sombat's profileSpace ของ sombatPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    July 29

    หนุมานประสานกาย สุดยอดสมุนไพรรับศึกหวัด 2009

    ยก ‘หนุมานประสานกาย’ แจ๋ว! นำร่องสินค้าสมุนไพรไทยสู้หวัด
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 กรกฎาคม 2552 16:17 น.
    ใบหนุมานประสานกาย
           หมอชาวบ้านคิดค้นยาจากสมุนไพรจากใบหนุมานประสานกายสำเร็จเป็นรายแรกในประเทศ ชูคุณสมบัติบรรเทาโรคหวัด ไร้ผลเคียงข้างแก่ผู้บริโภค โดยผลิตภายใต้มาตรฐานสากล หวังเป็นทางเลือกใหม่ในการรักษาโรคสำหรับชาวไทย
           
           นายเทียนชัย ศิริเสน อาจารย์พิเศษ คณะวิทยาศาสตร์ สาขาแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยรามคำแหง และผู้ผลิตยาแผนไทยชีวะโกโอสถ เผยว่า ได้ศึกษาศาสตร์การผลิตยาสมุนไพรไทยมายาวนานหลายสิบปี โดยสืบทอดภูมิปัญญาจากรุ่นพ่อ ที่ผ่านมาได้ผลิตยาแผนไทยมาแล้วหลากหลายชนิด ซึ่งหนึ่งนั้นได้นำสมุนไพร “ใบหนุมานประสานกาย” (ชื่อวิทยาศาสตร์ : Schefflera levcantha Viguier วงศ์ : Araliaceae) หรือชื่อจีนว่า “ชิดฮะลั้ง” ซึ่งเป็นพืชที่เกิดตามป่าดงดิบ มีสรรพคุณช่วยบรรเทาโรคหวัด ลดอาการไอ และเจ็บคอได้อย่างดี มาพัฒนาเป็นสูตรยาสมุนไพรสำเร็จรายแรกในประเทศไทย โดยผลิตภายใต้มาตรฐาน GMP

    นายเทียนชัย ศิริเสน
           ทั้งนี้ ส่วนผสมของสูตรยาทั้งหมดมาจากธรรมชาติ 100% นอกจากใบหนุมานประสานกายแล้ว ยังประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิด เช่น ชะเอมเทศ หญ้าเกร็ดหอม ลูกมะแว้ง เป็นต้น จากการทดสอบกลุ่มตัวอย่าง ตัวยามีคุณสมบัติช่วยบรรเทาโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจได้ดี ไม่ว่าจะเป็นหวัด เจ็บคอ ไอ ฯลฯ เห็นผลภายใน 2-3 วัน และที่สำคัญไม่เป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค โดยผ่านการพิสูจน์ตำรับยาจากองค์การอาหารและยา (อย.) แล้ว
           
           นายเทียนชัย อธิบายต่อว่า คนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยสมุนไพรบรรเทาโรคหวัดแค่ไม่กี่ชนิด เช่น ฟ้าทะลายโจร กระเทียม ขิง เป็นต้น แต่ในความเป็นจริงยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดที่มีคุณสมบัติดีเช่นกัน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการนำมาปรับสูตรให้เหมาะสม เพื่อป้องกันผลข้างเคียง อย่างกรณีหนุมานประสานกาย หากไม่มีการปรับสูตรเลย เมื่อรับประทานติดต่อกันนานจะมีผลข้างเคียงทำให้หัวใจเต้นเร็ว ดังนั้น ในการทำยาสมุนไพรชนิดนี้ ตั้งแต่สกัด สูตรส่วนผสม และผลิต จึงทำภายใต้มาตรฐานสากล ช่วยให้ได้ยาที่มีคุณสมบัติบรรเทาโรคหวัดได้ดี อีกทั้งรับประทานติดต่อกันได้ โดยไม่มีผลข้างเคียงแก่ผู้บริโภค
           
           อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา สมุนไพรหนุมานประสานกายยังไม่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายนัก เนื่องจากมีอุปสรรคที่ปลูกยาก จะเติบได้ดีเฉพาะในพื้นที่ดินอุดมสมบูรณ์และอากาศเหมาะสม อีกทั้ง เติบโตช้า ใช้เวลาปลูก 7-8 เดือนกว่าจะเก็บมาใช้งานได้ ทำให้ราคาค่อนข้างสูง ซื้อขายกันที่กิโลกรัมละ 200-300 บาท ซึ่งหนึ่งกิโลกรัมเมื่อสกัดแล้วจะเหลือวัตถุดิบทำตัวยาได้เพียง 10% เท่านั้น

    ตัวยาสมุนไพรที่สกัดจากสมุนไพรหนุมานประสานกาย
           นายเทียนชัย ระบุว่า อยากให้สมุนไพรชนิดนี้ เป็นที่แพร่หลายรู้จักกันในวงกว้าง เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการช่วยแก้ปัญหาโรคหวัดของคนไทย และทดแทนการนำเข้ายาต่างประเทศ ซึ่งแต่ละปีไทยเสียดุลการค้าหลายหมื่นล้านบาท เบื้องต้นจึงนำร่องวางขายยาสมุนไพรนี้ ที่กลุ่มผู้ผลิตสินค้าสมุนไพรชีวะโกโอสถ จ.ปทุมธานี โดยรับออเดอร์ที่โทร. 0-2599-4079 นอกจากนั้น จากที่กลุ่มเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการชุมชนที่ขึ้นทะเบียนกับศูนย์พัฒนายาไทยและสมุนไพร กรมการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข จึงได้รับสนับสนุนการตลาดให้นำสินค้าไปวางขายที่หน้าร้าน H.C. Herb Club ที่เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ อีกทั้ง ในอนาคตอันใกล้ กำลังปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ และเสริมการตลาด เพื่อจะเผยแพร่สมุนไพรตัวนี้ให้คนไทยได้รู้จักมากขึ้น ส่วนด้านวัตถุดิบนั้น ขณะนี้นำมาจากพื้นที่ใน จ.กาญจนบุรี ส่วนอนาคตหากตลาดต้องการมากขึ้น เตรียมจะหาพื้นที่ปลูกเองในลักษณะไร่สมุนไพรออร์แกนิค

    ทั้งจีนและอินเดียต้องทำงานหนักเพื่อกอบกู้เศรษฐกิจโลก

    "จีน-อินเดีย"กู้ศก.โลก...ไม่ง่าย ถ้าคู่ค้าสำคัญ...ยังซึมยาว
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 กรกฎาคม 2552 11:33 น.


    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น



    ต้องถือว่าตอนนี้ สายตาของคนทั่วโลกกำลังจับตาไปที่ 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ของเอเชียอย่าง ประเทศจีน เเละประเทศอินเดีย จะเป็นผู้นำสำคัญที่จะนำพาเศรษฐกิจโลกผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ เเต่สิ่งที่หลายคนกำลังคิดอยู่ในใจว่า...ถึงแม้ทั้งสองประเทศนี้จะฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวเเล้วก็จริง เเต่ประเทศคู่ค้าสำคัญของจีนกับอินเดีย ยังต้องเจอกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอยู่ ด้วยเหตุผลข้อนี้ทำให้ใครหลายคนยังมองไม่เห็นว่า ทั้งสองประเทศจะนำพาเศรษฐกิจโลกให้ก้าวต่อไปเช่นไร
           
           ดังนั้น เราลองมาดูมุมมองของนักวิเคราะห์ของนานาประเทศเเละหลากหลายสถาบัน ว่าเขามีมุมมองต่อเศรษฐกิจประเทศจีน เเละประเทศอินเดีย อย่างไรกันบ้าง
           
           จริงหรือที่จีน-อินเดียจะช่วยโลกให้พ้นวิกฤติ?
           เชล โฟแกง
    นักวิเคราะห์กิจการระหว่างประเทศในกรุงปารีสของฝรั่งเศส ออกมาระบุว่า ถึงแม้จีนจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลกรองจากสหรัฐฯ และญี่ปุ่น และมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจถึงร้อยละ 7.9 ในช่วงไตรมาสที่สองของปีนี้ ขณะที่อินเดียก็มีเศรษฐกิจขยายตัวถึงร้อยละ 5.8 ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ แต่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศ เป็นเพียงแค่การส่งสัญญาณเชิงบวกท่ามกลางภาวะมืดมนของเศรษฐกิจโลกในเวลานี้ และคงจะมีผลด้านจิตวิทยาในการช่วยเรียกความเชื่อมั่นในตลาดได้บ้างเท่านั้น แต่คงไม่อาจช่วยโลกให้หลุดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจระลอกนี้ไปได้ และทั้ง 2 ชาติเองก็ยังคงต้องรอการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วก่อนเช่นกัน
           
           ขณะที่ เอริก ชาเนย์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกลุ่มบริษัทประกันภัยแอ็กซ่า ของฝรั่งเศส มองว่า ลำพังแต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วของทั้งจีนและอินเดียนั้น ยังไม่เพียงพอที่จะฉุดเศรษฐกิจโลกให้หลุดพ้นจากภาวะถดถอยในขณะนี้ได้ เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของจีนและอินเดียยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งการเจริญเติบโตของทั้ง 2 ประเทศ ได้ช่วยผลักดันให้เกิดความต้องการวัตถุดิบและสินค้าอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการผลิตมากขึ้น
           
           ด้าน ศาสตราจารย์อาวุโส เอสวาร์ ปราสาด นักวิเคราะห์เศรษฐกิจประจำมหาวิทยาลัยคอร์เนล และเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ก็ออกมาระบุเช่นกันว่า เขาไม่เชื่อว่าจีนและอินเดียจะสามารถผลักดันเศรษฐกิจโลกให้ฟื้นตัวได้ ซึ่งการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนและอินเดียน่าจะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจโลกในทางอ้อมเท่านั้น จากปริมาณความต้องการสินค้าของตลาดในประเทศ และการช่วยสร้างความรู้สึกเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจโลกกำลังจะฟื้นตัว
           
           นอกจากนั้นในระยะยาวแม้อิทธิพลทางเศรษฐกิจของ 2 ประเทศจะยังคงเพิ่มขึ้นอยู่ต่อไป แต่ในขณะนี้จีนและอินเดียจะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะแรงกดดันจากประเทศต่างๆ ที่ต้องการให้ชาติเศรษฐกิจเฟื่องฟูใหม่ทั้งสองเปลี่ยนรูปแบบทางเศรษฐกิจของตัวเองที่เคยแต่เน้นการสร้างรายได้จากการส่งออกเป็นหลัก
           
           ริชาร์ด เฮิร์ด นักวิเคราะห์จากสำนักงานเลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) ในกรุงปารีส ให้ความเห็นว่า ในความเป็นจริงแล้ว จีนมีส่วนร่วมในการช่วยกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวของการผลิตสินค้าต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจโลกค่อนข้างน้อย เนื่องจากจีนเป็นชาติที่เน้นการส่งสินค้าของตนออกสู่ตลาดโลกเป็นหลัก ไม่ใช่ชาติที่เน้นการนำเข้า และที่ผ่านมายังพบว่าจีนมีปริมาณการนำเข้าสินค้าจากประเทศต่างๆไม่สูงนัก เนื่องจากจีนมีศักยภาพที่จะพึ่งพาตนเองได้ในการผลิตสินค้าหลายชนิด จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะสรุปว่าพลังทางเศรษฐกิจของจีนจะช่วยโลกให้หลุดพ้นจากภาวะถดถอยครั้งนี้
           
           โดยก่อนหน้านี้ก็เคยมีเสียงวิจารณ์ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ระบุว่าเศรษฐกิจของจีนอยู่ในภาวะอันตรายและสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง เนื่องจากพึ่งพารายได้จากการส่งสินค้าออกจำนวนมหาศาลเป็นหลักในการสร้างความเติบโตแบบก้าวกระโดดให้กับเศรษฐกิจของตน ซึ่งแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจโลกเสียสมดุลอย่างร้ายแรงอีกด้วย
           
           อย่างไรก็ดีประเทศจีนกับอินเดียก็ยังมีข่าวดีๆเซอร์ไพร์สได้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การบริโภคภายในประเทศ หรือเเม้กระทั้งดำเนินนโบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ผลเร็วกว่าประเทศอื่นๆ เเละเรื่องที่เซอร์ไพร์ส อีกเรื่องหนึ่งคือ....
           
           มังกรกำลังเป็นจ้าวตลาดทองคำ
           Marcus Grubb
    กรรมการผู้จัดการใหญ่แห่งสภาทองคำโลก ระบุว่าอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจจีนไตรมาสสองกระเตื้องขึ้นร้อยละ 7.9 ส่งให้จีนเป็นชาติเศรษฐกิจใหญ่ชาติแรกที่กำลังหลุดพ้นจากภาวะถดถอย ด้านความต้องการในตลาดเพชรพลอยจีนขยายตัวดีมาตั้งแต่ไตรมาสแรก และความต้องการทองคำก็ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความต้องการด้านนี้ของอินเดียกลับซบเซาลง โดยการซื้อขายทองคำของแดนภารตะตกลงร้อยละ 54 ในช่วง 6 เดือนที่สิ้นสุดในเดือนมิถุนายนนี้ เนื่องจากค่าเงินรูปีที่อ่อนลงดันค่าใช้จ่ายในการครอบครองทองคำแท่งสูงขึ้น จนหั่นความต้องการจากกลุ่มผู้ค้าเพชรพลอย ทั้งนี้ จากข้อมูลสมาคมทองคำแท่งแห่งบอมเบย์
           
           โดยโห่ว ฮุ่ยหมิ่น รองประธานสมาคมทองคำแห่งประเทศจีน กล่าวไว้ว่า มีความเป็นไปได้ว่าจีนจะขึ้นมาแทนที่อินเดีย เป็นผู้บริโภคทองคำรายใหญ่สุดของโลกในปีนี้
           

           ทั้งนี้ตัวเลขจากสภาทองคำยังระบุว่าขณะนี้การบริโภคทองในอินเดียไตรมาสแรกตกลงร้อยละ 83 เท่ากับ 17.7 ตัน จาก 107.2 ตันในปีก่อนหน้า ขณะที่การซื้อขายทองคำในจีนขยับขึ้นร้อยละ 1.8 เท่ากับ 105.2 ตัน จากเดิม 103.3 ตัน ความต้องการทองคำในจีนรวมทั้งสิ้นนั้น มากกว่าในอินเดียในช่วงไตรมาสแรก ถึง 6 เท่าตัว นอกจากนี้ ในช่วงหกเดือนแรกที่สิ้นสุดเมื่อเดือนมิถุนายน การนำเข้าทองคำมายังอินเดีย ลดลงเหลือเพียง 63.8 ตัน จาก 139 ตันเมื่อปีก่อนหน้า สมาคมทองคำแท่งแห่งบอมเบย์ชี้ว่าการนำเข้าจะยิ่งลดลงไปกว่านี้เนื่องจากรัฐบาลเพิ่มภาษีนำเข้า
           
           อย่างไรก็ตาม อินเดียตอบสนองความต้องการทั้งหมดจากการนำเข้า ซึ่งรวมทั้งการนำเข้าจากช่องทางที่ไม่เป็นทางการ และไม่ได้รวมอยู่ในข้อมูลตัวเลขทางการ Mukul Sonawale คู่หุ้นส่วนของ Narrondass Manordass Co. และอดีตประธานสมาคมทองคำแท่งบอมเบย์ชี้ และยังบอกว่า จีนอาจกลายเป็นผู้บริโภคทองคำรายใหญ่สุดของโลกเพียงในกระดาษ ตัวเลขการนำเข้าของทางการดูหลอกๆเนื่องจากมิได้ติดตามการนำเข้าทั้งหมด ขณะที่อินเดียขึ้นภาษีนำเข้าทองคำเป็นสองเท่า และช่องทางนำเข้าที่ไม่เป็นทางการก็มีแนวโน้มขยายตัว
           

           ต้องถือว่าประเทศจีนจัดเป็นผู้ผลิตทองคำรายใหญ่สุดของโลก ได้ขยายทุนสำรองทองคำร้อยละ 76 เท่ากับ 1,054 ตัน นับจากปี 2546 และเป็นประเทศที่ถือครองทองคำมากเป็นอันดับ 5 ของโลก ทั้งนี้จากการเปิดเผยเมื่อเดือนเมษายนโดยนาง หู เสี่ยวเลี่ยน หัวหน้าสำนักงานปริวรรตเงินตราต่างประเทศจีน
           
           จีน-อินเดียในสายตาผู้จัดการกองทุน
           ดร.พิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) มองว่า เศรษฐกิจไตรมาสแรกของประเทศอินเดีย นั้นเติบโตร้อยละ 5.8 ขยายตัวเป็นบวกสวนกระแสเศรษฐกิจหดตัวของประเทศทั่วโลก มีการดำเนินนโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลายจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายซึ่งสนับสนุนเศรษฐกิจ การเมืองในประเทศมีเสถียรภาพจากผลการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาที่พรรคคองเกรสและพันธมิตรได้รับเสียงข้างมากในสภาและมีคะแนนมากกว่าการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่ยังคงดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจที่เอื้อประโยชน์ต่อนักลงทุน และมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการลงทุนในประเทศ และรัฐบาลคาดว่าเศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้าจะเติบโตร้อยละ 6
           
           ขณะที่ประเทศจีน เอง มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเข้มแข็ง ได้แก่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 586 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่มุ่งเน้นอุปสงค์ภายในประเทศคือการบริโภคและการลงทุนเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เศรษฐกิจจีนเติบโตได้ แม้การส่งออกจะหดตัวจากภาวะเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ จีนยังมีมาตรการกระตุ้นการบริโภคเพิ่มเติมต่อเนื่อง ได้แก่ การให้เงินอุดหนุนภาคครัวเรือนในการซื้อรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการบริโภคในประเทศขยายตัว มาตรการการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภค เช่น การสร้างรถไฟ ถนน ช่วยให้การลงทุนสินทรัพย์ถาวรขยายตัวในเกณฑ์สูง มาตรการการเงินที่ผ่อนคลายโดยอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง และการขยายเพดานวงเงินกู้ยืมทำให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ขยายตัวร้อยละ 29.7 นอกจากนี้รัฐบาลจีนตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ที่ร้อยละ 8
    July 28

    แรงบันดาลใจในถ้วยชา

    แรงบันดาลใจในถ้วยชา

    “ครั้งแรกที่คุณดื่มน้ำชาร่วมกับชาวบัลติ คุณคือคนแปลกหน้า ครั้งที่สองที่ดื่มน้ำชาร่วมกันคุณเป็นแขกผู้มีเกียรติ ครั้งที่สามเมื่อดื่มน้ำชาร่วมกัน คุณจะกลายเป็นษมาชิกในครอบครัว และ สำหรับครอบครัวเรา เราพร้อมที่จะทำทุกอย่างแม้กระทั่งตาย” 


                 

     

                 หากเป็นคนๆหนึ่ง  เพื่อนผู้ใกล้ชิดกับผมที่สุดวันนี้เป็นคนที่รูปร่างใหญ่โต หนา และ อวบ

     

                 ผมใช้เวลาทำความรู้จักกับเขาแค่คำไม่กี่คำ

     

                “ชาถ้วยแรกที่ดื่ม...
     คุณคือคนแปลกหน้า
      ชาถ้วยที่สอง...
      คุณคือแขก
      ชาถ้วยที่สาม...
     คุณคือครอบครัว และ เราตายแทนกันได้”

     

                  ถ้อยคำเพียงเท่านี้จริงๆที่ผมก็ไม่ลังเลที่จะคบหากับเขาแรกที่ได้เห็น

     

                 หลังจากนั้นผมค่อยๆทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่และรักเขามากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปแม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกดูน่าเกรงขามใหญ่โตชวนให้มองข้ามไม่น่าคบหาเท่าไหร่นัก

     

                 หนังสือเล่มโตเล่มใหม่ที่ฉวยมาจากชั้นวางหนังสือในห้างไม่ทำให้ผมผิดหวังกับค่าเงินที่จ่ายไปเลย

     

                  เรื่องราวในหนังสือพูดถึงประสบการณ์ชีวิตจริงของนักปีนเขาอเมริกันคนหนึ่งที่ใฝ่ฝันจะปีนขึ้นไปบนยอดภูเขาสูงแห่งหนึ่งของโลกซึ่งตั้งอยู่ในปากีสถานแต่ก็ล้มเหลวเกือบเอาชีวิตไม่รอดแถมพลัดหลงเข้าไปในหมู่บ้านที่ไม่เคยมีอยู่ในแผนที่โลก

     

                จากนั้นก็เขาพบกับมิตรภาพของหมู่คนที่โลกลืมกลุ่มนี้  ซาบซึ้งกับวิถีชีวิตของคนบนพื้นดินสูงที่คล้ายไม่มีอะไรเลยแต่กลับเป็นครูสอนชีวิตให้เขาได้หลายอย่าง  ได้เห็นความยากลำบากของเด็กๆที่คุกเข่าเรียนบนพื้นหินกระด้าง หนาวเหน็บ  กระทั่งเขาสัญญาว่าจะ สร้างโรงเรียนในพวกเด็กๆที่หมู่บ้านแห่งนี้ให้ได้

     

                 ทว่า การสร้างโรงเรียนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย   เขามีอุปสรรคปัญหามากมายทั้งส่วนตัว ตกงาน แฟนทิ้ง และ เงินทุนที่จะไปสร้างโรงเรียน แต่สิ่งเดียวที่เขาเหลืออยู่คือ “ใจ” ก็นำพาให้เขาก้าวผ่านปัญหามาทีละขั้นๆ...

     

                 ผมยังอ่านไม่จบหรอก! หลังจากติดละครพระจันทร์สีรุ้งก็ดูไปอ่านไป การอ่านของผมก็แทบจะนับหน้าได้  แต่ละครจบแล้วเมื่อวันพุธที่ผ่านมาผมก็ตั้งหน้าตั้งตาตะลุยอ่านได้กว่าค่อนเล่มแล้ว

     

                จริงๆการอ่านหนังสือของผมนับว่าช้ามาก เนื่องเพราะชอบที่จะละเมียดละมัยกับตัวหนังสือ คำบรรยาย ฉากต่างๆ และชอบคิดวกกลับมาหาชีวิตของตนเองในปัจจุบัน

     

                หลายปีมานี้ผมชอบดื่มชามาก ทุกๆเช้าเมื่อถึงที่ทำงานสิ่งแรกที่ผมทำคือมองหาถ้วยเซรามิกใส่เม็ดชาลงไปเติมน้ำร้อนแล้วยกขึ้นมาอังที่จมูกเพื่อสูดกลิ่นชาที่ถูกน้ำร้อนคลี่ใบออกมาแล้ว

     

                  ชาที่ชอบมักเป็นชามะลิที่คัดเอาใบอ่อนมาม้วนขดเป็นก้อนกลมขนาดเท่าเมล็ดมะละกอสุก ซึ่งล่าสุดน้องรักผมหอบหิ้วเอามาจากปักกิ่งมาให้อีกกล่องหนึ่ง ก่อนหน้านั้นเป็นชาจากสิงคโปร์ก้อนเท่าผลพุทราที่น้องสาวที่น่ารักอีกคนซื้อมาฝาก

     

                 กลิ่นของมะลิและรสชาติขมเฝื่อนๆทำให้หลงไหล ขณะจิบมันให้ความรู้สึกที่โล่งและทำให้ผมสามารถอ้อยอิ่งมีเวลาคิดเรื่องอื่นนอกจากงานได้บ้าง...ที่สำคัญ  หลายครั้งมันทำให้ผมมีแรงบันดาลใจ...เป็นแรงบันดาลใจจากถ้วยชา

     

                 หนังสือเล่มโตที่ผมกำลังอ่านก็มีหลายคราที่พูดถึงชา และ ถ้วยชา  ซึ่งเกี่ยวพันกับขนบธรรมเนียมประเพณีรวมถึงความเชื่อ กระทั่งปรัชญาชีวิตของคนท้องถิ่น    ผมคิดว่านี่คงที่มาของคนเขียนที่หลงใหลและซาบซึ้งกับชาจนนำมาเป็นชื่อเรื่องที่เห็น “Three Cups of tea”

     

                เมื่อคืนตอนที่นั่งอ่านอยู่หลังบ้าน แม้จะบริจาคเลือดในยุงไปพอสมควรแต่อรรถรสของการอ่านของผมก็ไม่ได้ลดน้อยมิหนำซ้ำเหมือนผมกำลังนั่งดื่มดำกับชาไปกับเขาด้วย

     

                ผมอ่านถึงตอนที่...

     

                นักปีนเขาชาวอเมริกันกำลังคุมการก่อสร้างโรงเรียนที่เขาวาดหวังเอาไว้สูงว่าจะทำให้เสร็จโดยเร็ว ท่ามกลางชาวบ้านที่มาช่วยกันก่อสร้างด้วยใจและความยินดี   แต่ความแตกต่างกันของวัฒนธรรม  เขามุ่งมั่นและเข้มงวดจนกลายเป็นความเคร่งเครียดโดยที่เขาไม่รู้ตัวและชาวบ้านก็เริ่มเกรงและเกร็งในตัวเขาคล้ายกับคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน บรรยากาศที่ดีกลายเป็นความตึงเครียด สายใยแห่งมิตรภาพพร้อมจะขาดผึงได้

     

                ทุกอย่างกำลังจะกลับด้านกันเพราะ ด้วยความเชื่อในแบบคนอเมริกันของเขาแท้ๆว่า ว่าจะต้องทำอะไรที่เร่งและรุนแรงจึงจะได้ผลตามที่ต้องการ ส่วนชาวบ้านที่มาทำก่อสร้างมีงานและวิถีชีวิตที่ไม่ได้เร่งร้อนอะไร พวกเขารอได้ที่จะค่อยๆทำแม้จะเป็นโรงเรียนแห่งแรกสำหรับลูกหลานที่พวกเขาฝันถึงมาตลอดชีวิตก็ตาม

     

                คนอเมริกันตัดสินใจแทนผู้อื่นต้องทำทันที และ รุนแรง  เหมือนกรณีที่อเมริกาตัดสินบุกอิรัก  เหมือนที่เคยบุกเข้าไปถล่มตอลิบันในอัฟกานิสถาน โดยไม่คำนึงถึงคนและวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นที่อยู่มานาน

     

                เมื่อชาวบ้านชาวเขาไม่ใช่อเมริกัน ...ผู้ใหญ่บ้านเห็นท่าไม่ดี บ่ายวันหนึ่งเขาออกอุบายลวงตัวอดีตนักปีนเขาที่เขารักเหมือนลูกชายผละออกจากงานที่เขาคุมอยู่ ออกเดินเล่นขึ้นไปบนเขาจนไกลพอที่จะทำให้นักปีนเขารู้สึกงุ่นง่านกระวนกระวายใจเพราะเสียดายเวลาที่ไม่ได้คุมงานก่อสร้างที่กำลังรีบทำ

     

                ผู้นำหมู่บ้านโลกลืมเมื่อได้โอกาสจึงหยุดแล้วให้หนุ่มอเมริกันมองไปรอบๆตัวซึ่งส่วนใหญ่เป็นภูเขา

     

                “ภูเขาเหล่านี้อยู่มานานแล้ว”  ชายชราบอก “เช่นเดียวกับเรา”

     

               “คุณบอกให้ภูเขาว่าจะต้องทำอะไร..ไม่ได้”  “คุณจะต้องเรียนรู้จากภูเขาบ้าง”  ผู้นำของหมู่บ้านบอกอีก คราวนี้หนุ่มนักปีนเขาเริ่มได้ข้อคิด

     

                จากนั้นเขาก็พาหนุ่มอเมริกันที่ยังไม่หายคิดถึงเรื่องงานที่จะเร่งรีบทำกลับมาบ้านให้แม่บ้านชงชาแล้วก็ปล่อยให้นักปีนเขารออย่างกระสับกระส่ายต่อไป

     

                เมื่อชาร้อนๆมาอยู่ในมือของทั้งสองคน ผู้ใหญ่บ้านวัยชราจึงเปิดปาดพูดต่อ “หากคุณคิดจะอยู่เย็นเป็นสุขที่นี่ คุณต้องให้ความเคารพวิถีทางของเรา”  เขาพูดพลางเป่าชาในชาม

     

                “ครั้งแรกที่คุณดื่มน้ำชาร่วมกับชาวบัลติ คุณคือคนแปลกหน้า ครั้งที่สองที่ดื่มน้ำชาร่วมกันคุณเป็นแขกผู้มีเกียรติ ครั้งที่สามเมื่อดื่มน้ำชาร่วมกัน คุณจะกลายเป็นษมาชิกในครอบครัว และ สำหรับครอบครัวเรา เราพร้อมที่จะทำทุกอย่างแม้กระทั่งตาย”  ชายชราพูดและเอามือกุมมือชาวอเมริกันไว้อย่างอบอุ่น

     

                “หมอเกร็ก คุณต้องหาเวลาดื่มน้ำชาร่วมกับคนอื่นสามครั้ง เราอาจจะไม่มีการศึกษา แต่เราไม่โง่ เราอยู่ที่นี่และมีชีวิตรอดมาเนิ่นนานแล้ว”

     

                ...ผมปิดหนังสือเพราะเห็นว่าดึกมากแล้ว...และอีกอย่างก็รู้สึกคล้ายดื่มชาในค่ำวันนี้เพียงพอแล้ว รุ่งเช้าของพรุ่งนี้ยังมีเวลาให้ผมชงชา ดื่มชาได้อีก

     

                ...และ ขณะนี้ที่เขียน ผมก็มีถ้วยชาอยู่ข้างๆ แต่ได้โปรดอย่าถามว่า ผมกำลังดื่มกับใคร และ กี่ครั้งแล้ว..:)

     


    เรื่องที่อยากและลืมเรื่อยมา: บันทึกการท่องอเวจีของลูกชายและลูกสาว

    เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2527 ในช่วงที่พักอยู่ที่บ้านที่โคราช พอตกกลางคืน จะได้ยินลูกสาวและลูกชายคนโตที่นอนอยู่บนบ้านชั้นบนร้องลั่นทุกเย็น ๆ แบบคนตกใจกลัวเอามาก ๆ เป็นเวลาหลายคืนติดต่อกัน แม้จะเป็นเวลาดึกดื่นก็ตามที แรก ๆ ก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายวัน เด็กทั้งสองซึ่งขณะนั้นอายุเจ็ดปีและหกปีตามลำดับ ก็ยังร้องไห้เสียงหลงและร้องลั่นบ้าน ก็คิดว่า อย่างไรเสีย ก็แสดงว่าลูก ๆ ทั้งสองต้องโดนผีเล่นงานแน่ จึงได้ขึ้นไปนอนด้วยตั้งแต่หัวค่ำ วันไหนขึ้นไปนอนด้วย จะไม่มีเสียงร้องจากพวกเด็กทั้งสอง แต่วันไหนไม่ได้ขึ้นไปนอนด้วย พวกเขาก็จะต้องตกใจกลัว ร้องลั่นบ้านพร้อม ๆ กัน ต้องขึ้นไปปลอบใจว่า "ไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องกลัว" พวกเขาก็บอกว่าพวกเขากลัวมาก ๆ "พ่อต้องนอนด้วย พวกเขาถึงจะหลับได้" วันหนึ่ง ไม่ได้ขึ้นไปนอนด้วยและพวกเขาก็ตื่นตกใจมาร้องไห้ลั่นบ้าน ด้วยความคิดที่ว่าจะต้องมีเรื่อง "ผี"เข้ามาเกี่ยวข้องแน่ ก็เลย แยกพวกเขาออกไปคุยทีละคน ซึ่งสองคนเล่าเรื่องที่โดยสรุปแล้ว คล้าย ๆ กัน คือ
       พอพวกเขากำลังจะหลับ ก็จะมีคนมาพาพวกเขาเดินไปในที่ที่พวกเราผู้ใหญ่เข้าใจว่าคือ "นรก"หรือ "อเวจี" สองคนพี่น้องจะต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน โดยที่พวกเขาไม่อยากไป คน ๆ นั้นก็จะพาพวกเขา ถ้าไม่ยอม ก็จะดึงถูลู่ถูกังไป ก่อนที่จะเข้าไปในพื้นที่ "นรก" นั้นคนนำทางจะเอาตั๋วหรือใบผ่านให้กับคนที่เฝ้าประตู ใบผ่านนี้มีขนาดเล็ก ๆ ขนาดนิ้วมือหรือไผ่เผ บนใบผ่านนี้จะมีชื่อของแต่ละคน พร้อมคำอธิบาย เมื่อยามเห็นใบผ่าน ก็จะให้ผ่านเข้าไป (ดูลักษณะใบผ่านข้างล่าง) พอผ่านประตูเข้าไปข้างใน พวกเขาจะมองเห็นคนเป็นแสน ๆ (ตามประสาเด็กที่ยังนับเลขไม่เก่ง) อยู่ข้างใน อยู่เป็นห้อง ๆ ละสี่หมื่น สามหมื่น เป็นแสน พวกนี้อยู่ในกะทะทองแดง/อเวจีที่มีไฟลุกท่วมตัว พวกเหล่านี้ร้องลั่นโหนหวนสุดเสียงอยู่ตลอดเวลา ทำให้พวกเด็กทั้งกลัวมาก พอไปถึงจุดเหล่านี้ พวกเด็กทั้งสองจะพากันร้องด้วยความตกใจกลัว (ดูภาพที่แต่ละคนเขียนขึ้นมาโดยไม่ได้ลอกกันประกอบ) พอเห็นพวกเขากลัวและร้อง คนพาไปก็จะบังคับให้พวกเขาอยู่ตรงนั้นให้นานที่สุด แล้วจึงพาออกมา แล้วยังขู่อีกว่าจะพาเข้าไปอีกเรื่อย ๆ
     
      เมือแสดงให้เห็นสิ่งที่พวกเขาได้ไปพบเห็น ผมจึงให้พวกเขาวาดภาพที่พวกเขาไปพบมา ปรากฎว่าโดยรวมมีสภาพเหมือนกัน และในใบผ่านนั้น เป็นอักขระโบราณที่พวกลูกทั้งสองแม้จะยังเขียนไม่เก๋ง ก็เขียนรูปแบบและรูปร่างได้คล้ายกันมาก
        นับว่าเป็นเรื่องที่ประหลาดที่เกิดขึ้นกับเด็กทั้งสองคนนี้ คือ ฝันเรื่องเดียวกันพร้อม ๆ กัน ในฝันก็ทำหรือไปพบเรื่องเดียวกัน คือ เรื่องนรกหรืออเวจีที่มีผู้คนอยู่อย่างทรมานเป็นหมืนเป็นแสนคน (ซึ่งถ้าเป็นความเข้าใจของผู้ใหญ่อย่างเราก็คง "เป็นล้าน ๆ คน" นั่นแหละ
     
    (เสียดาย ภาพอาจจะไม่ชัดเจนนัก แต่ตัวต้นฉบับยังเก็บไว้อยู่นะครับ)

    สุรยิคราสเมื่อ 22 ก.ค. 52

    ยล "สุริยคราส" เหนือฟากฟ้าแดนมังกร ดูภาพชุดจาก Manager Multimedia
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 กรกฎาคม 2552 15:24 น.

            ภาพปรากฎการณ์แหวนเพชร ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อลำแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ลอดผ่านหลุมอุกาบาตบนดวงจันทร์ ก่อนและหลังการบังมืดหมดดวงประมาณ 10 วินาที ถูกถ่ายเหนือท้องฟ้านครฉงชิ่ง
           ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามสำหรับปรากฏการณ์สุริยุปราคาในวันที่ 22 ก.ค. ที่เงามืดบดบังดวงอาทิตย์กินระยะเวลานานถึง 6 นาที นับเป็นระยะเวลายาวนานสุดในรอบศตวรรษ ซึ่งใครพลาดโอกาสชมก็นับเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะปรากฏการณ์สุริยคราสที่ยาวนานเช่นนี้จะเกิดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2675 หรืออีก 123 ปีข้างหน้าเลยทีเดียว
           
           สำหรับประเทศไทยนั้น ปรากฏให้เห็น “สุริยุปราคาบางส่วน” โดยเริ่มต้นในช่วงเช้าประมาณ 07.00 น. และสิ้นสุดปรากฏการณ์ในช่วงเวลาประมาณ 09.00 น. แต่ประชาชนที่ต้องการสัมผัสกับปรากฏการณ์ธรรมชาติที่หาดูได้ยากนี้บางส่วนตัดสินใจเก็บกระเป๋าบินลัดฟ้าไปชมที่จีน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดชม “สุริยุปราคาเต็มดวง” ที่เห็นชัดที่สุด นอกจากอินเดียและญี่ปุ่น
           
            สำนักข่าวซีซีทีวีรายงานว่า ประชาชนนับล้านแห่แหนกันไปชมปรากฏการณ์ดังกล่าวทางฟากตะวันตกเฉียงใต้และตะวันออกของประเทศจีน อย่างไรก็ตาม ผู้ชมในบางพื้นที่พบอุปสรรคในการชมบ้างจากเมฆฝนที่หนาทึบ อย่างนครเซี่ยงไฮ้ที่เป็นอีกจุดหนึ่งที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปปักหลักชมปรากฏการณ์ครั้งนี้ ก็เผชิญกับเมฆฝนบดบังช่วงที่เกิดปรากฏการณ์ แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงความมืดที่เกิดจากการที่ดวงจันทร์เคลื่อนตัวบดบังดวงอาทิตย์
           
            “มันเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์มาก ที่ในชั่วพริบตากลางวันก็กลายเป็นกลางคืน...ฉันรู้สึกอย่างกับไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง” เฉิน หง ซีอีโอจากบริษัทไบโอเทคแห่งหนึ่งที่เฝ้าสังเกตการณ์ปรากฏการณ์ดังกล่าวให้สัมภาษณ์อย่างตื่นเต้น - ASTVผู้จัดการออนไลน์


         
    พระจันทร์ค่อยๆ โคจรผ่านกลางระหว่างดวงอาทิตย์และโลก ท่ามกลางเมฆที่หนาทึบในเมืองหลันโจว มณฑลกันซู่ ทางตอนเหนือของจีน สุริยคราสเต็มดวงเหนือฟ้านครฉงชิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน สุริยคราสเต็มดวงในเมืองฉงชิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน
         
    ภาพสุริยุปราคาที่ถ่ายจากเครื่องบินโดยสารลำหนึ่ง ซึ่งบินจากเมืองลาซาของทิเบตไปยังเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน อีกภาพหนึ่งที่จับภาพได้จากเครื่องบินบินจากลาซาไปยังเฉิงตู สุริยคราสที่โจวซัน มณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของจีน
         
    ท้องฟ้ามืดครึ้มขณะเกิดสุริยุปราคาที่โจวซัน มณฑลเจ้อเจียง สุริยุปราคาที่เมืองอิ๋นชวน เขตปกครองตนเองชนชาติหุย หนิงเซี่ย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน สุริยุปราคาที่อูหลู่มู่ฉี (อุรุมชี) เขตปกครองตนเองชนชาติอุยกูร์ ซินเจียง
         
    พระจันทร์ค่อยเคลื่อนมาบดบังพระอาทิตย์ ที่ฮ่องกง สุริยุปราคาที่ฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ทางตะวันออกของจีน ปรากฏการณ์เหนือฟ้าอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย
         
    July 26

    การศึกษาไทย "ของปราโมทย์ นาครทรรพ"

    ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุดมศึกษาไทย (แบบพึ่งตนเอง)
    โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ 26 กรกฎาคม 2552 14:58 น.
    การพัฒนาการอุดมศึกษาให้เข้มแข็งถือเป็นรากฐานที่สำคัญมากในการพัฒนาประเทศ ดังจะเห็นได้ว่าอารยประเทศทั้งหลายในโลกนี้ต่างก็มีสถาบันอุดมศึกษาที่เข้มแข็งเสมอ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกานั้นได้มีการวิเคราะห์กันว่าที่ก้าวเข้ามาเป็นมหาอำนาจของโลกได้อย่างรวดเร็วนั้นก็เพราะมีมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำเป็นปัจจัยส่งเสริมหลักนั่นเอง
           
           สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง (ร. 5) ทรงเล็งเห็นการณ์ไกลในการเชื่อมโยงการศึกษากับการพัฒนาประเทศไทยให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ จึงทรงส่งนักศึกษาออกไปศึกษาต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการกระโดดทางการพัฒนาประเทศในยุคนั้นเป็นอย่างมาก
           
           จนบัดนี้เวลาล่วงมากว่าร้อยปีแล้ว รัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมาได้ลงทุนมหาศาลส่งนักศึกษาไทยออกไปศึกษาต่างประเทศเรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง และในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนจบปริญญาเอกในวิทยาการสาขาต่างๆ นับหมื่นๆ คน ปริญญาโทอีกเป็นแสน แต่ประเทศไทยก็ยังไม่สามารถยืนบนขาตัวเองได้ในแง่วิชาการสักที จะทำโครงการใหญ่น้อยอะไรแต่ละทีก็ต้องมีที่ปรึกษาต่างชาติเสมอ แม้แต่โครงการขุดค้นด้านโบราณคดีก็ตาม ไม่ต้องเอ่ยถึงโครงการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
           
           ในที่นี้ขอวิเคราะห์แบบย้อนเกร็ดว่าความอ่อนแอของนักวิชาการในมหาวิทยาลัยไทยนั้น มีสาเหตุหลักมาจากการที่เราส่งนักศึกษาไปเรียนต่างประเทศ “เป็นระยะเวลายาวนานเกินไป” และ “ไร้ทิศทางเกินไป” ซึ่งก่อให้เกิดผลพวงอันเลวร้ายตามมาหลายประการ เช่น
           
           1. เสียเงินออกนอกประเทศ (ใน พ.ศ. 2545 ซึ่งแม้เป็นช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ก็ยังเสียเงินไปเรียนกันประมาณปีละ 45,000 ล้านบาท เมื่อคิดรวมหมดทุกคนที่ไปเรียนอยู่โดยทุนส่วนตัวและทุนรัฐบาล..ประมาณตั้ง 5% ของงบประมาณชาติในขณะนั้น)
           
           2. ทำให้มหาวิทยาลัยไทยอ่อนแอทางการศึกษา เพราะไม่ได้นักศึกษาคุณภาพดีเข้ามาป้อนการศึกษาระดับโท-เอก (ได้แต่พวกหมดหนทางไปเรียนนอกเข้าเป็นวัตถุดิบ)
           
           3. ทำให้การวิจัยในมหาวิทยาลัยอ่อนแอ เพราะไม่มีแรงงานและมันสมองของนักศึกษาบัณฑิตศึกษาที่เก่งๆ คอยช่วยเหลือ (ทำวิทยานิพนธ์) แต่กลับส่งมันสมองชั้นดีเหล่านี้ไปทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาความเข้มแข็งให้มหาวิทยาลัยต่างชาติเสียหมด เท่ากับว่าเราเอางบของประเทศไทยที่จนๆ ส่งสมองชั้นเลิศของเราไปช่วยพัฒนาต่างชาติที่เขารวยกว่าเราร้อยเท่า
           
           4. เมื่อมันสมองเหล่านั้นกลับมาสู่ประเทศแล้ว (หากไม่โดนต่างชาติดูดตัวไปเสียก่อน) ส่วนใหญ่ก็จะทำงานวิจัยในเรื่องเดิมที่เคยทำ ณ ต่างประเทศต่อไป ซึ่งมักไม่ค่อยมีผลต่อการพัฒนาชาติไทย แต่กลับมีผลต่อการพัฒนาชาติอื่น (ทั้งที่ใช้เงินคนไทยทำงานนี้) เท่ากับว่าชาติเราเสียเงินทั้งขึ้นทั้งล่อง (ยังไม่นับการเสียโอกาสอีกมหาศาล)
           
           5. เมื่อมันสมองระดับสูงเหล่านี้เข้ามาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย และรับนักศึกษาปริญญาโท-เอก (ที่เหลือเดนจากการไม่สามารถไปเรียนนอกได้) เข้ามาทำงานวิทยานิพนธ์กับตน ก็จะแจกโจทย์วิจัยเพื่อพัฒนาชาติอื่นเหล่านี้ให้นักศึกษาช่วยทำกันต่อไปอีกนาน นับเป็นการสูญเสียระยะยาวทีเดียว
           
           กรณีประวัติศาสตร์ของสองชาติที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่งคือ รัสเซีย และญี่ปุ่น สองชาตินี้สร้างชาติมาคล้ายกันคือพระเจ้าปีเตอร์มหาราชแห่งรัสเซีย และจักรพรรดิเมจิแห่งญี่ปุ่นทรงส่งนักศึกษาออกไปศึกษาวิทยาการจากตะวันตกในเวลาเพียงประมาณ 30 ปี เท่านั้น จากนั้นก็ลดจำนวนการส่งออกลงมาก แล้วหันมาพัฒนาการศึกษาและการวิจัยภายในประเทศของตนเอง จนทั้งสองประเทศกลายสภาพจากบ้านป่าเมืองเถื่อนมาเป็นประเทศมหาประเทศได้อย่างรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์โลกก่อนหน้านั้นก็ว่าได้ น่าคิดว่าถ้าสองประเทศนี้ส่งนักศึกษาไปเรียนนอกแบบต่อเนื่องยาวนานนับร้อยปีเหมือนไทยเราโดยไม่คิดสร้างความรู้ด้วยตัวเองบ้าง ป่านนี้จะเป็นอย่างไร
           
           ผู้เขียนใคร่ขอเสนอหนทางแก้ไขความอ่อนแอและพัฒนาความเข้มแข็งของมหาวิทยาลัยไทยแบบย้อนเกล็ดว่า ให้ลดการส่งนักศึกษาไปเรียนต่างประเทศให้มากที่สุด (คงไว้เพียงจำนวนน้อยจำนวนหนึ่งเพื่อ “ทรง” ความรู้เท่านั้น) แล้วหันมาสร้างค่านิยม และสร้างแรงจูงใจให้เรียนในประเทศไทยให้มากที่สุด ซึ่งในขณะนี้สามารถทำได้เป็นอย่างดีเพราะประเทศไทยมีนักวิชาการระดับปริญญาเอกในสาขาวิชาการต่างๆเป็นจำนวนมากพอที่จะตั้งตัวทางวิชาการได้แล้ว
           
           โดยเฉพาะนักศึกษาทุนรัฐบาลต้องเรียนในประเทศเท่านั้น โดยนักศึกษาระดับปริญญาเอกมีเงินเดือนให้ 15,000 บาทเป็นเวลา 4 ปี มีงบสนับสนุนการทำวิทยานิพนธ์จำนวน 2 ล้านบาท และมีงบให้อาจารย์ไปเสนอผลงานวิจัยต่างประเทศได้ 2 แสนบาท (ซึ่งอาจารย์ไทยส่วนใหญ่ชอบมาก) การทำเช่นนี้มีข้อดีคือ
           
           1. ถูกกว่าส่งไปเรียนนอก 3 เท่า
           
           2. เงินอยู่ในประเทศ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยปีละนับหมื่นล้าน
           
           3. ช่วยพัฒนาความเข้มแข็งของมหาวิทยาลัยไทย (อาจารย์มีงานวิจัยทำและมีนักศึกษาเก่งๆ ช่วยงานวิจัย)
           
           4. หัวข้อวิจัยสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศไทย (อาจกำหนดเป็นเงื่อนไขของการให้ทุนวิจัยวิทยานิพนธ์)
           
           5. เป็นการพึ่งตนเอง แทนการพึ่งต่างชาติร่ำไป จะส่งอานิสงส์มหาศาลไปยังภาคอื่นๆ อย่างคาดไม่ถึงอีกมาก (ลองนึกดูสิ)
           
           ศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติของคนไทย สอนให้เรารู้จักพึ่งตนเอง ดังพุทธพจน์ที่ว่า “ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน” แต่นักวิชาการไทยส่วนใหญ่และนักวางนโยบายทางการศึกษาส่วนใหญ่มักคิดกันได้แต่การจะพึ่งการศึกษาของต่างชาติอยู่ร่ำไป..และดูเหมือนว่าจะตลอดไปหากไม่มีอะไรมากระตุ้นให้เป็นอื่น ไม่มีใครคิดจะพึ่งตนเองด้วยการส่งเสริมให้เกิดการเรียนในประเทศแทนการส่งไปเรียนเมืองนอกกันโครมๆ บ้างเลย เช่น รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ (นายกฯ จบนอกอีกคน) นั้น
           
           เมื่อฟื้นจากพิษโรคเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” ก็ประกาศนโยบายส่งออกนักศึกษา 5,000 คนทันที นัยว่าเพื่อสร้างคนไว้เอามาพัฒนาประเทศ ซึ่งเป็นการติดกับดักของวิสัยทัศน์เดิมๆ เก่าๆ ทั้งที่หาเสียงทางการเมืองเสียเลิศหรูว่า “คิดใหม่ทำใหม่” อีกทั้งยังมีโครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งด็อกเตอร์ โดยด็อกเตอร์เหล่านี้ส่งไปเรียนต่างประเทศหมด ไม่เคยคิดจะให้เรียนในเมืองไทยเราบ้างเลย
           
           การส่งเสริมให้เรียนในประเทศ และนโยบายมาตรการให้ทุนวิจัยที่ชาญฉลาด จะช่วยพัฒนาปัญญาและความรู้ของนักวิชาการในมหาวิทยาลัยไทย พร้อมกับช่วยพัฒนาประเทศให้มั่งคั่งพร้อมกันไป เชื่อได้ว่า 20 ปีจากนี้ไปไทยเราจะพึ่งตนเองได้ทางวิชาการ ทั้งนี้หาใช่ว่าเราจะปิดประเทศด้านวิชาการ เพราะการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับต่างชาติยังคงมีอยู่เพียงแต่ว่าบทบาทและลักษณะจะเปลี่ยนไปเป็น “เพื่อนฝูง” แทนการเป็น “ลูกไล่” แบบเก่าก่อน การให้ทุนไปเสนอผลงานวิจัย ณ ต่างประเทศก็เป็นกุศโลบายในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยปริยายอยู่แล้วด้วย
           
           ชาติไทยได้ลงทุนส่งคนไปเรียนนอกมาร้อยกว่าปีจนมีดอกเตอร์ในทุกสาขาวิชาการเต็มประเทศ ผู้เขียนเชื่อว่าถ้ามีความตั้งใจทางการเมืองที่แน่วแน่ และมีวิสัยทัศน์ทางการศึกษาของชาติที่ถูกต้อง ชาติเราต้องพึ่งตนเองทางวิชาการได้ภายใน 20 ปีจากนี้ไปอย่างแน่นอน
           
                                                                            ....ทวิช จิตรสมบูรณ์

    ตัดกรรม = WHat

    หลวงพ่อวัดใหญ่เทศน์ซ้ำ!ขออภัยโทษไม่ได้-ถาม“มึงติดคุกรึยัง”/ชี้คนไกลบ้านคิดแต่อุบายโกงกิน
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 กรกฎาคม 2552 13:00 น.


    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

    พิษณุโลก - เจ้าอาวาสวัดใหญ่เทศน์ย้ำ “ฟ้ามีตา คอยมองดู แผ่นดินเป็นหูคอยฟัง” ยืนยันการตัดกรรมไม่เคยมี ความทุกข์ยากของคนเกิดจากผลบาปที่สร้างมากกว่าผลบุญ ย้ำ “หนีไปแดนไกล คิดแต่อุบาย-โกงกิน-คนไม่รู้จักพอ-ปัญญาไม่เกิด” ทำให้ตัวเองลำบากและยังชักชวนคนอื่นไปลำบากด้วย ระบุการอภัยโทษทำไม่ได้ เป็นการกระทำที่ไม่บังควร เหมือนกับบังคับพระองค์ท่าน
           
           พระธรรมเสนานุวัตร เจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารหรือวัดใหญ่และรองเจ้าคณะภาค 5 เทศน์ว่า เวลานี้มีคนกำลังเสี้ยมเขาควายให้ชนกัน เพราะคนไทยมีการศึกษาน้อย ขึ้นอยู่ว่า ใครพูดดี หรือไม่ดี ใครมีจิตวิทยาสูงก็ลากจูงกันไป โดยไม่ใช้สติคิด คนไทยถูกแบ่งออกเป็นฝ่ายๆ หลวงพ่อไม่ว่า แต่พอทำกันไปเกิดความขัดแย้งเป็นศัตรูกัน 2 ฝ่าย แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเกิดความรุนแรง ใครจะรับผิดชอบ ลูกเมียที่อยู่ข้างหลัง จะว่าอย่างไรถ้าเกิดแขน ขาพิการ ใครล่ะจะต้องมาดูแล
           
           “ไม่กี่วันก่อนมีกลุ่มเสื้อแดงมาหาหลวงพ่อที่นี่ 20 คน เพื่อมาขอใช้สถานที่ แต่หลวงพ่อก็ถามกลับไปว่า ก็สั่งพระห้ามเล่นการเมืองไม่ใช่รึ พระไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ถามว่าจะมาทำไม พระอยู่ส่วนพระ จะเอาวัดใหญ่ไปยุ่งกับการเมืองรึ! บ้านมึง(ตัวเอง)ก็ทำได้ ไม่จำเป็นต้องเอาวัดไปทำบุญ ถ้ามานิมนต์ กู(หลวงพ่อ) ก็ไม่ไป เพราะ การเมืองก็คือ การเมือง ศาสนาก็ศาสนา”
           

           สาเหตุที่หลวงพ่อไม่ให้ใช้สถานที่ของกลุ่มเสื้อแดง เพราะ 1. ถ้าเกิดเหตุอะไรที่วัดใหญ่ ใครจะรับผิดชอบ 2.กฎข้อห้ามวัด ห้ามยุ่งกับการเมือง 3.ไม่ให้นักบวช เล่นการเมือง และสุดท้ายคือ จะทำให้เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเดือนร้อน เรามาพึ่งพระบรมโพธิสมพาน ถือเป็นบุญหนักหนา ลองไปอยู่ประเทศอื่นก็ลองคิดดูเถอะ ไม่มีอะไรดี เมืองไทยนั้นดีอยู่แล้ว แต่กลับใช้ไม่เป็น เช่น เมืองไทยมีน้ำสมบูรณ์ แต่เก็บไม่เป็น มีข้าวก็ปล่อยให้โกงกิน ฯลฯ
           
           อย่างไรก็ตาม หลวงพ่อไม่มีสิทธิ์ ไปสั่งวัดใดไม่ให้ จัดงาน แต่หลังจากที่กลุ่มเสื้อแดงมาขอใช้สถานที่แล้วปฏิเสธไป กลับมีคนมาบอกว่า เจ้าคุณศรีฯ(เรียกตำแหน่งเดิม) นั้น สั่งห้ามไปทุกวัดที่พิษณุโลก จริงๆ แล้ว ไม่ใช่ ขอร้องว่า อย่าให้หลวงพ่อไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เรื่องของสถานที่วัด มีข้อกำหนดระบุว่า วัดไม่สามารถใช้เป็นสถานที่หาเสียงได้
           
           พระธรรมเสนานุวัตร เจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารหรือวัดใหญ่และรองเจ้าคณะภาค 5 เทศน์ต่ออีกว่า การตัดกรรม ทางโลกนั้นไม่มี ใครทำกรรม ก็ต้องรับกรรมไป คำว่า “คว่ำบาตร”ก็ไม่มีในทางโลก คว่ำบาตร ก็เป็นเพียงศัพท์ของสงฆ์ที่หมายถึง คนดื้อแพ่ง ในหมู่ของสงฆ์ จะไม่คบหา ไม่พูดจาด้วย เป็นการลงโทษตามกรรม ตรงกันข้าม คำว่า “หงายบาตร”ในทางสงฆ์หมายถึง หมู่มวลพระสงฆ์ยกโทษให้ ยอมให้เข้าสังคมสงฆ์ได้ แต่คนไทยกลับนำศัพท์ของสงฆ์ไปใช้
           
           “การตัดกรรม”นั้นไม่มี ใครมีบุญมาก ผลแห่งบาปที่ทำเอาไว้ ตามไม่ทัน แต่คนที่ไม่เคยทำบุญ จึงมีแต่ผลบาปกรรมตามมาทัน เพราะไม่มีบุญส่งเสริมหรือเกื้อหนุน สรุปว่า คนเราในโลกนี้ มีทั้งบุญและบาปติดอยู่กับตัวที่ตัวเองทำเอาไว้ ความทุกข์ยากที่เกิดก็เพราะผลบาปที่สร้างขึ้นนั้นมากกว่าบุญ
           
           เจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารหรือวัดใหญ่ และรองเจ้าคณะภาค 5 ยังเทศน์อีกว่า เมื่อทำกรรมแล้วก็ต้องรับ “ฟ้ามีตา คอยมองดู แผ่นดินเป็นหูคอยฟัง”ประเทศไทยอยู่ได้เพราะพุทธศาสนา แต่ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ คือ คนเรามี มานะฐิติ เคยคิดกันหรือไม่ว่า เมื่อเจ็บ ล้มตาย ใครอยู่ข้างหลัง คิดถึงครอบครัวกันหรือไม่ คิดเพียงว่า ได้เงิน ก็ทะเลาะกัน เพื่ออะไร แค่อำนาจนั้นรึ ไปเอาทรัพย์สินคนอื่นเขามา มีอำนาจแล้วเพื่ออะไร
           
           พระธรรมเสนานุวัตร เทศน์ย้ำว่า คนไทยที่แบ่งฝ่ายก็เพราะคนใช้จิตวิทยาสูงชักจูงผู้คน ดันทุรัง ถามว่า ขออภัยโทษ มึงติดคุกหรือยัง มึงหนีไปอยู่นอกประเทศ ฉะนั้นจะไปขออภัยโทษนั้นไม่ได้ คนที่ทำก็คือ ตัวเองเท่านั้น ต้องมาเซ็นชื่อขอเอง และถือว่า เป็นการกระทำที่ไม่บังควร เหมือนกับบังคับพระองค์ท่าน ทำไม่ได้ มิฉะนั้น คนอยู่ในป่า คนอยู่ในคุก ก็ขออภัยโทษกันหมด
           
           “ใครล่ะบอกว่า ทักษิณ (ชินวัตร) มาแล้ว จะสบาย ถามว่า จะเอาตังค์ ที่ไหน ส่วนเสื้อเหลือง หลวงพ่อ ไม่วิจารณ์ ให้คิดเอาเอง มันเป็นเรื่องของการเมืองแล้ว” หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดใหญ่ เทศน์ และย้ำต่อว่า
           
           “หนีไปต่างประเทศคิดแต่อุบาย คิดแต่เรื่องโกงกิน คนไม่รู้จักพอทำให้ปัญญาไม่เกิด ทำให้ตัวเองลำบาก และยังพาให้คนอื่นชักชวนคนอื่นไปลำบากด้วย ใส่ข้อมูลไปทุกวันๆ ”
           
           พระธรรมเสนานุวัตร เทศน์ต่อว่า ยังดีว่า ที่คนไทยตั้งแต่จังหวัดชุมพรขึ้นมาเขานับถือ ศาสนาพุทธ เหตุการณ์ยิงพระในภาคใต้ หรือเพราะมีคนพยายามจะเอาพระไปเป็นฐานอำนาจ เพราะเอาไปพระยุ่ง
           
           ประวัติ พระธรรมเสนานุวัตร (บำรุง ฐานุตฺตโร มากก้อน )
           

           เกิดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2480 ณ บ้านหมู่ที่ 3 ตำบลมะขามสูง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก
           
           - บรรพชาเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2495 ณ วันกระมังคลาราม ตำบลหอกลอง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก
           
           - อุปสมบทเมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2500 ณ พัทธสีมาวัดกระบังมังคลาราม โดยมีพระพิศาลธรรมภาณี เป็นอุปัชฌาย์
           
           - พ.ศ. 2517 เป็นเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก
           
           - พ.ศ. 2518 เป็นรองเจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก
           
           - พ.ศ. 2518 สอบไล่ได้เปรียญธรรม 7 ประโยค สำนักเรียนวัดทองนพคุณ กรุงเทพฯ
           
           - พ.ศ. 2530 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก
           
           - พ.ศ. 2531 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก
           
           - พ.ศ. 2532 เป็นพระอุปัชฌาย์วิสามัญ
           
           - พ.ศ. 2533 เป็นรองเจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร
           
           - พ.ศ. 2534 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร
           
           - พ.ศ. 2541 ได้รับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะภาค 5 จนถึงปัจจุบัน
           
           สมณศักดิ์
           

           - พ.ศ. 2521 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ "พระศรีรัตนมุนี"
           
           - พ.ศ. 2535 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ "พระราชรัตนมุนี"
           
           - พ.ศ. 2542 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่ "พระเทพรัตนกวี"
           
           - พ.ศ. 2548 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ "พระธรรมเสนานุวัตร"

    July 25

    รัสเซีย-ไทย สัมพันธ์

    รมว.รัสเซียเกี้ยว'ไทย'พร้อมเป็นหุ้นส่วนพัฒนา
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 กรกฎาคม 2552 21:26 น.
           รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียยืนยัน หมีขาวพร้อมเป็นที่พึ่งให้ไทยและเอเชีย-แปซิฟิกในด้านพลังงาน ระบุดินแดนทางตะวันออกของรัสเซียยังมีทรัพยากรอีกมาก ที่รอการเข้าถึงของมิตรประเทศในภูมิภาค พร้อมย้ำว่า รัสเซียมองไทยเป็นชาติระดับแถวหน้าของเอเชีย-แปซิฟิกที่รัสเซียต้องการเป็นหุ้นส่วนด้วย โดยเฉพาะในด้านการพัฒนา
           
           เซอร์เก วิคโทโรวิช ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหพันธรัฐรัสเซีย กล่าวในระหว่างแสดงปาฐกถาพิเศษที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันศุกร์ (24) ในหัวข้อ "ความสัมพันธ์รัสเซีย-ไทยและนโยบายของรัสเซียต่อกลุ่มประเทศเอเชีย-แปซิฟิก" โดยระบุว่า รัฐบาลรัสเซียในปัจจุบัน มีนโยบายที่ชัดเจนที่ต้องการผลักดันบทบาทของรัสเซียให้ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากมิตรประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในฐานะของการเป็นผู้นำด้านพลังงาน
           
           ลาฟรอฟ วัย 59 ปีซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นจากการประชุมกรอบความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงแห่งเอเชีย-แปซิฟิก (เออาร์เอฟ) ที่จังหวัดภูเก็ตเมื่อวันพฤหัสบดี (23) กล่าวว่ารัสเซียมีความพร้อมที่จะเป็น"ที่พึ่ง"ให้กับไทยและประเทศต่างๆ ในเอเชีย-แปซิฟิก ในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน โดยรัสเซียพร้อมให้ความร่วมมือและอำนวยความสะดวกให้กับประเทศต่างๆ ในการเข้าถึงแหล่งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติของรัสเซีย ซึ่งมีอยู่อย่างมหาศาล บนพื้นฐานของ "ความเป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกัน "

    Obama says words ill chosen, calls white policeman

    Obama says words ill chosen, calls white policeman

       

    Obama: 'Could Have Calibrated Words Differently' Play Video ABC News  – Obama: 'Could Have Calibrated Words Differently'

     

    •  President Barack Obama pauses as he talks to the media in the briefing room at AP – President Barack Obama pauses as he talks to the media in the briefing room at the White House in Washington, …
    By NANCY BENAC, Associated Press Writer Nancy Benac, Associated Press Writer 5 mins ago

    WASHINGTON – Trying to tamp down a national uproar over race, President Barack Obama acknowledged Friday he had used unfortunate words in declaring that Cambridge, Mass., police "acted stupidly" in arresting black scholar Henry Louis Gates Jr. "I could've calibrated those words differently," he said.

    He stopped short of a public apology. But the president telephoned both Gates and the white officer who had arrested him, hoping to end the rancorous back-and-forth over what had transpired and what Obama had said about it. Trying to lighten the situation, he said he had invited the Harvard professor and police St. James Crowley for "a beer here in the White House."

    Hours earlier, a multiracial group of police officers had stood with Crowley in Massachusetts and said the president should apologize.

    It was a measure of the nation's keen sensitivities on matters of race that the fallout from a disorderly conduct charge in Massachusetts — and the remarks of America's first black president about it — had mushroomed to such an extent that he felt compelled to make a special appearance at the White House to try to put the matter to rest. The blowup had knocked Obama offstride just as he was trying to marshal public pressure to get Congress to push through health care overhaul legislation — and as polls showed growing doubts about his performance.

    "This has been ratcheting up, and I obviously helped to contribute ratcheting it up," Obama said of the racial controversy. "I want to make clear that in my choice of words, I think I unfortunately gave an impression that I was maligning the Cambridge Police Department and Sgt. Crowley specifically. And I could've calibrated those words differently."

    The president did not back down from his contention that police had overreacted by arresting Gates for disorderly conduct after coming to his home to investigate a possible break-in. He added, though, that he thought Gates, too, had overreacted to the police who questioned him. The charge has been dropped.

    Obama stirred up a hornet's nest when he said at a prime-time news conference this week that the officer, who is white, had "acted stupidly" by arresting Gates, a friend of the president's. Looking back, Obama said he didn't regret stepping into the controversy and hoped the matter would end up being a "teachable moment" for the nation.

    "The fact that this has garnered so much attention, I think, is testimony to the fact that these are issues that are still very sensitive here in America," Obama said.

    Obama wryly took note of the distraction from his legislative efforts.

    "I don't know if you've noticed, but nobody's been paying much attention to health care," the president said.

    Obama, who has come under intense criticism from police organizations, said he had called Crowley to clear the air, and said the conversation confirmed his belief that the sergeant is an "outstanding police officer and a good man."

    White House press secretary Robert Gibbs refused to say whether Obama had apologized to Crowley.

    Asked repeatedly about that, Gibbs said: "If the president doesn't want to characterize it in a conversation that he hates having with you all, I'm not going to get ahead of him."

    Obama was lighter in tone in his public remarks about his phone conversation with Crowley.

    He said the police officer "wanted to find out if there was a way of getting the press off his lawn."

    "I informed him that I can't get the press off my lawn," Obama joked.

    In his conversation with Gates, aides said, Obama and the professor had spoken about the president's statement to the press and his conversation with Crowley.

    Before Obama's appearance Friday, fellow police officers in Massachusetts said that Obama and the state's governor, Deval Patrick, should apologize for comments on the arrest. Patrick had said Gates' arrest was "every black man's nightmare."

    Dennis O'Connor, president of the Cambridge Police Superior Officers Association, said Obama's remarks were "misdirected" and the Cambridge police "deeply resent the implication" that race was a factor in the arrest.

    Sgt. Leon Lashley, a black officer who was at Gates' home with Crowley at the time of the arrest, said he supported his fellow officer's action "100 percent."

    The incident began when Gates returned home from an overseas trip, found his door jammed, and tried to force it open. Gates went through the back door and was inside the house when police arrived. Police say he flew into a rage when Crowley asked him to show identification to prove he should be in the home. Police say Gates accused Crowley of racial bias, refused to calm down and was arrested.

    Gates, 58, maintains he turned over identification when asked to do so. He says Crowley arrested him after the professor followed him to the porch, repeatedly demanding the sergeant's name and badge number because he was unhappy over his treatment.

    Obama's take on the situation: "My sense is you've got two good people in a circumstance in which neither of them were able to resolve the incident in a way that it should have been resolved."

    Democratic activists around the country were hopeful the president's latest remarks would put the issue to rest.

    "Let's concentrate on the business at hand — fixing the economy and health care for everybody," said Florida state Rep. Luis Garcia, a vice chair of the state Democratic Party.

    In Michigan, 19-year-old Mitchell Rivard, the president of the Michigan State University College Democrats, expressed hope the controversy would indeed be a learning experience for the country.

    "I think it's going to make people talk about race relations around the United States and in their home towns," Rivard said. "This will be something that people are going to talk about across the nation in terms of how we can have better race relations."

    ___

    Associated Press Writers Charles Babington and Ben Feller in Washington, Brendan Farrington in Tallahassee, Fla., Bob Salsberg in Cambridge, Mass., and Tim Martin in Lansing, Mich., contributed to this report.

    July 23

    ตอ: ภาพสะท้อนความป่าเถื่อน

    คดียิง “สนธิ” เจอตอ ภาพสะท้อนความล้าหลัง-ป่าเถื่อน!!
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 กรกฎาคม 2552 08:26 น.
    นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
           เหตุการณ์ที่มีคนจำนวนหนึ่งกลุ้มรุมทำร้าย มุ่งหมายเอาชีวิตบุคคลระดับนายกรัฐมนตรี และกรณีการใช้อาวุธสงครามนานาชนิดระดมยิงถล่มเพื่อสังหาร สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และยังเป็นสื่อมวลชนคนสำคัญกันกลางเมืองหลวง ทั้งสองกรณีถือว่าโหดร้าย ป่าเถื่อนจนเหนือคำบรรยายแล้ว
           
           ยิ่งมาเห็นพฤติกรรมและท่าทีขัดขวาง พยายามทำลายหลักฐานของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับคดีก็ยิ่งเห็นภาพสะท้อนความล้าหลังได้เป็นทวีคูณ และที่สำคัญยังสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของผู้บังคับบัญชาได้อย่างดี
           
           แม้ว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่กำกับดูแลคดีลอบสังหาร สนธิ จะโพล่งออกมาอย่างเหลืออดว่า “เจอตอ” รวมทั้งเปิดโปง “ไส้ศึก” เนื่องจากสังคมคาดเดาและรับรู้กันไปแล้วว่า กลุ่มบุคคลที่อยู่เบื้องหลังย่อมมีความเป็นมาไม่ธรรมดา
           
           ต้องเป็นกลุ่มผู้มีอำนาจอย่างแน่นอน และต้องมีอำนาจในระดับ “น่าสะพรึงกลัว” มีเครือข่ายควบคุมทั้งกองทัพและตำรวจถึงจะกล้าลงมือได้อย่าง “อุกอาจ” แบบนี้ได้
           
           เพราะตลอดระยะเวลาผ่านมาทั้งก่อนและหลังจากออกหมายจับผู้ต้องหาในเบื้องต้นจำนวน 2 ราย ก็ต้องเจอกับการขัดขวาง ข่มขู่คุกคามพนักงานสอบสวนที่ทำคดีอย่างหนัก จนถึงกับทำให้บางคนต้องถอดใจก็มี
           
           เมื่อพิจารณาจากแบ็กกราวด์ของ ผู้ต้องหาดังกล่าวทั้งสองคนที่คนแรกมาจากทหารจากหน่วย “รบพิเศษ” และตำรวจหน่วยปราบปรามยาเสพติดช่วยราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่สำคัญบุคคลทั้งสองก็ล้วนมีความใกล้ชิดกับผู้บังคับบัญชาระดับสูงทั้งสิ้น
           
           อย่างไรก็ดี หากมองอีกมุมหนึ่งก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะที่ผ่านมาภาพที่เห็นจนชินตาก็คือความ “หละหลวม” ของการควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาจนมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม คุมบ่อน คุมซ่อง รับจ้างทวงหนี้ เป็นเด็กของ เสธ.นั่น หรือเสธ.คนนี้
           
           ที่เห็นได้ชัดก็คือ “การยืมตัว” มาช่วยราชการ หรือการนำของกลางไปใช้ หลายครั้งก็ไม่ได้ดำเนินการไปตามระเบียบ แต่มักอาศัยความใกล้ชิดระหว่าง “นาย” กับ “ลูกน้อง” อยู่เสมอ ซึ่งกรณีของ ส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ ได้สะท้อนให้เห็นถึง ความ “มั่ว” ออกมาให้เห็นได้ดีที่สุด
           
           เพราะในความเป็นจริงแล้วแม้ว่า ส.ต.ท.วรวุฒิ เป็นตำรวจในสังกัด บช.ปส.แต่กลับถูกดึงมาช่วยราชการในกรมสอบสวนคดีพิเศษ และยังมีบทบาทสำคัญในหลายคดี แต่กลับกลายเป็นว่าได้รับการปฏิเสธอย่างหน้าตาเฉยจากผู้บังคับบัญชาจากหน่วยงานดังกล่าว และปฏิเสธความรับผิดชอบ ขณะเดียวกันยังแสดงท่าทีไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบหาหลักฐานเพื่อสาวไปถึงผู้บงการเสียอีก
           
           นอกเหนือจากนี้ หากพลิกดูประวัติก่อนเข้ามารับราชการก็ยังมีรายงานว่าเคยถูกไล่ออกจากบริษัทที่เกี่ยวกับการสื่อสารมาแล้ว
           
           ส่วนในระดับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ที่กลายเป็นว่าถูกกันออกมานอกวง ไม่ให้ร่วมรับรู้ในเรื่องของคดีเลยแม้แต่น้อย มันก็มี “พิรุธ” อยู่แล้ว ยิ่งมาเห็นคำสั่งย้ายนายตำรวจที่เชี่ยวชาญในเรื่องการแกะรอยเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ กลับต้นสังกัดในช่วงคดีกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ทำให้คดีสะดุด ก็ยิ่งทำให้ “น่าสงสัย” มากขึ้นไปอีก
           
           ขณะเดียวกัน เมื่อวกเข้าไปในกองทัพก็มักมีพฤติกรรมแปลกๆออกมาให้เห็นเป็นระยะนอกเหนือจากกรณีที่มีผู้บังคับบัญชาหรือลูกน้องก่อเรื่องอื้อฉาว ทำผิดกฎหมายแล้ว เท่าที่เห็นจนชินตาก็คือ บทบาทของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ที่ระบุตำแหน่งว่า “ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก” มักออกมาพูดในลักษณะ “ชี้นำ” ในหลายๆเรื่องทั้งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ
           
           อีกทั้งในหลายๆ ครั้งยังเข้ามามีบทบาทเคลื่อนไหวกับกลุ่มการเมืองเสียเอง โดยเป็นครูฝีกอาวุธให้กับกลุ่ม “คนเสื้อแดง” กลางสนามหลวงมาแล้ว
           
           แต่ที่น่าสังเกตก็คือ การออกมาทุกครั้งของ พล.ต.ขัตติยะ หรือ “เสธ.แดง” มักเป็นช่วงที่ผู้นำกองทัพถูกรุกไล่ หรือตกเป็นจำเลยสังคมแทบทุกครั้ง ล่าสุดได้ออกมาให้ความเห็นทำลายความน่าเชื่อถือของ พล.ต.อ.ธานี ว่าคดีลอบยิงสนธิจะเป็นมวยล้มและเอาผิดผู้ต้องหาไม่ได้
           
           สิ่งที่น่าพิจารณาก็คือ นายทหารที่มีประวัติอื้อฉาว และมีแต่สร้างภาพลบให้กับกองทัพมาตลอด กลับแสดงความคิดเห็นให้สังคมสับสนอยู่บ่อยครั้ง โดยที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงไม่เคยจัดการอะไร ตรงกันข้ามยิ่งทำให้สงสัยได้ว่าเป็นการ “หรี่ตา” ไฟเขียวให้ออกมาหรือไม่

           
           เมื่อประมวลภาพทั้งหลายทั้งปวงมาตั้งแต่ต้น เมื่อมองอีกด้านหนึ่งกรณีคดีของ สนธิ ลิ้มทองกุล มันได้สะท้อนภาพของความล้าหลัง ความด้อยพัฒนา และความป่าเถื่อนของระบบราชการบางแห่งที่ยังเน่าเฟะ ไม่มีจิตวิญญาณของการทำหน้าที่เพื่อประชาชน!!

    "จ.ส.อ.ปัญญา ศรีเหรา" สังกัดศูนย์สงครามพิเศษลพบุรี เป็นผู้ต้องหาพยายามฆ่า "สนธิ ลิ้มทองกุล"
           

    "ส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ" สังกัด บช.ปส.ช่วยราชการดีเอสไอเป็นผู้ต้องหาพยายามฆ่า "สนธิ ลิ้มทองกุล"
    July 22

    นิทานสำคัญเรื่องหนึ่ง......

    ละครการเมือง “สารขัน” ตอน..“เจ้าข้าเอ๊ย..“ไอ้โม่ง” กำลังจะรัฐประหารจ้า..”!!!
    โดย ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย 21 กรกฎาคม 2552 15:15 น.
    ตัวละครการเมืองแห่ง “สารขัน” ที่นัวเนียอุตลุดในเรื่องสมมตินี้..ก็ล้วนเป็นนามสมมติทั้งสิ้น หากไปคล้องจองกับใครหน้าไหนเข้า..ผู้เขียน“ซอรี่-ขอโทษ” ไว้ ณ ที่นี้ด้วย(ว่ะ)...
           
            ส-มือสังหาร “..นาย..ผมยิงมันเป็นร้อยๆ นัด..แต่ไอ้แป๊ะลิ้ม..มันหนังเหนียว..มัน..มันไม่ตาย..”!!!
           
            นั่นเป็นเสียงโทรศัพท์มือถือที่โทร.ไปยังเมืองดูไบ และยังโทร.ถึง “ไอ้โม่งคนหนึ่ง” ที่กรุงเทพมหานคร..
           
            ป-2 (อารมณ์ฉุนเฉียว) “..ทำงานพลาดแบบนี้..พวกเราฉิบหายแน่ พวกเอ็งรีบหลบไปกบดานก่อนเลย..เฮ้อ..กลุ้มโว้ย..”
           
           พาวาด “พี่ครับ..เรื่องนี้พี่ต้องให้ “เดอะเทือก” ช่วยอีกแรง “เดอะเทือก” มันบิดเบือนประเด็นหรือโกหกหน้าตายเก่ง ที่สำคัญมันไม่เคยลืมบุญคุณพวกเรา เรื่องชั่วๆผิดๆ มันก็ทำให้เราหมด แต่ไอ้ “บิ๊กหล่อ” มันชอบเอาตัวรอด ให้ทำผิดๆ บ้าง..หนอย..อิดๆ ออดๆ..”
           
            ป-1 “เฮ้อ..เรื่องพัทยากับตอนสงกรานต์น่ะ ไอ้ “บิ๊กหล่อ” ดวงแข็ง..มันเลยรอดตาย ตอนนี้..มันคงรู้แล้วว่า พวกเรานี่แหละที่จะล้มรัฐบาลมัน ช่วงนี้..พี่ดูมันไม่ค่อยไว้ใจพวกเราแล้วล่ะ..”
           
            ป-2 “นั่นน่ะสิ..หากลูกน้องผมไม่เบี้ยว ป่านนี้พี่ก็เป็นนายกสมาคม..เอ๊ย..นายกรัฐมนตรีเมือง “สารขัน” ส่วนผม (ป-สอง) ก็คงได้เป็น รมต.กลาโหมไปแล้ว..เฮ้อ..เสียดายฉิบ..”
           
            พาวาด “พวกพี่ๆ เดือดร้อนไม่เท่าผมหรอก เรื่องฆ่าพวกพันธมิตรฯ ตอนเดือนตุลาน่ะ อาจทำให้ผมหลุดจากตำแหน่งก่อนเกษียณ พวกพี่ๆ ต้องช่วยผมนะ..พี่ต้องบอก“เดอะเทือก” ให้ช่วยผมด้วย”
           
            ป-1 “คดีความยิง “แป๊ะลิ้ม” นั้น พี่เพิ่งเรียกหนึ่งในทีมสอบสวนมาพบ ขอให้มันหยุดทำคดีและทำลายหลักฐานให้หมด แต่ไอ้ “ธานี” มันแข็งข้อ..เพราะไอ้ “บิ๊กหล่อ” ให้รายงานตรงกับมัน ไอ้ “บิ๊กหล่อ” คงรู้ว่า..พวกเราสั่งยิงแป๊ะลิ้ม”
           
            พาวาด “พี่ครับคุยเรื่องผมดีกว่า ผมรู้ว่า..พี่ขอให้เพื่อนที่เป็น ป.ป.ช.ดึงเรื่องผมไว้ ส่วนผมก็เลื่อนยศให้ลูก ป.ป.ช.คนหนึ่ง แต่พวกไอ้แป๊ะลิ้มหูไว-ตาไว มันเลยไปทวงถามความคืบหน้าคดีความ ทำให้ ป.ป.ช.ดึงคดีนี้ไม่ได้อีกแล้ว พี่ต้องซีเรียสนะ..หากผมหลุดจากตำแหน่ง แล้วเกิด “ธานี” ได้รักษาการเป็น ผบ.ตร.เมือง “สารขัน” แทนผมล่ะก็ ผมคงช่วยอะไรพวกพี่ไม่ได้อีกแล้ว คดีความยิงแป๊ะลิ้มอาจสาวถึงพวกพี่ คราวนี้แหละบรรลัยกันทั้งขบวนเลยล่ะ..”
           
            ป-1 “พี่คงต้องขอให้เดอะเทือกใช้วิชามารช่วย ผบ.ตร.รักษาการหรือตัวจริงชื่อ“ธานี” ไม่ได้เด็ดขาด พี่คิดว่าต้องเข็น “เดอะจุ๋ม” ให้เป็น ผบ.ตร.เมืองสารขันให้ได้ เพราะเป็นพวกเราและเป็นเพื่อนซี้ “บิ๊กเหลี่ยม” ด้วย เอ้อ..น้อง (ป-สอง)..พี่ให้สุดที่เลิฟของพี่ “เจ๊นอย” ติดต่อคนที่ดูไบแล้ว เพื่อขอให้ “บิ๊กเหลี่ยม” หนุน “แก๊งเรดการ์ด” ให้ป่วนเมืองอีกครั้ง สบโอกาสเหมาะๆ..เราจะฉวยโอกาสล้มรัฐบาล “บิ๊กหล่อ” เพื่อตั้ง...
           
            ป-2 “..ตั้งรัฐบาลแห่งชาติสมานฉันท์ ที่มีพี่เป็นนายกสมาคม..เอ๊ย..นายกรัฐมนตรี“สารขัน” ใช่ไหมล่ะ..? ว่าไปแล้ว..ตอนนี้ “บิ๊กเหลี่ยม” กำลังจนตรอก หากมันอยากกลับ“สารขัน” และได้เงินคอร์รัปชันคืน มันมีแต่ต้องพึ่งบริการพวกเราเท่านั้น..จริงมั้ยพี่..ฮ่าฮ่าฮ่า..”
           
            พาวาด “พี่ครับ..ผมเห็นด้วย ตอนนี้เรื่องแก้ผ้า..เอ๊ย..แก้รัฐธรรมนูญนั้น..ยากส์ ขืนแก้..ไอ้พวกพันธมิตรฯ “แป๊ะลิ้ม” ลุกฮือแน่ หากพี่ล้มรัฐบาล “บิ๊กหล่อ” แล้วฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งเสีย ไอ้ “บิ๊กเหลี่ยม” ก็พ้นผิด..แถมได้เงินคืนอีกต่างหาก “บิ๊กเหลี่ยม” ได้ส่งสัญญาณไปทั่วว่า หากได้เงินคืน..ก็จะแบ่งให้คนช่วยมันครึ่งหนึ่ง งานนี้ “เดอะเทือก” ก็ตาวาว มันมีเพื่อนสนิท “เดอะอิ๊ด” กิ๊กน้องสาว “บิ๊กเหลี่ยม” เป็นตัวประสานงานลับๆ พวกมันกำลังหาช่องทางช่วยเคลียร์ความผิด และคืนเงินให้ “บิ๊กเหลี่ยม” ด้วยข้ออ้างสมานฉันท์อยู่เหมือนกัน”
           
            ป-1 “อ้อ..พี่อย่าลืมบอก “เจ๊นอย” สุดเลิฟของพี่ ให้ขอเงิน “บิ๊กเหลี่ยม” อีกสักก้อน ทำงานลับๆ สำคัญๆ แบบนี้..ต้องใช้เงินเยอะนะพี่ ว่าไปแล้ว “บิ๊กเหลี่ยม” เนี่ยมันโง่..ถูกพวกเรากับไอ้ 3 เกลอหัวขวดแก๊งเรดการ์ด รวมทั้งพวก ส.ส.ของมันหลอกเอาเงินอยู่ตลอดเวลา แต่เงินมันเยอะจริงๆ นะพี่..เฮ้อ..ไถเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักหมดสักที..ฮ่าฮ่าฮ่า..เอิ๊กๆ..”
           
            ป-2 “เอ้อ..วาด..น้องดูคดีความยิงแป๊ะลิ้มแล้ว ธานีมันมีโอกาสจับพวกเราไหม? ไอ้ “บิ๊กหล่อ” มันออกมาพูดแปร่งๆ ทะแม่งๆ ว่า จะไม่เป็นมวยล้มต้มคนดู แถมยังสำทับว่า..ตำแหน่งใหญ่ขนาดไหน..หากทำผิด..ก็ต้องจับ..ฟังแล้วหงุดหงิดใจจริงๆ”
           
            พาวาด “พี่ครับ..แม้หลักฐานไม่ถึงพวกพี่ หรือไอ้พวกมือสังหารไม่ซัดทอด แต่การออกหมายจับตำรวจอดีตลูกน้องพี่ชายแท้ๆ ของ “อดีตนายหญิง” และยังเป็นคนใกล้ชิดกับขาใหญ่ “ทวีน” แห่งดีเอสไอ-เลิฟยู ที่สนิทและเป็น “กุ๊กแอนด์กิ๊ก” กับน้องนุชสุดท้อง “บิ๊กเหลี่ยม” แถมทหารที่โดนตำรวจออกหมายจับ ก็อยู่หน่วยขึ้นตรงกับ ผบ.ทบ.เมือง “สารขัน” อย่างนี้..ผู้คนก็ต้องรู้และเชื่อกันทั้งสังคมแล้วล่ะว่า พี่สองคนคือจอมบงการฆ่าแป๊ะลิ้ม ทางรอดพวกเรา..มีแต่ทำให้พี่เป็นใหญ่ในแผ่นดิน “สารขัน” ขืนใหญ่ครึ่งๆ กลางๆ อย่างนี้ “บิ๊กหล่อ” มันอาจเล่นงานพวกเราเมื่อไหร่ก็ได้..”
           
            ป-2 “อืม..พี่เหนาะ..ที่สนิทกับพวกเรา “ชาวสมิงบูรพาสารขัน” ได้ส่งสัญญาณลับ-ลวง-พราง ให้ตั้งรัฐบาลแห่งชาติสมานฉันท์อีกแล้ว หนทางนี้ก็ไม่เลวนะ “บิ๊กเหลี่ยม” มันก็เห็นด้วย”
           
            พาวาด “พี่ครับ..รัฐบาลนี้อยู่อย่างไร้ผลงานมาหกเดือนกว่าแล้ว พี่ต้องให้ “เดอะห้อย” กับ “เดอะเทือก” หาวิธีวางยารัฐบาล “บิ๊กหล่อ” ให้ง่อนแง่นเร็วที่สุด เมื่อพวกเรา“รอปอหอ” จะได้มีข้ออ้างว่า “บิ๊กหล่อ” เป็นรัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพ ปล่อยให้พวกเสื้อแดงบางคนทำลายการประชุมระดับอาเซียน และทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ แถมยังปล่อยให้พวกเสื้อเหลืองที่เป็นผู้ก่อการร้ายสากลใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย สุดท้ายรัฐบาลนี้ทำให้คนไทยแตกแยกกันทั้งชาติ ฯลฯ
           
            ป-1 “อืม..ไม่เลว..ว่าไปแล้ว “เดอะเทือก” เนี่ย ถือเป็นไส้ศึกที่ดีมีคุณภาพของพวกเรา ดูสิ..เจ้าเล่ห์เนียนจนคนในพรรคมันไม่รู้เรื่องเลย ยิ่งตัวไอ้ “บิ๊กหล่อ” เนี่ย “เดอะเทือก” หลอกสั่งการไปหลายเรื่อง แหม..ให้เป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้นแหละ ก็เหมือนเด็กได้ของเล่นถูกใจ..เรื่องอื่นมันเลยไม่สนใจ ดูสิ..พอพวกเราขู่จะเอาของเล่นคืน(ตำแหน่งนายกฯ) เท่านั้น..ร้องจ๊ากใหญ่เลย..ขำว่ะ..ฮ่าฮ่าฮ่า”
           
            ป-2 “พี่ครับ..วันก่อนผมเพิ่งโยกทหารระดับคุมกำลังไป 40 กว่าคน แล้วเอาพวกเราสวมตำแหน่งแทน..และผมเรียกมาคุยแบบตัวต่อตัวแล้ว หากต้องปฏิบัติการพิเศษเมื่อใด..ก็พร้อมแล้วครับ ส่วนเรื่องยิงแป๊ะลิ้มแล้วไม่ตายนั้น พวกเราก็แก้ไขด้วยการโยนความผิดไปให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ว่าเป็นคนสั่งให้พวกเราฆ่าแป๊ะลิ้ม..”
           
            ป-1 “เรื่องโยนความผิดเนี่ย...น้องรู้ไหมว่า ท่านเหล่านั้นรู้แล้วล่ะว่าพวกเราป้ายสีโยนความผิดให้ ยิ่งเราปล่อยให้คนของ “บิ๊กเหลี่ยม” ล่าลายเซ็นจะยื่นถวายฎีกาแบบผิดๆ ทำให้สถาบันสำคัญเสียหาย ผู้คนเลยมองออกว่า..พวกเราไม่ออกมาปกป้องสถาบันสำคัญเท่าที่ควร
           
            ตอนนี้..ต้องถือว่า..พวกเราตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตราย เราต้องรีบแย่งอำนาจจากมือ “บิ๊กหล่อ” มาอยู่ในกำมือพวกเรา เพื่อล้างความผิดพวกเรา..น้องต้องรู้นะว่า หากเราใหญ่-เรารอด..เราไม่ใหญ่จริง-เราตาย นี่คือ ทางรอดของพวกเรา..งานนี้ต้องลับและทำเร็วที่สุดด้วย พี่จะต้องเป็นนายกรัฐมนตรี น้อง (ป-สอง) ต้องเป็นรัฐมนตรีกลาโหม ส่วนน้องวาดต้องเป็นรองนายกฯ ดูแลโปลิศ นั่นแหละ..พวกเราถึงจะปลอดภัยและไม่มีใครมาทำอะไรเราได้อีก..จริงไหม?”
           
            ณ บ้านอันโอฬารหลังหนึ่ง..คนรับใช้เอ่ยขึ้นว่า “...ท่านครับ..เอ้อ..ดูไบ..โทร.มาครับท่าน..”
           
            บิ๊กเหลี่ยม (เอ่ยเสียงเข้ม) “ผมนะ..ผมตกลงเอาตามแผนนั้น ผมจะให้พวกเรดการ์ดใช้ยุทธการ “ป่าช้าแตก-ฝูงผีออกโม่แป้ง” อีกครั้ง แต่คราวนี้..พวกคุณต้องอย่าพลาดนะ นายกฯ ลาออกก็ได้..จับตัวนายกฯ ก็ได้..นายกฯ ตายได้ยิ่งดี ตายพร้อมแป๊ะลิ้ม..ยิ่งเยี่ยมใหญ่ หรือไม่ก็ยุบสภา..ยอดที่สุดคือ..รอปอหอ..ยึดอำนาจแม่งเลย..”
           
            ไอ้โม่ง (แววตาคึกคักมีชีวิตชีวาทันที) “ครับ..ท่านครับ..เห็นตรงกัน..เท่านี้นะครับท่าน”
           
            บิ๊กเหลี่ยม “อ้อ..เรื่องเงินทอง..ผมสู้ไม่อั้นนะ ใช้เท่าไหร่บอกได้เลย..ขอให้ทำเร็วที่สุดและอย่าพลาดแบบพัทยา-สงกรานต์-ยิงแป๊ะลิ้ม-ก็แล้วกัน..”
           
            ไอ้โม่ง “คราวนี้ไม่ต้องห่วงครับ..เงินถึง-งานถึง อ้อ..สุขภาพท่านเป็นไงครับ สายข่าวที่มาเลเซีย..รายงานมาว่า..ท่านผอมผิดปกติ ผมและพรรคพวกไม่สบายใจ กลัวท่านจะตายเร็วกว่าวัยอันสมควร เอ้อ..จะทำให้พวกผมขาดเงิน..เอ๊ย..เป็นห่วงท่าน ผมได้ข่าวว่าท่านเป็นมะเร็ง..แถว..เอ้อ..ไข่เจียว..”
           
            บิ๊กเหลี่ยม (เสียงหงุดหงิด) “เฮ้ย..ตายเป็นตาย-เจ๊งเป็นเจ๊ง-เป็นมะเร็ง-แล้วเป็นไง..ไม่เป็นมะเร็ง-แล้วเป็นไง? ผมขอยืนยันนอนยันกระต่ายขาเดียว ขอปฏิเสธเรื่อง..เป็นมะเร็งที่ไข่เจียวนะ ใครจะมารู้เรื่องไข่ผมเท่าตัวผมล่ะ ปล่อยข่าวกันจนผมรำคาญ..เดี๋ยวผมก็ควักไข่เจียวให้ดูซะเลย พวกคุณไม่ต้องห่วงผม..ห่วงตัวพวกคุณดีกว่า คราที่แล้ว..ผมเผาบ้านเผาเมืองให้พวกคุณเต็มที่ แต่พวกคุณกลับพลาดกันเอง ไอ้เด็กรูปหล่อเลยยังลอยนวล ผม..ผมไม่อยากเห็นหน้ามันในโทรทัศน์เลย..พับผ่า พวกคุณเอามันลงจากตำแหน่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี..เท่านี้นะ”
           
            สิ้นเสียงจากดูไบ..ละครก็ตัดภาพกลับสู่ฉากห้องสนทนาของชาย 3 คน..อีกครา...
           
            ป-หนึ่ง
    (ยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ) “ตอนนี้เงินพร้อม-คนพร้อม-รอเพียงสถานการณ์พร้อม งานนี้ต้องทำให้สำเร็จ..ห้ามพลาดเด็ดขาด”
           
            ป-สอง (สีหน้าไม่สบายใจ) “..ว่าไปแล้ว..ไอ้พวกมือสังหารของเรามันชุ่ย ทำงานพลาด..แป๊ะลิ้ม-ไม่ตาย..เราต้องจัดการเรื่องนี้ให้ดี-ให้จบ ไม่งั้นพวกเราอาจต้องตายทั้งเป็นก็ได้นะ เฮ้อ..ทุกอย่างบานปลายยุ่งขิงกันใหญ่ เพราะไอ้แป๊ะลิ้ม-จอมยุ่งคนเดียวแท้ๆ..”
           
            ป-หนึ่ง..กับ..ป-สอง (สบตากันด้วยแววเจ้าเล่ห์..ก่อนจะเปรยพร้อมกันว่า)
           
            “...รัฐประหาร..รัฐประหาร..พวกเราต้อง..รัฐประหาร..”!!!
           
            สิ้นเสียง..ฆ้องโหม่งกรับกลองก็รัวโครม ใครคนหนึ่งตะโกนว่า..เจ้าข้าเอ๊ย.. “ไอ้โม่ง” กำลังจะรัฐประหารจ้า..แล้วม่านก็ปิด..ละครการเมือง “สารขัน” จบเอาดื้อๆ ซะงั้นแหละ...

    July 21

    17 - 19 ก.ค. 52 ไปบ้านโนนตากลาง อ. โนนไทย จ. นครราชสีมา

    "เพื่อน-เสี่ยว-เกลอ นัดพบกันที่ทุ่งนาบ้านโนนตากลางกลางเดือนก.ค. 52 ที่มา มาจากหลายที่: ภาคใต้และอีสานรวมแล้วประมาณสามสิบคน มุ่งหาช่องทางช่วยเหลือกันแบบเพื่อนร่วมคิดที่มีความเป็นอยู่ภายใต้ความยากจนทุกรูปแบบเพราะไม่มีระบบประกันความปลอดภัยแห่งชีวิต
      ใครจะสร้างความมั่นใจให้เราได้เท่ากับตัวของเราเอง
     

    ความในใจของเด็กสาวคนหนึ่ง

    ความในใจ...ของเด็กสาวคนหนึ่ง
    โดย : วฤทธรัชต์ ถวัลย์วิวัฒนกุล  เมื่อ : 23/02/2006 09:55 PM
    เพียงลมผ่านคนก็รักกันได้
    ในสงครามหาใช่มีแต่ความโหดร้าย
    โลกอันมืดมนของคนตาบอด
    ยังคงสว่างไสวเพราะความรักในห้วงสัมผัส
    คนหูหนวกแต่ได้ยินท่วงทำนองของความรักก้องกังวาล
    ใยมนุษย์ที่เต็มและสมประกอบ
    จึงย่ำยีของล่ำค่าจากฟากฟ้าที่เรียกว่า "รัก"

    ผู้คนมากมายต่างมองหา ไขว่คว้าสิ่งดีๆ ให้ตนเอง และคนที่ตนรัก
    บ้างทำงานเช้าตรู่กลับดึกดื่นเพื่อบ้านและรถที่ใหญ่โตและหรูหรามากขึ้น
    แต่ใยไม่นึกว่า เงินซื้อบ้านและรถได้
    แต่ซื้อความสุข,เสียงหัวเราะพร้อมความอบอุ่นไม่ได้หรอก

    เงินคงซื้อยาดีๆ แพงๆ ได้ แต่หาใช่จะซื้อชีวิตคนให้จีรัง
    หากเปรียบความต้องการในโลกใบนี้ เงินคงเป็นที่ต้องการ
    และพึงต้องใช้ แล้วใยรักจึงหมดค่า ?????
    ก็เพราะเดี๋ยวนี้ เงินซื้อรักได้แล้ว!!! ไม่จริงเสมอไปหรอก
    เพราะรักที่แท้จริงเปรียบเหมือนพลังบริสุทธิ์
    มีเงินล้นฟ้าก็คงหาซื้อไม่ได้

    ช่องว่างระหว่างนิ้วมือของเรา
    หาใช่มีไว้เพียงไขว่คว้าความฝันของตัวเองเท่านั้น
    แต่ในทางกลับกัน มันมีไว้ ยื่นไปประคองอีกมือหนึ่งที่ล้มลง

    อย่ามองข้ามความทุกข์ของคนอื่นด้วยการเดินเลยไปโดยไม่ไถ่ถามสิ่งใดๆ
    แค่เพียงหนึ่งรอยยิ้ม อาจมีค่าสำหรับคนที่กำลังหมดหนทางในชีวิต
    กลับมานะ...กลับมาให้ความสำคัญกับความรัก ที่เราควรมีให้ สังคมบ้าง
    ธรรมชาติสั่งสอนเราให้รักตัวเอง แล้วใย เราไม่สั่งสอนลูกหลานให้รักธรรมชาติและคนรอบข้างบ้างล่ะ

    visa เป็นเหมือนใบเบิกทางข้ามไปอีกประเทศหนึ่ง อีกวัฒนธรรมหนึ่ง
    คนละภาษา คนละผิวพรรณ แต่หาใช่รักกันไม่ได้
    ใบเบิกข้ามเผ่าพันธุ์ความจริงนั้นคือการแสวงหาแนวร่วมและสงวนไว้ซึ่งจุดต่างของกันและกัน พุทธ คริส อิสลาม เราต่างก็เกิดมาจาก มนุษย์คู่แรกของโลกด้วยกันทั้งนั้น รบกันไปทำไม สงครามฆ่าสายใยที่โยงระยาง ยาวจนเกินเราจะมีความเอื้ออาทรต่อกันเสียแล้ว

    เด็กสาวอย่างฉันขอเดินทางถอยหลังเพื่อก้าวไปข้างหน้ากับผู้ที่ตายไปแล้ว "จิตร ภูมิศักดิ์" , "John Lennon" แต่ขอหันหลังให้กับ "ผู้นำ"ประเทศไทยที่อ้างแต่ 19 ล้านเสียง (แบบโกงๆ) ผู้สร้างสรรคนโง่ให้มากขึ้น และส่งเสริมสารพัดบริโภคนิยมมามอมเมาวัยรุ่น

    "เพียงหนึ่งอธิปไตย ก็ต้องสรรเสริญไว้เพราะประชาชนคือพลังบริสุทธิ์"

    July 16

    คู่รักพันธมิตร

    PAD’s The Lover คู่รักพันธมิตร คู่ล่าสุดของวงการ



    ขอร่วมต้อนรับการครบรอบวันเริ่มต้นการชุมนุม "193 วัน พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ด้วยเรื่องราว... สีชมพู...


     



    ภาพนี้เป็นสมบัติของ Pijika MBlog




     

     

    เรารับรู้กันดีว่า...มีผู้หญิงหัวใจพันธมิตรหลายคน ที่มาชุมนุมคนเดียว ด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น แม้กระทั่งฉันเองก็บ่อยไป ชวนเพื่อนไม่ไป เบื่อที่จะรอใครว่าง ก็ลุกขึ้นสวมเสื้อเหลือง คว้าผ้าโพกหัว ปิด ASTV ปิดบ้าน สตาร์ทรถ ฮึ่ม!!! ไปคนเดียวก็ได้ (วะ)...

     

    บ่อยครั้ง... ที่ฉันเห็นผู้หญิงมาคนเดียว หลายคนมามีเพื่อนเอาข้างหน้า และ... หลายคนมารวมกลุ่มกันได้หน้าเวที

    หลายคน... มาได้แฟนในที่ชุมนุม...

     

    ในบรรดาผู้หญิงที่มาชุมนุม เชื่อว่าเราคงคุ้นเคยกับสาวหน้าตาคมเข้ม ผมยาวรวบมัด แต่งตัวพันธมิตรเต็มที่!!!แม้ไม่ได้นั่งแถวหน้า แต๋ถูกกล้องจับขึ้นจอบ่อยๆ หรือแม้แต่ตอนเคลื่อนขบวน - ตอนดาวกระจาย สื่อมวลชนมักจะจับภาพเธอไปลงข่าวอยู่บ่อยๆ

    กระทั่งสื่อต่างประเทศ ยังเคยนำภาพสีหน้าได้อารมณ์ผู้ชุมนุมของเธอไปลงปกนิตยสารมาแล้ว...

    เธอชื่อ ฟ้า 

    อาชีพทำร้านข้าวต้มอยู่สุราษฎร์ธานี เป็นร้านใหญ่ 2 ชั้น มีโทรทัศน์อยู่ทุกมุม เปิด ASTV แช่ไว้ตลอด ประกาศตัวเป็นพันธมิตรเต็มที่

    193 วันของการชุมนุมอันยาวนาน ฟ้า กลัวอยู่อย่างเดียว คือกลัวคนน้อย จึงมาเป็นประจำ เรียกว่าขาดชุมนุมไปไม่กี่วัน จนต้องปิดร้านข้าวต้ม น้องฟ้า ไปในที่สุด

    และด้วยภาระหน้าที่ของ ซิงเกิลมัม ที่ต้องดูแลคนในปกครองและลูกน้อง เธอต้องขับรถไปกลับ กทม.-สุราษฎร์ธานี บ่อยๆ เคยประสบอุบัติเหตุอย่างน่าหวาดเสียว หมดเงินไปกับการเดินทางการบริจาคไปมากมาย เพราะไม่รู้จักใคร ไม่มีพวก เลยต้องเปิดโรงแรมใกล้ๆ ที่ชุมนุมนอน ว่ากันว่าเธอหมดไปประมาณกว่าสี่แสน

    อย่าถามมีคนมาจีบเธอไหม... นับไม่ถ้วน แม้กระทั่งคนดังบนเวที ที่เธอเลี่ยงขอคบอย่างพี่น้อง เพราะเข็ดกับชีวิตคู่ หรือแม้กระทั่งผู้สื่อข่าวหนุ่มฝรั่ง ชาวเยอรมัน ที่เกาะติดกระแสข่าวการชุมนุมในไทย ผู้เคยตามเธอไปหาที่บ้านถึงสามสี่ครั้ง เพื่อขอแต่งงาน

    เพราะรักในความมุ่งมั่นของเธอ ชอบในนิสัยกล้าได้กล้าเสีย สู้ชีวิต ทำมาหากินเลี้ยงตัวเองได้ แต่เธอปฏิเสธอย่างสิ้นเยื่อใย นอกจากใจไม่คิดจะมามองหารักในที่ชุมนุมแล้ว เธอยังโกรธเขาเพราะ...

    เขาบอกว่า เขาเชื่อว่าเธอมาชุมนุมด้วยหัวใจบริสุทธิ์ แต่เขาไม่เชื่อมั่นในความเป็นองค์กร พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเขาไม่เชื่อในแกนนำ เขาบอกว่าทุกคนมีผลประโยชน์ ไม่อยากให้เธอมาทุ่มเทกับมันมากนัก

    เชอะ! จีบสาวพันธมิตร แต่ดันมาพูดคำนี้ มีรึ... ที่พันธมิตรเราจะเสียดุลย์นักข่าวฝรั่งผู้ไม่รู้จักการเมืองไทยถ่องแท้ มองประชาธิปไตยแบบฝรั่งมองไทยฉาบฉวย ไม่หัวแตกกลับไปก็บุญแล้ว...














    หลังการชุมนุม ฟ้า กับพี่น้องพันธมิตรสุราษฎร์ ยังสานต่ออุดมการณ์ จัดตั้ง แนวร่วมกลุ่มผู้ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และองคมนตรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อรวมกลุ่มกันซื้อจานดาวเทียม ASTVไปแจกในชนบท และดำเนินงานต่างๆ ตามแนวทางของชื่อกลุ่ม

    ผลงานล่าสุดของแนวร่วมฯ ฟ้า เป็นคนหนึ่งที่ขึ้นหน้าหนึ่ง นสพ.ทุกฉบับในเมืองไทยก็คือ การไปเยี่ยม ยายนวมแม่ไอ้ตู่

    (อ่านเรื่องในลิ้งค์ http://mblog.manager.co.th/pijika/th-57357/)

    ทำเอาแกนนำพันธมิตร และนายกพี่มาร์คของเรา ถูกไอ้ตู่กล่าวหา ว่าส่งคนไปวุ่นวายกับแม่มัน ไม่เกี่ยวหรอก... ที่จริงเป็นผลงานของคนกลุ่มนี้เองค่ะ...

     







    ไม่กี่วันมานี้ ฟ้าโทรมาหาฉันบอกว่า มีคนขอแต่งงาน 

    ว้าววว...!!!เป็นไปได้... ทั้งที่พี่ๆ (ขอสงวนชื่อ) บนเวทีเคยจีบ ยังไม่ติด แล้วใครกันนะ ที่ขอเธอแต่งงานได้ เป็นไงมาไง... แถมเจ้าตัวยังตอบตกลงอีกต่างหาก...



     










    เรื่องมันยาว หากจะเล่าสั้นๆ ก็คือ 193 วัน ฟ้าอยู่ในสายตาชายหนุ่มคนหนึ่งมาโดยตลอด แต่เธอไม่รู้ตัว จนกระทั่งวันที่ระเบิดลงในทำเนียบ น้องโบว์2 เสียชีวิต ฟ้าก็อยู่ตรงนั้น ไม่หนี ไม่กลับ ชายหนุ่มคนนั้นเดินมาหา มีโอกาสคุยกับเธอเป็นครั้งแรก

    เธอคุยด้วย เพราะเป็นพันธมิตรด้วยกัน แต่ไม่คิดสนใจทางชู้สาว เพราะไม่ชอบหน้าตา ท่าทาง สไตล์การแต่งกายของชายคนนั้น

    เขาบอกว่าเขาประทับใจเธอสุดๆ ในคืนนั้น จนต้องเข้ามาคุยด้วย











    หลังจากนั้นก็สานความสัมพันธ์กันมาในฐานะพี่น้องพันธมิตร

    จนวันฉลองชัยชนะที่สุวรรณภูมิ เช้าตรู่ของวันนั้น คนอื่นกำลังชื่นมื่น แต่ฟ้าลุกขึ้นกลับ เพราะจบแล้ว ขอกลับไปทำงานทำการเสียที ชายหนุ่มคนนั้นก็เดินเข้ามาคุย เธอบอกว่าจะกลับบ้าน แต่จะคงขับรถไม่ไหว ต้องขอตัวไปนอนโรงแรมที่พักสักครู่ แล้วค่อยขับรถยาวไปสุราษฎร์

    หนุ่มคนนั้นอยากกลับด้วย บ้านเขาอยู่นครศรีธรรมราช แต่ไม่กล้าละลาบละล้วง ต้องปล่อยให้เธอกลับไปนอน

    ฟ้านอนยาวจนเย็น ตื่นมาเตรียมตัวกลับ นึกขึ้นได้ว่ามีพันธมิตรอยากร่วมทาง จึงโทรหาเขา เขาบอกว่านั่งอยู่บนรถทัวร์แล้ว...

    เธอ... ขับรถกลับคนเดียว...

    เขา... นั่งรถทัวร์กลับไป ด้วยหัวใจที่ว้าวุ่น อยากจะพบกับเธออีก














    ฟ้า เสื้อดำ














    ฝันเป็นจริง เมื่อเกิด แนวร่วมกลุ่มผู้ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และองคมนตรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี หนุ่มนครฯ จึงอาสามาช่วยงานสาวสุราษฎร์ ทุกครั้งที่มีกิจกรรม




              ฟ้าเล่าว่า เขาไม่พูดไม่จา แต่มาช่วยงานตลอด จนรู้จักนิสัยกันและกัน จนพี่น้องพันธมิตรสุราษฎร์ในกลุ่มรักใครเอ็นดู แม้เธอจะไม่ชอบหนุ่มผมยาว ผิวดำ สักเต็มตัว หนวดเคราเฟิ้ม แต่งกายเซอร์ๆ
          
          แต่... กามเทพทำงานแล้ว...


    ความเป็นคนใต้เหมือนกัน... นิสัยคล้ายกัน กินอาหารเหมือนกัน

    เขา... แม้จะเป็นหนุ่มโสดเนื้อหอม... แต่...

    ยอมรับในสิ่งที่เธอเป็น

    ฟ้า... เคยแต่งงาน ลูกสาม ลูกชายคนโต 14 คนกลาง 11 ลูกสาวคนเล็ก 9 ขวบ และหมดตัว!!!เนื่องจากเงินเก็บทั้งชีวิตทุ่มไปกับการชุมนุม ไม่ใช่อุปสรรค กลับทำให้เขามุ่งมั่นทำคะแนน จนเด็กๆ รักเขาอย่างสนิทใจ... พร้อมจะร่วมกับเธอสร้างฐานะขึ้นมาใหม่

     

    ในร้านอาหารใหม่ชื่อ ร้านอาหารพันธมิตร

    ***ขายอาหารตามสั่ง ถ.วัดโพธิ์ในลึก อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี


     






    ความประทับใจในรัก... คือ เขาไม่ได้จีบเล่นๆ แต่รักจริงหวังแต่ง เข้าหาทุกคนรอบข้างเธออย่างมุ่งมั่น เพื่อให้รอบข้างยอมรับ...

     

    ต้องขอบคุณ...

    สายใยที่ถักทอความรักความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่มาโดยตลอด ตั้งแต่เริ่มต้น คือ... ความเป็น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเต็มร้อย

    เส้นใยแห่งการเริ่มต้น สายใยแห่งความผูกพัน กำลังถักทอครอบครัวใหม่ขึ้นมาบนผืนธงอุดมการณ์หัวใจ ภายใต้อุดมการณ์ชีวิตที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจมาด้วยกัน


     







    ขอแสดงความยินดีกับ...

    คุณแทน กากบาท (นักร้องนำวง กากบาท) ศิลปินพันธมิตรหนุ่มจากนครศรีธรรมราช ผู้พิชิตหัวใจสาวพันธมิตรสุราษฎร์ธานีได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด...


     

    หลายคนอาจไม่ทราบว่า แทน กากบาท เป็นเบื้องหลังศิลปินดังๆ หลายคน ในฐานะนักแต่งเพลง เขาเป็นทั้ง กวี นักเขียน หรือแม้กระทั่งเป็น นักแสดง ในวงการบันเทิงที่ประสบความสำเร็จในชีวิต และแบ่งเวลามาร่วมขับร้องบนเวที เพลงที่ติดหูฉันคือเพลง ทาวต๊ะ(แปลว่า พอกันที) และกำลังจะออกอัลบั้มใหม่ในเร็วๆ นี้ 


     



     


    เห็น "แทน กากบาท" มั้ยคะ... ยืนร้องเพลงอยู่ขวาสุด

     

     


    อีกสองเดือนข้างหน้า เชิญพี่น้องเอ๊ยยยย... รอฟังข่าวงานแต่งสุดเก๋ สไตล์เวทีพันธมิตร ที่จะมีศิลปินมาร่วมยินดีคับคั่ง ใน กทม.


     







     






    หลักฐาน/พยานสำคัญในกรณีคดี "สนธิ"

    ประจักษ์พยานหลักฐานสำคัญ พิชิตคดีลอบสังหาร “สนธิ”!
    โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 15 กรกฎาคม 2552 19:44 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น






    ลังเกิดเหตุยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล จนนำสู่การออกหมายจับ ทีมผู้ก่อเหตุ โดยหลายคนไม่แน่ใจว่า คดีนี้จะสามารถลงโทษ ผู้กระทำความผิดในชั้นศาลได้หรือไม่ และตำรวจเขามีหลักฐานสำคัญอะไร ที่นำไปสู่การออกหมายจับกุม ภายใต้การคุมทีมโดย พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ นายพลไม้บรรทัด ผู้ที่ไม่เคยมีประวัติ “จับแพะ”
           
           ย้อนไปขณะเกิดเหตุ....เมื่อเวลา 05.45 น.วันที่ 17 เม.ย.มีพยานบุคคล ซึ่งประกอบด้วย คนขับรถและพนักงานเก็บตั๋ว สขมก. ประมาณ 4 คน ยืนยันว่า ขณะขับรถตามหลังรถนายสนธิ มาเมื่อถึงหน้าวัดเอี่ยมวรนุช เห็นรถกระบะ ไม่ทราบยี่ห้อและรุ่น ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ขับแซงรถคันเกิดเหตุไปจอดด้านหน้า จากนั้นคนร้ายที่นั่งกระบะท้าย 2 คน ลุกขึ้นนั่ง และใช้อาวุธสงครามยิงใส่รถนายสนธิ ก่อนที่คนร้ายหลบหนีไป พยานเด็กปั๊มที่เห็นเหตุการณ์อีก 2 คน ชุดสืบสวนยังได้พยานปากสำคัญซึ่งเห็นเหตุการณ์อย่างละเอียดตั้งแต่คนร้ายเริ่มลงมือจนเหตุการณ์ยุติ ซึ่งคนร้ายได้พยายามสังหารพยานโดยการยิงใส่แต่พยานหลบทัน โดยพยานสำคัญได้อยู่ในความคุ้มครองของชุดสืบสวน
           
           หลักฐานกล้องวงจรปิด CCTV บริเวณแยกบางขุนพรหม ซึ่งใช้ได้บางตัว รวมทั้งกล้องวงจรปิดทั้งหมด 206 กล้อง ในวันเกิดเหตุบริเวณแยกต่างๆ ใกล้ทำเนียบรัฐบาล เช่น แยกวังแดง แยกสวนมิสกวัน แยกพระบรมรูปทรงม้า รวมทั้งภาพจากกล้องวงจรปิดจากร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ธนาคาร และทางด่วนทุกจุด โดยที่กล้องวงจรปิด สามารถบันทึกรถที่คนร้ายไว้ได้ โดยภาพทีวีวงจรปิดของปั๊มน้ำมันบางจาก สาขาถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ขาเข้า พบรถยนต์กระบะโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีเปลือกมงคุด หมายเลขทะเบียน บธ 1474 ลพบุรี จอดอยู่เวลา 04.46 น.ต่อมาได้ขับออกไป จากนั้นในเวลา 05.44 น.เจ้าหน้าที่พบภาพทีวีวงจรปิดจากปั๊มน้ำมันอีกแห่งหนึ่งในถนนสายเดียวกัน แต่เป็นเส้นขาออกในเวลา 05.44 น.
           
           ทีมสืบสวนได้จำลองเหตุการณ์ ว่า รถยนต์กระบะวีโก้ได้มาจอดรถเวลาที่ปั๊มน้ำมัน ก่อนที่จะเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ โดยที่รถกระบะมาสด้า ได้ทำการประกบรถของ นายสนธิ มาจาก บ้านพัก จากนั้นจึงมาลงมือพร้อมกัน ก่อนที่จะวิ่งประกบตามกันมาเลี้ยวขวาตรงแยกคอกวัว ถ.ราชดำเนินกลาง ก่อนจะขึ้นสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ออกนอกเมืองไปพร้อมกัน
           
           หลักฐาน อาวุธปืน และกระสุน ที่ใช้ก่อเหตุ ประกอบด้วย เอ็ม 16 อาก้า เอสเค เอ็ม 203 โดยกระสุนปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 ขนาด 5.56 มม.จำนวน 3 ปลอก ซึ่ง 2 ใน 3 เป็นกระสุนที่ผลิตโดยกรมสรรพาวุธทหารบก มีการตีตราสัญลักษณ์ (RTA)ROYAL THAI ARMY โดยหลักฐานชิ้นนี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ยอมรับว่า เป็นกระสุนที่มาจากกองพลทหารราบที่ 9 ซึ่งอยู่ในสายงานการบังคับบัญชาของกองทัพภาคที่ 1 แต่เป็น
           กระสุนที่ใช้ในการฝึกยิงและได้มีการรั่วไหลออกมา โดยหลักฐานอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุล่าสุด(15 ก.ค.) พล.ต.อ.ธานี ยอมรับว่า นั้นยังไม่พบเลย แต่ก็ไม่มีผลต่อการดำเนินคดี เนื่องจากมีพยานแวดล้อมและหลักฐานอื่นอีก
           
           หลักฐานรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ คันแรก รถยนต์กระบะโตโยต้าวีโก้ สีเปลือกมังคุด ทะเบียน บธ 1474 ลพบุรี ยืนยันแน่นอนว่า เป็นรถที่คนร้ายนำมาก่อเหตุ ส่วน น.ส.รัศมี เมฆชัย ที่มีชื่อเป็นผู้ครอบครอง พบว่าไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี เนื่องจากอาจมีคนอื่นนำรถไปใช้ ส่วนรถกระบะมาสด้า ซึ่งเป็นรถอีกคันที่คนร้ายใช้ขับประกบรถของนายสนธิ มาจากบ้านพัก ตรวจสอบพบว่าในประเทศไทยมีจำนวน 800 กว่าคัน ตรวจสอบแล้วพบเข้าข่ายเพียง 5 คัน อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบ นอกจากนั้นยังมีหลักฐานการใช้โทรศัพท์มือถือ ของกลุ่มคนร้าย ที่พบว่ามีการติดต่อกันในช่วงก่อนเกิดเหตุ และ หลังเกิดเหตุ
           
           หลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ จากการตรวจสอบรถยนต์ของนายสนธิ และ สภาพการจำลองวิถีกระสุน รวมทั้ง การตรวจลายนิ้วมือแฝง และคราบเขม่าดินปืน จากรถคันที่ใช้ก่อเหตุ
           
           ส่วนหลักฐานเด็ด คือประจักษ์พยาน 2 คน ที่เห็นคนร้ายอย่างชัดเจน และถือเป็นหลักฐานที่ทำให้ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ ใช้ตัดสินใจในนาทีสุดท้าย ก่อนจะเสนออนุมัติหมายจับกุม เริ่มต้นบันไดขั้นแรก เพื่อนำไปสู่การปิดคดี ลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล สร้างเกียรติประวัติก่อนเกษียณอายุราชการ 30 ก.ย.2552 นี้

    July 15

    รถ Fuel Cell ที่น่าใช้ในปีต่อไปของฉัน

    สุดถูก!Fuel Cell เอื้ออาทรจ่าย11,000บ.ก็ได้ขับ
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 กรกฎาคม 2552 14:36 น.
           ถือว่าฮือฮาเอาเรื่องเหมือนกันเมื่อ Horizon Fuel Technologies จัดการเปิดตัวรถยนต์เซลส์เชื้อเพลิง หรือ Fuel Cell Car รุ่นใหม่ล่าสุดออกมาด้วยขนาดตัวถังแบบ 2 ที่นั่งทรงกะทัดรัดสำหรับการใช้งานในเมือง และที่สำคัญมีราคาค่าเช่าใช้ที่ถูกมาก เพียงครึ่งหนึ่งของราคาค่าเช่าใช้ต่อเดือนของฮอนด้า FCX Clarity รถยนต์พลังเซลล์เชื้อเพลิงหนึ่งเดียวที่มีให้บริการอยู่ในตลาดตอนนี้

           ผลผลิตของ Horizon Fuel Technologies มีชื่อว่า Riversimple ซึ่งเป็นการทำงานที่บริษัททดลองและพัฒนามานานกว่า 4 ปีก่อนที่จะได้ผลงานที่สามารถใช้ได้จริง และทางบริษัทแห่งนี้จะมีการนำรุ่นต้นแบบจำนวน 10 คันออกให้บริการทดลองเช่าใช้ในตลาดอังกฤษภายในปีหน้า ส่วนแพลนจริงๆ ของการให้เช่าใช้อย่างเป็นทางการอยู่ที่ปี 2013 โน่น ตัวรถได้รับการออกแบบให้เบาด้วยการใช้วัสดุประเภท Composite ที่มีน้ำหนักเบา แถมระบบเซลล์เชื้อเพลิงยังมีขนาดกะทัดรัดแต่ทว่าเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ
           
           ไฮโดรเจนจะถูกอัดอยู่ในถังเก็บแรงดันสูงขนาด 1 กิโลกรัม ซึ่งปริมาณขนาดนี้บวกกับตัวเก็บประจุขนาดเล็ก หรือ Ultra Capacitors และการออกแบบระบบให้มอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ปั่นกระแสไฟฟ้าเข้ามาเก็บในตัวเก็บประจุเมื่อมีการเบรกหรือถอนคันเร่งก็เพียงพอสำหรับการสร้างกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ในการขับเคลื่อนรวมระยะทาง 240 ไมล์ หรือ 386 กิโลเมตร และทำความเร็วสูงสุดได้ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

           

           

           สนนราคาค่าเช่าเพียง 200 ปอนด์ หรือ 315 เหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน(ประมาณ 11,000 บาท) เท่านั้น ถูกกว่า FCX Clarity ของฮอนด้าที่มีค่าเช่าใช้ต่อเดือนอยู่ที่ 600 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 21,000 บาทถึงเกือบเท่าตัว และถูกกว่ารถยนต์พลังไฟฟ้าอย่างมินิ คูเปอร์ อี เกือบ 3 เท่าตัว (ราคาเช่าใช้ต่อเดือน 850 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 29,750 บาท)

    July 14

    ความกล้าของ "พันธมิตร"

    ความกล้าของชาวพันธมิตรฯ
    โดย สันติ ตั้งรพีพากร 14 กรกฎาคม 2552 14:40 น.
    หากจะวิสัชนาถึงความกล้าของชาวพันธมิตรฯ หนีไม่พ้นเรื่อง “ที่มา” และ “ลักษณะ”
           
            เรื่องของ “ที่มา” หนีไม่พ้นการพิจารณาด้วยสายตาประวัติศาสตร์ (ตามหลัก “ท่วงทำนอง”ในการสร้างปัญญาแกนพันธมิตรฯ ที่ “ไม่ตัดอดีต”)
           
            เรื่องของ “ลักษณะ” หนีไม่พ้นการพิจารณาด้วยสายตาเปรียบเทียบ (เข้าหลัก “มองเห็นป่าทั้งป่า”ใน “ท่วงทำนอง”การสร้างปัญญาแกนฯ)
           
           ในเรื่องของ “ที่มา” เมื่อเรามองด้วยสายตาประวัติศาสตร์ เราก็จะพบว่า ชาวพันธมิตรฯ กำลังสร้างประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกันประวัติศาสตร์ก็กำลังสร้างชาวพันธมิตรฯ ก็จะได้คำตอบถึงที่มาของความกล้าของชาวพันธมิตรฯ
           
            193 วันของการต่อสู้ ทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกรงเล็บของระบอบทักษิณ แม้ปัจจุบัน อำนาจบริหารประเทศจะยังตกอยู่ในมือของกลุ่มอำนาจการเมืองเก่า นักการเมืองน้ำเน่ายังคงจ้องหาโอกาสกอบโกยโกงกิน แต่ความร้ายกาจก็เทียบกับกลุ่มการเมืองในระบอบทักษิณไม่ได้ ตรงนี้พิสูจน์ว่า การต่อสู้ของขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประสบความสำเร็จในการต่อสู้ โค่นล้มระบอบทักษิณ และจะต้องเดินหน้าสู้ต่อไป เพื่อล้างการเมืองเก่า สร้างการเมืองใหม่ให้สำเร็จ
           
           นี่คือภารกิจศักดิ์สิทธิ์ร่วมกันของพวกเราชาวพันธมิตรฯ
           
            ในระหว่างการต่อสู้ ชาวพันธมิตรฯ ภายใต้แบบอย่างการนำของแกนนำชุดปัจจุบัน ได้หล่อหลอมดวงใจเข้าเป็นหนึ่งเดียว ทุ่มเทสรรพกำลังที่มีอยู่เข้าไปในกระบวนการเคลื่อนไหวต่อสู้ เกิดสภาวะตกผลึกทางจิตใจว่า คุณสมบัติร่วมกันของชาวพันธมิตรฯ ก็คือ “เสียสละ ซื่อสัตย์ กล้าหาญ อดทน”
           
            นี่คือจิตใจที่บังเกิดขึ้นในท่ามกลางการเคลื่อนไหวต่อสู้ เปลี่ยนแปลงประเทศไทย สร้างประวัติศาสตร์ชาติไทย
           
           อีกนัยหนึ่ง เป็นสิ่งที่ประวัติศาสตร์สร้างขึ้น เพราะถ้าชาวพันธมิตรฯ ไม่โถมตัวเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงการเมือง เพื่อสร้างการเมืองใหม่ ก็จะไม่เกิดการหลอมรวมของจิตใจเช่นนี้อย่างแน่นอน
           
           สรุปคือ ประวัติศาสตร์ได้สร้างจิตใจร่วมกันให้แก่ชาวพันธมิตรฯ
           
           แน่นอนเหลือเกินว่า เมื่อชาวพันธมิตรฯ ยิ่งทุ่มเทสรรพกำลังเข้าสู่กระบวนการต่อสู้ล้างการเมืองเก่า-สร้างการเมืองใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ ชาวพันธมิตรฯ ก็จะยิ่งพัฒนาเปลี่ยนแปลงตนเองมากขึ้น เกิดความพร้อมยิ่งขึ้นในการปฏิบัติภารกิจทางประวัติศาสตร์อันศักดิ์สิทธิ์ของการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ที่เริ่มต้นด้วยการโค่นล้มระบอบทักษิณ ล้างการเมืองเก่า สร้างการเมืองใหม่
           
           ในเรื่อง “ลักษณะ” ของความกล้าที่ชาวพันธมิตรฯ แสดงออกตั้งแต่ระดับแกนนำจนถึงชาวพันธมิตรฯ ที่มาจากทั่วทุกสารทิศทุกเพศวัย คือ กล้าอย่างมีปัญญา
           
            ขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคลื่อนไหวต่อสู้ด้วยการใช้ปัญญาชี้นำมาตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้จิตใจที่เสียสละ กล้าหาญ ซื่อสัตย์ อดทน มีนัยที่แตกต่างไปจากที่เราพบเห็นอยู่ทั่วไป
           
            ทั้งนี้เพราะการ “จุดเทียนปัญญา - เอาธรรมนำหน้า” คือเข็มทิศชี้นำการเคลื่อนไหวต่อสู้ของชาวพันธมิตรฯ ตั้งแต่ต้นจนปลาย
           
            ขณะที่ “สันติอหิงสา” และ “อารยะขัดขืน” คือยุทธศาสตร์หลักในการเคลื่อนไหวต่อสู้ในห้วง 193 วัน
           
            ในห้วงเวลาดังกล่าว ชาวพันธมิตรฯ กล้าที่จะยืนหยัด กล้าที่จะอดทน กล้าที่จะฟันฝ่า กล้าที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างที่สอดคล้องกับทิศทางและยุทธศาสตร์ของการต่อสู้ ซึ่งก็คือ กล้าอย่างรู้ว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นถูกต้อง ศักดิ์สิทธิ์ เป็นสิ่งดีสำหรับประเทศชาติและสถาบันฯ และจะเป็นสิ่งดีสำหรับประชาชนชาวไทยในที่สุด
           
            มันก็คือความกล้าอันยิ่งใหญ่
           
            ด้วยเหตุนี้ ชาวพันธมิตรฯ จึงกล้าที่จะปักหลักอยู่ในทำเนียบฯ มิไยที่รัฐบาลในเวลานั้นจะใช้ตำรวจและอันธพาลการเมืองข่มขู่คุกคามทุกรูปแบบ เช่น การตั้งข้อหากบฏกับแกนนำ การยกกำลังเข้าก่อกวน ลอบทำร้าย เป็นต้น และแม้เมื่อรัฐบาลใช้อาวุธร้ายเข่นฆ่าชาวพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 และระดมยิงด้วยระเบิดเอ็ม 79 อย่างต่อเนื่อง สร้างความสูญเสียแก่ชีวิตมากมาย ชาวพันธมิตรฯ ก็กล้าที่จะปักหลักสู้ต่อไปโดยไม่แตกแถว ไม่ใช้อาวุธตอบโต้การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจและกลุ่มอันธพาลการเมือง ทำให้รัฐบาลพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงในทางการเมือง ส่งผลให้รัฐบาลนอมินีในระบอบทักษิณล้มครืนเร็วขึ้น
           
            ความกล้าของชาวพันธมิตรฯ จึงเป็นความกล้าที่น่ายกย่องสรรเสริญ เป็นความกล้าที่ประเทศชาติสามารถฝากอนาคตได้
           
            สิ่งที่ชาวพันธมิตรฯ ต้องเสริมเพิ่มต่อไปคือ “ปัญญารู้ทัน” เพราะปัญญารู้ทันคือปัจจัยกำหนดให้ความกล้าของชาวพันธมิตรฯ มีลักษณะก้าวหน้า ทันเหตุการณ์ และถูกต้องยิ่งขึ้น ทำให้การต่อสู้ของชาวพันธมิตรฯ ตลอดจนมวลมหาชนชาวไทยที่เคลื่อนตัวเข้ามาอยู่ในแถวของการต่อสู้ล้างการเมืองเก่า สร้างการเมืองใหม่ ประสบความสำเร็จ ได้รับชัยชนะตลอดไป ในทุกขั้นตอนของการต่อสู้
           
            ยิ่งชาวพันธมิตรฯ มีปัญญารู้ทัน ก็ยิ่งจะเกิดความกล้าที่ถูกต้อง กล้าคิด กล้าทำ กล้าล้าง (การเมืองเก่า) กล้าสร้าง (การเมืองใหม่) กล้าเปลี่ยนแปลงประเทศไทย กล้าสร้างประวัติศาสตร์ชาติไทย
           
            ถึงที่สุดแล้วก็คือ กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง
           
            เชื่อเหลือเกินว่า ตราบใดที่ชาวพันธมิตรฯ ยังยืนหยัดในแนวทางการต่อสู้ทางการเมือง ด้วยการจุดเทียนปัญญา เอาธรรมนำหน้า เป็นเบื้องต้น (ส่วนยุทธศาสตร์การต่อสู้สามารถปรับเปลี่ยนไปตามสภาวการณ์รูปธรรมในแต่ละขั้นตอน โดยเฉพาะคือ ลักษณะของคู่ต่อสู้ว่าเป็นใคร) ชาวพันธมิตรฯ จำนวนมากยิ่งขึ้นก็จะยิ่งสามารถแสดงออกถึงความกล้าได้อย่างถูกต้อง และอย่างเต็มที่
           
            เพราะในหัวใจของชาวพันธมิตรฯ ทุกคน ล้วนเข้าใจแจ่มแจ้งว่า กำลังต่อสู้เพื่อใคร เพื่อบรรลุเป้าหมายอะไร
           
            โดยนัยดังกล่าว ภารกิจของแกนนำ (ทุกระดับ ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค) ในการ “จุดเทียนปัญญา” จึงทรงความสำคัญยิ่งยวดเสมอ ตั้งแต่ต้นจนปลาย

    ออกหมายจับคนยิง "สนธิ"แล้ว

    เปิดตัว ส.ต.ท.ร่วมสังหารสนธิ คนข้างกาย บิ๊กดีเอสไอ”!

    โดย ทีมข่าวอาชญากรรม

    14 กรกฎาคม 2552 20:11 น.

    สภาพรถที่นายสนธิถูกยิง

    ทหารจากพลร่มป่าหวาย เข้างเกตการร์ตำรวจพฐ.ตรวจพิสูจน์รถกระบะวีโก สีดำ

     

    ส.ต.ท.ที่ถูกออกหมายจับในคดีร่วมสังหาร สนธิ ลิ้มทองกุลสังกัด บช.ปส.ช่วยราชการหน้าห้องรองอธิบดีดีเอสไอ เผยถูกดึงไปช่วยป ฏิบัติการลับ มีความชำนาญพิเศษเรื่องดักฟังโทรศัพท์ หน้าตาดี ชอบสวมแว่นดำอำพรางนัยน์ตา เกลียดสนธิ-เอเอสทีวีเข้าไส้ หลังเกิดเหตุ หายหน้าไปจากดีเอสไอ ขณะที่ตำรวจและบิ๊กดีเอสไอ ปัดกันวุ่นเรื่องต้นสังกัดส.ต.ท.
           
           วันนี้ (14 ก.ค.) ภายหลังจากที่พนักงานสอบสวนชุดคลี่คลายคดีคนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงถล่ม นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เอเอสทีวีผู้จัดการ ได้ขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหา จำนวน 2 ราย เป็นนายทหารชั้นประทวน สังกัดศูนย์สงครามพิเศษลพบุรี ทราบเบื้องต้น ชื่อ ปัญญา และนายตำรวจระดับชั้นประทวนสังกัด บช.ปส.ชื่อ วุฒิ ไม่ทราบนามสกุล เพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดีนั้น
           
           สำหรับนายตำรวจชั้นประทวนที่ถูกออกหมายจับนั้น ทราบเบื้องต้นชื่อ ส.ต.ท.วีระวุฒิ มุ่งสันติ สังกัดศูนย์การข่าว กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ช่วยราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
           
           พล.ต.ต.อติเทพ ปัญจมานนท์ รอง ผบช.ปส.ในฐานะ โฆษก บช.ปส.กล่าวถึงกรณีที่พนักงานสอบสวนขอศาลออกหมายจับ ส.ต.ท.วีระวุฒิ มุ่งสันติ เจ้าหน้าที่ศูนย์ข่าว บช.ปส.ว่า จากการตรวจสอบ พบว่า ส.ต.ท.วีระวุฒิ ได้ทำหนังสือโอนย้ายไป กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เมื่อกลางปี 2551 และทางต้นสังกัด และ ตร.ได้อนุมัติเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้รับหนังสือตอบรับจากทางดีเอสไอ อย่างไรก็ตาม ส.ต.ท.วีระวุฒิ จึงยังเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.ปส.อยู่ และขณะนี้ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ณรงค์ศักดิ์ ขันธ์วิจารณ์ รอง ผบก.ศูนย์การข่าว บช.ปส.ติดตามตัว เพื่อให้มารายงานตัวแล้ว
           
           ด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย รองอธิบดีดีเอสไอ ตรวจสอบข้อมูลในส่วนนี้ เพราะได้มอบหมายให้ดูเรื่องบุคลากร โดยเบื้องต้นตนทราบเพียงว่า ส.ต.ท.วีระวุฒิ มุ่งสันติ ผู้ต้องหาคดียิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ทำเรื่องขอมาช่วยราชการที่ดีเอสไอ เมื่อปี 2550 แต่เท่าที่ทราบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังไม่มีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร เกี่ยวกับการให้มาช่วยราชการที่ดีเอสไอเต็มตัว
           
           ขณะที่ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ได้ตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวแล้ว ส.ต.ท.วีระวุฒิ มุ่งสันติ ได้ทำเรื่องขอโอนมาช่วยราชการที่ดีเอสไอ 2 ครั้ง ครั้งแรก ปี 2548 สมัย พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ เป็นอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งทางดีเอสไอได้สอบถามไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อปี 2549 ว่าขัดข้องหรือไม่ ซึ่งตอนนั้นทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ไม่ให้ แต่ไม่แจ้งเหตุผล ซึ่งเรื่องก็เงียบไป จากนั้นเมื่อ มี.ค.2550 สมัย นายสุนัย มโนมัยอุดม เป็นอธิบดีดีเอสไอ ส.ต.ท.วีระวุฒิ ก็ได้ทำเรื่องขอโอนช่วยราชการอีกครั้ง และทางดีเอสไอได้ทำเรื่องถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปี 2551 ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุไม่ขัดข้อง จากนั้นดีเอสไอก็ได้ทำเรื่องสอบถามไปยัง ก.พ.เพื่อเทียบวุฒิฐานเงินเดือนว่า ส.ต.ท.วีระวุฒิ เทียบเท่ากับระดับซีอะไร ซึ่ง ก.พ.แจ้งว่า ส.ต.ท.วีระวุฒิ เทียบเท่าเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลระดับ 2 ซึ่ง ส.ต.ท.วีระวุฒิ ไม่มา แต่ไม่รู้ทาง พ.ต.อ.ดุษฎี ได้พามาช่วยงานหรือไม่ เมื่อผู้สื่อข่าวได้บอกกับ พ.ต.อ.สุชาติ ว่า ได้โทร.สัมภาษณ์ พ.ต.อ.ดุษฎี มาแล้วแต่ไม่ได้รายละเอียดอะไร ซึ่ง พ.ต.อ.สุชาติ กล่าวว่า ภรรยาของ พ.ต.อ.ดุษฎี ป่วยเป็นไข้หวัด 2009 ตนยังไม่กล้าไปเยี่ยมเลย แต่ไม่รู้อยู่โรงพยาบาลอะไร
           
           มีรายงานว่า ส.ต.ท.วีระวุฒิ นั้น ไปช่วยราชการอยู่ที่หน้าห้อง พ.ต.อ.ดุษฎี อารยะวุฒิ รองอธิบดีดีเอสไอ เมื่อผู้สื่อข่าวทราบ จึงได้โทรศัพท์สอบถามไปยัง พ.ต.อ.ดุษฎี ภายหลังจากตำรวจได้ออกหมายจับ ส.ต.ท.วีระวุฒิ มุ่งสันติ ฐานะช่วยราชการ พ.ต.อ.ดุษฎี อยู่ที่ดีเอสไอ และเป็นผู้ต้องหายิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ และเป็นผู้ก่อตั้งเอเอสทีวีผู้จัดการ ซึ่งเมื่อ พ.ต.อ.ดุษฎี รับสาย ผู้สื่อข่าวได้แนะนำตัวว่า เป็นผู้สื่อข่าวจากเอเอสทีวีผู้จัดการ ทาง พ.ต.อ.ดุษฎี ก็ปฏิเสธทันทีว่าอะไร คุณเป็นใคร ผมไม่เห็นรู้จักคุณเลย ทั้งที่ผู้สื่อข่าวยังไม่แจ้งจุดประสงค์จะสอบถามเรื่องอะไร จากนั้น พ.ต.อ.ดุษฎี พูดตบท้ายว่าผมไม่รู้จักเอางี้แล้วกัน ตอนนี้ผมเฝ้าภรรยาอยู่ห้องไอซียู แล้วปลายสายก็หลุดไป
           
           รายงานข่าวระบุว่า ส.ต.ท.วีระวุฒิ มุ่งสันตินั้น ผู้ที่เคยร่วมทำราชการลับกับ ส.ต.ท.วีระวุฒิ ให้ข้อมูลกับเอเอสทีวีผู้จัดการรายวัน ว่า ส.ต.ท.วีระวุฒิ ถือเป็นบุคคลลึกลับในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่มีความใกล้ชิดระดับมือขวาให้กับ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยะวุฒิ รองอธิบดีดีเอสไอ โดยเป็นผู้ที่มีความชำนาญเกี่ยวกับเรื่องโทรศัพท์ เนื่องจากอดีตเคยทำงานในบริษัทโทรคมนาคมมาก่อน แต่ถูกไล่ออก ก่อนจะเข้ามาเป็นตำรวจ บช.ปส.และถูกดึงตัวมาช่วยราชการที่ดีเอสไอ เพื่อช่วยงานสืบราชการลับ ทั้งบนดินและใต้ดิน ให้กับ พ.ต.อ.ดุษฎี ครั้งนั่งเก้าอี้ ผบ.สำนักคดี จนมีข่าวการดักฟังโทรศัพท์ จนกระทั่งถูกโยกขึ้นเป็นรองอธิบดีดีเอสไอ
           
           ส.ต.ท.วีระวุฒิ ยังถือเป็นบุคคลที่ถูกใช้งานในเรื่องการตามหาพยานที่มีปัญหา และเคยไปก่อเหตุยิงข่มขู่บ้านพยานในคดีฆ่า นายเจริญ วัดอักษร จนพยานได้มีการร้องเรียนเกิดขึ้น ทั้งนี้ รูปพรรณสัณฐานโดยทั่วไปของ ส.ต.ท.วีระวุฒิ นั้น สูงประมาณ 165-170 ซม.ไว้ผมรองทรงหนา หน้าตาค่อนข้างดี และชอบใส่แว่นดำพลางสายตาอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งอยู่ภายในสำนักงานดีเอสไอ ก็ตาม
           
           มีข้อมูลระบุว่า ระหว่างที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯนำประชาชนชุมนุมเคลื่อนไหวขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และภายในดีเอสไอนั้น มีการเปิดดูรายการที่ถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ก็พบว่า ส.ต.ท.วีระวุฒิ มักจะแสดงอาการไม่เห็นด้วย และชอบด่าทอ นายสนธิ จนถึงขั้นแยกตัวออกไป อีกทั้งจะไม่คบหาสมาคมกับผู้ที่ชอบดูเอเอสทีวีด้วย
           
           มีข้อมูลสำคัญชี้ว่า ช่วงหลังเกิดเหตุคดียิง นายสนธิ นั้น พบว่า ส.ต.ท.วีระวุฒิ ได้หายตัวไป และก็ไม่เคยมีใครเห็นมาปรากฏตัวที่ดีเอสไออีก ทำให้หลายคนคิดว่า ออกไปจากดีเอสไอ แล้ว จนกระทั่งมาถูกออกหมายจับในคดียิงนายสนธิในครั้งนี้

           บันไดก้าวแรก"ธานี"ออกหมายจับ 2 มือยิง"สนธิ"
           ตามรอย...กระบะวีโก้ รถล่าสังหาร"สนธิ"
           ออกหมายจับแล้ว!! 2 ราย ทหาร-ตำรวจ มือยิงสนธิ
           ด่วน! ยึดรถกระบะต้องสงสัยคดียิง สนธิ
           ความหวังจับทีมยิง สนธิฤๅต้องรอให้ กรรมจัดการ!
           ธานีลั่นเจอตอไม่ทำให้คดี สนธิอืด-ปัดตอบคำถามแทงใจคนระดับใด
           พัชรวาทยังไม่รู้เรื่อง! สางลอบยิง สนธิถูกข่มขู่-เจอตอ
           ธานีรับคดียิง สนธิเจอตอ! ตร.ขวัญกำลังใจกระเจิง!
           ธานีรายงาน อภิสิทธิ์ยันคำเดิมสางยิง สนธิปิดคดีได้ก่อนเกษียณแน่!
           ธานียันไม่จับแพะลอบยิง สนธิหลักฐานต้องชัดก่อนรวบตัว
           กระซิบเบาๆ...ใครหน้าไหนกล้าจับขาใหญ่สั่งยิง สนธิ
           ธานีแย้ม คนมีสีบงการสังหาร สนธิ”!
           ครบขวบเดือน ลอบสังหาร"สนธิ" ได้แต่รอฟัง"ข่าวดี"!
           ธานีการันตีคดีลอบสังหาร สนธิไม่มีตัน! แย้มให้รอฟังข่าวดี?
           ได้เค้ามือปืนยิง สนธิทีมสืบสวนถกเข้มบ่ายสองวันนี้!
           ธานีลั่น! ลอบสังหาร สนธิอีกไม่เกิน 4 เดือนปิดคดีได้แน่! คำต่อคำ : สนธิแถลงเปิดใจ เบื้องหลังเหตุลอบสังหาร
           สนธิเปิดใจ คนสั่งยิง เป็นแค่ทหารเลว ไม่ใช่กองทัพ หวังข่มขู่สื่อ-แกนนำภาคประชาชน
           "ธานี"ติวเข้มล่าทีมยิง"สนธิ"สอบปากคำถามสงสัยใครบงการ!
           14 วันผ่านไป"สนธิ"เชื่อมือ"ธานี"จับคนร้าย-เปิดโปงใครทำพรุ่งนี้!
           สนธิมั่นใจ ธานีจับคนร้าย-ปัดข่าวคุมตัวผู้ต้องสงสัย
           ธานีสอบปากคำ สนธิทางสืบสวนพุ่งเป้าคนใกล้ชิด ทักษิณชักใยสั่งการ!
           จับแล้ว 2 ทหาร 1 พลเรือน ผู้ต้องสงสัยทีมยิงสนธิ
           ตร.รู้ตัวทีมลอบสังหาร สนธิชี้ ไม่ใช่การจ้างแต่บังคับให้ฆ่า”!
           ตรวจหาวิถีกระสุน?...กับความหวังคลี่คลายคดียิงสนธิ
           ตร.ลพบุรีส่ง อาก้าพิสูจน์ ต้องสงสัยอาจเกี่ยวพันสังหารสนธิ”!
           ตร.เร่งสอบรถ-ทะเบียนหมวด สระบุรียิงถล่มสนธิ”!
           ตร.ขอ 1 สัปดาห์สรุปทิศทางการยิงคนร้ายคดีลอบสังหารสนธิ
           อัศวินแย้มข่าวดีจับคนร้ายยิงถล่ม สนธิภายใน 7 วัน
           ธานีประมวลเหตุการณ์ สรุปข้อมูลยิงถล่ม สนธิครบ 7 วัน!
           ตร.สงสัย 5 ทหารหน่วยรบพิเศษ รับงานฆ่าสนธิ
           ตร.ประสานกองทัพสอบกระสุนยิง สนธิ
           ปลอกกระสุน RTA ถล่ม สนธิกองทัพจะรับผิดชอบอย่างไร?
           อนุพงษ์จำนนหลักฐาน! รับกระสุนยิง สนธิมาจากกองพลทหารราบที่ 9
           หลักฐานชัด! กระสุนทหาร ทภ.1” ยิงถล่มสนธิ
           ผบ.ตร.เพิ่งสั่งเก็บรอยล้อรถคนร้ายถล่ม สนธิ”- ส่งทีมสืบควานหาพยานเพิ่ม!
           ตร.ตามพยานปากเอก คลายปมลอบสังหาร สนธิ
           5 วันลอบสังหาร สนธิมือปืนลอยนวล-พลเอกชั่วรับงานฆ่า
           พยานระบุ 2 คนร้ายยืน-นั่งท้ายรถลั่นไกถล่มสนธิ
           ยุติธรรมแจ้งสิทธิค่าคุ้มครองเหยื่อนางเลิ้งรับ 1 แสน!
           ธานีสวมบทนินจาสอบปากคำ สนธิยันทำให้ดีที่สุด
           สุพรยันกระสุนยิง สนธิไม่ได้ใช้ในราชการตำรวจ
           ตร.จำลองเหตุการณ์ หาวิถีกระสุนคนร้ายยิงสนธิ
           ธานียันคดีลอบสังหาร สนธิคืบหน้า - ดูวงจรปิดทุกจุดล่าคนร้าย
           ธานีกำชับทำคดีเสื้อแดงป่วนเมืองให้รวดเร็ว เป็นธรรม
           ธานีถกล่าทีมลอบสังหาร สนธิชุดสืบสวนเกาะติดพล.อ.(พ)-เสธ.คนดัง
           แผนฆ่า สนธิ-สุริยะใสมีจริง! ค่าหัวพุ่ง 3 ล้าน
           ตร.จับมือทหารตั้งด่าน 5 จุด ล้อมคอกหลังยิงสนธิ
           ย้อนรอยคดี สนธิ-ผู้จัดการตร.บ้อท่าจับผู้บงการ!
           ตร.โร่พึ่ง แฟนพันธุ์แท้สืบรถต้องสงสัยลอบยิงสนธิ
           ปรับด่วน! พัชรวาทแบ่งงานใหม่ ธานีเปลี่ยนคุม บช.น.แทนจงรัก
           เผยคนร้ายยิงถล่ม สนธิอาจเป็นทีมเดียวกับที่ยิงเอ็ม 79 ใส่ศาล รธน.
           จงรักฟันธง 5 คนร้าย รุมถล่มหมายสังหารสนธิ
           จงรักถกเครียดหาสวะยิง สนธิ” - ตร.โว จับมือปืนได้แน่!
           ตร.คุ้มกัน สนธิเข้ม! หวั่นคนชั่วก่อเหตุซ้ำ
           ครส.จี้รัฐเร่งสางคดีลอบฆ่า สนธิหวั่นเกิดสงครามเย็น
           ด่วน! ตร.ตามล่า 5 ทหารเลวยิงถล่ม สนธิปมประเด็นการเมือง
           ตร.ยันมือปืนอาชีพยิงถล่ม"สนธิ"หมายเอาชีวิต สั่งล่าตัวโดยด่วน
           คนดีผีคุ้ม! สนธิกระสุนโดนศีรษะ รอดตายปาฎิหาริย์
           สัตว์นรกลอบกัดส่งมือปืนกระหน่ำยิง สนธิบุญช่วยปลอดภัย

    ความผิดของ"เสื้อแดง" มีขนาดนี้นะ

    กก.สอบฯ ชี้ชัด “เสื้อแดง” จงใจล้มอาเซียน บีบ “มาร์ค” ออกยั่วปฏิวัติ-โทษสูงสุด “ประหาร”
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 กรกฎาคม 2552 09:16 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    คนเสื้อแดงบุกทำลายการประชุมผู้นำอาเซียนฯ ที่พัทยา เมื่อ 11 เม.ย.52

    กก.สอบเหตุเสื้อแดงป่วนเมืองเสร็จแล้ว 3 คณะ อนุฯ สอบเหตุการณ์พัทยาระบุชัดแกนนำ นปช.จงใจล้มประชุมอาเซียน หวังจุดชนวนจลาจลบีบ “อภิสิทธิ์” ลาออก-ยุบสภา ล่อทหารปฏิวัติ ชี้โทษปลุกระดมจับกุมตัวนายกฯ-ผู้นำต่างประเทศ ถึงขั้นประหารชีวิต ย้ำชัดฝ่ายข่าว ศรภ. สตช.บกพร่อง จี้เอาผิดทางวินัย-อาญา ก่อนเกิดเหตุซ้ำอีก ด้านอนุฯ สอบเหตุที่มหาดไทย สรุปนายกฯ เข้าไปในรถก่อนโดนเสื้อแดงล้อม และไม่มีใครเห็นเปิดประตูรถออกมา ส่วนอนุฯ ดินแดงสอบแล้วครึ่งทาง พบรถแก๊สขับมาโดยบังเอิญก่อนถูกยึด ด้านอนุฯ สอบเหตุที่ทำเนียบขอเวลาเพิ่ม 10 วัน เหตุเสื้อแดงแจ้งข้าวสารหาย
           
           ที่รัฐสภา วันที่ 13 ก.ค. มีการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อเดือน เม.ย.52 มีนายสมศักดิ์ บุญทอง ประธานคณะกรรมการฯ เป็นประธานการประชุม ที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลการรวบรวมเหตุการณ์ของอนุกรรมการทั้ง 7 คณะ เพื่อจัดทำรายงานเสนอต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยเบื้องต้นมีคณะที่สรุปข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นแล้ว ประกอบด้วย คณะอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ที่เมืองพัทยาและภูมิภาค คณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงบริเวณมหาดไทย และศาลรัฐธรรมนูญ และคณะอนุกรรมการศึกษาข้อกฎหมายและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ส่วนอีก 4 คณะยังไม่แล้วเสร็จ
           
           นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ส.ว.สรรหา ในฐานะประธานอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ที่เมืองพัทยาและภูมิภาค ได้ส่งรายงานประมาณ 200 หน้า รวบรวมข้อมูลจากเอกสารทั้งจากสื่อมวลชนและหนังสือราชการ รวมทั้งข้อมูลจากการลงพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี จ.อุดรธานี จ.ขอนแก่น จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย ซึ่งเป็นสถานที่ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยคณะอนุกรรมการฯ มีข้อสังเกตว่า เมืองพัทยาเป็นสถานที่ที่เหมาะสมกับการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และเชื่อว่าไม่น่าจะเกิดการณ์รุนแรงหรือเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ แต่เหตุที่เกิดความผิดพลาดขึ้นนั้น เกิดจากงานด้านการข่าวของรัฐบาล อาทิ สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) และ ครม.มีความบกพร่องอย่างมาก จึงทำให้ประเมินสถานการณ์ทั้งข้อมูลของฝ่ายกลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่รัฐผิดพลาด
           
           นอกจากนี้ อนุกรรมการฯ ยังเห็นอีกว่าการเตรียมการด้านการรักษาความปลอดภัยมีความบกพร่องหลายประการ อาทิ การประเมินของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ไม่ครบถ้วน และไม่วางแผนการปฏิบัติอย่างจริงจัง ขาดการเชื่อมโยงระหว่างแผนแม่บทและแผนในพื้นที่ทำให้ขาดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน รวมทั้งขาดการสื่อสารกับผู้ปฏิบัติทุกระดับ ทั้งนี้ยังเห็นอีกว่ากลุ่มคนเสื้อแดงได้ประกาศจะเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ไปชุมนุมต่อต้านที่พัทยา ซึ่งทำให้ภาพพจน์ประเทศชาติเสียหาย
           
           “การที่กลุ่มผู้ชุมนุมบุกโรงแรมรอยัลคลิฟบีช จนนำไปสู่การล้มการประชุมสุดยอดอาเซียน ไม่ได้มีมูลเหตุที่แท้จริงมาจากการปะทะระหว่างคนเสื้อแดงกับเสื้อน้ำเงินดังที่กลุ่มคนเสื้อแดงกล่าวอ้าง แต่มูลเหตุแท้จริงน่าจะมาจากผู้นำและแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงมีความต้องการตั้งแต่ต้นที่จะอาศัยจังหวะการประชุมสำคัญเช่นนี้ เพื่อก่อให้เกิดการจลาจลจนนำไปสู่การลาออกของนายกฯ การประกาศยุบสภา หรือนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร” นายอโณทัยกล่าว
           
           ส่วนเหตุการณ์ที่คนเสื้อแดงทุบรถนายกฯ ระหว่างติดไฟแดงที่พัทยา เมื่อวันที่ 7 เมษายน อนุกรรมการฯ เชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีคนโยงใยและตั้งใจให้เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นไปเพราะความบังเอิญหรือผิดพลาดโดยไม่เจตนา ดังนั้น เห็นว่ารัฐบาลควรทำเรื่องนี้ให้กระจ่างและดำเนินคดีทางอาญาและทางวินัยกับผู้ที่กระทำความผิดอย่างเร่งด่วน มิฉะนั้นรัฐบาลจะถูกมองว่าไม่มีความกล้าในการดำเนินการ และอาจเป็นเหตุให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำรอยอีก
           
           “อนุกรรมการฯ มีความเห็นสำหรับการบุกรุกเข้าไปโรงแรมที่จัดการประชุม ยังมีผู้กระทำผิดและร่วมกระทำความผิดอีกมาก โดยเฉพาะแกนนำกลุ่มเสื้อแดงที่ยังไม่ถูกดำเนินคดี เพราะมีการปลุกระดมให้ผู้ชุมนุมใช้กำลังบุกรุกสถานที่ เพื่อจับกุมนายกรัฐมนตรีและผู้นำประเทศต่างๆ ซึ่งเข้าข่ายการประทุษร้ายต่อเสรีภาพของประชุมแห่งรัฐต่างประเทศ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักรมาตรา 127 ที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และถ้าเกิดเหตุร้ายผู้กระทำมีโทษถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต นอกจากนี้ยังมีความผิดตามกฎหมายเดียวกันมาตรา 113 ประกอบมาตรา 130 เป็นต้น” นายอโณทัยกล่าว
           
           นอกจากนี้ อนุกรรมการฯ เห็นว่ากลุ่มที่มาปะทะกับกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 10 เมษายนหลังจากที่นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำ นปช.นำคนเสื้อแดงไปยื่นหนังสือต่อเลขาธิการอาเซียนแล้ว เชื่อว่าเป็นการระดมคนในเมืองพัทยาประกอบด้วยนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ กลุ่มมวลชนท้องถิ่นและอาสาสมัครที่ไม่พอใจกับการกระทำของกลุ่มคนเสื้อแดง ส่วนในวันที่ 11 เมษายน เป็นการกะเกณฑ์คนมาเพิ่มเติม เพราะทางรัฐบาลทราบว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอาจไม่ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ จึงได้นำคนที่เกณฑ์มาใส่เสื้อน้ำเงินที่กระทรวงมหาดไทยจัดเตรียมไว้เพื่อป้องกันความสับสน
           
           ส่วนข้อสงสัยที่ระบุว่ารัฐบาลสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสวมใส่เสื้อสีน้ำเงินนั้น ทางอนุกรรมการฯ ไม่สามารถระบุผลได้ว่ามีเหตุจงใจใด ที่รัฐบาลจะสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใส่เสื้อสีน้ำเงิน
           
           รายข่าวแจ้งว่า ภายหลังนายอโณทัยสรุปรายงานต่อที่ประชุมแล้วเสร็จ กรรมการฯ จากพรรคเพื่อไทยได้แสดงความไม่พอใจต่อประเด็นการเอาผิดคนเสื้อแดงทั้งการบุกโรงแรมที่พัทยาและการทุบรถนายกฯ โดยนายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม . และ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก อ้างว่า คนเสื้อแดงก็เป็นคนไทยเช่นเดียวกันจึงไม่อยากให้สรุปรายงานที่เป็นการให้ร้ายเกินไป ส่วนเหตุการณ์ทุบรถนายกฯ ก็เชื่อว่าเกิดจากการประสานงานที่ไม่ดีของหน่วยความรักษาความปลอดภัยมากกว่า
           
           ต่อมา นางนฤมล ศิริวัฒน์ ประธานอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ที่กระทรวงมหาดไทย รายงานว่า ประเด็นข้อสงสัยว่าในวันที่ 12 เม.ย. ขณะที่คนเสื้อแดงเข้าไปรุมทุบประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น นายกฯ อยู่ในรถหรือไม่ จากข้อมูลที่ได้รับจากประจักษ์พยานกว่า 70 ปาก พบว่าหลังจากเสร็จสิ้นการแถลงข่าวนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขึ้นรถประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว แต่รถไม่สามารถออกจากกระทรวงได้จึงวิ่งวนอยู่ประมาณสองรอบครึ่ง และถูกล้อมทุบรถ ก่อนจะสามารถแหวกวงล้อมและเดินทางออกไปได้ ทั้งนี้จากประจักษ์พยานไม่มีพยานบุคคลหรือพยานวัตถุใดที่ระบุได้ว่านายกรัฐมนตรีออกจากรถ
           
           อย่างไรก็ดี อนุกรรมการได้ตั้งข้อสังเกต ดังนี้ ภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดของกระทรวงมหาดไทยขาดความต่อเนื่อง โดยข้อมูลบางส่วนถูกลบทิ้งไปแล้วเนื่องจากพ้นระยะเวลาเก็บฐานข้อมูลที่ระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้ ทำให้ภาพการเคลื่อนตัวของรถประจำตำแหน่งที่เคลื่อนออกไปขาดภาพที่ต่อเนื่องพอที่จะวิเคราะห์ได้ว่ามีการเปิดประตูรถประจำตำแหน่งขณะที่รถเคลื่อนไปหรือไม่ อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบโดยสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์พบว่ามีการเปิดประตูรถประจำตำแหน่งอย่างน้อย 3 ครั้ง ขณะที่ภาพจากกล้องวงจรปิดส่วนหนึ่งที่เหลืออยู่พบว่าภาพขณะที่รถประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีวิ่งออกจากกระทรวงหมาดไทยไม่ปรากฏภาพเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เคยปรากฏภาพนั่งอยู่หน้ารถ
           
           “การที่ รปภ.นายกฯ หายไปอาจทำให้สงสัยว่าจะมีการเปิดประตูรถประจำตำแหน่งอีกหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีประเด็นว่ารถพราโดซึ่งเป็นรถติดตามของรองนายกฯ สุเทพเข้ามาปรากฏอยู่ได้อย่างไร และไม่ทราบว่ารถหายไปในตอนไหน ส่วนกรณีการระเบิดศาลรัฐธรรมนูญอนุกรรมการตรวจสอบว่าไม่มีข้อมูลส่วนใดที่จะเชื่อมโยงไปยังกลุ่มคนเสื้อแดงได้ จึงเป็นไปได้ว่าเหตุที่เกิดขึ้นเกิดอาจเกิดจากการพิจารณาคดีความหลายๆ คดีก่อนหน้านั้นก็ได้” นางนฤมลกล่าว
           
           ทั้งนี้ จากการตรวจสอบอนุกรรมการเห็นว่าระบบการรักษาความปลอดภัยของกระทรวงมหาดไทยในวันที่เกิดเหตุ ถือว่ามีข้อบกพร่อง โดยไม่มีการเตรียมการเพื่อรองรับเหตุการณ์ที่มีบุคคลสำคัญเดินทางมา
           
           อนึ่ง สำหรับเหตุการณ์ที่กลุ่มคนเสื้อแดงเข้ารุมทุบรถนายกฯ ที่กระทรวงมหาดไทย หลังจากประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 12 เม.ย.ยังมีประเด็นที่ยังเป็นที่คลางแคลงใจของสังคมอยู่หลายประเด็นที่คณะอนุกรรมการยังไม่สามารถให้ความกระจ่างได้ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้นำประเทศถูกปองร้ายจากคนเสื้อแดงจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงปล่อยให้เกิดขึ้นได้อย่างไร โดยคนเสื้อแดงสามารถกรูเข้าไปล้อมรถนายกฯ ได้อย่างรวด มีการยึดอาวุธและรุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ รปภ.ของนายกฯ แล้วนำไปควบคุมตัวไว้ที่เวทีชุมนุมหน้าทำเนียบ ขณะที่นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯ พร้อมคนขับรถถูกรุมทำร้ายได้รับบาดเจ็บเลือดอาบ ประเด็นเหล่านี้ยังไม่มีการสอบสวนจากคณะอนุกรรมการฯ แต่กลับไปสอบสวนประเด็นนายกฯ อยู่ในรถหรือไม่ตามข้อเรียกร้องของนายกจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดงที่ตกเป็นผู้ต้องหาในการก่อจลาจลป่วนเมืองครั้งนี้ด้วย
           
           ด้านคณะอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ที่บริเวณดินแดงรายงานว่า อนุกรรมการได้กำหนดกรณีศึกษา 5 ประเด็น โดยการดำเนินการตรวจสอบได้ดำเนินการไปเกินกว่าร้อยละ 50 แล้ว แต่เนื่องจากบางประเด็นมีความคาบเกี่ยวกับคดีอาญาจึงยังไม่สามารถสรุปผลการรวบรวมเหตุการณ์ทั้งหมดได้ อนุกรรมการให้ความสำคัญกับพยานหลักฐานทุกส่วนแม้แต่คลิปวีดิโอที่ประชาชนส่งมาจึงต้องมีการตรวจสอบและสอบสวนเพิ่มเติม ในส่วนขอรถแก๊สเบื้องต้นพบว่าเจ้าของรถไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำรถมาก่อเหตุโดยเป็นเหตุบังเอิญรถถูกยึดนำมาใช้ในการเรียกร้อง
           
           จาการสอบสวนมีกรณีที่ต้องใช้เวลาสอบสวนเพิ่มเติมทั้งการสอบสวนกรณีการเสียชีวิตของพลทหารอภินพ เครือสุข และกรณีศพเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่พบในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยต้องรอผลการตรวจสอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์อนุกรรมการจึงขอขยายเวลาเพิ่มเติมในการสอบสวนออกไปประมาณ 1 เดือน คณะอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล เห็นว่าควรเชิญแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (นปช.) มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับความเสียหายของผู้ชุมนุม เช่น นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายจรัล ดิษฐาอภิชัย, นพ. เหวง โตจิราการ, นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ โดยล่าสุดมีผู้มาให้ข้อมูลเพิ่มแล้ว 3 คน พบว่ามีเหตุข้าวสารหาย และพระบรมรูปพระนเรศวร ได้รับความเสียหาย จึงต้องใช้เวลาในการเขียนสรุปรายงานเพิ่มเติมประมาณ 10 วัน
           
           ทั้งนี้ สำหรับข้อเสนอของคณะอนุกรรมการเบื้องต้นเสนอให้มีกฎหมายในการควบคุมการชุมนุม และควรมีการศึกษาและกำหนดแนวทางควบคุมการชุมนุม

     

    ทำไม ปตท. รวยที่สุดในโลก

    ปตท.โก่งราคาน้ำมัน-ก๊าซ สูบกินถึงติดรวยสุดในโลก
    โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 13 กรกฎาคม 2552 08:03 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

    ข่าวเชิงวิเคราะห์ “ธรรมาภิบาลระบบพลังงานไทย” (1) โดย...ทีมข่าวพิเศษ - ปตท.โก่งราคาน้ำมัน-ก๊าซ สูบกินถึงติดรวยสุดในโลก
           
           ASTVผู้จัดการรายวัน – ความร่ำรวยระดับติดกลุ่มบริษัทรวยที่สุดในโลกของ ปตท. ด้วยยอดรายได้รวมราว 2 ล้านล้านบาท มีคำถามว่ามาจากการโก่งราคาน้ำมันขูดเลือดขูดเนื้อประชาชนคนไทยใช่หรือไม่ การผูกขาดธุรกิจน้ำมัน-ก๊าซฯ และควบคุมไม่ให้การเคลื่อนไหวของราคาและการแข่งขันเป็นไปตามกลไกตลาดเสรีโดยหว่านผลประโยชน์ให้ข้าราชการระดับสูงของรัฐเพื่อครอบงำตลาด เอาเปรียบผู้บริโภค เป็นเรื่องที่กมธ.ตรวจสอบทุจริตฯ วุฒิสภา สรุปผลตรวจสอบว่าเกิดขึ้นจริง แฉจะจะความผิดปกติของราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊มไม่ปรับขึ้น-ลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก
           
           นิตยสารฟอร์จูน ของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยการจัดอันดับ 500 บริษัทใหญ่ที่สุดของโลกปี 2552 ปรากฏว่า บริษัท ปตท. เป็นบริษัทเดียวของไทยที่ติดรายชื่อและมีอันดับดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยอยู่ในอันดับที่ 118 ด้วยรายได้รวม 5.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.01 ล้านล้านบาท) ขยับขึ้นจากเมื่อปีที่แล้วซึ่งอยู่ในอันดับที่ 135 ด้วยรายได้ 5.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.73 ล้านล้านบาท)
           
           ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ตรวจสอบทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา สรุปผลตรวจสอบการกำหนดราคาซื้อขายน้ำมันสำเร็จรูปพบความไม่โปร่งใส มีลักษณะผูกขาดโดยผู้ค้ารายใหญ่ควบคุมไม่ให้การเคลื่อนไหวของราคาและการแข่งขันเป็นไปตามกลไกตลาดเสรี ชี้ ปตท. ผูกขาดธุรกิจน้ำมัน – ก๊าซฯ มีสิทธิควบคุมนโยบายผ่านคณะกรรมการบริษัทซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงของรัฐเพื่อครอบงำตลาดได้ อนาคตด้านพลังงานของคนไทยทั้งชาติจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ ปตท. เป็นหลัก
           
           สถานการณ์ปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างมากและเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ก็คือ เรื่องพลังงาน โดยเฉพาะการปรับขึ้นราคาน้ำมันและก๊าซฯ ข้อกังขาคือเมื่อราคาน้ำมันหรือก๊าซฯในตลาดโลกปรับขึ้น ดูเหมือนผู้ค้าน้ำมันก็จะขึ้นราคาทันที แต่เมื่อราคาน้ำมันลง ราคาน้ำมันในประเทศกลับถูกตรึงไว้ให้คงที่ หรือไม่ได้ลดลงให้สอดคล้องตามราคาตลาดโลก
           
           ปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของรัฐบาล รวมถึงรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของประเทศในร่างของบริษัทเอกชนในตลาดหลักทรัพย์ฯ คณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ที่มีนางรสนา โตสิตระกูล เป็นประธาน จึงได้หยิบยกประเด็นเรื่อง “ธรรมาภิบาลในระบบพลังงานของประเทศ” ขึ้นมาตรวจสอบ
           
           จากการตรวจสอบข้อมูลและสถานการณ์เบื้องต้น ค้นพบว่า การกำหนดราคาซื้อขายน้ำมันสำเร็จรูปและก๊าซต่างๆ มีความไม่โปร่งใส มีลักษณะการผูกขาดโดยไม่ให้มีการเคลื่อนไหวของราคาและการแข่งขันตามกลไกตลาดเสรี ปัญหาที่เกิดขึ้นมีหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน จึงควรที่จะมีการตรวจสอบอย่างครอบคลุมเพื่อให้เกิดความกระจ่างแก่สาธารณะ
           
           เช่น กลไกการกำหนดราคาน้ำมันในปัจจุบันเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องนี้ ทำไมการกำหนดราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทยจึงต้องอ้างอิงราคาของตลาดสิงคโปร์ ทำให้คนไทยทุกวันนี้ต้องจ่ายค่าน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่นที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยแพงกว่าประชาชนในสิงคโปร์ เหตุใดสินค้าพลังงาน เช่น น้ำมันที่มีการกลั่นหรือผลิตในประเทศได้แล้วกลับไม่มีราคาถูกลงเช่นสินค้าชนิดอื่นที่ผลิตได้ในประเทศ
           
           หลังจากคณะกรรมาธิการฯ ใช้ปีกว่านับจากเดือนพ.ค. 51 ศึกษาประเด็นต่างๆ ข้างต้น จึงได้สรุปผลตรวจสอบเสนอต่อประธานวุฒิสภา เมื่อเดือนมิ.ย. 52 ที่ผ่านมา
           
           
    กล่าวเฉพาะประเด็นเรื่องราคาน้ำมัน รายงานผลการตรวจสอบ สรุปว่า การกำหนดราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทย โดยอิงราคานำเข้าจากตลาดสิงคโปร์และบวกเพิ่มค่าโสหุ้ยในการขนส่งน้ำมันสำเร็จรูป ค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง ค่าปรับปรุงคุณภาพจากมาตรฐานสิงคโปร์มาเป็นมาตรฐานไทย และค่าประกันภัยจากสิงคโปร์มาไทย ซึ่งเป็นต้นทุนที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะโรงกลั่นน้ำมันตั้งอยู่ในประเทศไทย ทำให้ผู้บริโภคชาวไทยต้องซื้อพลังงานด้วยราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็น กล่าวคือต้องซื้อในราคานำเข้าไม่ใช่ราคาผลิตได้ในประเทศ
           
           ที่สำคัญ ธุรกิจผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของไทยเป็นธุรกิจกึ่งผูกขาด ทำให้ราคาสินค้าพลังงานไม่ได้เคลื่อนไหวโดยกลไกตลาดเสรี หากแต่เป็นไปตามการกำหนดโดยผู้ค้ารายใหญ่ภายในประเทศเอง ด้วยเหตุนี้ราคาค้าปลีกน้ำมันของไทยจะปรับราคาลงช้ากว่าราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ในยามที่ราคาตลาดโลกปรับขึ้น ราคาน้ำมันขายปลีกของไทยจะปรับราคาขึ้นเร็วกว่าการปรับราคาลง
           
           “สูตรการกำหนดราคาน้ำมันของประเทศไทยอิงตามราคานำเข้าจากตลาดสิงคโปร์ ทำให้คนไทยต้องซื้อน้ำมันสำเร็จรูปแพงกว่าราคาที่ต่างชาติซื้อจากโรงกลั่นไทย ซึ่งถือเป็นกลไกตลาดเทียมที่ไม่ขึ้นกับอุปสงค์และอุปทานภายในประเทศ”
           
           ผลตรวจสอบ ได้แจกแจงรายละเอียดการกำหนดราคาน้ำมันสำเร็จรูปอิงตามราคานำเข้าจากตลาดสิงคโปร์ทำให้ผู้บริโภคชาวไทยต้องซื้อพลังงานด้วยราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็นและไม่เป็นธรรมเพราะ 1) ราคาที่คนไทยซื้อน้ำมันเป็นราคาที่ต้องบวกค่าโสหุ้ยในการขนส่งน้ำมันสำเร็จรูป ค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง ค่าปรับปรุงคุณภาพจากมาตรฐานสิงคโปร์มาเป็นมาตรฐานไทย และค่าประกันภัยจากสิงคโปร์มาไทย ซึ่งเป็นต้นทุนที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะโรงกลั่นน้ำมันตั้งอยู่ในประเทศไทย
           
           2) การผลิตพลังงานของไทยไม่ได้พึ่งพิงการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบบางส่วนเป็นวัตถุดิบในประเทศ ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตที่แท้จริงถูกกว่าราคา ณ ระดับของการนำเข้าทั้งหมด
           
           ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดิบขนาดใหญ่ที่ดำเนินการผลิตแล้วกว่า 50 แหล่ง สามารถผลิตพลังงานรวมกันได้ถึงวันละ 115 ล้านลิตร และสามารถพึ่งตนเองได้ในการกลั่นน้ำมันมากกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ของความต้องการใช้ในประเทศ ทำให้มีการส่งออกอย่างต่อเนื่องและในปี 51 มูลค่าการส่งออกพลังงานของไทยมีมูลค่า 9,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าการส่งออกข้าวที่มีมูลค่าเพียง 6,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รายได้จากการส่งออกพลังงานของไทยมีมูลค่าใกล้เคียงกับมูลค่าการส่งออกน้ำมันของประเทศเอกวาดอร์ ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกในกลุ่มโอเปก
           
           3) ธุรกิจผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของไทยเป็นธุรกิจกึ่งผูกขาด ทำให้ราคาสินค้าพลังงานไม่ได้เคลื่อนไหวโดยกลไกตลาดเสรี หากแต่เป็นไปตามการกำหนดโดยผู้ค้ารายใหญ่ภายในประเทศเอง ดังจะพบได้ว่า ราคาค้าปลีกน้ำมันของไทยจะปรับตัวลงช้ากว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมาก แม้ว่าในยามราคาน้ำมันโลกขึ้นจนราคาในประเทศจะขึ้นตามด้วยก็ตาม ราคาน้ำมันที่ขายกันตามปั๊มต่างๆ จึงไม่ใช่ราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมสำหรับผู้บริโภคหรือผู้ใช้น้ำมัน
           
           ในทางกลับกัน โรงกลั่นไทยส่งออกน้ำมันในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ขายให้คนไทย เพราะโรงกลั่นต้องส่งออกตามราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ ลบด้วยค่าโสหุ้ยในการขนส่ง ค่าสูญเสียในการขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าปรับปรุงคุณภาพ เนื่องจากเป็นราคาที่เป็นไปตามกลไกตลาดโลกที่แท้จริง ดังนั้น ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่คนไทยจ่ายแพงกว่าที่ควรเป็นเพราะกลไกตลาดเทียม คือประมาณ 2 เท่าของค่าโสหุ้ยในการขนส่งน้ำมันสำเร็จรูประหว่างประเทศไทยและสิงคโปร์นั่นเอง
           
           กล่าวโดยสรุป ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือ (1) คนไทยจ่ายค่าน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่นไทยแพงกว่าคนสิงคโปร์ และ (2) สินค้าพลังงานเมื่อมีการกลั่นหรือผลิตในประเทศได้แล้ว กลับมิได้มีราคาที่ถูกลงเช่นสินค้าชนิดอื่นที่ผลิตได้ในประเทศเลย เนื่องจากรัฐบาลอนุญาตให้ใช้ราคาอิงตลาดสิงคโปร์บวกด้วยค่าโสหุ้ยต่าง ๆ ที่ไม่เกิดขึ้นจริง ซึ่งถือเป็นกลไกตลาดเทียมดังที่กล่าวมาแล้ว
           
           “ภาครัฐใช้สูตรการกำหนดราคาเช่นนี้โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อเป็นแรงจูงใจให้มีการตั้งโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ ทั้งที่ประเทศไทยสามารถกลั่นน้ำมันได้ภายในประเทศมากเกินความต้องการของคนไทยมากว่า 11 ปีแล้ว จึงควรต้องมีการทบทวนเรื่องนี้ใหม่ให้เหมาะสมกับสภาวการณ์”
           
           ปัจจุบัน บมจ. ปตท. เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโรงกลั่นน้ำมัน 5 แห่งจากโรงกลั่นขนาดใหญ่ 6 แห่งในประเทศไทย ที่มีกำลังการผลิตรวมกันกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ ปตท. มีสิทธิควบคุมนโยบายผ่านคณะกรรมการบริษัทเพื่อครอบงำตลาดได้ ดังนั้น อนาคตด้านพลังงานของคนทั้งชาติจึงขึ้นกับการตัดสินใจของ บมจ. ปตท. เป็นสำคัญ
           
           ประสาท มีแต้ม นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งติดตามเรื่องพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง ได้ให้ข้อมูลต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาในประเด็น “ความผิดปกติ” ของราคาน้ำมัน โดยยกราคาน้ำมันในตลาดโลกและราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศเปรียบเทียบการขึ้น-ลง ว่าสอดคล้องกันหรือไม่ ค่าการกลั่นและค่าการตลาดมีการปรับขึ้น-ลง ตามการกำหนดของผู้ค้ารายใหญ่อย่างไร รวมไปถึงภาษีและกองทุนที่จัดเก็บในแต่ละช่วงของรัฐบาลเป็นอย่างไร เงินที่เราจ่ายไปแต่ละลิตรแต่ละบาทนั้นเข้ากระเป๋าของรัฐในรูปภาษีและพ่อค้าน้ำมันฝ่ายละเท่าใด
           
           ประสาท ได้เลือกน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ซึ่งเป็นประเภทน้ำมันที่คนใช้มากที่สุดวันละประมาณ 50 – 60 ล้านลิตร โดยเลือกเอาช่วงเวลา 8 ต.ค. – 13 พ.ย. 51 (รวม 26 วัน บางวันไม่มีข้อมูล) และช่วง 12 พ.ค. – 15 มิ.ย. 52 (รวม 24 วัน) มาศึกษาโดยใช้ราคาน้ำมันดิบของตลาด WTI (West Texas Internediate ซึ่งเป็นราคาที่ท่าเรือ) พบว่า แต่ละช่วงค่าเฉลี่ยของราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 68.76 และ 64.50 เหรียญต่อบาร์เรล ตามลำดับ เมื่อเปลี่ยนเป็นเงินไทยแล้ว พบว่า ราคาน้ำมันดิบของสองช่วงเวลาเฉลี่ยลิตรละ 15.02 และ 14.06 บาท ตามลำดับ
           
                  แต่เมื่อนำราคาตลาดโลกมาเทียบกับราคาขายปลีกหน้าปั๊มที่กรุงเทพฯ รวมทั้งองค์ประกอบต่างๆ ของราคา พบว่า ราคาหน้าปั๊มแทบไม่มีความแตกต่างกัน
           
           
           
           คำถามถึง “ความผิดปกติ” คำถามแรก จากตารางจะเห็นความแตกต่างหรือ “ความผิดปกติ” ที่ชัดเจนอยู่ 2 รายการ คือ ราคาค่าการตลาด และค่าภาษีและกองทุน ซึ่งภาษีและกองทุนเป็นเรื่องเชิงนโยบายของรัฐบาล แต่ค่าการตลาดซึ่งกำหนดโดยผู้ค้าน้ำมัน มีคำถามว่า ทำไมช่วงแรก (8 ต.ค. – 13 พ.ย. 51) จึงสูงกว่าในช่วงหลัง (12 พ.ค. – 15 มิ.ย. 52) ถึง 2 เท่าตัว หรือสูงกว่าถึงลิตรละ 1.68 บาท
           
           คำถามที่สอง ในช่วงดังกล่าว คนไทยใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วประมาณ 1,500 ล้านลิตร ดังนั้นมูลค่าที่เกินมานี้ประมาณ 2,500 ล้านบาท (เฉพาะในเดือนดังกล่าว) คือการสมคบกันระหว่างพ่อค้าพลังงานกับนักการเมืองที่กำกับดูแลกิจการพลังงาน ใช่หรือไม่
           
           คำถามที่สาม ค่าการกลั่นที่กระทรวงพลังงาน ไม่ยอมบอกข้อมูลนี้ (ช่วงเวลา 12 พ.ค. – 15 มิ.ย. 52) ประชาชนผู้บริโภคต้องการคำอธิบาย
           
           คำถามที่สี่ ค่าการกลั่นลิตรละ 2.43 บาท เป็นราคาที่เหมาะสมหรือไม่ ทั้งนี้ เมื่อแปลงเป็นตัวเลขของต่างประเทศ จะเท่ากับ 11.12 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับบางประเทศในช่วงเดือนก.ย. – ต.ค. 51 พบว่า ในกลุ่มยุโรป จะอยู่ที่ 8.93 และ 6.18 เหรียญต่อบาร์เรล (สำหรับการกลั่นชิดที่แพงที่สุดแล้ว) นั่นหมายความว่า ค่าการกลั่นของไทยแพงเสียยิ่งกว่า (ที่มา : WWW.oilmarketreport.org International Energy Agency ฉบับที่ 13 November 2008
           
           คำถามที่ห้า เมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลง ราคาน้ำมันในประเทศลดลงหรือไม่ ตอบว่า มีทั้งลดและไม่ลดลง แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้ลดลงตาม ราคาขายปลีกจะถูกตรึงไว้ให้คงที่เป็นส่วนใหญ่ ส่วนต่างของราคากลับไปเพิ่มให้เป็นค่าการตลาดหรือค่าการกลั่น
                   
                   
                    ขั้นตอนการค้าน้ำมันโดยย่อ
           
            
                    1. พ่อค้าซื้อน้ำมันดิบจากตลาดกลาง โดยราคาน้ำมันดิบดังกล่าวยังไม่รวมค่าขนส่งนำมากลั่นในประเทศ
           
                    2. เมื่อน้ำมันดิบมาถึงโรงกลั่น หลังกลั่นเสร็จแล้วจะมีการกำหนด “ราคาหน้าโรงกลั่น” ในอดีต (ก่อน 9 ธ.ค. 51) กระทรวงพลังงานจะรายงาน “ค่าการกลั่นเฉลี่ย” แต่หลังจากนั้น ไม่มีการรายงานโดยไม่ทราบเหตุผล
           
                    ความหมายของ “ค่าการกลั่น” คือ ผลต่างของราคาน้ำมันดิบ(ในตลาดโลก)กับราคารวมของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่กลั่นมาได้ เช่น ถ้าราคาน้ำมับดิบบาร์เรลละ 60 เหรียญสหรัฐฯ เมื่อกลั่นเสร็จแล้วขายได้ 67 เหรียญสหรัฐฯ ค่าการกลั่นจะเท่ากับ 7 เหรียญสหรัฐฯ
           
                    3. ภาษีมีหลายประเภท ทั้งภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล ภาษีมูลค่าเพิ่ม นอกจากนี้ยังมีค่ากองทุนน้ำมันและกองทุนอนุรักษ์พลังงาน
           
                    4. ค่าการตลาด คือ ผลต่างระหว่างราคาหน้าปั๊มในกรุงเทพฯ กับราคาหน้าโรงกลั่น โดยหักภาษีและค่ากองทุนออกไปด้วย (ส่วนราคาหน้าปั๊มในต่างจังหวัดที่สูงกว่าในกรุงเทพฯ คือ ต้นทุนค่าขนส่งที่บวกเพิ่มเข้าไป ไม่ใช่ค่าการตลาด)