sombat's profileSpace ของ sombatPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
July 29 หนุมานประสานกาย สุดยอดสมุนไพรรับศึกหวัด 2009
ทั้งจีนและอินเดียต้องทำงานหนักเพื่อกอบกู้เศรษฐกิจโลก
July 28 แรงบันดาลใจในถ้วยชาแรงบันดาลใจในถ้วยชา“ครั้งแรกที่คุณดื่มน้ำชาร่วมกับชาวบัลติ คุณคือคนแปลกหน้า ครั้งที่สองที่ดื่มน้ำชาร่วมกันคุณเป็นแขกผู้มีเกียรติ ครั้งที่สามเมื่อดื่มน้ำชาร่วมกัน คุณจะกลายเป็นษมาชิกในครอบครัว และ สำหรับครอบครัวเรา เราพร้อมที่จะทำทุกอย่างแม้กระทั่งตาย”
หากเป็นคนๆหนึ่ง เพื่อนผู้ใกล้ชิดกับผมที่สุดวันนี้เป็นคนที่รูปร่างใหญ่โต หนา และ อวบ
ผมใช้เวลาทำความรู้จักกับเขาแค่คำไม่กี่คำ
“ชาถ้วยแรกที่ดื่ม...
ถ้อยคำเพียงเท่านี้จริงๆที่ผมก็ไม่ลังเลที่จะคบหากับเขาแรกที่ได้เห็น
หลังจากนั้นผมค่อยๆทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่และรักเขามากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปแม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกดูน่าเกรงขามใหญ่โตชวนให้มองข้ามไม่น่าคบหาเท่าไหร่นัก
หนังสือเล่มโตเล่มใหม่ที่ฉวยมาจากชั้นวางหนังสือในห้างไม่ทำให้ผมผิดหวังกับค่าเงินที่จ่ายไปเลย
เรื่องราวในหนังสือพูดถึงประสบการณ์ชีวิตจริงของนักปีนเขาอเมริกันคนหนึ่งที่ใฝ่ฝันจะปีนขึ้นไปบนยอดภูเขาสูงแห่งหนึ่งของโลกซึ่งตั้งอยู่ในปากีสถานแต่ก็ล้มเหลวเกือบเอาชีวิตไม่รอดแถมพลัดหลงเข้าไปในหมู่บ้านที่ไม่เคยมีอยู่ในแผนที่โลก
จากนั้นก็เขาพบกับมิตรภาพของหมู่คนที่โลกลืมกลุ่มนี้ ซาบซึ้งกับวิถีชีวิตของคนบนพื้นดินสูงที่คล้ายไม่มีอะไรเลยแต่กลับเป็นครูสอนชีวิตให้เขาได้หลายอย่าง ได้เห็นความยากลำบากของเด็กๆที่คุกเข่าเรียนบนพื้นหินกระด้าง หนาวเหน็บ กระทั่งเขาสัญญาว่าจะ สร้างโรงเรียนในพวกเด็กๆที่หมู่บ้านแห่งนี้ให้ได้
ทว่า การสร้างโรงเรียนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เขามีอุปสรรคปัญหามากมายทั้งส่วนตัว ตกงาน แฟนทิ้ง และ เงินทุนที่จะไปสร้างโรงเรียน แต่สิ่งเดียวที่เขาเหลืออยู่คือ “ใจ” ก็นำพาให้เขาก้าวผ่านปัญหามาทีละขั้นๆ...
ผมยังอ่านไม่จบหรอก! หลังจากติดละครพระจันทร์สีรุ้งก็ดูไปอ่านไป การอ่านของผมก็แทบจะนับหน้าได้ แต่ละครจบแล้วเมื่อวันพุธที่ผ่านมาผมก็ตั้งหน้าตั้งตาตะลุยอ่านได้กว่าค่อนเล่มแล้ว
จริงๆการอ่านหนังสือของผมนับว่าช้ามาก เนื่องเพราะชอบที่จะละเมียดละมัยกับตัวหนังสือ คำบรรยาย ฉากต่างๆ และชอบคิดวกกลับมาหาชีวิตของตนเองในปัจจุบัน
หลายปีมานี้ผมชอบดื่มชามาก ทุกๆเช้าเมื่อถึงที่ทำงานสิ่งแรกที่ผมทำคือมองหาถ้วยเซรามิกใส่เม็ดชาลงไปเติมน้ำร้อนแล้วยกขึ้นมาอังที่จมูกเพื่อสูดกลิ่นชาที่ถูกน้ำร้อนคลี่ใบออกมาแล้ว
ชาที่ชอบมักเป็นชามะลิที่คัดเอาใบอ่อนมาม้วนขดเป็นก้อนกลมขนาดเท่าเมล็ดมะละกอสุก ซึ่งล่าสุดน้องรักผมหอบหิ้วเอามาจากปักกิ่งมาให้อีกกล่องหนึ่ง ก่อนหน้านั้นเป็นชาจากสิงคโปร์ก้อนเท่าผลพุทราที่น้องสาวที่น่ารักอีกคนซื้อมาฝาก
กลิ่นของมะลิและรสชาติขมเฝื่อนๆทำให้หลงไหล ขณะจิบมันให้ความรู้สึกที่โล่งและทำให้ผมสามารถอ้อยอิ่งมีเวลาคิดเรื่องอื่นนอกจากงานได้บ้าง...ที่สำคัญ หลายครั้งมันทำให้ผมมีแรงบันดาลใจ...เป็นแรงบันดาลใจจากถ้วยชา
หนังสือเล่มโตที่ผมกำลังอ่านก็มีหลายคราที่พูดถึงชา และ ถ้วยชา ซึ่งเกี่ยวพันกับขนบธรรมเนียมประเพณีรวมถึงความเชื่อ กระทั่งปรัชญาชีวิตของคนท้องถิ่น ผมคิดว่านี่คงที่มาของคนเขียนที่หลงใหลและซาบซึ้งกับชาจนนำมาเป็นชื่อเรื่องที่เห็น “Three Cups of tea”
เมื่อคืนตอนที่นั่งอ่านอยู่หลังบ้าน แม้จะบริจาคเลือดในยุงไปพอสมควรแต่อรรถรสของการอ่านของผมก็ไม่ได้ลดน้อยมิหนำซ้ำเหมือนผมกำลังนั่งดื่มดำกับชาไปกับเขาด้วย
ผมอ่านถึงตอนที่...
นักปีนเขาชาวอเมริกันกำลังคุมการก่อสร้างโรงเรียนที่เขาวาดหวังเอาไว้สูงว่าจะทำให้เสร็จโดยเร็ว ท่ามกลางชาวบ้านที่มาช่วยกันก่อสร้างด้วยใจและความยินดี แต่ความแตกต่างกันของวัฒนธรรม เขามุ่งมั่นและเข้มงวดจนกลายเป็นความเคร่งเครียดโดยที่เขาไม่รู้ตัวและชาวบ้านก็เริ่มเกรงและเกร็งในตัวเขาคล้ายกับคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน บรรยากาศที่ดีกลายเป็นความตึงเครียด สายใยแห่งมิตรภาพพร้อมจะขาดผึงได้
ทุกอย่างกำลังจะกลับด้านกันเพราะ ด้วยความเชื่อในแบบคนอเมริกันของเขาแท้ๆว่า ว่าจะต้องทำอะไรที่เร่งและรุนแรงจึงจะได้ผลตามที่ต้องการ ส่วนชาวบ้านที่มาทำก่อสร้างมีงานและวิถีชีวิตที่ไม่ได้เร่งร้อนอะไร พวกเขารอได้ที่จะค่อยๆทำแม้จะเป็นโรงเรียนแห่งแรกสำหรับลูกหลานที่พวกเขาฝันถึงมาตลอดชีวิตก็ตาม
คนอเมริกันตัดสินใจแทนผู้อื่นต้องทำทันที และ รุนแรง เหมือนกรณีที่อเมริกาตัดสินบุกอิรัก เหมือนที่เคยบุกเข้าไปถล่มตอลิบันในอัฟกานิสถาน โดยไม่คำนึงถึงคนและวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นที่อยู่มานาน
เมื่อชาวบ้านชาวเขาไม่ใช่อเมริกัน ...ผู้ใหญ่บ้านเห็นท่าไม่ดี บ่ายวันหนึ่งเขาออกอุบายลวงตัวอดีตนักปีนเขาที่เขารักเหมือนลูกชายผละออกจากงานที่เขาคุมอยู่ ออกเดินเล่นขึ้นไปบนเขาจนไกลพอที่จะทำให้นักปีนเขารู้สึกงุ่นง่านกระวนกระวายใจเพราะเสียดายเวลาที่ไม่ได้คุมงานก่อสร้างที่กำลังรีบทำ
ผู้นำหมู่บ้านโลกลืมเมื่อได้โอกาสจึงหยุดแล้วให้หนุ่มอเมริกันมองไปรอบๆตัวซึ่งส่วนใหญ่เป็นภูเขา
“ภูเขาเหล่านี้อยู่มานานแล้ว” ชายชราบอก “เช่นเดียวกับเรา”
“คุณบอกให้ภูเขาว่าจะต้องทำอะไร..ไม่ได้” “คุณจะต้องเรียนรู้จากภูเขาบ้าง” ผู้นำของหมู่บ้านบอกอีก คราวนี้หนุ่มนักปีนเขาเริ่มได้ข้อคิด
จากนั้นเขาก็พาหนุ่มอเมริกันที่ยังไม่หายคิดถึงเรื่องงานที่จะเร่งรีบทำกลับมาบ้านให้แม่บ้านชงชาแล้วก็ปล่อยให้นักปีนเขารออย่างกระสับกระส่ายต่อไป
เมื่อชาร้อนๆมาอยู่ในมือของทั้งสองคน ผู้ใหญ่บ้านวัยชราจึงเปิดปาดพูดต่อ “หากคุณคิดจะอยู่เย็นเป็นสุขที่นี่ คุณต้องให้ความเคารพวิถีทางของเรา” เขาพูดพลางเป่าชาในชาม
“ครั้งแรกที่คุณดื่มน้ำชาร่วมกับชาวบัลติ คุณคือคนแปลกหน้า ครั้งที่สองที่ดื่มน้ำชาร่วมกันคุณเป็นแขกผู้มีเกียรติ ครั้งที่สามเมื่อดื่มน้ำชาร่วมกัน คุณจะกลายเป็นษมาชิกในครอบครัว และ สำหรับครอบครัวเรา เราพร้อมที่จะทำทุกอย่างแม้กระทั่งตาย” ชายชราพูดและเอามือกุมมือชาวอเมริกันไว้อย่างอบอุ่น
“หมอเกร็ก คุณต้องหาเวลาดื่มน้ำชาร่วมกับคนอื่นสามครั้ง เราอาจจะไม่มีการศึกษา แต่เราไม่โง่ เราอยู่ที่นี่และมีชีวิตรอดมาเนิ่นนานแล้ว”
...ผมปิดหนังสือเพราะเห็นว่าดึกมากแล้ว...และอีกอย่างก็รู้สึกคล้ายดื่มชาในค่ำวันนี้เพียงพอแล้ว รุ่งเช้าของพรุ่งนี้ยังมีเวลาให้ผมชงชา ดื่มชาได้อีก
...และ ขณะนี้ที่เขียน ผมก็มีถ้วยชาอยู่ข้างๆ แต่ได้โปรดอย่าถามว่า ผมกำลังดื่มกับใคร และ กี่ครั้งแล้ว..:)
เรื่องที่อยากและลืมเรื่อยมา: บันทึกการท่องอเวจีของลูกชายและลูกสาวเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2527 ในช่วงที่พักอยู่ที่บ้านที่โคราช พอตกกลางคืน จะได้ยินลูกสาวและลูกชายคนโตที่นอนอยู่บนบ้านชั้นบนร้องลั่นทุกเย็น ๆ แบบคนตกใจกลัวเอามาก ๆ เป็นเวลาหลายคืนติดต่อกัน แม้จะเป็นเวลาดึกดื่นก็ตามที แรก ๆ ก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายวัน เด็กทั้งสองซึ่งขณะนั้นอายุเจ็ดปีและหกปีตามลำดับ ก็ยังร้องไห้เสียงหลงและร้องลั่นบ้าน ก็คิดว่า อย่างไรเสีย ก็แสดงว่าลูก ๆ ทั้งสองต้องโดนผีเล่นงานแน่ จึงได้ขึ้นไปนอนด้วยตั้งแต่หัวค่ำ วันไหนขึ้นไปนอนด้วย จะไม่มีเสียงร้องจากพวกเด็กทั้งสอง แต่วันไหนไม่ได้ขึ้นไปนอนด้วย พวกเขาก็จะต้องตกใจกลัว ร้องลั่นบ้านพร้อม ๆ กัน ต้องขึ้นไปปลอบใจว่า "ไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องกลัว" พวกเขาก็บอกว่าพวกเขากลัวมาก ๆ "พ่อต้องนอนด้วย พวกเขาถึงจะหลับได้" วันหนึ่ง ไม่ได้ขึ้นไปนอนด้วยและพวกเขาก็ตื่นตกใจมาร้องไห้ลั่นบ้าน ด้วยความคิดที่ว่าจะต้องมีเรื่อง "ผี"เข้ามาเกี่ยวข้องแน่ ก็เลย แยกพวกเขาออกไปคุยทีละคน ซึ่งสองคนเล่าเรื่องที่โดยสรุปแล้ว คล้าย ๆ กัน คือ
พอพวกเขากำลังจะหลับ ก็จะมีคนมาพาพวกเขาเดินไปในที่ที่พวกเราผู้ใหญ่เข้าใจว่าคือ "นรก"หรือ "อเวจี" สองคนพี่น้องจะต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน โดยที่พวกเขาไม่อยากไป คน ๆ นั้นก็จะพาพวกเขา ถ้าไม่ยอม ก็จะดึงถูลู่ถูกังไป ก่อนที่จะเข้าไปในพื้นที่ "นรก" นั้นคนนำทางจะเอาตั๋วหรือใบผ่านให้กับคนที่เฝ้าประตู ใบผ่านนี้มีขนาดเล็ก ๆ ขนาดนิ้วมือหรือไผ่เผ บนใบผ่านนี้จะมีชื่อของแต่ละคน พร้อมคำอธิบาย เมื่อยามเห็นใบผ่าน ก็จะให้ผ่านเข้าไป (ดูลักษณะใบผ่านข้างล่าง) พอผ่านประตูเข้าไปข้างใน พวกเขาจะมองเห็นคนเป็นแสน ๆ (ตามประสาเด็กที่ยังนับเลขไม่เก่ง) อยู่ข้างใน อยู่เป็นห้อง ๆ ละสี่หมื่น สามหมื่น เป็นแสน พวกนี้อยู่ในกะทะทองแดง/อเวจีที่มีไฟลุกท่วมตัว พวกเหล่านี้ร้องลั่นโหนหวนสุดเสียงอยู่ตลอดเวลา ทำให้พวกเด็กทั้งกลัวมาก พอไปถึงจุดเหล่านี้ พวกเด็กทั้งสองจะพากันร้องด้วยความตกใจกลัว (ดูภาพที่แต่ละคนเขียนขึ้นมาโดยไม่ได้ลอกกันประกอบ) พอเห็นพวกเขากลัวและร้อง คนพาไปก็จะบังคับให้พวกเขาอยู่ตรงนั้นให้นานที่สุด แล้วจึงพาออกมา แล้วยังขู่อีกว่าจะพาเข้าไปอีกเรื่อย ๆ
เมือแสดงให้เห็นสิ่งที่พวกเขาได้ไปพบเห็น ผมจึงให้
![]() ![]() พวกเขาวาดภาพที่พวกเขาไปพบมา ปรากฎว่าโดยรวมมีสภาพเหมือนกัน และในใบผ่านนั้น เป็นอักขระโบราณที่พวกลูกทั้งสองแม้จะยังเขียนไม่เก๋ง ก็เขียนรูปแบบและรูปร่างได้คล้ายกันมาก นับว่าเป็นเรื่องที่ประหลาดที่เกิดขึ้นกับเด็กทั้งสองคนนี้ คือ ฝันเรื่องเดียวกันพร้อม ๆ กัน ในฝันก็ทำหรือไปพบเรื่องเดียวกัน คือ เรื่องนรกหรืออเวจีที่มีผู้คนอยู่อย่างทรมานเป็นหมืนเป็นแสนคน (ซึ่งถ้าเป็นความเข้าใจของผู้ใหญ่อย่างเราก็คง "เป็นล้าน ๆ คน" นั่นแหละ
(เสียดาย ภาพอาจจะไม่ชัดเจนนัก แต่ตัวต้นฉบับยังเก็บไว้อยู่นะครับ) สุรยิคราสเมื่อ 22 ก.ค. 52
July 26 การศึกษาไทย "ของปราโมทย์ นาครทรรพ"
ตัดกรรม = WHat
July 25 รัสเซีย-ไทย สัมพันธ์
Obama says words ill chosen, calls white policemanObama says words ill chosen, calls white policeman
By NANCY BENAC, Associated Press Writer Nancy Benac, Associated Press Writer – 5 mins ago
WASHINGTON – Trying to tamp down a national uproar over race, President Barack Obama acknowledged Friday he had used unfortunate words in declaring that Cambridge, Mass., police "acted stupidly" in arresting black scholar Henry Louis Gates Jr. "I could've calibrated those words differently," he said. He stopped short of a public apology. But the president telephoned both Gates and the white officer who had arrested him, hoping to end the rancorous back-and-forth over what had transpired and what Obama had said about it. Trying to lighten the situation, he said he had invited the Harvard professor and police St. James Crowley for "a beer here in the White House." Hours earlier, a multiracial group of police officers had stood with Crowley in Massachusetts and said the president should apologize. It was a measure of the nation's keen sensitivities on matters of race that the fallout from a disorderly conduct charge in Massachusetts — and the remarks of America's first black president about it — had mushroomed to such an extent that he felt compelled to make a special appearance at the White House to try to put the matter to rest. The blowup had knocked Obama offstride just as he was trying to marshal public pressure to get Congress to push through health care overhaul legislation — and as polls showed growing doubts about his performance. "This has been ratcheting up, and I obviously helped to contribute ratcheting it up," Obama said of the racial controversy. "I want to make clear that in my choice of words, I think I unfortunately gave an impression that I was maligning the Cambridge Police Department and Sgt. Crowley specifically. And I could've calibrated those words differently." The president did not back down from his contention that police had overreacted by arresting Gates for disorderly conduct after coming to his home to investigate a possible break-in. He added, though, that he thought Gates, too, had overreacted to the police who questioned him. The charge has been dropped. Obama stirred up a hornet's nest when he said at a prime-time news conference this week that the officer, who is white, had "acted stupidly" by arresting Gates, a friend of the president's. Looking back, Obama said he didn't regret stepping into the controversy and hoped the matter would end up being a "teachable moment" for the nation. "The fact that this has garnered so much attention, I think, is testimony to the fact that these are issues that are still very sensitive here in America," Obama said. Obama wryly took note of the distraction from his legislative efforts. "I don't know if you've noticed, but nobody's been paying much attention to health care," the president said. Obama, who has come under intense criticism from police organizations, said he had called Crowley to clear the air, and said the conversation confirmed his belief that the sergeant is an "outstanding police officer and a good man." White House press secretary Robert Gibbs refused to say whether Obama had apologized to Crowley. Asked repeatedly about that, Gibbs said: "If the president doesn't want to characterize it in a conversation that he hates having with you all, I'm not going to get ahead of him." Obama was lighter in tone in his public remarks about his phone conversation with Crowley. He said the police officer "wanted to find out if there was a way of getting the press off his lawn." "I informed him that I can't get the press off my lawn," Obama joked. In his conversation with Gates, aides said, Obama and the professor had spoken about the president's statement to the press and his conversation with Crowley. Before Obama's appearance Friday, fellow police officers in Massachusetts said that Obama and the state's governor, Deval Patrick, should apologize for comments on the arrest. Patrick had said Gates' arrest was "every black man's nightmare." Dennis O'Connor, president of the Cambridge Police Superior Officers Association, said Obama's remarks were "misdirected" and the Cambridge police "deeply resent the implication" that race was a factor in the arrest. Sgt. Leon Lashley, a black officer who was at Gates' home with Crowley at the time of the arrest, said he supported his fellow officer's action "100 percent." The incident began when Gates returned home from an overseas trip, found his door jammed, and tried to force it open. Gates went through the back door and was inside the house when police arrived. Police say he flew into a rage when Crowley asked him to show identification to prove he should be in the home. Police say Gates accused Crowley of racial bias, refused to calm down and was arrested. Gates, 58, maintains he turned over identification when asked to do so. He says Crowley arrested him after the professor followed him to the porch, repeatedly demanding the sergeant's name and badge number because he was unhappy over his treatment. Obama's take on the situation: "My sense is you've got two good people in a circumstance in which neither of them were able to resolve the incident in a way that it should have been resolved." Democratic activists around the country were hopeful the president's latest remarks would put the issue to rest. "Let's concentrate on the business at hand — fixing the economy and health care for everybody," said Florida state Rep. Luis Garcia, a vice chair of the state Democratic Party. In Michigan, 19-year-old Mitchell Rivard, the president of the Michigan State University College Democrats, expressed hope the controversy would indeed be a learning experience for the country. "I think it's going to make people talk about race relations around the United States and in their home towns," Rivard said. "This will be something that people are going to talk about across the nation in terms of how we can have better race relations." ___ Associated Press Writers Charles Babington and Ben Feller in Washington, Brendan Farrington in Tallahassee, Fla., Bob Salsberg in Cambridge, Mass., and Tim Martin in Lansing, Mich., contributed to this report. July 23 ตอ: ภาพสะท้อนความป่าเถื่อน
July 22 นิทานสำคัญเรื่องหนึ่ง......
July 21 17 - 19 ก.ค. 52 ไปบ้านโนนตากลาง อ. โนนไทย จ. นครราชสีมา"เพื่อน-เสี่ยว-เกลอ นัดพบกันที่ทุ่งนาบ้านโนนตากลางกลางเดือนก.ค. 52 ที่มา มาจากหลายที่: ภาคใต้และอีสานรวมแล้วประมาณสามสิบคน มุ่งหาช่องทางช่วยเหลือกันแบบเพื่อนร่วมคิดที่มีความเป็นอยู่ภายใต้ความยากจนทุกรูปแบบเพราะไม่มีระบบประกันความปลอดภัยแห่งชีวิต
ใครจะสร้างความมั่นใจให้เราได้เท่ากับตัวของเราเอง
ความในใจของเด็กสาวคนหนึ่ง
July 16 คู่รักพันธมิตรPAD’s The Lover คู่รักพันธมิตร คู่ล่าสุดของวงการขอร่วมต้อนรับการครบรอบวันเริ่มต้นการชุมนุม "193 วัน พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ด้วยเรื่องราว... สีชมพู...
ภาพนี้เป็นสมบัติของ Pijika MBlog
เรารับรู้กันดีว่า...มีผู้หญิงหัวใจพันธมิตรหลายคน ที่มาชุมนุมคนเดียว ด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น แม้กระทั่งฉันเองก็บ่อยไป ชวนเพื่อนไม่ไป เบื่อที่จะรอใครว่าง ก็ลุกขึ้นสวมเสื้อเหลือง คว้าผ้าโพกหัว ปิด ASTV ปิดบ้าน สตาร์ทรถ ฮึ่ม!!! ไปคนเดียวก็ได้ (วะ)...
บ่อยครั้ง... ที่ฉันเห็นผู้หญิงมาคนเดียว หลายคนมามีเพื่อนเอาข้างหน้า และ... หลายคนมารวมกลุ่มกันได้หน้าเวที หลายคน... มาได้แฟนในที่ชุมนุม...
ในบรรดาผู้หญิงที่มาชุมนุม เชื่อว่าเราคงคุ้นเคยกับสาวหน้าตาคมเข้ม ผมยาวรวบมัด แต่งตัวพันธมิตรเต็มที่!!!แม้ไม่ได้นั่งแถวหน้า แต๋ถูกกล้องจับขึ้นจอบ่อยๆ หรือแม้แต่ตอนเคลื่อนขบวน - ตอนดาวกระจาย สื่อมวลชนมักจะจับภาพเธอไปลงข่าวอยู่บ่อยๆ กระทั่งสื่อต่างประเทศ ยังเคยนำภาพสีหน้าได้อารมณ์ผู้ชุมนุมของเธอไปลงปกนิตยสารมาแล้ว... เธอชื่อ “ฟ้า” อาชีพทำร้านข้าวต้มอยู่สุราษฎร์ธานี เป็นร้านใหญ่ 2 ชั้น มีโทรทัศน์อยู่ทุกมุม เปิด ASTV แช่ไว้ตลอด ประกาศตัวเป็นพันธมิตรเต็มที่ 193 วันของการชุมนุมอันยาวนาน ฟ้า กลัวอยู่อย่างเดียว คือกลัวคนน้อย จึงมาเป็นประจำ เรียกว่าขาดชุมนุมไปไม่กี่วัน จนต้องปิดร้านข้าวต้ม “น้องฟ้า” ไปในที่สุด และด้วยภาระหน้าที่ของ “ซิงเกิลมัม” ที่ต้องดูแลคนในปกครองและลูกน้อง เธอต้องขับรถไปกลับ กทม.-สุราษฎร์ธานี บ่อยๆ เคยประสบอุบัติเหตุอย่างน่าหวาดเสียว หมดเงินไปกับการเดินทางการบริจาคไปมากมาย เพราะไม่รู้จักใคร ไม่มีพวก เลยต้องเปิดโรงแรมใกล้ๆ ที่ชุมนุมนอน ว่ากันว่าเธอหมดไปประมาณกว่าสี่แสน อย่าถามมีคนมาจีบเธอไหม... นับไม่ถ้วน แม้กระทั่งคนดังบนเวที ที่เธอเลี่ยงขอคบอย่างพี่น้อง เพราะเข็ดกับชีวิตคู่ หรือแม้กระทั่งผู้สื่อข่าวหนุ่มฝรั่ง ชาวเยอรมัน ที่เกาะติดกระแสข่าวการชุมนุมในไทย ผู้เคยตามเธอไปหาที่บ้านถึงสามสี่ครั้ง เพื่อขอแต่งงาน เพราะรักในความมุ่งมั่นของเธอ ชอบในนิสัยกล้าได้กล้าเสีย สู้ชีวิต ทำมาหากินเลี้ยงตัวเองได้ แต่เธอปฏิเสธอย่างสิ้นเยื่อใย นอกจากใจไม่คิดจะมามองหารักในที่ชุมนุมแล้ว เธอยังโกรธเขาเพราะ... เขาบอกว่า เขาเชื่อว่าเธอมาชุมนุมด้วยหัวใจบริสุทธิ์ แต่เขาไม่เชื่อมั่นในความเป็นองค์กร “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”เขาไม่เชื่อในแกนนำ เขาบอกว่าทุกคนมีผลประโยชน์ ไม่อยากให้เธอมาทุ่มเทกับมันมากนัก เชอะ! จีบสาวพันธมิตร แต่ดันมาพูดคำนี้ มีรึ... ที่พันธมิตรเราจะเสียดุลย์นักข่าวฝรั่งผู้ไม่รู้จักการเมืองไทยถ่องแท้ มองประชาธิปไตยแบบฝรั่งมองไทยฉาบฉวย ไม่หัวแตกกลับไปก็บุญแล้ว...
หลังการชุมนุม ฟ้า กับพี่น้องพันธมิตรสุราษฎร์ ยังสานต่ออุดมการณ์ จัดตั้ง “แนวร่วมกลุ่มผู้ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และองคมนตรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี” เพื่อรวมกลุ่มกันซื้อจานดาวเทียม ASTVไปแจกในชนบท และดำเนินงานต่างๆ ตามแนวทางของชื่อกลุ่ม ผลงานล่าสุดของแนวร่วมฯ ฟ้า เป็นคนหนึ่งที่ขึ้นหน้าหนึ่ง นสพ.ทุกฉบับในเมืองไทยก็คือ การไปเยี่ยม “ยายนวม”แม่ไอ้ตู่ (อ่านเรื่องในลิ้งค์ http://mblog.manager.co.th/pijika/th-57357/) ทำเอาแกนนำพันธมิตร และนายกพี่มาร์คของเรา ถูกไอ้ตู่กล่าวหา ว่าส่งคนไปวุ่นวายกับแม่มัน ไม่เกี่ยวหรอก... ที่จริงเป็นผลงานของคนกลุ่มนี้เองค่ะ...
ไม่กี่วันมานี้ ฟ้าโทรมาหาฉันบอกว่า “มีคนขอแต่งงาน” ว้าววว...!!!เป็นไปได้... ทั้งที่พี่ๆ (ขอสงวนชื่อ) บนเวทีเคยจีบ ยังไม่ติด แล้วใครกันนะ ที่ขอเธอแต่งงานได้ เป็นไงมาไง... แถมเจ้าตัวยังตอบตกลงอีกต่างหาก...
เรื่องมันยาว หากจะเล่าสั้นๆ ก็คือ 193 วัน ฟ้าอยู่ในสายตาชายหนุ่มคนหนึ่งมาโดยตลอด แต่เธอไม่รู้ตัว จนกระทั่งวันที่ระเบิดลงในทำเนียบ “น้องโบว์2” เสียชีวิต ฟ้าก็อยู่ตรงนั้น ไม่หนี ไม่กลับ ชายหนุ่มคนนั้นเดินมาหา มีโอกาสคุยกับเธอเป็นครั้งแรก เธอคุยด้วย เพราะเป็นพันธมิตรด้วยกัน แต่ไม่คิดสนใจทางชู้สาว เพราะไม่ชอบหน้าตา ท่าทาง สไตล์การแต่งกายของชายคนนั้น เขาบอกว่าเขาประทับใจเธอสุดๆ ในคืนนั้น จนต้องเข้ามาคุยด้วย หลังจากนั้นก็สานความสัมพันธ์กันมาในฐานะพี่น้องพันธมิตร จนวันฉลองชัยชนะที่สุวรรณภูมิ เช้าตรู่ของวันนั้น คนอื่นกำลังชื่นมื่น แต่ฟ้าลุกขึ้นกลับ เพราะจบแล้ว ขอกลับไปทำงานทำการเสียที ชายหนุ่มคนนั้นก็เดินเข้ามาคุย เธอบอกว่าจะกลับบ้าน แต่จะคงขับรถไม่ไหว ต้องขอตัวไปนอนโรงแรมที่พักสักครู่ แล้วค่อยขับรถยาวไปสุราษฎร์ หนุ่มคนนั้นอยากกลับด้วย บ้านเขาอยู่นครศรีธรรมราช แต่ไม่กล้าละลาบละล้วง ต้องปล่อยให้เธอกลับไปนอน ฟ้านอนยาวจนเย็น ตื่นมาเตรียมตัวกลับ นึกขึ้นได้ว่ามีพันธมิตรอยากร่วมทาง จึงโทรหาเขา เขาบอกว่านั่งอยู่บนรถทัวร์แล้ว... เธอ... ขับรถกลับคนเดียว... เขา... นั่งรถทัวร์กลับไป ด้วยหัวใจที่ว้าวุ่น อยากจะพบกับเธออีก ฟ้า เสื้อดำ ฝันเป็นจริง เมื่อเกิด “แนวร่วมกลุ่มผู้ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และองคมนตรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี” หนุ่มนครฯ จึงอาสามาช่วยงานสาวสุราษฎร์ ทุกครั้งที่มีกิจกรรม แต่... กามเทพทำงานแล้ว... ความเป็นคนใต้เหมือนกัน... นิสัยคล้ายกัน กินอาหารเหมือนกัน เขา... แม้จะเป็นหนุ่มโสดเนื้อหอม... แต่... ยอมรับในสิ่งที่เธอเป็น ฟ้า... เคยแต่งงาน ลูกสาม ลูกชายคนโต 14 คนกลาง 11 ลูกสาวคนเล็ก 9 ขวบ และหมดตัว!!!เนื่องจากเงินเก็บทั้งชีวิตทุ่มไปกับการชุมนุม ไม่ใช่อุปสรรค กลับทำให้เขามุ่งมั่นทำคะแนน จนเด็กๆ รักเขาอย่างสนิทใจ... พร้อมจะร่วมกับเธอสร้างฐานะขึ้นมาใหม่
ในร้านอาหารใหม่ชื่อ “ร้านอาหารพันธมิตร” ***ขายอาหารตามสั่ง ถ.วัดโพธิ์ในลึก อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี
ความประทับใจในรัก... คือ เขาไม่ได้จีบเล่นๆ แต่รักจริงหวังแต่ง เข้าหาทุกคนรอบข้างเธออย่างมุ่งมั่น เพื่อให้รอบข้างยอมรับ...
ต้องขอบคุณ... สายใยที่ถักทอความรักความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่มาโดยตลอด ตั้งแต่เริ่มต้น คือ... ความเป็น “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”เต็มร้อย เส้นใยแห่งการเริ่มต้น สายใยแห่งความผูกพัน กำลังถักทอครอบครัวใหม่ขึ้นมาบนผืนธงอุดมการณ์หัวใจ ภายใต้อุดมการณ์ชีวิตที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจมาด้วยกัน
ขอแสดงความยินดีกับ... คุณแทน กากบาท (นักร้องนำวง “กากบาท”) ศิลปินพันธมิตรหนุ่มจากนครศรีธรรมราช ผู้พิชิตหัวใจสาวพันธมิตรสุราษฎร์ธานีได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด...
หลายคนอาจไม่ทราบว่า “แทน กากบาท” เป็นเบื้องหลังศิลปินดังๆ หลายคน ในฐานะนักแต่งเพลง เขาเป็นทั้ง กวี นักเขียน หรือแม้กระทั่งเป็น “นักแสดง” ในวงการบันเทิงที่ประสบความสำเร็จในชีวิต และแบ่งเวลามาร่วมขับร้องบนเวที เพลงที่ติดหูฉันคือเพลง “ทาวต๊ะ”(แปลว่า พอกันที) และกำลังจะออกอัลบั้มใหม่ในเร็วๆ นี้
เห็น "แทน กากบาท" มั้ยคะ... ยืนร้องเพลงอยู่ขวาสุด
อีกสองเดือนข้างหน้า เชิญพี่น้องเอ๊ยยยย... รอฟังข่าวงานแต่งสุดเก๋ สไตล์เวทีพันธมิตร ที่จะมีศิลปินมาร่วมยินดีคับคั่ง ใน กทม.
หลักฐาน/พยานสำคัญในกรณีคดี "สนธิ"
July 15 รถ Fuel Cell ที่น่าใช้ในปีต่อไปของฉัน
July 14 ความกล้าของ "พันธมิตร"
ออกหมายจับคนยิง "สนธิ"แล้วเปิดตัว “ส.ต.ท.” ร่วมสังหารสนธิ คนข้างกาย “บิ๊กดีเอสไอ”!
14 กรกฎาคม 2552 20:11 น.
ทหารจากพลร่มป่าหวาย เข้างเกตการร์ตำรวจพฐ.ตรวจพิสูจน์รถกระบะวีโก สีดำ
“ส.ต.ท.” ที่ถูกออกหมายจับในคดีร่วมสังหาร “สนธิ ลิ้มทองกุล” สังกัด บช.ปส.ช่วยราชการหน้าห้องรองอธิบดีดีเอสไอ เผยถูกดึงไปช่วยป ฏิบัติการลับ มีความชำนาญพิเศษเรื่องดักฟังโทรศัพท์ หน้าตาดี ชอบสวมแว่นดำอำพรางนัยน์ตา เกลียด “สนธิ-เอเอสทีวี” เข้าไส้ หลังเกิดเหตุ หายหน้าไปจากดีเอสไอ ขณะที่ตำรวจและบิ๊กดีเอสไอ ปัดกันวุ่นเรื่องต้นสังกัด “ส.ต.ท.” บันไดก้าวแรก"ธานี"ออกหมายจับ 2 มือยิง"สนธิ" ความผิดของ"เสื้อแดง" มีขนาดนี้นะ
ทำไม ปตท. รวยที่สุดในโลก
|
|
|