sombat's profileSpace ของ sombatPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    July 31

    No Chance for Her to Evade Tax

    Today's Top Stories

    Court finds Thaksin wife guilty of tax evasion
    Cuisine Unplugged Click Here!

    dpa

    In a politically-loaded ruling, Criminal Court on Thursday found Pojaman Shinawatra - wife of coup-ousted premier Thaksin - guilty of tax evasion in a 1997 share transaction, court official said.

    The heavily-guarded court, surrounded by some 2,000 Thaksin-supporters holding red roses, sentenced Pojaman to three years in jail for avoiding a tax bite amounting to 546 million baht (16.3 million dollars) on a share transfer to her step-brother Bannapot Damapong and her secretary Karnchanapa Honghern in 1997.

    Bannapot was also sentenced to three years in jail and Karnchanapa to two years.

    Thaksin and the couple's three children sat stony-faced throughout the ruling at the Bangkok court which was guarded by some 500 police. Pojaman had pleaded not guilty to the charge of tax evasion, claiming that the 738 million baht (22 million dollars) share transfer of Shinawatra Computer and Communications stock was a gift, not a business transaction.

    The court said it had decided on a heavy sentence because both Pojaman and Bannapot were well-known public figures with responsibility to society.

    Pojaman, who managed Thaksin's billion-dollar fortune and ran his business empire when he was prime minister between 2001 to 2006, is expected to appeal the ruling.

    The court's verdict could pave the way for similar guilty rulings against Thaksin who faces at least three cases of malfeasance and abuse of power at the Supreme Court for Political Office Holders in the coming months. Thaksin, a former billionaire telecommunication tycoon who was prime minister between 2001 to 2006, was ousted by a military coup on September 19, 2006, on charges of corruption, dividing the nation and undermining democracy and the monarchy.

    Thaksin remains one of Thailand's most controversial political figures.

    Using populist policies Thaksin won the devotion of masses of rural and urban poor, but amid growing evidence of corruption and self-serving policies during his increasingly monopolistic rule, the Bangkok-based middle class and political elite turned against him in early 2006, ushering in his downfall.

     

     

    สัก กอแสงเรือง

    “สัก” ไม่หวั่น “หญิงอ้อ” ยื่นอุทธรณ์ ชี้หลักฐานมัดแน่น
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 31 กรกฎาคม 2551 11:38 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    คุณหญิงพจมาน ชินวัตร

    อดีตโฆษก คตส.ระบุการทำหน้าที่ในฐานะ คตส.ถือว่าสิ้นสุดแล้ว หลังศาลมีคำพิพากษาจำคุกคุณหญิงพจมานและพวก มั่นใจพยานหลักฐานเลี่ยงภาษีหุ้นชินฯ แน่นหนา แม้จำเลยจะยื่นอุทธรณ์สู้ก็ตาม
           
           วันนี้ (31 ก.ค.) นายสัก กอแสงเรือง อดีตโฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุกคุณหญิงพจมาน ชินวัตร นายบรรพจน์ ดามาพงศ์ และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวเป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันจงใจหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้นบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 546 ล้านบาทจากหุ้นจำนวน 4.5 ล้านหุ้นซึ่งมีหุ้นมูลค่า 738 ล้านบาท โดยความเท็จ โดยฉ้อโกง โดยใช้กลอุบายอันเป็นความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (1) (2) และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และ 91
           
           โดยศาลสั่งจำคุกจำเลยที่ 1 และ 2 รวมคนละ 3 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 จำคุก 2 ปี ว่า การทำงานของ คตส.ถือว่าสิ้นสุดลงแล้ว และคดีดังกล่าว คตส.ทำงานอย่างเต็มที่ มีพยานหลักฐานชัดเจนและแน่นหนา จนนำไปสู่กระบวนการยุติธรรม และมีคำพิพากษาดังกล่าว ส่วนการยื่นอุทธรณ์ของจำเลยทั้ง 3 นั้นก็เป็นสิทธิของผู้ตกเป็นจำเลยที่สามารถทำได้ ส่วนจะนำประเด็นใดมาหักล้างยังไม่สามารถทราบได้ แต่เชื่อว่าสำนวนคดีนี้มีหลักฐานและพยานชัดเจนแน่นหนามาก
           
           อย่างไรก็ตาม หลังจากฟังคำพิพากษาเสร็จสิ้น พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมคุณหญิงพจมาน บุตรชายและบุตรสาวได้เดินทางกลับทันที โดยทุกคนมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งทั้งหมดมีอาการเครียดตั้งแต่ศาลเริ่มอ่านคำพิพากษา จนกระทั่งเสร็จสิ้น บุตรสาวคุณหญิงพจมานถึงกับส่ายหน้า ขณะที่ พ.ต.ท ทักษิณไม่พูดจาใดๆ ต่อสื่อมวลชน ก่อนจะขึ้นรถกลับในทันที

    ศรีธนญชัย

    “ศรีธนญชัย” ป้องป้าสะใภ้ ไขสือโกงภาษีแค่เรื่องส่วนบุคคล
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 31 กรกฎาคม 2551 16:44 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    คุณหญิงพจมาน ชินวัตร

    “สมชาย” ปลอบใจตัวเองมั่นใจคดีศาลสั่งจำคุกป้าสะใภ้ ไม่มีผลกระทบการเมือง ทำตัวเป็นศรีธนญชัย ชี้ขนาดโกงภาษีเป็นแค่เรื่องส่วนบุคคล ป้อง ครม.ขี้เหร่เต็มพิกัดขอโอกาสให้ทำงานก่อนวิจารณ์
           
           วันนี้ (31 ก.ค.) นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในฐานะเครือญาติของตระกูลชินวัตรว่า คงดำเนินการอะไรไม่ได้มาก นอกจากให้กำลังใจในการต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม หลังศาลอาญาพิพากษาจำคุกคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเวลา 3 ปี ในความผิดฐานร่วมกันจงใจหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้นบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด (มหาชน) กว่า 500 ล้านบาท
           
           ทั้งนี้ เห็นว่าไม่อยากให้นำประเด็นดังกล่าวมาเชื่อมโยงทางการเมือง เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากเป็นเรื่องส่วนบุคคล และบุคคลทั้งสองก็เลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมืองแล้วด้วย ขณะเดียวกัน การที่ศาลพิพากษาในคดีดังกล่าวเชื่อว่าจะไม่มีผลต่อการขออนุญาตศาลเดินทางออกนอกประเทศ เพราะเป็นคนละส่วนกัน
           
           อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเมื่อคดีไม่เกี่ยวกับการเมือง ความเชื่อมั่นใจพรรคร่วมรัฐบาลก็จะไม่มีผลกระทบ และไม่ถือว่าเป็นการหมดกำลังใจ
           
           นายสมชาย กล่าวอีกว่า เขาไม่ทราบรายชื่อการปรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แต่ยอมรับหากมีการปรับ ครม.โดยไม่ได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ก็พร้อมจะยอมรับเพราะหากนายกรัฐมนตรีให้โอกาสในการทำงานแล้วจะทำงานใดก็ได้
           
           “รายชื่อ ครม.ที่มีคนมองว่ายี้ ผมว่าควรจะเปิดโอกาสให้เข้ามาทำงานก่อน เพราะหากผมมองว่าสวย บางคนในสัมผัสแรกก็มองว่าไม่สวย ถือเป็นเรื่องธรรมดา บางคนข้อมูลไม่ครบก็บอกว่าขี้เหร่ ขี้เหร่ไม่ขี้เหร่ก็น่าจะให้เขามาทำงานก่อน” นายสมชายกล่าว

    คดีโกงภาษีครั้งประวัติศาสตร์ของชาติไทย

    รายงานพิเศษ : คดี “พจมาน-บรรณพจน์”…จุดจบ “คนโกงแผ่นดิน”!?!
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 31 กรกฎาคม 2551 14:26 น.

    บรรณพจน์ ดามาพงศ์ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยที่ 1-2 คดีเลี่ยงภาษีโอนหุ้นชินวัตร คอมพิวเตอร์ฯ

    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    ขณะเดินทางมาศาลฯ เช้าวันนี้(31 ก.ค.) สีหน้ายังแช่มชื่น

    ทั้งครอบครัวต่างมาให้กำลังใจ

    ขณะฟังคำพิพากษา

    หลังฟังคำพิพากษา เดินทางกลับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด



    ในที่สุด...ความจริงก็หนีความจริงไปไม่พ้น เมื่อคุณหญิงพจมานและนายบรรณพจน์ พี่ชายบุญธรรม กำลังรับผลจากการกระทำของตัวเองที่ออกอุบายหลอกลวงเพื่อเลี่ยงภาษีจากการโอนหุ้นให้กัน แม้ในแง่เม็ดเงินภาษี รัฐจะไม่สามารถตามคืนจากบุคคลทั้งสองได้ เนื่องจากกฎหมายการเรียกเก็บภาษีขาดอายุความแล้ว (เกิน 5 ปี) แต่ในแง่ความผิดอาญา ทั้งสองก็ไม่สามารถสลัดพ้น “บ่วงอุบาย” ที่ตัวเองสร้างขึ้นเองกับมือได้
           

            คลิกที่นี่ เพื่อฟัง รายงานพิเศษ
           
           สำหรับผู้ที่ติดตามคดีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร โอนหุ้นบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมูนิเคชั่น ให้นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรม โดยใช้กลอุบายหลอกลวงและแจ้งเท็จเพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษีแล้ว คงไม่รู้สึกเหนือความคาดหมายที่ศาลอาญาพิพากษาจำคุกนายบรรณพจน์-คุณหญิงพจมาน (จำเลยที่ 1-2) คนละ 3 ปี(ส่วนนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 3 ถูกสั่งจำคุก 2 ปี) เพราะเมื่อดูพฤติการณ์แห่งคดีของจำเลยแล้ว จะเห็นถึงเล่ห์เหลี่ยมกลโกงของพี่น้องคู่นี้ได้อย่างดี ...ไม่เชื่อ ลองมาย้อนเหตุการณ์กันอีกสักครั้ง!
           
           เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อวันที่ 7 พ.ย.2540 คุณหญิงพจมาน ได้โอนหุ้นบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมูนิเคชั่น ที่ น.ส.ดวงตา วงศ์ภักดี คนรับใช้ตระกูลชินวัตร ถือแทนคุณหญิงพจมาน ให้นายบรรณพจน์ จำนวน 4.5 ล้านหุ้น โดยทำทีว่า นายบรรณพจน์ซื้อหุ้นดังกล่าวจาก น.ส.ดวงตา ในราคาหุ้นละ 164 บาท มูลค่า 738 ล้านบาท และแสร้งว่าเป็นการซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งไม่ต้องเสียภาษี เพียงเสียค่าธรรมเนียมแก่นายหน้า (โบรกเกอร์) เท่านั้น โดยคุณหญิงพจมานเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวไปเป็นเงินแค่ 7.38 ล้านบาท(ซึ่งหากนายบรรณพจน์ยอมเสียภาษีจากการได้รับหุ้นดังกล่าว จะต้องเสียเป็นจำนวนถึง 273 ล้านบาท)
           
           โดยเรื่องแดงขึ้นมาเมื่อมีการตรวจสอบพบว่า การซื้อขายหุ้นดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะผู้ที่จ่ายเงินค่าหุ้น แทนที่จะเป็นนายบรรณพจน์ กลับเป็นคุณหญิงพจมาน ที่ทำทีสั่งจ่ายเช็คกว่า 700 ล้านให้ น.ส.ดวงตา แต่สุดท้ายก็โอนเงินดังกล่าวกลับมาเข้าบัญชีตัวเอง (คุณหญิงพจมาน)ตามเดิม
           
           เมื่ออุบายที่ต้องการเลี่ยงภาษีดังกล่าวถูกจับได้ นายบรรณพจน์ และคุณหญิงพจมาน ก็เปลี่ยนอุบายใหม่เพื่อให้ไม่ต้องเสียภาษีจากการโอนหุ้นดังกล่าวอีก โดยอ้างว่า การโอนหุ้นนั้นเป็นการให้ในลักษณะอุปการะ ให้โดยเสน่หาตามขนบธรรมเนียมประเพณีในโอกาสที่นายบรรณพจน์แต่งงานและมีบุตร
           
           แต่ดูเหมือนคำอ้างจะไม่แนบเนียน เพราะช่วงเวลาไม่สอดคล้องกับคำอ้าง กล่าวคือ นายบรรณพจน์แต่งงานเมื่อวันที่ 12 ม.ค.2539 และมีบุตรเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2539 แต่คุณหญิงพจมานโอนหุ้นให้นายบรรณพจน์เมื่อวันที่ 7 พ.ย.2540 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากนายบรรณพจน์แต่งงานแล้วถึง 2 ปี และหลังจากนายบรรณพจน์มีบุตรแล้วถึง 1 ปี!?!
           
           เมื่อคำอ้างถูกรู้ทัน ทั้งนายบรรณพจน์และคุณหญิงพจมานก็อ้างใหม่ว่า การโอนหุ้นดังกล่าวมีขึ้นในโอกาสที่นายบรรณพจน์มีบุตรอายุครบ 1 ปี โดยนายบรรณพจน์ เล่าเป็นฉากๆ ว่า ตนเป็นพี่ชายบุญธรรมของคุณหญิงพจมาน และช่วยเหลือกิจการของคุณหญิงพจมานจนมีความเจริญก้าวหน้า กระทั่งปี 2538 คุณหญิงพจมาน สนับสนุนให้ตนมีครอบครัว และดำริจะมอบของขวัญให้แก่บุตรของตนซึ่งมีอายุครบ 1 ปีในปลายปี 2540 ด้วยการมอบหุ้นให้ 4.5 ล้านหุ้น ตนจึงเข้าใจโดยสุจริตว่า เป็นการให้โดยเสน่หาตามธรรมเนียมประเพณีและธรรมจรรยาของสังคมไทย!?!
           

           ขณะที่คุณหญิงพจมาน ก็บอกว่า นายบรรณพจน์เป็นบุตรบุญธรรมของบิดาตน ได้เข้ามาช่วยบริหารจัดการธุรกิจของครอบครัวตนจนมีความมั่นคงและมีทรัพย์สินจำนวนมาก เมื่อตนเห็นว่านายบรรณพจน์ควรมีครอบครัว จึงสนับสนุนให้แต่งงานกับ น.ส.บุษบา วันสุนิล เมื่อต้นปี 2539 และให้ปลูกสร้างเรือนหอในที่ดินของครอบครัวตน(ดามาพงศ์) นอกจากนี้ยังตั้งใจจะมอบหุ้นให้ในวันแต่งงาน เพื่อให้พี่น้องมีฐานะทัดเทียมกัน
           
           อย่างไรก็ตาม คุณหญิงพจมานอ้างว่า ตอนนั้นให้หุ้นไม่ทัน เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เตรียมเข้าทำงานการเมือง จึงต้องจัดการเรื่องบริหารงานให้เสร็จก่อน กระทั่งบุตรชายนายบรรณพจน์ ซึ่งเกิดวันที่ 4 ธ.ค.2539 จะมีอายุครบ 1 ปี และการจัดการด้านบริหารงานของตนเสร็จสิ้นพอดี จึงยกหุ้นให้นายบรรณพจน์ 4.5 ล้านหุ้นในวันที่ 7 พ.ย.2540 เพื่อเป็นของขวัญ
           

           แต่ คตส.และอัยการไม่หลงคารมของบุคคลทั้งสอง โดยเห็นว่า การกระทำของคุณหญิงพจมานและนายบรรณพจน์ ที่ให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จดังกล่าว เป็นเพียง“ข้ออ้าง”เพื่อให้เจ้าหน้าที่สรรพากรเชื่อว่า การโอนหุ้นดังกล่าวเป็นการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยาหรือการให้โดยเสน่หา เนื่องในโอกาสตามขนบธรรมเนียมประเพณี เพื่อจะได้รับการยกเว้นภาษี การกระทำของนายบรรณพจน์และคุณหญิงพจมาน จึงเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีโดยแจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จหรือตอบคำถามด้วยข้อความอันเป็นเท็จ และมีลักษณะใช้อุบายหรือฉ้อโกง ถือว่าเข้าข่ายความผิดตามประมวลรัษฎากรมาตรา 37 (1) และ (2) ประกอบมาตรา 83 และ 91 แห่งประมวลกฎหมายอาญา เป็นเหตุให้รัฐเสียหายต้องขาดรายได้เงินภาษีอากรและเบี้ยปรับกว่า 546 ล้านบาท(2 เท่าของยอดเงินที่ต้องเสียภาษี คือ 273 ล้าน)!
           

           ซึ่งก่อนหน้านี้ นายอรรถพล ใหญ่สว่าง เมื่อครั้งยังเป็นโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เคยบอกว่า ความผิดดังกล่าวมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน-7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000-200,000 บาท และว่า หากศาลพิพากษาว่าผิดจริงและลงโทษเต็มอัตรา คุณหญิงพจมานและนายบรรณพจน์จะต้องได้รับโทษ 2 เท่า คือจำคุกสูงสุด 14 ปี และปรับสูงสุด 4 แสนบาท
           
           แม้วันนี้ (31 ก.ค.) คุณหญิงพจมาน และนายบรรณพจน์ จะถูกศาลสั่งจำคุกคนละ 3 ปี ซึ่งอาจจะไม่ใช่โทษที่มากมายนักเมื่อเทียบกับอัตราโทษสูงสุด แต่ก็ถือได้ว่า เป็นการลงโทษสถานหนัก เพราะสั่งจำคุกโดยไม่รอลงอาญา!
           
           บทสรุปของคดีนี้(แม้จะเพิ่งศาลชั้นต้น) แต่ก็น่าจะเป็นอุทาหรณ์และบทเรียนได้อย่างดีว่า เมื่อมีรายได้ที่พึงเสียภาษี ก็ควรเสียภาษีแก่รัฐแก่แผ่นดินอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย มิใช่คิดแต่จะ “เอาเปรียบ” แผ่นดินทุกวิถีทางด้วยวิธีที่ฉ้อฉลเพียงเพื่อรักษาผลประโยชน์ที่ไม่ควรได้ของตน
           
           หลังจากวันนี้ คำพิพากษาของศาลคงจะดังกังวานอยู่ในโสตประสาทของ “คุณหญิงพจมาน” (จำเลยที่ 2) ไปอีกนาน โดยเฉพาะคำพูดที่ว่า “...จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีชื่อเสียงทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม อีกทั้งยังเป็นถึงภริยาของผู้นำประเทศ ควรทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดี แต่จำเลยกลับหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายโดยไม่เป็นธรรมต่อสังคม”!!

    เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ

    “เรืองไกร” ตอกบทเรียนสรรพากรละเว้น กม.
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 31 กรกฎาคม 2551 12:35 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ

    ส.ว.สรรหา ชี้ถือเป็นบทเรียนของสรรพากร ที่ละเว้นกฎหมายประมวลรัษฎากรตาม ม.37 ซึ่งมีความผิดอาญา โทษถึงจำคุกกรณีใช้กลอุบายใช้ข้อความอันเป็นเท็จจงใจหลบเลี่ยงภาษี
           
           วันนี้ (31 ก.ค.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ซึ่งเป็นผู้เปิดประเด็นเกี่ยวกับการหลบเลี่ยงการเสียภาษีในการขายหุ้นชินคอร์ป ของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร กับนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ กล่าวภายหลังรับทราบคำพิพากษาของศาลอาญาว่า คดีนี้ผู้ถูกกล่าวหายังสามารถยื่นอุทธรณ์และฎีกาได้อีก ซึ่งก็คงไปดูกันต่อว่าจะคำอุทธรณ์อย่างไร อย่างไรก็ตาม ถือเป็นบทเรียนของเจ้าหน้าที่สรรพากร เพราะที่ผ่านมาไม่ค่อยนำมาตรา 37 ตามประมวลรัษฎากร ขึ้นมาดำเนินการกับผู้หลบเลี่ยงการเสียภาษีเท่าไหร่ จะดูเพียงการคิดค่าปรับเท่านั้น แต่เนื้อหาตรงนี้ระบุชัดเจนถึงความผิดทางอาญา ในกรณีที่มีการใช้กลอุบาย ใช้ข้อความอันเป็นเท็จเพื่อหลบเลี่ยงภาษี ซึ่งประมวลรัษฎากรให้ความสำคัญว่าประชาชนทุกคนมีหน้าที่ต้องเสียภาษีให้แก่รัฐ
           
           เมื่อถามว่า ในฐานะเป็นผู้จุดประเด็นนี้ขึ้นมามองอย่างไรกับคดีนี้ นายเรืองไกรตอบว่า การบังคับใช้กฎหมายต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ เก็บก็ต้องเก็บเท่ากัน แต่ส่วนใหญ่คนยังไม่เข้าใจมาตรา 37 นัก ตนจึงต้องชี้ให้สังคมเห็นว่ามีบทลงโทษตรงนี้อยู่ เมื่อถามว่าจะมีผลไปถึงคดีอื่นด้วยหรือไม่ นายเรืองไกรตอบว่า ขณะนี้มีเรื่องที่ตนร้องไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้พิจารณากรณีที่ ส.ส.ทั้ง 480 คน ได้รับเงินสนับสนุนจากพรรคตอนเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นรายได้จะต้องเสียภาษีด้วยหรือไม่ ซึ่งเป็นกรณีเดียวกันและเข้าข่ายตามมาตรา 37 เช่นกัน

    คอตกมีได้เมื่อผิดกฎหมายจริง

    “หญิงอ้อ” คอตกหมดสภาพรับกรรม ศาลสั่งจำคุก 3 ปี ดูวีดีโอประกอบจาก Manager Multimedia ดูภาพชุดจาก Manager Multimedia
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 31 กรกฎาคม 2551 13:34 น.

           
           วันนี้ (31 ก.ค.) ประมวลภาพ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร เดินทางขึ้นศาลอาญา เพื่อรับฟังคำพิพากษาในคดีความผิดฐานร่วมกันจงใจหลีกเลี่ยงภาษีการโอนหุ้นบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด (มหาชน) มูลค่ากว่า 546 ล้านบาท โดยในเวลา10.40 น. ศาลได้พิเคราะห์เห็นว่าพยานหลักฐานจำเลยไม่สามารถนำสืบหักล้างได้ ศาลจึงพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 2 ปี และเพิ่มโทษในความผิดฐานแจ้งความเท็จ และแสดงหลักฐานเท็จต่อเจ้าพนักงานเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงภาษีอีก 1 ปี
           
           


         
         
         
         
         
         
         
       

    ขุนฆ้อนกับเงินสด

    “ขุนค้อน” สารภาพ “หญิงอ้อ” ถูกจำคุก กระทบพรรคพลังแม้ว
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 31 กรกฎาคม 2551 14:58 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์

    “สมศักดิ์” ไม่หลอกตัวเอง ยอมรับ “หญิงอ้อ” ถูกศาลสั่งจำคุกย่อมส่งผลกระทบต่อพรรคพลังแม้วแน่นอน ระบุกลุ่มอีสานพัฒนาสลายแล้วเพราะอุดมการณ์ต่างกัน ยันไม่เคยหักหลังเพื่อน แต่ไม่ขอเคลียร์ปัญหา ทุกอย่างยุติ
           
           วันนี้ (31 ก.ค.) นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตรองประธานนสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 กล่าวถึงกรณีที่ ส.ส.กลุ่มอีสานพัฒนา กล่าวหาว่าหักหลังแย่งตำแหน่งรัฐมนตรีในโควตากลุ่มว่า ตนรับไม่ได้กับข้อกล่าวหาว่าหักหลังเพื่อน ซึ่งไม่ใช่ตนแน่ ที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ตนไม่เคยวิ่งเต้นหรือล็อบบี้ประสานงานขอตำแหน่งรัฐมนตรีกับผู้ใหญ่ หรือนายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ ท่านเหล่านี้เป็นพยานได้ แต่ยอมรับว่าเคยไปขอตำแหน่งให้เพื่อนในกลุ่ม ถ้าหากมีการปรับ ครม.คนแรกที่จะได้เป็นรัฐมนตรีของกลุ่มขอให้เป็นนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.เลย พรรคพลังประชาชน และอันดับ 2 คือ นายเจริญ จรรย์โกมล ส.ส.ชัยภูมิ พรรคพลังประชาชน และถ้าจะกรุณาก็ฝากตนด้วย ซึ่งนายปรีชาก็รับทราบและอยู่ด้วยตลอดตอนที่ตนฝากผู้ใหญ่
           
           นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องเคลียร์หากไม่เข้าใจกันก็สามารถทำความเข้าใจกันได้ แต่นี่เข้าใจแต่กับพูดอย่างนั้นก็ไม่รู้จะทำความเข้าใจไปทำไม ยืนยันว่าคนที่หักหลังเพื่อนไม่ใช่ตนอย่างแน่นอน ซึ่งกลุ่มอีสานพัฒนาก็ได้สลายไปแล้ว จะอยู่ได้อย่างไรถ้าทำกันอย่างนี้ ความคิดต่างกันได้ แต่อุดมการณ์และคุณธรรมต่างกันก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ เวลาพิสูจน์ม้ากาลเวลาพิสูจน์คน
           
           “หากผมอยู่ในวงการการเมืองมา 25 ปี ผิดหวังซ้ำๆ ซากๆ เคยบ่นสักคำไหม ตอนตั้งกลุ่มก็บอกว่ากลุ่มอื่นขัดแย้งกันเพราะแย่งเก้าอี้ แต่ตอนนี้ว่าแต่เขาอีเหนาเป็นยิ่งกว่าเขา ผมก็ไม่ทราบว่าจะกระทบกระเทือนกับพรรคพลังประชาชนหรือไม่ เพราะไม่เคยเอ่ยกับใคร ไม่เคยวิ่งตะลอนตะลอน มีแต่พูดให้เพื่อน และที่ผ่านมาก็ให้ใจกับกลุ่มตลอด” นายสมศักดิ์ กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
           
           เมื่อถามถึงรายงานข่าวว่านายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) จะมาทำหน้าที่รองประธานสภาฯ แทน นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ ตนไม่ทราบอะไรเลย แต่หากมีใครมีความรู้ความสามารถเป็นได้ทั้งนั้น
           
           ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ศาลอาญาตัดสินจำคุกคุณหญิงพจมาน ชินวัตร และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ถูกจำคุกฐานหลีกเหลี่ยงภาษีจะเกิดผลกระทบกับพรรคพลังประชาชนและรัฐบาลหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ส่งผลกระทบไม่ดีแน่นอน แต่จะส่งผลมากน้อยเพียงใดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน
           
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการให้สัมภาษณ์ มี ส.ส.กลุ่มอีสนพัฒนา อาทิ นายเจริญ จรรย์โกมล ส.ส.ชัยภูมิ และนายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.ขอนแก่น พรรคพลังประชาชนได้ยืนให้กำลังใจตลอด ซึ่งภายหลังจากการให้สัมภาษณ์ก็ได้เข้าไปหารืออีกรอบ

    คุกสามปี ไม่รออาญา

    ลือ! “แม้ว” คิดหนีกระบวนการยุติธรรมไทย
    โดย ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์ 31 กรกฎาคม 2551 11:57 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    ครอบครัวชินวัตร เดินทางไปศาล

    ขาไป ยังยิ้มแย้มแจ่มใสได้



    ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ดอดไปให้กำลังใจถึงศาล

    ครอบครัวชินวัตร เดินคอตกลงจากศาล หลังจากคุณหญิงได้รับการประกันตัว

     

    “ขุนค้อน” สารภาพ “หญิงอ้อ” ถูกจำคุก กระทบพรรคพลังแม้ว
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 31 กรกฎาคม 2551 14:58 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์

    “สมศักดิ์” ไม่หลอกตัวเอง ยอมรับ “หญิงอ้อ” ถูกศาลสั่งจำคุกย่อมส่งผลกระทบต่อพรรคพลังแม้วแน่นอน ระบุกลุ่มอีสานพัฒนาสลายแล้วเพราะอุดมการณ์ต่างกัน ยันไม่เคยหักหลังเพื่อน แต่ไม่ขอเคลียร์ปัญหา ทุกอย่างยุติ
           
           วันนี้ (31 ก.ค.) นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตรองประธานนสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 กล่าวถึงกรณีที่ ส.ส.กลุ่มอีสานพัฒนา กล่าวหาว่าหักหลังแย่งตำแหน่งรัฐมนตรีในโควตากลุ่มว่า ตนรับไม่ได้กับข้อกล่าวหาว่าหักหลังเพื่อน ซึ่งไม่ใช่ตนแน่ ที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ตนไม่เคยวิ่งเต้นหรือล็อบบี้ประสานงานขอตำแหน่งรัฐมนตรีกับผู้ใหญ่ หรือนายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ ท่านเหล่านี้เป็นพยานได้ แต่ยอมรับว่าเคยไปขอตำแหน่งให้เพื่อนในกลุ่ม ถ้าหากมีการปรับ ครม.คนแรกที่จะได้เป็นรัฐมนตรีของกลุ่มขอให้เป็นนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.เลย พรรคพลังประชาชน และอันดับ 2 คือ นายเจริญ จรรย์โกมล ส.ส.ชัยภูมิ พรรคพลังประชาชน และถ้าจะกรุณาก็ฝากตนด้วย ซึ่งนายปรีชาก็รับทราบและอยู่ด้วยตลอดตอนที่ตนฝากผู้ใหญ่
           
           นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องเคลียร์หากไม่เข้าใจกันก็สามารถทำความเข้าใจกันได้ แต่นี่เข้าใจแต่กับพูดอย่างนั้นก็ไม่รู้จะทำความเข้าใจไปทำไม ยืนยันว่าคนที่หักหลังเพื่อนไม่ใช่ตนอย่างแน่นอน ซึ่งกลุ่มอีสานพัฒนาก็ได้สลายไปแล้ว จะอยู่ได้อย่างไรถ้าทำกันอย่างนี้ ความคิดต่างกันได้ แต่อุดมการณ์และคุณธรรมต่างกันก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ เวลาพิสูจน์ม้ากาลเวลาพิสูจน์คน
           
           “หากผมอยู่ในวงการการเมืองมา 25 ปี ผิดหวังซ้ำๆ ซากๆ เคยบ่นสักคำไหม ตอนตั้งกลุ่มก็บอกว่ากลุ่มอื่นขัดแย้งกันเพราะแย่งเก้าอี้ แต่ตอนนี้ว่าแต่เขาอีเหนาเป็นยิ่งกว่าเขา ผมก็ไม่ทราบว่าจะกระทบกระเทือนกับพรรคพลังประชาชนหรือไม่ เพราะไม่เคยเอ่ยกับใคร ไม่เคยวิ่งตะลอนตะลอน มีแต่พูดให้เพื่อน และที่ผ่านมาก็ให้ใจกับกลุ่มตลอด” นายสมศักดิ์ กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
           
           เมื่อถามถึงรายงานข่าวว่านายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) จะมาทำหน้าที่รองประธานสภาฯ แทน นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ ตนไม่ทราบอะไรเลย แต่หากมีใครมีความรู้ความสามารถเป็นได้ทั้งนั้น
           
           ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ศาลอาญาตัดสินจำคุกคุณหญิงพจมาน ชินวัตร และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ถูกจำคุกฐานหลีกเหลี่ยงภาษีจะเกิดผลกระทบกับพรรคพลังประชาชนและรัฐบาลหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ส่งผลกระทบไม่ดีแน่นอน แต่จะส่งผลมากน้อยเพียงใดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน
           
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการให้สัมภาษณ์ มี ส.ส.กลุ่มอีสนพัฒนา อาทิ นายเจริญ จรรย์โกมล ส.ส.ชัยภูมิ และนายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.ขอนแก่น พรรคพลังประชาชนได้ยืนให้กำลังใจตลอด ซึ่งภายหลังจากการให้สัมภาษณ์ก็ได้เข้าไปหารืออีกรอบ

    ลือสะพัด! จำเลย “แม้ว” เตรียมหนีกระบวนการยุติธรรมไทย ขอลี้ภัยในต่างประเทศ หลัง “เมีย” แพ้คดีเลี่ยงภาษีหุ้นชินฯ ราบคาบ จำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา
           
           วันนี้ (31 ก.ค.) ภายหลังศาลอาญาพิพากษาในคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อดีตประธานกรรมการบริหารชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พี่ชายบุญธรรมคุณหญิงพจมาน, คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันจงใจหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้นบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 546 ล้านบาท จากหุ้นจำนวน 4.5 ล้านหุ้น ซึ่งมีหุ้นมูลค่า 738 ล้านบาท โดยความเท็จ โดยฉ้อโกง โดยใช้กลอุบาย อันเป็นความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (1) (2) และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และ 91 โดยศาลพิพากษาให้จำคุก จำเลยที่ 1 และ 2 คนละ 3 ปี จำเลยที่ 3 จำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา
           
           ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะนี้ตกเป็นจำเลยต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว รวม 3 คดี คือ คดีทุจริตซื้อที่ดินรัชดาฯ คดีหวยบนดิน และคดีสั่งเอ็กซิมแบงค์ ปล่อยกู้พม่า 4,000 ล้านบาท
           
           จากคดีดังกล่าว แหล่งข่าวระดับสูงเชื่อว่า จากคดีความที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ถูกดำเนินคดีอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะคดีที่ศาลตัดสินลงโทษคุณหญิงพจมานและพวกในคดีเลี่ยงภาษีหุ้นชิน ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้นั่งฟังคำพิพากษาอย่างเคร่งเครียด โดยที่ข้อต่อสู้ของจำเลยไม่สามารถหักล้าง คำฟ้องของโจทก์ได้แม้แต่ประเด็นเดียว ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เชื่อในกระบวนการศาลว่าเขาจะได้รับความยุติธรรมในการต่อสู้คดีที่เหลืออยู่
           
           ดังนั้น จึงเชื่อว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ คิดหนีคดีด้วยการขอลี้ภัยในต่างประเทศ อีกทั้งก่อนหน้านี้มีการลือกันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คิดเรื่องนี้อยู่นานแล้ว โดยจะรอฟังคำพิพากษาคดีเลี่ยงภาษีชินฯ ว่าผลจะออกมาอย่างไร ก่อนตัดสินใจอีกครั้ง นอกจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ จะนำประเด็นในเรื่องความไม่ปลอดภัย ที่ขณะนี้สถานการณ์บ้านเมืองกำลังรุนแรงมากขึ้น มาเป็นข้ออ้างต่อศาล
           
           ประกอบกับ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ได้ยื่นคำร้องขอเดินทางไปประเทศ ญี่ปุ่น จีน และอังกฤษ ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ศาลอนุญาตให้ไปแค่ประเทศญี่ปุ่น และจีนเท่านั้น ส่วนประเทศอังกฤษ ให้มายื่นคำร้องใหม่อีกครั้งภายหลังเดินทางกลับจากประเทศจีน และญี่ปุ่นแล้ว และต้องกลับมารายงานตัวต่อศาลในวันที่ 11 สิงหาคมนี้
           
           อย่างไรก็ตาม ศาลอนุญาตให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน เดินทางออกนอกประเทศ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นและจีนระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม - 10 สิงหาคม ซึ่งคุณหญิงพจมาน จะเดินทางไปประเทศจีนวันที่ 5-10 สิงหาคม

    ขวัญชัย + ไข่แม้ว ????????

    “ขวัญชัย”เปลือยธาตุถ่อยกลางจอ – ขู่ยก"หมาหมู่"รุมพันธมิตรฯอีก
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 31 กรกฎาคม 2551 03:02 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    ขวัญชัย ไพรพนา

    นายไทกร พลสุวรรณ

    นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

    ดีเจถ่อย “ขวัญชัย ไพรพนา”แถผ่าน"โมเดิร์นไนน์" อ้างถูกพันธมิตรฯ ทำร้ายก่อน แต่เฉไฉแค่เรื่องวิวาทกันธรรมดา อย่าโยงมาเป็นการเมือง ด้าน“ไทกร” ชี้อำนาจการที่เมืองหนุนหลังกลุ่มอันธพาล หวังข่มขู่ไม่ให้กล้ามาร่วมชุมนุม ด้านโฆษกสภาโจ๊กยังเถียงอ้างพันธมิตรไปอุดรความรุนแรงจึงเกิด โดนสวนหน้าหงาย ทำไม นปก.ต้องไปก่อกวน
           
           วานนี้ (30 ก.ค.) นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ให้สัมภาษณ์ในรายการ ตาสว่าง ทางสถานีโทรทัศน์ โมเดิร์นไนน์ทีวี ดำเนินรายการโดย นายสัญญา คุณากร และนายวีระ ธีรพัฒน์ถึงกรณีชมรมคนรักอุดรรุมทำร้ายกลุ่มพันธมิตรฯ อุดรธานีว่า ยืนยันว่าการไปในวันนั้น พวกตนไม่ได้ไปหาเรื่อง พวกตนเพียงแต่จะไปถามกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าจะมาชุมนุมปั่นป่วนที่อุดรธานีทำไม แต่เมื่อพวกตนไปถึงก็ถูกรุมทำร้ายก่อนจึงต้องป้องกันตัว ส่วนอาวุธที่เห็นพวกตนถือนั้นก็เป็นการเจอใต้เวทีพันธมิตรฯ ทั้งสิ้นทั้งนี้ตนยังยืนยันว่า หากกลุ่มพันธมิตรฯ ไปชุมนุมที่อุดรธานีอีก พวกตนก็จะไปขับไล่อีก เจอกันอีกแน่
           
           ผู้ดำเนินรายการถามว่า แล้วทำไมต้องขับไล่พันธมิตรฯ ในเมื่อมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน ก็ใช้วิธีแยกกันอยู่ หรืออยู่คนละเวทีไม่ได้หรือ นายขวัญชัย กล่าวว่า ไม่ได้ เพราะไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่พันธมิตรฯ จะต้องมาชุมนุมให้เกิดความปั่นป่วนในอุดรธานี อย่างไรก็ตามตนเห็นว่าตอนนี้อย่าวิพากษ์วิจารณ์กันต่อไปอีกเลย เพราะยิ่งพูดชาวอุดรฯ ก็ยิ่งเจ็บช้ำ และอยากจะย้ำว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการทะเลาะวิวาทกันธรรมดา อย่าโยงเป็นเรื่องของการเมืองเลย ปล่อยให้เป็นเรื่องของกระบวนยุติธรรมดีกว่า เพราะตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ดำเนินการคดีทะเลาะวิวาทนี้แล้ว โดยมีการออกหมายจับสมาชิกของชมรมคนรักอุดร ไปแล้วกว่า 10 คน ก็ให้เรื่องนี้ว่าไปตามกฎหมายดีกว่า
           
           ทั้งนี้ นายขวัญชัยยังคงโกหกหน้าตายออกโทรทัศน์เหมือนเดิม โดยเฉพาะที่อ้างว่า ไม่ได้นำเอาอาวุธไปด้วย แต่ไปเจอที่ใต้เวทีพันธมิตรฯ นั้น จากภาพวีดีโอเห็นได้อย่างชัดเจนว่า กลุ่มคนรักอุดรฯ ถือไปเอง และชูให้เห็นตั้งแต่ยังไม่เข้าไปในสวนสาธารณะหนองประจักษ์ นอกจากนี้ เวทีที่จัดานของพันธมิตรนั้นเป็นเวทีปูนที่ก่อขึ้นมาจากพื้นดิน ดังนั้นจึงไม่มีพื้นที่ใต้เวทีที่นายขวัญชัยจะไปเจออาวุธแต่อย่างใด
           
           ส่วนที่อ้างว่า ฝ่ายคนรักอุดรเพียงแค่จะไปถามพันธมิตรฯ แต่ถูกรุมทำร้ายก่อนนั้น ก็ตรงข้ามกับความเป็นจจริงอย่างสิ้นเชิง เพราะจากภาพวิดีโอนั้น กลุ่มคนรักอุดรได้ยกขวนไปโดยมีรถบรรทุกขนาดเล็กติดเครื่องขยายเสียง มีนายอุทัย แสนแก้ว แกนนำอีกคน คยปลุกระดมให้ใช้ความรุนแรงขับไล่พันธมิตรฯ ออกไปจากจังหวัดอุดรธานีให้ได้ โดยได้ยกเหตุการณ์ที่พันธมิตรถูกใช้ความรุนแรงขับไล่ที่จังหวัดสกลนคร พนครพนม และศรีสะเกษมาเป็นแม่แบบ และบอกว่าคนอุดรต้องทาให้ได้แบบนั้น
           
           เมื่อยกขบวนไปถึงประตูทางเข้าสวนสาธารณะหนองประจักษ์ กลุ่มคนรักอุดรได้ยืนตะโกนยั่วยุ พร้อมยิงหนังสติ๊กเข้าไปใส่พันธมิตรฯ ที่อยู่ข้างใน ก่อนที่จะกรูกันฝ่าด่านตำรวจที่ตั้งไว้เพียงหลวมๆ เข้าไปไล่ทุบตีพันธมิตรฯ อย่างป่าเถื่อน
           
           นายไทกร พลสุวรรณ แกนนำอีสานกู้ชาติ กล่าวว่า ยืนยันว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทั้งที่อุดรธานี และที่อื่น ๆ ไม่เคยมีสักครั้งที่ฝ่ายพันธมิตรฯ เป็นคนก่อ ส่วนที่พันธมิตรฯ ไปชุมนุมยังสถานที่ต่าง ๆ นั้น ตนเห็นว่าเป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญที่สามารถทำได้ เพราะการชุมนุมโดยสงบสามารถทำได้ทั่วราชอาณาจักร แต่ฝ่ายที่มาก่อให้เกิดความรุนแรงต่างหากที่ไม่ทราบว่าเป็นอะไร แต่ชอบตามมาอยู่ใกล้ ๆ หรือตามมาปั่นป่วนพันธมิตรฯ เสียเหลือเกิน และตนเชื่อว่าหากไม่มีการมาก่อกวน หรือยั่วยุก่อน เหตุการณ์ประทะกัน จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะพันธมิตรฯ ก็ชุมนุมโดยสันติ และไม่เคยไปเข้าใกล้ หรือไปหาเรื่องกลุ่มต่อต้านเลยแม้แต่ครั้งเดียว
           
           นายไทกร กล่าวด้วยว่า ตนมองว่าเรื่องการบุกมาทำร้าย หรือก่อให้เกิดความรุนแรงนั้น มีเรื่องของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยหวังผลว่า หากสร้างความรุนแรงได้แล้ว ประชาชนจะกลัวและไม่กล้าออกมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่สุดท้ายก็ผิดคาด เพราะการชุมนุมของพันธมิตรฯ จำนวนผู้มาร่วมชุมนุมไม่ได้ลดลงเลย มีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกขณะ
           
           ขณะที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สถานการณ์ในตอนนี้เป็นการต่อสู้ระหว่าง ประชาธิปไตย กับ อนาธิปไตย คือพวกคนที่คิดว่าตัวเองเป็นใหญ่แล้วไม่ฟังใคร ผู้ดำเนินรายการจึงท้วงว่า การถือตัวเองเป็นใหญ่คือ อัตตาธิปไตย ไม่ใช่อนาธิปไตย นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า จะพูดอย่างไรก็ได้ แต่หมายความก็คือ ตอนนี้กลุ่มพันธมิตรฯ คิดว่าตัวเองเป็นใหญ่ ไม่ยอมรับและไม่ฟังเสียงใครทั้งสิ้น ตนเองทำอะไรก็ไม่ผิด และปัญหาการปะทะกันที่อุดรธานี จะไม่เกิดขึ้นเลย หากกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ไปจัดชุมนุมที่นั่น ซึ่งก็ไม่มีความจำเป็นเลย เพราะพันธมิตรฯ เองก็มี ASTV เป็นกระบอกเสียงของตัวเองที่แพร่ภาพไปทั่วประเทศอยู่แล้ว
           
           ผู้ดำเนินรายการถามว่า แล้วกลุ่ม นปก. หรือกลุ่มที่ต่อต้านพันธมิตรฯ จะไปใกล้ ๆ ที่ชุมนุมของเขาทำไม เพราะถ้าไม่ไปเรื่องก็คงไม่เกิดใช่หรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนไม่ทราบและกลุ่มที่ไปก่อกวนที่สะพานมัฆวาฬรังสรรค์ หรือที่ไหน ๆ ก็ไม่ใช่กลุ่ม นปก. แต่คิดว่าอาจจะเป็นประชาชนส่วนหนึ่งที่เคยไปร่วมชุมนุมกับ นปก.สมัยก่อน แต่ยืนยันว่าไม่ได้ทำในนาม นปก. อย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตามตนยืนยันว่า ไม่เห็นด้วยที่จะไปบุกทำร้ายกันอย่างนั้น ซึ่งหากฝ่ายใดก็ตามกระทำผิดก็ต้องเอาตัวมาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
           
    “ไข่แม้ว” ดิ้นพล่านหลังรู้ข่าว “สุวิทย์” - ส่อเลื่อนชุมนุมใหญ่หนุนแก้ รธน.
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 กรกฎาคม 2551 22:24 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    นายวีระ มุสิกพงษ์

    นายจตุพร พรหมพันธุ์

    นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

    อดีตแกนนำ นปก.ควันออกหู หลังรู้ข่าว หน.พรรคเพื่อแผ่นดิน “สุวิทย์ คุณกิตติ” ประกาศถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล เชื่อเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ไม่ใช่มติพรรค-ชักปอดแหก เตรียมเลื่อนชุมนุมใหญ่หนุนแก้ รธน.จาก 2 ส.ค.ออกไปอย่างไม่มีกำหนด อ้างกลัวปะทะกับพันธมิตรฯ เพิ่มปัญหาให้ รบ.
           
           วานนี้ (29 ก.ค.) รายการเพื่อนพ้องน้องพี่ พีทีวีภาคพิเศษ ออกอากาศทางโทรทัศน์ดาวเทียมเอ็มวี 5 ดำเนินรายการโดย นายวีระ มุสิกพงศ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 6 พรรคพลังประชาชน
           
           เนื้อหาในรายการในช่วงแรก ผู้ดำเนินรายการได้กล่าวถึงเรื่องแนวโน้มสถานที่ในการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ที่โรงเรียนโยธินบูรณะ ย่านเกียกกาย ว่า นับเป็นสถานที่ที่เหมาะสมแล้ว เพราะสะดวกในด้านการเดินทาง และพื้นที่กว้างขวาง เหมาะสมกับการก่อตั้งเป็นสถานที่สำคัญ ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องยกความดีความชอบให้นายกรัฐมนตรี ที่ผลักดัน และดำเนินการเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง
           
           ทั้งนี้ รายการในช่วงแรกแม้จะเป็นการพูดคุยอย่างผ่อนคลาย เกี่ยวกับเรื่องความยินดีในเรื่องการก่อสร้างอาคารรัฐสภา แต่หลังจากพักเบรก ทันทีที่เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ ผู้ดำเนินรายการทั้ง 3 อยู่ในอาการที่ค่อนข้างเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด และกล่าวว่า มีรายงานข่าวด่วนที่ต้องแจ้งให้ทราบ นั่นคือ เรื่องที่ นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน แถลงข่าวการถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล โดยให้เหตุผลว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาล และเรื่องเขาพระวิหาร เพราะเชื่อว่ารัฐบาลไม่น่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างถูกต้อง
           
           ซึ่งผู้ดำเนินรายการทั้ง 3 ได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์ตัว นายสุวิทย์ ว่า แท้จริงแล้ว นายสุวิทย์ ถึงแม้จะเป็นหัวหน้าพรรค แต่กลับไม่ได้มีอำนาจอย่างแท้จริงในพรรค และบรรดาลูกพรรคก็ไม่มีใครเชื่อถือและยอมรับ เพราะตัว นายสุวิทย์ เองไม่ได้รับเลือกให้เป็น ส.ส.ซึ่งจริงๆ แล้วด้วยสปิริตของหัวหน้าพรรค เมื่อสอบตกจากการเป็น ส.ส.ควรจะลาออกด้วยซ้ำ แต่ตัวนายสุวิทย์เอง ก็ไม่มีจิตสำนึกพอถึงได้อยู่เป็นหัวหน้าพรรคต่อ และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาจนทุกวันนี้ ซึ่งพวกตนก็คงไปตำหนิไม่ได้ เพราะเข้าใจดีว่าเรื่องมารยาททางการเมือง เป็นเรื่องของจิตสำนึกของแต่ละบุคคล
           
           อย่างไรก็ตาม พวกตนเชื่อว่า การลาออกของนายสุวิทย์ในครั้งนี้ ไม่ได้มีเหตุผลมาจากการแก้ไข รธน.และเรื่องเขาพระวิหาร อย่างที่ นายสุวิทย์ กล่าวอ้างแต่อย่างใด เพราะก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า รธน.ฉบับนี้ไม่มีอะไรดีเลย ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาไม่เห็นด้วยกับการแก้ รธน.ส่วนเรื่องเขาพระวิหารนั้น รัฐบาลก็ดำเนินการมาอย่างถูกต้องทุกอย่าง จึงเชื่อได้ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น แต่ปัญหาจริงๆ แล้วมาจากความสั่นคลอนภายในพรรคมากกว่า เพราะก่อนหน้านี้ ก็เคยมีกระแสข่าวออกมา ว่า ส.ส.ในพรรคเพื่อแผ่นดิน มีแนวคิดจะปรับนายสุวิทย์ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีในโควตาของพรรค
           
           จึงทำให้แน่ใจได้ว่า การถอนตัวของ นายสุวิทย์ ครั้งนี้ น่าจะเป็นความคิดส่วนตัวของ นายสุวิทย์ เท่านั้น ลูกพรรคไม่น่าจะเห็นด้วย เพราะเท่าที่ตนเคยพูดคุยกับ ส.ส.ของพรรคเพื่อแผ่นดิน ก็ไม่เคยมีใครพูดถึงเรื่องถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลเลย ส่วนการที่ นายสุวิทย์ ประกาศว่า เมื่อประกาศถอนตัวเช่นนี้แล้วลูกพรรคที่เป็น ส.ส.คงไม่ถูกเงินซื้อจนกลายเป็นกลุ่มงูเห่าของพรรคนั้น เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ชัดเจนว่า นายสุวิทย์ ไม่ได้มีการพูดคุยกับลูกพรรคก่อน จึงพูดดักคอลูกพรรคเอาไว้ ว่า จะต้องทำตามที่ นายสุวิทย์ แถลง ซึ่งพวกตนเชื่อแน่ว่า เรื่องนี้จะต้องมีผลกระทบตามมาอีกมาก และต้องจับตามองให้ดีว่า ที่สุดแล้ว ส.ส.ส่วนใหญ่ของพรรคเพื่อแผ่นดิน จะเป็นงูเห่าไม่ยอมทำตามที่ นายสุวิทย์ แถลง หรือ นายสุวิทย์ จะกลายเป็นงูเห่าที่ทำตัวแบ่งแยกออกมาจากพรรคกันแน่
           
           ในช่วงท้ายรายการ ผู้ดำเนินรายการได้กล่าวถึงกรณีที่พวกตนได้ทำการนัดแนะว่าจะมีการรวมพลสนับสนุนการแก้ไข รธน.ในวันที่ 2 ส.ค.นี้ ว่า ตอนนี้สถานการณ์ต่างๆ เริ่มเปลี่ยนไป ทั้งการปรับคณะรัฐมนตรี การถอนตัวของพรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งถือได้ว่าเป็นช่วงแห่งการปรับเปลี่ยน และอาจเกิดเป็นสุญญากาศทางการเมือง ซึ่งรัฐบาลเองกำลังถูกมรสุมทางการเมืองอยู่ ซึ่งก็คงวุ่นวายกับการแก้ปัญหาอยู่แล้ว หากมีการชุมนุมเกิดขึ้นอีก แล้วเกิดพลาดพลั้งไปประทะกับกลุ่มพันธมิตรฯ เข้า อาจเป็นการสร้างปัญหาเพิ่มเติมให้กับรัฐบาลหรือไม่ ดังนั้นแกนนำในการจัดชุมนุม จึงขอวิเคราะห์ร่วมกันก่อนว่า ควรจะมีการเลื่อนการชุมนุมออกไปหรือไม่ และหากเลื่อนควรจะเลื่อนไปเป็นวันไหน ซึ่งคาดว่าจะได้คำตอบในวันพรุ่งนี้ (30 ก.ค.) ว่า จะเลื่อนออกไปหรือไม่ และเมื่อได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว ก็จะแจ้งให้ทราบผ่านรายการต่อไป

    July 30

    มะเฟือง

    "มะเฟือง" ผลไม้เปรี้ยวอมหวานมากคุณค่า
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 กรกฎาคม 2551 16:45 น.
           "มะเฟือง" เป็นผลไม้ในแถบเอเชีย ฝรั่งเขาเรียกชื่อน่ารักๆว่า "สตาร์ฟรุท" (Star Fruit) ก็เพราะเมื่อหั่นผลมะเฟืองตามขวางแล้ว จะได้ชิ้นมะเฟืองที่มีรูปร่างเหมือนดาวห้าเเฉกเปี๊ยบเลย โดยรสชาติของมะเฟืองนั้นก็จะออกรสเปรี้ยวอมหวาน และมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่างด้วยกัน
           
           คุณค่าของมะเฟืองที่ว่านั้น ก็คือในผลไม้ผลนี้อุดมไปด้วย วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ไนอะซีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ที่จะช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ควบคุมการเต้นของหัวใจให้สม่ำเสมอ ควบคุมกล้ามเนื้อ ช่วยให้เลือดแข็งตัวง่าย และช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้นด้วย
           
           การกินมะเฟืองนั้น จะกินทั้งผลก็เปรี้ยวจี๊ดถูกใจดี หรือจะกินแบบเป็นเครื่องเคียงในอาหาร เช่นเป็นเครื่องเคียงในแหนมเนืองคำอร่อยก็เข้ากันดี หรือหากจะนำมาคั้นเป็นน้ำมะเฟืองแช่เย็นไว้ดื่มก็ได้ด้วยเช่นกัน เพราะน้ำมะเฟืองจะช่วยดับร้อนใน แก้กระหาย และสำหรับผู้ที่เป็นโรคนิ่ว น้ำมะเฟืองก็จะช่วยขับปัสสาวะและสลายนิ่วได้ดีอีกด้วย
           
           ถือเป็นผลไม้ที่หาง่าย กินง่าย และมีคุณประโยชน์ไม่น้อยเลยทีเดียว

    July 29

    ดร. ปราโมทย์ นาครทรรพ +ชลิต

    “ปราโมทย์” ชี้รัฐบาลเถื่อนชนวนนองเลือดหากแก้ รธน.โจรสำเร็จ ดูวีดีโอประกอบจาก Manager Multimedia
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 กรกฎาคม 2551 20:23 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    ปราโมทย์ นาครทรรพ

    “ปราโมทย์ นาครทรรพ” ชี้ บ้านเมืองมีรัฐบาลเถื่อน โอกาสนองเลือดมีสูง หากรัฐบาลโจรแก้ไขรัฐธรรมนูญโจรได้สำเร็จ เรียกร้องให้เร่งขยายแนวร่วมไปยังทหาร-ตำรวจ-ขรก.เพื่อประสบชัยชนะอย่างแท้จริง
           

            คลิกที่นี่ เพื่อฟัง อ.ปราโมทย์ นาครทรรพ ปราศรัย 
           
           วันนี้ (28 ก.ค.) นายปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ กล่าวบนเวทีพันธมิตรฯว่า ตนเองผูกพันกับจังหวัดอุดรธานี เป็นพิเศษ และกล่าวว่า หนองประจักษ์ ที่เกิดเหตุพวกสัตว์นรกเข้าทำร้ายเข่นฆ่าพี่น้องประชาชนนั้น ก็ถือว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เพราะคำว่า หนองประจักษ์ จากชื่อกรมหลวงประจักษ์ฯ เป็นบรรพบุรุษของ นายพลากร สุวรรณรัฐ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่บริเวณแห่งนั้นได้ตกอยู่ภายใต้รัฐโจร รัฐบาลโจรที่สั่งการไปจากกรุงเทพฯ
           
           นายปราโมทย์ ย้ำว่า เหตุการณ์ที่จังหวัดอุดรฯเป็นการตอกย้ำรัฐอันธพาล อย่างต่อเนื่องมาจากยุคระบอบทักษิณ กรณีเซ็นทรัลเวิลด์ และตึกเนชั่น เป็นการตอกย้ำรัฐบาลโจรที่ไม่สามารถคุ้มครองคนดีให้ปลอดภัยได้ แต่ขณะเดียวกัน เป็นอีกนัยหนึ่งก็เป็นช่องทางให้เรา (ประชาชน) ได้เห็นรัฐบาลที่อยู่ภายใต้กฎหมาย ได้ใช้เสรีภาพโดยสงบสันติ
           
           นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ผู้นี้ ยังชี้ให้เห็นว่า เป็นช่วงสุญญากาศทางการเมือง และเห็นว่า การเกิดสุญญากาศเริ่มมีมาตั้งแต่ช่วงเลือกตั้ง 23 ธ.ค.และเป็นรัฐบาลนอกกฎหมายโดยเฉพาะหลังจากมีการยุบพรรคไทยรักไทยแล้ว มีการย้ายพรรคมาสู่พรรคพลังประชาชน ที่ขัดกฎหมาย และยังทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 (กรณีปราสาทพระวิหาร) ซึ่งรอเวลาว่าเมื่อไหร่จะขึ้นตะแลงแกงเมื่อไหร่เท่านั้น
           
           นายปราโมทย์ กล่าวว่า เวลานี้มีอยู่สองกลุ่ม คือ กลุ่มที่รักชาติและรักพระเจ้าอยู่หัว กับพวกที่รักนาย รักตำแหน่ง และรักผลประโยชน์
           
           อย่างไรก็ตาม นายปราโมทย์ กล่าวแนะนำว่า หากต้องการได้ชัยชนะโดยเร็วต้องขยายแนวร่วมไปยังข้าราชการทุกกระทรวง พนักงานรัฐวิสาหกิจ นักเรียนนักศึกษาให้มากที่สุด และให้เร็วที่สุด เพื่อให้รัฐบาลทำงานไม่ได้ และต้องแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างให้ได้
           
           “ถ้าเขาแก้รัฐธรรมนูญโจร เพื่อรัฐบาลโจร ได้อย่างเป็นนิจนิรันดร์ การนองเลือดก็จะหลีกเลี่ยงไม่ได้” นายปราโมทย์ ระบุและว่า แม้เราจะประณามหรือน้อยใจผู้บัญชาการทหารบก แต่สองสามวันนี้กลับได้ยินเสียงกระซิบว่าจะไม่ยอมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้พี่น้องทหาร ตำรวจ มาร่วมอารขัดขืนกับพี่น้องประชาชน เพื่อล้มรัฐบาลเถื่อนโดยเร็วที่สุด

    “ชลิต” ย้ำ “ม็อบถ่อย” ใช้อาวุธไล่ฆ่า ปชช.ละเมิดสิทธิฯ ชัดเจน!
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 กรกฎาคม 2551 07:12 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ

    “ชลิต” ชี้ “ม็อบถ่อย” ใช้อาวุธไล่ฆ่าชาวอุดรฯ ถือว่าละเมิดสิทธิเสรีภาพชัดเจน ย้ำ “ตำรวจ” มีหน้าที่ต้องรับมือสถานการณ์ป่าเถื่อนให้ได้ ก่อนแทงกั๊ก “ปฏิวัติ” ลั่นหากบ้านเมืองถึงขึ้นกลียุคทหารก็พร้อมที่จะเข้าไปดูแลสถานการณ์ มั่นใจ “ศาล” รับฟ้อง “3 รมต.” เอี่ยวหวยบนดินเพราะทำไปตามกฎหมาย
           
           วันนี้ (28 ก.ค.) รายงานข่าวแจ้งจากท่าอากาศยานทหารกองบิน 6 (บน.6) ว่า พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลฎีการับคำฟ้อง 3 รัฐมนตรีเกี่ยวกับคดีหวยบนดินว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย และคงจะต้องว่าไปตามกฎหมาย กฎหมายว่าอย่างไรก็ต้องว่าไปตามนั้น ทั้งนี้อาจจะเป็นทั้งผลดี และผลเสียก็ได้ ผลดีอาจจะได้มีการปรับเปลี่ยน และได้คนที่ดีมีความรู้ความสามารถ ซึ่งมีอีกหลายๆ คนที่อยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล ก็สามารถมาทำงานได้
           
           เมื่อถามว่า เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมที่จะดำเนินคดีต่างๆ ได้หรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ตนคิดว่าน่าจะเห็นใจศาล เพราะท่านทำงานหนัก ทั้งนี้จะต้องเป็นไปตามตัวบทกฎหมายที่มีอยู่ ซึ่งกฎหมายที่มีอยู่ทราบอยู่แล้วว่า เป็นสิ่งที่พยายามจะทำให้ระบบการเมืองในประเทศไทยดีขึ้น และคิดว่าในอนาคตน่าจะดีขึ้น ส่วนจะปรับตำแหน่ง ครม.ตำแหน่งใดเพื่อความเหมาะสมนั้น พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เท่านั้นที่ทราบ
           
           เมื่อถามถึงคดีความต่างๆ ขณะนี้เริ่มพิจารณาแล้ว จะนำไปสู่หนทางออกของประเทศไทยหรือไม่ ผบ.ทอ.กล่าวว่า ประเทศไทยจะต้องก้าวหน้า และพัฒนาต่อเนื่องในเรื่องของเศรษฐกิจ และความเจริญทุกประการ ส่วนใครจะมาบริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหน หรือรัฐบาลไหน ก็จะต้องนำไปสู่จุดนั้นให้กับประชาชน ดังนั้นตนคิดว่าจะต้องดีขึ้น เมื่อถามอีกว่า มีความเป็นห่วงผู้นำรัฐบาลหรือไม่ เพราะมีปัญหาเข้ามารุมเร้ามากมาย พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า รัฐบาลมีหน้าที่ที่จะต้องพยายามทำให้ดีที่สุด ซึ่งไม่น่ามีอะไรที่น่าเป็นห่วงมากนัก
           
           เมื่อถามต่อว่า ขณะนี้คนไทยมีการทะเลาะตีกันของทั้ง 2 ฝ่าย และมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า สิ่งที่ตนมอง คิดว่าทุกคนมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ต้องไม่ก้ำเกินสิทธิของแต่ละคน แต่ละกลุ่ม คนที่วิพากษ์วิจารณ์หรือทำอะไรต่างๆ จะต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย ไม่ใช่คำพูด หรืออะไรต่างๆ ที่เกินเลย ส่วนกลุ่มคนอื่นๆ กรณีที่จะไปใช้อาวุธ หรือทำอะไรรุนแรงนั้น ถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และก้ำเกินในเรื่องของสิทธิ ส่วนที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ มีความเป็นห่วงว่าคนไทยจะแตกความสามัคคี และจะแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า พูดยาก เพราะเป็นอย่างนี้มาพอสมควร เมื่อถามว่า หากตำรวจไม่สามารถรับมือกับกลุ่มผู้ชุมนุมได้ ทหารจะออกมาควบคุมสถานการณ์หรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ตำรวจจะต้องรับมือให้ไหว เพราะเขามีหน้าที่อย่างนั้น ในต่างจังหวัดเริ่มตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านจะต้องดูแลทุกข์สุข เพื่อไม่ให้เกิดความทุกข์ และมีความสุข
           
           เมื่อถามอีกว่า สถานการณ์ในขณะนี้ จำเป็นจะต้องใช้ประกาศ พ.ร.บ.ด้านความมั่นคงภายในราชอาณาจักรหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ไม่อยากให้มี ควรจะต้องใช้กฎหมายปกติดูแลให้เรียบร้อย เพราะถ้าไปถึงจุดนั้น จะต้องเข้าถึงขั้นกลียุค ซึ่งตำรวจจะรับมือไม่อยู่ ส่วนถ้าหากสถานการณ์เกิดกลียุคทหารจะออกมาปฏิวัติหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า การปฏิวัติ การปฏิรูป หรือการควบคุมสถานการณ์ มันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ตนไม่ทราบเหมือนกัน ถ้าการปฏิวัติคือการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตนภาวนาให้ทุกฝ่ายช่วยกันดูแล และผู้ที่มีหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ก็จะต้องทำ มันก็จะไม่เกิดข้อขัดแย้งที่รุนแรง
           
           พล.อ.อ.ชลิต กล่าวอีกว่า ตนคิดว่าสถานการณ์คงไม่ถึงขั้นปฏิวัติ และไม่ควร ส่วนกรณีที่ ผบ.ตร.เสนอให้ทหารเข้ามาช่วยควบคุมสถานการณ์นั้น พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ต้องทำ หรือร้องขอผ่านทางกระทรวงกลาโหม ยกเว้นว่าจะเป็นอีกสภาวะหนึ่ง เช่น กรณีฉุกเฉิน หรือเหตุปัจจุบันทันด่วน ท่านก็จะร้องขอในนามของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) หรือผู้ว่าฯ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
           
           ต่อข้อถามที่ว่า การทะเลาะของประชาชน จะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ทหารออกมาปฏิวัติหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า โดยส่วนตัวคิดว่าไม่ เพราะไม่น่าใช่สาเหตุของการที่ทหารจะออกมาปฏิวัติ เนื่องจากไม่ใช่หน้าที่ หมายถึงหน้าที่ปกติของทหารในการป้องกันเอกราช แต่ว่าถ้าถึงจุดที่ร้องขอถูกสั่งการจากผู้บังคับบัญชา นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อถามอีกว่า จะฝากอะไรถึงกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีความแตกแยกเป็น 2 ฝ่ายหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ภาระของการควบคุมทุกอย่างอยู่ในสิทธิของแต่ละคน คงไม่ล่วงล้ำเข้าไปอย่างแน่นอน


    July 28

    ."อุดม เฟื่องฟุ้ง" +๑๔๕ นักวิชาการ

    “อุดม” เซ็ง! 3 รมต.ไร้สปิริต เย้ยแค่ชี้มูลกระเด็นตกเก้าอี้แล้ว
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 กรกฎาคม 2551 16:07 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    อุดม เฟื่องฟุ้ง กรรมการคตส.

    145 นักวิชาการออกแถลงการณ์ประณาม อันธพาลแก๊งถ่อยไล่ฆ่า ปชช.
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 กรกฎาคม 2551 16:03 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    วรศักดิ์ มหัทธโนบล

    ไชยันต์ ไชยพร

    145 นักวิชาการ แสดงจุดยืนร่วมกันลงชื่อประณาม อันธพาลแก๊งถ่อย ตั้งแต่ หน.รบ.หุ่นเชิด ตลอดจนลิ่วล้อ ที่มีส่วนปลุกเร้า รู้เห็น หนุนอันธพาลแก๊งถ่อยรุมทำร้ายกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ อย่างไร้ทางสู้ ขณะที่ รัฐ ตร.ทำเพิกเฉยไม่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้อง ปชช.ผู้บริสุทธิ์ ย้ำไม่ต่างจากเหตุการณ์ 6 ตุลา พร้อมเรียกร้อง รบ.หุ่นเชิด ต้องจัดการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัด
           

           
           เวลา 12.00 น.วันนี้ (28 ก.ค.) ที่สมาคมศิษย์เก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนนักวิชาการจากสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา กว่า 30 สถาบัน โดย นายวรศักดิ์ มหัทธโนบล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้เป็นตัวแทนอ่านแถลงการณ์ เรื่อง “นักวิชาการประณามการใช้ความรุนแรงและเรียกร้องให้รัฐแก้ไขปัญหาตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัด”
           
           ทั้งนี้ มีใจความตอนหนึ่งว่า เหตุการณ์ที่ขบวนการทางการเมืองฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล ใช้อาวุธเข้าทำร้ายฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่ชุมนุมโดยสงบตามสิทธิที่มีอยู่ในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จังหวัดอุดรธานีนั้น เป็นการเข้าจู่โจมอย่างเห็นได้ชัดเจนว่า จงใจทำร้ายผู้ชุมนุมให้บาดเจ็บสาหัส หรือแม้กระทั่งให้เสียชีวิต และที่น่าเศร้าที่สุด ก็คือ เหตุการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมาก โดยที่กลไกอำนาจรัฐเหล่านี้มิได้เข้าไปจัดการแก้ไขสถานการณ์แต่อย่างใดทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้นำรัฐบาล และผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบบางคนยังกล่าวในทำนองแก้ต่างให้ท้ายให้แก่การใช้ความรุนแรงเยี่ยงนั้นเสียด้วยซ้ำ
           
           นายวรศักดิ์ กล่าวว่า เรานักวิชาการขอประณามการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ รวมทั้งการทำร้ายร่างกายดังที่เกิดขึ้นในวันที่ 24 กรกฎาคม และก่อนหน้านั้น ว่า เป็นพฤติกรรมที่ป่าเถื่อนอำมหิตเยี่ยงมนุษย์ผู้กระหายเลือด ไม่ต่างจากที่เคยเกิดขึ้นในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 อันเป็นพฤติกรรมที่วิญญูชนผู้มีความเป็นมนุษย์ที่แท้ไม่พึงกระทำหรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำ
           
           “ขอประณามผู้นำทางการเมือง ผู้นำในองค์กรของรัฐ ผู้นำในการชุมนุม ตลอดจนกลุ่มบุคคล บุคคล องค์กรสื่อทุกรูปแบบ และองค์กรวิชาชีพอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีส่วนในทางใดทางหนึ่ง หรือทุกทางในการวางแผน ปลุกเร้า ชี้นำ รู้เห็นเป็นใจ ตลอดจนใช้วาจาที่ยั่วยุ หยาบคาย ด่าทอบริภาษผู้อื่นเพียงเพราะมีความเห็นแตกต่างจากตน ทั้งนี้ เพราะการกระทำเช่นนี้ย่อมเป็นการส่งเสริมโน้มนำให้เกิดความรุนแรงในที่สุด” นายวรศักดิ์ กล่าว
           
           ในแถลงการณ์วิชาการ ยังเรียกร้องให้ใช้เหตุผล ข้อเท็จจริง ในการสื่อสารความคิดเห็น โดยยุติการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบในการสื่อสารกับสังคม ขณะที่ได้ประณามเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่กลับเพิกเฉยละเว้นมิได้ปฏิบัติหน้าที่ของตน หรือเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าการเพิกเฉยละเว้นนี้จะเกิดขึ้น เพราะรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำที่รุนแรง หรือเพราะภยาคติก็ตาม ขณะเดียวกัน ได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐทุกส่วนราชการ ตลอดจนองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง มีความกล้าหาญทางจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยเห็นว่า การใช้ความรุนแรงในสังคมไทยจะลดน้อยลง หรือหมดไปได้ก็ต่อเมื่อมีการใช้อำนาจรัฐในการจัดการกับผู้มีส่วนในความรุนแรงตามกระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใสตรงไปตรงมา ทั้งผู้มีบทบาทอยู่เบื้องหลัง ผู้เข้าร่วมกระทำการรุนแรง ตลอดจนเจ้าหน้าที่รัฐที่เพิกเฉยละเลยการปฏิบัติหน้าที่
           
           จี้รัฐบาล “หมัก” รับผิดชอบ ปล่อยม็อบถ่อยตีประชาชน
           

           นพ.ปูม มาลากุล ณ อยุธยา อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล ผู้ประสานงานระหว่าง ม.มหิดล และ ม.บูรพา กล่าวว่า ภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ของรัฐแสดงเจตนาที่ไม่เข้าไปควบคุม หากยังเพิกเฉย เห็นว่า เป็นเรื่องธรรมดา ก็จะเป็นการส่งเสริมความรุนแรงไปเรื่อย ๆกลายเป็นภาวะที่ไม่เคารพกฎหมาย
           
           “เราขอประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้น และรัฐบาลควรจะเป็นผู้รับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น คำว่าเสียใจไม่ควรเกิดขึ้นอีก เหตุการณ์ผ่านมา 2 วัน รัฐบาลกลับยังนิ่งเฉยไม่มีความพยายามที่จะนำคนผิดมาลงโทษ โดยเฉพาะข้าราชการ หรือผู้กระทำผิดอย่างจงใจ ขณะเดียวกัน ผู้ชุมนุมไม่ว่าฝั่งใด ควรจะอดทนอย่างมาก โดยเฉพาะการชุมนุมอย่างสันติวิธี นอกจากนั้น หากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ขอให้ทุกฝ่ายระลึกถึงชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญ หากจะเปลี่ยนแปลงก็ให้มีการเปลี่ยนแปลงโดยประชาชน อย่าเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะถอยหลังลงคลองแบบที่ผ่านมา”
           
           ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา คณบดีรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า การที่แกนนำคนรักอุดร เข้ามอบตัวแล้วนั้น รัฐควรจะต้องเป็นผู้ตรวจสอบ คนที่เข้าไปเกี่ยวข้องในการกระทำผิดเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะหากยังปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการทางการเมือง ความวิตกกังวลที่ว่าจะบานปลายไปไปอีกก็จะเกิดขึ้น
           
           ทั้งนี้ ผู้กระทำผิดไม่ใช่เพียงกลุ่มคนที่ไปทุบประชาชน ยังจะรวมไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเลย ไม่ได้คุ้มครองสิทธิของประชาชนตามสิทธิชั้นพื้นฐาน ต้องถูกลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ควรจะรับผิดชอบไม่เพียงให้คนเพียงสองคนเข้ามามอบตัว
           
           ส่อละเลยปฏิบัติหน้าที่ เหมือนกรณี “โอ๋สืบ 6”
           

           รศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า แม้ขณะนี้จะยังไม่มีกฎหมายลูกมาบังคับใช้ ตามมาตรา 53 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชนในที่สาธารณะก็ตาม แต่ผู้มีอำนาจรัฐกลับฉ้อฉลใช้เป็นช่องว่างในการกระทำกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่ทำการชุมนุมโดยสันติ ทั้งนี้ ขอเรียกร้องให้มีกฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะอย่างชัดเจน
           
           “ผมทราบจากเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับปฏิบัติการ ทั้งที่ จ.เชียงใหม่ และภาคอีสาน ว่า หากเป็นตำรวจในระดับปฏิบัติการแล้ว การที่จะปล่อยให้ใครเข้าไปทำอะไรนั้น จะต้องขึ้นอยู่ในระดับนโยบาย หรือผู้ใหญ่สั่งมาก่อน ว่า จะให้ยับยั้งหรือให้ปล่อยเข้ามา ภาพที่มีม็อบเข้าไปทำร้ายพันธมิตรฯ จึงบ่งบอกได้ว่า ระดับปฏิบัติจะทำอะไรไม่ได้เลยหากผู้ใหญ่ไม่สั่งว่าให้ระงับไว้ให้ได้ หรือให้ปล่อยเข้ามา ตรงนี้ทำให้รับรู้ได้ว่า ผู้ที่สมรู้ร่วมคิดไม่ได้มีแค่ 2 คน คนที่เป็นทั้งผู้กำกับการจังหวัด เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ คน 3-4 คนนี้มีความใกล้ชิดกัน ต้องสอบให้ได้ว่าเป็นการเปิดเข้ามาทำร้ายประชาชนหรือไม่ หรือเป็นการปฏิบัติหน้าที่แบบขอไปที” รศ.ดร.ไชยันต์ กล่าวและว่า
           
           ทั้งนี้ หากเปรียบกับในช่วงที่ นปก.มาก่อความวุ่นวายหน้าบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ซึ่งตนเห็นว่า พล.อ.เปรม เป็นเพียงประชาชนคนหนึ่งที่ควรได้รับสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการคุ้มครองจากรัฐ ก็ไม่มีประชาชนเข้าไปไล่ล่า นปก.ซึ่งต่างกับเหตุการณ์นี้มาก ขณะที่ 2 แกนนำคนรักอุดร เข้ามอบตัวนั้น ก็ไม่เพียงพอกับการรับผิดชอบกับความรุนแรง แต่รัฐบาลควรจะเข้ามารับผิดชอบในการสอบสวนความจริงเพื่อหาคนมาลงโทษ หากเอามาเปรียบเทียบกับกรณีของ พ.ต.อ.ฤทธิรงค์ เทพจันดา หรือ โอ๋ สืบ 6 ที่ปล่อยกุ๋ยมาทำร้ายประชาชน จน ป.ป.ช.ตัดสินให้ออกจากราชการแล้ว เหตุการณ์นี้ก็ไม่แตกต่างกัน เพราะภาพที่ออกมาว่าตำรวจไม่ปฏิบัติตามหน้าที่มีความชัดเจนมาก
           
           รัฐบาลหมดความชอบธรรม หลังภาพความรุนแรงชัดเจน
           
           ผศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า หากมีหลักฐานที่ออกมาว่ารัฐบาลเกี่ยวข้องกับผู้ที่ใช้ความรุนแรง รัฐบาลก็จะไม่ใช่เป็นเพียงที่พึ่งของประชาชน แต่รัฐบาลได้หมดความชอบธรรมไปแล้ว
           
           ผศ.นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ตนเสียใจที่คนในรัฐบาล หรือโฆษกรัฐบาล ออกมาย้ำว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะพันธมิตรฯ ไปชุมนุมทำให้เกิดความเสียหายกับคนอุดรฯ จนเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง เป็นเรื่องที่คนถูกกระทำกลายเป็นคนผิด หากเปรียบกับคนที่ถูกข่มขืนแล้ว กลับกลายเป็นคนผิด คิดว่าสังคมแย่ไปแล้ว ทั้งนี้ ตนขอให้สื่อมวลชนช่วยกันสังเกตว่า คดีความรุนแรงที่เกิดใน จ.อุดรธานี และ จ.บุรีรัมย์ จะกลายเป็นมวยล้มต้มคนดูหรือไม่
           
           ผศ.ดร.สุภาวดี มิตรสมหวัง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า บ้านเมืองควรจะมีบรรทัดฐานในการออกมาควบคุมความรุนแรง ซึ่งตรงนี้ตนผิดหวังกับการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ที่ระบุว่า ทหารไม่มีหน้าที่รับผิดชอบในการระงับความรุนแรง ดังนั้นเมื่อทหารไม่รับชอบก็ขอเรียกร้องให้คนในสังคมร่วมกันออกมาดำเนินการระงับความรุนแรง
           
           
    รายละเอียดแถลงการณ์ ประณามการใช้ความรุนแรง มีเนื้อหาดังนี้

           

           แถลงการณ์ เรื่อง นักวิชาการประณามการใช้ความรุนแรง
           และเรียกร้องให้รัฐแก้ไขปัญหาตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัด
           
           เป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไปว่า ขณะนี้ได้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง อันนำมาซึ่งความแตกแยกร้าวฉานในหมู่ประชาชนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในสังคมไทยปัจจุบัน ที่น่าเศร้า และน่าวิตกอย่างยิ่ง ก็คือ ได้เกิดเหตุการณ์ที่ขบวนการทางการเมืองฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล ใช้อาวุธเข้าทำร้ายฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่ชุมนุมโดยสงบตามสิทธิที่มีอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ดังเหตุการณ์ที่จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดบุรีรัมย์ ในวันที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จังหวัดอุดรธานีนั้น เป็นการเข้าจู่โจมอย่างเห็นได้ชัดเจนว่า จงใจทำร้ายผู้ชุมนุมให้บาดเจ็บสาหัส หรือแม้กระทั่งให้เสียชีวิต และที่น่าเศร้าที่สุด ก็คือ เหตุการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมาก โดยที่กลไกอำนาจรัฐเหล่านี้มิได้เข้าไปจัดการแก้ไขสถานการณ์แต่อย่างใดทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้นำรัฐบาลและผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบบางคนยังกล่าวในทำนองแก้ต่างให้ท้ายให้แก่การใช้ความรุนแรงเยี่ยงนั้นเสียด้วยซ้ำ
           
           เรานักวิชาการผู้มีรายนามท้ายแถลงการณ์นี้ ขอประกาศจุดยืนและข้อเรียกร้องเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครั้งนี้และที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ดังนี้
           
           1.เราขอประณามการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ รวมทั้งการทำร้ายร่างกายดังที่เกิดขึ้นในวันที่ 24 กรกฎาคม และก่อนหน้านั้น ว่า เป็นพฤติกรรมที่ป่าเถื่อนอำมหิตเยี่ยงมนุษย์ผู้กระหายเลือด ไม่ต่างจากที่เคยเกิดขึ้นในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 อันเป็นพฤติกรรมที่วิญญูชนผู้มีความเป็นมนุษย์ที่แท้ไม่พึงกระทำหรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำ
           
           2.เราขอประณามผู้นำทางการเมือง ผู้นำในองค์กรของรัฐ ผู้นำในการชุมนุม ตลอดจนกลุ่มบุคคล บุคคล องค์กรสื่อทุกรูปแบบ และองค์กรวิชาชีพอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีส่วนในทางใดทางหนึ่งหรือทุกทางในการวางแผน ปลุกเร้า ชี้นำ รู้เห็นเป็นใจ ตลอดจนใช้วาจาที่ยั่วยุ หยาบคาย ด่าทอบริภาษผู้อื่นเพียงเพราะมีความเห็นแตกต่างจากตน ทั้งนี้ เพราะการกระทำเช่นนี้ย่อมเป็นการส่งเสริมโน้มนำให้เกิดความรุนแรงในที่สุด
           เราขอเรียกร้องให้ใช้เหตุผล ข้อเท็จจริง ในการสื่อสารความคิดเห็น โดยยุติการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบในการสื่อสารกับสังคม
           
           3.เราขอประณามเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้มีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่กลับเพิกเฉยละเว้นมิได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าการเพิกเฉยละเว้นนี้จะเกิดขึ้นเพราะรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำที่รุนแรง หรือเพราะภยาคติก็ตาม
           
           4.เราขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐทุกส่วนราชการ ตลอดจนองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง มีความกล้าหาญทางจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยเราเห็นว่า การใช้ความรุนแรงในสังคมไทยจะลดน้อยลงหรือหมดไปได้ก็ต่อเมื่อมีการใช้อำนาจรัฐในการจัดการกับผู้มีส่วนในความรุนแรงตามกระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใสตรงไปตรงมา ทั้งผู้มีบทบาทอยู่เบื้องหลัง ผู้เข้าร่วมกระทำการรุนแรง ตลอดจนเจ้าหน้าที่รัฐที่เพิกเฉยละเลยการปฏิบัติหน้าที่
           
           แถลงการณ์ข้างต้นนี้ เป็นจุดยืนและข้อเรียกร้องของเรานักวิชาการ ที่มีทรรศนะทางการเมืองแตกต่างกัน เราผู้ลงนามในท้ายแถลงการณ์นี้ มีทั้งผู้ที่ยอมรับความชอบธรรมของรัฐบาลหรือแม้แต่สนับสนุนรัฐบาล มีทั้งผู้ที่เห็นถึงความชอบธรรมของขบวนการต่อต้านรัฐบาล หรือแม้แต่เข้าร่วมในขบวนการนี้ แต่บนความแตกต่างนี้ เราล้วนมีทัศนะที่เป็นเอกภาพในอันที่จะปฏิเสธและประณามการใช้ความรุนแรงทางการเมืองในทุกกรณี และเรียกร้องให้ใช้กระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัดกับผู้เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงในทุกกรณี ทั้งนี้ เพราะ สิทธิ เสรีภาพ สวัสดิภาพ และความมั่นคงในชีวิตของประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะมีจุดยืนทางการเมืองเช่นใด ย่อมสำคัญกว่าชัยชนะทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายใด และการที่ความขัดแย้งในหมู่ประชาชนปะทุขึ้นเป็นความรุนแรง คือ ความพ่ายแพ้ของทุกฝ่ายในสังคมไทย
           
           ด้วยมิตรภาพและภราดรภาพ
           
           อ.วรศักดิ์ มหัทธโนบล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
           รศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
           ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
           รศ.ธาวิต สุขพานิช คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์
           รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
           ผศ.ดร.ศุภมิตร ปิติพัฒน์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
           รศ.ตระกูล มีชัย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
           รศ.ฉลอง สุนทราวนิชย์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ
           ผศ.สิริพรรณ นกสวน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
           อ.สุวิมล รุ่งเจริญ (๑๐) คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ
           
           ผศ.ดร.ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
           ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต รณะนันท์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ
           รศ.ดร.อรทัย ก๊กผล คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
           ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
           รศ.ดร.นายแพทย์ จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ
           รศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี คณะรัฐศาสตร์ สงขลานครินทร์ ปัตตานี
           ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ คณะรัฐศาสตร์ รามคำแหง
           ดร.บัณฑิต จันทร์โรจน์กิจ คณะรัฐศาสตร์ รามคำแหง
           รศ.พิพัฒน์ ไทยอารี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
           อ.ดอน สุขศรีทอง (๒๐) มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.วลัยลงกรณ์
           
           อ.ชนาใจ หมื่นไธสง รัฐประศาสนศาสตร์ ม.ราชภัฏร้อยเอ็ด
           อ.สาคร สมเสริฐ นักวิชาการ
           อ.เฉลิมพล แซ่กิ้น รัฐศาสตร์ ม.ราชภัฏสวนดุสิต
           ดร.นภิสา ไวฑูรเกียรติ รัฐศาสตร์ ม.นเรศวร
           อ.มณีรัตน์ มิตรปราสาท มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ทักษิณ
           ดร.พิศาล มุกดารัศมี วิทยาลัยการเมืองการปกครอง ม.มหาสารคาม
           อ.อารีลักษณ์ พูลทรัพย์ คณะรัฐศาสตร์ สงขลานครินทร์ ปัตตานี
           ดร.ทิวากร แก้วมณี รัฐศาสตร์ ม.นเรศวร
           อ.วรวิทย์ เกาะกลาง มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ราชภัฏนครศรีธรรมราช
           อ.อำนาจ รอดช่วย (๓๐) มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ราชภัฏนครศรีธรรมราช
           
           อ.ณฐิญาณ์ งามขำ รัฐศาสตร์ ม.ราชภัฏสวนดุสิต
           ผศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
           รศ.อรรถจักร สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
           รศ.สายชล สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
           รศ.ดร.โกสุมภ์ สายจันทร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
           ดร.จันทนา สุทธิจารี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
           ดร.วรรณภา ลีระศิริ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
           อ.อุษามาศ เสียมภักดี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
           อ.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
           
           อ.พิกุล อิทธิหิรัญวงศ์ (๔๐) คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
           อ.ไพลิน กิตติเสรีชัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
           ผศ.ธันยวัฒน์ รัตนสัค คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
           ผศ.ดร.วีระ สมบูรณ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
           ผศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
           ผศ.ทวี สุรฤทธิกุล คณะรัฐศาสตร์ สุโขทัยธรรมาธิราช
           รศ.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ คณะรัฐศาสตร์ สุโขทัยธรรมาธิราช
           ผศ.ยุทธพร อิสรชัย คณะรัฐศาสตร์ สุโขทัยธรรมาธิราช
           อ.ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
           อ.ชำนาญ จันทร์เรือง มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
           อ.ปราณี วงศ์จำรัส (๕๐) คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
           
           อ.อำพล วงศ์จำรัส คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
           ดร.สุดา รังกุพันธ์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ
           รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ
           ศ.ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
           รศ.ดร.มานะ ศรียุทธศักดิ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ
           อ.สุรพงษ์ ชัยนาม นักวิชาการอิสระ
           ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี สำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษา มหิดล
           รศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์
           รศ.ทรงยศ แววหงส์ คณะอักษรศาสตร์ ศิลปากร
           รศ.ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมย์ (๖๐) คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ
           รศ.สุชาย ตรีรัตน์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
           
           ผศ.นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ
           อ.นพ.สหดล ปุญญถาวร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ
           อ.พญ.แก้ว ศุภรศุข คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ
           นพ.เกรียงศักดิ์ หลิวจันทร์พัฒนา คณะแพทยศาสตร์ สงขลานครินทร์
           รศ.ดร.สุทธิพงศ์ อุริยะพงศ์สรรค์ ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น
           ผศ.ดร.มณฑา เก่งการพานิช คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
           นพ. ปูม มาลากุล ณ อยุธยา
           รศ.ดร.ประสิทธิ์ ลีระพันธุ์
           ผศ.ดร.ลักขณา เติมศิริกุลชัย (๗๐)
           
           รศ.ธราดล เก่งการพานิช
           ผศ.ดร.บุษบา สงวนประสิทธิ์
           ผศ.ดร.สุคนธา คงศีล
           รศ.พญ.ชุติมา ศิริกุลชยานนท์
           ผศ.ดร.อังสนา บุญธรรม
           รศ.ดร.สุปรียา ตันสกุล
           ผศ.ดร.พิมพ์สุภาว์ จันทนะโสตถิ์
           ผศ.ดร. อาภาพร เผ่าวัฒนา
           ผศ.ดร.ปัญญารัตน์ ลาภเจริญวัฒนา
           รศ. สิริประภา กลั่นกลิ่น (๘๐)
           
           รศ.ดร.นัยนา บุญทวียุวัฒน์
           ดร. ภิรดี ภวนานันท์
           ดร.วราภรณ์ เสถียรนพเก้า
           รศ.ดร.เนาวรัตน์ เจริญค้า
           รศ.ดร.นิภาพรรณ กังสกุลนิติ
           ผศ.เฟื่องฟ้า อตรารัชต์กิจ
           ผศ.ดร.พรพรรณ ดิระพัฒน์
           รศ.พญ.กนกรัตน์ ศิริพานิชกร
           ศ.ดร.อรษา สุตเธียรกุล
           อาจารย์ศุภชัย แสงรัตนกุล (๙๐)
           
           รศ.ดร.ภูษิตา อินทรประสงค์
           ผศ.ดร.ฉัตรสุมน พฤฒิภิญโญ
           ผศ.ดร.ภรณี วัฒนสมบูรณ์
           ผศ.ดร.พิมพ์สุรางค์ เตชะบุญเสริมศักดิ์
           ดร.กรกนก ลัธธนันท์ วิทยาลัยพยาบาลพระบรมราชชนนี กรุงเทพฯ
           ดร.ศรัณญา เบญจกุล นักวิชาการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ
           มหาวิทยาลัยมหิดล
           ดร.Stephen Hamann นักวิชาการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ
           มหาวิทยาลัยมหิดล
           ผศ.ดร.สงวน ธานี คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
           รศ.ดร.อาภรณ์ ดีนาน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
           ผศ.ธนวรรณ อาษารัฐ (๑๐๐) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
           
           อาจารย์เกษแก้ว เสียงเพราะ มหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร
           รศ.ดร.นันทวรรณ วิจิตรวาทการ คณบดี คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
           ดร. นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
           อ. คมสัน โพธิ์คง คณะนิติศาสตร์ สุโขทัยธรรมาธิราช
           รศ.คุณธัม วศินเกษม สำนึกเทคโนโลยีการศึกษา สุโขทัยธรรมาธิราช
           รศ.วิศิษฐ์ศักดิ์ แฟ้นสัมฤทธิ์
           รศ.สมัครสมร ภักดีเทวา
           รศ.วราภรณ์ อุปสาคม
           รศ.ดร. ธนิศ ภู่ศิริ
           ผศ.ดร.สุภาวดี มิตรสมหวัง (๑๑๐) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
           
           รศ.ดร.วรรณา สนั่นพานิธิกุล สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สุโขทัยธรรมาธิราช
           รศ.อมรมาศ คงธรรม สำนักเทคโนโลยีการศึกษา สุโขทัยธรรมาธิราช
           รศ.นิตยา วัจนะภูมิ คณะสาธารณสุขศาสตร์ ธรรมศาสตร์
           ผศ.ดร.เพ็ญศรี วัจฉละญาณ
           ผศ.สุวรรณี จุฑามณีพงษ์
           ผศ.ดร.สุเนตร สืบค้า มหาวิทยาลัยแม่โจ้
           อ.ระวิน สืบค้า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก
           ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
           
           และรวมรายชื่อในอัดสำเนาลายมือที่ส่งเข้ามาล่าสุด รวมทั้งสิ้น ๑๔๕ คน
           
           วันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๑๒.๐๐ น.
           
           แถลง ณห้องสมาคมนิสิตเก่าคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


    อดีตอนุไต่สวนคดีหวยบนดิน ตอกหน้า “หุ่นเชิด” ชอบตะแบงข้อกฎหมาย ชี้ 3 รมต.ไม่มีสปิริต ควรหยุดปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ถูกชี้มูลในชั้น คตส. ชี้รัฐบาลต้องรับผิดชอบหากคิดยื้อยื่นศาล รธน.ตีความคุณสมบัติ รมต.ซ้ำอีก
           
           วันนี้ (28 ก.ค.) นายอุดม เฟื่องฟุ้ง อดีตกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และอดีตประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว หรือหวยบนดิน กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รับฟ้องคดีดังกล่าวว่า เป็นหน้าที่ของศาลฎีกาที่จะต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริง หลังจากนี้ถือว่าหมดหน้าที่ของ คตส.แล้ว แต่ คตส.มีหน้าที่ไปให้ข้อมูลในฐานะพยานฝ่ายโจทก์ ทุกอย่างก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของศาล
           
           เมื่อถามว่า 3 รัฐมนตรีที่เป็นผู้ต้องหาต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ นายอุดม กล่าวว่า คตส.เคยให้ความเห็นในเรื่องนี้มาตลอดว่า หลังจากที่ คตส.มีมติไต่สวนชี้มูลความผิด รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้องยุติปฏิบัติหน้าที่ทันที แต่ที่ผ่านมา 3 รัฐมนตรียังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ดังนั้น การกระทำของรัฐมนตรีตั้งแต่ที่ คตส.ได้ไต่สวนชี้มูลความผิดจึงเป็นเรื่องที่รัฐมนตรีและรัฐบาลต้องรับผิดกับการกระทำนั้น ต่อข้อถามว่าหากทั้ง 3 รัฐมนตรียังคงยืนยันจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ นายอุดม กล่าวว่า เป็นเรื่องของรัฐบาล เรื่องนี้ คตส.ได้พูดบ่อยครั้งแล้ว ใครจะทำอะไรก็ว่ากันไป
           
           แหล่งข่าวจากอดีต คตส.ระบุด้วยว่า ในการส่งฟ้องคดีหวยบนดินมีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 47 คน โดย 1 ในผู้ถูกกล่าวหามี ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ตกเป็นผู้ต้องหาด้วย จึงจะเป็นปัญหาว่า ร.ต.อ.ปุระชัย จะมีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติรัฐมนตรีหรือไม่ หากต้องเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช ที่จะมีการปรับคณะรัฐมนตรีในเร็วๆ นี้


     

    24 ก.ค. 51 วันที่สนธิมี พลเอกปฐมพงษ์ เกสรสุขประกบข้าง

    “พล.อ.ปฐมพงษ์” แต่งเครื่องแบบเต็มยศเป็นพยานทวงยุติธรรมให้ “สนธิ”
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 24 กรกฎาคม 2551 13:03 น.
     
           
           วันนี้ (24 ก.ค.) พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด ในเครื่องแบบทหารเต็มยศ ได้เดินทางเข้าให้กำลังใจและเป็นพยานให้แก่นายสนธิ ภายในกองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนกลับไปที่เวทีปราศรัยบริเวณสะพานมัฆวานฯ ซึ่งขณะนี้แกนนำพันธมิตรได้พลัดเปลี่ยนหมุนเวียนขึ้นเวทีปราศรัย
           
           มวลชน ร่วมประกาศชัยชนะแน่น “มัฆวาน”(1)
           มวลชน ร่วมประกาศชัยชนะแน่น “มัฆวาน”(2)
           มวลชน ร่วมประกาศชัยชนะแน่น “มัฆวาน”(3)


         
         
         
         
         
         
         
    July 27

    The Younger Generation of Thailand

     

    มันอยู่ตรงนี้

     

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้   มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้   มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้   มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้   มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    มันอยู่ตรงนี้

    ความเศร้าที่ไม่ควรมีในเมืองไทยยุคนี้

    ความคิดเห็นที่ 32 คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท

    กาลเวลาเปลี่ยน-กับการรังแกผู้หญิงผู้ล้มคว่ำ
    ของเหล่าสันดานคนรักอุดรผู้ตอแหล
    -------------------------------------------

    จงตระหนักปักษ์ปกในอกแม่
    มุ่งเหลียวแลเรืองงามทุกความหมาย
    ทุกชีวีที่เกิดกำเนิดกาย
    น่าเสียดายตายลงอย่างหลงไป

    ชาติแผ่นดินถิ่นใดได้เรียกขาน
    ทั้งขื่นขมตรมหวานสักปานไหน
    แผ่นดินนั้นมารดาค่าหทัย
    แล้วบัดนี้เยื่อใยกลับไม่มี

    ท่ามโลกาภิวัฒน์อัตตลักษณ์
    ล้วนหาญหักมักได้ไร้ศักดิ์ศรี
    จึงกินโกงกามเลอะเปรอะอัปรีย์
    ทิ้งบ้านเมือง น้องพี่ ณ ที่นั้น

    เมื่อชายโฉดโลดแล่นในแดนร้อน
    "เมืองอุดร"แปรเปลี่ยนเวียนผิดผัน
    มือถือท่อนเหล็กยาวสาวโรมรัน
    ไร้ยางอาย ชายนั้น พลันจุดเพลิง

    ตีแม้แต่ผู้หญิงที่ล้มคว่ำ
    ใจมิหนำกระหน่ำซ้ำด้วยเหลิง
    ใจของแม่โบยบิน-ผินกระเจิง
    ไปสู่เวิ้ง วาบวับ ดับไมตรี

    จึงสิ้นสุดสันติมิมีแล้ว
    เหมือนดวงแก้วแตกร้าวไร้พราวศรี
    ฉันเผลอจับกับอาวุธรุดราวี
    ต่อแต่นี้หญิงชายล้วนหมายปืน

    ภวารี -ร้อยกรอง
    ( ๒๗กรกฎาคม๒๕๕๑ )
    สันติภาพ-อาจสิ้นแล้ว

    ความคิดเห็นที่ 19 คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
    เกียรติตำรวจของไทยอยู่ที่ไหน
    ในรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ตั้งแต่กรณีที่จังหวัดศรีสะเกษเมื่อมีผู้ต่อต้านเข้าทำร้ายกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยที่กำลังเดินทางขึ้นไปที่เขาพระวิหาร กรณีที่กลุ่มผู้ติดอาวุธเข้าห้อมล้อมทำร้ายกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยผู้เตรียมการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธที่จังหวัดอุดรธานี และการที่กลุ่มผู้ติดอาวุธเข้าทำร้ายทรัพย์สินของกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยที่จังหวัดบุรีรัมย์ ยังไม่นับการกลุ้มรุมอย่างประสงค์ร้าย และการยกพวกมาข่มขู่หรือแสดงเจตนาเพื่อประทุษร้ายกลุ่มผู้ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธของกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นโดยที่กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มารักษาเหตุการณ์ในหลายแห่งที่เกิดเหตุ ไม่ได้แสดงอาการห้ามปรามหรือทำหน้าที่ของ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” เลย
    ในบางแห่งที่เกิดเหตุจะเห็นภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้อยู่ในเหตุการณ์ยืนนิ่งเฉยทั้งที่ฝ่ายที่ติดอาวุธเข้ากลุ้มรุมทำลายอีกฝ่ายที่ปราศจากอาวุธ
    การกระทำเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายบ้านเมืองทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองทั้งที่เห็นความไม่สงบกำลังเกิดขึ้นอยู่เบื่องหน้า
    ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากเกิดเหตุการณ์แล้วยังไม่ดำเนินการไต่สวนหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ จนกระทั่งมีผู้ออกมากล่าวโทษจึงต้องดำเนินการอย่างเสียไม่ได้
    การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้น้อยที่ปฏิบัติการในพื้นที่ประพฤติตัวเช่นนั้น ถือเป็นการละเลย ไม่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเช่นที่ควรทำย่อมแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้น้อยเหล่านั้นได้รับคำสั่งมาจากเจ้านายที่บังคับบัญชาเหนือชั้นขึ้นไป
    ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและความไม่สงบที่เกิดขึ้นนั้นย่อมต้องเรียกร้องความรับผิดชอบจากเจ้าหน้าที่ระดับบังคับบัญชา คนแรกคือผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คนต่อมาคือผู้บัญชาการตำรวจภูธร และนครบาล เพราะเหตุการณ์เหล่านั้นแสดงให้เห็นว่าท่านทั้งหลายมิได้ทำหน้าที่กำกับดูแลความสงบเรีบยร้อยให้สมกับตำแหน่งหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่
    นอกจากนั้นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย และรัฐบาลซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลความสงบเรียบร้อยของแผ่นดินโดยทั่วไป ย่อมหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไม่พ้น
    ดังนั้น เราจึงขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงเหล่านี้ออกมาแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งงานที่ท่านไม่สามารถปฏิบัติได้ เพื่อมิให้กินเงินภาษีอากรของแผ่นดินโดยเปล่าประโยชน์
    ประชาชนเจ้าของแผ่นดินผู้จ่ายเงินเดือนของท่านทั้งหลาย

    โมเดลวิบัติ

    You are here:
    POSITIONING : MAGAZINE : EXCLUSIVE

    แฉโมเดลวิบัติ เขาพระวิหารแลกแหล่งน้ำมันในเขมร



     Positioning Magazine   กรกฎาคม 2551

    “เขาพระวิหาร” “แหล่งพลังงาน” “ปตท.” และกลุ่มทุนอดีตนายกฯ “ทักษิณ” กลายเป็นเรื่องเดียวกันอย่างแทบไม่น่าเชื่อ... แต่ก็ต้องเชื่อ เพราะ “พลังงาน” เป็นสิ่งมีค่า เป็น “ขุมทอง” ที่ทักษิณยอมแลกได้ทุกอย่าง แม้ว่าจะทำให้ไทยต้องสูญเสียเขาพระวิหารให้กับเขมร และอาจต้องสูญเสียดินแดนและอธิปไตย ก็เพื่อแลกกับแหล่งพลังงาน ในอ่าวเขมร แหล่งพลังงานที่เหลืออยู่แห่งเดียวในโลก ปริศนานี้กำลังถูกเฉลยออกมาว่า ทำไม ทักษิณ ถึงต้องมีเอี่ยวในปตท. !

    ว่าด้วยเรื่องเขาพระวิหารแล้ว “นพดล ปัทมะ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ อดีตทนายความและโฆษกประจำตัวของ “ทักษิณ” ไปลงนามเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 เพื่อยอมรับคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาสนับสนุนให้กัมพูชาจดทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก จนอาจทำให้ประเทศไทยเสียดินแดน กลายเป็นข้อสงสัยว่าทำเพื่ออะไร

    เพราะก่อนลงนามเพียง 1 เดือน พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กัมพูชา ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไทยว่า “ทักษิณ” จะลงทุนธุรกิจพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติในกัมพูชา โดยเฉพาะการเช่า เกาะกง ซึ่งมีรีสอร์ตดังอย่าง “สีหนุวิลล์” เป็นจุดขาย หลังจากที่ได้หารือกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว

    “พลเอกเตีย บัน” ยังบอกด้วยว่า เรื่องธุรกิจน้ำมันและก๊าซ เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งชาวกัมพูชา ยังคงต้องซื้อน้ำมันในราคาที่แพง และทำให้ค่าครองชีพสูง แต่ทุกคนก็ต้องเผชิญปัญหานี้ต่อไป ตราบใดที่กัมพูชายังไม่สามารถขุดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมาใช้ได้ในระยะอันใกล้

    การเชื่อมโยงโดยข้อสังเกตจาก “อลงกรณ์ พลบุตร” ส.ส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ยังระบุถึงเหตุผลความเหมาะสม เมื่อครั้งที่ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” รองนายกรัฐมนตรี น้องเขย “ทักษิณ” ไปร่วมเป็นประธานเปิดถนนสาย 48 ไทย-กัมพูชา ระยะทาง 149 กิโลเมตร ซึ่งเป็นถนนที่ ครม.นายกฯ ทักษิณผ่อนปรนปล่อยกู้ให้กัมพูชาเป็นพิเศษ

    แม้ปัจจุบันจะไม่มีหลักฐานจับได้ว่า มรดกโลก “เขาพระวิหาร” เป็นการเซ็นเพื่อ “ทักษิณ” หรือไม่ก็ตาม แต่ปริศนานี้กำลังถูกเฉลยออกมาอย่างช้าๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีการตั้งข้อสังเกตว่า เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ เพราะ“กัมพูชา” เป็นแหล่งพลังงานที่เหลือเพียงไม่กี่แห่งในโลกที่ยังไม่ได้ถูกขุดเจาะ และพร้อมให้กลุ่มทุนเข้าไปดำเนินงาน ในพื้นที่แถบชายฝั่งและนอกชายฝั่ง ซึ่งจากการบรรยายของ TE DUONG TARA ผู้อำนวยการ Cambodian National Petroleum Authority เมื่อ 18 มกราคม 2006 ระหว่างการประชุมว่าด้วยเรื่องเทคโนโลยีปิโตรเลียม ของอาเซียนครั้งที่ 4 ระบุว่า กัมพูชามีแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน และมีการผลิตจำนวนมากนอกชายฝั่ง โดยปัจจุบันมีเชฟรอน ได้รับสัมปทานอนุญาตขุดเจาะ และยังมีบริษัทจากไทยคือบริษัท ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (PTTEPI) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ปตท. ได้ร่วมทุน 30% กับอีก 2 บริษัท คือ บริษัท Resourceful Petroleum Ltd. และ SPC Cambodia Ltd. อีก 10% เป็นของ CE Cambodia B Ltd.

    ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่นแนลได้รับสัมปทานจากรัฐบาลกัมพูชาในการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่ง ในบริเวณอ่าวไทย แต่ยังมีพื้นที่แหล่งนี้ที่กัมพูชาเรียกว่า “บล็อก B” และ ปตท.สผ. ตั้งรหัสว่าโครงการจี 9/43 มีการพบเบื้องต้นว่ามีน้ำมันและก๊าซจำนวนมาก แต่ในหนังสือรายงานประจำปี 2550 ได้ระบุว่าเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างไทย-กัมพูชา และกำลังแก้ไขปัญหาเรื่องเส้นแบ่งเขตทางทะเล หรือเป็นหนึ่งในพื้นทับซ้อนระหว่างไทยและกัมพูชาอีกพื้นที่หนึ่ง

    นี่คือพื้นที่ทับซ้อนที่ยังต้องรอบทสรุป

    ที่สำคัญกว่านั้น ทางการกัมพูชายังมีความร่วมมือกับประเทศต่างๆ เพื่อสำรวจและวิจัยแหล่งพลังงานทั้งทางใต้ดิน และดาวเทียม บริเวณพื้นที่ชายฝั่ง และเบื้องต้นว่า บริเวณทะเลสาบ หรือ“โตนเลสาบ” ใจกลางประเทศ ยังมีแนวโน้มของแหล่งน้ำมันดิบ ที่เรียกว่า Permian Carbonates ซึ่งพบทั่วไปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกเหนือจากแถบชายฝั่งที่มีแหล่งก๊าซอีกหลายแห่ง โดยเฉพาะแถบ “จังหวัดเกาะกง” ของกัมพูชา จังหวัดทะเลชายฝั่งทางตอนใต้ ซึ่งพบแหล่งน้ำมัน

    นั่นหมายความว่า เกาะกง กัมพูชา เป็นแหล่งน้ำมันแหล่งใหญ่ของโลกที่ยังคงเหลืออยู่ และยังไม่ได้ถูกขุดเจาะ ย่อมเป็นที่หมายปองของนานาประเทศทั่วโลก รวมทั้งทักษิณและเครือข่าย

    “พลเอกเตีย บัน” บิ๊กของกัมพูชา เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า หนึ่งในนายทุนที่ต้องการเข้าไปลงทุนขุดเจาะน้ำมันในกัมพูชา คือ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร”

    ความหอมหวนของแหล่งพลังงานในกัมพูชาจึงเป็น “ขุมทอง” ขนาดใหญ่ที่ “ทักษิณ” ยอมเดิมพันได้ทุกอย่าง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็น “เขาพระวิหาร” มรดกโลกอันมีค่า ทั้งๆ ที่ทักษิณเองก็รู้ดีว่าจะทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียดินแดน และอาจลุกลามกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศ

    ผลจากการกระทำของนพดล รัฐมนตรีในสังกัด ก็ได้ถูกชี้ชัดโดยศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยคดีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 180 เพราะเป็นการลงนามโดยผู้มีอำนาจของ 2 ประเทศ มีพันธสัญญาร่วมกัน โดยต้องผ่านสภาเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน อาจเกิดความแตกแยกระหว่างประเทศ และสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบเรื่องอาณาเขตของประเทศไทย

    รศ.ศรีศักร์ วัลลิโภดม นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ไทย ตั้งข้อสังเกตว่า การตัดสินของคณะกรรมการมรดกโลกขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา เป็นการตัดสินที่ขัดต่อ 3 องค์กรประกอบอุดมคติของมรดกโลก เป็นการตัดสินที่ไม่ชอบธรรม และไม่ได้เป็นเครื่องมือสร้างสันติภาพตามเจตนารมณ์ที่แท้จริง แต่กลับทำให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวทางเศรษฐกิจ ซ่อนเร้นให้กลุ่มข้ามชาติเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์


    ผลเสียที่ตามมาก็คือ หลังจากขึ้นทะเบียนตัวประสาทเขาวิหารเป็นมรดกโลกแล้ว ถัดจากนั้น จะให้ประเทศต่างๆ มาบริหารจัดการร่วมกัน หากไทยยอมเข้าร่วม เท่ากับว่าเป็นการยกดินแดนไทย และดินแดนทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรให้คณะกรรมการมรดกโลกบริหารจัดการ โดยขั้นตอนต่อไป คณะกรรมการมรดกโลกก็ยกพื้นที่ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชา

    ได้มีการตั้งข้อสังเกต การตัดสินของคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโก ถึงข้อเสนอของกัมพูชานั้น ผ่านหลักเกณฑ์แค่ 1 ใน 3 เท่านั้น คือ สถาปัตยกรรมที่มาจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์ แต่หลักเกณฑ์ทางด้านภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมไม่ผ่าน เพราะขาดความสมบูรณ์ เพราะโบราณสถานที่อยู่ในเขตพื้นที่ทับซ้อนไม่ได้นำมารวม การตัดสินครั้งนี้จึงขาดความน่าเชื่อถือ

    ยังมีการตั้งข้อสังเกตอีกว่า การที่คณะกรรมการโลกได้ สนับสนุนกัมพูชาของเหล่าคณะกรรมการโลกครั้งนี้ เป็นเพราะ ทุกประเทศที่อยู่ร่วมในคณะกรรมการมรดกโลก เล็งเห็นขุมทรัพย์บ่อน้ำมันของเขมร ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส ที่มีกลุ่มโททิ่ลออยล์ (TOTAL Oil) และจีน ที่มีบริษัท CNOOC บริษัทน้ำมันเข้าไปสำรวจหาก๊าซและน้ำมันดิบในกัมพูชา

    การยอมรับเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ยังสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดน และอธิปไตย เป็น“โดมิโน” ที่ส่งผลกระทบถึง ปัญหา “พื้นที่ทับซ้อน” ระหว่างเขตแดนไทยและกัมพูชา ในหลายจังหวัด เช่น อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ จันทบุรี ตราด เนื่องจากไทยและกัมพูชาใช้แผนที่คนละใบ ไทยนั้นยึด “สันปันน้ำ” ในการวัด โดยใช้มาตราส่วน 1:50,000 ในขณะที่กัมพูชา ใช้มาตราส่วน 1:200,000

    หากมีการนำ มาตราวัดของกัมพูชา ซึ่งเป็นไปได้มากมาจัดการกับ ปัญหาพื้นที่ทับซ้อน เหล่านี้ย่อมทำให้ไทยต้องเสียเขตแดน เช่น พื้นที่เกาะกูด จังหวัดตราด ก็เป็นพื้นที่ทับซ้อน หากถ้าใช้มาตราวัดของกัมพูชา เกาะกูดจะกลายเป็นของกัมพูชาไปโดยปริยาย

    ต่อให้คนไทยคนไหนที่กินดีหมี สวมหัวใจสิงห์ ก็ยังไม่กล้าถึงเพียงนี้ หากไม่ใช่เพราะผลประโยชน์ เพื่อต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจพลังงาน ทักษิณจึงยอมได้ทุกอย่าง

    นักธุรกิจระดับชาติอย่างทักษิณ ย่อมรู้ดีว่าธุรกิจพลังงานเป็นธุรกิจแห่งอนาคตที่ทำรายได้ให้มหาศาล หาใช่ธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ซึ่งอยู่ในช่วงขาลง ไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนในอดีต หรือแม้แต่การซื้อธุรกิจสโมสรทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ ก็เพื่อสร้างโปรไฟล์ให้ดูดี ไม่ใช่ธุรกิจที่ทำรายได้งดงามเหมือนกับธุรกิจพลังงาน

    ทักษิณได้เตรียมการในเรื่องนี้มานานแล้ว ด้วยการร่วมมือกับ “โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด” เจ้าของห้างแฮร์รอดส์อันโด่งดังในอังกฤษ อัล ฟาเยด ไม่ได้เป็นแค่เจ้าของห้างหรู แต่ยังมีธุรกิจพลังงาน ที่เข้ามาทำร่วมกับ ปตท.สผ. (อ่านล้อมกรอบ)

    และนี่คือสาเหตุว่า ทำไมทักษิณจึงต้องพา “อัล ฟาเยด” เดินทางไปดูงานถึงเขมร ซึ่งไม่ใช่การร่วมลงทุนในธุรกิจกาสิโนอย่างที่เป็นข่าว เพราะระบบสาธารณูปโภคในเกาะกงก็ยังไม่พร้อม เกาะกงจึง เป็นเพียงแค่ข่าวบังหน้า เพราะเบื้องหลังก็คือความร่วมมือในการรุกเข้าทำธุรกิจพลังงานในกัมพูชา (อ่านล้อมกรอบ)

    และนี่คือ เหตุผลว่า ทำไมทักษิณจึงต้องเป็นเจ้าของ ปตท. ซึ่งมีความพร้อมในเรื่องทั้งขุดเจาะ จัดจำหน่าย ดังนั้นปตท จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจพลังงานในเขมร เป็นจริง โดยมีเครือข่ายธุรกิจพลังงานของ อัล ฟาเยด ร่วมเป็นกองหนุน

    ถ้าเลือกได้ เป้าหมายทำสัญญาให้เช่าเกาะกงของทักษิณกับเขมร ที่มีรัฐบาลฮุนเซนเป็นคู่สัญญา หาใช่ทำในนามรัฐต่อรัฐ แต่เป็นการทำในนาม “นิติบุคคล” โดยที่เกาะกงจะได้รับเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งรายได้ไม่ต้องเข้ารัฐบาลกัมพูชา และเป็นเขตปกครองพิเศษ นอกเหนืออธิปไตย

    แน่นอนว่าสิ่งที่ทักษิณต้องการมากที่สุดคือ การสร้างระบอบ “การเมือง” ใหม่ เป็นประชาธิปไตยแบบตัวแทน ที่เรียกว่า ระบอบทักษิณ โดยอ้างถึงระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ที่ใครมีเงินก็เล่นการเมืองได้ (อ่านเรื่อง Kingdom or Republic of Thailand ใน POSITIONING ฉบับ เดือนมิถุนายน 2551 ประกอบ)

    อะไรจะเกิดขึ้น หากทักษิณสามารถนำบริษัทเข้าไปลงทุนในเขมร ?

    โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด - เพื่อนซี้ “ทักษิณ” ร่วมก๊วน “เทมาเส็ก” แนบแน่น “ปตท.”

    เมื่อย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ขุดเจาะน้ำมันของไทย จะพบว่ามหาเศรษฐีห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์ (Harrods) โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด (Mohamed Al Fayed) เพื่อนเลิฟของอดีตนายก “ทักษิณ” เข้ามาได้ประโยชน์จากธุรกิจน้ำมันในไทยมานาน ผ่าน ปตท.สผ. บริษัทลูก ปตท. ก่อนที่ปตท. จะเข้าตลาดหุ้นเมื่อปี 2544
    โดย Asian Economic News และนิตยสาร Offshore ลงข่าวพร้อมเพรียงกันในช่วงธันวาคม 2542 ว่าหลังจากโมฮัมหมัด อัล ฟาเยดจัดตั้งบริษัท แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่ (Harrods Energy) ก็ได้สิทธิสำรวจน้ำมันใน 4 แปลงขุดเจาะในอ่าวไทย คือ B2/38, B11/32, B11/38 และ B12/32. ห่างจากชายฝั่งระยอง 150 กิโลเมตร โดยมีศักยภาพในการขุดเจาะน้ำมันวันละ 8,000 บาร์เรล ซึ่งในการสำรวจขุดเจาะครั้งนั้น Harrods Energy ถือหุ้น 50% ในการลงทุนสำรวจขณะที่ ปตท.สผ. ถือหุ้น 50%ที่เหลือ

    จากการสืบค้นข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า บริษัท แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่ จดทะเบียนในเมืองไทยเมื่อ 22 พฤษภาคม 2541 ใช้ชื่อเป็นทางการว่า แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) ต่อมาเปลี่ยนชื่อจนไม่เหลือคราบเดิม เป็นเพิร์ล ออย (Pearl Oil) (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในรายชื่อผู้ถือหุ้น) เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2547 เพราะถูกขายให้กับบริษัท Pearl Energy Pte. Ltd. ที่มีฐานอยู่ในสิงคโปร์ สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือเมื่อสืบสาวต้นทางจะพบกลุ่มทุนเทมาเส็ก (Temasek) แห่งสิงคโปร์ถือหุ้นบริษัทดังกล่าวผ่านทาง Mubadala Development (ข้อมูลจาก Business Week และ RGE Monitor) ซึ่ง “เทมาเส็ก” มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับ “ทักษิณ” และคือบริษัทที่ซื้อหุ้นในชินคอร์ป จากครอบครัว ”ทักษิณ” ด้วยมูลค่ากว่า 73,000 ล้านบาท

    Pearl Oil ยังคงได้สัมปทานขุดเจาะน้ำมันอย่างต่อเนื่อง เช่น แปลง B 5/27 ที่แหล่งจัสมิน และ B12/32 ณ แหล่งบุษบงในอ่าวไทย เป็นต้น ส่งต่อน้ำมันดิบให้กับ ปตท.สผ. ภายใต้สัญญาซื้อ-ขาย 20 ปี เช่นเดียวกับเมื่อ 8 ธันวาคม 2549 Pearl Oil ก็ได้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเพิ่มในแปลง G10/48 บริเวณตอนใต้ของอ่าวไทย เมื่อสมัยนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

    จากข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์พบว่ากรรมการของเพิร์ลออย ยังเป็นกรรมการในบริษัทที่เกี่ยวข้องรวม 8 บริษัท แต่ละบริษัทต่างระบุว่าทำธุรกิจรับสัมปทานขุดเจาะน้ำมัน และมีทุนจดทะเบียนบริษัทละ 100 ล้านบาท บางบริษัทมีรายได้ แต่บางบริษัทยังไม่ได้บันทึกรายได้ โดยบริษัทที่มีรายได้สูงสุดคือเพิร์ลออย ประเทศไทย มีรายได้ปี 2549 รวม 7,071 ล้านบาท กำไร 1,654 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 16.54 บาท


    บริษัท แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่ ประเทศไทย จำกัด เปลี่ยนชื่อเป็น เพิร์ลออย (ประเทศไทย) เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2547 ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อาคารไทยพาณิชย์ ปาร์ค พลาซ่า เวสท์ ชั้น 10

    ณ วันที่ 30 เมษายน 2550 ปรากฏชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ 99.99% คือบริษัทเพิร์ลออยล์ (สยาม) คิดเป็น มูลค่า99,994 ล้านบาท หรือเฉลี่ยราคาหุ้นละ 1,000 บาท ส่วนผู้หุ้นอื่นเป็นบุคคลสัญชาติแคนาดา อินโดนีเซีย 3 คน อังกฤษ 1 คน และอเมริกา 1 คน เพียงคนละ 1 หุ้น เท่านั้น

    ข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า”เพิร์ลออยล์ (สยาม) จดทะเบียนที่หมู่เกาะเวอร์จิน อังกฤษ ส่วนผู้หุ้นอื่นเป็นบุคคลสัญชาติแคนาดา อินโดนีเซีย 3 คน อังกฤษ 1 คน และอเมริกา 1 คน เพียงคนละ 1 หุ้น เท่านั้น

    เครือข่าย”เพิร์ลออย (ประเทศไทย)”
    -เพิร์ลออย บางกอก
    -เพิร์ลออย ออฟชอร์
    -เพิร์ลออย (ปิโตรเลียม)
    -เพิร์ลออย (รีซอสเซส)
    -เพิร์ลออย (อมตะ)
    -เพิร์ลออย ออนชอร์
    -เพิร์ลออย (อ่าวไทย)

    Timeline เขาพระวิหาร-แหล่งพลังงาน

    “ปราสาทพระวิหาร” “แหล่งน้ำมัน- ก๊าซเขมร” “ทักษิณ” “ปตท.” “โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด” กลายเป็นเรื่องเดียวกันอย่างแทบไม่น่าเชื่อ ...จนนำมาสู่ “คนไทยจะขายชาติกันเอง” ด้วยการวางแผนอย่างแนบเนียนในช่วง10ปีที่ผ่านมา

    22 พฤษภาคม 2541
    – “โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด” เจ้าของห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์ จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในไทยภายใต้ชื่อ “แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่ (ประเทศไทย)” และรับสัมปทานขุดเจาะน้ำมันและก๊าซ ร่วมกับปตท.สผ.

    ธันวาคม 2542
    - แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่ เริ่มได้สัมปทานขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทย

    กุมภาพันธ์ 2544
    – “ทักษิณ ชินวัตร” ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง และได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีสมัยแรก

    ตุลาคม 2546
    - ขณะที่ “ทักษิณ” เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศพร้อมจะซื้อหุ้นสโมสรฟุตบอล “ฟูแล่ม” ซึ่งมี “โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด” เป็นเจ้าของ ขณะที่สถานการณ์การเงินของ “ฟูแล่ม” ขาดทุน และมีหนี้จำนวนมาก

    ปี 2547
    - รัฐบาลทักษิณอนุมัติให้เงินกู้กัมพูชาอัตราดอกเบี้ยต่ำ จำนวน 827.4 ล้านบาท เพื่อสร้างถนนผิวทางแอสฟัลต์และสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กแบบให้เปล่าบนถนนสายนี้อีก 4 แห่ง โดยกรมทางหลวงออกแบบให้ ใช้งบประมาณ 288.2 ล้านบาท

    ตุลาคม 2549
    - หลัง “ทักษิณ” ถูกรัฐประหาร “ทักษิณ” ได้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่อังกฤษ และมีข่าวว่าได้แวะพักที่บ้านของนายโมฮัมหมัด อัลฟาเยด เลขที่ 55 Park Lane ทางตะวันตกของกรุงลอนดอน

    ปี 2550
    -“ทักษิณ” ซื้อสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ ท่ามกลางข่าวลือว่า “โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด” เป็นผู้ประสานงานให้

    14 พฤษภาคม 2551
    – มีรายงานข่าวจากสื่อไทย ว่า พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กัมพูชา ให้สัมภาษณ์ว่า “ทักษิณ” จะลงทุนธุรกิจพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติในกัมพูชา โดยเฉพาะการเช่า เกาะกง ซึ่งมีรีสอร์ตดังอย่าง “สีหนุวิลล์” เป็นจุดขาย หลังจากที่ได้หารือกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว

    เว็บไซต์ของ “บางกอกโพสต์” ระบุด้วยว่า เกาะกงซึ่งอยู่ตรงข้ามกับจังหวัดตราดของไทย เป็นเป้าหมายแรกของ “ทักษิณ” ที่จะเข้าไปลงทุนในกัมพูชา ซึ่งจะรวมถึงการทำบ่อนกาสิโน และเอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ โดยจะเป็นการร่วมทุนกับนักธุรกิจจากตะวันออกกลาง รวมถึงนาย โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด มหาเศรษฐีชาวอียิปต์เจ้าของห้างแฮร์รอดส์ในลอนดอน

    - “นภดล ปัทมะ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานร่วมกันเปิดถนนหมายเลข 48 ที่จังหวัดเกาะกง-สะแรอัมเบิล เป็นเส้นทางที่ทำให้การเดินทางจากบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ของไทย ถึงพนมเปญโดยใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

    18 มิถุนายน 2551
    – “นพดล ปัทมะ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ อดีตทนายความและโฆษกประจำตัวของ “ทักษิณ” ลงนามยอมรับคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา สนับสนุนให้กัมพูชาเสนอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

    8 กรกฎาคม 2551
    - เวลาตี 3 ของเช้าวันอังคารที่ 15 กรกฎาคม 2551 ตามเวลาในประเทศไทย เป็นเวลาที่ชาวกัมพูชาดีใจ และเฉลิมฉลองกันทั่วเมือง เมื่อยูเนสโกมีมติรับข้อเสนอของรัฐบาลกัมพูชาที่เสนอขึ้นทะเบียน “ปราสาทพระวิหาร” เป็นมรดกโลก นาทีเดียวกันนั้นคนไทยต้องรู้สึกหดหู่กับการ “ขายชาติ” ของคนไทยด้วยกันเอง เพียงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แลกกับประเทศไทยเสียดินแดนประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตร


    แหล่งน้ำมันดิบในกัมพูชา
    จำนวนบ่อน้ำมัน ขุดเจาะสำรวจแล้ว 9 หลุม/บ่อ พบน้ำมันดิบ 5 หลุม/บ่อ ยังไม่ได้สำรวจอีก 10 หลุม/บ่อ
    ปริมาณน้ำมันดิบสำรอง 2,000 ล้านบาร์เรล
    ปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรอง 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต
    มูลค่าการผลิต (ประมาณการ) 6,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
    การสนับสนุนของรัฐ จัดตั้งองค์กรปิโตรเลียมแห่งชาติ (Cambodia National Petroleum Authority) ขึ้นมากำกับดูแล

    ที่มา – สื่ออุตสาหกรรมออนไลน์เพื่อนักอุตสาหกรรม
    July 26

    Ida Aroonwongse

    Outlook >> Saturday July 26, 2008
             
    To read is to see the unseen

    Ida Aroonwongse's deep literary upbringing has made this avid reader and writer the beacon of changing the world through words

    STORY BY VASANA CHINVARAKORN, PHOTO BY MUKHOM WONGTHES

           "Such a dilemma [between a writer's
    subjectivity and an academic's objectivity]prompts the need to open up a space, somewhere between the academia and the common sense, between knowledge and feeling, and between being an academic journal and an inspirational magazine (or even between scholarly ambition of men and excessive emotion of women venting in their own rooms!).
           "The space of Aan [Read Journal] is thus the space of criticism where footnotes may not be as valuable as courage to express voices, prejudices, standpoints, and even humour - bitter or not. It is also a space of criticism that is subject to accountability and argumentation, not allowing any 'judgement of taste' monopoly by seniority or academic credentials. All these must be based on a sense of responsibility and thoroughness in producing each piece in a scholarly way. Above all, the critiques must not be blind to the cultural politics that unfold around the realm of reading, all despite an awareness of limits in society where cultural and political comments are abysmally restrained.
           "Aan is thus opened to every reader to work this self-conflicting standard out together, in hoping to create an atmosphere of productive and strong critical culture where the majority commoners are included.
           "Simply put, scholarly content with a common sense."

    Ida Aroonwongse,
    The Burden of Reading - The Pursuit of the Read Journal

    Her youthful, earnest face is such a beguiling face of innocence. At 34, Ida Aroonwongse recently took the helm of a serious, semi-scholarly quarterly titled Aan (Read Journal), the newest on the (small) literary block of Thailand. The cover of the inaugural issue is aptly symbolic of Ida - a starkly white A4 size page with few, scattered typefaces in grey and orange. More, it is embossed rather boldly in white with an illustration supposedly depicting a Thai classic, Thung Maharat (The Field of the Great), by the late Malai Chupinij (1906 to 1963).

    "I would have wanted the [white-on-white] embossment to be a little more raised," said Ida, peering at the cover. "Our artwork designer, Khun Pracha Suveeranont, has spent over a month getting to know my thoughts and personality, what I want and how I want it to be. He has his principle like the former generations of bookmakers: The personality of the editor must be reflected in [the look of] his or her book. It is his code of conduct, that very strictly, the content and the design must reflect each other."

    It seems Pracha, widely respected as one of Thailand's top graphic designers, is intuitively right. There is a lot underneath the whitish surface and not-so-flashy layout - the seeming blankness is a shrewd cloak of hard-hitting messages. A daring play on what appears to be still, straightforward.

    Scanning the list of columnists and contributors, it is no exaggeration to say Aan is the hub du jour of the country's foremost intellectuals (especially those on the left wing of the ideological spectrum). The first issue's cover story has critic Chusak Pattarakulwanich re-read Thung Maharaj (how amazingly similar is Malai's story of a struggle by farmers to save their homeland during the last years of King Rama V's reign to the contemporary fight of their descendants).

    The dean of Chiang Mai University's law faculty Somchai Preechasilpakul contributes a couple of tongue-in-cheek revised versions of Aesop's fables. Then there's this spicy "misread" of Rama V's travel memoirs, Klai Ban, by satirist Mukhom Wongthes, which will shed light into the human(e) side of our much-revered monarch. In between, avant-garde critic Adadol Ingkhawanich decodes how the subconscious psyche of the masses has been portrayed in the nine short films sponsored by the government, as part of the celebration of His Majesty's 80th birthday jubilee last year.

    The book reflects its maker, Ida Aroonwongse, editor of the new-literary-kid-on-the-block `Aan' (Read Journal). She's a mix of youthful idealism and rebellious irreverence. "`Aan' may feel scholarly but we would like to imply a certain cheekiness; we want to raise some pertinent questions. We aim to look at the discourse behind the contemporary issues. We would like to tear down any illusions that may persist [in society]."
    Sounds like a mix of piquant recipes? The axiom "Never judge a book by its cover" certainly applies well to Aan.

    "The magazine's logo incorporates the sign of a computer's power button," Ida answered to a comment that compared it to the middle finger. "One could interpret the sign in so many ways. The book may feel scholarly but we would like to imply a certain cheekiness; we want to raise some pertinent questions.

    "The term 'reading' has a double meaning - to read the literal texts and to decipher the implied meanings. We aim to look at the discourse behind the contemporary issues. We would like to tear down any illusions that may persist [in society]."

    Ida's upbringing, which was rather bookish in nature, makes her the ideal editor of this out-of-the-norm journal. But that is not the only reason. For a full 10 years, as a member of a small non-government organisation called Alternative Energy Project for Sustainability (AEPS), Ida was heavily involved in three different grassroots movements nationwide. Each has provided her a unique window into the foibles of Thai politics and collusion between business and bureaucracy, from the fight against the nuclear research reactor project in Ongkharak, Nakhon Nayok, to a petition for justice on behalf of the victims of the Cobalt leakage and last but not least, a remarkable struggle by the locals of Prachuap Khiri Khan, which successfully halted two coal-fired power plant projects.

    Despite her young age and demure appearance, Ida's (unofficial) CV looks pretty fearsome. It is also an ironic far-flung from the complacency of her childhood days.

    An avid reader since the age of five - Ida's mother made her read aloud columns in the Thai Rath newspaper to her every evening - she says she has been a "model child", of sorts. Her school report cards were always full of teachers' compliments. The young Ida was always chosen as the head of her classmates. Her natural hunger for books prompted her to read any scraps of texts around the house. Limited resources at home though made the curious girl willing to read and re-read her small collection of books, usually translated children's stories from foreign languages, and even her elder brother's school textbooks.

    "I could recite certain passages by heart," Ida said in a matter-of-fact tone. "I always read the series of Thai language textbooks, [entitled] Mani-Mana, two years ahead [of time]. It is the very first set of books about Thai characters that I was exposed to. They taught us a certain dogma of how to be a good child, to be loyal to the nation, religion and the monarchy. One example of a good person [espoused in the books] was to become a government representative who ran the district agricultural office.

    "My deepest wish is to go back and re-read every single book at my house before I die - to see how much I have changed over the years. But I will never read Mani-Mana books again."

    In her teenage years, Ida moved on to another genre of books - books that inspired or were about the popular uprising of the mid-'70s. Curiously, one of the titles she picked up had been around since she was little, but abhorred: Pi-sart (The Evil) by Seni Saowaphong. Ida said her mother, whose relatives were active in the historic October movement, had the political novel nicely wrapped and put on the family's bookshelves. Mistaking it for a yarn of ghost stories, it was the only book in the house, Ida says, she never had the urge to pursue until much later.

    But Pi-sart and other similar works Ida discovered at her high school's library changed her world view, and began the first waves of disillusionment. Inspired by the sacrifices of Khon Duen Tula (the October Generation), in their challenging of the military dictatorship, she sought to enrol in Thammasat University, where the majority of her heroes had studied.

    But fate dictated otherwise. Despite choosing only one seat at Chulalongkorn University (as a way to placate her parents), and the rest at Thammasat, Ida unexpectedly passed the entrance exam to the e'litist faculty of arts of Chulalongkorn University. She said she cried vehemently upon learning of the result.

    The young woman would spend the following four years at Thammasat anyhow, showing up at her school only for the final exams. Years later, an old friend recalled spotting Ida among the Pak Moon protesters in front of the World Bank's country office while she was on her way to class. It was an indelible image, says the friend, to see Ida in her plain white blouse, a sort of cloth band around her forehead, sitting underneath the scorching sun along with several brown-faced Isan villagers ...

    Ida would soon become disillusioned. But not by the common folk, she says. Upon learning that her former heroes and heroines, who once stood up to the powers that be, have become eager players in the stock market, in the world of profit and power at all cost they themselves once condemned, Ida's faith was shattered. The Black May uprising in 1992 was the breaking straw. Even after all of the lives that had been lost, maimed and thwarted, at the end of the day, the real winners have always been the ruling classes who negotiated among themselves, she says.

    "I realised that there are so many things in politics that we do not know, that we will never have an actual say," Ida reminisced.

    "People who were killed or injured were commoners. They were willing to sacrifice their lives even though they had to struggle to feed themselves from one day to the next. From that point on I concluded that I would never push for any big changes, changes that would come at the expense of others."

    The inaugural meeting of Thailand's first Writers' Club in 1950, a place for debate and intellectual exchange at a time of military dictatorship.

    For a long while, Ida became, acted deliberately like, an angry young woman. After the Black May experience, she felt everything was so meaningless and almost dropped out of Chula. Thanks to her close friend, Mukhom, who introduced her to one understanding philosophy professor, Ida stuck it out until she graduated. Still, against her parents' wishes she drifted from one job to the next, lasting from four hours to a little more than a year.

    When Phra Paisan Visalo and his associates set up a small think-tank to study the potential problems of nuclear energy in Thailand, which has since evolved into the Alternative Energy Project for Sustainability (AEPS), Ida was asked if she would like to join.

    Initially reticent, she says she would only contribute her proficiency in English to help in translating foreign documents, but not to participate in any political way.

    Little did she realise that her faith in idealism would slowly be nurtured back. Through AEPS, Ida says she has got to know some former members of the October generation, people like her former head Watcharee Paoluengthong and the late Wanida Tantiwittayapitak, who still live modestly and work for the poor as they did years ago.

    At AEPS, Ida also had the chance to take "revenge" on some of the October heroes-turned-ideological traitors. Due to their oratory and mobilising skills, a few have been recruited to work on publicity stunts for several mega-projects, including the coal-fired power plant schemes in the Bo Nok and Ban Krud sub-districts of Prachuap Khiri Khan. They would discover that their rhetoric was in no way comparable to the rural people's "direct" reminder of their past commitments.

    A daring, quiet quarterly: Despite its rather plain appearance, `Aan' has attracted a number of Thailand's foremost writers and critics.

    "It was the Prachuap folk who took revenge for me," a light smile appeared on Ida's lips. "I once came across one [of the October people]; I felt so mad but I could do nothing except stare at him. Along came phi Krarok [a villager]. Upon learning what had happened, she immediately walked over to him and shouted some expletives, followed by the name he once adopted while working for the Communist Party of Thailand. It was such simple creativity but something I couldn't do myself. Eventually, all of those public relation teams had to flee the area."

    Again, the campaigns in Prachuap Khiri Khan have taught Ida about another way of reading.

    "At the time, I worked more like a secretary to the villagers. I'd search for any documents that might be useful for them. I translated the EIA [Environmental Impact Assessment] reports, which were either in English or had technical terminology that needed to be put into layman's terms. Even then, I couldn't tell if the content was accurate or not. The villagers were the ones who pointed out the glaring mistakes there, like the omission of the coral reefs.

    "It was the first time I witnessed two different forms of knowledge - one on the huge tome of papers and the other that comes from the experiences of real people."

    One irony of all these years was that despite her first love of letters - she continued to do some translation and editing work in the very little free time she had - Ida deliberately suppressed her other, literary, side. Only one or two villagers she worked with were allowed to read her written work, which included translations of Arundhati Roy's essays chastising the Indian government's nuclear testing and the Narmada dam project.

    "I think books are for city people, something that would be considered trivial in the real world of villagers. How can I read [Virginia Woolf's] Mrs Dalloway and protest at the same time?" Ida gave her rare mischievous laugh.

    "I'd always feel guilty. It has been a dilemma for me. I grew up with books. I love reading. But I feel they don't respond to the social problems I wanted to resolve. In my teenage years, I dreamed of writing books that would change the world. But I have become aware that books in themselves can only shape people's thinking, and it will take a long time, ages, to eventually transform the world. How many writers have striven to do that? Tolstoy did it. So did Gorky. And who am I?"

    Due to health and financial reasons, Ida had to suspend her work at AEPS. At present, besides editing Aan and some pocketbooks, which will come under the journal's label, she also works on her memoir of the time she spent in Prachuap. "It is like an unwritten obligation between me and the people there," Ida noted. "It would be a challenge for me to write as if the villagers said it themselves, a tribute to the real owners of the story."

    But isn't her very present work, editing rather esoteric, high-brow critiques a little too detached from the earthly chaos? Ida replies that the on-going turmoil, with the rampant absurdity of political blurriness, is the best time to consume such critical works.

    "Now we could hear the playing of [nationalistic song] Rao Su with [leftist] Saeng Dao Haeng Sattha on the same stage. Things that wouldn't have co-existed together, the ultra-right wing is brushing side by side with the radical left leaning. It might work for the better - everything that we used to cherish now just melts into thin air.

    "So this might be the prime time for some quiet soul searching, to delve into something on a deeper level, leaving the outside world reel in its insanity.

    "Reading requires people to be slower, to be still. It could shape, mould, a person's outlook. I believe that some serious readers still exist in this society. I am aware that most Thai people have not been reared in the reading culture. But there are those in the cities, the so-called intellectuals, who could exert influence in the future of the country. If there is no effort to develop the quality of this group, they might do something that will affect the majority of the people."

    ปตท. จะต้องถูกยึดคืน

    พันธมิตรฯ ผนึกทวงคืน ปตท. แฉส่วย รมว.อุตฯ เดือนละ 30 ล.
    โดย ผู้จัดการรายวัน 25 กรกฎาคม 2551 21:53 น.
           กลุ่มพันธมิตรฯหลายหมื่นคน รวมพลังทวงคืนปตท. กลับมาเป็นสมบัติของชาติ “สนธิ” ชี้ปตท.เป็นสัญญาลักษณ์ของการขายชาติที่สุดของไทย ระบุจุดเริ่มต้นการแปรรูปเพื่อหาช่องทางหากินมาเลี้ยงพรรคการเมือง โดยเปิดบัญชีที่เกาะเคย์แมน ส่งส่วยให้รัฐมนตรีอุตฯ เดือนละ30 ล้าน ก่อนเพิ่มเป็น 60 ล้านในยุค"สุริยะ" ลั่นต้องนำปตท.กลับมาเป็นของชาติให้ได้ ด้าน สร.ปตท. ออกโรงป้อง ระบุข้อมูลคลาดเคลื่อน เตรียมรวบรวมข้อมูลชี้แจงสาธารณชน อ้างสถานะภาพปตท.ขณะนี้ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติมากกว่าการเป็นรัฐวิสาหกิจ 100 %
           
           วานนี้ (25 ก.ค.) เมื่อเวลา10.50 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปราศรัยที่เวทีเคลื่อนที่ หน้าสำนักงานใหญ่ บริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) ถนนวิภาวดีรังสิต ต่อหน้าผู้ชุมนุมหลายหมื่นคน ถึงเหตุผลที่ต้องทวงคืนปตท. กลับมาเป็นของชาติและประชาชนว่า จุดเริ่มต้นของการแปรรูป ปตท. คือ การหาช่องทางในการหาเงินมาเลี้ยงพรรคการเมือง มีการเปิดบัญชีเงินส่วนต่างราคาน้ำมันไว้ที่เกาะเคย์แมน เมื่อรัฐมนตรีคนไหนเข้ามาก็จะส่งส่วยให้เดือนละ30 ล้านบาท เมื่อครั้งที่ ปตท.ยังอยู่ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ดำรงตำแหน่งรมว.อุตสาหกรรมได้เรียกเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 60 ล้านบาท
           
           นอกจากนี้ บริษัท ปตท.ยังจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลเพียง 10 % เพราะในช่วงที่จะมีการแปรรูปยุครัฐบาลทักษิณ นั้นมีการออกมติครม. ระบุว่า ถ้าบริษัทใดเข้ามาลงทุนเพื่อให้ประเทศไทยเป็นฮับด้านพลังงาน จะให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพียงร้อยละ 10 จึงทำให้ ปตท.เป็นบริษัทที่เสียภาษีน้อยมาก ทั้งที่มีกำไรมหาศาล แต่ไม่ได้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล 34-35% เหมือนบริษัทห้างร้านทั่วไป
           
           นายสนธิ กล่าวว่า ปตท.นั้นมีการทำมาหารับประทานกันตั้งแต่เริ่มสั่งน้ำมันเข้ามา หลังจากนั้นก็รับประทานกันที่โรงกลั่น โดยโรงกลั่นร้อยละ 80 เป็นของ ปตท.หมด ก๊าซแอลพีจี ก็มีการส่งออกเพราะได้กำไรมากกว่า หลังจากนั้นก็อ้างก๊าซฯ ขาดแคลนแล้วก็สั่งเข้ามาขาย ซึ่งก็บวกกำไรเข้าไปอีก
           
           ส่วนการปรับลดราคาน้ำมันของปตท. ตามมาตรการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน 6 มาตรการของรัฐบาลนั้น นายสนธิ กล่าวว่า เป็นการลดราคาลงมา เพราะรัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตให้ ซึ่งรัฐบาลก็ต้องหาเงินมาชดเชยภาษีสรรพสามิตที่หายไป ขณะที่ ปตท.ก็ยังมีกำไรคงเดิม และปีนี้หาก ปตท.ได้กำไร 2 แสนล้านบาท ทำไมต้องปันผลให้เอกชนถึง 49 % ทำไมกำไรไม่เป็นของรัฐทั้งหมด ซึ่งก็ตอบไม่ได้
           
           จึงอยากให้พนักงานปตท.ทิ้งความเป็นพนักงานปตท.ไว้ชั่วคราว และต้องรู้ถึงความไม่ดีของบริหารบางคน ทำให้ประชาชนเดือดร้อน เพราะเงินเดือน โบนัส ที่ได้มาจากน้ำตาและสายเลือดของประชาชน
           
           ดังนั้น ปตท.เป็นสัญลักษณ์ของการขายชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ขณะที่สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นมหากาพย์การโกงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และเขาพระวิหาร คือ การขายแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่ที่สุด รัฐบาลชุดที่แล้วและรัฐบาลชุดนี้ จึงเป็นรัฐบาลขายชาติ ขายแผ่นดิน โกงแผ่นดินมากที่สุด
           
           "อีกไม่นานเราจะมีวิธียึด ปตท.คืนมา โดยผม และสหภาพแรงงาน แกนนำสมาพันธ์รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) นายศิริชัย ไม้งาม จะหารือกัน ดังนั้นจึงขอให้สัจจวาจา สาบานกับฟ้าดินว่า ในเวลาอีกไม่นานจะเอา ปตท.กลับคืนมาให้ประเทศไทยอย่างแน่นอน"
           
           นอกจากนี้ ยังมีแกนนำพันธมิตรฯขึ้นมาปราศัยอีกหลายคน โดยเปิดโปงเกี่ยวกับจำนวนหุ้นที่ผู้บริหารปตท.ได้รับในช่วงที่มีการแปรรูปฯ พร้อมกับเรียกร้องให้ นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท. แสดงสปิริตเห็นแก่ประชาชาติ ในการนำปตท.กลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจ 100% เปรียบเหมือน อาจารย์ป๋วย อึ้งภากร ที่กล้าออกมาตอบโต้ หากผู้บริหารประเทศทำผิด
           
           ด้าน นายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันธ์รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) กล่าวก่อนที่จะมีการประกาศสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณหน้าสำนักงานใหญ่ บมจ.ปตท. แล้วให้ผู้ชุมนุมกลับไปชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ว่า จะมีการทวงคืนปตท. และรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ที่แปรรูปไปแล้ว ให้กลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจที่รัฐถือหุ้นทั้งหมด
           
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าวานนี้ (25 ก.ค.) ประชา-ชนผู้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ทยอยเดินทางมารวมตัวกันหน้าอาคาร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวนหลายหมื่นคน ทำให้ต้องปิดการจราจรเส้นทางถนนวิภาวดีรังสิต เลนใน ช่วงหน้าบริษัท ปตท. ขณะเดียวกันบรรยากาศภายในบริษัทปตท. ทางฝ่ายผู้บริหารบริษัทฯได้สั่งให้ปิดประตูเข้า-ออกทุกทาง ห้ามบุคคลภายนอก รวมทั้งสื่อมวลชนเข้าไปโดยเด็ดขาด และมีหนังสือเวียนห้ามพนักงานออกมาดูการชุมนุม หรือยั่วยุให้เกิดปัญหา โดยมีตำรวจกว่า 300 นาย ดูแลความสงบเรียบร้อยบริเวณหน้า บริษัท ปตท. และภายใน ก่อนที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะสลายการชุมนุมอย่างสงบเมื่อเวลาประมาณ 13.20 น.
           
           สร.ปตท.อ้างข้อมูลคลาดเคลื่อน
           
           นายณฐกร แก้วดี ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บมจ.ปตท.(สร.ปตท.) และประธานสหภาพแรงงาน รัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มีหลายประเด็นที่กลุ่มพันธมิตรฯได้กล่าวในการทวงคืน บมจ.ปตท. เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ซึ่งที่ผ่านมา ทางสหภาพแรงงานฯ มีการชี้แจง สรส. และกลุ่มเอ็นจีโอ เกี่ยวกับค่าผ่านท่อก๊าซฯที่แท้จริงไม่ใช่ 30 บาท ต่อล้านบีทียู แต่คิดที่อัตรา 19 บาท ต่อล้านบีทียู รวมทั้งได้เชิญผู้บริหารปตท. อาทิ นายจิตรพงษ์ กว้างสุขสถิตย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้น มาชี้แจงและตอบคำถามสำหรับกลุ่มเอ็นจีโอที่สงสัย แต่ก็ไม่ได้มีการซักถาม แต่พอออกไปภายนอกก็มีการพูดถึงข้อมูลที่บิดเบือนอีก
           
           นอกจากนี้ ยังได้เชิญกลุ่ม สรส. มาพบนายพิชัย ชุณหวชิร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บมจ.ปตท. เพื่อชี้แจงถึงการแปรรูปจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย มาเป็นบมจ.ปตท.ว่าทำอย่างไร รวมไปถึงการดูแลด้านน้ำมันเชื้อเพลิง
           
           รวมทั้งประเด็นที่ สรส.กฟผ. บอกว่ากำไร กฟผ.3 หมื่นล้านบาท ส่งเงินเข้ารัฐ 1.2 หมื่นล้าน ส่วนปตท.ที่มีกำไรสุทธิสูงกว่ากลับส่งเงินคืนรัฐน้อยกว่ากฟผ.นั้น ไม่เป็นความจริง ซึ่งแต่ละปี ปตท.ส่งเงินคืนรัฐในรูปเงินภาษีและเงินปันผลปีละ 5-6 หมื่นล้านบาท
           
           “ประเด็นที่ได้มีการหยิบยกมาพูดในการทวงคืนปตท.ที่หน้าตึกปตท.ครั้งนี้ เป็นประเด็นเดิมๆ ที่ปตท.เคยชี้แจงไปหมดแล้ว เข้าใจว่ากลุ่มคนเหล่านี้ไม่ยอมเข้าใจข้อเท็จจริง และไม่รู้เจตนารมณ์ที่แท้จริง ซึ่งปตท.เองยังคงเป็นรัฐวิสาหกิจ ก็น่าจะมาพูดคุยกันได้ และอยากให้จะเวทีอะไรก็ได้ที่เป็นกลาง เพื่อที่จะชี้แจงข้อมูล ข้อเท็จจริง น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า”
           
           นายสรัญ รังคศิริ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม บมจ.ปตท. กล่าวว่า การชุมนุนของกลุ่มพันธมิตรฯ ครั้งนี้ ถือเป็นการชุมนุมภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ไม่มีเหตุการณ์รุนแรง เพียงแต่ข้อมูลที่มีการหยิบยกขึ้นมาพูดนั้นไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ดังนั้น ปตท.จะมีการรวบรวมข้อมูลเพื่อชี้แจงให้สาธารณชนเข้าใจ เพราะทุกอย่างที่ปตท.ทำนั้น เพื่อคนไทย
           
           สำหรับข้อมูลที่ไม่สอดคล้องความจริง อาทิ กำไรของปตท.ไม่ถึง 2 แสนล้านบาท แต่มีกำไรสุทธิปีที่แล้วประมาณ 9 หมื่นกว่าล้านบาท ขณะเดียวกัน ปตท.ยังมีความเป็นรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากรัฐถือหุ้นทั้งทางตรงและอ้อม 68% กำไรส่งคืนรัฐปีละกว่า 5-6 หมื่นล้านบาท ดังนั้นหากต้องการทวงคืน ปตท.กลับเป็นรัฐวิสาหกิจที่คลังถือหุ้น 100% คงต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้ถือหุ้นใหญ่ ว่าจะทำอย่างไร
           
           ซึ่งสถานะของปตท.ในขณะนี้ ช่วยเหลือประเทศชาติได้ดีกว่าการเป็นรัฐวิสาหกิจ 100% ที่ต้องดำเนินงานตามนโยบายรัฐ และขาดความโปร่งใส ซึ่งการเป็นบมจ.ปตท. ทำให้สามารถระดมทุนได้ดีกว่า ทำให้ปตท.เข้มแข็ง สู้บริษัทข้ามชาติได้
           
           ที่ผ่านมาบอร์ดปตท.ได้ดำเนินการจัดหาปิโตรเลียม เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศมาโดยตลอด มีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพย์สิน การลดการพึ่งพาการนำเข้าควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน
           
           สหพันธ์ฯ ขนส่งให้กำลังใจ ปตท.
           
           วานนี้ (25 ก.ค.) ตัวแทนกลุ่มสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย สมาคมขนส่งทางบก และสมาคมขนส่งสินค้า ประมาณ 20 คนได้เดินมาให้กำลังใจปตท. เนื่องจากเห็นว่า ปตท.มีส่วนช่วยให้สมาคมฯมีก๊าซเอ็นจีวี ใช้ในช่วงที่ราคาน้ำมันแพง โดยปตท.เข้ามาช่วยเหลือด้านราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

    พริก - กานต์ชนิต ซำมะกุล

    จากใจ "พริก" อาสาฯ
    โดย ผู้จัดการรายวัน 20 กรกฎาคม 2551 18:34 น.

    พริก-กานต์ชนิต ซำมะกุล

    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น





    หลายคนบอกเธอมาเพราะต้องการเกาะกระแส
           
           หลายคนบอกเธอมาเพราะอยากดัง
           
           หลายคนบอกเธอมาเพราะไม่มีงานทำ
           
           ขณะที่อีกหลายคนบอกว่าเธอไม่สมควรมาเพราะอดีตไม่ดี
           
           แต่ไม่ว่าใครจะมองหรือคิดอย่างไร ใช่หรือไม่ว่าคนที่รู้ใจเธอดีที่สุดย่อมคือตัวเธอเอง
           
           แล้วคนนอกอย่างเราๆ จะไม่ฟังสิ่งที่เธอกำลังจะบอกสักหน่อยหรือ?
           ...

           
           
    "ปวดหัวจังเลย ขอยาป้าหน่อยสิ..."
           
           "มียาแก้เจ็บคอมั้ยคะหมอ..."
           
           "หนูๆ ลุงเป็นอะไรไม่รู้เจ็บท้องจังเลย..."
           
           "ช่วยด้วยครับหมอ คนเป็นลม..." ฯลฯ
           
           สารพัดเสียงเซ็งแซ่ของผู้มาชุมนุมร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่มีอาการเจ็บป่วยซึ่งออกันอยู่แน่นบริเวณเต็นท์พยาบาลจำนวนหลายสิบ
           
           ในบรรดาอาสาสมัครที่มาร่วมช่วยเหลือในส่วนของงานพยาบาลเพื่อทำหน้าที่ทั้งแจกยา เป็นผู้ช่วยหมอ หนึ่งในนั้นปรากฏสาวคุ้นหน้าร่างบอบบางคนหนึ่งกำลังทำหน้าที่ของตนเองอย่างขยันขันแข็ง ซึ่งแม้อากาศที่ร้อนอบอ้าวประกอบกับขาและมือที่ต้องขยับเขยื้อนอยู่ตลอดเวลาจะส่งผลให้เม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาบนใบหน้าขาวๆ ของสาวน้อยคนที่ว่าไม่ขาดสายจนส่งผลให้เธอต้องยกมือขึ้นปาดมันออกเป็นระยะๆ
           
           ...แต่สิ่งหนึ่งที่ปรากฏอยู่ตลอดเวลาเช่นกันบนใบหน้าของเธอ ก็คือแววตาอันมุ่งมั่น และรอยยิ้มที่สดใส
           
           "มาตั้งหลายวันก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าเป็นพริก จนพี่คนหนึ่งเขามาเจอแล้วเขารู้ ก็เลยพาไปหลังเวที ทีนี้ชื่อก็เลยถูกประกาศออกไป..."
           
           สาวน้อยหน้าคุ้นปลีกตัวมาคุยกับเราเมื่อจำนวนผู้ชุมนุมที่ไม่สบายมีจำนวนเบาบางลงไปพอที่อาสาสมัครคนอื่นๆ จะรับมือไหว
           
           "พริก-กานต์ชนิต ซำมะกุล" ดารา-นางเอกหนัง...คือเสียงที่โฆษกบนเวทีประกาศออกไป
           
           ด้วยเงื่อนไขของคำว่า "ดารา" ที่แปะอยู่ แต่กับการที่คนทั่วไปไม่รู้จัก ไม่ทัก แง่หนึ่งมันก็คงจะสร้างความน้อยใจให้กับคนคนนั้นอยู่ไม่น้อย ทว่าเธอคนนี้กลับไม่รู้สึกเช่นนั้นแต่อย่างใด
           
           "จริงๆ ก็ต้องยอมรับว่างานของพริกที่ผ่านมาอย่างหนังเรื่องจ.เจี๊ยวจ้าว มันก็นานหลายปีแล้ว หรือถ้าเป็นงานอย่างมิวสิกวิดีโอ หรือว่าถ่ายแบบในหนังสือตรงนี้มันก็ค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม เพราะฉะนั้นมันก็ไม่แปลกที่บางทีคุณลุง คุณป้า คนแก่ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของคนที่มาชุมนุมที่นี่เขาจะไม่รู้จัก"
           
           "บางคนเขาก็คุ้นๆ นะ มีเข้ามาถามด้วยว่าทำไมไม่เป็นดาราหน้าแบบนี้น่ะ หนูเลยบอกว่าไม่หรอกค่ะ แล้วไม่ได้บอกว่าอะไร บางคนก็จะมองๆ หนูก็เนียนๆ ไปเรื่อย (หัวเราะ) แต่จริงๆ ในความรู้สึกของพริกก็คือ งานที่พริกทำคืออาสาสมัครในส่วนของงานพยาบาลมันไม่จำเป็นเลยที่พริกจะต้องมาน้อยใจหรือว่าต้องพยายามให้ใครรู้ว่าพริกเป็นดารา เพราะพริกอยากจะมาช่วยงานตรงนี้"
           
           "แต่ถ้าพริกจะขึ้นเวทีอย่างพี่ตั้วหรือว่าพี่จอย ตรงนั้นมันก็อาจจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง..."
           
           ว่ากันตามความเป็นจริงหญิงสาวที่ชื่อ "พริก กานต์ชนิต" เพิ่งจะเข้ามาสัมผัสกับเรื่องการเมืองผ่านการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ นี้เอง
           
           "พริกมาเป็นอาสาสมัครก่อนวันที่มีข่าวว่าจะมีการสลายม็อบด้วยแก๊สน้ำตา 3 วันน่ะค่ะ"
           
           "จุดเริ่มต้นเกิดจากการเบื่อทีวี มันไม่มีอะไรดูเลย เปิดผ่านๆ ไปเรื่อยๆ ก็เปิดผ่านมาช่องเอเอสทีวี ก็เจอคุณยาย อารมณ์ มีชัย ขึ้นพูด มันสะดุดหูเรา ยายเขาพูดอะไร พี่น้องคะ เราต้องออกมาค่ะ เราก็เลยฟัง ยายโพกผ้ามาเลย ใส่เสื้อเหลืองมา คนมาชุมนุมกันเยอะมาก"
           
           "แล้วเสียงยายแกแหลมๆ คือยายแกป่วยไงคะ รู้สึกว่าจะไปทำคีโมมา ยายเขาบอกว่าถ้ายายไม่ตาย เขาจะกลับมาใหม่ ทีนี้หนูก็เลยรอ แล้วยายเขากลับมาจริงๆ น่ะ เราก็โอ้โห เลยอยากรู้ว่าทำไมยายคนหนึ่งที่ป่วยหนัก คนที่กำลังรู้ตัวว่าจะต้องตายในอีกไม่นานทำไมยังมา"

           
           
    "ตอนแรกมาดูสถานการณ์ก่อนค่ะ อย่างข้างหลังก็เจอตำรวจฮึ่มๆ ตลอด อะไรของเขาก็ไม่รู้ แต่ไม่หนี เดินเข้าไปลุยดู สนุก อยากรู้ แล้วมันเป็นการชุมนุมที่สนุกมาก ไม่ได้น่ากลัว ทุกคนใส่เสื้อเหลือง มันไม่มีอะไรเลวร้ายแน่นอน เพราะส่วนใหญ่จะเป็นคนแก่ คนมีอายุ เด็กๆ ไม่มี คือมันสงบน่ะค่ะ เราเลยเชื่อว่าไม่น่าจะมีเรื่องเลวร้าย"
           
           ทำไมไปเป็นอาสาสมัครในส่วนพยาบาล?
           
           
    "หนูมาเดินเล่นอยู่สองวัน หยุดพักไปแล้วกลับมาใหม่ ตอนนั้นเห็นหน่วยยาแล้วล่ะแต่ยังไม่มีคนแจกยา แต่พอเรากลับมาอีกครั้งเจอคนเริ่มเดินแจกยา แล้วคนชุมนุมเยอะกว่าเก่ามาก เห็นคนแจกยาอยู่คนเดียว เราก็เลยเข้าไปถามเขาว่ามีอะไรให้ช่วยมั้ย หนูอยากช่วย แล้วพี่คนที่แจกยาเนี่ยเขาเป็นผู้หญิงด้วย ก็เลยไปช่วยเขาดีกว่า"
           
           
           "หน่วยยานี่คือเป็นอาสาสมัครเข้ามาทั้งนั้น จะมีคุณหมอจริงๆ อยู่ประมาณ 3-4 คน อย่างเราก็ช่วยได้ในการแจกยาดม ยาลม ยาหม่อง...งานอาจจะไม่หนักมาก แต่มันวุ่นวาย ตรงที่คนมันเยอะ จะเอานั่นเอานี่ มันมีหลายอย่าง"

           
           
           
    "ส่วนใหญ่จะมาทำงานช่วง 5 โมงเป็นต้นไป ทีนี้ก็คิดว่าจะกลับ 3-4 ทุ่ม แต่พอมาทีไรก็ยาวถึงตี 1 ตี 2 เลยค่ะ ยาวเลย สนุกดีติดลมเลย มีคนบอกว่าหนูเป็นคุณหมอแล้วนะ จริงๆ หนูเป็นพยาบาลอาสา..(ยิ้ม) ไม่แจกยาผิดหรอกแหม"
           
           เหตุการณ์ไหนที่คิดว่าน่าตื่นเต้นที่สุด?
           
           "ช่วงแก๊สน้ำตา แต่ไม่เคยกลัวเลย สนุก ทุกคนพูดว่าตกใจว่ามีแก๊สน้ำตา วันที่จะสลาย ข้างหลังมีตำรวจมา เหมือนมีเสียงมาก่อนกวนด้วย แต่งตัวครบชุด คนข้างหลังโวยวายเหมือนจะสู้ ข้างหน้าก็บอกอย่ายุ่ง สักพักลุงจำลองมานั่งตรงกลาง จะได้ทำข่าวทั่วโลก"
           
           "พริกคิดว่าตำรวจเขาไม่ทำอะไรหรอก เรามีสื่อ ถ้าคนที่แบบมีอำนาจจริงๆ เขาไม่ทำประชาชนหรอก อย่างมากก็แค่ขู่ ช็อตประทับใจคือทุกคนใส่เสื้อกันฝนแล้วมานั่งรอแก๊สน้ำตาน่ะ น้ำตาจะไหลมันประทับใจตรงนี้ เพราะไม่มีใครหนี"
           

           
           ตอนที่เดินไปทำเนียบฯได้ไปกับเขามั้ย?
           
           
    "โหนั่นเสียดายมากเพราะหนูไปทำงาน ก็รีบมาเลยนะ มามอเตอร์ไซค์ เพราะแท็กซี่ไม่รับไม่ยอมมาเลยนั่งมอเตอร์ไซค์มาสองต่อ ตอนนั้นเขาลุยกันไปก่อนแล้วก็โทรถามเพื่อนว่าถึงไหนแล้ว ตอนนั้นกำลังยื้อกันอยู่ สักพักเรามาถึงทำเนียบฯแล้วก็งง"
           
           "นี่เรามาง่ายๆ แบบนี้เลยหรือ เรามาช้านิดเดียวเอง มันง่ายแบบนี้เลยหรือ ทุกคนมากัน สนุกสนานเฮฮามาก เราไม่ได้จะไปทำร้ายทำลายอะไร เพราะลุงจำลองบอกแล้วว่า แม้แต่ต้นหญ้าก็จะไม่ไปเหยียบ"
           ...
           
           มุมมองทางด้านการเมือง
           จากคนที่ไม่เคยสนใจเรื่องการเมืองสักเท่าไหร่ แต่วันนี้ในความรู้สึกของหญิงสาวที่ชื่อ "พริก กานต์ชนิต" เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว
           
           "เหมือนสามก๊กเลยน่ะค่ะ ที่ผ่านมาหนูไม่เคยสนใจเรื่องการเมืองเพราะว่ามันมีแต่อภิปรายโต้แย้งกัน น่าเบื่อ แต่มาครั้งนี้มันซึมไปเอง มันเข้าใจเอง แล้วเราจะรู้ว่ามันเป็นเรื่องหน้าที่ของทุกคน ทุกคนจะต้องรู้ ไม่งั้นเราจะเสียหมดเลย มันไม่ใช่เรื่องของสองพรรค สองกลุ่ม แล้วเราเป็นเหยื่อ"
           

           
           จากความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในส่วนของประชาชนที่เกี่ยวกับเรื่องทางการเมืองมีคนบอกว่าเป็นเกิดจากการเข้าถึงข้อมูลและการศึกษาเป็นสาเหตุสำคัญ เราเชื่อมั้ย?
           
           
    "หนูว่าถ้าหนูมีอำนาจก็อยากทำงานในกระทรวงศึกษาธิการเลย หนูจะเปลี่ยนให้หมดเลย ในกรุเงทพกับต่างจังหวัดนี่ต่างกันมา มันไม่ยุติธรรม แล้วคนเก่งเดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่เก่งแต่ในหนังสือ ไม่ได้เลือกคนเก่งจากคนที่มีความสามารถเฉพาะตัว ไม่มีจริยธรรมที่จะอยู่ร่วมกันได้ เข้าไปก็เห็นแก่ตัว ไปเรียนเมืองนอกกลับมาก็ดูถูกคนไทย"
           
           "หนูอยากให้การศึกษาใหม่มันต้องเน้นที่ความสามารถในแต่ละสาขาอาชีพอย่างแท้จริง อย่างที่หนูเรียนการแสดงคณะศิลปกรรม ม.ศรีนครินทรวิโรฒ เป็นเอกการแสดง ที่เป็นโควต้า คนจะมองว่าเป็นอะไรที่มีสิทธิพิเศษ ไม่ใช่นะ มันไม่ใช่เรื่องเรามีสิทธิพิเศษ เราเอาความสามารถด้านการแสดงมาสอบ เอาความรู้มาสอบเข้า ไม่ใช่โควต้า แล้วมาฝาก..."
           
           "แต่อย่างไรสิ่งที่สำคัญที่สุดหนูว่าคือต้องเป็นระบบการเรียนการสอนที่มีคุณธรรมกำกับควบคู่ไปด้วยค่ะ"
           
           มีคนบอกว่า ลองให้คนที่มีความคิดไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ มาชุมนุมที่นี่สัก 1 อาทิตย์เขาจะมีความคิดที่เปลี่ยนไป?
           
           
    "หนูว่าวันเดียวพอมั้ง..(หัวเราะ) ถามว่าข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่นี่มันต่างจากสื่อรายงานมั้ย มันไม่ต่างหรอก แต่ที่ออกไปมันบิดเบือนน่ะ มันคือการรายงานจากขาวให้เป็นดำน่ะ ขอแค่วันเดียวก็จะรู้ว่ามันคืออะไร เปิดใจแล้วฟังว่ามันเกิดอะไรขึ้น"
           
           "มีคนบอกว่าการชุมนุมทำให้เกิดปัญหารถติด เศรษฐกิจวุ่นวาย จะบอกว่าถ้าไม่มีการชุมนุมมันก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว บางทีมันหนักกว่านี้ด้วย หนูว่ามันเป็นข้ออ้างที่พูดขึ้นมาเพื่อสร้างสถานการณ์มากกว่า"
           
           อนาคตอยากเล่นการเมืองมั้ย?
           
           "หนูชอบเรียบง่ายค่ะ อยากมีสวน เลี้ยงหมา ถ้าอยากเข้ามาช่วยส่วนนี้หนูอยากช่วยเรื่องการศึกษาอย่างที่บอกมากกว่า เพราะหนูอยู่ระหว่างตรงกลางระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ ล่าสุดที่กลับบ้านไป โดนถามว่าเด็กวัยรุ่นไปไหน ไม่มาชุมนุม กลับไปบ้านเปิดดูเอเอฟ วัยรุ่นมันอยู่ที่นี่เอง ส่วนคนแก่อยู่ม็อบ"
           
           "มันไม่ผิดน่ะค่ะที่ว่าวัยรุ่นจะอยู่ที่เอเอฟ เพราะตรงนี้มันไม่มีใครมาบอกไงว่าการดูแล้วการโหวตเท่านี้เขาได้เท่าไหร่ ใครเสียอะไรใครได้บ้าง 6 บาทต่อครั้งก็จริงแต่มันทั้งประเทศ พ่อแม่บางคนเสียเงินเป็นหมื่น ลูกก็ไม่รู้หรอก รู้แค่สนุก เด็กไทยกำลังถูกปลูกฝังในทางที่แย่ เกาหลีญี่ปุ่นแต่งตัวแบบนั้นก็ไปตามเขาไป มันไม่ใช่ไทยสไตล์น่ะ มันต้องเปลี่ยนถึงระบบความคิดน่ะ"
           
           รู้สึกอย่างไรที่คนมองว่าคนที่มากับกลุ่มพันธมิตรเหมือนกับควายให้ 5 แกนนำเลี้ยง?
           
           "ใครพูดอยากเจอหน้า(ขึงขัง)...หนูว่ามันเป็นคำพูดที่ต้องการให้รู้สึกเจ็บใจน่ะ แต่มันไม่ได้อยู่ในหลักเหตุผล ถามกันง่ายๆ นะ สมมติถ้า 5 แกนนำ เขาขึ้นเป็นรัฐบาล แล้วถ้าเขาทำไม่ได้อย่างที่เขาวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น หรือเขาทำเหมือนที่คนอื่นทำ เขาจะโดนหนักมากกว่าไอ้คนที่เราไล่อยู่อีกนะ"
           ...
           
           ตัวตนคนชื่อ "พริก"
           
           "พริก กานต์ชนิต" เจ้าแม่คลิปหลุด โผล่ร่วมพันธมิตร ฯ
           
           หนึ่งในการพาดหัวข่าวบางส่วนซึ่งเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปในการเข้ามาเป็นอาสาสมัครในส่วนของงานพยาบาลให้แก่กลุ่มพันธมิตรฯ ของหญิงสาวที่กำลังนั่งสนทนาอยู่กับเรา
           
           แม้จะเป็นเรื่องราวในอดีต แต่มันก็คือความเป็นจริง ซึ่งไม่ผิดแต่อย่างใดหากจะมีใครคิดที่จะนำมันมาเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินถึงปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
           
           แต่สิ่งที่สำคัญ เราคงจะต้องฟังคำ ณ ปัจจุบันของคนที่เราคิดจะตัดสินใช่หรือไม่?
           
           "หนูบอกผู้ใหญ่ก่อนขึ้นเวทีเลยว่า เออ!หนูมีเรื่องคลิปนะ หนูเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีมาก่อน มันคือความผิดพลาดในชีวิตหนูที่มันแก้ไม่ได้ ภาพรวมมันทำให้หนูเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี หนูยอมรับ แต่บอกได้เลยว่ามันไม่ใช่ความตั้งใจของหนู"
           
           
           "อย่างที่ลุงจำลองบอกน่ะค่ะ ว่าพวกเรามาที่นี่เพื่อมาใช้หนี้แผ่นดิน หนูก็มานั่งๆ คิดนะ ว่าทำไมหนูต้องมาที่นี่ บางทีหนูอาจจะมาใช้หนี้อะไรบางอย่างก็ได้ ที่ต้องให้สังคมบ้าง"
           

           
           หลายคนสงสัยในการมาเป็นอาสาสมัครครั้งนี้ของเรา บ้างก็ว่าต้องการสร้างกระแส บ้างก็ว่าเพราะไม่มีงาน(บันเทิง)ทำ?
           
           "โห โกรธนะคะ คือหนูก็มีเงินเก็บของหนู ล่าสุดหนูพึ่งถ่ายหนังสือไป ได้เงินตั้งหลายหมื่น แล้วก็มีละครติดต่อมา แต่หนูไม่เล่นเพราะบทมันยังไม่ดี คือไม่อยากเป็นตัวร้ายแจ๋นๆ น่ะ ไม่ได้มีอีโก้นะว่าต้องบทดี ไม่ใช่ แต่บทมาแบบแว้ดๆ โชว์ความโป๊มากๆ ก็ไม่ไหว (แต่เราก็ถ่ายแบบที่มันหวือหวามาก่อนนี่?) มันไม่เหมือนกัน การแสดงกับถ่ายแบบไม่เหมือนกัน"
           
           "ไม่ได้เกาะกระแสหรอกค่ะ เป็นข่าวกับทางนี้มันเสี่ยงความตายมากเลยค่ะ มีคนบอกว่าแกขึ้นเวทีแล้วแกอย่านั่งแท็กซี่อีกนะ อันนี้มันเสี่ยงความตายความดังมันแลกกันไม่ได้นะ รู้หมดแหละว่าดาราที่มาขึ้นโดนขู่ แต่ตอนนี้ไม่ได้คิดเลย"
           
           
           "เรื่องจะไม่มีงาน อันนี้หนูว่าผู้ใหญ่ถ้าเขาไม่งี่เง่ามากมายเขาน่าจะแยกแยะออกนะ แต่แม้หนูจะขึ้นหรือไม่ขึ้น ถ้าเขาไม่สนใจเขาก็ไม่สนใจอยู่แล้ว แล้วหนูขึ้นก็ใช่ว่าผู้ใหญ่จะสนใจหนู หรือไม่ให้โอกาสหนู มันวัดอะไรไม่ได้หรอก"

           
           
           "หนูเลยกลับมาถามตัวเองว่า อยากจะช่วยหรือเปล่า อยากจะทำหรือเปล่า ไม่ได้คิดอย่างอื่นเลย คิดว่ามีโอกาสช่วยก็ช่วย หนูเคยอ่านหนังสือเขาบอกว่า หนึ่งถ้าช่วยพ่อแม่ได้แล้ว สองช่วยตัวเองได้แล้ว มีความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้ว สิ่งที่ควรทำคือช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้สำคัญที่สุด"

           
           
    "อย่างหนู ยอมรับว่าอาจจะยังช่วยหนึ่งได้ไม่สุดๆ แต่ถ้าในเมื่อมันมีโอกาสที่จะข้ามกระโดดทางลัดมาทางสามเลย มันก็ไม่น่าจะผิดหรือมีผลอะไร"
           
           ไม่ได้มาแบบทำเล่นๆ?
           
           
    "เอาแค่นี้ดีกว่าเดินหรือว่าทำงานกับคนเป็นหมื่นๆ เนี่ยเหนื่อยมั้ย หนูว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จริงๆ ใครก็ทำได้แต่ถ้าคุณอยากทำคุณก็มาซิ มาร้องเพลงหรือมาขายของ มันเหนื่อยนะคะ เหนื่อยมาก เราต้องเจอกับคนหลายๆ แบบ คนเขาเป็นทุกข์มา แผลเหวอะหวะก็ต้องช่วย อย่างมีลุงมาแก่มาก เท้าเปื่อย เพราะแกแก่แล้วหลงๆ ลืมๆ นั่งตากฝนตัวเปียก เท้าเปื่อย เน่าทั้งสองเท้าเลย ตอนนั้นแกมาทำแผลทุกวัน หนูส่องไฟให้คุณหมอ แผลเน่าเฟะเลย บางคนก็หกล้มเลือดออก"
           
           ใช้บริการรถแท็กซี่เคยเกิดวิวาทะกับคนที่เขามีความคิดแตกต่างจากเรามั้ย?
           
           
    "พยายามเลี่ยงมากกว่าค่ะ ส่วนใหญ่หนูจะบอกว่ามาทำบุญวัดที่อยู่แถวๆ นี้ เขาก็จะบอกว่าม็อบยังอยู่นะ รถติดนะ หนูก็จะบอกไม่เลย รถมันไม่ติดเลย มันคล่องปรื๋อ ลองไปดู ครั้งแรกมาแท็กซี่เขามาส่งมาง่ายมาก คือมาจอดตรงคุรุสภา ไม่มีอะไรเลย ในทีวีมันประกาศว่ารถติด แต่หนูมาง่ายมาก แท็กซี่ก็เขาว่ามาชุมนุมรถติด แต่เขาไม่รู้หรอกว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง"
           
           "หรืออย่างฝ่ายที่เรียกว่า นปก.นี่ หนูว่าแรงไป เสื้อสีแดงมันเป็นเลือดน่ะ มันเปรียบเทียบได้น่ะ เหลืองกับแดง ใส่เสื้อมีแดง แล้วก็ปาอึ ปาฉี่ พูดจาหยาบคาย ของเราก็อาจจะมีบ้างที่แรงๆ แต่ว่าโดยรวมส่วนใหญ่ทางนั้นจะออกหยาบคายเลย ด่าอย่างเดียว แล้วไม่ให้เกิดปัญญา พูดเพื่อให้ทางนี้เกิดความเจ็บใจเท่านั้นเอง"
           
           เปิดตัวไปแล้ว ตอนนี้หนุ่มๆ ที่มาขอยาจีบหนือว่าแซวเยอะมั้ย?
           
           
    "...ต่อจากนี้ถ้าจะมาขอยาก็ขอให้เป็นจริงๆ เพราะยาไม่พอ"
           สาวพริกตอบแล้วหัวเราะ พร้อมขอตัวขึ้นเวทีเพื่อทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ประกาศขอรับบริจาคยา ก่อนสำทับว่าสิ่งที่เธอพูดไปทั้งหมดคือความคิดเห็นที่มิได้มีเจตนาจะสร้างภาพหรือให้คนอื่นมองว่าเธอเป็นคนดี เป็นคนเสียสละ
           
           ...เพราะการก่อเกิดความรู้สึกที่ว่า เวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์ เฉกเช่นสถานการณ์การเมือง ณ เวลาปัจจุบัน
           

    อัลฟาเยด-ทักษิณ-ปตท.

    สัมพันธ์ลึก-ผลประโยชน์ลงตัว ปราสาทพระวิหาร-ทักษิณ-อัลฟาเยด-ปตท.
    โดย ผู้จัดการรายวัน 22 กรกฎาคม 2551 09:33 น.


    เครือข่าย ‘ทักษิณ’ ไม่เพียงแต่เป็นเชื้อชั่วที่ยังไม่ตาย แต่ยังเป็นเชื้อร้ายที่แข็งแรงคอยทำร้ายประเทศไทย ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่อง 'น้ำมันแพง' และ 'ปราสาทพระวิหาร' ที่กลายเป็นเรื่องสมประโยชน์เติมพลังให้เครือข่ายทักษิณอย่างแทบไม่น่าเชื่อ ขณะเดียวกันคนไทยทั้งประเทศต้องสูญเสียและเจ็บปวดกับความรู้สึกที่ว่า
           
           "คนไทยทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง”
           
           น้ำมันแพงทำให้คนไทยน้ำตาเล็ด เพราะข้าวของแพง แต่กลุ่มคนเครือข่ายทักษิณ ตั้งแต่เพื่อนต่างชาติอย่าง 'โมฮัมเหม็ด อัลฟาเยด' เจ้าของห้างสรรพสินค้า แฮร์รอดส์ เพื่อนสนิททักษิณ กุนซือ และลิ่วล้อในคราบของผู้บริหารกิจการด้านพลังงาน และธุรกิจยักษ์ใหญ่อย่าง ปตท. กลับเริงร่ากับเม็ดเงินกำไร รายได้ เงินเดือน หุ้นและโบนัส และยิ่งคนไทยเสี่ยงต้องเสียดินแดนในเขตชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกแล้ว เครือข่ายของทักษิณยิ่งมีโอกาสร่ำรวยมากขึ้นจากบ่อน้ำมันและก๊าซในกัมพูชา
           
           เรื่องราวเหล่านี้เกี่ยวพันกันอย่างทับซ้อน ลึกซึ้ง และเนิ่นนาน ด้วยผลประโยชน์ร่วมกันอย่างลงตัว
           
           น้ำมัน-ก๊าซล้นกัมพูชา
           
           นิตยสาร Positioning ฉบับเดือนกรกฎาคม 2008 รายงานไว้ว่า แหล่งน้ำมันและก๊าซของประเทศกัมพูชายังมีอีกจำนวนมาก ตามรายงานที่เปิดแผยโดย TE DUONG TARA ผู้อำนวยการ Cambodian National Petroleum Authority เมื่อ 2 ปีก่อนระหว่างการประชุมว่าด้วยเรื่องเทคโนโลยีปิโตรเลียมของอาเซียนครั้งที่ 4 ปรากฏแผนที่ประเทศกัมพูชาที่มีการสำรวจแหล่งพลังงาน พบแหล่งก๊าซ และน้ำมันทั้งบริเวณนอกชายฝั่งและชายฝั่งของประเทศ รวมทั้งทะเลสาบโตนเลสาบ ใจกลางประเทศกัมพูชา ซึ่งที่ผ่านมากัมพูชาได้เปิดให้ต่างชาติเข้าไปสำรวจขุดเจาะพื้นที่นอกชายฝั่งในอ่าวไทยแล้วบางส่วน เช่น เชฟรอน และไทยโดย ปตท.สผ. บริษัทลูกของ ปตท. โดยมีข้อตกลงที่ลงตัว แม้ว่าจะเป็นพื้นที่ทับซ้อนกันอยู่
           
           นอกจากนี้ ยังปรากฏชัดว่ามีแหล่งน้ำมันบริเวณชายฝั่ง จังหวัดเกาะกง พื้นที่เป้าหมายที่ทักษิณจะไปลงทุนพร้อมกับโมฮัมเหม็ด อัลฟาเยด อย่างที่ พลเอกเตีย บัญ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กัมพูชา ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไทยว่า ทักษิณจะลงทุนธุรกิจพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติในกัมพูชา หลังจากที่ได้หารือกับ สมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว เป็นขั้นตอนต่อจากที่ไทยให้ความช่วยเหลือกัมพูชามาตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ ในการสร้างถนนหมายเลข 48 ที่เชื่อมต่อการเดินทางจากชายแดนไทย เกาะกง ไปยังพนมเปญให้สะดวกขึ้น ซึ่งการเปิดถนนยังมี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะน้องเขยของทักษิณ ร่วมพิธิเปิดอีกด้วย
           
           และที่เกาะกงนี้ ยังมีแหล่งพักผ่อน รีสอร์ตดังอย่าง สีหนุวิลล์ เป็นจุดขาย อีกในปัจจุบัน
           
           ทักษิณ-อัลฟาเยด-ปตท.สผ.
           
           ทักษิณและกัมพูชากำลังพัฒนาความสัมพันธ์เพื่อผลประโยชน์ด้านพลังงาน นับเป็นการขึ้นมายืนอยู่หน้าฉากอย่างชัดเจนของทักษิณ หลังถูกรัฐประหารออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทยเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
           
           ทักษิณไม่ได้เริ่มธุรกิจพลังงานนี้จากศูนย์อย่างแน่นอน เพราะความร่วมมือกับอัลฟาเยดอย่างที่บิ๊กกัมพูชาให้สัมภาษณ์นั้น คงไม่จบที่การพัฒนาเกาะกงให้เป็นเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เท่านั้น เพราะอัลฟาเยดหากินกับอ่าวไทยและคนไทยมานาน ผ่าน ปตท.สผ. บริษัทลูกของ ปตท.
           
           ย้อนหลังเมื่อธันวาคม 2542 สื่อต่างชาติอย่างน้อย 2 แห่ง ที่ยังสามารถสืบค้นข้อมูลได้ทางเครือข่ายออนไลน์ คือ Asian Economic News และนิตยสาร Offshore ลงข่าวพร้อมเพรียงกัน ว่า
           
           "หลังจากโมฮัมเหม็ด อัลฟาเยดจัดตั้ง บริษัท แฮร์รอดส์ เอเนอร์ยี (Harrods Energy) ก็ได้สิทธิสำรวจน้ำมันใน 4 แปลงขุดเจาะในอ่าวไทย คือ B2/38, B11/32, B11/38 และ B12/32 ห่างจากชายฝั่งระยอง 150 กิโลเมตร โดยมีศักยภาพในการขุดเจาะน้ำมันวันละ 8,000 บาร์เรล ซึ่งในการสำรวจขุดเจาะครั้งนั้น Harrods Energy ถือหุ้น 50 เปอร์เซ็นต์ในการลงทุนสำรวจขณะที่ ปตท.สผ. ถือหุ้น 50 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ”
           
           นิตยสาร Positioning ยังรายงานด้วยว่า แฮร์รอดส์ เอเนอร์ยี เปลี่ยนชื่อเป็นเพิร์ลออยล์ในเวลาต่อมา มีบริษัทในไทยรวม 8 บริษัท โดยผู้ถือหุ้นใหญ่คือบริษัทที่จดทะเบียนในบริติชเวอร์จิ้น
           
           การเข้ามาของอัลฟาเยด อาจไม่ง่าย หากไม่มีเทคโนแครต เสนาบดีของไทยกรุยทาง นี่คือผลพวงที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงองค์กรที่กลวง จนทำให้กลุ่มคนที่ต้องการหาประโยชน์เข้ามาได้อย่างง่ายดาย และเป็นเวลานาน โดยเฉพาะ ปตท. หน่วยงานที่เคยเป็นความหวังของคนไทยด้านพลังงาน
           
           ไม่ผิดหาก ปตท. จะกำไร และมีเป้าหมายอย่างที่ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ซีอีโอของ ปตท. ตั้งเป้าหมายให้ ปตท. เป็นบริษัทข้ามชาติภายในปี 2555 มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 94,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปี 2550 ที่มีรายได้ 47,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และตั้งแต่ปี 2555 รายได้เพิ่มอีกปีละ 8 เปอร์เซ็นต์ จนในปี 2563 มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 176,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับความเป็นบริษัทชั้นนำ ติดอันดับ 100 บริษัทของฟอร์จูนภายในปี 2555 จากเมื่อปี 2550 ปตท. อยู่ในอันดับ 207
           
           บิ๊ก ปตท. รวยล้น
           
           เมื่อบริษัทร่ำรวยย่อมทำให้ผู้บริหารที่มาทำงานที่นี่ร่ำรวยไปตามกัน รายงานประจำปีของ ปตท. ระบุชัดเจนถึงผลตอบแทนทั้งโบนัส เงินเดือนที่บอร์ด ปตท. ได้รับ และผู้บริหารที่ร่ำรวยจากหุ้น
           
           เฉพาะบอร์ดกว่า 10 คน ได้เบี้ยประชุม โบนัส เฉพาะที่ทำงานให้ ปตท. เท่านั้นรวมกันถึง 42 ล้านบาทโดยมี โอฬาร ไชยประวัติ ซึ่งปัจจุบันมีตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยชินวัตร และประธานกรรมการตรวจสอบ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ สุชาติ ธาดาธำรงเวช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง อดีตที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของนายกรัฐมนตรี (ทักษิณ) ได้รับสูงสุดคนละกว่า 3 ล้านบาท
           
           สำหรับผู้บริหารระดับสูงของ ปตท. ตั้งแต่ระดับกรรมการผู้จัดการใหญ่ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้เงินเดือน โบนัส รวมประมาณ 74 ล้านบาท ซึ่งผู้บริหารที่มีหุ้นมากสุดคือ จิตรพงษ์ กว้างสุขสถิตย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจสำรวจ ผลิต และก๊าซธรรมชาติ ณ 31 ธันวาคม 2550 มีหุ้นเหลืออยู่ 175,830 หุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 65,408,760 บาท เฉพาะประเสริฐที่วันนี้เจ้าตัวยืนยันว่าไม่มีหุ้นแล้ว แต่หากย้อนหลังไปเมื่อปี 2548 เขาได้หุ้น ESOP เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2548 จำนวน 243,000 หุ้น (บันทึกราคาที่ 0.00 บาท) และ 1 ปีให้หลังได้โอนออก 60,700 หุ้น และ 29 กันยายน 2549 ได้อีก119,000 หุ้น จากนั้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 ได้ขายออกครั้งละ 5,000 หุ้นบ้าง 60,000 หุ้นบ้าง ในราคาเฉลี่ย 330-370 บาท จนล่าสุดเมื่อ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 ได้ ESOP อีก 87,000 หุ้น
           
           นี่คือความร่ำรวยของ ปตท. ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าเป็นธรรมหรือไม่ที่รายได้มากมาย มาจากความลำบากของประชาชนคนไทย เพราะการผูกขาด และการคิดราคาน้ำมันอย่างไม่เป็นธรรม
           
           น้ำมันแพงตามสูตรสิงคโปร์
           
           ปตท. ผูกขาดธุรกิจโรงกลั่นทั้งหมด 5 โรงจากที่มีอยู่ทั้งหมด 7 โรง คิดเป็นกำลังการผลิตกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศ ปั๊มน้ำมันทั่วประเทศต้องซื้อจากโรงกลั่นในเครือของ ปตท. โรงกลั่นที่ต้องการกำไรทำให้ ปตท. อ้างอิงราคาน้ำมันในตลาดสิงคโปร์ที่เป็นแหล่งซื้อขายและปั่นราคาน้ำมันที่คิดล่วงหน้า 1-2 เดือน ทั้งที่โรงกลั่นซื้อน้ำมันดิบส่วนใหญ่จากตะวันออกกลางและบางส่วนจากในประเทศไทย
           

           แม้จะมีเสียงคัดค้านว่าไม่จำเป็นต้องอ้างอิงราคาสิงคโปร์ แต่ ปตท. ก็พยายามชี้แจงว่าจำเป็นเพราะเป็นไปตามการคิดราคาในกลไกของตลาดโลก แม้จะฟังไม่ขึ้น แต่ ปตท. ก็ยังคงเดินหน้าคิดราคาน้ำมันที่ยึดราคาสูงเป็นที่ตั้ง นอกเหนือจากภาษีต่างๆ และค่าขนส่งหลายส่วนมาประกอบกันจนแพงอย่างที่ต้องจ่ายกัน
           
           ราคาหน้าโรงกลั่น=ราคานำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ (Import parity Price) ที่มาจากราคาน้ำมันจรในตลาดจรที่สิงคโปร์ (FOB)+ค่าขนส่ง+ค่าประกันภัย+ค่าจัดเก็บน้ำมัน+ภาษีศุลกากรนำเข้า
           
           ค่าการตลาด=ค่าสารปรับปรุงคุณภาพ+ค่าขนส่ง+ค่าส่งเสริมการตลาด+ค่าผลตอบแทนในการดำเนินธุรกิจ

           
           ในที่สุดปัญหาจากราคาน้ำมันแพง ไม่ใช่เพราะตลาดโลกหรือเพราะตลาดสิงคโปร์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะประเสริฐได้เฉลยออกมาด้วยตัวเองว่าเพราะ ปตท. ต้องกำไรและ ปตท. อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ
           
           “อยู่ที่ว่าสังคมไทยอยากให้ ปตท. เป็นยังไง และวันนี้ ปตท. ก็อยู่ในตลาดฯ (ตลาดหลักทรัพย์ฯ) ก็อยู่ที่สังคมไทยว่าอยากให้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือเปล่า ผมเป็นผู้บริหาร เป็นพนักงาน ปตท. ผมก็อยากทำอะไรให้ดีที่สุดแก่ทุกฝ่าย และสอดคล้องกับแนวทางที่ทั่วโลกทำกัน ถ้าเผื่อว่าเราซึ่งเป็นประเทศ Net Import Country มาบิดเบือนโครงสร้างราคาและเราต้องนำเข้า ประชาชนก็ไม่รู้จักประหยัด เราก็ต้องไปเอาก๊าซหุงต้มเข้ามาแล้ว เราต้องอุดหนุน สุดท้ายจะเอาเงินมาจากไหน ปตท. ก็อุดหนุนไปหลายหมื่นล้านบาทแล้ว ถ้าเอา ปตท. เป็นหน่วยอุดหนุน ปตท. ก็ต้องไปเป็น Non Profit Organization ก็อย่าให้ ปตท. เป็นบริษัทอยู่ในมหาชน ก็เอา ปตท. ออกจากตลาดฯ ปตท. ก็จะเป็นเหมือนรัฐวิสาหกิจที่จะไม่สามารถสนองนโยบายรัฐได้เหมือนในบางรัฐวิสาหกิจ”
           
           ณ วันนี้เค้าลางที่คนไทยจะต้องลำบากต่อไปกับราคาพลังงานที่แพงขึ้นกำลังชัดขึ้น เพราะไม่ว่าจะเป็นก๊าซ แอลพีจี เอ็นจีวี และแม้แต่อี 85 ก็กำลังถูกครอบงำด้วยกลุ่มทุนที่มีรากฐานมาจากธุรกิจที่ต้องการกำไรเป็นที่ตั้งทั้งสิ้น และที่สำคัญคือการผูกขาดโดย ปตท.
           
           กลุ่มทุนฮุบ E85-LPG-NGV
           
           ไม่ว่าจะเป็น E20 หรือ E85 คือหนทางทำให้คนไทยได้ใช้น้ำมันถูกขึ้น เพราะมันเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่นำเอทานอลมาผสมน้ำมันเบนซิน ซึ่งเอทานอลมาจากพืชและมันสำปะหลัง
           
           โรงงานเอทานอลขนาดใหญ่ ล้วนมาจากทุนระดับบิ๊ก ไม่ว่าจะเป็นของค่ายเบียร์ช้างที่เปิดเผยตัวชัดเจน และยังมีเครือข่ายที่ไม่เปิดเผยตัวชัดเจน ทั้งกลุ่มเบียร์สิงห์ กลุ่มคอมลิงค์ ตัวแทนและกลุ่มของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จนมาถึงกลุ่มเทมาเส็กที่ยอมจ่ายเงินให้ทักษิณ 73,000 ล้านบาท เพื่อซื้อหุ้นชินคอร์ป
           
           เช่นเดียวกับธุรกิจก๊าซที่ต้องยกให้ว่าเป็นลับ-ลวง-พรางฉบับ ปตท. และเครือข่ายทักษิณที่แนบเนียน เพราะผู้เล่นในตลาดก๊าซ LPG ที่รับช่วงจาก ปตท. ไม่ว่าจะเป็นสยามแก๊สหรือเวิลด์แก๊สล้วนก๊วนเดียวกัน
           
           สยามแก๊ส หรือ สยามแก๊สแอนด์ปิโตรเคมีคัลส์ ที่กำลังเข้าตลาดหุ้นในเร็ววัน ก็พบชื่อ พลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารบก ลูกพี่ลูกน้องของอดีตนายกฯ ทักษิณเป็นประธานกรรมการ ส่วน เวิลด์แก๊ส นั้นถือหุ้นเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์โดย ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น ที่รุ่งเรืองจากธุรกิจก๊าซ และถังก๊าซ จนเข้าตลาดหุ้นได้ในช่วงรัฐบาลทักษิณ มีผู้ถือหุ้นใหญ่คือคนใน ตระกูลลาภวิสุทธิสิน อดีตนายทุนของพรรคไทยรักไทย
           
           นี่คือเครือข่ายที่น่าสะพรึงกลัว เพราะก่อนแปรรูป ปตท. รัฐบาลใช้นโยบายตรึงราคาก๊าซหุงต้ม ขายถังละ 160 บาท หลังเข้าตลาดฯ ราคาเพิ่มมาเป็นถังละ 290-300 บาท
           
           จึงไม่แปลกหาก ปตท. จะเดินหน้าแยก LPG เป็น 2 ราคา เพราะบรรดาโบรกเกอร์ทั้งหลายต่างวิเคราะห์หุ้น ปตท. ว่า ราคาต่ำของ LPG เป็นปัจจัยกดดัน ปตท. ในเชิงสร้างกำไร เนื่องจากปัจจุบันรัฐมีการควบคุมราคาขาย LPG ในประเทศ 315 เหรียญต่อตัน ขณะที่ราคาส่งออกในตลาดโลกสูงถึง 800 - 900 เหรียญต่อตัน ซึ่งเมื่อปีที่แล้ว ปตท. มียอดส่งออก LPG 8.9 พันบาร์เรลต่อวัน ลดลงจากปี 2549 ถึง -51.8 เปอร์เซ็นต์ เพราะมีการใช้ภายในประเทศเพิ่มขึ้น
           
           นี่จึงเป็นนัยสำคัญว่าทำไมจึงต้องดันราคา LPG ในประเทศให้สูง โดยตั้งราคา 2 มาตรฐานเพื่อตรึงราคาภาคครัวเรือนเพื่อรักษาความนิยมของรัฐบาลต่อไป ขณะที่ลอยตัวราคาภาคขนส่งและอุตสาหกรรมจะ ช่วยลด Demand ของ LPG ในตลาดรถ เพื่อให้ปริมาณ LPG เหลือมากพอให้ ปตท. ส่งออกทำกำไรได้มากยิ่งขึ้นกว่าเงินที่ได้รับจากการชดเชยกองทุนน้ำมัน และยังเป็นเครื่องมือช่วย ปตท. ครองตลาดก๊าซเพื่อยานยนต์ด้วย NGV แต่เพียงผู้เดียว ไม่ต่างจากการ“ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว
           
           ตราบเท่าที่ ปตท. ยังสามารถซื้อสื่อและสร้างภาพด้วยงบโฆษณาพีอาร์และซีเอสอาร์ ปีหนึ่งหลักพันล้านบาท ผนวกเข้ากับเชื้อทักษิณและการผูกขาดของ ปตท. และกลุ่มทุนที่เหนียวแน่น คนไทยคงต้องลำบากกับน้ำมันและก๊าซที่ถูกปั่นราคาไปอีกนาน
           
           ******************
           
           LPG หรือก๊าซปิโตรเลียมเหลว มาจาก 2 แหล่ง คือการกลั่นน้ำมันดิบในโรงกลั่นน้ำมันและการแยกก๊าซธรรมชาติ จึงถือเป็นผลพลอยได้สุดๆ โดยมีต้นทางมาจาก ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) บริษัทในกลุ่ม ปตท.
           
           นอกจากนี้ ยังให้สัมปทานขุดเจาะ 30 ปีในอ่าวไทย และบางแปลงมีพื้นที่คาบเกี่ยวไทย-กัมพูชา แก่บริษัท เชฟรอน สำรวจและผลิตปิโตรเลียม รวมทั้งร่วมทุน 16 เปอร์เซ็นต์ ในโครงการอาทิตย์ของ ปตท.สผ. อีกด้วย โดยเชฟรอนผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวได้ 47,147 บาร์เรลต่อวัน นอกเหนือจากผลิตก๊าซธรรมชาติ 1,668 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และน้ำมันดิบ 85, 387 บาร์เรลต่อวัน โดยส่งต่อก๊าซธรรมชาติทั้งหมดให้ ปตท. ที่เชฟรอนแจ้งว่า 75 เปอร์เซ็นต์นำไปผลิตกระแสไฟฟ้า 25 เปอร์เซ็นต์เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเคมี
           
           ดังนั้น เมื่อแยกก๊าซเรียบร้อยแล้ว ส่วนหนึ่งจะใช้เป็นวัตถุดิบผลิตกระแสไฟฟ้า ขณะที่ ปตท. ครองตลาดก๊าซธรรมชาติ NGV แต่เพียงผู้เดียวและใช้กับตลาดยานยนต์เท่านั้น โดย ปตท. ใช้เงินลงทุนไปแล้ว 60,000 ล้านบาท แต่ยังอยู่ในภาวะขาดทุนสะสมกว่า 6,000 ล้านบาท
           
           ส่วนที่เป็นก๊าซเหลว LPG นั้น นอกจาก ปตท. จะขายปลีกมีส่วนแบ่งตลาดรวม 45 เปอร์เซ็นต์ยังขายส่งให้บริษัทก๊าซ โดยมีสยามแก๊สแอนด์ปิโตรเคมีคัลส์และเวิลด์แก๊สเป็นยักษ์ใหญ่รองจาก ปตท. ด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์และ 21 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ