว่านากพันธุ์นี้ "ขี้อายเอามากๆ" และ จะออกหากินในเวลากลางคืน อาหารของพวกมันคือ ปลา กบ สัตว์เลื้อยคลาน งู รวมทั้งพวกแมลงทั้งหลาย เวียดนามยังเป็นถิ่นอาศัยของนากพันธุ์หายากของโลกอีก 3-4 ชนิด เจ้าหน้าที่วิจัยกล่าวว่าการพบสัตว์หายากพวกนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าที่อาศัยตามธรรมชาติของพวกมันยังคงอยู่ในสภาพดี เวียดนามได้ประกาศให้อูมิงห่ากับอาณษบริเวณโดยรอบซึ่งมีเนื้อที่ 35,800 เฮกตาร์ (223,000 ไร่เศษ) เป็นป่าสงวนแห่งชาติในปี 2548 อาณาบริเวณป่าที่สมบูรณ์แห่งนี้มักจะเกิดไฟป่าอยู่เป็นประจำในหน้าแล้ง เนื่องจากเกิดความแห้งแล้งอย่างหนัก.
| |
 | | | | | | |
Thundering uproar shatters hopes and ears
The broken promises, unanswered petitions and inability of authority figures to alleviate noise and pollution at Suvarnabhumi's neighbouring zones
VASANA CHINVARAKORN
One year can be too short or too long a time - and looking at the faces of these two women - I realise how time can rob or give. A year ago, Somjai Panyanasonthi still appeared upbeat; there was a discernible trace of hope even when she described her ordeals with noise and other pollutants caused by her next-door neighbour. On the other hand, Ratchanee Kaewprasert moped in her taciturn way; her eyes revealed the joylessness of someone who has struggled, failed and given up. At least, that is what I sensed and tried to convey in "The Tale of Two Women - and One Airport", published in 'Outlook', on September 27, 2007 about their cases on the first anniversary of Suvarnabhumi International Airport, the common source of the pair's chagrin.
|
|
| Somjai Panyanasonthi: ‘‘ I amnot angry at the aeroplanes, I amangry at those big names who repeatedly broke their promises.’’ |
Over 50 weeks later, it is now Somjai, 58, who looks haggard, bitter and almost, completely broken. There is clearly an air of resentment as she recounts how she has been duped time and time again by several phu-yai, the men and women of authority. She is inundated by all sorts of worries. Her husband recently fell sick and doctors say he must stop working or risk his life. Somjai herself has been to the hospital four times this past year; she has to rely on a host of conventional and alternative drugs to ease her migraines, stress, muscle pain, insomnia and heart palpitations. The family's dream home has been reduced to a heap of mishaped and torn-apart wood having tolerated constant vibrations from roaring aeroplanes flying over their roof every couple of minutes.
|
|
| Ratchanee Kaewprasert has returned to a more balanced state of health: ‘‘At this stage, I no longer wish for anything from the AoT. My only goal is to seek ways to leave the place by myself and as soon as possible.’’ |
In contrast, Ratchanee seems a picture of health. Her condition is actually not much better than Somjai's: All the 45-year-old's savings have gone into a new plot of land away from the airport where she plans to move as soon as she can raise enough money to build a house. Ratchanee confides her worries on how to pay for her only daughter's higher education and if someone were to fall sick, how could she pay the hospital bill if it was too high? But at least she has regained the ability to laugh. Her accounts of different self-healing experiments: Planting trees, jogging, reaching out to other airport victims, are peppered with a sense of humour, albeit a dry one. The woman is amazingly like that legendary phoenix-returning-from-the-ashes, I made the observation to myself.
"Of course, I can still laugh," Somjai tried to placate Ratchanee's concerns. "But even when I do, my heart does not. Nobody knows how much I have been crying inside."
"She is exactly what I was like a year ago," Ratchanee said to me. "When I met her the first time [a year ago], I felt she was my opposite, that perhaps, this lady didn't know how to shed a tear."
|
|
|
| Almost nothing has changed over the past two years since the opening of Suvarnabhumi International Airport on September 28, 2006. Somjai Panyanasonthi’s house, and hidden in the bush is Ratchanee Kaewprasert’s home. |
The reversal of fortune, Ratchanee reckons, is perhaps due to the fact that Somjai is going through what she went through before.
Shortly after the opening of Suvarnabhumi Airport on September 28, 2006, Ratchanee was busily chasing after anyone who could offer solutions or help to her family, living only 200 metres away from the noisy airport.
She made the rounds at the Airports of Thailand (AoT) and its public relations team, the district office, Government House, other housing estates, which later formed a coalition of protesters, and at the airport itself. She joined demonstration rallies, talked to reporters, stayed up late to discuss with neighbours on how to push for a policy change. (A year later, she relates an incident - with a laugh - where she felt so distressed she knelt in front of one officer, pleading him to help.)
A Cabinet resolution issued on November 21, 2006, gave the locals some light of hope, but it was never enforced. Then came another resolution, which somewhat contradicted the first, and another, that acknowledged the previous two but did nothing else besides saying some concrete measures must be undertaken. It was a futile fight. By September last year, Ratchanee said she no longer felt the urge to speak up as it would only pain her further.
"The moment came as I watched the text messages during a live broadcast of Ta Sawang [a nightly talk show]. It was literally an eye-opening experience. I realised then how many people just take the residents at Suvarnabhumi as being greedy, and that we are not patriotic enough to make sacrifices for the sake of the country."
|
|
| On April 22, Somjai knelt in front of Civil Aviation Department Director- General Chaisak Angsuwan during a tripartite meeting, begging him for help in her case. |
Ironically, it was the same TV programme, which aired on September 11, 2007, that made Somjai, a full-time housewife, want to pursue her case more rigorously. Although much of the on-air time was inadvertently snatched up by some of the protest leaders - who insisted on playing up the compensation issues - Somjai tried to raise her voice and was eventually given few minutes to talk about her problems as one of the most severe cases of airport-induced pollution (according to the Noise Forecast Exposure, or NEF, her house would have been designated as 45+, among the loudest).
Throughout the following year, Somjai has been dragging her husband, and sometimes their daughter, to attend numerous meetings together. It has been a costly investment - driving all the way from their house in Lat Krabang to the tripartite meetings at the Ministry of Transport on Ratchadamnoen Avenue - but an investment that Somjai is willing to shoulder. With assistance from representatives of the Lawyers' Council of Thailand, Sanan Worasuksri, a former national table tennis champion who now earns money from making internationally standardised table tennis tables, initially sought to petition the Central Administrative Court for an emergency protection: That Suvarnabhumi Airport be ordered to shut-down its night-time operations until the environmental problems have been solved. However, by the time the lawsuit was filed, on November 21, 2007, 358 locals joined in with Sanan, whose name appeared as the first plaintiff.
Somjai and her husband are having their first taste of duplicity by the "big shots". Somehow, the news about the planned petition was leaked to the AoT, and two days before the filing of the lawsuit a team of AoT staff visited Somjai's house and told her they would be able to offer her some form of help if Sanan did not sue the state authority. Met with a muted response, the following day, AoT sent Somjai an evaluation form with a signature in ink by one of the airport executives on November 20, 2007, which stated a price quote of 2,079,171 baht for the main house and 365,643 baht for the smaller shack a few metres away (the land, meanwhile, belongs to Sanan's cousin and thus was not included in the discussion).
|
|
| A map of Suvarnabhumi International Airport; its western runway and the two women’s houses. |
But the Lawyers' Council, the authorised representative for the plaintiffs, went ahead with the lawsuit. On November 30 of last year, the court passed a verdict that stipulated a ban of night flights would disrupt the airline industry and thus, the national economy. A year later, Sanan and Somjai still have not had a chance to receive a copy of the official court order.
Somjai's case became a non-issue. AoT swiftly stopped paying heed to the couple. As her optimism dampened a little, Somjai started attending the tripartite meetings where representatives of the airport victims discussed the minutiae of compensation money with their counterparts from the government. Otherwise a home-bound person, Somjai said the time spent in the air-conditioned meeting room (which gave her a little break from the aeroplane noise) happened to be the same time she heard all the "cacophony of deception".
"The more I listen to them talking the more pathetic I feel. The phu-yai just drone on about the same old thing, as if to kill time from one meeting to the next. There is no real effort to help relieve the suffering of the people."
On April 22, Somjai decided to stand up again, but this time in order to publicly kneel in front of Chaisak Angsuwan, director-general of the Civil Aviation Department. She was told not to worry and that her plight was recorded in the meeting's minutes (the Ministry of Transport was asked to take over the recording of the minutes from AoT). A few days later another group of AoT executives showed up at her house; and Somjai and Sanan were soon invited to go inside the airport's compound for some "confidential negotiations". According to Somjai, despite the original price quotes approved by one of their own officials, this time AoT offered to buy her house for a little over one million baht (The adjacent shed was excluded, "They said it was not in the NEF [Noise Exposure Forecast]," Somjai said).
|
|
| Ratchanee Kaewprasert says gardening can be a joyful source of self-healing after suffering two consecutive years of aeroplane-induced trauma. |
On May 29, the AoT board turned down the proposal to compensate Somjai, arguing that her house was built after 2001, which officials say was the cut-off year determined by the National Environment Board (NEB) on March 10, 2005.
What exactly was in the much-cited NEB's resolution?
Held at Government House and chaired by former deputy prime minister Chaturon Chaisaeng, the NEB convened to review, among others, the environmental impact assessment report on the Suvarnabhumi Airport project, which has been revised to accommodate former prime minister Thaksin Shinawatra's idea of expansion. The airport was touted to receive 45 million passengers a year, instead of the 30 million figure in the first Environmental Impact Assessment (EIA) report.
Interestingly, the original EIA report did not specify any deadline concerning the issue of compensation to houses or commercial buildings that fall under the NEF 40+, which is categorised as a dangerous zone for humans to live in. The office of the New Bangkok International Airport (which later merged with AoT) must negotiate to buy the property, subsidise ear plugs and to coordinate with the Industrial Department to curb expansion of factories in designated areas, according to the first EIA report. There was no mention whatsoever of the year 2001.
The year 2001 was introduced for the first time in the revised EIA report submitted by AoT to the NEB in 2005. AoT is required to negotiate to buy land and buildings, schools, hospitals, etc. (that were built before 2001) in the area. After all, AoT began to contact various local districts informing them about the airport project and the EIA details in 2005, one year before the opening of the airport. (However, until now, there are no zoning regulations regarding the potentially aircraft-noise-affected areas; Somjai also pointed out to a few new constructions near her house.)
|
|
| As the nearest neighbour to Suvarnabhumi Airport, Somjai ‘enjoys’ the view of the bellies of aeroplanes virtually every day, once every couple of minutes. |
Caught in the confusing numerical game, Somjai managed to have a brief lull of peace. From June 20 to August 8, the airport's western runway was temporarily closed, enabling the locals on the northern rims to recoup some sleep. Still, the bliss did not last long. Her husband, having overworked himself in a bid to move out, paralysed his back and had to be hospitalised for almost a month. To top it all, the family's pet, a five-year-old goose, was found mysteriously dead two days after the aeroplanes returned, apparently trying to duck its head into a few clumps of grass near their home. (Interestingly, the goose's reaction was similar to Somjai's father-in-law who was shocked by the roaring noise of the aircraft and died less than two months after the airport's opening.)
But the 40-day grace period was a time for new discovery for Ratchanee. She told her teenage daughter she felt so happy she found "beauty" even in the grating sound of windows rattling in the wind as the metal hooks brushed against their rings.
"For 40 days, I rediscovered silence that I'd never imagined I'd have a chance to enjoy again," said Ratchanee. (Incidentally, an aeroplane flew by just as she made the remark).
"At the same time, I also realise that I should not hold on to it any more. I have suffered so much because I was still clinging to the memories of the old days ... how we used to live so quietly and happily together. I think I have since readjusted myself a little better," she added.
Ratchanee says she has been deliberately trying to live without the aid of sleeping pills or ear plugs. She also knows that neither should she wait for help from the Thai medical establishment; especially for them to prove that noise is indeed a hazardous pollution, which can harm or even kill. Last year, a senior doctor visited her and the only advice she received was to "try to live like the trees".
"My immediate feeling was to retort back: 'But hey, I'm not a plant!' I looked up though to see what the doctor was referring to ... and there were the two pots of na wua flowers I had brought home the other day. Then I scanned further on, and all around me were trees and plants that were dying. For one whole year of pursuing the airport case, I had ignored them completely. And it saddened me so much."
It might seem a paradox - for AoT's booklet on how people can live happily with the airport has suggested planting trees to buffer the noise effect - but Ratchanee then took up gardening. As she walked around the house with pots and plants in her hands, thinking how best to decorate the place, she suddenly became aware that for some reason she was miraculously not bothered by the roaring of aeroplanes above.
The new hobby quickly turned into a passion. Soon Ratchanee's friends at the Lang Suan community and from the Khehanakorn 2 housing estate joined the bandwagon, exchanging trees, gardening tips and funny episodes about their endeavours.
And they went one more step. Thanks to a small grant by the National Health Commission Office, they formed their own "health assembly". Together, Ratchanee and her peers researched on the history and identity of their two communities, surveyed the state of health among the local folks and tried to link with other networks of people who have suffered from industrialisation and mega-projects around the Kingdom (see next in the series).
Ratchanee, in particular, started collecting documents related to the airport project at home. She read through them, made notes of the discrepancies among the claims by different government offices and gradually built up her own database of people who have fallen sick or passed away, over the last two years since the airport went into operation.
"At this stage, I no longer wish for anything from AoT. My only goal is to seek ways to leave the place by myself and as soon as possible. At the moment, I'm preparing myself for the time when the planes will switch to the take-off pattern [which will be much louder and in the first year, forced her to rent a room elsewhere]," she added.
Somjai, too, has had her own storage of paperwork that is a testament to the year of hope, sweat and despair. For a woman who used to boast of her bravado acts - Somjai said she never hesitated to challenge any wrongful persons regardless of their seniority or power - it is a sad sight to see her shrunk, dejected and a little lost for now.
"My suffering during the first year was basically physical. But it is in the second year that I felt completely betrayed. I am not angry at the airplanes, I am angry at those big names who repeatedly broke their promises.
"Initially, I planned to escape from the airport by moving to another far-away, quieter place. With my husband's little savings, we could perhaps buy a small plot, build a hut, and he could continue his workshop making ping-pong tables.
"But with him falling sick like this, I have to give up that dream. I don't know what will happen to us. At night, I just cry to myself in bed, telling myself that I can't afford to be weak. Nor can I let my husband and children know that I am indeed weak."
This is the first in a two-part series on the noise and other pollution from Suvarnabhumi International Airport. Additional research by Karin Klinkajorn.
News THINKNew cabinet falls far short of expectations
ANUCHA CHAROENPO
The right men have not been given the right jobs in the new cabinet formed by Prime Minister Somchai Wongsawat.
Doubts surround the qualifications and experience of some cabinet ministers.
And a crisis of faith in the government is looming as rumours persist of certain politicians and outsiders attempting to buy the cabinet.
The prime minister should not sit idle while such damaging rumours are circulating; he must act swiftly and clarify the matter as soon as possible.
Before the cabinet was formed, Mr Somchai insisted the new ministers and deputies would be well qualified with the relevant experience to do their jobs properly.
But the cabinet revealed yesterday does not live up to the prime minister's promises.
The controversial selections include Chalerm Yubamrung, Sompong Amornvivat, Warawut Silpa-archa, Worawat Ua-apinyakul and Srimuang Charoensiri.
Mr Chalerm returns to the administration as public health minister.
Mr Sompong is appointed foreign minister and Mr Warawut, the only son of Chart Thai party leader Banharn Silpa-archa, is the deputy transport minister.
Mr Worawat, a Phrae MP for the People Power party with close ties to former deputy party leader Yongyuth Tiyapairat and the prime minister's wife Mrs Yaowapa, is the culture minister. Mr Srimuang, a PPP party-list MP and former leading member of the pro-Thaksin group of senators, scored the education portfolio.
Mr Chalerm, who once was the interior minister when Samak Sundaravej led the government, has never shown any interest in health affairs in his entire political career. His return raises the question, will he bring his controversial son Wan - formerly Mr Happy Toilet - back into the ministry?
Mr Wan was the secretary to then-deputy public health minister Chavarat Charnvirakul in the previous government. If he is brought back, he could face stiff opposition from the anti-Chalerm group.
Mr Sompong's priority is to end the border conflict sparked by Cambodia's success in registering the Preah Vihear temple as a World Heritage site.
His first job is to arrange talks with Cambodia in a bid to solve the problem.
Mr Warawut takes over as deputy transport minister position from Anurak Jureemart, a major financier of the Chart Thai party.
But he does not look experienced enough to be a cabinet minister, even though he may be competent. He needs more experience as an MP.
Mr Worawat represents a group of northern MPs in the Somchai cabinet. In the second cabinet reshuffle of the Samak government, he had been expected to replace former PM's office minister Jakrapob Penkair, who resigned in the face of public pressure after being charged with lese majeste over a speech at the Foreign Correspondents Club.
Mr Worawat has been a vocal campaigner in the push for a joint House committee to start the process of rewriting the charter.
He often publicly attacked independent bodies set up under this constitution. His qualification to oversee the Culture Ministry is questionable.
Mr Srimuang, who has a background in engineering, is believed to have secured the education portfolio thanks to backing from fugitive former prime minister Thaksin Shinawatra.
These five ministers are examples of politicians who can seemingly achieve positions of power regardless of their suitability for the job.
The public should consider whether they are prepared to give these men time to prove themselves - or to show their opposition to them.
 Ex-prime minister Samak Sundaravej appears at the Appeals Court Thursday to hear a defamation case against him and his close friend Dusit Siriwan. The court upheld a two-year jail sentence against the two defendants. — Apichart Jinakul
|
|
| • EXCH RATES
|
|
Baht/$ 33.96/02 (Bid/Ask)
|
|
GOLD
|
13950 -50
|
|
| INVESTMENTUnctad: Inflow dip will last three years
NAREERAT WIRIYAPONG
The US financial turmoil and the global economic slowdown will take their toll on global foreign direct investment in 2008, with significant drops in overseas investments expected over the next three years, says the World Investment Report 2008. The annual report, prepared by the United Nations Conference on Trade and Development (Unctad), projected that overall FDI flows would be about $1.6 trillion this year, a decline of 10% from 2007.
The estimates, however, did not take into account last week's financial market turbulence in the US, said Unctad, which released the report yesterday.
Mergers and acquisitions have begun to slow drastically since the first half of this year, when they fell 29% from the same period of 2007 to $193.9 billion.
Masataka Fujita, the chief of Unctad's investment trends and data section, said the FDI flows were expected to decline this year because of a slowdown in the world economic growth and decreased corporate profits.
The trend was first detected in the second half of 2007.
Unctad's World Investment Prospects Survey (WIPS) 2008-10 found that the percentage of companies planning large increases in investment overseas over the next three years dropped significantly from 2007.
The annual WIPS results were based on responses from 226 world's largest transnational corporations.
''Limited impacts of the global financial crisis on FDI were seen in 2007, when global flows reached an all-time high of $1.83 trillion, up 30% over the previous year, surpassing the previous record set in 2000 by some $400 million,'' said Mr Fujita.
''But the figure is set to drop as the slowdown and financial turmoil in the world economy have led to a liquidity crisis in money and debt markets in many developed countries.''
Mr Fujita forecast that the collapses of US investment banks last week were unlikely to have a significant impact on the targeted 2008 FDI flows, saying emerging markets were not much affected.
Thai banks, for example, have only slight exposure to the US sub-prime woes.
''We expect the decline would be 10% (from 2007) or even lower. While some countries are affected negatively, there are opportunities arising in some sectors such as agriculture,'' he said.
In 2007, FDI inflows to developed nations soared 33% to $1.24 trillion, while those flowing to developing countries posted 21% growth to $500 billion.
East Asian countries dominated half of all FDI flows into developing countries, with Thailand ranking fifth among the FDI top destinations in Asia in 2006-07.
However, Thailand is not among the 15 most attractive FDI destinations in the 2008 report, unlike China, India, Vietnam and Indonesia, it said.
Commenting on the report, Thanavath Phonvichai, director of the Centre for Academic and Business Forecasting at the University of the Thai Chamber of Commerce, said the findings reflected the fact that Thailand lagged other Asian countries in attracting FDI.
''Even though the FDI flows to Thailand in 2007 were second in Asean (the Association of Southeast Asian Nations) after Singapore, the annual growth rate was just 5%, which is much lower than Indonesia and Vietnam,'' said Mr Thavanath.
He added that Malaysia had come very much closer to Thailand in terms of FDI flows.
|