sombat's profileSpace ของ sombatPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    August 31

    หมัก สุดยอดผู้นำแห่งความล้มเหลว - ประชา ประสบดี - เรียกค่าเสียหาย/หัว

    “หมัก” อ้างน้ำตาตกใน ประชดคำสั่งศาล พูดชัดตัวการสั่ง ตร.สลาย พธม.
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 31 สิงหาคม 2551 10:31 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    สมัคร สุนทรเวช

    นายกฯ กระฟัดกระเฟียด ใช้สื่อรัฐลับฝีปากก่อนแจงกลางที่ประชุมรัฐสภาบ่ายนี้ เหน็บพวก ส.ส.-ส.ว.ฝักใฝ่พันธมิตรฯ ยืดอกท้าสื่อ “ความกลัวทำให้เสื่อม” ฟาดปากเสียดสีพันธมิตรฯ แค่คนหยิบมือยึดสนามบินหวังล้มรัฐบาล ประชดคำสั่งศาลยึดดาบคืน น้ำตาตกใน หลุดปากสั่งตำรวจเข้าสลายเอง อ้างเฉย ตร.มีแต่มือเปล่าๆ ปฏิเสธยิงแก๊สน้ำตา โยนมือที่ 3
           
            คลิกที่นี่ เพื่อฟังรายการ "สนทนาประสาสมัคร" 
           
           วันนี้ (31 ส.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังตึงเครียดในขณะนี้ว่าต้องขอบคุณนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่สนอว่าให้เปิดประชุมรัฐสภาเป็นการด่วน เพื่อให้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางในเวลา 13.30 น.วันนี้ โดยจะไม่มีการลงมติ ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่จะได้ชี้แจงให้ประชาชนรับทราบว่า ส.ส.-ส.ว.ยืนข้างใคร เพราะหลังจากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังสลายกลุ่มผู้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปรากฏว่ามีฝ่ายนิติบัญญัติบางกลุ่มได้เดินทางไปเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บและให้กำลังใจผู้ชุมนุมถึงเวทีทำเนียบรัฐบาล
           
           นายสมัคร ยังกล่าวย้ำว่า สื่อมวลชนในวันนี้จะต้องเลือกข้างแล้ว เพราะหากนำเสนอข่าวฝ่ายพันธมิตรฯ บ้านเมืองจะเสียหาย เมื่อวานก็เขียนข่าวมั่วกล่าวหาว่านายสมัครหนีการแถลงข่าวหลังเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่วังไกลกังวล ทั้งที่ตนเข้าเคยเฝ้าฯ มาแล้ว 10 ครั้งในช่วงบริหารรัฐบาลนี้ และไม่เคยแถลงข่าวสักครั้ง แต่สื่อมวลชนกลับไปนำเสนอกล่าวโทษกันใหญ่โตหาว่านายสมัครหายตัว นัดแล้วไม่มาตามนัด วันนี้แม้แต่คนกวาดตลาดยังกลัวสื่อมวลชนยิ่งใหญ่เหลือเกิน แต่ไม่ใช่นักโต้วาทีอย่างนายสมัคร ที่เชื่อว่า “ความกลัวทำให้เสื่อม”
           
           นายสมัคร ยังกล่าวอีกว่า 5 แกนนำพันมิตรฯ เป็นใคร ไม่มีสถานะแต่กลับออกมาปลุกระดมคนหยิบมือป่วนบ้านเมืองให้วุ่นวาย มีพวกโง่อย่างสหภาพรัฐวิสาหกิจ ทั้งรถไฟ ขนส่งมวลชนกรุงเทพ และการบินไทย รวมตัวการละทิ้งหน้าที่ ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไปทั่ว อย่างที่สนามบินภูเก็ต กระบี่ และหาดใหญ่ ปล่อยให้คนไม่กี่คนไม่มีอาวุธเข้าไปยึดสนามบินได้อย่างไร จะจ้าง รปภ.ไปทำไม ต้องไล่ออกไปให้หมด
           
           นอกจากนั้นยังมีเอเอสทีวีรายงานปลุกระดมด่ารัฐบาลตลอด 24 ชั่วโมง เพราะมีคำสั่งศาลปกครองคุ้มครอง แต่พอรัฐบาลจะไปยื่นคำร้องขอสั่งปิด กลับอ้างว่าไม่มีอำนาจสั่งเอกชนแล้วอย่างนี้ราษฎรตาดำๆ อย่างนายสมัครจะไม่ให้น้ำตาตกในอย่างไงไหว ยังมีไทยพีบีเอสอีกช่องที่ได้งบประมาณจากรัฐบาลปีละ 2,000 ล้านบาท ออกอากาศเชียร์พันธมิตรฯ กันสนุกปาก ขอยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้มาจากการเลือกตั้งที่ชอบด้วยกฎหมายทุกประการ อย่าหวังจะมาปลุกระดมจ้องล้มรัฐบาลโดยใช้ข้ออ้างแก้ รธน.หรือการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่
           
           นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า เป็นผู้ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังเข้าสลายกลุ่มพันธมิตรฯ ตามคำสั่งศาลแพ่งที่มีคำพิพากษาให้รื้อถอนเวทีที่มัฆวานรังสรรค์ โดยอ้างว่าตำรวจไม่มีอาวุธ ใช้มือเข้าสลายการชุมนุม ซึ่งขัดแย้งกับภาพข่าวที่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ได้ใช้กระบองทุบตีประชาชนและใช้อาวุธปืนจี้กลุ่มผู้ชุมนุมด้วย
           
           นายสมัครกล่าวต่อว่า หลังจากทราบว่าศาลแพ่งทุเลาคำขอบังคับ ให้พันธมิตรฯ ชุมนุมต่อไปได้ ตนจึงได้มีคำสั่งให้ตำรวจถอนกำลังกลับเพราะเกรงว่าจะมีการเผชิญหน้า พร้อมปฏิเสธว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ฝูงชนแน่ แต่อาจเป็นฝีมือของมือที่ 3 ส่วนจะมีจัดฉากใช้น้ำล้างหน้าล้างตา และถ่ายทอดออกอากาศประโคมข่าวกันนั้นจะเป็นจริงหรือไม่
           
           นายสมัคร ยังกล่าวอีกว่า ในวันที่ 26 ก.ย.นี้ ตนจะต้องเดินทางไปประชุมสหประชาชาติ ซึ่งเรื่องนี้ได้เตรียมการมานานกว่า 3 เดือนแล้ว แต่ศาลอุทธรณ์จะมีการนัดอ่านคำพิพากษาคดีหมิ่นประมาท ในวันที่ 25 ก.ย. คงไม่เป็นอุปสรรคเพราะหากไม่เลื่อนคำพิพากษา ก็ยังมีสิทธิฎีกาต่อไป แม้จะยืนตามคำสั่งจำคุกของศาลชั้นต้นความเป็นนายกรัฐมนตรีก็ไม่สิ้นสภาพ ยืนยันจะบริหารบ้านเมืองต่อไป
           
           คำต่อคำ “หมัก” แหลด่าพันธมิตรฯ

    พปช.หางโผล่! ลั่นผนึก นปก.ต้านพันธมิตรฯ โวม็อบนับแสน
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 31 สิงหาคม 2551 12:50 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    ประชา ประสพดี

    พลังประชาชนลอกคราบ! ขอร่วมแจมม็อบนรกป่วนกรุง ขึ้นเวทีสนามหลวงต่อต้านพันธมิตรฯ ทุกรูปแบบ คุยโวเกณฑ์คนร่วมขบวนนับแสนคน ยังอ้างสันติวิธีหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า
           
           วันนี้ (31 ส.ค.) ที่ทำการพรรคพลังประชาชน นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน ในฐานะแกนนำกลุ่มมหาประชาชนพิทักษ์ประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ส.ส.ของพรรคว่า ขณะนี้กลุ่มมหาประชาชนและประชาชนทั่วไปมีมติเอกฉันท์ที่จะออกมาร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ท้องสนามหลวง เพื่อเรียกร้องให้การเมืองกลับเข้าสู่ภาวะประชาธิปไตย และให้กำลังใจรัฐบาล รวมถึงสนับสนุนนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ต้องไม่มีการยุบสภาหรือลาออก ไม่เช่นนั้นในอนาคตเมื่อกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่พอใจใครก็จะออกมาชุมนุมขับไล่ไม่รู้จบ ซึ่งจะส่งสัญญาณให้พลังเงียบออกมาเคลื่อนไหวสร้างความสมานฉันท์ร่วมกัน เพระได้เห็นแล้วว่าแม้รัฐบาลจะผ่อนปรน แต่กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังฮึกเหิมไม่หยุด แม้แต่การขัดคำสั่งศาล ดังนั้นจึงต้องการจัดชุนนุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและนำกลุ่มพันธมิตรฯ กลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป
           
           นายประชา กล่าวว่า การชุมนุมจะยึดแนวทางสันติ ไม่ใช้ความรุนแรงและหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า โดยเชื่อว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมนับแสน และ ส.ส.พรรคพลังประชาชนบางส่วนจะร่วมขึ้นเวทีปราศรัยที่ท้องสนามหลวงด้วย ทั้งนี้ ในเวลา 12.00 น.วันที่ 31 สิงหาคมนี้กลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ จะเดินทางมารวมตัวที่หน้ารัฐสภา เพื่อให้กำลังใจและสนับสนุนการประชุมร่วม 2 สภาซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนได้ร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหา แต่จะไม่ปักหลักชุมนุมหน้ารัฐสภาและคิดว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นที่มั่นจะไม่เดินทางมาเผชิญหน้า

     

    แจ้งจับตำรวจรัฐเถื่อน! รุมทำร้ายประชาชน
    โดย ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์ 31 สิงหาคม 2551 12:39 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรที่ได้รับบาดเจ็บจากการที่ ตร.เข้าสลายการชุมนุมเดินทางเข้าแจ้งความที่ สน.ดุสิต

    พนักงานสอบสวนสอบปากคำผู้เสียหายจากเหตุการณ์ตำรวจสลายการชุมนุมที่สะพานมัฆวานฯ

    พันธมิตรฯที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมของตำรวจ แจ้งความให้ดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด คนสั่งการให้ใช้ความรุนแรงกับม็อบ เหยื่อยันจะชุมนุมต่อไป
           
           วันนี้ (31 ส.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ได้รับบาดเจ็บจากการที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมและรื้อค้นเวทีสะพานมัฆวานฯ รวมจำนวน 45 คน ได้เดินทางเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต เพื่อให้ดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ, ผู้สั่งการ และผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา โดย พ.ต.อ.สมชาย เชยกลิ่น ผกก.สน.ดุสิต จัดสถานที่ห้องประชุมชั้น 3 และพนักงานสอบสวนไว้รับแจ้งความ
           
           นางนงรัตน์ รักษาสุวรรณ อายุ 59 ปี ชาวจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว กล่าวว่า ตนมาแจ้งความให้ดำเนินคดีต่อผู้ที่สั่งการให้ตำรวจทำร้ายกลุ่มผู้ชุมนุม โดยวันเกิดเหตุได้มาชุมนุมที่สะพานมัฆวานฯ ขณะนั้นมี ตร.นับร้อยนายใช้กำลังขับไล่ โดยใช้กระบองตีและใช้โล่ผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุม โดยขณะนั้นตนถูกโล่กระแทกจนร่างล้มไปกองกับพื้น ขณะเดียวกัน ไหล่ซ้ายไปกระแทกกับพื้นจนได้รับบาดเจ็บไหล่ซ้น แต่มือก็ยังจับขาตำรวจเอาไว้พร้อมกับร้องขอความช่วยเหลือ จึงไม่ถูกตีเหมือนคนอื่นๆ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรู้สึกเสียใจมากกับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ แต่ยังคงยืนยันจะชุมนุมต่อไป
           
           ด้าน พ.ต.อ.สมชาย กล่าวว่า เบื้องต้นจะให้พนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำผู้เสียหายทั้งหมดอย่างละเอียด จากนั้นจะได้ทำบันทึกส่งตัวไปตรวจร่างกายที่ รพ.วชิระ เพื่อนำมาเป็นหลักฐานประกอบกับสำนวนการสอบสวน อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถแจ้งข้อหาต่อใครได้ เนื่องจากต้องตรวจสอบกำลังตำรวจในวันที่ 29 ส.ค.นั้นมาจากหน่วยใดบ้าง ยืนยันว่าตำรวจจะให้เป็นธรรมกับทุกฝ่ายและจะดำเนินการไปตามหลักฐาน



    นปก. กับโกวิทย์ (อีกครั้ง)

    นปก.เสนอหน้าหนุน “หมัก” - “โกวิท” ยิ้มร่าประชาชนให้กำลังใจ
    โดย ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์ 31 สิงหาคม 2551 11:44 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    กลุ่มนปก.ที่ปักหลักอยู่บริเวณรัฐสภา

    ตำรวจตั้งแนวกั้นป้องกันความวุ่นวาย

    กลุ่มประชาชนเดินทางมาให้กำลังใจและมอบดอกไม้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่บช.น.

    พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกตร.และเจ้าหน้าที่ตำรวจรับช่อดอกไม้จากประชาชน

    พล.ต.ท.โกวิท วัฒนะ รับดอกไม้จากกลุ่มนปก.

    นายเคน ทอมสัน กลุ่มนปก.มอบกระเช้าดอกไม้ให้กับรองโฆษกตร.

    กลุ่มนปก.นำผลไม้มามอบให้เจ้ากหน้าที่ตำรวจ

    กลุ่มนปก.ประมาณ 200 คน ที่เดินทางมาที่หน้า บช.น.

    ตัวแทนประชาชนจากจังหวัดนครปฐมมอบช่อดอกไม้ให้พล.ต.ต.สุพร พันธุ์เสือ รองผบช.น.

    ตัวแทนประชาชนจากจังหวัดนครปฐมมอบข้าวหลามให้พล.ต.ต.สุพร พันธุ์เสือ รองผบช.น.

    รองผบช.น.รับช่อดอกไม้จากประชาชน


    นปก.กว่าพันคนโผล่รวมตัวหน้ารัฐสภา รุดให้กำลังใจสนับสนุน “หมัก” นั่งเก้าอี้ต่อ หวิดฟาดปาก “กลุ่มธรรมยาตรา” ที่มาขับไล่นายกฯ ให้ลาออก นปก.ทำเสแสร้งมอบดอกไม้ให้กำลังใจ ตร. “โกวิท-สุรพล” หน้าระรื่นยิ้มรับ คุย ตร.พร้อมดูแลไม่ให้มีเหตุปะทะของทั้งสองฝ่าย
           
           วันนี้ (31 ส.ค.) เมื่อเวลา 09.00 น.ที่บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีกลุ่ม นปก.ได้มารวมตัวปักหลักประมาณ 1,000 คน ซึ่งวันนี้จะมีการประชุมร่วมรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 ให้ ส.ส.และ ส.ว.ร่วมกันอภิปรายเพื่อหาทางออกสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ โดยกลุ่ม นปก.ประกาศว่าจะเดินทางเพื่อมาสนับสนุนและให้กำลังใจรัฐบาล และจะเดินทางต่อไปที่ บช.น.เพื่อจะไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ตร.ที่ควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยที่บริเวณอาคารหน้ารัฐสภา เจ้าหน้าที่ ตร.นครบาลได้นำกำลังประมาณ 3 กองร้อยคอยตรึงกำลังดูแลความสงบเรียบร้อย พร้อมตั้งแถวเป็นแนวป้องกันและนำแผงเหล็กมากั้น
           
           ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มว่า หลักจากที่กลุ่ม นปก.เดินทางมาถึงบริเวณหน้ารัฐสภา และมาเจอกับกลุ่มธรรมยาตราซึ่งมาปักหลักเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก จนเกิดความไม่พอใจทำให้มีการโต้เถียงกันเล็กน้อย แต่สายตรวจที่ผ่านมาก็เข้ามาห้ามปรามก่อนที่จะมีเหตุรุนแรงขึ้น
           
           ต่อมาเวลา 10.30 น.ได้มีประชาชนจากพระประแดง ทุ่งครุ เดินทางมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ตร.พร้อมกับนำดอกไม้มามอบกับป้ายข้อความระบุ “ขอให้กำลังใจข้าราชการ ตร.ให้รักษากฎหมายและมีความอดทนต่อไป” จากกลุ่มประชาชนผู้รักความสงบ โดยมี พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษก ตร.เดินมารับช่อดอกไม้ด้วยตัวเองพร้อมกับให้ ตร.ตระเวนชายแดนออกมารับดอกไม้ด้วย
           
           ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาที่ บช.น.พอดีจึงลงมารับช่อดอกไม้จากประชาชนด้วย จากนั้นกลุ่ม นปก.ได้เดินทางมาถึงที่ บช.น. โดยมีนายเคน ทอมสัน แกนนำกลุ่ม นปก.นำกระเช้าดอกไม้มามอบให้ พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง นอกจากนี้ก็ยังนำผลไม้ใส่รถกระบะมามอบให้ ตร.ด้วย โดยกลุ่ม นปก.ใช้เวลาอยู่ที่หน้า บช.น.อยู่ประมาณ 10 นาทีจากนั้นจึงเดินทางกลับไปรวมตัวชุมนุมต่อที่หน้ารัฐสภา
           
           พล.ต.ต.สุรพล กล่าวว่า ภาพรวมในวันนี้คาดว่าไม่น่ามีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ตร.ก็จะมีการวางกำลังอย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันการปะทะของทั้งสองฝ่าย เนื่องจากทาง นปก.ปักหลักอยู่ที่รัฐสภา และพันธมิตรฯ อยู่ที่ทำเนียบ อาจจะมีการปะทะเกิดขึ้นก็ได้ ทั้งนี้จะมีการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์โดยมี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.เข้าร่วมประชุมด้วย
           
           ต่อมาเวลา 11.00 น.ได้มีกลุ่มประชาชนจากจังหวัดนครปฐม ประมาณ 300 คนเดินทางมาที่ บช.น. พร้อมกับนำดอกกุหลาบและข้าวหลามมามอบให้กับ ตร.จำนวนหนึ่งโดยมี พล.ต.ต.สุพร พันธุ์เสือ รอง ผบช.น. และโฆษก บช.น.เป็นผู้รับบมอบ
           
           พล.ต.ต.สุพร กล่าวว่า ขอขอบคุณประชาชนที่เดินทางมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ตร. และอยากวอนให้ทุกฝ่ายใช้วิจารณญาณถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่าได้ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตร.จะดูแลรักษาความปลอดภัยและความสงบของบ้านเมืองจนถึงที่สุด

    นปก กับ โกวิทย์

    นปก.เสนอหน้าหนุน “หมัก” - “โกวิท” ยิ้มร่าประชาชนให้กำลังใจ
    โดย ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์ 31 สิงหาคม 2551 11:44 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    กลุ่มนปก.ที่ปักหลักอยู่บริเวณรัฐสภา

    ตำรวจตั้งแนวกั้นป้องกันความวุ่นวาย

    กลุ่มประชาชนเดินทางมาให้กำลังใจและมอบดอกไม้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่บช.น.

    พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกตร.และเจ้าหน้าที่ตำรวจรับช่อดอกไม้จากประชาชน

    พล.ต.ท.โกวิท วัฒนะ รับดอกไม้จากกลุ่มนปก.

    นายเคน ทอมสัน กลุ่มนปก.มอบกระเช้าดอกไม้ให้กับรองโฆษกตร.

    กลุ่มนปก.นำผลไม้มามอบให้เจ้ากหน้าที่ตำรวจ

    กลุ่มนปก.ประมาณ 200 คน ที่เดินทางมาที่หน้า บช.น.

    ตัวแทนประชาชนจากจังหวัดนครปฐมมอบช่อดอกไม้ให้พล.ต.ต.สุพร พันธุ์เสือ รองผบช.น.

    ตัวแทนประชาชนจากจังหวัดนครปฐมมอบข้าวหลามให้พล.ต.ต.สุพร พันธุ์เสือ รองผบช.น.

    รองผบช.น.รับช่อดอกไม้จากประชาชน


    นปก.กว่าพันคนโผล่รวมตัวหน้ารัฐสภา รุดให้กำลังใจสนับสนุน “หมัก” นั่งเก้าอี้ต่อ หวิดฟาดปาก “กลุ่มธรรมยาตรา” ที่มาขับไล่นายกฯ ให้ลาออก นปก.ทำเสแสร้งมอบดอกไม้ให้กำลังใจ ตร. “โกวิท-สุรพล” หน้าระรื่นยิ้มรับ คุย ตร.พร้อมดูแลไม่ให้มีเหตุปะทะของทั้งสองฝ่าย
           
           วันนี้ (31 ส.ค.) เมื่อเวลา 09.00 น.ที่บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีกลุ่ม นปก.ได้มารวมตัวปักหลักประมาณ 1,000 คน ซึ่งวันนี้จะมีการประชุมร่วมรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 ให้ ส.ส.และ ส.ว.ร่วมกันอภิปรายเพื่อหาทางออกสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ โดยกลุ่ม นปก.ประกาศว่าจะเดินทางเพื่อมาสนับสนุนและให้กำลังใจรัฐบาล และจะเดินทางต่อไปที่ บช.น.เพื่อจะไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ตร.ที่ควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยที่บริเวณอาคารหน้ารัฐสภา เจ้าหน้าที่ ตร.นครบาลได้นำกำลังประมาณ 3 กองร้อยคอยตรึงกำลังดูแลความสงบเรียบร้อย พร้อมตั้งแถวเป็นแนวป้องกันและนำแผงเหล็กมากั้น
           
           ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มว่า หลักจากที่กลุ่ม นปก.เดินทางมาถึงบริเวณหน้ารัฐสภา และมาเจอกับกลุ่มธรรมยาตราซึ่งมาปักหลักเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก จนเกิดความไม่พอใจทำให้มีการโต้เถียงกันเล็กน้อย แต่สายตรวจที่ผ่านมาก็เข้ามาห้ามปรามก่อนที่จะมีเหตุรุนแรงขึ้น
           
           ต่อมาเวลา 10.30 น.ได้มีประชาชนจากพระประแดง ทุ่งครุ เดินทางมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ตร.พร้อมกับนำดอกไม้มามอบกับป้ายข้อความระบุ “ขอให้กำลังใจข้าราชการ ตร.ให้รักษากฎหมายและมีความอดทนต่อไป” จากกลุ่มประชาชนผู้รักความสงบ โดยมี พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษก ตร.เดินมารับช่อดอกไม้ด้วยตัวเองพร้อมกับให้ ตร.ตระเวนชายแดนออกมารับดอกไม้ด้วย
           
           ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาที่ บช.น.พอดีจึงลงมารับช่อดอกไม้จากประชาชนด้วย จากนั้นกลุ่ม นปก.ได้เดินทางมาถึงที่ บช.น. โดยมีนายเคน ทอมสัน แกนนำกลุ่ม นปก.นำกระเช้าดอกไม้มามอบให้ พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง นอกจากนี้ก็ยังนำผลไม้ใส่รถกระบะมามอบให้ ตร.ด้วย โดยกลุ่ม นปก.ใช้เวลาอยู่ที่หน้า บช.น.อยู่ประมาณ 10 นาทีจากนั้นจึงเดินทางกลับไปรวมตัวชุมนุมต่อที่หน้ารัฐสภา
           
           พล.ต.ต.สุรพล กล่าวว่า ภาพรวมในวันนี้คาดว่าไม่น่ามีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ตร.ก็จะมีการวางกำลังอย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันการปะทะของทั้งสองฝ่าย เนื่องจากทาง นปก.ปักหลักอยู่ที่รัฐสภา และพันธมิตรฯ อยู่ที่ทำเนียบ อาจจะมีการปะทะเกิดขึ้นก็ได้ ทั้งนี้จะมีการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์โดยมี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.เข้าร่วมประชุมด้วย
           
           ต่อมาเวลา 11.00 น.ได้มีกลุ่มประชาชนจากจังหวัดนครปฐม ประมาณ 300 คนเดินทางมาที่ บช.น. พร้อมกับนำดอกกุหลาบและข้าวหลามมามอบให้กับ ตร.จำนวนหนึ่งโดยมี พล.ต.ต.สุพร พันธุ์เสือ รอง ผบช.น. และโฆษก บช.น.เป็นผู้รับบมอบ
           
           พล.ต.ต.สุพร กล่าวว่า ขอขอบคุณประชาชนที่เดินทางมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ตร. และอยากวอนให้ทุกฝ่ายใช้วิจารณญาณถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่าได้ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตร.จะดูแลรักษาความปลอดภัยและความสงบของบ้านเมืองจนถึงที่สุด

    Violence Erupts

    eneral news >> Saturday August 30, 2008
     
            
    CRISIS

    Violence erupts

    Police, PAD clash at bridge protest site, forces withdraw / Court suspends eviction order, arrest warrants stand / Crowd lays siege to city police HQ, tear gas thrown

    POST REPORTERS

    The Civil Court yesterday suspended its injunction to evict the People's Alliance for Democracy from Government House, saying execution of the order might inflict further damage.

    However, the Criminal Court threw out a request by the PAD's nine core leaders asking for their arrest warrants to be revoked.

    The suspension of the injunction came after PAD's lawyer Suwat Apaipak lodged a complaint with the Civil Court claiming that police beat up the demonstrators while enforcing the injunction.

    Earlier in the day, crowd-control police clashed with protesters who barricaded themselves inside the Government House compound. Police say they were trying to post an eviction order.

    In its ruling, the court also said that since the Appeals Court has also accepted PAD's petition to review the injunction, the eviction order should be suspended, pending the outcome of the review.

    The court on Wednesday ordered the PAD to move out of Government House and its grounds, at the request of the Secretariat of the Prime Minister.

    The Criminal Court, meanwhile, threw out a request by the PAD's nine core leaders asking for their arrest warrants to be revoked.

    Demonstrators outside the Metropolitan Police Bureau take cover from tear gas yesterday evening. Police denied firing the tear gas. — SURAPOL PROMSAKA NA SAKONNAKORN

    The court said the warrants were an initial step in the process of bringing the accused in for investigation.

    Suwat Apaipak, the lawyer representing the nine leaders, said he will appeal against the court's order to drop the request on Monday.

    Yesterday, police moved in to take over the PAD protest site near the Makkhawan Rangsan bridge on Ratchadamnoen avenue, prompting a brief clash with the PAD protesters.

    The protesters later retook the site after driving a truck into the band of police who retreated.

    The clash erupted after police tried to remove barricades put up by the PAD at its protest site, leaving three injured.

    Prime Minister Samak Sundaravej said the clash between the police and PAD supporters followed police action to comply with the court order.

    "In fact, police could have finished their job [yesterday], but I told them to step back because if they went forward, there would have been a bloody clash."

    Meanwhile, state enterprise workers staged work stoppages, paralysing transport services across the country. Airports in Hat Yai, Phuket and Krabi have been disrupted by PAD supporters.

    In Bangkok, police initially took back the PAD protest site on Ratchadamnoen avenue, but the protesters retook the site shortly afterward.

    The removal of PAD barricades began at 10am when about 1,000 city police armed with anti-riot gear moved to Ratchadamnoen avenue in front of the Royal Plaza.

    The officers removed PAD's barricades, made of tyres, barbed wire and bamboo poles.

    The situation grew tense when two companies comprising about 200 police with batons and shields were deployed to nearby Suan Misakawan intersection about 10.30am to ask protesters to move out from the area. A scuffle took place which left one protester injured.

    Police moved forward to PAD's stage at Makkhawan Rangsan bridge, but were resisted by protesters.

    On adjacent Phitsanulok road, another group of police was deployed to seal the area. However, they could not move further as PAD put up barricades at Misakawan intersection and Chamaimaruchet bridge.

    At 2.30pm, thousands of PAD demonstrators, led by Pichit Chaimongkhol, passed through the police barricades on Ratchamnoen avenue and retook the site from police.

    About 7pm, PAD leader Karun Sai-ngarm led thousands of demonstrators to the headquarters of the Metropolitan Police Bureau on Sri Ayutthaya road.

    Mr Karun, who was on board a six-wheel truck serving as a mobile stage, ordered the protesters to force open the bureau's gate. Firecrackers were hurled at the PAD's mobile stage, causing chaos among protesters.

    A source said the firecrackers were hurled by those in the protest group, not from the bureau. Glass bottles were thrown into the bureau, followed by a teargas canister, prompting police to throw it back at the protesters.

    The bureau used a fire truck to block its gate and put 10 heavily-armed officers from a police task force unit on standby. PAD retreated to the Makkhawan Rangsan bridge at 7.40 pm.

    August 30

    โหดสุด ๆ คือ NBT โดยเฉพาะ ตวงพร อัดสะวะวิใล

    *อำมหิตผิดมนุษย์! ตร.ตีคนแก่ สกัดห้ามเข้าสมทบพันธมิตรฯที่ทำเนียบฯ ดูวีดีโอประกอบจาก Manager Multimedia
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 สิงหาคม 2551 12:18 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น



    ล่าสุดเมื่อเวลา12.00น. ตำรวจเข้าสกัดไม่ยอมให้ประชาชนผ่านเข้าร่วมชุมนุมในทำเนียบฯด้านแยกลานพระรูปฯ จนเกิดเหตุปะทะ มีคนแก่ถูกตีได้รับบาดเจ็บหลายราย -แกนนำพันธมิตรฯ ผลัดเปลี่ยนขึ้นเวทีจัดระเบียบผู้ชุมนุมให้อยู่ในความสงบและตื่นตัวรับมือหากถูกสลายการชุมนุม หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจหมายจะฉวยโอกาสขณะเข้ามาติดหมายศาลเข้าชาร์จ
           
           
           
           
           
           วันนี้ (29 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากเวทีชั่วคราวพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเวลา 10.40 น. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรฯ ได้ขึ้นเวทีประกาศเรียกให้ผู้ชุมนุมเข้ามาในพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าพนักงานบังคับคดีเข้าปิดหมายศาล พร้อมกับนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจนับร้อยนายเข้ากระจายตามประตูต่างๆ
           
           พล.ต.จำลอง กล่าวบนเวทีผ่านเครื่องขยายเสียงโดยพยายามจัดรูปการชุมนุมให้ประชาชนเข้ามานั่งรวมกันจนเต็มพื้นที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมกับบอกยามทุกประตูว่าถ้าไม่สามารถจะยั้งตำรวจได้ อย่าไปตีรันฟันแทง ให้ถอยออกมารวมกันที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า
           
           “ตำรวจพยายามเข้ามาหลายประตู ถ้าเห็นว่ากำลังเขามากกว่ามีเขามีกระบองและโล่ห์ ให้ถอยมาหน้าตึกไทยคู่ฟ้า เราพร้อมจะรับมือกับตำรวจแล้ว”
           
           อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้เวลา 11.00 น. แกนนำพันธมิตรฯ ยังคงผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวที จัดระเบียบผู้ชุมนุม และเรียกร้องให้เข้ามาภายในทำเนียบฯ มากที่สุด อย่าอยู่กันแต่โดยรอบนอกทำเนียบฯ
           
           ด้าน นายสมศักดิ์ กล่าวว่า สหภาพแรงงานฯ ให้นัดหยุดงานกันให้หมด มากขึ้นๆ แล้วเข้ามารวมกันที่ทำเนียบฯ รวมทั้งประชาชนที่ยังอยู่บ้านให้ออกมารวมตัวกันได้แล้ว อย่างไรก็ตาม อย่าเกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น เรามาต่อสู้เพื่อสถานบันที่เราเคารพและเพื่ออำนาจอธิบไตยของชาติ รวมทั้งสู้เพื่อเอาทรัพย์สินของชาติที่มันโกงกินไปกลับคืนมา เราทำหน้าที่รัฐบาล แต่รัฐบาลมันทำหน้าที่โจร เราทุกคนต้องพึ่งพาตัวเอง ไม่ต้องไปพึ่งใคร
           
           เมื่อเวลา 11.36 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามที่จะแหวกเข้ามาในทำเนียบฯ ทางด้านประตู 7 ทำให้นายสมศักดิ์ขึ้นเวทีขอเพิ่มการ์ดอาสาเข้าตรึงกำลังอีกจำนวนหนึ่ง
           
           เมื่อเวลา 11.54 น. พล.ต.จำลอง ขึ้นเวทีชั่วคราวฯอีกครั้ง พร้อมประกาศว่าขณะนี้เวทีพันธมิตรฯ ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ถูกตำรวจเข้าไปสลายแล้ว เขาสลายพันธมิตรฯ ที่สะพานมัฆวานฯ แล้ว โดยใช้แก๊สน้ำตา ฉะนั้นขอให้พี่น้องออกมาได้แล้วมารวมตัวกันที่ทำเนียบฯ และให้พี่น้องที่มัฆวานฯ เข้ามารวมกันที่ทำเนียบฯ
           
           พล.ต.จำลอง กล่าวต่อว่า ตามข่าวพวกที่เฝ้าเต็นท์บอกว่า ตำรวจโหดเหี้ยมมาก เอาเหล็กตีเสาเต็นท์พังหมด แล้วโยนของเราทิ้งคลองหมด แม้กระทั่งโต๊ะเก้าอี้ที่ใช้ทำงาน อย่างไรก็ตาม พี่น้องไม่ต้องตกใจ เขาโหดเหี้ยมกับข้าวของ ยังไม่ได้โหดเหี้ยมกับใคร เขาคงยังรักษาวินัยของเขาที่ไม่ทำร้ายประชาชน ของเสียเสียไป เสร็จงานเมื่อไหร่ฟ้องเรียกค่าเสียหายคืนเมื่อนั้น
           
           เมื่อเวลาประมาณ 12.00น. เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าทำร้ายประชาชนจำนวนหนึ่งซึ่งมีแต่ผู้หญิงและคนแก่ ที่บริเวณแยกลานพระบรมรูปทรงม้า ขณะที่ประชาชนเหล่านั้นเดินทางเข้ามาสมทบกับพันธมิตรฯในทำเนียบฯ แต่เจ้าหน้าที่เข้าขวางไม่ยอมให้เข้า เป็นเหตุให้มีประชาชนบาดเจ็บหลายราย
           
           นายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส) กล่าาวว่า สรส.ได้นัดหารือมาตรการตอบโต้รัฐบาลขั้นเด็ดขาดที่นี่ วันนี้ รัฐบาลอาจจะชนะในการสลายการชุมนุมที่นี่ แต่ข้างนอกเขาไม่อาจชนะเราได้ วันนี้ รถไฟได้หยุดงานแล้ว 100 % และรัฐวสิหากิจอื่นๆ กำลังจะตามมา เราจะตอบโต้รัฐบาลรุนแรงมากขึ้น
           
           "พี่น้องรัฐวิสาหกิจของให้ฟังเสียงสาวิทย์ แก้วหวาน ลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ขอให้พวกท่านจงปฏิบัติการขั้นสูงสุด ตามที่นัดหมายกันไว้ เขาอาจจะสลายพวกเราในที่ได้ แต่สลายจิตวิญญาณการต่อสู้ของเราไม่ได้"นายสาวิทย์กล่าว
           
           เมื่อเวลา 12.30น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จนถึงขณะนี้ประชาชนอีกประมาณกว่า500 คนยังไม่สามารถฝ่าด่านตำรวจจากแยกพระบรมรูปทรงม้า มายังทำเนียบรัฐบาลได้ เนื่องจากกำลังตำรวจมีมากกว่า
           
           ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ประชาชนพยายามผลักดันฝ่าตำรวจจนเกิดเหตุปะทะกันนั้น ได้มีรถยนต์BMW ป้ายแดง ที่ขับตรงมายังลานพระบรมรูปฯ ได้พุ่งรถเข้าหาตำรวจและจอดขวางไม่ได้ทำร้ายประชาชน พร้อมกับเปิดกระจกรถตระโกนด่าทอตำรวจ ก่อนจะหักรถเลี้ยวกลับไปจอดลานพระบรมรูปฯแล้วลงมาร่วมกับประชาชน
           
           เมื่อเวลา 13.00น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดกั้นไม่ยอมให้รถพยาบาลเข้าไปดูแลประชาชนที่บาดเจ็บจากการถูกตำรวจตีที่สะพานมัฆวานฯ
           
           เมื่อเวลาประมาณ13.20น. สมาชิกวุฒิสภากว่า10คน เดินทางเข้าให้กำลังใจพันธมิตรฯที่ทำเนียบฯ พร้อมกับขึ้นเวทีปราศรัย ประนามการกระทำของตำรวจที่ใช้กำลังเข้าตีประชาชนมือเปล่าจนบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก
           
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา13.45น. ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ได้มีประชาชนทะยอยมารวมพลมากขึ้นเรื่อยๆร่วมพันคนแล้ว แต่ยังไม่สามารถฝ่าด่านกั้นตำรวจเข้ามารวมที่ทำเนียบรัฐบาลได้
           
           ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ได้มีชายฉกรรจ์อายุไม่เกิน 30ปี ใส่แจ๊คเก็ตดำ สวมหมวกดำและแว่นตาดำ เข้าไปยืนถ่ายวิดีโอผู้ชุมนุมที่ลานพระบรมรูปฯ และเมื่อมีผู้ชุมนุมเห็นก็ได้ตระโกนบอกว่ามีตำรวจสันติบาลเข้ามาให้จับไว้ ชายคนดังกล่าวก็ได้วิ่งหนีไป
           
           อย่างไรก็ตาม ภายหลังหนีออกมาได้ ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปสอบถาม ชายคนดังกล่าว อ้างว่า เป็นเจ้าหน้าที่จากกรมการปกครอง โดยนายใช้ให้มาบันทึกภาพเอาไว้
           
           เมื่อเวลา 14.04น. แกนนำพันธมิตรฯ ขอกำลังอาสาสมัครเพิ่ม เพื่อเป็นผู้นำเอาประชาชนที่ติดค้างอยู่บริเวณด่านตำรวจให้เข้ามาในทำเนียบรัฐบาลได้ พร้อมขอรับบริจาคหมวกกันน๊อค และเวชภัณฑ์ทำแผลจำนวนมาก โดยยื่นความจำนงค์บริจาคได้ที่ 089-8921065
           
           เมื่อเวลาประมาณ 14.04น. ช่างภาพเอเอสทีวี ขึ้นเวทีเผยนาทีโหด เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมของประชาชนที่สะพานมัฆวานรังสรรค์
           
           ทั้งนี้ช่างภาพเอเอสทีวี ระบุว่า ตนเห็นกับตาว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ารุมตีประชาชนมือเปล่า จนกองลงไปกับพื้น และตนก็บันทึกเทปไว้ได้ทัน และเมื่อตำรวจเห็นตนถ่าย ก็รีบเข้ามาห้ามไม่ยอมให้ถ่ายภาพไว้ และเมื่อตนแสดงตัวว่าเป็นสื่อมวลชนกำลังทำหน้าที่ ตำรวจก็ยังไม่ยอมให้ถ่ายภาพ จึงเกิดการยื้อกันและตำรวจได้ใช้กระบองตีตนเอง
           
           เมื่อเวลาประมาณ 14.10น. มีรายงานข่าวว่า พันธมิตรฯสงขลาและภูเก็ตได้เข้าปิดสนามบินแล้ว ขณะที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจทั่วประเทศ ทยอยลางานเข้าสมทบที่ทำเนียบฯเพิ่มมากขึ้น
           
           อย่างไรก็ตาม นายสมศักดิ์ ได้ประกาศให้ประชาชนที่อยู่บริเวณสะพานมัฆวานฯ เข้าไปช่วยเหลือญาติธรรมสันติอโศกที่มีแต่ผู้หญิงและคนแก่ ซึ่งถูกกักตัวไว้ที่ริมรั้วทำเนียบฯ
           
           เมื่อเวลา14.40น. ผู้สื่อข่าวรายงานวา พันธมิตรฯจำนวน 3พันคน ได้เคลื่อนพลจากประตู 7 ผ่านไปทางคลองผดุงกรุงเกษม และเข้ากดดันตำรวจที่เวทีมัฆวานฯจนสามารถยึดพื้นที่ไว้ได้ จากนั้นได้ตรึงกำลังไว้ที่เวทีมัฆวานฯประมาณ 2พันคน ขณะที่อีก1พันคน ได้เคลื่อนต่อไปยังแยกมิสกวัน และสามารถยึดพื้นที่ไว้ได้แล้วเช่นกัน
           
           เมื่อเวลา 14.48น. แกนนำพันธมิตรฯ ยังคงสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นเวทีปราศรัยอย่างต่อเนื่อง ให้กำลังใจพี่น้องประชาชนที่มาร่วมชุมนุม พร้อมเรียกร้องให้ออกมาร่วมแสดงพลังด้วยกัน
           
           เมื่อเวลาประมาณ 14.50น. พันธมิตรฯ ได้ยึดพื้นที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ คืนได้แล้ว
           
           มีรายงานข่าวแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวณชายแดนประมาณ 4พันนาย ได้เข้าตรึงกำลังอยู่ในสนามม้านางเลิ้ง
           
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.20น. ทุกแนวป้องกันที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าสลายการชุมนุมเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้ถูกประชาชนพันธมิตรฯตีโอบและยึดพื้นที่คืนไว้ได้หมดแล้ว โดยในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ถอยรนเดินกลับ พันะมิตรก็ได้ปรบมือให้เจ้าหน้าที่ด้วยยกเว้นพื้นที่ประตู 5 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่หลายร้อยนายในเขตทำเนียบรัฐบาลตรงบริเวณตึกแดง ขณะทีพันธมิตรฯ ได้อออยู่ด้านนอกหน้าประตู 5 โดยมีนายพิชิต ชัยมงคล โฆษกเวทีพันธมิตรฯ คอยควบคุมผ่านรถเครื่องขยายเสียง
           
           เมื่อเวลา 15.30น. ผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ได้เปิดประตู5ทำเนียบรัฐบาลได้แล้ว พร้อมกับเปิดช่องทางให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 12 กองร้อย ประกอบไปด้วย ตชด. 8กองร้อย และนครบาล 4 กองร้อย พร้อมอาวุธปราบจลาจลครบมือ เดินออกจากทำเนียบฯ
           
           ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 12กองร้อย ได้เดินเป็นแนวหน้ากระดานเรียงห้า ออกไปทางแยกมัฆวานรังสรรค์ ซึ่งถือเป็นชุดสุดท้ายที่ได้เข้ามาสลายการชุมนุมของพันธมิตรฯเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ผู้ควบคุมพันธมิตรฯ ได้ประกาศผ่านเครื่องเสียงโดยย้ำไม่ให้ผู้ชุมนุมทำร้ายหรือด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งผู้ชุมนุมต่างปรบมือให้ตำรวจเหล่านั้น
           
           เมื่อเวลา16.15น. พันธมิตรฯประมาณ 1พันคน ได้เข้าปิดล้อมด้านหน้าสนามม้านางเลิ้ง ตรงประตูใหญ่สี่แยกนางเลิ้ง ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ภายในสนามม้าฯ ได้ใช้รถเร่งขนกำลังถอนออกมาที่ประตูอีกทางซึ่งอยู่ตรงข้ามบ้านพิษณุโลก
           
           เมื่อเวลา16.35น. พันธมิตรฯนับพัน นำโดยนายศิริชัย ไม้งาม แกนนำสหภาพแรงงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิต พร้อมด้วยสรส.จำนวนหนึ่ง ได้เข้ายึดในบริเวณสนามม้านางเลิ้งได้แล้ว พร้อมกับประกาศย้ำให้ส่งตัวคนที่ตีประชาชนออกมา
           
           จากนั้นได้มีการเจรจากัน ระหว่างตัวแแทนกองทัพธรรม และ ร.ต.ท.โสภิศ องอาจ รองผบ.หมู่กองควบคุมฝูงชนผบกจ.ฉะเชิงเทรา โดยร.ต.ท.โสภิศ อ้างว่า จะขอนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 กองร้อย กลับกองบัญชาการที่จ.ฉะเชิงเทรา
           
           ในเวลา 17.00 น. แกนนำพันธมิตรฯจากกองทัพธรรม ได้นำสื่อมวลชน ขึ้นไปตรวจบริเวณภายในสนามม้านางเลิ้ง ซึ่งขณะนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้หนีโดยปีนรั้วกระจกภายในสนามม้านางเลิ้งออกบริเวณอีกด้านหนึ่ง ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ประจำสนามม้านางเลิ้ง แจ้งว่า ตำรวจประมาณ1,000 นาย จากจ.ฉะเชิงเทรา รอเปลี่ยนเวรจากผลัดเจ้าหน้าที่หน่วยอื่น โดยใช้รั้วเหล็กทยอยปีนออก ขณะที่พัดลมรวมทั้งโทรทัศน์ภายในสนามม้านางเลิ้งยังคงเปิดทิ้งไว้ หลังจากการเจราจาไม่ถึง 10 นาที
           
           จากนั้น 17.10 น. กลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งได้ออกมากดดันเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่สามารถออกมาจากบริเวณสนามม้านางเลิ้งได้ โดยผู้ชุมนุมได้ล้อมรถผู้ต้องหาไว้ พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำร้ายผู้ชุมนุมจนได้รับบาดเจ็บให้ออกมาแสดงความรับผิดชอบ
           
           เมื่อเวลา 17.50น. การเจรจาที่หน้าสนามม้านางเลิ้งได้ข้อยุติ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยอมถอนกำลังออกไป
           
           เมื่อเวลา 19.04น. พันธมิตรฯประมาณ1หมื่นคน เดินทางไปล้อมกองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อกดดันให้ส่งตัวคนที่ตีประชาชนจนได้รับบาดเจ็บ และโทรศัพท์ 8เครื่อง รถมอร์เตอร์ไซด์ 1 คัน เงินบริจาคของแต่ละซุ้ม ซึ่งหายไประหว่างที่สลายการชุมนุมเมื่อช่วงสายที่ผ่านมา แต่ระหว่างที่มีการเคลื่อนขบวนและปักหลักเผชิญหน้าบริเวณบช.น. ก็มีการยิงแก๊สน้ำตา ประมาณ 10กว่าลูก และได้ยินเสียงปีนหลายนัด ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน ถูกลูกกระสุนยางและแก๊สน้ำตาหลายราย
           
           เมื่อเวลา 20.30น. นายศิริชัย ไม้งาม ขึ้นกล่าวปราศรัยบนรถเครื่องขยายเสียง ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า โดยระบุว่า ได้รับการมอบหมายจากแกนนำพันธมิตรฯ ให้สื่อสารกับผู้ชุมนุมบริเวณหน้าบช.น.ให้ถอนกำลังกลับ ไปยังทำเนียบฯ เพราะศึกครั้งนี้ยังอีกยาวไกล ให้กลับไปตั้งในฐานที่มั่น จากนั้นมวลชนก็ได้ทยอยเดินเท้ากลับไปปักหลักที่แยกมิสกวัน
           
           ต่อมาเวลา 21.50 น.แกนนำแท็กซี่พันธมิตรฯ ขึ้นเวทีบริเวณทำเนียบรัฐบาล เพื่อย้ำถึงพลังการชุมนุมที่ยิ่งใหญ่ พร้อมจะระดมเพื่อร่วมอาชีพเข้ามาชุมนุมกับพันธมิตรฯ ขณะเดียวกันก็มั่นใจชัยชนะของพันธมิตรฯ กำลังใกล้เข้ามาทุกที รัฐบาลหุ่นเชิดกำลังจะหมดความชอบธรรม ไม่สามารถบริหารประเทศได้อีก
           
           เวลา 22.00 น.นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ขึ้นเวทีปราศรัย โดยประกาศชัยชนะของพันธมิตรฯ ที่สามารถผลักดันเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ออกจากทำเนียบรัฐบาล ขณะเดียวกันชูการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในรัฐบาลชุดใหม่ พร้อมกันนี้มั่นใจการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ต้องถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวทางการเมือง เชื่อว่ารัฐบาลกำลังจะหมดความชอบธรรม ไม่เกินวันอาทิตย์นี้ รัฐบาลต้องประกาศลาออกอย่างแน่นอน

    ภาพประวัติศาสตร์

    ประมวลภาพพันธมิตรฯ ผู้บาดเจ็บจากเหตุ ตร.โฉดลุยรื้อเวทีมัฆวานฯ
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 สิงหาคม 2551 14:47 น.
    ประมวลภาพ ผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กระบองหวดตีทำร้ายระหว่างเข้าขัดขวางเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายร้อยนายได้ตรงเข้ารื้อเวทีปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ซึ่ง“หน่วยพยาบาลอาสา” ของพันธมิตรฯ ต้องเร่งเข้าช่วยเหลือ


         
         
         
         
         
         
         
       

    มีคนเล่าว่า "คนที่นั่งคุยกันไป ทำตากระพริบ ๆ ๆๆๆ" เป็นคนที่ไม่น่าไว้ใจ ต้องอยู่ห่าง ๆ อย่าให้เป็นเพื่อนเด็ดขาด ยายตวงพรเป็นคนอีกแบบนะ

    โถ! “NBT” สื่อผู้สูงส่ง รายงานหน้าตายไม่มีแก๊สน้ำตาหน้าบช.น.
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 สิงหาคม 2551 20:59 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

    นักข่าวสำนัก NBT ผู้ทรงเกียรติห้ามใครละเมิด อ้างตัวอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุปะทะหน้าบช.น. รายงานหน้าตาเฉยไม่มีแก๊สน้ำตาสักลูก อย่างที่สื่ออื่นเสนอข่าว เป็นกลางสุดๆ ยืนยันพันธมิตรฯไม่ได้รับบาดเจ็บสักราย
           
           ผู้จัดการออนไลน์ - 29 ส.ค.หลังเกิดเหตุการณ์ มีการยิงแก๊สน้ำตา มายังกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ที่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เมื่อเวลา 19.00 น.ที่ผ่านมา ล่าสุดเวลา 20.30 น.สถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที จัดรายการพิเศษ “เกาะติดสถานการณ์ พันธมิตร ยึดเมือง” ผู้ดำเนินรายการได้กล่าวถึงเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ หน้า บช.น.ว่า เป็นไปด้วยความวุ่นวาย แล้วมีเสียงดังขึ้นมา แต่ก็ยังไม่ทราบว่าเป็นวัตถุชนิดใด เป็นแก๊สน้ำตาหรือไม่ จากนั้นจึงกล่าวว่ามีรายงานสดจากผู้สื่อข่าวในพื้นที่
           
           จากนั้น นายทรงวุฒิ สุวรรณวงศ์ ผู้สื่อข่าวในพื้นที่ ได้ทำการรายงานข่าวว่า ตนอยู่ท้ายขบวนกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ที่บริเวณหน้า บช.น.มาตั้งแต่แรก พบว่า ทาง บช.น.ไม่ได้มีการยิงแก๊สน้ำตาออกมาแต่อย่างใด และเท่าที่สอบถามผู้ชุมนุมที่อยู่รอบข้าง ส่วนใหญ่ก็ตอบว่าเสียงที่เกิดขึ้น น่าจะเป็นเสียงประทัดมากกว่า แต่ทั้งนี้ ตนไม่เห็นด้วยตา จึงไม่ทราบว่าเป็นประทัดหรือไม่ แต่กรณีของแก๊สน้ำตานั้น ตนยืนยันว่า ไม่มี เพราะถ้ามีการยิงจริง ตนก็น่าจะรู้สึกบ้าง แต่ตนก็ไม่รู้สึกระคายเคืองเลย และผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณรอบข้างตน เท่าที่ตนเห็นก็ไม่มีใครระคายเคือง หรือแสบตาเลย ยังคงร้องรำทำเพลงกันอยู่อย่างสนุกสนาน
           
           แต่อย่างไรก็ตาม ต่อมาเวลาประมาณ 20.35 น.นายนพดล พรศิริ ผู้สื่อข่าวอีกคนของสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ได้โทรศัพท์เข้ามาร่วมรายงานเหตุการณ์ แล้วกล่าวว่า เกิดเหตุการณ์ยิงแก๊สน้ำตาบริเวณหน้า บช.น.จริง ผู้ดำเนินรายการจริงถามย้ำว่า แน่ใจได้อย่างไรว่าเป็นแก๊สน้ำตา ผู้สื่อข่าวจริงตอบว่าเพราะตนรู้สึกแสบร้อนไปทั้งตัว ผู้ดำเนินรายการจึงกล่าวว่าเมื่อสักครู่ นายทรงวุฒิ ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวอีกคนก็อยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่รายงานมาต่างกัน ถ้าอย่างไรขอให้ทั้งสองไปพบกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลกันก่อนว่า เหตุใดข้อมูลข่าวที่รายงานจึงออกมาต่างกันเช่นนี้
           
           จนกระทั่งเวลา 21.05 น. เมื่อสื่อกระแสต่าง ๆ เริ่มนำเสนอภาพและข่าวรายงานอย่างแน่ชัด ว่ามีการยิงแก๊สน้ำตาจริง ผู้ดำเนินรายการจึงได้ทำการสัมภาษณ์ นายเทียนชัย ธนาภัทรนันท์ ผู้สื่อข่าวในพื้นที่อีกคน ซึ่งรายงานว่าขณะนี้ตนอยู่ใน บชน. ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็พบว่ามีการยิงแก๊สน้ำตาจริง แต่แก๊สน้ำตาดังกล่าว ไม่ได้ทำการยิงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ทำการยิงมาจากกลุ่มผู้ชุมนุมภายนอกเข้ามายัง บชน. ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนาย รวมถึง พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ก็ได้รับบาดเจ็บจากแก๊สน้ำตาดังกล่าวด้วย
           
           ดังนั้นผู้ดำเนินรายการจึงสรุปเหตุการณ์ว่า การชุมนุมที่สร้างความวุ่นวาย ของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บริเวณหน้า บชน. ได้มีการยิงแก๊สน้ำตากันจริง แต่ไม่ได้เป็นการยิงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างที่กลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวอ้าง แต่ก็ยังไม่อาจสรุปได้ว่าเป็นฝีมือของกลุ่มใดที่ต้องการสร้างสถานการณ์
           
           
           
           

    ทักษิณไม่ใช่คนแรก

    ทักษิณไม่ใช่คนแรกที่ลี้ภัย
    โดย ชัยสิริ สมุทวณิช 14 สิงหาคม 2551 01:46 น.

    ผมคิดว่าอดีตนายกฯ ทักษิณ ณ วันนี้ เมื่ออยู่ห่างไกลจากเมืองไทย และต้องมาจากสถานการณ์ต่างๆ ที่ทำให้ต้องคิดมาก
           
            เขาคงมีเวลานั่งคิดนอนคิดถึงชะตากรรมที่ผ่านมา
           
            และคงคิดถึงความอยุติธรรมที่เขาได้รับจนหมดทางต่อสู้ หาที่พึ่งไม่ได้
           
            วันนี้ของเขาไม่เหมือนวันที่เขาได้อำนาจ ที่ครั้งหนึ่งเขามีทั้งเงินทอง บารมี คน และลูกน้องล้อมหน้าล้อมหลัง ไปที่ไหนประชาชนแซ่ซ้องเหมือนนักบุญมาโปรดคนยากคนจน
           
            เขามีอิทธิพลมากที่สุด มีพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาครองที่นั่งในสภามากเป็นประวัติการณ์ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
           
            นโยบายประชานิยมของเขาก็หยั่งรากลึกลงไปในชนบทจนยากที่พรรคการเมืองใดจะถอนรากถอนโคนได้ แม้กระทั่งในปัจจุบัน
           
            เขาทำคุณให้กับเด็กและเยาวชนด้อยโอกาสได้เดินทางไปเรียนในต่างประเทศไกลถึงยุโรป ด้วยทุนที่รัฐบาลได้มาจากสลากกินแบ่งฯ และทั่วประเทศมีโครงการผลิตภัณฑ์พื้นบ้านออกขายที่รู้จักกันในนามสินค้าโอทอป
           
            เขาคงภูมิใจในสิ่งต่างๆ ที่ได้ทำมาเหล่านี้
           
            และไม่เข้าใจว่า ทำไมเขาจึงต้องอัปเปหิตัวเองโดยหนีคดีความออกมาอยู่ในอังกฤษเช่นนี้
           
            ทั้งๆ ที่เขาเชื่อว่า เขาไม่ได้ทำอะไรผิดมากมาย
           
            เขาเคยบอกกล่าว รวมทั้งเขียนว่า แม้ว่าเขาอาจไม่ได้ดีหมด แต่ก็ไม่ใช่คนเลว
           
            ความจริงถ้าเขาย้อนมองไปในประวัติศาสตร์เสียบ้าง และอ่านหนังสือเสียหน่อย
           
            เขาจะรู้ว่า
           
            เขาไม่ใช่คนแรกเลยที่ลี้ภัย

           
            มีบุคคลสำคัญ และสำคัญกว่าเขาที่ต้องชะตากรรมลี้ภัยจากอันตรายมากกว่าเขาเสียอีกไปอยู่ในต่างประเทศ และจบชีวิตในต่างประเทศ
           
            คนหนึ่งเคยเป็นถึงผู้สำเร็จราชการแผ่นดินและเป็นรัฐบุรุษ มีคนเคารพนับถือมากกว่าเขาเสียอีก
           
            เป็นรัฐบุรุษคนแรกของชาติ เป็นมันสมองให้กับคณะราษฎร์ในการปฏิวัติ 2475
           
            รัฐบุรุษปรีดี พนมยงค์ ครับ
           
            ท่านต้องลี้ภัยไปอยู่ประเทศจีนหลายปี กระทั่งย้ายมาอยู่ฝรั่งเศสในบั้นปลายชีวิต
           
            ที่ฝรั่งเศสมีหลายคนเดินทางไปพบท่านรวมทั้งตัวกระผม ก็ไปพบพร้อมบิดา ในฐานะที่ท่านเป็นเจ้าภาพแต่งงานให้บิดามารดาผมที่หอประชุมธรรมศาสตร์ และท่านกับบิดาผมก็เผชิญชะตากรรมก่อกบถวังหลวงด้วยกัน จนเกือบทำให้บิดาผมต้องหนีไปอยู่ที่จีนกับท่านด้วยซ้ำไป
           
            รัฐบุรุษปรีดี พนมยงค์นั้นอยู่เหนือกาลเวลา และเมื่อมีสถานะเช่นนี้ ย่อมอยู่ห่างไกลจนไม่อาจนำท่านมาเปรียบได้กับอดีตนายกฯ ทักษิณ
           
            เพราะห่างกันหลายชั้น
           
            ก็อยากให้ทักษิณ ชินวัตร ผู้มั่งคั่ง ได้คิดสักหน่อยว่า การลี้ภัยของท่านนั้นมีบุคคลที่สำคัญเหนือชั้นกว่าท่านเลยลี้ภัยมายาวนานกว่า และถึงแก่อสัญกรรมในต่างประเทศด้วยซ้ำไป
           
            อีกท่านหนึ่งซึ่งอดีตนายกฯ ทักษิณ น่าจะรู้จักก็คือ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ไงครับ
           
            ท่านต้องลี้ภัยหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
           
            เพราะถูกคุกคามด้วยชีวิต

           
            ก่อนออกจากสนามบิน ท่านยังโดนนายตำรวจนายหนึ่งตบหน้าอย่างแรง
           
            ชีวิตของ ดร.ป๋วยนั้น ทำคุณงามความดีให้กับชาติบ้านเมืองมายาวนาน และแน่นอนว่ามากกว่าอดีตนายกฯ ทักษิณ ไม่ว่าทำให้ชาวชนบทยากจนหรือช่วยด้านเศรษฐกิจให้กับชาติบ้านเมือง
           
            ข้อแตกต่างที่เห็นชัด คือท่านไม่โกงกิน ไม่ฝักใฝ่ในอำนาจ
           
            มันหน้ามือเป็นหลังมือ เทียบกับคุณทักษิณ ชินวัตร มิใช่หรือ

           
            ขณะที่คุณทักษิณ คุณมีลูกน้องคอยสอพลอ และมี ส.ส.คอยล้อมหน้าล้อมหลัง และคุณมีบารมีที่มาจากเงินทุน
           
            ดร.ป๋วยมีแต่ลูกศิษย์มีแต่คนยากคนจนในชนบท และผู้คนที่ศรัทธาโดยที่ท่านไม่เคยรู้จัก และท่านมีคนต่างประเทศให้รางวัลที่ยิ่งใหญ่กว่าเงินตรา
           
            ในบั้นปลายของชีวิต ท่านใช้ชีวิตด้วยความสงบ
           
            ไม่ได้เดินใช้จ่ายหรือชอปปิ้งตามห้างสรรพสินค้าที่ลอนดอนแบบคุณทักษิณ
           
            ไม่ได้บริหารสโมสรเรือใบสีฟ้าเป็นงานอดิเรก และเพื่อหากำไรจากนักฟุตบอลอาชีพแต่ประการใด
           
            ที่ผมต้องเขียนเรื่องนี้ก็เพราะต้องการเรียกความทรงจำที่ดีกลับมาให้คนไทยที่ได้อ่านเรื่องราวของผมได้ระลึกถึงรัฐบุรุษคนแรกอย่างอาจารย์ปรีดี ซึ่งคนไทยควรจดจำไว้ตลอดไป
           
            และได้ยกย่องคำนึงถึงพระคุณตลอดจนคุณธรรมอันสูงส่งและผลงานของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ที่ใสสะอาด ไม่เคยคอร์รัปชันโกงกินบ้านเมือง
           
            ทั้ง 2 ท่านใช้ชีวิตที่ต้องลี้ภัย
           
            แต่ลี้ภัยอย่างมีเกียรติยศและทั้ง 2 ท่านเป็นบุคคลที่คนไทยทุกคนภูมิใจเสมอในฐานะบุคคลตัวอย่างที่กราบไหว้โดยไม่ต้องอายใคร
           
            ส่วนคุณทักษิณ ชินวัตร นั้น ท่านเป็นเสี้ยวหนึ่งของประวัติศาสตร์ เป็นแค่หยดน้ำหยดหนึ่งในมหาสมุทรเท่านั้น

    เมื่อเพลงลาวไม่ “ลาว” อีกต่อไป
    โดย กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ 27 สิงหาคม 2551 15:40 น.
           กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ
           
           ปัจจุบันคนไทยหลายคนคงจะรู้จักชื่อนักร้องและวงดนตรีต่างๆ เหล่านี้ เช่น อเล็กซานดร้า บุญช่วย วงเซล หรือวงแอลโอจี บ้างไม่มากก็น้อย และบางคนอาจทราบดีว่าศิลปินเหล่านี้เป็นนักร้องและวงดนตรีจากประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของไทย ซึ่งก็คือ ลาว นั่นเอง จนบางขณะอาจหลงลืมไปว่ายังมีเพื่อนบ้านที่มีความคล้ายคลึงกันกับไทยในหลายๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นภาษา หรือศิลปวัฒนธรรม
           
           ในอดีต ชาวลาวบริโภคสื่อไทยทั้งด้วยความเต็มใจหรืออาจจะด้วยความบังเอิญ จากการกระจายเสียงของวิทยุและโทรทัศน์ข้ามพรมแดน หรือจากจานรับดาวเทียม และดูเสมือนว่ารายการของไทยจะทำให้คนลาวติดอกติดใจ เนื่องจากสาเหตุหลายประการ เช่น 1) ความคล้ายคลึงกันทางด้านภาษาไทยและลาว ทำให้ชาวลาวเข้าใจรายการของไทยได้อย่างไร้ปัญหา 2) จำนวนของรายการลาวที่ยังมีให้เลือกชมหรือฟังไม่มากมายนัก เป็นเหมือนกับการบังคับอย่างอ้อมๆ ให้ชาวลาวหันมาบริโภคสื่อไทยมากขึ้นเรื่อยๆ 3) ชาวลาวได้บริโภคสื่อไทยมาเป็นระยะเวลานาน จนอาจกลายเป็นความคุ้นเคย และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้วก็ว่าได้
           
           เป็นระยะเวลายาวนานที่ไทยได้ส่งออก “วัฒนธรรมผสม” ที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมตะวันตกเข้าสู่ลาว ผ่านสื่อต่างๆ แต่ในทางกลับกันไทยได้รับรู้ รับฟัง และบริโภคข้อมูลข่าวสารจากฝ่ายลาวน้อยมาก จนอาจพูดได้ว่า ไทยรู้เรื่องลาว “เพียงหางอึ่ง” เท่านั้น แม้ว่าไทยจะไม่ได้รับรู้เรื่องลาวมากนัก แต่ไทยก็ได้ยัดเยียด “วัฒนธรรมโลกาภิวัตน์” และ “วัฒนธรรมผสม” ให้กับลาวเรื่อยมา
           
           เมื่อใดที่ไทยเริ่มเปิดรับข้อมูลของลาว
           
           ก่อนปี 1975 วงดนตรีของกองทัพลาว คือ “ราบอากาศวังเวียง” ได้พาตนเองเข้ามาสู่สังคมไทยเป็นครั้งแรก และได้รับความนิยมจากคนไทยอย่างล้นหลามในสมัยนั้น โดยมีนักร้องนำที่ชื่อ ก. วิเสด ซึ่งมีเพลงที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ฟังชาวไทยอย่างเพลง “ไทยดำรำพัน” “ซังคนหลายใจ” “ก่อนจาก” เฉพาะอย่างยิ่งเพลงไทยดำรำพันซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างดนตรีพื้นบ้านไทยดำ และท่วงทำนองการขับทุ้มหลวงพระบางเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ในปี 1970 ก.วิเสด ยังได้แสดงภาพยนตร์ไทยร่วมกับ สมบัติ เมทะนี และเพชรา เชาวราษฏร์ ในเรื่อง “รักเธอเสมอ” อีกด้วย นับได้ว่าปรากฏการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชาวไทย หันมาสนใจประเทศข้างบ้านตนอย่างลาวมากยิ่งขึ้น
           
           หลังเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาเป็นสังคมนิยมในปี 1975 มาตรการควบคุมทางการเมืองและสังคมที่เข้มงวดกวดขันกับการรับวัฒนธรรมต่างชาติ เฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมตะวันตก เป็นผลให้ลาวเกิดความหวาดวิตกว่าวัฒนธรรมไทยซึ่งได้รับอิทธิพลจากตะวันตกค่อนข้างสูง จะไหลบ่าเข้าสู่สังคมลาวและเป็นผลให้เกิดความเสียหายต่อวัฒนธรรมอันเก่าแก่และดีงามของตน แต่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางเศรษฐกิจในปี 1985 ด้วยการพัฒนาและปฏิรูปเศรษฐกิจสู่กลไกตลาดตามนโยบาย “จินตนาการใหม่” (New Economic Mechanism) ทำให้รัฐบาลลาวได้เริ่มค่อยๆ ผ่อนปรนข้อบังคับและกฎหมายต่างๆ เกี่ยวกับสื่อมากขึ้น
           
           ข้อมูลรายงานการนำเข้าผลิตภัณฑ์สื่อประเทศต่างๆสู่ลาว และผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ ปี 2006 ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Program: UNDP) ชี้ให้เห็นว่านอกเหนือจากนโยบาย และความคล้ายคลึงต่างๆ ระหว่างไทยและลาวแล้ว เทคโนโลยียังเป็นตัวกระตุ้นให้ชาวลาวสามารถบริโภคสื่อจากไทยได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งรายงานของ UNDP ได้แสดงให้เห็นว่าชาวลาวส่วนใหญ่มีเครื่องรับโทรทัศน์และ “ร้อยละ 68 ของผู้มีเครื่องรับโทรทัศน์ในประเทศลาวดูละครไทยเป็นประจำ”
           
           เมื่อการบริโภคสื่อไทยได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้รัฐบาลลาวจำต้องออกกฎระเบียบต่างๆ เช่น กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรมได้ออกคำสั่งห้ามไม่ให้สถานที่สาธารณะ และสถานบริการทั้งหลายเปิดรายการโทรทัศน์ และทำการฉายวิดีโอภาพยนตร์ที่เป็นของไทยให้ผู้คนหรือลูกค้าดูโดยเด็ดขาด ผู้ที่ฝ่าฝืนไม่เพียงจะถูกตักเตือนเท่านั้น หากยังจะถูกปรับและลงโทษอีกด้วย อันแสดงให้เห็นถึงความหวาดวิตกต่อการไหลเข้าไปของวัฒนธรรมไทย และในทางกลับกันลาวเองก็ไม่สามารถยับยั้งปรากฏการณ์การเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจบันเทิงในสังคมลาวได้ ซึ่งอาจมาจากเหตุผลประการหนึ่ง ก็คือ ธรรมชาติของชาวลาวที่เป็นคน “มักม่วน” หรือ “รักสนุกสนาน” และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวลาวพึงพอใจที่จะบริโภครายการจากไทยซึ่งก็มีลักษณะร่วมดังกล่าวปรากฏอยู่พอสมควรเช่นกัน
           
           ธุรกิจบันเทิงของลาวไม่จำกัดหรือขีดวงอยู่แต่เฉพาะในลาวเท่านั้น แต่กลับขยายเข้าสู่ไทยด้วย โดยมีที่มาจากเหตุผลหลายประการ เช่น ธุรกิจบันเทิงของไทยเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหญ่และมีผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก ทำให้การลงทุนอาจมีกำไรมากกว่าการดำเนินธุรกิจในลาวแต่เพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันนักธุรกิจบันเทิงไทยก็ให้การตอบรับเป็นอย่างดี เพราะเล็งเห็นถึงความแปลกใหม่จากตัวศิลปินลาว ซึ่งอาจทำให้ชาวไทยสนใจได้ไม่ยากนัก เนื่องจากความคล้ายคลึงกันทางด้านภาษา และวัฒนธรรมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แม้ผู้เขียนซึ่งไม่ได้คุ้นเคยกับภาษาอีสานมากนักยังเข้าใจเพลง “แฟนเผลอ” ของวงแอลโอจี ได้จนเกือบหมด
           
           แต่ในทางกลับกันผู้เขียนกลับไม่เข้าใจเพลง “ขับทุ้มหลวงพระบาง” ที่ได้มีโอกาสฟังบ้างครั้งสองครั้ง ดังนั้นเมื่อเทียบกับเพลงลาวในยุคก่อนๆ แล้วผู้ฟังคนไทยสามารถเข้าใจในเพลงลาวสมัยใหม่ได้ค่อนข้างมากกว่า ทั้งนี้อาจเป็นเพราะอิทธิพลภาษาไทยที่ไหลบ่าเข้าสู่สังคมลาวอย่างต่อเนื่อง เมื่อคนลาวฟังได้และคนไทยก็ฟังได้ จึงทำให้ธุรกิจบันเทิงจากฝั่งลาวโตวันโตคืน
           
           ความนิยมและความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งในสังคมไทยและลาวเปรียบเสมือนแรงกระตุ้นให้ธุรกิจบันเทิงลาวอยากจะพัฒนาศิลปินของตนเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดลาวและไทย เห็นได้ชัดจากการที่มีบริษัทธุรกิจบันเทิงในลาวเกิดขึ้นอย่างมากมาย เช่น บริษัท ลาว อาร์ท มีเดีย (ที่ร่วมทุนทำภาพยนตร์เรื่อง “สะบายดีหลวงพะบาง” กับไทย) บริษัท วาเลนไทน์มิวสิค บริษัท อินดี้ เรคคอร์ด โดยผลิตศิลปินนักร้องและวงดนตรีเป็นจำนวมาก เช่น อเล็กซานดร้า บุญช่วย ติ่ง ไพรลาวัน วงแอลโอจี หรือวงเซล เป็นต้น
           
           ข้อพิสูจน์ถึงปรากฏการณ์นี้ที่เป็นรูปธรรมที่สุดเห็นได้จากการที่ลาวอนุญาตให้สร้างศูนย์บันเทิงครบวงจร เรียกว่า “ลาวไอเทค” ซึ่งประกอบด้วยโรงโบว์ลิ่ง โรงภาพยนตร์ สนุกเกอร์ ร้านอาหาร แต่ที่สำคัญยังเป็นสถานที่แสดงคอนเสิร์ตและจัดงานแสดงสินค้าต่างๆ อีกด้วย แสดงให้เห็นว่าลาวพร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น และอาจพร้อมแล้วที่จะส่งออกความเป็นลาวสู่สายตาชาวโลก
           
           เมื่อสื่อลาวไม่ได้ดังแค่ในลาวเท่านั้น
           
           นักร้องชื่อดังของลาวหลายคนซึ่งข้ามมาดังในฝั่งไทย ที่เห็นชัดที่สุดน่าจะเป็น อเล็กซานดร้า บุญช่วย ลูกครึ่ง ลาว บัลแกเรียน ซึ่งนับได้ว่าเป็นนักร้อง “ลูกซอด” หรือ “ลูกครึ่ง” คนแรกของลาว เธอเกิดและเติบโตในครอบครัวที่เต็มไปด้วยเสียงดนตรี มีปู่เป็นนักแต่งเพลง โดยเฉพาะเพลง “กุหลาบปากซัน” อันโด่งดัง ทำให้บริษัท คำพอดี ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท เวิร์คพ้อยท์ ได้เล็งเห็นความสามารถของเธอและนำเธอมาร่วมเล่นละครเรื่อง “เพลงรักริมฝั่งโขง” ทางสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งของไทย โดยเธอได้รับการต้อนรับจากผู้ชมชาวไทยอย่างถล่มทลาย จนกระทั่งได้รับการทาบทามให้เล่นละครส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติ เรื่อง “เรไรลูกสาวป่า” อีกครั้งหนึ่ง
           
           ปัจจุบันเล็กซานดร้า ได้เลิกราวงการบันเทิงไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น แต่เธอได้กลายเป็นผู้เบิกทางให้นักร้องหน้าใหม่จากลาว ได้มีโอกาสเติบโตในไทย เช่น วงแอลโอจี (วงดนตรีที่ได้ร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ไทยเรื่อง “หมากเตะรีเทิร์น” และมีอัลบั้มร่วมกับก้านคอกลับ ภายใต้สังกัดจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ของไทย)
           
           มีคำถามว่าการที่ศิลปินนักร้องและสื่อลาวได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในสังคมไทยนั้นเป็นผลจากแรงกระตุ้นของภาคธุรกิจแต่อย่างเดียวเท่านั้นหรือไม่ เหตุใดรัฐบาลลาวจึงมีท่าทีนิ่งเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงทางครั้งใหญ่ครั้งนี้ เหตุผลอาจมีหลายหลากต่างๆ นานา แต่พอจะเป็นไปได้หรือไม่ว่า การนิ่งเฉยครั้งนี้เพราะรัฐบาลลาวเล็งเห็นว่ายิ่งห้าม ก็เหมือนกับเป็นการบังคับให้ชาวลาวหันมาบริโภคสื่อไทยมากขึ้นเรื่อยๆ และอาจไม่สามารถควบคุมสื่อต่างๆ ที่รังแต่จะล้นเข้ามาในลาว เนื่องมาจากเทคโนโลยีอันทันสมัยในปัจจุบัน การปิดกั้นอาจทำได้ยาก แต่เพียงหากรัฐบาลลาวรู้จักที่จะควบคุมและใช้วัฒนธรรมใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ อาจทำให้ลาวได้ผลประโยชน์หลายประการ เช่น ผลประโยชน์ทางธุรกิจที่สามารถดำเนินธุรกิจนี้ในไทย เยาวชนลาวลดการบริโภคสื่อไทย และหันมาบริโภคสื่อลาวมากขึ้นซึ่งรัฐบาลสามารถควบคุมได้ หรืออาจช่วยลดการติดยาเสพติดของเยาวชนลาว โดยหันมาทำกิจกรรมที่อาจเป็นประโยชน์เหล่านี้
           
           แม้จะมีผู้คนในลาวกลัวการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ซึ่งอาจทำให้วัฒนธรรมดั้งเดิมของลาวเสียหาย จากเพลงลาวสมัยใหม่ที่มีลักษณะไม่แตกต่างจากเพลงไทยทั้งรูปแบบหรือทำนอง ผิดกันแต่เนื้อร้องซึ่งเป็นภาษาลาวที่มีอิทธิพลภาษาไทยปะปนอยู่ จนทำให้เพลงลาวอาจไม่เป็น “ลาว” อีกต่อไป อย่างไรก็ตามการหยุดยั้ง และการปิดกั้น คงจะมิใช่หนทางที่จะนำไปสู่ผลดีแก่ทุกๆ ฝ่าย การประนีประนอม ดูจะเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุดในขณะนี้
           
           ในเร็ววัน ไทยคงจะได้เห็นศิลปินลาวในตลาดบันเทิงไทยอีกเป็นระลอกๆ การที่ไทยเปิดใจต้อนรับศิลปินเพื่อนบ้าน และการที่ลาวเปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลง น่าจะเป็นผลดีให้ไทยได้มีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับลาว ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง ซึ่งมีความสัมพันธ์กันมาช้านาน เพื่อที่ไทยจะสามารถมองลาวอย่างถ่องแท้ ลึกซึ้ง และถูกต้องมากขึ้นก็เป็นได้ และอาจป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดจากความเข้าใจผิดต่างๆ ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตจะได้ไม่เกิดซ้ำรอยในปัจจุบันหรืออนาคตอีก
           

           * นักศึกษาปริญญาโทสาขาการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยยูวาสกูล่า ฟินแลนด์ และนักศึกษาฝึกงานศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
           
           หมายเหตุ : ผู้สนใจสามารถเข้าดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Website: http://www.thaiworld.org

    ดร. ปราโมทย์ นาครทรรพ: คำปราศรัยที่ถูกสกัด

    คำปราศรัยที่ถูกสกัด/ปราโมทย์ นาครทรรพ
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 สิงหาคม 2551 15:03 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    ปราโมทย์ นาครทรรพ

    พี่น้องชาวไทยที่เคารพรักทั้งหลาย
           
           ผมตั้งใจจะมาพูดกับพี่น้องที่ทำเนียบรัฐบาลในคืนวันนี้ให้ได้ก่อนเวลาสามทุ่ม ผมได้รับโทรศัพท์จากทนายกู้ชาติที่ศาลแพ่งเมื่อตอนหัวค่ำว่าดูท่าทีศาลจะออกคำสั่งคุ้มครองสั่งให้พี่น้องออกจากบริเวณทำเนียบรัฐบาลตามคำขอของเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี คนหนึ่งในนั้นคือนายสมาน เลิศวงศ์รัฐ หรือเลือดวงหัด นายทะเบียนพรรคพลังประชาชน
           
           ความจริงผมกลัวอยู่อย่างหนึ่ง ไม่ใช่กลัวที่จะมาพูด แต่กลัวจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเด็กเลี้ยงแกะอย่างนายสมัคร สุนทรเวช เพราะในตอนหัวค่ำนี้เหมือนกัน ผมเพิ่งจะวางหูโทรศัพท์ของอดีตผบ.ทบ.ท่านหนึ่งที่ผมรักใคร่นับถือ ผมฝากคำชมของบุคคลหลายคนไปให้น้องชายของท่านผบ.ที่เป็น ผบ.ตำรวจแห่งชาติ ผมเองก็ชมน้องชายคนนี้ด้วยความจริงใจว่ารู้จักใช้กฎหมายและศิลปแห่งความเป็นผู้นำดูแลไม่ให้ตำรวจบันดาลโทสะในการดูแลผู้ทีมาชุมนุมกับพันธมิตร ทำให้เกิดภาพพจน์ที่สวยงามทั้งสองฝ่ายคือผู้ชุมนุมกับตำรวจ และประเทศไทยแถมอีกด้วย
           
           ผมตอบคำถามท่านว่า ผมมิได้ขึ้นเวทีพันธมิตรมากว่าเดือนแล้ว และคงจะไม่ได้ขึ้นอีก เมื่อก่อนนี้ไปขึ้นมาแล้ว 5-6 ครั้ง เขาเชิญเมื่อไรก็เต็มใจไปเมื่อนั้น เพื่อให้กำลังใจและความคิด สนับสนุนให้ประชาชนพิทักษ์รักษาประชาธิปไตยและสถาบันกษัตริย์ ผมไม่มีอิทธิพลเหนือหรืออยู่ใต้อิทธิพลของพันธมิตรแต่อย่างใด เกิดมาก็ยังไม่เคยร่วมประชุมกับพันธมิตรแม้แต่หนึ่งครั้ง แต่ก็ชื่นชมความสำเร็จของพันธมิตรในการปลุกตื่นสำนึกและความรู้ของการเมืองภาคประชาชนให้รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ท่านบ่นเสียงอ่อยๆว่ายังงั้นสิ พันธมิตรถึงด่าท่านเป็นพะเรอเกวียน ตอนนี้ท่านเป็นห่วงเพราะพล.ต.อ.โกวิทได้รับคำสั่งจากนายกฯให้มาจัดการกับผู้มาชุมนุมแทนน้องท่าน
           
           พี่น้องครับ ผมดีใจจริงๆ ที่ได้กลับมาพูดที่นี่อีกครั้งหนึ่ง ครับ แปลว่าครั้งหนึ่ง 51 ปีมาแล้วในวันที่ 28 มีนาคม 2500 ผมเป็นส่วนหนึ่งของนิสิตนักศึกษาจุฬา-ธรรมศาสตร์ที่พากันพังประตูรั้วทำเนียบเข้ามาประท้วงรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงครามฐานโกงเลือกตั้ง
           
           ท่านนายกฯลงมาต้อนรับและตอบข้อกล่าวหาของนิสิตนักศึกษาอย่างสุภาพและอ่อนหวาน บอกว่าขอเวลาพิจารณาคำขาดของนักศึกษาสักนิด แต่ที่ตัดสินได้เลยวันนั้นก็คือจะไม่เอาโทษนักศึกษาที่ทำลายทรัพย์สินคือรั้วของทำเนียบ เพราะว่านักศึกษามาใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีคุณค่ามากกว่า
           
           พี่น้องที่เคารพรักครับ แปลว่าจอมพลป. ท่านเข้าใจหลักประชาธิบไตยเป็นอย่างดี หลักนี้เป็นหลักเดียวกับกฎหมายที่ให้เอากฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นหลัก มิให้เอากฎหมายมโนสาเร่มาเป็นใหญ่ ผมไม่ทราบว่าการสอนวิชากฎหมายแพ่งในมหาวิทยาลัยหรือเนติบัณฑิตสภาของเราสมัยนี้จะเป็นอย่างนั้นหรือไม่
           
           วันนี้ตอนบ่ายผมทราบว่าตำรวจตั้งข้อหาแกนนำทั้งห้าของพันธมิตรฐานกบฏและทำลายความมั่นคงของรัฐ แถมพกด้วยผู้นำชุมนุมอีก 4 คน และศาลคงจะอนุญาตให้ออกหมายจับเช่นเคย ผมเคยบ่นว่า “เอาอีกแล้ว ไอ้เวร” เมื่อตำรวจจับลูกศิษย์และเพื่อนอาจารย์ธรรมศาสตร์ของผมรวม 13 คนเมื่อ ต้นเดือนตุลาคม 35 ปีมาแล้ว ไอ้พวกผู้ปกครองจัญไรยุคใดสมัยใดมันก็นึกว่าตัวมันเป็นรัฐทั้งนั้น ไม่เคยสำนึกว่าตัวมันต่างหากที่กบฎทำความเสียหายให้กับบ้านเมือง ประชาชนที่กล้าหาญมีความรู้เขาจึงลุกขึ้นมาต่อสู้
           
           มันเป็นเรื่องเศร้าแท้ๆ ที่ไอ้พวกเวรตะไล ไอ้พวกเดนคุกเดนกฎหมาย ไอ้พวกปลอมใบวุฒิ ยุติกฎหมาย ที่พากันหน้าด้านสลอนชูคอในรัฐบาล แต่ไม่ทำหน้าที่ปกป้องพระมหากษัตริย์ เอกภาพแห่งดินแดน และท้องพระคลังของบ้านเมือง พวกพันธมิตรเขาทนดูไม่ได้ จึงลุกขึ้นมาปกป้อง ทำให้คนไทยทุกหมู่เหล่า ทุกภูมิลำเนารวมทั้งในต่างแดนเกือบทุกประเทศลุกฮือขึ้นมาต่อต้าน พวกมันนึกหรือว่าช้างตายตั้งยหลายสิบตัวจะเอาใบบัวปิดมิด จริงอยู่ สื่อและทีวีเส็งเคร็งที่มันใช้อำนาจและทุนสามานย์คุมอยู่ อาจจะปิดหูปิดตาคนไทยที่ใบ้เบื้อหรือถูกขุนเกือด้วยอามิสสินจ้างได้ชั่วคราว แต่ไม่มีใครหรอกที่จะหลอกประชาชนได้ทุกเรื่อง ทุกเวลา ก็เพราะมีคนส่วนหนึ่งเขารู้ทันนี่แหละ มันจึงมัวเมาตั้งข้อหาน่าอ๊วกให้เขา ถามหน่อยว่าในยคโลกาภิวัตน์อย่างนี้ เองจะปิดตาสื่อโลกเขาได้อย่างไอ้หม่องยังงั้นหรือ ถุย
           
           พี่น้องที่เคารพทั้งหลาย ผมเห็นท่านพากันมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน และรื่นริงกล้าหาญอย่างนี้ ผมก็รู้แล้วว่าท่านไม่กลัวเกรงอะไรแล้ว เพราะท่านรักชาติ รักพระเจ้าอยู่หัวใช่ไหมครับ ท่านอย่ากลัวเลย มันเอาตำรวจทหารออกมาขู่ มันขู่อย่างนี้มาหลายหนแล้วมิใช่หรือ แล้วอะไรเกิดขึ้น ผมจะบอกให้ มันสั่งตำรวจทหารของพระเจ้าอยู่หัวให้เข่นฆ่าข่มเหงพสกนิกรของพระองค์ท่านไม่ได้ มันดูถูกเขาเกินไป ตำรวจทหารที่ไหนเขาจะเชื่อมัน ต่อให้โกวิทมาช่วยสั่งก็เถอะ ใช่ว่าโกวิทจะเป็นที่เคารพนับถือของตำรวจเสียเมื่อไหร่ นายพลตำรวจโทคนหนึ่งฟ้องโกวิทว่าเป็นผู้บังคับบัญชาที่ไร้ความเป้นธรรม ออกคำสั่งผิดกฎหมาย ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกโกวิทไปแล้ว รัฐบาลนายสมัครเต็มไปด้วยคนประเภทนี้ คนสติไม่เต็ม แต่แผลเต็ม จึงยุง่ายกว่าคนที่มีสติสัมปชัญญะทั่วไป ทุเรศ
           
           ก็เพราะมันยังมีคนโง่ๆที่ตามใจนายหวังจะได้ดี เหมือนตำรวจในยุคหินนี่แหละเอะอะก็หาว่าคนนี้เป็นกบฏ คนนี้เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ แบบนี้แหละ ผมทำนายได้เลยว่า นิสิตนักศึกษา ครูบาอาจารย์ ข้าราชการ เขาจะลุกฮือขึ้นมาร่วมกับพี่น้อง ตำรวจ ทหารเขาจะกระโดดออกมาขานรับคำขับไล่ของพี่น้อง เชื่อผมเถอะครับ อย่ากลัวมันเลย รัฐบาลเส็งเคร็ง
           
           พี่น้องที่เคารพรักทั้งหลาย ผมเชื่อแล้วว่าท่านเป็นกล้า ผมเชื่อว่าคนไทยไม่ว่าเชื้อชาติศาสนาใดล้วนแต่ป็นคนกล้า ท่านรักพระเจ้าอยู่หัว รักประเทศชาติ รักความสุจริตยุติธรรม ซึ่งล้วนแล้วแต่สูงส่งทั้งนั้น นี่ยิ่งกว่าเครื่องรางของขลังใดๆอยู่แล้ว ผมขอให้กำลังใจมิให้ท่านหวั่นไหว ผมจะป่าวร้องให้ผู้คนที่ยังไม่ออกมาให้ออกมาสนับสนุนพวกท่านอีกมากๆ ถึงแม้จะมีอุปสรรคขัดวาง เช่น คำสั่งศาลก็ดีการข่มขู่ หหรือแม้แต่การที่ตำรวจจะบุกเข้ามาจับหรือเตรียมรถ 200 คันมาขู่ท่านให้รีบแตกตื่นหนีกลับบ้านคืนนี้ก็ดี อย่าไปกลัวเลยครับ พวกเรายืนหยัดอยู่ด้วยกันอย่างเหนียวแน่นอย่างนี้ ตำรวจจะทำอะไรได้ เขาจะมีคุกที่ไหนพอที่จะขังพวเราเป้นเรือนหมื่นเรือนแสน ไม่มีทาง
           
           อีกประการหนึ่ง คำสั่งของศาลแพ่งชั้นต้นนั้น ยังสามารถอุธรณ์ได้ และการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล จะต้องให้กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรมเป็นผู้ดำเนินการ นายโกวิทน่าจะรู้ดีว่าเขาหามีอำนาจที่จะสั่งมั่วๆให้ตำรวจมาสลายพวกท่านได้ไม่ คุกนะซีครับ คุกแน่ๆ
           
           ส่วนเรื่องการจับแกนนำนั้น ถ้าตำรวจมาบุกจับ ก็แปลว่าเขาเป็นเหยื่อโมหะของนายสมัคร มาก่อเหตุให้เสียเลือดเสียเนื้อโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะเลือดเนื้อของผู้หญิงคนแก่ และเด็กเล็กๆที่มีอยู่ไม่น้อย ลูกเมียของตำรวจก็เถอะ ผมว่าไม่ต่ำกว่าร้อย ตำรวจอาชีพที่มิใช่ทาสนักการเมืองเขาจะตัองรู้ว่าเขาสามารถโทรศัพท์นัดหมายหรือให้เวลาผู้ต้องหามามอบตัวได้ ท่านทั้งหลายอย่าได้หวาดกลัวแตกตื่น หลงคำขู่ของนายสมัครหรือนายโกวิทเลย
           
           เพื่อประเทืองศรัทธา สติ และกลังใจของพี่น้อง แด่พี่น้องทุกท่าน ผมขอยกคำสั่งสอนของพระบรมศาสดามาเล่าให้พี่น้องฟัง ดังต่อไปนี้
           
           เรื่องแรก ซึ่งน่าจะไม่ต่างกับพระราชดำรัสเตือน พวกใช้เงินไม่ระมัดระวัง จนบ้านเมืองกำลังจะล่มจม มากนัก พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึง “โจรปล้นแผ่นดิน”
           
           ใน”มิลินทปัญหา” พระพุทธเจ้าส่งพระอรหันต์องค์หนึ่งมาเกิดเป็นพระนาคเสน ผู้ตอบพระเจ้ามิมิลินท์ว่า
           
           “หากบุคคล ขาดคุณสมบัติที่ดี ไร้ความสามารถ ไร้ศีลธรรมจรรยา ไม่เหมาะสม ได้ขึ้นบัลลังก์มาเป็นใหญ่ มีอำนาจมากเพียงใด เขาจะถูกฉีกเนื้อ และลงฑัณฑ์โดยประชาชน เพราะเขามิได้ขึ้นมาและมิได้อยู่ในอำนาจด้วยความชอบธรรม ผู้ปกครองเยี่ยงนี้ เหมือนผู้ปกครองทั้งหลายที่ฝ่าฝืน ทำลายศีลธรรมจรรยา และกฏเกณฑ์ของสังคม ก็จะถูกประชาทัณฑ์ เยี่ยงเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ปกครองที่ประพฤติตนเหมือนโจรปล้นสมบัติของแผ่นดิน”
           
           พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไม่ให้กลัวโจรปล้นแผ่นดินเหล่านี้ ถึงแม้นมันจะเหี้ยมโหดข่มขู่ประชาชนอย่างไรก็ตาม
           
           พระองค์ทรงสั่งสอนว่า การต่อสู้ระหว่างธรรม กับอธรรมด้วยกำลังนั้นเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงมิได้ เมื่อถึงคราวจำเป็น ผู้มีธรรมก็จะต้องเป็นผู้ที่กล้า
           
           ใน “ขุรัปปชาดก” เรื่อง “ ถึงคราวกล้าควรกล้า” พระพุทธองค์เสวยชาติเป็นผู้พิพักษ์คาราวานสมบัติ มีโศลกว่าดังนี้
           
           ถาม “เมื่อท่านเห็นพวกโจรยิงลูกธนูอันแหลม ถือดาบอันคมกล้า ซึ่งขัดแล้ว ด้วยน้ำมัน เมื่อมรณภัยปรากฏเฉพาะหน้าแล้ว เหตุไฉนหนอ ท่านจึง ไม่มีความครั่นคร้าม.
           
           ตอบ เมื่อเราเห็นพวกโจรยิงลูกธนูอันแหลม ถือดาบอันคมกล้า ซึ่งขัดแล้ว ด้วยน้ำมัน เมื่อมรณภัยปรากฏเฉพาะหน้าแล้ว เรากลับได้ความยินดี และโสมนัสมากยิ่ง.
           
           เรานั้นเกิดความยินดีและโสมนัสแล้ว ก็ครอบงำศัตรูทั้งหลายเสียได้ เพราะว่า ชีวิตของเราๆ ได้สละมาแต่ก่อนแล้ว เราไม่ได้ทำความอาลัยในชีวิต บุคคลผู้กล้าหาญพึงกระทำกิจของคนกล้า ในกาลบางคราว.”
           
           พี่น้องที่เคารพชาวไทยที่เคารพรักทั้งหลาย ยังจะสงสัยอีกหรือ ท่านคือผู้มีธรรมของแผ่นดินใช่หรือไม่ ยังจะสงสัยอีกหรือ ท่านคือผู้กล้าหาญของแผ่นดินใช่ไม่ใช่ ใช่แน่ๆ ใช่แน่นอน
           
           ชัยชนะจะต้องเป็นของประชาชนผู้กล้า ผู้มีธรรมอย่างแน่นอน
           
           จงมาช่วยกันกระทำกิจของคนกล้าเพื่อบ้านเมืองและในหลวงของเราในครั้งนี้โดยพร้อมเพรียงกันเถิด
           
           หมายเหตุ – ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ ไม่สามารถไปกล่าวคำปราศรัยที่ทำเนียบรัฐบาลด้วยตัวเองได้ เพราะสุขภาพไม่อำนวย หมอห้าม จึงต้องเขียนฝากมาให้พี่น้องทั้งหลายแทน

    คำปราศรัยที่ถูกสกัด/ปราโมทย์ นาครทรรพ
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 สิงหาคม 2551 15:03 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    ปราโมทย์ นาครทรรพ

    พี่น้องชาวไทยที่เคารพรักทั้งหลาย
           
           ผมตั้งใจจะมาพูดกับพี่น้องที่ทำเนียบรัฐบาลในคืนวันนี้ให้ได้ก่อนเวลาสามทุ่ม ผมได้รับโทรศัพท์จากทนายกู้ชาติที่ศาลแพ่งเมื่อตอนหัวค่ำว่าดูท่าทีศาลจะออกคำสั่งคุ้มครองสั่งให้พี่น้องออกจากบริเวณทำเนียบรัฐบาลตามคำขอของเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี คนหนึ่งในนั้นคือนายสมาน เลิศวงศ์รัฐ หรือเลือดวงหัด นายทะเบียนพรรคพลังประชาชน
           
           ความจริงผมกลัวอยู่อย่างหนึ่ง ไม่ใช่กลัวที่จะมาพูด แต่กลัวจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเด็กเลี้ยงแกะอย่างนายสมัคร สุนทรเวช เพราะในตอนหัวค่ำนี้เหมือนกัน ผมเพิ่งจะวางหูโทรศัพท์ของอดีตผบ.ทบ.ท่านหนึ่งที่ผมรักใคร่นับถือ ผมฝากคำชมของบุคคลหลายคนไปให้น้องชายของท่านผบ.ที่เป็น ผบ.ตำรวจแห่งชาติ ผมเองก็ชมน้องชายคนนี้ด้วยความจริงใจว่ารู้จักใช้กฎหมายและศิลปแห่งความเป็นผู้นำดูแลไม่ให้ตำรวจบันดาลโทสะในการดูแลผู้ทีมาชุมนุมกับพันธมิตร ทำให้เกิดภาพพจน์ที่สวยงามทั้งสองฝ่ายคือผู้ชุมนุมกับตำรวจ และประเทศไทยแถมอีกด้วย
           
           ผมตอบคำถามท่านว่า ผมมิได้ขึ้นเวทีพันธมิตรมากว่าเดือนแล้ว และคงจะไม่ได้ขึ้นอีก เมื่อก่อนนี้ไปขึ้นมาแล้ว 5-6 ครั้ง เขาเชิญเมื่อไรก็เต็มใจไปเมื่อนั้น เพื่อให้กำลังใจและความคิด สนับสนุนให้ประชาชนพิทักษ์รักษาประชาธิปไตยและสถาบันกษัตริย์ ผมไม่มีอิทธิพลเหนือหรืออยู่ใต้อิทธิพลของพันธมิตรแต่อย่างใด เกิดมาก็ยังไม่เคยร่วมประชุมกับพันธมิตรแม้แต่หนึ่งครั้ง แต่ก็ชื่นชมความสำเร็จของพันธมิตรในการปลุกตื่นสำนึกและความรู้ของการเมืองภาคประชาชนให้รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ท่านบ่นเสียงอ่อยๆว่ายังงั้นสิ พันธมิตรถึงด่าท่านเป็นพะเรอเกวียน ตอนนี้ท่านเป็นห่วงเพราะพล.ต.อ.โกวิทได้รับคำสั่งจากนายกฯให้มาจัดการกับผู้มาชุมนุมแทนน้องท่าน
           
           พี่น้องครับ ผมดีใจจริงๆ ที่ได้กลับมาพูดที่นี่อีกครั้งหนึ่ง ครับ แปลว่าครั้งหนึ่ง 51 ปีมาแล้วในวันที่ 28 มีนาคม 2500 ผมเป็นส่วนหนึ่งของนิสิตนักศึกษาจุฬา-ธรรมศาสตร์ที่พากันพังประตูรั้วทำเนียบเข้ามาประท้วงรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงครามฐานโกงเลือกตั้ง
           
           ท่านนายกฯลงมาต้อนรับและตอบข้อกล่าวหาของนิสิตนักศึกษาอย่างสุภาพและอ่อนหวาน บอกว่าขอเวลาพิจารณาคำขาดของนักศึกษาสักนิด แต่ที่ตัดสินได้เลยวันนั้นก็คือจะไม่เอาโทษนักศึกษาที่ทำลายทรัพย์สินคือรั้วของทำเนียบ เพราะว่านักศึกษามาใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีคุณค่ามากกว่า
           
           พี่น้องที่เคารพรักครับ แปลว่าจอมพลป. ท่านเข้าใจหลักประชาธิบไตยเป็นอย่างดี หลักนี้เป็นหลักเดียวกับกฎหมายที่ให้เอากฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นหลัก มิให้เอากฎหมายมโนสาเร่มาเป็นใหญ่ ผมไม่ทราบว่าการสอนวิชากฎหมายแพ่งในมหาวิทยาลัยหรือเนติบัณฑิตสภาของเราสมัยนี้จะเป็นอย่างนั้นหรือไม่
           
           วันนี้ตอนบ่ายผมทราบว่าตำรวจตั้งข้อหาแกนนำทั้งห้าของพันธมิตรฐานกบฏและทำลายความมั่นคงของรัฐ แถมพกด้วยผู้นำชุมนุมอีก 4 คน และศาลคงจะอนุญาตให้ออกหมายจับเช่นเคย ผมเคยบ่นว่า “เอาอีกแล้ว ไอ้เวร” เมื่อตำรวจจับลูกศิษย์และเพื่อนอาจารย์ธรรมศาสตร์ของผมรวม 13 คนเมื่อ ต้นเดือนตุลาคม 35 ปีมาแล้ว ไอ้พวกผู้ปกครองจัญไรยุคใดสมัยใดมันก็นึกว่าตัวมันเป็นรัฐทั้งนั้น ไม่เคยสำนึกว่าตัวมันต่างหากที่กบฎทำความเสียหายให้กับบ้านเมือง ประชาชนที่กล้าหาญมีความรู้เขาจึงลุกขึ้นมาต่อสู้
           
           มันเป็นเรื่องเศร้าแท้ๆ ที่ไอ้พวกเวรตะไล ไอ้พวกเดนคุกเดนกฎหมาย ไอ้พวกปลอมใบวุฒิ ยุติกฎหมาย ที่พากันหน้าด้านสลอนชูคอในรัฐบาล แต่ไม่ทำหน้าที่ปกป้องพระมหากษัตริย์ เอกภาพแห่งดินแดน และท้องพระคลังของบ้านเมือง พวกพันธมิตรเขาทนดูไม่ได้ จึงลุกขึ้นมาปกป้อง ทำให้คนไทยทุกหมู่เหล่า ทุกภูมิลำเนารวมทั้งในต่างแดนเกือบทุกประเทศลุกฮือขึ้นมาต่อต้าน พวกมันนึกหรือว่าช้างตายตั้งยหลายสิบตัวจะเอาใบบัวปิดมิด จริงอยู่ สื่อและทีวีเส็งเคร็งที่มันใช้อำนาจและทุนสามานย์คุมอยู่ อาจจะปิดหูปิดตาคนไทยที่ใบ้เบื้อหรือถูกขุนเกือด้วยอามิสสินจ้างได้ชั่วคราว แต่ไม่มีใครหรอกที่จะหลอกประชาชนได้ทุกเรื่อง ทุกเวลา ก็เพราะมีคนส่วนหนึ่งเขารู้ทันนี่แหละ มันจึงมัวเมาตั้งข้อหาน่าอ๊วกให้เขา ถามหน่อยว่าในยคโลกาภิวัตน์อย่างนี้ เองจะปิดตาสื่อโลกเขาได้อย่างไอ้หม่องยังงั้นหรือ ถุย
           
           พี่น้องที่เคารพทั้งหลาย ผมเห็นท่านพากันมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน และรื่นริงกล้าหาญอย่างนี้ ผมก็รู้แล้วว่าท่านไม่กลัวเกรงอะไรแล้ว เพราะท่านรักชาติ รักพระเจ้าอยู่หัวใช่ไหมครับ ท่านอย่ากลัวเลย มันเอาตำรวจทหารออกมาขู่ มันขู่อย่างนี้มาหลายหนแล้วมิใช่หรือ แล้วอะไรเกิดขึ้น ผมจะบอกให้ มันสั่งตำรวจทหารของพระเจ้าอยู่หัวให้เข่นฆ่าข่มเหงพสกนิกรของพระองค์ท่านไม่ได้ มันดูถูกเขาเกินไป ตำรวจทหารที่ไหนเขาจะเชื่อมัน ต่อให้โกวิทมาช่วยสั่งก็เถอะ ใช่ว่าโกวิทจะเป็นที่เคารพนับถือของตำรวจเสียเมื่อไหร่ นายพลตำรวจโทคนหนึ่งฟ้องโกวิทว่าเป็นผู้บังคับบัญชาที่ไร้ความเป้นธรรม ออกคำสั่งผิดกฎหมาย ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกโกวิทไปแล้ว รัฐบาลนายสมัครเต็มไปด้วยคนประเภทนี้ คนสติไม่เต็ม แต่แผลเต็ม จึงยุง่ายกว่าคนที่มีสติสัมปชัญญะทั่วไป ทุเรศ
           
           ก็เพราะมันยังมีคนโง่ๆที่ตามใจนายหวังจะได้ดี เหมือนตำรวจในยุคหินนี่แหละเอะอะก็หาว่าคนนี้เป็นกบฏ คนนี้เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ แบบนี้แหละ ผมทำนายได้เลยว่า นิสิตนักศึกษา ครูบาอาจารย์ ข้าราชการ เขาจะลุกฮือขึ้นมาร่วมกับพี่น้อง ตำรวจ ทหารเขาจะกระโดดออกมาขานรับคำขับไล่ของพี่น้อง เชื่อผมเถอะครับ อย่ากลัวมันเลย รัฐบาลเส็งเคร็ง
           
           พี่น้องที่เคารพรักทั้งหลาย ผมเชื่อแล้วว่าท่านเป็นกล้า ผมเชื่อว่าคนไทยไม่ว่าเชื้อชาติศาสนาใดล้วนแต่ป็นคนกล้า ท่านรักพระเจ้าอยู่หัว รักประเทศชาติ รักความสุจริตยุติธรรม ซึ่งล้วนแล้วแต่สูงส่งทั้งนั้น นี่ยิ่งกว่าเครื่องรางของขลังใดๆอยู่แล้ว ผมขอให้กำลังใจมิให้ท่านหวั่นไหว ผมจะป่าวร้องให้ผู้คนที่ยังไม่ออกมาให้ออกมาสนับสนุนพวกท่านอีกมากๆ ถึงแม้จะมีอุปสรรคขัดวาง เช่น คำสั่งศาลก็ดีการข่มขู่ หหรือแม้แต่การที่ตำรวจจะบุกเข้ามาจับหรือเตรียมรถ 200 คันมาขู่ท่านให้รีบแตกตื่นหนีกลับบ้านคืนนี้ก็ดี อย่าไปกลัวเลยครับ พวกเรายืนหยัดอยู่ด้วยกันอย่างเหนียวแน่นอย่างนี้ ตำรวจจะทำอะไรได้ เขาจะมีคุกที่ไหนพอที่จะขังพวเราเป้นเรือนหมื่นเรือนแสน ไม่มีทาง
           
           อีกประการหนึ่ง คำสั่งของศาลแพ่งชั้นต้นนั้น ยังสามารถอุธรณ์ได้ และการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล จะต้องให้กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรมเป็นผู้ดำเนินการ นายโกวิทน่าจะรู้ดีว่าเขาหามีอำนาจที่จะสั่งมั่วๆให้ตำรวจมาสลายพวกท่านได้ไม่ คุกนะซีครับ คุกแน่ๆ
           
           ส่วนเรื่องการจับแกนนำนั้น ถ้าตำรวจมาบุกจับ ก็แปลว่าเขาเป็นเหยื่อโมหะของนายสมัคร มาก่อเหตุให้เสียเลือดเสียเนื้อโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะเลือดเนื้อของผู้หญิงคนแก่ และเด็กเล็กๆที่มีอยู่ไม่น้อย ลูกเมียของตำรวจก็เถอะ ผมว่าไม่ต่ำกว่าร้อย ตำรวจอาชีพที่มิใช่ทาสนักการเมืองเขาจะตัองรู้ว่าเขาสามารถโทรศัพท์นัดหมายหรือให้เวลาผู้ต้องหามามอบตัวได้ ท่านทั้งหลายอย่าได้หวาดกลัวแตกตื่น หลงคำขู่ของนายสมัครหรือนายโกวิทเลย
           
           เพื่อประเทืองศรัทธา สติ และกลังใจของพี่น้อง แด่พี่น้องทุกท่าน ผมขอยกคำสั่งสอนของพระบรมศาสดามาเล่าให้พี่น้องฟัง ดังต่อไปนี้
           
           เรื่องแรก ซึ่งน่าจะไม่ต่างกับพระราชดำรัสเตือน พวกใช้เงินไม่ระมัดระวัง จนบ้านเมืองกำลังจะล่มจม มากนัก พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึง “โจรปล้นแผ่นดิน”
           
           ใน”มิลินทปัญหา” พระพุทธเจ้าส่งพระอรหันต์องค์หนึ่งมาเกิดเป็นพระนาคเสน ผู้ตอบพระเจ้ามิมิลินท์ว่า
           
           “หากบุคคล ขาดคุณสมบัติที่ดี ไร้ความสามารถ ไร้ศีลธรรมจรรยา ไม่เหมาะสม ได้ขึ้นบัลลังก์มาเป็นใหญ่ มีอำนาจมากเพียงใด เขาจะถูกฉีกเนื้อ และลงฑัณฑ์โดยประชาชน เพราะเขามิได้ขึ้นมาและมิได้อยู่ในอำนาจด้วยความชอบธรรม ผู้ปกครองเยี่ยงนี้ เหมือนผู้ปกครองทั้งหลายที่ฝ่าฝืน ทำลายศีลธรรมจรรยา และกฏเกณฑ์ของสังคม ก็จะถูกประชาทัณฑ์ เยี่ยงเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ปกครองที่ประพฤติตนเหมือนโจรปล้นสมบัติของแผ่นดิน”
           
           พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไม่ให้กลัวโจรปล้นแผ่นดินเหล่านี้ ถึงแม้นมันจะเหี้ยมโหดข่มขู่ประชาชนอย่างไรก็ตาม
           
           พระองค์ทรงสั่งสอนว่า การต่อสู้ระหว่างธรรม กับอธรรมด้วยกำลังนั้นเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงมิได้ เมื่อถึงคราวจำเป็น ผู้มีธรรมก็จะต้องเป็นผู้ที่กล้า
           
           ใน “ขุรัปปชาดก” เรื่อง “ ถึงคราวกล้าควรกล้า” พระพุทธองค์เสวยชาติเป็นผู้พิพักษ์คาราวานสมบัติ มีโศลกว่าดังนี้
           
           ถาม “เมื่อท่านเห็นพวกโจรยิงลูกธนูอันแหลม ถือดาบอันคมกล้า ซึ่งขัดแล้ว ด้วยน้ำมัน เมื่อมรณภัยปรากฏเฉพาะหน้าแล้ว เหตุไฉนหนอ ท่านจึง ไม่มีความครั่นคร้าม.
           
           ตอบ เมื่อเราเห็นพวกโจรยิงลูกธนูอันแหลม ถือดาบอันคมกล้า ซึ่งขัดแล้ว ด้วยน้ำมัน เมื่อมรณภัยปรากฏเฉพาะหน้าแล้ว เรากลับได้ความยินดี และโสมนัสมากยิ่ง.
           
           เรานั้นเกิดความยินดีและโสมนัสแล้ว ก็ครอบงำศัตรูทั้งหลายเสียได้ เพราะว่า ชีวิตของเราๆ ได้สละมาแต่ก่อนแล้ว เราไม่ได้ทำความอาลัยในชีวิต บุคคลผู้กล้าหาญพึงกระทำกิจของคนกล้า ในกาลบางคราว.”
           
           พี่น้องที่เคารพชาวไทยที่เคารพรักทั้งหลาย ยังจะสงสัยอีกหรือ ท่านคือผู้มีธรรมของแผ่นดินใช่หรือไม่ ยังจะสงสัยอีกหรือ ท่านคือผู้กล้าหาญของแผ่นดินใช่ไม่ใช่ ใช่แน่ๆ ใช่แน่นอน
           
           ชัยชนะจะต้องเป็นของประชาชนผู้กล้า ผู้มีธรรมอย่างแน่นอน
           
           จงมาช่วยกันกระทำกิจของคนกล้าเพื่อบ้านเมืองและในหลวงของเราในครั้งนี้โดยพร้อมเพรียงกันเถิด
           
           หมายเหตุ – ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ ไม่สามารถไปกล่าวคำปราศรัยที่ทำเนียบรัฐบาลด้วยตัวเองได้ เพราะสุขภาพไม่อำนวย หมอห้าม จึงต้องเขียนฝากมาให้พี่น้องทั้งหลายแทน
    คำปราศรัยที่ถูกสกัด/ปราโมทย์ นาครทรรพ
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 สิงหาคม 2551 15:03 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    ปราโมทย์ นาครทรรพ

    พี่น้องชาวไทยที่เคารพรักทั้งหลาย
           
           ผมตั้งใจจะมาพูดกับพี่น้องที่ทำเนียบรัฐบาลในคืนวันนี้ให้ได้ก่อนเวลาสามทุ่ม ผมได้รับโทรศัพท์จากทนายกู้ชาติที่ศาลแพ่งเมื่อตอนหัวค่ำว่าดูท่าทีศาลจะออกคำสั่งคุ้มครองสั่งให้พี่น้องออกจากบริเวณทำเนียบรัฐบาลตามคำขอของเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี คนหนึ่งในนั้นคือนายสมาน เลิศวงศ์รัฐ หรือเลือดวงหัด นายทะเบียนพรรคพลังประชาชน
           
           ความจริงผมกลัวอยู่อย่างหนึ่ง ไม่ใช่กลัวที่จะมาพูด แต่กลัวจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเด็กเลี้ยงแกะอย่างนายสมัคร สุนทรเวช เพราะในตอนหัวค่ำนี้เหมือนกัน ผมเพิ่งจะวางหูโทรศัพท์ของอดีตผบ.ทบ.ท่านหนึ่งที่ผมรักใคร่นับถือ ผมฝากคำชมของบุคคลหลายคนไปให้น้องชายของท่านผบ.ที่เป็น ผบ.ตำรวจแห่งชาติ ผมเองก็ชมน้องชายคนนี้ด้วยความจริงใจว่ารู้จักใช้กฎหมายและศิลปแห่งความเป็นผู้นำดูแลไม่ให้ตำรวจบันดาลโทสะในการดูแลผู้ทีมาชุมนุมกับพันธมิตร ทำให้เกิดภาพพจน์ที่สวยงามทั้งสองฝ่ายคือผู้ชุมนุมกับตำรวจ และประเทศไทยแถมอีกด้วย
           
           ผมตอบคำถามท่านว่า ผมมิได้ขึ้นเวทีพันธมิตรมากว่าเดือนแล้ว และคงจะไม่ได้ขึ้นอีก เมื่อก่อนนี้ไปขึ้นมาแล้ว 5-6 ครั้ง เขาเชิญเมื่อไรก็เต็มใจไปเมื่อนั้น เพื่อให้กำลังใจและความคิด สนับสนุนให้ประชาชนพิทักษ์รักษาประชาธิปไตยและสถาบันกษัตริย์ ผมไม่มีอิทธิพลเหนือหรืออยู่ใต้อิทธิพลของพันธมิตรแต่อย่างใด เกิดมาก็ยังไม่เคยร่วมประชุมกับพันธมิตรแม้แต่หนึ่งครั้ง แต่ก็ชื่นชมความสำเร็จของพันธมิตรในการปลุกตื่นสำนึกและความรู้ของการเมืองภาคประชาชนให้รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ท่านบ่นเสียงอ่อยๆว่ายังงั้นสิ พันธมิตรถึงด่าท่านเป็นพะเรอเกวียน ตอนนี้ท่านเป็นห่วงเพราะพล.ต.อ.โกวิทได้รับคำสั่งจากนายกฯให้มาจัดการกับผู้มาชุมนุมแทนน้องท่าน
           
           พี่น้องครับ ผมดีใจจริงๆ ที่ได้กลับมาพูดที่นี่อีกครั้งหนึ่ง ครับ แปลว่าครั้งหนึ่ง 51 ปีมาแล้วในวันที่ 28 มีนาคม 2500 ผมเป็นส่วนหนึ่งของนิสิตนักศึกษาจุฬา-ธรรมศาสตร์ที่พากันพังประตูรั้วทำเนียบเข้ามาประท้วงรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงครามฐานโกงเลือกตั้ง
           
           ท่านนายกฯลงมาต้อนรับและตอบข้อกล่าวหาของนิสิตนักศึกษาอย่างสุภาพและอ่อนหวาน บอกว่าขอเวลาพิจารณาคำขาดของนักศึกษาสักนิด แต่ที่ตัดสินได้เลยวันนั้นก็คือจะไม่เอาโทษนักศึกษาที่ทำลายทรัพย์สินคือรั้วของทำเนียบ เพราะว่านักศึกษามาใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีคุณค่ามากกว่า
           
           พี่น้องที่เคารพรักครับ แปลว่าจอมพลป. ท่านเข้าใจหลักประชาธิบไตยเป็นอย่างดี หลักนี้เป็นหลักเดียวกับกฎหมายที่ให้เอากฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นหลัก มิให้เอากฎหมายมโนสาเร่มาเป็นใหญ่ ผมไม่ทราบว่าการสอนวิชากฎหมายแพ่งในมหาวิทยาลัยหรือเนติบัณฑิตสภาของเราสมัยนี้จะเป็นอย่างนั้นหรือไม่
           
           วันนี้ตอนบ่ายผมทราบว่าตำรวจตั้งข้อหาแกนนำทั้งห้าของพันธมิตรฐานกบฏและทำลายความมั่นคงของรัฐ แถมพกด้วยผู้นำชุมนุมอีก 4 คน และศาลคงจะอนุญาตให้ออกหมายจับเช่นเคย ผมเคยบ่นว่า “เอาอีกแล้ว ไอ้เวร” เมื่อตำรวจจับลูกศิษย์และเพื่อนอาจารย์ธรรมศาสตร์ของผมรวม 13 คนเมื่อ ต้นเดือนตุลาคม 35 ปีมาแล้ว ไอ้พวกผู้ปกครองจัญไรยุคใดสมัยใดมันก็นึกว่าตัวมันเป็นรัฐทั้งนั้น ไม่เคยสำนึกว่าตัวมันต่างหากที่กบฎทำความเสียหายให้กับบ้านเมือง ประชาชนที่กล้าหาญมีความรู้เขาจึงลุกขึ้นมาต่อสู้
           
           มันเป็นเรื่องเศร้าแท้ๆ ที่ไอ้พวกเวรตะไล ไอ้พวกเดนคุกเดนกฎหมาย ไอ้พวกปลอมใบวุฒิ ยุติกฎหมาย ที่พากันหน้าด้านสลอนชูคอในรัฐบาล แต่ไม่ทำหน้าที่ปกป้องพระมหากษัตริย์ เอกภาพแห่งดินแดน และท้องพระคลังของบ้านเมือง พวกพันธมิตรเขาทนดูไม่ได้ จึงลุกขึ้นมาปกป้อง ทำให้คนไทยทุกหมู่เหล่า ทุกภูมิลำเนารวมทั้งในต่างแดนเกือบทุกประเทศลุกฮือขึ้นมาต่อต้าน พวกมันนึกหรือว่าช้างตายตั้งยหลายสิบตัวจะเอาใบบัวปิดมิด จริงอยู่ สื่อและทีวีเส็งเคร็งที่มันใช้อำนาจและทุนสามานย์คุมอยู่ อาจจะปิดหูปิดตาคนไทยที่ใบ้เบื้อหรือถูกขุนเกือด้วยอามิสสินจ้างได้ชั่วคราว แต่ไม่มีใครหรอกที่จะหลอกประชาชนได้ทุกเรื่อง ทุกเวลา ก็เพราะมีคนส่วนหนึ่งเขารู้ทันนี่แหละ มันจึงมัวเมาตั้งข้อหาน่าอ๊วกให้เขา ถามหน่อยว่าในยคโลกาภิวัตน์อย่างนี้ เองจะปิดตาสื่อโลกเขาได้อย่างไอ้หม่องยังงั้นหรือ ถุย
           
           พี่น้องที่เคารพทั้งหลาย ผมเห็นท่านพากันมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน และรื่นริงกล้าหาญอย่างนี้ ผมก็รู้แล้วว่าท่านไม่กลัวเกรงอะไรแล้ว เพราะท่านรักชาติ รักพระเจ้าอยู่หัวใช่ไหมครับ ท่านอย่ากลัวเลย มันเอาตำรวจทหารออกมาขู่ มันขู่อย่างนี้มาหลายหนแล้วมิใช่หรือ แล้วอะไรเกิดขึ้น ผมจะบอกให้ มันสั่งตำรวจทหารของพระเจ้าอยู่หัวให้เข่นฆ่าข่มเหงพสกนิกรของพระองค์ท่านไม่ได้ มันดูถูกเขาเกินไป ตำรวจทหารที่ไหนเขาจะเชื่อมัน ต่อให้โกวิทมาช่วยสั่งก็เถอะ ใช่ว่าโกวิทจะเป็นที่เคารพนับถือของตำรวจเสียเมื่อไหร่ นายพลตำรวจโทคนหนึ่งฟ้องโกวิทว่าเป็นผู้บังคับบัญชาที่ไร้ความเป้นธรรม ออกคำสั่งผิดกฎหมาย ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกโกวิทไปแล้ว รัฐบาลนายสมัครเต็มไปด้วยคนประเภทนี้ คนสติไม่เต็ม แต่แผลเต็ม จึงยุง่ายกว่าคนที่มีสติสัมปชัญญะทั่วไป ทุเรศ
           
           ก็เพราะมันยังมีคนโง่ๆที่ตามใจนายหวังจะได้ดี เหมือนตำรวจในยุคหินนี่แหละเอะอะก็หาว่าคนนี้เป็นกบฏ คนนี้เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ แบบนี้แหละ ผมทำนายได้เลยว่า นิสิตนักศึกษา ครูบาอาจารย์ ข้าราชการ เขาจะลุกฮือขึ้นมาร่วมกับพี่น้อง ตำรวจ ทหารเขาจะกระโดดออกมาขานรับคำขับไล่ของพี่น้อง เชื่อผมเถอะครับ อย่ากลัวมันเลย รัฐบาลเส็งเคร็ง
           
           พี่น้องที่เคารพรักทั้งหลาย ผมเชื่อแล้วว่าท่านเป็นกล้า ผมเชื่อว่าคนไทยไม่ว่าเชื้อชาติศาสนาใดล้วนแต่ป็นคนกล้า ท่านรักพระเจ้าอยู่หัว รักประเทศชาติ รักความสุจริตยุติธรรม ซึ่งล้วนแล้วแต่สูงส่งทั้งนั้น นี่ยิ่งกว่าเครื่องรางของขลังใดๆอยู่แล้ว ผมขอให้กำลังใจมิให้ท่านหวั่นไหว ผมจะป่าวร้องให้ผู้คนที่ยังไม่ออกมาให้ออกมาสนับสนุนพวกท่านอีกมากๆ ถึงแม้จะมีอุปสรรคขัดวาง เช่น คำสั่งศาลก็ดีการข่มขู่ หหรือแม้แต่การที่ตำรวจจะบุกเข้ามาจับหรือเตรียมรถ 200 คันมาขู่ท่านให้รีบแตกตื่นหนีกลับบ้านคืนนี้ก็ดี อย่าไปกลัวเลยครับ พวกเรายืนหยัดอยู่ด้วยกันอย่างเหนียวแน่นอย่างนี้ ตำรวจจะทำอะไรได้ เขาจะมีคุกที่ไหนพอที่จะขังพวเราเป้นเรือนหมื่นเรือนแสน ไม่มีทาง
           
           อีกประการหนึ่ง คำสั่งของศาลแพ่งชั้นต้นนั้น ยังสามารถอุธรณ์ได้ และการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล จะต้องให้กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรมเป็นผู้ดำเนินการ นายโกวิทน่าจะรู้ดีว่าเขาหามีอำนาจที่จะสั่งมั่วๆให้ตำรวจมาสลายพวกท่านได้ไม่ คุกนะซีครับ คุกแน่ๆ
           
           ส่วนเรื่องการจับแกนนำนั้น ถ้าตำรวจมาบุกจับ ก็แปลว่าเขาเป็นเหยื่อโมหะของนายสมัคร มาก่อเหตุให้เสียเลือดเสียเนื้อโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะเลือดเนื้อของผู้หญิงคนแก่ และเด็กเล็กๆที่มีอยู่ไม่น้อย ลูกเมียของตำรวจก็เถอะ ผมว่าไม่ต่ำกว่าร้อย ตำรวจอาชีพที่มิใช่ทาสนักการเมืองเขาจะตัองรู้ว่าเขาสามารถโทรศัพท์นัดหมายหรือให้เวลาผู้ต้องหามามอบตัวได้ ท่านทั้งหลายอย่าได้หวาดกลัวแตกตื่น หลงคำขู่ของนายสมัครหรือนายโกวิทเลย
           
           เพื่อประเทืองศรัทธา สติ และกลังใจของพี่น้อง แด่พี่น้องทุกท่าน ผมขอยกคำสั่งสอนของพระบรมศาสดามาเล่าให้พี่น้องฟัง ดังต่อไปนี้
           
           เรื่องแรก ซึ่งน่าจะไม่ต่างกับพระราชดำรัสเตือน พวกใช้เงินไม่ระมัดระวัง จนบ้านเมืองกำลังจะล่มจม มากนัก พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึง “โจรปล้นแผ่นดิน”
           
           ใน”มิลินทปัญหา” พระพุทธเจ้าส่งพระอรหันต์องค์หนึ่งมาเกิดเป็นพระนาคเสน ผู้ตอบพระเจ้ามิมิลินท์ว่า
           
           “หากบุคคล ขาดคุณสมบัติที่ดี ไร้ความสามารถ ไร้ศีลธรรมจรรยา ไม่เหมาะสม ได้ขึ้นบัลลังก์มาเป็นใหญ่ มีอำนาจมากเพียงใด เขาจะถูกฉีกเนื้อ และลงฑัณฑ์โดยประชาชน เพราะเขามิได้ขึ้นมาและมิได้อยู่ในอำนาจด้วยความชอบธรรม ผู้ปกครองเยี่ยงนี้ เหมือนผู้ปกครองทั้งหลายที่ฝ่าฝืน ทำลายศีลธรรมจรรยา และกฏเกณฑ์ของสังคม ก็จะถูกประชาทัณฑ์ เยี่ยงเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ปกครองที่ประพฤติตนเหมือนโจรปล้นสมบัติของแผ่นดิน”
           
           พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไม่ให้กลัวโจรปล้นแผ่นดินเหล่านี้ ถึงแม้นมันจะเหี้ยมโหดข่มขู่ประชาชนอย่างไรก็ตาม
           
           พระองค์ทรงสั่งสอนว่า การต่อสู้ระหว่างธรรม กับอธรรมด้วยกำลังนั้นเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงมิได้ เมื่อถึงคราวจำเป็น ผู้มีธรรมก็จะต้องเป็นผู้ที่กล้า
           
           ใน “ขุรัปปชาดก” เรื่อง “ ถึงคราวกล้าควรกล้า” พระพุทธองค์เสวยชาติเป็นผู้พิพักษ์คาราวานสมบัติ มีโศลกว่าดังนี้
           
           ถาม “เมื่อท่านเห็นพวกโจรยิงลูกธนูอันแหลม ถือดาบอันคมกล้า ซึ่งขัดแล้ว ด้วยน้ำมัน เมื่อมรณภัยปรากฏเฉพาะหน้าแล้ว เหตุไฉนหนอ ท่านจึง ไม่มีความครั่นคร้าม.
           
           ตอบ เมื่อเราเห็นพวกโจรยิงลูกธนูอันแหลม ถือดาบอันคมกล้า ซึ่งขัดแล้ว ด้วยน้ำมัน เมื่อมรณภัยปรากฏเฉพาะหน้าแล้ว เรากลับได้ความยินดี และโสมนัสมากยิ่ง.
           
           เรานั้นเกิดความยินดีและโสมนัสแล้ว ก็ครอบงำศัตรูทั้งหลายเสียได้ เพราะว่า ชีวิตของเราๆ ได้สละมาแต่ก่อนแล้ว เราไม่ได้ทำความอาลัยในชีวิต บุคคลผู้กล้าหาญพึงกระทำกิจของคนกล้า ในกาลบางคราว.”
           
           พี่น้องที่เคารพชาวไทยที่เคารพรักทั้งหลาย ยังจะสงสัยอีกหรือ ท่านคือผู้มีธรรมของแผ่นดินใช่หรือไม่ ยังจะสงสัยอีกหรือ ท่านคือผู้กล้าหาญของแผ่นดินใช่ไม่ใช่ ใช่แน่ๆ ใช่แน่นอน
           
           ชัยชนะจะต้องเป็นของประชาชนผู้กล้า ผู้มีธรรมอย่างแน่นอน
           
           จงมาช่วยกันกระทำกิจของคนกล้าเพื่อบ้านเมืองและในหลวงของเราในครั้งนี้โดยพร้อมเพรียงกันเถิด
           
           หมายเหตุ – ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ ไม่สามารถไปกล่าวคำปราศรัยที่ทำเนียบรัฐบาลด้วยตัวเองได้ เพราะสุขภาพไม่อำนวย หมอห้าม จึงต้องเขียนฝากมาให้พี่น้องทั้งหลายแทน

    August 29

    โหด ๆๆๆๆๆ

    จัดตำรวจคุมปิดประกาศคำสั่งศาล “เด็กโกวิท” กร้าว! ใครขวางมีความผิด
    โดย ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์ 29 สิงหาคม 2551 09:45 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    ป้ายผ้าปิดทับแผงเหล็กที่ตำรวจนำไปติดตั้งวานนี้ ก่อนที่จะมีการนำคำสั่งศาลไปติดไว้ในลักษณะเดียวกัน

    เจ้าพนักงานบังคับคดี เดินทางปิดประกาศคำสั่งศาลแพ่งคุ้มครองชั่วคราวให้พันธมิตรออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยมีตำรวจคอยรักษาความปลอดภัย “เด็กโกวิท” กร่างปิดประกาศเสร็จ ต้องออกจากทำเนียบทันที พร้อมเตือนใครขวาง ถือว่ากระทำความผิดด้วย
           
           วันนี้ (29 ส.ค.) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล เวลา 09.30 น. นายศุภชัย ใจสมุทร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะตัวแทนสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผย เจ้าพนักงานบังคับคดีที่ได้รับแต่งตั้งโดยศาลแพ่ง ได้ร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้แทนโจทก์ ถึงเรื่องการนำประกาศจากศาลแพ่งที่สั่งคุ้มครองชั่วคราว ไปปิดประกาศบริเวณทำเนียบรัฐบาล โดยจะนำไปปิดทั้งหมดรวม 5 จุด ประกอบด้วย สะพานมรุยเชฐ สะพานมัฆวานรังสรรค์ แยกสวนมิสกวัน ลานพระบรมรูปทรงม้า และสะพานอรทัย
           
           โดยการเดินทางไปติดประกาศในครั้งนี้จะมีเจ้าพนักงานบังคับคดีประมาณ 30 คน กระจายไปตามจุดต่างๆ เพื่อปิดประกาศ ซึ่งแต่ละจุดจะมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 150 นายคอยรักษาความปลอดภัย นอกจากนั้นจะมีตัวแทนฝ่ายโจทก์ร่วมเดินทางไปด้วย
           
           นายศุภชัย กล่าวว่า หลังจากปิดประกาศแล้วก็จะมีการอ่านประกาศต่อสื่อมวลชน ซึ่งเมื่ออ่านประกาศแล้ว ก็ถือว่าได้ทำตามขั้นตอนของกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องออกจากทำเนียบรัฐบาลทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอผลอุทธรณ์ต่อศาลของฝ่ายจำเลย หากไม่ปฏิบัติตามเจ้าหน้าที่ต้องรายงานกลับไปที่ศาลเพื่อออกหมายจับต่อไป พร้อมย้ำว่า ไม่เฉพาะแกนนำ 6 คนเท่านั้น แต่ทุกคนจะต้องออกนอกพื้นที่ และเตือนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของกลุ่มพันธมิตรฯ อย่ากระทำการขัดขวางเจ้าพนักงาน หรือฉีกประกาศ ไม่เช่นนั้นจะถือว่ามีความผิดด้วย
           
           อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานถึงกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ภายในกองทัพภาคที่ 1 มีการจัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ไว้พร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้น ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่เดินทางไปทำการปิดประกาศ และหากกลุ่มผู้ชุมนุมทำการขัดขวาง
           
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ มีกลุ่มพันธมิตรฯ จำนวนหนึ่งรวมตัวกันเพื่อวางแนวป้องกันไม่ให้ตำรวจและเจ้าหน้าที่บังคับคดี นำหมายศาลเข้าไปติดภายในทำเนียบรัฐบาล ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่บังคับคดีรวม 30 นาย จะกระจายกันออกปิดคำสั่งศาลบริเวณรอบทำเนียบรัฐบาลรวม 5 จุด โดยแต่ละจุดที่จะไปปิดประกาศ จะมีกำลังตำรวจจุดละ 150 นายคอยคุ้มกัน ทั้งนี้ เป็นที่คาดการณ์กันว่า เจ้าหน้าที่จะไม่เข้าไปปิดประกาศภายในทำเนียบรัฐบาลแต่อย่างใด
           
           ส่วนที่บริเวณแยกสวนมิสกวัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 2 กองร้อย นำโดย พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รอง ผบช.น.และพล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผบก.น.1 ได้เข้าไปทำการรื้อเต้นส์ขายเสื้อ พร้อมยกจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ออกจากพื้นที่ โดยแจ้งให้รถเข็นที่ขายน้ำอยู่บริเวณดังกล่าวออกจากพื้นที่ทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ ที่อยู่บริเวณดังกล่าวต่างเดินเข้าไปภายในทำเนียบรัฐบาล
           
           จากนั้น เจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีได้ทำการปิดหมายตามบริเวณเสาเต็นท์ รอบสวนแยกมิสกวัน ขณะที่กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการยกน้ำที่วางขวางทางออกไปไว้ข้างทาง พร้อมกับพยายามเข็นรถ 6 ล้อของกองทัพธรรม แต่ไม่สามารถเข็นได้ อย่างไรก็ตาม ขณะที่เข้าทำการปิดหมาย ตำรวจได้ใช้รถกระบะ เปิดเสียงเพลงปลุกใจเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ตลอดเวลา โดยมีพันธมิตรบางส่วนที่อยู่บริเวณดังกล่าว ต่างประนามการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ยังไม่มีเหตุการณ์อะไรรุนแรงเกิดขึ้น
           
           ล่าสุด ตำรวจภายใต้การนำของ พล.ต.ต.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน รองผบช.น. พร้อมกำลังจำนวนหนึ่ง ได้พาเจ้าหน้าที่บังคับคดี เดินทางไปปิดหมายศาลที่บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ โดยเจ้าหน้าที่บังคับคดีได้ปิดไว้ที่บริเวณเสาไฟฟ้าระหว่างสะพานทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งนี้ พล.ต.ต.พงษ์สันต์ ได้เจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯที่รักษาการณ์อยู่บริเวณดังกล่าวว่า ตำรวจขอคสวามร่วมมือให้เจ้าหน้าที่บังคับคดีนำหมายมาปิดประกาศ โดยตำรวจเพียงแค่มาคอยอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่บังคับคดีเท่านั้น ขอความร่วมมือให้กลุ่มพันธมิตรฯ อยู่ในความสงบ และเมื่อเจ้าหน้าที่บังคับคดีปิดหมายเรียบร้อยแล้ว ตำรวจก็จะเดินทางกลับในทันที
           
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่บังคับคดีทำการปิดหมายที่เสาไฟฟ้านั้น กลุ่มพันธมิตรฯได้ทำการตะโกนโห่ร้องเป็นระยะๆ
           
           ขณะเดียวกัน ที่บริเวณประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล ฝั่งตรงข้ามกระทรวงศึกษาธิการ พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบก.ตปพ. นำกำลังตำรวจจำนวนหนึ่ง พร้อมเจ้าหน้าที่บังคับคดี ปิดหมายศาล แต่ปรากฏว่า มีเครื่องกีดขวางอยู่ ทง พล.ต.ต.จักรทิพย์ จึงสั่งให้ใช้เครื่องตัดเหล็กตัดเครื่องกีดขวาง
           
           ด้านถนนพิษณุโลก ตั้งแต่ตีนสะพานชมัยมรุเชฐไปจนถึงแยกนางเลิ้ง หน้าสนามม้า ปรากฏว่า มีกำลัง ตชด.ประมาณ 500 นาย และกำลังตำรวจปราบจลาจลกว่า 1,000 นาย เข้าประจำการณ์เตรัยมพร้อมเต็มถนนไปหมด เมื่อผู้สื่อข่างสอบถาม พล.ต.ต.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน รอง ผบช.น.ได้รับคำตอบว่า กำลังทั้งหมดมีประมาณ 5 กองร้อย และเมื่อถูกถามต่อว่าตำรวจเตรียมกำลังมาเพื่อที่จะสลายกลุ่มพันธมิตรฯ ใช่หรือไม่ พล.ต.ต.พงษ์สันต์ ตอบว่า ตำรวจรอคำสั่งเท่านั้น
           
           ด้านนายสิริวัต จันทรัฐ อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวว่า การดำเนินการวันนี้ได้ขอความช่วยเหลือและขอความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ ตร. ในการนำหมายประกาศของศาลแพ่งไปติดให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมได้ทราบเรียบร้อยดี โดยขั้นตอนต่อไปต้องรอดูว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะปฏิบัติตามหรือไม่ ซึ่งถ้าหากไม่ทำตามคำสั่งต้องให้โจทก์มายื่นฟ้องต่อศาล เพื่อให้ศาลออกหมายจับแกนนำและผู้ฝ่าฝืน ย้ำ หากผู้ใดทำมีการทำลายคำสั่งที่ทางเจ้าหน้าที่บังคับคดีนำไปติดจะถือว่ามีความผิด

    โหด ๆๆๆๆๆๆๆ โดยตำรวจ

    จัดตำรวจคุมปิดประกาศคำสั่งศาล “เด็กโกวิท” กร้าว! ใครขวางมีความผิด
    โดย ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์ 29 สิงหาคม 2551 09:45 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    ป้ายผ้าปิดทับแผงเหล็กที่ตำรวจนำไปติดตั้งวานนี้ ก่อนที่จะมีการนำคำสั่งศาลไปติดไว้ในลักษณะเดียวกัน

    เจ้าพนักงานบังคับคดี เดินทางปิดประกาศคำสั่งศาลแพ่งคุ้มครองชั่วคราวให้พันธมิตรออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยมีตำรวจคอยรักษาความปลอดภัย “เด็กโกวิท” กร่างปิดประกาศเสร็จ ต้องออกจากทำเนียบทันที พร้อมเตือนใครขวาง ถือว่ากระทำความผิดด้วย
           
           วันนี้ (29 ส.ค.) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล เวลา 09.30 น. นายศุภชัย ใจสมุทร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะตัวแทนสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผย เจ้าพนักงานบังคับคดีที่ได้รับแต่งตั้งโดยศาลแพ่ง ได้ร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้แทนโจทก์ ถึงเรื่องการนำประกาศจากศาลแพ่งที่สั่งคุ้มครองชั่วคราว ไปปิดประกาศบริเวณทำเนียบรัฐบาล โดยจะนำไปปิดทั้งหมดรวม 5 จุด ประกอบด้วย สะพานมรุยเชฐ สะพานมัฆวานรังสรรค์ แยกสวนมิสกวัน ลานพระบรมรูปทรงม้า และสะพานอรทัย
           
           โดยการเดินทางไปติดประกาศในครั้งนี้จะมีเจ้าพนักงานบังคับคดีประมาณ 30 คน กระจายไปตามจุดต่างๆ เพื่อปิดประกาศ ซึ่งแต่ละจุดจะมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 150 นายคอยรักษาความปลอดภัย นอกจากนั้นจะมีตัวแทนฝ่ายโจทก์ร่วมเดินทางไปด้วย
           
           นายศุภชัย กล่าวว่า หลังจากปิดประกาศแล้วก็จะมีการอ่านประกาศต่อสื่อมวลชน ซึ่งเมื่ออ่านประกาศแล้ว ก็ถือว่าได้ทำตามขั้นตอนของกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องออกจากทำเนียบรัฐบาลทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอผลอุทธรณ์ต่อศาลของฝ่ายจำเลย หากไม่ปฏิบัติตามเจ้าหน้าที่ต้องรายงานกลับไปที่ศาลเพื่อออกหมายจับต่อไป พร้อมย้ำว่า ไม่เฉพาะแกนนำ 6 คนเท่านั้น แต่ทุกคนจะต้องออกนอกพื้นที่ และเตือนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของกลุ่มพันธมิตรฯ อย่ากระทำการขัดขวางเจ้าพนักงาน หรือฉีกประกาศ ไม่เช่นนั้นจะถือว่ามีความผิดด้วย
           
           อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานถึงกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ภายในกองทัพภาคที่ 1 มีการจัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ไว้พร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้น ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่เดินทางไปทำการปิดประกาศ และหากกลุ่มผู้ชุมนุมทำการขัดขวาง
           
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ มีกลุ่มพันธมิตรฯ จำนวนหนึ่งรวมตัวกันเพื่อวางแนวป้องกันไม่ให้ตำรวจและเจ้าหน้าที่บังคับคดี นำหมายศาลเข้าไปติดภายในทำเนียบรัฐบาล ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่บังคับคดีรวม 30 นาย จะกระจายกันออกปิดคำสั่งศาลบริเวณรอบทำเนียบรัฐบาลรวม 5 จุด โดยแต่ละจุดที่จะไปปิดประกาศ จะมีกำลังตำรวจจุดละ 150 นายคอยคุ้มกัน ทั้งนี้ เป็นที่คาดการณ์กันว่า เจ้าหน้าที่จะไม่เข้าไปปิดประกาศภายในทำเนียบรัฐบาลแต่อย่างใด
           
           ส่วนที่บริเวณแยกสวนมิสกวัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 2 กองร้อย นำโดย พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รอง ผบช.น.และพล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผบก.น.1 ได้เข้าไปทำการรื้อเต้นส์ขายเสื้อ พร้อมยกจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ออกจากพื้นที่ โดยแจ้งให้รถเข็นที่ขายน้ำอยู่บริเวณดังกล่าวออกจากพื้นที่ทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ ที่อยู่บริเวณดังกล่าวต่างเดินเข้าไปภายในทำเนียบรัฐบาล
           
           จากนั้น เจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีได้ทำการปิดหมายตามบริเวณเสาเต็นท์ รอบสวนแยกมิสกวัน ขณะที่กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการยกน้ำที่วางขวางทางออกไปไว้ข้างทาง พร้อมกับพยายามเข็นรถ 6 ล้อของกองทัพธรรม แต่ไม่สามารถเข็นได้ อย่างไรก็ตาม ขณะที่เข้าทำการปิดหมาย ตำรวจได้ใช้รถกระบะ เปิดเสียงเพลงปลุกใจเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ตลอดเวลา โดยมีพันธมิตรบางส่วนที่อยู่บริเวณดังกล่าว ต่างประนามการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ยังไม่มีเหตุการณ์อะไรรุนแรงเกิดขึ้น
           
           ล่าสุด ตำรวจภายใต้การนำของ พล.ต.ต.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน รองผบช.น. พร้อมกำลังจำนวนหนึ่ง ได้พาเจ้าหน้าที่บังคับคดี เดินทางไปปิดหมายศาลที่บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ โดยเจ้าหน้าที่บังคับคดีได้ปิดไว้ที่บริเวณเสาไฟฟ้าระหว่างสะพานทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งนี้ พล.ต.ต.พงษ์สันต์ ได้เจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯที่รักษาการณ์อยู่บริเวณดังกล่าวว่า ตำรวจขอคสวามร่วมมือให้เจ้าหน้าที่บังคับคดีนำหมายมาปิดประกาศ โดยตำรวจเพียงแค่มาคอยอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่บังคับคดีเท่านั้น ขอความร่วมมือให้กลุ่มพันธมิตรฯ อยู่ในความสงบ และเมื่อเจ้าหน้าที่บังคับคดีปิดหมายเรียบร้อยแล้ว ตำรวจก็จะเดินทางกลับในทันที
           
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่บังคับคดีทำการปิดหมายที่เสาไฟฟ้านั้น กลุ่มพันธมิตรฯได้ทำการตะโกนโห่ร้องเป็นระยะๆ
           
           ขณะเดียวกัน ที่บริเวณประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล ฝั่งตรงข้ามกระทรวงศึกษาธิการ พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบก.ตปพ. นำกำลังตำรวจจำนวนหนึ่ง พร้อมเจ้าหน้าที่บังคับคดี ปิดหมายศาล แต่ปรากฏว่า มีเครื่องกีดขวางอยู่ ทง พล.ต.ต.จักรทิพย์ จึงสั่งให้ใช้เครื่องตัดเหล็กตัดเครื่องกีดขวาง
           
           ด้านถนนพิษณุโลก ตั้งแต่ตีนสะพานชมัยมรุเชฐไปจนถึงแยกนางเลิ้ง หน้าสนามม้า ปรากฏว่า มีกำลัง ตชด.ประมาณ 500 นาย และกำลังตำรวจปราบจลาจลกว่า 1,000 นาย เข้าประจำการณ์เตรัยมพร้อมเต็มถนนไปหมด เมื่อผู้สื่อข่างสอบถาม พล.ต.ต.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน รอง ผบช.น.ได้รับคำตอบว่า กำลังทั้งหมดมีประมาณ 5 กองร้อย และเมื่อถูกถามต่อว่าตำรวจเตรียมกำลังมาเพื่อที่จะสลายกลุ่มพันธมิตรฯ ใช่หรือไม่ พล.ต.ต.พงษ์สันต์ ตอบว่า ตำรวจรอคำสั่งเท่านั้น
           
           ด้านนายสิริวัต จันทรัฐ อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวว่า การดำเนินการวันนี้ได้ขอความช่วยเหลือและขอความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ ตร. ในการนำหมายประกาศของศาลแพ่งไปติดให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมได้ทราบเรียบร้อยดี โดยขั้นตอนต่อไปต้องรอดูว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะปฏิบัติตามหรือไม่ ซึ่งถ้าหากไม่ทำตามคำสั่งต้องให้โจทก์มายื่นฟ้องต่อศาล เพื่อให้ศาลออกหมายจับแกนนำและผู้ฝ่าฝืน ย้ำ หากผู้ใดทำมีการทำลายคำสั่งที่ทางเจ้าหน้าที่บังคับคดีนำไปติดจะถือว่ามีความผิด

    การเข่นฆ่าจะเริ่มแล้ว

    ตร.รุนแรงเกินเหตุ ปืนจ่อหัวผู้ชุมนุม! บังคับออกนอกทำเนียบ
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 สิงหาคม 2551 11:55 น.

           
           
           วันนี้ (29 ส.ค.) เมื่อเวลา 10.10 น. เจ้าหน้าที่ปราบจลาจลหลายพันนายได้พังประตูหน้าฝั่งตรงข้ามกระทรวงศึกษาธิการ ในระหว่างที่กลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่ทันตั้งตัว แม้จะมีการเรียกระดมพล แต่ตำรวจสามารถฝ่าวงล้อมเข้าไปได้ ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมคว้าของใกล้มือ ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก เก้าอี้ ขว้างใส่ตำรวจ แต่ตำรวจเข้าประชิดตัวและมีการจับตรวจค้นก่อนปล่อยตัว และบังคับให้กลุ่มผู้ชุมนุมไปรวมตัวกันบริเวณด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ตำรวจบางนายได้ทำรุนแรงเกินกว่าเหตุด้วยการใช้ปืนจี้หัวประชาชนให้ออกไปจากพื้นที่
           
           การบุกเข้าในพื้นที่ครั้งนี้เนื่องจากตำรวจต้องการพื้นที่ครึ่งหนึ่งของทำเนียบรัฐบาล คือตั้งแต่ประตู 5 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ไปจนถึงตึกสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี



         
         
         
         
         
         
         

    ปืนจ่อหัว....

    ตร.รุนแรงเกินเหตุ ปืนจ่อหัวผู้ชุมนุม! บังคับออกนอกทำเนียบ
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 สิงหาคม 2551 11:55 น.

           
           
           วันนี้ (29 ส.ค.) เมื่อเวลา 10.10 น. เจ้าหน้าที่ปราบจลาจลหลายพันนายได้พังประตูหน้าฝั่งตรงข้ามกระทรวงศึกษาธิการ ในระหว่างที่กลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่ทันตั้งตัว แม้จะมีการเรียกระดมพล แต่ตำรวจสามารถฝ่าวงล้อมเข้าไปได้ ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมคว้าของใกล้มือ ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก เก้าอี้ ขว้างใส่ตำรวจ แต่ตำรวจเข้าประชิดตัวและมีการจับตรวจค้นก่อนปล่อยตัว และบังคับให้กลุ่มผู้ชุมนุมไปรวมตัวกันบริเวณด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ตำรวจบางนายได้ทำรุนแรงเกินกว่าเหตุด้วยการใช้ปืนจี้หัวประชาชนให้ออกไปจากพื้นที่
           
           การบุกเข้าในพื้นที่ครั้งนี้เนื่องจากตำรวจต้องการพื้นที่ครึ่งหนึ่งของทำเนียบรัฐบาล คือตั้งแต่ประตู 5 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ไปจนถึงตึกสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี



         
         
         
         
         
         
         
    August 28

    บินไทย-พันธมิตรใหม่

    เซอร์ไพรส์! กัปตันการบินไทยขึ้นเวทีพันธมิตรฯ
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 สิงหาคม 2551 17:50 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    นาวาอากาศตรีคฑาทอง สุวรรณทัต



    กัปตันการบินไทย ประกาศเลือกข้างเป็น “พวกพันธมิตรฯ” ขึ้นเวทีปราศรัยในทำเนียบ จวก ครม.“สมัคร” สุดอัปลักษณ์ เต็มไปด้วยนอมินีผัว-เมีย ย้ำไม่ไว้วางใจให้นำพาประเทศชาติอีกต่อไป
           

           เมื่อเวลาประมาณ 14.30 น.วันที่ 28 ส.ค.นาวาอากาศตรี คฑาทอง สุวรรณทัต กัปตันเครื่องบินโบอิง 737-400 เที่ยวบินในประเทศ ของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้เดินทางมาขึ้นเวทีปราศรัยของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในบริเวณทำเนียบรัฐบาล หลังจากเสร็จภาระกิจการขับเครื่องบิน
           
           กัปตัน คฑาทอง กล่าวว่า สาเหตุที่ตนมาขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ก็เพราะ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ท้าให้ประชาชนเลือกข้าง ตนจึงมาเพื่อที่จะบอกว่าตนเป็นพวกพันธมิตรฯ ประการที่ 2 ตนต้องการออกมาขอบคุณพันธมิตรฯ ที่ปกป้องชาติปกป้องแผ่นดิน
           
           “ผมถือว่าพวกท่าน คือ วีรบุรุษวีรสตรี ขอได้รับความขอบคุณจากผมไว้ ณ ที่นี้ด้วย”
           
           กัปตัน คฑาทอง กล่าวต่อว่า อีกเรื่องที่อยากจะฝากไปถึง นายสมัคร และรัฐบาล ของนายสมัคร ที่บอวกว่า ยังไม่ได้ทำผิดอะไรเลย จึงอยากจะชี้ให้เห็นว่า นายสมัคร ผิดตั้งแต่เริ่มต้น นายสมัคร ทิ้งพรรคประชากรไทยมาอยู่กับพรรคพลังชั่ว แสดงให้เห็นว่า นายสมัคร ไม่มีจุดยืน ไม่มีอุดมการณ์ ครม.ที่นายสมัคร ตั้งขึ้นมาก็อัปลักษณ์สิ้นดี ผัวเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ให้เมียมาแทน
           
           “นายสมศักดิ์ มาไม่ได้ ให้เมียมาแทน นายสุวัจน์ มาไม่ได้ ให้เมียมาแทน ป๋าเหนาะมาไม่ได้ ให้เมียมาแทน เนวินมาไม่ได้ ให้พ่อมาแทน ไชยยศมาไม่ได้ ให้น้องมาแทน ต่อไปนี้ถ้าผมป่วยบินไม่ได้ ผมจะให้แม่มาบินแทน เอามั้ย” กัปตัน คฑาทอง กล่าว
           
           กัปตัน คฑาทอง กล่าวต่อว่า ครม.ชุดนี้อัปลักษณ์ที่สุด จึงไม่อาจปล่อยให้ ครม.ชุดนี้นำพาประเทศชาติอีกต่อไป และขอฝากประเทศชาติ ไว้กับพันธมิตรฯ ทุกท่านด้วย
           
           สำหรับกัปตัน คฑาทอง เคยร่วมกับกัปตัน ถนิต พรหมสถิตย์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทดสอบสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2548 สมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังเป็นนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นแค่การสร้างภาพ ไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

    August 26

    July 26, 2008: The Day of Victory

    พันธมิตรฯ ยึดทำเนียบ ไร้เหตุรุนแรง (5)
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 26 สิงหาคม 2551 20:40 น.

           
           วันนี้ (26 ส.ค.) ประมวลภาพพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โอบล้อมทำเนียบรัฐบาล ไว้ทุกด้าน ก่อนบุกเข้าประตู 1 ของทำเนียบ เข้าไปปักหลักชุมนุมบริเวณสนามหญ้าด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล ตึกไทยคู่ฟ้า ส่วนหนึ่งกระจายไปหน้าตึกบัญชาการ และตึกนารีสโมสรด้วย ซึ่งถือว่าที่นี่คือที่ทำงานหลักของนายกรัฐมนตรี โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ขัดขวาง หรือปะทะจนเกิดความรุนแรงแต่อย่างใด
           
           
             
             
             


         
         
         
         
         
         
         

    Breaking News on August 26, 2008

    BREAKING NEWS


    1. Malaysia's Anwar wins by landslide in election (Aug 26, 2008)
    2. PM: 5 PAD leaders will be arrested (Aug 26, 2008)
    3. Sondhi declares victory (Aug 26, 2008)
    4. Police order protesters out of govt buildings (Aug 26, 2008)
    5. Media deplores PAD's seizure of NBT (Aug 26, 2008)
    6. Protest won't spur heavy sell-off: SET chief (Aug 26, 2008)
    7. PAD storms Government House (Aug 26, 2008)
    8. PAD mounts pressure at Finance Ministry (Aug 26, 2008)
    9. Military figures meet to discuss unrest (Aug 26, 2008)
    10. Upbeat Chavalit urges cooperation from all sides (Aug 26, 2008)
    11. Unrest prompts Prem to close home on birthday (Aug 26, 2008)
    12. Stock falls as PAD rages on (Aug 26, 2008)
    13. PAD rallies in state offices, blocks southern gateway (Aug 26, 2008)
    14. Army chief: Soldiers won't stage a coup (Aug 26, 2008)
    15. PAD invades NBT (Aug 26, 2008)

    16. US envoy urges Asean to take up temple issue (Aug 25, 2008)
    17. Man City says Thaksin will not quit (Aug 25, 2008)
    18. Malaysia relents - bans all bans on Avril Lavigne (Aug 25, 2008)
    19. Tax department demands Thaksin billions from bank (Aug 25, 2008)
    20. PM: Meeting with Tea Banh to ease border tension (Aug 25, 2008)
    21. Olympians parade to National Stadium (Aug 25, 2008)
    22. PM warns PAD to obey law during Tuesday rally (Aug 25, 2008)
    23. NESDB raises economic outlook as oil declines (Aug 25, 2008)
    24. Suchart: BOT should not raise interest rate (Aug 25, 2008)
    25. Liquidity in banking system continues to contract (Aug 25, 2008)
    26. SET to set up 11-12 matching funds (Aug 25, 2008)
    27. PM will receive army reshuffle list Monday: Boonsang (Aug 25, 2008)
    28. Army chief meets soldiers in deep South (Aug 25, 2008)
    29. Two more southern bomb suspects arrested (Aug 25, 2008)

    30. Democrat wants PM to lift Thaksin's passport (Aug 24, 2008)
    31. Boonsang to award Somjit with promotion (Aug 24, 2008)
    32. Reinstatement of Chalerm's son is lawful: PM (Aug 24, 2008)
    33. PM praises Thai Olympians (Aug 24, 2008)

    พลังที่แท้จริงของประชาชน

    เพราะพลังที่แท้จริงของประชาชน
    โดย ราวี เวียงพยัคฆ์ 25 สิงหาคม 2551 19:53 น.

    ดังได้กล่าวไว้แล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวเป็นคนไทย จะเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อไรก็ย่อมทำได้ แต่การเดินทางกลับครั้งต่อไปย่อมแตกต่างจากที่เคยกลับมาแล้ว เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551
           
            เพราะวันนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติขึ้นทะเบียนประวัติอาชญากร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่สองสามีภริยาไม่ไปปรากฏตัวที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม นี้
           
            วันที่ 13 สิงหาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ได้รับหมายจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
           
            หมายจับระบุข้อหาว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินกิจการเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติมาตรา 4, 100 และ 122 มีอายุความ 15 ปี ขณะที่คุณหญิงพจมานถูกออกหมายจับในข้อหาร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินกิจการเป็นคู่สัญญา หรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ และเป็นผู้สนับสนุนมาตรา 4, 100 และ 122 มีอายุความ 10 ปี
           
            พบตัวที่ไหนในราชอาณาจักรก็จับที่นั่น
           
            เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่บอกว่า คตส.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่งตั้งโดย คมช.เงียบไปเพราะศาลรัฐธรรมนูญชี้ชัดแล้วว่า คตส.ชอบด้วยกฎหมาย และขณะนี้ก็หมดอายุไปแล้ว
           
            เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของบรรดาบริษัทบริวารของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็พุ่งเป้าไปที่ ป.ป.ช.เพราะ ป.ป.ช.รับงานที่ คตส.ทำค้างไว้มาสานต่อ
           
            มาตอนนี้บอกว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมืองต้องแก้ไขให้ 3 ขั้นตอน มีขั้นต้นอุทธรณ์ และฎีกา
           
            ตัดสินทีเดียวเลยไม่เป็นธรรม!
           
            ทั้งที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นมีมากว่า 10 ปีแล้ว เคยมีนักการเมืองติดคุกเพราะศาลนี้มาแล้ว
           
            นายรักเกียรติ สุขธนะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ติดคุกอยู่ขณะนี้ก็ผลงานของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนี่แหละครับ
           
            แต่ตอนที่นายรักเกียรติ สุขธนะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขติดคุก เพราะการตัดสินทีเดียว ติดคุกเลย ไม่ต้องมีอุทธรณ์ ไม่ต้องมีฎีกา ไม่มีใครพูดถึง เพิ่งจะมาพูดกันตอนนี้ก็เพราะพวกเขาเกรงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีผู้มีบุญคุณยิ่งกว่าบิดาบังเกิดเกล้าของพวกเขากำลังจะติดคุก เพราะมีหลายต่อหลายคดีอยู่ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และกำลังจะทยอยขึ้นไป
           
            ไม่คดีใดก็คดีหนึ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะต้องติดคุก
           
            พวกเขาลืมไปว่าเจตนารมณ์ของการจัดตั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขึ้นมาก็เพื่อที่จะปราบปรามนักการเมืองขี้ฉ้อ ขี้โกง จึงให้มีศาลนี้ศาลเดียว เป็นศาลฎีกา มีผู้พิพากษาศาลฎีกาเป็นองค์คณะพิจารณาตัดสินให้จบไปเลยทีเดียว
           
            ไม่ได้มีการเตรียมการจัดตั้งศาลนี้ขึ้นมาเพื่อเล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวโดยเฉพาะ เช่นเดียวกับที่มีรัฐธรรมนูญมาตรา 237 ก็ไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อเป็นกับดักเอาไว้เล่นงานพรรคพลังประชาชนเหมือนอย่างที่ปากเน่าๆ ของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีหุ่นป่าวประกาศ หากเป็นบทบัญญัติที่ใช้กับทุกพรรคการเมือง นักการเมือง และเหตุที่ต้องบัญญัติไว้ก็เพื่อป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง เพื่อเข้ามาสู่อำนาจรัฐแล้วก็มาโกงอย่างที่นักการเมือง พรรคการเมืองได้ปฏิบัติมาแล้วในอดีต เป็นบทบัญญัติที่เขียนไว้ชัดเจน เปิดเผย นักการเมือง พรรคการเมืองทุกพรรคต่างก็ต้องรู้บทบัญญัติดังกล่าวนี้เป็นอย่างดี
           
            พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวจะเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อใดก็ได้ แต่การเดินทางครั้งใหม่นี้ย่อมแตกต่างจากครั้งก่อน เพราะมีคุก มีตะรางรอรับอยู่
           
            เว้นเสียแต่พวกเขาจะสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ
           
            อาจจะมีบทบัญญัติเอาไว้สักมาตราว่า บรรดาอรรถคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และภริยา หรือคนในครอบครัวอื่นใดเกี่ยวข้องในฐานะจำเลย ไม่ว่าจะเป็นศาลใด เป็นต้น ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ให้จำหน่ายคดีนั้นๆ ออกจากสารบบ
           
            ถ้าหากสามารถเขียนเช่นนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็กลับมาได้อย่างสะดวกโยธิน
           
            เชื่อว่าบรรดาบริษัทบริวารของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่างก็พร้อมที่จะแก้ให้ แต่ติดอยู่ก็คือประชาชนที่รักความเป็นธรรมทั้งหลายจะยอมหรือ?
           
            พรรคพลังประชาชนเตรียมที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมโน่นแล้ว ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เคยยื่นไปแล้ว เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรก็เป็นของพวกเขา เสนอเข้าที่ประชุมสภาฯ เมื่อใดก็ต้องชนะเมื่อนั้น
           
            แต่พวกเขาก็ยังทำไม่ได้ ทั้งที่อยากทำ อยากแก้ไข อยากรับใช้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้มีบุญคุณต่อพวกเขาเสมอหรือยิ่งเสียกว่าบิดาบังเกิดเกล้า แต่พวกเขาก็ยังทำไม่ได้
           
            นี่เพราะพลังของประชาชน
           
            พลังของประชาชนที่มิใช่พรรคการเมือง หากเป็นพลังของประชาชนที่รักชาติ รักประชาธิปไตยทั้งหลายที่กระจัดกระจายกันอยู่ทั่วประเทศไทยเวลานี้นี่เอง

     

    ความหาญกล้าของสื่อในห้วงวิกฤตปัญญา (ตอน 7)
    โดย ภาณุเบศร์ มหาเรือนขวัญ 25 สิงหาคม 2551 19:55 น.
    เกลียวคลื่นปัญญาภาคพลเมือง ณ มหาวิทยาลัยราชดำเนิน แม้จะกระเพื่อมกว้างขวางเชิงคุณภาพและปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ จากการถ่ายทอดสดเวทีชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแบบ Reality ของ ASTV ผ่านดาวเทียม อินเทอร์เน็ต และเครือข่ายเคเบิลทีวี
           
           กระนั้นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารรัฐบาลฉ้อราษฎร์บังหลวงจากการเผยแพร่ของ ASTV ก็ยังจำกัดมากเมื่อเทียบกับศักยภาพฟรีทีวีที่คลี่คลุมทั่วประเทศ ถึงแม้ว่าปัจจุบันยอดขายจานดาวเทียม ASTV จะทะยานหลักล้าน ยอดคลิกอ่านเว็บไซต์ผู้จัดการหลายแสนต่อวัน และกำหนดเบอร์ช่องชัดเจนจากการตกลงกับสมาคมเคเบิลทีวีไทยแล้วก็ตามที
           
            ระบอบประชาธิปไตยไทยน่าจะยังแปดเปื้อนมลทินทุจริตต่อไป ตราบใดที่ ASTV ยังต้องต่อกรโดดเดี่ยวท่ามกลางการวางเฉยของฟรีทีวีที่ไม่เพียงไม่นำเสนอข่าวคอร์รัปชันเชิงนโยบาย หากยังศิโรราบแลปกป้องผู้กระทำความผิดผ่านกระบวนการรายงานข่าวสารเนียนๆ บนภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ
           
           สื่อมวลชนจักต้องโอบกอดจิตวิญญาณ ‘หมาเฝ้าบ้าน’ (Watchdog) แนบแน่นขึ้น เพราะหาไม่แล้ว สาธารณมติ (Public opinion) ของมวลมหาประชาชนว่าด้วยการเมืองในระบอบประชาธิปไตยใสสะอาดปราศจากโกงกลก็จักแคระเกร็นต่อไปไม่สุดสิ้น ด้วยสื่อมวลชนคือกลจักรสำคัญยิ่งในการสร้างสาธารณมติว่าประชาชนจะยินยอมพร้อมใจตกอยู่ใต้การปกครองของรัฐบาลทุจริตคอร์รัปชันที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่!
           
           ไม่มีรัฐบาลเลือกตั้ง หรือกระทั่งเผด็จการทหาร-พลเรือนที่กระทำทุจริตใดดำรงอยู่ได้ถ้าประชาชนออกมาคลาคล่ำท้องถนนคัดค้านนโยบายและผู้นำผ่านการหลอมรวมปัญญาจากสื่อมวลชนที่ดำรงตนเป็นสถาบันปกปักประโยชน์สาธารณะ
           
           หากทว่าสื่อมวลชนไทย โดยเฉพาะโทรทัศน์กลับชักนำตัวเองเข้าเป็นส่วนหนึ่งของมิจฉาทิฐิ ด้วยการหลับตาหนึ่งข้างมองข้ามความฉาบฉวยฉ้อฉลของนโยบายประชานิยม และหลีกเลี่ยงภาษีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่าทุกๆ คนก็ทำกัน
           
           กล่าวอีกนัยหนึ่งถึงสื่อมวลชนไทยส่วนใหญ่จะกล่าวอ้างความเป็นกลางทางทฤษฎี หากก็ละเลยหลักการสม่ำเสมอยามปฏิบัติ นำความผูกพันรักใคร่ชอบพอกับปัจเจกบุคคลมาชี้นำการทำงานจนเข้าข่ายเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ในยามผู้นำนั้นๆ ทุจริต หรือกระทั่งวาดภาพฟากตรวจสอบถ่วงดุลว่าเป็นพวกสูญเสียประโยชน์ ก่อความวุ่นวาย แม้จะเป็นสื่อมวลชนเช่นเดียวกันก็ตาม
           
           สาธารณมติของสังคมไทยในปัจจุบันจากการร่วมสร้างของสื่อมวลชนจึงมักบิดเบือนหลักพุทธธรรมความซื่อสัตย์สุจริต รวมถึงสนธิสัญญาว่าด้วยการป้องกันการคอร์รัปชันทุกรูปแบบแห่งสหประชาชาติ (United Nations Convention against Corruption)
           
           การก่อตัวของสาธารณมติว่าด้วยการยอมรับนักการเมืองทุจริตคอร์รัปชันเช่นนี้ ถ้ามองลอดแว่นทฤษฎีเกลียวแห่งความเงียบ (Spiral of silence) ของ Elisabeth Noelle-Neumann ก็จะพบว่าพลวัตการเปลี่ยนแปลงคุณค่าว่าผู้นำรัฐบาลไม่ต้องสัตย์ซื่อถือสุจริตนั้นมาจากสื่อมวลชนที่อยู่ทั่วทุกที่จะนำเสนอเนื้อหาที่มีความสอดคล้องกัน (Ubiquitous and consonant) ว่าผู้กุมอำนาจรัฐคนไหนรุ่นใดก็โกงกิน เก่งแต่โกงย่อมยอมรับได้
           
           คนไทยที่มักอ้างอิงสื่อมวลชน เมื่อตรวจสอบการนำเสนอข่าวสารของสื่อกระแสหลัก โดยเฉพาะโทรทัศน์ แล้วพบว่าความคิดเห็นของตนเองมีเพียงเสียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สนับสนุน พวกเขาก็จะแสดงความคิดเห็นออกมาในที่สาธารณะน้อยลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นปรากฏการณ์วงเกลียวแห่งความเงียบที่ความคิดเห็นของเสียงส่วนน้อยค่อยๆ เบาบางลงจนกระทั่งกลายเป็นเงียบสงัด แม้นว่าจะเป็นเสียงแห่งปัญญาก็ตามที
           
           ยิ่งกว่านั้น ถ้าปัจเจกบุคคลละเลยหรือเพิกเฉยไม่แสดงความคิดเห็นออกมา ปล่อยให้ความคิดเห็นบางส่วนถูกนำเสนอออกมาด้านเดียวจนดังมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งกลายเป็นความคิดเห็นหลักของคนในสังคมขณะนั้น ท้ายสุดก็อาจนำทั้งสังคมผิดครรลองคลองธรรม ผลักดันประเทศชาติตกหุบเหวอำนาจธนกิจการเมืองของนักเลือกตั้งไม่รู้จบ
           
           ความเห็นพ้องกว้างขวางทางสังคมว่าด้วยการยอมจำนนนักการเมืองกังฉินเช่นนี้มิอาจตัดขาดจากบทบาทสื่อมวลชนกระแสหลักผู้กล่อมเกลาสังคมไทยให้เรียวเล็กทางคุณธรรมลงเรื่อยๆ!
           
           ท่ามกลางความพร่องทางศีลธรรมของสังคมไทยจนเอื้อต่อผู้มีบาปธรรมกุมประเทศชาติตามที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) อรรถาธิบายธรรมนำทางสว่างไว้ เสียงส่วนน้อยที่เรียกร้องนักการเมืองคุณธรรมจริยธรรมย่อมเสี่ยงอันตรายยิ่งจากการถูกเสียงส่วนใหญ่ที่ยินดีปรีดากับการบริหารชาติบ้านเมืองแบบฉาบฉวยด้วยนโยบายประชานิยมของนักการเมืองฉ้อฉลบีบบังคับกดดันให้ปัจเจกบุคคลเสียงถูกต้องข้างน้อยยอมตาม (Pressure to conformity) อันเนื่องมาจากธรรมชาติทางสังคมของมนุษย์ย่อมหวาดกลัวการโดดเดี่ยว (Fear of isolation)
           
           ทว่าโดดเดี่ยวใช่เดียวดาย ดังเครือข่ายพันธมิตรฯ ผู้เปิดรับข่าวสาร ASTV ที่แสดงทัศนะขัดแย้งกับสังคมและสื่อมวลชนกระแสหลัก ที่นับวันจะแพร่หลายขยายตัวกว้างขวางขึ้นมากจากจำนวนผู้คนที่ออกมาแสดงความเห็นสอดคล้องต้องกันกับพันธมิตรฯ อันเป็นไปตามทฤษฎีนี้ที่ชี้ว่าปัจเจกบุคคลมีแนวโน้มจะแสดงทัศนคติในที่สาธารณะ ถ้ารับรู้ว่าความคิดเห็นของเขามีความเหนือกว่าหรือเพิ่มสูงขึ้น เพราะรับรู้ว่าตนเองเสี่ยงที่จะถูกโดดเดี่ยวโดยสังคมน้อยลงอันเนื่องมาจากประเมินแล้วว่าอนาคตความคิดเห็นทางการเมืองของมหาชนจะไปในท่วงทำนองนี้
           
           ทว่าว่าก็ว่าเถอะ ข้อเสนอ ‘การเมืองใหม่’ นั้นชวนขบคิดถกเถียงมากกว่าจะถูกดิสเครดิตเสียแต่ต้นว่าเป็นแค่ ‘โควตาอ้อย’ อันเนื่องมาจากกรอบคิดที่ยึดที่มามากกว่าสารัตถะการใช้อำนาจ เพราะยิ่งผ่านวันก็ยิ่งถูกพูดถึงขึ้นมากไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย มากกว่านั้นเงื่อนไขในสังคมที่สุกงอมทั้งด้านจริยธรรมอันตกต่ำของนักการเมือง กระแสสูงของการเปลี่ยนแปลง และที่สำคัญบทบาทสื่อมวลชนผู้สร้างภาพความเป็นจริงของสังคมที่เหมือนๆ กัน ก็ทำให้สาธารณมติเคลื่อนได้
           
           การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่จุดจบในตัวเอง หากเป็นวิถีทางไปสู่วัตถุประสงค์อื่นๆ
           
           สาธารณมติของสังคมไทยจะเคลื่อนไปในทางบวกหรือลบจึงขึ้นอยู่กับสื่อมวลชนว่าจะเลือกเป็นแสงสว่างหรือหลุมดำทางปัญญา จะก้าวทางหาญกล้าเจาะข่าวคาวขื่นกลืนกินบ้านเมืองของรัฐบาล หรือขลาดเขลาคับแคบคิดแต่ประโยชน์โภชผลองค์กร ตลอดจนหวงแหนคอนเนกชันธนกิจการเมืองที่ยึดโยงกับสัมปทานและเม็ดเงินโฆษณา เฉกเช่นเดียวกับจะทอดทิ้งหรือเอื้ออาทรนำเสียงส่วนน้อยขึ้นสู่เวทีสาธารณะเพื่อร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะ
           
           ด้วยใช่ไหมว่าการตัดสินคุณค่าสื่อมวลชนควรยึดถือถ้อยความนักปรัชญาฝรั่งเศส François Marie Arouet หรือรู้จักกันในนาม Voltaire ที่ว่า ‘ต้องพิพากษาคุณค่าคนจากการตั้งคำถามมากกว่าคำตอบของเขา‘ (Judge a man by his questions rather than by his answers.)
           
           ยิ่งห้วงยามเรียกร้องสมานฉันท์สามัคคีกึกก้องสังคมไทยเท่าใด สื่อมวลชนก็จักต้องตรวจสอบทบทวนบทบาทตนเองยิ่งขึ้นเท่านั้นเพื่อไม่ให้ตกเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างทางออกเทียมด้วยการยัดขยะขัดแย้งแตกแยกไว้ใต้พรมสมานฉันท์
           
           ความสมานฉันท์แท้จริงจักเกิดไม่ได้เด็ดขาดถ้า ‘ความจริง’ ถูกคลี่คลุมปิดบัง อีกทั้งยังต้องขจัดภาพว่าเมืองไทยไร้ความรุนแรงแตกแยก พิเศษกว่าบ้านเมืองอื่น เพราะเอาเข้าจริงแล้วภาพลักษณ์สงบสุขมาล้วนมาจากการเก็บกวาดขยะซุกซ่อนซอกหลืบเสียมาก!
           
           สื่อมวลชนผู้มุ่งมาดสร้างสรรค์ ‘ปัญญาร่วม’ (Collective wisdom) และปลดประชาชนพ้นปลักโคลนขัดแย้งแตกแยก จักต้องนำความจริงเชิงข้อเท็จจริง (Factual truth) ที่ไม่สะท้านการโต้เถียงหรือประนีประนอมตามการให้เหตุผลทางการเมือง (Political justifications) เหมือนความจริงเชิงเหตุผล (Rational truth) ขึ้นสู่สังคมเสียก่อน โดยต้องไม่ลดทอนความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกตรวจสอบด้วยการติดฉลากยักษ์มารเพราะอาจเกิดฉากสุดท้ายที่กราดเกรี้ยวรุนแรง
           
           ถึงกระนั้นกลับชวนเศร้ายิ่ง เมื่อสื่อมวลชนหนึ่งหาญกล้านำเสนอความจริงเชิงข้อเท็จจริง กลับถูกนักวิชาการ นักวิชาชีพ และองค์กรสถาบันสื่อสารมวลชนอื่นๆ ปรามาสถากถาง ไม่นำพาถ้อยคำของ Voltaire ที่ว่า ‘ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยเลยกับสิ่งที่ท่านพูด แต่ข้าพเจ้าขอปกป้องสิทธิในการพูดของท่านด้วยชีวิต’ (I disapprove of what you say, but I will defend to the death your right to say it.) (มีต่อตอน 8)
           
           คอลัมน์เวทีนโยบายสาธารณะ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) www.thainhf.org



    อังคารสีเหลือง 26 สิงหาคม 2551...อารยะขัดขืนขั้นสุดท้าย !??
    โดย คำนูณ สิทธิสมาน 24 สิงหาคม 2551 15:40 น.
           พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถือกำเนิดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549 หลังการชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้านำเดี่ยวโดยคุณสนธิ ลิ้มทองกุลเมื่อวันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์ 2549
           
           ณ ห้วงเวลานั้น บังเอิญพอดีที่เป็นกาลครบรอบ 20 ปีเต็มแห่งชัยชนะของพลังประชาชนในการโค่นล้มผู้นำเผด็จการที่ยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ในประเทศไทย แต่เป็นประเทศฟิลิปปินส์ มีคนพูดเรื่องนี้บนเวทีหลายคน บางคนถึงกับพูดว่าถ้าพันธมิตรฯกำหนดยุทธศาสตร์ดี ๆ มีโอกาสสูงที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย
           
           สุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ แถลงข่าวโดยอ้างสิทธิประการหนึ่ง...
           
           “อารยะขัดขืน”
           
           ทำให้ผมเขียนบทความในพื้นที่ตรงนี้เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 ชื่อย้าวยาวว่า “เดือนกุมภาพันธ์...สีเหลือง...อารยะขัดขืน...ชุมนุมต่อเนื่อง...เฟอร์ดินาน อี มาร์กอส...และทักษิณชินวัตร” วันนี้ ผมไม่รู้ว่าเหตุการณ์วันพรุ่งนี้จะดำเนินไปและจบลงในลักษณะใด เพราะฐานภาพตัวเองเปลี่ยนไป จึงขอนำบางตอนของบทความเมื่อ 2 ปีเศษ ๆ มาลงซ้ำอีกครั้ง
           ...........
           
           ขึ้นชื่อว่า “กฎหมาย” ไม่ใช่มีแต่เพียงด้านที่ประชาชนต้องปฏิบัติตาม หากมีด้านที่เป็น”'สิทธิ” ที่จะไม่ปฏิบัติตามด้วยเช่นกัน สิทธิที่ว่านี้ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า...
           
           “Civil Disobedience”
           
           ในภาษาไทยนั้น อาจารย์สมชาย ปรีชาศิลปะกุล นำมาใช้เป็นครั้งแรกว่า...
           
           “สิทธิดื้อแพ่งต่อกฎหมาย”
           
           ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักวิชาการสันติวิธี เห็นว่าคำ “ดื้อแพ่ง” ออกจะใกล้เคียงกับ “ดื้อด้าน” ฟังดูแล้วไม่เพราะ จึงเสนอให้ใช้คำแปลใหม่เป็น...
           
           ”อารยะขัดขืน”
           
           ความหมายโดยสรุปก็คือ เป็นหลักการที่นำมารองรับความชอบธรรมในการกระทำในเชิงละเมิดกฎหมายบางบทบางฉบับของผู้คัดค้านต่อต้านนโยบายรัฐ อาทิ ชุมนุมโดยสันติ หรือแม้กระทั่งปิดถนน, ล้อมทำเนียบรัฐบาล, ปีนกำแพงทำเนียบ และ ฯลฯ รวมทั้งการใช้เครื่องขยายเสียง
           
           แม้จะยังมีข้อโต้แย้งทางวิชาการอีกมาก แต่ก็นับว่านี่คือหนึ่งในสิทธิมนุษยชนยุคใหม่ ที่เรียกกันว่าสิทธิมนุษยชนรุ่นที่ 3 (The Third Generation of Human Rights) จำพวกเดียวกับสิทธิที่จะมีสันติภาพ, สิทธิที่จะมีการพัฒนา, สิทธิที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี, สิทธิในการเป็นเจ้าของสมบัติอันร่วมกันของมนุษยชาติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิชุมชน (Community's Right) ที่รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ 2540 และ 2550 บัญญัติไว้ชัดเจน
           
           สิทธิมนุษยชนรุ่นที่ 3 เหล่านี้ ณ วันนี้คือกรอบความคิดใหม่ของสหประชาชาติ
           
           ซึ่งนักวิชาการกฎหมายมหาชนถือว่าสำคัญถึงขั้นเป็นเงื่อนไขแห่งความอยู่รอดของมนุษยชาติทีเดียว
           
           อันที่จริง Civil Disobedience นี้ในบ้านเรามีมาตั้งแต่รัชสมัยรัชกาลที่ 6 นักศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายน่าจะจำคดีนายคิด, นายใย ราษฎรในบังคับสยามแห่งเมืองสิงห์บุรี ไม่ยอมรับการเกณฑ์แรงงานไปเก็บผักตบชวา โดยอ้างเหตุผลที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเพราะกฎหมายไม่เป็นธรรม ผู้ใช้กฎหมายไม่เป็นธรรมได้ดี
           
           การใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบเพื่อแสดงความคิดเห็น, สนับสนุน, คัดค้าน หรือขับไล่ เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ดำรงอยู่คู่ขนานไปกับประชาธิปไตยโดยผู้แทน นั่นคือรูปแบบของ “ประชาธิปไตยอย่างมีส่วนร่วม” และ/หรือ “ประชาธิปไตยโดยตรง” ที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนเป็นพลเมืองที่กระตือรือร้น หรือ Active Citizen ที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองตลอด ตั้งแต่ร่วมเคลื่อนไหว, ร่วมผลักดัน, ร่วมตัดสินใจ, ร่วมลงมือ และร่วมตรวจสอบ ไม่ใช่แค่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วหยุด ปล่อยให้นักการเมืองเป็นผู้รับเหมาทำแทนเท่านั้น
           
           จริง ๆ แล้ว Active Citizen นี้ไม่ใช่ “ม็อบ” อันเป็นความหมายเชิงลบที่ชอบเรียกกันรวม ๆ
           
           จริง ๆ แล้ว Active Citizen นี้เป็นคุณูปการต่อระบอบประชาธิปไตย เพราะในทางการเมืองนั้นไม่มีเทพ ไม่มีนักบุญ-นักบวชหรือเสือมังสวิรัติ ไม่มีรัฐธรรมนูญใดจะเขียนกรอบป้องกันคนโกงได้มีประสิทธิภาพ มีแต่จะต้องเปิดโอกาสให้เกิด Active Citizen ขึ้นมาเป็นแกนหลักของ Civil Society ให้ได้
           
           เพียงแต่คนไทยส่วนใหญ่มักจะไม่คุ้นเคย ไม่ชอบ เห็นว่าเป็นความวุ่นวาย
           วัฒนธรรมการเมืองของสังคมไทยนั้นประชาชนไม่ยอมเหนื่อย จึงมักจะชอบผู้นำที่ซื่อสัตย์ ฉลาด และขยัน มากกว่าผู้นำธรรมดาๆ ที่จูงตัวไปร่วมกันบริหารและตัดสินใจ และร่วมต่อสู้ในเรื่องต่างๆ
           ทิ้งไว้แค่นั้น....
           
           มาพูดถึงความเหมือนในการชุมนุมเดือนกุมภาพันธ์ 2529 ที่ฟิลิปปินส์กับการชุมนุมเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ที่กรุงเทพฯ บ้างดีกว่า
           
           สีเหลือง การชุมนุมทั้งสองใช้สัญลักษณ์สีเหลืองเหมือนกัน เพียงแต่อาจจะต่างที่มา
           นางคอราซอน อาควิโน ภรรยาของนายเบนิญโญ (นินอย) อาควิโน แต่งกายด้วยชุดเหลืองในวันที่สามีเธอถูกยิงตายเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2526 เป็นสีเหลืองที่ได้อิทธิพลมาจากเพลง Tie a yellow ribbon around the old oak tree อันเป็นเพลงที่มีจังหวะสนุกสนาน แสดงให้เห็นถึงความปีติยินดีที่สามีจะได้กลับมาสู่มาตุภูมิ
           ส่วนสีเหลืองในบ้านเรามาจากสัญลักษณ์ของธรรมะ และสถาบันพระมหากษัตริย์
           
           ปลายเดือนกุมภาพันธ์ การชุมนุมต่อเนื่องเพื่อโค่นล้มมาร์กอส เริ่มต้นเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2529 ส่วนการชุมนุมต่อเนื่องเพื่อขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรจะเริ่มต้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2549
           
           การชุมนุมต่อเนื่อง การชุมนุมเมื่อ 20 ปีที่แล้วที่ฟิลิปปินส์ใช้เวลา 5 วัน พอถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2529 มาร์กอสก็ขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินหนีออกจากทำเนียบมาลากันยัง
           
           ชัยชนะที่ไม่สูญเสียเลือดเนื้อของทุกฝ่าย การชุมนุมขับไล่มาร์กอสระหว่าง 21-25 กุมภาพันธ์ 2529 (และต่อเนื่องเพื่อ “เช็กบิล” ถึง 29 กุมภาพันธ์ 2529) แม้จะเผ็ดร้อน ดุเดือด เข้มข้น แต่ก็เป็นการชุมนุมโดยสันติ อหิงสา ไม่มีอาวุธ และจบลงโดยไม่มีการสูญเสียเลือดเนื้อ เพราะปัจจัยสำคัญคือทหารเข้าข้างประชาชน ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล ส่วนการชุมนุมในอีก 5 วันข้างหน้ายังไม่รู้ว่าจะยุติลงอย่างไร
           
           ไหนๆ ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยทั้งที ก็น่าจะซ้ำรอยให้ครบถ้วนบริบูรณ์
           โดยเฉพาะในประการสุดท้าย !

            .............
           
            เหตุการณ์วันพรุ่งนี้จะดำเนินไปและจบลงในลักษณะใด ผมไม่ทราบ
           
            ทราบแต่ว่าการชุมนุมต่อเนื่องในประเทศไทยดำเนินมาในปี 2549 นับเฉพาะที่ต่อเนื่องจริง ๆ ไม่เว้นวรรคก็ 33 วัน และในปี 2551 นี้ หากนับจนถึงพรุ่งนี้ก็อีก 94 วัน
           
            วันพรุ่งนี้...วันอังคารสีเหลือง....
            วันพรุ่งนี้....วันอังคารที่ 26 สิงหาคม 2551 !


    “วันของผม...” “วันที่ฟ้าเปลี่ยนสี...” ทักษิณถูกผลักให้สู้กับใคร?
    โดย คำนูณ สิทธิสมาน 17 สิงหาคม 2551 14:17 น.
    การหนีฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนมีเงินมหาศาล และมีเส้นสายเครือข่าย ก่อนหน้านี้เราได้เห็นกันในกรณีนายสมชาย คุณปลื้ม, นายวัฒนา อัศวเหม หรือแม้แต่นายรักเกียรติ สุขธนะ ก็ยังเล่นบทล่องหนอยู่พักใหญ่ แต่กรณีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรนั้นแตกต่างออกไป
           
            คนอื่นที่หนีไปก็กบดานอยู่เงียบๆ ไม่ออกมาปรากฏตัวทั้งในรูปความคิดเห็นและรูปถ่าย ไม่ระบุถิ่นที่อยู่ด้วยตัวเองเสียด้วยซ้ำ มิพักต้องพูดถึงการวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการยุติธรรมของมาตุภูมิ
           
            แต่ทักษิณยังคงเป็นทักษิณคนเดิม!
           
            วันแรกที่หายตัวไปก็ร่อนแถลงการณ์จวกกระบวนการยุติธรรมเสียเต็มเปา แถมมีนัย “ระหว่างบรรทัด” ว่าจะต่อสู้ต่อและจะกลับมาแก้แค้นในไม่ช้า ขอให้แฟนานุแฟนอดทนอีกนิด
           
            วันต่อมาก็ให้บริษัทพีอาร์ระดับโลกร่อนรูปถ่ายเดินชอปปิ้งพร้อมครอบครัวมาให้สื่อไทยขึ้นหน้า 1 ทุกฉบับ!!
           
            แล้วจะให้บอกว่าการเมืองไทยเริ่มคลายตัวลงได้อย่างไร?
            เขม็งเกลียวตึงตัวยกระดับความขัดแย้งขึ้นเสียด้วยซ้ำ หากพิจารณาว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรกำลังเดินตามแนวที่เส้นสายเครือข่ายในประเทศไทยกลุ่มหนึ่งขีดเส้นให้
           
           เพราะจะเป็น “วันของผม..” ตามคำของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเองในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2551 หรือ “วันที่ฟ้าเปลี่ยนสี...” ตามที่ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริพูดในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2551 ได้ ณ วันนี้นาทีนี้ไม่ใช่แค่ให้พรรคการเมืองในเครือข่ายชนะเลือกตั้งและเป็นรัฐบาลเท่านั้น เพราะอย่าลืมว่าในขณะนี้มันก็เป็นเช่นนั้นอยู่ ยังไม่เห็นจะช่วยอะไรได้ มันจะเป็นเช่นนั้นได้มันต้องก้าวกระโดดข้ามไปถึงขั้นเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองขนานใหญ่ล้มการดำเนินงานของกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด ซึ่งไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้โดยง่ายดายและสงบสันติ
           
           ผมไม่ได้พูดเกินเลย หากใครอ่านบทความของ “กาหลิบ” ที่เคยเป็นนามปากกาของนายจักรภพ เพ็ญแข ในคอลัมน์ “เลือกคบไม่เลือกข้าง” ในหนังสือพิมพ์ “โลกวันนี้” ตลอดสัปดาห์ที่แล้วอย่างพินิจพิเคราะห์ก็คงจะเห็น
           
           เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2551 นายคนนี้ที่ต้องรู้ล่วงหน้าว่าวันนั้นนายใหญ่ของตนไม่กลับมาแน่ เขียนตบท้ายบทความเรื่อง “กลับมาทำไม” ของตนเรียกร้องให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรส่งสัญญาณกลับมาว่า “ไม่ถอย” แล้วบอกว่าถ้าเป็นอย่างนั้นละก็...
           
            “การตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลสะเทือนเลื่อนลั่นต่อราชอาณาจักรไทยทั้งหมด เพราะเท่ากับคุณทักษิณกำลังเปิดแนวรบใหม่นอกพื้นที่อำนาจของศัตรูโดยตรง เผด็จศึกง่ายกว่ากันเยอะ...”
           โปรดสังเกตคำว่า “ราชอาณาจักรไทย” นะครับพี่น้อง!
           วันต่อมา วันที่ 12 สิงหาคม 2551 นายคนนี้ยังคงรุนหลังให้นายใหญ่ออกมากระทำการที่จะส่งผลสะเทือนเลื่อนลั่นต่อราชอาณาจักรไทยอีกครั้ง ตอนหนึ่งเขาเขียนในทำนองข่มขู่เล็กๆ ด้วย...
           
            “ประเด็นสำคัญคือ คุณทักษิณจะต้องส่งสัญญาณสู้ และเตรียมความพร้อมต่อสงครามใหญ่ อย่าให้ความเงียบเข้ามาเชื่อมประสานระหว่างตัวเองและผู้สนับสนุน มิฉะนั้นจะเกิดความท้อแท้ผิดหวังและสูญเสียด้านเครือข่ายขึ้นมาอย่างไม่ควรที่...”
           
           โปรดสังเกตคำว่า “สงครามใหญ่” นะครับ!!
           และโปรดกรอเทปความทรงจำกลับไป 1 ปีเศษๆ หยุดลงตรงวันที่ 23 เมษายน 2550 ที่นายจักรภพ เพ็ญแขให้สัมภาษณ์ “มติชนรายวัน” ตอนหนึ่งว่า...
           
            “ผมยอมรับระบบศักดินาไทยไม่ได้ และมีความรู้สึกว่าในตัวคุณทักษิณ ซึ่งมีจุดอ่อนอยู่หลายเรื่อง แต่คุณทักษิณก็ยังเป็นความหวังที่ดีที่สุดในการเปิดประตูไปสู่การเปลี่ยนแปลง เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน...”
           
           เดินหน้าเทปขึ้นมาอีกนิดหยุดตรงวันที่ 20 พฤษภาคม 2550 ที่นายคนเดียวกันนี้ให้สัมภาษณ์ “ไทยโพสต์” ตอนหนึ่งว่า...
           
           “ผมอยากให้สงครามลากไปสักปีสองปี แล้วก็เกิดการปฏิวัติโดยประชาชน”
           เดินหน้าเทปต่อมาแล้วมาพินิจพิจารณาคำปราศรัยประวัติศาสตร์ที่เขาแสดงไว้ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550 ที่กำลังเป็นคดีความอยู่
           
           ในบทความวันที่ 12 สิงหาคม 2551 นายอะไรก็ไม่รู้คนนี้ที่ใช้นามปากกาอันเคยเป็นของนายจักรภพ เพ็ญแขอ่านใจพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรว่าที่ไม่กลับมาประเทศไทยนั้นเพราะสูญเสียความเชื่อมั่นศรัทธาในสิ่งที่ตนเคยเชื่อมั่นศรัทธาว่าเป็นความงาม ความดี และความจริง ซึ่งที่สุดก็ได้พบแล้วว่าเป็นแค่ความอัปลักษณ์ ความสามานย์ และความเท็จ ไม่ได้กลัวใครฆ่าทิ้งหรือทำร้ายรังแก และยังบอกต่อไปว่าการเมืองไทยจากนี้ไปจะเป็นการ “วัดดวง” ระหว่างผู้นำที่ไปอยู่ในกระแสโลกและมีความเป็นสากล ซึ่งแน่นอนละว่าหมายถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับผู้นำอีกฝ่ายที่เขาใช้ภาษาปั้นแต่งว่า...
           
           “ผู้นำที่สั่งยึดอำนาจซ้ำซากอยู่ในประเทศจนมั่นใจว่าพื้นที่นี้เป็นของตนทั้งหมด และจะไม่ยอมแบ่งใครเลยแม้แต่น้อยนิด...”
           
           ผู้นำอีกฝ่ายที่ตรงข้ามกับนายใหญ่ของเขา ยังมีภาษาขยายความอีกตอนว่า...
           “ควายตัวเดิมที่ลากจูงประเทศไปช้าๆ ในอัตราหอยทากเดิน...”
           โปรดสังเกตคำว่า “ผู้นำที่สั่งยึดอำนาจซ้ำซาก” และ “ควายตัวเดิม” ให้ดี!
           นายคนที่ใช้นามปากกาที่เคยเป็นของนายจักรภพ เพ็ญแขคนนี้รุนหลังให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรต่อสู้กับผู้นำอีกฝ่ายในลักษณะเปิดสงครามประชาชนเต็มรูป ไม่ต้องอ้อมค้อม ไม่ต้องเสียดายเงินที่จะถูกยึดไป เพราะความเคลื่อนไหวทางการเมืองในระยะนี้มันเกินกว่าการใช้เงินทำสื่อและอุปกรณ์ประชาสัมพันธ์ทั้งหลายเหมือนตอนหาเสียงเลือกตั้งไปแล้ว
           
           ในบทความวันต่อๆ มาก็เป็นการเสนอแนะยุทธวิธีให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่าจะเป็นการเดินสายแฉความจริงของประเทศไทยภายใต้การขับเคลื่อนของสิ่งที่เขาเรียกว่าควายตัวเดิม หรือการเดินสายพบกับผู้ลี้ภัยการเมืองรุ่นก่อนๆ ที่อาจจะไม่โด่งดังเท่า รวมทั้งการเดินสายไปพบกับประเทศที่เขาไม่พอใจประเทศไทย และ ฯลฯ สารพัดที่จะเชื่อได้ว่าหนังสือพิมพ์ในประเทศไทยจะกล้าลงบทความที่เสนอแนะกรรมวิธีการบ่อนทำลายประเทศไทยให้กับผู้ต้องหาหนีหมายจับของศาลได้ขนาดนี้
           
           ประเด็นที่เราจะต้องติดตามกันต่อไปก็คือท่ามกลางความอับจนสิ้นหนทางจนถึงขนาดต้องหนีครั้งนี้
           
           คนที่ลอยคอกลางทะเลอย่างพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรจะโดดจับขอนไม้ที่เส้นสายเครือข่ายโยนมาให้นี้หรือไม่ ?
           
           พวกเราต้อง “เตรียมความคิด” และ “เตรียมความพร้อม” ไว้เช่นกัน!



    ดร. ปราโมทย์ นาครทรรพ : อารยะขัดขืน

    General Uprising 26 สิงหาคม 2551
    โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ 25 สิงหาคม 2551 19:53 น.

    1. เข้าใจ General Uprising
           
           ในวันนี้ 26 สิงหาคม 2551 จะมี General Uprisingหรือการลุกฮือครั้งใหญ่ของมวลชนเป็นครั้งแรกของเมืองไทย และต่างกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งจำกัดอยู่ในหมู่นักศึกษาและผู้ใช้แรงงานเป็นส่วนใหญ่ General Uprising ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนิน มาจากมวลชนทั่วประเทศ และคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศเกือบทั้งโลก ผู้ที่ไม่สามารถมาร่วมได้ก็จะจัดกิจกรรมคู่ขนานในท้องถิ่น เพื่อให้เกิดพลังร่วมในการโค่นล้มรัฐบาลนายสมัคร ที่ทำตัวเป็นหุ่นเชิดของระบอบทักษิณ
           
            ผมแน่ใจว่าสื่อสากลจะรายงาน General Uprising ครั้งนี้ โดยใช้คำอย่างถูกต้อง ผมสงสัยว่าจะมีสื่อไทยกี่ฉบับหรือทีวีกี่สถานีที่จะกล้าใช้คำนี้ เพราะสื่อในประเทศยังถูกครอบงำด้วยอวิชชาและผลประโยชน์โดยอำนาจนิยมและทุนสามานย์
           
            คำว่า General Uprising ยังหาคำแปลที่สอดคล้องเป็นภาษาไทยไม่ได้ เพราะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ ไม่มีตัวอย่างเทียบเคียงมาก่อน ภาษาจึงพลอยอับจนไปด้วย แต่คำว่า General Uprising ที่ได้เกิดขึ้นแล้วในที่ต่างๆ ของโลก ทำให้เกิดคำนิยาม ความบรรยาย และ/หรือศัพท์ที่เทียบเคียงกันมากมาย ผู้อ่านที่เคยศึกษาได้เห็น หรือมีประสบการณ์อยู่ในมิติของสังคมนั้นๆ อ่านแล้วก็จะเข้าใจว่า General Uprising ของตนคืออะไร ในคำต่อไปนี้
           
            arise, civil disorder, disobedience, disobey, emeute, general uprising, indiscipline, insubordination, insurge, insurgence, insurgency, insurrect, insurrection, interregnum, irresponsibility, jacquerie, lawlessness, levee en masse, license, licentiousness, mount the barricades, mutineer, outbreak, overthrow, peasant revolt, power vacuum, putsch, rampant will, rebel, rebellion, reluct, reluctate, revolt, revolute, revolution, revolutionize, riot, rise, rise against, rise up, rising, run riot, strike, subversion, subversiveness, subvert, unaccountability, uncontrol, unrestraint, uprising, willfulness
           
            คำนิยามง่ายๆ ของ General Uprising ก็คือ “the action of rising up; specif., an outbreak against a government; revolt การกระทำแบบลุกฮือขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การต่อต้านโค่นล้มรัฐบาล...”
           
            สรุปแล้ว General Uprising ก็คือที่สุดของที่สุดของอหิงสาและอารยะขัดขืน (Nonviolent Resistance and Civil Disobediece) โดยมหาชนนั่นเอง
           
            ชัยชนะหรือชะตากรรมของวันที่ 26 สิงหาคม จะประดิษฐ์ถ้อยคำ ศัพท์แสง และวลีใหม่ๆ ให้กับภาษาไทย ในตำนานของการต่อสู้ทางการเมืองภาคประชาชนอีกมากมาย
           
            2. เข้าใจ General Uprising ไทย
           
            General Uprising ในวันที่ 26 สิงหาคม 2551 นี้มีรากเหง้ามาจาการต่อต้าน “ระบอบทักษิณ” โดยรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” อันเป็นที่เกิดของ “ปรากฏการณ์สนธิ” ที่นำมาสู่ “ขบวนการเสื้อเหลือง-เราสู้เพื่อในหลวง” ในปี 2548
           
            เมื่อรัฐบาลทักษิณถูกโค่นลงอย่างเป็นทางการโดยการยึดอำนาจของ คมช. เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 “ระบอบทักษิณ” ยังไม่ตาย และไม่เพียงแต่ “จำศีล” เท่านั้น แต่ยังฝึกปรือเพิ่ม “กระบวนท่า” และ “กำลังภายใน” อันเหี้ยมโหดอย่างฮึกโหม ภายใต้บรรยากาศไร้เดียงสาของรัฐบาลสุรยุทธ์
           
            และแล้วด้วยการเลือกตั้งทั่วไปอันไม่สมประกอบและมิชอบด้วยกฎหมาย “ระบอบทักษิณ” ก็ประกาศชัยชนะอีกครั้ง ผ่านรัฐบาลหุ่นเชิดของสมัคร สุนทรเวช
           
            รัฐบาลสมัครทำทุกอย่างที่รัฐบาลทักษิณทำ อันเป็นเหตุนำไปสู่ “ข้อกล่าวหาทั้ง 4 ของคมช.” ต่างกันแต่ว่ารัฐบาลสมัครทำได้มากกว่า เปิดเผยกว่า โดยไม่ยี่หระต่อสายตาและความรู้สึกของผู้ใดทั้งสิ้นในแผ่นดินไทย นั่นก็คือ การละเมิดพระเจ้าอยู่หัวโดยผู้ที่อยู่ในพรรคและรัฐบาล การนำเอกราชและดินแดนเหนือเขาพระวิหารไปเป็นเครื่องมือต่อรองผลประโยชน์ของบุคคล การฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและกฎหมายหลายฉบับอย่างโจ่งแจ้ง การประวิงความยุติธรรม การบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์และน่าเชื่อถือของขบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งศาล ฯลฯ
           
            ในที่สุด ก็คือ 26 สิงหาคม 2551 อันถักทอต่อเนื่องมาจากการชุมนุมประท้วงที่นานที่สุดและอารยะที่สุดในประวัติการเมืองของโลก ณ สะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและเครือข่ายทั่วราชอาณาจักรและทั่วโลก เป็นเวลากว่า 93 วัน
           
            เหตุผล คำเรียกร้อง และคำตอบของ General Uprising ครั้งนี้ก็คือ รัฐบาลนายสมัครทั้งชุด และการเมืองเก่าจะต้องไปเร็วที่สุด
           
            3. เข้าใจชัยชนะและชะตากรรมของ General Uprising
           
            แท้ที่จริง General Uprising เป็นบทสุดท้ายและหน้าใหม่ของ “ธรรมาธรรมะสงคราม” คือการต่อสู้ระหว่างธรรมะกับอธรรม ซึ่งธรรมะจะต้องเป็นฝ่ายชนะในที่สุด เพราะอำนาจบริสุทธิ์ของประชาชนนั้นเป็นอำนาจที่ยิ่งใหญ่มหาศาลมีฟ้าและดินเป็นพยาน ส่วนอำนาจของอธรรมหรือแม้แต่อำนาจของรัฐบาลนั้นเป็นอำนาจชั่วคราว
           
            อำนาจในการผูกขาดใช้กำลังของตำรวจทหารนั้นเป็นอำนาจที่ประชาชนมอบให้รัฐบาลเป็นการชั่วคราว เพื่อเป็นหลักประกันความผาสุกและปลอดภัยของประชาชน ในบางครั้ง รัฐบาลลุแก่อำนาจและนำกำลังนั้นมาใช้กับประชาชนเอง ในกรณีเช่นนี้ General Uprising อาจจะประสบชะตากรรมชั่วคราว แต่ขบวนการของประชาชนอันมีธรรมและความรักชาติรักแผ่นดินเป็นกำลังแรงนั้น จะลุกยืนฟื้นขึ้นมาใหญ่โตและเข้มแข็งกว่าเดิมเสมอ จนประสบชัยชนะในเบื้องสุดท้าย
           
            อำนาจของตำรวจทหารที่นำมาใช้ผิดๆ กับประชาชนนี้เป็นอำนาจที่มีอาถรรพ์ กล่าวคือจะไม่มีทางเล็ดลอดสายตาและการประณามของผู้รักความเป็นธรรมทั่วโลกได้ และโลกทั้งโลกจะยืนขึ้นมาสนับสนุนประชาชนผู้บริสุทธิ์ คำศัพท์ที่สื่อสากลจะรายงานในการปราบปรามประชาชนมีอยู่ 2-3 ที่เป็นคำสาปแช่งอยู่ในตัวคือ quell, suppress, crush มีความดุร้ายโหดเหี้ยมต่างระดับกัน ซึ่งผมจะไม่ขอแปล
           
            ผมอยากจะเสริมแต่เพียงว่า General Uprising ครั้งนี้มีเอกลักษณ์แปลกกว่าที่อื่นและทุกครั้งในโลก กล่าวคือเป็น General Uprising ที่เกิดขึ้นด้วยความรัก มิใช่ความแค้น และมิได้เกิดขึ้นจากตัวเจ้าทุกข์หรือผู้ที่ถูกรังแก ผู้ที่ถูกรังแกบางครั้งอาจจะไม่รู้ไม่เห็น ไม่รู้สึกตัว หรือหลงเข้ากับผู้ที่รังแกกดขี่ตนเสียด้วยซ้ำ General Uprising ครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะความรักในหลวงและพสกนิกรผู้ยากไร้ต่ำต้อยน้อยหน้าของพระองค์
           
            บุญบารมีและพระเมตตาของพระเจ้าอยู่หัวอาจจะคุ้มครอง General Uprising ครั้งนี้ให้สงบสันติและสัมฤทธิผล ก็เป็นได้!
           
            4.เข้าใจความสำเร็จและป้องกันนองเลือดอยู่ที่ออกมาร่วมมากๆ หลากหลายกลุ่มเครือข่ายและยุทธวิธี
           
            เนื่องจาก General Uprising เป็นบทหนักของขบวนการประชาชน ซึ่งมีทั้งอหิงสาและใช้กำลัง ผมใคร่ขอเตือนพันธมิตรฯ และเครือข่ายว่าอย่าตกเป็นทาสของความกลัวและยั่วยุ ให้ตกหลุมละทิ้งอหิงสาไปเสีย
           
            ผมเคยเล่าให้ฟังแล้วว่าอหิงสาและอารยะขัดขืนนั้นมีตั้ง 198 กระบวนท่าด้วยกับวันที่ 26 สิงหาคมนี้ จะต้องลองเอากระบวนท่าใหม่ๆ ที่ได้ผลชะงัดออกมาใช้ดูบ้าง
           
            ในขณะเดียวกัน General Uprising มีลักษณะเปิดกว้าง ผู้ที่จะเข้ามาร่วมจะเป็นใคร ที่ไหน และใช้กระบวนท่าใดๆ ก็ได้ เพื่อป้องกันความผิดพลาดและโอกาสนองเลือด ผมขอเรียกร้องให้ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ นักธุรกิจ ธนาคาร อาจารย์และปัญญาชน เข้ามาร่วมกันให้มากที่สุด
           
           1. ทหารอาจแต่งหรือไม่แต่งเครื่องแบบออกมาร่วมชุมนุม ขัดขืนและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้ทำร้ายประชาชน ประกาศและบอกกล่าวว่าจะขอปฏิบัติตามปฏิญาณไม่รับใช้รัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมบั่นทอนสถาบันและเอกราชแห่งดินแดน
           
           2. สหภาพแรงงานและสมาคมวิชาชีพต่างๆ ขอลาหยุดงาน ผละงานเพื่อมาร่วมกับสหภาพรัฐวิสาหกิจ
           
           3. ข้าราชการทุกกระทรวงทบวงกรมตั้งแต่ปลัดกระทรวงลงมาถึงเสมียนภารโรงหยุดปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ลางาน หยุดงาน และแสดงการสนับสนุน
    General Uprising ด้วยเสียงและใบปลิว หรือสัญลักษณ์อื่นๆ เช่น การแต่งกายผูกเนกไทหรือใส่เสื้อเหลือง
           
           4. นักธุรกิจ ธนาคาร หอการค้า สมาคมอุตสาหกรรมต่างๆ พนักงานผู้ประกอบการ กระทำการที่เห็นสมควร แต่แจ้งชัดว่าสนับสนุน General Uprising
           
            5. ครู อาจารย์ นักศึกษา พยาบาล แพทย์ เดินออกจากโรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล เข้ามาร่วมหรือแสดงการสนับสนุนด้วยสัญลักษณ์ใดๆ
           
            6. พันธมิตรฯ และเครือข่าย ผู้ที่เข้าร่วมทั้ง 93 วันก็ดี มาร่วมบ้างก็ดี มาร่วมใหม่ก็ดี ศึกษาและเลือกใช้กระบวนท่าอหิงสาและอารยะขัดขืนต่างๆ เช่น
    นัดกันแบบต่างคนต่างทำ เริ่มถอนเงินออกจากธนาคาร ประท้วงโดยการนั่งเฉยๆ เป็นหมู่ Sit In ใช้ Electronic Civil Disobedience และ Hacking ทำสงครามข่าวสาร เลิกใช้บริการของรัฐหรือเอกชนที่เป็นกำลังของรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรม
           
            ทั้งหมดนี้ เป็นอหิงสาและอารยะขัดขืนที่เป็นกระบวนท่าของประชาธิปไตย ชอบธรรม ไม่ผิดกฎหมาย มีพันธมิตรสากลที่รักความถูกต้องรักความเป็นธรรมรักมนุษยชาติสนับสนุนอยู่ทั่วโลก
           
            เดินหน้าเถิด เดินอย่างสง่างามเถิด ไม่มีอะไรที่เราจะต้องกลัว นอกจากความกลัวเท่านั้น
           
            26 สิงหา มวลประชาลุกฮือ
           
            ขอให้ประชาชนประสบชัยชนะ ขอให้รัฐบาลโจรจงพินาศ!

    ความเรียงว่าด้วยการโค่นล้มรัฐบาลนายสมัครโดยไม่ผิดกฎหมาย (2)
    โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ 19 สิงหาคม 2551 17:49 น.
    (2) เข้าใจว่ารัฐบาลนายสมัครเป็นโมฆะ ขาดความชอบธรรม และผิดกฎหมายมาแต่ยังไม่ตั้ง
           
           พรรคพลังประชาชน และพรรคอื่นๆ ที่แตกออกมาจากพรรคไทยรักไทยไม่มีสภาพเป็นพรรคการเมืองตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นจึงไม่มีสิทธิส่งบุคคลเข้าสมัครรับเลือกตั้ง
           
           เหตุผลหลักก็คือ พรรคพลังประชาชนได้แปลงสภาพมาจากพรรคไทยรักไทยโดยซื้อหัวพรรคมา การซื้อหัวพรรค การจ้างพรรคเล็กพรรคน้อยสมัครเพื่อป้องกันให้พ้นเงื่อนไขต้องได้คะแนนถึง 20 เปอร์เซ็นต์หรือผลประโยชน์อื่นๆ ในการเลือกตั้ง ล้วนเป็นความบัดสีบัดเถลิงของผู้นำการเมืองไทยยุคปัจจุบัน แม้ศาลจะได้ตัดสินให้การเลือกตั้งวันที่ 23 เมษายน 2548 เป็นโมฆะไปแล้ว ก็ไม่รู้จักหลาบจำ
           
           เมื่อซื้อพรรคมาแล้ว ก็เคลื่อนย้ายบุคลากร เจ้าหน้าที่ และคณะกรรมการบริหารพรรคที่รอดคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ห้ามเล่นการเมือง เข้าไปบริหารและควบคุมพรรคพลังประชาชน โดยโยกย้ายรายชื่อสมาชิกจากทะเบียนเดิม มีนายทะเบียนพรรคคนเดิมปฏิบัติหน้าที่ต่อไปโดยไม่เปลี่ยนแปลง ณ ที่ทำการเดิมของพรรคไทยรักไทย
           
            ส่วนอมนุษย์การเมือง 111 คนตามคำสั่งศาลนั้น ที่แยกย้ายไปซุกซ่อนอยู่ตามพรรคอื่นก็มี ที่หยุดบทบาททางการเลือกตั้งไปเลยก็มี ยกเว้นแกนนำสำคัญของพรรคไทยรักไทยอย่าง เนวิน สุดารัตน์ พงษ์ศักดิ์ จาตุรนต์ ซึ่งก่อนคำพิพากษาก็บอกว่าจะเคารพคำสั่งศาล เสร็จแล้วก็กลับคำกลับลำเสียดื้อๆ เข้ามามีบทบาทในการวางตัวผู้สมัคร หาเสียง และชี้นำพรรคพลังประชาชนอย่างไม่กลัวเกรง
           
            นอกจากนั้น ยังมีหลักฐานอื่นๆ เช่น เทปหาเสียงของพ.ต.ท.ทักษิณ คำยอมรับของนายสมัคร หัวหน้าพรรคอุปโลกน์ และสรุปของอนุกรรมการ กกต.ว่าพรรคพลังประชาชนคือพรรคนอมินีของพรรคไทยรักไทย (แต่บทลงโทษพรรคนอมินีไม่มี ฯลฯ)
           
           ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าด้วยองค์ประกอบบุคคล โดยการแทรกแซงของอดีตผู้นำและกรรมการบริหารในการแต่งตั้งครม. และกรรมการบอร์ดต่างๆ ตลอดจนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคซึ่งสืบสันดานและการกระทำที่เคยชินมาจากพรรคเดิม ไม่มีใครปฏิเสธว่าแท้ที่จริงพรรคพลังประชาชนก็คือพรรคไทยรักไทยนั่นเอง
           
            เมื่อเป็นดังนี้ การตั้งพรรคพลังประชาชนจึงเป็นโมฆะ มิชอบและผิดกฎหมายอย่างโจ่งแจ้งชัดเจนตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 คัดมาเพียงบางส่วนดังนี้
           
           “พรรคไทยรักไทย มิได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่มุ่งพัฒนาประเทศชาติเพื่อให้คนในชาติมีความสุขทั่วหน้า ดังที่ได้รณรงค์หาเสียงไว้ต่อประชาชนอย่างแท้จริง หากแต่มุ่งประสงค์เพียงดำเนินการในทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศนอกเหนือไปจากครรลองที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศตลอดจนกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง จนยากที่จะหาอุดมการณ์อันแท้จริงของพรรคให้เกิดความมั่นใจแก่ประชาชนโดยรวมว่า เมื่อเป็นรัฐบาลมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินแล้วจะดำเนินการปกครองโดยสุจริต ไม่ประพฤติมิชอบ หรือบริหารราชการแผ่นดินโดยแอบแฝงไว้ซึ่งผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง
           
            พฤติกรรมของพรรคไทยรักไทยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า พรรคไทยรักไทยไม่อาจดำรงความเป็นพรรคการเมืองที่จะสร้างสรรค์จรรโลงความชอบธรรมทางการเมืองแก่ระบอบการปกครองของประเทศไทยโดยรวมได้อีกต่อไป
           
            กรณีจึงมีเหตุอันสมควรยุบพรรคไทยรักไทย”
           
            พร้อมกับการยุบพรรค ศาลมีคำสั่งเรื่องอมนุษย์การเมือง 111 ตน สั้นๆ ดังนี้ “กับให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคผู้ร้องที่ 1 จำนวน 111 คน ฯลฯ มีกำหนดห้าปีนับตั้งแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรค”
           
            ทั้งนี้ ศาลได้อธิบายแต่ต้นว่า การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง “ย่อมมีผลใช้บังคับแก่กรรมการบริหารพรรคทุกคนในขณะที่มีการกระทำอันเป็นเหตุให้ยุบพรรคการเมืองนั้น” “มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดผลที่ไม่ควรจะเป็น กล่าวคือ หลังจากที่มีการกระทำอันฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติกฎหมายแล้ว กรรมการบริหารพรรคทั้งหลายลาออก เพื่อให้ตนเองมิต้องถูกตัดสิทธิทางการเมือง การบังคับเพื่อให้เป็นตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ย่อมตกเป็นอันไร้ผล”
           
            การถอนสิทธิดังกล่าว ครอบคลุมถึงสิทธิทางการเมืองทั้งหมด มิใช่เฉพาะสิทธิเลือกตั้ง ศาลได้ระบุในคำพิพากษาว่า “จะขอตั้งพรรคการเมืองใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารของพรรคการเมือง หรือมีส่วนร่วมในการขอจัดตั้งพรรคการเมือง”
           
            “การกระทำต้องห้าม” ศาลยังได้อธิบายว่ารวมถึง “การสนับสนุนให้กรรมการบริหารพรรคกระทำการโดยวิธีการอันฉ้อฉล ย่อมจะส่งผลต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง และมีผลกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ เศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ”
           
            การบังคับเพื่อให้เป็นตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย นั้น ย่อมเป็นการบังคับกว้างๆ “เพื่อมิให้กรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเมือง และการปกครองระบอบประชาธิปไตยมีโอกาสที่จะกระทำการอันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายซ้ำอีกในช่วงระยะเวลาหนึ่ง”
           
            การกระทำความผิดของพรรคไทยรักไทย ซึ่งย่อมต้องมีผลบังคับมิให้อดีตกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกพรรคกระทำการฉ้อฉล โดยอาศัยนิติกรรมอำพรางซื้อพรรค “พลังประชาชน” มาเป็นฐานปฏิบัติการใหม่ นับเป็นการกระทำความผิดต่อเนื่อง ตามบทบัญญัติของกฎหมาย ดังนี้
           
           “มาตรา 66 เมื่อพรรคการเมืองกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้อาจถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมือง
           
           (1) กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
           
           (2) กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ
           
           (3) กระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐหรือขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือ
           
           (4) กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 23 วรรคหนึ่ง มาตรา 52 หรือมาตรา 53”
           
            ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เพียงพอที่จะสรุปว่าพรรคพลังประชาชนกับพรรคไทยรักไทยเป็นพรรคการเมืองเดียวกัน เพียงแต่มีการเปลี่ยนชื่อ และอุปโลกน์หัวหน้าพรรคขึ้นใหม่ บรรดากรรมการบริหารเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ.ต.ท. ทักษิณ ก็ยังเป็นคณะผู้นำตัวจริง (De Facto) ของพรรค
           
           การที่ไม่มีผู้ใดสืบและนำมาเปิดเผยว่า การแต่งตั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของมหาดไทย นายพลตำรวจ หรือแม้กระทั่งการบริหารท่าอากาศยาน การเขี่ย ร.ต.อ.เฉลิม ออก ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ผ่านเนวินมาจากบัญชาของนายใหญ่ มิได้หมายความว่านั่นไม่เป็นความจริง ทั้งหมดล้วนแต่เป็นความจริงที่ถูกกดมิดอยู่ใต้อำนาจแฝงที่กุมอำนาจรัฐไว้ทั้งสิ้น
           
           การตบตาสังคมไทยโดยอ้างว่าไม่มีบทลงโทษเรื่องการเป็นตัวแทนเชิดหรือพรรคนอมินีนั้น เป็นการเบี่ยงเบนประเด็นอย่างน่าสะอิดสะเอียนของนักกฎหมาย แท้ที่จริงเรามิได้พูดกันถึงความผิดฐานเป็นตัวแทน
           
           เราพูดกันถึงหลักกฎหมายเบื้องต้นว่าด้วยตัวการกับตัวแทน การใดที่ตัวการถูกห้าม มิให้กระทำ การนั้นตัวแทนจะกระทำมิได้ หลังจากการยุบพรรคพลังประชาชนแล้ว กรรมการบริหารและสมาชิกพรรคไทยรักไทยจะไปตั้งพรรคอีกกี่พรรคก็ล้วนแล้วแต่เป็นการกระทำความผิดทั้งสิ้น เพราะโทษฐานกระทำความผิดข้างต้นยังค้ำคออยู่ เมื่อห้ามตัวการแล้ว ตัวแทนใหม่จะตั้งกี่ครั้งๆ จะใช้กี่ชื่อๆ ก็ย่อมจะไม่พ้นผิดและกระทำมิได้
           
           นอกจากอมนุษย์การเมืองในบัญชี 111 ที่ออกมา กระทำการโดยวิธีการอันฉ้อฉล จนส่งผลเสียหายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง การไม่บังคับใช้กฎหมายให้ถูกต้องทั่วถึงโดย กกต. ก็ดี รัฐบาลก็ดี และกระบวนการยุติธรรมก็ดี เป็นเหตุให้ (1) ผู้กระทำผิดจนพรรคต้องถูกยุบ เช่น พลเอกธรรมรักษ์กับพวก ยังลอยนวลอยู่ไม่ถูกลงโทษตามกฎหมายแต่ประการใด และ (2) กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 97 ที่มีความตอนหนึ่งว่า “ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของพรรคการเมืองที่ถูกยุบไป จะจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือมีส่วนร่วมในการจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่อีกไม่ได้” ถูกละเลยไม่นำมาใช้บังคับ ถ้าหากนำมาบังคับก็จะเกิดอมนุษย์การเมืองขึ้นอีกหลายตน เช่น นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นายสุวิทย์ คุณกิตติ พลเอกเชษฐา ฐานะจาโร นายเสนาะ เทียนทอง บุคคลเหล่านี้ล้วนเคยเป็นกรรมการบริหารของพรรคไทยรักไทยมาทั้งสิ้น
           
            นอกจากนั้น พรรคการเมืองเกือบทุกพรรคยังกระทำความผิดและมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายประกอบฯ ว่าด้วยพรรคการเมือง 2550 เรื่องการรับสมาชิก กรรมการบริหารและการส่งผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้ง ในวันที่ 22 ตุลาคม 2550 จากเอกสารทางการของกกต.สมาชิกพรรคพลังประชาชนมีอยู่ 7,840 คน กรรมการบริหาร 37 คน และ 4 สาขาพรรค พรรคมัชฌิมาฯ สมาชิก 20 คน กรรมการฯ 8 สาขาพรรค 0 พรรคเพื่อแผ่นดิน สมาชิก 18 กรรมการฯ 18 สาขาพรรค 0 พรรครวมใจไทย-ชาติพัฒนา สมาชิก 29 กรรมการฯ 19 สาขาพรรค 0
           
            ถึงผมจะไม่เห็นด้วยกับกฎหมาย แต่ก็เห็นว่าตราบใดที่ยังมีกฎหมายอยู่ก็ต้องเคารพ ถ้า กกต.รักษากฎหมายเคร่งครัด พรรคเหล่านี้ไม่มีทางที่จะส่งผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้งเลย เพราะการสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคนั้น กฎหมายกำหนดให้ต้องสมัครด้วยตนเอง ณ ที่ทำการพรรคและต้องได้รับการรับรองจากคณะกรรมการบริหาร หากการรับสมาชิก 1 คน กินเวลาเพียง 10 นาที พรรคเหล่านี้ก็ไม่มีเวลาพอที่จะรับสมาชิกให้ครบตามกฎเกณฑ์ได้ อย่าว่าแต่การส่งผู้สมัครเลย
           
            นอกจาก กกต.จะเงียบกรณีพรรคพลังประชาชนปลอมหรือขี้ตู่ใบสมัครของพรรคชาติไทยแล้ว การเคลื่อนย้ายสมาชิกดั้งเดิมออกจากพรรคพลังประชาชน และเคลื่อนย้ายสมาชิกพรรคไทยรักไทยมาเข้าพรรคพลังประชาชน ซึ่งผิดขั้นตอนและผิดกฎหมายก็มิได้รับการเหลียวแลจาก กกต.
           
            สรุปว่า การจัดตั้ง ดำเนินการ และสมัครรับเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน ขัดคำสั่งศาล ขัดรัฐธรรมนูญ ขัดกฎหมายพรรคการเมือง และกฎหมายเลือกตั้ง
           
            เพื่อจะให้ความเป็นธรรมต่อพรรคพลังประชาชน ผมเสนอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน อย่าเลือกวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เพื่อให้พรรคทุกพรรคจัดพรรคให้ถูกระเบียบและสอดคล้องกับกฎหมายเสียก่อน
           
            ผมได้ทักท้วงเรื่องนี้ต่อนายกรัฐมนตรีทั้งโดยวาจาและหนังสือ ได้ทักท้วงไปยังกกต. สื่อ นักกฎหมาย และนักวิชาการ รวมทั้งพิมพ์หนังสือแจก 10,000 เล่มเรื่อง “เลือกตั้งน้ำเน่าเราจะพากันไปตาย” แต่ก็ไร้ผล
           
            บัดนี้ได้ปรากฎชัดแล้วว่าการเลือกตั้งปล่อยผีดิบพรรคไทยรักไทยกลับเข้ามาจะนำประเทศไปสู่วิกฤตอย่างหาที่สุดมิได้
           
            ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ ได้เฝ้าเตือนให้เห็นภยันตรายครั้งนี้ และให้หาทองออกด้วยกฎหมายให้ได้ แต่ดร.อมร เห็นว่า สภาวะและสถานะด้านความรู้ทางกฎหมายของประเทศไทย ทั้งผู้ออก ผู้ใช้ และผู้ตีความ ล้วนแต่ต่ำต้อยไร้มาตรฐาน
           
           ประเทศไทยจึงจำต้องตกอยู่ใต้ภาวะจำยอม
           
           พรรคที่ผิดกฎหมายและไร้ความชอบธรรมมาแต่ต้น จะปกครองได้นานเพียงใดย่อมขึ้นกับความเกรงกลัว เคารพบูชา และเชื่อฟังของประชาชน ทหารและข้าราชการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

    ความเรียงว่าด้วยการโค่นล้มรัฐบาลนายสมัครโดยไม่ผิดกฎหมาย (3)
    โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ 21 สิงหาคม 2551 19:45 น.
    (3) เข้าใจรัฐบาลนายสมัครอยู่ไม่ดีทำไม่ดี:ละเมิดกษัตริย์ขัดรัฐธรรมนูญผิดกฎหมายขายดินแดนไร้จริยธรรม
           
           บทความ 2 ตอนแรก ชี้ชัดว่า นายสมัครแอบเข้ามาเป็นรัฐบาลโดยผิดกฎหมาย ไม่ว่าสถานะของพรรคพลังประชาชนจะ 1. เป็นพรรคจริง คือพรรคไทยรักไทยที่แปลงกายใช้ชื่อพรรคพลังประชาชน หรือ 2. เป็นพรรคนอมินีตัวแทนเชิด ย่อมต้องตกอยู่ภายใต้คำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ 30 พฤษภาคม 2550 ทั้งนั้น
           
           นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาฯ นอกกฎหมายเป็นผู้กราบบังคมทูลและรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี ย่อมจะส่อนัยอัปมงคลหลายประการ รวมทั้งการโกงเลือกตั้งซื้อเสียงทั้งที่จับได้ใบแดงกรณีของนายยงยุทธ และที่จับไม่ได้ การเลือกตั้งครั้งนี้ คือขบวนการซื้อเสียงต่อเนื่องจากการเลือกตั้งที่ปราศจากขู่แข่งในเดือนเมษายน 2548 ที่พรรคไทยรักไทยคดโกงโดยอาศัย กกต.เป็นเครื่องมือ จนกระทั่งศาลสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะและยุบพรรค รวมทั้งการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกที่ถูกยุบและการออกเสียงประชามติ รัฐบาลสุรยุทธ์กลไกและบุคลากรของกกต.ยกเว้นผู้ไร้ประสบการณ์ 5 คน ย่อมไม่มีทางทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรมได้
           
           ถึงแม้รัฐบาลนายสมัครจะมาไม่ดีและมิชอบด้วยกฎหมาย ก็ตาม โอกาสที่จะแก้ตัวและสร้างความชอบธรรมใหม่ขึ้นให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนก็มี หากรัฐบาลนายสมัคร อยู่ให้ดีและทำให้ดี ตั้งแต่วันเข้ารับตำแหน่ง
           
           แต่รัฐบาลนายสมัครมีแต่อยู่ และทำตรงกันข้าม ส่อให้เห็นว่ารัฐบาลนายสมัครตกอยู่ใต้อิทธิพลพ.ต.ท.ทักษิณ และนายเนวิน บริหารราชการเพื่อประโยชน์ของซากเดนพรรคไทยรักไทยและพวกพ้องของตนทั้งสิ้น
           
           ซ้ำมิหนำพฤติกรรมอุบาทว์ 4 ประเภทที่อันเป็นข้อกล่าวหาของ คมช.ในการขับไล่รัฐบาลทักษิณ กลับหนักข้อยิ่งขึ้นทุกประเภท โดยรัฐบาลกระทำเอง สมคบ สมยอม หรืออ่อนข้อให้
           
           1. การละเมิดองค์พระมหากษัตริย์โดยรัฐบาลนายสมัคร
           
           นายสมัครกระทำความผิดอย่างโจ่งแจ้ง จะปฏิเสธว่าไม่มีเจตนาหรือไม่รู้เห็นมิได้เมื่อเว็บไซต์ของรัฐบาล www.thaigov.go.th ตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม ถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2551 ลงเผยแพร่ข้อความคำปาฐกถาทั้งหมดของนายจักรภพ เพ็ญแข ซึ่งตำรวจสรุปแล้วว่าเป็นข้อความที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ได้นำเรื่องนี้แจ้งความต่ออัยการ แต่จนกระทั่งบัดนี้ ยังไม่ปรากฏว่าอัยการดำเนินการอย่างไร ยังมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมอีกว่า นายจักรภพได้แสดงปาฐกถาภาษาไทย ที่นครลอสแองเจลิสในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน และในข้อเขียนต่างๆ ภายใต้นามปากกา “กาหลิบ” บรรจุข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและส่อเจตนาประทุษร้ายสถาบันกษัตริย์
           
           รัฐบาลนอกจากจะไม่แสดงความรับผิดชอบแล้ว ยังมีท่าทีและมาตรการปกป้องนายจักรภพและคณะนปก.ภายใต้การนำของนายจักรภพให้กระทำการโฆษณาทั้งในการชุมนุม ในสื่อของรัฐ ในเว็บไซต์ หนังสือ และในบทความต่างๆ อย่างต่อเนื่องและทวีคูณ เช่น กรณีจัดให้อดีตนักโทษชายวีระ มุสิกพงศ์ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และนปก.(ผู้ต้องหา?) อีก 2 นาย เป็นผู้จัดรายการประจำในโทรทัศน์ของรัฐ ดังกล่าวมาแล้วและกรณีดา ตอร์ปิโด ซึ่งกระทำผิดต่อหน้าตำรวจ แต่ตำรวจก็เพิกเฉยเสีย ต่อเมื่อมีหนังสือจากกองทัพบกจึงได้ดำเนินการจับกุม หลังจากผู้กระทำผิดได้กระทำผิดซ้ำซ้อนต่างกรรมต่างวาระมาเป็นเวลานาน ตลอดจนละเลยปล่อยให้วิทยุชุมชนและหอกระจายข่าวหมู่บ้านเกือบทั่วประเทศออกอากาศสนับสนุน และเผยแพร่ความคิดเห็นของนายจักรภพ ดา ตอร์ปิโดและนปก. เป็นต้น
           
           2.รัฐบาลนายสมัครละเมิดและฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ
           
           นายสมัครและรัฐบาลนายสมัครฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญหลายกรณีหลายมาตรา ที่ร้ายแรงที่สุดได้แก่ การที่ ครม.มีมติให้นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ลงนามแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา สนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกเขาพระวิหารแต่ฝ่ายเดียว และจุดยืนของรัฐบาลไทยในอดีตทุกรัฐบาลเป็นผลกระทบถึงการสูญเสียพื้นที่ และบูรณภาพแห่งดินแดน ทั้งๆ ที่ศาลปกครองมีคำสั่งระงับและศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าเป็นมติที่ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 190 รัฐบาลก็ยังฝืนกระทำต่อไป การยินยอมและสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ กับประเทศไทยเลย ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่มุมใด ซ้ำยังจะขยายผลให้เป็นการเสี่ยงที่ไทยจะเสียดินแดนอีกทั้งทางบกและในทะเล จึงน่าเชื่อว่าเป็นการแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ส่วนบุคคลบางอย่างที่ไม่เปิดเผย
           
            นายสมัครเป็นวิทยากรรายการโทรทัศน์ “ชิมไป-บ่นไป” แต่เดิมได้ค่าตอบแทนปีละ 800,000 บาท หากปัจจุบันเป็นนิติกรรมอำพราง อ้างว่าไม่รับค่าตอบแทน นอกจากค่ายานพาหนะ ถึงอย่างนั้นก็ต้องนับว่าเป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 267 เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
           
            การที่รัฐมนตรีหน้าหวย 3 คนยังฝืนปฏิบัติหน้าที่โดยเหตุผลต่างๆ นานา โดยเฉพาะความเห็นที่ไร้มารยาทและแบบแผนของกฤษฎีกาที่อยู่ในอาณัติของรัฐบาล เป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 275 ประกอบกับ 272 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 55
           
           หากต่อมาศาลพิพากษาว่า การปฏิบัติหน้าที่ ของ 3 รัฐมนตรีหน้าหวย ที่อยู่ร่วมในคณะรัฐมนตรี เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ย่อมจะเกิดความเสียหายกับราชการและประเทศชาติเป็นอย่างมาก และจะทำให้มติ ครม.ซึ่งรัฐมนตรีหน้าหวยทั้งสามลงมติด้วยเป็นโมฆะ เนื่องจากไม่ได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ
           
            นอกจากนี้ ยังปรากฏว่า รัฐบาลเพิกเฉยไม่ดำเนินการกับนายชัย ชิดชอบ ผู้ถือหุ้นในบริษัทโรงโม่หินศิลาชัย ที่รับประทานบัตรจากรัฐบาล อันเป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 265(2)
           
            กับทั้งกรณี นางปราณี สืบวงศ์ลี ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน ซึ่งปรากฏในบัญชีทรัพย์สินสามี คือนายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ที่ยื่นไว้กับ ป.ป.ช.อันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 269 และพ.ร.บ.การจัดการห้างหุ้นส่วน
           
           3. การกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายของนายสมัคร
           
           1.นายสมัคร ถูกศาลอาญากรุงเทพใต้ พิพากษาให้จำคุกโดยไม่รอลงอาญาในความผิดฐานหมิ่นประมาท นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ ศาลพิพากษาเมื่อเดือนพฤษภาคม 2550 ว่า นายสมัคร เคยทำผิดฐานหมิ่นประมาทมาหลายครั้งแล้ว แต่ศาลปรานีรอการลงโทษไว้เพื่อให้กลับตัวเป็นคนดี แต่กลับทำผิดซ้ำอีก จึงพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 24 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ขณะนี้ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ซึ่งเวลาล่วงเลยมานานแล้ว ศาลชอบที่จะออกนั่งอ่านคำพิพากษาโดยเร็ว เพื่อมิให้มีการแทรกแซงและประวิงความยุติธรรม
           
           2. นายสมัครเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาคดีทุจริตการจัดซื้อรถดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร มูลค่า 6,000 ล้านบาท โดยถูกกล่าวหาร่วมกับบุคคลอื่นอีก 5-6 คน ทั้งนี้ นายสมัครเป็นผู้ลงนามในสัญญาจัดซื้อ ในวันสุดท้ายของการดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช.
           
           3.นายสมัครถูกกล่าวหาว่าฮั้วประมูลในสมัยเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เรื่องการจัดจ้างบริษัทกำจัดขยะ 3 โครงการ วงเงิน 9,000 ล้านบาท เป็นเวลา 10 ปี โดยปรากฏชัดเจนว่า ผู้ชนะการประมูล 2 บริษัท เป็นของนายไชยา สะสมทรัพย์ ขณะนี้ เรื่องอยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช.
           
            4.นายสมัครถูกกล่าวหารับสินบนในสมัยเป็นผู้ว่าฯ กทม. โครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำคลองแสนแสบ-คลองลาดพร้าว เป็นเงิน 120 ล้านบาท ซึ่งเปิดเผยที่ประเทศญี่ปุ่นโดยบริษัท นิชิมัตสึ คดีอยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช. และ ดีเอสไอ
           
            การมีผู้นำที่มีมลทินโทษถึงขนาดนี้อยู่ในตำแหน่ง ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีจริยธรรมทางการเมืองต่ำที่สุดในโลก
           
           4. การกระทำที่ขาดจริยธรรมของนายสมัคร
           
           1. นายสมัคร ยอมรับว่า เป็นนอมินี (หุ่นเชิด) ของพ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง และภายหลังการเลือกตั้ง
           
           2. นายสมัครตั้งบุคคลที่มีมลทิน ต้องคำพิพากษาปลอมแปลงเอกสารวุฒิการศึกษาตัวเอง หรือบุตรภริยาถือหุ้นเกินกำหนดหรือลืมจดแจ้งตามกฎหมาย ถือว่าเป็นครม.ที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือด้อยมาตรฐานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
           
           3. ในโครงการปรับปรุง ขสมก.มีการดึงโครงการเช่ารถเมล์ 6,000 คัน เป็นเวลา 30 ปี มูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท จากกระทรวงคมนาคมมาทำเองโดยนายสมัคร นพ.สุรพงษ์ นายสหัส นายเนวิน แต่ถูกพรรคชาติไทยคัดค้าน เรื่องจึงยังไม่ผ่านคณะรัฐมนตรี
           
           4. นายสมัคร แต่งตั้งนายไชยา สะสมทรัพย์ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง เนื่องจากกระทำผิดรัฐธรรมนูญ และยังถูกประชาชน 20,000 คน ยื่นขอถอดถอนกรณียกเลิกซีแอลยา ให้กลับมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการปรับคณะรัฐมนตรีใหม่ ในเวลาที่เกือบจะต่อเนื่องกัน
           
           5. มีการแต่งตั้งคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) และกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นการแต่งตั้งจากบุคคลที่ต้องคดีว่าร่ำรวยผิดปกติ และคณะกรรมการสรรหาเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกัน มีการแต่งตั้งสลับตำแหน่งกัน เพื่อต้องการควบคุมตลาดเงินและตลาดทุน
           
           6. แต่งตั้ง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ซึ่งถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีไม่ให้พล.ต.ท.นิสสัย บุญศิริ ขอออกจากราชการก่อนเกษียณอายุราชการ (เออรี่รีไทร์)
           
           7. การจัดตั้งคณะบุคคลซ้อนกันหลายคณะบุคคล ของนางปราณี สืบวงศ์ลี โดยใช้บุคคลกลุ่มเดียวกันเป็นผู้ก่อตั้งคณะบุคคล อันเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ในฐานะที่เป็นภรรยารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่มีหน้าที่ดูแลการจัดเก็บภาษี แต่กลับมีพฤติกรรมที่เป็นการหลีกเลี่ยงภาษีเสียเอง
           
           นายสมัครเร่งรีบอนุมัติเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ที่ไม่มีเหตุผลและความจำเป็น มีทางเลือกอย่างอื่นที่เหมาะสมและประหยัดกว่า เช่น โครงการย้ายรัฐสภา และโครงการสูบน้ำจากประเทศลาว เป็นต้น นอกจากการมีประวัติและคดีที่ไม่น่าไว้วางใจแล้ว โครงการต่างๆ ล้วนแต่เป็นการถลุงเงินของชาติบ้านเมืองอย่างไม่บันยะบันยัง
           
           พระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสเมื่อวานนี้ห่วงบ้านเมือง “ตอนนี้ใกล้ล่มจมแล้ว ซึ่งอาจใช้เงินไม่ระวัง เพราะใช้เงินไม่ระวัง”
           
           ตัวอย่างที่เด่นที่สุดก็คือรัฐบาลนายสมัครซึ่งเร่งรีบเพราะรู้ว่าตนจะต้องถูกโค่นล้มในไม่ช้าอย่างแน่นอน!
           
           ปล. บทความนี้ยังไม่ได้รวมการปลุกระดมแก้ไขรัฐธรรมนูญ การยุยงให้ประชาชนปะทะกัน อันธพาลรัฐบาลเข่นฆ่าผู้ชุมนุมที่บริสุทธิ์จังหวัดอุดรธานี การที่รัฐบาลและสภาฯ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ออกกฎหมายแม้แต่ฉบับเดียวตลอดสมัยประชุม ฯลฯ

    ความเรียงว่าด้วยการโค่นล้มรัฐบาลนายสมัครโดยไม่ผิดกฎหมาย (4)
    โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ 24 สิงหาคม 2551 15:31 น.
    4. เข้าใจวิธีโค่นล้มรัฐบาลนายสมัครโดยไม่ผิดกฎหมาย
            ในบทความตอนที่ 1 ผมได้อ้างถึงทัศนะของล็อกในบทความของอาจารย์สมบัติว่า เมื่อประชาชนตระหนักแล้วเมื่อใดว่ารัฐบาลเป็นขบถ ประชาชนมีหน้าที่จะต้องปราบหรือโค่นล้มรัฐบาล โดยไม่ต้องคำนึงถึงตัวบทกฎหมายหรือกรอบทางรัฐธรรมนูญใดๆทั้งสิ้น ทั้งนี้มิใช่เพื่อยุติภาวะสงครามของรัฐบาลต่อประชาชนให้ประชาชนมีความปลอดภัยแต่อย่างเดียว แต่เพื่อจะให้สังคมพ้นจากภาวะธรรมชาติ กลับไปสู่ภาวะมีการปกครองตามสัญญาประชาคม คือมีรัฐบาลที่ชอบธรรมอีกต่อไป
           
            การปฏิวัติรัฐประหารหรือยึดอำนาจซึ่งเกิดขึ้นบ่อยในประเทศด้อยพัฒนาส่วนมากจะไม่เข้ากฎเกณฑ์ข้างบนนี้ และเป็นแต่เพียงการแย่งชิงอำนาจปกครองกันระหว่างทหารกับทหาร ทหารกับพลเรือนหรือกองกำลังคนละฝ่าย ข้อยกเว้นที่โดดเด่น คือ ขบวนการประชาธิปไตยกองทัพโปรตุเกส (Armed Forces Movement ,1975) ที่กองทัพสามารถปราบเผด็จการพลเรือนและสร้างรากฐานอันมั่นคงให้กับประชาธิปไตยในประเทศและทวีปยุโรปได้
           
            การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ของไทย และการปฏิวัติรัฐประหาร 18 ครั้งโดยกองทัพไทย ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวที่มีเหตุผลสมบูรณ์เป็นการปราบรัฐบาลกบฎ ล้วนแต่เป็นวงจรอุบาทว์ทั้งสิ้น การยึดอำนาจของ คมช.เป็นเพียงการต่ออายุผู้นำกองทัพ เอาความชั่วร้ายของระบอบทักษิณมาเป็นข้ออ้าง ที่พอจะสงเคราะห์ได้มีอยู่เพียงครั้งเดียว คือ 14 ตุลาคม เมื่อนักศึกษา กรรมกร และประชาชนลุกฮือขึ้นขับไล่รัฐบาลทหาร
           
            ผมขอเล่าถึงวิธีการการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในสหรัฐอเมริกา 3 วิธี คือ 1. บุกหรือลอบสังหารประธานาธิบดี 4 คน ได้แก่ ลินคอล์น การ์ฟิลด์ แมคคินลีย์ และ เคนเนดี และมีประธานาธิบดีถูกลอบยิงอีกหลายคนแต่ไม่ตาย 2. กรณีประธานาธิบดีนิกสัน ใช้สื่อหนังสือ นสพ. และทีวี การปล่อยความลับจากราชการระดับสูงถึงความผิดของประธานาธิบดี ใช้ข้อกฎหมายมัด และใช้จริยธรรมของสภาโดยผู้ที่ไม่ต้องการแปดเปื้อนกับประธานาธิบดีจากทั้ง 2 พรรค 3. ใช้สื่อ และการเคลื่อนไหวของประชาชน จนบรรลุเงื่อนไขของการลงประชามติถอดถอนผู้ว่าราชการรัฐแคลิฟอร์เนีย ทั้งหมดนี้ไม่มีข้อกล่าวหาวว่ารัฐบาลขบถหรือทำผิดกฎหมายร้ายแรงเลย
           
            กรณีโค่นล้มมาร์กอส และแอสตราดานั้น ใช้การชุมนุมอันใหญ่หลวงของประชาชนหนุนเนื่องด้วยสื่อและปัญญาชน ผู้นำทางศาสนา เสียงในสภาสูงและสภาล่าง เสียงแตกภายในรัฐบาลเอง และที่เป็นปัจจัยชี้ขาด คือ กำลังแฝงและพลานุภาพของกองทัพที่ยืนอยู่เคียงข้างประชาชน วิธีนี้เป็นวิธีที่พลเอกสายหยุด เกิดผล เสนอให้นำมาใช้ในประเทศไทย
           
            วิธีนี้เกิดคำถามขึ้นมา 4 ข้อ (1) จะเป็นไปได้หรือ (2) ถ้าเป็นไปได้จะได้ผลหรือกับรัฐบาลที่หนังหนาหน้าด้านอย่างรัฐบาลนายสมัคร (3) จะมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้หรือไม่ และ (4) วิธีไหนจึงจะศักดิ์สิทธิ์โค่นล้มรัฐบาลนายสมัครได้เด็ดขาด
           
            ในขบวนการโค่นล้มรัฐบาลนายสมัคร ผมต้องขอสดุดีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ชุมนุม ณ สะพานมัฆวานรังสรรค์มากว่า 90 วัน พร้อมทั้งดาวกระจายไปในที่ต่างๆ และต่างจังหวัด เป็นสันติอหิงสาหาที่งดงามผู้ดีหาที่เปรียบมิได้ เป็นอภิมหานาฎกรรมการเมืองบันลือโลกที่หาดูที่อื่นมิได้นอกจากเมืองไทย น่าชมตำรวจ ทหาร และรัฐบาลด้วยที่มิลุแก่อำนาจ
           
            แต่ที่เป็นพิเศษคือบุญบารมีและพระเมตตาของพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่คุ้มเกล้าปวงประชา
           
            ความผิดพลาดของรัฐบาลในเหตุการณ์หฤโหดไร้มนุษยธรรมที่อุดรธานี เหมือนกับความหฤโหดอื่นๆ ที่เกิดกับพสกนิกร ไม่มีทางที่จะพ้นสายพระเนตรและความโทมนัสของพระแม่แห่งแผ่นดินได้ ผมแน่ใจว่า แม่ทัพภาค แม่ทัพบก นายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการตำรวจ จะต้องได้ยินด้วยหูว่าพระองค์รับไม่ได้ที่เห็นคนไทยถูกเข่นฆ่าเยี่ยงนี้
           
            หากเราเปลี่ยนแปลงได้ด้วยสันติวิธี ผมเชื่อว่า ผู้นำไทยคนใดคนหนึ่งน่าจะได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ ทำให้ประเทศไทยชื่อเสียงกระจรกระจาย
           
            วิเคราะห์คำถามสี่ข้อ
           
            (1) People Power แบบฟิลิปปินส์ กับปฏิวัติประชาชนแบบไทย พลเอกสายหยุดเสนอว่า เมื่อประชาชนตระหนักในความเลวร้ายของรัฐบาลจนทนไม่ไหว ประชาชนออกมาชุมนุมประท้วงอย่างกว้างขวางจนได้ที่แล้ว ทหารไม่ควรฉวยโอกาสปฏิวัติ แต่ควรสนับสนุนประชาชน โดยตั้งมั่นอย่างมีวินัยอยู่ในกรมกอง ประกาศสนับสนุนประชาชนอย่างเปิดเผย และข่มขู่ให้รัฐบาลยอมแพ้โดย Implied Force หรือพลังแฝง ซึ่งจะไม่ยอมฟังคำบังคับบัญชาของรัฐบาลอีกต่อไป
           
            เปรียบเทียบจุดอ่อนจุดแข็งระหว่างฟิลิปปินส์กับไทย จะเห็นได้ว่าสื่อกับนักวิชาการของไทยด้อยคุณภาพกว่า อยู่ใต้อำนาจของรัฐบาลมากกว่า สื่อโทรทัศน์นอกจาก ASTV ล้วนแต่เผยแพร่น้ำเน่าและทัศนะทาส ปิดบังความรู้ ข้อเท็จจริงและทัศนะเปรียบเทียบมิให้ถึงประชาชน ผู้นำศาสนาของฟิลิปปินส์มีประชาชนที่เคารพนับถือเป็นปึกแผ่นและเอกภาพ เพราะฟิลิปปินส์เป็นคาทอลิกเกือบทั้งประเทศ พระสงฆ์ไทยส่วนใหญ่หวังพึ่งรัฐบาล ขาดความรู้ทางการเมือง มีทัศนะคติล้าหลัง วัดอย่างธรรมกายมีฉันทะทางทุนนิยมสามานย์และอำนาจนิยม พลังที่หนุนพันธมิตรฯ อยู่เช่น สันติอโศก และพระป่าสายหลวงตาบัวมีศักยภาพสูง แต่จะต้องระดมมาอย่างเป็นระบบสุดขีดความสามารถจึงจะเป็นกำลังคุ้มภัยพันธมิตรฯ ได้
           
            สำหรับผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านคือพรรคประชาธิปัตย์ของไทยเป็นกึ่งแก๊งเลือกตั้งและติดยึดความคิดสมบัติผลัดกันชม คอยฉวยโอกาสแต่จะเป็นรัฐบาล จึงพึ่งให้ช่วยสร้างสุญญากาศโดยการบีบคั้นรัฐบาลหรือขู่ว่าจะลาออกอย่างผู้แทนฟิลิปปินส์ไม่ได้
           
            ปัจจัยชี้ขาดทั้งสองประเทศก็คือกองทัพ กองทัพไทยมีความล้าหลังในทางการเมืองมากกว่า และอยู่ใต้การชี้นำของผู้บังคับบัญชาที่ได้ดีเพราะการเมืองหรือเป็นทหารการเมืองที่มี popular orientation หรือความเห็นใจใกล้ชิดกับประชาชนไม่พอ กล่าวกันว่า 90 %ของนายทหารชั้นผู้บังคับบัญชาในกองทัพเรือ 60% ในกองทัพบก และ 30%ในกองทัพอากกศ ได้ดีมีตำแหน่งและลาภยศด้วยความอุปถัมภ์ของทักษิณและรัฐบาลพรรคไทยรักไทย จึงได้ถ่ายทอดความจงรักภักดีมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน ผมไม่สามารถยืนยันได้ว่าที่กล่าวเช่นนี้ เท็จจริงเป็นประการใด
           
            ดังนั้น ตอบคำถามข้อที่ 1 ได้ว่า การโค่นล้มสมัครเหมือนมาร์กอสกับแอสตราดานั้น คงจะไม่ง่าย แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ ถ้าประชาชนมาชุมนุมกันอย่างมืดฟ้ามัวดิน และขยายแนวร่วมการสนับสนุนขึ้นเรื่อยๆ จนกองทัพรู้สำนึก
           
            (2) แม้พันธมิตรฯ จะเป่านกหวีดพาคนทั่วประเทศออกมาเป็นล้าน รัฐบาลหนังหนาหน้าด้านอย่างนายสมัครจะยอมลาออกหรือ คำตอบก็คือ ยาก นายสมัครถือว่าตนกุมอำนาจในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และเป็นผู้บังคับบัญชาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยส่วนตัว นายสมัครมั่นใจในความจงรักภักดีของผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยมีความมั่นคงของตำแหน่งและผลประโยชน์ที่ติดตามมาต่างตอบแทนกันทั้ง 3 ฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีสียงนินทาว่า ผบ.ทบ. ไม่มีความรู้ร้อนหนาวในทางการเมือง ผมไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ ที่ผบ.ทบ. ยืนหยัดเหมือนผู้ไร้เดียงสาว่าตราบใดที่ (1) รัฐบาลไม่แก้รัฐธรรมนูญเพื่อช่วยทักษิณโดยเฉพาะ และ (2) ไม่มีการจลาจลต่อสู้กันจนนองเลือด กองทัพบกจะตั้งมั่นอยู่ในกรมกอง รักษาวินัยคอยฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชาตามกฎหมายเท่านั้น
           
            จนป่านนี้ กองทัพยังไม่รู้อีกหรือว่ารัฐบาลขาดความชอบธรรม ไม่รู้อีกหรือว่ารัฐบาลนี้ปกป้องอดีตนายกฯ ทักษิณยิ่งกว่าปกป้องพระเจ้าอยู่หัว ไม่รู้อีกหรือว่ารัฐบาลนี้รักษาประโยชน์ของพวกพ้องยิ่งกว่าประโยชน์ของชาติบ้านเมือง เห็นแก่ความมั่งคั่งของพลพรรคยิ่งกว่าความผาสุกของประชาชน จนป่านนี้ยังไม่ได้ยินพระราชกระแสดำรัสหรือว่า “บ้านเมืองกำลังจะล่มจม เพราะใช้เงินไม่ระวัง” ฯลฯ
           
            กองทัพเชื่อหรือว่า ปัญหาการเมืองต้องไปแก้กันในสภา กองทัพเชื่อหรือว่าคอยให้ศาลต่างๆ ตัดสินไปเรื่อยๆ ปัญหาต่างๆ ก็จะหมดไปเอง กองทัพไม่เห็นหรือว่าอดีตนายกฯ รวมทั้งผู้นำปัจจุบันได้พากันปฏิเสธความยุติธรรมของศาล และร่วมกันบ่อนทำลายสถาบันของศาลด้วยเล่ห์เพทุบายและความเท็จต่างๆ นานา
           
            นายสมัครก็จะเล่นเด้งเชือกไปเรื่อยๆ อ้างโน่นอ้างนี่ แม้กระทั่งพระเจ้าอยู่หัว โดยไม่อายปาก ซื้อเวลาปล่อยให้พันธมิตรและประชาชนหมดแรงไปเอง
           
            (3) และ (4) อาจรวมตอบเป็นข้อเดียวกันได้ และเป็นข้อที่สำคัญที่สุด และผมขอตอกย้ำว่า เราสมควรใช้แต่วิธีอหิงสาและอารยะขัดขืน (Non Violence & Civil Disobedience) เท่านั้น โปรดอย่าใช้วิธีลอบสังหาร จับตัวไปทรมาน หรือทำร้ายลูกเมียญาติพี่น้อง เพราะวิธีดังกล่าวไม่ถูกต้อง
           
            ในวันที่ 26 สิงหาคม 2551 เป็นสงครามแตกหักครั้งสุดท้าย มุ่งทำลายการเมืองเก่าและรัฐบาลสมัครให้สิ้นซาก ผมขอเอาใจช่วยและเชิญชวนพี่น้องชาวไทยให้ออกมาสมทบกับพันธมิตรฯ อย่างมืดฟ้ามัวดิน ผมได้รับอินเทอร์เน็ตว่าพี่น้องชาวไทยในต่างประเทศก็จะพากันไปชุมนุมคู่ขนานหลายเมืองด้วยกัน พี่น้องที่เข้ากรุงเทพฯ ไม่ได้ ก็ขอให้รวบรวมกระทำเช่นกันในภูมิลำเนาของท่าน
           
            ที่สำคัญที่สุดทหารหาญของชาติถึงเวลาที่ท่านจะออกมาได้แล้ว มาร่วมกับประชาชนต่อสู้เพื่อพิทักษ์ชาติและราชบัลลังก์ เร็วๆ นี้พลเอกกิตติ รัตนฉายา อดีพแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ออกหนังสือ “คุณทหาร ขณะนี้คุณอยู่ที่ไหน และคุณเป็นใครกันแน่” เรียกร้องให้ทหารออกมาปฏิบัติตามคำปฏิญาณว่าจะยอมพลีชีวิตเพื่อชาติราชบัลลังก์เพราะปราศจากกองทัพ การต่อสู้จะยืดเยื้อบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศชาติและสถาบันไปเรื่อยๆ พลเอกกิตติสรุปสมการการต่อสู้ทางคณิตศาสตร์ไม่เปลี่ยนแปลง คือ พันธมิตรประชาชน+ผู้ถืออาวุธชนะ อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน
           
            อดีตเอกอัครราชทูตสุรพงษ์ ชัยนาม ได้เสนอบทความ 3 บทรวมกันเป็นหนังสือเล็กชื่อว่า “กองทัพกับประชาธิปไตย” ชี้ให้เห็นถึงความสามารถของกองทัพที่จะต่อสู้กับเผด็จการและสร้างสรรค์ประชาธิปไตย ด้วยวิธีการต่างๆ ตามแบบอย่างของกองทัพโปรตุเกสและตุรกี โดยไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธเข้ายึดอำนาจเสมอไป เช่น ใช้วิธีรัฐประหารโดยออกประกาศ โดยแสดงความไม่เห็นด้วยและถอนการสนับสนุนรัฐบาล เป็นต้น และเตือนว่า ผู้นำทหารไทยอย่าปล่อยให้กองทัพตกเป็นตัวประกันโดยความไม่รู้ และติดยึดกับความคิดผิดๆว่าทหารต้องป้องกันรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเสมอไป
           
            หากกองทัพคิดได้และเข้าใจว่ารัฐบาลสมัครขาดความชอบธรรมนำสถาบันกษัตริย์ไปเสี่ยง หลีกเลี่ยงกฎหมายและทำลายบ้านเมือง ยังไม่สายเกินไปที่กองทัพจะเข้าร่วมกับประชาชนด้วยวิธีต่างๆ ที่กล่าวไว้ในหนังสือ เพื่อยุติรัฐบาลนายสมัครให้เด็ดขาดเสียที
           
            การต่อสู้กับรัฐบาลด้วยวิธีอหิงสานั้นมีอยู่ถึง 198 วิธีด้วยกัน แบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆได้ 3 ประเภท คือ (1) Civil Disobedience หรืออารยะขัดขืน ไม่ฟังคำสั่งของรัฐบาลหรือผู้บังคับบัญชา เช่น การชุมนุมของพันธมิตรฯ พลเอกกฤษณ์ สีวะรา ผบ.ทบ. ไม่ยอมทำตามคำสั่งรัฐบาลให้ยิงนักศึกษา หรือผบ.ทบ.และผบ.ตร.แห่งชาติปัจจุบันไม่ยอมทำตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้ปราบปรามพันธมิตรฯ ที่ชุมนุมเป็นต้น (2) Reverse Strike หรือการสไตร์กสวนทางโดยแปรคำสั่ง หรือสร้างบริการสำรอง ทำให้คำสั่งหรือบริการของรัฐบาลใช้ไม่ได้กลายเป็นหมัน เช่น รถไฟปล่ออยให้ผู้โดยสารขึ้นฟรีทุกชั้น รถบขส. ให้ขึ้นฟรีทุกคน หรือ ASTV ต่อสู้กับทีวีของรัฐบาลเป็นต้น (3) Direct Action คือมาตรการโดยตรงเพื่อเป็นการแก้เผ็ดรัฐบาล หรือสร้างความเห็นใจและมั่นใจในหมู่ประชาชน หรือการโต้ตอบการกระทำที่ไม่เป็นธรรมของรัฐบาลในเรื่องต่างๆ เป็นต้น
           
            ผมเห็นว่า 198 วิธีนี้ เมืองไทยเรายังนำมาใช้ไม่ถึงครึ่ง และบางอย่างอาจจะไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมการเมืองไทย จึงอยากขอให้ท่านผู้อ่านช่วยกันคิดว่ายังมีวิธีใดที่จะนำมาเสริมให้พันธมิตรฯ ไปสู่ชัยชนะได้โดยง่าย ผมเห็นว่า Reverse Strike และ Direct Action โดยกลุ่มต่างๆ ที่สนับสนุนพันธมิตรฯ อยู่ เช่น พันธมิตรฯ ในแต่ละจังหวัด สหภาพรัฐวิสาหกิจทั้งหมด แพทย์อาวุโส ครูแพทย์ แพทย์ชนบท อาจารย์มหาวิทยาลัย ฯลฯ น่าจะเปิดเผยตนเองเป็นกลุ่มๆ และงัดเอาวิธีต่างๆ ที่เป็นอาวุธเฉพาะของกลุ่มออกมาใช้ และพากันออกมามากๆ ประกาศตัวให้ชัดเจน พร้อมกับอาวุธอหิงสาพิเศษของแต่ละกลุ่ม
           
            2-3 วัน มานี้ ผมแนะนำวิธี Electronic Civil Disobeience ซึ่งใช้แพร่หลายในต่างประเทศ คือการทำสงครามข่าวทางอินเทอร์เน็ต โทรสาร และโทรศัพท์ นี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะสกัดโฆษณาชวนเชื่อของระบอบทักษิณได้ผล
           
            ขอให้ประชาชนชนะ ขอให้รัฐบาลโจรจงพินาศ


    เคลื่อนทัพ "อหิงสา"เพื่อ กู้ชาติ

    "พันธมิตรฯ"เคลื่อนทัพอหิงสาบุกล้อมหน่วยราชการเช็กบิล"รบ.โจร"
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 26 สิงหาคม 2551 07:48 น.
    "พันธมิตรฯ" เคลื่อนทัพปิดล้อมสถานที่ราชการที่มีส่วนสำคัญในการฉ้อฉลทำลายชาติ เริ่มจากส่งคนสมทบหน้า"เอ็นบีที" ตามด้วยส่งปิดล้อมหน้าคมนาคม และกระทรวงคลัง ลั่นใช้ยุทธวิธีมือเปล่า-อหิงสา-ปราศจากอาวุธ เหมือนยุทธการดาวกระจายที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในอดีต เผยยุทธวิธีแบ่งกลุ่มคนขนาบข้างเพื่อข่มขวัญคู่ต่อสู้
           
           ความคืบหน้าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศรวมพลกู้ชาติครั้งใหญ่ เมื่อเวลา ประมาณ 06.45 น. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศเคลื่อนขบวนไปยังสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที โดยอหิงสา และปราศจากอาวุธ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา กลุ่มพันธมิตรฯ ดำเนินการสำเร็จลุล่วงมาได้ด้วยดี เพราะเราไปทำหน้าที่รับใช้แผ่นดิน จนเป็นที่ประจักษ์ของประชาชน ลั่นชนะแน่นอน พร้อมกำชับผู้ร่วมชุมนุมต้องฟังแต่แกนนำฯ เท่านั้น
           
           “วันนี้เราไปที่เอ็นบีที หรือไปที่ไหนก็ตาม เราไปในฐานะมิตรฯ ของหน่วยงานนั้นๆ เพราะถ้าพนักงานหยุดงานวันนี้ เราชนะแน่นอน ส่วนการต่อสู้ของกองทัพประชาชนที่ผ่านมา ไม่เคยใช้อาวุธ อย่างดีก็ปรบมือเพื่อข่มขวัญฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งเมื่อเราเจอตำรวจก็พูดดีๆ และยิ้มอย่างอ่อนหวาน ฉะนั้นกรุณาฟังรถกระจายเสียง อย่าไปฟังผู้อื่น เพราะนี่คือกองทัพประชาชน”พล.ต.จำลอง กล่าว
           
           รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลา 07.40 น. กลุ่มพันธมิตรฯ ได้เริ่มเคลื่อนขบวนไปยังสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีแล้ว ซึ่งมีการแบ่งสายกันเดินทางไปยังสถานีโทรทัศน์ดังกล่าว โดยแบ่งเป็นกลุ่มละ 500 คน เพื่อไปปฏิบัติภารกิจศักดิ์สิทธิ์ ที่สำคัญต้องเชื่อแกนนำพันธมิตรฯ ให้เป็นเอกภาพเดียวกัน
           
           นอกจากนี้กลุ่มพันธมิตรฯ ยังแบ่งผู้ชุมนุมเดินทางไปยังกระทรวงคมนาคม จำนวน 2,000 คน โดยแบ่งไปเป็น 4 ชุดๆ ละ 500 คน หลังจากนั้นได้แบ่งผู้ชุมนุมให้เดินทางไปยังสะพานชัมมรุเชฐ อีก 5,000 คน โดยแบ่งเป็นชุดๆ ละ 500 คน เพื่อเตรียมเคลื่อนขบวนไปยังกระทรวงการคลังในเวลา 08.09 น. โดยมีนายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรฯ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ และนายศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพแรงงวาน กฟผ.นำขบวนไป และมีพันธมิตรฯ อีกจำนวนหนึ่งได้ล้อมหน้าทำเนียบรัฐบาลด้านถนนพิษณุโลก
           
           ทั้งนี้ กระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคม นับเป็นหน่วยงานที่มีส่วนสำคัญในการใช้งบประมาณของประเทศอย่างฟุ่มเฟือนจนก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นตามมามากมาย ขณะนี้ สถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีนั้น มีส่วนสำคัญในการบิดเบือนข้อมูลเพื่อปกป้องรัฐบาลและโจมตีฝ่ายตรงข้าม ไปจนถึงทำลายองค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรมของประเทศ
           
           สำหรับการจัดกำลังเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ในวันนี้ ได้วางกำลังหลักอยู่ที่เชิงสะพานมัฆวานฯ หลังจากนั้นได้จัดแบ่งทัพเพื่อเคลื่อนขบวนไปกดดันรัฐบาลตามสถานที่ต่างๆ
           
           ล่าสุดเวลา 08.20 น.ได้มีการเคลื่อนขบวนออกจากสะพานชมัยมรุเชฐ ชุดแรกจำนวน 2,500 คน ส่วนมวลชนที่เดินทางไปยังกระทรวงคมนาคมได้ปิดล้อมกระทรวงไว้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังมีการแบ่งกำลังอีกส่วนหนึ่งไปปิดถนนราชดำเนินนอกบริเวณแยก จปร.เพื่อให้พื้นที่บริเวณถนนราชดำเนินนอกตั้งแต่สี่แยก จปร.มาถึงสะพานมัฆวานฯ เป็นสถานที่ชุมนุม


         
         
         
         
         
         
    August 25

    รถไฟของสมัครช่างเหมาะกับการต่อต้านครั้งนี้จัง

    โฆษก มท.โวยพันธมิตรฯ ขึ้นรถไฟฟรีไล่ รบ.-อ้างมีนายทุนหนุน
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 25 สิงหาคม 2551 19:07 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    ศุภชัย ใจสมุทร

    โฆษกมหาดไทย อ้างได้รับรายการมีกลุ่มทุนและการเมืองเบื้องหลัง ขน ปชช.มาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาล โวยพันธมิตรฯ ขึ้นรถไฟฟรี ผิดวัตถุประสงค์ โบ้ยมีกลุ่มทุนหนุนหลัง ให้เช่ารถบัส-รถตู้ มาเอง
           

           วันนี้ (25 ส.ค.) นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า กระทรวงมหาดไทย มีมาตรการรับมือการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่จะมีการระดมพลครั้งใหญ่ในวันที่ 26 ส.ค.นี้ โดยจะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของการชุมนุมให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย โดยทางกระทรวงมหาดไทย ไม่มีนโยบายเข้าไปขัดขวาง หรือสกัดกั้นการชุมนุมแต่อย่างใด ส่วน พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รมว.มหาดไทย จะเดินทางไปทำเนียบรัฐบาลเพื่อเข้าประชุมคณะรัฐมนตรีตามปกติ
           
           นายศุภชัย กล่าวยืนยันว่า ไม่มีการสั่งการให้กำนันผู้ใหญ่บ้านนำประชาชนมาชุมนุมคัดค้าน และไม่มีการนำม็อบมาชนม็อบเด็ดขาด แต่ทางกระทรวงมีหน้าที่ดูแลว่ามีประชาชนจำนวนเท่าใด มีจังหวัดใดบ้างที่เข้ามาชุมนุม โดยบางจังหวัดที่กลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุม เช่น จ.ชุมพร ก็ได้สั่งการให้ดูแลความสงบเรียบร้อยแล้ว
           
           นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้รับรายงานว่า ในหลายพื้นที่มีการเกณฑ์ประชาชนมาร่วมชุมนุม โดยมีกลุ่มทุน กลุ่มการเมือง หรือผู้สมัคร ส.ส.สอบตกของบางพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลังและทำกันเป็นขบวนการ นอกจากนี้ ยังมีการระดมคนเข้ามาหลายรูปแบบ ทั้งการเช่ารถตู้ รถบัส รถไฟ และเครื่องบิน รวมถึงจัดทำป้ายประท้วงต่างๆ
           
           “เป็นที่น่าสังเกตว่า บางกลุ่มอาจมีการขึ้นรถไฟฟรีเพื่อเดินทางเข้ามาชุมนุม ซึ่งขัดกับจุดประสงค์ของรัฐบาลที่ต้องการอุดหนุนช่วยเหลือประชาชนที่ประสบความเดือดร้อน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าประหลาดมาก ในเมื่อมีกลุ่มทุนสนับสนุนอยู่เบื้องหลังแล้วก็น่าจะไปเช่ารถตู้หรือรถบัสแทน แต่ไม่ควรจะมาเบียดเบียนประชาชนทั่วไปที่ต้องการใช้บริการรถไฟฟรี” โฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าว
           
           นอกจากนี้ นายศุภชัย กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่าพนักงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดของกระทรวงมหาดไทยจะประกาศหยุดงานแต่อย่างใด แต่ยอมรับว่า หากมีการหยุดงานจริงอาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าและน้ำประปา

     

    พปช.ประชด! พันธมิตรฯ อย่าชิงเลิกชุมนุม อยู่เป็นเพื่อนรัฐบาลนานๆ
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 25 สิงหาคม 2551 16:30 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

    ส.ส.พลังประชาชน กระแดะเชียร์พันธมิตรฯ อย่าเลิกชุมนุม อยู่เป็นเพื่อนรัฐบาล ตรวจสอบการบริหารงานแทน “ฝ่ายค้าน” เหน็บกำลังโดดเดี่ยวตัวเอง สุดท้ายจะหมดพลัง ชี้คนใต้ร่วมชุมนุมปฏิเสธ ปชป.อยู่เบื้องหลังไม่ได้
           
           วันนี้ (25 ส.ค.) นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่พันธมิตรฯ นัดเป่านกหวีดชุมนุมใหญ่วันที่ 26 ส.ค.นี้ เพื่อขับไล่รัฐบาลทั้งคณะ พร้อมประกาศไม่ออกไม่เลิกว่า เท่าที่พูดคุยกับชาวนครสวรรค์ และเพื่อนๆ อีกหลาย ต่างเห็นว่า หากพันธมิตรฯ คิดว่าสิ่งที่ทำดี หรือทำถูกต้องแล้ว ก็ขอให้ทำต่อไป ขอให้รีบทำเร็วๆ แต่กลัวว่าพันธมิตรฯ จะไม่ทำจริง ถึงวันนี้ไม่มีใครไปห้ามพันธมิตรฯ ได้ ส่วนตัวอยากขอให้พันธมิตรฯอย่าเลิกหรือหยุด อยู่ชุมนุมไปนานๆ เป็นเพื่อนรัฐบาลในการบริหารประเทศเป็นปีๆ ก็ได้ เพราะอย่างน้อยจะได้อยู่ช่วยตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลแทนพรรคฝ่ายค้านด้วย แต่จะได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนหรือไม่ ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน
           
           “เมื่อพันธมิตรฯ บอกเกลียด ไม่เอา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนเคลื่อนไหวขับไล่อย่างต่อเนื่อง แล้วตอนนี้ท่านทักษิณ ก็ออกนอกประเทศแล้ว อีกทั้งที่ผ่านมาได้ขับไล่ทั้ง คุณจักรภพ เพ็ญแข และ คุณนพดล ปัทมะ จนทุกคนลาออกไปหมดแล้ว ทำให้หมดประเด็น หมดเงื่อนไขที่อ้างแล้ว ถ้าพันธมิตรฯอยากปักหลักชุมนุมกดดันต่อไปก็ไม่มีใครไปห้ามได้ แต่อย่าทำให้มวลชนในเมืองเดือดร้อน ซึ่งจะยิ่งโดดเดี่ยวตัวเองมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ขอให้ประชาชนจับตาดูการเคลื่อนไหวต่อไป” นายสุนัย ย้ำ
           
           นายสุนัย กล่าวอีกว่า สำหรับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ในขณะนี้ หากมองให้ลึกซึ้งพันธมิตรฯเองกำลังโดดเดี่ยวตัวเองไปเรื่อยๆ แม้ใครจะมองว่าการเคลื่อนไหวนัดชุมนุมใหญ่ครั้งนี้เหมือนต้องการหาทางลง แต่คงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากแต่ละคนที่ขึ้นเวทีพันธมิตรฯต่างถูกฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทคนละหลายคดี จึงหาทางลงลำบาก โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวมวลชนในเมือง จะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน และเป็นที่ยอมรับจากประชาชน แต่วันนี้เห็นได้ชัดเจนว่า เป้าหมายของพันธมิตรฯ ได้เปลี่ยนแปลงมาตลอดแทบจะกลายเป็นการหยิบยกประเด็นโจมตีรายวัน และสุดท้ายจะทำให้หมดพลัง และหมดความชอบธรรม ส่งผลให้การเคลื่อนไหวมวลชนจำนวนมากๆ ในเมือง จึงเป็นไปได้ยากขึ้น
           
           เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่า เครือข่ายพันธมิตรฯ ในภาคใต้ ระบุเตรียมขนมวลชนจังหวัดละหมื่นคนเข้ามามาสมทบในการชุมนุมใหญ่ครั้งนี้นั้น นายสุนัย กล่าวว่า การจะขนคนจำนวนมากๆขนาดนั้นเข้ามาในเมืองเพื่อมาสมทบ คงปฏิเสธความผูกพันทางการเมืองไม่ได้ โดยเฉพาะในภาคใต้มีความชัดเจนมาก ก็จะยิ่งทำให้พรรคประชาธิปัตย์สลัดภาพเชื่อมโยงพันธมิตรฯไม่ได้ ซึ่งหากขนคนเข้ามาจริงก็อาจจะทำให้วิกฤต