sombat 的个人资料Space ของ sombat照片日志列表更多 工具 帮助

日志


6月30日

สนธิ VS บิ๊กป๊อก

สนธิ” เผย “บิ๊กป๊อก” โทร.เคลียร์-ย้ำปักหลัก 37 วันช่วยชาติมหาศาล ดูวีดีโอประกอบจาก Manager Multimedia
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 มิถุนายน 2551 21:54 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
สนธิ ลิ้มทองกุล

“สนธิ” เผย “บิ๊กป๊อก” โทร.เคลียร์ปัดร่วมงานเลี้ยงกับ “เจ๊หน่อย” ที่นิด้า แต่ยังข้องใจภรรยาสนิทกัน ระบุ ผู้นำเหล่าทัพที่ยังมีจุดยืนมีแค่ “พล.อ.ชลิต” เท่านั้น ย้ำผลชุมนุมปักหลักนาน 37 วัน สร้างผลงานช่วยชาตินานัปการ ทั้งทำให้ญัตติแก้ รธน.ตกไปจนกระทั่งศาลสั่งห้ามรัฐบาลขาย “ปราสาทพระวิหาร” ให้เขมร
       
        คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย 
       
       วันนี้ (30 มิ.ย.) เมื่อเวลาประมาณ 20.20 น.นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้นเวทีโดยเปิดเผยว่า ได้รับโทรศัพท์จาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ยืนยันไม่รู้เรื่องกับการจัดงานเลี้ยงรุ่นที่นิด้า ยืนยันว่า ไม่ได้ไป และไม่ได้หารือกับ คุณสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ในงานเลี้ยงดังกล่าว
       
       อย่างไรก็ตาม นายสนธิ กล่าวว่า อยากถามต่อด้วยความเป็นห่วงว่า ภรรยาของ พล.อ.อนุพงษ์เคยทำงานที่บริษัท กันตนา และสนิทสนมกับบริษัท เจเอสแอล ที่มี คุณสุดารัตน์ เป็นผู้ที่มีคุณูปการ และ คุณสุดารัตน์ ก็ยังสนิทสนมกับ ภรรยา พล.อ.อนุพงษ์ อยากถามว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง
       
       นายสนธิ กล่าวถึงผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพ โดยเริ่มจาก พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ที่ตามข้อเท็จจริงแล้วพอเข้าใจได้ เพราะถูกแต่งตั้งสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และภรรยา ก็สนิทสนมกับ คุณหญิงอ้อ และในช่วงที่เปิดบริษัทท่องเที่ยวที่ชิดลม คุณหญิงอ้อก็ไปเป็นประธานเปิดงานให้
       
       นายสนธิ ตั้งข้อสังเกตว่า ไม่น่าประหลาดใจที่ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ ไม่มีจุดยืนในเรื่องสถาบันกษัตริย์และยังสนับสนุนรัฐบาลในกรณีของปราสาทพระวิหาร
       
       “ถ้าให้เอ่ยชื่อ ผบ.เหล่าทัพ ที่มีจุดยืนอยู่ข้างประชาชนอย่างชัดเจนที่สุดในตอนนี้ คือ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ และที่ผ่านมา ก็ไม่เคยสั่งตัดเคเบิลทีวีที่ถ่ายทอดสัญญาณเอเอสทีวีในกองทัพอากาศเลย” นายสนธิ ระบุ
       
       แกนนำพันธมิตรฯ ได้กล่าวถึงผลงานการชุมนุมของพี่น้องประชาชนเป็นเวลา 37 วัน 37 คืน ได้ก่อให้เกิดผลสำเร็จหลายอย่าง โดยเริ่มตั้งแต่การชุมนุมใหญ่ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ซึ่งหลังจากนั้น 3 วัน ทางตำรวจก็ได้สรุปว่า นายจักรภพ เพ็ญแข หมิ่นเบื้องสูง แม้ว่ายังยื้อคดีอยู่ก็ตาม จากนั้นได้ยื่นรายชื่อประชาชนกว่า 3 หมื่นชื่อ เพื่อถอดถอน ส.ว.-ส.ส.ที่เสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญจนในที่สุดมีการถอนชื่อทำให้ญัตติดังกล่าวตกไป
       
       ผลงานต่อมา คือ การที่รัฐบาลได้ลดค่าการกลั่นน้ำมันลงลิตรละ 3 บาท หรือกรณีที่ นายสมัคร สุนทรเวช ประกาศสลายการชุมนุม แต่เมื่อพลังประชาชนมาร่วมมาก ทำให้ไม่กล้าสลาย วันที่ 5 มิ.ย.รัฐบาลได้ประกันราคาข้าวจากการกดดันของพวกเรา หรือกรณีความล้มเหลวของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ที่สั่งผู้ว่าฯ ตัดสัญญาณเอเอสทีวี แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ หรือแม้กระทั่งการที่นายกรัฐมนตรี ยอมให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจหลังจากก่อนหน้านี้ยืนยันมาตลอดว่าไม่เปิดโดยอ้างว่าไม่มีเวลาเพียงพอ
       
       นอกจากนี้ ยังมีกรณีศาลปกครองสั่งคุ้มครองให้ระงับการปฏิบัติในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา กรณีปราสาทพระวิหาร หรือมีการจำคุกแก๊งทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ กรณีจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่ศาล เป็นต้น
       
       “พี่น้องทั้งหลายได้ร่วมกันกรำแดดกรำฝนแม้จะโดนกลั่นแกล้งสารพัดก็ยังสามารถได้มากมาย ดังนั้น อย่าประมาทตัวเอง ให้เชื่อมั่นในพลังทางศีลธรรม อย่าท้อ ผมไหว้ละ เพราะพวกเราก็ต้องการกำลังใจจากพวกท่านเช่นเดียวกัน” นายสนธิ เรียกร้อง

คมช. กับ คตส.

“บิ๊กบัง-ชลิต-สพรั่ง” ร่วมงานเลี้ยง คตส.-ชื่นชมยอมเสี่ยงกับ คมช.
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 มิถุนายน 2551 21:10 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก

“ชลิต-สนธิ-สพรั่ง” ร่วมงานเลี้ยงอำลา คตส. ผบ.ทอ.กล่าวชื่นชมทุกคนยอมเสี่ยงทำงานกับ คมช.แสดงความกล้าหาญและสร้างความยุติธรรมในสังคม มั่นใจ ป.ป.ช.จะสานต่อ เพราะงานของ คตส.ไม่ได้มุ่งหวังเพื่อกลุ่มใด หรือคนใดคนหนึ่ง
       
       วันนี้ (30 มิ.ย.) เวลาประมาณ 20.00 น.พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) อดีตรักษาการประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวบนเวทีเลี้ยงอำลา คตส.ที่สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดี ว่า ตนอยากตอบแทนคนไทย ว่า อยากชื่นชมและประทับใจในสิ่งที่ คตส.แสดงความกล้าหาญ และทำให้ประเทศ ซึ่งสำหรับ คมช.เอง ที่ผ่านมาค่อนข้างเสี่ยง แต่ คตส.ก็อาสาเข้ามาช่วยงาน ถือว่ามีความกล้าหาญ ที่ทำให้ทุกคดีเกิดความยุตธรรมในสังคม ทำในสิ่งที่ถูกต้องกับคนไทย โดยใช้เวลา 1 ปี 9 เดือน ตั้งแต่การเริ่มต้นหาข้อมูล จนถึงวันนี้
       
       สำหรับ ป.ป.ช.เอง เชื่อว่า จะสานต่องานส่วนนี้ให้กับคนไทยได้ เพราะงานของ คตส.ไม่ได้มุ่งหวังเพื่อกลุ่มใดหรือคนใดคนหนึ่ง แต่ คตส.รักษาไว้ซึ่งความถูกต้องและยุติธรรมดังนั้น จึงอยากขอขอบคุณ คตส.ทุกท่าน นับว่า ในวันนี้ คตส.จะเป็นแสงสว่างในอนาคตของคนไทย หลังจากนั้น ผบ.ทอ.ได้มอบดอกไม้ให้ นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส.เพื่อเป็นกำลังให้กับ คตส.ทุกคน
       
       ด้าน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งมาร่วมงาน กล่าวถึงการทำงานของ คตส.ว่า พอใจในการทำงาน ถึงแม้ว่าคดีจะยังไม่ถึงศาลก็ถือว่าเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศงานเลี้ยงอำลา คตส.ว่า หลังจากการส่งมอบงานของ คตส.ให้ ป.ช.ช.ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว ก็มีการจัดงานเลี้ยงที่สโมสรกองทับบก โดยมีผู้ร่วมงานกว่า 400 คน ซึ่ง คมช.ที่มาร่วมงาน ประกอบด้วย พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม อดีตรองเลขาธิการ คมช.สำหรับ ป.ป.ช.ก็มีคณะกรรมการมากันเกือบทั้งหมด ยกเว้น นางสาวสมรักษ์ จัดกระบวนพล และ นายภักดี โพธิสิริ โดยบรรยากาศในงานเอง ก็เป็นไปอย่างชื่นมื่น

ASC: Effective

Monday June 30, 2008
         
ASC calls its work a success

Term ends today, head gives panel 8 out of 10

KING-OUA LAOHONG

 
The Assets Scrutiny Committee (ASC), which will be wound up today, considers itself a success and said it achieved its target of tackling alleged corruption cases, despite immense political pressure during its 21 months in office. ASC chairman Nam Yimyaem said that if the ASC had to be rated, it should get eight out of 10 as it was able to conclude 14 of its 24 cases within a limited timeframe.

The 11-member ASC was set up by the coup-makers to investigate and prosecute alleged corruption by the Thaksin Shinawatra government.

The one-year term of the panel was extended for nine months when the new constitution was put in place.

Its tenure officially ends today.

Mr Nam said every member of the panel was dedicated to the job despite the constant pressure on them.

''We built all the cases based on the evidence available and we did it with honesty. The National Counter Corruption Commission (NCCC) will take over cases left unfinished.

''We have fulfilled our job within a given time,'' he said.

He was concerned that corruption among politicians and civil servants will remain. Without a strong monitoring system in place, the problem of corruption will be difficult to deal with, he said.

ASC member Banjerd Singkhaneti said he would prefer others to appraise the ASC's achievements, even though personally he was satisfied with the panel's performance.

Its success should be judged from its ability to protect the national interest and bring accused parties to justice.

''The ASC is only the beginning of the course of a stream, the prosecution is in the middle and the court is at the end,'' he said.

''If those in the middle fail to pass it on, it is hard to say that it is a success.''

Udom Fuangfung, another panel member, said the ASC has passed the test, achieving 80% of its tasks.

The ASC managed to wrap up 14 cases from 24, and four cases have now been submitted to the court.

Mr Udom added that the ASC did its job in a straightforward manner without any bias or discrimination.

''During the past 21 months, the ASC showed society that corruption has existed since 1998.

''It takes various forms with politicians and civil servants involved,'' he said.

''They were not subject to scrutiny because those with political power tried to 'turn off the switch', stopping the monitoring organisations from moving forward.''

He said the ASC is confident in the fairness of court proceedings and believes its investigations will not be futile if the cases are submitted to the court.

However, Mr Udom was concerned that political powers will meddle with some of the cases that have yet to be taken to court, such as the case where former prime minister Thaksin Shinawatra is accused of being unusually rich as a result of the sale of his shares in Shin Corp.

The Office of the Attorney-General (OAG) decided to defer the case and called for a joint panel with the ASC to make further inquiries. The OAG said information on the case was incomplete.

''The legislative, executive and judiciary branches should maintain a balance among themselves and support each other.

''But as it happens, the court is now standing alone and has been kept isolated. Nobody helps support it. This is a big worry,'' Mr Udom said.

ASC member Kaewsan Atipho said the ASC's biggest achievement is that it has concluded most of the cases for submission to the court.

He said the ASC had no authority to make any final judgements as to who was right or wrong.

''All we want is justice being dispensed by an impartial person _ that is a judge.

''The achievement is that we worked on the cases in a manner that is fair to all concerned,'' he said.

He added that the cases left unfinished will be officially handed over to the NCCC at Thammasat University, where a seminar with ASC members as panelists will also take place today.

ASC member and spokesman Sak Korsaengruang said the ASC is ready to listen to feedback from the public at the seminar.

He dismissed suggestions about the ASC being a failure, saying the panel did its job of submitting most cases to the court.

Former Constitution Court judge Sujit Boonbongkarn gave the ASC the thumbs-up for its performance.

Society is aware that the panel had a bumpy ride fighting those in power, Mr Sujit said.

Academic Preecha Suwannathat also approved of the ASC's work, saying the panel managed to work under political pressure.

Under the Surayud Chulanont government, the ASC should have received more cooperation from the civil service, which was reluctant to supply information, he said.

He said the ASC could have achieved more and could have concluded more important cases.

He believed the ASC's achievements will be fully appreciated one day and the panel members will be remembered for what they have done.

Frozen Thai-Cambodian Joint Communique

Commentary: Body blow
Kenya Airways Click Here!

By Veera Prateepchaikul
The blows fell one, two, three on the ruling People Power party and de facto leader Thaksin Shinawatra last week. But mortal danger lurks in Cambodia, and the government is accountable.


Veera Prateepchaikul is Deputy Editor-in-Chief, Post Publishing Co Ltd.

It was really a bad week for the People Power party and its de facto leader, former prime minister Thaksin Shinawatra.

In just one week, they were dealt three crippling blows, including one which landed squarely across Mr Thaksin's face. It appeared as if Lady Luck suddenly deserted the party, leaving it to twist alone in the winds of fate.

The first blow came on Tuesday when the opposition Democrats grilled Prime Minister Samak Sundaravej and, particularly, Foreign Minister Noppadon Pattama over their alleged mishandling of the 10th-century Preah Vihear temple dispute which could place Thailand at a disadvantage in future border negotiations with Cambodia.

The damning evidence presented during the censure debate by Democrat leader Abhisit Vejjajiva prompted the prime minister to order a rephrasing of a cabinet resolution adopted a week earlier which endorsed the Cambodian map around the temple and pledged Thailand's support for Cambodia's unilateral bid to list the temple as a Unesco World Heritage site.

The word "map" in the resolution was changed to "chart" to avoid future complications.

While the censure debate was in progress, a second blow was unleashed by the Administrative Court. The court ordered the reinstatement of Government Pharmaceutical Organisation board chairman Dr Vichai Chokewiwat and five other board members who were earlier sacked by Public Health Minister Chaiya Sasomsab, a PPP MP from Nakhon Pathom.

The third blow came on Wednesday when the Supreme Court sent Mr Thaksin's three lawyers to jail for six months for contempt of court in connection with the snack box that was stuffed with two million baht in cash. The three lawyers are also facing bribery charges which carry a maximum five years' imprisonment.

Moreover, they may have their law licences revoked for five years by the Law Council of Thailand.

Mr Thaksin's personal secretary, Pongthep Thepkanchana, said his boss has denied any involvement with the snack box scandal and is willing to testify if required. He said Mr Thaksin would not benefit by giving money to court officials.

It's possible Mr Thaksin knew nothing about the alleged bribery attempt. But since the three suspects were his lawyers, he was inevitably linked to the scandal. Hence, his reputation is bruised.

Although the censure debate was over and Mr Samak and his seven ministers survived it thanks to the united support shown by PPP legislators and the coalition parties, the wounds inflicted upon the government by scathing opposition attacks will not be healed unless there is surgery in cabinet. So some heads must roll, including Mr Noppadon's and Mr Mingkwan's.

But the government's difficulty is not yet over even if certain ministers are axed. The Preah Vihear temple controversy is very much in the air. The Administrative Court has issued an injunction in response to a petition filed by the People's Alliance for Democracy (PAD) asking the court to freeze the Thai-Cambodian joint communique and the cabinet resolution pledging Thailand's support for Phnom Penh's bid to list the temple as a World Heritage site.

The court ruling may well deal a devastating blow to the government and, in particular, the prime minister and Mr Noppadon. It will provide PAD with deadly ammunition to press for Mr Samak's resignation.

But what is of greater concern are the implications of the court decision toward politics in Cambodia where an election is scheduled on July 27. Although the decision has no binding effect on Cambodia, it may be exploited by unscrupulous Cambodian media or politicians to whip up anti-Thai sentiments. It would be similar to an ugly incident some years ago when Cambodian media fuelled an anti-Thai frenzy over a statement about Angkor Wat by a famous Thai actress which eventually led to the burning of the Thai embassy and other Thai properties in Phnom Penh.

Hopefully, the tragedy will not be repeated. Otherwise, the Samak government will be held accountable.

บทเรียนจากพันธมิตร

พันธมิตรกับการปลุกจิตสำนึกทางการเมือง
โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช 29 มิถุนายน 2551 11:43 น.
       ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 สังคม-การเมืองไทยเรามีลักษณะอย่างไร นี่เป็นคำถามสำคัญเพราะการเปลี่ยนระบอบการเมืองของสังคมอื่นๆ มีปัจจัยเอื้ออำนวยหลายปัจจัยที่ทำให้การพัฒนาทางการเมืองดำเนินไปในทิศทางที่เข้าสู่สภาวะของประชาธิปไตย
       
        แต่สังคมไทยเราขาดปัจจัยเหล่านั้น เพราะเราไม่เคยมีประสบการณ์ที่สั่นสะเทือนจิตสำนึกของประชาชน ในประเทศอื่นๆ ประสบการณ์ที่สร้างจิตสำนึก และการรวมตัวจัดตั้ง (แม้จะเป็นไปอย่างลับๆ) ทางการเมืองก็คือ การตกเป็นอาณานิคม อีกอย่างหนึ่งก็คือการพ่ายแพ้สงครามเหมือนอย่างญี่ปุ่น
       
        ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ บทบาทของกลุ่มเศรษฐกิจที่ต้องการเข้ามามีส่วนในการกำหนดนโยบายของรัฐ กลุ่มเศรษฐกิจที่ประกอบด้วยพ่อค้าในประเทศไทยเป็นคนเชื้อสายจีน คนเหล่านี้อพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่เมืองไทย โดยจิตใต้สำนึกที่ต้องการกลับบ้านเกิด ทำให้เขาเป็นคนที่มีชีวิตอยู่อย่างเป็นการ “ชั่วคราว” ไม่ต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะถูกรัฐบาลเพ่งเล็งและกีดกันอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่มีจิตสำนึกของความเป็นชาติ
       
        พัฒนาการของจิตสำนึกทางการเมืองไทยเกิดขึ้นอย่างล่าช้าเพราะขาดสื่อที่จะเผยแพร่ และเกิดขึ้นในวงจำกัดของผู้มีการศึกษา ในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีเทียนวรรณที่มีความคิดทางการเมือง และต้องการเผยแพร่ความคิดนั้น ฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็มีบทบาทในทางลับตั้งแต่ พ.ศ. 2470 แต่งานของเทียนวรรณก็อ่านกันอยู่ในหมู่คนนับจำนวนร้อยเท่านั้น
       
        ต่อมาหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีนักหนังสือพิมพ์อย่าง กุหลาบ สายประดิษฐ์ เริ่มเขียนบทความทางการเมือง และที่ชัดเจนมากกว่าใครๆ ก็คือ งานของ ม.ร.ว.นิมิตมงคล นวรัตน ซึ่งถือว่าเป็นงานความคิดทางการเมืองที่เป็นระบบมากที่สุด
       
        กลไกทางการเมืองที่เกิดขึ้น ทำหน้าที่ระดมความสนับสนุนแบบชั่วคราวเพื่อการเลือกตั้ง และเนื่องจากพรรคการเมืองขาดความต่อเนื่อง เพราะมีการปฏิวัติรัฐประหารบ่อยๆ พรรคการเมืองก็ไม่อาจสร้างจิตสำนึกทางการเมืองขึ้นได้ ประชาชนเป็นสมาชิกพรรคการเมืองน้อยมาก ไม่ค่อยเสียค่าสมาชิก หรือบริจาคเงินให้พรรค ก่อให้เกิด “คณาธิปไตย” เพราะคนกลุ่มน้อยมีบทบาทในพรรค ในรูปของการให้ทุนสนับสนุนหรือไม่ก็เป็นบุคคลที่มีฐานสนับสนุนทางการเลือกตั้งอย่างมั่นคง ประชาชนไม่มี “ความภักดี” ต่อพรรคการเมืองใดๆ ทำให้พรรคไม่อาจมีฐานสนับสนุนของมวลชนได้ จึงขาดพลังและความชอบธรรม
       
        เมื่อมีพรรคไทยรักไทย ผู้นำและแกนนำในการดำเนินงานได้วางรูปแบบให้พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคมวลชน จึงได้เน้นความสำคัญของประชาชน รูปแบบนี้เป็นการผสมผสานแนวทางมวลชนของพรรคคอมมิวนิสต์กับแนวทางการตลาด วิธีการนี้นับว่าได้ผลเพราะนอกจากสังคมจะเข้าสู่ระบบทุนนิยมแล้ว การเลือกตั้งก็ยังต้องอาศัยทุนจำนวนมาก พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคการเมืองแรกของไทยที่ทำการสำรวจความต้องการของประชาชน เพื่อนำมาเป็นนโยบายในการเลือกตั้งและนโยบายของรัฐบาล นี่คือการใช้แนวทางธุรกิจสมัยใหม่เป็นหลัก ด้วยการถือว่าประชาชนเป็น "ลูกค้า"
       
        สิ่งที่พรรคไทยรักไทยทำเพื่อปิดช่องว่างทางการเมือง ก็คือ การเดินแนวทางมวลชน เนื่องจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยสลายตัวไป แต่นิสิตนักศึกษาได้รับการจัดตั้ง และเป็นกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ที่มีจิตสำนึกทางการเมืองสูง มีประสบการณ์ในการเคลื่อนไหว คือ มี “ทักษะทางการเมือง” ซึ่งขาดแคลนในสังคมไทย พรรคไทยรักไทยจึงเติบใหญ่ และสามารถชนะการเลือกตั้งได้
       
        แต่เนื่องจากพรรคไทยรักไทยต้องการได้อำนาจอย่างรวดเร็ว จึงใช้วิธีซื้อประชาชนด้วยนโยบายประชานิยม แทนที่จะสร้างจิตสำนึกทางการเมืองให้แก่ประชาชน ความภักดีของประชาชนที่มีต่อพรรคไทยรักไทย (และทักษิณ) จึงมีความเปราะบางเพราะวางอยู่บนฐานของผลประโยชน์
       
        บทบาทที่สำคัญที่สุดของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือ การสร้างจิตสำนึกทางการเมืองซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน
       
        ประวัติการเมืองไทยในวงกว้าง และในระยะเวลาที่ยาวต่อเนื่อง การปลุกจิตสำนึกทางการเมืองนี้เป็นการต้านการเมืองแบบตัวแทน และต้านการฉ้อฉล การใช้อำนาจรัฐ เพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง เนื่องจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีสื่อครบวงจร มีกลุ่มบุคคลที่ให้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และความเห็นทางการเมืองอย่างเป็นระบบ จึงไม่น่าแปลกใจว่า ช่องว่างทางการเมืองด้านจิตสำนึกทางการเมืองได้รับการเติมเต็ม โดยประเด็นที่ทำให้เกิดจิตสำนึกร่วมกัน คือ การรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ และการรักษาดินแดนของชาติ
       
        ณ วันนี้การเมืองไทยจึงเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในด้านจิตสำนึกของประชาชนที่ไม่เคยมีการปลุกสร้างมาก่อน บทบาทของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในแง่นี้ นับว่าเป็นการวางรากฐานทางการเมืองที่สำคัญยิ่งในรอบ 75 ปีนี้ และจะต้องยกระดับ ตลอดจนขยายขอบเขตของจิตสำนึกสาธารณะนี้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นต่อไป

ขัดขืนอย่างอารยะเพื่อสิ่งที่ดีกว่าในบ้านเมือง

ขัดขืนอย่างอารยะ เพื่อสิ่งที่ดีกว่าในบ้านเมือง
โดย ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง 30 มิถุนายน 2551 14:16 น.
       ถาม : ฝ่ายที่มีอำนาจรัฐเขาบอกว่า “อารยะขัดขืน” เป็นวิธีการของคนพาล ?
       
       ตอบ : ไม่จริง ตรงกันข้าม “อารยะขัดขืน” เป็นการต่อสู้กับอันธพาลที่ยึดครองอำนาจรัฐ โดยวิธีการที่มีเนื้อหาสาระเป็นสันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรง
       
       ถาม : ไม่ใช้ความรุนแรง แต่ทำผิดกฎหมาย ?
       
       ตอบ : ที่ประเทศอินเดีย มหาตมะ คานธี เคยออกเดินเท้า 240 ไมล์ จากเมือง Sabarmati ไปยังเมือง Dansi ที่อยู่ชายฝั่งทะเล ใช้เวลาเดินเท้า 23 วัน ที่เรียกว่า “The Salt March” มีประชาชนจำนวนมากเข้ามาร่วมเดินขบวน เพื่อไปทำการ “อารยะขัดขืน” ด้วยการผลิตเกลือ ฝ่าฝืนกฎหมายที่ห้ามประชาชนผลิตเกลือกินเอง จุดประกายให้คนอินเดียนับหมื่นลุกขึ้นมา “อารยะขัดขืน” ผลิตเกลือเอง แม้จะขัดต่อกฎหมาย และถูกจับกุม ดำเนินคดีก็ตาม
       
       จำได้ไหม ครั้งนั้น มหาตมะ คานธี ให้การต่อศาลว่า “..การที่ข้าฯ มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่นั้น มิใช่เพราะข้าฯ ไม่เคารพกฎหมายบ้านเมือง แต่เป็นเพราะข้าฯ ต้องการปฏิบัติตามคำสั่งที่สูงยิ่งไปกว่านั้น นั่นคือคำสั่งแห่งความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของข้าฯ เอง...”
       

       เมื่ออำนาจรัฐบังคับใช้กฎหมายโดยไม่ชอบธรรม หรือบิดเบือนกฎหมาย ขัดต่อหลักธรรมและความถูกต้อง ทำลายความเป็นธรรม หรือแม้แต่ขัดต่อหลักสามัญสำนึกหรือคุณธรรมขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ประชาชนย่อมมีสิทธิใช้วิธีอารยะขัดขืน
       
       เมื่ออำนาจรัฐละเมิดสัญญาประชาคม ประชาชนก็มีสิทธิที่จะใช้วิธีอารยะขัดขืน
       
       ถาม : ถ้าอย่างนั้น “อารยะขัดขืน” ก็คือ การจงใจขัดขืน ฝ่าฝืนการใช้อำนาจรัฐหรือการบังคับใช้กฎหมาย แล้วบ้านเมืองจะอยู่อย่างไร เหมือนไม่มีขื่อมีแป กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน อย่างนั้นหรือ?
       
       ตอบ : ไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อนครับ
       
       “อารยะขัดขืน” หมายถึง การกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยใช้สันติวิธี เพราะผู้กระทำเห็นว่ามีความไม่ชอบธรรมบางอย่างเกิดขึ้นกับกฎหมาย หรือการใช้กฎหมาย หรือการดำเนินมาตรการหรือนโยบายบางอย่างของรัฐ โดยมีเป้าหมายมุ่งให้มีการแก้ไข ปรับปรุงสิ่งที่เห็นว่าไม่ถูกต้องหรือไม่สอดคล้องกับมโนธรรมสำนึกนั้นๆ
       
       ประเด็นสำคัญนะครับ บุคคลที่กระทำการอารยะขัดขืน จะแสดงตนอย่างชัดเจนในการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย คือจะประกาศชัด ไม่ทำลับๆ ล่อๆ ทำโดยเปิดเผย แจ้งให้ทราบล่วงหน้าด้วยซ้ำ และหากเป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมาย ผู้กระทำก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับการจับกุมและการดำเนินคดีจากเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ไม่หลบหนี ไม่หลบเลี่ยง คือพร้อมยอมรับผลตามกฎหมายที่จะเกิดขึ้น
       
       ลองพิจารณาดูแนวคิดของ ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักสันติวิธีของไทยเราดูก็ได้นะครับ
       
       อาจารย์ชัยวัฒน์ บอกว่า “การดื้อแพ่งเป็นเรื่องของการขัดขืนอำนาจรัฐ ทั้งเป้าหมายและตัววิธีการอันเป็นหัวใจของ Civil Disobedience จะส่งผลในการทำให้สังคมการเมืองโดยรวมมี 'อารยะ' มากขึ้น... การจำกัดอำนาจรัฐนั้นเอง เป็นหนทาง 'อารยะ' ยิ่ง การจำกัดอำนาจรัฐโดยพลเมืองด้วยวิธีการอย่างอารยะคือเป็นไปโดยเปิดเผย ไม่ใช้ความรุนแรง และยอมรับผลตามกฎหมายที่จะเกิดขึ้นกับตัวผู้ใช้สันติวิธีแนวนี้ เพื่อให้สังคมการเมือง 'เป็นธรรม' ขึ้น เคารพสิทธิเสรีภาพของคนมากขึ้น และเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น”
       

       เพราะฉะนั้น ไม่ใช่มีเฉพาะเมืองนอกนะครับ และไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อนแน่นอนครับ ตัวอย่างในชนบทไทยบ้านเ ชาวบ้านเขาก็มีอารยะขัดขืนนะครับ แค่ไม่เรียกว่าอารยะขัดขืน แต่เรียกว่า “ดื้อแพ่ง” อย่างเวลาที่เจ้าหน้าที่รัฐให้ทำอะไรไม่ถูกทำนองคลองธรรม ชาวบ้านเขาก็ไม่ทำ แล้วเวลามีอะไรไม่ชอบมาพากล ชาวบ้านก็นำข้อมูลไปให้ฝ่ายตรวจสอบหรือสื่อมวลชน เพื่อดำเนินการกับฝ่ายผู้มีอำนาจเหมือนกันนะครับ
       
       ตรงกันข้าม นักการเมืองที่ซุกหุ้น หลีกเลี่ยงภาษี แอบกระทำผิดกฎหมาย ละเมิดคำสั่งศาล แล้วไม่มีใครไปเอาผิดได้ แบบนี้ซิครับ บ้านป่าเมืองเถื่อนของจริง
       
       ถาม : พูดเป็นเล่น ยุคนี้มีด้วยหรือ นักการเมืองทำอะไรเถื่อนๆ อย่างนั้น ?
       
       ตอบ : แหม... เอาง่ายๆ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาให้ยุบพรรคไทยรักไทย เท่ากับว่า พรรคไทยรักไทยจะต้องไม่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไปอีกแล้วใช่ไหมครับ จะมี ส.ส.ก็ไม่ได้ใช่ไหมครับ หรือจะไปใช้นอมินีหรือใช้พรรคการเมืองใดๆ เป็นตัวแทนของตน ไปทำกิจกรรมทางการเมืองแทนตน หรือไป ส.ส.ในนามพรรคนั้นๆ แทนตน ก็ไม่ได้ ใช่ไหมครับ
       
       แล้วพรรคพลังประชาชน ซึ่ง กกต.ชี้ชัดว่ามีพฤติกรรมเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทย ไปมี ส.ส.ในสภาได้อย่างไร ไปตั้งรัฐบาลยึดครองอำนาจรัฐได้อย่างไร ไปใช้อำนาจรัฐเพื่อกลบเกลื่อนล้มล้างการกระทำความผิดของตนเองและพรรคพวกอยู่ได้อย่างไร
       
       ถาม : ก็ทำไมไม่ใช้กฎหมาย ดำเนินการตามช่องทางและกลไกของกฎหมายตามปกติ หรือใช้ช่องทางกฎหมายจนหมด ให้มันหมดจริงๆ เสียก่อนล่ะ ?
       
       ตอบ : ถ้ามันไม่ถึงที่สุดจริงๆ ไม่มีใครอยากเอาตัวเองเข้ามาเสี่ยงกับการถูกอำนาจรัฐเล่นงานหรอกครับ มันไม่สนุกเลย
       
       ประเด็นแรก คือ ช่องทางตามกฎหมายนั้น มันถูกยึดครอง ครอบครอง หรือตกอยู่ใต้อิทธิพลอาณัติของนักการเมืองเกือบทั้งหมด ต้นธารของกระบวนการยุติธรรมถูกวางยา ปิดกั้น ตัดตอน ข้าราชการคนไหนพร้อมทำงานตรงไปตรงมาเขาก็โยกย้ายออกไป เอาคนของเขาเข้ามาแทน
       
       ประเด็นต่อมา คือ ในความเป็นจริง การใช้ช่องทางของกฎหมาย มันไม่มีวันใช้จน “หมด” หรอกครับ
       
       มันดิ้นไปได้เรื่อยๆ ถ่วงกันไปได้เรื่อยๆ สอบสวนแล้วก็ต่อเวลาทำงานสอบสวน ตั้งคณะกรรมการร่วมแล้วร่วมอีก เป็นต้น หมดช่องนี้ก็เปิดช่องใหม่ ทำทีแบะท่า เพื่ออ้างว่ายังมีช่องทางนะ เพราะฉะนั้น ตราบที่ยังมีตัวบทกฎหมาย เขาก็อ้างได้ตลอดว่ายังมีช่องทางกฎหมาย ทั้งๆ ที่ ในความเป็นจริง มันแค่เสมือนมีช่องทางเท่านั้น หาได้เป็นช่องที่เดินทางไปได้จริงๆ แค่เอาไว้อ้าง อำพรางสายตา มีแค่ในนาม ไม่มีผลสัมฤทธิ์จริง
       
       ยิ่งกว่านั้น เคยได้ยินไหมครับ ภาษิตนิติธรรมที่ว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือความอยุติธรรม” หรือ Justice delayed is justice denied
       
       เพราะฉะนั้น การใช้วิธี “อารยะขัดขืน” ไม่ใช่อยู่ๆ นึกจะทำก็ทำได้เลย ไม่ใช่นะครับ แต่จะต้องมีการประเมินด้วยความรู้ความเข้าใจ ไตร่ตรองด้วยความรู้เท่าทันในเหตุการณ์บ้านเมือง สถานการณ์บ้านเมืองที่แท้จริง ไม่ใช่ดูแค่เปลือกหรือพิจารณาอย่างฉาบฉวย จะอ้างแค่ว่า นี่ไงรัฐบาลยังอยู่ สภายังอยู่ ตำรวจยังมีอยู่ ก็ไปเรียกร้อง วิงวอน ขอให้เขาทำงานไปสิ โดยไม่พิจารณาความจริงอย่างถ่องแท้ว่า สิ่งที่ยังเห็นอยู่นั้น สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ล่าช้า อาธรรม หรือบิดเบือนเพียงใด ชอบธรรมเพียงใด
       
       ถ้าลองสรุปลักษณะสำคัญของ “อารยะขัดขืน” ก็น่าจะได้ว่า 1) เป็นการละเมิดกฎหมาย หรือตั้งใจที่จะละเมิดกฎหมาย 2) เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยใช้สันติวิธี (nonviolent) 3) เป็นการกระทำต่อสาธารณะโดยมีการแจ้งให้ฝ่ายรัฐรับรู้ล่วงหน้า 4) เต็มใจที่จะรับผลทางกฎหมายที่เกิดจากการละเมิดดังกล่าว 5) กระทำไปเพื่อมุ่งเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือนโยบายบางอย่างของรัฐ ไม่ได้มุ่งที่จะยึดอำนาจ หรือล้มอำนาจรัฐ หรือระบอบการปกครอง 6) มุ่งยืนยันในหลักความถูกต้อง การมีส่วนร่วม ความยุติธรรม และผลประโยชน์ส่วนรวมของสังคม
       
       ถาม : ฟังๆ ดู “อารยะขัดขืน” จะได้ผลหรือไม่ได้ผล นอกจากจะขึ้นอยู่กับการปฏิบัติการแล้ว ยังขึ้นอยู่กับเหตุและผล รวมทั้งท่าทีของตัวผู้มีอำนาจรัฐด้วย ใช่ไหมครับ ?
       
       ตอบ : ถูกต้องครับ
       
       อย่าลืมว่า สันติวิธีมันมีดีกรี หรือความเข้มข้นหลายระดับ ตั้งแต่การขอร้อง เรียกร้อง ประท้วงด้วยการแต่งกาย ใส่เสื้อผ้าสีอะไรต่างๆ ซึ่งจะได้ผลหรือไม่ นอกจากจะขึ้นอยู่กับเหตุและผลแล้ว ต่อให้มีเหตุมีผลมีน้ำหนักเพียงใด ถ้าผู้มีอำนาจมันหน้าด้าน หน้าทน หรือหน้ามืด ไม่ยอมรับรู้รับฟัง ไม่นำพาต่อเสียงเรียกร้องของประชาชน หรือไปรับใช้ตอบแทนบุญคุณส่วนตัวกับผู้อื่น วิธีการระดับนี้ย่อมไม่ได้ผล แม้แต่การอดอาหารประท้วง
       
       ต่อให้อดอาหารอดน้ำจนตาย ถ้าผู้มีอำนาจไม่มี “ธรรม” หรือมีคุณธรรมจริยธรรมต่ำ ไม่มีเมตตาธรรม ก็ไม่มีวันได้ผล
       
       เราจึงมีสันติวิธีที่เข้มข้นขึ้นกว่านั้น เช่น การชุมนุมประท้วง การปิดล้อมสถานที่ราชการ เพื่อมิให้นักการเมืองเข้าไปทำงานอันเป็นการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ เป็นต้น
       
       หรือเข้มข้นกว่านั้นอีก เช่น หยุดงาน หยุดปฏิบัติหน้าที่ ไม่เก็บค่าน้ำค่าไฟจากประชาชน ไม่จ่ายน้ำจ่ายไฟฟ้าให้สถานที่ราชการ หรือแม้แต่หยุดจ่ายภาษีให้แก่รัฐชั่วคราว เพื่อมิให้รัฐบาลที่มิชอบนั้นนำเอาเงินภาษีของประชาชนไปใช้จ่ายอย่างมิชอบต่อไป
       
       ทั้งหมดนี้ เป้าหมายของการต่อสู้ “อารยะขัดขืน” นั้น ก็เพื่อนำไปสู่สภาพการณ์ตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งถูกผู้มีอำนาจบิดเบือน ขัดขวาง หรือฝ่าฝืนอยู่ในตัว ดังนั้น เมื่อถูกดำเนินคดี ผู้กระทำการ “อารยะขัดขืน” จึงสามารถหยิบยกรัฐธรรมนูญขึ้นมาใช้ต่อสู้อย่างชอบธรรมและมีน้ำหนักอย่างยิ่ง
       

       ถาม : ประชาชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ได้รับผลกระทบด้วยสิ ?
       
       ตอบ : ไม่มีหรอก ประชาชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะทุกคนอยู่ในสังคมเดียวกัน อยู่ภายใต้อำนาจรัฐเดียวกัน เราทุกคนล้วนเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง ทางใดทางหนึ่ง ระดับใดระดับหนึ่ง ด้วยกันทุกคนทั้งสิ้น เว้นแต่จะพยายามปิดหูปิดตาตัวเองจากความเป็นจริง
       
       และที่น่าเสียดาย คือ การนิ่งเฉยต่ออำนาจรัฐที่ไม่ถูกต้อง จะถูกฝ่ายอำนาจรัฐนำไปอ้างเสมอว่า เราไปให้การรับรอง ยอมรับในอำนาจและการใช้อำนาจดังกล่าวของรัฐ การนิ่งเฉยต่ออาชญากรรมหรือการกระทำมิชอบของอำนาจรัฐ จึงให้ผลแทบไม่ต่างจากการกระทำการมิชอบนั้นเสียเอง
       
       ผมเห็นใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบนะครับ ไม่ว่าจะเป็น คนใช้รถใช้ถนน นักเรียน ข้าราชการ หรือชาวบ้านที่สัญจรไปมา ตลอดจนผู้ที่รู้สึกว่าเสรีภาพหรือความสะดวกสบายบางส่วนของตนถูกกระทบ แต่อยากขอให้ลองพิจารณาคำพูดของชาวอเมริกันผิวดำผู้หนึ่ง ซึ่งสนับสนุนการเลิกทาส “นายเฟรเดอริค ดักลาส” เคยให้ข้อคิดเกี่ยวกับการขัดขืนเพื่อสร้างสิ่งที่ดีกว่า เอาไว้ว่า
       
       “ผู้ใดก็ตามที่อ้างว่าตนนิยมเสรีภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูแคลนความวุ่นวาย คือคนที่อยากเห็นพืชพันธุ์งอกงามโดยไม่พรวนดินก่อน พวกเขาอยากเห็นฝนที่ไม่มาควบคู่ไปกับเสียงฟ้าร้องและฟ้าแลบ พวกเขาอยากได้มหาสมุทรที่ปราศจากเสียงกึกก้องอันน่ากลัวของผืนน้ำ การขัดขืนครั้งนี้อาจเป็นการขัดขืนทางศีลธรรม ทางร่างกาย หรือทั้งสองทาง แต่มันจะต้องเป็นการขัดขืน อำนาจไม่เคยยอมอ่อนข้อโดยปราศจากการเรียกร้อง มันไม่เคยยอมในอดีต และจะไม่มีวันยอมในอนาคต”
       
       ฝากให้ลองคิดดูนะครับ ถ้าจะเอาแต่ความสะดวกสบายเฉพาะหน้า หรือรักษาแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวเฉพาะหน้า ในขณะที่บ้านเมืองส่วนรวมจมลงสู่หุบเหวมรณะ ลึกลงไปทุกเวลานาที กับการติดขัดบ้าง มีผลกระทบวุ่นวายบ้าง จากการแสดงออกถึงการปฏิเสธหรือขัดขืนสภาพของการใช้อำนาจการเมืองในบ้านเมืองวันนี้ เพื่อมุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงที่กว่าให้เกิดแก่บ้านเมืองส่วนรวม
       
       บ้านเมืองเราควรจะดีกว่านี้ครับ ลูกหลานเราควรได้รับโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่ในสังคมการเมืองที่ดีกว่านี้
       
       บ้านเมืองเราเปลี่ยนแปลงได้ครับ เพียงแต่เราต้องไม่ปล่อยวางเฉย ไม่จำยอมหรือยอมรับในสิ่งที่เป็นอยู่ โดยไม่ว่าเราอยู่ในสถานะอะไร มีหน้าที่การงานใด มีอาชีพอะไร อยู่แห่งหนตำบลใด ยังมีช่องทางให้สามารถทำการ “อารยะขัดขืน” ด้วยกันทั้งนั้น
       
       หมดเวลาก้มหน้า ปิดหูปิดตา งอมืองอเท้า หรือทำธุระไม่ใช่ ยอมทนอยู่กับสิ่งไม่ถูกต้อง ถึงเวลาแล้วครับ ลุกขึ้นมาสู้อย่างเปิดเผย ยืนหยัดชัดเจน ถึงไหนถึงกัน เพื่อสิ่งที่เรามั่นใจว่าเป็นความถูกต้อง ชอบธรรม ดีงาม ซึ่งบางอย่างไม่ใช่สิ่งที่ผู้มีอำนาจต้องการ ต้องขัดขืนต่อคำสั่งหรืออำนาจ หรือแม้กระทั่งต้องขัดขืนต่อกฎหมาย ขัดขืนอย่างอารยะ เพื่อบ้านเมืองที่มีอารยะมากกว่านี้
       
       สู้เพื่อความถูกต้อง คิดดี-ทำดี มีธรรมะ ไม่มีอะไรต้องเสียใจ และไม่มีอะไรต้องกลัวครับ


ไฟน้อย ๆ เริ่มลามทุ่งแล้วนะ

ประกายไฟน้อยไหม้ลามทุ่งแล้ว!
โดย หมายเหตุผู้จัดการ 30 มิถุนายน 2551 14:22 น.
มีคำปรามาสและคำถามอยู่เสมอว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะยืนต้านอำนาจรัฐตำรวจของรัฐบาลหุ่นเชิดได้หรือไม่ และนานเท่าใด
       
       มาถึงวันนี้ความจริงได้บอกคนไทยว่าไม่เพียงแต่กลุ่มพันธมิตรฯ จะยืนต้านอำนาจรัฐตำรวจของรัฐบาลหุ่นเชิดได้อย่างมั่นคงเท่านั้น หากยังขยายตัวทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพไปอย่างกว้างขวางด้วย
       
       ปริมาณคนที่ชุมนุมมากกว่าในอดีตทั้งหมด และมากกว่าเมื่อครั้งที่ปักหลักอยู่ที่สะพานมัฆวานด้วยซ้ำไป ไม่ว่าจะเปรียบเทียบสำหรับวันธรรมดาหรือวันสุดสัปดาห์ก็ตาม และเห็นได้ชัดว่ามีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
       
       ในเชิงคุณภาพ ผู้เข้าชุมนุมต่างมีความเข้าใจทางการเมืองและสถานการณ์ของประเทศอย่างดีเยี่ยมและเข้มข้นมากขึ้น แปรสภาพตัวเองจากผู้เข้าชุมนุมเป็นผู้ปฏิบัติงาน เป็นหน่วยปฏิบัติงาน และเป็นแกนการเคลื่อนไหวอย่างไม่ขาดสาย
       
       ไม่เพียงแต่ความเติบโตนี้จะมีเฉพาะในกรุงเทพมหานครเท่านั้น หากได้ขยายตัวไปทั่วประเทศแล้ว มีการตั้งเวทีหรือจัดชุมนุมหรือเดินขบวนขึ้นในหลายจังหวัดทั่วประเทศ
       
       ทำให้ทั่วทั้งประเทศแปรสภาพเป็นโรงเรียนใหญ่ทางการเมืองที่ผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพยิ่ง คือผลิตนักรบประชาธิปไตยที่จะกอบกู้ฟื้นฟูและพิทักษ์การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้มั่นคงสถาพรขึ้นในประเทศไทย
       
       สภาพเช่นนี้แกนนำพันธมิตรฯ องค์กรแนวร่วมทั้งปวง ผู้ปฏิบัติงานทั้งปวง และผู้สนับสนุนทั้งปวงจะต้องมองให้เห็นอย่างชัดเจนตามสภาพที่เป็นจริง ก็จะเกิดพลังวิริยภาพอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ที่จะทำการเคลื่อนไหวต่อสู้ต่อไป และจะได้มาซึ่งชัยชนะในที่สุด
       
       การที่แก๊งขายชาติไม่สามารถระดมมวลชนขึ้นต่อต้านในแทบทุกพื้นที่ได้จนต้องว่าจ้างกลุ่มอันธพาลจากย่านปากน้ำและพื้นที่ข้างเคียงสัญจรไปก่อกวนป่วนเมืองในจังหวัดต่าง ๆ นั้นคืออะไร
       
       ก็คือแนวคิดที่ใช้นักเลงอันธพาลมาต่อต้านและขัดขวางการต่อสู้ของประชาชนไม่สามารถขยายมวลชนได้ กลับทำให้มวลชนพันธมิตรฯ เพิ่มขึ้น เพิ่มความเคียดแค้นชิงชังมากขึ้น เห็นภาพลักษณ์รัฐตำรวจที่เป็นหุ่นเชิดขายชาติชัดเจนขึ้น
       
       การใช้อันธพาลแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วจากการป่วนการชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่เวทีลุมพินี ที่ทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ เติบใหญ่มาถึงวันนี้ และวันนี้บทเรียนดังกล่าวนี้ก็ได้ขยายตัวไปในพื้นที่จังหวัดสำคัญ ๆ ของประเทศ ที่จะส่งผลให้ทั่วทั้งประเทศลุกขึ้นสู้อย่างกว้างขวางต่อไป
       
       มันคือรากฐานการเปลี่ยนแปลงสังคมที่เข้มข้น มั่นคงของประชาชน ที่ต้องใส่ใจและทะนุถนอมอย่างจริงจัง
       
       ในประวัติศาสตร์ของประเทศ มีเหตุสำคัญที่ทำให้การพัฒนาประชาธิปไตยล้มลุกคลุกคลาน นั่นคือการไม่มีโรงเรียนใหญ่ทางการเมือง การสลายมวลชน การสลายกองกำลัง
       
       หลังสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากประเทศไทยกลับฐานะเป็นประเทศที่ชนะสงครามแล้ว ขบวนการเสรีไทยสลายกองกำลังติดอาวุธของประชาชน สลายองค์กรมวลชนทั้งหมด นี่คือการทำลายรากฐานพัฒนาการการเมืองการปกครองของประเทศที่สำคัญที่สุด
       
       เป็นเรื่องเดียวที่นายปรีดี พนมยงค์ ยอมรับว่านี่คือสิ่งที่ผิดพลาดที่สุดของชีวิต เพราะถ้าหากขบวนการเสรีไทยไม่สลายกองกำลังติดอาวุธ และไม่สลายมวลชน ก็จะทำให้ขบวนการเสรีไทยเป็นพรรคการเมืองของประชาชนที่มีกองกำลังเป็นของตนเองในการพิทักษ์อำนาจรัฐประชาชน และในการให้การศึกษาทางการเมือง
       
       การต่อสู้เดือนตุลาคม 2516, 2519 เดือนพฤษภาคม 2535 และการต่อสู้ของพันธมิตรฯ ก่อนรัฐประหาร 2549 ผิดพลาดใหญ่ซ้ำรอยขบวนการเสรีไทยก็ตรงที่ไม่ขยายงานมวลชน กลับสลายงานมวลชน หรือหยุดนิ่งและไม่ยกระดับให้มีกองกำลังรักษาความปลอดภัยของประชาชน
       
       จึงเป็นผลให้เผด็จการไม่ว่าเผด็จการทหารหรือเผด็จการรัฐสภาเข้ามาปล้นชิงชัยชนะของประชาชนฉกฉวยเอาไปอย่างหน้าตาเฉยซ้ำแล้วซ้ำเล่า
       
       นี่คือบทเรียนอันล้ำค่าของประชาชนที่จะต้องไม่ทำความผิดพลาดซ้ำอีก มิฉะนั้นความซ้ำซากที่จะต้องขับไล่รัฐบาลเผด็จการก็จะเกิดขึ้นอีก แล้วจะต้องทำหน้าที่ไล่เผด็จการกันจนแก่เฒ่าตะบันน้ำกินกระนั้นหรือ?
       
       ในวันนี้ความจริงได้ยืนยันแล้วว่าประชาชาติไทยตื่นตัวขึ้นแล้ว ยืนขึ้นแล้ว และขอบเขตการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยได้ขยายตัวไปทั่วประเทศ และแทบทุกประเทศที่มีคนไทยพำนักอยู่แล้ว
       
       จึงต้องมุ่งมั่นขยายงานมวลชน จัดตั้งมวลชน และยืนหยัดต่อสู้จนถึงที่สุด ยืนหยัดในเป้าหมายเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
       
       สถานการณ์ดียิ่ง ประกายไฟน้อยของการต่อสู้ของประชาชนไหม้ลามทุ่งทั่วประเทศแล้ว!

โคตรแสนล้านที่โกงไป

คตส.ขุดโคตรโกงแสนล้านแจงประชาชนทิ้งทวน
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 มิถุนายน 2551 18:13 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น




คตส.ทิ้งทวนขุดคดีโคตรโกงแสนล้านแจงประชาชน “อุดม” หวั่นการเมืองแทรกแซง ป.ป.ช.ทำคดีไม่ถึงศาล วอนสภาสูงช่วยแก้ไข ด้าน “คุณหญิงจารุวรรณ” อุบไม้เด็ดหลัง สตง.พบแผนฮุบขวานไทย กระตุ้นสำนึกรักชาติเด็กรุ่นใหม่ ขณะที่ “บรรเจิด” เตือนถ้าไม่จัดการให้เด็ดขาดจะสิ้นชาติ ปลุกคนไทยต้านคอร์รัปชัน ด้านม็อบ “ไข่แม้ว” ไม่เลิกรา ตามก่อกวนหน้าหอประชุม
       
       ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันนี้ (30 มิ.ย.) มีการจัดงานเปิดใจคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ไม่มีนายทหารที่เคยเป็นอดีตสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่เป็นคนแต่งตั้ง คตส.มาร่วมงานแต่อย่างใด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ออกบัตรเชิญ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช.มาร่วมงาน
       
       ในการเปิดใจ คตส.นายแก้วสรร อติโพธิ เลขานุการ คตส.กล่าวว่า พวกตนรับทำหน้าที่ตั้งแต่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)ออกคำสั่งมา ได้ทำงานมาตั้งแต่ลำดับ 1-6 ต่อไปก็อยู่ที่ศาล ในลำดับ 7-10 ซึ่ง คตส.ทำเสร็จทั้งหมด 11 คดี แล้ววันนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็บอกว่าการทำหน้าที่ คตส.ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ อยากให้ทุกคนติดตามเรียนรู้ด้วยความรอบคอบ หากทำสำเร็จบ้านเมืองอยู่รอด ถ้าความเป็นกลางหมายถึงการไม่รู้ถูกหรือผิด การนอนหลับอยู่ที่บ้านเอาของส่วนรวมมาเป็นของส่วนกลาง ตนก็คงจะไม่เป็นกลางอย่างเด็ดขาด ถึงแม้ว่าจะเอาตนไปฆ่าตนก็ไม่เป็น คนเป็นนักการเมืองต้องถูกตรวจสอบได้ ขึ้นศาลได้และติดคุกได้
       
       นายกล้านรงค์ จันทิก คตส.กล่าวว่า แม้วันนี้จะหมดวาระของ คตส.แต่ต้องร่วมมือกับพี่น้องทำงานต่อไป เพื่อให้เรื่องขึ้นสู่ต่อศาลเป็นคดีสุดท้าย ที่บอกไม่หมดภารกิจ เพราะคดีที่ฟ้องศาลแล้ว ก็ต้องมีการสอบพยาน อย่างเรื่องที่ดินรัชดา คตส.ต้องขึ้นไปเบิกความในศาล ยกเว้น 2 คน คือ นายอุดม เฟื่องฟุ้ง คตส.กับ นายอำนวย ธันธารา คตส.เพราะเป็นศาล แต่เราทั้ง 8 คนทำงานต่อไป ส่วนคดีอีก 3-4 คดีที่ทำไม่เสร็จ ป.ป.ช.ก็ทำต่อไปและจะตั้งอนุไต่สวนและจะเชิญ คตส.เข้าไปร่วมด้วย เรามั่นใจว่า เราทำอย่างถึงที่สุด แม้ใครจะผิดยิ่งใหญ่แค่ไหนก็พร้อมที่จะลากเข้าคุก ซึ่งตอนนี้ก็เหมือนที่ตนเคยเจอสมัย พ.ศ.2544 ดังนั้น จะรักษาไว้เพื่อปราบนักการเมือง และเมื่อเราตัดสินใจไปแล้วก็ต้องรับสภาพ และจะสู้ต่อไปเพื่อแผ่นดิน
       
       นายสัก กอแสงเรือง คตส.กล่าวว่า คตส.ทำงานเป็นวันสุดท้ายก็ยังถูกฟ้องอยู่ 20 คดี เพราะต้องการให้เราเบื่อหน่าย ท้อแท้ เกรงกลัว แต่ตรงกันข้าม คตส.10 คน ไม่มีใครเกรงกลัวท้อแท้ แต่เห็นว่าการทำงาน คตส.ครั้งนี้ได้รับเกียรติสูงสุด และเมื่อเราให้ทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ก็ขอให้อีกฝ่ายเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมเหมือนกัน เพราะทุกคนต้องเข้ามาสู่กระบวนการศาลอย่างเท่าเทียมกัน หากทำผิดจริงก็ไม่ควรมีการลอยนวล การดำเนินคดีหยุดกลางคันไม่ได้ การตรวจสอบเราดูหลักฐานไม่ได้ดูหน้าคน แรงกดดันทุกด้านไม่ได้กดดัน คตส.แต่สิ่งที่ คตส.ทำ คือ ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน ยุติธรรม คนที่ตัดสินผลงาน คตส.คือ ศาลและเหนือศาล คือ ประชาชน ถ้าไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรม ผลงานเหล่านั้นจะไร้ค่า คนทำผิดต้องลงโทษเงินแผ่นดินต้องตกน้ำไม่ไหล
       
       ด้าน นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส.กล่าวว่า ตนตื้นตันใจ ตนมั่นใจว่า ตนจะอายุยืนเพิ่มขึ้นอีก 20 ปี เมื่อมาเป็น คตส.ส่วนที่ตนถูกฟ้องเป็นเงินแสนล้าน ตนไม่เคยรู้สึกถอดใจเลย แม้การทำงานครั้งนี้จะเป็นการสร้างศัตรูและเสียอิสรภาพของครอบครัวก็พร้อมเสมอ และการทำงาน 1 ปี 9 เดือน ก็ไม่เคยมีใครขอร้องให้ช่วย หรือข่มขู่ แต่มีโทรศัพท์มาด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายเสมอ ในการเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ทำให้ตนรอบรู้ว่าการทุจริตคอร์รัปชันลึกลับซับซ้อนและแผ่ขยายไปในสังคมไทย โดยเฉพาะการทุจริตในเชิงนโยบาย และบุคคลทั่วไปค่อนข้างจะไม่เข้าใจ ถ้ามองผิวเผินเหมือนเขาทำตามกฎหมาย และขอให้คะแนนการทำงานของ คตส.8 คะแนน เพราะว่างานที่ทำมาก็ยังไม่สมบูรณ์และต้องนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วย
       
       คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา คตส.และผู้ว่าการ สตง.กล่าวว่า ทุกๆ คดีที คตส.ฟ้องนั้นคือความสำเร็จที่ทำเพื่อบ้านเมือง และต้องชื่นชมในความหวังและทุกอย่างต้องอดทนไว้ก่อน เพราะเรื่องที่ไม่ได้ไม่มีใน สตง.สิ่งที่ไม่ได้เปิดเผย โดย คตส.มีอยู่อีกเยอะ และมีอีกหลายเรื่องที่อยู่ใน สตง.ถ้าท่านรู้จะตกใจ ตนยังอุทาน ว่า โห แบบนี้จะกินขวานทั้งเล่มเลย หรือนี่ อยากฝากบอกนักศึกษาที่ก้มหน้าก้มตาเรียนในมหาวิทยาลัย ว่า บทเรียนเหล่านั้นไร้ประโยชน์หากเธอไม่เงยหน้าขึ้นมา อย่างท่าเรือ เรือเดินทะเล ธนาคาร โรงกลั่นน้ำมันเขาก็เอาไปหมด ถ้ามัวคร่ำครวญอยู่กับบทเรียน แล้วเงยหน้าขึ้นมาอาจะไม่เห็นทรัพย์สินอยู่ในมือ เพราะฉะนั้นต้องเงยหน้ามาช่วยกัน
       
       นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์ คตส.กล่าวว่า คนที่พูดว่า คตส.เป็นศัตรูนั้น ก็ขอให้มองว่า คตส.เข้ามาตรวจสอบไม่ได้ต้องการมารังแกใคร แต่มาตรวจสอบตามหลักกฎหมาย ถ้าหากผิดก็คือผิด ถูกก็คือถูก มองว่าคนที่ถูกตรวจสอบก็ยังบริสุทธิ์อยู่ และตนไม่ได้ตั้งเป้าเพื่อทำร้ายใคร เมื่อเราเกิดมาครั้งเดียวก็ตายครั้งเดียวเลยไม่กลัวอะไร
       
       นายบรรเจิด สิงคเนติ คตส.กล่าวว่า วันนี้คงเป็นภารกิจสุดท้ายกับการทำงาน คตส.แต่คงไม่ใช่สุดท้ายในการตรวจสอบ ซึ่งสถาบันเพื่อความโปร่งใสของประเทศแคนาดา ได้จัดประเทศไทยระดับความโปร่งใสอยู่ระดับที่ 80 จาก 180 ได้ชี้ว่าระดับการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยมีการเข้มข้นรุนแรงในปีนี้ โดยมาจากภาคการเมือง ซึ่งการสังเคราะห์ส่วนตน คือ เป็นการทุจริตเชิงนโยบาย มักอาศัยมติ ครม.เป็นพื้นฐานในการทุจริต มีการใช้อำนาจของรัฐในการทุจริต และเป็นการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เป็นมติความสัมพันธ์ของประเทศ และการทุจริตมีความซับซ้อนมีการใช้กลไกภาคธุรกิจ ภาคตลาดหลักทรัพย์ โดยอาศัยนักธุรกิจ มีการนำเงินอนาคตมาใช้ อาศัยการตรวจสอบที่รอบคอบ อยากหาคนสั่งการ และอาศัยโครงการประชานิยม ปัญหาเกี่ยวกับระบบใช้จ่ายเงินของแผ่นดินมีการต่อท่อมาใช้สายตรงและนำไปสู่ผลกระทบการตรวจสอบโดยตรง เพราะการทุจริตกับการเมืองเป็นคู่แฝดกัน การได้เสียงข้างมากจากระบอบประชาธิปไตยมี 2 ด้าน หากใช้เพื่อสนองต่อประโยชน์ตัวเองเป็นการทรยศต่อบ้านเมือง
       
       “ประเทศเกาหลีใต้เคยมีสภาพการณ์เหมือนเราในปัจจุบันและเขาเห็นว่าถ้าไม่จัดการอาจสิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน เขาจึงลุกขึ้นมาเอาจริงเอาจริงและเอาประธานาธิบดีเข้าคุกไป 2 รายทำให้ประเทศเกาหลีใต้พัฒนาไปถึงจุดนี้ ซึ่งประเทศไทยถึงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญว่าจะสิ้นชาติหรือให้ชาติเดินหน้าอย่างสง่าผ่าเผย ตราบใดกระบวนการยุติธรรมไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ ตราบนั้นชาติไทยมีโอกาสสิ้นชาติแน่นอน” นายอุดม กล่าว
       
       นายบรรเจิด กล่าวว่า คตส.มาจากอะไรไม่สำคัญแต่เราทำเพื่อความถูกต้อง และความเป็นกลาง คตส.ไม่ได้มุ่งหวังฝากหนังสือนี้ไว้ในแผ่นดิน แต่สิ่งที่ฝากไว้คือผลงานแต่ผลงานไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากปราศจากประชาชนที่ช่วยกันให้กระบวนการยุติธรรมธำรงอยู่ได้ สิ่งที่สร้างสมมานานย่อมไม่สูญหาย
       
       นายอุดม เฟื่องฟุ้ง คตส.กล่าวว่า กระบวนการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย ไม่ใช่ทุจริตเชิงนโยบายแต่มีนโยบายตั้งการทุจริตตั้งแต่ต้น การคอร์รัปชันมีกระบวนการฟอกย้อมให้ใสสะอาด โดยอาศัยรูปแบบร่วมกันมีมติ หรือที่เรียกแบบบ้านๆว่ามีการสุ่มหัวกันมีมติก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ตนเข้ามาก็เพื่อทำให้ชาติสูงขึ้น หากพวกเราช่วยกัน และต้องทำตัวเป็นฉลามไม้กระเหี้ยนกระหือรือ ช่วยกันไม่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งกระบวนการต่างๆ ที่เกิดการทุจริตโดยออกมาจากรูปแบบของการทำตามมติไม่ว่าจะเป็นมติของบอร์ดต่างๆ หรือมติของที่ประชุมแห่งใดแห่งหนึ่งทุกคนก็ล้วนอ้างว่าปฏิบัติตามมติของที่ประชุม โดยไม่ต้องมีความรับผิดชอบไม่ว่าทางแพ่งหรือทางอาญา จึงขอถามว่าเจ้าของอำนาจอธิปไตยจะปล่อยให้เรื่องนี้ยังดำเนินอยู่ในบ้านเมืองเราหรืออย่างไร ซึ่งตนมองว่าการกระทำที่ร่วมกันหลายๆ คนที่สร้างความเสียหายให้หน่วยงานรัฐตนมองว่าเป็นความผิดอาญาร้ายแรงมากกว่าคนร้ายที่ปล้นหรือลักทรัพย์สินของคนอื่น เพราะลักษณะความผิดที่เป็นหมู่คณะที่ตั้งกันขึ้นมาตั้งแต่ต้น มีเจตนาทุจริตมีความผิดจึงควรได้รับโทษอาญาที่ร้ายแรง นอกจากนี้ ล่าสุด ยังมีโจรใส่สูทเข้ามาคอร์รัปชันบ้านเมืองด้วย
       
       นายอุดม กล่าวต่อว่า เราเชื่อมั่นในคณะกรรมการ ป.ป.ช.แต่ไม่รู้ว่าต่อไป ป.ป.ช.จะได้รับการส่งเสริมจากอำนาจรัฐให้ทำหน้าที่อย่างถูกต้องได้หรือไม่ จึงอยากให้กำลังใจที่ให้ คตส.ไปให้ป.ป.ช.และอยากฝากไปยัง ส.ว.ให้ดูแลกฎหมายที่ให้กระบวนการยุติธรรมมีอิสระจริงๆ ตอนนี้เราเป็นนักวิ่งผลัดไม้หนึ่งพอส่งไปให้ไม้สองเกิดสะดุดเราก็ต้องวิ่งไปส่งให้ศาลอีก จึงอยากถามว่าส.ว.จะแก้กฎหมายนี้อย่างไร ในฐานะที่รับผิดชอบด้านนิติบัญญัติ อำนาจนิติบัญญัติบริหารและตุลาการต้องถ่วงดุลและค้ำจุนกัน แต่ปัจจุบันอำนาจที่โดดเดี่ยว คือ อำนาจตุลาการแม้เป็นที่ยอมรับต่อสังคมก็ตาม เห็นได้จากเหตุการณ์สินบนสองล้านที่อำนาจบริหารทำไม่รู้ไม่ชี้หรือรู้แล้วแต่ไม่นำพา ประชาชนต้องทำให้อำนาจตุลาการคงอยู่
       
       ด้าน นายอำนวย ธันธารา คตส.กล่าวว่า วันนี้สังคมไทยทราบถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการซื้อเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองและนักการเมืองเมื่อเข้ามามีอำนาจรัฐเมื่อเข้ามาแล้วก็ต้องเข้ามาถอนทุน ถ้าประเทศไทยไม่สามารถแก้ไขการซื้อเสียงได้ก็อยากที่จะแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น ทำอย่างไรให้องค์การตรวจสอบมีความเข้มแข็ง ปราศจากการแทรกแซงของนักการเมือง ซึ่งนักการเมืองที่จะทุจริตคอร์รัปชั่นก็ต้องคิดมากขึ้น
       
       นายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์ คตส.กล่าวว่า ในการตรวจสอบค่อนข้างยุ่งยากและไม่ค่อยมีข้อมูล ตนเคยได้ตรวจสอบคนเป็นอดีตนายกฯ แต่รายนี้เป็นรายค่อนข้างยาก ตั้งแต่ทำงานมายังไม่เคยมีรายไหนที่ยุ่งยากมากกว่านี้เลย ตนได้ทำงานอย่างรอบคอบตั้งคณะกรรมการจำนวนมากถึง 19 คน เพื่อที่จะวิเคราะห์ ซึ่งการทำงานขณะนี้ไม่น่าจะมีผิดพลาดอะไร และมีการตรวจสอบเงินมากมายถึง 33,279 หมื่นล้านบาท ในเรื่องที่เกี่ยวกับความไม่สม่ำเสมอของข้าราชการบางคนที่มีการตอบข้อซักถามหรือข้อต้องหาของผู้ที่เสียภาษี ทั้งที่มีกฎเกณฑ์ระเบียบแบบแผนของกรมสรรพากรตั้งแต่ปี 38 แต่ก็บอกไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งมีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จึงมีการดำเนินคดีข้าราชการทั้ง 4 คนนี้ด้วย
       
       จากนั้นในเวลา 17.00 น. ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน นำโดย นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช.ได้เป็นตัวแทนรับมอบงานจาก นายนาม ซึ่งในเวลา 19.00 น.จะมีงานเลี้ยงที่สโมสรกองทัพบก เพื่อเป็นการขอบคุณทุกคนที่ร่วมงานกับ คตส.เป็นเวลา 1 ปี 9 เดือน โดยมี พล.อ.วินัย ภัทธิยะกุล ปลัดกลาโหม อดีตเลขา คมช.เป็นเจ้าภาพ
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานไม่มี คมช.มาแม้แต่คนเดียว มาเฉพาะ ส.ว.สรรหา อาทิ นายสมชาย แสวงการ นายคำนูณ สิทธิสมาน และ นางสาวรสนา โตสิตระกูล ซึ่งบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างราบรื่น มีประชาชนจากเครือข่ายพันธมิตรฯ มาให้กำลังใจ คตส.เต็มห้องประชุม นอกจากนี้ มีการร้องเพลงให้กำลังใจ โดย พวงเดือน ยนตรลักษณ์ การอ่านบทกวีให้กำลังใจโดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และในช่วงที่ คตส.กล่าวเปิดใจจย มีการปรบมือให้กำลังใจอย่างกึกก้องยาวนานเกือบ 10 นาที
       
       ขณะเดียวกัน ที่ด้านนอกหอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีกลุ่ม นปก.ประมาณ 50 คน มายืนตะโกนด่าทอ คตส.โดยกล่าวหาว่า คตส.กลั่นแกล้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และยังได้ปิดล้อมรถของ สตง.ไม่ให้ออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย

คารวะยิ่งโดยคมทวน คันธนู

สุดตัวสุดหัวใจ(4) โดย คมทวน คันธนู
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 มิถุนายน 2551 18:38 น.
สุดตัวสุดหัวใจ(4)
       
                       โคลงสี่
                       @ห็นเหตุอาเพศให้     เห็นลาง
                       หมูเห่าพลางหอนพลาง  พล่ามบ้า
                       น้ำลายยืดเป็นยาง         ไหลยืด
                       น่าด่าหน้าด้านหน้า        ถีบหน้าหนาหนา
       
                 โจรตาเหล่สั่งให้      นายทหาร
                       หุบปากตบปากตบกบาล  ตบบ้อง
                       ทหารโจรคุกเข่าคลาน     เงียบกริบ
                       ออกรอบตีกอล์ฟป้อง      สนุกป้องสิบแปดหลุม
       
                  กุ๊ยกุมตำรวจให้     ขวาหัน ซ้ายหัน
                       ตำรวจตะกวดวิ่งพัลวัน    หมอบไหว้
                       ยิ่งเห็นยิ่งมหัศจรรย์        จริงว่ะ
                       อาวุธมีไว้ใช้                 รับใช้ใครโหวย
       
                             วิชชุมาลา
                           @าเพศเปรตผี      อ้วนพีเต็มสภาฯ
                           ฝูงโหงฝูงห่า            เข้ามากอบโกย
                           ทั้งโกงทั้งกิน            แผ่นดินดิ้นโดย
                           จ่อคิวหิวโหย            แดกกันมันเมา
       
                   ยกตีนต่างมือ      เรียงชื่อฉวยฉก
                            หวังจ้วงล้วงจก         กูเอามึงเอา
                            คิดชั่วทำชั่ว             เนียนัวนานเนา
                            ชื่นฉ่ำชำเรา             ชาติจนหม่นหมอง
       
       
                 ยานี๑๑
       
               @ซ้ำแล้วแหละซ้ำเล่า   ในน้ำเน่าที่ไหลนอง
                      ซ้ำซากมาจากซ่อง               สภาโจรสภาโจร
       
                ยัดเฉยไม่เคยละ          ว่าวันพระหรือวันโกน
                       น้ำครำกับน้ำโคลน           จึงหมักหมมโสมมมาร
       
                     เพื่อนพ้องทุกน้องพี่
                               อย่าหน่ายหนีแม้ยาวนาน
                               บ่มให้หัวใจหาญ
                               ทุกผองเพื่อนเมื่อเคลื่อนพล
       
                     เคลื่อนไปมิไหวหวาด
                                สู้อำนาจไม่จำนน
                                สู้เพื่อจักเอื้อผล
                                ให้ลูกหลานนับนานปี
       
                     ถึงตายก็เถอะตาย
                                อย่ายอมพ่ายเพราะยอมพลี
                                ฉันนั้นคือฉันนี้
                                หัวใจจึงเป็นหนึ่งเดียว
       
                        ถือธงธรรมนำทางสว่างทิศ
                               พันธะกิจพันธะแก่นย่อมแน่นเหนียว
                               หลอมกำลังทั้งหมดไม่ลดเลี้ยว
                               ตรงเข้าเคี่ยวขับเคลื่อนขับเถื่อนทมิฬ
       
                    โจรขี้คร่อกด็อกเตอร์ขี้เท่อสถุล,
                               โจรสมุน,โจรสมัคร,โจรทักษิณ
                               โจรขี้ข้าตาเข,โจรเนวิน
                               มันต้องสิ้นสูญโคตรฝังโลดเลย(ซ้ำ)
       

       
                                               คารวะยิ่ง
                                          คมทวน คันธนู

A Dream Chaser

Thursday June 26, 2008
         
DREAM CHASER

The Wise Owl of Cambodia

Angkor was a great relief after the horrors of driving on a dirt road

SUKIE KAMOLSUKOSOL CLAPP

We packed our tents, loaded up the bikes and left Pak Bong for Khong Jiem on Highway 2368, our destination a small village called Ban Tamui, to meet up with Rak Thai that runs a project there called "Uncle Hoo: The Wise Owl."

The project was conceived to bring knowledge to children who lived in far away places, restricting their access to broad education. Uncle Hoo was actually a real person named Khun Prateep who drove around in a minivan loaded with books and various other educational materials - somewhat a moving library.

He would drive into town, unload his van and set up various learning stations. Khun Preteep, along with volunteers, would then guide children from one station to the next - each station focusing on one particular subject - global warming, irrigation, fishing and ecosystem stations, to name a few.

As always, Rak Thai/CARE's goal was to educate people to be self-sufficient. In the case of Uncle Hoo, he was literally bringing knowledge to the people on four wheels.

The road linking Anlong Veng and Siem Reap is a strip of red dirt.
Border guards check our papers before letting us into Cambodia.
The temple of Ta Prohm seems a case of Mother Nature battling man to reclaim its land.

The next day we rode 350km from Khong Jiem to Chong Chom in Surin Province, crossing the border into Cambodia at O Smach. From there it was a short ride to the town of Anlong Veng.

One of the things that worried me most preparing for this trip was to make sure we had proper registration papers for our bikes. We had a tight filming schedule and couldn't afford to have a major hick-up; not being able to cross the border would have been a big problem. We got to the Chong Chom/O Smach border and got through the Thai side easily.

However, on the Cambodian side one of our vehicle's registration number did not match the paper work (due to a typo) and we were not able to cross the border with it. We fixed the problem by having one of the driver's drive the 4-wheel car back to Bangkok, while the crew would ride in our Cambodian guide's truck. After being held up for about three hours at the border checkpoint we crossed into Cambodia and continued to Anlong Veng.

On the ride I desperately needed to relieve myself so I stopped by the road and started heading for the bushes. As I was walking our guide yelled telling me to come back right away - he said they were many unexploded landmines and it's still highly dangerous in this area. I got back on my bike and decided instead to hold my bladder until we hit Anlong Veng.

Anlong Veng was a former Khmer Rouge stronghold and home to Pol Pot, Nuon Chea and Ta Mok, some of the most notorious leaders of Democratic Kampuchea. Until falling to government forces in 1998, Anlong Veng was considered a very dangerous place that almost every traveller chose to by-pass - Chong Chom, where we entered, was just recently declared an international border crossing.

Most travellers who came to Anlong Veng were interested in history of the Khmer Rouge, especially that of Pol Pot. For us we were just passing by on our way south to Siem Reap.

The following morning we left Anlong Veng travelling 170km on the main Highway NH67 to Siem Reap. However, calling the NH67 a major highway is preposterous since it was one of the worst I had ridden on this whole trip.

The road was only recently bulldozed through the jungles and the entire route was either under repair or construction - basically 90% of the time we where riding on red dirt.

There was red dust in the air and half the time you couldn't see where you were heading. I was driving along at about 90km/h with dust in the air and all of a sudden the dirt road turned into sand causing my bike to wobble and me falling off.

Beware! Roadside land rigged with mines.

I had promised myself that I would not fall again after my accident on the Pink Route in Tak at the start of this tour, so I was quite disappointed with myself. Hui got off his bike and laughed his guts off - I thought to myself what's so funny about it.

He took a picture of me and my entire body was covered in red dirt - it looked like I had just ridden out of hell with some monster breathing down my neck. I gathered all my belongings (which had fallen off the bike), checked that my bike was okay and we continued our journey to Siem Reap.

Somehow our guide had gotten a good deal and booked us into a nice four-star hotel. Walking through the lobby, Hui and I looked completely out of place and everyone was looking at me, pointing and laughing. With the film crew behind us I told tourists in the lobby we were at Angkor filming Tomb Raider 3 - I thought some of them actually believed me! I got into my hotel room, spent an hour in the shower and laid on the bed - falling asleep within a few minutes.

Once in Siem Reap you can't resist visiting its famous temples so the following day we headed for Angkor. Personally I prefer Ta Prohm to Angkor Wat. Unlike the other temples of Angkor, Ta Prohm was literally swallowed up by the surrounding jungle, giving it a truly mystical feel.

There's something poetic about the place, a duality between something man-made versus nature, stones versus trees - intertwining together to create something that was truly unique and surreal.

Cambodians have weathered years of bloodshed under one of the most brutal regimes the world has ever seen - Ta Prohm and the other temples of Angkor remind them that they are descendent of the mighty Khmer Empire, something for them to be proud of.

Almost every Cambodian I met lost half their family during the reign of terror of the Khmer Rouge under Pol Pot. What impressed me most was despite all the hardship they've been through, they still remain some of the friendliest people I had ever met - always willing to help with a smile on their face.

Next week we continue our Journey to Kompong Thom and on to Phnom Penh where we come upon atrocious remnants of the Pol Pot regime. At the same time we also see the brighter side of Phnom Penh - one of Indochina's loveliest French-built cities.

- Dreamchaser II airs on Channel 3 every Monday at midnight. To find out more, visit the web site http://www.dreamchaserthai.com.

- An objective of the TV show is to raise funds for the Raks Thai Foundation/CARE. Donations can be made to account number 056-239616-7 of the Siam Commercial Bank's Aree Samphan branch.

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ

ก.ทรัพย์ฯ เดินหน้า 5 ภาค เปลี่ยนแผนโลกร้อนจากกระดาษสู่ใช้งานจริง
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 มิถุนายน 2551 21:05 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัด ทส.และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ

รศ.ดร.สิตานนท์ เจษฎาพิพัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและสังคมจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

กระทรวงทรัพย์ฯ ระดมสมอง หวังเปลี่ยนแผนยุทธศาสตร์โลกร้อนในกระดาษ สู่ภาคการปฏิบัติจริง โดยเฉพาะด้านการปรับตัว และลดความรุนแรงของปัญหา ปลัด ทส.หวังจะแผนรับมือกับปัญหาในกรณีร้ายแรงสุดๆ หากนานาชาติไม่ร่วมมือลดโลกร้อน ระบุจะนำเข้า ครม.ให้ทันปลายปีนี้
       
       สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ "การแปลงยุทธศาสตร์แห่งชาติ ว่าด้วยการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2551-2555 ไปสู่การปฏิบัติ" ขึ้นเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.51 ณ ห้องประชุมสโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดี-รังสิต กรุงเทพฯ ซึ่งผู้จัดการวิทยาศาสตร์ได้เข้าสังเกตการณ์ โดยในการประชุมนี้มีนักวิชาการและผู้แทนหน่วยงานรัฐร่วมงานกว่า 300 คน
       
       ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัด ทส. ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ กล่าวเปิดงานว่า การประชุมนี้จัดเป็นครั้งแรกในเขตภาคกลาง เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปจัดทำแผนปฏิบัติงานจริงตามแผนยุทธศาสตร์ซึ่งได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 22 ม.ค.51 โดยจะมีการเดินสายระดมความคิดเห็นอีก 4 ครั้งที่ จ.ชลบุรี จ.เชียงใหม่ จ.สุราษฏร์ธานี และ จ.ขอนแก่น
       
       ก่อนจะประชุมสรุปผลที่กรุงเทพฯ ปิดท้ายในช่วงเดือนสิงหาคม จากนั้นจะจัดทำแผนปฏิบัติการและเสนอต่อ ครม.พิจารณาทันปลายปีนี้
       
       "ในยุทธศาสตร์ด้านการปรับตัว และลดความล่อแหลม เชื่อว่าผลการประชุมนี้จะทำให้ได้ทั้งแผนระดับชาติ จังหวัด และท้องถิ่น ถึงการเตรียมตัวทั้งในกรณีที่ร้ายแรงที่สุด หากข้อตกลงระหว่างนานาชาติ เกี่ยวกับการแก้ปัญหาในพิธีสารเกียวโตไม่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้ 30-40 ปีข้างหน้า จะมีผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามมาแน่นอน"
       
       "หากไม่เตรียมการไว้อาจไม่สามารถรับมือได้ และในอีกทางหนึ่งหากนานาชาติมีความร่วมมือกัน ประเทศไทยจะมีแผนไปสู่ความสำเร็จนั้นได้อย่างไร" เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติกล่าว
       
       ทั้งนี้ ในการระดมข้อเสนอแนะโครงการ ที่จะนำไปบรรจุในแผนปฏิบัติการจริงตามแผนยุทธศาสตร์ที่ 1 "การสร้างความสามารถในการปรับตัวเพื่อรับมือและลดความล่อแหลมต่อผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ" รศ.ดร.สิตานนท์ เจษฎาพิพัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและสังคมจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง แสดงความคิดเห็นว่า การปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่สามารถดำเนินการเตรียมตัวได้ทันที ไม่ต้องรอจนผลกระทบมาถึง โดยประเทศไทยควรมองในวงกว้างถึงระดับภูมิภาค ไม่เฉพาะในประเทศไทย หรือจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งเท่านั้น
       
       "โครงการด้านการปรับตัวที่ต้องการเห็นจากการระดมข้อเสนอแนะโครงการนี้ เช่น การปรับตัวด้านการเกษตร ซึ่งตอนนี้เรายังไม่มีการศึกษาอย่างชัดแจ้งเลยว่าหากปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในอีก 50 ปีข้างหน้าภาคการเกษตรของไทยจะเป็นอย่างไร ซึ่งจริงๆ แล้วผลกระทบอาจมาเร็วกว่าที่คิดไว้ก็ได้ จึงต้องศึกษาเพื่อปรับตัวอย่างเร่งด่วน" รศ.ดร.สิตานนท์กล่าว
       
       รศ.ดร.สิตานนท์ ชี้ว่า เพราะผลการศึกษาของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ไอพีซีซี) ฉบับล่าสุดพบว่า ในอีก 50 ปี น้ำฝนในเขตภาคเหนือของไทยจะเคลื่อนต่ำลงมาอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและเลื่อนไปยังภาคใต้ จึงกระทบต่อพื้นที่ปลูกข้าวในทุ่งกุลาร้องไห้ของไทยอย่างแน่นอน
       
       ขณะที่ การเปิดเวทีย่อย เพื่อระดมข้อเสนอแนะโครงการปฏิบัติการตามแผนยุทธศาสตร์ในช่วงบ่าย ผู้จัดการวิทยาศาสตร์พบว่า มีนักวิชาการและผู้แทนหน่วยงานต่างๆ เหลืออยู่เพียงครึ่งหนึ่งของช่วงเช้าเท่านั้น โดยในการติดตามกลุ่มย่อย เรื่องการปรับตัวและลดความล่อแหลมของปัญหาสังเกตได้ว่า ผู้แทนหน่วยงานส่วนมาก อาจไม่ใช่ผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาก่อน ทำให้การเสนอแนะโครงการตลอดช่วงบ่ายมีข้อเสนอแนะค่อนข้างน้อย
       
       ข้อเสนอแนะโครงการเพื่อการปรับตัวและลดความล่อแหลมของปัญหาที่มีการเสนอไว้ทั้งหมด ได้แก่ การเสนอให้มีการจัดทำฐานข้อมูลสภาพภูมิอากาศที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต, การพัฒนาระบบพยากรณ์อากาศความละเอียดสูง, การเร่งพัฒนาแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ, การจัดตั้งสถานีตรวจวัดสภาพอากาศเพิ่มเติมในระดับตำบล, และการยกระดับการเก็บข้อมูลที่ได้มาตรฐาน โดยทั้งหมดเป็นข้อเสนอที่ค่อนข้างกว้างและขาดความชัดเจนอยู่มากเมื่อเทียบกับเป้าหมายที่ สผ.ประกาศไว้ก่อนเปิดเวทีระดมความคิดเห็น
       
       สำหรับแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2551-2555 ประกอบด้วยแผยยุทธศาสตร์หลัก 6 ยุทธศาสตร์ด้วยกันคือ 1.สร้างความสามารถในการปรับตัวเพื่อรับมือและลดความล่อแหลมต่อผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ 2.สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มแหล่งดูดซับก๊าซบนพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน 3.สนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจน 4.สร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา 5.เพิ่มศักยภาพของบุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ 6.พัฒนาการดำเนินงานในกรอบความร่วมมือกับต่างประเทศ.

6月29日

รหัสแห่งดวงดาวจากทักษิณ

เจาะรหัสของดวงดาวจากทักษิณ?
โดย สิริอัญญา 22 มิถุนายน 2551 15:39 น.
       เคยบอกมาครั้งหนึ่งแล้วว่าคนที่เข้าหาแวดล้อมคุณทักษิณนั้นมีอยู่เพียง 3 พวก คือพวกที่ไปขอเงิน พวกที่ไปขอตำแหน่ง และพวกที่ไปห้อยโหนเพื่อให้ได้ช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์ แม้จะมากมายประการใดก็ไม่มีคุณค่าหรือสาระใดๆ
       
        บัดนี้คุณทักษิณก็ได้เปิดเผยรหัสบางอย่างออกมาเองโดยที่ไม่มีใครไต่ถาม นั่นคือรหัสจากดวงดาว
       
        ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคุณทักษิณเพิ่งคุยกับพวกหมอดูมาหยกๆ ไม่คนใดก็คนหนึ่ง หรือหลายคนก็ได้ แล้วมีความมั่นอกครึ้มใจในคำพยากรณ์ของพวกหมอดูนั้น ถึงขนาดเก็บกลั้นไว้ไม่ได้ และนำความออกมาไขรหัสโดยที่ไม่มีใครถาม
       
        ความจริงเรื่องนี้เกิดขึ้นเนื่องจากผู้สื่อข่าวไปถามคุณทักษิณเกี่ยวกับกรณีที่มีไอ้โม่งนำเงิน 2 ล้านบาทใส่กล่องขนมไปติดสินบนศาลถึงที่ทำการของศาลฎีกา แต่คุณทักษิณไม่ตอบคำถามนั้น
       
        กลับพูดขึ้นมาเองว่าขอให้อดทนกันหน่อย ในวันที่ 21 มิถุนายน ศกนี้ ดาวอังคารก็จะย้ายจากราศีกรกฎไปทับดาวเสาร์ในราศีสิงห์แล้ว ทุกอย่างก็จะดีขึ้น และเมื่อถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 ก็จะหายปวดหัว ขอให้ทุกคนอย่าสร้างปัญหา
       
        มันหมายความว่าอะไร? และมันสะท้อนอะไร?
       
        เรามองไม่เห็นลม แต่เราสามารถรู้ว่าลมพัดจากทางไหนไปทางไหน อ่อนหรือแรงประการใดได้ก็โดยสังเกตจากสภาพแวดล้อม เช่น การแกว่งไกวไหวเอนของกิ่งไม้ใบหญ้า เป็นต้น
       
        เราไม่รู้และไม่เห็นว่าคุณทักษิณคุยกับหมอดูว่าอย่างไร และหมอดูพยากรณ์ว่าอย่างไร แต่จากคำพูดของคุณทักษิณดังกล่าวนี้ก็ได้สะท้อนและทำให้เรารู้เรื่องราวบางสิ่งบางอย่างได้ ทำนองเดียวกับที่ได้เห็นกิ่งไม้ใบหญ้าแกว่งไกวไหวเอนตามแรงลมฉะนั้น
       
        คำพูดของคุณทักษิณในลักษณะนี้สะท้อนความหมายดังต่อไปนี้
       
        ข้อแรก คุณทักษิณเพิ่งพบกับหมอดูมาไม่เกิน 3 วัน และหมอดูก็ได้ทำนายทายทักว่าสิ่งที่คุณทักษิณมุ่งมาดปรารถนานั้นจักสำเร็จลุล่วงเด็ดขาดในวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 โดยจะเริ่มคลี่คลายไปตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2551
       
        ข้อสอง อะไรเล่าที่คุณทักษิณมุ่งมาดปรารถนาสูงสุดในขณะนี้? ก็คงมีอยู่ 3 เรื่องใหญ่ คือ การหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาในคดีทุจริตของ คตส. ในลักษณะถึงรากถึงแก่นเรื่องหนึ่ง การได้รับคืนทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้เรื่องหนึ่ง และการได้กลับเข้ามามีอำนาจทางการเมืองเต็มตัวอีกเรื่องหนึ่ง ดังนั้นไม่เรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือทั้ง 3 เรื่องดังกล่าวนี้คือผลคำพยากรณ์ที่หมอดูได้ทำนายทายทัก และทำให้คุณทักษิณพออกพอใจถึงขนาดกลั้นความรู้สึกไว้ไม่ได้
       
        ข้อสาม จากคำพูดที่ว่าดาวอังคารย้ายราศีมาทับดาวเสาร์ในราศีสิงห์ในวันที่ 21 มิถุนายน 2551 และทุกอย่างจะคลี่คลายในวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 แสดงว่าหมอดูที่คุณทักษิณได้พบนั้นได้พยากรณ์ดวงเมืองในลักษณะเดียวกับการพยากรณ์ดวงคน
       
        แล้วเรามาดูกันว่าสิ่งที่สะท้อนมานี้มีเค้ามูลประการใดหรือไม่ และบ่งบอกความหมายอะไรต่อไปอีก เนื่องจากเรื่องราวบางเรื่องนั้นแม้ว่าปรากฏการณ์จะเป็นเรื่องหลงงมงาย แต่บางทีก็มีความหมายที่แฝงเร้นไว้ให้พบเห็นได้
       
        ดังเช่นการทุบพระพรหม การทุบวัตถุโบราณที่ปราสาทพนมรุ้ง การบวงสรวงพระเจ้าตากสินที่จังหวัดนครศรีธรรมราช การขี่ช้างแก้เคล็ด แม้ว่าเป็นเรื่องนอกพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องของความเชื่อแบบหลงงมงาย
       เป็นเรื่องการปฏิเสธกฎแห่งกรรมในพระพุทธศาสนาและหาสาระแก่นสารไม่ได้ก็จริงอยู่
       
        แต่มันสะท้อนความหมายว่าคนที่คิดและทำเรื่องเหล่านี้มีขวัญสูงเทียมฟ้า คิดแย่งชิงแผ่นดิน มักใหญ่ใฝ่สูง ริอ่านจะปราบดาภิเษกเถลิงอำนาจเหนือแผ่นดินสยามนี้
       
        ดังนั้นจึงต้องแยกให้ดีระหว่างการกระทำที่เป็นเรื่องความหลงงมงายนอกพระพุทธศาสนา กับความหมายที่สะท้อนของการปฏิบัติดังกล่าวว่าเป็นคนละเรื่อง
       
        เรื่องหลงงมงายเป็นเรื่องหนึ่ง เรื่องความคิดตามความหลงงมงายที่คิดอ่านเรื่องใหญ่หลวงนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
       
        เรื่องหลงงมงายไม่มีสาระแก่นสาร แต่เรื่องความคิดที่ประพฤติปฏิบัติตามความหลงงมงายนั้นย่อมเกิดผลขึ้นในบ้านเมือง ดังที่เห็นๆ กันอยู่ว่าราชอาณาจักรไทยของเรากำลังแตกแยกและกำลังจะเป็นกลียุคทุกทีแล้ว
       
        เมื่อมองและเข้าใจอย่างนี้แล้วก็มาพิจารณาดูกันว่ารหัสจากดวงดาวที่ถูกเปิดเผยมาจากคำพูดของคุณทักษิณนั้น ในทางหลักโหราศาสตร์แล้วมีหลักการและบทพยากรณ์ว่าอย่างไร
       
        ความจริงควรเป็นเรื่องที่คุณยอดธง ทับทิวไม้ จะได้อรรถาธิบายเรื่องนี้ก็จะดีกว่า แต่เพราะเหตุที่คุณยอดธง ทับทิวไม้ กำลังป่วยด้วยความชราภาพ จึงจำใจและจำเป็นที่จะต้องทำหน้าที่นี้แทน และจักพรรณนาไปตามวิชาความรู้เท่าที่มีอยู่อันน้อยนิด
       
        ประการแรก การพยากรณ์ดวงเมืองกับการพยากรณ์ดวงคนนั้นเป็นคนละเรื่อง ดังนั้นหากหมอดูคนไหนเอาวิธีการพยากรณ์ดวงคนมาใช้กับการพยากรณ์ดวงเมืองก็มีแต่จะผิดหัวคะมำไม่เป็นท่า
       
        กรณีของคุณทักษิณที่ไขรหัสแห่งดวงดาวนี้ก็เหมือนกัน สะท้อนถึงการใช้หลักพยากรณ์ดวงคนเอาไปใช้ในการพยากรณ์ดวงเมืองจึงเป็นคนละเรื่อง แต่ก็เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความพอใจแล้วคนพยากรณ์ก็จะได้ซึ่งลาภและอามิส และนี่ก็คือพิษที่อยู่ใกล้ๆ คุณทักษิณสถานหนึ่งเหมือนกัน
       
        ประการที่สอง ในศาสตร์อันลี้ลับนี้จะไม่มีความสมบูรณ์และใช้ไม่ได้เลยหากไม่ครบถ้วนและบูรณาการด้วยวิชาสามภาค คือภาคภูมิดล อันเป็นภาคพื้นดินที่มนุษย์เราท่านได้พักพาอาศัยภาคหนึ่ง ซึ่งมีคัมภีร์อิสีติธาตุและคัมภีร์ทักษาเป็นคัมภีร์หลัก คือภาคนพดล อันเป็นภาคว่าด้วยการโคจรของดวงดาวในจักรราศี ซึ่งมีคัมภีร์สุริยยาตรเป็นคัมภีร์หลักอยู่คัมภีร์หนึ่ง และภาคพยากรณ์อันเป็นภาคถอดรหัสหรือความหมายของความสัมพันธ์ และสัมพัทธ์ระหว่างภาคภูมิดลกับภาคนพดล ซึ่งมีคัมภีร์จักรทีปนี คัมภีร์อินทรภาศบาทจันทร์เป็นคัมภีร์หลักอยู่
       
        กรณีของคุณทักษิณที่ไขรหัสแห่งดวงดาวนี้กล่าวแต่การโคจรของดาวสองดวงคือดาวอังคาร ซึ่งเปลี่ยนราศีในวันที่ 21 มิถุนายน 2551 และดาวพุธ ซึ่งเปลี่ยนราศีในวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 จึงห่างไกลจากปูมวิชาที่พึงบูรณาการทั้งสามภาคดังพรรณนามาข้างต้นอย่างมากมาย
       
        ประการที่สาม ราศีสิงห์ที่คุณทักษิณพูดนั้นก็คือเรือนปุตตะในดวงเมืองของกรุงรัตนโกสินทร์หรือดวงเมืองของประเทศไทยในปัจจุบัน เรือนนี้มีพระอาทิตย์เป็นเจ้าเรือน ทั้งเรือนและเจ้าเรือนต่างเป็นธาตุไฟทั้งคู่ และในดวงเมืองนั้นพระอาทิตย์ก็ทรงตำแหน่งเป็นมหาอุตม์กุมลัคนาดวงเมืองอยู่ในราศีเมษ
       
        กรณีนี้หมอดูคงไม่ได้บอกคุณทักษิณว่าราศีสิงห์หมายถึงอะไร และคงไม่ได้หมายถึงกระทรวงมหาดไทยดังที่หมอดูอีกท่านหนึ่งออกมาพูดทางสาธารณะ
       
        อันราศีสิงห์ซึ่งเป็นเรือนปุตตะในดวงเมืองดังกล่าวนี้หมายถึงประชาชน ประชาชนเป็นบุตรของประเทศ จึงเป็นที่มาของบางวลีที่กล่าวถึงแผ่นดินเกิดว่าปิตุภูมิหรือมาตุภูมิ เป็นต้น
       
        เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในราศีสิงห์จึงเป็นเรื่องของประชาชนกับรัฐบาลหรือผู้บริหารประเทศ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น?
       
        ปัจจุบันนี้ดาวพระเสาร์ซึ่งก็คือคนยากคนจน คนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมกำลังโคจรอยู่ในราศีสิงห์ ทำมุมในลักษณะตรีโกณกับลัคนาดวงเมือง ไม่ต้องพูดเชิงวิชาการก็เห็นกันอยู่แล้วไม่ใช่หรือว่าอาณาประชาราษฎรเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า กำลังตกอยู่ในทุกข์เข็ญและพิบัติเป็นต่างๆ กัน ดังที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ปักหลักประกาศความเดือดร้อนทุกข์เข็ญอันจะเป็นกลียุคให้เห็นอยู่ทุกวัน
       
        นั่นคืออิทธิพลของดาวพระเสาร์ซึ่งเป็นธาตุไฟ โคจรเข้าเรือนปุตตะในดวงเมืองซึ่งเป็นธาตุไฟเหมือนกัน แล้วส่งผลกระทบต่อรัฐบาลอย่างหนักหน่วงอยู่ในขณะนี้
       
        ดาวอังคารนั้นบ้างว่าเป็นเทพแห่งสงคราม บ้างก็ว่าเป็นดาวทหารหรือผู้มีสี ซึ่งไม่ผิด แต่ไม่ถูกทั้งหมด
       
        ดาวอังคารเป็นเจ้าเรือนลัคนาดวงเมือง ทรงวางไว้ในตำแหน่งที่เป็นศูนย์พาหะนำหน้าลัคนา ดาวดวงนี้คือดาวประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ เพราะพระมหากษัตริย์ก็คือหัวหน้านักรบ เป็นมหาเทพสูงสุดแห่งนักรบทั้งปวง และในรัฐธรรมนูญก็รับรองว่าทรงเป็นจอมทัพไทย
       
        ก่อนวันที่ 21 มิถุนายน 2551 ดาวอังคารอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรงเพราะเป็นนิจอยู่ในราศีกรกฎซึ่งเป็นเรือนพันธุของดวงเมือง สะท้อนถึงเรื่องการภายในที่อาจมีความปั่นป่วนขึ้นตามลักษณะลมพัดน้ำแล้วก่อให้เกิดคลื่น
       
        ครั้นลุถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2551 ดาวอังคารซึ่งเป็นมหาเทพแห่งนักรบทั้งปวงจะโคจรผ่านพ้นภาวะอับเฉาเข้าสู่ราศีสิงห์ ซึ่งมีดาวพระเสาร์โคจรอยู่
       
        กรณีนี้ไม่ใช่ดาวทับกัน แต่เป็นเรื่องของดาวอังคารโคจรมาสมทบกับดาวพระเสาร์ ซึ่งทำมุมตรีโกณกับลัคนาดวงเมืองอยู่แล้ว จึงเกิดสภาพเหมือนลมพัดต้องยอดประกายไฟของกองไฟที่กำลังลุกโชนอยู่ฉะนั้น
       
        ฟันธงไว้ในวันนี้เลยว่าเหล่านักรบทั้งหลายจะเยื้องย้ายเข้าสมทบร่วมทุกข์ร้อนทุกข์เข็ญกับมวลมหาประชาชนกอบกู้สถานการณ์ให้ฟื้นคืนดีด้วยอานุภาพและบารมีแห่งดาวพระอังคารในครั้งนี้
       
        ที่หมอดูคนหนึ่งบอกต่อสาธารณชนว่าจะเกิดเหตุในวันที่ 6-7 กรกฎาคม 2551 ก็คงอาศัยการโคจรของดาวอังคารที่โคจรเร็วกว่าดาวพระเสาร์แล้วมาทันในวิถีโคจรกันในวันดังกล่าว ประกอบทั้งดาวพระพุธก็จะโคจรเข้ามาเป็นโยคหน้ากับลัคนาดวงเมือง ทำให้เรื่องราวกระจ่างชัด และดาวจันทร์อันเป็นดาวประจำองค์พระมหาเทวีก็โคจรมาสมทบกับดาวอังคารในห้วงเวลาดังกล่าวด้วย
       
        ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ดาวพระเกตุซึ่งโคจรอยู่ในราศีกันย์จะโคจรย้อนราศีเข้าสู่ราศีสิงห์อีกดวงหนึ่ง เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็จะเกิดขึ้น
       
        พระสุริยันจันทราและมหาเทพแห่งนักรบโคจรมาบรรจบกับมวลมหาประชาชนในราศีธาตุไฟดังนี้ ก็คิดกันเอาเองเถิดว่าจะเป็นประการใด เพราะข้อมูลและความหมายอันพึงรู้พึงเข้าใจก็ได้นำมาแสดงพอเป็นแนวทางฉะนี้แล้ว
       
        ส่วนคุณทักษิณนั้นดาวอะไรเป็นดาวประจำตัว โคจรอยู่ตรงไหน และจะเป็นอย่างไรในสถานการณ์ที่ดาวเดือนโคจรมาประชุมกันเช่นนั้น ในเชิงพยากรณ์ดวงเมืองแล้วเขาไม่ใช้ลัคนากำเนิดว่าเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหนหรอก จะบอกให้ จึงอย่าได้เคลิบเคลิ้มไปในคำหมอดูเลย
       
        ขอสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด ขออย่ามีเวรซึ่งกันและกันเลย ขอจงรักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นทั้งปวงเทอญ.

พันธมิตรกับการปลุกสำนึกรักแผ่นดิน

พันธมิตรกับการปลุกจิตสำนึกทางการเมือง
โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช 29 มิถุนายน 2551 11:43 น.
       ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 สังคม-การเมืองไทยเรามีลักษณะอย่างไร นี่เป็นคำถามสำคัญเพราะการเปลี่ยนระบอบการเมืองของสังคมอื่นๆ มีปัจจัยเอื้ออำนวยหลายปัจจัยที่ทำให้การพัฒนาทางการเมืองดำเนินไปในทิศทางที่เข้าสู่สภาวะของประชาธิปไตย
       
        แต่สังคมไทยเราขาดปัจจัยเหล่านั้น เพราะเราไม่เคยมีประสบการณ์ที่สั่นสะเทือนจิตสำนึกของประชาชน ในประเทศอื่นๆ ประสบการณ์ที่สร้างจิตสำนึก และการรวมตัวจัดตั้ง (แม้จะเป็นไปอย่างลับๆ) ทางการเมืองก็คือ การตกเป็นอาณานิคม อีกอย่างหนึ่งก็คือการพ่ายแพ้สงครามเหมือนอย่างญี่ปุ่น
       
        ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ บทบาทของกลุ่มเศรษฐกิจที่ต้องการเข้ามามีส่วนในการกำหนดนโยบายของรัฐ กลุ่มเศรษฐกิจที่ประกอบด้วยพ่อค้าในประเทศไทยเป็นคนเชื้อสายจีน คนเหล่านี้อพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่เมืองไทย โดยจิตใต้สำนึกที่ต้องการกลับบ้านเกิด ทำให้เขาเป็นคนที่มีชีวิตอยู่อย่างเป็นการ “ชั่วคราว” ไม่ต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะถูกรัฐบาลเพ่งเล็งและกีดกันอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่มีจิตสำนึกของความเป็นชาติ
       
        พัฒนาการของจิตสำนึกทางการเมืองไทยเกิดขึ้นอย่างล่าช้าเพราะขาดสื่อที่จะเผยแพร่ และเกิดขึ้นในวงจำกัดของผู้มีการศึกษา ในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีเทียนวรรณที่มีความคิดทางการเมือง และต้องการเผยแพร่ความคิดนั้น ฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็มีบทบาทในทางลับตั้งแต่ พ.ศ. 2470 แต่งานของเทียนวรรณก็อ่านกันอยู่ในหมู่คนนับจำนวนร้อยเท่านั้น
       
        ต่อมาหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีนักหนังสือพิมพ์อย่าง กุหลาบ สายประดิษฐ์ เริ่มเขียนบทความทางการเมือง และที่ชัดเจนมากกว่าใครๆ ก็คือ งานของ ม.ร.ว.นิมิตมงคล นวรัตน ซึ่งถือว่าเป็นงานความคิดทางการเมืองที่เป็นระบบมากที่สุด
       
        กลไกทางการเมืองที่เกิดขึ้น ทำหน้าที่ระดมความสนับสนุนแบบชั่วคราวเพื่อการเลือกตั้ง และเนื่องจากพรรคการเมืองขาดความต่อเนื่อง เพราะมีการปฏิวัติรัฐประหารบ่อยๆ พรรคการเมืองก็ไม่อาจสร้างจิตสำนึกทางการเมืองขึ้นได้ ประชาชนเป็นสมาชิกพรรคการเมืองน้อยมาก ไม่ค่อยเสียค่าสมาชิก หรือบริจาคเงินให้พรรค ก่อให้เกิด “คณาธิปไตย” เพราะคนกลุ่มน้อยมีบทบาทในพรรค ในรูปของการให้ทุนสนับสนุนหรือไม่ก็เป็นบุคคลที่มีฐานสนับสนุนทางการเลือกตั้งอย่างมั่นคง ประชาชนไม่มี “ความภักดี” ต่อพรรคการเมืองใดๆ ทำให้พรรคไม่อาจมีฐานสนับสนุนของมวลชนได้ จึงขาดพลังและความชอบธรรม
       
        เมื่อมีพรรคไทยรักไทย ผู้นำและแกนนำในการดำเนินงานได้วางรูปแบบให้พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคมวลชน จึงได้เน้นความสำคัญของประชาชน รูปแบบนี้เป็นการผสมผสานแนวทางมวลชนของพรรคคอมมิวนิสต์กับแนวทางการตลาด วิธีการนี้นับว่าได้ผลเพราะนอกจากสังคมจะเข้าสู่ระบบทุนนิยมแล้ว การเลือกตั้งก็ยังต้องอาศัยทุนจำนวนมาก พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคการเมืองแรกของไทยที่ทำการสำรวจความต้องการของประชาชน เพื่อนำมาเป็นนโยบายในการเลือกตั้งและนโยบายของรัฐบาล นี่คือการใช้แนวทางธุรกิจสมัยใหม่เป็นหลัก ด้วยการถือว่าประชาชนเป็น "ลูกค้า"
       
        สิ่งที่พรรคไทยรักไทยทำเพื่อปิดช่องว่างทางการเมือง ก็คือ การเดินแนวทางมวลชน เนื่องจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยสลายตัวไป แต่นิสิตนักศึกษาได้รับการจัดตั้ง และเป็นกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ที่มีจิตสำนึกทางการเมืองสูง มีประสบการณ์ในการเคลื่อนไหว คือ มี “ทักษะทางการเมือง” ซึ่งขาดแคลนในสังคมไทย พรรคไทยรักไทยจึงเติบใหญ่ และสามารถชนะการเลือกตั้งได้
       
        แต่เนื่องจากพรรคไทยรักไทยต้องการได้อำนาจอย่างรวดเร็ว จึงใช้วิธีซื้อประชาชนด้วยนโยบายประชานิยม แทนที่จะสร้างจิตสำนึกทางการเมืองให้แก่ประชาชน ความภักดีของประชาชนที่มีต่อพรรคไทยรักไทย (และทักษิณ) จึงมีความเปราะบางเพราะวางอยู่บนฐานของผลประโยชน์
       
        บทบาทที่สำคัญที่สุดของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือ การสร้างจิตสำนึกทางการเมืองซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน
       
        ประวัติการเมืองไทยในวงกว้าง และในระยะเวลาที่ยาวต่อเนื่อง การปลุกจิตสำนึกทางการเมืองนี้เป็นการต้านการเมืองแบบตัวแทน และต้านการฉ้อฉล การใช้อำนาจรัฐ เพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง เนื่องจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีสื่อครบวงจร มีกลุ่มบุคคลที่ให้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และความเห็นทางการเมืองอย่างเป็นระบบ จึงไม่น่าแปลกใจว่า ช่องว่างทางการเมืองด้านจิตสำนึกทางการเมืองได้รับการเติมเต็ม โดยประเด็นที่ทำให้เกิดจิตสำนึกร่วมกัน คือ การรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ และการรักษาดินแดนของชาติ
       
        ณ วันนี้การเมืองไทยจึงเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในด้านจิตสำนึกของประชาชนที่ไม่เคยมีการปลุกสร้างมาก่อน บทบาทของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในแง่นี้ นับว่าเป็นการวางรากฐานทางการเมืองที่สำคัญยิ่งในรอบ 75 ปีนี้ และจะต้องยกระดับ ตลอดจนขยายขอบเขตของจิตสำนึกสาธารณะนี้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นต่อไป

ปัจฉิมพันธกิจของ คตส.

ปัจฉิมบทพันธกิจ คตส.การตรวจสอบเพื่อรักษาเงินแผ่นดิน (1)
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 มิถุนายน 2551 19:16 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
นาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส.

สัก กอแสงเรือง โฆษก คตส.

กล้านรงค์ จันทิก คณะกรรมการ คตส.

30 มิ.ย. 2551 เป็นวันครบวาระและสิ้นสุดการทำงานอย่างเป็นทางการของ คตส. ซึ่งจะมีการจัดงานสรุปผลงานและส่งมอบต่อให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในโอกาสนี้ คตส. ได้ออกหนังสือ "ปัจฉิมบทพันธกิจการตรวจสอบแทนประชาชน" สรุปผลการตรวจสอบของคตส. ตลอด 1 ปี 9 เดือนที่ผ่านมา มีเนื้อหาประมาณ 179 หน้า
       
       บทนำของหนังสือดังกล่าว ได้ฉายให้เห็นความมุ่งมั่นในการทำงานของ คตส. ท่ามกลางอุปสรรคปัญหานานัปการ ทั้งยังต้องเผชิญหน้ากับการต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม "โดยลำพังด้วยตนเอง" จากการถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญา แพ่ง เรียกค่าเสียหายกว่าแสนล้านบาท โดยเนื้อหาของบทนำ มีดังนี้
       
       คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้รับการแต่งตั้ง โดยประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ ๓๐ เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๙
       
       และได้มีการขยายระยะเวลาปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ ๓๐ เรื่องการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ พ.ศ.๒๕๕๐ ซึ่งจะครบกำหนดระยะเวลาปฏิบัติงานในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๐
       
       ปฐมบทการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐอันเนื่องมาจากการดำเนินงานหรือโครงการต่างๆของบุคคลในคณะรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีซึ่งพ้นจากตำแหน่งโดยผลของการปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะเป็นไปโดยทุจริตหรือประพฤติมิชอบนั้น มีจุดเริ่มจากการเสนอเรื่องตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งได้มีการตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลไว้อยู่แล้ว ในฐานะที่รับผิดชอบงานด้านธุรการของ คตส.จำนวน ๒๓ เรื่อง
       
       ได้แก่ ๑.เรื่องจัดซื้อชุดอุปกรณ์ตรวจสอบวัตถุระเบิด CTX ,๒.เรื่อง ท่อร้อยสายไฟฟ้า,๓. เรื่อง กรณีภาระภาษีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป กรมสรรพกร,๔. เรื่องเงินกู้ EXIM BANK,๕. เรื่องการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย ๓ ตัว และ ๒ ตัว,๖. เรื่อง การจัดซื้อต้นกล้ายาง ,๗ เรื่อง การจ้างก่อสร้างและจัดซื้ออุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการกลางฯ(Central Lab),๘ เรื่อง แอร์พอร์ต ลิงค์,
       
       ๙.เรื่องการก่อสร้างบ้านเอื้ออาทร ของการเคหะแห่งชาติมีความล่าช้า,๑๐.เรื่องการจัดซื้อรถดับเพลิงและเรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร,๑๑. เรื่องการจัดซื้อรถพยาบาลฉุกเฉินระดับสูง ของกระทรวงสาธารณสุข,๑๒.เรื่องโครงการหนังสือเดินทางอิเลคโทรนิค (อี พาสสปอร์ต) ,๑๓.เรื่องค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. และ สว. ของกกต.,๑๔.เรื่องโครงการให้บริการวิทยุโทรคมนาคม ระบบเซลูลาร์ดิจิตอล CDMA ,
       
       ๑๕.เรื่อง การให้สัมปทานบริษัท King Power ในสนามบินสุวรรณภูมิ ,๑๖.เรื่องครัวการบินไทย,๑๗.เรื่องคลังสินค้า,๑๘. เรื่องหนี้สูญออมสิน,๑๙ เรื่องบริษัทไทยเดินเรือทะเล (บดท.) จ่ายเงินค่าหุ้นตั้งบริษัทเดินเรือโดยมิชอบ,๒๐.เรื่องโครงการจ้างเหมากำจัดขยะมูลฝอยของ กทม.,๒๑.เรื่องระบบไฟทางวิ่งลานจอดทางบิน สุวรรณภูมิ,๒๒.เรื่องพืชสวนโลก และ๒๓.เรื่องระบบระบายน้ำ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
       
       คตส.ได้พิจารณาและมีมติรับเรื่องบรรจุเข้ากระบวรการตรวจสอบของ คตส.ในครั้งแรกมีจำนวน ๘ เรื่องคือ
       
       ๑.เรื่องจัดซื้อชุดอุปกรณ์ตรวจสอบวัตถุระเบิด CTX
       ๒.เรื่อง ท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินสนามบินสุวรรณภูมิ
       ๓. เรื่อง กรณีภาษีเงินได้เกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น
       ๔. เรื่องเงินกู้ EXIM BANK
       ๕. เรื่องการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย ๓ ตัว และ ๒ ตัว
       ๖. เรื่อง การจัดซื้อต้นกล้ายาง
       ๗ เรื่อง การจ้างก่อสร้างและจัดซื้ออุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการกลางฯ(Central Lab)
       ๘ เรื่อง แอร์พอร์ต ลิงค์
       
       และต่อมา คตส. มีมติเพิ่มเรื่องเข้าบรรจุในการตรวจสอบอีก ๕ เรื่อง คือ
       ๙.เรื่องกล่าวหาธนาคารกรุงไทย
       ๑๐.เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างเอกชนโดยการเคหะแห่งชาติ บ้านเอื้ออาทร
       ๑๑.เรื่องกิจการโทรคมนาคมในส่วนของภาษีสรรพสามิต
       ๑๒. เรื่องการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม.
       ๑๓. การจัดซื้อที่ดินของกองทุนฟื้นฟู (ที่ดินรัชดาภิเษก)
       
       ตลอดระยะเวลา ๑ ปี ๙ เดือน ที่ คตส.ได้ปฏิบัติหน้าที่ ท่ามกลางปัญหาอุปสรรคนานัปการ แต่ด้วยอุดมการณ์อันหนักแน่นในอันที่จะรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ภายใต้กระบวนการตรวจสอบไต่สวนที่ให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย กรรมการ คตส.ทุกคนต่างยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตในการทำหน้าที่ของตน เพื่อสร้างบรรทัดฐานแห่งจริยธรรมและบรรทัดฐานแห่งความรับผิดชอบให้เกิดขึ้นในประเทศชาติ
       
       การสร้างระบบตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ดังเช่น คตส. มิใช่ว่าจะถือกำเนิดและทำได้โดยง่าย เนื่องด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในระบบกฎหมาย วัฒนธรรม และความเข้าใจของคน
       
       
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งทุกประเทศจะมีลักษณะเหมือนๆ กัน คือ ไม่ต้องการให้ใครมาตรวจสอบการกระทำของตนและพยายามทุกวิถีทางที่จะให้หลุดพ้นจากการถูกตรวจสอบ โดยความพยายามเข้าไปควบคุมกลไกอำนาจรัฐ การแทรกแซงองค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรม เพื่อขจัดขัดขวางมิให้มีการดำเนินการใดๆที่จะเกิดโทษแก่ตน จึงสร้างปัญหาวิกฤติทางการเมือง การโกงกินคอรัปชั่นและเป็นเหตุให้การก่อรัฐประหารปรากฏอยู่หน้าประวัติศาสตร์ของไทยตลอดมา
       

       
       เรามักจะได้รับคำถามเสมอว่าประเทศชาติได้อะไรจากการตรวจสอบของ คตส.
       
       การตรวจสอบของ คตส. ซึ่งเป็นพันธกิจการตรวจสอบแทนประชาชน และเรียกร้องความเป็นธรรมแทนประเทศนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา คตส.ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบโครงการต่างๆ ที่ดำเนินงานโดยรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี หน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ รัฐวิสาหกิจ บุคคลและนิติบุคคลต่างๆที่ทำผิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ซึ่งจากการตรวจสอบการกระทำทุจริต ๑๓ เรื่อง พบมูลความผิดที่ทำให้รัฐได้รับความเสียหายเป็นเงินกว่า ๑.๘ แสนล้านบาท
       
       โดย คตส. ได้จัดทำรายงานสรุปผลการดำเนินงานของ คตส. โดยรวบรวมผลการดำเนินงานที่ คตส. ทำการตรวจสอบจนถึงปัจจุบัน เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ในการศึกษาวิเคราะห์วิจัย เพื่อพัฒนาปรับปรุงระบบการตรวจสอบ ในการตรวจสอบทุจริต ความผิดในการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ การทุจริตเชิงนโยบาย การทับซ้อนของผลประโยชน์ การขัดกันของผลประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ภาระภาษีและการหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งเป็นปัจฉิมบทที่จะเป็นอุทาหรณ์แก่ผู้ใช้อำนาจรัฐในการบริหารประเทศ ให้ระมัดระวังการดำเนินงานตามนโยบายของตนที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศ
       
       เมื่อครบวาระและสิ้นสุดการทำงานอย่างเป็นทางการ คตส. ยังต้องเผชิญหน้ากับการต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม “โดยลำพังด้วยตนเอง” จากการถูกฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งอาญา ๑๐ คดี ,คดีแพ่ง ๗ คดี และถูกแจ้งความร้องทุกข์ ๓ คดี รวม ๒๐ คดี ฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก คตส.กว่า ๑ แสนล้านบาท และยังมีคดีปกครองอีก ๑ คดี
       
       สิ่งสำคัญที่ คตส. ต้องการฝากไว้ในแผ่นดิน คือการให้ประชาชนได้เกิดความตระหนักและสำนึกต่อความเป็นเจ้าของประเทศ ที่ย่อมมีสิทธิหวงแหน และช่วยกันดูแลรักษาการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน เพราะ“เงินแผ่นดินนั้นคือเงินของประชาชนทั้งชาติ”

สถานการณ์อุดร - บ้านห้วยเมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๕๑

พันธมิตรอุดรฯ หนีม็อบถ่อย “ขวัญชัย” สมทบเวทีคู่ขนานขอนแก่นคืนนี้
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 มิถุนายน 2551 13:43 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น


ศูนย์ข่าวขอนแก่น - พันธมิตรอุดรฯ ยกเลิกเปิดเวทีคู่ขนานหลังเจอหมาบ้าสุดถ่อยลิ่วล้อทักษิณยกพวกล้อมกรอบ หวั่นไม่ปลอดภัยเพราะแม้แต่ผู้ว่าฯ ยังไม่มีปัญญาเคลียร์ เตรียมย้ายเวทีสมทบเวทีลานน้ำพุ บึงแก่นนคร พร้อมออกแถลงการณ์ประณามพฤติกรรมทรามบริวาร “แม้ว”
       

       ความคืบหน้าการชุมนุมของกลุ่มคนรักอุดรฯ เครือข่าย นปก.ภายใต้การนำของ นายขวัญชัย ไพรพนา และกลุ่มหัวคะแนน ส.ส.พลังประชาชน ที่หน้าบ้าน นายเจริญ หมู่ขจรพันธุ์ แกนนำพันธมิตรฯ อุดรธานี หน้าตลาดบ้านห้วย ต.ในเมือง อ.เมืองอุดรธานี ล่าสุด ก่อนเที่ยงวันนี้ (29 มิ.ย.) บริเวณที่ชุมนุมของกลุ่มนายขวัญชัย มีผู้ชุมนุมเหลือไม่กี่สิบคน เพราะหลังเที่ยงคืนที่ผ่านมา ผู้ชุมนุมได้เริ่มแยกย้ายกันกลับ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เช้าวันนี้ นายขวัญชัย ไม่ได้ปรากฏตัวในที่ชุมนุม แต่สมาชิกกลุ่มคนรักอุดรฯ ได้ประกาศว่าในวันนี้จะปิดทางเข้า-ออกตลาดบ้านห้วย ไม่ให้มีการสัญจรและจะเปิดเวทีโจมตี นายเจริญ อีกครั้งในบ่ายวันนี้
       
       ส่วนพี่น้องพันธมิตรฯ ที่ยืนเฝ้าหน้าบ้าน นายเจริญ หมู่ขจรพันธ์ ซึ่งเป็นร้านทอง ตั้งอยู่ในย่านตลาดบ้านห้วย ก็ยังคงมีพอประมาณ ซึ่งสถานการณ์ ณ ขณะนี้ถือว่าน่าเป็นห่วงความปลอดภัยครอบครัวของ นายเจริญ เพราะแม้แต่ นายสุพจน์ เลาวัณศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่มีทีท่าที่จะเข้ามารับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดูเหมือนว่าจะให้การสนับสนุนกลุ่ม นายขวัญชัย ด้วยซ้ำ
       
       อย่างไรก็ตาม นายประกาศิต รูปสูง หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ อุดรธานี แจ้งว่า ในเย็นวันนี้เวทีปราศรัยที่จังหวัดอุดรธานี ต้องยกเลิกชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย โดยตัวแทนแกนนำพันธมิตรฯ อุดรธานี จะเดินทางไปยังจังหวัดขอนแก่น บริเวณลานน้ำพุ บึงแก่นนคร เพื่อเปิดแถลงข่าวอ่านแถลงการณ์ประณามการกระทำอันป่าเถื่อนของกลุ่มคนรักอุดร ที่มี ส.ส.พลังประชาชน และข้าราชการกระทรวงมหาดไทย อยู่เบื้องหลัง
       
       “เราจะพากันไปสมทบการเปิดเวทีคู่ขนานของพันธมิตรฯขอนแก่น ที่บึงแก่นนคร จะมีการอ่านแถลงการณ์ประณามพฤติกรรมสุดถ่อยของ นายขวัญชัย ที่เหิมเกริมพาพรรคพวกอันธพาลไปบุกรุกบ้านของพี่เจริญ” นายประกาศิต กล่าว

6月28日

ประเทศไทยภายใต้ การชี้แนะของพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย

“การเมืองใหม่” ภายใต้การต่อสู้ของพันธมิตรฯ
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 25 มิถุนายน 2551 19:36 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
สุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ

โดย สุริยะใส กตะศิลา
       
       ภายหลังพันธมิตรฯ สามารถเคลื่อนขบวนหลายแสนคนฝ่าด่านกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนสามารถเข้ามายึดพื้นที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลได้เป็นผลสำเร็จ โดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเลือดตกยางออกอย่างที่หลายฝ่ายวิตกกังวล หลังจากนั้น พันธมิตรฯ ได้ตั้งเวทีถาวรขนาดใหญ่ที่สะพานชมัยมรุเชฐ และมีการเปิดปราศรัยปกติคล้ายๆ กับการชุมนุมยืดเยื้อที่สะพานมัฆวานรังสรรค์
       
       ประเด็นที่ได้รับความสนใจและถามไถ่จากสื่อมวลชน กระทั่งกลายเป็นข้อถกเถียงตามมาในวงกว้างก็คือ การเปิดประเด็นของ 5 แกนนำบนเวทีปราศรัย ที่ชูธงปลุกมวลชน “ร่วมสร้างการเมืองใหม่” พร้อมๆ กับการวิพากษ์วิจารณ์โจมตีการเมืองแบบระบบรัฐสภาในปัจจุบันที่ไม่สามารถเยียวยาหรือแก้ไขวิกฤตการณ์ของชาติได้อย่างเท่าทัน
       
       การเมืองใหม่ ได้กลายเป็นวาทกรรมการเมืองที่หลายฝ่ายออกมาตีความ ขยายความ ตั้งข้อสังเกต หรือกระทั่งเคลือบแคลงว่าพันธมิตรฯ มีวาระพิเศษหรือวาระซ่อนเร้นจากการชูธงผืนใหม่ใบนี้หรือไม่
       
       ผมในฐานะผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ซึ่งพอมีความใกล้ชิดทางความคิดกับแกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 5 คน ทั้งในห้องประชุมและนอกห้องประชุม
       
       ผมเห็นว่า การชูธง “ร่วมสร้างการเมืองใหม่” ของทั้ง 5 แกนนำต่อมวลชนพันธมิตรฯ และสาธารณชนนั้น ถือเป็นการยกระดับการต่อสู้ของแกนนำ และมวลชนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
       
       เป็นการยกระดับที่อาจดูเหมือนล้ำหน้า และเกินความเข้าใจของประชาชนทั่วไป แต่เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องพูด ต้องเสนอและต้องกล้าจุดประกาย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายหรือ ถ้าเปรียบประเทศเป็นปลาก็เหลือแต่ก้างไว้ให้ลูกหลานเท่านั้น
       
       เมื่อ 2-3 ปีที่แล้วถ้าเราย้อนไปดูการก่อเกิดของพันธมิตรฯ เคลื่อนไหวขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ และเปิดโปงความเลวร้ายของระบอบทักษิณ โดยชูวาทกรรม “กู้ชาติ” นั้น แม้สุดท้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องพ้นจากตำแหน่งโดยการรัฐประหาร และต่อมาระบอบทักษิณ ได้ถูกรื้อถอนไปในระดับหนึ่งก็ตาม
       
       แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้ข้อยุติ ซ้ำร้ายหลังการเลือกตั้งได้รัฐบาลนอมินี ยิ่งพบชัดเจนว่าการเมืองไทยมีทิศทางกลับไปสู่ระบอบทักษิณ และความเป็นใหญ่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กระทั่งกลุ่มทุนการเมืองในนามพรรคไทยรักไทยเดิม
       
       ด้วยเหตุดังนั้น การประกาศฟื้นพันธมิตรฯ ภาค 2 จึงเลี่ยงไม่พ้น แต่ภายใต้สถานการณ์ใหม่จึงดูเหมือนธงการต่อสู้ของพันธมิตรฯ จึงเป็นธงผืนใหม่และใบใหญ่กว่าเดิม คือธง “โค่นระบอบทักษิณ ไล่รัฐบาลหุ่นเชิด” ในความหมายของ “สงครามกู้ชาติครั้งสุดท้าย”
       
       ในขณะเดียวกันก็ประกาศสงครามครั้งใหม่ คือ การชูธง “สร้างชาติ” ภายใต้วาทกรรมการเมืองใหม่ ไปให้พ้นระบบรัฐสภาของนักเลือกตั้ง หรือประชาธิปไตยแบบ 4 วินาที หรือลัทธิเลือกตั้งเป็นใหญ่
       
       “การเมืองใหม่” ในความหมายของพันธมิตรฯ จึงเป็นการเมืองที่เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง ลดอำนาจหน้าที่ของตัวแทนหรือผู้แทนลง เพิ่มบทบาทและอำนาจให้กับประชาชนมากขึ้น
       
       คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ประชาธิปไตยแบบระบบรัฐสภา หรือประชาธิปไตยแบบผู้แทนได้ถูกประจานไปทั่วโลกว่ามีขีดจำกัดและไม่มีศักยภาพในการรับมือกับวิกฤตการณ์ของโลกในยุคทุนสามานย์เป็นใหญ่ กระแสการพัฒนาประชาธิปไตยในทางสากลทั่วโลกจึงเริ่มให้ความสำคัญกับการปรับปรุงปฏิรูประบอบประชาธิปไตยให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเข้มข้นมากขึ้น
       
       ในบางประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย ไม่เพียงแต่ลดบทบาทและอำนาจในการตัดสินใจของผู้แทนลงเท่านั้น แต่ยังเพิ่มและถ่ายโอนเคลื่อนย้าย “อำนาจในการตัดสินใจ” ไปที่ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยโดยตรงมากขึ้น ในรูปแบบของการประชาพิจารณ์ (Public Hearing) และประชามติ (Referendum) มากขึ้น
       
       การเมืองใหม่ในความหมายของประชาธิปไตยแบบใหม่ จึงไม่ใช่แค่ต้องให้ความสำคัญกับที่มาหรือกระบวนการในการตัดสินใจใช้อำนาจเท่านั้น หากแต่ต้องสร้างหลักประกันว่าประชาชนทุกสาขาอาชีพ ทุกชนชั้นจะเข้าถึงอำนาจในการตัดสินใจหรือกำหนดทิศทางในการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ ชาวนา กรรมกรผู้ใช้แรงงาน คนจนในเมือง คนจนในชนบท ชนเผ่าชายขอบ พ่อค้าวาณิชย์ นักธุรกิจชนชั้นกลาง ผู้หญิง คนพิการ คนด้อยโอกาสทางสังคม เป็นต้น
       
       กล่าวเช่นนี้ย่อมแน่นอนว่าไม่ใช่แค่สัดส่วนหรือที่นั่งในอำนาจนิติบัญญัติ (ส.ส.-ส.ว.)จะต้องมีองค์ประกอบและหลักประกันที่หลากหลายเท่านั้น ในขณะเดียวกันอำนาจบริหารก็ต้องมีพื้นที่ให้กับคนกลุ่มต่างๆ เหล่านั้นในระดับที่แน่นอนเช่นกัน
       
       ข้อเสนอที่ท้าทายของแกนนำพันธมิตรฯ ที่เสนอสูตรผสมของผู้เข้าสู่อำนาจในสัดส่วน 70:30 กล่าวคือเพิ่มกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็น ร้อยละ 70 และลดที่มาของผู้ดำรงตำแหน่งโดยวิธีการเลือกตั้งลงเหลือร้อยละ 30 จึงเป็นเพียงการนับหนึ่งหรือริเริ่มจุดประกายให้สังคมได้ขบคิดถกเถียงขยายผลในวงกว้างต่อไป
       
       ทั้งนี้ ในรายละเอียดหรือโมเดลของ การเมืองใหม่ จึงจำเป็นที่ผู้รู้ นักวิชาการ สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัย และภาคส่วนต่างๆ จะนำไปขบคิดขยายผลเพื่อก้าวพ้นลัทธิเลือกตั้งที่ทุนเป็นใหญ่ ประเทศซื้อได้ และประชาชนเป็นเพียงผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ว่านอนสอนง่ายเท่านั้น
       
       ที่กล่าวมาข้างต้น หลายคนอาจสงสัยว่าจะเริ่มตรงไหนอย่างไร ต้องปฏิวัติ รัฐประหาร ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ ต้องตั้งรัฐบาลแห่งชาติหรือรัฐบาลเฉพาะกาล อย่างนั้นหรือ ผมกลับเห็นว่าวิธีการอาจไม่สำคัญเท่ากับหลักการ หากวันนี้สังคมเห็นความสำคัญและความจำเป็นเร่งด่วนว่าเราต้องร่วมร่วมกันสร้างชาติและสร้างการเมืองใหม่แล้ว รูปแบบวิธีการก็อาจไม่ใช่เรื่องยากและอาจง่ายเกินกว่าที่เราคิดและอาจไม่ถึงขั้นต้องรบราฆ่าฟันกันกลางเมืองอย่างที่หลายฝ่ายกังวล
       
       วันนี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ขอเป็นผู้ถือธงนำ และประกาศเป็นพันธสัญญาในการต่อสู้ครั้งนี้ร่วมกับผู้รักความเป็นธรรมทั่วไป สงครามครั้งสุดท้ายโค่นล้มระบอบทักษิณจึงเป็นเพียงระยะผ่านสู่ สงครามอันศักดิ์สิทธิ์ คือการ ร่วมกันสร้างการเมืองใหม่ ให้ปรากฏเป็นจริง...
6月27日

คารวะ คตส. โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

"คารวะ คตส." โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 มิถุนายน 2551 14:16 น.
       
       ๏ คารวะ คตส. ๏
       
       
๏ คารวะ คณะท่าน ผู้หาญกล้า
       ถือคบไฟ ป้องฝ่า กลางห่าฝน
       บุกวิบาก ขวากหนาม ไม่จำนน
       กันดารแดน ก็จะด้น แดนกันดาร
       
       ๏ กลางเถื่อน ถ่อยสำแดง แห่งทุรยุค
       ท่านได้ปลุก สัจธรรม ความกล้าหาญ
       ที่ใดมี หยาบช้า ส่ำสามานย์
       ที่นั้นมี มือผสาน เข้าค้านคัด
       
       ๏ ยุคอภิ มหา ธนาธิปไตย
       เอาเงินเป็น บาตรใหญ่ เปล่งไตรตรัส
       แข็งเท่าแข็ง แกร่งเกิน เอาเงินงัด
       พลิกอสัตย์ เป็นสัตย์ ทุสาระยำ
       
       ๏โลกไม่มี หลักประกัน ให้คนกล้า
       คนอยู่หน้า จะต้องล้ม ต้องจมคว่ำ
       คือความจริง แจ่มชัด คือสัจธรรม
       กว่าแสนส่ำ สาธารณ์ จักหมดไป
       
       ๏ คือนักรบ ผู้กล้า ของแผ่นดิน
       ผู้ปักปิ่น ตราชู กู้ยุคสมัย
       ฉีกหน้ากาก กระชากม่าน โจรจัญไร
       ให้คนได้ รู้เหตุ เห็นเท็จจริง
       
       ๏ คารวะ คณะท่าน ผู้หาญกล้า
       กลางฝนห่า ก็ฝ่าหน อดทนยิ่ง
       ดอกไม้ใจ ล้านล้านใจ ประไพพริ้ง
       มอบเป็นมิ่ง มงคล ด้วยคารวะฯ
       
       เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
       พฤ ๒๖/๖/๕๑
       

       


6月26日

ต้องสำเร็จโทษโคตรอีแอบ

ต้องสำเร็จโทษโคตรอีแอบ
โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ 26 มิถุนายน 2551 17:26 น.
ชาวบ้านไม่เข้าใจ และหลับหูหลับตาบูชาอาชญากรคนหนึ่งและหมู่คณะอยู่จนถึงทุกวันนี้ บางทีอาจจะเป็นเพราะสื่อและนักวิชาการใช้ศัพท์แสงสูงเกินไป จนชาวบ้านเขาถอดรหัสไม่ออก
       
       ต่างกับคำพูดที่ไม่ต้องถอดรหัส เช่น คำว่า “ปลดหนี้” “หยุดหนี้” “30 บาทรักษาทุกโรค” “แจกเงินล้านบาททุกหมู่บ้าน” “ซื้อวัว 8 พัน กู้ ธ.ก.ส.ได้หมื่นสี่ ไม่มีเงินใช้หนี้เลือกเรามามากๆ จะช่วยปลดให้”
       
       คำว่าโคตรอีแอบนี้เห็นจะไม่ต้องถอดรหัส
       
       โคตรอีแอบบ้านเรา
       
       1. แอบที่หนึ่ง รัฐบาลเสียงข้างมากครั้งแรกของประเทศ แอบกระทำผิดกฎหมาย ทำลายรัฐธรรมนูญหลายข้อ เช่น สั่งฆ่าและทำให้บุคคลสูญหายเป็นจำนวนมากโดยไม่ได้ทำตามขั้นตอนของกฎหมายและไม่มีคำพิพากษาของศาล คดโกงเงินทองของหลวงอย่างมหาศาล โดยใช้งบประมาณของหลวงตามอำเภอใจ และกินสินบาทคาดสินบน ชักหน้าดึงหลังทรัพย์สินจากผู้รับเหมาโครงการใหญ่น้อยของรัฐ ตั้งแต่โครงการใหญ่คือสนามบิน จนกระทั่งถึงโครงการเล็ก เช่น ค่าฝึกอบรมของสมาชิก อบต. ฯลฯ ทำลายแทรกแซงหลักราชการของกระทรวงทบวงกรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเล่นพรรคเล่นพวกแต่งตั้งบุคคลที่เป็นสมุนของตนให้อยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้พรรคพวก แทรกแซงองค์กรอิสระทำลายอำนาจมิให้ตรวจสอบการกระทำผิดบกพร่องของตน หากปกปิดไม่ผิดก็ให้บิดเบือนหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้ความผิดถึงตน จนกระทั่งบางองค์กรถูกลงโทษจำคุก เช่น กกต. เป็นต้น
       
       กระทำผิดข้ามหัวรัฐสภาโดยมินำเรื่องที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ขออนุมัติและส่งให้พระมหากษัตริย์ลงปรมาภิไธยมากมายหลายเรื่อง กระทำการผิดรัฐธรรมนูญและฝ่าฝืนกฎหมายพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง โกงเลือกตั้ง ฯลฯ จนกระทั่งศาลตัดสินให้ยุบพรรค และลงโทษมิให้ผู้นำพรรคเล่นการเมืองต่อไปอีก หรือตั้งพรรคอีกเป็นเวลา 5 ปี โทษฐานการกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจปกครองโดยไม่ถูกต้องตามครรลองของรัฐธรรมนูญ ถอดรหัสให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ โทษฐานบั่นทอนสถาบันกษัตริย์และโกงเลือกตั้งทุกรูปแบบเพื่อจะได้จัดตั้งรัฐบาล
       
       2. แอบที่ 2 โดยไม่นำพาต่อคำสั่งศาล ผู้นำของพรรคก็แอบไปซื้อพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรคของคนอื่นให้มาเป็นพรรคของตน แล้วก็พากันแอบเข้าไปอยู่ในพรรค ทั้งคนที่ปรากฏชื่อและไม่ปรากฏชื่อ พวกที่ไม่ปรากฏชื่อคือ กรรมการบริหารพรรค 111 คนที่ศาลตัดสิทธิทางการเมืองก็ แอบพากันเข้าไปบริหารพรรค อย่างหน้าเฉยตาเฉย ขณะนี้ก็แยกย้ายกันกลุ่มละ 3 คน เข้าควบคุมกลุ่มย่อย ส.ส.ของพรรคครบทุกกลุ่ม นอกจากนั้นคนอื่นๆ ที่เคยเป็นกรรมการบริหารพรรคก็แอบลอดสายตา กกต. และบทบัญญัติของ ม. 97 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 ความว่า “ในกรณีที่พรรคการเมืองต้องยุบฯลฯ ตามมาตรา 84 ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของพรรคการเมืองที่ถูกยุบไป จะจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือมีส่วนในการจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่อีกไม่ได้
       
       เพียงแค่นี้ก็เห็นชัดแล้วว่า การที่ กกต.ปล่อยให้นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นายสุวิทย์ คุณกิตติ พลเอกเชษฐา ฐานะจาโร นายเสนาะ เทียนทอง และคนอื่นๆ ที่ต้องห้ามตามมาตรานี้ ไปจัดตั้งและบริหารพรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคอื่นๆ นั้นล้วนแล้วแต่ผิดกฎหมายทั้งสิ้น
       
       เป็นการสมคบกันแอบกระทำผิดกฎหมายทั้งสิ้น
       
       3. แอบที่ 3 คือ แอบลงเลือกตั้ง เมื่อบุคคลดังกล่าว แอบ กกต. หรือสมคบกับ กกต.แอบเข้าไปจัดตั้งพรรคสำเร็จแล้ว ทั้งๆ ที่พรรคยังมิได้รับการจัดตั้งสมบูรณ์ตามขั้นตอนของกฎหมายว่าด้วยการรับสมาชิกก็ดี การจัดตั้งกรรมการบริหารก็ดี การลงมติและอนุมัติให้บุคคลเป็นตัวแทนของพรรคลงสมัครรับเลือกตั้งก็ดี พรรคเหล่านั้นก็ตบตากกต.หรือสมคบกับ กกต. แอบลงเลือกตั้ง เสมือนหนึ่งถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ทั้งๆ ที่หลักฐานพยานทุกอย่างที่มีอยู่ยืนยันว่าไม่ใช่
       
       4. แอบที่ 4 คือ แอบยึดอำนาจรัฐด้วยการแอบจัดตั้งรัฐบาล เมื่อการเลือกตั้งที่มิชอบด้วยกฎหมาย ภายใต้การอำนวยการของ กกต.สิ้นสุดลงแล้ว ภายใต้การเร่งรัดของกกต.โดยอ้างว่าจำต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเพื่อให้เปิดสภาให้ได้ตามกำหนด (ซึ่งแท้ที่จริงมิใช่หน้าที่ของ กกต. กกต.มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์เที่ยงธรรมและถูกกฎหมาย) ทั้งๆ ที่ กกต.บกพร่องมินำกฎหมายในอำนาจหน้าที่มาปฏิบัติให้ถูกต้องหลายฉบับหลายมาตรา กกต.ก็ปล่อยให้พรรคไทยรักไทยในเสื้อคลุมใหม่รวมทั้งพรรคสาขา และพรรคชาติไทย ลอยนวลแอบเข้าไปจัดตั้งรัฐบาล นี่คือรัฐบาลนอกกฎหมายที่แอบทำลายกฎหมายเข้ามาใช้อำนาจควบคุมรัฐอย่างปฏิเสธมิได้
       
       5. แอบที่ 5 คือ แอบทำลายอำนาจอธิปไตยและขายดินแดนของชาติไทย เมื่อแอบเข้ามาบริหารบ้านเมืองเป็นเวลา 4 เดือนเศษ รัฐบาลโคตรอีแอบ ได้แอบทำลาย อำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นอำนาจอธิปไตยสองในสามไปอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ 1. ในส่วนอำนาจบริหารหรือการทำงานของคณะรัฐมนตรีนั้น เป็นการบริหารโดยออกคำสั่ง ส่วนมากเป็นการส่งเพื่อปรับเปลี่ยนบุคคลในราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ด้วยการย้ายเอาพรรคพวกสมุนบริวารของรัฐบาลเก่าเข้ามา เอาผู้รักษากฎหมายหรือบุคคลที่ไม่เข้าข้างพรรคออกไป กับการเร่งรัดอนุมัติโครงการใหญ่ๆ เป็นหมื่นเป็นแสนล้าน โดยปราศจากการกลั่นกรองตามหลักธรรมาภิบาล และ due diligence หรือความรอบคอบถี่ถ้วนทุกด้าน คือเทคนิค กฎหมาย เศรษฐกิจ การเมือง และอนาคตทำนายฯลฯ โดยไม่คำนึงถึงความน่าเชื่อถือว่ารัฐบาลนี้รับมรดกมาจากรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ตกอยู่ใต้ข้อหาเรื่องคอร์รัปชันคดโกงนับไม่ถ้วนคดี นายกรัฐมนตรีเองก็กำลังจะต้องขึ้นศาลเพราะถูกกล่าวหาในคดีรถดับเพลิง ความเร่งรีบและคุยโม้ของนายกรัฐมนตรีจึงไม่เป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือเลยแม้แต่น้อย ตัวอย่างเช่น เรื่องจะผันน้ำแม่น้ำโขงเป็นแสนล้านนั้น วิศวกรชลประทานและนักนิเวศวิทยาเกือบทั้งประเทศ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญนานาชาติเห็นว่า ด้วยเงินไม่กี่พันล้านอีสานสามารถมีน้ำใช้ตลอดปี ถ้ารู้จักใช้ชลประทานฝนและเข้าใจวิถีน้ำและวิถีลุ่มน้ำอย่างมีสมดุล ซ้ำแอบทำลายอำนาจนิติบัญญัติโดยไม่ให้สภาผู้แทนออกกฎหมายแม้แต่ฉบับเดียวตลอดสมัยประชุม ฯลฯ
       
       ที่สำคัญที่สุด รัฐบาลโคตรอีแอบนี้กำลังถูกสงสัยด้วยหลักฐานที่เกินสงสัยว่า แอบขายผืนแผ่นดินล้อมรอบเขาพระวิหารให้กับเขมร เพื่อแลกเปลี่ยนสัมปทานแก๊สในทะเล และการเช่าเกาะกงเป็นเวลา 99 ปี ของกลุ่มธุรกิจผูกขาดทักษิณ ชินวัตร เรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็ดี วุฒิสภาก็ดี สถาบันศึกษา และผู้ชำนาญเกือบทั้งหมดของเกือบทุกฝ่าย เห็นว่ารัฐบาลแก้ตัวไปข้างๆ คูๆ เอาสีข้างถู แก้ไม่ตกว่าทำไมจึงเร่งรีบ ขาดหลักฐานที่หนักแน่น เปลี่ยนแผนที่เป็นแผนผัง ปกปิดคำแถลงร่วมจนวาระสุดท้าย สิ่งที่ให้สัมภาษณ์ล่วงหน้ากับตัวแถลงการณ์ และคำอภิปรายตอบในสภาไม่ตรงกัน
       
       โคตรอีแอบเอ๋ย จะแอบอะไรก็แอบไป จะอ้างทหารร่วมชั้นของไอ้แอบกี่คนก็อ้างไป แต่อย่าหวังว่าจะแอบเอาพื้นแผ่นดินของพ่อกูไปขายได้ ไม่มีคนไทยที่ไหนเขาจะยอมมึง แม้แต่คนที่นุ่งผ้าซิ่นเขาก็ไม่ยอม อย่าว่าแต่คนสวมเครื่องแบบเป็นทหารของพระเจ้าอยู่หัวเลย

       
       ท่านผู้อ่านที่เคารพ ขอโทษนะครับ ของผมยังไม่ขึ้นหรอก ข้อความประโยคต้นนี้ ผมไปได้ยินเขาตะโกนมาจากหน้าทำเนียบรัฐบาล ไม่รู้ว่าเป็นเสียงของพันมิตรฯ หรือตำรวจที่อยู่ตรงนั้นแน่
       
       ถึงตอนนี้ ผมอยากจะเรียนให้คนไทยทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักกฎหมาย ทหาร ตำรวจ ศาล และนักประชาธิปไตยทั้งหลายเห็นว่า ขบวนการอีแอบทั้ง 5 ซึ่งเป็นโคตรอีแอบนี้มีข้ออ้างอยู่อย่างเดียว นั่นก็คือ ถ้าอยากรู้ว่าเขาผิดหรือไม่ผิดให้ไปถามผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
       
       นั่นก็คือ เขาอ้างความชอบธรรมที่มากับการเลือกตั้ง ในขณะที่ทั้งเขาและเราต่างก็รู้ดีว่า การเลือกตั้งมันไม่เป็นธรรม ไม่ถูกกฎหมาย ถูกครอบงำ แอบแฝง และแอบอ้างทั้งนั้น
       
       ทหารของชาติทั้งหลาย ท่านไม่รู้หรือว่า นายของท่านหรือรัฐมนตรีกลาโหมนั้นเป็นหนึ่งในขบวนการอีแอบเท่านั้น หาใช่ผู้บังคับบัญชาที่ถูกต้องตามกฎหมายไม่ และขบวนการอีแอบนี่แหละที่กำลังจะทำลายจอมทัพของท่าน!
       
       อีแอบบ้านเขา ผมขอเล่าเรื่องอีแอบอเมริกันเพราะผมรำคาญหัวหน้าอีแอบคนปัจจุบัน และพ่อของมันที่เอะอะอะไรก็อ้างการเลือกตั้ง อ้างเสียง 9 ล้าน 12 ล้าน ในขณะที่เสียง 14 ล้านที่รับรองประชามติมันไม่ฟัง
       
       เรื่องอีแอบอเมริกันนี้ คือเรื่องของประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ซึ่งชนะการเลือกตั้งแบบขาดลอยถล่มล็อก ไม่มีทางที่ใครจะทำลายสถิติได้ แต่ในที่สุดก็ต้องพังลง ต้องลาออกจากตำแหน่ง เพราะความผิดพลาดที่แอบไปเป็นผู้ปกป้องขบวนการอีแอบ
       
       คดีวอเตอร์เกตหรือขบวนการอีแอบของอเมริกันเกิดขึ้นเพราะคณะผู้หาเสียงของประธานาธิบดีนิกสัน แอบงัดเข้าไปในห้องทำงานของพรรคเดโมแครตเพื่อขโมยเอกสารและแผนการหาเสียง ปรากฏว่าเมื่อถูกจับได้ ทำอย่างไรเรื่องก็สาวไม่ถึงท่านประธานาธิบดี แต่ในตอนสืบสวน ปรากฏว่าท่านประธานาธิบดียอมให้ลูกน้องมาเป็นอีแอบ คือแอบอยู่ใต้การคุ้มครองของท่าน โดยท่านปกป้องไม่ให้ลูกน้องไปให้การบ้าง ถ่วงนัดและถ่วงการพิจารณาคดีบ้าง ท่านประธานาธิบดีเองให้การคลุมเครือบ้าง ทำลายพยานหลักฐานคือเทปบันทึกการสั่งงานของประธานาธิบดีบ้าง
       
       ในที่สุดท่านประธานาธิบดีก็ถูกข้อกล่าวหาคดีประวิงหรือขัดขวางความยุติธรรมทำให้สภาคองเกรส ด้วยสมาชิกพรรคริพับลิกันของนิกสันเอง และสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน รวมหัวกันจะปลดประธานาธิบดีออก (impeach) Nixon ไม่มีทางเลือกจึงต้องลาออก เพื่อแลกกับการที่ประธานาธิบดีคนใหม่จะอภัยโทษ (Pardon) คดีประวิงหรือขัดขวางความยุติธรรม (Obstruction of Justice) ให้เหตุเกิดในปี 1974 หลังการเลือกตั้งเทอม 2 ในปี 1972 ซึ่งนิกสันชนะอย่างถล่มทลายถึง 49 ต่อ 1 มลรัฐ 49 ต่อ 29 ล้านเสียง 520 ต่อ 17 electoral vote หรือคณะผู้โหวตจากมลรัฐต่างๆ
       
       เห็นไหมครับท่านผู้อ่าน ความชอบธรรมทางการเมืองมิได้อยู่ที่การเลือกตั้งอย่างเดียว แต่อยู่กับว่าเลือกมาอย่างไร และหลังจากเลือกแล้วอยู่หรือปฏิบัติอย่างไร จะอ้างหรือเป็นโคตรอีแอบอยู่หลังการเลือกตั้งอย่างเดียวเหมือนสมัครทักษิณหาได้ไม่
       
       ในทฤษฎีการเมืองประชาธิปไตย เช่น Social Contract ของ Rousseau เมื่อผู้ปกครองไม่ชอบธรรม และทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ ประชาชนมีสิทธิโค่นล้มรัฐบาลนั้นได้ทุกเมื่อ และจะใช้วิธีการหรือกำลังอย่างใดก็ได้ เพราะถ้าขืนคอยการเลือกตั้งหรือการตัดสินใจในสภา หากเป็นสภาอีแอบ สภาโจร หรือสภาเผด็จการ อีกกี่ชาติจึงจะทำได้
       
       พระพุทธเจ้าเองทรงสอนว่า ผู้นำเลวที่ทำความเดือดร้อนให้กับประชาชน สมควรจะถูกรุมให้นอนตายเหมือนวานรเกกมะเหรกที่เป็นจ่าฝูงนั่นทีเดียว
       
       พี่น้องประชาชนทั้งหลาย เรามาช่วยกันสำเร็จโทษโคตรอีแอบเถิด อย่าปล่อยให้มันแอบทำลายบ้านเมืองของเราต่อไปเลย!
6月25日

Lunch box lawyers jailed

Today's Top Stories

Lunch box lawyers jailed
Phuphatara Click Here!

(BangkokPost.com)

Three members of the legal time for ex-prime minister Thaksin Shinawatra were ordered to prison for six months on Wednesday for their part in the snack-box bribe attempt at the Supreme Court.

The Supreme Court handed down the sentences after investigating the case. The three were convicted for "violating the dignity of the court," Supreme Court Vice President Moonkol Thapthieng announced.

On June 10, a C-7 court official reported that a lawyer had handed him a snack box containing two million baht and told him to spread it around.

After an investigation, Supreme Court officials charged Mr Thaksin's lawyers with an attempt to bribe court officials. They are lawyer Pichit Chuenban, his assistant Suppasri Srisawasdi and lawyer Thana Tansiri.

The three cannot appeal the verdict or their sentence.

Mr Thana failed to show up for the hearing, claiming he had a headache. The court ruled that his ailment was minor, and that he was avoiding an appearance as ordered. The court issued an arrest warrant on the spot.

On June 10, Mr Pichit and his team, representing Mr Thaksin and his wife Khunying Potjaman, were at the court to report the couple had returned from a business trip overseas.

เงินล้นฟ้าจะเผาเธอ

เงินล้นฟ้า-เผาร่างคนหน้าเหลี่ยมหมดไหมเอ่ย???
โดย เชี่ยวชวนะ 24 มิถุนายน 2551 16:58 น.
มนุษย์ทุกคน-เริ่มต้นและเดินสู่ปลายทางชีวิต บ้างด้วยคำสรรเสริญ บ้างก็ถูกสาปแช่ง
       
        คนหน้าเหลี่ยม-
ร่ำรวยด้วยธุรกิจผูกขาดสัมปทานรัฐ แล้วใช้เงินที่หามาได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจ เพื่อเข้าไปขุดเอาสมบัติของชาติจำนวนมหาศาล มาเป็นสมบัติส่วนตัวของตนและพวกพ้อง..
       
        แม้นคนหน้าเหลี่ยมจะมิใช่คนแรกของโลก แต่เขาก็เป็นคนทดลองปฏิบัติจนพิสูจน์ชัดในประเทศนี้แล้วว่า เงินนำมาซึ่งอำนาจรัฐ-อำนาจรัฐก็จะนำกลับมาซึ่งเงินตรามิมีวันหมด
       
        ดังนั้น..คนหน้าเหลี่ยมจึงทุ่มลงทุนในธุรกิจการเมืองเต็มตัว เพราะถอนทุนได้รวดเร็วและแถมกำไรอย่างมหาศาลเหลือเชื่อ!
       
        แต่เงินทองและอำนาจการเมืองนั้น มิใช่ของเล่น..มันง่ายต่อการเสพติด หากใจคนไม่นิ่งหรือไม่รู้จักคำว่าพอเพียง เงินทองและอำนาจการเมืองที่ยึดเป็นสรณะ ย่อมนำไปสู่หนทางอันตรายต่อผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งอาจนำประเทศชาติและประชาชนสู่หนทางวิบัติได้
       
       ตัวอย่างชัดๆ ในชีวิตของคนหน้าเหลี่ยม ผู้ผันเปลี่ยนจากคนทำธุรกิจระดับกลาง ที่มีหนี้สินมากมายจนกลายเป็นมหาเศรษฐี มีเงินล้นฟ้าในเวลาเพียงไม่กี่ปี แต่แทนที่เขาจะมีความสุขกับครอบครัว กลับต้องเผชิญชะตากรรมบ้านแตกสาแหรกขาดยับเยิน
       
       แถมโดนผู้คนก่นด่าสาดเสียเทเสียไปทั่วประเทศไทย จนกินเนสส์บุ๊กน่าจะบันทึกไว้ ว่าคนไทยหน้าเหลี่ยมเป็นมหาเศรษฐีและนายกรัฐมนตรีคนแรก ที่ถูกด่ามากที่สุดในโลกครับ!
       
        วันนี้..ทุกคนทุกฝ่ายล้วนรู้แล้วว่า มหาเศรษฐีหน้าเหลี่ยมคนเดียวแท้ๆ ที่ทำเรื่องเลวร้ายมากมายจนก่อให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติ ชนิดยากจะสมานฉันท์กันได้อีกต่อไป ทำให้ชาติและสถาบันหลัก รวมทั้งผู้คนทั้งบ้านเมืองต้องเดือดร้อนไปทั่วทุกหย่อมหญ้า
       
        ทำไมมหาเศรษฐีหน้าเหลี่ยม จึงกล้ากระทำเรื่องเลวร้ายต่อชาติมากมายขนาดนี้?
       
        คำถามนี้..ใครหน้าไหนก็ตอบแทนคนหน้าเหลี่ยมไม่ได้ แต่ผลจากการกระทำของมหาเศรษฐีคนนี้ สรุปเป็นอื่นไม่ได้เลยนอกจากคนผู้นี้ มีจิตใจใฝ่ต่ำและถือคติรวยเท่าไหร่..ก็ไม่รู้จักพอ แถมยังบ้าอำนาจอย่างร้ายแรงด้วยครับ
       
        นั่นทำให้มหาเศรษฐีหน้าเหลี่ยม ที่ร่ำรวยเงินทองจากธุรกิจผูกขาดสัมปทานรัฐ กำเงินก้าวเข้ามาซื้อพรรคและนักการเมืองมากมายไว้ในสังกัด จากนั้นก็ใช้เงินซื้อเสียงประชาชนที่ยากจนในชนบทอย่างเป็นระบบ จนชนะการเลือกตั้งครั้งแรกอย่างท่วมท้น
       
        นั่นทำให้มหาเศรษฐีหน้าเหลี่ยมได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมใจ ทว่าด้วยโลภโมโทสันมิสิ้นสุดผสมกับมัวเมาในอำนาจ เขาจึงคอร์รัปชันโครงการใหญ่น้อยอย่างเหิมเกริม แถมยังปล่อยให้พรรคพวกบางส่วนบังอาจจาบจ้วงสถาบันหลักของชาติ ยังความไม่พอใจอย่างยิ่งต่อผู้คนทั่วไทย
       
       ชัยชนะท่วมท้นตอนแรกกลับกลายเป็นพ่ายแพ้อย่างย่อยยับอัปรา เพราะถูกประชาชนประท้วงขับไล่แรมปี สุดท้ายก็ถูกทหารรัฐประหารจนระเห็จไปอยู่นอกประเทศพักใหญ่
       
        ทว่ารัฐบาลจากการรัฐประหารอ่อนแอ ทำให้เงินของมหาเศรษฐีหน้าเหลี่ยม ยังทรงพลังล้นเหลือในการซื้อทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ในที่สุดก็สามารถคืนกลับมายึดกุมอำนาจรัฐไว้ในกำมืออีกครั้งหนึ่ง
       
        แต่แทนที่คนหน้าเหลี่ยมจะกลับตัวกลับใจ ด้วยการสร้างรัฐบาลที่ดีมาบริหารบ้านเมือง เขาดันตั้งรัฐบาลนอมินีไร้คุณภาพ เพียงหวังบรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตนสถานเดียว จากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาจะล้มล้างรัฐธรรมนูญปี 2550 แล้วนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาใช้แทน หวังจะยกทิ้งความผิดทั้งปวงของคนหน้าเหลี่ยมและพวกพ้อง ออกจากความผิดที่ได้กระทำไว้นั่นเอง
       
        ที่สำคัญคนหน้าเหลี่ยมยังใช้รัฐบาลนอมินี ทำงานเพื่อผลประโยชน์แห่งตนอีกด้วย ดังกรณีที่เขามุ่งหน้าจะเข้าไปลงทุนในเขมร เพื่อเป็นเจ้าของเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ในเกาะกง และคุมสัมปทานในการตั้งโรงกลั่นก๊าซธรรมชาติ ที่ทับซ้อนอยู่ในทะเลของไทย-กัมพูชา
       
       ผลประโยชน์แอบแฝงของมหาเศรษฐีหน้าเหลี่ยมนี้ อาจจะนำไปสู่การสูญเสียดินแดนของชาติบางส่วน ในบริเวณเขาพระวิหารให้กับเขมรได้ในอนาคต
       
        ต้องถือว่า..ความวุ่นวายทั้งหมดในประเทศไทยนี้ ล้วนเกิดจากมหาเศรษฐีหน้าเหลี่ยมคนเดียวแท้ๆ ที่ใช้เงินมหาศาลเที่ยวซื้อและบันดาลให้การเมือง เดินไปบนหนทางเพื่อการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ เข้าพกเข้าห่อตนเองและพวกพ้อง โดยไม่สนใจต่อการผิดทำนองคลองธรรมสักปานใด
       
        ต้องยอมรับความจริงว่าการเมืองภาคพลเมือง หรือการเมืองบนท้องถนนที่นายสมัครเรียกขาน จะไม่มีวันเกิดขึ้นหรือเติบใหญ่เป็นแสนๆ คน จนนำไปสู่การชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลในขณะนี้ได้เลย หากรัฐบาลที่แม้นจะเป็นนอมินีบริหารประเทศชาติ บนผลประโยชน์เพื่อคนส่วนใหญ่เป็นที่ตั้ง
       
       กลับกันที่พันธมิตรฯ และประชาชนนับแสนๆ คน ออกมาชุมนุมอย่างพร้อมเพรียงบนท้องถนน ถึงขนาดบุกฝ่าวงล้อมตำรวจไปยึดพื้นที่หน้าทำเนียบรัฐบาลได้นั้น เพราะรัฐบาลหุ่นเชิดมุ่งกระทำทุกอย่าง เพียงเพื่อให้นายทุนหน้าเหลี่ยมผู้สามานย์พ้นความผิด และยังแสวงประโยชน์จากอำนาจรัฐที่ใช้เงินซื้อมาอย่างหน้าด้านอีกด้วย
       
        ความคิดแตกแยกในสังคมไทยขณะนี้ ต้องถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤต..วิกฤตจนยากต่อการคลี่คลาย เพราะการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลหุ่นเชิด ที่คนหน้าเหลี่ยมบังคับบัญชาอยู่เบื้องหลัง เป็นสิ่งที่ประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และเขตหัวเมืองใหญ่น้อยทั่วประเทศรับรู้รับทราบจนหมดเปลือกแล้วนั่นเอง
       
        ยิ่งเพลานี้พันธมิตรฯ และประชาชนผู้มีความรู้ ได้พัฒนาความคิดก้าวล้ำนักการเมืองในปัจจุบัน ถึงขั้นปฏิเสธระบอบประชาธิปไตยตัวแทน ซึ่งผ่านระบบการเลือกตั้งที่ไร้ความบริสุทธิ์ยุติธรรม ระบบการเลือกตั้งที่เงินซื้อทุกอย่างได้ ระบบที่ใครมีเงินมากกว่า..ก็เป็นฝ่ายชนะ ฯลฯ
       
       ระบบที่เงินยังคงอำนาจสูงสุดในการซื้อ ซื้อได้กระทั่ง กกต.บางคน ทำให้การคัดกรองคนดีเข้าสู่รัฐสภาฯ และบริหารอำนาจรัฐล้มเหลวโดยสิ้นเชิง จนคนเลวดาหน้าเข้ายึดครองอำนาจในผืนแผ่นดินนี้ นำมาซึ่งยุคข้าวยากหมากแพงอันเลวร้ายเป็นประวัติการณ์
       
       นั่นทำให้ประชาธิปไตยที่นักเลือกตั้งมีอำนาจในวันนี้ มักนำมาอ้างเสมอว่า..พวกเขามาจากการเลือกตั้ง หากไม่พอใจก็มาลงเลือกตั้งแข่งกันสิ หากไม่ยอมรับการกระทำชั่วของพวกเขา ก็ต้องรอให้มีการเลือกตั้งคราหน้า
       
       นับเป็นประชาธิปไตยเพียง 4 วินาที ประชาธิปไตยแค่วันหย่อนบัตรลงสู่หีบ จากนั้นประเทศนี้ก็ถูกผูกขาดอยู่ในกำมือของนักเลือกตั้งไม่กี่ร้อยคน ซึ่งจะปู้ยี่ปู้ยำประเทศชาติอย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจ โดยประชาชนทั้งชาติห้ามยุ่งเกี่ยวเด็ดขาด
       
        โดยเฉพาะหากประชาชนไม่พอใจ การกระทำชั่วของบรรดานักเลือกตั้ง แล้วออกมาต่อสู้คัดค้านตามสิทธิกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก็จะถูกพวกนักเลือกตั้งประณามว่า..เป็นแก๊งการเมืองข้างถนนโดยพลัน
       
        ยกเว้นกลุ่มคนประเภทสอพลอนักเลือกตั้งเท่านั้น ที่จะได้รับการสรรเสริญเยินยอ และเผยแพร่ไปตามสื่อของรัฐอย่างกว้างขวาง เพราะคนเหล่านั้นเป็นผู้ที่นักเลือกตั้ง จัดตั้งหรือเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อเยินยอทางการเมืองต่อพวกเขานั่นเอง
       
        การเมือง-ที่ตัวแทนมาจากการซื้อเสียงเข้าสู่รัฐสภาฯ ย่อมต้องเลือกนายกรัฐมนตรีและ ครม. ที่เป็นตัวแทนของตน จนเป็นต้นเหตุนำไปสู่การลุแก่อำนาจและการคอร์รัปชันสารพัด
       
       สุดท้ายก็จะนำไปสู่การคัดค้าน-ต่อต้าน-ประท้วงของประชาชน ที่รักชาติรักความเป็นธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนกลายเป็นวงจรอุบาทว์ทางการเมือง เป็นวิกฤตของชาติชนิดไม่มีวันสิ้นสุดทั้งในปัจจุบันและอนาคต
       
        นั่นคือเนื้อร้ายหรือมะเร็งทางการเมือง ที่ทำให้ประเทศไทยต้องย่ำเท้าอยู่กับที่ หรือบางครายังต้องถอยหลังเข้าคลองกับการรัฐประหาร ที่ยังผลให้ชาติไทยทั้งชาติไม่อาจก้าวไปข้างหน้า ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่องถาวร
       
        ปลายชีวิต-มหาเศรษฐีหน้าเหลี่ยม จะจบด้วยคำสรรเสริญหรือคำสาปแช่งก่นด่านะ?
       
        คงต้องดูการกระทำทั้งอดีต-ปัจจุบันของมหาเศรษฐีหน้าเหลี่ยม ซึ่งผมมองเห็นถึงกฎแห่งกรรมล่วงหน้า เห็นทะลุยังปลายชีวิตของคนหน้าเหลี่ยมแล้วครับ
       
       นั่นคือ..มหาเศรษฐีหน้าเหลี่ยม คงต้องตายอย่างไร้ค่า ตายโดยมีผู้คนทั้งชาติไทยสาปแช่งให้ตกนรกหมกไหม้แน่นอน!
       
       คำถามสุดท้ายคือ..สิ้นลมหายใจ..เงินที่มีล้นฟ้า อืมมม..จะเผาร่างคนหน้าเหลี่ยมหมดไหมเอ่ย???