sombat's profileSpace ของ sombatPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    June 29

    ไต่ระห่ำพิชิตภูเขาไฟ "ฟูจิ"

    ไต่ระห่ำพิชิตภูเขาไฟ "ฟูจิ"
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 มิถุนายน 2552 16:47 น.
           โดย : แมวลาย

    "ฟูจิซัง" สัญลักษณ์ที่สื่อถึงประเทศญี่ปุ่น
           สัญลักษณ์ที่มักใช้สื่อถึงประเทศญี่ปุ่นนอกจากดอกซากุระอันอ่อนหวานแล้ว ภาพของภูเขาสูงรูปทรงสวยงามมีหิมะปกคลุมอยู่บนยอดเขา ก็เป็นอีกภาพหนึ่งที่สื่อถึงดินแดนอาทิตย์อุทัยได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือภาพของ "ฟูจิซัง" (Fujisan) หรือ "ภูเขาไฟฟูจิ" ภูเขาที่สูงเป็นอันดับหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น คือมีความสูง 3,776 เมตร (สูงกว่าดอยอินทนนท์ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในบ้านเรา 1,211 เมตรด้วยกัน)
           
           ภูเขาไฟฟูจิตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดยามานาชิและจังหวัดชิซึโอกะ หรือทางตะวันตกของโตเกียว เมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหากวันไหนท้องฟ้าปลอดโปร่งไร้เมฆหมอก เราก็จะสามารถมองเห็นฟูจิซังได้จากโตเกียวเลยทีเดียว อีกทั้งรอบๆภูเขาไฟยังมีทัศนียภาพอันงดงาม โดยบริเวณลาดเขาทางด้านเหนือจะมีทะเลสาบอยู่ 5 แห่ง ด้วยกัน (Fuji Five Lake) ได้แก่ ทะเลสาบคาวางุจิโกะ ยามานากาโกะ โมโตสุโกะ โชจิโกะ และไซโกะ

    งดงามทุกฤดูกาล
           ภายนอกแม้จะดูสงบนิ่ง แต่ภูเขาไฟฟูจิก็ยังไม่ดับสนิทเต็มที่ และถูกจัดให้อยู่ในลักษณะของภูเขาไฟที่มีโอกาสปะทุต่ำ โดยการระเบิดครั้งล่าสุดนั้นเกิดเมื่อ พ.ศ.2250 หรือเมื่อ 300 กว่าปีที่แล้ว
           
           แม้ภาพที่คุ้นตาของภูเขาไฟฟูจิจะเป็นภาพภูเขาที่มีหิมะปกคลุมอยู่บนยอด แต่ก็ใช่ว่าจะมีหิมะปกคลุมอยู่อย่างนั้นตลอดปี เพราะในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อนของประเทศญี่ปุ่นนั้น หิมะบนยอดเขาก็จะละลาย สภาพอากาศไม่รุนแรง อีกทั้งช่วงนี้ยังเป็น "ฤดูกาลปีนภูเขาไฟฟูจิ" ที่นักท่องเที่ยวจะสามารถขึ้นไปเยี่ยมเยือนภูเขาไฟฟูจิกันได้ถึงยอดเขาริมปากปล่องภูเขาไฟกันเลยทีเดียว แต่หากเป็นช่วงฤดูอื่นก็จะเที่ยวได้เพียงบางชั้น หรือต้องมีการขออนุญาตปีนขึ้นภูเขากันเป็นกรณีไป

    นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต่างเดินทางมาพิชิตภูเขาไฟฟูจิ
           ชาวญี่ปุ่นถือว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตจะต้องพยายามหาโอกาสปีนไปให้ถึงยอดภูเขาไฟฟูจิ หรือขึ้นไปชมพระอาทิตย์ขึ้นบนภูเขาไฟฟูจิให้ได้ ซึ่งก็ไม่เพียงแค่ชาวญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ชื่นชอบการปีนเขารวมแล้วกว่า 200,000 คน มาปีนภูเขาไฟฟูจิกันในแต่ละปี
           
           ฟังมาถึงตรงนี้ชักเริ่มอยากไปลองสัมผัสกับการปีนภูเขาไฟฟูจิกันแล้วใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นต้องไปเตรียมร่างกายกันไว้ให้พร้อมก่อน เพราะการเดินขึ้นให้ถึงยอดฟูจินั้นใช้เวลา 5-8 ชั่วโมงด้วยกัน คนที่ไม่คุ้นชินกับการป่ายปีนเขาก็ควรออกกำลังฟิตร่างกายเอาไว้ก่อนเดินทาง อีกทั้งบนยอดเขานั้นมีออกซิเจนเบาบาง ซึ่งจะทำให้เหนื่อยง่ายกว่าปกติมาก จึงควรตรวจเช็คสภาพร่างกายของตัวเองให้ดี ส่วนเรื่องเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็สำคัญ ควรเตรียมรองเท้าที่ใส่สบายและเหมาะกับการปีนเขา สภาพดีไม่ปากอ้าขณะเดินทาง ส่วนเสื้อผ้านั้นก็ควรเป็นแบบน้ำหนักเบา แต่ต้องเตรียมเสื้อกันหนาวและกันลมไว้ใส่ด้วย เพราะแม้จะเป็นฤดูร้อน แต่อากาศบนยอดเขานั้นหนาวเหน็บและลมแรงมากอีกด้วย

    ปากปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่
           และหากอยากจะขึ้นไปชมพระอาทิตย์ขึ้นบนยอดเขา ก็ต้องเตรียมไฟฉายคาดหัวไว้ขณะปีนเขาตอนกลางคืนด้วย นอกจากนั้นแล้วก็เสบียงอาหารแล้วแต่จะอยากเอาอะไรไป แต่ก็อย่าให้หนักจนอยากจะเหวี่ยงเป้หลังทิ้งกลางทางก็แล้วกัน แต่จริงๆแล้วตามจุดแวะพักตามเส้นทางปีนเขาก็จะมีร้านอาหารให้บริการ แต่ราคาก็จะสูงขึ้นตามระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
           
           เอาล่ะ...คราวนี้ถ้าพร้อมแล้ว ไปลุยกันเลยดีกว่า! ภูเขาไฟฟูจิมีทั้งหมด 10 ชั้นด้วยกัน โชคดีที่ไม่ต้องเริ่มต้นปีนกันตั้งแต่ตีนเขา เพราะรถสามารถขึ้นมาบนภูเขาไฟฟูจิได้จนถึงชั้นที่ 5 เท่ากับว่าเหลือระยะทางที่ต้องเดินอีกประมาณไม่เกิน 1,500 เมตร แต่ด้วยทางเดินที่ซิกแซกไปตามไหล่เขาเพื่อลดความลาดชัน ก็ทำให้ระยะทางจริงที่ต้องเดินนั้นมากกว่า 1,500 เมตรอยู่ไกลโข

    แสงแรกแห่งวันบนภูเขาไฟฟูจิ
           ที่ชั้น 5 นี้ มีทั้งร้านอาหาร ร้านขายของฝากของที่ระลึก ซึ่งก็มีทั้งขนมที่ทำเป็นรูปภูเขาไฟฟูจิ รวมไปถึงอากาศจากยอดเขาฟูจิอัดกระป๋องขายก็ยังมี สำหรับคนที่มาเที่ยวเฉยๆไม่ได้ตั้งใจปีนให้ถึงยอดก็จะมาเที่ยวกันที่ชั้นนี้และซื้อของฝากกลับไป
           
           แต่สำหรับคนที่จะเดินกันต่อไปถึงยอดเขาก็มักจะซื้อไม้ค้ำ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ช่วยในการป่ายปีนหรือเอาไว้ค้ำยันยามหมดเรี่ยวหมดแรง อีกทั้งยังสามารถเป็นของที่ระลึกสำหรับตัวเองได้เป็นอย่างดี เพราะตามจุดแวะพักของแต่ละชั้นนั้นจะมีการประทับตราบนไม้ค้ำเป็นที่ระลึกให้ด้วย
           
           ส่วนมากแล้วหลายคนมักจะเริ่มต้นปีนเขากันในช่วงเย็นๆหรือค่ำๆ เพื่อจะได้ไปถึงยอดเขาในช่วงเช้ามืดเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นได้พอดี ทางเดินในช่วงแรกๆ นั้นจะยังพอมีสีเขียวๆของต้นไม้ใบหญ้าให้เห็นกันบ้าง แต่เมื่อเดินสูงขึ้นๆ พื้นดินจะกลายเป็นหินกรวดภูเขาไฟที่ทำให้เหนื่อยแรงเวลาเดินพอสมควร
           
           สภาพอากาศก็จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ บางช่วงจะมีฝนโปรยลงมา บางช่วงต้องเดินผ่านกลุ่มเมฆหมอกชื้นๆ ส่วนอุณหภูมิก็จะลดลงเรื่อยๆ ตามระดับความสูงที่เพิ่มขึ้น และที่แน่ๆคือเรี่ยวแรงก็จะเริ่มน้อยลงๆด้วยเช่นกัน แต่หากหยุดพักแล้วมองไปรอบๆ ตัวก็จะมองเห็นทิวทัศน์อันสวยงามแบบเหนือเมฆจากบนภูเขาไฟฟูจิที่อาจทำให้หายเหนื่อยได้

    ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น
           บนภูเขาไฟฟูจินี้เราก็จะได้เห็นเสาโทริ หรือประตูทางเข้าของวัดหรือศาลเจ้าในศาสนาชินโต ซึ่งก็เปรียบเหมือนประตูสวรรค์ เหตุที่มีเสาโทริอยู่บนภูเขาไฟนั้นก็เพราะบนยอดภูเขาไฟฟูจินั้นมีวัดตั้งอยู่นั่นเอง
           
           บริเวณจุดแวะพักที่ชั้น 7-9 นั้นจะมีที่พักตามจุดแวะพัก ซึ่งก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะบางแห่งนั้นเรียกได้ว่าเป็นที่ซุกหัวนอนจริงๆ เพราะหน้าตาของที่นอนซึ่งทำเป็นสองชั้น มีหมอนหนุนใบไม่ใหญ่นักวางเรียงชิดกัน ซึ่งขนาดความกว้างของหมอนนั้นก็คือขนาดของพื้นที่ที่แต่ละคนจะได้ใช้นอนกันนั่นเอง แถมผ้าห่มก็ต้องห่มด้วยกันอีกต่างหาก แต่นักท่องเที่ยวก็ไม่มีใครบ่น เพราะขอแค่ได้นอนพักซัก 2-3 ชั่วโมงให้มีเรี่ยวแรงคืนมาก็พอแล้ว แถมที่นี่ยังมีบริการปลุกในตอนเช้ามืดเพื่อให้ไปชมพระอาทิตย์ขึ้นกันอีกด้วย
           
           พอได้เวลาประมาณ 4 นาฬิกา ก็ได้เวลาที่ทุกคนรอคอย พระอาทิตย์พระเอกของงานก็เริ่มจะส่งแสงแรกแห่งวันสาดส่องออกมา นักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ปีนขึ้นไปจนถึงยอดแล้วก็จะปักหลักนั่งชมหรือถ่ายรูปกันไปเรื่อยๆ ส่วนคนที่กำลังปีนป่ายก็จะหยุดยืนชมพระอาทิตย์ขึ้นกันเหมือนมีมนต์สะกด และเมื่อพระอาทิตย์อวดโฉมออกมาให้เห็น ก็จะได้รับเสียงปรบมือต้อนรับจากนักท่องเที่ยวอย่างอบอุ่น

    เสาโทริบนภูเขาไฟฟูจิ
           พอพระอาทิตย์ขึ้นแล้วความเหน็บหนาวก็เริ่มจางหาย พร้อมกับที่เราสามารถเดินชมสิ่งต่างๆบนยอดเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นวัดบนยอดเขา ที่สามารถเข้าไปขอพรหรือเสี่ยงเซียมซีกันได้ หรือจะชมปากปล่องภูเขาไฟที่มีขนาดมโหฬารและลึกนับร้อยเมตร มองเห็นชั้นหินของภูเขาไฟได้ หากใครอยากเดินชมให้รอบปากปล่องก็จะใช้เวลาเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว นอกจากนั้นแล้วด้านบนนี้ก็ยังมีสถานีตรวจวัดสภาพอากาศอยู่ด้วยเช่นกัน
           
           แม้จะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าสักเพียงใด แต่ความภาคภูมิใจของการได้พิชิตภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ได้ชมแสงแรกของพระอาทิตย์ในดินแดนอาทิตย์อุทัย ก็เชื่อว่าหลายคนคงยอมเหนื่อย เพราะความประทับใจที่ได้รับจาก "ฟูจิซัง" นั้นมีมากมายเสียเหลือเกิน
           
           * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
           
           สอบถามรายละเอียดและข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นได้ที่ องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะมีทั้งข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งเอกสาร แผนที่ของสถานที่ท่องเที่ยว อีกทั้งแนะนำที่พักในญี่ปุ่น โทรศัพท์ 0-2233-5108, 0-2235-3321
           

    เยือนถิ่นคาทอลิก ยลโบสถ์คริสต์ตระการตา

     
    เยือนถิ่นคาทอลิก ยลโบสถ์คริสต์ตระการตา
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 มิถุนายน 2552 16:35 น.
    โบสถ์คริสต์บ้านซ่งแย้ หนึ่งในอันซีนไทยแลนด์
           แม้ว่าประชากรส่วนใหญ่ของไทยจะนับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลัก แต่บ้านเมืองเราก็เปิดกว้างให้แก่ศาสนาอื่นๆด้วยเช่นกัน ประเทศไทยจึงเป็นประเทศหนึ่งที่หลอมรวมเอาวัฒนธรรมต่างๆร้อยรัดเข้าด้วยกัน แต่สามารถอยู่รวมกันได้อย่างร่มเย็น
           
           'คริสต์ศาสนา' เป็นศาสนาหนึ่งที่เข้ามาเติบโตในเมืองไทย มีอยู่หลายนิกายด้วยกันแต่ที่เด่นกว่าใครก็คงจะเป็น นิกายคาทอลิก (นับถือทั้งพระเยซูเจ้าและพระแม่มารี) และโปรเตสแตนต์ (นับถือแต่พระเยซูเจ้าอย่างเดียว) และจะมีใครรู้บ้างว่า ถิ่นหนึ่งที่คริสต์ศาสนาปลูกหน่อต่อเชื้อจนขยายวงกว้างนั้น เพราะเข้ามาปักหลักอยู่ในดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ถิ่นอีสานบ้านเรานี่เอง

    วัดสองคอนกับงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่
           อิทธิพลของคริสต์ศาสนาสามารถพบได้มากที่ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร และ ยโสธรดังนั้นจึงทำให้ในอีสานมีชุมชนและโบสถ์คริสต์ที่สำคัญตั้งอยู่หลายแห่ง
           
           ท่าแร่ ชุมชนคาทอลิกใหญ่ที่สุดในเมืองไทย
           

           ชุมชนคาทอลิกแห่งหนึ่งที่เมื่อมาอีสานแล้วไม่ควรพลาดคือที่ "ชุมชนท่าแร่" บ้านท่าแร่ ต.ท่าแร่ อ.เมือง จ.สกลนคร
           
           บ้านท่าแร่ เป็นชุมชนคาทอลิกที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย มีประชากรนับถือคาทอลิกนับหมื่นคน โดยคริสตชนท่าแร่ดั้งเดิมนั้นอพยพมาจากเวียดนามในราวปี พ.ศ. 2427 หรือ ค.ศ.1884

    โบสถ์รูปทรงเรือที่ โบสถ์อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอลท่าแร่
           หมู่บ้านนี้มีผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมตารางหมากรุก คล้ายกับบ้านเมืองในแถบประเทศตะวันตก มีบ้านเรือนสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสที่งดงามเรียงรายสองข้างทางในถนนสายหลักของหมู่บ้านเป็นจำนวนมาก
           
           ในช่วงเทศกาลคริสมาสต์ของทุกปี ชุมชนท่าแร่จะจัดเทศกาล"แห่ดาว"คริสตมาสอย่างยิ่งใหญ่ มีการประดับประดาบ้านเรือนด้วยดวงไฟหลากสีสันและตกแต่งด้วย "ดาว" สัญลักษณ์การประสูติของพระเยซูเจ้า
           
           นอกจากนี้ที่บ้านท่าแร่ ยังเป็นที่ตั้งของ "โบสถ์อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล" ซึ่งเป็นโบสถ์ขนาดใหญ่รูปทรงคล้ายเรือ เพื่อระลึกถึงการอพยพมาตั้งถิ่นฐานของคริสตชนในหมู่บ้านนี้อีกด้วย
           
           2 โบสถ์คริสต์งามแห่งนครพนม
           
           จากสกลนครข้ามจังหวัดสู่นครพนม มาเยือนโบสถ์คริสต์ที่ "วัดนักบุญอันนา" (หนองแสง) ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม ด้านทิศเหนือ โบสถ์แห่งนี้ในอดีตเคยเป็นศูนย์กลางของชาวคริสต์ริมฝั่งโขงหรือมิสซังลาวมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2422 โบสถ์มีลักษณะเป็นหอคอยคู่ เป็นยอดแหลมสูงเด่นเป็นสง่า มองเห็นได้ในระยะไกล

    สถาปัตยกรรมฝรั่งเศสที่บ้านท่าแร่
           ต่อกันอีกแห่งหนึ่งในนครพนมที่ "วัดนักบุญยอแซฟ คำเกิ้ม" วัดนี้มีรูปแบบของสถาปัตยกรรมโบราณกว่า 125 ปี ณ วัดคำเกิ้ม หรือวัดนักบุญยอแซฟ ต.อาจสามารถ อ.เมืองฯ จ.นครพนม สิ่งที่โดดเด่นประจำวัด คือ 'โบสถ์เก่า' ที่ยังทิ้งร่องรอยความเสียหายจากการถูกระเบิด เมื่อครั้งกรณีพิพาทอินโดจีน รอยถูกเผา ส่งให้โบสถ์เก่าแลดู สวย ขลัง ได้อย่างเหลือเชื่อ
           
           วัดสองคอน พลังศรัทธาอันยิ่งใหญ่
           
           ศาสนานำมาซึ่งศรัทธาอันยิ่งใหญ่ ดังที่จะเห็นตัวอย่างได้ที่ "วัดสองคอน" ตั้งอยู่ที่ บ้านสองคอน ต.ป่งขาม อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร
           
           วัดสองคอน มีชื่อเต็มว่า "สักการะสถานแห่งมรณะสักขี วัดสองคอน" หรือในชื่อเดิมว่า วัดพระแม่ไถ่ทาส เป็นโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแด่คริสตชน 7 ท่าน ที่พลีชีพเพื่อยืนยันความเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2532 พระสันตปาปาจอห์นปอลที่ 2 ได้ประกาศให้ทั้งเจ็ดคนเป็น "บุญราศีมรณสักขี" ที่หมายถึงคริสตชนผู้ประกอบกรรมดีและพลีชีพเพื่อประกาศยืนยันความเชื่อในพระเจ้าไม่ยอมละทิ้งศาสนา

    โบสถ์คริสต์นักบุญอันนา จ.นครพนม
           วัดสองคอนปัจจุบันมีชื่อเสียงมากในเรื่องความงดงามแปลกตาของตัวอาคาร ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่มีความสวยงาม และใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่น สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปี 2539 ออกแบบโดย ดร. อัชชพล ดุสิตนานนท์
           
           วัดสองคอนยังได้รับการคัดเลือกจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)ให้เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวอันซีนไทยแลนด์ เป็นงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในอุษาคเนย์ วัดแห่งนี้มีการแบ่งพื้นที่จำนวน 64 ไร่ ออกเป็นส่วนต่างๆ มีถนนตัดผ่ากลาง ทางด้านตะวันตกสร้างเป็นอาคารสำนักงาน บ้านพัก และสุสานหรือป่าศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งแต่เดิมเป็นที่ฝังอัฐิของบุญราศีทั้ง 7

    โบสถ์เก่าขรึมขลังที่วัดคำเกิ้ม
           ส่วนด้านทิศตะวันออกที่ติดกับแม่น้ำโขงก็สร้างเป็นโบสถ์คอนกรีตเสริมเหล็กโถงสี่เหลี่ยมชั้นเดียว ผนังของวัดและส่วนไว้พระธาตุเป็นกระจกใส บริเวณด้านหน้าเป็นส่วนประกอบพิธี ส่วนด้านหลังเป็นที่เก็บอัฐิของบุญราศีทั้ง 7 ซึ่งมีการทำเป็นหุ่นขี้ผึ้งจำลองของบุญราศีทั้ง 7 ไว้ให้สักการบูชา มีไม้กางเขน 7 แห่งด้านหน้า แทนบุญราศีทั้ง 7
           
           สำหรับกำแพงโบสถ์สร้างโอบล้อมโบสถ์เป็นครึ่งวงกลม มีผนังโค้งประดับภาพนูนต่ำ เล่าเรื่องราวประวัติบุญราศีแห่งวัดสองคอน ส่วนด้านหลังเปิดโล่งเป็นสนามเพื่อเอาไว้ชมทิวทัศน์อันสวยงามของแม่น้ำโขง โดยโบสถ์หลังนี้ได้ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี พ.ศ. 2538

    สถานที่เก็บอัฐิและหุ่นขี้ผึ้งของบุญราศีทั้ง7แห่งวัดสองคอน
           โบสถ์คริสต์บ้านซ่งแย้ อันซีนยโสธร
           
           ปิดท้ายด้วยอีกหนึ่งโบสถ์คริสต์อันซีนไทยแลนด์อันงดงามตระการตากันที่ "โบสถ์คริสต์บ้านซ่งแย้" อ.ไทยเจริญ จ.ยโสธร
           
           โบสถ์แห่งนี้มีประวัติเล่าสืบกันมาว่าอย่างน่าสนใจว่า โดยเมื่อปี พ.ศ.2451 หรือเกือบ 100 ปีที่แล้ว บ้านหนองซ่งแย้(ที่อยู่ของแย้) อ.ไทยเจริญ จ.ยโสธร เป็นหมู่บ้านเล็กๆกลางดงทึบ มีครอบครัวที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผีปอบ 5 ครอบครัวที่มาจากต่างทิศต่างถิ่นมาอยู่รวมกันที่นี่
           
           แต่ว่าพวกเขาก็ยังประสบกับชะตากรรมเดิมๆ คือถูกผู้คนในหมู่บ้านที่อยู่มาก่อนกล่าวหาว่าเป็นผีปอบ พร้อมๆกับทำร้าย และระดมขับไล่ออกจากหมู่บ้าน กลุ่ม 5 ครอบครัวเมื่ออับจนหนทาง ก็เดินทางไปหาบาทหลวงฝรั่งเศสเดชาแนลและออมโบรซีโอ ที่บ้านเซซ่ง ต.เชียงเพ็ง อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร มาทำการขับไล่ผีปอบที่สิงอยู่กับตนและครอบครัว ซึ่งบาทหลวงทั้งคู่ต่างไม่ปฏิเสธ ร่วมเดินทางมาช่วยเหลือชาวบ้านที่บ้านหนองซ่งแย้

    โบสถ์(คริสต์)ไม้วัดซ่งแย้ ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย
           หลังจากนั้นครอบครัวทั้ง 5 ก็เข้ารีตเป็นคริสเตียนนิกายโรมันคาทอลิก โดยต่อมามีคนอพยพมาอยู่เป็น ประชาคมชาวคริสต์มากขึ้น
           
           เมื่อมีชาวคริสต์มาอยู่เป็นประชาคมมากขึ้น บาทหลวงทั้ง 2 จึงสร้างวัดหนองซ่งแย้ขึ้นมาในปี พ.ศ.2452 โดยใช้ชื่ออย่างเป็นทางการในภาษาลาตินว่า "วัดอัครเทวดามิคาแอล" ซึ่งเป็นชื่อของนักบุญองค์สำคัญ มีบาทหลวงเดชาแนลเป็นอธิการโบสถ์คนแรก
           
           เดิมวัดซ่งแย้เป็นเพียงกระต๊อบเล็กๆฝาขัดแตะ แต่ต่อมาวัดแห่งนี้ได้มีการพัฒนาขึ้นมาเป็นลำดับ โดยโบสถ์คริสต์รุ่นปัจจุบันเป็นโบสถ์หลังที่ 3 ที่มีความน่าสนใจหลายอย่าง ไล่ไปตั้งแต่เริ่มลงมือก่อสร้างในปี พ.ศ. 2490 โดยชาวบ้านแถวนั้นได้ร่วมแรงร่วมใจกันตัดไม้ที่อยู่ในป่าละแวกหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็น ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้สัก ไม้จิก ชักลากลำเลียงออกมาจากป่า โดยมีหัวหน้าช่างจากจังหวัดอุบลราชธานีมาเป็นผู้คุมงาน

    ป้ายนี้ชี้บอกถึง 7 มรณสักขีแห่งประเทศไทย
           บาทหลวงบุญเลิศ พรหมเสนา อธิการโบสถ์องค์ปัจจุบัน ได้เผยถึงบันทึกของการสร้างโบสถ์หลังนี้ว่า มีชาวบ้านที่ร่วมแรงร่วมใจมาสร้างโบสถ์วัดซ่งแย้ราวๆ 1,500 คน โดย แบ่งเป็น 15 กลุ่ม แต่ละกลุ่มรับงานไปทำเป็นแผนกต่างๆ อาทิ กลุ่มจัดหาเสา กลุ่มจัดหาไม้กระดาน กลุ่มจัดหาแป้นไม้มาทำหลังคา
           
           ตัวโบสถ์รูปทรงที่สร้างขึ้นมีลักษณะแบบศิลปะไทย กว้าง 16 เมตร ยาว 57 เมตร จัดเป็นโบสถ์ไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ใช้แผ่นไม้เป็นแป้นมุงหลังคา 80,000 แผ่น ใช้เสาขนาดต่าง ๆ กันถึง 360 ต้นส่วนใหญ่เป็นเสาไม้เต็ง เสาในแถวกลางมีขนาดใหญ่ยาวที่สุดมี 260 ต้น สูงจากพื้นดินกว่า 10 เมตร พื้นแผ่นกระดานเป็นไม้แดงและไม้ตะเคียนขนาดใหญ่ ม้านั่งไม้จุคนได้กว่าพันคน ระฆังโบสถ์มีเส้นผ่าศูนย์กลางเกือบ 2 ฟุต อยู่หอระฆังสูงที่สร้างแบบหอระฆังตามวัดไทยทั่วไป แต่แปลกตรงที่แยกต่างหากจากโบสถ์ และเนื่องจากไม้ที่ได้รวบรวมมามีจำนวนมาก จึงได้นำไม้ที่เหลือมาสร้างโรงเรียนบ้านซ่งแย้ทิพยา

    รูปปั้นพระเยซูถูกตรึงกางเขน ที่วัดซ่งแย้
           ด้วยแรงแห่งศรัทธาและความรักที่มีต่อศาสนา จึงได้กอบโกยเหล่าคาทอลิกทั้งหลายมาอยู่ ณ ดินแดนถิ่นอีสาน และได้ช่วยกันเสริมสร้างศรัทธาจนเป็นรูปธรรมต่างๆ การเยือนถิ่นคาทอลิก จึงถือเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่โดยแท้
           
           * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
           
           สำหรับผู้ที่สนใจ ททท. ได้จัดทำตัวอย่างเส้นทางท่องเที่ยวเยือนถิ่นคาทอลิกไว้ 3 เส้นทางด้วยกัน ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ 1672
    June 28

    นายสมบัติ ถาวรเป็นคนหนึ่งที่ได้รู้ภาษาอังกฤษดีเพราะ "สอ เสถบุตร"

    งานแห่งชีวิต “สอ เสถบุตร” กับ 4 ทศวรรษ “ดิกชันนารีไทย”
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 มิถุนายน 2552 08:35 น.
    ดิกชินนารี สอ เสถบุตร ฉบับห้องสมุด
           “สอ เสถบุตร” เห็นชื่อนี้แล้วหลายคนคงคิ้วชนกัน ยิ่งถ้าเป็นเยาวชนรุ่นใหม่ด้วยแล้วคงต้องส่ายหัว แต่หารู้ไม่ว่าผลงานที่ สอ เสถบุตร ฝากทิ้งไว้กับคนรุ่นหลังนั้น เปรียบได้กับคำภีร์ของนักภาษาชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่ง ที่ต้องเคยผ่านตา ผ่านมือใครหลายๆ คนมาแล้วนั่นก็คือ “พจนานุกรม ไทย-อังกฤษ/อังกฤษ-ไทย”
           
           กว่า 4 ทศวรรษที่ดิกชันนารีเล่มแรกของประเทศไทยเกิดขึ้น จากการกลั่นกรองผ่านอัจฉริยภาพทางภาษา ของ สอ เสถบุตร ที่ต้องใช้ความพยายามและผ่านอุปสรรคมาอย่างยาวนาน เพื่อที่คำภีร์ด้านภาษาอังกฤษนี้จะได้ผ่านตานักเรียน นักศึกษามาหลายยุคหลายสมัย แต่จะมีกี่คนที่ทราบว่าดิกชันนารีที่ถูกยกให้เป็นเล่มแรกของสยามนั้น สอ เสถบุตร เขียนขึ้นระหว่างการถูกจองจำในฐานะนักโทษการเมือง

    สอ เสถบุตร
           ถึงขนาด “ศ.คร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช” กล่าวในหนังสือ “ลิขิตชีวิต สอ เสถบุตร” ไว้ตอนหนึ่งว่า “ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าการติดคุกจะทำให้คนซึ่งมีความรู้ทางภาษาอังกฤษกลายเป็นผู้ทำปทานุกรมที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ทุกคนไป ด้วยเหตุผลแต่เพียงว่า เพราะเขามีเวลาว่างมากกว่าคนอื่น ข้าพเจ้าเห็นว่าในสภาพการณ์ดังกล่าว มีคนจำนวนไม่น้อยที่มักใช้เวลาว่างหมดไปด้วยการสงสารตนเอง หรือนั่งรอคอยโชคชะตาพ้นผ่านไป สอ เสถบุตร เป็นนักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อว่ามนุษย์อาจบังคับชะตาชีวิตของเขาเองได้ด้วยการไตร่ตรองหาเหตุผล และวางกรอบแห่งชีวิตไว้เสมอ”
           

           
    ** คำภีร์ภาษาอันทรงค่า
           
    “กนิษฐะวิริยา ต.สุวรรณ”
    กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีมา พลับบลิชชิง จำกัด ซึ่งได้รับโอนลิขสิทธิ์จากไทยวัฒนาพานิชในการผลิตและจัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวมามากว่า 40 ปี บอกว่า ดิกชันนารี ของ สอ เสถบุตร ถือเป็นสิ่งที่มีค่าต่อระบบการศึกษาและสังคมไทย ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการค้นคว้าหาความรู้ซึ่งทางสำนักพิมพ์ได้ทำการปรับปรุงมาโดยตลอด สำหรับปัจจุบันลูกค้าหลัก คือ นักเรียน นักศึกษา ซึ่งสิ่งที่ได้รับจากทั้งผู้ปกครอง และครูผู้สอนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ดิกชันนารีของ สอ เสถบุตร ยังเป็นดิกชันนารีที่ได้รับการไว้วางใจมากที่สุด ถึงแม้ทุกวันนี้จะมีคู่แข่งเกิดขึ้นมากมาย แต่รากฐาน ต้นตำรับของดิกชันนารีทั้งหมดก็มาจาก สอ เสถบุตร นั่นเอง ซึ่งยอดขายทางการตลาดก็เป็นตัวชี้วัดหลักถึงความนิยมได้

    เพ็ญแข คุณาเจริญ
           “ดิกชันนารี สอ เสถบุตร มีจุดเด่นอยู่ที่รูปแบบการออกเสียงของคำศัพท์ เพราะคุณสอ เป็นนักเรียนนอกสมัยก่อน ไม่ใช่นักเรียนนอกอย่างสมัยนี้ ที่บางคนพูดไม่ชัดทั้งภาษาไทยและอังกฤษ คุณสอมีความรู้ที่ลึกซึ่งในหลักไวยากรณ์ รายละเอียดของการใช้จึงมีสอดแทรกอยู่ในทุกคำศัพท์ ทั้งนี้ยังมีคำตรงข้าม คำใกล้เคียง หน้าที่ของคำ และตัวอย่างประโยคเพื่อความถูกต้องในการนำไปใช้อีกด้วย”กนิษฐะวิริยา กล่าวถึงดิกชันนารีเล่มสำคัญ
           
           ** ปรับสู่ยุคใหม่ “ดิกชันนารี สอ เสถบุตร”
           ด้านแนวทางการพัฒนา ปรับปรุงดิกชันนารีนั้น แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ใครก็จะทำกันได้ สำนักพิมพ์พรีมาจึงได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านภาษาทั้งจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ และราชบัณฑิตยสถานมาเป็นคณะทำงาน...
           
           “เพ็ญแข คุณาเจริญ” ผู้ทรงคุณวุฒิจากราชบัณฑิตยสถาน ในฐานะผู้ปรุงแต่งดิกชันนารีคนสำคัญ ให้ข้อมูลว่า ดิกชันนารีของ สอ เสถบุตร มีหลายรูปแบบซึ่งฉบับเต็มหรือที่เรียกว่าฉบับห้องสมุด นั้นจะมีการรวบรวมคำศัพท์ และตัวอย่างประโยคไว้อย่างละเอียดที่สุดเล่มเดียวของประเทศก็ว่าได้ โดยเฉพาะดิกชันนารี ฉบับห้องสมุด ซึ่งมีขนาดใหญ่ก็มีการปรับปรุงเช่นกัน แต่เป็นเพียงการเพิ่มคำศัพท์เล็กน้อย
           
           สำหรับฉบับนักเรียน นักศึกษา นั้นได้มีการปรับรูปแบบให้เล็กลง ง่ายต่อการพกพา ราคาไม่สูงมากนัก ที่สำคัญคือมีความทันสมัยของคำศัพท์ โดยการปรับเปลี่ยนก็จะมีการตัดคำศัพท์ที่เป็นชื่อเฉพาะ ชื่อคน สถานที่ต่างๆ ตลอดจนคำตายที่ไม่ค่อยใช้ในปัจจุบันออก แล้วเพิ่มคำศัพท์ที่สมัยใหม่กว่า 3,000 คำ โดยเน้นที่ศัพท์คอมพิวเตอร์ ศัพท์เศรษฐศาสตร์การเงิน การธนาคาร และสำนวนภาษาต่างประเทศที่ใช้บ่อย อย่างไรก็แล้วแต่ดิกชันนารีเล่มเก่าๆ ก็สามารถเก็บไว้ได้ เพราะศัพท์บางคำในเล่มใหม่ๆ อาจจะไม่มีก็ได้

    ดิกชินนารีฉบับปรับปรุงล่าสุดสำหรับนักเรียน นักศึกษา
           “ตอนนี้ดิกชันนารีถือเป็นเครื่องมือทางการศึกษาอย่างหนึ่ง แต่เนื่องจากความสะดวกสบายในปัจจุบันทำให้นักเรียน นักศึกษานิยมใช้ดิกชันนารีอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ที่ง่ายต่อการใช้ ไม่ต้องมานั่งเปิดหา ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เพียงแต่เสียดายเพราะการได้เปิดหาคำศัพท์ด้วยตนเองนั้นจะช่วยในการซึมซับความจำต่อศัพท์นั้นๆ ได้ดียิ่งขึ้น โรงเรียนเองก็น่าจะส่งเสริมให้เด็กใช้ดิกชันนารี โดยเฉพาะของ สอ เสถบุตร ที่ให้รายละเอียดที่มากกว่าการหาคำศัพท์ จนในบางครั้งสามารถกลายเป็นหนังสืออ่านเล่นได้ เพราะจะสอดแทรกวัฒนธรรมด้านภาษาเข้าไปด้วย โดยการสร้างดิกชันนารีขึ้นมาสักเล่มไม่ใช่เรื่องง่ายจึงควรหันกลับมาใช้ประโยชน์ให้สมกับที่มีการสร้างขึ้นมาเช่นกัน” เพ็ญแข อธิบาย
           
           ** ความประณีตการใช้ภาษา เรื่องน่าห่วงเด็กไทย
           ถึงตรงนี้นอกจากปัญหาการใช้ดิกชันนารีของนักเรียน นักศึกษาแล้ว สิ่งที่น่าห่วงอีกอย่างคือการใช้ภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาไทย หรือภาษาต่างประเทศ ซึ่ง เพ็ญแข มองว่า ภาษามีวิวิวัฒนาการในตัวเองที่จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ และเด็กเองก็มักจะเปลี่ยนได้เร็ว เพราะเขาจะไม่ค่อยยึดติดอยู่กับของเดิม แต่การเปลี่ยนแปลงในทุกสังคมก็ต้องมี 2 แรงที่ยื้อกัน คือ ของเดิม ที่เป็นมาตรฐาน และ ของใหม่ ที่ต้องพัฒนาคู่กันไปเรื่อยๆ
           
           “ที่น่าสังเกต คือ ณ ตอนนี้คนไทยไม่ปราณีตกับการใช้ภาษา ถึงแม้เด็กจะใช้ภาษาสมัยใหม่อยู่เป็นประจำแต่ก็ไม่มีความปราณีตของการใช้ อย่างการพูดไม่เต็มประโยค การใช้คำควบกล้ำที่ยังมีปัญหา ถึงจะไม่ผิดแต่ก็เป็นการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน ทำให้ดูไม่สุภาพ จึงอยากให้มีการพยายามใช้ภาษาอย่างประณีตขึ้นเพื่อผลดีแก่ผู้พูดเอง” ผู้ทรงคุณวุฒิราชบัณฑิตฯ ฝากทิ้งท้าย
           
           
           
           
           

           ตามรอยชีวิต “สอ เสถบุตร”
           
    “สอ เสถบุตร” เกิดวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2446 เป็นบุตรชายคนโตในตระกูล “เศรษฐบุตร” บิดาชื่อ นายสวัสดิ์ มารดาชื่อ นางเกษร มีน้องชาย 2 คน การศึกษาจบ ม.8 จาก ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัย และได้รับทุนคิงสกอลาชิพ (ทุนเล่าเรียนหลวง) ไปศึกษาต่อยังประเทศอังกฤษ จนสำเร็จปริญญาตรีเกียรตินิยม สาขาธรณีวิทยากับวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ก่อนกลับมารับบรรดาศักดิ์เป็น “รองเสวกเอก หลวงมหาสิทธิโวหาร” ด้วยวัยเพียง 26 ปี ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมบัญชีกลาง ต่อมาได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เป็นปลัดกรมองคมนตรี สังกัดกรมราชเลขาธิการในราชสำนัก
           
           ต่อมาในปี พ.ศ.2476 ถูกจับในคดีกบฏบวรเดช จนถูกถอดบรรดาศักดิ์ และศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ที่ บางขวาง, เกาะตะรุเตา และ เกาะเต่า ซึ่งระหว่างที่ถูกจองจำในฐานะนักโทษการเมืองถึง 11 ปี (พ.ศ.2476-2487) นั้นกลับเป็นช่วงเวลาในการถือกำเนิดขึ้นของ “งานแห่งชีวิต” นั่นคือปทานุกรม (พจนานุกรมอังกฤษเป็นไทย) ที่ได้รับความนิยมจนถูกยกย่องทั่วประเทศให้เป็นพจนานุกรมเล่มแรกและยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา ซึ่ง สอ เสถบุตร เองแอบลักลอบส่งต้นฉบับออกมาตีพิมพ์นอกเรือนจำผ่านทางมารดาที่เดินทางเข้ามาเยี่ยม
           
           หลังจากได้รับอิสรภาพได้เข้าสู่แวดวงสื่อสารมวลชนโดยเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “สามัคคีสาร” รับตำแหน่งผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ “ศรีกรุง” “สยามราษฎร์” เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษชื่อ “ลิเบอร์ตี้” กับ “ลีดเดอร์” จนเข้าสู่ถนนการเมืองร่วมกับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช พร้อมจัดตั้งพรรคการเมือง ชื่อ “ก้าวหน้า” ต่อมาได้รับเลือกเป็น ส.ส.ธนบุรี เขต 1 ก่อนได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ในรัฐบาล พ.ต.ควง อภัยวงศ์ และโอนมาสังกัดพรรคประชาธิปัตย์
           
           เส้นกราฟชีวิตเดินทางมาจนถึง วันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2513 สอ เสถบุตร ได้ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน ที่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รวมอายุได้ 67 ปี 7 เดือน 1 วัน
           


    เปิดคดี "ทักษิณ"รายการล่าสุด

    เปิดคำพิพากษา! “ทักษิณ” อยากเป็นประธานาธิบดี-พฤติกรรมชัดจ้องล้มสถาบันฯ
    โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 25 มิถุนายน 2552 13:36 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    พฤติกรรมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ไม่ควรกระทำ

    อีกหนึ่งพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

    คำพิพากษายกฟ้องคดี “ทักษิณ” ฟ้องหมิ่น “สุเทพ” แฉอยากกลับมาเป็นประธานาธิบดี ศาลชี้ชัดมีหลักฐาน พฤติกรรมโจทก์อันไม่เหมาะสมต่อองค์พระมหากษัตริย์-จ้องล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ อ้างผู้มีบารมีเหนือรัฐธรรมนูญมาก่อความวุ่นวายต่อระบอบประชาธิปไตย พร้อมยอมรับคนเสื้อแดงเป็นพลังสนับสนุนที่สำคัญของโจทก์ โดยมีการตั้งโต๊ะเสนอให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญาข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
           
           จากกรณีเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำสั่งคดีหมายเลขดำ อ.425/2552 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยนายอุดม โปร่งฟ้า ทนายความ ผู้รับมอบอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องนายสุเทพ เทือกสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 กรณีเมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา จำเลยได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนทำนองว่า “โจทก์ไม่ยอมแพ้ทางการเมือง และต้องการจะกลับมาเป็นประธานาธิบดี”
           
           โดยคดีนี้ ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์แล้วเห็นว่า ข้อความที่โจทก์กล่าวให้สัมภาษณ์เป็นการติชมโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ไม่ได้มุ่งใส่ความให้โจทก์ได้รับวามเสียหาย คดีจึงไม่มีมูล พิพากษาให้ยกฟ้อง
           
           และทันทีที่ศาลพิพากษายกฟ้อง ประชาชนจำนวนมากต่างให้ความสนใจต่อคดีดังกล่าว โดยเฉพาะพยานหลักฐานในคดีเกี่ยวกับพฤติกรรมของโจทก์ (ทักษิณ) เป็นไปอย่างไร จึงทำให้ศาลเชื่อว่า จำเลย(สุเทพ) ติชมโดยสุจริตใจ
           
           ดังนั้น เพื่อให้ประชาชนผู้รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เกิดความกระจ่างในคำพิพากษามากขึ้น “ทีมข่าวอาชญากรรม เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์” จึงขอนำเสนอ ย่อคำพิพากษา ในคดีดังกล่าวดังนี้ ...
           
           ... คดีนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นโจทก์ฟ้อง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ข้อหาหมิ่นประมาทที่ศาลอาญา สืบเนื่องจากนายสุเทพได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คิดจะกลับมาเป็นประธานาธิบดีและยังได้กล่าวอภิปรายในสภาเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2552 ว่า “ผมเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชอบระบอบประธานาธิบดีในจิตใจส่วนลึกของ พ.ต.ท.ทักษิณ อยากเป็นประธานาธิบดี” จึงขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328
           
           ศาลได้ไต่สวนมูลฟ้องและได้นัดฟังคำพิพากษาในวันนี้ (22 มิ.ย.2552) เวลา 09.00 น.ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) ทั้งนี้ ศาลได้พิเคราะห์จากพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์เคยดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ระหว่างปี 2544 ถึง 2549 ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) เห็นว่าโจทก์มีพฤติการณ์เหยียบย่ำ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จึงได้เทศนาสั่งสอนโจทก์เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2548 ว่า อย่าคิดอาจเอื้อมเป็นประธานาธิบดี รายละเอียดปรากฏตามหนังสือฯ เอกสารหมาย ล.4 และในส่วนตัวโจทก์เองก็ได้แสดงพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมต่อองค์พระมหากษัตริย์ คือ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2548 โจทก์ได้พูดกลับกลุ่มบุคคลที่หอประชุมอินดอร์สเตดียมหัวหมาก ด้วยข้อความไม่เหมาะสมต่อองค์พระมหากษัตริย์ ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 โจทก์ได้พูดในรายการนายกทักษิณ คุยกับประชาชน ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เรื่องการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของโจทก์ โดยใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมต่อองค์พระมหากษัตริย์ และเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2549 โจทก์ได้พูดต่อข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ว่ามีผู้บารมีเหนือรัฐธรรมนูญมาก่อความวุ่นวายต่อระบอบประชาธิปไตยมากเกินไป จนทำให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า การกระทำของโจทก์ทำให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยว่าโจทก์ไม่ปกป้องต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังปรากฏตามหนังสือพิมพ์เอกสารหมาย ล.26 และ ล.27
           
           เมื่อโจทก์พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วได้มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โจทก์ได้โทรศัพท์พูดคุยกับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชาชน ระหว่างสัมมนาที่โรงแรมที่อำเภอเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา โดยโจทก์ยอมรับว่าคนเสื้อแดงเป็นพลังสนับสนุนที่สำคัญของโจทก์ ตามเอกสารหมาย ล.1 การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงทุกครั้งได้นำรูปของโจทก์ขึ้นนำขบวน ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.12, ล.15 โจทก์ยังได้พูดคุยกับกลุ่มคนเสื้อแดงเรียกร้องให้บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และ พรรคเพื่อไทย ขึ้นกล่าวปราศัยบนเวทีของคนเสื้อแดง นอกจากนี้ ร้อยตำรวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ก็ได้อภิปรายยอมรับต่อที่ประชุมสภา เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2552 ว่า “พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย มีความเชื่อมโยงกันเป็นเนื้อเดียวกัน และพรรคเพื่อไทยก็ได้จัดทำเสื้อแดงเตรียมไว้ให้บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยเพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2551” ตามเอกสารหมาย ล.10, ล.11 และการชุมนุมของคนเสื้อแดงทุกครั้งมักจะพูดพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น การชุมนุมเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2550, วันที่ 10 มิถุนายน 2551, วันที่ 15 สิงหาคม 2251 โดยเฉพาะการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2551 กลุ่มคนเสื้อแดงได้นำพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ติดไว้ที่ฉากหลังเวที
           
           โดยมีข้อความที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.14 ต่อมาเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2552 มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงหลายครั้งและมีการตั้งโต๊ะเสนอให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญาข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ปรากฎตามเอกสารหมาย ล.16 ล.21 จากพฤติกรรมของโจทก์เป็นผลให้ พล.ต.อ.วิสิษฐ เดชกุญชร เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ว่าโจทก์หลบหลู่ดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.31
           
           นอกจากนี้ พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ ก็ยังได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า โจทก์จ้องล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ตามหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 4 เม.ย. 2552 ซึ่งโจทก็น่าจะหยุดการกระทำอันไม่บังควรดังกล่าว แต่โจทก์กลับไม่หยุด และในทางกลับกันโจทก็กลับให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไฟแนนเซี่ยลไทม์ว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ควรทราบเรื่องแผนการรัฐประหารมาล่วงหน้า” ตามหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 15 พ.ค.2552 โจทก์ยังได้ให้การสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดงให้มาชุมนุมกันที่ถนนราชดำเนิน ลานพระบรมรูปทรงม้า จนนำไปสู่การจลาจล ซึ่งชวนให้เห็นว่า เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติโดยประชาชนตามคำชักชวนของโจทก์
           
           ทั้งนี้ เพราะโจทก์กับกลุ่มคนเสื้อแดงย่อมรู้อยู่แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยรูปแบบอื่นตามที่โจทก์ต้องการไม่อาจทำได้โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 ม.291 วรรค 2 จากพฤติการณ์ของโจทก์และกลุ่มคนเสื้อแดงย่อมบ่งชี้ให้เห็นว่ามีเจตนาที่ส่อไปในทางที่สอดคล้องกับคำเทศนาของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปัณโน จำเลยอยู่ในฐานะอันชอบธรรมที่จะแสดงความคิดเห็นได้ ทั้งนี้ เพราะจำเลยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 มาตรา 123 บัญญัติว่าก่อนเข้ารับหน้าที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะต้องกล่าวปฏิญาณตนในที่ประชุมสภาว่าจะปฏิบัติหน้าด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ และตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 มาตรา 175 บัญญัติว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระมหากษัตริย์ว่า จะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ มาตรา 8 บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เครารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ซึ่งจำเลยและประชาชนผู้จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะปกป้องพระมหากษัตริย์ให้ผู้ใดล่วงละเมิด
           
           นอกจากนี้ การที่จำเลยพูดให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2552 ว่า โจทก์คิดจะกลับมาเป็นประธานาธิบดี นั้นสืบเนื่องจากกรณีที่ โจทก์ได้พูดคุยกับผู้ร่วมสัมมนาว่า รัฐบาลประชาธิปัตย์เป็นเสือหิวเสือโหย ดังนั้น ตามที่จำเลยวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมของโจทก์ แล้วสรุปว่าวันหนึ่งโจทก์จะกลับมาเป็นประธานาธิบดี จึงน่าเชื่อว่าจำเลยกล่าวไปโดยมีเจตนาว่ากล่าวตักเตือนโจทก์และคนเสื้อแดงมิให้กระทำการล่วงละเมิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ จากสถานะของจำเลยจึงอยู่ในฐานะและมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะแสดงความคิดเห็นหรือข้อความนั้นได้ การกระทำของจำเลยซึ่งเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรมป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับตนตามครองธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329 (1) การกระทำของจำเลย จึงไม่มีมูลความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง
           


    June 24

    ข้าราชการท้องถิ่นคือก้าวต่อไปของไทยสันติสุข

    ขรก.ส่วนตำบลสัมมนา “ข้าราชการส่วนท้องถิ่นก้าวต่อไปเพื่อสังคมไทยสันติสุข”
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 มิถุนายน 2552 17:23 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น


    ระยอง - นายกสมาคมข้าราชการส่วนตำบลฯ จัดสัมมนา “ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ก้าวต่อไปเพื่อสังคมไทยสันติสุข
           

           วันนี้ (24 มิ.ย.52) ที่โรงแรมสตาร์ อ.เมืองระยอง นายธัญศักดิ์ แสงศรีจันทร์ นายกสมาคมข้าราชการส่วนตำบลและเทศบาล จัดประชุมสัมมนา “ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ก้าวต่อไปเพื่อสังคมไทยสันติสุข” ระหว่างวันที่ 23 -26 มิถุนายน มีข้าราชการ พนักงานลูกจ้างประจำ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าร่วมการสัมมนากว่า 1,000 คน
           
           นายธัญศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาการกระจายอำนาจของท้องถิ่นและทิศทางขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยมองว่าท้องถิ่นยังไม่มีความพร้อมในด้านงบประมาณและบุคคลากร แต่ข้อเท็จจริงนั้นท้องถิ่นมีความพร้อมตลอดเวลา แต่ กรม กองที่จะกระจายอำนาจจะต้องให้ความรู้ทั้งด้านวิชาการเทคนิคให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงที่จะกระจายอำนาจเกรงว่าจะทำให้กระทรวงมหาดไทยมีอำนาจครอบคลุมท้องถิ่นมากขึ้น ในอนาคตจะต้องแก้ไขเรื่องการกระจายอำนาจนั้นไม่สมควรที่จะขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย ควรจะแยกออกไปเทียบเท่าระดับ กรม ไม่ว่าการบริหารบุคคล หรือการจัดสรรงบประมาณ ถ้าปฏิบัติเช่นนี้ได้กระทรวงต่างๆที่คิดจะกระจายอำนาจ จะกระจายอำนาจด้วยความสบายใจ
           
           หน่วยงานราชการ กระจายภารกิจ ที่เป็นหน้าที่ของท้องถิ่น เพื่อไม่ให้มีความซ้ำซ้อนกับงานที่ท้องถิ่นทำอยู่ อาทิ ถนน เชื่อม ระหว่างหมู่บ้านตำบล ประปา ทะเบียนราษฎร์ ฯลฯ ที่จะต้องเร่งกระจายอำนาจให้เป็นไปตามพ.ร.บ.การกระจายอำนาจ ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นมีการกระจายอำนาจพร้อมกับประเทศไทย เริ่มตั้งแต่ ปี 2542 สำเร็จภายใน 6 ปี แต่ประเทศไทยเหมือนกับการเริ่มตั้งต้นใหม่
           
           ว่าที่ รต.กฤตยชญ์ กลับมาอนุรักษ์ สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) หมื่นไวย อ.เมือง จ.นครราชสีมา กล่าวว่าเรื่องการถ่ายโอน องค์กรปกครองท้องถิ่นทุกระดับมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร สถานที่และพื้นที่ เพียงแต่ที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้เรื่องการจัดสรรเงิน ที่จะให้องค์กรปกครองท้องถิ่น อาทิ ภารกิจที่รับถ่ายโอนมามีจำนวนมาก แต่งบประมาณล่าช้า
           
           นายไตรภพ บันเทิงสุข ปลัด อบต.หนองละลอก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง อุปนายกสมาคมที่ 2 กล่าวว่าขวัญและกำลังใจของข้าราชการส่วนท้องถิ่นเป็นส่วนประกอบสำคัญในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเรื่องค่ารักษาพยาบาล ขณะนี้มีปัญหาในส่วนของ อบต. ขนาดเล็กมีค่ารักษาพยาบาลเป็นจำนวนเงิน100,000 บาท นายก อบต.จะไม่ค่อยเบิกค่ารักษาให้ ควรให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้เบิกค่ารักษาพยาบาลเหมือนข้าราชการ เบิกโดยตรงกับกรมบัญชีกลาง อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือดูแลสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการส่วนท้องถิ่น
           
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเดินทางมาเป็นประธานเปิดงาน “ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ก้าวต่อไปเพื่อสังคมไทยสันติสุข” ที่ โรงแรมสตาร์ อ.เมืองระยอง และทำพิธีมอบเข็มเชิดชูเกียรติและใบประกาศเกียรติคุณแก่ข้าราชการส่วนตำบลดีเด่น
           

    June 23

    นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ไม่ย่นย่อ

    “สนธิ”เผยชีวิตก่อน-หลังลอบสังหาร ย้อนอดีตเป็นนักธุรกิจที่โง่
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 มิถุนายน 2552 01:47 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น





    "สนธิ" เผยอาการหลังโดนสังหาร แผลหายดีแล้ว 70% แต่ยังมีอาการน้ำในหูไม่เท่ากัน และฤทธิ์ยาสลบยังอยู่ในร่างกาย 50% เชื่อคนบงการจะโดนกฎแห่งกรรมเล่นงาน และจะถูกกดดันทางสังคมจากพี่น้องพันธมิตรฯ จนไม่อยากอยู่ ยืนยันพร้อมตายตลอดเวลา เพราะเข้าใจทุกอย่างเป็นเรื่องสมมุติ ขอใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เพื่อบ้านเมือง ยอมรับเป็นนักธุรกิจที่โง่ในสายตานักธุรกิจทั่วไป ที่เอาทรัพย์สินไปแลกอุดมการณ์ เผยความฝันอยากตั้งสถาบันสอนนักข่าวมืออาชีพ
           
           
           
           รายการ “แอน จินดารัตน์” ดำเนินรายการโดยนางจินดารัตน์ เจริญชัยชนะ ออกอากาศทางเอเอสทีวี-ของประชาชน ช่วงเวลา 20.30-22.00 น. วันจันทร์ที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้มาเป็นแขกรับเชิญในรายการ เพื่อให้สัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับการใช้ชีวิต ทั้งช่วงก่อนและหลังจากถูกลอบสังหารด้วยอาวุธสงคราม เมื่อวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยนายสนธิบอกว่าแผลที่ถูกยิงที่ศีรษะหายแล้วประมาณ 70% ซึ่งบางครั้งยังมีอาการเวียนหัวอยู่ เนื่องจากน้ำในหูไม่เท่ากัน เลือดที่ส่งไปเลี้ยงสมองยังทำงานไม่เต็มที่ ที่สำคัญเวลาผ่าตัดฤทธิ์ยาสลบที่ใช้ในการผ่าตัดยังคงอยู่ในร่างกายอีก 50 % จะทำให้เหนื่อยง่าย ง่วงเร็ว ตรงนี้ต้องใช้เวลาในการขับฤทธิ์ยาออกไป และครั้งนี้เป็นครั้งแรงในชีวิตที่หนักที่สุดสำหรับการผ่าตัดและวางยาสลบ แต่แปลกหลังจากฟื้นรู้สึกตัวเร็วมากไม่มีอาการเมายาสลบเลย สามารถทักทายกับคนทั่วไปได้
           
           เมื่อถามว่าทำไมยังเอาเสื้อ กางเกงที่เปื้อนเลือดมาแขวนไว้ในห้องทำงาน นายสนธิ กล่าวว่าต้องการเอาไว้เตือนใจให้รู้ว่า เลือดที่หลั่งลงสู่ดินนี้เป็นเลือดคนบริสุทธิ์ คนที่ทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองต้องมาเสียเลือดเสียเนื้อ และโดนคนซึ่งโดยหน้าที่ควรจะทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองเหมือนกับตน แต่ต้องมาแปลงร่างเป็นอสูรกายมายิงตน งานนี้เป็นคนมีสียิงแน่นอน อย่างไรก็ดีตนเชื่อในเรื่องของเวรกรรม และอโหสิกรรมให้ ทุกวันนี้ได้แต่สวดแผ่เมตตาให้ผู้กระทำ ไม่โกรธ ไม่แค้น ไม่เคืองเขา ให้กฎแห่งกรรมเป็นตัวเร่งให้เขารับกรรมไม่ว่าเขาจะใหญ่แค่ไหน จะมียศเป็นพลเอกก็ตาม
           
           นายสนธิ กล่าวต่อว่า คนที่สั่งฆ่านั้นเป็นพวกที่มีอวิชชา คิดว่าตนเป็นคนอันตราย พูดไม่รู้เรื่อง ต้องฆ่า เหมือนสมัยรุ่น 5 ยึดอำนาจก็ส่งคนมายิง เพราะนายสนธิ ซื้อไม่ขาย ขอไม่ให้ ต้องยิงมัน ทั้งนี้ ผู้มีอำนาจมีอิทธิพลจะกลัวคนที่มีจุดยืน ส่วนคนเสื้อแดงนั้นไม่น่ากลัว เพราะไม่มีอุดมการณ์พวกเขาอยู่ได้ด้วยท่อน้ำเลี้ยง ด้วยเงิน แต่เขากลัวพันธมิตรฯ ที่มีจิตวิญญาณ ซื่อสัตย์ จิตบริสุทธิ์ รักชาติบ้านเมือง และมีอำนาจแห่งปัญญาที่วิเคราะห์ได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด มีหิริโอตปะ มีจริยธรรม เชื่อว่าพี่น้องพันธมิตรฯ หลายคนเคียดแค้นว่าทำไมตนต้องถูกยิง แล้วถ้าวันข้างหน้ามีการจับคนร้ายได้ แล้วชี้ไปถึงคนที่อยู่เบื้องหลัง เชื่อว่าพันธมิตรฯ มีอิทธิพลในการสร้างความกดดัน ให้คนที่สั่งการอยู่เบื้องหลังการสั่งยิงมีชีวิตอยู่อย่างไม่เป็นสุข ชนิดถ้ามีชีวิตอยู่ สู้ตายดีกว่า เขาจะมองหน้าคนไม่ได้ เพราะคนที่เคียดแค้นแทนมีอยู่ทุกวงการ พันธมิตรฯ คงไม่ทำอะไรเขา แต่สายตาที่มองอย่างดูถูกเขาจะทนไม่ได้
           
           “ช่วงนี้ก็ไปปล่อยข่าวลือว่า ผมถูกสั่งยิงโดยฟ้า แล้วเขาก็ไม่รู้ว่า ทางข้างบนก็รู้ว่านี่คือข่าวลือที่ปล่อยออกมา ใครปล่อยเขาก็รู้ เขาบอกว่าปล่อยผ่านพระองค์หนึ่งแถวยานนาวา พระองค์นั้นท่านก็ฉุนว่าเอาท่านไปเกี่ยวข้องอะไร ท่านก็โทร.ไปรายงานฟ้าเหมือนกันว่าท่านไม่เกี่ยวข้อง แล้วบอกด้วยว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวลือ นี่คือความทุกข์ มันปิดไม่มิดหรอก เอามือปิดฟ้าได้ยังไง”นายสนธิกล่าว
           
           นายสนธิ กล่าวต่อว่า ชีวิตความเป็นอยู่หลังโดนลอบยิง ยอมรับว่าลำบากขึ้น การที่มีคนเดินล้อมหน้าลอมหลังตนนั้น เป็นเพราะมีเพื่อนที่เป็นตำรวจที่เกษียรแล้วเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยเลยจัดกำลังมาดูแลรักษาความปลอดภัยให้ ลำพังตนไม่ได้ประมาท แต่มีความเชื่อมันในเรื่องกฎแห่งกรรม ถึงแม้จะมีคนล้อมหน้าล้อมหลังมากน้อยแค่ไหน เมื่อมันจะตายอย่างไรมันก็ตาย แต่ถ้าไม่ตายก็ไม่ตาย ขนาดโดยยิงกว่าร้อยนัดยังไม่ตายเลย ตอนนี้ชีวิตไม่ได้ต้องการอะไร นอกจากอยากให้ชาติบ้านเมืองดีขึ้น อยากให้ชาติบ้านเมืองรู้จักถูกผิด มีที่ยืน ไม่ใช่ว่าอยู่ๆวันดีคืนดีมีคนเอาปืนมายิง ซึ่งคนพวกนี้ต้องได้รับกฎแห่งกรรม หรือกรณีที่ คุณธานี สมบูรณ์ทรัพย์ เพิ่งให้สัมภาษณ์บอกว่าเจอตอ เมื่อเจอตอแล้วหาคนร้ายไม่ได้ อย่างนี้ประเทศไม่มีที่ยืนแล้ว หวังไม่ได้แล้ว ทุกคนมีสิทธิตายได้ ถ้าคนมีอำนาจแล้วสั่งฆ่าใครก็ได้
           
           อย่างไรก็ตาม นายสนธิกล่าวต่อว่า ตนพร้อมที่จะตายอยู่แล้ว เพราะเตรียมตัวตายมานาน เพราะนี่เป็นเรื่องสมมุติ แต่เชื่อว่าถ้าตายไปคงได้ขึ้นสวรรค์เพราะทำอะไรให้ชาติบ้านเมืองมามาก ครูบาอาจารย์ก็สอนให้เตรียมตัวตาย ให้กลัวบาป มีหิริโอตปะ ซึ่งตนได้รับอิทธิพลจากภรรยา ที่ดึงเข้าสู่ธรรมมะเป็นคนแรก โดยมีเทกนิคการสอนหลายอย่าง ทั้งในเรื่องเตรียมตัวตายเพราะไม่มีใครรู้ว่าจะตายวันไหน แล้วจะต้องสร้างคุณงามความดี ละเว้นจากการทำบาป มีหิริโอตปะ ส่วนอีกอย่างเห็นจะเป็นบทเรียนที่ได้รับจากการบวชเมื่อปี 2541 ที่ จ.หนองบัวลำภู หลวงพ่อญาท่านสอนให้มีสติอยู่ตลอดเวลาแม้กระทั่งขณะทานอาหาร วันที่ศาลสั่งล้มละลายเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว คนแรกที่นึกถึงคือหลวงพ่อญาท่าน ท่านบอกว่าพ้นกรรมแล้ว และได้สอนว่าเสียอะไรเสียไป รักษาใจไว้ให้ดี ใจเท่านั้นที่เป็นของเรา ใครก็เอาไปไม่ได้ ก็เลยคิดออกว่าไม่ว่าจะเป็นนาฬิกา รถ บ้าน เสื้อผ้า ถ้ามันจะหมดก็ให้มันหมดไป รักษาใจไว้ก่อน
           
           นายสนธิ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านั้น ตนเคยขึ้นปกนิตยสารเอเชียวีค นิวยอร์กไทมส์ เอเชียนวอลสตรีทเจอร์นัล ลอสแองเจลิสไทมส์ มีบริษัทที่สหรัฐอเมริกา แมนเชสเตอร์ ฮ่องกง สิงคโปร์ ไปสหรัฐฯ ปีละหลายครั้ง เดินทางจากนิวยอร์กไปลอนดอนด้วยเครื่องบินคองคอร์ด เคยนั่งกับอีริค แคลปตัน อะไรที่มันที่สุดๆ ตนผ่านมาหมด สมัยนั้นมองว่าเป็นความภาคภูมิใจสุดๆ แต่เมื่อมองย้อนหลังแล้ว ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น รู้สึกสงสารตัวเอง และเห็นคนรุ่นหนุ่มในปัจจุบันเป็นอย่างที่ตนเคยเป็น มองแล้วก็สงสาร เพราะนั่นคือของปลอม
           
           เมื่อถามว่า เป็นนักธุรกิจแบบไหน นายสนธิตอบว่า ตนเป็นนักธุรกิจที่โง่ วงการธุรกิจที่รู้ว่าตนตัดสินใจอย่างไรเขาจะบอกว่าโง่ เช่น ปี 2535 ตนเคยมีบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ 3 บริษัท คือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ โรงพิมพ์ตะวันออก และไออีซี.ที่ตนเคยให้หุ้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เม็ดเงินทั้งหมดที่ตนมีใน 3 บริษัทไม่ต่ำกว่าพันล้าน แต่ตนเอาธุรกิจเหล่านั้นไปแลกกับอุดมการณ์ เพราะหลังจากนายทหารรุ่น 5 ยึดอำนาจในนาม รสช. ตนลงข่าวสวนทางเขาตลอด เพราะทนไม่ได้ที่ทหารยึดอำนาจจากรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ
           
           นายสนธิกล่าวต่อว่า รสช.ได้เข้าควบคุมสื่อทุกทาง แต่มีหนังสือพิมพ์ผู้จัดการที่กล้าลงข่าวสวนทาง ทั้งที่มีคนเตือนว่าอย่าไปแข็งข้อ ให้ลู่ตามลม แต่อุดมการณ์รักชาติบ้านเมือง จนกระทั่งมีการประท้วงของประชาชน โดยมีพล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นหัวหน้า ซึ่งได้มีการปิดข่าวทั้งหมดว่าไม่มีคนชุมนุมอยู่ที่สนามหลวง จนกระทั้งได้ร่วมสู้กับ พล.ต.จำลอง ซึ่งวันนั้นเป็นวันที่สำคัญที่สุด ตนได้เรียกประชุมนักข่าวในกอง บก.ว่าสู้หรือไม่ ซึ่งตนมองหน้านักข่าวในกองบก.กับตัวเลขในบัญชี แต่จิตวิญญาณทำให้รำลึกไปถึงตอนเป็นหนุ่มที่มีอุดมการณ์ ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีทางเอาชนะได้ จะกอดเงินไว้ก่อน เดี๋ยวอีกหน่อยคนก็ลืม ก็ทำได้ แต่ตนไม่ทำ จึงตัดสินใจลุย และตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการฉบับพิเศษว่ามีคนเรือนหมื่นอยู่ที่สนามหลวง แล้วแจกจ่ายฟรีทั่วกรุงเทพฯ สองแสนห้าหมื่นฉบับ จากนั้นมีคนสั่งยิงตน จึงได้หนีไปอยู่ต่างประเทศ โดยตั้งใจว่าจะไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น แต่ก่อนไปได้เซ็นเช็คให้นายชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย โดยให้ไปกรอกจำนวนเงินเอง เพื่อให้นำเงินนั้นไปซื้อข้าวเลี้ยงผู้ประท้วงที่สนามหลวง เพราะคิดว่ายังไงก็เจ๊งอยู่แล้ว จึงไม่ห่วงเงินที่มีอยู่ในบัญชี 200 กว่าล้านบาท
           
           นายสนธิ กล่าวถึงการใช้ชีวิตก่อนหน้านี้ว่า ชอบความเป็นส่วนตัวมาก แต่หลังจากมาเป็นแกนนำพันธมิตรฯ ชีวิตเปลี่ยนไปมาก ก่อนหน้านั้น ชอบขับรถคนเดียวไปรับประทานอาหารตามจังหวัดต่างๆ บางครั้งก็กินข้างถนน และชอบให้ทิปมากๆ แต่ไม่ใช่ฟุ่มเฟือยหรืออวดร่ำอวดรวย แต่เพราะเห็นใจและสงสารพนักงานที่เงินเดือนน้อย เงินเหล่านี้มีความหมายกับพวกเขามาก นอกจากนี้ตนไม่ชอบเที่ยวตามสถานบริการ เพราะไม่มีรสนิยมและคนที่มาให้บริการนั้นก็มาทำด้วยความจำใจ บางคนมาทำเพราะต้องการเงินไปเรียนในสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียง ซึ่งถือเป็นความคิดที่ผิด เพราะสามารถเลือกเรียนรามคำแหงที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าได้
           
           ทั้งนี้ นายสนธิ กล่าวต่อว่า การศึกษาของไทยปัจจุบันด้อยคุณภาพลงไปมาก เพราะเป็นเรื่องของการพาณิชย์เกือบทั้งหมด ตนเคยสอนนักศึกษาปริญญาโท แค่ห้องเดียวมีถึง 60 คน ทั้งที่ควรจะมีแค่ 10-15 คนจึงจะได้มาตรฐาน แต่อาจารย์บอกว่าถ้านักศึกษาน้อยจะไม่คุ้ม
           
           นายสนธิกล่าวว่า ในชีวิตใฝ่ฝันว่า ในอนาคตหลังจากเสร็จสิ้นเรื่องตามต่างๆ แล้ว อยากตั้งสถานศึกษาที่สอนวิชาชีพด้านสื่อมวลชน รับคนที่จบปริญญาตรีมาสอนเรื่องการเขียนข่าว หนังสือพิมพ์ วิทยุ ทุกอย่างที่สือมวลชนควรจะมี ที่สำคัญจะสอนอุดมการณ์และจริยธรรมเข้าไปด้วย ตนคิดอยากทำมานานและนายพงษ์ศักดิ์ พยัคฆวิเชียร ก็คิดเช่นกัน เพราะอยากจะมีสื่อมวลชนมืออาชีพเสียที ไม่ใช่พอมาทำงานสื่อมวลชนทำแล้วโดนเจ้าของครอบงำ เห็นแก่เงิน ตรงนี้ต้องหมดไป อย่างไรก็ตาม โอกาสที่จะทำสถาบันอย่างนี้ ต้องรอให้บ้านเมืองดีขึ้นก่อน หรือให้ประชาชนไล่ออกจากการเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก่อน ส่วนจะเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่หรือไม่นั้น สัปดาห์หน้าจะมาคุยในรายการนี้อีกครั้ง

    June 22

    โรงเรียนดี ๆ ที่ต่างประเทศ

    โรงเรียนดีๆ
    โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช 21 มิถุนายน 2552 14:24 น.
    สมัยผมเป็นผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย ผมได้ไปติดต่อโรงเรียนมัธยมในนิวซีแลนด์ไว้ประมาณสิบแห่ง ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนรัฐบาลเพื่อส่งนักเรียนไปเรียนเป็นเวลาหนึ่งปี เพราะผมสังเกตว่านักเรียนทุน AFS ที่ไปอเมริกากลับมาจะภาษาดี และมีความมั่นใจในตัวเอง ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
           
            แต่ก่อนเด็กที่ไปเรียนเมืองนอก หากไม่เป็นลูกหลานเจ้านาย ก็เป็นลูกหลานนักธุรกิจ โรงเรียนประจำในอังกฤษเป็นที่นิยมกันมาก เด็กต้องไปเรียนตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ส่วนที่อเมริกาก็มีโรงเรียนประจำที่ดีๆ หลายแห่ง เช่น Chote, Andover, Hotchkiss และ Exeter เป็นต้น เคยมีการสำรวจว่านักการเมือง นักการทูต และนักธุรกิจชั้นนำในอเมริกาล้วนแล้วแต่เคยเป็นนักเรียนประจำในโรงเรียนเหล่านี้มาทั้งสิ้น
           
            อเมริกาเรียกโรงเรียนเหล่านี้ว่า private school ส่วนอังกฤษเรียกว่า public school ซึ่งไม่ใช่โรงเรียนของรัฐ หากเป็นของเอกชนซึ่งเป็นของพวกสอนศาสนานิกายต่างๆ
           
            โรงเรียนประจำในอังกฤษและอเมริกา มีเนื้อที่ใหญ่โตกว้างขวางมาก เป็นหลายๆ ร้อยไร่ บางแห่งก็มีสนามกอล์ฟเป็นของตัวเองด้วย เวลานี้ค่าเล่าเรียนรวมค่ากินอยู่ด้วยก็ตกราวๆ หนึ่งล้านห้าแสนบาท
           
            นอกจากอังกฤษและอเมริกาแล้ว ก็มีออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ที่เด็กไทยไปเรียนกันแยะ สมัยก่อนคนไทยนิยมส่งเด็กไปเรียนที่อินเดีย เพราะหลวงวิจิตรวาทการเคยเป็นทูตที่อินเดีย และเขียนหนังสือเรื่อง “ของดีในอินเดีย” ในบรรดาของดีเหล่านั้น ก็มีโรงเรียนที่อังกฤษไปสร้างขึ้นไว้ด้วย ส่วนมากเป็นของนิกายต่างๆ ในศาสนาคริสต์
           
            โรงเรียนในอินเดียที่เป็นโรงเรียนประจำแบบอังกฤษ จะอยู่ตามเมืองตากอากาศ เช่น แถบเทือกเขาหิมาลัย และตอนเหนือแถวเมืองซิมลา นอกจากนั้นก็มีในตอนใต้แถวเมืองบังกาลอ ซึ่งเวลานี้กลายเป็นศูนย์คอมพิวเตอร์ไปแล้ว โรงเรียนในอินเดียมีคุณภาพดี ครูจะเป็นชาวอังกฤษ ราคาถูกเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว ค่าใช้จ่ายตกเดือนละ 2,000 บาทเท่านั้น ผู้ที่จบชั้นมัธยมปลายจะได้ประกาศนียบัตร Senior Cambridge จบแล้วไปเข้ามหาวิทยาลัยในอังกฤษสบายเลย สมัย พ.ศ. 2500 การไปเรียนที่อินเดียเป็นที่นิยมกันมาก จบแล้วก็ไปต่อที่อังกฤษ โรงเรียนที่อินเดียเข้าง่ายกว่า โรงเรียนในอังกฤษซึ่งมีข้อพิจารณาพิเศษอย่างเช่น ปู่ พ่อ เคยเป็นนักเรียนเก่ามาก่อน เป็นต้น
           
            ผู้ทำกิจการด้านการศึกษาพาเด็กไปเรียนต่างประเทศชื่อ คุณหลวงอุปถัมภ์ฯ ซึ่งดูแลส่งเด็กไปเรียนที่อินเดีย ส่วนมากจะเป็นเมืองคาร์จีลิง ซึ่งอยู่บนเขา
           
            คาร์จีลิงเป็นเมืองบนเขา มีที่ราบน้อย ที่ดินเชิงเขาจะปลูกชามีชื่อเสียงมาก แต่ก่อนสมัยอังกฤษปกครองอาณานิคม คาร์จีลิงเป็นเมืองตากอากาศที่มีชื่อเสียงมาก
           
            การไปคาร์จีลิงต้องขึ้นเครื่องบินจากกัลกัตตาไปลงที่สนามบินเล็กๆ ชื่อ ซีรีกูรี แล้วนั่งรถบนเส้นทางที่คดเคี้ยว และสวยงาม ใกล้ๆ กับคาร์จีลิงมีเมืองชายแดนชื่อ กาลิมปง เป็นเมืองเล็กๆ ที่นี่มีโรงเรียนหญิงชื่อ St. Joseph Convent ที่คุณหญิงพรทิพย์ เคยไปอยู่ และโรงเรียนชายชื่อ St. Angustine
           
            ที่คาร์จีลิงและกาลิมปงนี้มีชาวทิเบต ชาวภูฎานมาอยู่หลายคน ส่วนมากเป็นเชื้อพระวงศ์และลูกข้าราชการ เดี๋ยวนี้แทนที่จะไปเรียนอินเดีย ชาวภูฏานหลายคนนิยมส่งลูกมาเรียนที่ประเทศไทย ทั้งในระดับมัธยม และมหาวิทยาลัย
           
            คนทิเบตเป็นคนแข็งแรง อดทน เดินเก่ง ส่วนมากเดินกันไกลๆ รู้ทางลัด และเดินเร็วมาก คนทิเบตนั้นจบแค่มัธยมไปจากอินเดีย ก็นับว่าดีแล้ว ในสมัยหลังๆ จึงจะเรียนระดับมหาวิทยาลัย
           
            โรงเรียนประจำในอินเดีย อาหารการกินแร้นแค้นมาก อาหารแขกจะไม่มีเนื้ออยู่แล้ว ส่วนมากจะมีดัลห์หรือซุปถั่ว และผักกับผงกะหรี่กินกับโรตีแผ่นเล็กๆ หากใครอยากกินไก่ก็ต้องไปขอให้คนครัวที่เลี้ยงไก่ไว้ขายเป็นอาชีพเสริมทำให้ ส่วนหมูไม่ต้องพูดถึงเพราะไม่มีคนทำ
           
            เดี๋ยวนี้ไทยเรามี “โรงเรียนอินเตอร์” หลายโรงเรียนราคาถูกกว่าส่งเด็กไปอังกฤษหรืออเมริกา แต่ก็ยังแพงอยู่คือปีละ 4-5 แสนบาท คุณภาพดีมีครูจากอังกฤษ และอุปกรณ์การสอนครบถ้วน หลักสูตรเหมือนกับในอังกฤษ
           
            การที่เด็กไทยได้เรียนโรงเรียน “อินเตอร์” นั้น ไม่ใช่จะดีเพราะได้ภาษา แต่ได้วิชาการคิด และวินัยในการเรียนมาด้วย โรงเรียนบางแห่งก็มีการสอนดนตรีและศิลปะที่ดีมาก เวลานี้เราก็ยังมีคนส่งเด็กไปเรียนเมืองนอกอยู่ โดยเฉพาะนิวซีแลนด์ เมื่อ 40 ปีก่อนมีนักเรียนมาเรียนโรงเรียนมัธยมไม่กี่คน เดี๋ยวนี้มีหลายร้อยคน
           
            ผมเองอยากกลับไปดูโรงเรียนในอินเดียว่าจะเป็นอย่างไร คงไม่ดีเหมือนสมัยก่อน แต่ในด้านค่าใช้จ่ายคงถูกกว่าที่อื่น และมหาวิทยาลัยในอินเดียที่ดีๆ ก็มีมาก หากผมไปมาก็จะนำมาเล่าสู่กันฟังต่อไป

    คณะราษฎร์ กับ ในหลวง ร. 7

    24 – 27 มิถุนายน ‘คณะราษฎร’ กับ ในหลวงร. 7 ความงามของการเปลี่ยนแปลง
    โดย คำนูณ สิทธิสมาน 21 มิถุนายน 2552 12:50 น.
    ไม่ว่าระหว่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กับคณะราษฎร ฝ่ายใดจะคิดเรื่องเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองขึ้นมาก่อน และไม่ว่าการปฏิวัติเมื่อย่ำรุ่งของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 จะเป็นความใจร้อนหรือการชิงสุกก่อนห่ามตามที่ผู้หยิบยกมาโจมตีคณะราษฎรหรือไม่ก็ตาม ผมมีมุมมองว่า ณ ห้วงเวลาระหว่างวันที่ 24 – 27 มิถุนายน 2475 เป็น...
           
           การปฏิวัติที่งดงาม
           
           การปฏิวัติที่มีวัฒนธรรม

           
           เป็นความงดงามและวัฒนธรรมที่เกิดจากทั้งพระราชปณิธานและปณิธานของทั้ง 2 ฝ่ายโดยแท้
           
           ห้วงเวลา 3 วันหลังการปฏิวัติครั้งนั้น หากพิจารณาจาก “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475” ซึ่งนอกจากจะถือเป็น รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรฉบับแรกของประเทศไทยแล้ว ยังเป็นการแสดงลักษณะเฉพาะของการปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 ที่ดำเนินไปด้วยความยินยอมพร้อมใจและความเคารพนับถือต่อกันของผู้ปฏิวัติและพระองค์ผู้ถูกปฏิวัติ
           
           ถือเป็นความต่อเนื่องทางนิติศาสตร์ระหว่าง 2 ระบอบการเมืองที่แตกต่างกัน
           
           สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทยก็คือเป็นพระบรมราชโองการ !
           
           ในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงลงพระปรมาภิไธยด้วยพระองค์เอง โดยไม่มีบุคคลใดในคณะราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
           
           ความหมายก็คือ คณะราษฎร ณ ห้วงเวลา 3 วันหลังการปฏิวัติยังคงยอมรับในความเป็น “องค์อธิปัตย์” ของในหลวงรัชกาลที่ 7
           
           แต่ครั้นเมื่อธรรมนูญการปกครองแผ่นดินชั่วคราวมีผลใช้บังคับแล้ว ฐานภาพของระบอบการเมืองในประเทศไทยจึงแปรเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญทันที พระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ในระบอบการเมืองใหม่จึงต้องมีผู้มีอำนาจหน้าที่เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ บทบัญญัติในธรรมนูญการปกครองมาตรา 7 จึงกำหนดให้ “กรรมการราษฎร” ผู้หนึ่งผู้ใดเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
           
           ตั้งแต่นั้นมา บรรดาพระราชบัญญัติและพระบรมราชโองการต่าง ๆ ตลอดจนรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 จึงมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
           
           จึงกล่าวได้ว่า...
           
           การเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทยจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็น ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญนั้นเป็นการโอนถ่ายอำนาจรัฐาธิปัตย์จากพระมหากษัตริย์ให้แก่ประชาชนโดยผลของรัฐธรรมนูญ ซึ่งพระมหากษัตริย์ได้ทรงตราขึ้นโดยพระราชอำนาจของพระองค์เอง
           
           คณะราษฎรไม่ได้อ้างว่าตนเป็นรัฐาธิปัตย์ !
           
           เพราะถ้าอ้างเช่นนั้นก็ต้องประกาศใช้รัฐธรรมนูญเอง โดยไม่ต้องขอพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ ตามทฤษฎีพื้นฐานทั่วไปทางรัฐศาสตร์ที่ว่า รัฐาธิปัตย์จะออกกฎหมายหรือไม่ออกกฎหมายใดก็ได้ ไม่มีอำนาจใดอยู่เหนืออำนาจของรัฐาธิปัตย์
           
           คณะราษฎรขอพระราชทานรัฐธรรมนูญจากพระมหากษัตริย์ ดังคำปรารภของพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ว่า
           
           "โดยที่คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ภายใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม เพื่อบ้านเมืองจะได้เจริญขึ้น และโดยที่ทรงยอมรับตามคำขอร้องของคณะราษฎร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยมาตราต่อไปนี้.”
           
           นี่คือความต่อเนื่องของ 2 ระบอบที่งดงามยิ่ง
           
           ยิ่งกว่านั้น คณะราษฎรยังได้ขอพระราชทานพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้ตนเองจากในหลวงรัชกาลที่ 7 อีกต่างหาก
           
           ทั้ง ๆ ที่ตามทฤษฎีแล้วรัฐาธิปัตย์ไม่มีทางทำผิดกฎหมายได้
           
           เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น 2 วันหลังการปฏิวัติ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2475 โดยคณะผู้ก่อการส่วนใหญ่ขอเข้าเฝ้าในหลวงรัชกาลที่ 7 ที่วังศุโขทัย กราบบังคมทูลถึงเหตุผลในการปฏิวัติ พระองค์ทรงพระราชทานอภัยโดยตราเป็นกฎหมายใช้ชื่อเป็นพระราชกำหนด
           
           ในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงลงพระปรมาภิไธยโดยไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
           
           เพราะขณะนั้นยังเป็นเวลา 1 วันก่อนวันพระราชทานรัฐธรรมนูญ บุคคลใดในคณะราษฎรจึงไม่มีอำนาจและฐานะที่จะลงนามรับสนองพระบรมราชโองการได้ ทั้งนี้ตามทฤษฎีที่คณะราษฎรยึดถือ
           
           คณะราษฎรไม่เคยใช้อำนาจนิติบัญญัติในการออกกฎหมายในรูปของประกาศคณะปฏิวัติและ/หรือคำสั่งคณะปฏิวัติเลยแม้แต่ฉบับเดียว !
           
           การปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 แม้จะมีความหมายเป็น “การปฏิวัติ” ในทางรัฐศาสตร์ แต่ในมุมมองของทางนิติศาสตร์ถือว่า เป็นความต่อเนื่องของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กับระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ
           
           ความต่อเนื่องอันเป็นความงดงามและเป็นวัฒนธรรมนี้ ดำเนินมาจนถึงการรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 ที่คณะรัฐประหารตั้งตนเป็นรัฐาธิปัตย์เสียเอง
           
           จุดเริ่มต้นของ “วงจรอุบาทว์” และความอัปลักษณ์ตลอดจนลักษณะอนารยะอยู่ตรงนั้น
           
           น่าเสียดายว่าขณะนั้นคณะราษฎรแตกแยกกันเอง และผู้ได้รับประโยชน์จากการรัฐประหารครั้งนั้นก็คือหนึ่งในคณะผู้ก่อการของคณะราษฎรเอง
           
           ก่อนจะมาวิบัติไปจนหมดเชื้อสายคณะราษฎรในปี 2500

           
           ผมเคยแจกแจงเรื่องเหล่านี้มาหลายครั้งเมื่อหลายปีที่ผ่านมาในฐานะคนรุ่นปัจจุบันที่ขอระลึกถึงความงดงามและความมีวัฒนธรรมในการใช้อำนาจ
           
           ด้านหนึ่ง พยายามคืนความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ให้กับคณะราษฎรที่ถูกให้ร้ายป้ายสีมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2490 เป็นต้นมา
           
           อีกด้านหนึ่ง ก็เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระราชปณิธานอันสูงส่งในองค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย เพราะถ้าไม่มีพระองค์ท่านเสียแล้ว การปฏิวัติจะไม่มีทางสำเร็จสมบูรณ์โดยไม่มีการสูญเสียเลือดเนื้อ
           
           ด้านหนึ่งพระองค์ทรง “ถูกปฏิวัติ” แต่อีกด้านหนึ่งพระองค์ก็ทรง “ร่วมปฏิวัติ” ด้วย

    การวิเคราะห์ระบบโลกต้องใช้แนวใหม่

    ทฤษฎีระบบโลก กับ การเปลี่ยนผ่านประวัติศาสตร์โลก (4)
    โดย ยุค ศรีอาริยะ 21 มิถุนายน 2552 14:43 น.

    The Great Depression กับความพลิกผันที่เกินคาด
           
           คำถามหนึ่งที่ผมตอบยากที่สุดคือ จากนี้ไประบบโลกจะเคลื่อนตัวพลิกผันอย่างไร
           
           ที่ตอบยากเพราะช่วงนี้อาจจะเกิด ‘การพลิกผันที่เกินคาด’ ได้
           
           ในเมื่อเกินคาด....ใครเล่าจะคาดเดาได้
           
           ในกรณีที่ชาวทฤษฎีระบบโลกต้องวิเคราะห์ช่วงประวัติศาสตร์แห่งการเปลี่ยนแปลงใหญ่ พวกเขามักจะใช้ทฤษฎี Chaos มาช่วยวิเคราะห์ช่วงเวลาดังกล่าว
           
           ตามหลักของทฤษฎี Chaos ในช่วงที่เกิดวิกฤตใหญ่ มีโอกาสที่จะเกิดการเคลื่อนตัวแบบพลิกผันที่เกินคาดได้เสมอ เนื่องจากปัจจัยเล็กๆ สามารถแสดงบทบาทที่เราคาดคิดไม่ถึงได้ และในเวลาเดียวกันมักจะเกิดการเคลื่อนตัวแบบการสวิงไปมา เช่น สวิงจากซ้ายสุดไปขวาสุด หรือจากทรุดหนักเป็นกระแสขึ้น หรือจากร้อนมากไปสู่หนาวจัด
           
           ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์ในช่วงที่เกิด The Great Depression เราจะพบว่ามีปรากฏการณ์แห่งการพลิกผันไปแบบเกินคาดเกิดขึ้นเช่นกัน
           
           ก่อนอื่นผมขอย้อนประวัติศาสตร์ไปก่อนเกิด The Great Depression สักนิด ผมเองคิดว่าสาเหตุสำคัญที่ก่อเกิด The Great Depression เนื่องมาจากว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เศรษฐกิจยุโรปทรุดหนักมาก มีแต่ประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่เศรษฐกิจขยายตัวอย่างยิ่ง ส่วนหนึ่งก็เนื่องมาจากสหรัฐอเมริกาไม่ได้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วย สหรัฐอเมริกาจึงมั่งคั่งยิ่งใหญ่ขึ้นจากการค้าอาวุธและการปล่อยเงินกู้ ซึ่งส่งผลทำให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศเจ้าหนี้ของประเทศต่างๆ ในยุโรป ในเวลาเดียวกัน อเมริกาก็พัฒนากลายเป็นฐานในการลงทุนทางอุตสาหกรรมใหม่ๆ อย่างเช่น ไฟฟ้า โทรศัพท์ วิทยุ ภาพยนตร์ และรถยนต์
           
           จากการที่ระบบโลกมีจุดขยายตัวอย่างยิ่งและโดดเด่นเพียงจุดเดียว ได้ส่งผลทำให้บรรดาทุนในยุโรปก็หันไปลงทุนที่สหรัฐอเมริกา จึงเกิดการไหลมากระจุกของทุนจากทั่วโลก นี่เองคือรากที่มาของปรากฏการณ์ฟองสบู่ครั้งนั้น
           
            ‘ความรุ่งเรืองใหญ่’ กับ ‘หายนะ’ ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ 2 ด้านของสิ่งเดียวกัน
           
           ในครั้งนั้น ‘ความรุ่งโรจน์’ คือที่มาของการปั่นฟองสบู่ พอฟองสบู่ที่สหรัฐอเมริกาแตกก็ส่งผลแพร่ระบาดไปทั่วยุโรปและประเทศอื่นๆ เศรษฐกิจยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (ซึ่งระบบเศรษฐกิจแย่อยู่แล้ว) ก็ทรุดตาม
           
           นี่คือปรากฏการณ์ที่เกินคาด (ความรุ่งเรืองอย่างยิ่งแปรเปลี่ยนเป็นหายนะได้) ปรากฏการณ์แรกที่เกิดขึ้น
           
           ผมคิดว่านักลงทุนหรือคนทำธุรกิจในยุคนั้นไม่มีใครคิดถึงว่า “จะเป็นไปได้”
           
           ในช่วงที่เกิด The Great Depression เราได้พบปรากฏการณ์การเคลื่อนตัวแบบพลิกผันอย่างรุนแรงตามหลักทฤษฎี Chaos
           
           ปลาย ค.ศ. 1929 พอฟองสบู่แตกที่ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ตลาดหุ้นก็ทรุดตัวลงอย่างหนักประมาณ 40 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ คล้ายๆ กับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ครั้งนี้
           
           รัฐบาลสหรัฐอเมริกาในสมัยนั้น ใช้วิธีกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแรง ด้วยการตัดลดดอกเบี้ยลง จาก 6 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 2.5 เปอร์เซ็นต์ และทุ่มเงินจากภาครัฐเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจ (คิดเป็นเงินปัจจุบันประมาณ 5 แสนล้านดอลลาร์)
           
           พอเวลาผ่านไปประมาณ 1 ปี ภาพรวมเศรษฐกิจทั่วไปดูดีขึ้น ช่วงปลาย ค.ศ. 1930 ถึงต้น ค.ศ.1931 นักวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ระบบเศรษฐกิจได้ก้าวผ่านจุดที่ต่ำสุดแล้ว”
           
           ต้น ค.ศ. 1931 ยอดขายสินค้าในห้างสรรพสินค้าต่างๆ เริ่มพุ่งขึ้น และกระแสการตกงานก็เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด
           
            ‘การคาดหวังในอนาคตที่รุ่งโรจน์ครั้งใหม่’ ก็แพร่กระจายออกไป
           
           พอต้น ค.ศ. 1931 ตลาดหุ้นก็เกิดการไหลขึ้นอย่างรวดเร็ว ไปยืนอยู่ในระดับเดียวกับ ค.ศ. 1927 (ก่อนที่ฟองสบู่จะแตก)
           
           สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นฟื้นตัวได้ง่ายๆ ก็เนื่องจากการเคลื่อนตัวของตลาดหุ้นไม่ได้ขึ้นกับสภาวะเศรษฐกิจจริงมากนัก แต่สามารถเคลื่อนตัวไปตามความคาดหวังว่า “อนาคตจะดีขึ้น”
           
           หรือกล่าวได้ว่า การเคลื่อนตัวของตลาดหุ้นขึ้นกับ ‘มายาของข่าวสาร’ มากกว่าขึ้นกับความเป็นจริง
           
           พอมีข่าวดีติดต่อกัน และข่าวดีเพิ่มมากขึ้น นักเล่นฟองสบู่ก็แห่กันเอาเงินไปซื้อหุ้นเพราะกลัวตกกระแส ตลาดหุ้นจึงพลิกฟื้นอย่างง่ายๆ
           
           ถึงที่สุดแล้ว ความเป็นจริงจะแสดงบทบาทชี้ขาด เพราะที่แท้ เศรษฐกิจจริงยังอ่อนแออยู่ พอเกิดวิกฤตราคาทองคำ การเพิ่มขึ้นของการตกงาน และวิกฤตธนาคารรอบใหม่ ความตื่นกลัว (Panic) รอบใหม่ก็เกิดขึ้นอีก ตลาดหุ้นดาวน์โจนส์ (Down Jones) ก็ทรุดตัวลงหนักกว่าเดิม
           
           คราวนี้ ตลาดหุ้นทรุดตัวลงไปกว่า 90 เปอร์เซ็นต์จากจุดสูงสุดใหม่ กล่าวได้ว่าทรุดหนักกว่าครั้งแรกเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ พอตลาดทรุดหนัก การตกงานก็ขยายตัวเพิ่มยิ่งขึ้นจาก 3.2 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง ค.ศ. 1929 มาเป็น 25.2 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง ค.ศ. 1933
           
           ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP) ประเทศต่างๆ หดตัวอย่างแรง ที่แย่ที่สุดคือเยอรมนี ซึ่ง GNP หดตัวไปกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ จึงปูทางการขึ้นมามีอำนาจของฮิตเลอร์ (Hitler) และเป็นที่มาของสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่วนฝรั่งเศส GNP หดตัว 16 เปอร์เซ็นต์ อังกฤษซึ่งดูดีหน่อย GNP ตกไปประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์ แต่เกิดการตกงานเพิ่มถึง 20 เปอร์เซ็นต์
           
           เรื่องนี้น่าจะให้บทเรียนต่อบรรดานักวิชาการที่หลงคิดไปว่า วิกฤตเศรษฐกิจขนาดใหญ่จะแก้ไขกันได้ง่ายๆ เพียงแต่ใส่เงินมหาศาลเข้าไป ก็ฟื้นแล้ว
           
           เราคงต้องระวังอย่างยิ่ง เพราะประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ‘มีโอกาสซ้ำรอย’ อีกครั้งหนึ่ง
           
           ตอนที่ฟองสบู่เอเชียแตก ค.ศ. 1997 ผมได้เขียนงานเรื่อง มายาโลกาภิวัตน์ ผมใส่คำว่า มายา นำหน้า โลกาภิวัตน์ เพื่อชี้ว่าการเคลื่อนตัวของเศรษฐกิจฟองสบู่แตกต่างไปจากการเคลื่อนตัวของระบบเศรษฐกิจแบบเก่าๆ ทั้งหมด
           
           โลกาภิวัตน์ (หรือเงินไร้พรมแดน) สามารถเคลื่อนตัวด้วยมายาคติ หรือทำให้เกิดความเชื่อร่วมกันว่า “อนาคตจะรุ่งโรจน์”
           
           นักเล่นเกมฟองสบู่ อย่าง นายจอร์จ โซรอส จะเข้าใจเรื่องนี้ดีที่สุด
           
           อาทิตย์ที่ผ่านมา โซรอสกล่าวว่า
           
            “วิกฤตเศรษฐกิจที่ร่วงแบบไม่มีหูรูด...ได้ยุติแล้ว และโลกสามารถหลีกเลี่ยงการล่มสลายของสถาบันการเงินได้แล้ว”
           
           นักเศรษฐศาสตร์อีกจำนวนหนึ่ง เริ่มบอกว่า “เศรษฐกิจกำลังก้าวผ่านจุดต่ำสุดแล้ว”
           
           นี่คือ ส่วนหนึ่งของขบวนการสร้างข่าวดี
           
           ในขณะเดียวกัน ก็มีการประสานเสียงด้วยการทำ Stress Test บรรดาแบงก์ใหญ่ต่างๆ ในสหรัฐฯ ถึง 19 แบงก์ และรายงานว่า ‘มูลค่าความเสียหาย’ ไม่มากนัก
           
           ข่าวทั้งหมด (ไม่ว่าจริงหรือแต่งเพิ่ม) คือการสร้างความคาดหวังว่า “อนาคตกำลังจะสดใส”
           
           ผมคงต้องเตือนเพื่อนๆ ว่า
           
           ประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการสร้างภาพคือ สหรัฐอเมริกา ไม่มีใครเก่งกาจเท่า ตั้งแต่สมัยสร้างภาพว่า อเมริกาสามารถส่งมนุษย์ไปเดินเล่นบนดวงจันทร์ได้ รวมถึงการสร้างภาพหายนะเรื่อง Y2K
           
           ก่อนหน้านี้ สหรัฐอเมริกาก็ทำการสร้างภาพใหม่ เริ่มจาก ‘การสร้างภาพประธานาธิบดี’ ที่ยิ่งใหญ่และผิวดำคนแรก กับคำว่า ‘Change’
           
           ภาพเหล่านี้หลอกทั้งคนอเมริกันและผู้คนได้ทั่วโลก
           
           การสร้างภาพจะก่อให้เกิด ‘ความคาดหวังร่วม’ และ ‘ความมั่นใจในอนาคต’ ปัจจุบัน ตลาดหุ้นก็เริ่มทะยานตัวขึ้น
           
           นักลงทุนสมัยใหม่ซึ่งมีชีวิตอยู่กับการเก็งกำไร ก็จะช่วยกันหา ‘กำไร’ โดยร่วมกันปั่น
           
           นักลงทุนรู้ว่า ถ้าช่วยกันปั่น บรรดานักเล่นเกมฟองสบู่ก็จะรวยและมั่งคั่งอีก
           
           ฟองสบู่รอบใหม่ก็จะพองตัว และขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะคล้ายกับเหตุการณ์ช่วง ค.ศ. 1931
           
           ผมเองคิดว่า ฟองสบู่ลูกนี้จะแตกง่ายมาก เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นแล้วในปลาย ค.ศ. 1931 เพราะฐานเศรษฐกิจโลกจริงยังอ่อนแอมาก
           
           ปรากฏการณ์แบบนี้น่าสะท้อนภาพถึง ‘ความจำกัดของภาครัฐ’ หรือนโยบายกระตุ้นอย่างแรงทั้งหลาย เพราะการใช้เงินมหาศาลทุ่มเข้าไปกระตุ้น อาจจะเกิดการฟื้นตัวปลอม และหลังจากนั้นไม่นาน จะเกิด Panics ใหญ่ ฟองสบู่รอบสองที่เกิดก็จะทรุดหนักกว่ารอบแรกอีก
           
           เพื่อนๆ อาจจะถามผมว่า
           
            “ถ้าไม่แก้แบบทำให้พองและแตก แล้วจะแก้แบบไหนอย่างไร”
           
           ผมคงตอบว่า “ไม่รู้เหมือนกัน” เท่าที่เคยพบ (ในประวัติศาสตร์) มีอีกแบบหนึ่ง คือแบบญี่ปุ่น ซึ่งใช้การกระตุ้นโดยพยายามจะไม่ให้เกิดฟองสบู่รอบใหม่ขึ้น ใส่เงินเข้าไปกระตุ้น แต่จะใช้เงินไม่มากนัก
           
           กรณีการแก้แบบญี่ปุ่นจะเกิดปรากฏการณ์ ‘ทรุด...แล้วซึม’
           
           ในกรณีของประเทศญี่ปุ่น ฟองสบู่แตกที่ญี่ปุ่นประมาณ ค.ศ. 1990
           
           วิธีแก้ที่รัฐบาลญี่ปุ่นดำเนินการคือ ทุ่มเงินเข้าไปกระตุ้นประมาณปีละ 1 ถึง 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จนถึงปัจจุบัน หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นสูงกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ของ GNP
           
           ปรากฏว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่สามารถกระเตื้องขึ้น หรือพุ่งขึ้นเลย ในช่วงเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา
           
           ในกรณีญี่ปุ่นนี้ ชนชั้นนำญี่ปุ่นสามารถหาเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากประชาชนญี่ปุ่นมีเงินออมเยอะ และประเทศญี่ปุ่นเองมีรายได้จากการเกินดุลทางการค้าทุกปี จึงสามารถระดมเงินทุนเข้ามาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดหนักได้ตลอดเวลานับ 10 ปี
           
           แต่ถ้าเรามองโลกทั้งใบ และมองวิกฤตครั้งนี้ ‘ยาว...และหนักจริง’ บางประเทศเท่านั้นจึงจะทำได้อย่างเช่นที่ญี่ปุ่นได้ทำมา
           
           มองกลับมาที่ ประเทศไทย แค่จะหาเงินมากระตุ้นรอบแรกก็นับว่า ‘แทบกระอักเลือด’ ถ้าวิกฤตยาว และมีรอบ 2 และ 3 ไทยจะหาเงินที่ไหนมากระตุ้น
           
           ถ้าเราศึกษากรณีของญี่ปุ่น และมองย้อนไปที่สหรัฐอเมริกา ผมคาดว่าชนชั้นนำอเมริกันไม่คิดเลือกวิธีกระตุ้นไปเรื่อยๆ แบบญี่ปุ่น จึงหันไปใช้วิธีกระตุ้นขนาดใหญ่ อาจจะเพราะชนชั้นนำอเมริกันชอบเล่นเกมแบบเสี่ยงๆ ซึ่งสอดคล้องไปกับวัฒนธรรมทุนนิยมคาวบอย
           
           วัฒนธรรมแบบคาวบอยนี้ไม่ได้กลัวฟองสบู่ และพร้อมที่จะสร้างฟองสบู่ลูกใหม่ขึ้นอีก จึงเลือกใช้วิธี ‘ทุ่มเงินมหาศาล’ และ ‘สร้างความหวังที่ยิ่งใหญ่’ ขึ้น
           
           แต่...ต้องระวัง ถ้าตลาดหุ้นสวิงกลับมากๆ ในขณะที่เศรษฐกิจจริงของโลกยังดูซึมๆ อยู่ โอกาสพลิกผันจะยิ่งสูง
           
           ตัวอย่างเช่น ในช่วงขาขึ้น นักเล่นฟองสบู่ทั้งหลายก็จะช่วยกันปั่นกำไร ทั้งจากตลาดหุ้น และบางกลุ่มก็จะมาปั่นกำไรจากราคาน้ำมันด้วย
           
           ราคาน้ำมันอาจจะพุ่งขึ้นเมื่อฟองสบู่ขยายขึ้นใหม่ และเมื่อราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้เศรษฐกิจจริงที่ยังทรุดอยู่ ทรุดต่อ และอาจจะเกิดวิกฤตการเงิน (การพลิกผันของค่าเงิน หรือวิกฤตระบบ เครดิต (Credit) และการตกงานที่เพิ่มขึ้น)
           
           ปรากฏการณ์ของ ‘การวิ่งสวนทางกัน’ ระหว่างเศรษฐกิจฟองสบู่และเศรษฐกิจจริงจะเกิดขึ้น ไม่นานนักจะทำให้เศรษฐกิจจริงทรุดต่อ และจะลากให้ตลาดหุ้นทรุดตัวรอบใหม่ ซึ่งจะทรุดหนักลงกว่าเดิม
           
           ทรุดรอบนี้จะฟื้นยากขึ้นกว่าเก่าอีก
           
           ‘ความคาดหวัง’ จะกลายเป็น ‘ความสิ้นหวัง’ อย่างยิ่ง

           
           เมื่อเป็นเช่นนี้ ศูนย์ของระบบโลกหรือสหรัฐอเมริกาจะทรุดรอบใหม่ แต่การทรุดรอบนี้จะแก้ยากมากขึ้น สาเหตุเนื่องจากประชาชนสหรัฐอเมริกาไม่มีเงินออม เงินออมเป็นศูนย์ มีแต่หนี้ ที่คิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 14 ล้านล้านดอลลาร์ ภาครัฐเองก็มีหนี้มหาศาล ประมาณกันว่า กว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์
           
           ผู้นำสหรัฐอเมริกาคงต้องทุ่มเงินมหาศาลเข้าไปอีก แต่จะหามาจากที่ไหน หรือไม่ก็ต้องพิมพ์ธนบัตรเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะก่อปัญหาใหม่ เช่น การทรุดลงของค่าเงินดอลลาร์อย่างหนัก
           
           หลังจากนี้ไป สิ่งที่เราต้องระวังหรือต้องติดตามคือ ปรากฏการณ์การพลิกผันที่เกิดคาด ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้คล้ายๆ กับช่วงวิกฤต ค.ศ. 1932 ถึง 1933
           
           พลิกจาก ‘วิกฤตเศรษฐกิจ’ เป็น ‘สงครามโลก’
           
           แต่การพลิกผันที่เกินคาดอาจจะเกิดได้ทั้งในด้านบวกและด้านลบเช่นกัน
           
           ผมคาดว่า อีกปรากฏการณ์หนึ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในแบบพลิกผันเกินคาดได้ คือในช่วงที่เกิดการพลิกผันไปมารอบสอง ถ้าประเทศจีนและเอเชียซึ่งสามารถพยุงเศรษฐกิจไว้ได้ ก็อาจจะพลิกกลายเป็นโอกาสทองของเอเชีย
           
           เมื่อสิ้นหวังจากสหรัฐอเมริกา เงินทั่วโลกก็จะไหลเข้าสู่เอเชียอีกครั้งหนึ่ง
           
            ‘ยุคแห่งมหาเอเชียบูรพา’ ก็อาจจะก่อเกิด และขยายตัวขึ้น
           
           สิ่งที่น่ากลัวมากคือ ‘วิกฤตในส่วนรอบนอก’ ซึ่งประเมินว่าน่าจะพลิกผันรุนแรงกว่าวิกฤต ณ จุดศูนย์กลาง
           
           เรามักจะพูดกันว่า เวลาที่สหรัฐอเมริกาป่วยเป็นหวัด เราหรือประเทศโลกที่สามก็จะล้มป่วยหนัก...อาจถึง ‘ตาย’ ได้
           
           หรือกล่าวได้ว่า ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตที่ศูนย์กลางของระบบโลก ส่วนรอบนอกจะวิกฤตรุนแรงกว่าศูนย์กลางเสียอีก
           
           ตัวอย่างเช่น ถ้าเราย้อนศึกษาเรื่องราววิกฤตโลกที่ผ่านมาในช่วง ค.ศ. 1970 ถึง 1985 ซึ่งถือว่าเป็นวิกฤตลูกยาว
           
           เราก็พบคลื่นขาลงใหญ่ 2 ครั้ง
           
           รอบแรกคือ การทรุดตัวใหญ่ ในช่วง ค.ศ. 1973 ถึง 1975 จุดวิกฤตเริ่มก่อตัวที่ศูนย์กลางของระบบโลก (หรือสหรัฐอเมริกา) ด้วยวิกฤตค่าเงินดอลลาร์ และวิกฤตน้ำมัน หลังจากนั้น ระบบเศรษฐกิจโลกก็เริ่มทะยานขึ้นอีก แต่ทะยานขึ้นแบบคนไข้ที่ยังป่วยอยู่ ในที่สุดก็เกิดการทรุดตัวครั้งใหม่ ที่อาการหนักกว่าเดิม แต่แทนที่จะทรุดหนักที่ศูนย์กลางของระบบ กลับเกิดการทรุดใหญ่ที่ประเทศชายขอบของระบบโลก
           
           ในช่วง ค.ศ. 1980 ถึง 1983 ช่วงนี้ประเทศโลกที่สามจำนวนมากในละตินอเมริกา และแอฟริกา...ถึงกับล้มละลาย
           
           วิกฤตใหญ่ครั้งนี้ เกิดขึ้นที่ศูนย์กลางระบบทุนโลกเช่นกัน (น่าจะหนักกว่าช่วง ค.ศ. 1970 ถึง 1985 เสียอีก) หลังจากเกิดวิกฤต ได้เกิดคลื่นสึนามิทางเศรษฐกิจใหญ่มาก ซัดกระหน่ำไปทั่วโลก (รวมทั้งประเทศโลกที่สาม)
           
           ถ้ามองไปยังบรรดาประเทศโลกที่สาม ผมคาดว่า วิกฤตครั้งนี้จะก่อเกิดปรากฏการณ์ ‘การทรุดใหญ่’ และ ‘การเปลี่ยนใหญ่’ ที่รุนแรงมาก
           
           ประเทศไหนๆ ก็ตาม ถ้าไม่สามารถแก้วิกฤตเศรษฐกิจได้ (ซึ่งยากจะแก้ได้) และวิกฤตในโลกที่สามดังกล่าว จะแปรเปลี่ยนเป็นวิกฤตการเมือง (หรือสงครามกลางเมือง) ในอนาคต
           
           ในกรณีนี้ ประเทศที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือประเทศไทย เพราะประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศทุนนิยมพึ่งพา มีการพึ่งพาสูงมาก พึ่งพาทั้งการลงทุนจากต่างประเทศ พึ่งพาการส่งออก รวมทั้งพึ่งการท่องเที่ยวจากต่างประเทศคิดเป็นประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของ GNP
           
           ถ้าวิกฤตระบบโลกครั้งนี้ยาวเกินกว่า 5 ปี ประเทศทุนนิยมพึ่งพาทั้งหมด จะเผชิญหายนะใหญ่ ถึงใหญ่มาก หรือหมายความว่า ในอนาคตอันใกล้ โครงสร้างระบบเศรษฐกิจทุนนิยมแบบพึ่งพาทั้งหมดจะพังทลายลง
           
           ผมเองคาดว่า ปีนี้ประเทศไทยอาจจะติดลบถึง 5 เปอร์เซ็นต์ และอย่าคิดว่า ปีต่อไปจะดีขึ้นเสมอไป (คิดกันง่ายๆ แบบที่นักเศรษฐศาสตร์ชอบนำเสนอ) เพราะอาจจะเกิดปรากฏการณ์แบบ ‘ทรุด... แล้วซึมยาว’ ได้
           
           ถ้าประเทศไทยแก้ไม่ถูกทาง เราอาจต้องเผชิญกับวิกฤตค่าเงิน รวมทั้งการโจมตีค่าเงินบาทรอบใหม่
           
           ถ้าวิกฤตเคลื่อนตัวแบบนี้ เราจะพบวิกฤตที่หนักกว่า พ.ศ. 2540

           
           แต่ถึงอย่างไร ผมคิดว่า
           
           “โครงสร้างเศรษฐกิจทุนนิยมแบบพึ่งพาจะไม่สามารถยืนได้ อีกนาน”
           
           ความจำเป็นอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่ผู้นำรัฐบาลคิดทำกัน แต่คือการวางรากฐาน หรือปฏิรูประบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ ทั้งหมดเพื่อใช้แทนที่ระบบทุนนิยมแบบพึ่งพาที่กำลังล้มลง
           
           สิ่งที่สำคัญ ต้องหันมาสร้างระบบเศรษฐกิจภายในใหม่ ที่มีตลาดภายในและตลาดรอบๆ ประเทศที่แข็งแกร่ง และสามารถพึ่งตนเองได้
           
           อาจจะต้องรื้อแนวคิดเรื่อง 3 เหลี่ยมเศรษฐกิจ 4 เหลี่ยมเศรษฐกิจ และ 5 เหลี่ยมเศรษฐกิจ มาพิจารณาใหม่
           
           แต่ไม่ควรจะเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจเท่านั้น
           
           และเราคงหนีไม่พ้นที่จะต้องมาทบทวนหรือหันมาผลักดันการสร้างระบบเศรษฐกิจพอเพียงกันอย่างจริงจัง หรืออาจจะต้องปฏิวัติเกษตรกรรมใหม่สู่เกษตรกรรมที่ยั่งยืน หรือเกษตรธรรมชาติที่ไม่ใช้สารเคมีประสานกับแผนการที่เป็นรูปธรรมในการปฏิวัติพลังงานทางเลือกใหม่ รวมทั้งการสร้างชุมชน และเมืองสีเขียว
           
           ที่สำคัญ ประเทศไทยอาจจะต้องพยายามหาความร่วมมือกับประเทศในย่านเอเชียด้วยกัน เพื่อผลักให้เกิดการผนึกประเทศในย่านนี้ให้เป็นหนึ่งเดียว
           
           เราคงต้องช่วยกันสร้าง ‘มหาเอเชียบูรพา’ ขึ้นมา
           
           ไม่ใช่เพื่อความรุ่งเรืองร่วมกันของชาวเอเชียเท่านั้น แต่เพื่อช่วยกันสร้างโลกทางวัฒนธรรมใหม่ ที่เอื้ออาทรต่อธรรมชาติและมนุษยชาติด้วยกัน

     

    วิเคราะห์กบฏ “ทักษิโณมิกส์” ด้วย ทฤษฎี Chaos (จบ)
    โดย ยุค ศรีอาริยะ 30 เมษายน 2552 15:54 น.
    จะใช้ทฤษฎี Chaos อธิบาย ‘วิกฤตการเมืองไทย’ อย่างไร
           
           อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสแลกเปลี่ยนกับนักวิชาการท่านหนึ่ง ท่านกำลังเขียนงานวิเคราะห์การเมืองไทยในช่วงที่ผ่านมา (หรือช่วงที่เกิดวิกฤตทักษิโณมิกส์)
           
           ท่านบอกว่า
           
           “ผมคิดจะใช้ ทฤษฎีแบบเครือข่าย หรือ สายใยที่โยงเชื่อมเส้นใยต่อกัน ในแต่ละเส้นสายใยก็จะประกอบด้วยหน่วยย่อย หรือกลุ่มพลังต่างๆ แต่ทุกสายใยและกลุ่มต่างๆ เหล่านั้นจะเชื่อมเข้ากับ ผู้มีบารมีที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ”
           

           ผมเองคิดว่าท่านคงหมายถึง ‘พล.อ.เปรม’
           
           ผมจึงตอบท่านว่า
           
           “ฟังดูดี แต่ผมไม่เห็นด้วยเลย”
           
           การมองภาพเช่นนี้ ก็หมายความว่า ‘การเมืองไทย’ จะเคลื่อนตัวไปจริงๆ ได้หรือไม่ และอย่างไร เราต้องอาศัยผู้มีบารมีคอยชักใยหรือบงการอยู่เบื้องหลังทั้งนั้น
           
           ผมตั้งคำถามว่า
           
           “จริงหรือ... คนอายุ 88 ปี สามารถชักใยทุกสิ่งทุกอย่างได้ หรือสามารถสั่งการให้ใครทำอะไรตามที่ตนต้องการได้จริงๆ”
           
           ผมแย้งว่า
           
           “ที่แท้แล้ว ระบบการเมืองไทย (ในความเห็นของผม) กลับมี Chaos อยู่ในใจกลาง หรือพูดง่ายๆ บรรดาระบบเครือข่าย และห่วงโซ่ต่างๆ ที่เชื่อมต่อกัน อันที่จริงแล้ว เป็นห่วงโซ่แบบกึ่งอิสระ หรือค่อนข้างอิสระ แต่ละห่วงโซ่หรือกลุ่ม ล้วนมีผลประโยชน์ของกลุ่มตนเองซ่อนอยู่ทั้งสิ้น
           
           ความเป็นอิสระ(หรือกึ่งๆอิสระ) และ ความมีผลประโยชน์เฉพาะหน้า ของทุกฝ่าย ทำให้ใครก็ตามที่มีฐานะเป็น ผู้มีบารมี ล้วนจะต้อง ปวดหัว อย่างยิ่ง”
           
           สั่งได้...ขอได้ แต่พอสั่งแล้ว ซ้ายอาจจะไปขวา หรือสั่งขวาอาจจะเป็นไปทางซ้าย
           
           ผมขอใช้คำวลีของนักการเมืองสำคัญท่านหนึ่งในอดีต ท่านกล่าวอธิบายระบบการเมืองไทยว่า “มันยุ่งตาย...ห่า”
           
           การวิเคราะห์การเมืองที่ยุ่งเหยิงตายห่าแบบนี้ จำเป็นต้องใช้ทฤษฎีแบบที่ยุ่งเหยิง หรือ ใช้ทฤษฎีเครือข่าย ที่มีสภาวะพลิกผัน (หรือ Chaos) เป็นใจกลาง จึงพอจะทำได้
           
           เพื่อนอาจารย์ได้ถามผมว่า
           
           “ผู้มีบารมี ไม่ได้อยู่เบื้องหลังการวางแผนรัฐประหาร 19 กันยาหรอกหรือ!”
           
           ผมแสดงความเห็นว่า
           
           ในสังคมไทย มีผู้คนพยายามทำตัวเป็น ‘ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ’ มากกว่าหนึ่งสาย ผมขอเรียกคนเหล่านี้ว่า ‘ผู้จัดการประเทศไทย’
           

           ผู้จัดการประเทศไทยทั้งหลายเหล่านี้มีหลายสาย บางคนอาจจะถือว่าเป็นพวก Lobbyists ทุกสายล้วนแต่มีผลประโยชน์ของตัวเอง เชื่อมั่นตัวเอง เอาตัวเองเป็นที่ตั้งทั้งนั้น และมักย้ำหนักหนาว่าตนเป็น “สายตรง”
           
           บรรดาสายตรง จึงมีตรงอยู่หลายสาย ... ไม่รู้ว่า ตรงทางไหนแน่ๆ
           
           ยิ่ง คุณทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นคนมีศัตรูมาก จึงมากด้วย ‘ผู้จัดการ’ และ ‘สายตรง’(และไม่ตรงนัก) ทุกสายก็ประชุมกันและวางแผน บางทีก็เกิดแผนหลายแผนมาก
           
           แต่ละแผนก็ไปทางเดียวกันบ้าง ไปคนละทางบ้าง
           
           แผนรัฐประหารจึงมีหลายแผน แต่พอเอาเข้าจริงๆ กับไม่มีใครกล้าดำเนินการ
           
           เรียกว่า “ลับ ลวง พราง” แต่เนื่องจาก “ลับเอามากๆ” ต้องประชุมแล้ว ประชุมอีก...จึงไม่เกิดอะไร
           
           จนถึงวันหนึ่ง นายพลท่านหนึ่ง ที่ไม่อยู่ในแผนของใครมากนัก ท่านทนไม่ได้ จึงขนกำลังรบออกมา
           
           ท่านนายกฯ ทักษิณอยู่ต่างประเทศ ลูกน้องแม้มีมากก็จริง แต่พอลูกพี่ไม่อยู่ ก็ทำอะไรๆไม่ถูก
           
           ‘ไม่กล้าทำอะไร’ เพราะต้องรอเจ้านายสั่งก่อนว่าจะเอาอย่างไร
           
           นายก็ไม่กล้ากลับมาเพราะกลัวว่าน่าจะมีแผน “ลับ ลวง พราง” หลายชั้น คิดลึกเกินไปว่าพวกก่อรัฐประหารจะหลอกให้กลับประเทศ และถูกจับตัว จึงแกล้งก่อรัฐประหารแบบมั่วๆเช่นนี้ขึ้น (แบบไม่มีการเตรียมการ แม้ตัวแถลงการณ์ปฏิวัติ ก็ไม่รู้จะเขียนกันอย่างไร)
           
           รัฐประหารจึงกลายเป็น ‘อุบัติเหตุทางการเมืองแบบฟลุ๊กชนะ’ ครั้งประวัติศาสตร์ และแบบตกกระไดพลอยโจน
           
           หลังจากมั่นใจว่า คุณทักษิณไม่กล้ากลับแน่ ทุกฝ่าย (ลับ ลวง พราง) จึงกระโดดเข้าร่วมพร้อมหน้ากัน เรียกว่า ทุกฝ่าย ทุกกลุ่ม ล้วน ‘ไม่ชอบเสี่ยง’ แต่อย่างไรก็ชอบอยู่กับฝ่ายชนะด้วยกันทั้งนั้น
           
           น่าจะสรุปไว้ “นี่คือ...การเมืองแบบมั่วๆ และลงตัวแบบไทยๆ”
           

           เพื่อนคนหนึ่งเคยถามผมว่า
           
           “ตอนเกิดรัฐประหาร ทำไมคุณยุคไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร 19 กันยา”
           
           ผมตอบว่า
           
           “เพราะผมเชื่อทฤษฎี Chaos และหลักว่าด้วยความพลิกผันอย่างยิ่งโดยหลักของทฤษฎี Chaos เมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤตขึ้น อย่าไปคิดใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา”
           
           ยิ่งไปใช้วิธีรัฐประหาร ถือว่า ‘อันตรายมากๆ’ เพราะกระแสประชาธิปไตยในประเทศไทยที่ผ่านมา อย่างน้อยย้อนไปตั้งแต่ 14 ตุลา คือกระแสต่อต้านรัฐประหาร กระแสนี้เข้มแข็งมาก และมีประวัติศาสตร์การเมืองยาวนาน
           
           พูดง่ายๆ การใช้ความรุนแรงไปแก้ก็เท่ากับการเอาน้ำมันเทราดเข้าไป แทนที่ไฟดูเหมือนจะดับ กลับจะลุกลามใหญ่โต
           
           การเมืองจึงแตกเป็น 2 ฝ่าย เผชิญหน้ากันแบบหนักหน่วงมากขึ้น และที่สำคัญฝ่ายทักษิโณมิกส์ ได้ฝ่ายต้าน (หรือฝ่ายไม่ชอบรัฐประหาร) เข้ามาช่วยหนุนเสริม
           
           ชัยชนะในการก่อรัฐประหาร จึงสามารถก่อให้เกิดสภาวะพลิกผันเกินคาดได้
           
           ความพลิกผันเกินคาดคือ ‘หลักพื้นฐานของทฤษฎี Chaos’
           

           ผมจำได้ว่า ประมาณ 2 วัน ก่อนเกิดการรัฐประหาร 19 กันยา หนังสือพิมพ์ชั้นแนวหน้าฉบับหนึ่งของไทยได้เชิญผมไปพูดเรื่องวิกฤติการเมืองไทย
           
           มีคำถามถามผมว่า “เห็นด้วยกับ การก่อรัฐประหาร หรือไม่”
           
           ผมตอบตรงๆ
           
           “ผมไม่เห็นด้วย เพราะไม่คิดว่าสถานการณ์บ้านเมือง (ขณะนั้น) จะแก้ไขได้ด้วยการก่อรัฐประหาร และหากใช้รัฐประหารจริง จะทำให้การเมืองไทยค่อยๆ ก้าวสู่วิกฤตการเมืองใหญ่ในอนาคต”
           
           หลังจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยาไม่นานนัก ผมถูกเชิญไปพูดในที่ต่างๆ ประมาณ 3 ถึง 4 ครั้ง
           
           ทุกครั้งที่พูด ผมจะเอ่ยถึงบทกวีโบราณ ซึ่งเป็นคำทำนายชะตาของบ้านเมือง ที่เขียนไว้ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ เขียนเตือนว่าในช่วงประวัติศาสตร์อนาคต “จะเกิดกลียุค” ขึ้นมาได้อย่างไร
           
           เนื้อความบทกวี มีว่า
           
           ...ผู้มีศีลจะเสียซึ่งอำนาจ
           นักปราชญ์จะตกต่ำต้อย
           กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย
           น้ำเต้าอันลอยจะถอยจม
           กรุงประเทศราชธานี
           จะเกิดการกลียุคทุกแห่งหน…
           

           มีครั้งหนึ่ง พอผมกล่าวถึงกวีบทนี้จบ ผู้ฟังท่านหนึ่งถามผมทันทีว่า “ผู้มีศีล หมายถึงใคร”
           
           ผมก็ตอบ “หมายถึง...รัฐบาลสุรยุทธ์”
           
           และผมได้ขยายความต่อไปว่า
           
           “นักปราชญ์ ก็คือบรรดาปัญญาชนอาวุโส ที่คนไทยทั่วไปนับถือมีศรัทธา จะตกต่ำต้อย เพราะปราชญ์ของบ้านเมืองจำนวนหนึ่งอาจจะไปสนับสนุนรัฐประหารครั้งนี้ หวังอยากให้ความวุ่นวายในบ้านเมืองสงบลง แต่บรรดาปราชญ์อีกส่วนหนึ่งจะหันไปสนับสนุนฝ่ายทักษิณ เนื่องจากไม่ชอบการรัฐประหาร ทั้ง 2 ฝ่ายก็จะตกต่ำลงเพราะประชาชนจะลดความเชื่อถือ และไม่รู้ว่าจะเชื่อฝ่ายไหนดี
           
           คำว่า กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย ก็คือการกลับมาของพลังทักษิโณมิกส์ ซึ่งจะนำสู่สภาวะกลียุค หรือการใช้ความรุนแรงในอนาคตอีก”
           
           เหตุการณ์การรุกใหญ่ของฝ่ายเสื้อแดง หรือพลังทักษิโณมิกส์ที่ก่อตัวขึ้นครั้งนี้ ดูราวจะช่วยเราให้เข้าใจคำทำนายโบราณนี้ว่า “กำลังใกล้ความจริงเข้ามาทุกขณะ”
           

           ถ้าหาก คุณทักษิณ สามารถก่อสภาวการณ์ ‘แดงทั้งแผ่นดิน’ สำเร็จ ก็จะเกิดการกลียุคทุกแห่งหนได้ เพราะสังคมจะแตกฝักแตกฝ่ายอย่างยิ่ง เมื่อฝ่ายเแดงสุดๆ ขยายตัวกว้างใหญ่ขึ้นก็จะต้องเผชิญกับพลังฝ่ายเหลืองสุดๆ จะเกิดสงครามขึ้น คนไทยอาจต้อง “ฆ่ากันเอง” อย่างไม่มีหนทางประนีประนอมกันได้อีก
           
           โชคดีเหลือคณา.... ‘แผนแดงทั้งแผ่นดิน’ ของคุณทักษิณ ประสบความผิดพลาดอย่างยิ่งเช่นกัน เพราะฝ่ายนี้ลงมือโดยใช้ ‘ความรุนแรง’ มากเกินไป
           

           ก่อนเกิดวิกฤตจลาจลครั้งนี้ เพื่อนๆ จำนวนหนึ่งชวนผมไปวิเคราะห์สถานการณ์ให้พวกเขาฟัง
           
           ผมกล่าวว่า
           
           “ศึกครั้งนี้ คุณทักษิณนำทัพเอง”
           

           ดังนั้น ‘เมื่อนำทัพเอง’ คุณทักษิณก็ต้องมีแผนการ ‘ก่อกบฏ’ อย่างดี และวางแผนอย่างเป็นระบบ
           
           หลังจากนั้น ผมก็เล่าเรื่องแผนสงครามประชาชนที่ผมคาดคิดให้เพื่อนๆ ฟัง ผมย้ำว่า “นี่คือการคาดการณ์ของผมเองเท่านั้น อาจจะถูก หรือผิด ก็ได้”
           

           มีเพื่อนคนหนึ่งสงสัย ถามขึ้นว่า
           
           “ในเมื่อคุณทักษิณ เก่ง ฉลาด มีความสามารถสูง และมีการวางแผนอย่างดี ทั้งยังมีเงินจำนวนมหาศาล มีตำรวจเข้าฝักใฝ่เกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ รวมกับทหารอีกจำนวนหนึ่งเข้าร่วม คุณยุคคิดว่า ฝ่ายทักษิณจะชนะหรือไม่”
           

           ผมตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า
           
           “ไม่”
           

           เล่นเอาเพื่อนๆ จำนวนหนึ่ง ออกอาการงงๆ
           
           ผมจึงขยายความว่า
           
           จุดอ่อนของคุณทักษิณ อยู่ที่ตัวคุณทักษิณเอง อยู่ที่...‘ใจคุณทักษิณ’ ท่านมี ‘ใจ’ ที่อหังการ เคียดแค้น และร้อนรุ่มสุมอกยิ่ง
           
           ถ้ารอสถานการณ์ต่อไปอีกสัก 5 เดือน ภาพความล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของฝ่ายประชาธิปัตย์ก็จะเกิดก่อขึ้น...เห็นได้ชัดขึ้น ผู้คนจะมองเห็นความไร้น้ำยาของพรรคประชาธิปัตย์
           
           ความจริงแล้ว...ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องร้อน... ก็ชนะแน่ๆ
           
           อนิจจา! ใจคุณทักษิณร้อนยิ่งกว่าไฟ ใครจะไปห้ามไปทัดทานได้
           
           เมื่อใจร้อนรนอย่างยิ่ง ก็ตัดสินใจหันไปรวมตัวกับพวกหัวใจร้อนรนเช่นกัน ที่เรียกตัวเองว่า “นักปฏิวัติฝ่ายประชาชน”
           

           พอรวมดวงใจที่ร้อนรนและชอบใช้ความรุนแรงเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน
           
           ทั้งหมดหันไปคิดแต่จะใช้ยุทธศาสตร์สงคราม ที่เรียกว่า “การปฏิวัติโค่นล้มสถาบัน” โดยไม่คำนึงความรู้สึกนึกคิดของประชาชนทั่วไป และยังหลงงมอยู่กับการใช้ยุทธวิธีทางการทหาร ร่วมกับการใช้ความรุนแรงนำการเมือง
           
           ‘แผนใหญ่’ จึงกลายเป็นแผนก่อกวนเมือง แผนลอบสังหาร และอื่นๆ เพื่อก่อจลาจล เพื่อหวังให้ฝ่ายตรงข้ามใช้กำลังปราบ หรือใช้ทหารเข้ามาปราบ และคาดว่าฝ่ายทหารอาจจะฉกฉวยสถานการณ์ดังกล่าวก่อรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง และหากเกิดการ “ฆ่า” ประชาชน ก็จะเข้าตามแผน จึงคิดว่า “ชนะแน่ๆ”
           

           ผมบอกเพื่อนๆ ว่า “อย่าเป็นกังวลไปมาก”
           
           ตามหลักทฤษฎี Chaos ทุกอย่างมักจะไม่เป็นตามแผน และจะพลิกผันไปทางตรงกันข้าม และเกินคาดเสมอ
           
           ผมกล่าวอย่างสรุปว่า
           
           ‘ใจที่ร้อนรน และอหังการอย่างยิ่ง’ คือจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของแผนครั้งนี้ แทนที่ฝ่ายทักษิณจะชนะ จะพลิกเป็นฝ่ายแพ้...และจะแพ้อย่างหมดรูป
           

           บทสรุป
           

           ถ้าเราติดตามสถานการณ์การก่อกบฏแบบวันต่อวัน เราจะเห็นความพลิกผันไปมาอย่างยิ่ง
           
           ฝ่ายก่อกบฏสามารถระดมพลนับแสนได้ และมีกำลังตำรวจ กำลังทหารหนุนหลังอยู่ลับๆ จึงเป็นฝ่ายกระทำด้านเดียวโดยตลอด และสามารถบุกที่ประชุม Asean จนรัฐไทยต้องปิดการประชุม
           
           หลังจากนั้น ผู้นำฝ่ายกบฏก็ประกาศฉลองชัยครั้งใหญ่ และประกาศรุกรบต่อ
           
           ราวกับว่าฝ่ายรัฐกำลังจนแต้ม และหาทางออกอื่นๆ ไม่ได้ ต้องใช้กำลังทหารเข้าปราบ (ซึ่งจะเข้ากับแผนที่ฝ่ายแดงเตรียมไว้)
           
           แต่สถานการณ์ก็กลับพลิกผัน ‘จากชนะเป็นแพ้’ ภายในวันเดียวอีกเช่นกัน
           
           ทั้งหมดสะท้อนภาพการเมืองไทยเวลา Chaos ที่พลิกผันอย่างยิ่ง (วันต่อวัน)
           
           ฝ่ายรัฐ “ชนะ” ได้อย่างไร?
           

           ผมคิดว่า วิกฤตใหญ่ครั้งนี้ก็สอนบทเรียนที่ “มีค่า” หลายอย่าง
           
           อย่างแรก สอนว่า ‘ความอ่อน’ สามารถเอาชนะพลังที่ ‘แข็งกร้าว’ ได้ เนื่องจากฝ่ายหนึ่งใช้การทหารนำการเมือง ส่วนอีกฝ่ายหนึ่ง ถึงแม้จะใช้การทหาร แต่ก็ถือว่าต้องใช้การเมืองนำการทหาร
           
           ‘ผู้นำทหารไทย’ รู้เรื่อง “การเมืองนำการทหาร” ดี เพราะได้บทเรียนสำคัญเรื่องนี้ในอดีตช่วงสงครามกับพรรคคอมมิวนิสต์
           
           จึงคิดปราบโดยการใช้ความรุนแรงอย่างจำกัดที่สุด ผลจึงกลายเป็นที่มาแห่งชัยชนะ
           
           อย่างที่สอง ฝ่ายหนึ่งนำด้วย ‘หัวใจที่ร้อนรน และอหังการ’ ประเมินตัวเองสูง มีอัตตามาก เมื่อใจร้อนและอัตตาสูง ท่านผู้นำก็ ‘ไม่ฟังใคร’ ทั้งสิ้น
           
           “สั่งเอง หรือสั่งตรง”
           
           คุณทักษิณไม่เข้าใจ ‘หัวใจของบรรดาลูกน้อง’ ไม่เข้าใจคำพูดของคุณเนวินที่กล่าวทำนองว่า “พวกผมไม่ใช่ ทาส ที่ต้องทำตามนายทุกอย่าง เมื่อทำอะไรไม่ถูกใจ...ก็ไสหัวไล่ส่ง”
           

           นายมักจะชอบใช้เงินซื้อคน แต่อำนาจของเงินก็จำกัดมาก
           
           ‘ผู้เป็นทาส’ ก็จะรัก ‘เงินนาย’ มากกว่ารักและบูชาตัวนาย
           
           บรรดาทาส จึงไม่ใช่ทาสจริงๆ และหลอกนายได้ด้วย พวกเขารับปากนายทุกอย่าง บอกนายว่า “ชนะแน่” แต่ขอให้นายจ่ายเงินเยอะๆ
           
           เงินที่จ่ายก็ถูกยักยอกกันมาก บางสายจ่ายต้นทางถึงเกือบร้อยล้าน แต่พอไปถึงระดับแกนนำเหลือแค่แสน พอถึงชาวบ้านจริงๆ ก็ได้แค่สามร้อย...ห้าร้อย
           
           ตัวนายเองก็รู้ว่าพวกนี้ไม่ได้รักนายจริง และไม่ยอมตายเพื่อนายแน่ จึงไม่เชื่อใครทั้งนั้น นายต้องเข้ามาควบคุมและสั่งการเองโดยตรง
           
           ความขัดแย้งภายในฝ่ายแดงก็เกิดขึ้น และเกิดปั่นป่วนภายใน
           
           ฝ่ายหนึ่งที่ ‘ไม่ใช่ทาส’ จึงประกาศยอมแพ้
           
           ที่แพ้...ก็ไม่ได้แพ้ฝ่ายตรงข้าม แต่แพ้ภัยตัวเองมากกว่า
           
           ในขณะที่ ฝ่ายภาครัฐถือได้ว่ารู้ ‘ค่าของการมีสติ’ ที่มั่นคง เมื่อมีสติมั่นคงมากกว่า เวลาที่ต้องเผชิญวิกฤตใหญ่ ก็จะสงบ และไม่แก้ปัญหาอย่างเร่งรีบร้อนรน
           
           เป็นฝ่ายถูกกระทำ...จนผู้คนเห็นใจ
           
           ผู้นำฝ่ายรัฐ ‘อัตตา’ไม่สูงนัก จึงพยายามระดมกำลังจากทุกฝ่ายเข้ามาช่วยกัน
           
           กล่าวโดยสรุป
           
           เรื่องราวทั้งหมด ชี้ว่า “น้ำ...เท่านั้น ที่ใช้ดับไฟได้”
           

           กล่าวแบบเต๋าก็คือ ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งมากล้นด้วยพลังหยาง (หรือโอเวอร์หยาง) อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องใช้พลังหยินเข้ารับศึก
           
           ขอย้ำว่า ‘พลังหยิน’ หรือพลังน้ำที่จะใช้ดับไฟ (หรือรับศึกได้) ก็ต้องมีจำนวนมาก
           
           คำว่า พลังหยินที่มีจำนวนมาก หมายความถึงการผนึกกำลัง ประชาชนทุกภาคส่วน และพลังฝ่ายรัฐที่รักสันติ เข้าด้วยกัน
           
           พูดง่ายๆ นับจากนี้ไป ทั้งภาครัฐและภาคประชาชนต้องผนึกพลังกัน ทำงานร่วมกัน ช่วยกันทุกฝ่าย สร้างสรรค์พลังประชาชนที่รักสันติ รักประชาธิปไตย รักบ้านรักเมืองขึ้นมา
           
           พลังนี้ จึงจะสามารถปกบ้านคุ้มเมืองได้
           
           จึงจะแปร ‘วิกฤต’ เป็น ‘โอกาส’ ได้
           
           แปร ‘หายนะ’ เป็น ‘พลังแห่งการสร้างสรรค์’ ได้
           

           ที่สำคัญไม่น้อย คือคำกล่าวโบราณของเต๋าว่า
           
           “ในหยินก็ต้องมีหยางซ่อนอยู่ที่ใจกลาง”
           
           กล่าวคือ ‘ฝ่ายหยิน’ ต้องมีการสร้างสภาวะ ‘ผู้นำที่โดดเด่น’ มีใจที่เปิดกว้าง และมี ‘องค์กรนำที่เข้มแข็ง’ และข้อสำคัญ ต้องสามารถระดมผู้คนที่มีความสามารถมาช่วยกันทุกด้าน และรู้จักใช้ปัญญาผนวกกับคุณธรรมนำทาง
           

                                                                               จนกว่าจะพบกันอีก
                                                                                      ยุค ศรีอาริยะ



    การวิเคราะห์ระบบโลกต้องใช้แนวใหม่

    ทฤษฎีระบบโลก กับ การเปลี่ยนผ่านประวัติศาสตร์โลก (2)
    โดย ยุค ศรีอาริยะ 10 มิถุนายน 2552 16:41 น.

    ทฤษฎีระบบโลก : ประวัติศาสตร์แห่งปัจจุบัน และอนาคต
           
           คนไทยมักไม่ชอบวิชาประวัติศาสตร์นัก เพราะไปหลงคิดว่าเป็นวิชาที่น่าเบื่อมาก อาจจะเพราะเราเรียนเฉพาะเรื่องประวัติศาสตร์ประเทศไทย ซึ่งมีกรอบเรื่องราวที่แคบ และเรื่องราวประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ที่เรียนก็เป็นเพียงเรื่องสงครามหรือการสู้รบเท่านั้น อย่างเช่น ประวัติศาสตร์สงครามการสู้รบระหว่างไทยกับพม่า
           
           เราลืมไปว่า ‘ประวัติศาสตร์ คือวิชาที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด และไม่ได้ดำรงอยู่ในพรมแดนที่แน่นอน มีเรื่องราวทุกเรื่อง ทุกรส ทุกแนว ทุกวิถีทาง รวมดำรงอยู่ด้วยกัน’
           
           มีเรื่องราวอะไรเล่าที่ผ่านมาไม่ถือว่าเป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ แม้แต่เรื่องราวของการกำเนิดจักรวาล กำเนิดมนุษย์ เรื่องราวของคนบ้าคนหนึ่ง หรือแม้แต่เรื่องความเป็นมาของสุนัขพันธุ์ต่างๆ ก็ถือว่าอยู่ในวิชาประวัติศาสตร์ทั้งนั้น
           
           ดังนั้น วิชาประวัติศาสตร์ คือองค์รวมของวิชาทุกวิชาที่ประกอบเข้ามาด้วยกัน
           
           เมื่อเราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เราก็จะได้ความรู้มากมายในทุกๆ ด้านในเวลาเดียวกัน
           
           ที่น่าสงสารกว่าคือความเชื่อว่า ‘ประวัติศาสตร์ก็คือเรื่องราวในอดีต ไม่เกี่ยวข้องอะไรมากนักกับปัจจุบัน’
           
           เราลืมไปว่า เราแยกปัจจุบันจากอดีตไม่ได้เลย
           
           เวลาที่เราพบเรื่องราวที่กำลังก่อเกิดขึ้นในปัจจุบัน เราก็จะค้นพบรากที่มาหรือสาเหตุซึ่งดำรงอยู่ในอดีต
           
           บางครั้งก็พบว่า มีเรื่องราวคล้ายๆ กันจำนวนมากมาย ซึ่งเคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอดีต
           
           สาเหตุที่มาของเรื่องราวเหล่านั้น หลายต่อหลายครั้งมักจะคล้ายๆ กัน และจุดจบสุดท้ายก็มักไม่ต่างกัน
           
           นักประวัติศาสตร์บางท่านจึงชอบกล่าวไว้ว่า
           
            “ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยเดิมเสมอ”
           
           แต่ที่แท้แล้ว ประวัติศาสตร์ มักจะเคลื่อนตัวเป็นวัฏจักรที่หมุนไปหมุนมา แต่ไม่ซ้อนทับที่เดิม
           
           ตัวอย่างเช่น เรื่องราวของ Empireหรืออาณาจักรโบราณ ก็มักจะมีชีวิตแบบวัฏจักรของการก่อเกิด รุ่งเรือง แพร่ขยายตัว และเสื่อมสลาย ไม่ต่างกัน
           
           นี่คือหลักพุทธที่เรียกว่า วัฏสังสาร
           
           สาเหตุของการก่อเกิดและการเสื่อมสลายก็คล้ายๆ กัน
           
           เมื่อถึงคราวเสื่อมสลายและความตาย ประวัติศาสตร์ในช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านใหญ่
           
           ประวัติศาสตร์ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่มีลักษณะเฉพาะแบบหนึ่ง ซึ่งในช่วงนี้จะมีวิกฤตรุนแรง และมีความพลิกผันขนาดใหญ่ก่อปรากฏขึ้น
           
           ถ้าถามผมว่า
           
           “ประวัติศาสตร์โลกหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ คือประวัติศาสตร์แบบไหน”
           
           ผมก็คงตอบอย่างมั่นใจว่า
           
           “นี่คือ ประวัติศาสตร์ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านขนาดใหญ่”
           
           ถ้าจะเข้าใจช่วงประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนผ่าน เราน่าจะศึกษาอดีต หรือประวัติศาสตร์ในช่วงเปลี่ยนผ่านในยุคที่ผ่านมา ก็จะช่วยให้เราเข้าใจเรื่องราวการเปลี่ยนผ่านในช่วงปัจจุบันได้ดีขึ้น
           
           การเรียนรู้อดีตนั้นจึงมี ‘ค่า’ มาก เพราะจะช่วยให้เราอ่านปัจจุบัน และอนาคตได้ดีมากยิ่งขึ้น
           
           ปัจจุบัน นักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ทั่วไปเริ่มหันไปศึกษาวิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ที่เรียกว่า The Great Depression เพราะเชื่อกันว่า วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้น่าจะรุนแรงไม่ต่างจากวิกฤตใหญ่ในช่วง ค.ศ. 1929 ถึง 1933
           
           นักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า เราน่าจะเรียนรู้แบบสรุปบทเรียน ศึกษาทั้งด้านความสำเร็จ และความล้มเหลวในการแก้ปัญหายุคนั้น เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน
           
           แต่ผลงานศึกษาเท่าที่ผมอ่านพบกลับมีจุดอ่อนที่สำคัญอยู่ประการหนึ่ง คืองานส่วนใหญ่เป็นงานศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ จึงมองโลกอย่างแยกส่วน มองเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น จึงหลงสรุปคิดไปว่า The Great Depression ถือเป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจเท่านั้น
           
           ปัจจุบัน ทฤษฎีระบบโลกจะสอนให้เราเข้าใจโลกแบบบูรณาการ (ไม่แยกส่วน)
           
           ดังนั้น ถ้ามองแบบไม่แยกส่วน เราจะพบว่าวิกฤตเศรษฐกิจ ค.ศ. 1929 ถึง 1933 นั้น ก่อกำเนิดขึ้นในระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2
           
           มองอย่างต่อเนื่อง วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้แยกไม่ออกจากวิกฤตการเมือง หรือสงครามครั้งประวัติศาสตร์ของโลก
           
           สงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ที่แท้แล้วคือสงครามเดียวกัน ถ้ามองในทางประวัติศาสตร์การเมือง
           
           สงครามโลกนี้ คือพลังที่นำสู่การเปลี่ยนผ่านประวัติศาสตร์ระบบโลก หรือกาลอวสานของระบบโลกในยุคอุตสาหกรรมเบา ซึ่งมีประเทศอังกฤษ (จักรวรรดิโลก) เป็นจ้าวมหาอำนาจ
           
           ในเวลาเดียวกัน สงครามครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงสงครามทางการเมืองเท่านั้น แต่เป็นสงครามการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรมด้วย
           
           หรือกล่าวได้ว่าเป็นสงครามระหว่าง 2 สายความเชื่อ และวัฒนธรรม (ปรัชญาและทฤษฎี) ที่แตกต่างตรงข้ามกัน
           
           สายหนึ่ง คือสายวัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งเชื่อในลัทธิการล่าอาณานิคมและการสร้างอาณาจักรครอบโลก รวบอำนาจ และรวบความมั่งคั่งไว้ที่ศูนย์กลางของระบบโลก
           
           อีกสายหนึ่งคือ สายวัฒนธรรมที่ต่อต้านลัทธิการล่าอาณานิคม และต่อสู้เรียกร้องอิสรภาพ มีแนวคิดในเรื่องการต่อสู้เพื่อเอกราชและประชาธิปไตย บวกรวมกับแนวคิดแบบสังคมนิยมและชาตินิยม
           
           สงครามโลกครั้งที่ 1 ตามด้วยวิกฤต The Great Depression และตามด้วยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเกิดขึ้นของสงครามที่ต่อสู้เพื่ออิสรภาพของบรรดาประเทศเมืองขึ้น
           
           รวมกันทั้งหมด คือภาพวิกฤตแบบองค์รวม ซึ่งประกอบด้วยวิกฤตทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ที่รวมเป็นหนึ่งเดียว
           
           กล่าวโดยสรุป
           
           วิกฤตทั้งหมด (ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม) คือพลังที่ยิ่งใหญ่มาก ซึ่งนำสู่การเปลี่ยนผ่านระบบโลกครั้งประวัติศาสตร์
           
           หลังจากสงครามโลกครั้ง 2 ระบบโลกซึ่งมีอังกฤษเป็นจ้าวมหาอำนาจได้สิ้นอำนาจลง ระบบโลกใหม่ได้ก่อเกิดขึ้น และแตกเป็น 2 ระบบ (หรือ 2 ค่าย) มีค่ายทุนนิยมที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นศูนย์กลาง กับค่ายสังคมนิยมที่มีสหภาพโซเวียตเป็นศูนย์กลาง
           
           การล่าอาณานิคมแบบเก่าสิ้นสภาพลง ประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้นจำนวนมากได้รับเอกราช
           ระบบการผลิตใหม่ได้เกิดก่อและขยายตัวขึ้น ที่เราเรียกกันว่า ระบบอุตสาหกรรมหนัก (เหล็ก รถยนต์ เครื่องบิน โทรทัศน์ และพลังงานไฟฟ้า น้ำมัน รวมทั้งพลังงานนิวเคลียร์)
           
           ถ้าเรามองย้อนประวัติศาสตร์แบบคลื่นลูกยาว (Long History) และถามว่า “จุดเริ่มของลูกคลื่นการเปลี่ยนผ่านในอดีต (ช่วงสงครามโลก) นั่นเริ่มเมื่อไรแน่”
           
           เราก็จะพบว่า ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนผ่านเริ่มต้นจริงๆ ในช่วง ค.ศ. 1900 ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกเริ่มหดตัว และในเวลาเดียวกัน มหาอำนาจโลกคือจักรวรรดิอังกฤษเริ่มเสื่อมทรุดทางการเมืองและการทหาร
           
           14 ปีหลังจากนั้น จึงเกิดสงครามโลกขึ้น (ค.ศ. 1914 ถึง 1949) ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง วิกฤตสงครามได้แปรสภาพเป็นวิกฤตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ที่เรียกกันว่า The Great Depression ในช่วงระหว่างสงครามโลก
           
           ถ้าเรากลับมามองวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ โดยลองมองประวัติศาสตร์แบบคลื่นลูกยาว และตั้งคำถามทำนองเดียวกัน
           
            “วิกฤตลูกนี้เริ่มขึ้นจริงๆ เมื่อไหร่”
           
           ผมคงตอบว่า เริ่มขึ้น ‘จริง’ ประมาณ ค.ศ. 2000 ซึ่งเป็นช่วงแรกที่ทุนศูนย์กลางของระบบโลกเริ่มวิกฤตใหญ่ครั้งแรก (จากการทรุดตัวของสินค้าไฮเทค และการแตกของฟองสบู่ E-Economy ในช่วงปลาย ค.ศ. 2000)
           
           ต่อมา วิกฤตลูกนี้ ก็แปรสภาพกลายเป็นสงครามเช่นกัน คือสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับโลกมุสลิม (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือองค์กรผู้ก่อการร้ายสากล และกับบรรดารัฐต่างๆ ที่สหรัฐอเมริกาอ้างว่าเป็นรัฐที่สนับสนุนการก่อการร้ายสากล อย่างเช่น อัฟกานิสถาน อิรัก และอิหร่าน)
           
           สงครามครั้งนี้ เริ่มเกิดก่อขึ้นประมาณ ค.ศ. 2002 และเกิดต่อมาเรื่อยๆ แม้จะไม่รุนแรงเท่ากับสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่ก็สามารถทำให้จักรวรรดิอเมริกาถลำลึกและติดกับสงคราม
           
           หลังจากนั้นไม่นาน ประมาณ ค.ศ. 2006 ก็เกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหม่ เริ่มต้นจากวิกฤตน้ำมัน (2006) และตามด้วยวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในช่วง ค.ศ. 2007 ถึง 2008
           
           ศูนย์ที่ก่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งวิกฤตดังกล่าวส่งผลทำให้ฐานะความเป็นศูนย์ของระบบโลกทางเศรษฐกิจ (ศูนย์ของการเงินโลก และศูนย์ของตลาดการบริโภคของโลก) และทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาเริ่มเสื่อมทรุด
           
           ถ้าเราศึกษาโลกทางการเมือง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 เราก็คงจะเรียกช่วงประวัติศาสตร์นั้นว่า “ยุคหลังจักรวรรดิอังกฤษเป็นใหญ่” และถ้าเรานำมาเทียบกับวิกฤตปัจจุบัน เราก็น่าจะเรียกช่วงประวัติศาสตร์นี้ได้ว่า “ช่วงหลังยุคสหรัฐอเมริกาเป็นใหญ่”
           
           ในช่วงหลังยุคอังกฤษเป็นใหญ่ ได้เกิดศูนย์อำนาจใหม่ในระบบโลกขึ้นมา 2 ศูนย์ และเริ่มพัฒนาเข้มแข็งขึ้นมาเรื่อยๆ
           
           ศูนย์แรกคือ สหรัฐอเมริกา และอีกศูนย์หนึ่งคือ สหภาพโซเวียต
           
           ทั้ง 2 ศูนย์อำนาจได้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงสงครามโลก และกลายเป็นชาติมหาอำนาจในเวลาต่อมา

    มองจากภาพกว้าง The Great Depression มีบทบาทอย่างสูงต่อการเปลี่ยนผ่านประวัติศาสตร์ แม้ว่า The Great Depression จะเกิดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ที่สำคัญวิกฤตครั้งนี้ส่งผลทำให้เศรษฐกิจยุโรป ซึ่งย่ำแย่อยู่แล้วในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดการทรุดตัวหนักลงไปอีก และส่งผลทำให้จักรวรรดิอังกฤษซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของระบบโลกในสมัยนั้น ไม่สามารถฟื้นฐานะผู้นำระบบโลกในด้านเศรษฐกิจได้ แม้จะมีฐานะเป็นผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็ตาม
           
           ถ้าเปรียบเทียบ วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ กับ The Great Depression เราจะพบความคล้ายกันตรงที่ ในขณะที่ The Great Depression ได้สั่นคลอนฐานะของจ้าวจักรวรรดิอังกฤษ วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ก็กลายเป็นพลังที่กำลังบั่นทอนฐานะทางเศรษฐกิจของมหาอำนาจอเมริกา
           
           ตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งมีตลาดหุ้น Wall Street เป็นศูนย์กลางทรุดตัวลงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ตลาดบริโภคใหญ่ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์ใหญ่ที่สุดในการบริโภคของโลก คิดเป็นประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ เกิดการหดตัวอย่างหนัก น่าจะทรุดตัวลงประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์
           
           บทบาทของ G-8 ภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกาจึงลดลง และต้องถูกแทนที่ด้วย G-20
           
           อิทธิพลของสหรัฐอเมริกาทางการเมืองเริ่มลดลง ยุโรป และจีน รวมทั้งรัสเซีย เริ่มมีฐานะทางอำนาจ และมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น
           
           ประเด็นสำคัญ ระบบโลกในช่วงนี้ ศูนย์อำนาจใหม่ของโลกเริ่มปรากฏตัวขึ้น 2 ศูนย์
           
           ศูนย์แรกคือ จีน และเอเชีย ส่วนอีกศูนย์หนึ่งคือ ยุโรป
           
           ทั้ง 2 ศูนย์ มีฐานขนาดใหญ่ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม (ขนาดใหญ่พอๆ กับสหรัฐอเมริกา)
           
           ปัจจุบัน ผู้นำจีนพยายามอย่างยิ่งที่จะผลักดัน ‘ยุทธศาสตร์โลกใหม่’ โดยพยายามใช้ ‘วิกฤตเป็นโอกาสสำคัญ’ ที่จะผนึกเอเชียให้เป็นหนึ่งเดียวกัน
           
           ส่วนหนึ่ง เพราะจีนตระหนักว่า ลำพังประเทศจีนเพียงประเทศเดียว ไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์ของระบบเศรษฐกิจโลกได้
           
           มองอย่างเป็นรูปธรรม ประเทศจีนเองมีขนาดเศรษฐกิจ ใหญ่เป็นที่ 3 ของโลก คิดได้ประมาณ 2.9 ล้าน ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากเทียบกับอเมริกาซึ่งมีขนาดประมาณ 15 ล้าน ล้านดอลลาร์ ย่อมไม่มีทางเทียบกันได้ แต่ถ้าจีนผนึกรวมกับญี่ปุ่น ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจเป็นที่ 2 ของโลก (ขนาดเศรษฐกิจประมาณ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) รวมทั้งสามารถผนึกกับไต้หวัน เกาหลี และประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอินเดีย ร่วมกับประเทศอาหรับต่างๆ
           
           การผนึกกันดังกล่าวนี้จะสามารถสร้างฐานเศรษฐกิจและการเมืองของเอเชียขนาดใหญ่ขึ้นมาได้
           
           ถ้าทำสำเร็จ เอเชียก็จะครองฐานะศูนย์อำนาจใหม่ของระบบโลกในอนาคตได้
           
           ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าจีนสามารถผนึกกับโซเวียต ลดความขัดแย้งระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ และระหว่างญี่ปุ่นกับรัสเซียลงไปได้ โอกาสที่ ‘มหาเอเชียบูรพา’ จะผงาดขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของระบบโลก ยิ่งมีโอกาสสูงมากขึ้น
           
           ที่สำคัญ การผนึกรวมกันนี้จะมีส่วนช่วยให้ประเทศต่างๆ ในเอเชียก้าวพ้นหรือลดทอนผลกระทบในด้านลบซึ่งเกิดจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ได้ด้วย
           
           ถ้ามองประวัติศาสตร์แบบเปรียบเทียบ เราจะเห็นว่า 2 ช่วงการเปลี่ยนผ่านยุคประวัติศาสตร์นี้ มีอะไรหลายอย่างที่คล้ายๆ กันอยู่บ้าง
           
           ที่ดูเหมือนกันมากคือ ‘การเกิดขึ้นของวิกฤตแบบรอบด้าน’ ซึ่งซ้อนทับกันในหลายด้านในเวลาเดียวกัน ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม จนยากที่จะแก้ไขได้ และข้อสำคัญ ‘วิกฤตทั้งหมดเหล่านี้ คือพลังที่นำสู่การเปลี่ยนผ่านยุคประวัติศาสตร์’
           
           แต่รายละเอียดหรือองค์ประกอบ และความหนักหน่วงของสภาพวิกฤตใน 2 ช่วงประวัติศาสตร์นี้ไม่เหมือนกัน
           
           ในช่วงการเปลี่ยนผ่านยุคสงครามโลก หัวใจของวิกฤตคือ ‘การเมือง’ หรือ ‘สงคราม’ ซึ่งรุนแรงอย่างมาก รองลงมาคือ ‘วิกฤตเศรษฐกิจ’
           
           แต่ในช่วงปัจจุบัน วิกฤตที่ดูจะรุนแรงอย่างมาก (ขึ้นเรื่อยๆ) น่าจะเป็นเรื่อง ‘วิกฤติสิ่งแวดล้อม’ หรือ ‘วิบัติภัยทางธรรมชาติ’ รวมทั้งเรื่องโรคร้ายที่กำลังคุกคามมนุษยชาติ รองลงมาคือวิกฤตเศรษฐกิจ
           
           วิกฤตคราวนี้ อาจมีเรื่องราวสงครามบ้าง แต่จะจำกัดอยู่ในพื้นที่ที่ช่วงชิงกันเฉพาะที่ และมีลักษณะที่กระจัดกระจาย ไม่หนักหน่วงเท่าสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2
           
           มองในแง่เศรษฐกิจ ผมคิดว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์น่าจะหนักกว่า The Great Depression เนื่องจากระบบโลกในยุคปัจจุบันเชื่อมโยงและพึ่งพากันมาก จึงสามารถส่งผลกระทบซึ่งกันและกันอย่างมาก
           
           หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เราจะพบว่า ระบบโลก (แบบใหม่) ได้เกิดการเคลื่อนตัวใหม่ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม โลกได้ก้าวสู่การสิ้นยุคล่าอาณานิคมแบบเก่า ระบบโลกแยกออกเป็น 2 ค่าย (หรือ 2 ระบบ) พร้อมๆ กับการเกิดขึ้นของการปฏิวัติด้านพลังงาน และอุตสาหกรรมใหม่
           
           ปัจจุบัน เราเริ่มมองเห็นการเปลี่ยนผ่านในหลายๆ ด้าน เช่นกัน
           
           1. การเปลี่ยนผ่านพลังงานโลก จากยุคน้ำมันและถ่านหินสู่พลังงานทางเลือก ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า การปฏิวัติสีเขียว ซึ่งรวมไปถึงการสร้างเมืองและชุมชนแบบใหม่ และวัฒนธรรมใหม่ที่เอื้ออาทรต่อธรรมชาติ ปัจจุบันถือว่าประเทศในย่านยุโรปก้าวหน้าไปในด้านนี้มากกว่าประเทศอื่นๆ
           
           2. การเปลี่ยนผ่านระบบการผลิต จากการใช้คนงานสู่ระบบที่ใช้เครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ (Robot) อย่างสมบูรณ์แบบ ประเทศที่นำหน้าหรือก้าวหน้ามากในเรื่องนี้น่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น
           
           3. การเปลี่ยนผ่านจากยุคการผลิตสินค้า (หรือยุคบรรษัทขนาดใหญ่ครองโลก) มาสู่ยุคธุรกิจการบริการ (ขนาดกลาง และขนาดเล็ก) ซึ่งก่อตัวขึ้นแล้วในเกือบทุกประเทศ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวจีนจะเชี่ยวชาญเรื่องการทำธุรกิจบริการแบบเล็กๆ มากกว่าประเทศอื่นๆ)
           
           4. การเปลี่ยนผ่านจากยุคเมืองแบบอภิมหานคร เช่น นิวยอร์ก มาสู่ยุคเมืองนิเวศน์และชุมชนยั่งยืน ไม่เน้นความใหญ่ แต่ตั้งอยู่บนฐานวัฒนธรรมที่เอื้ออาทรต่อธรรมชาติ
           
           5. การสิ้นลงของยุคการผลิตสินค้าเพื่อการตลาด (แบบไร้พรมแดน) สู่ยุคเมืองและชุมชนที่เพียงพอ โดยมีตลาดภายในที่มั่นคงและเลี้ยงตนเองได้แบบยั่งยืน
           
           6. การสิ้นสุดลงของยุคเงินไร้พรมแดนที่ไร้เสถียรภาพ สู่ยุคการสร้างระบบเงินตราโลกใหม่ที่มีเสถียรภาพมั่นคง โดยไม่มีเงินตราระบบใด (เช่น เงินดอลลาร์) มีฐานะสูงกว่าเงินตราอื่นๆ
           
           7. การสิ้นลงของยุคที่ระบบโลกมีจ้าวจักรวรรดิเพียงศูนย์กลางเดียว สู่ระบบโลกที่มีหลายศูนย์ (เอเชีย ยุโรป อเมริกา และรัสเซีย) โดยไม่มีศูนย์ใดมีฐานะอำนาจสูงสุด
           
           มองในแง่วัฒนธรรม วิกฤตปัจจุบันกำลังรื้อทิ้งกระแสวัฒนธรรมแบบโลกาภิวัตน์ ซึ่งมีวัฒนธรรมอเมริกาคาวบอยเป็นศูนย์กลาง
           
           วัฒนธรรมอเมริกาคาวบอย คือรากที่มาของวัฒนธรรมโลกแบบโลกาภิวัตน์ ซึ่งแพร่ไปทั่วโลกพร้อมกับการสร้างกระแสวัฒนธรรมบริโภคนิยมและบันเทิงนิยมแบบสุดขั้ว (ความรุนแรง เสพสุข มั่วยา เล่นการพนัน และมั่วกาม)
           
           ปัจจุบัน กระแสต้านโลกาภิวัตน์ทางด้านวัฒนธรรมได้เริ่มเติบใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเริ่มจากการตั้งคำถามต่อกระแสวัฒนธรรมแบบบริโภคนิยมและบันเทิงนิยม เพราะกระแสดังกล่าวได้ส่งกระทบในด้านลบต่อเยาวชนในประเทศต่างๆ
           
           บางประเทศถึงขั้นตั้งกำแพงทางวัฒนธรรม สกัดไม่ให้วัฒนธรรมตะวันตกแบบอเมริกานิยม แพร่เข้ามากจนเกินไป
           
           บางประเทศ อย่างเช่น จีน และเกาหลี มีการรื้อฟื้นวัฒนธรรมแบบตะวันออกขึ้นมาใหม่ เช่น จีนกำลังส่งเสริมวัฒนธรรมแบบขงจื้อ
           
           แต่การเปลี่ยนผ่านประวัติศาสตร์จะเกิดขึ้นไม่ได้ภายในปีหรือสองปี คงน่าจะใช้ช่วงเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี
           
           กล่าวอย่างสรุปก็คือ
           
           ถ้าเราเรียนรู้เรื่องราวของอดีตจากภาพกว้าง เราจะพบว่าวิกฤตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ก่อเกิดขึ้น เช่น The Great Depression ที่แท้แล้วคือส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนยุคประวัติศาสตร์โลก : การเกิดขึ้นของระบบเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมโลกใหม่ทั้งระบบ ทั้งในระดับภายในประเทศและระหว่างประเทศ
           
           ผมยืนยันว่า
           
            “วิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ครั้งนี้ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจอย่างที่เข้าใจกันเท่านั้น น่าจะเป็นวิกฤตที่นำสู่การเปลี่ยนผ่านระบบโลกครั้งใหญ่ ส่วนการเปลี่ยนแปลงจะมีขนาดใหญ่แค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรง ความยาวนาน และความหนักหน่วงของวิกฤตครั้งนี้” (ยังมีต่อ)


    การวิเคราะห์ระบบโลกต้องใช้แนวทางใหม่

    The Great Depression กับความพลิกผันที่เกินคาด
           
           คำถามหนึ่งที่ผมตอบยากที่สุดคือ จากนี้ไประบบโลกจะเคลื่อนตัวพลิกผันอย่างไร
           
           ที่ตอบยากเพราะช่วงนี้อาจจะเกิด ‘การพลิกผันที่เกินคาด’ ได้
           
           ในเมื่อเกินคาด....ใครเล่าจะคาดเดาได้
           
           ในกรณีที่ชาวทฤษฎีระบบโลกต้องวิเคราะห์ช่วงประวัติศาสตร์แห่งการเปลี่ยนแปลงใหญ่ พวกเขามักจะใช้ทฤษฎี Chaos มาช่วยวิเคราะห์ช่วงเวลาดังกล่าว
           
           ตามหลักของทฤษฎี Chaos ในช่วงที่เกิดวิกฤตใหญ่ มีโอกาสที่จะเกิดการเคลื่อนตัวแบบพลิกผันที่เกินคาดได้เสมอ เนื่องจากปัจจัยเล็กๆ สามารถแสดงบทบาทที่เราคาดคิดไม่ถึงได้ และในเวลาเดียวกันมักจะเกิดการเคลื่อนตัวแบบการสวิงไปมา เช่น สวิงจากซ้ายสุดไปขวาสุด หรือจากทรุดหนักเป็นกระแสขึ้น หรือจากร้อนมากไปสู่หนาวจัด
           
           ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์ในช่วงที่เกิด The Great Depression เราจะพบว่ามีปรากฏการณ์แห่งการพลิกผันไปแบบเกินคาดเกิดขึ้นเช่นกัน
           
           ก่อนอื่นผมขอย้อนประวัติศาสตร์ไปก่อนเกิด The Great Depression สักนิด ผมเองคิดว่าสาเหตุสำคัญที่ก่อเกิด The Great Depression เนื่องมาจากว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เศรษฐกิจยุโรปทรุดหนักมาก มีแต่ประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่เศรษฐกิจขยายตัวอย่างยิ่ง ส่วนหนึ่งก็เนื่องมาจากสหรัฐอเมริกาไม่ได้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วย สหรัฐอเมริกาจึงมั่งคั่งยิ่งใหญ่ขึ้นจากการค้าอาวุธและการปล่อยเงินกู้ ซึ่งส่งผลทำให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศเจ้าหนี้ของประเทศต่างๆ ในยุโรป ในเวลาเดียวกัน อเมริกาก็พัฒนากลายเป็นฐานในการลงทุนทางอุตสาหกรรมใหม่ๆ อย่างเช่น ไฟฟ้า โทรศัพท์ วิทยุ ภาพยนตร์ และรถยนต์
           
           จากการที่ระบบโลกมีจุดขยายตัวอย่างยิ่งและโดดเด่นเพียงจุดเดียว ได้ส่งผลทำให้บรรดาทุนในยุโรปก็หันไปลงทุนที่สหรัฐอเมริกา จึงเกิดการไหลมากระจุกของทุนจากทั่วโลก นี่เองคือรากที่มาของปรากฏการณ์ฟองสบู่ครั้งนั้น
           
            ‘ความรุ่งเรืองใหญ่’ กับ ‘หายนะ’ ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ 2 ด้านของสิ่งเดียวกัน
           
           ในครั้งนั้น ‘ความรุ่งโรจน์’ คือที่มาของการปั่นฟองสบู่ พอฟองสบู่ที่สหรัฐอเมริกาแตกก็ส่งผลแพร่ระบาดไปทั่วยุโรปและประเทศอื่นๆ เศรษฐกิจยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (ซึ่งระบบเศรษฐกิจแย่อยู่แล้ว) ก็ทรุดตาม
           
           นี่คือปรากฏการณ์ที่เกินคาด (ความรุ่งเรืองอย่างยิ่งแปรเปลี่ยนเป็นหายนะได้) ปรากฏการณ์แรกที่เกิดขึ้น
           
           ผมคิดว่านักลงทุนหรือคนทำธุรกิจในยุคนั้นไม่มีใครคิดถึงว่า “จะเป็นไปได้”
           
           ในช่วงที่เกิด The Great Depression เราได้พบปรากฏการณ์การเคลื่อนตัวแบบพลิกผันอย่างรุนแรงตามหลักทฤษฎี Chaos
           
           ปลาย ค.ศ. 1929 พอฟองสบู่แตกที่ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ตลาดหุ้นก็ทรุดตัวลงอย่างหนักประมาณ 40 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ คล้ายๆ กับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ครั้งนี้
           
           รัฐบาลสหรัฐอเมริกาในสมัยนั้น ใช้วิธีกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแรง ด้วยการตัดลดดอกเบี้ยลง จาก 6 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 2.5 เปอร์เซ็นต์ และทุ่มเงินจากภาครัฐเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจ (คิดเป็นเงินปัจจุบันประมาณ 5 แสนล้านดอลลาร์)
           
           พอเวลาผ่านไปประมาณ 1 ปี ภาพรวมเศรษฐกิจทั่วไปดูดีขึ้น ช่วงปลาย ค.ศ. 1930 ถึงต้น ค.ศ.1931 นักวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ระบบเศรษฐกิจได้ก้าวผ่านจุดที่ต่ำสุดแล้ว”
           
           ต้น ค.ศ. 1931 ยอดขายสินค้าในห้างสรรพสินค้าต่างๆ เริ่มพุ่งขึ้น และกระแสการตกงานก็เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด
           
            ‘การคาดหวังในอนาคตที่รุ่งโรจน์ครั้งใหม่’ ก็แพร่กระจายออกไป
           
           พอต้น ค.ศ. 1931 ตลาดหุ้นก็เกิดการไหลขึ้นอย่างรวดเร็ว ไปยืนอยู่ในระดับเดียวกับ ค.ศ. 1927 (ก่อนที่ฟองสบู่จะแตก)
           
           สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นฟื้นตัวได้ง่ายๆ ก็เนื่องจากการเคลื่อนตัวของตลาดหุ้นไม่ได้ขึ้นกับสภาวะเศรษฐกิจจริงมากนัก แต่สามารถเคลื่อนตัวไปตามความคาดหวังว่า “อนาคตจะดีขึ้น”
           
           หรือกล่าวได้ว่า การเคลื่อนตัวของตลาดหุ้นขึ้นกับ ‘มายาของข่าวสาร’ มากกว่าขึ้นกับความเป็นจริง
           
           พอมีข่าวดีติดต่อกัน และข่าวดีเพิ่มมากขึ้น นักเล่นฟองสบู่ก็แห่กันเอาเงินไปซื้อหุ้นเพราะกลัวตกกระแส ตลาดหุ้นจึงพลิกฟื้นอย่างง่ายๆ
           
           ถึงที่สุดแล้ว ความเป็นจริงจะแสดงบทบาทชี้ขาด เพราะที่แท้ เศรษฐกิจจริงยังอ่อนแออยู่ พอเกิดวิกฤตราคาทองคำ การเพิ่มขึ้นของการตกงาน และวิกฤตธนาคารรอบใหม่ ความตื่นกลัว (Panic) รอบใหม่ก็เกิดขึ้นอีก ตลาดหุ้นดาวน์โจนส์ (Down Jones) ก็ทรุดตัวลงหนักกว่าเดิม
           
           คราวนี้ ตลาดหุ้นทรุดตัวลงไปกว่า 90 เปอร์เซ็นต์จากจุดสูงสุดใหม่ กล่าวได้ว่าทรุดหนักกว่าครั้งแรกเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ พอตลาดทรุดหนัก การตกงานก็ขยายตัวเพิ่มยิ่งขึ้นจาก 3.2 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง ค.ศ. 1929 มาเป็น 25.2 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง ค.ศ. 1933
           
           ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP) ประเทศต่างๆ หดตัวอย่างแรง ที่แย่ที่สุดคือเยอรมนี ซึ่ง GNP หดตัวไปกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ จึงปูทางการขึ้นมามีอำนาจของฮิตเลอร์ (Hitler) และเป็นที่มาของสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่วนฝรั่งเศส GNP หดตัว 16 เปอร์เซ็นต์ อังกฤษซึ่งดูดีหน่อย GNP ตกไปประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์ แต่เกิดการตกงานเพิ่มถึง 20 เปอร์เซ็นต์
           
           เรื่องนี้น่าจะให้บทเรียนต่อบรรดานักวิชาการที่หลงคิดไปว่า วิกฤตเศรษฐกิจขนาดใหญ่จะแก้ไขกันได้ง่ายๆ เพียงแต่ใส่เงินมหาศาลเข้าไป ก็ฟื้นแล้ว
           
           เราคงต้องระวังอย่างยิ่ง เพราะประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ‘มีโอกาสซ้ำรอย’ อีกครั้งหนึ่ง
           
           ตอนที่ฟองสบู่เอเชียแตก ค.ศ. 1997 ผมได้เขียนงานเรื่อง มายาโลกาภิวัตน์ ผมใส่คำว่า มายา นำหน้า โลกาภิวัตน์ เพื่อชี้ว่าการเคลื่อนตัวของเศรษฐกิจฟองสบู่แตกต่างไปจากการเคลื่อนตัวของระบบเศรษฐกิจแบบเก่าๆ ทั้งหมด
           
           โลกาภิวัตน์ (หรือเงินไร้พรมแดน) สามารถเคลื่อนตัวด้วยมายาคติ หรือทำให้เกิดความเชื่อร่วมกันว่า “อนาคตจะรุ่งโรจน์”
           
           นักเล่นเกมฟองสบู่ อย่าง นายจอร์จ โซรอส จะเข้าใจเรื่องนี้ดีที่สุด
           
           อาทิตย์ที่ผ่านมา โซรอสกล่าวว่า
           
            “วิกฤตเศรษฐกิจที่ร่วงแบบไม่มีหูรูด...ได้ยุติแล้ว และโลกสามารถหลีกเลี่ยงการล่มสลายของสถาบันการเงินได้แล้ว”
           
           นักเศรษฐศาสตร์อีกจำนวนหนึ่ง เริ่มบอกว่า “เศรษฐกิจกำลังก้าวผ่านจุดต่ำสุดแล้ว”
           
           นี่คือ ส่วนหนึ่งของขบวนการสร้างข่าวดี
           
           ในขณะเดียวกัน ก็มีการประสานเสียงด้วยการทำ Stress Test บรรดาแบงก์ใหญ่ต่างๆ ในสหรัฐฯ ถึง 19 แบงก์ และรายงานว่า ‘มูลค่าความเสียหาย’ ไม่มากนัก
           
           ข่าวทั้งหมด (ไม่ว่าจริงหรือแต่งเพิ่ม) คือการสร้างความคาดหวังว่า “อนาคตกำลังจะสดใส”
           
           ผมคงต้องเตือนเพื่อนๆ ว่า
           
           ประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการสร้างภาพคือ สหรัฐอเมริกา ไม่มีใครเก่งกาจเท่า ตั้งแต่สมัยสร้างภาพว่า อเมริกาสามารถส่งมนุษย์ไปเดินเล่นบนดวงจันทร์ได้ รวมถึงการสร้างภาพหายนะเรื่อง Y2K
           
           ก่อนหน้านี้ สหรัฐอเมริกาก็ทำการสร้างภาพใหม่ เริ่มจาก ‘การสร้างภาพประธานาธิบดี’ ที่ยิ่งใหญ่และผิวดำคนแรก กับคำว่า ‘Change’
           
           ภาพเหล่านี้หลอกทั้งคนอเมริกันและผู้คนได้ทั่วโลก
           
           การสร้างภาพจะก่อให้เกิด ‘ความคาดหวังร่วม’ และ ‘ความมั่นใจในอนาคต’ ปัจจุบัน ตลาดหุ้นก็เริ่มทะยานตัวขึ้น
           
           นักลงทุนสมัยใหม่ซึ่งมีชีวิตอยู่กับการเก็งกำไร ก็จะช่วยกันหา ‘กำไร’ โดยร่วมกันปั่น
           
           นักลงทุนรู้ว่า ถ้าช่วยกันปั่น บรรดานักเล่นเกมฟองสบู่ก็จะรวยและมั่งคั่งอีก
           
           ฟองสบู่รอบใหม่ก็จะพองตัว และขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะคล้ายกับเหตุการณ์ช่วง ค.ศ. 1931
           
           ผมเองคิดว่า ฟองสบู่ลูกนี้จะแตกง่ายมาก เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นแล้วในปลาย ค.ศ. 1931 เพราะฐานเศรษฐกิจโลกจริงยังอ่อนแอมาก
           
           ปรากฏการณ์แบบนี้น่าสะท้อนภาพถึง ‘ความจำกัดของภาครัฐ’ หรือนโยบายกระตุ้นอย่างแรงทั้งหลาย เพราะการใช้เงินมหาศาลทุ่มเข้าไปกระตุ้น อาจจะเกิดการฟื้นตัวปลอม และหลังจากนั้นไม่นาน จะเกิด Panics ใหญ่ ฟองสบู่รอบสองที่เกิดก็จะทรุดหนักกว่ารอบแรกอีก
           
           เพื่อนๆ อาจจะถามผมว่า
           
            “ถ้าไม่แก้แบบทำให้พองและแตก แล้วจะแก้แบบไหนอย่างไร”
           
           ผมคงตอบว่า “ไม่รู้เหมือนกัน” เท่าที่เคยพบ (ในประวัติศาสตร์) มีอีกแบบหนึ่ง คือแบบญี่ปุ่น ซึ่งใช้การกระตุ้นโดยพยายามจะไม่ให้เกิดฟองสบู่รอบใหม่ขึ้น ใส่เงินเข้าไปกระตุ้น แต่จะใช้เงินไม่มากนัก
           
           กรณีการแก้แบบญี่ปุ่นจะเกิดปรากฏการณ์ ‘ทรุด...แล้วซึม’
           
           ในกรณีของประเทศญี่ปุ่น ฟองสบู่แตกที่ญี่ปุ่นประมาณ ค.ศ. 1990
           
           วิธีแก้ที่รัฐบาลญี่ปุ่นดำเนินการคือ ทุ่มเงินเข้าไปกระตุ้นประมาณปีละ 1 ถึง 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จนถึงปัจจุบัน หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นสูงกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ของ GNP
           
           ปรากฏว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่สามารถกระเตื้องขึ้น หรือพุ่งขึ้นเลย ในช่วงเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา
           
           ในกรณีญี่ปุ่นนี้ ชนชั้นนำญี่ปุ่นสามารถหาเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากประชาชนญี่ปุ่นมีเงินออมเยอะ และประเทศญี่ปุ่นเองมีรายได้จากการเกินดุลทางการค้าทุกปี จึงสามารถระดมเงินทุนเข้ามาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดหนักได้ตลอดเวลานับ 10 ปี
           
           แต่ถ้าเรามองโลกทั้งใบ และมองวิกฤตครั้งนี้ ‘ยาว...และหนักจริง’ บางประเทศเท่านั้นจึงจะทำได้อย่างเช่นที่ญี่ปุ่นได้ทำมา
           
           มองกลับมาที่ ประเทศไทย แค่จะหาเงินมากระตุ้นรอบแรกก็นับว่า ‘แทบกระอักเลือด’ ถ้าวิกฤตยาว และมีรอบ 2 และ 3 ไทยจะหาเงินที่ไหนมากระตุ้น
           
           ถ้าเราศึกษากรณีของญี่ปุ่น และมองย้อนไปที่สหรัฐอเมริกา ผมคาดว่าชนชั้นนำอเมริกันไม่คิดเลือกวิธีกระตุ้นไปเรื่อยๆ แบบญี่ปุ่น จึงหันไปใช้วิธีกระตุ้นขนาดใหญ่ อาจจะเพราะชนชั้นนำอเมริกันชอบเล่นเกมแบบเสี่ยงๆ ซึ่งสอดคล้องไปกับวัฒนธรรมทุนนิยมคาวบอย
           
           วัฒนธรรมแบบคาวบอยนี้ไม่ได้กลัวฟองสบู่ และพร้อมที่จะสร้างฟองสบู่ลูกใหม่ขึ้นอีก จึงเลือกใช้วิธี ‘ทุ่มเงินมหาศาล’ และ ‘สร้างความหวังที่ยิ่งใหญ่’ ขึ้น
           
           แต่...ต้องระวัง ถ้าตลาดหุ้นสวิงกลับมากๆ ในขณะที่เศรษฐกิจจริงของโลกยังดูซึมๆ อยู่ โอกาสพลิกผันจะยิ่งสูง
           
           ตัวอย่างเช่น ในช่วงขาขึ้น นักเล่นฟองสบู่ทั้งหลายก็จะช่วยกันปั่นกำไร ทั้งจากตลาดหุ้น และบางกลุ่มก็จะมาปั่นกำไรจากราคาน้ำมันด้วย
           
           ราคาน้ำมันอาจจะพุ่งขึ้นเมื่อฟองสบู่ขยายขึ้นใหม่ และเมื่อราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้เศรษฐกิจจริงที่ยังทรุดอยู่ ทรุดต่อ และอาจจะเกิดวิกฤตการเงิน (การพลิกผันของค่าเงิน หรือวิกฤตระบบ เครดิต (Credit) และการตกงานที่เพิ่มขึ้น)
           
           ปรากฏการณ์ของ ‘การวิ่งสวนทางกัน’ ระหว่างเศรษฐกิจฟองสบู่และเศรษฐกิจจริงจะเกิดขึ้น ไม่นานนักจะทำให้เศรษฐกิจจริงทรุดต่อ และจะลากให้ตลาดหุ้นทรุดตัวรอบใหม่ ซึ่งจะทรุดหนักลงกว่าเดิม
           
           ทรุดรอบนี้จะฟื้นยากขึ้นกว่าเก่าอีก
           
           ‘ความคาดหวัง’ จะกลายเป็น ‘ความสิ้นหวัง’ อย่างยิ่ง

           
           เมื่อเป็นเช่นนี้ ศูนย์ของระบบโลกหรือสหรัฐอเมริกาจะทรุดรอบใหม่ แต่การทรุดรอบนี้จะแก้ยากมากขึ้น สาเหตุเนื่องจากประชาชนสหรัฐอเมริกาไม่มีเงินออม เงินออมเป็นศูนย์ มีแต่หนี้ ที่คิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 14 ล้านล้านดอลลาร์ ภาครัฐเองก็มีหนี้มหาศาล ประมาณกันว่า กว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์
           
           ผู้นำสหรัฐอเมริกาคงต้องทุ่มเงินมหาศาลเข้าไปอีก แต่จะหามาจากที่ไหน หรือไม่ก็ต้องพิมพ์ธนบัตรเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะก่อปัญหาใหม่ เช่น การทรุดลงของค่าเงินดอลลาร์อย่างหนัก
           
           หลังจากนี้ไป สิ่งที่เราต้องระวังหรือต้องติดตามคือ ปรากฏการณ์การพลิกผันที่เกิดคาด ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้คล้ายๆ กับช่วงวิกฤต ค.ศ. 1932 ถึง 1933
           
           พลิกจาก ‘วิกฤตเศรษฐกิจ’ เป็น ‘สงครามโลก’
           
           แต่การพลิกผันที่เกินคาดอาจจะเกิดได้ทั้งในด้านบวกและด้านลบเช่นกัน
           
           ผมคาดว่า อีกปรากฏการณ์หนึ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในแบบพลิกผันเกินคาดได้ คือในช่วงที่เกิดการพลิกผันไปมารอบสอง ถ้าประเทศจีนและเอเชียซึ่งสามารถพยุงเศรษฐกิจไว้ได้ ก็อาจจะพลิกกลายเป็นโอกาสทองของเอเชีย
           
           เมื่อสิ้นหวังจากสหรัฐอเมริกา เงินทั่วโลกก็จะไหลเข้าสู่เอเชียอีกครั้งหนึ่ง
           
            ‘ยุคแห่งมหาเอเชียบูรพา’ ก็อาจจะก่อเกิด และขยายตัวขึ้น
           
           สิ่งที่น่ากลัวมากคือ ‘วิกฤตในส่วนรอบนอก’ ซึ่งประเมินว่าน่าจะพลิกผันรุนแรงกว่าวิกฤต ณ จุดศูนย์กลาง
           
           เรามักจะพูดกันว่า เวลาที่สหรัฐอเมริกาป่วยเป็นหวัด เราหรือประเทศโลกที่สามก็จะล้มป่วยหนัก...อาจถึง ‘ตาย’ ได้
           
           หรือกล่าวได้ว่า ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตที่ศูนย์กลางของระบบโลก ส่วนรอบนอกจะวิกฤตรุนแรงกว่าศูนย์กลางเสียอีก
           
           ตัวอย่างเช่น ถ้าเราย้อนศึกษาเรื่องราววิกฤตโลกที่ผ่านมาในช่วง ค.ศ. 1970 ถึง 1985 ซึ่งถือว่าเป็นวิกฤตลูกยาว
           
           เราก็พบคลื่นขาลงใหญ่ 2 ครั้ง
           
           รอบแรกคือ การทรุดตัวใหญ่ ในช่วง ค.ศ. 1973 ถึง 1975 จุดวิกฤตเริ่มก่อตัวที่ศูนย์กลางของระบบโลก (หรือสหรัฐอเมริกา) ด้วยวิกฤตค่าเงินดอลลาร์ และวิกฤตน้ำมัน หลังจากนั้น ระบบเศรษฐกิจโลกก็เริ่มทะยานขึ้นอีก แต่ทะยานขึ้นแบบคนไข้ที่ยังป่วยอยู่ ในที่สุดก็เกิดการทรุดตัวครั้งใหม่ ที่อาการหนักกว่าเดิม แต่แทนที่จะทรุดหนักที่ศูนย์กลางของระบบ กลับเกิดการทรุดใหญ่ที่ประเทศชายขอบของระบบโลก
           
           ในช่วง ค.ศ. 1980 ถึง 1983 ช่วงนี้ประเทศโลกที่สามจำนวนมากในละตินอเมริกา และแอฟริกา...ถึงกับล้มละลาย
           
           วิกฤตใหญ่ครั้งนี้ เกิดขึ้นที่ศูนย์กลางระบบทุนโลกเช่นกัน (น่าจะหนักกว่าช่วง ค.ศ. 1970 ถึง 1985 เสียอีก) หลังจากเกิดวิกฤต ได้เกิดคลื่นสึนามิทางเศรษฐกิจใหญ่มาก ซัดกระหน่ำไปทั่วโลก (รวมทั้งประเทศโลกที่สาม)
           
           ถ้ามองไปยังบรรดาประเทศโลกที่สาม ผมคาดว่า วิกฤตครั้งนี้จะก่อเกิดปรากฏการณ์ ‘การทรุดใหญ่’ และ ‘การเปลี่ยนใหญ่’ ที่รุนแรงมาก
           
           ประเทศไหนๆ ก็ตาม ถ้าไม่สามารถแก้วิกฤตเศรษฐกิจได้ (ซึ่งยากจะแก้ได้) และวิกฤตในโลกที่สามดังกล่าว จะแปรเปลี่ยนเป็นวิกฤตการเมือง (หรือสงครามกลางเมือง) ในอนาคต
           
           ในกรณีนี้ ประเทศที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือประเทศไทย เพราะประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศทุนนิยมพึ่งพา มีการพึ่งพาสูงมาก พึ่งพาทั้งการลงทุนจากต่างประเทศ พึ่งพาการส่งออก รวมทั้งพึ่งการท่องเที่ยวจากต่างประเทศคิดเป็นประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของ GNP
           
           ถ้าวิกฤตระบบโลกครั้งนี้ยาวเกินกว่า 5 ปี ประเทศทุนนิยมพึ่งพาทั้งหมด จะเผชิญหายนะใหญ่ ถึงใหญ่มาก หรือหมายความว่า ในอนาคตอันใกล้ โครงสร้างระบบเศรษฐกิจทุนนิยมแบบพึ่งพาทั้งหมดจะพังทลายลง
           
           ผมเองคาดว่า ปีนี้ประเทศไทยอาจจะติดลบถึง 5 เปอร์เซ็นต์ และอย่าคิดว่า ปีต่อไปจะดีขึ้นเสมอไป (คิดกันง่ายๆ แบบที่นักเศรษฐศาสตร์ชอบนำเสนอ) เพราะอาจจะเกิดปรากฏการณ์แบบ ‘ทรุด... แล้วซึมยาว’ ได้
           
           ถ้าประเทศไทยแก้ไม่ถูกทาง เราอาจต้องเผชิญกับวิกฤตค่าเงิน รวมทั้งการโจมตีค่าเงินบาทรอบใหม่
           
           ถ้าวิกฤตเคลื่อนตัวแบบนี้ เราจะพบวิกฤตที่หนักกว่า พ.ศ. 2540

           
           แต่ถึงอย่างไร ผมคิดว่า
           
           “โครงสร้างเศรษฐกิจทุนนิยมแบบพึ่งพาจะไม่สามารถยืนได้ อีกนาน”
           
           ความจำเป็นอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่ผู้นำรัฐบาลคิดทำกัน แต่คือการวางรากฐาน หรือปฏิรูประบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ ทั้งหมดเพื่อใช้แทนที่ระบบทุนนิยมแบบพึ่งพาที่กำลังล้มลง
           
           สิ่งที่สำคัญ ต้องหันมาสร้างระบบเศรษฐกิจภายในใหม่ ที่มีตลาดภายในและตลาดรอบๆ ประเทศที่แข็งแกร่ง และสามารถพึ่งตนเองได้
           
           อาจจะต้องรื้อแนวคิดเรื่อง 3 เหลี่ยมเศรษฐกิจ 4 เหลี่ยมเศรษฐกิจ และ 5 เหลี่ยมเศรษฐกิจ มาพิจารณาใหม่
           
           แต่ไม่ควรจะเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจเท่านั้น
           
           และเราคงหนีไม่พ้นที่จะต้องมาทบทวนหรือหันมาผลักดันการสร้างระบบเศรษฐกิจพอเพียงกันอย่างจริงจัง หรืออาจจะต้องปฏิวัติเกษตรกรรมใหม่สู่เกษตรกรรมที่ยั่งยืน หรือเกษตรธรรมชาติที่ไม่ใช้สารเคมีประสานกับแผนการที่เป็นรูปธรรมในการปฏิวัติพลังงานทางเลือกใหม่ รวมทั้งการสร้างชุมชน และเมืองสีเขียว
           
           ที่สำคัญ ประเทศไทยอาจจะต้องพยายามหาความร่วมมือกับประเทศในย่านเอเชียด้วยกัน เพื่อผลักให้เกิดการผนึกประเทศในย่านนี้ให้เป็นหนึ่งเดียว
           
           เราคงต้องช่วยกันสร้าง ‘มหาเอเชียบูรพา’ ขึ้นมา
           
           ไม่ใช่เพื่อความรุ่งเรืองร่วมกันของชาวเอเชียเท่านั้น แต่เพื่อช่วยกันสร้างโลกทางวัฒนธรรมใหม่ ที่เอื้ออาทรต่อธรรมชาติและมนุษยชาติด้วยกัน
    (ยังมีต่อ)

    June 21

    วันนี้เป็นวันที่รู้สึกผิดปรกติ ไม่น่าจะต้องอยู่คนเดียวในโลกไซเบอร์

    ถ้าโลกนี้ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีอินเตอร์เนท ฉันจะอยู่อย่างไร
    ย้อนหลังไปเมื่อปี 2537 อันเป็นปีแรกที่ได้รู้จักบริการอินเตอร์เนทในฐานะห้องสมุดขนาดยักษ์ ได้รู้จักการใช้อีเมล์เมื่อไปเรียนรู้ที่คณะ ฯฯ (จำไม่ได้ว่าที่ไหนแน่ แต่มีอาจารย์สอนเป็นคนเชื้อสายเวียดนาม)
    ได้ใช้อีเมล์ส่งงานแปลที่ทำอยู่ในขณะนั้น
     
    ทำไมนะ คนที่เรารู้จัก ยังไม่รู้จักใช้บริการนี้อีกมากมาย เขาทำใจได้อย่างไร
    โลกทั้งโลก (เก่า+ใหม่)ต่างถูกดึงเอามาไว้อยู่ข้างหน้า ทุกอย่างมันอยู่ตรงนี้ อีกหน่อยมันจะมีบริการอะไรอีกที่จะหยุดคนให้นั่งอยู่หน้าจออย่างนี้อีก เสียงเพลง หนัง ภาพสวย ๆ อะไรอีกสารพัด ความรู้ความเข้าใจที่มนุษย์อาจจะมี ณ เวลาหนึ่ง
     
    แต่แม้จะมีสิ่งเหล่านี้ วันนี้ ก็ยังรู้สึกว่าผิดปรกติหน่อย เศร้านิด ๆ
    ไม่อยากเป็นแบบนี้เลย
     
    นี่ทำให้อยากเขียนหนังสือ ๆ ไม่อยากให้ตัวเองอยู่ว่าง ๆ เมื่อคืนที่ผ่านมา ไม่ง่วงนอนเลย แต่ก็ต้องนอนตอนตีสาม หลับไปถึงตีห้า ต้องตื่นเพราะพัดลมไม่ทำงาน อากาศเริ่มร้อน ต้องหากพัดลมตัวใหม่มาแทน
     
    ตั้งเป้าวันนี้ เขียนหนังสือ ๆ สู่โลกใบนี้

    เจ้าหญิง "ดอกไม้ยามรุ่งอรุณแห่งภูฏาน"

    เจ้าหญิง "ยีหวาง พินดาริกา" : ดอกไม้ยามรุ่งอรุณแห่งภูฏาน
    โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 19 มิถุนายน 2552 23:46 น.

    องค์หญิงยีหวาง พินดาริกา แห่งภูฏาน

    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น


    องค์หญิงยีหวางกับพระสหาย

    องค์หญิงยีหวางกับพระอาจารย์และอธิการบดี ม.เว็บสเตอร์




    “สถานการณ์ภาคใต้ หรือไข้หวัดระบาด ที่ทำให้การท่องเที่ยวของประเทศไทยตกลง จริงๆแล้วที่นี่ปลอดภัยไม่ได้น่ากลัว ฉันเองอยู่ที่นี่ก็ยังไม่มีอะไร สงบสุขดี เรื่องที่สอง ประเทศไทยในแง่ของความเป็นคนไทย ซึ่งนิสัยดีมาก มีความอบอุ่น เป็นคนที่มีจิตใจงดงาม ด้านวัฒนธรรมก็คล้ายกับชาวภูฏาน เป็นเมืองพุทธเหมือนกัน อีกประการคือ พระมหากษัตริย์ของไทย เหมือนกับที่ภูฏาน เพราะรักประชาชนเหมือนกัน แล้วอยากเห็นประชาชนอยู่ดีมีสุข…”
           
           องค์หญิง “ยีหวาง พินดาริกา” แห่งราชอาณาจักรภูฏาน ตรัสถึงเมืองไทยในยุคที่กำลังประสบปัญหามากมาย แต่ยังคงความน่าอยู่ตลอดช่วง 2 ปี ที่พระองค์ทรงศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเว็บสเตอร์ (ไทยแลนด์) ประชาชนชาวไทยคงได้รู้จักและคุ้นเคยกับสมเด็จพระราชาธิบดีจีกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และพระองค์หญิงยีหวางนี้มีศักดิ์เป็นพระญาติเรียงพี่เรียงน้องในสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีฯ นั่นเอง
           
           M- Lite ได้รับประทานพระวโรกาสจากองค์หญิงยีหวางให้เข้าเฝ้าสัมภาษณ์ ด้วยสีพระพักตร์ที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแย้มแจ่มใส และทรงเป็นกันเอง ทรงฉลองพระองค์สบายๆ ที่ทรงหอบใส่กระเป๋าสะพายมาเพื่อให้เราได้ฉายพระรูป
           
           องค์หญิงยีหวางทรงเรียนวิชาด้านการสื่อสารมวลชนและการสื่อสาร หรือที่บ้านเราเรียกศาสตร์เหล่านี้ว่านิเทศศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเว็บสเตอร์ (ประเทศไทย) ที่มีสาขาอยู่หลายประเทศทั่วโลก สำหรับเมืองไทย มหาวิทยาลัยเว็บสเตอร์ตั้งอยู่ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีนักศึกษาแต่ละเทอมไม่เท่ากันเนื่องจากว่าเป็นโรงเรียนนานาชาติ และสามารถโอนย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยนี้ในต่างประเทศได้ในทุกเทอม แต่สำหรับพระองค์หญิงแห่งภูฏาน พระองค์ทรงเลือกมาเรียนที่ประเทศไทย เนื่องจากเมืองไทยใกล้และมีลักษณะภูมิประเทศไม่แตกต่างจากบ้านเมืองของพระองค์หญิงมากนัก
           
           “ที่เลือกมาเรียนที่ประเทศไทยเพราะว่าใกล้บ้าน รู้สึกว่าสามารถที่จะกลับบ้านได้บ่อยขึ้น สาเหตุที่มาเรียนที่เว็บสเตอร์ เพราะเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติ แล้วก็มีเพื่อนที่ 40 กว่าประเทศทั่วโลกในห้องเรียน ซึ่งฉันคิดว่าฉันมีโอกาสที่ดีมาก”
           

           “ฉันชอบที่เงียบๆ เล็ก ๆเพราะว่าคล้ายที่ภูฏาน เพราะที่นั่นเล็กแล้วก็เงียบ หัวหินเป็นอะไรที่เล็กเงียบและสงบ ไม่วุ่นวาย แต่น้องฝาแฝดจะชอบเมืองใหญ่ เขาเลยเลือกไปเรียนที่แคนาดา เป็นคู่แฝดที่ต่างกันพอสมควร นัมเซ (namzay) ฝาแฝดของฉัน เป็นอะไรที่สนิทกันมาก ฉันรู้สึกดีมีอะไรที่พิเศษการที่มีพี่น้องฝาแฝด เหมือนมีเพื่อนอยู่ตลอดเวลา ตอนแรกที่ห่างกันคิดถึงมาก แต่ตอนนี้ค่อนข้างชินแล้ว ปกติแล้วน้องฝาแฝดรู้จักประเทศไทยดี เพราะว่ามาเที่ยวประเทศไทย มาบ่อยมาก”
           
           เมื่อเอ่ยถึงพี่น้องฝาแฝดซึ่ง พระองค์ทรงมีพระเชษฐาเคยร่ำเรียนในประเทศไทยมาแล้ว และเมื่อมีโอกาสได้มาเรียนที่นี่ องค์หญิงยีหวางทรงเลือกเรียนศาสตร์ด้านการสื่อสาร และการโฆษณา เพื่อจะได้ใช้วิชาการเหล่านั้นไว้โปรโมตประเทศของพระองค์ในด้านต่างๆ
           
           “ฉันชอบครีเอทีฟและงานสร้างสรรค์มาก สื่อเองก็กำลังพัฒนา ถ้าเรียนด้านนี้ก็คงจะกลับไปโปรโมตและสื่อสารเมืองภูฏานให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกได้ เพราะว่าภูฏานตอนนี้ยังเป็นประเทศเล็กๆยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก”
           
           “จริงๆ แล้วการเรียนให้ดีไม่ได้เป็นความกดดันมาก แต่มองว่าเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องเรียนให้ดี เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีของวัยรุ่น เด็กรุ่นใหม่ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ความกดดัน แต่ก็ต้องดูแลตัวเองเพื่อให้เรียนดี วัยรุ่นที่ภูฏานไม่ได้แข่งขันกันเรื่องเรียน แต่แข่งขันกันเข้าทำงานมากกว่า แต่ก็ยังชอบความสนุกสนาน”
           
           เมื่อทูลถามถึงผลการเรียนพระองค์หญิงตรัสถ่อมพระองค์ว่าเรียนระดับปานกลาง และอยากมีประสบการณ์กลับไปพัฒนาสื่อแห่งภูฏาน และอีกเพียงหนึ่งปีเท่านั้นที่พระองค์หญิงยีหวางจะจบการศึกษาระดับปริญญาตรี และหากมีโอกาส พระองค์มีพระประสงค์จะทรงงานที่เมืองไทยเช่นกัน
           
           “มาเรียนที่นี่ชอบวิชาโฆษณามากๆ แล้วก็ถามว่าเรียนดีมั้ย ฉันเรียนระดับปานกลาง (อาจารย์แอบกระซิบว่าพระองค์ทรงเรียนดี) อีกปีหนึ่งจบอยากจะทำงานก่อน เพื่อจะหาประสบการณ์ ก่อนที่จะเรียนต่อ ท่านแม่อยากให้ทำงานนอกประเทศภูฏานก่อน เพื่อหาประสบการณ์ อยากทำงานที่ประเทศไทยเหมือนกัน ถ้ามีโอกาส”
           
           สำหรับความสนิทสนมกับสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก นั้น พระองค์หญิงตรัสว่าในสมัยที่ยังทรงพระเยาว์ด้วยพระชันษาห่างกันมาก พระราชาธิบดีจิกมีจะทรงเล่าเรื่องตลกๆ และวิ่งไล่จับกัน อีกทั้งยังทรงมีความเป็นห่วงเป็นใยกันเป็นอย่างมาก แต่ปัจจุบันพระองค์ทรงงานหนัก และอีกทั้งพระองค์หญิงมาศึกษาต่อที่ประเทศไทย จึงไม่ได้มีโอกาสพบกันมากเหมือนแต่ก่อน แต่พระองค์หญิงยีหวางตรัสกับเราว่าทราบดีว่ากษัตริย์องค์ปัจจุบัน โด่งดังและเป็นที่รักของคนไทยไม่น้อย
           
           “พอทราบนะว่าท่านจิกมีฟีเวอร์มากที่นี่ เพราะว่านั่งแท็กซี่เวลาไปโรงแรม ผู้คนจะถามว่ามาจากประเทศไหนเขาก็จะบอกว่า พระราชาธิบดีจิกมี พูดถึงเยอะมาก เลยทราบว่าพระองค์ท่านเป็นที่รักของชาวไทย ตอนนี้ไม่ได้คุยกันมาก เพราะว่าท่านราชาธิบดีมีพระราชภารกิจมาก แล้วฉันเองก็มาเรียนที่นี่ จะคุยกันก็มีตอนที่กลับบ้าน ส่วนใหญ่จะถามว่าเรียนเป็นอย่างไร สบายดีหรือเปล่า ตอนที่เด็กๆ จะพูดคุยกันบ่อยตอนเด็กๆวิ่งไล่จับกัน ท่านจิกมีก็ชอบคุยกับน้องๆ เล่นกันบ่อย ห่างกัน 8 ปี ท่านก็ยังเป็นวัยรุ่นในวัยที่น้องๆ ยังเป็นเด็ก”
           

           พอทูลถามถึงสถานการณ์ข่าว ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งเรื่องราวของแวดวงบันเทิง พระองค์หญิงทรงพระปรีชารอบด้าน และเมื่อทูลถามถึงสถานการณ์การเมืองแห่งราชอาณาจักรภูฏาน พระองค์ทรงเล่าว่าเพิ่งเริ่มมีประชาธิปไตยจึงยังไม่มีการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยดังเช่นบ้านเรา และที่สวมเสื้อลาย Che Guevara ก็เป็นเพียงแฟชั่นเท่านั้น แต่ทรงรับรู้ว่าคือนักปฏิวัติคนหนึ่ง
           
           “ที่สวมเสื้อลาย Che Guevara จริงๆเป็นแค่แฟชั่น (ทรงยิ้ม) และรู้ว่าเขาคือนักปฏิวัติคนหนึ่ง ส่วนเรื่องการเมืองที่ภูฏานยังไม่มีแบบแบ่งแยก เพราะเพิ่งเริ่มต้นของการเป็นประชาธิปไตย ประเทศภูฏานเป็นประเทศที่สงบมาก ที่ไม่มีความขัดแย้งแบ่งแยกเป็นกลุ่มๆ เพราะว่าพระราชาธิบดีจิกมี ท่านรวมทุกคนเป็นหนึ่งเดียว ประชาชนของท่านนี่รวมเป็นหนึ่งเดียว คือรักพระองค์ท่าน"
           
           สำหรับการจากบ้านจากเมืองมาศึกษาที่เมืองไทยนั้น พระองค์หญิงใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชนอีกทั้งทรงดูแลทำความสะอาดห้องด้วยพระองค์เอง และทำเป็นทุกอย่าง และทรงเล่าว่าไม่เคยคิดอยากให้เพื่อนนักเรียนด้วยกันทราบว่าพระองค์เป็นใคร ส่วนฉลองพระองค์นั้นทรงแต่งธรรมดาไม่พิถีพิถันหรือทรงจับจ่ายฟุ้งเฟ้อแต่อย่างใด และทรงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย
           
           “ตอนมาเรียนที่นี่ ฉันไม่อยากให้เพื่อนทราบ แต่หลังๆ เพื่อนๆทราบก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนเพราะว่าเรียนนานาชาติทุกคนเท่ากันหมด ท่านแม่สอนให้ทำงานเองแต่เล็กๆ ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แม้ว่าจะมีคนช่วยก็ตาม แล้วฉันก็ชอบที่จะทำอะไรด้วยตนเอง ท่านแม่ไม่ได้ตามใจ ปกติระวังเรื่องค่าใช้จ่ายและระวังเรื่องเงิน ไม่ใช้สุรุ่ยสุร่ายอยู่แล้ว อยู่อย่างง่ายๆ”
           
           ทูลถามทิ้งท้ายว่า พระองค์หญิง มีงานอดิเรกอย่างไรบ้าง หนึ่งในนั้นมีการฟังเพลงไทย อย่างเช่น วงบอดี้สแลม หรือโปเตโต้ ซึ่งพระองค์ทรงฟังตามพระเชษฐาซึ่งโปรดเพลงไทยมาก และในประเทศของพระองค์ซึ่งประกาศว่าไม่สนใจ GDP แต่ใส่ใจและวัดความสุขประชาชนเป็นดัชนีชี้วัดคนในประเทศ เมื่อทูลถามถึงความสุขของพระองค์หญิง พระองค์ตรัสมีความสุขเต็มเปี่ยมและจะสุขมากขึ้น หากพระองค์ได้พบกับพระมารดามากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
           
           “ตอนนี้ในแง่ของความสุขนี่ ดัชนีความสุขของฉันแฮปปี้มาก อยากจะเพิ่มความสุขมากขึ้นก็อยากเจอท่านแม่มากกว่านี้ ตอนนี้เจอกันปีละ 2 ครั้ง แต่ถ้าในแง่ของความรู้สึก กับแม่นี่ใกล้ชิดมาก”
           
           *****
           
           “ในฐานะที่เรียนเพื่อเป็นสื่อก็อยากเห็นสื่อมีข้อมูลที่ลึก และมากขึ้น แล้วก็เป็นข้อมูลที่เป็นจริง และสื่อไม่ควรจะถูกควบคุมโดยใครคนใดคนหนึ่ง” ...ความหมายของสื่อในพระดำริของพระองค์ยีหวาง พินดาริกา แห่งภูฏาน
           

           พระประวัติ
           
           ยี หมายถึงโชคดี หวาง หมายถึงพร ที่ให้โชคดี ยีหวางแปลว่า พรแห่งความโชคดี พินดาริกา คือดอกไม้ยามรุ่งอรุณ พระชันษา 21 ปี มีพระเชษฐภคินีหนึ่งพระองค์พระเชษฐาสองพระองค์ และพระขนิษฐาฝาแฝดอีก 1 พระองค์ องค์หญิงยีหวางเป็นพระธิดาของเจ้าหญิงเดกี้ เป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี วังชุก กษัตริย์องค์ที่ 2 ของภูฏาน สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ดอร์จิ วังชุก กษัตริย์องค์ที่ 3 และสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก กษัตริย์องค์ที่ 4 ซึ่งเป็นพระราชบิดากษัตริย์ภูฏานองค์ปัจจุบัน เป็นพระราชปิตุลา (ลุง) ขององค์หญิง ดังนั้นองค์หญิงจึงเป็นพระญาติเรียงพี่เรียงน้องในกษัตริย์ภูฏานองค์ปัจจุบัน
           
           ภาพโดย วรงค์กรณ์ ดินไทย
           


    June 17

    เครื่องวัดความชื้นข้าวเปลือก

    ไฮเทคสู่ท้องนา "เครื่องวัดความชื้นข้าวพกพา" ทีเมคย่อไซส์ถนัดมือขึ้น
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 มิถุนายน 2552 12:57 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    นายนิมิต สมหวัง และหัววัดความชื้นและอุณหภูมิข้าวเปลือก

    หัววัดความชื้นและอุณหภูมิข้าวเปลือก

    ดร.อัมพร โพธิ์ใย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์

    นอกจากหัววัดความชื้นข้าวเปลือกแล้ว ยังมีหัววัดความชื้นและอุณหภูมิในโรงเพาะเห็ด ซึ่งช่วยควบคุมคุณภาพของการเพาะเห็ดได้

    เนคเทคต่อยอด "เครื่องวัดความชื้นข้าว" ย่อขนาดจากใช้ติดตั้งในไซโลอบข้าว เหลือขนาดจับถนัดมือ ชาวนาพกพาได้ ตรวจสอบความชื้นในกองข้าวได้ เบื้องต้นทดสอบกับชาวนาในฉะเชิงเทราและ 5 จังหวัดในทุ่งกุลาร้องไห้ ตั้งความหวังภาคเกษตรใช้งานเซนเซอร์ได้ เพื่อมีตลาดรองรับไมโครอิเล็กทรอนิกส์กว้างขึ้น
           
           ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ทีเมค) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เปิดบ้านต้อนรับคณะสื่อมวลชนและตัวแทนภาคอุตสาหกรรมเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ ซึ่งตั้งอยู่ใน จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.52 ที่ผ่านมา พร้อมทั้งนำผลงานวิจัยของศูนย์มาจัดแสดง โดยเซนเซอร์วัดความชื้นและอุณหภูมิข้าวเปลือกเป็นหนึ่งในผลงานที่นำจัดแสดง ซึ่งก่อนหน้านี้ทีเมคเคยนำเปิดตัวเซนเซอร์ดังกล่าวไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่เป็นรุ่นที่ติดตั้งในไซโลอบข้าว ส่วนรุ่นล่าสุดเป็นรุ่นที่สามารถพกพาได้
           
           นายนิมิต สมหวัง ซึ่งเป็น 1 ในทีมวิจัยและพัฒนาเซนเซอร์วัดความชื้นและอุณหภูมิข้าวเปลือกนี้ กล่าวกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV- ผู้จัดการออนไลน์ ซึ่งร่วมเดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์ทีเมคนี้ด้วยว่า หัววัดความชื้นข้าวเปลือกรุ่นแรกนั้นเป็นรุ่นที่ติดตั้งอย่างถาวรในไซโลอบข้าว ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ต่อมาได้พัฒนาให้พกพาได้ โดยเน้นให้สามารถเสียบหัววัดในกองข้าวได้ โดยหลักการทำงานของเครื่องคล้ายกันแต่การทำงานไม่เหมือนกัน
           

           "จากเดิมจะแสดงผลผ่านจอที่ติดตั้งบนผนังในไซโล ก็ย่อให้เล็กลงและติดตั้งที่ปลาย ด้ามจับของหัววัด และแสดงค่าความชื้น อุณหภูมิและความถี่ทางไฟฟ้า ซึ่งอย่างหลังเป็นข้อมูลเพื่อการวิจัยและหากชาวนานำไปใช้งานจริงจะตัดการ แสดงผลความถี่ทางไฟฟ้าออก" นายนิมิตกล่าว
           
           ด้านหลักการทำงานของเครื่องนั้น อาศัยหลักการตัวเก็บประจุ โดยบริเวณเซนเซอร์จะมีสนามไฟฟ้าวิ่งข้ามรอยต่อซึ่งเป็นช่องว่างรอบๆ แผ่นของเซนเซอร์ และมีกระแสไฟฟ้าค่าหนึ่งวิ่งไปแสดงที่จอแสดงผล เมื่อใส่หัววัดลงในกองเมล็ดพันธุ์ จะทำให้ค่าสนามไฟฟ้าหายไปเนื่องจากความเป็นฉนวน ซึ่งความเป็นฉนวนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความชื้น เมื่อความชื้นมากก็มีความฉนวนมาก เมื่อความชื้นน้อยก็มีความเป็นฉนวนน้อย และค่าความชื้นที่วัดได้อยู่ระหว่าง 10-30% ในช่วงรัศมีของกองข้าว 15 เมตร
           
           นอกจาก ใช้วัดความชื้นข้าวเปลือกแล้ว ยังประยุกต์ใช้เซนเซอร์ดังกล่าวกับเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดและรำข้าวได้อีกด้วย แต่หัววัดที่ใช้กับเมล็ดพันธุ์ชนิดใดชนิดหนึ่งจะรองรับเฉพาะเมล็ดพันธุ์ นั้นๆ โดยนิมิตอธิบายว่า เนื่องจากรูปร่างของเมล็ดพันธุ์ที่ต่างกันทำให้ได้กราฟความชื้นที่ต่างกัน การเขียนโปรแกรมสำหรับหัววัดนั้นๆ ก็ต่างกันด้วย ส่วนความไวในการอ่านค่าความชื้นและอุณหภูมินั้นอยู่ในช่วง 10-20 วินาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของเมล็ดพันธุ์
           
           ทางด้าน ดร.อัมพร โพธิ์ใย ผอ.ทีเมค กล่าวว่าอุตสาหกรรมเกษตรของไทยนั้นสู้ต่างประเทศไม่ได้แล้ว และยังไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ จึงจำเป็นต้องนำเรื่องเซนเซอร์เข้าไปช่วย แต่หากนำเข้าจากต่างประเทศจะแพงมากและส่วนใหญ่ก็นำเข้า ขณะที่ทีเมคสามารถพัฒนาเซนเซอร์ที่ราคาถูกกว่า 10 เท่า อาทิ หัววัดความชื้นในดินที่นำเข้าจากต่างประเทศมีราคาถึง 2,000-3,000 ล้านบาท แต่ทีเมคผลิตได้ในราคา 200-300 บาท และเท่าที่ทราบมูลค่าในการนำเข้าเซนเซอร์วัดความชื้นและเซนเซอร์ทางด้านการ เกษตรสูงถึงระดับพันล้านบาท
           
           ในส่วนของหัววัดความชื้นข้าวเปลือกนั้น ผอ.ทีเมคกล่าวว่ารุ่นใหม่แบบพกพาที่พัฒนาขึ้นนี้เป็นรุ่นที่นักวิจัยชอบ เนื่องจากแสดงค่าทุกอย่าง แต่หลังจากรุ่นนี้จะได้พัฒนารุ่นที่เกษตรกรชอบ โดยตอนนี้อยู่ระหว่างทดสอบการใช้งานโดยเกษตรใน จ.ฉะเชิงเทรา และอีก 5 ในจังหวัดในแถบทุ่งกุลาร้องไห้
           
           พร้อมกันนี้ ดร.อัมพรกล่าวว่า ทีเมคสามารถผลิตแผ่นซิลิกอนเวเฟอร์ได้เดือนละ 500 แผ่น ทั้งนี้ได้พยายามแผ่นเวเฟอร์แต่ไม่สามารถสู้ราคาที่ถูกกว่าของเจ้าอื่นได้ จึงหันมาทางด้านการประยุกต์ใช้งาน โดยเน้นการเป็นศูนย์กลางของเซนเซอร์ประเภทซิลิกอนในระดับอาเซียน ทั้งนี้ขายแผ่นซิลิกอนเวเฟอร์ได้เดือนละ 100 แผ่น ส่วนที่เหลือนำไปใช้ด้านงานวิจัย
           
           อย่างไรก็ดีทางศูนย์สามารขายซิลิกอนเวเฟอร์ได้แผ่นละ 1-2 แสนบาท หากจำหน่ายในตลาดที่มีความต้องการเฉพาะและต้องการในจำนวนไม่มาก ซึ่งโรงงานที่ผลิตขายจำนวนมากๆ ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากไม่คุ้มทุน โดยตลาดทั่วไปขายได้แผ่นละ 4-5 หมื่นบาท
           
           "ในความหวังของเราคือภาคการเกษตรจะใช้งานเซนเซอร์ได้ ถ้าได้จะหมายความว่าตลาดกว้างขึ้น" ดร.อัมพรกล่าว.

    ดร. กฤษณา ไกรสินธุ์

    ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์
    ปรุงยาต้านเอดส์ งานเสี่ยงในแอฟริกา
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 มิถุนายน 2552 16:17 น.
           มนุษย์บนโลกใบนี้จะมีสักกี่คนที่มีความมุ่งมั่น พากเพียร แน่วแน่ต่อแนวคิดและจิตสำนึกในเรื่องความเสมอภาคของมนุษย์ด้วยกัน เห็นความทุกข์ของผู้อื่นเสมือนความทุกข์ของตนเอง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งความทุกข์แสนสาหัสจากโรคร้ายแรงอย่าง “เอดส์”
           
           ท่ามกลางปัญหาโรคเอดส์ที่กำลังคร่าชีวิตประชาชนในโลกที่ 3 เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ Someone Special ท่านนี้ตัดสินใจออกเดินทางตระเวนถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการปรุงยา เพื่อรักษาชีวิตของผู้คนตาดำๆ ตัวดำๆ ในทวีปที่แสนจะกันดาร ไร้ความสะดวกสบายใดๆ
           
           ในรอบปีหนึ่งๆ จะมีโอกาสกลับผืนแผ่นดินเกิดเพียงไม่กี่วัน ด้วยธุระส่วนตัว หรือมารับรางวัลที่องค์กรต่างๆ มอบให้เพื่อเป็นเกียรติแทนความภาคภูมิใจที่ชาวไทยตัวเล็กๆ คนหนึ่งได้อุทิศตนกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อมวลมนุษยชาติ
           
           และครั้งนี้ เรายินดีอย่างยิ่งที่จะแนะนำผู้อ่านทุกท่านให้รู้จักกับ
    Mama Tough แห่งแอฟริกา หรือ ยิปซีเภสัชกร ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์

           เภสัชกรจำเป็น
           
           “เป็นคนจังหวัดสุราษฏร์ธานี อำเภอเกาะสมุย พ่อเป็นหมอ แม่เป็นพยาบาล ตอนเด็กๆ ชอบอยู่วัด จะตามคุณยายไปวัดใกล้บ้านเป็นประจำ นั่งรอคุณยายสวดมนต์ที่ใต้ต้นมะขามป้อมเอาเกลือไปด้วย เพื่อเวลามะขามป้อมตกลงมาจากต้นจะได้เก็บกิน ในระยะหลังคุณยายเริ่มสุขภาพไม่ดี ท่านก็เลยล้มเลิกการเป็นแม่ชี กลับมาอยู่บ้าน คราวนี้ก็เลยตามพ่อแทน ส่วนใหญ่ได้ไปวัดสวนโมกที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี ก็นับว่าโชคดีที่ได้ไปวัดบ่อย เพราะการดูคนต้องดูตั้งแต่ที่มาที่ไป ไม่ใช่ดูแค่ตอนนี้ตรงนี้ แต่ต้องมองย้อนไปว่าเขาเป็นอย่างไร ปฏิบัติตนอย่างไร จึงทำให้เขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งหมดต้องมีที่มาที่ไป”
           
           “ในอดีตคุณพ่ออยากให้เรียนหมอ เราเองจริงๆ แล้วก็ไม่ได้อยากเรียนอะไรพวกนี้เลย เพราะเป็นคนไม่ชอบสายวิทย์ ชอบศิลปะบทกลอน เล่นดนตรี วาดรูป อะไรทำนองนั้น แต่ก็เรียนวิทย์ได้นะ ไม่ได้มีปัญหาอะไร ที่เรียนเภสัชฯ ก็เพราะเข้าหมอไม่ได้ขาดไปคะแนน หนึ่ง เขารับ 320 เราได้ 319 เรียนเภสัชฯ ก็เรียนๆ ไป ไม่ได้ยากเย็นอะไร เรียนเพราะหน้าที่
           
           เราเป็นลูกที่ดี พ่อแม่ส่งให้เราเรียนก็เรียนจนจบแต่พอจบแล้วรู้สึกว่าความรู้ยังไม่แน่น ยังไม่ค่อยรู้อะไรสักเท่าไร ก็เลยตัดสินใจเรียนต่อ ก็ไปที่อังกฤษเรียนโทด้านเภสัชวิเคราะห์ ตอนแรกที่ไปก็ไม่ได้เรียนสาขานี้หรอก เรามันพวกวิทย์แต่ใจเป็นศิลป์ ก็ไปโน่นเรียน “เช็คสเปียร์” ไปเรียนศิลปกรรมประมาณปีครึ่ง ไปไล่เรียนภาษาตามสถาบันภาษาจนหมด พ่อเลยบอกว่าพอแล้วลูก ประกาศนียบัตรเต็มบ้านไปหมดแล้ว ก็เลยต้องหยุดแล้วไปเรียนทางด้านเภสัชฯต่อที่ University of Strathclyde เรียนไปเรียนมาก็ยังไม่ซึ้ง กะเรียนให้ทะลุไปเลย เอากันให้แจ่มแจ้งไปเลยแล้วกัน ก็ไปต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย Bath ”
           
           ชีวิตของหัวหน้า
           
           เมื่อจบการศึกษา ดร.กฤษณากลับมาเมืองไทย โลดแล่นบนเส้นทางอาชีพด้วยอุดมการณ์ของนักเภสัชศาสตร์อีกกว่า 24 ปี จากตำแหน่งอาจารย์หัวหน้าภาคฯ จนกระทั่งถึงผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา
           

           “หลังจากจบก็มาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สมัครเองเลย ตอนแรกคุณพ่อไปสมัครงานให้ที่องค์การเภสัชฯ (องค์การเภสัชกรรม) เพราะผู้อำนวยการองค์การเภสัชฯในสมัยนั้นเป็นเพื่อนกับคุณพ่อ แต่เราอยากสมัครเองมากกว่าและอยากไปช่วยบ้านเกิด ไปอยู่ที่ ม.สงขลา 2 ป ี สมัครงานปุ๊ปเขาก็ให้มาเป็นหัวหน้าภาคเลย คิดกับตัวเองในใจว่า ไม่ชอบเลยเกลียดการเป็นหัวหน้าที่สุด เพราะการเป็นหัวหน้าต้องวางมาด ต้องยิ้มทั้งๆ ที่บางครั้งเราไม่อยากยิ้มเหมือนกับเป็นการเล่นละคร มีแต่เสมอตัวกับขาดทุน เราเองจำเป็นต้องทำหน้าที่หัวหน้ามาเกือบทั้งชีวิต ยังคิดว่านี่มันเป็นกรรมอย่างสุดขีด ถึงขณะนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมคนอยากเป็นหัวหน้ากันนัก ปัจจุบันนี้สบายมากเลยไม่มีเจ้านายไม่มีลูกน้อง มีแต่เพื่อนและลูกศิษย์”
           
           “ทำงานแรกๆ จำได้ว่าอายุแค่ 27 ปี เราก็ยังเด็กมากกับการเป็นหัวหน้าภาควิชา ขณะนั้นทางคณะเขาขาดคนก็เลยต้องเป็นไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน วันที่ไปปฐมนิเทศอาจารย์ใหม่ก็พาแม่ไปด้วย ที่จริงก็ไม่อยากให้ไปหรอกแต่ท่านเป็นห่วงว่าลูกจะอยู่อย่างไร คนที่นั่นก็นึกว่าแม่เป็นอาจารย์ นึกว่าเราเป็นคนถือกระเป๋า มีคนมาถามแม่ว่าเป็นอาจารย์คณะไหนคะ ท่านก็ชี้มาที่เราแล้วตอบว่า ‘ลูกฉันต่างหากที่เป็นอาจารย์ทั้งหัวหน้าภาคเลย’ ที่เขาถามอย่างนั้นก็คงเพราะเราไม่มีมาด ไม่มีฟอร์ม อายุก็น้อย”
           
           “ทำงานเป็นอาจารย์ได้สัก 2 ปี ก็รู้สึกว่าเราน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้นะ เสียดายความรู้ที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมาตั้งมากมายก็เลยลาออกไปสมัครที่องค์การเภสัชฯ ที่ที่พ่อเคยสมัครให้เมื่อ 2 ปีก่อน เพราะนโยบายของที่นี่คือ ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน อยากมาผลิตยาที่มีคุณภาพให้กับคนไทย เขาก็รับนะรับไปเป็นหัวหน้าแผนก ก็เป็นหัวหน้าอีกแล้ว ทำไปทำมาปาเข้าไป 22 ปี ตำแหน่งสุดท้ายในตอนนั้นคือผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มีหน้าที่ควบคุมคุณภาพการผลิตยาการวิจัยและพัฒนายา พัฒนาธุรกิจเพื่อค้นคว้าผลิตภัณฑ์เคมีและผลิตภัณฑ์เภสัชธรรมชาติอะไรประมาณนั้น”
           
           ยาวิเศษเพื่อมวลมนุษยชาติ
           
           ตั้งแต่ปี 2535 ดร.กฤษณา ได้ร่วมกับทีมวิจัยพัฒนาสูตรตำรับและศึกษาเภสัชชีวสมบรูณ์ (bioequivalence) ของยาต้านเอดส์ชนิดต่างๆ ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกของโลก ที่สามารถผลิตยาต้านเอดส์ที่มีคุณภาพดีราคาถูกออกวางจำหน่ายทำให้ผู้ป่วยโรคเอดส์ของไทยสามารถเข้าถึงยาได้ โดยผลสำเร็จนี้เห็นได้จากการที่ยาต้านเอดส์ที่ไทยผลิตได้ มีราคาถูกกว่ายาที่นำเข้าจากต่างประเทศมากถึง 5-20 เท่าของราคาขาย อย่างไรก็ตามก่อนจะถึงความสำเร็จ สิ่งใดเล่าคือแรงบันดาลใจที่ทำให้ท่านเริ่มต้นค้นคว้ายาต้านเอดส์
           

           “จริงๆ คือเป็นคนที่มีจุดอ่อนกับเด็ก เห็นเด็กแล้วสงสารอยากช่วยเหลือพวกเขา เพราะคิดว่าเด็กคืออนาคตของประเทศชาติ จึงตัดสินใจค้นคว้าและวิจัยผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ขึ้นมาใช้เวลาคิดค้นประมาณ 3 ปี ตั้งแต่ปี 2535-2538ในระยะ 6 เดือนแรกต้องทำเองทุกอย่าง หลังจากนั้นจึงมีทีมนักวิจัยมาช่วย แต่ไม่น่าเชื่อว่าการทำงานคนเดียวจะส่งผลดีสำหรับอนาคตได้มากขนาดนี้ ในที่สุดประเทศไทยก็เป็นประเทศแรกของโลกที่สามารถผลิตยาชื่อสามัญว่า ยาเอดส์ ในปี 2538”
           
           “แต่กว่าจะศึกษาและค้นคว้ามาได้ ต้องผ่านอุปสรรคมากมาย ตั้งแต่วัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ต้องไปเจอกับคนที่ขัดขวางเราทั้งในองค์กรเองและจากต่างประเทศอีกด้วย ชื่อของเราถูกบรรจุอยู่ใน Blacklist ของบริษัทยาเกือบทุกบริษัทมีคดีต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกับบริษัทยาด้วย ซึ่งคิดว่ามาจากเรื่องของผลประโยชน์เพราะถ้าผลิตยาสำเร็จ ยอดขายของบริษัทยาอื่นๆ ต้องตกลงแน่นอน เนื่องจากราคาต่างกันค่อนข้างมาก แต่ในที่สุดเราก็ทำสำเร็จ ต้องขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี รวมทั้งสื่อมวลชน NGO ทั่วโลก และพันธมิตรต่างประเทศอีกมากมายทั้งในอเมริกาและฝรั่งเศสที่คอยช่วยเหลือส่งข้อมูลมาให้ด้วย”
           
           “ยาตัวแรกที่เราผลิตคือ ZIDOVUDINE หรือAZT เป็นยาที่ลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก ราคาที่คนอื่นขายคือแคปซูลละ 40 บาท เราทำออกมาขายได้ในราคาแค่ 7-8 บาท เท่านั้นเอง นี่ยังไม่เท่าไรนะ มียาอีกตัวหนึ่งซึ่งเป็นของบริษัทที่ฟ้องร้องเรา จากเดิมที่เขาขายราคาแคปซูลละ 284 บาทแต่เราทำออกมาขายได้ในราคาเพียง 8 บาทจะเห็นว่าแตกต่างกันมาก ซึ่งเราถือว่าได้ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาอย่างดีที่สุดแล้ว ไม่คิดว่าจะไปตบหน้าใครหรือไปทำให้ยอดขายบริษัทไหนลดลง”
           
           “หลังจากนั้นก็ผลิตยาออกมาเรื่อยๆ มีคนเข้ามาช่วยเหลือมากขึ้น มียาตัวหนึ่งที่ผลิตได้แล้วประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงมากคือ GPOVIRเพราะปกติแล้วผู้ป่วยเอดส์ต้องกินยาหลายชนิด ในหนึ่งวันต้องกินเช้า-เย็น แต่เราสามารถรวมยาทั้ง 3 เม็ด ให้มาอยู่ในตัวยาตัวนี้ได้ ผู้ป่วยเอดส์ในประเทศไทยจึงเป็นผู้ป่วยที่โชคดีกว่าประเทศอื่น เพราะค่าใช้จ่ายเรื่องยาลดลง และวันหนึ่งกินยาแค่สองเม็ดเท่านั้น หลังจากคิดยาตัวนี้ได้เราสามารถช่วยคนป่วยได้มากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ เพราะราคายาถูกลงเป็นอย่างมาก”
           
           หลังจากที่ ดร.กฤษณาสามารถคิดค้นและพัฒนา GPO-VIR ยาสูตรผสมรวมเม็ดต้านเอดส์ชนิดแรกสำเร็จ ก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นยาสูตรหลักสำหรับใช้ต้านโรคเอดส์แก่ผู้ป่วยในประเทศยากจน ส่วนในประเทศไทย ยาดังกล่าว ถูกบรรจุให้อยู่ในโปรแกรมการให้ยาต้านเอดส์แห่งชาติฟรี นับเป็นคุณูปการต่อผู้เจ็บป่วยเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามจากความสำเร็จครั้งนั้นกลับทำให้ท่านตัดสินใจเดินทางจากแผ่นดินเกิด อุทิศชีวิตเพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกผู้ด้อยโอกาสกว่าในเวลาต่อมา
           

           “สัญญาต้องเป็นสัญญาสัญญาว่ามาต้องมา”
           
           “ที่ไปแอฟริกา เพราะเราต้องรักษาคำพูดหลังจากพัฒนา GPO-VIR สำเร็จ องค์การอนามัยโลกได้เชิญเราไป และถามว่าจะสามารถช่วยประเทศใดได้บ้างในเรื่องการถ่ายทอดวิธีผลิตยาต้านเอดส์ ก็เลยเขียนโครงการเรื่องการให้ความช่วยเหลือส่งไป เราจึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เมื่อถึงเวลาก็ต้องไปถ่ายทอดเทคโนโลยี จริงๆ ตอนนั้นไม่มีใครไปด้วยเลย ตัวเองก็คิดไม่ตกว่าจะเอายังไงดี อยู่เมืองไทยเราทำคนเดียวได้ แต่ในต่างประเทศไม่แน่ใจ เวลาเจอคนแอฟริกันเขาก็จะมาถามเราว่าเมื่อไหร่You จะมาช่วยผู้ป่วยประเทศ I สักทีเราก็ตอบไม่ได้จนกระทั่งกันยายน ปี 2545 จึงตัดสินใจขอลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา เพื่อไปช่วยแอฟริกาอย่างเต็มตัว”
           
           “ตอนแรกที่ไปแอฟริกา คุณแม่ไปด้วยไปส่งลูกสาว แม่ก็ร้องไห้ทุกวันประมาณ 2 เดือนเต็ม บอกว่าเมื่อไหร่จะมาส่งแม่กลับเมืองไทยซะที เราก็ตอบว่ายังไปส่งไม่ได้งานยังไม่เสร็จเลย ซึ่งการที่ไปอยู่ที่แอฟริกาเราเป็นคนตัดสินใจไปเอง เพราะชีวิตเป็นของเรา เราเลือกแล้วเราดำเนินชีวิตด้วยตัวของเราเอง คุณพ่อและคุณแม่ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของเรา ก็เลยไม่ฟังเสียงใคร ใครว่าอย่างไรก็จะไป โดยส่วนตัวประทับใจในแอฟริกา ชอบสัตว์ ชอบธรรมชาติ แล้วก็ชอบเดินทางไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่เคยคิดว่าตนเองจะได้ไปอยู่ที่นั่น ประเทศแรกที่ไปถึงคือคองโก ไปโดยไม่รู้อะไรเลย ไปตายเอาดาบหน้าคนเดียวจริงๆ วันแรกที่ไปถึงก็รู้สึกหมดอาลัยตายอยากเหมือนกัน ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนบำนาญที่ได้จากองค์การเภสัชฯ ประมาณ 1 ล้านบาท หมดเกลี้ยงภายใน 1 ปี ค่าเครื่องบินค่าใช้จ่าย ออกเองหมด”
           
           ตั้งแต่ปี 2545 ดร.กฤษณาได้ทำงานให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยถ่ายทอดเทคโนโลยีและฝึกสอนบุคลากรของโรงงานในประเทศแทนซาเนีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และเอธิโอเปีย ในการผลิตยาต้านเอดส์และยารักษาโรคมาลาเรีย ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตยารักษาโรคมาลาเรียสำหรับผู้ป่วยทั้งผู้ใหญ่และเด็กให้แก่โรงงานTanzania Pharmaceutical Industry ประเทศแทนซาเนีย ในปี 2546
           
           นอกจากนี้ยังเป็นผู้ให้คำแนะนำทางวิชาการและเทคโนโลยีในการก่อสร้างโรงงานผลิตยาต้านเอดส์ 2 โรงงานแห่งแรกที่เมืองบูกาวู (Bukavu) ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และอีกแห่งหนึ่งในประเทศแทนซาเนีย โดยโรงงานทั้งสองแห่งนี้สามารถผลิตยาสูตรผสมรวมเม็ด และยาเดี่ยวต้านเอดส์ได้ในขั้นอุตสาหกรรมในเดือนกรกฎาคม และเดือนตุลาคม 2548 ตามลำดับตลอด 7 ปี
           
           ที่ผ่านมา ดร.กฤษณาทำงานในพื้นที่แอฟริกาทั้งหมด 15 ประเทศแล้ว อาทิ สาธารณรัฐเบนิน สาธารณรัฐบุรุนดี สาธารณรัฐกาบอง สาธารณรัฐเคนย่า สาธารณรัฐมาลีและสาธารณรัฐยูกันดา เป็นต้น โดยท่านได้ปวารณาตนว่าจะเดินหน้าเผยแพร่ความรู้ทางการปรุงยาให้ได้มากถึง 25 ประเทศทั่วทวีปแอฟริกาหากยังไม่หมดลมหายใจเสียก่อน
           
           


           ทุกข์หรือสุขอยู่ที่ใจ
           
           การดำรงชีวิตในแอฟริกาเป็นเรื่องไม่ง่ายสำหรับผู้หญิงต่างแดน แต่ท่านกลับสามารถอยู่ได้อย่างมีความสุขและไม่คิดท้อถอยแม้ว่าจะต้องเผชิญกับอุปสรรค์ต่างๆ รวมทั้งเหตุการณ์เสี่ยงต่อความเป็นความตายที่ผ่านเข้ามาอย่างไม่คาดฝัน
           

           “ชีวิตมันก็ทุกข์พอแล้ว ทำไมต้องหาความเครียดมาใส่ตัว เป็นคนรักตัวเอง และก็ไม่เคยรักใครเท่ารักตัวเอง เพราะฉะนั้นจะไม่ทำให้ตนเองมีความทุกข์เด็ดขาด ความทุกข์มีแต่เราจะไปแบกไว้ทำไมนาน ทิ้งมันไว้ตรงนั้นได้ไหมของหนักที่สุดถ้าเราไม่แบกมันก็ไม่หนัก มันก็เป็นของเบาที่สุดได้เหมือนกัน อย่าไปคิดถึงอนาคต หรือคิดถึงอดีตมากนัก ให้คิดถึงปัจจุบัน ทำให้มันดีที่สุดก็พอ”
           
           “ครั้งหนึ่งที่ไนจีเรีย เขาเชิญไปบรรยายและช่วยเหลือทางด้านอุตสาหกรรมยา ซึ่งปกติตอนกลางวันประเทศนี้ก็อันตรายมากอยู่แล้ว แต่เราเดินทางคนเดียวไปถึงสนามบินตอนตี 1 เพราะเครื่องบิน Delay หลายชั่วโมง คนที่มารับก็รอไม่ไหวกลับไปแล้ว รปภ.สนามบินก็ไม่ให้เราพักที่สนามบิน ต้องนั่งแท็กซี่ออกไปตอนตี 1 กว่าจะถึงจุดหมาย ถูกคนเอาปืนมาจี้ 5 ครั้ง แต่ไม่มีใครได้ทรัพย์สินอะไรไปเลย ตอนนั้นกลัวมากแต่ใจดีสู้เสือก็บอกเขาไปว่า ฉันมาช่วยคนในประเทศเธอนะ อยากได้อะไรเอาไปเลย ฉันมาจากประเทศไทย ก็ชวนโจรคุยไปเรื่อย เรื่องข้าวไทย ข้าวหอมมะลิรู้จักไหม เธอทานข้าวรึเปล่าประเทศไทยปลูกข้าวหอมมะลินะ โจรมันก็บอกว่ามันก็กินข้าวเหมือนกัน คุยกันเป็นครึ่งชั่วโมงคุยไปคุยมาโจรก็ปล่อยตัวไป ตลอดระยะทาง20 กิโลเมตร ต้องใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมงโดนจี้แบบเดียวกันถึง 5 ครั้ง เดินขึ้นลงรถพูดประโยคเดิมอยู่นั่น และโจรก็ขู่เราด้วยคำพูดเดิมๆ เราก็ตอบไปเหมือนเดิม ตอนนั้นไม่รู้ว่าคนที่จี้หน้าตาเป็นอย่างไรเพราะมันมืดมาก เห็นแค่ลูกกะตากับฟันขาวๆ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต ปัจจุบันนี้ไปไหนมาไหนจะเขียนป้ายคล้องกระเป๋าเอาไว้ เขียนมันทุกภาษาเลย ใจความว่า อย่าจับฉันเลย เพราะจับฉันไป ก็ไม่มีใครมาไถ่ตัวฉันหรอก เสียเวลาเป่า”
           
           “หวาดเสียวอีกครั้งก็ตอนอยู่ที่คองโก นอนอยู่ดีๆ ก็มีแสงวาบขึ้นมา คิดในใจว่าทำไมสว่างเร็วจัง ปรากฏว่าไม่ไช่ เป็นระเบิดที่เขายิงมาโดยมีเป้าหมายเป็นบ้านพักของเราแต่เขากะพลาดไปหน่อย ไปตกบ้านข้างๆ คนอื่นเลยรับเคราะห์แทนก็คงเป็นพวกที่เสียผลประโยชน์จากสิ่งที่เราทำ แต่ก็ไม่ถอยนะสู้ต่อ”
           
           “ทุกวันนี้ยังหาคำจำกัดความไม่ได้ว่าทำไปทำไม อายุตั้งเท่านี้แล้วน่าจะได้พักผ่อนสบายๆ ต้องมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองแสนจะกันดาร อาหารก็ไม่อร่อย แต่ที่ทำเพราะมีความสุข ทำไปแบบไม่คิดว่าเราทำงาน เหมือนเราเข้าวัดปฎิบัติธรรม เลยทำได้เรื่อยๆ ทำแบบไม่ได้หวังอะไรตอบแทน กลางวันถึงกลางคืน ลืมตาขึ้นมาก็ทำไป อยู่ที่แอฟริกาไม่ต้องมีนาฬิกาใช้มองดวงอาทิตย์เอา พระอาทิตย์ตกก็แสดงว่ากลับบ้าน พระอาทิตย์ขึ้นก็ทำงานต่อ สบายใจมีความสุขทั้งๆ ที่ลำบาก มองไปทางไหนก็โล่งไปหมด เหมือนโลกใบนี้เป็นของเรา ประทับใจคนที่แอฟริกาเค้าเป็นคนจนมากเกือบมากที่สุด แต่พวกเค้ามีน้ำใจ ดวงตาของเด็กที่นั่นบริสุทธิ์ใสแจ๋วจริงๆ ซึ่งส่วนลึกๆ ในจิตใจพอใจที่ได้ทำงานช่วยชีวิตคน และที่สำคัญที่สุดได้ทำยารักษาพวกเขาได้ เหมือนตัวเรามีค่ามากขึ้น”
           
           น้ำทิพย์ชโลมใจ
           
           เกิดเป็นมนุษย์ต่อให้จะเก่งอย่างไร จะแกร่งแค่ไหนแต่กำลังใจก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับ ดร.กฤษณาเหตุการณ์ความเป็นความตายของเด็กชายคนหนึ่งในดินแดนแอฟริกา กลายเป็นกำลังและแรงผลักดันในหัวใจของท่านจวบจนนาทีนี้
           
           “ตอนแรกกะจะอยู่ที่แอฟริกาแค่ 5 ปี แต่ตอนหลังคิดว่าจะอยู่และช่วยเหลือพวกเขาไปจนกว่าจะขึ้นเครื่องไม่ไหว เป็นคนไม่เคยมีความหวัง ไม่มีจุดหมาย ทำไปเรื่อยๆ พอใจอยากสอนและจะทำที่แอฟริกาเพราะชอบและผูกพัน เรารู้สึกว่าแอฟริกาเหมือนบ้าน บ้านของเรา”
           
           “สาเหตุที่ทำให้เปลี่ยนใจอยู่แอฟริกาต่อ ก็เพราะครั้งหนึ่งมีเด็กชายอายุ 7 ขวบ ป่วยแทบจะตายแหล่ไม่ตายแหล่ แม่อุ้มมาหาเราน้ำหูน้ำตาไหลเต็มหน้าขอร้องให้ช่วย ในตอนนั้นเราผลิตยาออกมาแล้วแต่ยังไม่ได้ส่งไปตรวจคุณภาพที่ห้องทดลองเลย เพิ่งเสร็จสดๆ ร้อนๆ เป็นยารักษามาลาเรีย เราก็ต้องตัดสินใจจะทำยังไงดี เด็กก็ง่อนแง่นเต็มทีแล้ว จึงตัดสินใจให้ยาไป เชื่อมั้ย ทานไปสักแป๊บเดียว เด็กชายเจคอป ที่คออ่อนคอพับใกล้ตายแล้ว หันหน้ามายิ้ม ตาแป๋วเลย ฟื้นคืนชีพภายในเวลาไม่นาน แม่เขาก็ดีใจมากน้ำตาไหลขอบคุณเราเป็นการใหญ่ เราก็คิดนะว่านี่ขนาดยายังไม่ได้ตรวจคุณภาพจากห้องทดลองที่ไหนเลย แต่สถานการณ์มันบังคับจำเป็นต้องทำ เราก็ดีใจมากๆ เลย เพราะได้ช่วยชีวิตคนๆ หนึ่งที่กำลังใกล้ตายให้ฟื้นได้ การช่วยเด็กจาคอปคนนี้ทำให้เรามีแรงใจ มีกำลังใจเพิ่มขึ้นที่จะสู้ต่อไปไม่รู้สึกท้อ ไม่เซ็ง ไม่เหนื่อย อีกต่อไป”
           
           บุญคุณต้องทดแทน
           
           ณ วันนี้ นอกจากจะช่วยเยียวยาชาวแอฟริกันแล้ว ดร.กฤษณายังสานต่อคุณูปการให้กับคนไทยด้วยการรับเป็นอาจารย์พิเศษของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีอีกด้วย
           

           “ปัจจุบันก็ไปๆ มาๆ ที่เมืองไทย เป็นระยะที่ชีวิตอยู่บนเครื่องบินซะมาก งานที่ต้องทำในเมืองไทยตอนนี้ก็เป็นอาจารย์พิเศษของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ไปช่วยสร้างโรงงานยาเพื่อให้นักศึกษาเภสัชฯ ได้ฝึกที่นี่และผลิตยาสมุนไพรตำรับพระนารายณ์ ให้ชาวบ้านได้ปลูกสมุนไพรเป็นการสร้างรายได้ให้คนในชุมชน เหตุที่ไปช่วยมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เพราะรู้สึกว่าจังหวัดอุบลราชธานีมีลักษณะที่เราชอบหลายๆ อย่าง มีวัดวาอารามมากมาย ภูมิประเทศคล้ายแอฟริกาและผู้คนใจดี ที่สำคัญตอนที่เราลำบากที่แอฟริกาจะเปิดตัวยาใหม่ ตอนนั้นเราขาดเครื่องตอกยา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานียื่นมือมาช่วยเราส่งเครื่องตอกยาไปทันเวลาพอดิบพอดี ดังนั้นเราต้องตอบแทนเขา”
           
           จากการทำงานอย่างมุ่งมั่นและต่อเนื่องเห็นผลได้จริง ทำให้ยิปซีเภสัชกรท่านนี้ได้รับรางวัลระดับโลกมากมาย เช่น A Gold Medal atEureka 50th World Exhibition of Innovation,Research and New Technology ซึ่งจัดขึ้นที่กรุง Brussels ประเทศเบลเยียมในปี 2544 และรางวัล Global Scientific Award from The Letten Foundation ในปี 2547 เพื่อเป็นการชื่นชมและยอมรับผลงานด้านวิทยาศาสตร์ดีเด่นในด้านการศึกษาวิจัยและรักษาโรคเอดส์ ในพ.ศ. 2548 มหาวิทยาลัย Mount Holyoke Collegeสหรัฐอเมริกาได้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ด้านวิทยาศาสตร์ และในปีเดียวกันได้รับรางวัล Reminders Day AIDS Award 2005 ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมันนี นอกจากนี้ ในปี2549 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มอบปริญญาเภสัชศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ และอีกหลายต่อหลายมหาวิทยาลัยที่มอบรางวัลและดุษฎีบัณฑิตให้แก่ ดร.กฤษณา จนนับไม่ถ้วน
           
           โดยล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2551 ได้รับการคัดเลือกจากนิตยสาร Reader’s Digest ให้เป็น Asian of the Year 2007 ซึ่งนิตยสารฉบับดังกล่าวได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับประวัติชีวิตการทำงานของ ดร.กฤษณาเป็นหลายภาษาใน 26ประเทศทั่วโลก และคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักนายกรัฐมนตรีได้คัดเลือกให้เป็นบุคคลดีเด่นของชาติ สาขาพัฒนาสังคม ประจำปี 2551
           

           การสนทนากับ ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ในครั้งนี้ เราสัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลที่บรรจุอยู่ในหญิงผมสีดอกเลาวัย 57 ปี อย่างเต็มเปี่ยมคำถามสุดท้ายของการสัมภาษณ์ในวันนั้น ผู้เขียนเรียนถามท่านว่า ถ้าสามารถปรุงยารักษาโรคอะไรก็ได้อีกสักตัวหนึ่ง ท่านอยากจะปรุงยาอะไร อาจารย์ตอบอย่างรวดเร็วว่า “ยาลดกิเลส” ให้คนไทยทานก่อน แล้วค่อยส่งให้ประเทศอื่นทานเพราะถ้ามนุษย์เราลดกิเลสได้ทุกอย่างก็จบ โรคที่เกิดส่วนใหญ่ก็เกิดขึ้นจากกิเลสด้วยกันทั้งสิ้น
           

           
    อบคุณ บทสัมภาษณ์ดีๆ จากนิตยสาร Voyage : www.voyagetravelmag.com
           

    Something for Times of Overstress

     

     
     

         
    ไม่ต้องบินให้สูงอย่างใครเขา...
    จงบินเอาเท่าที่เราจะบินไหว
    ท่าที่บินไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร
    แค่บินไปให้ถึงฝัน เท่านั้นพอ


    ถ้าโกรธกับเพื่อน. . . มองคนไม่มีใครรัก
    ถ้าเรียนหนัก ๆ . . .มองคนอดเรียนหนังสือ
    ถ้างานลำบาก .. . . มองคนอดแสดงฝีมือ
    ถ้าเหนื่อยงั้นหรือ .. . . มองคนที่ตายหมดลม


    ถ้าขี้เกียจนัก . . .
    มองคนไม่มีโอกาส
    ถ้างานผิดพลาด .. . . มองคนไม่เคยฝึกฝน
    ถ้ากายพิการ .. . .มองคนไม่เคยอดทน
    ถ้างานรีบรน .. . . มองคนไม่มีเวลา


    ถ้าตังค์ไม่มี . . . มองคนขอทานข้างถนน
    ถ้าหนี้สินล้น .. . . มองคนแย่งกินกับหมา
    ถ้าข้าวไม่ดี ..
    . . มองคนไม่มีที่นา
    ถ้าชีวิตแย่ .. . ..มองคนที่แย่ยิ่งกว่า


    อย่ามองแต่ฟ้า . . . ที่สูงเกินตาประจักษ์
    ความสุขข้างล่าง .. . . มีได้ไม่ยากเย็นนัก
    เมื่อรู้แล้ว .. . . จัก . . .ภาคภูมิชีวิตแห่งตน



      

    June 16

    นี่คือ "เสรีพิศุทธ์"

    “เสรีพิศุทธ์” แฉหมดเปลือก“ออหมัก”ตัวการปล้นตำแหน่งยัดข้อหา กุพยาน!
    โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 16 มิถุนายน 2552 12:20 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ขึ้นกล่าวเปิดใจ

    วิดีทัศน์ที่นำมาฉายในงาน

    พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส เดินทางมาถึงห้องแถลงข่าว

    บรรยากาศภายในงาน


    พ.ต.อ.ทินกร มั่งคั่ง ผกก.3 บก.ปดส.

    “เสรีพิศุทธ์” เปิดใจแถลงข่าว ฉายความจริง ขณะดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.ที่ถูกพิษการเมืองเล่นงาน ระบุชัด "สมัคร สุนทรเวช" ปล้นตำแหน่งผบ.ตร.ไปให้คนอื่น ด้วยการยัดข้อกล่าวหาหลายข้อหา โดยไม่มีการเรียกไปสอบสวนแม้แต่ครั้งเดียว ซัดอดีตนายเวรเก่า ถูกปั้นเป็นพยานไปร้องเรียนแลกกับการกลับเข้ารับราชการ ฝากทิ้งท้ายให้นักการเมืองรุ่นใหม่ อย่าทำชั่วดั่งนักการเมืองรุ่นเก๋า เพราะกรรมจะตามสนองทันตา
           
            คลิกที่นี่ เพื่อฟัง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส แถลงข่าวเปิดใจ
           
           วันนี้ (16 มิ.ย.) เมื่อเวลา 10.30 น.ที่ห้องโมเน่ ชั้น 4 โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพฯ สยามสแควร์ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ซึ่งจะแถลงข่าวเปิดใจถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาในช่วงที่ถูกมรสุมทางการเมืองเล่นงานระหว่างดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. และถูกปลดให้พ้นตำแหน่งในสมัยนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมข้อกล่าวหาฉกรรจ์อีกหลายข้อกล่าวหา
           
           ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศภายในห้องแถลงข่าวดังกล่าว ปรากฏว่ามี “กลุ่มเพื่อนเสรี” ประมาณ 200-300 คน เดินทางมาร่วมให้กำลังใจอย่างแน่นขนัดเต็มห้องแถลงข่าว โดยมีอาจารย์หนู กันภัย เกจิชื่อดังในทางสักยันต์เดินทางมาร่วมงาน และแจกจ่ายเครื่องรางให้แก่ผู้ร่วมงานด้วย นอกจากนี้ยังมีนายประพันธ์ คูณมี อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เดินทางมาร่วมให้กำลังใจด้วย โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้เดินทักทายผู้มาร่วมให้กำลังภายในห้องดังกล่าวอย่างเป็นกันเอง
           
           จากนั้นเวลา 10.39 น. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เริ่มแถลงว่า วัตถุประสงค์ ของการแถลงในวันนี้ไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลัง ไม่มีอะไรเคลือบแฝง แต่เมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช ได้ทำอะไรกับตนไว้บ้าง ปัจจุบัน บ้านเมืองไม่ได้มีแค่การปล้นเอาทรัพย์สิน แต่ปล้นเอางบประมาณมากกมาย แม้กระทั่งตำแหน่งก็ไม่ใช่แค่การซื้อขาย แต่เป็นการปล้นกันเลยทีเดียว ถ้ารอซื้อ ตำแหน่งก็ไม่ว่าง สู้ปล้นเอาทีเดียวเลยดีกว่า
           
           พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวต่อว่า เบื้องลึกเบื้องหลังการปล้นตำแหน่งผบ.ตร.ที่ตนเเคยดำรงตำแหน่งนั้น เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 ก.พ. 2551 ขณะนั้นกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ภาคใต้ ได้รับข่าวจากสื่อว่า นายสมัคร ออกคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัย นับเป็นความเลวร้ายที่สุดที่เคยรับรายการมา เมื่อเขาคิดที่จะปล้นเรา เราก็ไม่สามารถจะไปหักห้ามได้ พอทราบข่าวจากสื่อ ก็รู้ได้ทันทีว่า ถูกปล้น ผมเคยเป็นจเรตำรวจแห่งชาติมาก่อน รู้วิธีการสืบสวนสอบสวน ถ้านายสมัครทำจริง ต้องทำตามกระบวนการ ซึ่งยุ่งยากซับซ้อน แต่ไม่อาจรอได้ เพราะตนจะเกษียณวันที่ 30 ก.ย. และเมื่อรับทราบข่าว ก็ไม่ได้ตกใจ และรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่า ใครทำอะไร รู้ตัวว่า ถูกปล้นแน่ และยังทำงานต่อไป ไม่ได้ตื่นตระหนก
           
           อดีตผบ.ตร.กล่าวต่อว่า เมื่อบกลับมาถึงกทม. ได้รับความอบอุ่นจากประชาชนที่มารอต้อนรับ และพูดให้ประชาชนฟังว่า ไม่ต้องสนใจตนมากมาย ปล่อยให้ตนดำเนินการด้วยตนเอง เพราะมีประสบการณ์ในการรับหน้าที่ด้วยตนเอง ไม่ต้องเป็นห่วง ขอให้อยู่กันอย่างสงบ ไม่ต้องเคลื่อนไหว ความจริง ประชาชนอยากขับไล่นายสมัครตั้งแต่วันนั้น แต่ผมเป็นผู้ยับยั้ง ขอให้ตนได้ต่อสู้เพียงคนเดียว เพราะรู้ว่า ข้อกล่าวหานั้น เสกสรรปั้นแต่ง เพื่อปล้นตำแหน่งผบ.ตร. ไปให้ผู้อื่น
           
           "สุดท้าย ดาบนั้นจะคืนสนอง ใครที่ทำกรรมกับผมไว้ ก็จะต้องได้รับกรรมนั้น ร้อยเท่าทวีคูณ ผมเป็นนักต่อสู้ ต่อสู้เรื่อยไป ผมไม่เคยทราบล่วงหน้าว่านายสมัคร จะมีสภาพอย่างทุกวันนี้"พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าว
           
           พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวต่อว่า หลังจากนั้น ในวันที่ 3 มี.ค. ได้ไปรายงานตัวกับนายสมัคร แต่นายสมัครหนีหน้า จึงไปรายงานตัวกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และไม่มีงานทำ แกล้งให้ไปนั่งเฉยๆ ตนได้ทำหนังสือขอหลักฐานนายสมัครไป ก็ไม่ให้ ทำหนังสือถึงปลัดสำนักนายกฯในขณะนั้นก็ไม่ยอมให้ เพราะทุกคนทำผิดกฏหมายหมด รวมทั้งทำถึงประธานคณะกรรมการสอบสวนตนก็ไม่ยอมให้ ตนจึงไม่มีอะไรอยู่ในมือ จึงต้องใช้วิธีการสอบสวนสืบสวนตามประสบการณ์
           
           "เข้าตั้งข้อกล่าวหาผมมา 3 ข้อ ข้อแรก คือเรื่อง การทุจริตในหการจัดเช่ารถ ข้อสองการสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชา ที่ใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ และข้อสามเรื่องการโยกย้าย ซึ่งผมดูแล้ว ไม่มีผิด และการตั้งกรรมการสอบที่จะให้ผมพ้นตำแหน่งนั้น จะมีพรบ.มาตรา 11(4) ให้ตำรวจไปช่วยรายการ ก็จะมีคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกฯ เมื่อสมัย พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ก้ถุกนายกทักษิณ ให้ไปช่วยราชการ และตั้งให้พล.ต.อ.สุนทร ซ้ายขวัญ รักษาราชการแทน สมัยนายกสุรยุทธ์ ก็ให้พล.ต.อ.โกวิทวัฒนะ ไปช่วยราชการ และให้ตนรักษาราชการแทน จนกระทั่งพล.ต.อ.โกวิท เกษียณ"พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าว
           
           อดีตผบ.ตร.กล่าวต่อว่า จะเห็นว่า ทั้งนายกทักษิณ นายกสุรยุทธ์ เดินตามกม. เมื่อมาเป็นหัวหน้ารัฐบาล อยากจะเปลี่ยนคนทำงาน ก็จะทำได้ตามที่กฏหมายกำหนด แต่นายสมัครไม่ทำอย่างนั้น เช่น ตอนนายสมัครเป็นรมว.มท. ก็ย้ายพลตำรวจเอกศรีสุข มหินทรเทพ ไป และแต่งตั้งพล.ต.อ.มนต์ชัย พันธุคงชื่น มาเป็นอ.ตร.แทน ฉะนั้นนักการเมืองจะติดเรื่องผลประโยชน์เป็นหลัก เรื่องกฏหมายคิดทีหลัง
           
           พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวต่อว่า นายสมัคร ย้ายตนไป ก็จะต้องให้คนอื่น รักษาราชการแทนตนจนกว่าตนจะเกษียณ แต่นักการเมืองชั่ว รอไม่ได้ จึงมาศึกษากฏหมาย ว่าพอจะมีช่องว่างไหม ก็พบว่า หากข้าราชการตำรวจคนใด ถูกตั้งกรรมการสอบวินัย ให้ออกก่อนได้ เพื่อรอการสอบสวน เหมือนอย่างที่นายสมัครจะประกาศภาวะฉุกเฉิน ต้องมีคนตีกันให้เจ็บให้ตายก่อน จึงจะประกาศได้ ถ้ามีเสื้อเหลืองอยู่ล้านคนเพียงกลุ่มเดียว ปัญหาก็ไม่เกิด จากนั้น ยกเสื้อแดงมาตีให้เจ็บให้ตาย ก็ประกาศภาวะฉุกเฉิน
           
           "ตรงนี้เช่นเดียวกัน จะให้ผมออก ต้องตั้งกรรมการสอบสวน ตามมาตรา 86 แต่จะตั้งได้ ต้องมีการสอบสวนว่า จะต้องทำตามมาตรา 84 ก่อน โดยต้องมีผู้ร้องเรียน และต้องใช้เวลาประมาณ 4-5-6-8 เดือน ดังนั้น ถ้าใช้มาตรา 86 ก็จะใช้ไม่ได้ จึงต้องอาศัยคนร้อง ตามกฏก.ตร. คือต้องมีผู้กล่าวหา บัตรสนเท่ห์ก็ไม่ได้ ในกรณีนี้ การจะตั้งกรรมการสอบสวน ให้ผมออกจากราชการจึงต้องมีคนร้องเรียน ดังนั้น เขาจึงกำหนดคนร้องเรียนขึ้นมา คือพ.ต.อ.ทินกร มั่งคั่ง อดีตนายเวรผม ที่ถูกผมปลดออกจากราชการนั่นเอง พอเขาร้องเรียน แล้ว ไม่ตั้งกรรมการสอบ ให้ออกจากราชการเลย โดยที่ไม่มีการสอบสวน จึงไม่มีความเป็นธรรมกับผม ที่ไม่มีการสอบสวนผมเลยแม้แต่ครั้งเดียว เขาร้องเรียนวันที่ 28 ก.พ. จริงๆต้องใช้เวลาประมาณ 5- 8 เดือน แต่พอ 29 ก.พ. ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงผมเลย"พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าว
           
           พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวชี้แจงถึงข้อกล่าวหาในโครงการเช่ารถตู้และรถยนต์ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จำนวน 6,217 คัน มูลค่า 9,899,578,200 บาท มีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตและฝ่าฝืนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ว่า การเช่ารถมีคณะกรรมการมากมายมีทั้งบุคคคลภายนอก คณะกรรมการประกวดราคา กำหนดราคา จัดซื้อจัดจ้าง กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ ซึ่งการจะจัดซื้อในโครงการดังกล่าวงบประมาณที่จะใช้ดำเนินการต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี (นายสมัคร สุนทรเวช) สมัยนั้น และต้องผ่านมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งทีโออาร์ที่ สตช.จัดทำขึ้นจะต้องกำหนดสเปคอย่างไร ต้องเข้าเว็บไซค์ ต้องมีคณะกรรมการแก้ไข พิจารณาให้ถูกต้องเห็นชอบจากทุกขั้นตอน จะต้องเสนออธิบดีกรมบัญชีกลาง ว่าต้องมีการให้เช่าเท่าไหร่ ต้องมีสำนักงบประมาณ พิจารณากลั่นกรอง มีบริษัทกลางเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ตนที่ต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ คณะกรรมการทั้งหมดจะพิจารณานำเสนอตนเห็นชอบอีกครั้ง หากตนอยู่ตนก็เซ็น ถ้าไม่อยู่ก็รองฝ่ายบริหารเซ็น และขั้นตอนต่อไปผู้อนุมัติก็เป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการ ผ่านสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน แต่พอมีคนร้องเรียนก็ได้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยตนทั้งที่ไม่เคยตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ว่าทุจริตกันตรงส่วนไหน ตั้งกก.สืบสวนราวเรื่องถึงใคร ไม่มีระบบไหนในโลกทำกันเช่นนี้ แต่มีการตั้งกก.สอบวินัยตนอยู่คนเดียว
           
           2. ใช้ถ้อยคำที่มิบังควรและไม่เหมาะสมในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงาน ในบันทึกของกองสวัสดิการที่เสนอขอให้พิจารณางดการแข่งกันกีฬาภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ "ควายหรือเปล่า" กับผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งในเรื่องนี้ ตนขอชี้แจงว่า การใช้ถ้อยคำมิบังควร กับลูกน้อง จะเขียนต่อว่าลูกน้องว่าควายหรือเปล่า ก็เป็นเรื่องที่ตนใช้กับหน้าห้องเป็นเรื่องปกติ เขกหัวกันบ้างก็ไม่เห็นเป็นไร ซึ่งการที่ สตช. ต้องพัฒนาแผนงานโครงการตำรวจ ให้พัฒนาแข่งขันกีฬา มีแข่งระดับสถานี ระดับจังหวัด ,เขต, ตร. ก็เป็นเรื่องการฝึกวินัยนักกีฬา แต่จังหวะนั้นติดพระราชพิธีพระพี่นางฯ สิ้นพระชนม์ ลูกน้องเสนอเรื่องขอระงับ เพราะเห็นว่าควรงดไม่ควรมีงานรื่นเริง ตนก็เขียนว่า ควายหรือเปล่า เพื่อให้จัดแข่งกีฬาเป็นงานรื่นเริงเหรอ ลูกน้องที่ตนเลยเขกหัวทุกวัน ควายหรือเปล่าเรื่องการพัฒนาสุขภาพร่างกาย ซึ่งต่อมาตนถูกตั้งกก.สอบผิดวินัยร้ายแรง ว่าใช้ถ้อยคำมิบังควร ข้อหาหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ซึ่งตนมองมันเป็นการเตรียการไว้แล้ว
           
           3.แต่งตั้งข้าราชการตร.ผิดกม. พอตนบริหารต้องการให้มีปริมาณตร.ชั้นยศให้เพียงพอบริหารประชาชน ได้ให้ส่วนบุคคค คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ เห็นชอบให้แต่งตั้งทันที่ เห็นชอบตามนั้น ถูกต้องตามลำดับอาวุโส ขึ้นตามคิว ไม่มีซื้อตำแหน่ง ตนทำตามถูกต้องตามกฎหมาย ตนไม่เห็นมันผิดตรงไหน คนมันต้องการให้มองว่าตนผิด ว่าเลว ซึ่งข้อหาออกคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ พ.ต.อ.ตำแหน่งผู้กำกับการฝ่ายปฏิบัติการที่ 1-10 ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ ทำให้ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งไม่มีกฎหมายรองรับตำแหน่ง โดยมีคำสั่งให้ตนไปปฏิบัติการที่สำนักนายกรัฐมนตรี เพิ่มอีก 4 ข้อกล่าวหา ว่า ทุจริตงบประมาณแผ่นดินซื้อลำใย ถมที่ดินยื่นไปในแม่น้ำสร้างเขื่อน ใช้เฮลิคอปเตอร์บินส่วนตัว ดึงสถาบันมาเกี่ยวข้อง ว่าไม่ไปส่งเสด็จในหลวงออกจากรพ.ศิริราช ตอนทรงพระประชวร ไม่ไปร่วมพิธีถายสัตย์ แต่ไปเปิดสถานบริการ ไม่ไปถวายสัตย์ปฏิญาณ เมื่อ 3 ธ.ค. หมิ่นสถาบันเมื่อตอนไปงานสอบสวนกลาง 8 ก.พ.
           
           อย่างไรก็ตาม ตนขอย้อนกลับไปคำสั่งที่ 34 /31 ที่เป็นเหตุให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ทุจริตงบประมาณแผ่นดิน การเช่ารถ ซึ่งการที่มีคนเขียนหนังสือร้องเรียนกับนายกรัฐมนตรี แล้วนายสมัครเอาไปตั้งคณะกรรมการฯ ซึ่งนายสมัครเซ็นคำสั่งแล้วหนีไปลาว ไม่มีตรวจสอบชัดเจนก่อนไม่มีว่าการร้องเรียนต่อระดับ ผบ.ตร. ต้องตรวจสอบข้อมูลก่อนตั้งคณะกรรมการฯ
           
           ส่วนข้อหาการใช้ถ้อยคำมิบังควร มีการสอบสวนแล้ว พบว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย และมีอีกเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการมิชอบ แล้วมายกเลิก 26 คำสั่ง นายสมัคร บังอาจมาก ในก.ตร.ได้ยินทุกคน บางคนเค้าเห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว แต่นายสมัคร มันบอกเรื่องนี้ตนกราบบังคมทูลแล้ว
           
           " การจัดซื้อรถ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินไม่เคยมาบอกว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบ และการที่ตนใช้ฮ.ก็ใช้ทำงานตลอดเวลา ตนก็ไปทำงานเป็นประโยชน์ส่วนรวมตลอด พรรคพวกคนไหนจะขึ้น เมื่อตนใช้ฮ. ก็เอาพรรคพวกไปด้วยเป็นอำนาจของตน ไม่เห็นผิดตรงไหนเลย"พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว
           
           พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวต่อว่า ข้อหาสำคัญ มีเพิ่มอีก 5 ข้อกล่าวหา ซึ่งตนใช้วิธีการสืบสวน เพราะขอแล้วไม่ให้ ที่มีการร้องเพราะพ.ต.อ.ทินกร แต่กลับไม่รู้ข้อเท็จจริง ว่าการเช่ารถเป็นอย่างไร ด่าลูกน้องเป็นอย่างไร เพราะพ.ต.อ.ทินกร อยู่ที่ภาค 9 แต่มีคนมาตั้งให้เซ็น เพราะไม่รู้ข้อเท็จจริง เมื่อกรรมการถามว่า ได้หลักฐานมาอย่างไร พ.ต.อ.ทินกรตอบว่า อยู่บ้านมีคนเอามาซุกให้ รวมทั้งคนที่ได้รับเรื่องร้องเรียนไว้ เมื่อนายสมัครเห็นก็เชื่อเลย จึงตั้งกรรมการสอบสวน และควรจะจบแค่นั้น แต่มีการเตรียมมการกันต่อมา
           
           พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ไขข้อเท็จจริงต่อไปว่า เรื่องกล่าวหาว่า เมื่อวันที่ 7 พ.ย. กล่าวหาว่าตนไม่ไปส่งเสด็จในหลวงที่รพ.ศิริราชนั้น พ.ต.อ.ทินกรอยู่ถึงภาค 9 แต่ดันรู้ว่า ตนไม่ได้ส่งเสด็จ ซึ่งหากพูดกันตามกฏหมายแล้ว ผบ.ตร.ไม่มีหน้าที่ถวายอารักขาในหลวง ในพื้นที่ไหน ทางผบช.จะเป็นผู้ถวายอารักขา แต่ผบ.ตร.มีหน้าที่เพียงสนับสนุน พอกล่าวหาแล้ว ก็เชื่อเลย แต่ไม่ถามว่า เสรี ไม่ไปส่งเสด็จ ถ้าถามก็รู้เลย ว่าขณะนั้นไปประชุมตตำรวจโลกที่ประเทศโมร็อคโค
           
           อดีตผบ.ตร.กล่าวถึงข้อกล่าวหาที่ไม่ได้ร่วมพิธ๊สวนสนาม แต่ไปเปิดสถานบริการนวดสุขภาพ ในวั้นที่ 2 ธ.ค. เวลา 17.00 น.ด้วยว่า เรื่องนี้ ขอให้ดูเวลาให้ดี ในช่วง เช้าตนไปเปิดอบรมที่โรงเรียนที่อ.สามพราน เวลา 09.00 น. และเวลา 11.00 น. พรรคพวกเปิดบริการนวดสุขภาพ ที่ถนนพระราม 2 ซึ่งตรงนี้ ไม่เห็นเกี่ยวกับเวลา 17.00 น. จากนั้นเวลา 16.00 น. ตนได้รับเชิญจากมูลนิธิ 5 ธันวามหาราช ให้ไปเป็นประธานปลงผมนาคอุปสมบท ถวายในหลวง จากนั้นเวลา 18 .00 น. มูลนิธิชาวไทยเชื้อสายจีน เชิญตนไปจุดเทียนชัยถวายพระพร เผอิญ เวลา 17.00 น. ไปมาแล้วหลายปีแล้ว ไปนั้งเฉยๆ จึงตัดสินใจไปงานที่เทิดพระเกียรติในหลวง พอเสร็จจากจุดเทียนชัย ก็ไปงานแต่งงาน ก็มากล่าวหาว่า ไปเปิดนวดเพื่อสุขภาพ
           
           นอกจากนี้ ยังแกล้งกล่าวหาว่า ตนไม่ไปร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. เวลา 07.30 น. แต่ทางโรงเรียนซานตาครูด เชิญมาเป็นประธานเดินเทอดพระเกียรติถวายในหลวง ก่อน ในขณะที่ทางก.พ. มีหนังสือเชิญมาล่าช้าตามระบบราชการ แถมบอกด้วยว่า หากไม่ให้แจ้งกลับด้วย ทั้งนี้ เรื่องการถวายสัตย์ฯ ตนได้ทำพิธีถวายสัตย์ต่อในหลวงที่สนามรัชมังคลากีฬาสถาน เป็นงานใหญ่โต ให้ตำรวจทั่วประเทศมาร่วมงาน เมื่อก่อนทำกันแต่ในโรงเรียนนายร้อย ให้นักเรียนนายร้อยกล่าวปฏิญาณกับผู้บังคับบัญชา ที่บางคนเป็นผู้บังคับบัญชาโกงเสียด้วย งานนี้ก็ตั้งกรรมการสอบตนอีก
           
           นายพลตำรวจเจ้าของฉายา"วีรบุรุษนาแก"กล่าวต่อว่า ตนไปพูดเมื่อ 8 ก.พ. โดยได้พูดเรื่องราวตามๆที่ยึดหลักการของในหลวงมาตลอด หากจะถอดเป็นตัวหนังสือจะมีถึง 22 หน้า แต่เมื่อพูดถึงการจราจร พูดติดขัดถึงขบวนเสด็จหน่อย กล่าวหาว่า ตนหมิ่นเบื้องสูง และกล่าวหามายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ระดับบช. กรรมการบอกไม่หมิ่น จึงไปสอบบุคคลเพิ่มอีก เช่นสอบคนขายก๋วยเตี๋ยว ฯ ก็บอกว่าหมิ่น แต่ขณะเดียวกันอาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่าไม่หมิ่น เขาไม่เชื่อ เอาเรื่องเข้าตณะกรรมการอีก พยายามยัดไปอีก คณะกรรมการก็บอกไม่หมิ่น จึงยุบคณะกรรมการเหลือผบช.คนเดียว และคณะกรรมการระดับตร.ก็ระบุว่าไม่หมิ่น เพราะดันเอาเพียงประโยชน์เดียวมากล่าวหา ไม่ได้ดูเนื้อหาทั้งหมด รวมถึงการกล่าวหาเมื่อปี 2549 ในระหว่างรับประทาานอาหารที่สตช.หาว่าตนหมิ่นอีก
           
           พล.ต.อ.เสรีพิศุทธฺกล่าวต่อว่า ทั้ง 3 คำสั่ง 12 ข้อกล่าวหา จะทำอะไรก็ทำมา สอบมาเลย แต่ 14 เดือน คือ 1 ปีกับ 2 เดือน ยังสรุปไม่ได้เลยว่า ตนผิดอะไร แต่ตามมาตรา 94 จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ถึงวันนี้ ถือว่า หมดแล้วทุกข้อกล่าวหา ไม่สามารถที่จะสอบสวนตน หรือกล่าวหาตนได้อีกต่อไป ทั้ง 12 ข้อกล่าวหา คือการปล้นตำแหน่งตน เมื่อไม่มีอะไร ก็ยัดข้อกล่าวหามา
           
           "ถ้าเป็นคนธรรมดา ไม่ใช่ผม 3 ข้อหาแรกก็ตายแล้ว แต่คนอย่างผม ทั้งวันทั้งคืน คิด เขียน อ่าน สู้ไป จนกระทั่งจบหมด และดำเนินคดีกับนายสมัครกับพวก ที่พ.ต.อ.ทินกร ไปให้การนั้นถูกฟ้องหมด พอผมเบิกความเสร็จ ทนายเขาไม่ขอซักค้าน ในช่วง 1 ปีเศษที่ถูกรังแก ผมถูกตรวจสอบทรัพย์สินหมด ทั้งของภรรยา ลูก คนใกล้ชิด แต่ไม่มีอะไรผิดปกติ นอกนั้น ยังมีการปล่อยข่าวจะถอดยศผมอีก ขู่ให้ผมหยุด แต่ผมไม่หวั่นไหว เพราะผ่านความตายมาเยอะ ขอเรียกร้องกับสังคมว่า อย่าปล่อยให้นักการเมืองชั่วไว้อีกต่อไปเลย"พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าว
           
           พล.ต.อ.เสรีพิทธ์กล่าวในตอนท้ายว่า อีกไม่นาาน นายสมัครก็จะได้รับกรรม เพราะทั้งถูกพันธมิตรฯขับไล่ ยึดทำเนียบ หัวซุกหัวซุน ไม่มีที่ทำงาน มิหนำซ้ำ ยังถูกศาลพิพากษาจำคุก ในข้อหาหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยไม่รอลงอาญา ถูกยุบพรรค ถูกปลดออกจากหัวหน้า เมื่อไปต่างประเทศ ก็ถูกมือตบอีก จึงขอวอนแพทย์ประจำตัวช่วยดูแลนายสมัครให้ดี อย่าให้ตาย ขอให้ได้รับกรรมก่อน ตนอยากจะพิสูจน์ ว่าศาลจะตัดสินอย่างไร เพราะในเวลาที่เขาคิดทำนั้นอายุก็ 70 กว่า เขาเป็นรมต.ตั้งแต่ตนเป็นสารวัตร ถือว่าเป็นนักการเมืองที่เก๋ามาก ถ้าเขารู้ว่า เขาปล้นตนไป เขาได้สิ่งที่ปล้นนั้นทันที แต่กรรมอีกนาน เหมือนปล้นทรัพย์ กว่าตำรวจจะจับได้ ต้องใช้เวลา ขอฝากนักการเมืองรุ่นหนุ่ม อย่าทำชั่วเช่นนี้
           
           "ข้าราชการกังฉินที่ร่วมมือปล้นตำแหน่งผม ขบวนการที่จะทำลายผม รอรับกรรมต่อไป ผมสามารถพิสูจน์ได้หมด เพียงแต่ผมตัดสินไม่ได้ จึงต้องใช้กระบวนการยุติธรรมเท่านั้น"พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวพร้อมทิ้งท้ายด้วยกลอนศรีปราชญ์ว่า "ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน เราก็ศิษย์มีอาจารย์ หนึ่งบ้าง เราผิดท่านประหาร เราชอบ เราบ่ผิดท่านมาล้าง ดาบนั้นคืนสนอง"
    June 15

    "คีตาญชลี" ชีวิตกับบรรทัด 5 เส้น

    “คีตาญชลี” ครอบครัวบนบรรทัด5เส้น
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 มกราคม 2552 17:28 น.
           “คีตาญชลี” อีกหนึ่งวงดนตรีที่สร้างแรงบันดาลใจและกำลังใจให้พีน้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาโดยตลอด ซึ่งทุกครั้งที่คีตาญชลีขึ้นร้องเพลงบนเวทีนั้น นอกจากบทบาทนักดนตรีแล้ว วงดนตรีวงนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจของคนในครอบครัวไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ และลูกที่ต่างทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี
           
           คีตาญชลี เป็นวงดนตรีเพื่อชีวิต เดิมใช้ชื่อว่า วง "สายทิพย์" ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "คีตาญชลี" ตามชื่อกวีนิพนธ์ของรพินทรนาถ ฐากูร กวีชาวอินเดีย ซึ่งเป็นหนังสือบทเพลงบูชาพระเจ้าในศาสนาฮินดู โดยคำว่า คีตาญชลีนั้น เป็นการนำผสมคำอันมีความหมายว่า "คารวะด้วยเสียงเพลง" ซึ่งคุณสมศักดิ์ และคุณสุรินทร์ อิสมันยี (ครูจากโรงเรียนบ้านเขาย้อย อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี)สองสามี-ภรรยาชาวเพชรบุรี ผู้ก่อตั้งวงดนตรีวงนี้ขึ้นมา นับตั้งแต่ปีพ.ศ.2524 ในขณะที่ลูกๆทั้ง 3 คน ต่างเล่นดนตรีร่วมด้วย
           

           เมื่อลูกโตมากับดนตรี
           ทุกครั้งที่คีตาญชลีขึ้นเวทีพันธมิตร ภาพที่พี่น้องพันธมิตรฯทุกคนเห็นก็คือพ่อเล่นกีตาร์, ฮาร์โมนิกา และร้องประสาน ส่วนแม่ก็ร้องเพลงไปด้วย ตีกลองบองโก และเล่นมาราคา ในขณะที่ลูกๆทั้ง 3 ต่างเล่นทั้งซอ ไวโอลิน ฉิ่ง กรับรวมไปถึงร้องประสานตามหน้าที่ของตน
           
           คุณสมศักดิ์ อิสมันยี คุณพ่อของลูกๆทั้ง 3 กล่าวว่า “ดนตรีเป็นสิ่งสำคัญมากในชีวิต ผมไม่เคยบังคับลูกให้เล่นดนตรีเลย แต่ที่ลูกเล่นดนตรี อาจเป็นเพราะเขาโตมากับดนตรี เมื่อก่อนผมก็เล่นดนตรีตามงานต่างๆ ลูกๆก็ไปด้วย ไปกันเป็นครอบครัว ลูกคนโต (น้องน้ำ) 3 ขวบครึ่งก็ไปกับวงดนตรีของเราตลอด ส่วน2คนเล็ก (น้องข้าวและน้องเกลือ) นอนกินนมอยู่หน้าเวที เติบโตมากับเวที เราทุกคนจึงผูกพันกับดนตรี”
           
           “ผมจะให้ลูกทุกคนฟังเพลงของวงสองวัย (น้าซูเป็นหนึ่งในวงสองวัย) เพราะเป็นดนตรีที่เด็กๆฟังแล้วจินตนาการสูง ดนตรีไม่เป็นพิษ ซึ่งผมว่า การที่ให้ลูกฟังดนตรีที่สร้างสรรค์จะทำให้พวกเขามีจิตใจที่แข็งแรง และผูกหันกับจังหวะดนตรี” คุณสมศักดิ์กล่าวเพิ่ม

           ลูกกับเครื่องดนตรี
           หลายคนอาจอยากรู้จักหนูน้อยทั้ง 3 คนที่อยู่บนเวทีทุกครั้งเมื่อคีตาญชลีขึ้นมาบนเวที เราก็จะเห็นน้องน้ำ เล่นซอจีน น้องข้าวเล่นไวโอลีนและฟรุ๊ต
           ส่วนน้องเกลือน้องเล็กก็เล่นไวโอลินเหมือนพี่สาวเช่นกัน
           
           ซึ่งการที่ลูกสาวทั้ง 3 คนได้เจริญรอยตาพ่อและแม่นั้น คุณสมศักดิ์เล่าว่า “ผมไม่เคยบังคับให้ลูกเรียนดนตรีเลย ครอบครัวค่อนข้างให้สิทธิเสรีภาพและอิสระตามสมควร น้องน้ำหัดเล่นซอด้วงตั้งแต่เด็กๆ โดยคุณวินิจ เตชะไพบูลย์ให้ซอจีนมา และพี่ชื่น (พี่ต่อง ต้นกล้า) เป็นผู้สอนซอนี้ให้ ซอจีนนี้มีชื่อว่า “ซอเอ้อหู” ซึ่งมันเป็นปกติของเด็กที่เรียนดนตรีแล้วอาจจะเบื่อบ้าง ลูกทุกคนก็เป็นคือเบื่อตามประสาเด็ก ไม่อยากซ้อมบ้าง อยากไปทำอย่างอื่นบ้าง พ่อกับแม่ก็ต้องคุยกัน บางครั้งเราก็ให้ลูกหยุด แต่ถ้ามีงานที่ต้องไปเล่นดนตรีจริงๆ เราก็ต้องบอกเขาว่าเราต้องร่วมมือกัน เขาก็เข้าใจและก็เล่นเต็มที่ทุกครั้ง”
           
           ศิลปินไม่ใช่ “อภิสิทธิ์ชน”
           เป็นธรรมดาที่คนส่วนใหญ่เมื่อชื่นชอบศิลปินคนไหนแล้วก็จะคิดว่าเขาเหล่านั้นเป็นคนที่พิเศษ ในขณะที่ตัวของศิลปินบางคนอาจคิดว่า ชื่อเสียงและเกียรติของเขาทำให้ขามีความพิเศษกว่าคนอื่น
           
           แต่สำหรับ “ครอบครัวอิสมันยี” กลับมีความเห็นที่ตรงกันข้ามว่า “ศิลปินไม่ใช่อภิสิทธิ์ชน เราเป็นศิลปินผู้ที่มีศิลปะ ซึ่งศิลปะจะทำให้เราเข้าใจคนมากกว่าให้เราอยู่เหนือคน ทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่ที่ “อัตตา” เพราะถ้าเราเข้าถึงศิลปะ อัตตาของเราก็จะน้อยลง เราจะเข้าใจคนมากขึ้น เราต้องไม่ลืมว่า เราทำงานเพื่อชีวิต ดังนั้น เราต้องอยู่เสมอเท่าเทียมกับคนอื่น ซึ่งจะเห็นได้ว่า งานศิลปะจะคล้ายๆกับศาสนา เพราะทำให้จิตใจคนอ่อนโยน เข้าใจกัน แต่ผมไม่สามารถสรุปได้ว่าเด็กที่เล่นดนตรีจะอ่อนโยนกว่าคนที่ไม่ได้เล่นดนตรี เพราะเด็กบางคนเขามีความอ่อนโยนอยู่แล้ว ดนตรีเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ผมจะสอนลูกๆเสมอ เขาจะได้เขาใจในจุดยืนของเขา ไม่สับสน และลุ่มหลงในลาภ ยศ และสรรเสริญ”

           บันไดก้าวสู่เวทีพันธมิตรฯ
           อย่างที่กล่าวไว้ในข้างต้นว่า คีตาญชลีเป็นอีกหนึ่งวงดนตรีที่เดินเคียงข้างมากับพี่น้องพันธมิตรฯเสมอมา คุณสมศักดิ์เล่าว่า “เรามักเข้าไปร่วมกับกิจกรรมทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง เพราะผมเป็นคนเดือนตุลา ทำวงดนตรีสมัยป่าแตกแล้ว ตั้งแต่นั้นมาเราก็ได้รับเชิญจากน้องๆและกลุ่มเอ็นจีโอให้ไปเล่นดนตรี จนวันหนี่งมีคนติดต่อให้ไปเล่นที่ธรรมศาสตร์ ผมก็ถามว่างานอะไร พอเขาบอกว่างานการเมืองก็สนใจ และพอทราบว่าอาจารย์สนธิเป็นคนจัด ก็ตกลงทันทีเพราะผมติดตามอาจารย์สนธิมาตลอด มันเหมือนว่าเราได้ทำงานกับคนร่วมอุดมการณ์เดียวกัน ต่อสู้ด้วยกัน ซึ่งบอกตรงๆว่า ดนตรีตามงานทั่วไปนั้น ต่างจากดนตรีการเมืองอย่างมาก ผมจะมีแรงและกำลังมากเป็นพิเศษถ้าผมได้เล่นดนตรีเพื่อการต่อสู้ทางการเมืองด้วยกัน เพราะเราไม่ได้ทำร้าย
           
           ครอบครัวบนบรรทัด5เส้น
           
    “แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องธรรมดาของคนในครอบครัวที่อาจมีเรื่องขัดแย้งกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง แต่เมื่อขึ้นเวที สิ่งสำคัญที่สุดคือ ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไร ทุกคนต้องร่วมมือกัน ทิ้งเรื่องส่วนตัวไว้ก่อน ณ เวลานี้ เราต้องร่วมมือกันก่อน ในเมื่อดนตรีคือชีวิตของพวกเรา ดนตรีสร้างครอบครัวเรา ดังนั้นเราต้องไม่ทำร้ายกัน เพราะดนตรีจะคอยพยุงเรา” คุณสมศักดิ์กล่าว
           
           ลูกไม่ใช่เครื่องประดับ
           อย่างไรก็ตาม อาจมีหลายครอบครัวที่ชื่นชมในความสามารถของคีตาญชลี โดยเฉพำพ่อแม่ที่สอนลูกให้เป็นคนดี เล่นดนตรีเก่ง จนอาจมีหลายคนอยากจะยึดเป็นแบบอย่าง และเริ่มมีความคิดที่อยากให้ลูกเก่งเหมือนน้องๆทั้งสามคนบ้าง ซึ่งในเรื่องนี้คุณพ่อนักดนตรีได้ฝากถึงทุกคนที่อยากให้ลูกมีดนตรีในหัวใจว่า...
           
           “พ่อแม่ต้องให้อิสระ แต่ไม่ใช่สุดขั้ว กลายเป็นตามใจทุกอย่าง เราต้องอยู่บนความพอดี ซึ่งหากเปรียบเป็นสายป่าน สายป่านเส้นนี้ก็ไม่ควรจะตึงเกินไป หรือปล่อยให้มันหย่อน การที่พ่อแม่อยากให้ลูกเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ นั่นหมายถึงว่า เขากำลังให้ลูกเป็นเครื่องประดับ ดังนั้นเราต้องให้สิทธิเสรีภาพแก่เขา และเคารพในการตัดสินใจของเขา ลูกจะทำทุกอย่างออกมาได้ดีหากเขามีหัวใจที่จะทำ นอกจากนี้แล้ว คนเป็นพ่อเป็นแม่เองเวลาเราบอกว่าเราเป็นเพื่อนกับลูก เราก็เป็นเพื่อนจริงๆ แต่เราต้องเป็นครูด้วย พ่อ แม่ ต้องมีบทบาททั้งเพื่อนและครู เพราะถ้าไม่มีความเป็นเพื่อนเขาจะรู้สึกห่างกับเรา แต่ถ้ามัวแต่เลี้ยงเป็นเพื่อน ลูกจะไม่รู้จักกาลเทศะก็ได้ ดังนั้นทั้ง 2 สิ่งต้องผสมผสานกันไป

    "ป่า = ซูเปอร์มาร์เก็ต

    ครอบครัว"ไม่ธรรมดา" ปรับ"ป่า"ให้เป็นซูเปอร์มาร์เก็ต
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 6 กุมภาพันธ์ 2552 16:58 น.
    พ่อหลวงจักรพงษ์ มงคลคีรี ผู้ใหญ่บ้านแห่งห้วยปลาหลด
           หลายคนอาจฉงนปนสงสัย ว่าหน้า Life & Family แปลงร่างกลายเป็นข่าวหมวดอื่นไปแล้วหรือไร และทำไม ชาวเขาเผ่ามูเซอดำจะมาสนใจกับเรื่องของซูเปอร์มาร์เก็ต แต่เพราะว่าแนวคิดของครอบครัวที่เราขอหยิบยกขึ้นมาบอกเล่าในวันนี้บอกได้คำเดียวว่า "ไม่ธรรมดา" และพวกเขายังเป็นครอบครัวของแกนนำหมู่บ้าน หน่วยย่อยเล็ก ๆ ที่มีจิตสำนึกในการรักษาป่าต้นน้ำ ให้เขียวขจีได้ด้วยสองมือ จนกลายเป็นโรงงานผลิตอาหาร และอากาศดี ๆ ให้กับคนในหมู่บ้าน และคนทั้งโลกได้อีกด้วย
           
           แน่นอนว่ามันไม่ได้ง่ายดาย และไม่ได้เกิดจากการเนรมิตของเงินตรา แต่ครอบครัวใหญ่แห่งนี้ เลือกที่จะใช้วิธี "สร้างจิตสำนึก" ให้กับทุกครอบครัวของหมู่บ้าน ในการรักษาป่าต้นน้ำเอาไว้ให้ลูกหลาน
           
           "พ่อหลวงจักรพงษ์ มงคลคีรี" (พ่อหลวงเป็นคำที่ชาวบ้านเรียกกันติดปาก หมายถึงผู้ใหญ่บ้าน) กับวัย 40 ต้น ๆ แห่งบ้านห้วยปลาหลด อ.แม่สอน จังหวัดตาก แกนนำในการพัฒนา และรักษาป่าต้นน้ำ ที่มาพร้อมวุฒิการศึกษาเพียงชั้น ม.6 ได้บอกกับเราว่า ชุมชนห้วยปลาหลดเป็นชาวมูเซอดำที่อพยพมาจากจังหวัดเชียงรายตั้งแต่ประมาณ 60 ปีก่อน และมาปักหลักสร้างถิ่นฐาน ตลอดจนทำไร่เลื่อนลอยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว อย่างไรก็ดี การใช้พื้นที่ป่าโดยขาดความรู้ของชาวบ้านในอดีต ส่งผลให้ป่าแห่งนี้กลายเป็นพื้นที่เสื่อมโทรม จนทำให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชดำเนินการขอพื้นที่คืนจากเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ในปี พ.ศ.2527 และจะอพยพชาวบ้านทั้งหมดไปอยู่ในที่ที่ทางการจัดเตรียมไว้ ซึ่งในครั้งนั้น ทางชาวเขาได้ขอร้องกับทางการว่า ขออยู่ในพื้นที่นี้ต่อไป และจะช่วยดูแลป่าต้นน้ำให้กับทางการด้วย
           
           คำขอร้องดังกล่าวเป็นเรื่องท้าทายเจ้าหน้าที่ทางการในขณะนั้นไม่น้อย แต่การยอมให้ชาวมูเซอดำแห่งห้วยปลาหลดอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติอาจเป็นการตัดสินใจถูกอีกครั้งหนึ่ง เมื่อทุกวันนี้ พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมบริเวณหมู่บ้าน 5,000 ไร่ ได้ถูกพลิกฟื้นให้มีชีวิตขึ้นใหม่ในสภาพของป่าสมบูรณ์ ผืนดินชุ่มน้ำ สัตว์ป่าหลายชนิดกลับเข้ามาอาศัย กลายเป็นบทพิสูจน์ที่ดีถึงแนวทางการอยู่ร่วมกันของคนกับป่าจากภูมิปัญญาของชาวบ้านอย่างแท้จริง

    ป่าผืนใหญ่ที่เขียวจี
           พ่อหลวงแห่งบ้านห้วยปลาหลดเล่าว่า "เราหยุดการทำไร่เลื่อนลอย และสร้างกฎในการใช้ป่าร่วมกันของคนในหมู่บ้าน โดยแบ่งเป็นโซนสำหรับการเพาะปลูก โซนสำหรับการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ โซนห้ามล่าสัตว์ป่า รวมถึงจำกัดช่วงเวลาในการเข้าไปเก็บของป่าในแต่ละฤดูด้วย กฎเหล่านี้เราตั้งใจทำเพื่อแสดงให้เห็นว่าเราอยู่ร่วมกับป่าได้ เมื่อเวลา 20 ปีผ่านไป จะเห็นได้ว่า ป่าบริเวณนี้เขียวชอุ่ม อากาศเย็นสบาย มีน้ำใช้ตลอดปี สัตว์ป่า เช่น ไก่ป่า นกยูง หมูป่า หมีควาย เสือ กลับเข้ามา แตกต่างจากภาพของป่าเสื่อมโทรมในอดีตอย่างเห็นได้ชัด"
           
           "เราค่อย ๆ ปลูกต้นไม้ขึ้นมาใหม่ เมื่อมีป่า เราก็เหมือนมีซูเปอร์มาร์เก็ต เราเข้าไปเก็บหน่อไม้ เก็บเห็ด เราก็มีกินแล้ว นอกจากนั้นเราก็ปลูกผักแซมไปด้วย ซึ่งผักของหมู่บ้านเราจะปลูกรวม ๆ กัน 4 - 5 ชนิดใน 1 แปลง ซึ่งมีข้อดีหลายอย่าง เช่น ทำให้ดินไม่เสียเหมือนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว และกลิ่นของผักชนิดหนึ่งอาจช่วยไล่แมลงไม่ให้มากินผักชนิดอื่น ๆ ได้"
           
           ผักที่ชาวบ้านปลูกและเก็บไปขายสร้างรายได้ให้ครอบครัวมีตั้งแต่ พลู มะระหวาน พริกไทย บล็อกโคลี่ ไผ่หวาน ปวยเล้ง ลูกเนียง อะโวคาโด และกาแฟ โดยปลูกแซมไปกับต้นไม้ใหญ่ในป่า หรือตามพื้นที่ราบ โดยไม่ต้องตัดไม้ในป่าแต่อย่างใด
           
           "สำหรับป่า เราก็จะดูแลต่อ ต้องปลูกป่าเพิ่ม ทำแนวกันไฟเพิ่่่ม ตั้งกฎกติกาการใช้ป่าเข้มงวดขึ้น ถ้าเป็นป่าต้นน้ำจะไม่ให้เข้าไปถางป่าเด็ดขาด หรือใครทำไร่ติดกับเขตป่าต้องดูแลไฟป่าด้วย
           การล่าสัตว์ป่าก็เช่นกัน เขตไหนเป็นแหล่งแพร่พันธุ์ เพาะพันธุ์สัตว์ ก็ห้ามล่าเด็ดขาด ถ้านอกพื้นที่ถึงจะล่าสัตว์ได้"
           
           "คนต่อต้านก็มีบ้าง เป็นธรรมดา เขาเคยใช้ทรัพยารกรแบบฟุ่มเฟือยมาตลอด พอถูกจำกัด ก็รู้สึกไม่ดี แต่ทุกครั้งผมจะถามความเห็นคนส่วนใหญ่ ซึ่งเขาก็เห็นด้วย ทุกวันนี้ ป่าเพิ่มขึ้น อากาศดี ไม่ร้อนเหมือนที่อื่น เมษาลองมาดูก็ได้ครับ อากาศที่บ้านเรายังเย็นสบาย ทั้งหมดที่เราทำ เราไม่ต้องการจะถูกปั้นขึ้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อหารายได้ แต่ต้องการให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับคนรุ่นต่อไปมากกว่า" พ่อหลวงจักรพงษ์กล่าว

    แปลงผักที่ปลูกร่วมกันผืนป่า
           ครอบครัวของพ่อหลวงจักรพงษ์ นอกจากคู่ชีวิตแล้ว เขายังมีลูกอีก 2 คน โดยลูกสาวคนโตชื่อฟาง อายุ 16 ปี ส่วนลูกชายคนเล็กชื่อฟิล์มอายุ 11 ปี โดยขณะนี้ ลูกสาวของพ่อหลวงถูกส่งเข้าไปเรียนในเมือง เพื่อที่ว่า ในอนาคตจะได้นำความรู้ต่าง ๆ กลับมาสอนเด็กคนอื่น ๆ ในหมู่บ้าน
           
           "เขาเรียนเก่ง ได้ 4.00 ตลอด อนาคตอยากให้เขาเป็นครู หรือไม่ก็มาช่วยหมู่บ้านในเรื่องวิชาการ เพราะเด็กในนี้มีโอกาสน้อย ไม่ค่อยได้เรียนหนังสือ ส่วนคนเล็กอยู่ชั้นประถม ยังไม่รู้ว่าเขาจะชอบอะไร"
           
           ขึ้นชื่อว่าเป็นหัวหน้าครอบครัว หัวหน้าหมู่บ้าน หน้าที่การอบรมสั่งสอน จึงไม่จำกัดเฉพาะลูก ๆ ของตนเพียงอย่างเดียว เย็น ๆ เมื่อมีเวลาว่าง เขาจึงเลือกที่จะนั่งสอนเด็ก ๆ ในหมู่บ้านให้รู้จักคัดแยกขยะ ซึ่งการคัดแยกขยะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ชุมชนเตรียมไว้ให้เด็ก ๆ ทำ เนื่องจากเล็งเห็นว่า ในชุมชนแคบ ๆ แห่งนี้ ถ้าเด็กไม่มีกิจกรรมให้ทำ ก็อาจผลักให้เด็ก ๆ ไปมั่วสุมได้
           
           "ตอนเย็น ๆ ถ้าผมมีเวลา ผมก็จะคุยกับเด็ก ๆ สอนให้เขาคัดแยกขยะ เศษอาหาร โฟม พลาสติก ไปขาย อย่าคิดว่าได้เงินน้อย คิดเสียว่าฝากเขาทิ้ง แล้วยังได้เงินอีก"
           
           "ในความรู้สึกผม ห้วยปลาหลดสำเร็จในระดับหนึ่ง มีคนเห็น มีคนยอมรับระดับหนึ่ง ถ้าเป็นที่อื่นอาจจะแอบตัดไม้ไปขายหมดแล้ว หรือไม่ก็กลายเป็นรีสอร์ทไปแล้ว แต่ที่นี่เรามีกติกา ห้ามขายพื้นที่ให้คนภายนอก เว้นแต่ขายให้คนในหมู่บ้านกันเอง"
           
           "ทุกวันนี้ เรื่องของสิ่งแวดล้อมมีชาวบ้านสนใจมากขึ้น เพราะทุกคนต้องการน้ำไปปลูกผัก แต่เราจะใช้น้ำอย่างไรให้คุ้มค่า เราก็สร้างฝายขึ้นมาสิ ฝายมีประโยชน์หลายอย่าง ช่วยกรองน้ำ ช่วยเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ กุ้งหอยปูปลา อย่างชาวบ้านเขาจะสังเกตว่า กลางวันน้ำน้อย กลางคืนน้ำเยอะ ก็ใช่ เพราะกลางคืนต้นไม้หยุดใช้น้ำไม่ได้สังเคราะห์แสง เหล่านี้ชาวบ้านทุกคนได้เรียนรู้ร่วมกัน"
           
           เมื่อถามว่า พ่อหลวงจักรพงษ์อยากพัฒนาหมู่บ้านไปในทิศทางไหน คำตอบง่าย ๆ ของเขากลับเป็นสิ่งที่น่าคิดไม่น้อย

    กาแฟรสเข้ม หอมกรุ่น ผลผลิตจากชาวมูเซอดำ
           "อยากให้ชาวบ้านรู้คุณค่าของป่า และอยู่กันอย่างมีความสุข แค่นั้นคือสำเร็จแล้ว พอใจแล้ว มีน้ำใช้ มีอาหารทานก็พอแล้ว เราปลูกผักเหล่านี้ไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องกำไร แต่ให้ชาวบ้านเขามีช่องทาง มีเครื่องมือในการทำมาหากิน"
           
           "ตอนนี้คนในชุมชนไม่ออกไปหางานทำข้างนอกเพราะที่นี่อากาศดี ถ้าออกไปข้างนอกจะแพ้อากาศ กับอีกเรื่องคือรายได้ อยู่ที่นี่ไม่มีรายจ่ายอะไร แต่ถ้าไปอยู่ที่อื่นจะมีค่าใช้จ่ายเยอะ ถึงได้เงินเดือน 7,000 - 8,000 บาท ก็ไม่พอ อยู่ที่นี่ปลูกมะระก็ขายได้วันละ 300 - 400 บาทเหมือนกัน"
           
           แต่ด้วยแนวทางในการพัฒนานั้นมีเยอะแยะ แล้วแนวทางใดจึงจะเหมาะกับห้วยปลาหลด ในส่วนนี้ มุมมองของพ่อหลวงคือเรื่องการพัฒนาด้านการศึกษา
           
           "ปัญหาคือ ครูบางส่วนไม่ยอมมาเรียนรู้กับชุมชนแล้วเอาไปสอน กระทรวงศึกษาธิการจะส่งครูเข้ามาในพื้นที่ควรจะเน้นเรื่องนี้ด้วย ไม่งั้นแล้วจะเหมือนกับการเหวี่ยง หาอะไรเป็นที่สิ้นสุดไม่ได้ ครูก็คิดของครูไป ชาวบ้านก็คิดของชาวบ้านไป แต่ถ้ามารวมกันเป็นหลักสูตรสอนในชุมชน ครูมาเรียนแล้วก็ไปสอนเด็ก จะทำให้เด็กไม่ต้องออกไปข้างนอก เพราะเขาจะมีความรู้ที่เหมาะกับการอยู่ในชุมชน"
           
           "รัฐบาลต้องคิดให้ดีเรื่องการให้การศึกษา ถ้าเขามีความรู้เขาจะรักษาพื้นที่ แต่ถ้าไม่มีความรู้ เขาจะเตลิดเข้าไปในเมือง แล้วก็ไม่มีคนรักษาป่าอยู่ดี ผมมองว่าแต่ละชุมชนมีดีของเขา ให้ดึงตรงนั้นมา บวกกับความรู้ทางวิชาการที่เหมาะสม แล้วชุมชนก็จะยั่งยืน ป่าก็ยั่งยืน"

           
           ...แนวทางข้างต้น คงทำให้ชุมชนเหล่านี้เป็นอีกหนึ่งชุมชนที่มีครอบครัวยั่งยืน และมีความสุขด้วยเช่นกัน...

    น้ำปลาตรา "ปลาหมึก" กับคุณธรรมที่ยังยั่งยืน

    ก้าวที่ 3 ของ "นิธิปิติกาญจน์" บ้านนี้มี "น้ำปลาคุณธรรม"
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 มิถุนายน 2552 19:58 น.
    คุณเอ-ธิติญา ลิ่วมโนมนต์
           ในปี พ.ศ. 2487 หรือย้อนหลังไปเมื่อ 65 ปีที่ผ่านมา ณ อำเภอท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร ได้มีโรงงานผลิตน้ำปลาเล็ก ๆ แห่งหนึ่งก่อร่างสร้างตัวขึ้นมา ด้วยฝีมือของ "คุณเทียน" เด็กหนุ่มผู้อพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่เจ้าของนามสกุล "นิธิปิติกาญจน์" จากวันนั้นจนถึงวันนี้ กิจการโรงงานน้ำปลาได้ขยายตัวเติบใหญ่จนกลายเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำปลามากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศภายใต้ยี่ห้อ "ปลาหมึก" เช่นเดียวกับตระกูล "นิธิปิติกาญจน์" ที่เต็มไปด้วยลูกหลานมากมาย และพร้อมสำหรับการก้าวเข้ามาเป็นกำลังหลักให้กับธุรกิจของครอบครัวในปัจจุบัน
           
           "คุณเอ-ธิติญา ลิ่วมโนมนต์" หรือนามสกุลเดิมคือ "นิธิปิติกาญจน์" คืออีกหนึ่งทายาทรุ่นที่สาม ที่เข้ามารับสานต่อนโยบายกิจการน้ำปลาของครอบครัว ดูแลงานด้านต่างประเทศโดยเฉพาะ ซึ่งไม่แปลกที่เธอจะมีคุณสมบัติเหมาะสม เพราะหลังจากจบการศึกษาในสาขาเทคโนโลยีทางอาหาร (Food Technology) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เธอก็ได้บินลัดฟ้าไปคว้าปริญญาโทในด้านธุรกิจการเกษตร และการบริหารจัดการทรัพยากร (Agribusiness & Resource Management) จาก Arizona State Universityและปริญญาโทในสาขาบริหารธุรกิจ-การตลาดจาก Georgia State University สหรัฐอเมริกา รวมทั้งสิ้น 2 ใบ
           
           กลับมาเมืองไทย เธอก็ยังมีโอกาสได้บ่มเพาะประสบการณ์จาก ACNielsen และเกษร โฮลดิ้ง อีกระยะหนึ่งก่อนจะเข้ารับหน้าที่บริหารงานด้านต่างประเทศให้กับโรงงานของครอบครัว
           
           สำหรับมุมมองของทุกคนในครอบครัว เธอจึงเป็นสาวอารมณ์ดีอีกหนึ่งคนในรุ่นที่สาม ที่มาพร้อมความแข็งแกร่ง และเฉียบคมในการทำธุรกิจ กับการฝากฝีไม้ลายมือในการบริหารชนิดหาตัวจับยากและนำการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ มาสู่องค์กรมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค การปรับผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนเมืองที่เปลี่ยนไป รวมไปถึงการปรับโฉมเว็บไซต์ขององค์กรให้ดูทันสมัย การคิดค้นตัวมาสค็อต ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เช่น น้ำจิ้มแจ่ว น้ำจิ้มทะเล น้ำจิ้มเวียดนามออกไปตีตลาดต่างแดน นำรายได้กลับเข้าประเทศเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งความสำเร็จเหล่านี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการยึดมั่นในคำสอนของรุ่นที่ 1 อย่างคุณปู่เทียน นิธิปิติกาญจน์ ที่ยังฝังแน่นอยู่ในหัวใจของคุณเอ และลูกหลานทุก ๆ คนก็เป็นได้

    คุณเอและคุณกอล์ฟ สามี
           คุณธรรม "น้ำปลา" หาได้จากธุรกิจ
           
           ขึ้นชื่อว่าธุรกิจ บางวงการอาจเรียกหาคุณธรรมจริยธรรมไม่พบ เพราะทันทีที่มีโอกาสผ่านเข้ามา สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "นักธุรกิจ" ก็พร้อมจะโดดลงไปแก่งแย่งให้ได้มาโดยไม่สนใจในวิธีการ แต่ในยุทธจักรวงการน้ำปลาประเทศไทย เรากลับได้พบคุณธรรมดี ๆ ที่แฝงตัวอยู่อย่างเงียบเชียบเข้าเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือเรื่องของการรักษา "มิตรภาพ และผู้มีพระคุณ" เอาไว้เหนือ "ยอดขาย" ซึ่งในจุดนี้ คุณเอขยายความว่า
           
           ในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2487 ก่อนที่จะตั้งโรงงานน้ำปลาเป็นของตนเองที่จังหวัดสมุทรสาคร คุณปู่เทียน นิธิปิติกาญจน์ หรือก็คือรุ่นที่ 1 ของกิจการได้เคยเป็นส่วนหนึ่งในทีมงานของโรงงานผลิตน้ำปลายักษ์ใหญ่อีกรายหนึ่งมาก่อน จึงมีโอกาสได้นำประสบการณ์ความรู้ที่สะสมจากครอบครัวมาสร้างกิจการเป็นของตนเอง นโยบายคุณธรรมที่ไม่มองบริษัทเดิมเป็นคู่แข่งก็ถูกส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่นจนมาถึงปัจจุบัน
           
           ด้วยนโยบายคุณธรรมในข้อนี้ ทำให้กิจการโรงงานน้ำปลาของบ้าน "นิธิปิติกาญจน์" มองเห็นถึงตลาดใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม นั่นก็คือการส่งออกผลิตภัณฑ์ไปขายยังต่างประเทศ โดยในปัจจุบันได้ส่งออกไปแล้วกว่า 70 ประเทศในหลายทวีป ไม่ว่าจะเป็น อเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย แอฟริกา เรียกได้ว่า วิสัยทัศน์ที่เกิดขึ้นจากคุณธรรมของต้นตระกูล ประกอบกับการยึดมั่นในแนวทางที่วางไว้อย่างเหนียวแน่นของลูกหลานได้ส่งผลดีต่อกิจการอย่างไม่น่าเชื่อ
           
           อย่างไรก็ดี ในจุดนี้คุณเอขอออกตัวว่า การทำตลาดในประเทศก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของโรงงานก็มีตลาดผู้บริโภคในประเทศอยู่มากพอสมควร แต่ด้วยนโยบายของคุณปู่จึงทำให้หลายสิ่งหลายอย่างเติบโตไปในทิศทางที่ควรจะเป็น และไม่เน้นการเติบโตด้วยการทำร้ายคนอื่น
           
           ตั้งครรภ์ เปลี่ยนชีวิต
           
           ปัจจุบัน คุณเอมีครอบครัวที่อบอุ่น โดยแต่งงานกับคุณกอล์ฟ และย้ายเข้ามาอยู่ในครอบครัวลิ่วมโนมนต์ และกำลังจะมีทายาทลืมตาดูโลกในอนาคตอันใกล้ สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตได้ก็คือ สาวเก่งคนนี้เป็นว่าที่คุณแม่ที่มีความสุขตลอดเวลา ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราได้พบ จนกระทั่งลาจาก ซึ่งส่วนหนึ่งคุณเอเล่าว่า การตั้งครรภ์ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตเปลี่ยนไป ตั้งแต่การได้รู้จักกับอาการแพ้ท้องที่ค่อนข้างรุนแรงและยาวนาน ซึ่งยังกระทบไปถึงหน้าที่การงาน ทำงานได้ไม่เต็มที่ งานด้านต่างประเทศที่เคยดูแลอยู่ก็ต้องหยุดพักไปโดยปริยาย แต่กระนั้น เธอก็ยังมุ่งมั่นทำหน้าที่ของ "แม่" ให้ได้อย่างสมบูรณ์

           "ส่วนตัวเป็นคนใจเย็น ไม่ค่อยหงุดหงิดอยู่แล้ว แต่พอตั้งครรภ์ก็มีบ้างที่ฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง ประกอบกับสภาพร่างกายเราด้วย มันร้อน อึดอัด หนัก บางครั้งก็เลยรู้สึกว่าอารมณ์ขึ้นเร็วเหมือนกัน แต่ถามสามีแล้วสามีบอกว่าไม่เปลี่ยนนะคะ (หัวเราะ)"
           
           ถามไถ่ไปมาก็ได้ทราบว่า เหตุที่คุณเอค่อนข้างมองโลกในแง่ดี และไม่มีทุกข์ใจมารบกวนให้เสียกำลังใจนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการไปปฏิบัติธรรมอยู่เป็นประจำ หรือแม้แต่การเลือกฟังเพลงเบา ๆ สบาย ๆ เพื่อลูกในครรภ์ และการอ่านหนังสือธรรมะบ่อย ๆ ก็เป็นสิ่งที่ว่าที่คุณแม่คนนี้เลือกทำเพื่อลูก
           
           "ปกติจะไปวิปัสสนาที่โคราชอยู่แล้ว มาในปีนี้มีโอกาสดี คือได้ไปตอนที่กำลังตั้งครรภ์ด้วย ซึ่งก็คิดว่าน่าจะส่งผลถึงลูกเรา ทำให้ลูกเราได้รับสิ่งดี ๆ ด้วยเช่นกัน เพราะทุกครั้งที่ไป เราก็ได้ความสบายใจกลับมาค่ะ"
           
           "เรื่องอ่านหนังสือก็จะพยายาม เพราะปกติจะไม่ค่อยอ่านหนังสือ แต่ตอนนี้พยายามอ่านหนังสือธรรมะ เพราะเคยได้ยินมาว่า ถ้าแม่ชอบอ่านหนังสือ ลูกก็จะเป็นเด็กรักการอ่าน แล้วก็ไปสมัครโครงการจิตประภัสสรของเสถียรธรรมสถานเอาไว้ด้วย เขาจะมีวิทยากรมาบรรยาย แต่ละเดือนก็จะมีหัวข้อแตกต่างกัน เช่น เดือนที่แล้วก็เป็นเรื่องการให้นมลูก มีการนั่งสมาธิ เดินจงกรม ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์มากทีเดียว"
           
           สำหรับเทคนิคในการดูแลสุขภาพช่วงตั้งครรภ์ คุณเอบอกว่า มีการควบคุมอาหารด้วยเช่นกัน เนื่องจากความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้พบว่า การปล่อยให้มีน้ำหนักขึ้นเยอะ ๆ ในช่วงตั้งครรภ์ไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับคนเป็นแม่และทารกในครรภ์เลย
           
           "การแพทย์แผนปัจจุบันจะรณรงค์ให้แม่ควบคุมน้ำหนักตอนท้องมากขึ้น ไม่อยากให้อ้วนมากเกินไป เพราะอย่างไร สายสะดือที่จะส่งต่ออาหารให้ลูกก็มีขนาดเท่าเล็กนิดเดียว เด็กที่คลอดออกมาก็มีน้ำหนักอยู่ระหว่าง 2 - 4 กิโลกรัม ที่เหลือก็อยู่ที่แม่หมด อีกข้อหนึ่งคือ ถ้าปล่อยให้น้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็วจะเกิดผลเสียต่อร่างกาย คุณหมอยกตัวอย่างการตั้งครรภ์เหมือนก้อนขนมปังที่จะนำเข้าเตาอบน่ะค่ะ ถ้าเราปรับอุณหภูมิเร็วมาก ๆ ผิวด้านนอกมันจะแตกออกมาเลย แต่ถ้าค่อย ๆ เพิ่มอุณหภูมิ ผิวด้านนอกมันก็จะค่อย ๆ พองขึ้นมา แต่มันไม่แตก ผิวบริเวณหน้าท้องก็เช่นเดียวกัน ถ้ามันแตกโพล๊ะออกมาแล้ว ต่อให้ทาครีมเข้าไปแค่ไหน มันก็มีรอย"
           
           และเมื่อถามถึงแนวทางการเลี้ยงลูกที่กำลังจะลืมตาขึ้นมาดูโลกนั้น คุณเอบอกว่า มีโอกาสจะเลี้ยงเองสูง เพราะต้องการให้ลูกได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างเต็มที่ และเมื่อโตขึ้นก็คงพามาทำความคุ้นเคยกับกิจการของครอบครัว เนื่องจากเธอและสามีเห็นพ้องต้องกันว่า อยากให้ลูกได้รับรู้ว่าพ่อแม่ทำงาน และได้ซึมซับตัวอย่างเหล่านี้เข้าไปด้วย
           
           "กลัวเหมือนกันว่าถ้าพาลูกมาแล้วทุกคนจะรุมโอ๋ลูกเรา เพราะเราเป็นผู้บริหาร คนอื่นก็อาจไม่กล้าขัดใจลูกเราไปด้วย แต่เราก็ต้องดูแลค่ะ ปล่อยไม่ได้เดี๋ยวลูกเราจะนิสัยเสีย (หัวเราะ)"
           
           แม้จะยังไม่ได้เห็นใบหน้าลูกที่กำลังจะเกิดมา แต่เราก็สังเกตได้ว่า ทุกช่วงเวลาที่เล่าถึงสมาชิกใหม่ของครอบครัว สาวเก่งคนนี้มีสีหน้าที่อาบความสุขไว้อย่างเต็มที่ และแม้ว่าในอนาคต จะมีเส้นทางมากมายให้เธอต้องเลือกเดิน ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางของนักบริหาร หรือเส้นทางของคุณแม่ ก็ตาม แต่เราเชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปลูกฝังและบ่มเพาะมาในครอบครัวจะทำให้อนาคตที่เธอเลือกเดินนั้น เป็นไปตามแบบอย่างที่ดีงาม และยึดโยงไว้กับคุณธรรม ตามที่ธรรมชาติมนุษย์ควรจะเป็น