sombat's profileSpace ของ sombatPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    August 31

    มาทำงานเหมือนสัตว์ทั่ว ๆ ไป กันเถอะเรา

    เปลี่ยนตัวเอง...มาทำงานให้เหมือนสัตว์กันเถอะ
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 สิงหาคม 2552 13:01 น.
           แน่นอนว่าทุกคนย่อมรู้ดีถึงความแตกต่างของคนและสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์สี่เท้าที่หลายๆประเภทมักจะถูกหยิบยกมาเปรียบเทียบเชิงต่อว่าต่อขานกับคนอยู่บ่อยครั้ง แตทว่าในวันนี้ทางทีมงานของนำข้อดีของสัตว์ 4 ประเภทมาเป็นตัวอย่างในการทำงาน เพื่อให้เป็นกำลังใจและแนวทางในการทำงานต่อไป
           
           ทั้งนี้สัตว์ทั้ง 4 ประเภทที่คุณๆทั้งหลายควรนำไปเป็นแนวทางเพื่อนการทำงานให้มีประสทธิภาพนั้น คือ อูฐ ปลา สุนัขและควาย โดยแยกลักษณะเด่นของทั้ง 4 ได้ดังนี้

    ขอบคุณภาพจาก thaisexyclub
           1. จงเป็นเหมือนอูฐ
           
           อูฐ สัตว์สี่เท้า ที่มีความอดทนเป็นเลิศ สามารถอยู่ในอากาศร้อนในทะเลทราย และอากาศหนาวในยามค่ำคืน ซึ่งหากเปรียบกับการทำงานแล้วก็หมายถึง
           

           รู้จักใช้ความอดทน อดกลั้นต่อการทำงานในภาวะความกดดันต่าง ๆ วิธีนี้จะทำให้ความสัมพันธ์กับเจ้านายและผู้ร่วมงานเป็นไปอย่างราบรื่น

    ขอบคุณภาพจาก www.whalesharkthai.com
           2. จงเป็นเหมือนปลา
           
           ปลา สัตว์น้ำที่มีความว่องไวสูง มีความนิ่งเมื่ออยู่ในน้ำ ไม่ว่าน้ำจะไหลแรงปลาก็สามารถ อยู่นิ่งได้ตลอดเวลา และหากจะเปรียบกับการทำงานก็หมายถึง
           
           
    รู้จักการนิ่ง ๆ ไม่พูดเสียบ้าง เลือกที่จะเจรจาหาความในเรื่องที่สร้างสรรค์ อย่าคิดอะไรก็พูดหมด..เสมือนคิดในใจไม่เป็น

    ขอบคุณภาพจาก www.showded.com
           3. จงเป็นเหมือนสุนัข
           
           สุนัข สัตว์สี่เท้า ที่อยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์เรามากที่สุด และที่สำคัญสุนัขจะรักเจ้าของของมันตลอด มีความซื่อสัตย์ต่อเจ้านายเสมอไม่เคยเปลี่ยน....หลักของการทำงานให้เหมือนสุนัขก็คือ
           
           จงรู้จักซื่อสัตย์สุจริตต่อกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงาน ซึ่งจะเป็นผลดีทำให้การทำงานของคุณก้าวหน้าสู่ความสำเร็จได้...ตลอดจนปกป้องภัยให้แก่กันและกัน และจะทำให้ความสัมพันธ์ยาวนานและปลอดภัยจากอันตรายทั้งหลาย

    ขอบคุณภาพจาก gotoknow
           4. จงเป็นเหมือนควาย
           
           ควาย สัตว์ที่ซื่อ สัตว์ที่ใช้แรงงาน และมักจะถูกเรียกเป็นตัวแทนความโง่เขลา....หากจะเปรียบเพื่อนำมาใช้ในการทำงานให้ประสบความสำเร็จแล้วก็หมายถึง
           
           
    การทำงาน บางครั้งก็ต้องทำโง่บ้าง ต้องหัดต้องฝึกฟังอีกฝ่ายหนึ่ง ถึงแม้ว่าเรื่องนั้นเรารู้แล้วก็ตาม....อย่าทำเป็นคนฉลาดมากนัก....ต้องเก็บเกี่ยวความคิดเห็นของผู้อื่นบ้าง
           

           ในการทำงานนั้นเราต้องเลือกใช้เทคนิคต่าง ๆ ให้เหมาะสม ไม่ได้หมายความว่าให้เราทำตัวเป็นคนอื่น แต่ในบางสถานการณ์เราก็ต้องปฏิบัติตัวในแนวทางที่ต่างออกไปเพื่อความสำเร็จและความเจริญก้าวหน้าในการทำงาน เพราะหากเราไม่ปรับตัวแล้วย่อมไม่สามารถที่จะทำงานร่วมกันกับผู้อื่นได้
           

           ขอขอบคุณข้อมูลและเรียบเรียงจาก
           CareerTips โดย มุขรินทร์ และ variety.teenee.com


    เพราะต้องการเป็นเพียง "แดง ๆๆๆๆๆ" ให้ดูง่าย ๆๆๆๆๆๆๆ

    ชำแหละ! ขบวนการลิ่วล้อหน้าเหลี่ยม ม็อบดิบเถื่อนถ่อยชะงัก เพราะทัพแตก “แดงคอมมิวนิสต์” หัก “แดงคอมมิชชั่น”
    โดย นกหวีด 30 สิงหาคม 2552 23:25 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์

    จตุพร พรหมพันธุ์

    แล้ว“ม็อบเสื้อแดง”ก็ถอยกรูด ไม่มาตามกำหนด“ประจำเดือน” แกนนำ“สามเกลอหัวขวด” สั่งเลื่อนการชุมนุมใหญ่จากวันที่ 30 ส.ค.ไปเป็นวันที่ 5 กันยายนนี้
           
           ไม่วายวางฟอร์มเหมือนลูกพี่ไม่มีผิด ที่เผ่นหัวซุกหัวซุนจากดูไบ หลังทางการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ชู “ใบเหลือง”ตักเตือน แต่ไว้เชิง
           
           สร้างภาพแก้หน้า รีบเปิดข่าวบินไปเจรจาธุรกิจย่านประเทศในทวีปแอฟริกา รีบส่งภาพ“โชว์เพชร” ย้ำภาพลักษณ์นักธุรกิจอินเตอร์ที่กาฬทวีป
           
           ขอแนะให้หาทางใช้เงินฟาดหัวซื้อเก้าอี้ตามถนัด ขอเป็น“หัวหน้าเผ่า”สักแห่ง ก็เข้าท่า ดีกว่ากลับมาป่วนประเทศไทย!!
           
           แต่อย่าส่งตั๋วเครื่องบินมาเรียกตั๋ว “ตุ๊ดตู่”จตุพร พรหมพันธุ์ ไปอยู่ด้วย เพราะรูปร่างหน้าตา หล่อประหลาด “คิงคอง” ก็ใช่ “คางคก”ก็ไม่เชิง ไปอยู่ด้วยเสี่ยงโดนจับเข้ากรงขัง หรือถูกเอาไปเสียบไม้ปิ้งย่างเอาได้
           
           ปล่อยให้ปากเก่งอยู่ที่นี่ แสดงจำอวด บันเทิงใจคนเสื้อแดงน่ะดีแล้ว ก็ขนาดเพลี่ยงพล้ำถึงขนาดต้องเลื่อนชุมนุมใหญ่ “คนเสื้อแดง” สามเกลอตัวแสบอย่าง“ตุ๊ดตู่” ยังอ้างยกเหตุผลเสียเลิศหรู “ปล่อยให้รัฐบาลบ้าไปคนเดียว”
           
           หนำซ้ำ 5 กันยาฯ นี้ ถ้ารัฐบาลยังจะประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ “ตุ๊ดตู่”แอนด์เดอะแก๊ง ก็จะเลื่อนชุมนุมไปเรื่อยๆ โดยประกาศที่หมายปลายทาง ถอยสุดซอยถึงวันที่ 19 กันยาฯ
           
           ครบรอบ 3 ปีวันรัฐประหารโดย คมช. นั่นแหละ กำหนดป่วนของจริง!
           
           รู้กันดี เหตุที่ต้องเลื่อนวันนัดชุมนุมใหญ่ ทั้งที่ตีฆ้องร้องป่าวกันครึกโครม ตั้งหน้าตั้งตาจะตะเพิดรัฐบาลกันให้ได้วันพรุ่ง ไม่ใช่อะไร ปัจจัยแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย
           
           นอกเหนือจาก “ดิน ฟ้า อากาศ”ไม่เป็นใจ ที่ก็ไม่รู้เป็นไร มี“ม็อบแดง” พายุเข้า ฝนถล่มทุกที อย่างนัดชุมนุมแต่งดำครั้งล่าสุด ที่สนามหลวง เจอหนักจนเวทีพัง ม็อบกระเจิงไปคนละทิศละทาง
           
           ห่าฝนไล่ห่า ฟ้าดินลงทัณฑ์!
           
           ขนาดแกนนำคนสำคัญจัดม็อบแต่งดำ สมยศ พฤกษาเกษมสุข ยังบ่นผ่านไมโครโฟน ก่อนปิดเวที ยอมรับในชะตากรรม รู้แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโลกนี้มีจริง
           
           “แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่กับพวกอำมาตย์”

           
           อีกเหตุผลสำคัญก็คือ“ทัพเสื้อแดง” ยามนี้แตกโพละ เมื่อเสื้อแดงอีกกลุ่มโจมตีคณะสามเกลอ จัดม็อบ “หลอกกิน”ทักษิณไปวันๆ
           
           เมื่อเริ่มแตกแยก เสียแนวร่วมมวลชน คนก็ย่อมร่อยหรอลง ขืนฝืนเดินหน้าม็อบ ห่างเป้า มีสิทธิหน้าแหก
           
           และอีกเหตุผลก็คือ “นายใหญ่”ชักเบื่อที่จะควักอัดฉีดโดยไม่ได้ “งาน”เต็มๆ แต่ไม่หักหาญน้ำใจหัวขวด โฟนอินผ่านชมรมคนรักอุดร สั่งเบรกระดมคนเข้ากรุง
           
           ที่สำคัญ ออกแผนดอกนี้ได้ไว้โชว์กับทางการยูเออีด้วย ว่าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการปลุกปั่นม็อบที่เมืองไทย แถมได้ “ปิดวาล์ว”ท่ออัดฉีด ที่โดนสูบโดนไถ ควักกันเมื่อยมือ
           
           ส่วนเรื่องที่เอ่ยอ้าง เพราะ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯที่นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้“แดงประจำเดือน”เลื่อนกำหนดไหลจ๊อก
           
           แต่หัวขวดเสื้อแดงก็ไม่วาย ใช้ยุทธวิธีกวนบาทา แบบ “เอ็งมาข้ามุด เอ็งหยุดข้าแหย่ เอ็งแย่ข้าตี เอ็งหนีข้าตาม”
           
           ประเมินแล้วก็น่าจะได้ผล เพราะหากรัฐบาลต้องประกาศพ.ร.บ.มั่งคงฯตามการประกาศเลื่อนชุมนุมไปเรื่อยๆ ย่อมกระทบกับภาพลักษณ์การบริหารงานของรัฐบาลที่ต้องคงไว้ในกฎหมายแรงฉบับนี้
           
           ภาพของบ้านเมืองที่ไม่สงบเรียบร้อย ปั่นป่วนวุ่นวาย ก็ยังคงอยู่ต่อไปเช่นกัน
           
           อีกปมสำคัญ ว่าด้วยเรื่อง “คลิปเสียงอภิสิทธิ์” ที่หวังผลปลุกเร้าคนเข้าร่วมชุมนุม กลายเป็น“มุกแป้ก” เมื่อถูกจับได้ว่าเป็น“วิชามาร” มีขบวนการตัดต่อคลิปเสียง
           
           และที่คนประชาธิปัตย์ตามไล่สาวโยงต้นตอ พาดพิงบริษัทที่น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณนั่งบริหาร ฝ่ายประสานสื่อมวลชนของบางพรรค รวมทั้งการส่งคลิปถึง ส.ส.พรรคเพื่อไทย
           
           พูดด้วยภาษากระทู้เว็บบอร์ดบนโลกไซเบอร์ ต้องบอกว่า “ซวยล่ะเมิง”
           
           เรื่องโฉดว่าด้วยคลิปตัดต่อนี้ มีข้อกฎหมายเอาผิด ทั้ง พ.ร.บ.การกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ กรณีมีการเผยแพร่ ส่งต่อ รวมทั้งกฎหมายพรรคการเมือง
           
           บางพรรค เสี่ยงโดน“ยุบ”อีกแล้ว!
           
           ทั้งนี้ทั้งนั้น เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการโดยด่วน ต้องจัดการกระชากหน้ากากพวกคิดชั่วทำชั่ว ลาก“ต้นตอ”มารับผิด
           
           เพราะตอนนี้ แม้ทุกหน่วยงานจะชี้ออกมาว่าแล้วว่าเป็นคลิปตัดต่อ แต่บรรดาหัวขวดแกนนำคนเสื้อแดง ลิ่วล้อทักษิณทั้งหลายไม่ยอมยุติ นำเรื่องไปขยายผลแปลงคลิปปลอม ปั๊มเป็นซีดีเถื่อนแจกจ่ายปลุกระดมกันทั่วแล้ว!
           
           กลับมาว่ากันถึงความแตกแยกในทัพเสื้อแดง ที่จริงแล้วแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงว่ามีความแตกต่าง แตกแยกมาแต่ต้น เพียงแต่รวมกันได้ในช่วงแรก ก็ด้วยเป้าหมายเดียวกัน ในช่วงเวลานั้น
           
           คนอื่นมาพูดคงไม่ยอมเชื่อ แต่ถ้าเป็นคนกันเอง ที่ล่อกันเอง ก็ลองคิดดูว่าจะจริงมั้ย อย่างที่อดีตสองแกนนำ นปช. จักรภพ เพ็ญแข-สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ที่ออกมาโจมตีสามแกนนำเสื้อแดงที่ยึดเวทีเบ็ดเสร็จ
           
           เปิดโพยแฉ ที่สามเกลอ จัดม็อบ ก็แค่หลอกชาวบ้าน หลอกกินเงิน“ทักษิณ” ??
           
           ที่จริง คนวงในก็รับรู้ ในกลุ่มคนเสื้อแดงด้วยกันเอง ไม่ได้เป็นเอกภาพมาแต่ต้น โดยเฉพาะแนวทางการต่อสู้ที่แตกต่าง บางส่วนก็คิดสู้แลกรายได้ รับใช้ทักษิณ และเงินของทักษิณ
           
           บางส่วนก็ยังหลงงมงายกับอุดมการณ์ฝ่ายซ้าย สู้เพื่อโค่นล้ม อ้างว่าที่ต้องชูตัวบุคคล ยอมเดินตามตูดพวกทักษิณ ก็เพราะต้องการพึ่งพามวลชนของนักโทษชาย
           
           ที่เห็นแดงๆ นั้น มีทั้ง “แดงคอมมิวนิสต์” และ “แดงคอมมิชชั่น”
           
           วันนี้ทั้งแดงอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายเก่า และ แดงที่สู้โดยมีเป้าหมายในส่วนแบ่งรายได้ ค่าคอมมิชชั่น ได้ถึงจุดแตกหัก เพราะแนวทางการต่อสู้เริ่มแตกต่างชัดขึ้นทุกที
           
           ยังไม่รวม ประเภท “แดงอีแอบ” อีกหลายกลุ่ม??
           
           ทั้ง“แดงลิ่วล้อ” ในบ้านเลขที่ 111 ที่ไม่กล้าเปิดตัว หรือที่พยายามทำตัวเป็น
           “แดงเทพ”เล่นบทนักวิชาการ ฝ่ายประชาธิปไตย ซ้ายหลงยุค ที่ต่อสู้แพ้มาตลอดชีวิต
           
           อาทิ ก๊วนใหญ่สหายเก่า จาตุรนต์ ฉายแสง-เกรียงกมล เลาหไพโรจน์- ภูมิธรรม เวชยชัย-สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี-พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ฯลฯ
           
           พวกนี้ที่ “จัดตั้ง” ฝังข้อมูลใส่หัว “ดา ตอร์ปิโด” จนกลายเป็นทอมโหด ร้อนวิชา ต้องโดนโทษติดคุก 18 ปี โดยไม่เห็น “เสื้อแดง”หน้าไหนจะไปช่วยเหลืออย่างจริงจัง นอกจากยกย่องผ่านสื่อสีแดงพอเป็นธรรมเนียม
           
           “แดงแอบ”พวกนี้จะเล่นบท “พระเอกตลอดกาล” จะขึ้นเวทีก็กล้าๆ กลัวๆ หวั่นเสียภาพ ทั้งที่ก็รับใช้ทักษิณมาตลอด แต่ถ้าประเมินแล้วได้คะแนนแน่ โดดร่วมเมื่อนั้น
           
           เป็นแนวร่วมของ สุรชัย-จักรภพ สมยศ พฤกษาเกษมสุข ชูพงศ์ ถี่ถ้วน และบรรดา“สหายเก่า” ที่จะแยกตัวไปตั้งกลุ่ม “แดงสยาม”
           
           เพราะคนกลุ่มแดงอุดมการณ์ซ้าย ชุดนี้เริ่มหวาดหวั่นระแวง จะถูก “ทักษิณใช้”มากกว่า “ใช้ทักษิณ” เพราะนับวันเกมทั้งหมดถูกกำหนดจาก“ใบสั่งดูไบ”เพียงผู้เดียว
           
           ยิ่งระยะหลังมีข่าวไม่สู้ดี “นายใหญ่” สู้ไป หาช่องเจรจาไป สัญญาณออกมาตั้งแต่การระดมชื่อยื่นฎีกาแดง และเวทีสามเกลอเดินเกมหยุดแค่ อำมาตย์!
           
           ขณะที่คนเสื้อแดงฝ่ายซ้าย ที่เป้าหมายคือการโค่นล้มไกลกว่านั้น
           
           กลัวกลายเป็นแค่เบี้ย เข้ารกเข้าพง ไปไม่ถึงโลกใบฝัน!!
           
           แดงอีกจำพวก ก็จัดอยู่ในสาย “แดงแอบอิ่ม”เพราะถนัดเรื่องทำมาหากิน โดยไม่ต้องให้กลุ่มสามเกลอ ชี้ช่องรวย เช่นแกนนำชมรมคนรักอุดร ขวัญชัย ไพรพนา รายนี้จากที่ทักษิณไม่ไว้วางใจนัก เพราะเคยเป็นมือไม้เนวิน ชิดชอบ
           
           แต่อาศัย “ยิงตรง”ยกทีมงานบินไป เชลียร์ที่ดูไบ บ่อยครั้ง จนได้รับความไว้วางใจ และเศษๆ หว่านโปรย ไม่ต้องโดน“นายหน้า” หักหัวคิว
           
           และยังมี “แดงแท็กซี่”ของชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำกลุ่มคนแท็กซี่ ที่ก็พร้อมแยกตัวจากนายหน้า ไป“ยิงตรง” รับเนื้อๆ เองทุกเมื่อ
           
           ปัญหาแกนนำคนเสื้อแดงแตกแยก ยิ่งจะขยายจากรอยร้าวเป็นแตกหักได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะ “สามเกลอ”ที่ผยองอำนาจและมวลชนในมือ เริ่มสยายอิทธิพลไปสร้างปัญหาในพรรคเพื่อไทย เบียดแทรกเข้าไปในพรรคระบอบทักษิณ
           
           ประกาศจองที่ แย่งโควตาผู้สมัคร ส.ส. เบียดเจ้าของพื้นที่เดิมหรือที่วางตัวไว้แล้ว ถึงขั้น ประกาข่มขู่ ถ้าตกลงกันไม่ได้ ก็จะแยกไปตั้งพรรคการเมือง สู้กัน!
           
           ยังไม่รวมความแตกแยกปลีกย่อย อาทิ สื่อเสื้อแดง ที่เปิดตัวกันเกลื่อน แย่งสูบน้ำเลี้ยง สปอนเซอร์ กระทั่งส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่เริ่มระอา วิ่งหนีรถไถไปฟ้องนายใหญ่
           
           เป็นปัญหาในกองทัพเสื้อแดง ที่วันนี้ “ทักษิณ”กำลังใช้วิธีการบริหารความขัดแย้ง โดยใช้การบาลานซ์ดุลอำนาจของกลุ่มเสื้อแดงฝ่ายต่างๆ
           
           ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้นๆ จะเลือกใช้กลุ่มเสื้อแดงกลุ่มไหนเป็นหลัก แต่ทั้งหมดทั้งปวง ไม่ว่าจะพูดจาให้สวยหรูดูดียังไง จะรู้ตัวหรือแกล้วไม่รู้ตัวก็ตาม
           
           ทุกกลุ่มแดงล้วนเป็นลิ่วล้อรับใช้“ทักษิณ”ทั้งนั้น!!


    พธม. รวมพลที่ขอนแก่นยังทำได้ดีมาก

    คอนเสิร์ตร่วมใจสามัคคีฯ ที่ จ.ขอนแก่น สุดคึกคัก พี่น้อง พธม.ไม่ทิ้ง ASTV ร่วมบริจาคทะลุเป้า
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 สิงหาคม 2552 12:05 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    เวทีคอนเสิร์ตร่วมใจสามัคคี สนับสนุน ASTV ครั้งที่ 3 ที่จังหวัดขอนแก่น ณ สวนสาธารณะ 200 ปี ริมบึงแก่นนคร มีพี่น้องพันธมิตรจากทั่วประเทศเข้าร่วมงานมากกว่า 4,000 คน


    บรรยากาศภายในงานคอนเสิร์ตฯ ที่จ.ขอนแก่น เต็มไปด้วยความอบอุ่นและคึกคักในช่วงภาคบันเทิง

    แกนนำ,วิทยากรพร้อมศิลปินพันธมิตรมาร่วมงานจำนวนมาก อาทิ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายวีระ สมความคิด นายชัชวาล ชาติสุทธิชัย พร้อมด้วยศิลปินพันธมิตรน้าซู-น้าเศก และตั้ว ศรัณยู วงษ์กระจ่าง , หรั่ง ร็อคเครสตร้า , และประทีป ขจัดพาล

    เมธาวดี เบญจราชจารุนันท์ ผู้ประกาศข่าวASTV เป็นพิธีกรบนเวที ร่วมกับพิธีกรของจังหวัดขอนแก่น

    นายวีระ สมความคิด ถ่ายทอดความรู้สึก ที่ได้ขึ้นไปพิสูจน์ดินแดนไทยบนพื้นที่ 4.6 ตร.กม. รอบปราสาทพระวิหาร



    ศูนย์ข่าวขอนแก่น - คณะทำงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จังหวัดขอนแก่น ตื้นตันใจ พลังมวลชนพี่น้องพันธมิตรฯ จากทั่วประเทศหลั่งไหลร่วมงาน “คอนเสิร์ตร่วมใจสามัคคี สนับสนุน ASTV ครั้งที่ 3” รวมใจเป็นหนึ่งช่วย ASTV ไม่ให้จอดำ เผยยอดเงินช่วย ASTV จำนวน 1,058,039 บาท
           

           เวทีคอนเสิร์ตร่วมใจสามัคคี สนับสนุน ASTV ครั้งที่ 3 ที่จังหวัดขอนแก่น มีพี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจากหลายจังหวัด ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ หลั่งไหลร่วมงาน “คอนเสิร์ตร่วมใจสามัคคี สนับสนุน ASTV ครั้งที่ 3” ณ สวนสาธารณะ 200 ปี บึงแก่นนคร จังหวัดขอนแก่น จำนวนไม่ต่ำกว่า 4,000 คน
           
           บรรยากาศโดยทั่วไปเป็นไปอย่างสนุกสนานและอบอุ่น แม้บางช่วงจะมีฝนตกแต่พี่น้องพันธมิตรฯ ก็ยังคงปักหลักฟังการปราศรัยจากแกนนำและวิทยากร และดนตรีจากศิลปินพันธมิตรฯ อย่างคึกคักตั้งแต่เวลา 17.00 น.จนถึงเวลาประมาณ 02.00 น.เศษ
           
           ทั้งนี้ มีแกนนำและวิทยากรพร้อมศิลปินพันธมิตรมาร่วมงานจำนวนมาก ได้แก่ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, พล.ร.ท.ประทีป ชื่นอารมณ์, นายวีระ สมความคิด, นายสำราญ รอดเพชร, นายประพันธ์ คูณมี, นายอมรเทพ อมรรัตนานนท์, นายชัชวาล ชาติสุทธิชัย, ทั้งศิลปินพันธมิตรฯ น้าซู-น้าเศก และตั้ว ศรัณยู วงศ์กระจ่าง, หรั่ง ร็อคเคสตร้า และประทีป ขจัดพาล โดยมี น.ส.เมธาวดี เบญจราชจารุนันท์ ผู้ประกาศข่าว ASTV เป็นพิธีกรบนเวที ร่วมกับพิธีกรของจังหวัดขอนแก่น
           
           “วีระ” ถ่ายทอดความรู้สึกพิสูจน์เขาพระวิหาร
           
           การปราศรัยเริ่มต้นจาก นายวีระ สมความคิด ที่ได้ถ่ายทอดความรู้สึกหลัง ที่ได้เป็นตัวแทนคนไทยพร้อมสื่อ ASTV NEWS1 และ F.M.TV สันติอโศก และตัวแทนพันธมิตรฯ รวม 8 คนขึ้นไปพิสูจน์ดินแดนไทยบนพื้นที่ 4.6 ตร.กม.รอบปราสาทพระวิหาร ต้องพบภาพสะเทือนใจ ที่เห็นธงชาติประเทศกัมพูชา ปักอยู่บนแผ่นดินไทย และมีการรุกล้ำพื้นที่ภูมะเขือ รวมทั้งบริเวณทางขึ้นปราสาทด้านหน้าบันไดนาคราช ที่ถูกกัมพูชายึดครองสร้างบ้านเรือนถาวร โดยทหารไทยก็ไม่สามารถเข้าไปได้
           
           โดย นายวีระยืนยันว่า ไทยได้เสียดินแดนให้กัมพูชาจริง ซึ่งพี่น้องพันธมิตรฯ ต่างส่งเสียงโห่ร้องไม่พอใจพร้อมตะโกนบอก “ไม่ยอม” บางคนถึงกับน้ำตาคลอ ด้วยความรู้สึกคับแค้นใจ พร้อมยืนยันจะต่อสู้ทวงดินแดนไทยกลับคืนมาร่วมกับนายวีระ อย่างแน่นอน
           
           ต่อด้วยการแสดงคนตรีของประทีป ขจัดพาล, หรั่ง ร็อคเครสตร้า โดยสาวหมวยกู้ชาติ และพี่น้องพันธมิตรฯ ขอนแก่น ร่วมกันเซอร์ไพรส์นำเค้กขึ้นมาอวยพรวันเกิดให้กับ “หรั่ง ร็อคเคสตร้า” ซึ่งเจ้าของวันเกิดก็ได้มอบเสียงเพลงปลุกสำนึกรักชาติ รักสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมขอให้คนไทยทุกคนทิ้งความขุ่นข้องหมองใจที่มีต่อกันไม่ว่าจะกลุ่มใด เรื่องใด แล้วหันมาเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยเลือดสีเหลืองที่มีชาติ ศาสนา และพระเจ้าอยู่หัว พระราชินี เป็นศูนย์รวมดวงใจ
           
           จากนั้นวิทยากรได้ทยอยขึ้นเวทีปราศรัย ระหว่างนั้นมีพันธมิตรฯ จากจังหวัดเพชรบูรณ์ได้มอบเหรียญพันธมิตรรุ่นแรกที่ใส่กรอบพร้อมสร้อยที่ทำจากคริสตัลสีเงินและสีทองอย่างสวยงาม มอบให้คณะทำงานพันธมิตรฯ ขอนแก่น นำมาประมูล เพื่อนำรายได้สมทบมอบให้ ASTV เริ่มต้นที่ 1,000 บาท และยอดประมูลสูงสุดที่ 30,000 บาท โดยผู้ประมูลเป็นพันธมิตรฯ ชาวขอนแก่น
           
           ยอดเงินช่วย ASTV ทะลุเป้า
           
           หลังจากนั้น คณะทำงานพันธมิตรฯ ขอนแก่น ผู้จัดงาน นำโดยนายพาณิชย์ เตียสวัสดิ์ และแม่ยกพันธมิตรฯ ขอนแก่น ได้ขึ้นเวทีกล่าวขอบคุณผู้มาร่วมงานจากทุกจังหวัดและกล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงานครั้งนี้ เพื่อหารายได้มอบให้ ASTV ทีวีของประชาชน ซึ่งพันธมิตรฯ ทุกคนต่างต้องการรักษา ASTV ไม่ให้จอดำ เพื่อไม่ให้หยุดการเกิดการเมืองใหม่ และจะช่วยกันสนับสนุนการทำงานของ ASTV ให้เป็นสื่อที่นำเสนอข่าวสารความจริงสู่ประชาชนตลอดไป
           
           ส่วนยอดเงินที่ได้รับจากการจัดงานครั้งนี้ คณะทำงานพันธมิตรฯ ขอนแก่นได้กล่าวสรุปแยกเป็นยอดขายบัตร จำนวน 946,200 บาท เงินจากการรับบริจาค, และจากการถือกล่องรับบริจาคภายในงานรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,501,489 บาท
           
           โดยแยกเงินบริจาคออกเป็นเงินที่ผู้บริจาคมอบให้กองทุนสู้คดี 100,000 บาท มอบให้นายวีระ สมความคิด สู้คดี 50,000 บาท และหักค่าใช้จ่ายจัดงาน 323,450 บาท ส่วนที่เหลือรวมกับยอดเงินบริจาคจากการประมูลเหรียญพันธมิตรฯ เป็นเงินบริจาคช่วย ASTV ทั้งสิ้น 1,058,039 บาทโดยคณะทำงานพันธมิตรฯ ขอนแก่น ได้มอบเงินทั้งหมดผ่านนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
           
           นายสมเกียรติได้กล่าวขอบคุณพันธมิตรฯ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะพันธมิตรฯ ขอนแก่น เจ้าบ้าน และพันธมิตรทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มาร่วมงานและบริจาคช่วย ASTV จนยอดเงินทะลุเป้าเกิน 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าแม้ในอดีตพี่น้องพันธมิตรฯ อีสาน จำนวนไม่น้อยที่เป็นคนเลือกนักโทษชายทักษิณ เข้ามาบริหารประเทศ จนทำชาติพังย่อยยับ ได้รู้สึกต้องการล้างบาปตัวเอง และลุกขึ้นมาเพื่อจะร่วมต่อสู่ไล่นักการเมืองชั่ว เพื่อสร้างการเมืองใหม่ต่อไป
           
           ปิดท้ายเวลาประมาณ 01.20 น. ถึงเวลาที่แม่ยกฯ ต่างรอคอย คือ ดนตรีจากน้าซู-น้าเศก และตั้ว ศรัณยู วงศ์กระจ่าง ที่ร่วมกันร้องเพลงโปรดแม่ยกที่ต่างลุกขึ้นเต้นหน้าเวทีเป็นบรรยากาศครอบครัวพันธมิตรฯ ที่อบอุ่นความสนุกสนาน สมใจแม่ยกทั่วประเทศที่รอคอย

    โค้งสุดท้ายแล้วนะครับ

    โค้งสุดท้ายยิง"สนธิ"จ่อใกล้ตัวบิ๊กดีเอสไอ
    โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 30 สิงหาคม 2552 22:54 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    ส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ เจ้าหน้าที่ศูนย์ข่าว กองบัญชาการปรามปราบยาเสพติด (บช.ปส.) ช่วยราชการดีเอสไอ

    จ.ส.อ.ปัญญา ศรีเหรา ทหารศูนย์สังกัดสงครามพิเศษ จ.ลพบุรี

    ส.อ.สมชาย บุนนาค สังกัดกองร้อยกองบังคับการกรมรบพิเศษที่ 3 ค่ายเอราวัณ จ.ลพบุรี

    รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ ดีแม็กซ์ สีดำ ทะเบียน สศ 1785 ที่สงสัย"ส.ต.ท.วรวุฒิ"ใช้หลบหนี

    นับตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2552 วันที่ "นายสนธิ ลิ้มทองกุล" แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ถูกกลุ่มบุคคลผู้ประสงค์ร้ายจู่โจมรถยนต์ด้วยอาวุธปืนอาก้า 47 และเอ็ม 16 รัวยิงกว่า 100 กว่านัด กอปรกับเป็นเวลาเดียวกับที่รัฐบาลยังคงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ถือเป็นการกระทำในลักษณะเย้ยฟ้าท้ากฏหมายอย่างยิ่ง
           
           จากเหตุการณ์จนถึง ณ ขณะนี้ เข้าล่วงเวลา 4 เดือนกว่าแล้วที่ทีมชุดสืบสวนที่มี พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็น “หัวเรือใหญ่” ในการนำทีมชุดสืบสวนคลี่คลายคดี ทำงานวางแผนจัดแบ่งทีมเพื่อติดตามความคืบหน้าในคดีอย่างไม่ลดละ แม้จะเจออุปสรรคมี"หนอนบ่อนไส้" รวมไปถึงการโดนข่มขู่จาก"ใครบางคน"ก็ตามที
           
           ก่อนหน้าความชัดเจนของคดีเพิ่งมาเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง 3 เดือนให้หลัง นับจากวันเกิดเหตุ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ชุดพนักงานสืบสวนสอบสวนได้ออกหมายจับ ส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ หรือ นายอรรถพล ปาทาน เจ้าหน้าที่ศูนย์ข่าว กองบัญชาการปรามปราบยาเสพติด (บช.ปส.) ช่วยราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ จ.ส.อ.ปัญญา หรือ ห่อ ศรีเหรา ทหารสังกัดศูนย์สงครามพิเศษ จ.ลพบุรี และหมายจับ ส.อ.สมชาย บุนนาค สังกัดกองร้อยกองบังคับการกรมรบพิเศษที่ 3 ค่ายเอราวัณ จ.ลพบุรี ผู้ต้องหาที่ร่วมก่อเหตุในครั้งนี้เป็นรายที่ 3
           
           ถ้ารวมจิ๊กซอร์ภาพบุคคลที่เชื่อมโยงอย่างมีมูลและหลักฐาน ขณะนี้ในคดีดังกล่าว มีทั้งสิ้น 3 คน
           
           โดยเป็นทหาร 2 คน ตำรวจ 1 คน โดยเป็นกองกำลังผสมระหว่างทหารและตำรวจในรูปแบบ “กฐินสามัคคี”
           
           ในส่วนของผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ที่กำลังหลบหนีคดี ทาง พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็เป็นผู้รับหน้าเสื่อตามล่าหาตัวผู้ต้องสงสัยมาลงโทษอยู่ทุกขณะ
           
           โดยในส่วนของผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับ “สีเขียว” ทางกองทัพ ก็ได้ออกมาให้ข่าวระบุว่าจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการช่วยตามล่าตัวผู้ต้องหา
           
           อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าชุดสืบสวนคลี่คลายคดีดังกล่าว ก็ออกมาระบุเมื่อวันที่ 18 ส.ค.ว่า ขณะนี้พอจะรู้ว่าผู้ต้องหาทั้ง 3 คนยังอยู่ในประเทศไทย แต่เป็น “พื้นที่ต้องห้าม”ที่ตามกฎหมายระบุว่าไม่สามารถออกหมายค้นได้
           
           “ในการหลบหนีของผู้ต้องหาเชื่อว่าต้องมีคนที่ช่วยเหลือเรื่องเงินทอง การหลบหนีไม่มีเงินทองคงไม่รู้จะหนีไปไหนได้”
           
           จากคำพูดของ พล.ต.ท.อัศวิน ดูจะสวนทางกับทางกองทัพที่ออกมาเปิดเผยเรื่องการให้ความช่วยเหลืออย่างสิ้นเชิง ซึ่งพื้นที่ต้องห้ามตามกฎหมายที่ไม่สามารถออกหมายค้นได้จะมี อาทิ เขตพระราชฐาน เขตทหารบางเขตที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง และเขตพื้นที่ศาล แต่ก็ยังไม่มีการให้ความช่วยเหลือในส่วนดังกล่าวแต่อย่างใด
           
           ถ้าย้อนกลับไปดูการสืบสวนของชุดคลี่คลายคดี ก็มีพยานหลักฐานชิ้นสำคัญหลายชิ้นเริ่มปรากฏภาพที่ชัดเจนมากขึ้นตามลำดับที่ทีมสืบสวนจะทำการแกะร่องรอยขยายผลเพื่อตามล่าหาความจริง ซึ่งคล้อยหลังเพียงวันเดียวที่ออกหมายจับผู้ต้องหา 2 คนแรก ทีมชุดสืบสวนก็ได้พบรถต้องสงสัยของคนร้ายเป็นรถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีเปลือกมังคุด หมายเลขทะเบียน บธ 1474 ลพบุรี ซึ่งได้หลักฐานภาพวงจรปิด จากบริเวณที่เกิดเหตุและบริเวณใกล้เคียง และได้ส่งให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบต่อไป ซึ่งก็ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าแต่อย่างใดกับรถต้องสงสัยคันดังกล่าว
           
           ซึ่งรถคันดังกล่าวว่ากันว่า พ.อ.(ส)ได้โทรศัพท์ไปขอยืมรถเพื่อน ก่อนเกิดเหตุยิงนายสนธิ นั้น มีหลักฐานการใช้โทรศัพท์มือถือของเขา พบว่าเชื่อมโยงเกี่ยวข้องบุคคลและสถานที่ ซึ่งรวมไปถึง ส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ โดยตำรวจสอบสวนพบว่า เบอร์โทร.หลักที่มีการโทร.เข้า-โทร.ออกกับทีมฆ่า ล้วนมาจากเบอร์ของ พ.อ.(ส) ทั้งสิ้น
           
           และ พ.อ.(ส) คือบุคคลที่เป็นกุญแจดอกสำคัญนำไปสู่การไขปริศนาสาวถึง “ตอ” ตัวการใหญ่ได้
           
           ต่อมา วันที่ 20 ก.ค. ปรากฏความคืบหน้าอีกเมื่อ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ ได้มีคำสั่งให้คณะทำงานมีหนังสือประสาน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ส่งมอบรถยนต์กระบะอีซูซุ ดีแม็ค สีดำ ทะเบียน สศ.-1785 กทม. ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ใช้ในการราชการของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ ส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ ได้ใช้ในช่วงหลบหนี และได้มีการนำรถยนต์คันดังกล่าวคืนไว้ แต่ ส.ต.ท.วรวุฒิ ยังหลบหนีไม่ยอมเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน และนอกจากนี้ได้มีคำสั่งให้ตรวจสอบบัตรประชาชนปลอมของ ส.ต.ท.วรวุฒิ ซึ่งมีผู้ใหญ่ในหน่วยราชการประสานขอให้สวมชื่อนายอรรถพล ปาทาน ในทะเบียนกลางในเขตจังหวัดลพบุรี เพื่อใช้ในการราชการลับ ซึ่งนายอรรถพล เจ้าของบัตรประชาชนดังกล่าวมีตัวตนจริง !?
           
           อย่างไรก็ดี พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ได้ออกมายอมรับว่ารถคันดังกล่าวเป็นของดีเอสไอจริง และได้สั่งตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เนื่องจากมีหลักฐานปรากฏว่าส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ เซ็นชื่อเบิกใช้รถถึง 2 ครั้ง และพ.อ.สุรศักดิ์ ณ ลำปาง ผู้บัญชาการสำนักเทคโนโลยีและการตรวจสอบ เป็นผู้ลงนามอนุมัติ
           
           จากนั้นวันที่ 11 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.บางเขน ได้เข้าตรวจค้นภายในบ้านเลขที่ 72/264 ซอยลาดปลาเค้า 72 แยก 12 ถนนลาดปลาเค้า แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม. พร้อมยึดรถเก๋งยี่ห้อเชฟโรเลต ซาฟิร่า สีบรอนซ์เทา หมายเลขทะเบียน ศว-8051 กทม.
           
           เป็นบ้านของนางสมส่วน ศิริเจริญยิ่ง แม่ยายของ ส.ต.ท.วรวุฒิ ซึ่งรถคันดังกล่าวถูก บช.ปส.อายัดไว้ตรวจสอบในคดียาเสพติดซึ่งทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ระบุว่ารถยนต์เป็นของกลางที่อายัดมาได้จากคดียาเสพติดที่ ป.ป.ส.และดีเอสไอขยายผลจับกุมนายชาญณรงค์ มูเซอ ผู้ต้องหายาเสพติดรายใหญ่พร้อมของกลางกว่า 100 ล้านบาท เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา
           
           อีกทั้งรถคันดังกล่าวยังมีการนำไปปลอมแปลงทะเบียนและมีการนำไปใช้เหมือนเป็นรถส่วนตัว ทั้งที่รถนั้นเป็นของส่วนราชการ โดยเลขทะเบียนในตอนแรกที่พบคือหมายเลขทะเบียน กษ 3737 เชียงใหม่
           
           อย่างไรก็ตามทางกรมสอบสวนคดีพิเศษก็มิได้มีคำตอบชัดเจนว่า ส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ นำรถของราชการไปใช้เป็นส่วนตัวได้อย่างไร และมีรายละเอียดการลงนามการเบิกไปใช้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ซึ่งตามระเบียบของทางราชการต้องมีการรับรองจากบุคคลที่เซ็นรับรองให้นำของส่วนราชการไปใช้
           
           โดยระบุแค่ว่า รถคันดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างในขั้นตอนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ทำหนังสือเพื่อนำมาลงทะเบียนเป็นรถของหลวง ไปใช้ประโยชน์ทางราชการ รถยังไม่ได้เป็นของกรมสอบสวนคดีพิเศษอย่างเป็นทางการ โดยกล่าวอ้างว่าถ้าเกิดมีการจับกุมครั้งใหญ่ ทางดีเอสไอจะร่วมมือกับตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันทำงาน ซึ่งการทำงานจำเป็นต้องใช้ยานพาหนะเมื่อบางหน่วยงานไม่มีก็สามารถหยิบยืมกันใช้ได้
           
           “เกมเตะถ่วงยื้อเวลา”บวกกับ "ภารกิจช่วยกันอุ้ม”จึงเดินหน้าต่อไป
           
           ตลอดเวลานับจากเกิดเหตุอุกอาจกลางเมือง ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ให้การปฏิเสธทุกครั้งว่า ส.ต.ท.วรวุฒิ มิได้มีความเกี่ยวข้องกับดีเอสไอ อย่างลึกซึ้งเพียงแค่มาช่วยราชการเพียงบางครั้งเท่านั้น
           
           คำกล่าวอ้างของทางกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ว่า ส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับดีเอสไอถูกตั้งคำถามขึ้นอีกครั้ง
           
           เมื่อปรากฏเอกสารเป็นหนังสือคำสั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขที่ 121/2552 เรื่องการแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ ลงวันที่ 18 ก.พ.52 โดยคำสั่งดังกล่าวได้มีการแยกเจ้าหน้าที่ออกเป็น 3 กลุ่ม โดยชุดปฏิบัติการที่ 3 เกี่ยวกับสำนักเทคโนโลยี และศูนย์ข้อมูลการตรวจสอบ ลำดับที่ 24 ปรากฏชื่อ ส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ ผู้ต้องหาในคดีลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล ไปช่วยราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งหนังสือดังกล่าวตรงกันข้ามกับการให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ออกมาระบุว่า ส.ต.ท.วรวุฒิ ไม่ได้มาช่วยราชการที่ดีเอสไอ
           
           แม้ว่า พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผู้บัญชาการสำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ จะออกมาเปิดเผยถึงกรณีนี้ว่าเป็นแค่การร่วมมือในการทำงานของหน่วยงานอื่นกับดีเอสไอแบบบูรณาการนั้น แต่ในหลักปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติกรมสอบสวนคดีพิเศษ 2547
           
           ระบุไว้ในมาตรา 33 ว่าในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ รัฐมนตรีอาจเสนอให้นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีคำสั่งตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานอื่นมาปฏิบัติหน้าที่ในกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อช่วยเหลือในการสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษนั้นได้
           
           และตัวเขาเป็นผู้เสนอชื่อ ส.ต.ท.วรวุฒิ เอง ทางอธิบดีเพียงแค่เซ็นรับรองเท่านั้นมิได้มีส่วนรู้เห็นแต่อย่างใด
           
           แต่หากกรมสอบสวนคดีพิเศษปฏิเสธว่า ส.ต.ท.วรวุฒิ มิได้เข้ามาช่วยราชการ หรือโอนย้ายมาทำงานในกรมสอบสวนคดีพิเศษตามที่ปฎิเสธมาตลอด คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ และ พ.ต.อ.ทวี สอดสอง ซึ่งเป็นผู้ลงนามในคำสั่งดังกล่าวน่าจะมีความผิดตามมาตรา 157 ตามประมวลกฎหมายอาญา เพราะการแต่งตั้งข้าราชการจากหน่วยงานอื่นต้องได้รับอนุมัติจากนายกรัฐมนตรีเท่านั้น
           
           กระนั้นก็ตามที ทางดีเอสไอ ก็อาจจะนำข้อกฏหมายมาตราอื่นของ พ.ร.บ.กรมสอบสวนคดีพิเศษมาแย้งว่าทางดีเอสไอสามารถดึงคนจากหน่วยงานอื่นมาช่วยราชการได้ตามปกติที่ พ.ร.บ.กรมสอบสวนคดีพิเศษ อำนวยไว้
           
           จากกรณีนี้จึงเกิดความสับสนว่า พ.ร.บ.กรมสอบสวนคดีพิเศษ 2547 มาตราใดมีอำนาจในการที่จะดึงเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานอื่นมาปฏิบัติหน้าที่ในกรมสอบสวนคดีพิเศษกันแน่ ??
           
           แต่ไม่ว่าจะมีหลักฐานหรือข้อสงสัยที่เชื่อมโยงพุ่งเข้ามาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้หนักหน่วงเพียงใด ผู้มีอำนาจเต็มในการกำกับดูแลสูงสุดอย่างรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมที่ชื่อ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ก็ได้ออกมาปกป้องทุกครั้งที่มีประเด็นข่าวพาดพิงในทางคดีถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษทุกครั้ง
           
           ในทางกลับกัน ทางดีเอสไอ กลับเสมือนมองไม่เห็นหัวพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นแกนนำรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมายังทำเหมือนเป็น “หอกข้างแคร่” อาทิกรณีส่งสำนวนสอบสวนเส้นทางการเงิน 258 ล้านบาท ของบริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ที่บริจาคเข้าพรรคประชาธิปัตย์ แก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เพื่อให้พิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ อีกทั้งยังมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ และ พจมาน ชินวัตร ในคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น บริษัทเอสซี แอสเซท จำกัด (มหาชน) ซึ่งก่อนที่นายพีระพันธุ์ จะรับตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการก็ประกาศชัดว่าจะรื้อคดีนี้ขึ้นมาพิจารณาแต่ก็ได้เงียบหายเข้ากลีบเมฆ
           
           แถมนายพีระพันธุ์ยังเคยยอมรับว่าเคยถูกดักฟังโทรศัพท์ และเคยให้สัมภาษณ์ในทำนองว่า “ไม่แก้ ปล่อยมันไปเรื่อยๆ ใครอยากฟังก็ทำไป และคงไม่ต้องสืบอะไรมากเพราะรู้ๆกันอยู่ว่ามันมีกี่แห่งที่มีอุปกรณ์ เครื่องมือแบบนี้ และสามารถดักฟังได้”
           

           กระนั้นก็ตามที ความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่น่าจะเกิดขึ้น ยังดูเหมือนว่ายังอยู่ห่างไกลในห้วงความคิดของรัฐมนตรียุติธรรม
           
           ถึงกับมีกระแสข่าวแว่วมาว่าทางดีเอสไอมี “ของดี” ที่สามารถต่อรองกับทางพีระพันธุ์ ได้อย่างชะงักงัน !?
           
           นับจากนี้จึงเป็นเหมือนโค้งสุดท้ายของคดีลอบสังหารที่ทีมชุดสืบสวนจะทำการขยายผลหาจิ๊กซอว์มาประกอบกันเพื่อโยงไปถึง"กลุ่มหัวขบวน"ที่สั่งฆ่าให้จงได้
           
           ขณะที่ภาพเค้าลางความชัดเจนของหลักฐานที่ชุดคลี่คลายคดีได้สืบสวนทำคดีจนปรากฏความจริงขึ้นเรื่อยๆ
           
           แต่เวลาของ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าชุดทีมสืบสวนคดีลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็กำลังจะหมดลงไปทุกขณะเช่นกัน
           
           ซึ่งถึงวาระที่จะต้องเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้ ถึงแม้ว่า "นายพลไม้บรรทัด" จะประกาศว่าจะสะสางพันธกิจสำคัญให้ลุล่วงก่อนเกษียณให้ได้
           
           ถ้าดูจากหลักฐานชิ้นสำคัญที่ปรากฏชัดเจนในช่วงหลังมานี้ กับคำพูดของ พล.ต.ท.อัศวิน ที่ว่า ผู้ต้องหายังอยู่ในประเทศไทย และเชื่อว่าต้องมีคนที่ช่วยเหลือเรื่องเงินทอง การหลบหนีไม่มีเงินทองคงไม่รู้จะหนีไปไหนได้
           
           **ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ส.ค. พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ ได้ออกมาระบุในลักษณะเดียวกันว่ายังไม่สามารถออกหมายจับเพิ่มเติมได้ เนื่องจากพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ แต่ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนไปเฝ้าตามจุดต่างๆ ที่คาดว่า คนร้ายจะใช้เป็นเส้นทางหลบหนี ซึ่งมีหลายจุด เบื้องต้นพบว่าคนร้ายทั้ง 3 คน แยกกันอยู่คนละจุด คาดว่า มีพวกเยอะที่ให้ความช่วยเหลือ แต่น่าจะยังอยู่ในประเทศไทย และรถต้องสงสัยที่ได้จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ พบจุดพิรุธว่ารถมีรอยซ่อมปะ และมีรู ดังนั้น จึงต้องตรวจสอบว่าร่องรอยเหล่านี้เกิดจากอะไร เพื่อนำไปประกอบสำนวนการสอบสวนใช้ดำเนินคดี***
           

           กับเวลาที่เหลืออยู่ไม่มากของทีมชุดสืบสวนคลี่คลายคดีดังกล่าว คงจะต้องเร่งทำงานอย่างหนักกันอีกรอบที่ดูเหมือนว่าหลักฐานในช่วงหลังจะปรากฏพุ่งเป้าไปที่ “แดนสนธยา” ที่ดูเหมือนว่าจะมีจิ๊กซอว์ค่อยๆเผยภาพให้ชัดขึ้นอยู่ทุกขณะ ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่ายังคงมี “คนระดับบิ๊ก” อาจจะติดต่อให้ข้อมูลในการหลบหนีและช่วยเหลือแบบลับๆกับผู้ต้องหาบางคนอยู่
           
           ซึ่งในนาทีนี้ชุดทีมสืบสวนอาจจะต้องงัดกลยุทธ์และวิทยายุทธ์ ขึ้นมาใช้อย่างเต็มกำลังหรือจะใช้วิธีหนามยอกต้องเอาหนามบ่ง อย่างที่ “ลูกน้อง” บางคน ขู่ไว้แบล็คเมล์ “หัวหน้าบางคนอยู่
           
           มันก็น่าลองอยู่มิใช่หรือ
           
           ส่วนเวลาที่เหลืออยู่ของ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ เขาจะสามารถทำคดีได้ลุล่วงเปิดเผยความจริงให้สังคมรับรู้ได้มากแค่ไหนก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ 30 ก.ย.นี้ ต้องติดตาม !?

    ชาตาต้องอยู่ในต่างประเทศเพื่อความปลอดภัยจริง

    ม็อบเสื้อแดง แพ้แล้วแพ้อีก คราวนี้ยอมแพ้ตั้งแต่ในมุ้ง
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 สิงหาคม 2552 23:06 น.


    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น


    "ฝั่งขวาเจ้าพระยา"
           โดย โชกุน
           

           
           ถอดใจตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเวที ไม่ทันได้ไหว้ครูก็โยนผ้ายอมแพ้เสียแล้ว ใจเสาะอย่างนี้ เห็นที นช.ทักษิณคงจะต้องคบค้าอยู่กับพวกอูกันดา สวาซิแลนด์ เซียร์ร่า เลโอน ไปจนตาย เพราะกลับบ้านไม่ได้ จะไปอยู่กับพวกผิวขาว ผิวเหลืองก็ไม่มีใครเอา
           
           ม็อบเสื้อแดง คนรักทักษิณ ประกาศเลื่อนการชุมนุมขับไล่รัฐบาลจากวันที่ 30 สิงหาคม เป็นวันที่ 5 กันยายน ด้วยข้ออ้างว่า เพราะรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมาก และถ้าการนัดชุมนุมในวันที่ 5 รัฐบาลยังใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคงอยู่ ก็จะเลื่อนการชุมนุมออกไปก่อน
           
           นับเป็นความพ่ายแพ้อย่างไม่เป็นกระบวนท่า 3 ครั้ง 3 ครา ภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ จากการชุมนุมถวายฎีกา เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่จบลงหน้าประตูวิเศษไชยศรี แบบไม่มีอะไร การชุมนุมโจมตีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ล่มกลางคัน เพราะใจไม่สู้สายฝน และการยกเลิกการชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อวานนี้ แบบไม่มีแกนนำเสื้อแดงคนไหน กล้าออกมาอธิบายเหตุผลให้สาวกเสื้อแดงเข้าใจได้
           
           ต้องชมนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ตัดสินใจประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง ในพื้นที่เขตดุสิต เพื่อควบคุมการชุมนุม แม้จะถูกติติงจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยว่า เป็นกระต่ายตื่นตูม ยังไม่มีเหตุการณ์ความวุ่นวาย จะรีบประกาศไปทำไม

           
           การเคลื่อนไหวของพวกเสื้อแดงนั้น อ่านไม่ยากหรอกว่า เมื่อชุมนุมพลกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้าแล้ว ก็จะยกกำลังไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล อันเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน สามารถเรียกมวลชน และเป็นจุดสนใจของสื่อได้ ขืนอยู่กับที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ไม่ทันข้ามคืนก็แยกย้ายกันกลับภูมิลำเนาแน่ ยิ่งเป็นม็อบที่มาเพราะเงิน ไม่ได้มีอุดมการณ์แต่อย่างใด
           
           เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ยังปล่อยให้เกิดขึ้น ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว หากรัฐบาลปล่อยให้เข้าไปถึงหน้าทำเนียบเหมือนครั้งที่แล้ว ก็มีโอกาสที่จะอยู่ยาว และยากที่จะเคลียร์พื้นที่ได้ การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่งคงจึงเป็นการประเมินสถานการณ์ ล่วงหน้าได้อย่างถูกต้อง และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์นั้นอย่างไม่ประมาท
           
           กล่าวได้ว่า
    รัฐบาลรู้ทันพวกนี้หมดว่าจะมาไม้ไหน และกล้าที่จะใช้กฎหมายเข้าจัดการ
           
           การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ทำให้รัฐบาลสามารถใช้กำลังทหาร ในการรักษาความสงบและป้องกันการยึดทำเนียบรัฐบาลได้ ผลงานการปราบปรามพวกเสื้อแดงที่เผาบ้าน เผาเมือง เมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมา โดยไม่เสียเลือดเนื้อ ให้พวกเสื้อแดงเอาไปขยายประเด็นได้ คง ทำให้ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และแกนนำเสื้อแดงคนอื่นๆ นึกภาพออกว่า เรื่องจะจบอย่างไร
           
           ทั้ง 3 คนนี้ และคนอื่นๆ ยังมีชนักติดหลังคือ เงื่อนไขการประกันตัว จากคดีละเมิด พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉิน ครั้งที่แล้ว ที่ศาลห้ามไปก่อความวุ่นวายอีก มิฉะนั้น จะถูกถอนประกัน ต้องไปอยู่ในคุก เป็นบ่วงรัดคอ ที่รัฐบาลพร้อมจะกระตุกปลายเชือกได้ทุกเมื่อ
           
           ก่อนหน้าที่แกนนำเสื้อแดงจะถอดใจเพียงวันเดียว ศาลอาญาพิพากษาจำคุกนางดารณี เชิงชาญศิลป์ หรือ ดา ตอร์ปิโด ข้อหาอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ถึง 16 ปี คงจะทำให้คนพวกนี้ ขวัญหนี ดีฝ่อไปเลย เพราะถึงที่สุดแล้ว คนเหล่านี้เป็นพวกเดียวกับนางดารณีที่ มีเป้าหมายในการล้มเจ้า โค่นอำมาตย์
           
           แผนการตัดต่อคลิปเสียงนายอภิสิทธิ์ เพื่อหวังจะใช้เป็นข้ออ้างให้คนเสื้อแดงให้เดินไปล้อมทำเนียบ ขับไล่นายอภิสิทธิ์ ถูกเปิดโปงจนล่อนจ้อนว่า ใครอยู่เบื้องหลัง
           
           พ.ต.ท. สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ถูกนายอภิสิทธิ์ ดักคอ ซักตรงๆ ต่อหน้ากล้องทีวีว่า เป็นผู้เผยแพร่คลิปตัดต่อนี้หรือไม่ จนไปไม่เป็น ต้องแก้ตัวเป็นพัลวันกับสื่อมวลชนว่า ไม่ได้เป็นผู้เผยแพร่ แต่ยิ่งแก้ตัว ก็ยิ่งเปิดเผยความจริงว่า เป็นคนเอามาแจกให้นักข่าวเอง
           
           หลักฐานที่แกะได้จากเมล์ที่ส่งต่อกันไปเป็นทอดๆ ก็ชัดเจนว่า คลิปตัดต่อนี้ ออกมาจากบริษัทเอสซี แอสเสท ของ นช. ทักษิณ และพรรคเพื่อไทย
           
           การถูกจับได้คาหนังคาเขา และถูกนำมาประจานต่อประชาชนทั้งประเทศเช่นนี้ น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญอีกอันหนึ่งที่ ทำให้แผนการของกลุ่มคนเสื้อแดง ล่มอย่างไม่เป็นท่า
           
           ต้องขอยืมคำพูดของ พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลที่บอกว่า คนที่ทำเรื่องนี้ ทำได้เนียน แต่โง่มากๆ
           
           นช.ทักษิณ มีบริวารที่โง่ๆอยู่มาก ทั้งในสภาและบนท้องถนน การต่อสู้ที่พ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า ก็เพราะมีแต่คนโง่ๆ ให้เลือกใช้
           
           นับตั้งแต่ การตัดสินใจนับถอยหลัง ให้ตัวเอง เมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมา ชะตากรรมของ นช.ทักษิณก็ตกต่ำ ชีวิตเสื่อมถอยลงๆทุกที ยุทธศาสตร์ โลกล้อมประเทศ ชนบทล้อมเมือง พังทลายอย่างไม่เป็นท่า จากที่เคยใช้สื่อระดับโลกเป็นกระบอกเสียงให้ร้ายประเทศไทย ก็กลายเป็นการให้สัมภาษณ์นายขวัญชัย ไพรพนา ผ่านวิทยุชมชนแทน จากที่เคยโฟนอินตามงานวัด งานแต่งในต่างจังหวัด ก็ต้องเปลี่ยนมาใช้ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็นเวทีปลุกระดม
           
           ความพ่ายแพ้ครั้งล่าสุดของ นช.ทักษิณ และคนเสื้อแดง เป็นสิ่งที่ไม่เกินความคาดหมาย เพราะการต่อสู้เพื่อคนผิด เพื่อคนโกง ไม่มีวันชนะ แต่คิดไม่ถึงวัน จะยอมแพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้ง ถึงขนาดนี้
    August 20

    อีกเรื่องของบุญยสิทธิ โชควัฒนา

    “ชีวิตนี้เป็นอะไรก็ได้แต่ต้องเป็นหนึ่ง” เรื่องที่ไม่เคยเปิดเผยของ...บุณยสิทธ์ โชควัฒนา
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 สิงหาคม 2552 12:58 น.
           “Untold Story บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ชีวิตนี้เป็นอะไรก็ได้แต่ต้องเป็นหนึ่ง” เป็นชื่อหนังสือที่เพิ่งจะวางแผงไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี่เอง แต่กว่าจะสำเร็จมาเป็นหนังสือเล่มนี้ได้ สมใจ วิริยะบัณฑิตกุล ผู้เขียนบอกว่าต้องใช้เวลานานถึง 12 ปีทีเดียว
           ครั้งหนึ่ง ตอนที่สมใจ ยังเป็นผู้สื่อข่าวนิตยสารผู้จัดการรายเดือน ได้มีโอกาสเขียนพอกเก็ตบุ๊กเรื่อง “แตกแล้วโต โตแล้วแตก” ซึ่งได้รับการมอบหมายจาก สนธิ ลิ้มทองกุล ให้เขียนเรื่องราวของนายห้างเทียม โชควัฒนา เป็นกรณีศึกษาที่นำไปสู่ความสำเร็จในการสร้างอาณาจักรสหพัฒน์ รวมถึงหลักคิดและปรัชญาในการดำเนินชีวิตและการทำงานอันทรงคุณค่าต่อชนรุ่นหลัง
           สำหรับสมใจนั้น หลังจากเสร็จภารกิจแล้ว เธอยังคงแวะเวียนไปพูดคุยกับคนในเครือสหพัฒน์อยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะ บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ซึ่งเธอประทับใจในความสามารถและปรัชญาในการดำเนินชีวิต ที่ถอดแบบนายห้างเทียมมาเช่นกัน
           “นายห้างเทียมเป็นคนมีหลักคิด เสียสละ ตอนเสียชีวิตกลับไม่มีอะไรเลย ทั้งๆ ที่ต่อสู้ให้กับอาณาจักรสหพัฒน์มาตลอด แต่ก็ยกบริษัทที่ทำกำไรได้ให้กับลูกน้องและคนที่ร่วมบุกเบิกมาด้วยกัน ส่วนคนในครอบครัวแทบจะไม่มีอะไรเลย คือไม่ได้เอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง”
           ขณะที่สมใจพูดถึงบุณยสิทธิ์ว่า “เสี่ยเป็นคนติดดินและใช้ชีวิตเยี่ยงคนธรรมดาคนหนึ่ง ลูกน้องบางคนอาจจะมีชีวิตที่หรูหรากว่าเสียอีก เพราะทุกวันนี้เสี่ยอยู่ทาวน์เฮ้าส์ 3 คูหาแค่นั้นเอง”
           เพราะความศรัทธานี่เอง สมใจจึงเก็บเล็กผสมน้อยเรื่องราวทุกอย่างที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับบุณยสิทธิ์ตลอด 20 ปีที่เธอได้รู้จัก จนเมื่อเขาอายุได้ 70 ปี สมใจก็ขออนุญาตบุณยสิทธิ์เพื่อทำหนังสืออัตชีวประวัติของเขาขึ้นมา แต่เขากลับบอกอย่างเกรงใจว่าตนเองอาวุโสไม่พอ ไม่ได้มีทฤษฎีอะไรที่เป็นวิชาการ เพราะเรียนจบแค่มัธยม 6 เท่านั้น จึงไม่น่าสนใจพอที่จะมีใครเขียนถึง
           นั่นคือความอ่อนน้อมถ่อมตนอันเป็นคุณสมบัติของเขา ที่สร้างอาณาจักรของสหพัฒน์ซึ่งยังเติบโตไม่หยุดยั้งจากรุ่นพ่อ โดยปัจจุบันมีบริษัทในเครือ 300 บริษัท มีสินค้าหลากหลายกว่า 3 หมื่นรายการ จาก 1 พันแบรนด์ที่จำหน่ายในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศ ขณะที่อีกหลายคนที่ชีวิตนี้ยังแทบจะไม่เคยพบเจอกับคำว่า “ความสำเร็จ” กลับลุกขึ้นมาเขียนเรื่องราวของตัวเองกันเต็มแผงหนังสือ
           


           จนเมื่อบุณยสิทธิ์อายุ 72 ปี เขาจึงตกลงใจยอมให้สมใจเขียนเรื่องราวของเขา ที่ตั้งใจถ่ายทอดประสบการณ์ให้แก่เธอ ด้วยเหตุผลว่า “เกรงใจ” จึงกลายเป็นที่มาของการใช้ชื่อ “Untold Story”
           
    ตัวหนังสือกว่า 500 หน้านั้น บอกเล่าถึงปรัชญาการใช้ชีวิตที่มีความอดทน ทำงานหนัก ถ่อมตน ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หลักการบริหารจัดการและการวางกลยุทธ์ธุรกิจที่ลุ่มลึก ด้วยการใช้ความเล็กสยบคู่แข่งยักษ์ใหญ่ ผ่านกรณีศึกษาของบุคคลวัย 72 ปี ผู้เป็นตำนานการค้า ผู้สร้างธุรกิจจากเอสเอ็มอี สู่อาณาจักรแสนล้าน
           การทำธุรกิจทุกวันนี้ อยู่ท่ามกลางกระแสการค้าในยุคโลกไร้พรมแดน บทเรียนการค้าและปรัชญาตะวันออกจากเครือสหพัฒน์ แม้จะผ่านวันเวลามากว่า 67 ปี จากพ่อสู่ลูก จะได้เห็นความยืดหยุ่นของเครือสหพัฒน์ ที่เป็นดั่งต้นไผ่ แปรเปลี่ยนพลิกแพลงตามสถานการณ์ หยิบยืมพลังจากสิ่งแวดล้อมมาใช้ให้เป็นประโยชน์
           ขอยกตัวอย่างปรัชญาคำสอนและวิธีคิดของบุณยสิทธิ์ สัก 2 – 3 เรื่องที่ตีพิมพ์ในหนังสือเล่มนี้
           

           ** “ การที่คนเราจะทำงานให้ลุล่วงสำเร็จไปได้ อดทนต่องานหนักอย่างเดียวไม่พอ เพราะการอดทนกับงานนั้นรวมถึงการที่จะต้องวิ่งเข้าหางานยาก ๆ มาทำให้เกิดความเก่ง ความชำนาญ งานที่ยาก ๆ นั้นต้องอดทนกับการเหนื่อยกาย แต่ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสทำผิด เมื่อทำผิดเราก็ต้องตำหนิ ดังนั้นความอดทนต่อการถูกตำหนิดูถูกจากผู้อื่นก็กลายเป็นความจำเป็นขึ้นมาอีกประการหนึ่ง บางครั้งเพื่อเรียนรู้งาน ต้องอดทนให้คนเอาเปรียบ แล้วเราก็พบว่าความอดทนดังกล่าวนั้น ทำให้ได้เรียนรู้อะไรมากมายที่กลายมาเป็นประโยชน์กับการทำงานในช่วงหลังของชีวิต” (หน้า 113 )
           ** บุณยสิทธิ์พูดถึงกลยุทธ์ในการสร้างโรงงานและยุทธวิธีในการสู้รบของสหพัฒน์ในครั้งนั้น ซึ่งบทบาทนี้ดูจะเด่นชัดมากสำหรับเขา ..การรู้จักอดทนและรอเวลาในการทำการใหญ่ มุ่งทำงานจากเล็กเพื่อป้องกันความเสี่ยง ดูจะเป็นศาสตร์ตะวันออกที่โดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ ที่เรียนจบตำราจากโลกตะวันตก
           “นักอุตสาหกรรม? …. ยังไม่ใช่นะ ยังไม่ถึงขั้นนักอุตสาหกรรม แต่ฉันจะดูว่าเมืองไทยยังขาดอะไร แล้วก็ดูว่าญี่ปุ่นเขาพัฒนายังไง เขาไม่มีอะไรเขาก็ทำขึ้นมาได้ ทำเล็ก ๆ ขึ้นมา ฉันก็คิดว่า ญี่ปุ่นเขาก็ไม่มีเงินก็ทำอะไรขึ้นมาได้ เราก็ต้องทำได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นของเราเนี่ยพยายามจะทำจากเล็ก ๆ ขึ้นมา...” (หน้า122)
           ** “ผมฝันไม่เหมือนเด็กคนอื่นๆ เด็กคนอื่นฝันอยากเป็นนักธุรกิจ เป็นทหาร ตำรวจ แต่ผมฝันเป็นอะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นหนึ่ง” คำพูดที่แฝงแนวปรัญชานี้เอง จึงกลายมาเป็นชื่อหนังสือเล่มนี้ และน่าที่จะเป็นแบบอย่างให้คนรุ่นหลังได้ยึดถือว่า คนเราควรมีความฝันและต้องทำให้คามฝันเป็นจริงให้ได้ ”
           **กับชีวิตที่สมถะของบุณยสิทธิ์ เพราะตลอดชีวิตจนถึงวัยเลย 70 ปีนั้น อีซูซืMU7 คือรถยนต์คันแรกที่เป็นสมบัติส่วนตัว และเพิ่งมีเมื่ออายุ 69 ปี หลังจากเริ่มคิดจะวางมือและค่อย ๆ ก้าวถอยให้คนที่มีความสามารถได้เข้ามาบริหารเครือสหพัฒน์ในส่วนงานต่าง ๆ ต่อจากเขา ( หน้า 348 )
           ** การให้ความสนใจกับคอมพิวเตอร์และไอที เป็นวิสัยทัศน์ของเสี่ยอย่างแท้จริง เพราะมันทำให้อาณาจักรธุรกิจ ไอ.ซี.ซี. ที่ต้องบริหารสินค้าหลายร้อยผลิตภัณฑ์ แตกแขนงแยกย่อยกว่า 1,000,000 รายการ ง่ายขึ้นในการจัดการ ทั้งฝั่งงานขายและฝั่งโรงงาน รวมทั้งระบบโลจิสติกของเครือด้วย ( หน้า 340)
           

           ใครสนใจก็หาซื้อกันได้ในราคาปกอ่อน 320 บาท และปกแข็ง 500 บาท โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือ ส่วนหนึ่งจะนำไปใช้เป็นทุนจัดตั้ง “มูลนิธิสัมมาชีพ” ซึ่งมี สมใจ และผู้ทรงคุณวุฒิอีกจำนวนมาก ได้ร่วมกันก่อตั้งขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อนำธรรมะเข้าสู่คนทุกสาขาอาชีพ และสร้างนักธุรกิจไทยให้เป็นผู้บริหารเพื่อสังคม อย่างน้อยเงินที่ทุกคนซื้อหนังสือเล่มนี้ นอกจากผู้อ่านจะได้เกิดปัญญาขึ้นแล้ว ยังสามารถช่วยสังคมได้อีกด้วย

    อาสาทำนาเพื่อน้อง

    อาสา...ดำนาเพื่อน้อง
    โดย :
     Give2all  เมื่อ : 11/08/2009 01:21 PM

    มูลนิธิกองทุนไทย ร่วมกับคุณครูและน้องๆ โรงเรียนบ้านพนมดิน ต.ตาเนียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ จัดกิจกรรมดีๆ "อาสาดำนาเพื่อน้อง" เมื่อวันที่ 25-26 กรกฎาคม 2552 เพื่อรื้อฟื้นและสืบสานอนุรักษ์วิถีการทำนา ซึ่งเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมและการจัดการแรงงาน เพื่อการเกื้อกูลกันในสังคมชนบท พร้อมทั้งส่งเสริมให้อาสาสมัครคนหนุ่มสาว เยาวชน และประชาชนทั่วไปที่อยากใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะคนจากสังคมเมืองซึ่งไม่เคยสัมผัสชีวิตชาวนา ได้มาเรียนรู้ สัมผัส และเข้าใจวิถีชุมชนเกษตรกรรม

    กิจกรรม "อาสาดำนาเพื่อน้อง" ในครั้งนี้ เหล่าอาสาได้ร่วมแรงร่วมใจกับน้องๆ เด็กนักเรียน คุณครู และผู้ปกครองจำนวนกว่า 80 คน ได้ช่วยกัน "ลงแขกดำนา" บริเวณแปลงนาสาธิตขนาดเนื้อที่ 5 ไร่ในโรงเรียน โดยในช่วงวันแรกของการลงแรง ทั้งเจ้าบ้านและอาคันตุกะได้ร่วมกันลงแขกดำนาอย่างเต็มกำลัง แม้ต้องแลกด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า แต่อาสาสมัครทุกคนก็สุขใจที่ได้ดำนาครั้งแรกในชีวิต ที่สำคัญได้เรียนรู้ว่าต้องใช้ความอดทนมากน้อยเพียงใดกว่าจะมาเป็นข้าวที่เรารับประทานกัน

    "...ทำไมคุณทั้งหลายซึ่งไม่เคยทำนาถึงมาช่วยพวกเราดำนา พวกเรารู้สึกดีใจและภูมิใจมากที่อาสาสมัครทุกท่านยังเห็นคุณค่าของข้าวและชาวนา และยังให้ความสำคัญกับพวกเรา..." ครูทวีป สร้อยนาค ครูผู้รับผิดชอบการเรียนการสอนวิชาทำนาแห่งโรงเรียนบ้านพนมดิน สนทนากับน้องๆ อาสาสมัครจากกรุงเทพ

    ความตั้งใจดีที่อยากมีส่วนร่วมในการฟื้นฟู อนุรักษ์ และเรียนรู้วิธีการดำนาดังกล่าวของชาวอาสา กลายเป็นการสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของ "ชาวนาไทย" และ "ข้าว" ซึ่งคนไทยทุกคนต้องบริโภคเป็นประจำทุกวัน โดยมุ่งหวังให้ผืนนาแห่งนี้เป็นห้องเรียนแห่งการถ่ายทอดและเรียนรู้ถึงวิถีชีวิตชาวนาไทยให้แก่เยาวชนในพื้นที่ ที่สำคัญคือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชาวนาในพื้นที่ได้มีความภาคภูมิใจและตระหนักในคุณค่าของตนเอง

    "การมาร่วมดำนาครั้งนี้ถือเป็นการเรียนรู้ถึงวิธีการได้มาซึ่งข้าว ซึ่งมีความยากลำบากมาก จากนี้ต่อไปจะกินข้าวให้หมดจาน และดีใจที่มีส่วนทำให้ชาวบ้านรู้สึกมีคุณค่ามากขึ้น การทำกิจกรรมครั้งนี้ถือว่าพวกเราได้รับมากว่าที่พวกเราได้ให้อีกค่ะ..." ตัวแทนจากอาสาสมัครที่เข้าร่วมกิจกรรม กล่าว

    "...พวกผมดีใจครับที่พี่ๆ มาช่วยกันดำนา และก็ดีใจที่ผมดำนาเป็น เพราะผมจะได้มีข้าวกินตลอดไป อยากให้พี่ๆ มาร่วมดำนาด้วยทุกปีครับ เพื่อจะได้ร่วมกันเอาข้าวเก็บไว้เป็น "กองทุนข้าว" เพื่อแจกจ่ายสำหรับคนที่ไม่มีข้าวกินด้วย..." ตัวแทนนักเรียนชั้นประถมปีที่ 6 จากโรงเรียนบ้านพนมดิน บอกเล่าความรู้สึกถึงการเข้าร่วมกิจกรรมอาสาในครั้งนี้

    สำหรับข้าวที่ทุกคนช่วยกันดำนา จะเก็บเกี่ยวได้ในราวเดือนพฤศจิกายน โดยทางโรงเรียนและชุมชนจะนำมาทำเป็น "กองทุนข้าว" สำหรับบริโภค และ/หรือ จำหน่ายเป็นทุนใช้ในการดำเนินกิจกรรมของโรงเรียนต่อไป

    กิจกรรม "อาสาดำนาเพื่อน้อง" ในครั้งนี้จะสำเร็จลุล่วงไปไม่ได้ หากปราศจากการสนับสนุนของกลุ่มองค์กรธุรกิจใจดี ไม่ว่าจะเป็นขนมแสนอร่อยจากบริษัท มันชี่ จำกัด กลุ่มคนใจดีที่สนับสนุนทั้งงบประมาณและสิ่งต่างๆ ที่สำคัญคือกลุ่มอาสาสมัครใจดีที่สละทั้งเวลา กำลังกาย กำลังทรัพย์ ขับเคลื่อนให้ภารกิจการให้ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ คณะนักเรียนและครูโรงเรียนบ้านพนมดิน พี่น้องชาวบ้านพนมดิน และ มูลนิธิกองทุนไทย ขอขอบพระคุณผู้ใหญ่ใจดีทุกท่านเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้

    มธ. กับบทบาทผู้นำแห่งยุคตลอดกาล

    มธ.ชวนน้องเข้าบ้าน "ธรรมศาสตร์วิชาการ’52" พรุ่งนี้!
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 สิงหาคม 2552 19:21 น.
           มธ. เตรียมเปิดบ้านศูนย์รังสิต ระดมคลังความรู้ ผลงานวิชาการสร้างสรรค์ พร้อมการแนะแนวการศึกษา สู่การผลิตบัณฑิตคุณภาพ ใน “งานธรรมศาสตร์วิชาการ’52 ภายใต้แนวคิดร่วมสร้างทางออกประเทศไทย” วันที่ 20-21 สิงหาคม 2552 เวลา 9.00-18.00 น. ณ อาคารยิมเนเซียม 1 มธ.รังสิต
           

           ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวถึงการจัดงานธรรมศาสตร์วิชาการ’ 52 ว่า งานธรรมศาสตร์ วิชาการครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ร่วมสร้างทางออกประเทศไทย
           
           "ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ยึดมั่น ในการเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่เน้นการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ มีความรู้ลึก รู้รอบ มีคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อออกไปสร้างสรรค์ พัฒนาและนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาแก่ประเทศ ภายใต้วิกฤตทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน อีกทั้งใน โอกาสครบรอบ 75 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นโอกาสอันดีที่มหาวิทยาลัยจะจัดให้มี “งานธรรมศาสตร์วิชาการ’ 52” ขึ้น ตามปณิธานการเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดโอกาสให้การศึกษาแก่ประชาชนอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน"
           
           สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ส่วนแรก คือ การนำเสนอผลงานวิชาการและงานวิจัยของอาจารย์ นักศึกษา บัณฑิต และมหาบัณฑิต ซึ่งได้รับรางวัลทั้งภายในและ ต่างประเทศ โดยเฉพาะผลงานของนักศึกษาปัจจุบันจากทุกคณะที่เข้าร่วมแสดงแห่งรั้วโดมธรรมศาสตร์
           
           ส่วนที่สอง ได้แก่ การเสวนา และปาฐกถาวิชาการที่น่าสนใจมากมาย อาทิ ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "อนาคตประเทศไทย" โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และเรื่อง “การปฏิรูปการศึกษากับทางออกประเทศไทย” โดย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ การบรรยาย เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Admission ใหม่ ปี 2553 เป็นต้น
           
           และส่วนที่สาม คือ การแนะนำหลักสูตร ในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก และหลักสูตรนานาชาติ ให้นักเรียน นักศึกษา ที่ร่วมงานได้สัมผัส ประสบการณ์เสมือนจริงในแต่ละสายวิชาชีพ ที่สนใจ เช่น ห้องจำลองการออกอากาศให้ฝึกเป็นผู้ประกาศ ชมการแสดงผลงานสร้างสรรค์ศิลปะ (รักชาติ, รักโลก : Art Nation Earth) และร่วมสัมนาเกี่ยวกับระเบียบพิธีการทางการทูต นอกจากนี้ภายในงาน ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆ อาทิ การแข่งขันตอบปัญหาทางวิชาการ และการแสดงจากนักศึกษาคณะต่างๆ อีกมากมาย
           
           ** สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานผ่าน http://wichakan.tu.ac.th หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ กองบริการการศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โทร. 0-2564-4440-79 ต่อ 1830-31 หรือ งานประชาสัมพันธ์ โทร. 0-2564-4440 ต่อ 1120-1

    Boonyasit Chokwattana's Untold Stories

    “ชีวิตนี้เป็นอะไรก็ได้แต่ต้องเป็นหนึ่ง” เรื่องที่ไม่เคยเปิดเผยของ...บุณยสิทธ์ โชควัฒนา
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 สิงหาคม 2552 12:58 น.
           “Untold Story บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ชีวิตนี้เป็นอะไรก็ได้แต่ต้องเป็นหนึ่ง” เป็นชื่อหนังสือที่เพิ่งจะวางแผงไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี่เอง แต่กว่าจะสำเร็จมาเป็นหนังสือเล่มนี้ได้ สมใจ วิริยะบัณฑิตกุล ผู้เขียนบอกว่าต้องใช้เวลานานถึง 12 ปีทีเดียว
           ครั้งหนึ่ง ตอนที่สมใจ ยังเป็นผู้สื่อข่าวนิตยสารผู้จัดการรายเดือน ได้มีโอกาสเขียนพอกเก็ตบุ๊กเรื่อง “แตกแล้วโต โตแล้วแตก” ซึ่งได้รับการมอบหมายจาก สนธิ ลิ้มทองกุล ให้เขียนเรื่องราวของนายห้างเทียม โชควัฒนา เป็นกรณีศึกษาที่นำไปสู่ความสำเร็จในการสร้างอาณาจักรสหพัฒน์ รวมถึงหลักคิดและปรัชญาในการดำเนินชีวิตและการทำงานอันทรงคุณค่าต่อชนรุ่นหลัง
           สำหรับสมใจนั้น หลังจากเสร็จภารกิจแล้ว เธอยังคงแวะเวียนไปพูดคุยกับคนในเครือสหพัฒน์อยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะ บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ซึ่งเธอประทับใจในความสามารถและปรัชญาในการดำเนินชีวิต ที่ถอดแบบนายห้างเทียมมาเช่นกัน
           “นายห้างเทียมเป็นคนมีหลักคิด เสียสละ ตอนเสียชีวิตกลับไม่มีอะไรเลย ทั้งๆ ที่ต่อสู้ให้กับอาณาจักรสหพัฒน์มาตลอด แต่ก็ยกบริษัทที่ทำกำไรได้ให้กับลูกน้องและคนที่ร่วมบุกเบิกมาด้วยกัน ส่วนคนในครอบครัวแทบจะไม่มีอะไรเลย คือไม่ได้เอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง”
           ขณะที่สมใจพูดถึงบุณยสิทธิ์ว่า “เสี่ยเป็นคนติดดินและใช้ชีวิตเยี่ยงคนธรรมดาคนหนึ่ง ลูกน้องบางคนอาจจะมีชีวิตที่หรูหรากว่าเสียอีก เพราะทุกวันนี้เสี่ยอยู่ทาวน์เฮ้าส์ 3 คูหาแค่นั้นเอง”
           เพราะความศรัทธานี่เอง สมใจจึงเก็บเล็กผสมน้อยเรื่องราวทุกอย่างที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับบุณยสิทธิ์ตลอด 20 ปีที่เธอได้รู้จัก จนเมื่อเขาอายุได้ 70 ปี สมใจก็ขออนุญาตบุณยสิทธิ์เพื่อทำหนังสืออัตชีวประวัติของเขาขึ้นมา แต่เขากลับบอกอย่างเกรงใจว่าตนเองอาวุโสไม่พอ ไม่ได้มีทฤษฎีอะไรที่เป็นวิชาการ เพราะเรียนจบแค่มัธยม 6 เท่านั้น จึงไม่น่าสนใจพอที่จะมีใครเขียนถึง
           นั่นคือความอ่อนน้อมถ่อมตนอันเป็นคุณสมบัติของเขา ที่สร้างอาณาจักรของสหพัฒน์ซึ่งยังเติบโตไม่หยุดยั้งจากรุ่นพ่อ โดยปัจจุบันมีบริษัทในเครือ 300 บริษัท มีสินค้าหลากหลายกว่า 3 หมื่นรายการ จาก 1 พันแบรนด์ที่จำหน่ายในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศ ขณะที่อีกหลายคนที่ชีวิตนี้ยังแทบจะไม่เคยพบเจอกับคำว่า “ความสำเร็จ” กลับลุกขึ้นมาเขียนเรื่องราวของตัวเองกันเต็มแผงหนังสือ
           


           จนเมื่อบุณยสิทธิ์อายุ 72 ปี เขาจึงตกลงใจยอมให้สมใจเขียนเรื่องราวของเขา ที่ตั้งใจถ่ายทอดประสบการณ์ให้แก่เธอ ด้วยเหตุผลว่า “เกรงใจ” จึงกลายเป็นที่มาของการใช้ชื่อ “Untold Story”
           
    ตัวหนังสือกว่า 500 หน้านั้น บอกเล่าถึงปรัชญาการใช้ชีวิตที่มีความอดทน ทำงานหนัก ถ่อมตน ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หลักการบริหารจัดการและการวางกลยุทธ์ธุรกิจที่ลุ่มลึก ด้วยการใช้ความเล็กสยบคู่แข่งยักษ์ใหญ่ ผ่านกรณีศึกษาของบุคคลวัย 72 ปี ผู้เป็นตำนานการค้า ผู้สร้างธุรกิจจากเอสเอ็มอี สู่อาณาจักรแสนล้าน
           การทำธุรกิจทุกวันนี้ อยู่ท่ามกลางกระแสการค้าในยุคโลกไร้พรมแดน บทเรียนการค้าและปรัชญาตะวันออกจากเครือสหพัฒน์ แม้จะผ่านวันเวลามากว่า 67 ปี จากพ่อสู่ลูก จะได้เห็นความยืดหยุ่นของเครือสหพัฒน์ ที่เป็นดั่งต้นไผ่ แปรเปลี่ยนพลิกแพลงตามสถานการณ์ หยิบยืมพลังจากสิ่งแวดล้อมมาใช้ให้เป็นประโยชน์
           ขอยกตัวอย่างปรัชญาคำสอนและวิธีคิดของบุณยสิทธิ์ สัก 2 – 3 เรื่องที่ตีพิมพ์ในหนังสือเล่มนี้
           

           ** “ การที่คนเราจะทำงานให้ลุล่วงสำเร็จไปได้ อดทนต่องานหนักอย่างเดียวไม่พอ เพราะการอดทนกับงานนั้นรวมถึงการที่จะต้องวิ่งเข้าหางานยาก ๆ มาทำให้เกิดความเก่ง ความชำนาญ งานที่ยาก ๆ นั้นต้องอดทนกับการเหนื่อยกาย แต่ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสทำผิด เมื่อทำผิดเราก็ต้องตำหนิ ดังนั้นความอดทนต่อการถูกตำหนิดูถูกจากผู้อื่นก็กลายเป็นความจำเป็นขึ้นมาอีกประการหนึ่ง บางครั้งเพื่อเรียนรู้งาน ต้องอดทนให้คนเอาเปรียบ แล้วเราก็พบว่าความอดทนดังกล่าวนั้น ทำให้ได้เรียนรู้อะไรมากมายที่กลายมาเป็นประโยชน์กับการทำงานในช่วงหลังของชีวิต” (หน้า 113 )
           ** บุณยสิทธิ์พูดถึงกลยุทธ์ในการสร้างโรงงานและยุทธวิธีในการสู้รบของสหพัฒน์ในครั้งนั้น ซึ่งบทบาทนี้ดูจะเด่นชัดมากสำหรับเขา ..การรู้จักอดทนและรอเวลาในการทำการใหญ่ มุ่งทำงานจากเล็กเพื่อป้องกันความเสี่ยง ดูจะเป็นศาสตร์ตะวันออกที่โดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ ที่เรียนจบตำราจากโลกตะวันตก
           “นักอุตสาหกรรม? …. ยังไม่ใช่นะ ยังไม่ถึงขั้นนักอุตสาหกรรม แต่ฉันจะดูว่าเมืองไทยยังขาดอะไร แล้วก็ดูว่าญี่ปุ่นเขาพัฒนายังไง เขาไม่มีอะไรเขาก็ทำขึ้นมาได้ ทำเล็ก ๆ ขึ้นมา ฉันก็คิดว่า ญี่ปุ่นเขาก็ไม่มีเงินก็ทำอะไรขึ้นมาได้ เราก็ต้องทำได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นของเราเนี่ยพยายามจะทำจากเล็ก ๆ ขึ้นมา...” (หน้า122)
           ** “ผมฝันไม่เหมือนเด็กคนอื่นๆ เด็กคนอื่นฝันอยากเป็นนักธุรกิจ เป็นทหาร ตำรวจ แต่ผมฝันเป็นอะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นหนึ่ง” คำพูดที่แฝงแนวปรัญชานี้เอง จึงกลายมาเป็นชื่อหนังสือเล่มนี้ และน่าที่จะเป็นแบบอย่างให้คนรุ่นหลังได้ยึดถือว่า คนเราควรมีความฝันและต้องทำให้คามฝันเป็นจริงให้ได้ ”
           **กับชีวิตที่สมถะของบุณยสิทธิ์ เพราะตลอดชีวิตจนถึงวัยเลย 70 ปีนั้น อีซูซืMU7 คือรถยนต์คันแรกที่เป็นสมบัติส่วนตัว และเพิ่งมีเมื่ออายุ 69 ปี หลังจากเริ่มคิดจะวางมือและค่อย ๆ ก้าวถอยให้คนที่มีความสามารถได้เข้ามาบริหารเครือสหพัฒน์ในส่วนงานต่าง ๆ ต่อจากเขา ( หน้า 348 )
           ** การให้ความสนใจกับคอมพิวเตอร์และไอที เป็นวิสัยทัศน์ของเสี่ยอย่างแท้จริง เพราะมันทำให้อาณาจักรธุรกิจ ไอ.ซี.ซี. ที่ต้องบริหารสินค้าหลายร้อยผลิตภัณฑ์ แตกแขนงแยกย่อยกว่า 1,000,000 รายการ ง่ายขึ้นในการจัดการ ทั้งฝั่งงานขายและฝั่งโรงงาน รวมทั้งระบบโลจิสติกของเครือด้วย ( หน้า 340)
           

           ใครสนใจก็หาซื้อกันได้ในราคาปกอ่อน 320 บาท และปกแข็ง 500 บาท โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือ ส่วนหนึ่งจะนำไปใช้เป็นทุนจัดตั้ง “มูลนิธิสัมมาชีพ” ซึ่งมี สมใจ และผู้ทรงคุณวุฒิอีกจำนวนมาก ได้ร่วมกันก่อตั้งขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อนำธรรมะเข้าสู่คนทุกสาขาอาชีพ และสร้างนักธุรกิจไทยให้เป็นผู้บริหารเพื่อสังคม อย่างน้อยเงินที่ทุกคนซื้อหนังสือเล่มนี้ นอกจากผู้อ่านจะได้เกิดปัญญาขึ้นแล้ว ยังสามารถช่วยสังคมได้อีกด้วย
    August 19

    ช่องผ่านแดนทางจันทบุรี

    2 จุดผ่านแดนถาวร เมืองจันท์
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 สิงหาคม 2552 13:21 น.
    ด่านถาวรบ้านแหลม
           จันทบุรี หนึ่งในจังหวัดชายแดนภาคตะวันออก มีอาณาเขตด้านทิศตะวันออกติดต่อกับกัมพูชา เป็นระยะทางประมาณ 96 กิโลเมตร ในพื้นที่ อ.สอยดาวและ อ.โป่งน้ำร้อน มีพื้นที่ติดกับจังหวัดพระตะบองและกรุงไพลินของกัมพูชา แนวพรมแดนส่วนใหญ่เป็นคลองลำห้วยและสันปันน้ำของทิวเขาบรรทัด
           
           ด้วยเหตุนี้ทำให้ชายแดนเมืองจันทบุรีเขตของอ.โป่งน้ำร้อน จัดได้ว่ามีความสำคัญในด้านเศรษฐกิจนำเงินเข้าสู่จังหวัดได้ไม่น้อยเนื่องจากที่ ตลาดการค้าชายแดนที่เป็นจุดผ่านแดนถาวรทั้งอยู่ถึง 2 ด้วยกัน ที่แรกคือ "ตลาดการค้าชายแดน ไทย-กัมพูชา ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องผักกาด-ช่องพรม" ตั้งอยู่ที่บ้านคลองใหญ่ หมู่ 4 ต.คลองใหญ่ อ.โป่งน้ำร้อน อยู่ตรงข้ามกับบ้านโอร์สะกรอม กรุงไพลิน เป็นเส้นทางในการลำเลียงสินค้าและส่งออกนำเข้าที่สำคัญ นอกจากนี้ทางฟากกัมพูชายังมีบ่อนกาสิโน 3 บ่อน ทำให้มีคนไทยจำนวนหนึ่งนิยมข้ามไปเล่นการพนัน
           
           ช่องผักกาด เป็นตลาดที่จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นจุดผ่อนปรนที่อนุญาตให้เฉพาะชาวไทยเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวได้ระหว่างเวลา 07.00 - 16.00 น. จุดผ่านแดนแห่งนี้ มีระยะทางห่างจากกรุงไพลินเพียง 17 กิโลเมตร ซึ่งใกล้กว่าจุดผ่านแดนอื่นๆ ใช้เวลาในการเดินทางถึงกันเพียงครึ่งชั่วโมง
           
           ที่นี่ในอนาคตคาดว่าจุดผ่านแดนถาวรช่องผักกาดแห่งนี้ จะเป็นตลาดศูนย์รวมสินค้าจากทั้งสองประเทศที่มีขนาดใหญ่ เพราะปัจจุบันได้มีการทำถนนลาดยางสายจุดผ่อนปรนบ้านผักกาด หมู่ที่ 4 จากทางหลวงหมายเลข 3193 สู่ชายแดน ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ตัวตลาดเดิมมีลักษณะเป็นห้องแถวไม้ชั้นเดียวปลูกเรียงกัน แต่ล่าสุดได้มีภาคเอกชนของจันทบุรีสร้างตลาดเป็นอาคารคอนกรีตถาวรเพื่อให้มั่นคงถาวรมากยิ่งขึ้น
           
           จากตลาดช่องผักกาดมาอีกประมาณ 20 กิโลเมตร ก็จะถึงอีกหนึ่งเป้าหมายคือ "จุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม หรือ ตลาดชายแดนไทย-กัมพูชา บ้านแหลม" ตั้งอยู่ที่บ้านแหลม หมู่ 4 ต.เทพนิมิต ห่างจากอ.โป่งน้ำร้อน 46 กิโลเมตร อยู่ตรงข้ามกับบ้านกร็อมเรียง อ.กร็อมเรียง จังหวัดพระตะบอง เป็นจุดส่งออกสินค้าจากไทยไปกัมพูชาที่สำคัญอีกเส้นทางหนึ่ง นอกจากนี้ที่บ้านกร็อมเรียงยังมีบ่อนกาสิโนอยู่ 1 บ่อน มีคนไทยข้ามแดนไปเล่นการพนันกันพอสมควร
           
           การข้ามแดนอนุญาตเฉพาะผู้ที่อยู่ในจังหวัดจันทบุรีเท่านั้น ระหว่างเวลา 07.00-20.00 ตลาดที่นี่มีขนาดใหญ่กว่าที่ช่องผักกาด และมีผู้คนเดินกันขวักไขว่คึกคัก นอกจากเป็นตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภค บริโภคแล้ว ยังเป็นตลาดแรงงานที่มักมีชาวกัมพูชาเข้ามาหางานทำจากนายจ้างชาวไทยผลัดเปลี่ยนทุกวัน
           
           และนอกจากจุดผ่านแดนถาวรแล้วยังมีจุดผ่อนปรนอีก 3 แห่งได้แก่ จุดผ่อนปรนบ้านบึงชะนังล่าง ต.เทพนิมิต อ.โป่งน้ำร้อน อยู่ตรงข้ามกับบ้านสวายเวง อ.กร็อมเรียง จังหวัดพระตะบอง จุดผ่อนปรนนี้ไม่ได้จุดทำการค้า แต่เปิดเพื่อให้แรงงานเขมรสามารถข้ามรับจ้างทำงานในไทยแบบเช้าไปเย็นกลับได้ เนื่องจากชาวบ้านแถบบึงชะนังล่างของไทยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม จึงมีความต้องการแรงงานสำหรับทำไร่นา
           
           จุดผ่อนปรนบ้านซับตารี ต.ทุ่งขนาน อ.สอยดาว อยู่ตรงข้ามกับบ้านโอร์ลำดวน อ.พนมปรึก จังหวดพระตะบอง เป็นจุดผ่อนปรนที่มีขนาดใหญ่และเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญอีกเส้นทางหนึ่ง
           
           จุดผ่อนปรนบ้านสวนส้ม ต.สะตอน อ.สอยดาว อยู่ตรงข้ามกับบ้านสังกะสี อ.พนมปรึก จังหวัดพระตะบอง จุดผ่อนปรนไม่ใช่เส้นทางขนส่งสินค้า แต่เปิดเพื่อให้ประชาชนกัมพูชาสามารถเข้าออกซื้อสินค้าที่จำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวันได้

    การศึกษา = ม.มส.

    เปิดมุมมอง...ประวิต เอราวรรณ์ ทำไม มมส.จึงเป็นเบอร์ 1 ศึกษาศาสตร์
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 สิงหาคม 2552 08:25 น.
    รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์
           รายงานพิเศษ โดย...กองทรัพย์ ชาตินาเสียว
           

           ภายหลังสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เปิดเผยผลการประเมินคุณภาพการจัดการศึกษาของคณะครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ 57 สถาบันอุดมศึกษารอบสองว่า มีเพียงคณะศึกษาศาสตร์ ม.มหาสารคาม (มมส.) แห่งเดียวเท่านั้นที่ผ่านการประเมินในระดับดีมาก ภาพของ “ตักสิลา” ที่พึ่งทางการศึกษาของชาวอีสานเริ่มฉายแววเด่นชัดมากขึ้น เพราะนิสิตส่วนใหญ่ของ มมส.เป็นเด็กอีสาน และเป้าหมายก็เพื่อเป็นครูให้เด็กอีสาน
           
           
  • ผ่าแผนเคี่ยวคุณภาพ
           

           รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ ม.มหาสารคาม ให้ข้อมูลว่า ความสำเร็จของคณะเกิดขึ้นจากการเล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในองค์กร นั่นก็คือ มุ่งเน้นไปที่การเรียนการสอนแต่ไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องของ “งานวิจัย” ดังนั้น จึงได้ตัดสินใจลุกขึ้นมาการปฏิรูปองค์กรใหม่ โดยใช้แนวทางการบริหารจัดการคุณภาพเทียบเคียงจากเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (TQA) ของสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติเพื่อปรับระบบการบริหารจัดการภายในองค์กร วิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาสและอุปสรรคเพื่อวางยุทธศาสตร์และยกระดับคุณภาพการศึกษา
           
           “เราพบว่าตัวเองมีจุดอ่อนมากกว่าจุดแข็ง คือ เน้นการเรียนการสอนแต่ไม่มีงานวิจัย และเพราะเป็นคณะเก่าแก่การบริหารงานจึงไม่คล่องตัว แต่โชคดีที่มมส.มีศิษย์เก่าซึ่งเป็นครูในพื้นที่ภาคอีสานจำนวนมาก ที่ต้องการเรียนต่อในระดับปริญญาโท จากตรงนี้เราจึงปรับหลักสูตรให้สอดรับกับการพัฒนางานครูในโรงเรียน เน้นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้นิสิตสามารถแก้ปัญหาและพัฒนางานในหน้าที่ได้”
           
           รศ.ดร.ประวิต เปิดเผยถึงกระบวนการขับเคี่ยวสู่มาตรฐานดีมาก ว่า ในปี 2549 ได้เริ่มปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ โดยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการสอน ทำงานวิจัย และให้บริการทางวิชาการได้ ลดเงื่อนไขของระบบเดิมลง จากนั้นในปี 2550 เน้นการสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานภายนอก อาทิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาล และเขตพื้นที่การศึกษาที่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และปี 2551 เน้นการพัฒนาเชิงวิชาการให้เข้มแข็ง เสริมทัพด้วยการส่งอาจารย์และนิสิตปริญญาเอกไปฝึกอบรมในต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมในเวทีระดับนานาชาติ เพื่อหวังสร้างเครือข่ายในระดับสากล
           
           “ปีล่าสุด 2552 เราลงลึกคุณภาพ โดยจะเน้นสร้าง Excellent Center วางศูนย์ความเป็นเลิศ 5 ศูนย์ คือ ศูนย์จิตปัญญาศึกษา ศูนย์วิจัยเด็กพิเศษออทิสติก ศูนย์วิจัยเด็กปฐมวัย ศูนย์วิจัยด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา และเรื่องศูนย์วิจัยและการให้บริการด้านจิตวิทยา ใน มมส.” รศ.ดร.ประวิต ให้ภาพ
           
           การยอมรับในจุดอ่อนและปรับโครงสร้างภายใน ทำให้ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปีเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นตามลำดับ ซึ่ง รศ.ดร.ประวิต ให้ข้อมูลว่า คณะศึกษาศาสตร์ มมส.สามารถผลิตครูได้ตามสัดส่วนที่ต้องการทั้งในระบบราชการและเอกชน โดยนิสิตปริญญาตรีซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 45 ของจำนวนนิสิตศึกษาศาสตร์ทั้งหมดมีงานทำมากกว่าร้อยละ 85 ซึ่งร้อยละ 55 ที่เป็นนิสิตปริญญาโท ไม่มีปัญหาเรื่องการหางานทำเพราะส่วนใหญ่เป็นครูอาจารย์ในพื้นที่อยู่แล้ว เพราะร้อยละ 80 ของนิสิตใน มมส.เป็นเด็กอีสาน
            
           
           
  • ศูนย์กลางการศึกษาแห่งลุ่มน้ำโขง
           
           รศ.ดร.ประวิต กล่าวว่า เป้าหมายใหม่นับจากนี้นอกจากภารกิจเดิมแล้ว คณะยังตั้งพันธกิจด้วยว่าจะเป็นที่พึ่งด้านวิชาการให้กับโรงเรียนและสถานศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่การเรียนการสอนในระดับปริญญาโทจะยกระดับหลักสูตรให้เป็นไอทีมากขึ้น
           
           นอกจากนี้ ทางคณะยังต้องการเชื่อมโยงความเป็นครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์กับระดับสากลมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งขณะนี้สำเร็จแล้วเกินกว่าครึ่ง เพราะ มมส.ทำหน้าที่ผลิตครูให้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ส.ป.ป.ลาว มาแล้วหลายรุ่น
           
           “มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวส่งอาจารย์มาเรียนกับเรา เพื่อเปิดหลักสูตรใน ม.แห่งชาติลาว ศิษย์เก่าดีเด่นของก็เป็นครูอยู่ทั้งที่หลวงพระบาง และเวียงจันทน์ ก็หลายคน”
           
           รศ.ดร.ประวิต ให้มุมมองทิ้งท้ายเรื่องการพัฒนาครูของวงการการศึกษาไทยว่า ดูเหมือนว่าไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูพันธุ์ใหม่เป็นเรื่องหลัก จนอาจลืมเรื่องสำคัญคือการพัฒนาครูประจำการ ที่ถือเป็นร้อยละ 95 ที่ยังทำงานในโรงเรียน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ยังต้องประเมินคุณภาพงานทุกๆ 2-3 ปีเพื่อรักษาระดับคุณภาพ หากพบมาตรฐานตกลงก็ต้องลดค่าวิทยฐานะ
           
  • ม.ล. วรรณวิภา จรูญโรจน์

     รายการ “คนในข่าว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี-ทีวีของประชาชน ช่วงเวลา 20.30-21.30 น. วันที่ 18 สิงหาคม 2552 โดยมีนายเติมศักดิ์ จารุปราณ เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งได้รับเกียรติจาก ม.ล.วรรณวิภา จรูญโรจน์ ผู้เชียวชาญจากนักวิจัยสถาบันไทยคดีศึกษา และ นายประกาสิทธิ์ แก้วมงคล ผู้ช่วยนักวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา พร้อมด้วยนายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ มาร่วมพูดคุยถึงท่าทีของรัฐบาลและ รมว.ต่างประเทศ กรณีเขาวิหาร
           
           ม.ล.วรรณวิภา กล่าวว่า นายกษิต ภิรมณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปลี่ยนไป เมื่อก่อนเคยคัดคานแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา อย่างสุดตัว แต่พอเป็น รมว.ต่างประเทศ กลับไม่คัดค้านแถลงการณ์นี้ มิหนำซ้ำมาออกรายการคนในข่าว เมื่อวันอังคาร ที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่า พวกรักชาติบางคนและสื่อ ประโคมข่าว ไทยเสียดินแดนไปแล้ว แล้วนายกษิต ออกมายืนยันว่า ไทยยังไม่เสียดินแดน มีประเด็นที่น่าจับตามองจากการให้สัมภาษณ์ ที่ว่า “ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางบก ติดอยู่ที่ชื่อเขาพระวิหารที่ยังตกลงกันไม่ได้” ซึ่งกัมพูชาจะให้ใช้คำว่า “พระวิเฮีย” แต่ไทยอยากให้ใช้คำว่า “พระวิหาร” มีนัยยะสำคัญแอบแฝง คือ ข้อตกลงใช้ชื่อเรียกที่ทั้งสองฝ่ายขัดแย้งกัน ต่อมามีการประนีประนอม ตกลงให้เรียกพื้นที่ตรงนี้ ว่า พื้นที่ระหว่างภูมะเขือ กับช่องตาเฒ่า ตรงนี้เป็นการหมกเม็ด เพราะพื้นที่ระหว่างภูมะเขือกับ ช่องตาเฒ่า ขนาด 4.6 ตร.กิโลเมตร เป็นหัวใจสำคัญที่กัมพูชาต้องการอยากได้เป็นพื้นที่กันชน เพราะหากไม่มีพื้นที่ดังกล่าว กัมพูชา จะไม่สามารถไปขอจดทะเบียนเขาวิหารได้
           
           “พ.ศ. 2546 มีมติครม. ให้ไทย-กัมพูชาร่วมกันพัฒนาพื้นที่ 4.6 ตร.กิโลเมตร แต่ปรากฏว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2548-2549 กัมพูชาพยายามขึ้นทะเบียนเขาวิหารเป็นมรดกโลก และขอจดทะเบียนแต่เพียงผู้เดียว กระนั้นรัฐบาลไทยนอกจากจะนิ่งเฉยแล้วกลับมีทีท่าสนับสนุน จนถึงปัจจุบัน พ.ศ. 2552 ก็ยังพยายามพัฒนาพื้นที่ 4.6 ตร.กิโลเมตรตรงนี้ร่วมกัน ด้วยเหตุนี้รัฐบาลประชาธิปัตย์ จึงไม่ต่างอะไรจากรัฐบาลยุค สมชาย วงสวัสดิ์” ม.ล.วรรณวิภา กล่าว
           
           ม.ล.วรรณวิภา กล่าวถึงสาเหตุที่ไม่ไว้วางใน ก.ต่างประเทศ เพราะพยายามยึดเอาข้อมูลของนักวิชาการที่ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ของประเทศเป็นข้อมูลหลัก โดยไม่ศึกษาข้อมูล และฟังข้อท้วงติงคนอื่นๆเลย แล้วมายืนยันว่า 1.เขาวิหารเสียให้กัมพูชาไปแล้ว 2.พื้นที่ 4.6 ตร.กิโลเมตร เป็นพื้นที่ทับซ้อน อย่างนี้เป็นการทำลายประเทศอย่างยิ่ง อีกอย่างหลังการทำประชาพิจารระหว่างไทย-กัมพูชาเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2552 ต่อมา ก.ต่างประเทศ ขอเลื่อนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนออกไปก่อน ทั้งๆที่การทำประชาพิจารความคิดเห็นนั้นเกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นหากทำงานโปร่งใสจริง ทำไมถึงปล่อยให้มีการเลื่อนแถลงข้อเท็จจริงต่อประชาชน
           
           “การปฏิบัติของ ก.ต่างประเทศ ที่ยกพื้นที่ 4.6 ตร.กิโลเมตร ให้กัมพูชา และถอนกำลังทหารออกจากเขาวิหาร จะทำให้พื้นที่ดูสงบ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอยู่ในข้อตกที่จะให้กัมพูชาไปขอจดทะเบียนเขาวิหารเป็นมรดกโลกได้ ดังนั้นหากในเดือน ต.ค. 2552 สภาเอาร่างข้องตกลงนี้เข้าสู่ที่ประชุม ทุกอย่างจะจบเสมือนไทยยินยอมโดยปริยาย แล้วในกุมภาพันธ์ ปีหน้า ยูเนสโก ก็จะจดทะเบียนปราสาทเขาวิหารให้กัมพูชาได้อย่างสมบูรณ์” ม.ล.วรรณวิภา กล่าว
           
           ม.ล.วรรณวิภา กล่าวว่าอยากเรียกร้องให้ 1.ไทยควรยุติการพัฒนาพื้นที่ 4.6 ต.ร.กิโลเมตร ไม่เข้าไปร่วมกับกัมพูชา 2.บนพื้นที่ 4.6 ตร.กิโลเมตร โดยเฉพาะที่วัด ทหารต้องอยู่ในพื้นที่ และไม่ยินยอมให้ใครใช้พื้นที่ถนนที่กัมพูชาสร้างล้ำเข้ามาในพื้นที่ของไทย 3.ให้รัฐบาล และนายกษิต กลับใจ เพื่อพิสูจน์ศักดิ์ศรี ว่า ยังพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติอยู่ และ 4.อยากให้ ส.ส. และ ส.ว. รู้เท่าทันเรื่องนี้
           
           “คณะผู้ติดตามกรณีปราสาทเขาวิหารพร้อมด้วยคณะอนุกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนฯ ร่วมกันจัดเสวนา เรื่อง “แผ่นดินเขาวิหาร 4.6 ตร.กิโลเมตร บทพิสูจน์ศักดิ์ศรีและอธิปไตยของไทย” ในวันที่ 25 สิงหาคม ที่รัฐสภา ตั้งแต่เวลา 08.30-15.00 น.” มล.วรรณวิภา กล่าว
           
           นายประกาสิทธิ์ กล่าวว่า ข้อกล่าวหาของประชาชน ที่บอกว่า ก.ต่างประเทศไม่พิทักษ์ปกป้องแผนดินไทย 4.6 ตร.กิโลเมตรบริเวณเขาวิหาร ไม่ใช่การกล่าวหาเลื่อนลอย เพราะเขาได้พิสูจน์แล้ว ด้วยเหตุผลตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2551 รัฐบาล นายสมชาย เลือกที่จะใช้ข้อมูลของนักวิชาการที่ไม่รักษาผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก เอานักวิชาการ อ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ และ รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ออกมาให้ข้อต่อประชาชน แต่เป็นข้อมูลที่ผิดพลาด คลาดเคลื่อน
           
           ยกตัวอย่างให้เห็น รศ.ดร.สุรชาติ พูดในหลายเวทีอยู่บ่อยๆ ว่า การที่ศาลโลกพิพากษาให้เขาวิหารเป็นของกัมพูชา ไม่ใช่แค่เฉพาะตัวเขาวิหาร แต่รวมถึงพื้นที่โดยรอบด้วย แท้ที่จริงมติครม. ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ที่มีการกั้นรั้วลวดหนาม แล้วระบุว่า เป็นการทำเขตบริเวณเขาวิหาร ต่อมาไม่รู้ว่าเกิดการเข้าใจผิดหรือจงใจ ทำให้เส้นดังกล่าวกลายเป็นเขตแดน แล้ว ก.ต่างประเทศ ก็ใช้ข้อมูลที่ผิดนั้นมาตลอด นอกจากนี้ยังไม่เคยพูดถึงการขึ้นทะเบียนเขาวิหาร ว่า ในการขึ้นทะเบียนครั้งแรกของกัมพูชา บอกว่าไม่รุกล้ำเข้าไทย ตามที่ครม. สมัยจอมพลสฤษดิ์ กำหนด แต่ไม่พูดถึงโซนที่ 3 ซึ่งระบุในแถลงการณ์ร่วม ที่จะต้องอยู่ในแผนการบริหารของกัมพูชา ซึ่งบริเวณนั้นรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ไทยแล้ว
           
           นายประกาสิทธิ์ กล่าวถึง อ.อัครพงษ์ ที่อ้างพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ รัชการที่ 5 ทรงลงพระนามสัตยาบัน มีผลทำให้เขาวิหาร ตกเป็นของกัมพูชา เป็นหารให้ร้ายพระองค์ท่าน เพราะที่จริงแล้วสนธิสัญญานั้น ผู้ที่ลงนามคือ สมเด็จกรมพระยากรมพระยาเทววงศ์วโรปการ ซึ่งเทียบในสมัยนี้ก็คือตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ นอกจากนั้นยังบอกว่าแผนที่ ANEXONE รัชการที่ 5 ยอมรับไปแล้ว ซึ่งข้อเท็จจริง แผนที่ฉบับดังกล่าวยังไม่เกิดเลย เพราะแผนที่นี้เพิ่งจะพิมพ์ขึ้นเมื่อปี 1908
           
           นายเทพมนตรี กล่าวเสริม ว่า อ.อัครพงษ์ เคยพูดในรายการผ่านช่องเนชั่น ว่า รัชการที่ 5 ทรงรับรู้แผน ANEXONE ซึ่งที่จริง รัชการที่ 5 ไม่ได้รู้เรื่องแผนที่นี้ เพราะแผนที่ดังกล่าว ถูกส่งมาในสมัยรัชการที่ 6
           
           “การให้ข้อมูลของ ก.ต่างประเทศ ยังมีลักษณะเหมือนเดิม คือ ให้ข้อมูลที่ผิด สับสน ตอนนี้ประชาชนกำลังถูกหล่อหลอมโดยข้อมูลที่ผิด ให้เข้าใจในทางที่ผิด เพื่อให้เกิดความชอบธรรม ที่จะไปยกพื้นที่ 4.6 ตร.กิโลเมตร ให้กัมพูชา” นายประกาสิทธิ์ กล่าว
           
           นายประกาสิทธิ์ กล่าวว่า การเจรจาเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ต้องใช้แผนที่สองฉบับประกอบกัน คือ ตั้งแต่ชายทะเล จ.ตราด จนถึงช่องสะงำ จ. ศรีษะเกษ ต้องใช้สนธิสัญญา ค.ศ. 1907 แต่ช่วง ช่องสะงำจนถึงช่องบก จ.อุบลราชธานี ตรงนี้ต้องใช้ สนธิสัญญา ค.ศ.1904 อย่างไรก็ตามการกำหนดเขตแดนนี้มันมีปัญหาอยู่ตรงที่ ก.ต่างประเทศ ดันไปเอาแผนที่ อื่นที่ไม่ใช่ สนธิสัญญา ค.ศ.1907 และสนธิสัญญา ค.ศ.1904 เข้ามาร่วมด้วย
           
           “ประชาชนต้องเปิดใจยอมรับข้อมูล ที่เครือขายต่างๆ ลุกขึ้นโต้แย้งรัฐบาล โดยให้ดูว่าการโต้แย้งนั้นนำไปสู่ผลประโยชน์ของชาติหรือไม่ หรือจะให้คิดว่าเราเสียดินแดนไปแล้ว ส่วนกรณีที่ ก.ต่างประเทศ บอกว่ายุคนี้ไม่สามารถที่จะใช้กำลังทหารไปสู้รบเพื่อรักษาดินแดน ตรงนี้เป็นการปัดความรับผิดชอบ ยอมจำนน ไม่สามารถที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศ” นายประกาสิทธิ์ กล่าว
           
           นายเทพมนตรี กล่าวว่า สำนักราชเลขา สงสัยการกระทำกระทรวงการต่างประเทศ มาตั้งแต่วันที่ 21 มิ.ย. 2551 ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีการประชุมเรื่องมรดกโลก แต่เอกสารที่ส่งถึงสำนักราชเลขา ในข้อ 6.3 บอกว่า ไทย-กัมพูชา จะร่วมจัดทำแผนบริหารพื้นที่โดยรอบเขาวิหารทั้งหมด โดยต้องเสนอต่อ ศูนย์มรดกโลกในวันที่ 1 ก.พ. 2553 ตรงนี้แสดงว่า ก.ต่างประเทศ รู้แต่แรกแล้วว่า กัมพูชาต้องได้จดจดทะเบียนเขาวิหารเป็นมรดกโลก ดังนั้นการกระทำของไทยเหมือนการเอาพื้นที่ 4.6 ตร.กิโลเมตรไปประเคนให้เขาถึงที่ อย่างไรก็ตามการกระทำในครั้งนั้นของ นายนพดล ปัมทะ สมัยเป็น รมว.ต่างประเทศ นายกษิต เองยังบอกว่า เอกสารนั้นไม่ถูกต้อง แต่ตอนนี้ท่านมาเป็นรมว.ต่างประเทศ แล้วก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข
           
           “การที่นายนพดล เซ็นแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชา เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2551 แม้ศาลรัฐธรรมนูญไทยจะพิจารณาตัดสินให้แถลงการณ์ร่วมนี้ใช้ไม่ได้ แต่รัฐบาลยังมีท่าทียอมรับ ในข้อตกลงนั้นอยู่” นายเทพมนตรี กล่าว
           
           นายเทพมนตรี กล่าวถึงหนังสือของนายพพดล “ผมไม่ได้ขายชาติ” มีข้อผิดสังเกตุ คือ เรื่องเขตแดนที่ไปเชื่อข้าราชกระทรวงการต่างประเทศที่เข้าใจผิดมาตลอด โดยที่แรกตนเชื่อว่านายนพดลคงเข้าใจผิดโดยบริสุทธิ์ใจ แต่พอมาดูหนังสือของเขา เขาดูก่อนการปักปันต้องบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อนร่วม ทำให้ตนเข้าใจไปได้ว่า นายนพดลไปตกลงกับ ซก อาน ที่ปารีส ตั้งแต่ 22 พ.ค.2551 ก่อนที่จะมีแถลงการณ์ร่วมวันที่ 18 มิ.ย. 2551
           
           อย่างไรก็ตามแถลงการณ์ร่วมที่ นายนพดล เซ็น แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยไม่ให้มีผลบังคับ ตอนนี้แถลงการณ์ดังกล่าวถูกเปลี่ยนมาเป็นมติคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 32 เพื่อบังคับให้ประเทศภาคีปฏิบัติตาม ซึ่งเราก็อยู่ในประเทศภาคีด้วย ดังนั้นแม้เราจะยกเลิกแถลงการณ์ก็ไม่มีผลแล้ว
           
           นายเทพมนตรี กล่าวว่า มติคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 33 ทำให้ไทยต้องผูกพันที่จะต้องส่งแถลงการณ์ข้อตกลงกรณีเขาวิหาร อย่างไรก็ตามเรายังทัน ที่จะระงับไม่ให้ กัมพูชา ได้จดทะเบียนเขาวิหารเป็นมรดกโลก คือ ยื้อเวลากรอบเจรจา หรือข้อตกลงที่จะผ่านสภา และตรึงกำลังทหารบนเขาวิหารเอาไว้ ถ้าทำได้อย่างนี้พอถึง 1 ก.พ. 53 เขมรจะยังไม่ได้ข้อยุติจากไทย ซึ่งจะทำให้ขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกไม่ได้ เพราะติดเงื่อนไขสัญญามรดกโลก เหตุยังไม่ได้รับข้อตกลงจากไทย ประกอบกับพื้นที่เขาวิหารยังเป็นมรดกโลกที่อันตราย

    ม.ล. วรรณวิภา
    August 18

    "ระบายฝัน สร้างพลังใจให้เด็กพิการ-ด้อยโอกาส"

    เวทีระบายฝัน สร้างพลังใจให้ ‘เด็กพิการ-ด้อยโอกาส’
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 สิงหาคม 2552 14:05 น.
    น้องผักกาด (บน)-น้องหนู (ล่าง)
           หากการให้ (โอกาส) เป็นสิ่งสำคัญมากกว่าให้ (สิ่งของ) จึงทำให้ทางมูลนิธิสร้างเสริมไทย จัดกิจกรรมโครงการ "การ์ดนี้เพื่อน้อง" ครั้งที่ 7 ขึ้น เพื่อเป็นพื้นที่ และเวทีให้กับเด็กพิการ และเด็กด้อยโอกาส ได้แสดงความสามารถในงานศิลปะ โดยมีความหวังว่า การให้พื้นที่ในการสร้างสรรค์ผลงานภาพดังกล่าว จะสร้างความภูมิใจ และสร้างคุณค่าในตัวเด็กให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
           
           กับโครงการนี้ "คุณแจ๊ค มินทร์ อิงค์ธเนศ" ประธานมูลนิธิสร้างเสริมไทย บอกเล่าประกายความคิดให้ฟังว่า ทางมูลนิธิฯ ได้เล็งเห็นความเป็นสังคมเมืองที่มีทั้งคนกลุ่มเล็ก และกลุ่มใหญ่ โดยเฉพาะคนกลุ่มเล็กมักจะขาดพื้นที่ และโอกาสในแสดงความเป็นตัวตนของตัวเอง โดยเฉพาะเด็กพิการ และเด็กด้อยโอกาส ดังนั้นกิจกรรม “การ์ดนี้เพื่อน้อง” ที่จัดขึ้นเป็นปีที่ 7 จะเป็นเวทีให้เด็ก ได้แสดงความสามารถ เพื่อสร้างกำลังใจ และเกิดความภาคภูมิใจ รวมไปถึงรู้จักคุณค่าของตัวเอง
           
           “การให้พื้นที่กับเด็กตรงนี้ จะช่วยให้เด็กรู้จักคุณค่าข้างใน และปลดปล่อยมันออกมาผ่านการวาดภาพ ซึ่งผมเชื่อว่า ทุกคนมีหัวใจศิลปะอยู่ในตัว เมื่อความรู้สึกนั้นได้ถูกปล่อยให้สังคมได้รับรู้ มันจะเกิดความภูมิใจ และรู้ชัดว่า ตัวเองก็มีค่า ดังนั้นกิจกรรมนี้ผมหวังว่าเด็กๆ จะมีความสุขในระยะยาว” ประธานมูลนิธิสร้างเสริมไทยกล่าว
           
           ด้านรูปแบบของกิจกรรม จะแบ่งเด็กออกเป็น 2 ประเภท คือ เด็กพิการ และเด็กด้อยโอกาส อายุไม่เกิน 15 ปี จำนวน 200 คนในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งจะต้องประชันการวาดภาพพร้อมกัน ภายใต้หัวข้อ “ความฝันของเด็กไทย หัวใจพอเพียง โดยทางมูลนิธิจะเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์พื้นฐานไว้ให้ อย่างไรก็ดี ผลงานที่ผ่านการคัดเลือก จะถูกส่งไปตามบริษัทผู้สนับสนุนทุกราย เพื่อที่ว่า ท้ายปีจะได้นำไปทำเป็น ส.ค.ส. ซึ่งรายได้ทั้งหมด จะนำไปใช้ในโครงการของมูลนิธิสร้างเสริมไทย 3 โครงการ คือ โครงการจัดสร้างอาคารศูนย์การเรียน กิจกรรมบริจาคคอมพิวเตอร์-สื่อการศึกษา และโครงการจักรยานยืมเรียนเพื่อเด็กนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร
           
           เมื่อได้เวลาปลดปล่อยจินตนาการ เด็กๆ ทุกคน ต่างมุ่งมั่น ระบายความฝันของตัวเองผ่านดินสอสู่แผ่นกระดาษ ซึ่งสีหน้าแต่ละคนล้วนบ่งบอกได้ถึงความสุข และความสนุก “ด.ญ.วรลักษณ์ ผลาผล” หรือ “น้องผักกาด” อายุ 9 ปี โรงเรียนวัดพิชัย ทีมเด็กจากมูลนิธิบ้านนกขมิ้น เล่าถึงความฝันขณะระบายภาพให้ฟังว่า เธอกำลังวาดถึงตัวเธอในอนาคตที่ฝันอยากจะเป็นคุณครูใจดี ซึ่งภาพจะสื่อว่า เธอกำลังแบกความฝันที่กำลังสอนวิชาคณิตศาสตร์ให้กับเด็กนักเรียน ที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติที่มีต้นไม้ และท้องฟ้าแจ่มใส

    เด็กๆ มีความสุขกับการวาดภาพ
           พร้อมกันนี้ เธอบอกว่า เธอดีใจ และขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีทุกท่านที่มอบโอกาส และเปิดพื้นที่ให้เธอ และเพื่อนๆ ได้แสดงความคิด ความสามารถ อย่างไรก็ดีอยากให้เพื่อนๆ หันมาวาดภาพกันเยอะๆ เพราะนอกจากจะใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์แล้ว ยังช่วยให้เรามีความสุขอีกด้วย และก่อนที่เธอจะลงสีภาพต่อให้เสร็จนั้น เธอได้ฝากไปถึงเพื่อนๆ ทุกคนว่า อยากให้เพื่อนๆ มีหัวใจพอเพียง ใช้จ่ายอย่างประหยัด และเป็นเด็กดีของพ่อแม่
           
           เขยิบมาโต๊ะข้างหลัง มีน้องๆ จำนวน 7 คนกำลังนั่งวาดภาพอย่างเงียบๆ ทราบต่อมาพบว่า น้องๆ มาจากโรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ (โรงเรียนสอนเด็กหูหนวก) ซึ่งทีมงานได้พูดกับน้องคนหนึ่งผ่านล่ามภาษามือ (ครู) เธอคนนี้มีชื่อว่า “ด.ญ.สุภาวดี มาเที่ยง” หรือ “น้องหนู” อายุ 10 ขวบ เล่าความรู้สึกว่า วันนี้เธอมีความสุขเหลือเกินที่ผู้ใหญ่ใจดีให้โอกาส และมอบพื้นที่สร้างสรรค์ให้กับเธอ
           
           ขณะที่คุยกันอยู่นั้น ทีมงานได้เหลือบไปเห็นผลงานภาพของน้องหนู ซึ่งเธอเล่าแนวคิดของภาพว่า เป็นภาพบ้านในฝันของเธอ ที่มีบ่อเลี้ยงปลา และในบ่อนั้นเต็มไปด้วยเป็ด ไก่ที่เธอเลี้ยงเอาไว้ กำลังว่ายน้ำอยู่ ส่วนรอบๆ บ่อ จะเป็นแปลงพืชผักสวนครัว ซึ่งแนวคิดนี้ เธอได้ประกายมาจากหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวง และเธอก็ฝันอยากจะมีบ้านตามแนวคิดนี้ในอนาคตด้วย
           
           “วันนี้หนูได้นำหลักความพอเพียงของพ่อหลวงมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว เช่น แต่ละวันหนูจะได้เงินจากครูพี่เลี้ยงวันละ 20 บาท และจะเก็บออมหยอดกระปุกวันละ 10 บาท ซึ่งตอนนี้มีเงินเยอะมาก และหนักมากด้วย ส่วนอนาคตหนูฝันอยากจะเป็นเกษตรกรรม เพราะเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่วุ่นวาย” น้องหนูเล่า
           
           “เพื่อสร้างโอกาส เพื่อสร้างความหวัง เพื่อสิ่งที่ดีกว่า และสร้างความฝันของเด็กไทยให้เป็นจริง” การให้ (โอกาส) จึงถือเป็นสิ่งมีค่ามากกว่าเงินทอง เป็นการให้ที่ทำให้เด็กพิการ และเด็กด้อยโอกาส รวมไปถึงเด็กๆ ทุกคน รู้สึกว่า พวกเขายังมีที่ยืน และมีตัวตนแห่งคุณค่าอยู่บนโลกใบนี้ ดังนั้นเวที และพื้นที่การเรียนรู้ จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็ก เพราะนั่นจะเป็นเวทีแห่งความคิด เวทีแห่งความฝัน เวทีที่จะสร้างพลังให้กับเด็กๆ ทุกคนต่อไป

    ความฉลาดของลูกยังมาจากผู้เป็นพ่อและเป็นแม่

    “ความฉลาด”ของลูกนั้นได้แต่ใดมา?
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 สิงหาคม 2552 09:30 น.
           “พ่อแม่มักเน้นเรื่องจะทำอย่างไรลูกถึงจะเก่ง สติปัญญาดี เหนือกว่าเรื่องอื่นๆ แต่หมออยากให้พ่อแม่ทุกคนทำความเข้าใจใหม่ว่า คนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่คนที่สอบได้ที่หนึ่งเสมอไป”
           
           นี่คือมุมมองของนายแพทย์ศิริไชย หงษ์สงวนศรี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลนครธนที่ต้องการทำความเข้าใจกับพ่อแม่และผู้ปกครองในเรื่องการเลี้ยงลูกอย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันปัญหาเด็กเครียดและขาดอิสระทางความคิดที่ดูเหมือนจะทวีคูณมากขึ้นทุกวัน

    นายแพทย์ศิริไชย หงษ์สงวนศรี
           นับเป็นเรื่องธรรมดาที่พ่อแม่ทุกคนต่างภาวนาว่า ขอให้ลูกเกิดมามีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ซึ่งนอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้ แน่นอนว่าหลายคนก็คงอยากให้ลูกมีความเฉลียวฉลาดและเป็นเด็กที่เก่งกว่าคนอื่นๆ
           
           แต่ทว่าความเก่งที่พ่อแม่หลายคนพยายามตามหามาใส่ให้ลูก และความเฉลียวฉลาดที่ลูก ‘น่าจะ’ เป็นดั่งที่พ่อแม่หวังนั้น มันไม่ใช่สิ่งที่สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไปหรือป้อนข้อมูลให้พวกเขาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น
           
           ทานสุข ใจสุข
           
           อย่างที่กล่าวไว้ว่า การที่พ่อแม่จะให้ลูกมีความเฉลียวฉลาด มีพัฒนาการที่ดีนั้น การดูแลและบำรุงที่ดีที่สุดควรเริ่มต้นตั้งแต่รู้ว่าตั้งครรภ์ ซึ่งนับเป็นก้าวแรกของกลุยุทธสร้างลูกสมองดีเลยก็ว่าได้
           
           ทั้งนี้ นายแพทย์ศิริไชย เผยว่า ประการแรกที่พ่อแม่ควรทำความเข้าใจนั่นคือ ความฉลาดของทุกคนขึ้นอยู่กับสติปัญญาและสมอง ซึ่งการที่คนเรามีสมอง ความคิดและความสามารถในการเรียนรู้ที่ต่างกันออกไปนั้น ส่วนหนึ่งมันขึ้นอยู่พันธุกรรมด้วย
           
           “เด็กจะมีสมองดีมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับยีนกว่า 80% ด้วยนะครับ แต่ทุกคนก็ยังสามารถพัฒนาสมองได้ ซึ่งการพัฒนาสมองควรเริ่มต้นตั้งแต่แรกเกิดเลย”
           
           และเมื่อเราเข้าใจแล้วว่าสมองนั้นสามารถพัฒนาได้ เราก็ควรหาวิธีที่จะพัฒนาสมองของเด็กตั้งแต่ในครรภ์ทันที เพื่อให้สมองของเขาไม่ใช่เป็นเพียงก้อนไขมันธรรมดาๆเท่านั้น
           
           “ในช่วงตั้งครรภ์ แม้ว่าความวิตกกังวลของคุณพ่อและคุณแม่จะเป็นเรื่องปกติ แต่ทั้งสองก็ไม่ควรเครียดมากจนเกินไป เพราะสุขภาพจิตมีส่วนสำคัญ ต่อพัฒนาการทางสมอง ไอคิวและพฤติกรรม หากคุณพ่อคุณแม่เครียดมากจนเกินไป มันจะมีก่อให้เกิดสารที่เป็นพิษต่อเซลล์สมอง ที่จะทำให้ลูกกลายเป็นเด็กเลี้ยงยาก ขี้หงุดหงิด ก้าวร้าว และด้านอื่นๆเมื่อเขาตอนโตขั้น”

    ครอบครัวติกกะวี
           ส่วนเรื่องอาหารการกิน คุณแม่ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ผักและผลไม้อย่าให้ขาด เน้นอาหารทะเล โดยเฉพาะปลา น้ำมันปลา เพราะสมองเป็นไขมัน ถ้ามีไขมันดีสมองก็จะดี ควรหลีกเลี่ยงชา กาแฟ และแอลกอฮอล์ทุกชนิด
           
           “หากอยากให้ลูกสมองดีตั้งแต่อยู่ในท้อง คุณแม่ควรดูแลสุขภาพให้ดีก่อน เพราะมันจะทำให้ลูกมีสุขภาพที่ดีตาม นอกจากนี้ก็ควรทำตามที่หมอแนะนำ อาหารเสริมราคาแพงมันไม่จำเป็นเลย ทานให้ครบ 5 หมู่ก็พอแล้ว และเมื่อคลอดลูกแล้วก็ควรบำรุงต่อไป เพื่อให้มีน้ำนมให้ลูก ซึ่งจากการวิจัยพบว่าถ้าเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ไอคิวของเด็กจะได้รับการกระตุ้นเพิ่มขึ้นอีก 10% ทีเดียว”
           
           “นาทีทอง” ตอน 3 ขวบ
           

           “พ่อแม่มักคิดว่าเด็กเล็กไม่รู้เรื่องจึงไม่ค่อยมีเวลาที่จะพูดคุยด้วย ซึ่งจริงๆแล้ว การที่พ่อแม่ใกล้ชิดเขานั้นคือ ความต้องการพื้นฐานของเด็ก ถ้ามีเวลา พูดคุย ส่งเสียงกับลูกก็จะเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่จะฝึกให้เขามีพัฒนาการที่ดีขึ้น” คุณหมอกล่าว
           
           อย่างไรก็ดี การส่งเสียงที่นอกจากการพูดคุยแล้ว การเล่านิทานจะทำให้เด็กได้เรียนรู้ มีจินตนาการ กระตุ้นทางด้านภาษา และมีทัศนคติที่ดีต่อการอ่านหนังสืออีกด้วย
           
           และเมื่อเด็กเริ่มมีพัฒนาการตามวัยดีขึ้นเรื่อยๆ พอที่จะช่วยเหลือตัวเองได้บ้างแล้ว พ่อแม่ก็ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองหยิบ จับ ช่วยเหลือตัวเองอย่างที่เขาต้องการบ้าง ไม่ใช่ทำอะไรให้ทุกอย่าง
           
           “ถ้าลูกมีอายุประมาณ1-2ขวบ นั่นหมายถึงว่าเขาสามารถเริ่มช่วยเหลือตัวเองได้เยอะขึ้น โดยเฉพาะกิจวัตรประจำวัน การอาบน้ำ แต่งตัว ทาแป้ง หรือเริ่มทานอะไรได้เองบ้าง สิ่งเหล่านี้พ่อแม่ควรให้ลูกได้ทำเอง แต่ที่ผ่านมาเราพบว่า ผู้ใหญ่ยังเลือกที่จะทำให้ลูกไปเสียทุกอย่าง เด็กเลยไม่มีโอกาสได้ทำ”
           
           อย่างไรก็ตาม ในช่วงสามปีแรก สมองพัฒนาที่สุด ดังนั้นนอกจากการฝึกลูกผ่านกิจวัตรประจำวันแล้ว เมื่อเขาโตขึ้นพอที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆได้มากขึ้น พ่อแม่หลายคนอาจมองหาแหล่งเรียนรู้อื่นๆเช่นการเรียนดนตรี หรือเล่นกีฬา ที่เป็นกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กอีกทางหนึ่ง

    อิ๋งอิ๋ง-ปิงปิง
           “ดนตรีคือกิจกรรมที่เป็นจังหวะ ซึ่งมันทำให้สมองเป็นจังหวะ และมีสมาธิดีขึ้น ส่วนกิจกรรมต่างๆก็จะทำให้เด็กมีไอคิวดีขึ้นเช่นกัน แต่ที่น่าเสียดายที่ เด็กไทยไม่ก้าวหน้าและอาจจลดลงด้วยซ้ำเพราะเด็กสมัยนี้เล่นแต่เกม”
           

           แต่ทว่าการที่พ่อแม่จะให้ลูกเรียนรู้ผ่านกิจกรรมหรือดนตรีนั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่พ่อแม่ควรตระหนักอยู่เสมอนั้นคือ การกระตุ้นเด็กควรมาจากความสนุกของเด็ก ไม่ใช่ความตั้งใจของพ่อแม่ ดังนั้นอย่าไปบังคับให้เขาเล่นดนตรี เราต้องให้เขาชอบเสียก่อน
           
           ทางด้านคุณแม่ลูกสาม อย่าง “รัตนา ติกกะวี” ที่วันนี้พาลูกสาวสองคนมาเรียนรู้กลยุทธ์สร้างลูกสมองดีในครั้งนี้ เผยว่า ได้ความรู้จากคุณหมอเยอะมาก เพราะลูกชายคนเล็กเพิ่งได้เพียงสิบเดือนเท่านั้น ส่วนลูกสาวเอง ทุกทีลูกๆไม่ค่อยกล้าแสดงออก แต่วันนี้พอมีกิจกรรมที่เขาได้เข้าร่วม เราก็รู้สึกว่ามันเป็นโอกาสที่ดี
           
           “ลูกสามารถสื่อสารได้ว่า ถูสบู่ควรทำอย่างไร ท่าทางของไก่เป็นอย่างไร ซึ่งครั้งต่อไปคงให้เขาเรียนรู้ผ่านกิจวัตรประจำวันได้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะพอเราเห็นว่าลูกสามารถสื่อสารกับคนอื่นได้ เราก็มีความสุข ภูมิใจในตัวเขา”
           
           ขณะที่ปิงปิง-ด.ญ.ณปภา ติกกะวี และอิ๋งอิ๋ง-ด.ญ.ปภาดา ติกกะวี ลูกสาววัย 3 ขวบกว่า และ 2 ขวบกว่า เผยว่า สนุกมาก อยากให้มีเกมอีกเยอะๆ
           
           จะเห็นได้ว่า ถ้าเราต้องการให้ฉลาดอย่างเดียวก็สอนเหมือนสอนหนังสือ แต่หากอยากให้ลูกมีความสุขด้วย เราควรสร้างความสัมพันธ์ที่ดี อาศัยความใกล้ชิด ความสัมพันธ์และบรรยากาศที่ดีด้วย เพราะจะทำให้อารมณ์และทักษะดีขึ้น อันจะทำให้เด็กรู้จักการควบคุมอารมณ์ ไม่ขี้หงุดหงิด ขี้โมโห
           
           คนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานไม่ใช่คนที่สอบได้ที่หนึ่งเสมอไปแต่เป็นคนที่มีความฉลาดทางอารมณ์ดี มีทักษะในการควบคุมอารมณ์ และเข้าสังคมเก่ง จะทำให้เขาเป็นคนที่ประสบความสำเร็จชีวิต
           
           ที่สุดแล้ว สิ่งที่หมออยากฝากให้พ่อแม่ทุกคนคือ การที่เรามีลูกสติปัญญาดีก็เป็นบุญของพ่อแม่ แต่คนไม่สามารถเก่งได้ทุกคน หมอไม่เห็นด้วยที่ไปเร่งลูกให้เก่งกว่าคนอื่น เพราะมันจะเสียบรรยากาศความสัมพันธ์ เพราะสุขภาพจิตจะไม่ดี เราควรเสริมเท่าที่ได้
           
           “ความรักที่ไม่มีเงื่อนไขคือสิ่งที่ทำให้ลูกมีความสุขที่สุด เรารู้ว่าอะไรที่ช่วยให้ลูกสมองดี เราก็ส่งเสริม ไม่ยัดเยียด อะไรที่เราควรหลีกเลี่ยงก็ควรอยู่ห่างๆเอาไว้ แต่ในที่สุดแล้วอย่าลืมว่า ไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไร เขาก็คือลูกของเรา สิ่งที่ทำให้ลูกโตมามีสุขภาพที่ดี มีความสุขคือความรักที่ไม่มีเงื่อนไข” คุณหมอกล่าวทิ้งท้าย

    ออกหมายจับ "อดิศัย" ที่หนีไปอเมริกา

    ออกหมายจับ"อดิศัย"กล้ายางทำป่วย!
    โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 17 สิงหาคม 2552 21:37 น.
           ASTVผู้จัดการรายวัน - ศาลฎีกาออกหมายจับ "อดิศัย โพธารามิก" อดีต รมว.พาณิชย์ อ้างรักษาตัวที่สหรัฐฯ เบี้ยวฟังคำพิพากษาคดีทุจริตกล้ายาง พร้อมปรับเงินประกัน 1 ล้านบาท ศาลเชื่อจงใจหลบหนี นัดอีกครั้ง 21 ก.ย. "เนวิน" ยิ้มร่า กำลังใจแน่นศาล
           
           วานนี้ (17 ส.ค.) เมื่อเวลา 14.45 น.ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง นายบุญรอด ตันประเสริฐ ประธานแผนกคดีเลือกตั้ง เจ้าของสำนวนทุจริตการจัดซื้อต้นกล้ายางพารา พร้อมองค์คณะรวม 9 คน นัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อม.4/2551 ที่ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายรัฐ ( คตส.) โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบาย และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) จำเลยที่ 1 , นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง ที่ 2 , นายสรอรรถ กลิ่นปทุม อดีต รมว.เกษตรฯ ที่ 3 , นายเนวิน ชิดชอบ อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์ จำเลยที่ 4 , นายอดิศัย โพธารามิก อดีต รมว.พาณิชย์ ที่ 5 ในฐานะกรรมการ คชก. , คณะกรรมการบริหารโครงการ ( กำหนดทีโออาร์) และคณะกรรมการพิจารณาผลประกวดราคา และบริษัทเอกชน ประกอบด้วย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ เมล็ดพันธุ์ จำกัด ในฐานะผู้ชนะการประกวดราคา , บริษัท รีสอร์ตแลนด์ จำกัด ผู้ร่วมเสนอราคา และบริษัทเอกเจริญ การเกษตร จำกัด ผู้ร่วมเสนอราคา เป็นจำเลยที่ 6 -44 ในความผิดฐาน เป็น เจ้าพนักงาน และผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ที่โทษจำคุก 1- 10 ปี หรือ ปรับ 2,000 – 20,000 บาท , เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ จัดการหรือรักษาทรัพย์สินใด ๆ ร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ ม.151 ที่มีโทษจำคุก 5- 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 2,000 – 40,000 บาท , พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ.2542 มาตรา 10 , 13 และพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 และ ผู้ใดหลอกลวงแสดงข้อความ อันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรแจ้ง เพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง หรือบุคคลที่สามหรือ ทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามทำ ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 341 ประกอบมาตรา83 และ 86 โดยโจทก์ขอให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายด้วยจำนวน 1,440 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย
           
           ในครั้งนี้ จำเลยที่ 1-4 และจำเลยที่ 6 – 44 มาศาล ขณะที่ทนายความของนายอดิศัย จำเลยที่ 5 ยื่นคำร้องต่อองค์คณะ ฯ ว่าได้รับการติดต่อจากจำเลยที่ 5 ผ่านทางจดหมายอิเลกทรอนิก ( e-mail ) ว่า จำเลยที่ 5 เดินทางไปรักษาอาการบาดเจ็บกระดูกสันหลัง ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ตามที่จำเลยที่ 5 เคยยื่นคำร้องต่อศาลในคดีหมายเลขดำ อม.1/2551 ( คดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว หรือคดีหวยบนดิน ) ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. – 30 ส.ค.52 โดยให้ศาลอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย
           
           ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามกฎหมายจะต้องอ่านคำพิพากษาต่อหน้าจำเลย ซึ่งที่จำเลยที่ 5 อ้างว่าได้เคยยื่นคำร้องต่อศาลในคดีหมายเลขดำ อม.1/2551 ( คดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว หรือคดีหวยบนดิน ) และได้รับอนุญาตให้เดินทางไปรักษาอาการป่วยระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม โดยการที่จำเลยที่ 5 เดินทางไปรักษาตัวช่วงนี้ เนื่องจากที่ผ่านมามีการแพร่ระบาดเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในประเทศเม็กซิโก และสหรัฐ ฯ ขณะที่ร่างกายของจำเลยที่ 5 ยังไม่ฟื้นตัวจาการผ่าตัดเมื่อเดือน พ.ย.51 ศาลเห็นว่า เมื่อศาลกำหนดนัดไว้ล่วงหน้าแล้ว หากจำเลยที่ 5 มีความจำเป็นต้องรักษาตัวก็ควรแจ้งให้ศาลทราบล่วงหน้า ไม่ใช่ยื่นคำร้องแจ้งในวันนี้ พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยจงใจจะหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษา และผิดสัญญาประกัน จึงมีคำสั่งให้ปรับนายประกันจำนวน 1 ล้านบาท และออกหมายจับจำเลยมาฟังคำพิพากษา ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 32 วรรคสอง โดยให้เลื่อนฟังคำพิพากษาในวันที่ 21 ก.ย.นี้ เวลา 14.00 น.
           
           ทั้งนี้ ศาลได้กำชับให้จำเลยทั้งหมดมาฟังคำพิพากษาให้ครบทั้ง 44 คน ในนัดหน้าด้วย
           
           ภายหลังนายเนวิน เดินออกจากห้องพิจารณาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมยืนยันว่า จะเดินทางมาฟังคำพิพากษา พร้อมกับนายสรอรรถและนายวราเทพ ตามที่ศาลนัดในวันที่ 21 ก.ย.นี้อย่างแน่นอน เมื่อถามว่า ทราบเรื่องที่นายอดิศัย ยื่นคำร้องขอเลื่อนฟังการพิพากษามาก่อนหรือไม่ นายเนวิน ไม่ตอบ ได้แต่ยิ้มเพียงอย่างเดียว
           
           ขณะที่นายจำริญ วราภรณ์ ทนายความกลุ่มข้าราชการซึ่งเป็นจำเลยร่วม กล่าวว่า ในทางคดีข้าราชการไม่ได้คิดอะไรที่มีการเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาวันนี้ ส่วนการเดินทางมาศาลในครั้งหน้าก็จะต้องมาอย่างแน่นอน
           
           ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการอ่านคำพิพากษา ว่าเมื่อเวลา 12.00 น. ได้มีกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินประมาณ 5 คน จากจ.บุรีรัมย์ พร้อมทั้งชายสูงวัย จากจ.สุรินทร์ที่นั่งรถไฟนำดอกกุหลาบมาให้กำลังใจนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่เดินทางมารับฟังคำตัดสินคดีกล้ายางในครั้งนี้
           
           จากนั้นเวลา 13.00 น. บรรดาแกนนำพรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรีและส.ส.รวมทั้ง ว่าที่ผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยทยอยเดินทางมาให้กำลังใจนายเนวินที่ห้องพิจารณาคดีอย่างคับคั่ง โดยแกนนำพรรคที่เป็นรัฐมนตรีนำโดย นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและรมว.มหาดไทย นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รองหัวหน้าพรรคและรมช.มหาดไทย นางพรทิวา นาคาศัย เลขาธิการพรรค และรมว.พาณิชย์ นายศุภชัย โพธิ์สุ รมช.เกษตรฯ นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรค นางศุภมาส อิศรภักดี รองโฆษกพรรค น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัฒน์ รมช.ศึกษาธิการ พรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นต้น
           
           ทั้งนี้ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนการพิจารณาคดีถึงกลุ่มคนเสื้อน้ำเงิน ที่จะมาให้กำลังใจนายเนวิน ว่าเราไม่ได้สนับสนุนให้มา ถึงมาก็เป็นส่วนน้อย เพื่อตัดปัญหาการปะทะกันกับกลุ่มเสื้อแดง ที่มีการชุมนุมเพื่อถวายฎีกา อีกทั้งสถานที่ก็ไม่อำนวยที่จะมาเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ไม่ได้กังวลใจเรื่องมือที่สาม เพราะคิดว่าไม่น่าจะมี
           
           เมื่อถามว่า หากผลการตัดสินออกมาเป็นลบ นายชวรัตน์ กล่าว่า ถ้าผลตัดสินออกมาเป็นลบก็เสียดาย เราก็จะขาดอาจารย์ใหญ่ไปคนหนึ่ง แต่เชื่อว่าไม่ส่งผลกระทบกับการขับเคลื่อนของพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากพรรคเป็นสถาบัน ขาดใครสักคนก็ไม่มีปัญหา แม้กระทั้งขาดตนด้วยก็ไม่มีปัญหาอะไร ทั้งนี้ ตนก็ไปให้กำลังใจนายเนวิน ที่ศาลฎีกาฯ ซึ่งถ้านายเนวิน มีเจตนาดีที่จะทำงานให้กับประเทศชาติ ก็ให้พระเจ้าคุ้มครอง ของให้พ้นภัย
           
           นอกจากนั้นยังมีแกนนำพรรคที่เป็นกลุ่มบ้านเลขที่ 111 และบ้านเลขที่ 109 ได้แก่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ นายทรงศักดิ์ ทองศรี นายบุญลือ ประเสริฐโสภา นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ รวมทั้งมีส.ส. อาทิ นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น นางอุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีษะเกษ นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร ส.ส.สุรินทร์ นายเชิดชัย วิเชียรวรรณ ส.ส.อุดรธานี พรรคภูมิใจไทย นายพิจิตร ศรีชนะ ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อแผ่นดิน นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย เป็นต้น เดินทางมาให้กำลังใจแกนนำพรรคด้วย
           
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับจำเลยที่เป็นนักการเมือง 5 คน ที่เดินทางมาถึงศาลคนแรก คือ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกฯ ตามมาด้วยนายสรอรรถ กลิ่นประทุม อดีตรมว.เกษตรฯ นายวราเทพ รัตนากร อดีตรมช.คลัง นายเนวิน ชิดชอบ อดีตรมช.คลัง ขาดเพียงนายอดิศัย โพธารามิก อดีตรมว.พาณิชย์ ที่ส่งทนายความมาแจ้งต่อศาลขอเลื่อนการรับฟังคดี เนื่องจากต้องไปรับการตรวจรักษาตัวที่สหรัฐอเมริกาโดยมีใบรับรองแพทย์มายื่นต่อศาลด้วย.

    เลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตกล้ายาง

    เลื่อนนัดชี้ชะตา“เนวิน”คดีกล้ายาง (จบ)
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 สิงหาคม 2552 11:02 น.
           ASTVผู้จัดการายวัน - ศาลฎีกาฯ เลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตกล้ายางเป็นวันที่ 21 ก.ย.นี้ จับตาข้าราชการก๊วน “เนวิน” จำเลยในคดีเจริญรุ่งเรืองได้ดีถ้วนหน้า มือขวาควบบอร์ดรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง บางรายรอคั่วตำแหน่งรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรหากหลุดคดี ขณะที่เครือซีพีเส้นใหญ่ไม่ถูกขึ้นแบล็กลิสต์แถมไม่มีการไล่เบี้ยทำรัฐเสียหายส่งมอบกล้ายางไม่ได้ตามสัญญาทำให้พื้นที่ปลูกยางต่ำกว่าเป้าถึง 2 แสนไร่
           
           ในที่สุด จำเลยในคดีทุจริตกล้ายางก็เบี้ยวไม่มาฟังคำพิพากษาให้ครบถ้วนทั้ง 44 คนตามคาดหมาย การยื้อเวลาออกไปเท่ากับต่อลมหายใจให้ชีวิตมีอิสระอีกนิดหนึ่ง แต่คนที่ทำให้เพื่อนพ้องรอดอีกเฮือกกลับต้องเอาตัวเองไปเสี่ยงคุกเสี่ยงตารางก่อนใครอื่น
           
           ***ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้เลื่อนอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตจัดซื้อต้นกล้ายางและการดำเนินโครงการปลูกยางล้านไร่ของ ออกไปจากวันที่ 17 ส.ค. 52 เป็นวันที่ 21 ก.ย. 2552 เนื่องจากจำเลยในคดีมาฟังศาลไม่ครบ
           
           สาเหตุเนื่องจากนายอดิศัย โพธารามิก หนึ่งในจำเลย ส่งจดหมายอิเลคทรอนิกส์มายังแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยอ้างว่าป่วยขณะเดินทางไปต่างประเทศและยังพักรักษาตัวอยู่ระหว่าง 5 ก.ค. – 31 ส.ค. 52 จึงขอเลื่อนการฟังคำพิพากษา แต่ศาลเห็นว่านายอดิศัย ไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เดินทางไปต่างประเทศ และไม่เคยขอเลื่อนคดีมาก่อนให้ถูกต้อง คำร้องจึงไม่มีน้ำหนัก ถือว่ามีเจตนาหลบหนีจึงให้ออกหมายจับ พร้อมปรับนายประกันตามสัญญาเต็มอัตรา
           
           ***การหนีศาลไม่มาฟังคำพิพากษาของนายอดิศัย ทำให้มีการอ่านสัญญาณและคาดหมายกันไปต่างๆ นาๆ ว่า จำเลยในคดีนี้จะรอดพ้นคุกหรือไม่รอด แต่ทั้งหลายทั้งปวงต้องรอฟังชัดๆ จากคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ที่นับถอยหลังในอีก 34 วันข้างหน้า
           
           นายอดิศัย ตกเป็นจำเลยในคดีทุจริตกล้ายางโดยอยู่ในกลุ่มที่หนึ่ง คือ คณะกรรมการนโยบายและมาตราการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ซึ่งกลุ่มนี้มีจำเลยที่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณ คือ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในฐานะประธาน คชก., นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง ในฐานะกรรมการ คชก. นายสรอรรถ กลิ่นประทุม อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกรรมการ คชก. และนายอดิศัย โพธารามิก อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะกรรมการ คชก.
           
           ข้อหาสำคัญที่คณะกรรมการ คชก. คือ การกระทำความผิดตามมาตรา 11 ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดของพนักงาน ในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 ที่ระบุว่า “ผู้ใดเป็นพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการ ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับ ตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
           
           ขณะที่ เนวิน ชิดชอบ อดีตรมช.กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าทำผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 10, 13 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,157 และ 341 ไปรอฟังศาลอ่านคำพิพากษาก่อนเวลานัด ซ้ำยังยืนยันหนักแน่นมาโดยตลอดว่าจะไม่หนีไปไหน ไม่ว่าผลแห่งคดีจะออกมาเช่นใด
           
           ***การกล้ายืนยันหนักแน่นในวันนี้ อาจจะด้วยคาดหมายว่า จะมีจำเลยมาฟังคำพิพากษาศาลไม่ครบถ้วน และต้องเลื่อนออกไปก่อน ดังนั้น ของจริงต้องรอดูกันว่าวันนัดหมายสุดท้ายคือ วันที่ 21 ก.ย. ที่จะถึงนี้ ลูกผู้ชายชื่อ “เนวิน” จะยังเดินทางมาฟังศาลพิพากษาคดีซึ่งจะมีผลสะท้อนไปถึงอนาคตในทางการเมืองด้วยหรือไม่
           
           ***ใช้อำนาจเพื่อพวกพ้องประเทศล่มจม
           
           หากย้อนกลับไปดูสำนวนคดีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) แล้ว จะพบว่า จำเลยในกลุ่มนักการเมืองข้างต้นที่เป็นคณะกรรมการ คชก. และรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ นี่เองที่ตกเป็นจำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำการทุจริตในเชิงนโยบาย คือ การออกกฎหมาย หรือแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบ หลีกเลี่ยงกฎหมาย และยกเว้นมติคชก.เพื่อนำเงินกองทุนออกมาใช้โดยไม่ชอบ นอกจากนั้น ยังใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองหรือพวกพ้อง
           
           บรรเจิด สิงคะเนติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตกรรมการ คตส. เขียนไว้ใน “การทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน” ในหนังสือปัจฉิมบท คตส. ตอนหนึ่งว่า “.... การใช้อำนาจรัฐเพื่อผลประโยชน์ของตนหรือพวกพ้องของตน ย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์สาธารณะ หากแต่เรียกว่าเป็นการบิดเบือนการใช้อำนาจ (ubuse of power) ซึ่งจะนำไปสู่การสูญเสียความชอบธรรมของรัฐบาลในการใช้อำนาจมหาชนแทนประชาชนโดยรวม”
           
           และ “.....การใช้อำนาจรัฐที่เป็นการใช้อำนาจทางการเมืองระดับสูงเพื่อผลประโยชน์ของตนเองหรือพวกพ้อง ย่อมปราศจากความชอบธรรมใดๆ และการกระทำนั้นย่อมไม่ผูกพันต่อรัฐ.... ส่วนคำว่าพวกพ้องนั้นแสดงนัยถึงการมีผลประโยชน์เกี่ยวโยงกันทางใดทางหนึ่งหรืออย่างใดอย่างหนึ่งกับกลุ่มบุคคลในทางการเมืองหรือบุคคลอื่น ....”
           
           ****อดีตกรรมการ คตส. ยังมองว่า “....หากสังคมไทยยังคงยึดถืออำนาจทางเงินตราเป็นหลัก ประเทศไทยคงไม่มีอนาคต ตราบใดที่ใครมีอำนาจ ใครกุมอำนาจ ใครมีเงินตรานั้นคือความถูกต้อง ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศไทยจะแก้ไขไม่ได้ หากประชาธิปไตยยังคงเป็นต้นทุนทางการเมืองของกลุ่มนักการเมืองที่ไม่มีจิตสำนึกต่อประเทศชาติ การทุจริตคอร์รัปชั่นทางการเมืองเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่สุดของการคอร์รัปชั่นทั้งหมด....”
           
           ***ปูนบำเหน็จข้าราชการขี้ฉ้อ
           
           โครงการจัดซื้อต้นกล้ายางและปลูกยางล้านไร่ ไม่เพียงพรรคไทยรักไทยโดยฝีมือ เนวิน ชิดชอบ รัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรฯ ในขณะนั้นเท่านั้นที่โกยคะแนนเสียงไปก่อนที่จะเห็นความเสียหายตามมาภายหลัง ในส่วนของข้าราชการก็ดูเหมือนว่าจะเจริญก้าวหน้าในการงานอย่างรวดเร็ว แถมได้รับการอุ้มชูอย่างต่อเนื่องแม้ว่า เนวิน จะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองก็ตาม
           
           ตัวอย่าง ฉกรรรจ์ แสงรักษาวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในปัจจุบัน อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร หนึ่งในจำเลยคดีทุจริตกล้ายาง ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น “มือขวา” ของเนวิน และเป็นข้อต่อสำคัญที่ทำให้โครงการจัดซื้อกล้ายางฯ เป็นรูปเป็นร่าง รวมถึงการประมูลที่เครือซีพีกำชัยชนะ
           
           เวลานี้ ฉกรรจ์ ได้รับการผลักดันให้เข้าไปเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ทั้งประธานบอร์ดการประปานครหลวง (กปน.), การทางพิเศษฯ, โรงงานยาสูบ และบอร์ดการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.)
           
           บทบาทของ ฉกรรจ์ สำหรับโครงการจัดซื้อกล้ายางฯ ไม่เพียงแต่เป็นมือขวานักการเมืองเท่านั้น แต่เขายังทำหน้าที่ได้น่าประทับใจบริษัทยักษ์ใหญ่เกษตรยิ่งนัก ดังเช่นเมื่อโครงการนี้ฉาวโฉ่ขึ้นมาหลังเครือซีพีส่งกล้ายางด้อยคุณภาพและส่งมอบต้นกล้าให้เกษตรกรไม่ทันตามสัญญา ฉกรรจ์ ก็พลิกบทบาท ปกป้องเครือซีพีอย่างเห็นได้ชัด
           
           ช่วงนั้น ฉกรรจ์ กับ สมชาย ชาญณรงค์กุล รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตร แถมยังนั่งเป็นบอร์ดการรถไฟฯ ด้วย) และลูกน้อง 4 ทหารเสือข้างกายเนวิน ทำหน้าที่โฆษกร่วมแถลงข่าวแก้ต่างให้แก่กันและกันอย่างสุดลิ่ม ในที่สุดผลสอบจากกระทรวงเกษตรฯ ก็ออกมาว่าเจ้าหน้าที่รับมอบกล้ายางจากซีพีมีความบกพร่องแต่ไม่ผิด เพราะภาระงานมากเกินกว่าจะดูแลได้ทั่วถึง
           
           ไม่เพียงแต่ ฉกรรจ์ เท่านั้น ที่ได้ดิบได้ดี คณะกรรมการพิจารณาตัดสินฯ ขณะนั้น (ปี 2546) เช่น จิรากรณ์ โกศัยเสวี ซึ่งเป็นเพียงผอ.กองเจ้าหน้าที่ เมื่อปี 2546 ก็ก้าวพรวดๆ ขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร ในปี 2547 และรองอธิบดีกรมวิชาการฯ ในปี 2548 จนถึงปัจจุบัน
           
           เช่นเดียวกับ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ หนึ่งในคณะกรรมการพิจารณาตัดสินผลการประกวดราคาและคณะกรรมการคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ ที่เป็นเลขานุการกรมฯ เมื่อปี 2546 ได้ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาเขต 5 มิหนำซ้ำ ยังมีข่าวว่า ถ้าหลุดคดีนี้จะได้ขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรอีกต่างหาก
           
           ส่วนนายจำนงค์ คงสิน ขณะที่ร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาตัดสินฯ ดำรงตำแหน่งผอ.ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา ก็ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านยาง ระดับ 9 ทั้งที่เป็นคนละสายงานกัน เป็นรางวัลก่อนที่เกษียนอายุราชการไป
           
           หากพิจารณาดูแล้ว จะเห็นว่า กลุ่มข้าราชการซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีนี้ต่างได้ดีกันถ้วนหน้า
           
           ขณะที่ฟากเอกชน คือ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด ในยุคคมช.มีท่าทีขึงขังจากรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ ว่าจะต้องถูกขึ้น “แบล็กลิสต์” เพราะสร้างความเสียหายให้รัฐ แต่สุดท้ายเรื่องก็เงียบหายไป
           
           มิหนำซ้ำจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการติดตามว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรัฐเพราะส่งมอบกล้ายางไม่ได้ตามเป้าหมายโดยต่ำกว่าเป้าถึง 2 แสนกว่าไร่ ทำให้รัฐสูญเสียรายได้หลายสิบล้านในแต่ละปีนับจากปี 2557 ที่เปิดกรีดเป็นต้นไปนั้น จะดำเนินการอย่างไรกับบริษัทยักษ์ใหญ่เกษตร ซึ่งเพิ่งเคยติดบ่วงคดีเป็นครั้งแรก

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง
    นัดชี้ชะตา “เนวิน” คดีทุจริตกล้ายาง (1)
    นัดชี้ชะตา “เนวิน” คดีทุจริตกล้ายาง (2)
    นัดชี้ชะตา "เนวิน" คดีทุจริตกล้ายางวันนี้ (3)
    August 17

    เทสโก้ โลตัส พ่ายคดีกลุ่มรักษ์หนองไผ่ เพชรบูรณ์

    เปิดคำพิพากษาเทสโก้ โลตัส พ่ายคดีกลุ่มรักษ์หนองไผ่ เพชรบูรณ์
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 สิงหาคม 2552 11:25 น.
           ศูนย์ข่าวพิษณุโลก - เปิดคำพิพากษายักษ์ค้าปลีกข้ามชาติแพ้คดีกลุ่มรักษ์หนองไผ่ เพชรบูรณ์ ศาลปกครองพิษณุโลกชี้ใบอนุญาตก่อสร้างอาคารห้างเทสโก้ โลตัส หนองไผ่ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สั่งเพิกถอนใบรับรองการก่อสร้างหรือการใช้อาคาร เผยห้างดังออกอุบายแสบใช้นอมินีชี้แนวเสาไฟฟ้าที่ปักอยู่ริมทางอ้างเป็นแนวเขตถนนเพียงฝ่ายเดียวยื่นให้เทศมนตรีหนองไผ่ ตวัดปากกาเซ็นอนุมัติทันทีตามคำขอไม่มีตรวจสอบเพิ่มเติมเป็นพฤติการณ์ไม่ชอบมาพากลเจอผิดเต็มประตู
           
           ผู้สื่อข่าว “ASTVผู้จัดการรายวัน” ประจำศูนย์ข่าวพิษณุโลก ติดตามรายงานรายละเอียดคำพิพากษาคดีเทสโก้ โลตัส แพ้คดีกลุ่มรักษ์หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ โดยคดีนี้เป็นคดีเจ้าหน้าที่รัฐออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
           
           ทั้งนี้ ศาลปกครองจังหวัดพิษณุโลก พิพากษาตามหมายเลขคดีแดงที่ 139/2552 ลงวันที่ 10 ส.ค. 2552 ให้เพิกถอนใบรับรองการก่อสร้างหรือการใช้อาคารเทสโก้โลตัส ต.หนองไผ่ อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (นายกเทศมนตรี ต.หนองไผ่ อ.หนองไผ่) ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ออกให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (บริษัทเอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น จำกัด) เจ้าของห้างเทสโก้ โลตัส ตามใบอนุญาตเลขที่ 20/2551
           
           ในรายละเอียด พิพากษาคดี สรุปได้ว่า ศาลพิจารณาคดี ข้อเท็จจริง คือ ผู้ฟ้องคดีที่ 1 นางสุกัญญา พรพฤษนันท์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินติดกับที่ดินและตัวอาคารห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส สาขาหนองไผ่ ส่วนผู้ฟ้องคดีที่เหลือทั้ง 14 ราย ล้วนเป็นผู้ประกอบการค้าขายอยู่ในเขตเทศบาลที่รวมกันในนาม “กลุ่มรักษ์หนองไผ่” ซึ่งเป็นกลุ่มประชาชนรวมตัวกันเพื่อดูแลปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งในตำบลหนองไผ่
           
           ช่วงเวลาดังกล่าว น.ส.สุนีย์ พฤกษ์ศรีตระกูล มิใช่เป็นเจ้าของที่ดิน แต่ห้างเทสโก้ฯ ขอให้ผู้ดำเนินการ ขอใบรับรองแนวเขตของถนนสาธารณะ หนองไผ่-วังท่าดี จากองค์กรบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เพชรบูรณ์ และอบจ.เพชรบูรณ์ แจ้งกลับมาว่า ถนนดังกล่าวมีระยะเส้นผ่าศูนย์กลางข้างละ 6.8 เมตร
           
           ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 16 พ.ค.51 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (บริษัทเอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น จำกัด) ยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคารและห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส ซึ่งเป็นอาคารพิพาทในคดีนี้
           
           ต่อมา เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.51 กลุ่มรักษ์หนองไผ่ ทำหนังสือร้องต่อศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้มีการสั่งชะลอการอนุญาตให้ก่อสร้างอาคาร กระทั่งศูนย์ดำรงธรรม มีหนังสือตอบกลับมาว่าให้เทศบาล ต.หนองไผ่ คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก
           
           ต่อมา นายกเทศมนตรีต.หนองไผ่ ทำหนังสือไปยังกรมโยธาธิการในประเด็นการคำนวณพื้นที่ใช้สอยของห้างในคำจำกัดความพื้นที่อาคาร และ Sale Area
           
           ในช่วงเวลานั้น กลุ่มรักษ์หนองไผ่ ทำหนังสือไปยังอบจ.เพชรบูรณ์ ในประเด็นถนน ซึ่งอบจ.เพชรบูรณ์ ตอบกลับมาว่า แนวเขตทางถนนสาธารณสายหนองไผ่ – วังท่าดี ว่า แนวถนนด้ายซ้าย 9.8 เมตร ขวา 7 เมตร และถนนอีกช่วงระยะทางด้านซ้าย 10.10 เมตร และด้านขวา 7.3 เมตรจากจุดศูนย์กลาง
           
           ต่อมา กลุ่มรักษ์หนองไผ่ได้มีหนังสื่อ 14 ก.ค. 51 ร้องขอให้ยกเลิกเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างต่อเทศบาลต.หนองไผ่ และนายกเทศมนตรีต.หนองไผ่
           
           กระทั่งเมื่อวันที่ 26 พ.ค.51 กลุ่มรักษ์หนองไผ่ ทั้ง 15 คนฟ้องร้องเป็นคดีต่อศาลปกครองพิษณุโลก
           
           ในเวลาต่อมา วันที่ 11 พ.ย. 51 นายกเทศมนตรี ต.หนองไผ่ ได้ออกใบรับรองการใช้อาคาร แก่ห้างเทสโก้ โลตัส และห้างได้เปิดกิจการห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส สาขาหนองไผ่ เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2551
           
           ประเด็นที่วินิจฉัยและชี้ขาด คือ
           
           1) ใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ที่นายกเทศมนตรีต.หนองไผ่ ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามกฏหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร ตามแบบ อ.1 เลขที่ 8/2551 เป็นใบอนุญาตที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
           
           และ 2) ใบรับรองการก่อสร้างหรือการใช้อาคารห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส เป็นใบรับรองที่ไม่ชอบด้วยกฏหมายหรือไม่
           

           ประเด็นก็คือ อาคารพิพาทมีแนวศูนย์กลางปากทางเข้าออกของถนนรถยนต์ อยู่ห่างจากทางร่วมทางแยกที่เป็นทางบรรจบกันของถนนสาธารณะน้อยกว่า 100 เมตร อันเป็นการขัดต่อข้อ 3(2) แห่งประกาศกรมโยธาธิการและผังเมือง เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินเพื่อประโยชน์จัดทำผังเมืองรวมเพชรบูรณ์ 2550 เป็นจริง ตามที่กลุ่มรักษ์หนองไผ่ร้อง
           
           โดยประกาศกรมโยธาธิการและผังเมือง กำหนดให้อาคารพาณิชยกรรมประเภทค้าปลีกค้าส่ง ที่มีพื้นที่ใช้สอยไม่เกิน 800 ตารางเมตร จะต้องมีแนวศูนย์ปากทางเข้าออกของรถยนต์อยู่ห่างจากทางร่วมทางแยกที่เป็นทางบรรจบกันของถนนสาธารณะที่มีเขตทางตั้งแต่ 14 เมตรขึ้นไป ไม่น้อยกว่า 100 เมตร
           
           ถนนสายหนองไผ่-วังท่าดี เป็นถนนสาธารณะที่มาบรรจบกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 21 สายสระบุรี หล่มสัก มีขนาดความกว้างของเขตทางตั้งแต่ 14 เมตรขึ้นไป ตามที่กลุ่มรักษ์หนองไผ่ฟ้อง
           
           ทั้งนี้ การพิจารณาทางปกครองของเจ้าพนักงานท้องถิ่นว่าด้วยการควบคุมอาคาร นายกเทศมนตรีต.หนองไผ่ สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยไม่ได้ผูกพันกับคำหรือพยาน ซึ่งหนังสือของอบจ.เพชรบูรณ์ เป็นเอกสารรับรอง ขนาดความกว้างของเขตทางถนนสายหนองไผ่ วังท่าดี แจ้งไปยังน.ส.สุนีย์ พฤกษ์ศรีตระกูล มิใช่เป็นเจ้าของที่ดินอันเป็นที่ตั้งอาคารพิพาทและไม่ใช่ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าของที่ดิน
           
           อีกทั้งหนังสือก็ไม่ใช่เป็นการแจ้งรับรองขนาดความกว้างของเขตทางบริเวณใกล้กับทางร่วมทางแยกเป็นทางบรรจบกัน ฉะนั้น ตามพยานหลักฐานประกอบคำขอจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่น่าเชื่อถือ และยังมีไม่เพียงพอแก่การพิจารณาทางปกครองเพื่อจัดให้มีการออกใบอนุญาตตามคำขอได้
           
           ทั้งนี้ น.ส.สุนีย์ เป็นผู้ซึ่งแจ้งขอให้มีการรับรองแนวเขตทาง แต่กลับเป็นผู้ซึ่งทำหน้าที่นำชี้แนวเสาไฟฟ้าริมถนนสาธารณะให้เป็นแนวเขตทาง และได้มีการแจ้งรับรองแนวเขตทางตามที่น.ส. สุนีย์ นำชี้ จะเห็นได้ว่า เป็นการนำชี้แนวเขตที่ดินแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ สาขาหนองไผ่ และเจ้าของที่ดินแปลงใกล้เคียงหรือเจ้าของที่ดินที่ตั้งอยู่ตรงข้ามถนนเข้าร่วมในการนำชี้แนวเขตที่ดินเพื่อรับรองแนวเขต
           
           ประกอบกับการนำแนวเสาไฟฟ้าที่ปักอยู่ริมทางเท้าทั้งสองฟากถนนมาใช้อ้างอ้างเป็นแนวเขตทางของถนนนั้น ก็เท่ากับว่า ถนนสาธารณะนี้ เป็นถนนที่มีการก่อสร้างทางเท้า อันเป็นพฤติการณ์ที่ผิดปกติวิสัย ไม่ชอบมาพากล ซึ่งในการพิจารณาทางปกครองก่อนออกใบอนุญาต นายกเทศมนตรีต.หนองไผ่ ไม่ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
           
           ศาลวินิจฉัยเห็นว่า ใบอนุญาตก่อสร้างอาคารห้างสรรพสินค้าเทศโก้โลตัส ที่นายกเทศมนตรีต.หนองไผ่ออกให้เมื่อ 23 มิ.ย.51 เป็นใบอนุญาตที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เนื่องจากใบอนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทในคดีนี้หมดอายุลง จึงไม่มีกรณีที่ศาลจะต้องออกคำบังคับให้เพิกถอนใบอนุญาตดังกล่าวตามคำขอของกลุ่มรักษ์หนองไผ่
           
           กรณีใบรับรองการใช้อาคาร ที่นายกเทศมนตรีต.หนองไผ่ออกให้ 11 พ.ย. 51 เป็นใบรับรองที่ถูกต้อง หากแต่การออกใบอนุญาตก่อสร้างโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายจนกระทั่งก่อสร้างแล้วเสร็จ ฉะนั้นใบรับรองการใช้อาคารย่อมไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน แต่ผู้ร้องคดีที่หนึ่ง นางสุกัญญา พฤกษ์ศรีตระกูล ไม่มีอำนาจฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 หรือ เทศบาลต.หนองไผ่ เป็นคดีโดยตรงได้
           
           “ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนใบรับรองการก่อสร้างอาคารหรือการใช้อาคารห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาหนองไผ่ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (นายกเทศมนตรีต.หนองไผ่) ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ออกให้แก่บริษัทเอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น จำกัด ตามแบบ อ.6 เลขที่ 20/2551 เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 51 โดยการเพิกถอนมีผลย้อนหลังนับตั้งแต่วันออกใบรับรองดังกล่าว”
           
           ส่วนประเด็นรีบออกใบอนุญาตนั้น เหตุผลฟังไม่ขึ้น
           
           สำหรับประเด็นคิดคำนวณพื้นที่ใช้สอยของห้างเทสโก้ฯ ยื่นขออนุญาต 6,240 ตารางเมตรเกินกว่าที่กฎหมายผังเมืองกำหนด แต่แยกส่วนเฉพาะ Sale Area หรือระบุพื้นที่พาณิชย์ 709 ตารางเมตร พื้นที่ให้เช่า 135 ตารางเมตร สำนักงาน 61 ตารางเมตร พื้นที่เก็บสินค้า 97 ตารางเมตร ทางเดิน 124 ตารางเมตร ห้องน้ำ 31 ตารางเมตร ฯลฯ รวมพื้นที่อาคาร 1,157 ตารางเมตร ซึ่งศาลได้พิจารณาแล้วว่า มีพื้นที่ใช้สอยเพื่อการพาณิชย์นั้นถูกต้องแล้ว คือ น้อยกว่า 800 ตารางเมตร

    ข่าวล่าสุด ในหมวด
    นัดชี้ชะตา "เนวิน" คดีทุจริตกล้ายางวันนี้ (3)
    นัดชี้ชะตา “เนวิน” คดีทุจริตกล้ายาง (2)
    นัดชี้ชะตา “เนวิน” คดีทุจริตกล้ายาง (1)
    เปิดคำพิพากษาเทสโก้ โลตัส พ่ายคดีกลุ่มรักษ์หนองไผ่ เพชรบูรณ์
    ฉีกหน้ากากเทสโก้โลตัส ฟ้องเรียกพันล้านใช้สิทธิทางศาลไม่สุจริต

    กล้ายางของเนวิน

    นัดชี้ชะตา “เนวิน” คดีทุจริตกล้ายาง (1)
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 สิงหาคม 2552 16:57 น.
    เนวิน ชิดชอบ
           ASTVผู้จัดการรายวัน – ศาลฎีกาฯ นัดตัดสินคดีทุจริตจัดซื้อกล้ายางพารา 17 ส.ค.นี้ ลุ้นชะตา “เนวิน” รอดคดีหรือหนีคุกไม่พ้นตามรอย “แม้ว” ลูกพี่เก่า
           
           ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาคดีทุจริตจัดซื้อต้นกล้ายางพารา 90 ล้านต้น มูลค่า 1,440 ล้านบาท ในวันที่ 17 ส.ค. 52 นี้ เวลา 14.00 น. หลังจากทนายความฝ่ายโจทก์คือคณะกรรมการป้องกันและปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และทนายความฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำแถลงปิดคดีต่อศาลฯ ที่กำหนดให้ยื่นภายในวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา
           
           คดีทุจริตกล้ายาง เป็นผลสืบเนื่องจากการติดตามตรวจสอบโครงการปลูกยางล้านไร่เพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงให้เกษตรกรฯ ของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่ง“ASTVผู้จัดการรายวัน” ติดตามรายงานมาอย่างต่อเนื่องนับแต่ปี 2548 เป็นต้นมา
           
           ต่อมา เมื่อปี 2549 หลังเหตุการณ์รัฐประหาร คณะคปค.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ขึ้นมาตรวจสอบการทุจริต และโครงการทุจริตจัดซื้อกล้ายาง เป็นหนึ่งในเรื่องที่ คตส.หยิบยกขึ้นมาตรวจสอบโดยรับโอนมาจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งติดตามตรวจสอบเรื่องนี้อยู่ก่อน
           
           คตส. ได้แต่งตั้ง บรรเจิด สิงคะเนติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งใน คตส.เป็นประธานอนุกรรมการรับผิดชอบคดี และคดีดังกล่าวยังถือเป็น 1 ใน 3 คดี ที่ คตส. เป็นผู้ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาฯ เอง โดยอีก 2 คดี คือ คดีหวยบนดิน และคดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ให้รัฐบาลพม่า เนื่องจากสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งทำหน้าที่ฟ้องคดีให้รัฐ มีความเห็นต่างว่าสำนวนคดีที่ คตส. ส่งมาไม่มีความสมบูรณ์จึงไม่ยื่นฟ้องให้ และเมื่อ คตส. หมดวาระลงเมื่อเดือนมิ.ย. 2551 คดีถูกโอนมายัง ป.ป.ช.
           
           ***อสส.พลิ้ว คตส.ยื่นฟ้องคดีเอง
           
           คดีนี้ นายสิทธิโชค ศรีเจริญ ทนายความซึ่งได้รับมอบหมายจาก คตส. นำคำฟ้อง 65 หน้า พร้อมสำนวนพยานหลักฐานการทุจริต 7 ลัง รวม 1,887 หน้า ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาฯ เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 51 โดยฟ้องนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) นายวราเทพ รัตนากร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะ คชก.
           
           นายเนวิน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯในฐานะผู้ริเริ่มโครงการ นายสรอรรถ กลิ่นปทุม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และนายอดิศัย โพธารามิก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะ คชก. กับพวก รวม 44 คน
           

           ประกอบด้วย คณะกรรมการกลั่นกรองเสนอโครงการต่อคณะรัฐมนตรีคณะที่ 2 , กลุ่ม คชก. , กลุ่มคณะกรรมการบริหารโครงการกำหนดทีโออาร์ , คณะกรรมการพิจารณาผลประกวดราคา , บริษัทเจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์จำกัด ในเครือซีพี ,บริษัทรีสอร์ทแลนด์จำกัด และ บริษัทเอกเจริญการเกษตรจำกัด เป็นจำเลย
           
           ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ จัดการ หรือรักษาทรัพย์สินใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต ผู้ใดทุจริตหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จเพื่อให้ได้ไปทรัพย์สินอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง
            
           อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.151, 157, 341, ประกอบ มาตรา 83, 84, 86, 90 และ 91 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ.2542 มาตรา 4, 9-13 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11
           
           จากสำนวนคำฟ้อง คตส. มีความเห็นว่า สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดตามข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนและพยานเอกสาร พอสรุปได้ว่าความเสียหาย ได้แก่ เงิน คชก. ที่กรมวิชาการเกษตร เบิกไปจากกรมบัญชีกลางจำนวน 7 งวด และได้จ่ายให้กับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด ค่าเสียหายในส่วนที่คำนวณได้เป็นตัวเงินจำนวน 1,100.69 ล้านบาท
           
           บุคคลที่ต้องรับผิดชอบคือ คณะกรรมการ คชก. ในฐานะที่อนุมัติให้มีการใช้เงินคชก. และให้นำเงิน CESS มาใช้คืน คชก. นายเนวิน ชิดชอบ ในฐานะรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบโครงการ นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรในขณะนั้น คณะกรรมการบริหารโครงการ คณะกรรมการพิจารณาผลประกวดราคา บริษัทเจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด บริษัทรีสอร์ทแลนด์ จำกัด บริษัทเอกเจริญการเกษตร จำกัด และกรรมการบริษัทเอกชนที่มีอำนาจทำการแทนบริษัททั้งสามบริษัท นายสกล บุญชูดวง, นายสำราญ ชัยชนะ, นายญาณกร สิงห์ชุม ต้องร่วมรับผิดชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นดังกล่าวทั้งหมดโดยจะต้องรับผิดร่วมกันเต็มจำนวนความเสียหาย
           
           นอกจากนั้น คตส.ให้ข้อสังเกตในส่วนที่เกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเกษตรกร โดยเฉพาะในปีที่ 1 เป็นผลมาจากการส่งมอบกิ่งยางชำถุงไม่ครบและมีอัตราการตายสูงเนื่องจากมีการส่งมอบนอกระยะเวลาตามสัญญาและกรณีที่ส่งมอบในระยะเวลาตามสัญญามีอัตราการตายสูงเนื่องจากภัยแล้ง ในปีที่ 2 การดำเนินการส่งมอบกิ่งยางชำถุงครบถ้วน อัตราการตายถือว่าต่ำ แต่ปีที่ 3 การส่งมอบขาดไปประมาณ 16 ล้านต้น ส่วนการตายยังไม่ทราบ (เอกสารหน้าที่ 176 แฟ้มที่ 7)
           
           ***ศาลสรุปคำฟ้องเปิดคดี
           
           ต่อมา ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯ ได้เลือกองค์คณะโดยใช้วิธีลงคะแนนลับ มีผู้พิพากษาที่ได้รับเลือก คือ 1.นายบุญรอด ตันประเสริฐ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา 2.นายชาลี ทัพภวิมล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา 3.นายเกษม วีรวงศ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
            
           4.นายสุรภพ ปัทมะสุคน ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา 5.นายวิชา มั่นสกุล ผู้พิพากษาอ่วุโสในศาลฎีกา 6.นายพรเพชร วิชิตชลชัย ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา 7.นายประทีป ปิติสันต์ ผู้พิหากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา 8.นายรัตน กองแก้ว ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา 9.นายจรัส พวงมนี ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
           
           ทั้งนี้ ที่ประชุมองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 ได้เลือกนายบุญรอด ตันประเสริฐ เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะเจ้าของสำนวน คดีหมายเลขดำที่ อม.4/2551 หลังจากนั้น ศาลฎีกาฯ พิจารณาคำฟ้องและได้รับฟ้องคดีไว้เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 51
           
           ในวันนัดหมายสืบคดีนัดแรกเมื่อวันที่ 23 ก.ย. 51 องค์คณะอ่านสรุปคำฟ้องโจทก์จากจำนวน 63 หน้า ระบุว่า ในส่วนของจำเลยที่ 1-3 และ 5-18 ซึ่งเป็นกลุ่ม คชก. ว่า เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2546 จำเลยร่วมกันมีมติอนุมัติยกเว้นมติของ คชก.ครั้งที่ 1/2534 ลงวันที่ 15 ต.ค. 2534 และมีมติอนุมัติเงินจำนวน 1,440 ล้านบาท เพื่อให้กรมวิชาการเกษตร ดำเนินการกำหนดเขตปลูกยางพาราใหม่ในพื้นที่ 1 ล้านไร่ โดยให้การจัดหาต้นกล้ายางพารา 90 ล้านต้นมาเพื่อดำเนินโครงการ ซึ่งให้สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ( สกย.) นำต้นกล้าแจกให้เกษตรกร
           
           การดำเนินโครงการนั้นให้ใช้เงินของกองทุนรวมเกษตรกร ที่ให้มีการผ่อนชำระเงินคืนภายในระยะเวลา 15 ปี อันเป็นมติที่ขัดต่อข้อ 19 (5) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยกองทุนรวมของเกษตรกร พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 5 พ.ศ.2543 และ พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ.2503 มาตรา 18 ซึ่งเป็นมติที่มิชอบทำให้กองทุนรวมเกษตรกรได้รับความเสียหายจากการปล่อยเงินเป็นจำนวน 1,440 ล้านบาท โดยการกระทำของจำเลยที่ 1-3 และ 5-18 ทำผิด ป.อาญา ม.151, 157, พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรรัฐฯ
           
           จำเลยที่ 4 และ 19-26 ในฐานะเป็นกรรมการบริหารโครงการและกรรมการพิจารณาผลประกวดราคา และจำเลยที่ 27-44 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เสนอราคาและผู้ชนะประมูลราคา โดยระหว่างวันที่ 27 มี.ค. – 6 พ.ย. 2549 จำเลยที่ 4 ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 3 ได้ขออนุมัติโครงการดังกล่าวต่อคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอ ครม. ที่มีจำเลยที่ 1 เป็นประธาน เพื่อยกระดับและความมั่นคงของเกษตรกร โดยให้มีการปล่อยเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยจำนวน 1,440 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการซื้อต้นกล้ายางแจกให้กับเกษตรกร โดยการเสนอดังกล่าวไม่ชอบ
           
           และจำเลยที่ 4 ยังได้อนุมัติให้จำเลยที่ 30 ดำเนินโครงการดังกล่าวแล้วเบิกเงินล่วงหน้าจำนวน 200 ล้านบาท ให้กับจำเลยที่ 30 ซึ่งเป็นการขัดต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 โดยการกระทำของจำเลย 19-26 ในฐานะเป็นกรรมการบริหารโครงการและกรรมการพิจารณาผลประกวดราคา ยังได้ร่วมกันมุ่งเอื้อผลประโยชน์ให้กับจำเลยที่ 30-32 ได้เป็นผู้เสนอราคาทั้งที่ขาดคุณสมบัติเพราะมีความสัมพันธ์กันในเชิงบริหารและทุนธุรกิจ
           
           อีกทั้งไม่ได้เป็นผู้มีประสบการณ์หรือเกี่ยวข้องกับการจัดทำต้นกล้ายาง จงใจยื่นหลักฐานประกวดราคาอันเป็นเท็จมีเจตนาปกปิดแปลงเพาะกล้ายาง รวมทั้งยังได้มีการกำหนดเงื่อนไขและเปลี่ยนแปลงวันประกวดราคา จนได้เปรียบเอกชนผู้เสนอราคารายอื่น ไม่สามารถเข้าร่วมประมูลได้ จึงเป็นการกีดกัน สร้างความไม่เป็นธรรมในการเสนอราคากับหน่วยงานของรัฐ การกระทำของจำเลยที่ 4 , 9-26 และ30-32 เป็นการทำผิดตาม ป.อาญา ม.157 และ 341 พ.ร.บ.ฮั้วประมูลฯ ม.4, 9-12
           
           การกระทำของจำเลยที่ 1-44 เป็นการทำให้จำเลยที่ 30 ได้รับเงินจากกองทุนรวมจำนวน 1,168 ล้านบาทเศษ ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหมดตามกฎหมาย และให้นับโทษจำเลยที่ 1-5 ต่อจากคดีหมายเลขดำที่ อม.1/2551 คดีทุจริตโครงการออกสลากเลขท้ายพิเศษ 2 และ 3 ตัว (หวยบนดิน) และให้จำเลยทั้ง 44 รวมกันหรือใช้แทนเงินจำนวน 1,168 ล้านบาทเศษ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 30 ได้รับเงินไป คิดเป็นเงินจำนวน 248 ล้านบาทเศษ นับแต่วันฟ้อง และต่อไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
           
           คดีนี้ ป.ป.ช. โจทก์ (แทน คตส.) เตรียมพยานไต่สวนรวมทั้งสิ้น 25 ปาก ซึ่งศาลอนุญาตให้ใช้เวลาไต่สวนพยานรวม 6 นัด กำหนดวันนัดไต่สวนพยานโจทก์ต่อเนื่องกันตลอดเดือน มี.ค. 52 ซึ่งนัดสุดท้าย คือวันที่ 25 มี.ค. 52 โดยทนายความฝ่ายโจทก์ คือนายเจษฎา อนุจารีย์ อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ สภาทนายความแห่งประเทศไทย ขณะที่ฝ่ายจำเลย เตรียมพยานไต่สวนรวม 92 ปาก รวม 18 นัด สำหรับการไต่สวนพยานนั้นองค์คณะ ฯ อนุญาต ให้ไต่สวนพยานลับหลังจำเลยทั้ง 44 คนได้
           
           เนวิน ชิดชอบ แถลงเปิดคดีด้วยวาจาในนัดแรกของการไต่สวนคดี เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 52 ว่า โครงการดังกล่าวเป็นการยกระดับรายได้และสร้างความมั่นคงให้เกษตรกร เป็นโครงการที่ทำเพื่อประโยชน์เกษตรกร
           
           มิหนำซ้ำ เนวิน ยังตีโวหารว่า “หากย้อนเวลากลับไปได้แล้วจะต้องพิจารณาว่าจะอนุมัติโครงการหรือไม่ ผมยืนยันว่าก็จะดำเนินการอนุมัติโครงการนี้อีกต่อไป ซึ่งการอนุมัติดำเนินโครงการได้ตัดสินใจด้วยเหตุผล และการพิจารณาสัญญาการจัดซื้อต้นกล้ายาง สำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นทนายความแผ่นดินของรัฐบาลได้ตรวจพิจารณาแล้ว เห็นว่าดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอน ดังนั้นจึงได้ดำเนินโครงการโดยความเชื่ออย่างสุจริตใจ ซึ่งตนหวังว่าจะได้รับความเมตตาจากศาลที่จะให้ความยุติธรรม”
           

           สิ่งที่ เนวิน กล่าวอ้างจะได้รับการพิสูจน์ในคำตัดสินของศาลฎีกาฯ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

    ต้องลุ้นหนัก (ๆ และ หนัก)

    "4 รมต.ทักษิณ"ลุ้นเฮือกใหญ่คดีกล้ายาง วันนี้
    โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 17 สิงหาคม 2552 07:26 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

    4 รัฐมนตรีในสมัยรัฐบาล"ทักษิณ ชินวัตร" ที่ตกเป็นจำเลยในคดีทุจริตกล้ายาง ลุ้นคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งจะมีคำพิพากษาในวันนี้
           
           วันนี้ (17 ส.ค.) นายบุญรอด ตันประเสริฐ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาเจ้าของสำนวนพร้อมองค์คณะทั้ง 9 นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม.4/2551 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ฟ้อง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ,นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง ในฐานะเป็น คชก. นายเนวิน ชิดชอบ อดีต รมช.เกษตรฯ ในฐานะเป็นผู้ริเริ่มโครงการ ,นายสรอรรถ กลิ่นปทุม รมว.เกษตรฯในฐานะเป็นคชก.และนายอดิศัย โพธารามิก อดีตรมว.พาณิชย์ ในฐานะเป็นคชก. ,กลุ่มคณะกรรมการบริหารโครงการกำหนดทีโออาร์ และคณะกรรมการพิจารณาผลประกวดราคา , บริษัทเจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์จำกัด ในเครือซีพี ,บริษัทรีสอร์ทแลนด์จำกัด และ บริษัทเอกเจริญการเกษตรจำกัด ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-44 ในความผิดฐานในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ จัดการ ทรัพย์สินใดใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตเสียหายแก่รัฐ , เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.151, 157, 341 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ.2542 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11
           
           ทั้งนี้ ก่อนจะมีการอ่านคำพิพากษา องค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คนจะประชุมลับเพื่อพิจารณาลงมติในแต่ละประเด็นและจำเลยเป็นรายบุคคลว่า ผู้พิพากษาแต่ละคนเห็นด้วยกับเห็นด้วยหรือไม่เห็นข้อกล่าวหาตามฟ้องหรือไม่อย่างไร ซึ่งผู้พิพากษาแต่ละคนจะเขียนคำพิพากษาส่วนตนมาเสนอต่อที่ประชุม แล้วพิจารณาลงคะแนนแล้วเขียนคำพิพากษากลางซึ่งเป็นมติเสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมองค์คณะ และจะอ่านคำพิพากษาในช่วงบ่ายวันเดียวกันทันที
           
           สำหรับรายชื่อจำเลยในคดีนี้ แยกตามฐานความผิด ได้ 7 กลุ่ม ประกอบด้วย
           
           1.คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตร (คชก.) ประกอบด้วย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการการกลั่นกรองและประธานคชก. นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง ในฐานะกรรมการ คชก. นายสรอรรถ กลิ่นประทุม อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกรรมการ คชก. นายอดิศัย โพธารามิก อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะกรรมการ คชก.
           
           นายพิศิษฐ เศรษฐวงศ์ รองปลัดกระทรวงพานิชย์ นายปริญญา อุดมทรัพย์ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ น.ส.บุญมี เลิศพิเชษฐ ผู้อำนวยการกลุ่มงานเงินนอกงบประมาณ นางเสริมสุข ชลวานิช รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ อธิบดีกรมการค้าภายใน นายกรณรงค์ ฤทธิ์ฤาชัย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน นายสิทธิ บุณยรัตผลิน อธิบดีกรมประมง และน.ส.สุชาดา วราภรณ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ทั้งหมดมีฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 151และ 157 ส่วน น.ส.สุกัญญา โตวิวิชญ์ ผู้บริหารส่วนวิเคราะห์ สาขาเศรษฐกิจและนายพิทยาพล นาถธราดล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) ผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 11 ประกอบมาตรา 83 ตามประมวลกฎหมายอาญา
           
           2.นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ประธานคณะกรรมการกลางกลุ่มเกษตรกรแห่งประเทศไทย มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 157 และพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ มาตรา 11
           
           3.นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายจิรากร โกศัยเสวี นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ นายจำนง คงศิลป์ กรรมการบริหารโครงการและกรรมการพิจารณาโครงการประกวดราคา นายสุจินต์ แม้นเหมือน นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ กรรมการบริหารโครงการ นายสมบัติ ยิ่งยืน นายสมชาย ชาญณรงค์กุล กรรมการพิจารณาผลการประกวดราคา มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ มาตรา 11, 12 และมาตรา 83, 157 และ 341 ตามประมวลกฎหมายอาญา
           
           4.นายสกล บุญชูดวง ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธ์ จำกัด นายญาณกร สิงห์ชุม ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัท เอกเจริญการเกษตร จำกัด นายสำราญ ชัยชนะ ผู้รับมอบอำนาจจาก บริษัท รีสอร์ทแลนด์ จำกัด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธ์ จำกัด ในฐานะผู้ชนะการประกวดราคา บริษัท รีสอร์ทแลนด์ จำกัด บริษัท เอกเจริญการเกษตร จำกัด ในฐานะผู้เสนอราคา มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ มาตรา 4, 10, 11, 12, 13 และประมวลกฎหมายอาญา 86, 157, 341
           
           5.นายวัลลภ เจียรวนนท์ นายมิน เธียรวร นายประเสริฐ พุ่งกุมาร นายธีรยุทธ พิทยาอิสรกุล นายพงษ์เทพ เจียรวนนท์ นายเอี่ยม งามดำรง นายบุญเลิศ ประภากมล กรรมการบริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด นายวรวิทย์ เจนธนากุล นางวิไลลักขณ์ รัตนสวัสดิ์ กรรมการบริษัท รีสอร์ทแลนด์ จำกัด น.ส.พัชรี ชินรักษ์ นางอนงนุช ภรณวลัย นางเจริญศรี ลือพัฒนสุข กรรมการผู้มีอำนาจบริษัท เอกเจริญการเกษตร จำกัด มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐมาตรา 4, 9, 10, 11, 12, 13 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86, 157, 341
           
           6.นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ฐานเป็นผู้ริเริ่มโครงการมีความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดการเสนอความผิดต่อหน่วยงานรัฐ มาตรา 10, 11, 12 ตามประมวลกฎหมายอาญา 83, 84, 157, 341 และ
           
           7.นายเนวิน ชิดชอบ อดีต รมช.เกษตรฯ ผู้สนับสนุนพรรคภูมิใจไทย มีความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดการเสนอความผิดต่อหน่วยงานรัฐ มาตรา 10, 13 ตามประมวลกฎหมายอาญา 83, 157, 341

    กว่าจะถึงวันพิพากษา

    กว่าจะถึงวันพิพากษา...คดี"กล้ายาง"ล้างบางนักการเมือง
    โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 17 สิงหาคม 2552 07:30 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

    เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ซักซ้อมความเข้าใจ ก่อนฟังคำพิพากษาคดีทุจริตจัดซื้อกล้ายางพารา 90 ล้านต้น มูลค่ากว่า 1,440 ล้านบาท ในเวลาบ่ายสองโมงวันนี้ ( 17 ส.ค.) ย้อนไปดูที่มาที่ไปของคดีเพื่อเตือนความจำกันอีกครั้ง
           
           คดีนี้ส่อเค้าวุ่นตั้งแต่ต้น เมื่ออัยการไม่ยอมฟ้องคดีให้เนื่องจากเห็นว่าสำนวนการสอบสวนของ คตส.ไม่ครบถ้วนในหลายประเด็น นำมาสู่การตั้งคณะทำงานร่วมสองฝ่ายถกกันอยู่หลายรอบแต่ก็ไม่ได้ข้อยุติ สุดท้าย คตส. ต้องตัดใจตั้งทนายฟ้องคดีเอง
           
           27 มิ.ย.51 นายเจษฎา อนุจารีย์ ทนายความผู้รับมอบหมายจาก คตส. ยื่นฟ้องโดยกล่าวโทษ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) เป็นจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 44 คน แบ่งเป็น รัฐมตรีใน กลุ่ม คชก.เช่น นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง ,นายสรอรรถ กลิ่นปทุม อดีต รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอดิศัย โพธารามิก อดีต รมว.พาณิชย์ ส่วน นายเนวิน ชิดชอบ อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการ
           
           ที่เหลือประกอบด้วย กลุ่มคณะกรรมการกลั่นกรองเสนอโครงการต่อ ครม. , กลุ่ม คชก. , กลุ่มคณะกรรมการบริหารโครงการ ( กำหนดทีโออาร์) คณะกรรมการพิจารณาผลประกวดราคาซึ่งเป็นกลุ่มข้าราชการ และบริษัทเอกชน 3 ราย ประกอบด้วย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด ในเครือซีพี , บริษัท รีสอร์ทแลนด์ จำกัด และ บริษัท เอกเจริญการเกษตร จำกัด
           
           คำฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.46 สมัยรัฐบาลทักษิณ จำเลยที่ 1-3 และ 5 -18 ซึ่งเป็นกลุ่ม คชก. ร่วมกันมีมติยกเว้นมติเดิมของ คชก. โดยอนุมัติเงิน 1,440 ล้านบาท ให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการกำหนดเขตปลูกยางพาราใหม่ 1 ล้านไร่ และให้สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ( สกย.) จัดหาต้นกล้ายางพารา 90 ล้านต้นแจกให้เกษตรกร โดยใช้เงินของกองทุนรวมเกษตรกร ที่ให้มีการผ่อนชำระเงินคืนภายในระยะเวลา 15 ปี อันเป็นมติที่ขัดต่อข้อ 19 (5) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยกองทุนรวมของเกษตรกร พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 5 พ.ศ.2543 และ พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ.2503 มาตรา 18 ทำให้กองทุนรวมเกษตรกรได้รับความเสียหาย เข้าข่ายความผิดตาม ป.อาญา ม.151, 157, พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรรัฐฯ
           
           ต่อมา ระหว่างวันที่ 27 มี.ค. – 6 พ.ย. 2549 จำเลยที่ 4 ได้ขออนุมัติโครงการดังกล่าวต่อคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอ ครม.โดยไม่ชอบ ให้ปล่อยเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยจำนวน 1,440 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการซื้อต้นกล้ายางแจกให้กับเกษตรกร และจำเลยที่ 4 ยังอนุมัติให้ บ.ในเครือ ซีพี จำเลยที่ 30 ดำเนินโครงการพร้อมเบิกเงินล่วงหน้าให้จำนวน 200 ล้านบาท ซึ่งขัดต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535
           
           ส่วนจำเลย 19 -26 ในฐานะเป็นกรรมการบริหารโครงการและกรรมการพิจารณาผลประกวดราคา ร่วมกันมุ่งเอื้อผลประโยชน์ให้กับจำเลยที่ 30 -32 ได้เป็นผู้เสนอราคาทั้งที่ขาดคุณสมบัติเพราะมีความสัมพันธ์กันในเชิงบริหารและทุนธุรกิจ อีกทั้งไม่มีประสบการณ์หรือเกี่ยวข้องกับการจัดทำต้นกล้ายาง จงใจยื่นหลักฐานประกวดราคาอันเป็นเท็จมีเจตนาปกปิดแปลงเพาะกล้ายาง รวมทั้งยังกำหนดเงื่อนไขและเปลี่ยนแปลงวันประกวดราคาจนเอกชนผู้เสนอราคารายอื่นไม่สามารถเข้าร่วมประมูลได้เข้าข่ายกีดกัน สร้างความไม่เป็นธรรมในการเสนอราคากับหน่วยงานของรัฐ การกระทำของจำเลยที่ 4 , 9-26 และ30-32 เป็นการทำผิดตาม ป.อาญา ม.157 และ 341 พ.ร.บ.ฮั้วประมูลฯ ม.4, 9-12
           
           การกระทำของจำเลยที่ 1 - 44 เป็นการทำให้จำเลยที่ 30 ได้รับเงินจากกองทุนรวมจำนวน 1,168 ล้านบาทเศษ ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหมดตามกฎหมาย และให้จำเลยทั้ง 44 รวมกันหรือใช้แทนเงินจำนวน 1,168 ล้านบาทเศษ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
           
           6 ส.ค.51 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประทับรับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ อม.4/2551 และต่อมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เข้ามาเป็นโจทก์แทนภายหลัง คตส.หมดวาระ
           
           4 มี.ค.52 ก่อนเริ่มไต่สวนพยานโจทก์นัดแรก ฝ่ายจำเลยส่งนายเนวิน ชิดชอบ จำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนแถลงเปิดคดีด้วยวาจา เจ้าตัวตีหน้าเศร้าน้ำตาซึม ยืนยันกับศาลว่า ริเริ่มโครงการดังกล่าวด้วยความบริสุทธิ์ใจ ตามที่เคยฝันไว้ว่าจะยกระดับรายได้เกษตรกรแถบภาคเหนือและภาคอีสานให้เทียบเท่ากับเกษตรกรทางภาคใต้ และหากย้อนเวลาได้ก็ยืนยันว่าจะอนุมัติดำเนินโครงการดังกล่าวเพื่อประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรที่ยากจน
           
           ขณะที่ นายบรรเจิด สิงคะเนติ ประธานอนุ คตส. พยานโจทก์เบิกความ ลำดับขั้นตอนการตรวจสอบโครงการ โดยแกะลอยจากรายงานการประชุม คชก. ประกอบคำชี้แจง และคำให้การผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งในตอนแรกมีถึง 90 คน แต่ต่อมาเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า ครม.ขณะนั้นไม่ได้มีมติริเริ่มโครงการจึงมีความเห็นไม่ฟ้อง โดยเห็นควรให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองบางคนที่เกี่ยวข้องในการริเริ่มโครงการ , กลุ่ม คชก. , กลุ่มคณะกรรมการบริหารโครงการกำหนดทีโออาร์ คณะกรรมการพิจารณาผลประกวดราคา และกลุ่มบริษัทเอกชน ที่มีส่วนร้วมในการฮั้วประมูลเท่านั้น นอกจากนี้หลังมีการแจ้งข้อกล่าวหา คตส.ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวมีโอกาสชี้แจงอย่างเต็มที่
           

           12 พ.ค.52 นายเนวินขึ้นเบิกความอีกรอบฐานะพยานจำเลยอ้างกับศาลว่า เหตุที่ต้องเป็นผู้ริเริ่มโครงการ เนื่องจากขณะนั้นดำรงตำแหน่ง รมช. รักษาตำแหน่ง รมว. เกษตรฯ และดำเนินโครงการตามผลการศึกษาวิจัยของสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ที่ยืนยันว่าพื้นที่อีสานสามารถปลูกยางพาราได้ ส่วนการอนุมัติการใช้เงินกว่า 1,400 ล้านบาทนั้นตนไม่เกี่ยวข้อง เพราะเป็นเรื่องที่ ครม. หรือ คชก.จะพิจารณาเห็นชอบ
           
           19 พ.ค.52 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน คชก. จำเลยที่ 1 ขึ้นเบิกความระบุว่า ที่ประชุม คชก.ในขณะนั้น พิจารณาโครงการประกอบแผนการจ่ายเงินคืนแล้ว เห็นว่าโครงการน่าจะมีประสิทธิภาพและจะช่วยยกระดับรายได้เกษตรกร อีกทั้งได้ข้อมูลจากบริษัทผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ว่าตลาดยางพาราจะมีราคาดีต่อไปอีก 6 - 7 ปี ที่ประชุมจึงมีมติอนุมัติเงิน 1,440 ล้านบาท เพื่อดำเนินการจัดซื้อกล้ายางแจกจ่ายเกษตรกร โดยในที่ประชุม คชก.ไม่ได้มีเฉพาะข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ แต่ยังมีข้าราชการและเจ้าหน้าที่อื่นๆ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และไม่มีใครคัดค้านว่า การใช้เงิน คชก.จะเป็นการผิดระเบียบหรือกฎหมาย
           
           22 พ.ค.52 ฝ่ายจำเลยนำนายแก้วสรร อติโพธิ อดีต คตส.เสียงข้างน้อย ในชั้นพิจารณาสำนวน ขึ้นเบิกความระบุว่า ส่วนตัวเห็นว่าการกระทำของ คชก.ยังไม่เข้าข่ายทุจริต แต่เป็นเรื่องของการดื้อดึงที่จะดำเนินโครงการ ส่วนข้อเท็จจริงเรื่องการประมูลจัดซื้อจัดจ้างมีการทุจริตหรือไม่นั้น ประเด็นนี้ คตส.มีมติเป็นเอกฉันท์ว่ามีการสมยอมในการประกวดราคา
           
           เมื่อศาลซักถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ นายเนวิน รมช.เกษตร ฯ ขณะนั้น กับอธิบดีกรมวิชาการเกษตร และคณะกรรมการบริหารประกวดราคา ซึ่งมีความสัมพันธ์กันในทางตำแหน่งจะมีพฤติการณ์ร่วมกัน นายแก้วสรร ตอบว่าในสำนวน อนุ คตส. ไม่สามารถเจาะลงไปว่ามีการบัญชาการดังกล่าว ส่วนเรื่องความสัมพันธ์โดยส่วนตัวนั้นมีเพียงคำบอกเล่า จึงยังไม่ถือเป็นหลักฐานที่ชี้ว่ามีการสมคบกันกับนายเนวิน
           
           ด้าน นายเจษฎา อนุจารีย์ ทนายความ ป.ป.ช. มั่นใจว่า พยานหลักฐานที่นำเข้าไต่สวนต่อศาล ตามสำนวนการสอบสวน และการรวบรวมพยานหลักฐานในชั้น คตส. เพียงพอที่จะให้ศาลวินิจฉัยพิพากษาลงโทษได้ การกระทำที่เกิดขึ้น เป็นการทุจริตเชิงนโยบาย ที่มีลักษณะแตกต่างจากการทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมืองในอดีต ที่รับเปอร์เซ็นต์จากบริษัทเอกชน ที่ร่วมประมูลโครงการได้โดยตรง และหวังว่าการฟ้องคดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานต่อการปราบปรามการทุจริตต่อไป ส่วนคำพิพากษาจะออกมาอย่างไร ถือเป็นดุลพินิจของศาล
           
           จนถึงนาทียังไม่แน่ชัดว่าศาลจะอ่านคำพิพากษาได้หรือไม่ เพราะเป็นไปได้ที่จำเลยบางคนอาจเล่นกลหายตัวไม่มาศาลทำให้ต้องเลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไป อย่างน้อย 1 นัด ขณะที่อีกหลายคนก็กำลังวิ่งเต้นเช็คผลคำพิพากษากันฝุ่นตลบ
           
           แม้จะย้ำเป็นนักหนาถึงเจตนาบริสุทธิ์ในการดำเนินโครงการเพื่อตามล่าหาฝันแก้ปัญหาความยากจนให้พี่น้องเกษตรกรชาวที่ราบสูง แต่สุดท้ายกรรมจะเป็นเครื่องพิสูจน์เจตนา หากองค์คณะผู้พิพากษาเห็นว่าเจตนานั้นเป็นการทุจริต แม้อ้างประชาชนเป็นเกราะกำบังก็ไม่ทำให้พ้นผิด โดยเฉพาะคนที่เคยประกาศไว้ว่าจะไม่หนีไปไหน สุดท้ายอาจต้องกลืนน้ำลาย เดินตามรอยโคตรโกงรุ่นพี่ อย่างทักษิณ ชินวัตร และวัฒนา อัศวเหม ที่หลบหนีอาญาแผ่นดินอยู่นอกประเทศก็เป็นได้