sombat's profileSpace ของ sombatPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    May 31

    ปณิธานของพันธมิตร

    บทกวี"ปณิธานพันธมิตร" โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ดูวีดีโอประกอบจาก Manager Multimedia
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 พฤษภาคม 2552 17:16 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น


               ปณิธานพันธมิตร
           

                        พลังแห่งมวลมหาประชาชน
                     พลังของผู้คนทุกหนแห่ง
                     พลังความเป็นธรรมอันสำแดง
                     พลังแรงที่รวมใจเป็นใจเดียว
           
                        ใจที่จับมือกันประสานชัย
                     ใจต่อใจสัมพันธ์อันแน่นเหนียว
                     ใจประชาธิปไตยใจกลมเกลียว
                     ใจเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นใจพันธมิตรฯ 
           
                        เราจะถือธงธรรมเป็นอำนาจ
                     ร่วมกู้ชาติกู้ประชาคือภาระกิจ
                     สร้างประชาธิปไตยให้ถูกทิศ
                     ขจัดพิษแสบเผ็ดเผด็จการ
           
                        ร่วมสร้างการเมืองใหม่ให้เป็นผล
                     การเมืองภาคประชาชนบันดลประสาน
                     อหิงสาสันติพิชิตพาล
                     นี้คือปณิธานของพันธมิตรฯ
           
                          เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
           

           
                   
           *เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีรัตนโกสินทร์และศิลปินแห่งชาติ อ่านบทกวีนี้ในงาน"รำลึก 193 วัน 1 ปีการต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ที่สนามกีฬาหลัก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต วันที่ 25 พฤษภาคม 2552
           


    May 30

    พิพิธภัณฑ์ "ของปลอม"

    "พิพิธภัณฑ์ของปลอม" รู้จริง! ไม่มั่วนิ่ม
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 พฤษภาคม 2552 16:32 น.
           โดย : หนุ่มลูกทุ่ง

    ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงสินค้าปลอมและเลียนแบบกว่า 500 ชิ้น
           ช่วงที่ผ่านมาในบ้านเรามีการจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ลอกเลียนแบบกันจนเป็นข่าวใหญ่โตแถวแหล่งท่องเที่ยวกลางคืนชื่อดัง ทำให้เรื่องเกี่ยวกับของปลอม ของลอกเลียนแบบ และสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ในบ้านเราโด่งดังขึ้นมาอีกครั้ง
           
           และเพื่อเป็นการตอกย้ำความปลอดภัยของผู้บริโภคอย่างเราๆ ในวันนี้ฉันจึงพามุ่งหน้าสู่ถนนพระราม 3 เพื่อไปยัง "พิพิธภัณฑ์สินค้าปลอมและสินค้าเลียนแบบ ติลลิกี แอนด์ กิบบินส์" หรือ "พิพิธภัณฑ์ของปลอม" ที่ตั้งอยู่ชั้น 26 อาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์ ซึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้จัดแสดงสินค้าปลอมและสินค้าเลียนแบบไว้มากมายกว่า 500 ชิ้น พร้อมทั้งสินค้าของแท้เพื่อใช้เปรียบเทียบและให้เราศึกษาควบคู่กันไป

    ผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้า LACOSTE ล้วนเป็นของปลอมและเลียนแบบทั้งสิ้น
           คุณ หัษณา จิรอาภากุล ทนายความแผนกทรัพย์สินทางปัญญา บริษัทติลลิกีแอนด์กิบบินส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และผู้ที่ผ่านคดีความทางการละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญามามากมายหลายคดี เล่าให้ฉันฟังว่า ที่สำนักงานกฎหมายติลลิกีแอนด์กิบบินส์ ของเรามีมานานเกือบ 120 ปีแล้ว ทางแผนกทรัพย์สินทางปัญญาได้มีการปราบปรามสินค้าปลอมและเลียนแบบมาหลายคดีนับไม่ถ้วน ทำให้ทางสำนักงานมีสินค้าปลอมและเลียนแบบที่ใช้เป็นหลักฐานในการทำคดีมากมาย ซึ่งได้มากจากการจับกุมบ้างและสินค้าบางอย่างได้มาจากลูกความ เพื่อเป็นหลักฐานในการประกอบการดำเนินคดีบ้าง

    ร้องเท้าของปลอม เลียนแบบจากยี่ห้อดังต่างๆ ทั้ง Converse, Adidas, PUMA
           จากจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นตลอดเวลาทำให้ต้องใช้เนื้อที่ในการเก็บสินค้าเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น และสินค้าเหล่านี้ก็ไม่ได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ทางสำนักงานจึงจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้นเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการศึกษา และผู้ที่ต้องการความรู้ทางเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และผลตามกฎหมายเกี่ยวกับการปลอมแปลงสินค้าอีกด้วย
           
           โดยมุ่งเน้นไปที่เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีความด้านนี้ เช่น นักสืบ ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ศุลกากร เป็นต้น เพื่อให้แยกแยะได้ว่าสินค้าใดเป็นของจริง สินค้าใดทำปลอมหรือทำเลียนแบบ ผิดกฎหมายข้อไหนอย่างไร และก็ด้วยด้วยเหตุผลดังกล่าว ในปี พ.ศ.2532 "พิพิธภัณฑ์สินค้าปลอมและเลียน ของติลลิกี แอนด์ กิบบินส์" จึงได้ถือกำเนิดขึ้น

    โมเดลตุ๊กตุ่นที่ใช้วัสดุ เช่น พลาสติกไม่ได้คุณภาพหากเด็กนำเข้าปากอาจเป็นอันตรายได้
           เริ่มแรกสินค้าปลอมและสินค้าเลียนแบบที่รวบรวมไว้มีประมาณ 100 ชิ้น โดยจัดแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่เสื้อผ้า เครื่องหนัง เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเลคโทรนิคส์ และเครื่องสุขภัณฑ์ ต่อมามีสินค้าปลอมที่ได้มาจากการจับกุม และตัวอย่างสินค้าของจริงซึ่งลูกความส่งมาให้เป็นหนักฐานในการดำเนินการมีเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งในปัจจุบันมีสินค้าปลอม สินค้าเลียนแบบทั้งเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์กว่า 2,000 ชิ้น
           
           แต่เนื่องจากสถานที่ไม่พอจึงมีการหมุนเวียนมาจัดแสดงในบางส่วนเท่านั้น สำหรับสินค้าในพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบันสามารถจำแนกเป็นประเภทได้ถึง 15 ประเภทนอกเหนือจาก 4 ประเภทเดิม อาทิ รองเท้า นาฬิกา น้ำหอม ของใช้ภายในบ้าน เครื่องเสียง อะไหล่รถยนต์และเครื่องจักร เครื่องประดับตกแต่ง อาหาร ยา สุรา เคมีภัณฑ์ และเครื่องเขียน

    Ferrari อีกหนึ่งตราสินค้าที่ทางบริษัทติลลิกีแอนด์กิบบินส์รับผิดชอบ
           คุณหัษณา เล่าต่อว่า เราจะมีตัวแทนของแบรนด์ต่างๆเยอะมากจากทั่วโลก แล้วแต่เจ้าของแบรนด์ว่าเขาจะเลือกสำนักกฎหมายไหนในการดูแลแบรนด์ของเขาในไทย ในส่วนที่บริษัทเราดูแลมีหลายแบรนด์ เยอะมาก อาทิ Lacoste, Puma, , Benz, Uhu, Shiseido, Adidas, Ferrari, Anna sui, Gucci, Levi’s, Abercrombie, Ferrero Roche, Nokia, Converse, Casio, Play Boy เป็นต้น
           
           "เจ้าของแบรนด์อาจจะทราบเองว่ามีโรงงานหรือมีร้านขายของปลอมของเขา หรือไม่เราเป็นคนได้ข้อมูลแล้วแจ้งให้เขาทราบ หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับนโยบายว่ามีนโยบายปราบปรามหรือไม่ ถ้ามีเราจะส่งนักสืบออกไปสืบไปหาข้อมูลก่อนว่าร้านที่ขายอยู่ที่ไหน ขายอะไรบ้าง จำนวนของที่ขายเยอะขนาดไหน เราต้องมีการเตรียมการหาข้อมูลหลักฐานก่อน แล้วจึงประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอหมายศาลและเข้าไปตรวจค้น"

    GUCCI อีกแบรนด์เนมชื่อดังที่ถูกปลอมและลอกเลียนแบบเยอะมาก
           แต่ไม่ว่าจะปราบปรามจับกุมไปมากเท่าไร ก็ดูเหมือนสินค้าปลอมแปลงเหล่านี้ไม่ได้ลดจำนวนลงเลย เพราะถึงจะจับกุมผู้ขาย แต่ตัวโรงงานผลิตซึ่งส่วนมากจะตั้งอยู่ในประเทศจีน ซึ่งจะผลิตสินค้าปลอมและเลียนแบบแล้วส่งไปจำหน่ายทั่วโลก ปลอมกันตั้งแต่ของใช้ที่ใช้ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า แล้วยังจะมีของใช้ของจิปาถะอีกมากมายตั้งแต่ดินสอ ไส้แม็ก หนังสือ อาหารการกิน นมผงเด็ก โทรศัพท์มือถือ เครื่องคิดเลข นาฬิกา รถยนต์ ก็ยังมีการปลอมแปลงกัน
           
           บ้างก็ลอกแต่เครื่องหมายการค้า บ้างลอกแต่การออกแบบ อย่างเช่น เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายยี่ห้อ PUMA และ adidas เราก็จะเห็นสินค้าปลอมและเลียนแบบโดยบางครั้งจะเปลี่ยนเพียงตัวอักษรบางตัว เช่น PAMA, TUNA, adids, daiads หรือยี่ห้อ La coste บางครั้งก็ใช้รูปจระเข้กลับข้างกับของแท้บ้าง จระเข้ตาบอดบ้าง แต่คงไว้ซึ่งรูปแบบสีทรงลักษณะเครื่องหมายการค้า โดยมีเจตนาจะลวงขาย หรือเจตนาให้ผู้ซื้อเกิดการเข้าใจผิด

    แม้แต่สินค้าพวกผงซักฟอก ผ้าอนามัย น้ำยาซักผ้า ก็มีทำปลอมและเลียนแบบ
           บางสินค้าลอกเลียนแบบภายนอกเหมือนของแท้มาก แต่ต่างกันตรงคุณภาพของสารประกอบ เช่น สินค้าประเภทอาหารและยา และเครื่องสำอาง ซึ่งผู้บริโภคอาจจะไม่รู้ตัวว่าซื้อของปลอมหรือเลียนแบบมาบริโภค ซึ่งการผลิตอาจจะใช้วัตถุดิบ ส่วนประกอบที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือใส่สารที่อาจก่อให้เกิดอันตรายลงไปผสมอยู่ หากบริโภคเข้าไปอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง แพ้ คัน อาเจียน ท้องเสีย หรืออาจถึงแก่ชีวิตได้
           
           หรือพวกของเล่น โมเดลตุ๊กตุ่นตุ๊กตาปลอมหรือเลียนแบบ อาจใช้วัสดุในการผลิตไม่ดี เช่นพลาสติกที่มีอันตราย เมื่อเด็กเอาเข้าปาก เอาไปอม หรือเคี้ยวก็อาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังเป็นการไม่เคารพต่อผู้สร้างสรรค์ผลงานอีกด้วย

    หนังสือก็ไม่เว้นยังมีปลอมและเลียนแบบกันเกลื่อนตลาด
           คุณหัษณา ได้ฝากถึงผู้บริโภคทุกคนด้วยว่า "กรุณาใช้ของแท้ แม้ของปลอมและเลียนแบบอาจจะมีราคาที่ถูกกว่าแต่อาจมีผลข้างเคียงที่ไม่คุ้มกับมูลค่าเลยก็เป็นได้ นอกจากนี้ยังทำให้ประเทศของเราเสียภาพพจน์ เสียดุลการค้า ดังนั้นการเลือกซื้อสินค้าต่างๆ ทางที่ดีควรพิจารณาเลือกซื้อในแหล่งที่น่าเชื่อถือ ราคา คุณภาพของสินค้า และควรสังเกตชื่อและเครื่องหมายการค้าให้ดี"
           
           สำหรับฉันคิดว่า เหตุผลหนึ่งที่ยังมีการขายสินค้าปลอมและเลียนแบบอยู่มากมายเกลื่อนประเทศขนาดนี้ ส่วนหนึ่งเพราะการปราบปรามบ้านเราไม่จริงจังและไม่ต่อเนื่อง อีกทั้งผู้ขายก็มียุทธวิธีมากมายหลากหลายในการหลบหนี้หลบหลีก จับยังไงก็ไม่ถึงต้นตอ ซึ่งก็ต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งสกัดกั้นไม่ให้นำสินค้าปลอมและเลียนแบบเข้ามาในไทย และปราบปรามจับกุมผู้ขาย และทำลายสินค้าเหล่านั้นให้สิ้น

    หมวกและเข็มขัดแนวๆ ก็มีปลอมและเลียนแบบกันมากมาย
           แต่สำหรับฉันและผู้บริโภคทั้งหลาย หากข้องใจว่าสินค้าที่ใช้อยู่เป็นของแท้หรือเทียม เป็นพาดา(PADA) หรือ ป้าดา, พูมา(PUMA) หรือ ทูนา(TUNA), ไนกี้ (NIKE) หรือ ไฮกี้(HIKE), PLAY BOY หรือ PAY BOY, NOKIA หรือ NOKIE, Gucci หรือ Guci, LACOSTE หรือ LACCOSTE ล่ะก็ไปหาคำตอบกันได้ที่ "พิพิธภัณฑ์สินค้าปลอมและเลียน ของติลลิกี แอนด์ กิบบินส์"

    ดินสอ ไส้แม็ก เครื่องคิดเลข ก็ปลอมได้เนียนจนแยกไม่ออก
           * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
           
           "พิพิธภัณฑ์สินค้าปลอมและเลียน ของติลลิกี แอนด์ กิบบินส์" ตั้งอยู่ชั้น 26 อาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์ ถ.พระราม 3 ช่องนนทรี ยานาวา กรุงเทพฯ เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-17.00 น. และต้องโทรนัดล่วงหน้าเพื่อจัดเตรียมวิทยากร สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและโทรนัดล่วงหน้าที่ โทร. 0-2653-5555
           


    ฟื้น 3 แพร่งเพื่อขายแฮนด์เมด

    กทม.ฟื้น 3 แพร่งเป็นถนนคนเดิน เปิด พท.ขายของแฮนด์เมด
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 พฤษภาคม 2552 17:50 น.
           กทม.เดินหน้าทำแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ ปัดฝุ่น 3 แพร่งเป็นถนนคนเดินให้โอกาสนักศึกษาขายสินค้าแฮนด์เมด ด้านประธานชุมชนเห็นด้วยในการพัฒนา แต่ขออย่ากระทบวิถีชีวิตคนชุมชน
           
           เมื่อเวลา 14.30 น. นางทยา ทีปสุวรรณ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมด้วยตัวแทนกลุ่มสมาคมสถาปนิกสยาม ร่วมลงพื้นที่บริเวณแพร่งภูธร เขตพระนคร เป็นครั้งแรก เพื่อสำรวจศักยภาพพื้นที่เพื่อปรับปรุงให้บริเวณ 3 แพร่ง ได้แก่ แพร่งภูธร แพร่งนรา และแพร่งสรรพศาสตร์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม หลังจากที่ กทม.โดยสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ได้รับความร่วมมือจากสมาคมสถาปนิกสยามในการวางแผนการปรับปรุงพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งในการลงพื้นที่ ตัวแทนของสมาคมสถาปนิกสยามได้นำเสนอแผนการปรับปรุงพื้นที่ ได้แก่ การทำพื้นถนนใหม่ ปรับให้เรียบเสมอกัน จัดภูมิทัศน์ให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย และสวยงาม ปรับปรุงลานกิจกรรมของแพร่งภูธรใหม่ ให้มีความสวยงาม สร้างเวทีทำกิจกรรม นอกจากนั้นแล้ว ในทุกเดือนทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะมีการทำกิจกรรมประจำเดือน ตลอดทั้งปีอย่างต่อเนื่อง
           
           ขณะที่ นางทยา กล่าวว่า ในการทำกิจกรรมต่างๆ นั้น ตนมองว่า ควรจะจัดกิจกรรมที่ต่อเนื่อง ทุกวัน หรือ ทุกสัปดาห์ เช่น ทำถนนคนเดิน ให้นักศึกษาเข้ามาขายสินค้าที่ผลิตขึ้นเอง เพราะยอมรับว่า ที่ผ่านมา ที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในพื้นที่น้อยนั้น เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่แหล่งการค้า ดังนั้น ควรที่จะนำกิจกรรมที่เกี่ยวกับการค้า เข้ามาเสริมกับการท่องเที่ยว ทั้งนี้ต้องไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน
           
           ด้านนายธีรพล คชาชีวะ ประธานชุมชนแพร่งภูธร กล่าวว่า ในแนวทางปรับปรุงพื้นที่ดังกล่าวตนยังไม่รับรู้มาก่อน แต่ก็เห็นว่า หาก กทม.ต้องการพัฒนาชุมชน เพื่ออนุรักษ์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตคนในพื้นที่ก็ไม่ขัดข้อง
           
           ทั้งนี้ พื้นที่ 3 แพร่งดังกล่าวนั้น เป็นทรัพย์สินของสำนักงานทรัพย์สิน ส่วนพระมหากษัตริย์ดูแลอยู่ ซึ่งหาก กทม.ต้องการเข้าไปปรับปรุง นอกจากจะต้องหารือกับประชาชนในพื้นที่แล้ว ก็ต้องมีการหารือเพื่อขออนุญาตกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานทรัพย์สินฯ ด้วย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาในการริเริ่มโครงการปรับปรุงพื้นที่ 3 แพร่งให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว กทม.ยังไม่ได้มีการหารือกับสำนักทรัพย์สินฯ แต่อย่างใด

    บังคับพรรคเหมือนจับผู้แทนเข้าทุก เอาไว้ขายเป็นคอก

    บังคับพรรคเหมือนจับผู้แทนเข้าคุก เอาไว้ขายเป็นคอก
    โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ 28 พฤษภาคม 2552 13:12 น.
    ชรอยจิตใต้สำนึกจะวิตกเกรงว่าจะเขียนบทความไม่ทันเช้าวันพฤหัสฯ 28 พ.ค.นี้ ผมจึงฝันนะว่าได้เข้าไปร่วมประชุมกับพรรคพลังใหม่
           
            ประสิทธิ์ ณรงค์เดช รองหัวหน้าพรรคกำลังพูดอยู่บนโพเดียม ดูเหมือนกำลังจะตำหนิว่าผมไม่ได้ความเสียด้วย
           
            ข้างล่างผมสวมกอดคุณบุญเยี่ยม มีสุข สามีคุณหญิงอัมพร อธิบดีหญิงคนแรกของกระทรวงศึกษาธิการ ถามไถ่ว่าพบคนนั้นคนนี้บ้างหรือเปล่า คุณบุญเยี่ยมเป็นนักวิทยาศาสตร์อุตสาหกรรม จบเคมบริดจ์และเป็นนักวิจัยของเอ็มไอที ตอนนั้นร่วมงานกับอาจารย์ป๋วยเป็นผู้อำนวยการโรงพิมพ์ธนบัตรของแบงก์ชาติ
           
            ครอบครัวมีสุขเป็นสมาชิกพรรคพลังใหม่ทั้งพ่อแม่และลูก ดร.เอื้อย ดร.อ้อย กับคุณพ่อ เป็นผู้ทำงานพรรคที่เข้มแข็งประเภทดี 1 คุณบุญเยี่ยมมีความคิดเรื่องพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตรที่วิเศษมาก ต่อมาท่านไปเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ คงได้สนับสนุนการศึกษาวิจัยสาขานี้เต็มที่ ส่วนดร.เอื้อยกับดร.อ้อยนั้นต้องการสร้างโมเดลการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมให้สำเร็จ เป็นผู้ออกเอกสารวิชาการและวิจัยเพื่อให้ ส.ส.และสมาชิกนำไปพิจารณานโยบายและปฏิบัติการของพรรค น่าเสียดายที่ 6 ตุลามหาโหดทำให้ 2 สาวพี่น้องอพยพไปอยู่ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ที่วอชิงตันทั้งคู่
           
            พรรคพลังใหม่ ประสิทธิ์ ณรงค์เดช และอาจารย์บุญเยี่ยม จากพวกเราไปนานแล้ว เหลืออยู่แต่ความทรงจำ และคำเล่าลือที่ไม่เป็นความจริงว่าประสิทธิ์เป็นนายทุนของพรรค ที่ไม่จริงก็เพราะพรรคไม่มีนายทุน ผู้บริจาคเงินสนับสนุนพรรครายใหญ่ที่สุดเท่ากัน 2 ราย คือคุณชิน โสภณพนิช และคุณหญิงท่านหนึ่งที่สามีอยู่พรรคประชาธิปัตย์ รายละ 3 แสนบาท ผมจำได้เพราะในตำแหน่งเลขาธิการพรรค ผมมีหน้าที่ดูแลการใช้เงิน
           
            ประสิทธิ์เป็นเพื่อนอีสานในโรงเรียนเตรียม และนายกสโมสรจุฬาฯ รุ่นผม เราคบคิดเดินขบวนต่อต้านการเลือกตั้งสกปรกของพรรคมนังคศิลาด้วยกัน ต่อมาเขาร่ำรวยเพราะเป็นเจ้าของโรงงานกระดาษสก๊อตต์ ภายหลังได้เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ คมนาคม และว่าการอุตสาหกรรมยุคพล.อ.เกรียงศักดิ์ ไม่ปรากฏว่ามีความด่างพร้อยใดๆ ในตำแหน่ง ส่วนอาจารย์บุญเยี่ยมนั้นเป็นเจ้าความคิด มีไฟแรงและมีวินัยที่สุดในพรรคคู่กับศาสตราจารย์บุญยง นิโครธานนท์ ศิษย์เก่าฮาร์วาร์ดและอาจารย์คณะสถาปัตย์จุฬาฯ
           
            พรรคพลังใหม่มิใช่พรรคหัวหน้าตั้ง นพ.กระแสและดร.อาทิตย์ ซึ่งเป็นหัวหน้าและผู้นำพรรคเข้ามาทีหลังทั้งคู่ และมิได้เข้ามาเพราะเงินเช่นเดียวกับประสิทธิ์ พรรคพลังใหม่มีผู้ก่อการ 16 คน ได้รับคำขอร้องจากอาจารย์ป๋วยให้เสียสละเข้ามาเป็นเลือดใหม่ทางการเมือง อาจารย์ป๋วยควักกระเป๋าจากเงินเดือนสภานิติบัญญัติให้เป็นค่าใช้จ่ายเริ่มการทุกเดือน โดยอาจารย์บอกแต่แรกว่าจะไม่เป็นสมาชิก เพราะจะคอยสมัครเป็นส.ส.โดยไม่สังกัดพรรค อาจารย์ป๋วยเป็นคนนัดหมายให้หมอกระแส หัวหน้าพรรคไปกินข้าวกลางวันกับพ.อ.สมคิด ศรีสังคม และคุณแคล้ว นรปติที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเอาไปพาดหัวและพิมพ์รูปโตๆ เหนือคำบรรยายว่า “สามสหายผู้ขายชาติ”
           
            พรรคพลังใหม่ควบคุมโดยสมัชชาของพรรคซึ่งมาจากสมาชิกทั่วประเทศ เป็นผู้กำหนดนโยบายแต่งตั้งกรรมการและลงมติให้ ส.ส.ของพรรคนำไปปฏิบัติ รวมทั้งการยกคะแนน 12 เสียงให้พรรคประชาธิปัตย์ฟรีๆโดยไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ อย่างน้อยนายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ ประธานสภาชมเชยว่าเป็นพรรคที่ดีที่สุดในสภา และพล.อ.สุจินดา เคยให้สัมภาษณ์ว่าอยากเห็นเมืองไทยมีพรรคการเมืองเหมือนพลังใหม่ แต่พรรคก็ถึงแก่อวสานไปไม่มีโอกาสเติบโต เพราะส.ส.หนุ่มของพรรค คือเฉลิมชัย ทองตันไตรย์จากลพบุรี และเอี่ยมศักดิ์ หลิมสมบูรณ์ จากภูเก็ตถูกลอบสังหารทั้งคู่ และผู้นำพรรคหลายคนถูกทั้งปืนและระเบิด เดชะบุญที่รอดชีวิตมาได้ โดยไม่ต้องหนีเข้าป่าสักคนเดียว ทหารกับพรรคการเมืองเก่าแก่ในยุคหลัง 14 ตุลาคม ร่วมมือกันทำลายเราเพราะหลงเข้าใจผิดว่าเราเป็นคอมมิวนิสต์ พวกเราอโหสิให้แล้ว
           
            ผมเล่าสู่ฟัง ก็เพราะอยากจะให้ข้อคิดกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเติบโตเข้มแข็งและสั่งสมประสบการณ์ที่หาใครเสมอเหมือนมิได้ในการเคลื่อนไหวการเมืองภาคประชาชน ผมไม่อยากเห็นแกนนำพันธมิตรฯ ตั้งตัวเป็นศาสดาหรือหัวหน้าเสียเอง ที่ให้พี่น้องลงมติตั้งพรรคนั้นถูกต้องสวยงามยิ่งแล้ว ไม่มีพรรคไหนในประเทศไทยจะทำได้ หากสมัชชาซึ่งมาจากมวลชนของพรรคทั่วประเทศร่วมกับแกนนำตั้งผู้นำ กรรมการพรรคและวางนโยบายให้สำเร็จก็อาจจะกลายเป็นพรรคคู่บ้านคู่เมืองได้
           
            ขณะนี้ประเทศของเราตกต่ำระยำยับถึงที่สุดแล้ว แต่เงื่อนไขที่จะส่งเสริมพรรคมีมากกว่ายุคก่อนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคมนาคมและเทคโนโลยีการสื่อสาร และกองทัพก็มิได้เป็นเผด็จการเข้มข้นเช่นในอดีตต่อไปอีกแล้ว ปัญหาจากระบอบทักษิณซึ่งยังครอบงำกลไกของรัฐและรัฐบาลอยู่ไม่หนักหนาเกินแก้
           
            สำหรับผมเองไม่มีความปรารถนาที่จะเป็นอะไร แต่ยินดีให้คำปรึกษาด้วยการเขียนและรับเชิญไปพูด
           
            สิ่งหนึ่งที่ผมพูดแล้วพูดอีก ดูเหมือนผมจะมาสามารถทำให้พันธมิตรฯ หรือท่านผู้อ่านเข้าใจก็คือ ภาคประชาชนจะต้องไม่หยุดการเคลื่อนไหว เพราะเหตุกำลังจะตั้งพรรค หรือเพราะว่ารัฐบาลกับสภาและองค์กรอิสระต่างๆ และสื่อเขาตรวจสอบถ่วงดุลกันอยู่แล้ว มันไม่จริงและเชื่อไม่ได้ทั้งเพ
           
            ภาคประชาชนและพันธมิตรฯ จะต้องถือเป็นภารกิจประจำ (วัน) ที่จะต้องเดินหน้าตรวจสอบเรื่องที่น่าสงสัย เรื่องที่ล่าช้า เรื่องที่เงียบหายไป เรื่องที่มีคดี มีการชี้มูล มีการกล่าวหา หากปล่อยไปแล้วจะเป็นการเสียหายต่อภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของประเทศ เช่น เรื่องทำไมรัฐบาลจึงปล่อยให้การประชุมสุดยอดอาเซียนล่ม รัฐบาลจะต้องรับผิดส่วนไหนบ้างหรือไม่ ทหาร ตำรวจ และเสื้อแดงต้องรับผิดชอบอะไร เรื่องทุจริตต่างๆ ที่คั่งค้างอยู่ใน ป.ป.ช. เรื่องย้ายการบินไทย เรื่องโกงที่รถไฟ เรื่องทำไมปลัดอำเภอบุรีรัมย์สอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอได้เกือบหมด เรื่องทำไมผู้ด้อยอาวุโสแต่เป็นเด็กของเสริมศักดิ์จึงลัดคิวเป็นผู้ว่าฯ ได้ ทำไมเรื่องสมัคร เรื่องคุณสมชายม่านรูด เรื่อง 7 ตุลา เรื่อง 24 กรกฎาคมจึงเงียบไป เรื่องสารพัด ฯลฯ
           
            พันธมิตรฯ และภาคประชาชนควรจะมีชื่อครบ 2 หมื่นหรือ 5 หมื่น เพื่อถอดถอนผู้แทนรัฐมนตรีชั่วหรือเพื่อเสนอกฎหมายเอง ทำไมจึงไม่รีบทำเสีย คอยอะไร
           
            เรื่องรัฐธรรมนูญนั้นในที่สุดก็ต้องแก้ แต่ต้องคอยเงื่อนเวลาที่ไม่ตกเป็นเหยื่อของทักษิณและเสื้อแดงเสียก่อน ส่วนกฎหมายประกอบฯ และกฎหมายอื่นๆ ที่เป็นการปฏิรูปหรือการแก้ปัญหาจะต้องหยิบยกขึ้นมาเคลื่อนไหวให้ทันการณ์
           
            โดยเฉพาะกฎหมายเลือกตั้งและพรรคการเมืองที่บังคับให้สังกัดพรรค เพื่อกวาดต้อนผู้แทนเข้าคุก และขายกันทั้งคอกยิ่งกว่าวัวควาย
           
            ถ้ายังไม่เชื่อหรือไม่แน่ใจ ทำไมไม่หยิบขึ้นมาตรวจสอบหาข้อมูลข้อเท็จจริงหรือศึกษาวิจัยกันดูก่อน ผมขอเสนอที่ปรึกษาให้คือนายยุวรัตน์ กมลเวชช และศาสตราจารย์ดร.อมร จันทรสมบูรณ์
           
            เอาไหมครับ หรือมัวแต่จะคอย สมบัติผลัดกันชม ทีใครทีมันอยู่

    May 28

    น้ำใจที่แสนประเสริฐ: ตามหา 38 ปี เพื่อคืนเงิน

     
     
     
     
     
    ดูรูปเจ้าเป๋ ทำให้นึกไม่ออกว่าเป็นไปได้อย่างไงสำหรับเรื่องนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะน้ำที่แสนประเสริฐ ที่หาไม่ได้แล้วในยุคนี้
     
    ใครได้อ่าน ใครได้พบก็คงอดชื่นชมในน้ำใจของเป๋ไม่ได้ เป็นทั้งลูกศิษย์ที่ได้เรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษที่ถ่ายทอดให้อย่างเต็มที่จนสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริง
    คงจะต้องหารายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตของเป๋เพิ่มเติมในตอนหลังแน่นอน
    May 26

    "พ่อ"

    ตอน :..."พ่อ"... (เรื่องสั้น...ชื่อสั้นๆ...รับวันเปิดเทอม)

     

           "ป๋า...รองเท้านักเรียนของหนู คับจนใส่เกือบไม่ได้แล้วนะครับ"

            เป็นเสียงของเด็กน้อยหัวโหนกที่พูดเจื้อยแจ้วขึ้นมากลางวงข้าวมื้อเย็นของครอบครัว ทำให้ชายวัยกลางคนต้องหยุดชะงักจากการกินอาหารลงชั่วคราว ชายวัยกลางคนหันไปมองหน้าภรรยาที่อยู่ตรงข้ามส่งสายตาในเชิงตั้งคำถามกับเธอแทนคำพูด ภรรยาของเขาตอบรับด้วยการขยับใบหน้าขึ้นลงช้าๆ นั่นหมายความว่า สิ่งที่เด็กชายหัวโหนกพูดออกมานั้น คงจะเป็นเรื่องจริงที่ว่า ร่างกายของเด็กน้อยหัวโหนกเติบโตขึ้นจนทำให้ "รองเท้านักเรียน" มีขนาดเล็กเกินไปสำหรับการเปิดเทอมใหม่เสียแล้ว เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนที่จะเอ่ยคำพูดกับเด็กน้อยหัวโหนกออกมาว่า

            "เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปช่วยป๋าขายของ เสร็จแล้วไปซื้อรองเท้าใหม่ด้วยกัน"

            เด็กน้อยหัวโหนกยิ้มทันทีที่ได้ยินคำตอบจากผู้เป็นพ่อ ผู้ชายที่เขาเรียกมาตั้งแต่จำความได้ว่า "ป๋า" เด็กน้อยรู้ว่า หากวันใด ได้ไปช่วยป๋าขายของแล้ว วันนั้นเขาจะมีโอกาสได้เดินเที่ยวห้างสรรพสินค้าต่างๆ ในละแวก "วงเวียนใหญ่" สถานที่ค้าขายของป๋าของเด็กน้อยนั่นเอง และยังได้เงินในการกินอาหารกลางวันเหลือพอที่จะซื้อขนมได้เล็กๆ น้อยๆ แทนการอยู่จับเจ่าที่บ้านโดยที่ไม่มีเงินค่าขนม เหมือนอย่างตอนเปิดเทอม นั่นเป็นเพราะว่า แม่ของเขานั้นเตรียมไว้พร้อมทั้ง ข้าว และขนมเพียงพอสำหรับเด็กสามคนอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องใช้เงินเลย แต่เด็กน้อยหัวโหนกก็อดไม่ได้ที่จะแอบบ่นกับพี่สาวของเขาอยู่เรื่อยๆ ว่า 

    "...เมื่อไหร่จะเปิดเทอมสักทีนะ วัน จะได้มีตังค์ซื้อขนม ปิดเทอมเนี่ย น่าเบื่อจริงๆ เลยเนาะ ว่ามั๊ย..."

            หลังเสร็จสิ้นอาหารเย็นของภายในครอบครัว ลูกๆ ของชายวัยกลางคนทั้งสามคนก็จับกลุ่มกันดูละครจากโทรทัศน์ภายในบ้าน ภรรยาของเขาก็เข้าไปจัดแจงล้างถ้วยล้างชามอยู่ข้างหลังบ้าน ส่วนเขาออกมาสูบบุหรี่บริเวณหน้าบ้าน เขานั่งคิดคำนึงถึงสิ่งที่ลูกชายพูดในระหว่างกินข้าวเย็น เขาลืมนึกถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอุปกรณ์การเรียนในส่วนของลูกชายคนนี้จริงๆ ในปีนี้ เขาต้องเสียค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอุปกรณ์การศึกษาของลูกสาวคนโตมากขึ้นกว่าปกติ เนื่องจากเป็นการก้าวข้ามจากชั้นประถมศึกษาตอนต้น เป็นประถมศึกษาตอนปลาย ชุดนักเรียนที่เคยใช้ จากกระโปรงมีหู ต้องเปลี่ยนเป็น "ชุดนักเรียนคอซอง" พูดง่ายๆ นั่นก็คือ เปลี่ยนใหม่ทั้งหมดนั่นเอง ไหนจะค่าหนังสือการเรียนการสอน และสมุดต่างๆ ซึ่งต้องซื้อใหม่ทั้งหมด ยังไม่รวมถึงค่าเทอม ที่เขาตัดสินใจให้ลูกทั้งสองคนเข้าโรงเรียนเอกชน แทนที่จะเรียนโรงเรียนวัด เนื่องจากว่า เขาหวังให้ลูกๆ ของเขามีการศึกษาที่ดี แม้ว่าจะเสียเงินมากกว่า แต่เพื่ออนาคตของลูก เขาเลือกที่จะเหนื่อยกว่าเดิม นับว่ายังดี ที่ลูกชายและลูกสาวของเขาเรียนไล่ชั้นกันมาปีต่อปี ทำให้ประหยัดค่าหนังสือการเรียนการสอนไปได้หนึ่งเปลาะ หนังสือของพี่สาวคนโต ก็ถูกโอนมอบฉันทะให้กับ เจ้าเด็กหัวโหนกลูกชายคนที่สอง โดยมีภรรยาของเขาเป็นคนทำให้หนังสือดูดีขึ้นกว่าเดิม โดยการนำกระดาษปฎิทินเก่า มาห่อปกใหม่ในทุกๆ เล่ม เพื่อที่จะเขียนชื่อเจ้าของสมุดเป็นเด็กหัวโหนก เขาอดคิดไม่ได้ว่า หากเจ้าเด็กน้อยหัวโหนกเป็นลูกคนโต คงจะต้องซื้อหนังสือการเรียนการสอนใหม่ในทุกปีเป็นแน่ เนื่องจากเขาเคยไปเปิดดูหนังสือ "มือสองจากพี่สาว" ของลูกชาย ก็จะพบแต่ตัวการ์ตูนต่างๆ ที่วาดตามหน้าหนังสือในแทบทุกหน้า และสภาพของหนังสือก็ยับเยินยู่ยี่เกินที่จะบรรยาย นับว่ายังเป็นโชคที่ที่เขามีลูกสาวเป็นคนโตเสียจริงๆ

            ช่วงเวลาใกล้เปิดเทอมในแทบทุกครั้ง เขามีความรู้สึกว่า "เงินทอง" ช่างหาได้ยากเย็นแสนเข็ญเสียเหลือเกิน การค้าขายในละแวก "วงเวียนใหญ่" ก็ไม่เฟื่องฟูเหมือนสมัยที่ยังไม่มีห้างสรรพสินค้ามาเปิดบริเวณใกล้เคียง ผู้คนพากันไปจับจ่ายใช้สอยที่ห้างสรรพสินค้ากันไปจนเกือบหมด ที่ค้าขายได้ก็เพียงแค่พอประทังชีวิตเท่านั้น หากวันใดค้าขายดีก็พอมีเหลือเก็บ แต่หากค้าขายไม่ดีก็ต้องกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อจุนเจือครอบครัว คำว่า "ทรงๆ ทรุดๆ" คงจะนิยามได้สำหรับสถานะของอาชีพของเขาในเวลานี้ แต่สำหรับวันพรุ่งนี้แล้ว เขาได้แต่หวังไว้ว่า จะมีโชคในการค้าขายขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อที่จะได้มีเงินเหลือมาซื้อ "รองเท้านักเรียน" คู่ใหม่ให้กับเด็กหัวโหนก ลูกชายของเขานั่นเอง

            "ตี๋ พรุ่งนี้นะ เราจะได้รองเท้าใหม่แล้ว เดี๋ยวจะเลือกยี่ห้อที่แถมของเล่น แถมตารางสอนสวยๆ เยอะๆ จะได้เอามาแบ่งกัน ดีมั๊ย" เสียงของเด็กหัวโหนกเจื้อยแจวเปื้อนรอยยิ้มกับพี่สาวและน้องชายของเขาในระหว่างที่นั่งดูโทรทัศน์

            "ดี ดี ดี เราจะได้มีของเล่นใหม่เนาะทู" เสียงน้องชายของเขาตอบกลับมาอย่างมีความหวัง

            ภายในใจของเด็กหัวโหนกในตอนนั้น อยากจะเร่งให้ถึงวันพรุ่งนี้เร็วๆ เขานึกถึง เกมทอดลูกเต๋าจากรองเท้าแพน เกมโจรสลัด จากรองเท้า บาจา BM2000 เขานึกถึงไม้บรรทัดสามมิติ และตารางสอนสีสวยๆ ลายการ์ตูนน่ารักๆ จากถุงเท้าคาร์สัน ทุกอย่างจะมาอยู่ในมือของเขาในวันพรุ่งนี้

            "ทำไม...วันพรุ่งนี้มัน "ช้า" จังนะ" เด็กหัวโหนกรำพึงกับตัวเองเบาๆ ในกลางดึก เนื่องจากนอนไม่หลับนั่นเอง


    ....................

    ....................

    ....................

     

            "ทู ไปเดินเล่นก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวป๋าเก็บของก่อน"

            เสียงของชายวัยกลางคนบอกกับลูกชายของเขาในช่วงเวลาเย็น หลังจากที่วันนี้เขาได้พาลูกชายมาช่วยค้าขายกับเขา วันนี้...เขาไม่มี "โชค" ในการค้าขายเลย จนเขาอดสงสารลูกชายไม่ได้ที่มานั่งสัปหงกเฝ้าแผงขายของ คงเป็นเพราะว่า..."เปิดเทอม" นั่นแหละ ที่ทำให้ผู้คนไม่ออกมาจับจ่ายใช้สอยอย่างที่ควรจะเป็น เขาขายของแทบไม่ได้เลยตั้งแต่เช้ายันเย็น จะมีเพียงลูกค้าประจำที่มาซื้อของกระจุกกระจิกเพียงไม่กี่บาทเท่านั้น เด็กน้อยหัวโหนกสะบัดร่างกายเพื่อให้หายจากอาการง่วงเหงาหาวนอน ก่อนที่เด็กน้อยหัวโหนกจะเดินออกไปจากร้าน เขายื่นเงินให้เด็กน้อย ๑๐ บาท ก่อนที่จะเอ่ยกับเด็กน้อยว่า

            "เอาไปซื้อขนมกิน เหลือทอนแล้วค่อยมาคืนป๋านะ"

            "ขอบคุณครับ ป๋า" เด็กน้อยยิ้มกว้างระหว่างเอ่ยขอบคุณผู้เป็นพ่อ

            เด็กน้อยหัวโหนกเดินเล่นฆ่าเวลาในร้านค้าปลาตู้ละแวกวงเวียนใหญ่ได้สักพัก เขานึกขึ้นได้ จึงเดินไป "สำรวจ" ร้าน "ว่าที่" รองเท้านักเรียนคู่ใหม่ของเขา ร้านแรกที่เขาหมายตาคือ ร้าน "บาจา" เด็กน้อยเดินเข้าไปในร้าน กระทำการ "ลูบคลำทางสายตา" กับรองเท้านักเรียน "บีเอ็มสองพัน" และของเล่นสีสันสดใสที่นำมาวางไว้เป็นตัวอย่างอย่างมากมายภายในร้าน

            "บีเอ็มสองพันเนี่ย แจ๋วสุดๆ เลย แถมเกมโจรสลัดเสียด้วย" เด็กน้อยคิดฝันหวานในใจ

            พนักงานขายเดินมายิ้มให้ ก่อนจะเอ่ยราวกับรู้ใจของเด็กน้อยออกมาว่า "ชอบของเล่นเหรอ หนู"

            "ครับ เดี๋ยวผมจะพาพ่อมาซื้อให้แล้วครับ" เด็กน้อยตอบเปื้อนยิ้ม ก่อนที่จะเดินออกจากร้านไปยังจุดหมายร้านที่สอง

            เมื่อเขาเดินไปถึงร้าน "สุโขสโตร์" ก็ได้พบกับซุ้มสินค้ารองเท้า "แพน" พร้อมกับของแถมเป็น "เกมส์ทอดลูกเต๋าสีสันสดใส" แล้วก็พบกับซุ้มสินค้าถุงเท้า "คาร์สัน" ที่มี "ไม้บรรทัดสามมิติ" และ "ตารางสอนลายการ์ตูน" เป็นสิ่งดึงดูดใจเด็กๆ

            "เอ...หรือเราจะ "สวมแพน...แสนเพลิน" ดีนะ เกมส์ทอดลูกเต๋าเล่นได้ตั้งหลายคนซะด้วย" เด็กน้อยคิดในใจ

            หลังจากสำรวจว่าที่ "รองเท้านักเรียน" คู่ใหม่ จนอิ่มสายตาของเด็กน้อยหัวโหนกแล้ว เด็กน้อยก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งด้วยหัวใจพองโตกลับไปยังร้านของพ่อของเขา เขาตัดสินใจว่าให้ "ป๋า" เป็นคนเลือกน่าจะดีที่สุด เพราะว่า...ไม่ว่า "รองเท้านักเรียน" ยี่ห้อไหน ก็มี "ของแถม" ที่เขา "ชื่นชอบ" ทั้งนั้นนั่นเอง

    ....................

    ....................

    ....................

     

            "ป๋า ผมคืนเงิน ๑๐ บาทครับ" เด็กน้อยหัวโหนกยื่นเงินให้กับพ่อของเขา

            "อ้าว...ไม่ได้กินขนมเหรอ ทู" พ่อของเขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสงสัย

            "ไม่เอาล่ะครับ หนูไม่หิว เก็บไว้ซื้อรองเท้าดีกว่า" เด็กน้อยหัวโหนกตอบด้วยภาษาซื่อ

           เมื่อได้ยินคำพูดของลูกชาย เขาถึงกับสะท้อนใจพลางคิดถึงเงินที่มีอยู่ภายในกระเป๋า จะมี "รองเท้านักเรียน" ราคาเท่ากับเงินในกระเป๋าหรือไม่หนอ...? น่าจะมีสิ เขาเคยเห็นอยู่ร้านหนึ่งละแวกนี้ เมื่อเขาคิดได้ จึงจัดแจงเก็บร้านให้เรียบร้อย ก่อนที่จะเอ่ยบอกกับเด็กน้อยหัวโหนกลูกชายของเขาว่า

            "ไป ทู ไปซื้อรองเท้านักเรียนก่อนกลับบ้านกัน เออ..."ถุงเท้า" เก่ายังใช้ได้อยู่ใช่ไหมลูก...?"

            เด็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามของผู้เป็นพ่อ หัวใจที่พองโตอยู่เมื่อครู่นั้น ก็พลันเหี่ยวลงไปนิดหนึ่ง เด็กน้อยคิดไปไกลว่า "ไม้บรรทัดสามมิติ" และ "ตารางสอนสีสวยๆ" ได้หลุดลอยออกไปจากอ้อมอกของเขาแล้วในตอนนั้น ไม่เป็นไรน่ะ ยังมีเกมส์สนุกๆ จากรองเท้ารอเราอยู่ เด็กน้อยคิดในใจก่อนบอกพ่อของเขาว่า

            "ก็พอได้ครับป๋า แต่ว่า...ยางยืดหมดแล้ว ต้องใช้หนังยางรัด ส้นก็เป็นรูหมดแล้ว"

            "เดี๋ยวถ้าใช้ไม่ได้จริงๆ ค่อยซื้อใหม่วันหลังก็แล้วกัน ก็เอ็งใช้ไม่รักษานี่นา ไป ไป ซื้อรองเท้ากัน" พ่อของเขาเอ่ยด้วยเสียงค่อนข้างดุนิดๆ

           ระหว่างที่พ่อของเด็กน้อยหัวโหนกพาเขาไปซื้อรองเท้า หัวใจของเขาเริ่มเต้นไม่เป็นส่ำเมื่อใกล้ถึงร้าน "บาจา" พนักงานขายใจดีคนนั้นเมื่อเห็นเด็กน้อยเดินมากับพ่อ ก็ส่งสายตามาทางเด็กน้อยและยิ้มให้ เด็กน้อยยิ้มตอบ แต่ว่า...เมื่อใกล้ถึงร้านแล้ว พ่อของเขาก็ยังไม่มีทีท่าหยุดเดิน และจูงมือของเด็กน้อยหัวโหนกเดินผ่านร้าน "บาจา" ไปในที่สุด เด็กน้อยเหลียวหันหลังกลับไปมองร้าน "บาจา" พลางคิดในใจว่า

           "ลาก่อน บีเอ็มสองพัน ลาก่อน เกมโจรสลัด สงสัยเราต้อง สวมแพน...แสนเพลิน ซะแล้วสิ"

           และเมื่อเดินใกล้จะถึงร้าน "สุโขสโตร์" มีผู้คนพากันซื้อรองเท้านักเรียนอยู่จำนวนหนึ่ง พ่อของเด็กน้อยหัวโหนกพามาหยุดอยู่ที่หน้าร้าน เด็กน้อยหัวใจพองโตขึ้นมาอีกครั้ง พ่อของเขาสอดสายตาไปยัง "ป้ายบอกราคา" ของรองเท้าอยู่สักครู่หนึ่ง แล้วก็จูงมือของเด็กน้อยหัวโหนกออกจากหน้าร้าน "สุโขสโตร์" ภายในใจของเด็กน้อยหัวโหนก เริ่มมีคำถามมากมายอยู่ข้างใน "...จะไปไหนเนี่ย รองเท้านักเรียนของเรา เกมส์ทอดลูกเต๋า...อะไรกันเนี่ย...?"

           พ่อของเขาได้พามาหยุดอยู่ที่หน้าร้านของชำเก่าๆ โทรมๆ ร้านหนึ่งบริเวณป้ายรถเมล์ เด็กน้อยหัวโหนกมองเห็น "รองเท้านักเรียน" ราคาถูก ที่อยู่ในถุงพลาสติกสีมอซอ กองอยู่ในกล่องลูกฟูกสีครีมบริเวณหน้าร้าน ไม่มีของแถม ไม่มีเกมส์ทอดลูกเต๋า หัวใจที่พองโตของเด็กน้อยมื่อครู่ คล้ายกับถูกปล่อยลมไปจนแบนแต๋ในเวลานี้ พ่อของเด็กน้อยเลือกขนาดของรองเท้าที่ดูพอดีมาให้เด็กน้อยลองสวมใส่ดู เด็กน้อยหัวโหนกรับมาลองใส่อย่างไม่มีกะจิตกะใจ หากชายวัยกลางคนสังเกตภายในลูกตาของเด็กน้อยหัวโหนกในช่วงเวลานี้สักหน่อย ก็จะเห็นว่ามี "น้ำใสๆ" เริ่มเอ่อล้นอยู่บริเวณข้างในดวงตาคู่นั้น

           "ใส่ได้ไหม ทู...?" พ่อของเด็กน้อยหัวโหนกถาม

           "ครับ" เด็กน้อยตอบสั้นๆ โดยที่พยายามกลั้นความรู้สึกภายในใจไม่ให้เสียงสั่นเครือหลุดรอดออกมา

           "เท่าไหร่ล่ะเฮีย คู่นี้" เสียงพ่อของเขาถามเจ้าของร้าน

          เด็กน้อยหัวโหนกไม่รู้ว่ารองเท้าราคาเท่าไหร่ เนื่องจากไม่มีหัวจิตหัวใจอยากรับรู้สิ่งใดๆ อีกต่อไปแล้ว เด็กน้อยรู้อย่างเดียวว่า "ความฝัน" เมื่อคืนก่อนหน้านั้นได้พังทลายลงไปหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เด็กน้อยได้ยินเพียงแค่เสียงต่อรองราคา ระหว่างพ่อของเขากับเจ้าของร้าน มีคำมากมายในการสนทนาที่เด็กน้อยไม่เข้าใจว่า "ไม่ได้บอกผ่าน" มีความหมายว่าอย่างไร เด็กน้อยรู้อย่างเดียวว่า "รองเท้านักเรียนใหม่" คู่ใหม่คู่นี้สำหรับเขา "ไม่ผ่าน" ทุกสิ่งทุกอย่างด้วยประการทั้งปวง

           "ใส่คู่เก่าไปก่อนได้ไหม...ทู" เสียงพ่อของเด็กน้อยหัวโหนกเอ่ยถามหลังจากการต่อรองราคาไม่สำเร็จ

           "ครับ" เด็กน้อยตอบสั้นๆ ซึ่งคราวนี้เริ่มมีเสียงสะอื้นเร็ดลอดออกมาบ้างแล้ว

           "ถ้าไม่ได้ราคานี้ก็ไม่เอา เฮีย" พ่อของเด็กน้อยส่งรองเท้าคืนเจ้าของร้าน ก่อนจะจูงมือเด็กน้อยหัวโหนกออกไปจากร้าน

    ...................

    ....................

    ....................

           เมื่อถึงบ้าน เด็กน้อยหัวโหนกเริ่มมีอาการซึมเศร้าลงจนผู้เป็นแม่สังเกตได้ หลังจากที่กินข้าวเย็นและพาลูกทั้งสามคนขึ้นนอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เธอจึงลงมาเอ่ยถามสามีของเธอว่า เกิดอะไรขึ้นกับบุตรชาย ถึงได้ซึมเศร้าจนสังเกตได้ขนาดนี้

           "ป๋า ทูมันเป็นอะไรเหรอ ไม่ยอมพูดยอมจา ถามคำตอบคำ เค้าแอบเห็นมันนอนร้องไห้ด้วยนะ"

          "ป๋าซื้อรองเท้าใหม่ให้มันไม่ได้น่ะสิ ช่วงนี้ขายของไม่ดีเลย ไม่รู้จะเอาเงินจากไหนแล้วน้อย เฮ้อ" ชายวัยกลางคนถอนหายใจหลังกล่าวจบ

           "รองเท้าของทูมันคับแล้วจริงๆ นะป๋า ต้องเหยียบส้นถึงจะใส่ได้ ถุงเท้าก็ยานหมดแล้ว ส้นก็ขาดแทบทุกคู่" เธอกล่าวกับสามี

           "ก็มันใช้ของไม่รู้จักรักษา อะไรกัน ปีที่แล้วเพิ่งซื้อให้หยกๆ คิดแล้วมันน่าตีเสียจริงๆ ไอ้ลูกคนนี้" เขากล่าวด้วยอารมณ์หงุดหงิด

           "ป๋าต้องเห็นใจมันนะ วัน มันได้ของใหม่หมดเลย ไหนจะชุดใหม่ หนังสือใหม่ รองเท้าใหม่ แต่มันไม่มีอะไรใหม่เลย" เธอต่อรองกับสามี

           "เออ เออ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะหา "เงิน" มาซื้อให้มันก็แล้วกัน ไม่ใช่ป๋าไม่รู้นะน้อย แต่ป๋าไม่มีเงินเลยช่วงนี้ น้อยก็รู้นี่" เขาพูดตัดบท

           หลังพูดคุยกับภรรยาจบ เขาก็ออกมาสูบบุหรี่หน้าบ้าน เขาคิดถึงอากัปกิริยาของลูกชายระหว่างทางกลับบ้าน ไม่ใช่เขาไม่รู้ถึงความรู้สึกของลูกชาย เพียงแต่ว่า...เขาใช้จ่ายกับอุปกรณ์การเรียนของลูกสาวคนโตไปมากกว่าทุกปี เนื่องจากต้องเปลี่ยนแปลงใหม่หมด และสรีระร่างกายของเด็กผู้หญิง ก็เติบโตเร็วกว่าเด็กผู้ชาย เขาไม่คิดมาก่อนว่า บางครั้งความรู้สึกของ "ลูก" ก็ "ยาก" เกินกว่าที่ผู้เป็น "พ่อ" จะเข้าใจได้ เขานั่งคิดหา "หนทาง" อยู่ครู่ใหญ่ จนในที่สุดเขาก็ "คิดออก" จึงเดินกลับเข้าไปในบ้าน

           "พรุ่งนี้นะ ทู เดี๋ยว ป๋า จะซื้อรองเท้าใหม่ให้" เขาพูดกับตัวเองเบาๆ

    ....................

    ....................

    ....................

     

           วันรุ่งขึ้น หลังจากเลิกเรียน เด็กน้อยหัวโหนกก็มานั่งซึมกะทือบริเวณม้านั่งที่เดิมที่รอแม่มารับกลับบ้านพร้อมพี่สาว วันทั้งวัน เด็กน้อยเห็นเพื่อนๆ มีของเล่นใหม่ๆ ตารางสอนสวยๆ จากรองเท้า ถุงเท้า ใหม่ๆ ของเพื่อนที่นำมาอวดกันภายในห้อง โดยที่เด็กน้อยหัวโหนกต้องใส่รองเท้าเหยียบส้น พร้อมกับถุงเท้ายานๆ ที่มีหนังสติ๊กสีแดงรัดไว้ไม่ให้กองไปถึงตาตุ่ม

           "ทู ป๋ามารับกลับบ้านแล้ว ไป เร็ว" เสียงของพี่สาวเรียกเด็กน้อยหัวโหนก

           เด็กน้อยรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากตามปกติต้องเป็นแม่ของเขาที่มารับกลับบ้าน แล้วเหตุใดวันนี้ "พ่อ" ของเขาถึงมารับแทน

           "ไป ทู เดี๋ยวป๋าพาไปซื้อรองเท้านักเรียนใหม่" เสียงพ่อของเด็กน้อยหัวโหนกกล่าว

           เด็กน้อยหัวโหนกไม่รู้สึกยินดียินร้ายอะไร ทั้งนี้เด็กน้อยรู้แล้วว่า "รองเท้าคู่ใหม่" จะเป็นรองเท้าคู่ใด คงเป็นรองเท้าที่ไม่มีของแถมคู่นั้น ระหว่างทางนั่งรถไปยัง "วงเวียนใหญ่" เด็กน้อยหัวโหนกก็ได้แต่นั่งซึม ไม่พูดจาเจื้อยแจ้วเหมือนเคย จนกระทั่งพ่อของเขาสะกิดให้ลงรถที่ป้ายก่อนหน้าร้านค้าของชำ เด็กน้อยรู้สึกแปลกใจ และแปลกใจมากขึ้นเมื่อพ่อของเขา เดินเข้าไปในร้าน "บาจา" ร้าน "รองเท้านักเรียนในฝัน" ของเขา พ่อของเด็กน้อยหัวโหนกยิ้มให้ และเอ่ยกับเขาว่า

           "อยากได้ "บีเอ็มสองพัน" ไม่ใช่เหรอทู ลองใส่ดูสิ เลือกหลวมๆ หน่อยนะจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ"

           หัวใจของเด็กน้อยพองโตขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน เขาบรรจงลองรองเท้าในฝัน และเลือกรองเท้าที่ใส่สบายที่สุด เมื่อเลือกได้ เด็กน้อยมองหา "ของแถม" เกมโจรสลัด ที่บรรจุอยู่ในกล่องสีสันสวยงาม "ในที่สุด...ก็ตกเป็นของเราจนได้" เด็กน้อยหัวโหนกกระหยิ่มในใจ

           "ความสุข" ของเด็กน้อยหัวโหนกยังไม่หมดแค่นั้น เมื่อพ่อของเขาพาไปที่ "สุโขสโตร์" ซื้อถุงเท้า "คาร์สัน" ให้เขาอีกสามคู่ พร้อมกับ "ไม้บรรทัดสามมิติ" เด็กน้อยขอตารางสอนจากพี่พนักงานขายถึง สามอัน เพื่อที่จะแบ่งให้พี่สาวและน้องชาย พี่คนขายก็ใจดีให้มาถึง สี่อัน ระหว่างเดินออกจากร้าน พ่อของเขาบอกกับเด็กน้อยหัวโหนกว่า

           "ใส่ถุงเท้าให้รู้จักรักษานะ ทู ถ้าขาดอีก ป๋า ไม่ซื้อให้นะ"

           "ครับ ป๋า" เด็กน้อยยิ้มกว้างพร้อมกับตอบพ่อด้วยน้ำเสียงดีใจแบบสุดๆ

           เมื่อถึงบ้านเด็กน้อยหัวโหนกรีบอาบน้ำ ทำการบ้าน และจัดแจงผูกเชือกรองเท้าใหม่ด้วยความสุข ก่อนที่จะหยิบ "เกมโจรสลัด" ของแถมในฝันมาเล่นกับน้องชาย ในวันนี้ เด็กน้อยหัวโหนกมีความสุขมากๆ อีกวันหนึ่งของชีวิต และเด็กน้อยหัวโหนกก็ยังมีความรู้สึก "รัก...ป๋า" มากกว่าทุกวันเสียจริงๆ

           เด็กน้อยหัวโหนกคงไม่รู้หรอกว่า ถุงเท้า "คาร์สัน" ใหม่ และ "รองเท้านักเรียน บีเอ็มสองพัน" ใหม่คู่นั้น ป๋าของเขา ได้เสีย "พระเครื่องเมืองสุพรรณ" หนึ่งใน "ของรักของหวง" ของป๋าเขาไปแล้ว "หนึ่งองค์" นั่นแหละที่แสดงให้เห็นว่า ไม่มี "ของรักของหวง" ใดๆ ในโลกนี้ มีค่ากว่า "เด็กหัวโหนกและพี่น้อง" ในความคิดของ "ป๋า" ของเด็กน้อยทั้งสามคน นั่นเอง

    ...................

    ....................

    ....................

           "สิบกว่าปี" ที่ผ่านมา...สำหรับผมนั้น (แปลว่ายังวัยรุ่นอยู่นะไอ้เตี้ย) ผมยังจำได้ถึงเหตุการณ์ในวัน "เปิดเทอม" ในช่วงเวลานั้นอยู่เสมอไม่เคยลืมเลือน ผมจำได้ว่า "เปิดเทอม" คือ การสิ้นสุดการรอคอยที่ยาวนานสำหรับผม แต่กลับเป็น "ความเหนื่อยยาก" ของพ่อและแม่ผมในช่วงเวลาเดียวกัน เด็กๆ ทุกคนอยากให้เปิดเทอมไวๆ จะได้มี ชุดใหม่ รองเท้า ถุงเท้าใหม่ หนังสือใหม่ โดยที่เด็กๆ ไม่รู้หรอกว่า ของใหม่ๆ ทั้งหลายแหล่นั้น แลกมาด้วย "หยาดเหงื่อ" ของคนเป็นพ่อเป็นแม่ขนาดไหน ซึ่งผมคิดว่า คงเป็น "ความเหนื่อยยาก" ที่ "อิ่มอกอิ่มใจ" อยู่ข้างในลึกๆ ที่คนเป็นพ่อเป็นแม่มองเห็นการเจริญก้าวหน้าทางการศึกษาของลูก ผมอยากจะบอกว่า ผมมีความรู้สึก "ภูมิใจ" ที่ไม่ทำให้ "ความเหนื่อยยาก" และ "หยาดเหงื่อ" ของ "พ่อ-แม่" ผมต้องเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ผมได้ใช้ "ทรัพย์สมบัติ" ที่ "ป๋า" และ "แม่" ให้มาตั้งแต่เล็ก นั่นคือ "วิชาความรู้" มาเลี้ยงชีวิต และตอบแทนพระคุณท่าน แม้จะไม่ได้สัก "เสี้ยวกระบิ" ที่ท่านมีพระคุณกับผมมา คำว่า "มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน" ยังคงเป็นจริง และไม่มีข้อใดที่จะมาโต้แย้งคำนี้ได้ มิตรรักนักอ่าน ว่าไหมครับ

     สุดท้ายนี้ ผมอยากจะบอกกับมิตรรักนักอ่านทุกท่านว่า

    ผมคิดถึง บีเอ็มสองพัน ผมฝันถึง คาร์สัน

    และผม..."รัก...ป๋า"...ที่สุดในโลก ครับ"

     ปัจฉิมลิขิต : แม้จะเปิดเทอมไปแล้วอาทิตย์กว่าๆ หวังว่ายังไม่ช้าเกินไปนะครับ

    เหลือเชื่อ: ตามหาสามสิบแปดปีเพื่อคืนเงินจำนวน 150 บาท

    เมื่อเดือนก่อน ได้รับอีเมล์จากเป๋ (สมชาย)ว่าต้องการพบมาสเซอร์เพราะต้องการส่งเงินค่าสอนพิเศษที่ยังไม่ได้จ่ายเมื่อปี พ.ศ.  2518 ก็มีความรู้สึกประหลาดใจอยู่มาก เพราะไม่คิดว่าจะมีเงินที่หลงเหลืออยู่กับคนอื่นจำนวนมากขนาดนั้น (สมัยก่อนนั้นทองหนึ่งบาทราคา 400 บาท ตอนนี้ทองบาทละหมื่นห้านะ หรือหนึ่งในสามโดยประมาณ) ที่ประหลาดใจมากมีหลายอย่างประกอบกัน
        1. มีการตามหาตัวผมตั้งแต่ปี  2518 ตามไปหาถึงสำนักงานเก่าที่ถนนประชาสงเคราะห์ ห้วยขวาง แต่ผมได้ย้ายออกไปแล้ว (คงจะเป็นช่วงปี 2519)
        2. มีเงินจำนวนหนึ่งที่อยากจะส่งคืน แม้ปัจจุบัน จะไม่มีค่ามากมายนัก
        3. มีคนประเภทนี้อยู่ในสังคมด้วยหรือ
        4. เป็นลูกศิษย์ที่ผมสอนภาษาอังกฤษที่เน้นการท่องประโยคที่จะมีประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เป็นคนที่ได้ใช้ประโยชน์จากชุดภาษาอังกฤษชุดนั้นอย่างเต็มที่ตลอดชีวิตเรื่อยมา และยังเล่าให้ผมฟังว่ายังจำอะไรได้อยู่อีกแม้จนวันนี้ (ดีใจที่สามารถสร้างชุดภาษาอังกฤษที่เป็นประโยชน์ในคนๆ หนึ่งได้) เป็นลูกศิษย์คนเดียวในหลายร้อยคนที่ได้มีปฏิกิริยาและปฎิสัมพันธ์อย่างเต็มรูปแบบ
        5. ภูมิใจที่มีลูกศิษย์อย่างนี้
        (ได้คุยกันทางโทรศัพท์เป็นระยะเวลาหนึ่ง
        วันที่ 24  พฤษภาคม  2552 ได้มีโอกาสพบหน้าเขา (ซึ่งในใจมีภาพของเขาอยู่แล้ว เมื่อเจอตัวจริง ก็ภาพอันเดียวกันจริง ๆ) แม้จะไม่ได้เจอมาตั้ง  38 ปี
     
     
          ยังจะมีเรื่องเล่าให้เขียนอีกสองสามตอน
                                                                   

     
     
    May 25

    พรรคพันธมิตรจะยิ่งยงแน่นอน

    “พรรคพันธมิตร” การเมืองภาคประชาชน บนถนนสายรัฐสภา
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 พฤษภาคม 2552 08:50 น.


    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ผศ.ดร.ชวนะ ภวกานันท์ รองคณะบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    รศ.ดร.ปกรณ์ ปรียากร คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์





    การเคลื่อนขบวนของ การเมืองภาคประชาชนในนาม “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ที่ตบเท้าออกมาต่อต้านและขับไล่นักการเมืองคอร์รัปชั่นภายใต้เงาระบอบทักษิณ และ ระบอบการเมืองเก่า ตั้งแต่ปี 2549 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2551 ความเหนื่อยล้าตลอด 193 วันแห่งการต่อสู้ในปี 2551 ที่ว่ากันว่าเป็นการชุมนุมของประชาชนที่ยาวนานที่สุดเป็นสถิติโลก ดูจะยังไม่บรรลุผล แม้การชุมนุมจะยุติลงแต่ไฟศรัทธาต่อการสร้าง “การเมืองใหม่” หาได้มอดดับตามไปด้วยไม่ หากแต่ยังคงแสวงหาช่องทางในการส่องแสง และ ส่องสว่างเพื่อนำพาประชาชนและบ้านเมืองไปสู่แนวทางที่พวกเขาคิดว่า “ถูกต้อง”
           
           ล่าสุดดูเหมือนว่า สถานการณ์ความวุ่นวายและการจลาจลในบ้านเมืองและสังคมได้บีบให้การเคลื่อนไหวทางการเมืองบนท้องถนน-นอกระบบต้องกลับเข้ามาเป็นการต่อสู้ในระบบ ฟาดฟันในรัฐสภา อย่างน้อยๆ ก็ในช่วงหลายปีข้างหน้านี้
           
           ขณะที่คู่ปรับของพันธมิตรฯ อย่าง “ระบอบทักษิณ” มีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นหัวหอกในการเคลื่อนไหวทางการเมืองบนท้องถนน และ มีพรรคพลังประชาชนที่กลายร่างมาเป็นพรรคเพื่อไทย เป็นหัวหอกในการต่อสู้ในระบบรัฐสภา
           
           ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันที่จะเชื่อมไปสู่อนาคต ดูเหมือนว่า พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคการเมืองที่เคยอิงแอบอยู่กับ “ระบอบทักษิณ” ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย หรือ พรรคชาติไทยพัฒนา กลับไม่สามารถสร้างความแน่ใจ และไว้วางใจให้กับบรรดาพันธมิตรฯทั่วประเทศ ได้ว่าจะไม่มีการเกี้ยเซี้ยะหรือเพลี่ยงพล้ำให้กับพรรคระบอบทักษิณ และอดีตแนวร่วมอย่างพรรคภูมิใจไทยและชาติไทยพัฒนาในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้
           
           เพื่อจุดมุ่งหมายในการสร้างสรรค์ “การเมืองใหม่” ดูเหมือนว่าภายใต้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากเดินเข้าสู่สนามการต่อสู้ในระบบรัฐสภา ...
           
           ทว่า “พรรคการเมือง” ที่มีรากฐานมาจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ จะมีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ และมีโอกาสที่จะเปลี่ยน “การเมืองเก่า” ไปสู่ “การเมืองใหม่” มากน้อยเพียงใด นี่ยังเป็นคำถามที่หลายคนสงสัย
           
           สร้างการเมืองใหม่ ด้วยไฟศรัทธา
           
           ทันทีที่แนวคิดดังกล่าวแพร่สะพัดออกไปก็เกิดเสียงติฉินค่อนแคะว่าเจตจำนงในการจัดตั้งพรรคของมวลชนชาวพันธมิตรฯก็มิต่างจากแนวคิดของนักกินเมืองที่วิ่งกรูเข้าสู่สภาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ และแม้ว่าจะมีเจตนาดีเมื่อเริ่มต้นแต่ก็คงไม่พ้นต้องถูกความโลภแห่งวิสัยการเมืองกลืนกินจนกลายร่าง “จากเทวาเป็นซาตาน” ในที่สุด ซึ่งเรื่องนี้นักวิชาการหลายท่านจากหลายสำนักก็มีมุมมองต่างกันออกไป
           
           รศ.ดร.ปกรณ์ ปรียากร คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ แสดงทัศนะว่า การตั้งพรรคการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถือเป็นพัฒนาการของการเมืองภาคประชาชน เนื่องเพราะมวลชนเหล่านี้มองว่าการเคลื่อนไหวบนท้องถนนนั้นไม่อาจนำไปสู่เป้าหมายได้ ประชาชนทั่วไปก็เริ่มไม่ยอมรับกระบวนการเมืองข้างถนน เพราะที่ผ่านมานั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าการใช้ความรุนแรงของกลุ่มเสื้อแดงในการชุมนุมชนิดเผาบ้านเผาเมือง รวมถึงการบุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบินแห่งชาติทั้ง 2 แห่ง ของพันธมิตรฯ นั้นทำให้ประชาชนเริ่มไม่เห็นด้วยกับการประท้วงบนท้องถนน พันธมิตรฯ จึงต้องมองหาหนทางใหม่ในการขับเคลื่อนอุดมการณ์ทางการเมือง
           
           “ต้องยอมรับว่าการเมืองภาคประชาชนมีผลต่อการเมืองในสภามาก เพราะถ้านักการเมืองไม่ฟังเสียงประชาชน เขาก็อยู่ไม่ได้ แต่ในทางกลับกันถ้าประชาชนออกมาเรียกร้องแล้วนักการเมืองไม่สนใจ ประชาชนก็จะอาจจะรวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อเข้าไปผลักดันข้อเรียกร้องของตนเองในสภา ซึ่งตรงนี้อาจทำให้คุณสนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ที่เคยบอกว่าจะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองต้องเปลี่ยนท่าที แม้แต่คุณจำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ที่เคยปฏิเสธว่าจะไม่เข้าสู่วงการการเมือง วันนี้ก็ยังบอกว่าถ้าจำเป็นต้องตั้งพรรค ก็ต้องพยายามเต็มที่เพื่อให้พันธมิตรฯ เป็นรัฐบาลให้ได้
           
           ผมมองว่าพรรคที่มีฐานการเมืองโดยภาคประชาชนกว้างขวางมากอย่างพรรคของพันธมิตรฯจะเป็นพรรคที่มั่นคงกว่าพรรคการเมืองในระบบเดิม จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาพันธมิตรฯเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบ มีฐานสนับสนุนของมวลชนจำนวนมาก ชัดเจนทั้งประเด็นและท่าทีในการเคลื่อนไหว ตอนนี้ท่าทีของพันธมิตรฯก็ชัดเจนว่าในเมื่อสิ่งที่เรียกร้องนอกสภามันไม่เกิดขึ้น เขาก็ต้องเข้าไปผลักดันในสภาเอง ที่สำคัญการเคลื่อนของพรรคพันธมิตรฯ เป็นกระบวนทัศน์ที่มีกรอบความคิดทางการเมืองต่างไปจากพรรคการเมืองเดิมๆ ซึ่งเป็นไปในลักษณะจับมือกันเพื่อเข้าไปแสวงประโยชน์ และมองว่าประชาชนเป็นเพียงฐานคะแนนเสียงของพรรค เป็นคนที่ลงคะแนนให้พรรค ขณะที่พรรคของพันธมิตรฯนั้นประชาชนไม่ใช่แค่เป็นผู้ลงคะแนนเลือกตั้ง แต่เป็นคนจัดตั้งพรรคเอง ร่างนโยบายเอง และดำเนินกิจกรรมการเมืองต่างๆ กันเอง”
           

           ดร.จรัส หนุน “น้ำดี ไล่น้ำเสีย”
           
           ขณะที่นักรัฐศาสตร์จากรั้วจามจุรีอย่าง ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า แนวคิดในการจัดตั้งพรรคของพันธมิตรฯนั้นถือเป็นทางเลือกทางการเมืองทางหนึ่ง
           
           “ที่ผ่านมาก็มีคนพยายามเปลี่ยนผ่านจากยุคนี้ไปสู่ยุคใหม่ หรือที่เราเรียกว่าสร้าง ‘การเมืองใหม่’ อย่างการเปลี่ยนการเมืองใหม่ตั้งแต่การร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 เพื่อป้องกันปัญหาการคอร์รัปชั่น และการร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ใช้ยาแรงในการป้องกันการซื้อเสียง แต่แม้จะวางกฎระเบียบไว้แข็งมากก็ยังมีคนอาศัยช่องว่างซิกแซกเพื่อกระทำความผิด และเราจะเห็นว่ายังมีคนสนับสนุนระบบและวงจรนี้ เช่น ให้เงินเพื่อให้คนมาประท้วงคัดค้านรัฐธรรมนูญปี 50 เพราะเขาเห็นว่าน่าจะยังมีระบบการเมืองที่มีการคอร์รัปชั่นแบบเดิมอยู่ เพราะเขาสามารถอยู่ได้ในระบบแบบนั้น แต่ระบบใหม่ที่ปลอดการซื้อเสียงเขาอยู่ยาก
           
           ส่วนการที่พันธมิตรฯ มีความคิดว่าจะตั้งพรรคนั้นก็ถือว่าเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง เพราะคนอาจรู้สึกว่าพรรคการเมืองเก่าที่มีอยู่นั้นพึ่งไม่ได้ ผมว่าก็น่าจะลองดูนะ เพราะการจะหาพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาใหม่แล้วคนยอมรับนั้นค่อนข้างยาก แต่พันธมิตรฯเขามีเครือข่ายอยู่พอสมควรแม้จะยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ก็ตาม แต่ทั้งนี้การจะสร้างการเมืองใหม่อาจไม่ใช่แค่การตั้งพรรคเท่านั้นแต่ต้องดำเนินการหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน เพราะปัญหาการเมืองของประเทศไทยนั้นมีรากเหง้ามาจากแนวคิดและวัฒนธรรม นอกจากนั้นการเมืองก็มีทั้งในระดับท้องถิ่นซึ่งอยู่ในส่วนฐานของปิรามิดการเมืองและการเมืองระดับชาติซึ่งอยู่ในส่วนยอดของแท่งปิรามิด
           
           การจะสร้างการเมืองใหม่ได้อย่างแท้จริงต้องอาศัยการเปลี่ยนองค์ประกอบทั้งข้างบนและข้างล่าง ซึ่งวิธีหนึ่งก็คือพยายามเปลี่ยนพรรคการเมืองที่มีอยู่แล้วให้เป็นพรรคที่ดีขึ้น ถ้าถามว่าพรรคประชาธิปัตย์ดีหรือยัง ก็ยังไม่ดี วิธีการคัดเลือกนักการเมืองเข้าพรรคของประชาธิปัตย์ก็ยังไม่ต่างจากพรรคอื่น ผมไม่จะอยากบอกว่าคุณภาพ ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ดีกว่าพรรคชาติไทย พรรคไทยรักไทย หรือพรรคความหวังใหม่ซึ่งปิดตัวไปหมดแล้ว ... คุณภาพก็พอกันแหละ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากนักการเมืองท้องถิ่นซึ่งความรู้ความสามารถก็ไม่ต่างกัน ล้วนเป็นกลุ่มที่อยู่ในการเมืองยุคเก่าทั้งนั้น ส่วนอีกวิธีหนึ่งก็คือตั้งพรรคการเมืองพรรคใหม่ขึ้นมาแล้วสรรหานักการเมืองรุ่นใหม่ๆ ที่มีอุดมการณ์เข้ามาทำงานซึ่งเท่ากับเป็นการผลักนักการเมืองน้ำดีเข้าไปในสภา แทนที่จะปล่อยให้มีแต่นักการเมืองน้ำเน่าอย่างเดียว”
           
           การตั้งพรรคเป็นสิทธิของประชาชน
           
           ด้าน ผศ.ดร.ชวนะ ภวกานันท์ รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นว่าการจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อเข้าไปทำงานในสภานั้นไม่ควรถูกจำกัดสิทธิอยู่เฉพาะในแวดวงการเมืองกลุ่มเดิมๆ เท่านั้น หากแต่เป็นสิทธิอันชอบธรรมของคนไทยทุกคนที่สามารถเดินเข้าสู่สภาหินอ่อนโดยผ่านขั้นตอนของการเลือกตั้ง
           
           “นักวิชาการบางคนเอาอคติส่วนตัวมาเล่นกัน เราต้องมองว่าสีบางสีขึ้นมาบริหารประเทศ เขาขึ้นมาเพื่อประโยชน์อะไร อย่างนักวิชาเกินนักวิชาขาดบอกว่าสีเขียว (ทหาร)ขึ้นมาไม่ดี แต่คุณลองหันกลับไปมองว่าสมัยที่สีเขียวขึ้นมาบริหารประเทศเนี่ยมีการโกงกินน้อยหรือมากกว่านักการเมืองที่มาจากพลเรือน มันต้องพูดกันให้ชัด นักวิชาการก็บอกว่าสีเขียวอย่าปฏิวัตินะเดี๋ยวจะไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ในบางช่วงเวลามันก็จำเป็นที่เขาจะต้องร่วมรับผิดชอบบ้านเมือง นอกเสียจากว่าเขาขึ้นมาแล้วเขาทำไม่ดี ไม่ใช่สีเขียวขึ้นมาบริหารประเทศปุ๊บคุณก็ตั้งแง่ เพราะอะไร เพราะคุณไม่ได้ประโยชน์ สุดท้ายคุณก็เข้าไปรับใช้เขา พอเขาเลิกใช้งานคุณ คุณก็ออกมาด่าเขา
           
           หรืออย่างตอนนี้บางกลุ่มจะตั้งพรรคการเมือง มันก็เป็นสิทธิของเขา มันเป็นการแสดงออกทางการเมือง คุณจะไปวิจารณ์ว่าเขาจะตั้งพรรคเพื่อเข้าไปแสวงประโยชน์อย่างนี้อย่างนั้น ผมว่าตรงนี้คนที่ตัดสินใจคือประชาชน เดี๋ยวมันมีคำตอบออกมาเอง คนไทยตอนนี้ไม่โง่นะ ไม่อย่างนั้นแต่ละสีเสื้อคงไม่สามารถระดมคนที่มีความแตกต่างกันให้มารวมกันได้ตั้งเยอะแยะ แล้วผู้ที่บริหารบ้านเมืองก็ต้องมองว่าตัวเองมีลักษณะเป็นนักวิชาเกิน-นักวิชาขาดหรือเปล่า เอาทฤษฎีมาใช้มากเกินไปไหม หรือบางทีดีแต่สร้างภาพโดยแทบไม่ได้แก้ปัญหาเลย ผมว่าการจะแก้ปัญหาการเมืองได้ต้องทำให้ปากท้องคนอิ่มก่อน นี่คือจุดสำคัญ ไม่ว่าจะการเมืองเก่าการเมืองใหม่ ถ้าคุณทำให้ปากท้องประชาชนอิ่มไม่ได้ก็จะมีอีกหลายสีเสื้อออกมาแน่นอน”
           
           โอกาสของ “พรรคพันธมิตรฯ” ในสนามเลือกตั้ง
           
           นอกจากข้อครหาเรื่องเป้าหมายในการจัดตั้งพรรคแล้ว สิ่งหนึ่งซึ่งมวลชนพันธมิตรฯ ที่มีแนวคิดที่จะจัดตั้งพรรคการเมืองมิอาจหลีกเลี่ยงก็คือคำปรามาสในทำนองที่ว่า “ภาพดี แต่ไม่มีคะแนน” และแม้ได้รับเลือกตั้งก็คงต้องนั่งเฝ้าห้องประชุมสภาในฐานะฝ่ายค้าน แล้วจะเกิดประโยชน์อันใดในเมื่อไม่มีเสียงมากพอจะเข้าไปมีอำนาจเปลี่ยนทิศทางของประเทศในฐานะของฝ่ายบริหาร
           
           ในประเด็นนี้ รศ.ดร.ปกรณ์ มีความเห็นว่า “ การที่บางคนประเมินว่าถ้าตั้งพรรคแล้วพันธมิตรฯจะมีเสียงสนับสนุนน้อยนั้น ผมกลับไม่คิดอย่างนั้น เพราะถ้าดูจากยอดเงินบริจาคที่มีมาตลอดการชุมนุมจนถึงปัจจุบันนั้นเยอะมาก มวลชนของเขานั้นแทบจะเรียกได้ว่ากินภาคใต้ทั้งหมด นอกจากนั้นยังมีภาค 3 จังหวัดในภาคตะวันออกและในเขตเมืองเกือบทุกจังหวัด ที่สำคัญมวลชนเหล่านี้เป็นมวลชนที่เหนียวแน่นและชัดเจนมาก ขณะที่พรรคการเมืองอื่นๆ ไม่มีฐานมวลชนแบบนี้ และที่พันธมิตรฯ หนุนประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาก็เพราะว่าเขายังไม่มีพรรคของตัวเองจึงต้องเลือกพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีโอกาสที่จะสนับสนุนความคิดของเขามากที่สุด แต่ถ้าพันธมิตรฯมีพรรคของตัวเองเขาก็คงไม่เลือกพรรคอื่น คิดว่าสิ่งที่มองข้ามไม่ได้คือการที่เขายืนหยัดต่อสู้กับอำนาจของระบอบทักษิณมายาวนานตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบันทำให้มวลชนของพันธมิตรฯ เป็นพลังที่เข้มแข็งมาก ซึ่งอาจจะไม่ถึงขั้นเป็นแกนนำจัดตังรัฐบาล แต่ก็เป็นเสียงที่ประมาทไม่ได้”
           
           อย่างไรก็ดี รศ.ดร.ปกรณ์ ระบุ ขณะนี้ยังไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าหากลงเลือกตั้งแล้วพรรคของพันธมิตรฯ จะได้คะแนนเสียงจำนวนเท่าไหร่ เพราะการเลือกตั้งครั้งหน้ายังอีกยาวไกล ประชาธิปัตย์อาจเป็นรัฐบาลจนหมดวาระก็เป็นได้ และที่สำคัญตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าพันธมิตรฯ จะตั้งพรรคหรือเปล่า ถ้าตั้งพรรคแล้วใครจะเป็นกรรมการบริหารพรรคบ้าง นโยบายพรรคจะเป็นอย่างไร ยังไม่รู้ว่ากระแสสังคมและสถานการณ์ในช่วงเวลาที่มีการเลือกตั้งเป็นอย่างไร การจะวิเคราะห์ในขณะที่ยังไม่เห็นองค์ประกอบรอบด้านนั้นคงไม่ได้ ตอนนี้หลายคนยังวิเคราะห์โดยอาศัยสูตรการเมืองเดิม และวิเคราะห์จากสถานการณ์เดิมๆ แต่ตนไม่รู้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตจะเป็นเช่นไร
           
           แนะจับมือ ปชป.สู้ศึกเลือกตั้ง
           
           ส่วนทางด้าน ศ.ดร.จรัส มองว่า หากพรรคของพันธมิตรฯต้องการเข้าไปเป็นตัวแทนประชาชนในฐานะรัฐบาลที่มีอำนาจผลักดันนโยบายต่างๆให้บรรลุตามเป้าหมายก็ต้องกำหนดยุทธศาสตร์ทุกก้าวย่างอย่างแหลมคม และการจับมือกับพรรคแม่พระธรณีบีบมวยผมซึ่งมีฐานเสียงในพื้นที่ภาคใต้เฉกเดียวกับพันธมิตรฯ ตามแนวคิด “แสวงแนวร่วม สงวนจุดต่าง” ก็ดูจะเป็นหนทางหนึ่งที่ปูลาดไปสู่การเป็นฝ่ายรัฐบาลได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
           
           “ ต้องยอมรับว่าหนทางของพรรคพันธมิตรฯนั้นไม่ง่าย ตั้งแต่การหาตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง และการสร้างคะแนนเสียง เพราะชาวบ้านยังมีแนวคิดเดิมๆ พันธมิตรฯ ก็มีฐานเสียงอยู่บ้างโดยเฉพาะในเขตเมือง ซึ่งถ้าพันธมิตรฯจะใช้ฐานเสียงที่มีอยู่เป็นตัวสร้างนักการเมืองรุ่นใหม่ขึ้นมาก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ เหมือนกับเขามีที่ดินอยู่บ้างแล้ว การจะหว่านเมล็ดพันธุ์ปลูกพืชขึ้นมาก็ง่ายขึ้น ซึ่งการประท้วงยาวนานถึง 193 วันของพันธมิตรฯในคราวนี้ก็มีผลดีตรงที่คนเข้าใจแนวทางทางการเมืองของพันธมิตรฯ ดีขึ้น และได้รู้เห็นว่าการเมืองยุคเก่ามันเน่าขนาดไหน แต่การตั้งพรรคของพันธมิตรฯก็อาจจะยังไม่สามารถทำให้การเมืองเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดได้ ประชากร 60 ล้านคน จะมีคนเมืองที่ติดตามรับฟังข่าวสารอยู่ประมาณ 10 ล้านคน ถ้าจำนวนประชากรที่มีสิทธิเลือกตั้งมีประมาณ 40 ล้านคน คนที่เลือกพันธมิตรฯก็น่าจะมีประมาณ 6-7 ล้านเสียง ที่เหลือก็ยังคงอยู่ในวงจรเก่า ดังนั้นถ้าเข้าไปในสภาก็อาจจะเป็นพรรคเล็ก แล้วพรรคเล็กที่มีอุดมการณ์ก็อยู่ยาก
           
           เพราะฉะนั้นถ้าจะให้พรรคพันธมิตรฯ ซึ่งเป็นพรรคเล็กอยู่รอดก็คือต้องเข้าไปเป็นฝั่งรัฐบาล ซึ่งถ้าพันธมิตรฯ มองว่าพรรคการเมืองที่พอจะร่วมงานด้วยได้คือประชาธิปัตย์ ก็ต้องลุ้นว่าประชาธิปัตย์จะได้เสียงส่วนใหญ่หรือเปล่า และถ้ามองในช่วง 6-7 ปีข้างหน้านี้เชื่อว่าระบบการเมืองเก่ายังครองเสียงข้างมากอยู่ การที่จะเป็นรัฐบาลได้เสียงของประชาธิปัตย์รวมกับพันธมิตรก็ต้องเกินกึ่งหนึ่งของสภา ในแง่ของการเมืองระดับชาติเขาก็ต้องวางยุทธวิธีในการรบ อย่าให้ ‘ชนะเลือกตั้ง แต่พ่ายแพ้สงคราม’ คือถ้าพรรคพันธมิตรฯ เป็นพรรคเสียงส่วนน้อย ได้คะแนนสัก 30-40 เสียง พันธมิตรฯก็ต้องไปจับกับพรรคการเมืองที่ใหญ่กว่าเพื่อร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งพรรคที่พอจะร่วมกันได้ก็คือประชาธิปัตย์ เพราะฉะนั้นในการเลือกตั้งถ้าพันธมิตรฯไปกินพื้นที่ของประชาธิปัตย์จนประชาธิปัตย์ไม่สามารถเป็นแกนนำในการตั้งรัฐบาลได้ ก็ต้องเป็นฝ่ายค้านทั้งคู่ และการที่พันธมิตรฯจะช่วงชิงเสียงจากคนที่เคยหนุนประชาธิปัตย์จนสามารถขึ้นมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก็ดูจะเป็นไปไม่ได้ ขณะที่ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่าเสียงที่เลือกประชาธิปัตย์ส่วนหนึ่งคือพันธมิตรฯ ถ้าพันธมิตรฯ ตั้งพรรค ทั้ง 2 พรรคนี้ก็จำเป็นที่ต้องเกื้อกูลกัน
           
           ผมเชื่อว่าถ้าตั้งพรรคลงสู้ในสนามเลือกตั้งจริงๆ แกนนำพันธมิตรฯจะต้องมีกลยุทธ์เพื่อทำสงครามให้ชนะ ไม่ได้คิดแค่การสู้ศึกเลือกตั้งเพียงครั้งเดียว การตั้งพรรคก็เป็นหนึ่งในอาวุธที่หยิบขึ้นมาใช้ ส่วนการทำงานการเมืองภาคประชาสังคมก็คงต้องเดินหน้าต่อไป แล้วเวลาจะลงเลือกตั้งผู้หลักผู้ใหญ่ก็คงต้องประเมินว่าควรจะส่งใครลง จะชนะได้อย่างไร สมมุติว่าประชาธิปัตย์สามารถคุมเสียงในเขตไหนได้ พันธมิตรฯ ก็หลีกเสีย ส่วนเขตที่พันธมิตรฯ มีเสียงดีกว่า ประชาธิปัตย์ก็ไม่ส่งลงแข่ง ส่วนพื้นใดที่ 50 : 50 ก็มาตกลงกัน เพื่อที่เมื่อรวมกันจะได้เสียงข้างมากในสภา การเลือกตั้งครั้งแรกๆ ก็คงเป็นในรูปนี้ไปก่อน หลังจากประชาชนยอมรับในผลงานของพันธมิตรฯ แล้วก็ค่อยมาปรับยุทธวิธีกันใหม่ ผมว่าครั้งนี้พันธมิตรฯกับประชาธิปัตย์คงจะรวมกันสู้มากกว่าแยกกันสู้ เพราะประชาธิปัตย์ก็รู้ดีว่าในอีก 2 ปีข้างหน้าเขาต้องสู้กับศึกใหญ่เพราะพรรคการเมืองแบบเก่าก็มีแนวคิดที่จะรวมพรรคกันเพื่อให้ตัวเองได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นประชาธิปัตย์ไม่มีแนวร่วมไม่ได้ และพันธมิตรฯก็มีสิ่งที่ประชาธิปัตย์ไม่มี คือมีมวลชนที่เข้มแข็งและเหนียวแน่น แล้วการเลือกตั้งที่ผ่านมาที่ประชาธิปัตย์ได้เสียงเพิ่มขึ้นก็มาจากเสียงของพันธมิตรฯ ทั้งในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน และในเขตเมือง” ศ.ดร.จรัส กล่าว
           
           ขับเคลื่อนพร้อมกัน ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น
           
           อย่างไรก็ดี ศ.ดร.จรัส มองว่าการจะสร้างการเมืองใหม่ให้บรรลุผลนั้นควรจะดำเนินการทั้งในส่วนของการเมืองระดับท้องถิ่นและการเมืองระดับชาติคู่ขนานกันไป เพื่อหยั่งรากคุณธรรมให้แผ่ขยายไปทุกตารางนิ้วของสังคม อันจะเป็นการสกัดกั้นไม่ให้ “นักกินเมือง” มีโอกาสเติบโตและขยายเผ่าพันธุ์ได้อีกต่อไป
           
           “ระบบการเมืองนี่ถ้าเราไม่ตัดวงจรที่เลว นักการเมืองดีก็อยู่ไม่ได้หรือกลายเป็นนักการเมืองเลวในที่สุด มันต้องสร้างนักการเมืองพันธุ์ใหม่และมีกำลังพอให้เขาคงความเป็นนักการเมืองที่ดีอยู่ได้ โดยเราต้องตัดตั้งแต่เริ่มเข้าสู่วงการการเมืองเลย ทั้งการเมืองในระดับท้องถิ่นและระดับชาติต้องทำไปพร้อมกัน แต่ระดับท้องถิ่นทำได้ง่ายกว่าเพราะขนาดเล็กกว่า ไม่มีระบบพรรคเหมือนการเลือกตั้งระดับชาติ ถ้าพันธมิตรฯ มีความพร้อมก็อาจจะส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นด้วยเพื่อเอานักการเมืองน้ำดีไปแทนน้ำเน่า ผมคิดว่าถ้าเราสร้างนักการเมืองท้องถิ่นที่ดีๆ เพื่อให้ชาวบ้านมีตัวเลือก เขาอาจจะเลือกนักการเมืองที่สุจริตแทนที่จะเลือกนักการเมืองคอร์รัปชั่น ที่ผ่านมาชาวบ้านเขาไม่มีตัวเลือก เราขาดแคลนนักการเมือง แต่ไม่ได้ขาดแคลนนักการเมืองแบบที่ถูกยุบพรรคนะ คนพวกนี้ส่วนใหญ่จะเลว ไม่ต้องกลับเข้ามาใหม่ก็ได้ แต่ที่เรากำลังขาดแคลนคือนักการเมืองที่ดี ซึ่งถ้าเราไม่สร้างขึ้นประชาชนก็ไม่รู้จะไปเลือกใคร” ศ.ดร.จรัส ระบุ
           
           การเมืองใหม่ในต่างแดน
           

           ความฟอนเฟะ เละเทะ ของแวดวงการเมืองนั้นหาใช่จะมีแต่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ในหลายประเทศก็ประสบปัญหาไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ขณะที่มวลชนผู้รักชาติเฉกเดียวกับพันธมิตรฯ ต่างก็เดินหน้าขับเคลื่อนการเมืองใหม่เพื่อสกัดการเมืองน้ำเน่าออกจากสภาในประเทศของเขาเช่นกัน
           
           ศ.ดร.จรัส ได้หยิบยกตัวอย่างที่น่าสนใจซึ่งเกิดขึ้นในประเทศเกาหลีใต้จนกลายเป็นตำนานแห่งการสร้างการเมืองใหม่ มาเล่าให้ฟัง ว่า
           
           “ที่เกาหลีเขาก็มีปัญหาคอร์รัปชั่นพอๆ กับบ้านเราเหมือนกัน แล้วเขาก็มีกลุ่มองค์กรที่ลุกขึ้นรณรงค์ขับไล่นักการเมืองพวกนี้เหมือนที่พันธมิตรฯ ทำ แต่ต่างกันที่วิธีการคือที่เกาหลีเขาใช้วิธีกดดันให้พรรคการเมืองต่างๆ เลิกส่งผู้สมัครที่มีพฤติกรรมทุจริตลงเลือกตั้ง โดยมูลนิธิที่ชื่อ Beautiful Foundation เขารณรงค์การสร้างการเมืองใหม่ด้วยการไล่บี้ ส.ส. คือนักการเมืองคนไหนมีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชั่นมูลนิธินี้ก็จะนำข้อมูลไปเปิดเผยให้ประชาชนรับรู้ เช่น ส.ส.คนนี้ร่วมทำธุรกิจกับใคร ให้อภิสิทธิ์ใคร มีสายสัมพันธ์กับใคร ลิสต์รายชื่อออกมาหมด คือพูดง่ายๆว่าทำ เป็น‘บัญชีหนังหมา’
           

           แต่เขาก็แบ่ง ส.ส.เป็นหลายเกรดนะ ส.ส.คนนี้ดีพอใช้ คนนี้แย่ในระดับปานกลาง แต่ไอ้ที่แย่ถึงแย่ที่สุดเนี่ยเขาเอามาขึ้นลิสต์ ก็ได้ ส.ส.ที่แย่กับแย่มากๆประมาณ 100 กว่าคนแล้วก็ส่งรายชื่อไปยังพรรคการเมืองว่าอย่าส่งคนพวกนี้ลงสมัครนะ แล้วก็มีการทำแคมเปญต่อโดยประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านรู้ว่า ส.ส.คนนั้นคนนี้ไม่ดีนะ แล้วก็มีการปฏิสัมพันธ์ทำให้เกิดสื่อสาร 2 ทาง บางคนเข้ามาโพสต์ให้ข้อมูลในเว็บไซต์ของมูลนิธิ บางคนก็มาให้ข้อมูลว่าที่กล่าวหาว่าคนนี้ทุจริตน่ะไม่เป็นความจริงนะ ก็เอาหลักฐานมายืนยันกัน แล้วเขาก็มีกระบวนการในการคัดออก จาก 100 กว่าคน เหลือ 60-70 คน เขาก็แจ้งไปยังพรรคการเมืองว่าอย่าเอาคนพวกนี้ลงนะไม่งั้นประชาชนจะไม่เลือกคุณทั้งพรรค ขณะที่ชาวบ้านในแต่ละชุมชนก็ร่วมมือแข็งขันมาก พอพรรคขึ้นป้ายหาเสียง ชาวบ้านก็ไปดึงป้ายออก แล้วจริงๆการเมืองเกาหลีเขาแรงกว่าบ้านเราอีกนะ มีการสั่งเก็บกันเลย แต่เขาก็ต่อสู้กันด้วยกฎหมาย
           
           ความจริงมูลนิธินี้เป็นองค์กรเล็กๆ แต่มีพาวเวอร์มาก ปัจจุบันมีคนอยู่แค่ 50-60 คน แต่ก่อนก็เป็นองค์กรใต้ดินนะเพราะทำอย่างนี้มันผิดกฎหมาย แล้วก็เป็นงานที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยของชีวิต ก็เหมือนกับพวกพันธมิตรฯ น่ะแหล่ะ คือคนที่เป็นเจ้าของมูลนิธินี้เป็นลูกมหาเศรษฐีในเกาหลี เขาจบปริญญาตรี โท เอก ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา เป็นคนที่ทั้งเก่ง ทั้งมีความรู้ ทั้งมีเงิน เรียบจบกลับมาเกาหลีเขาไม่ทำอะไรเลย เขาบอกว่าเขาอยากกลับมาจัดการกับการคอร์รัปชั่นในเกาหลีให้ได้ ปรากฏการณ์นี้เป็นสิ่งที่เล่าขานกันไปทั่วโลก ปัจจุบันมูลนิธินี้ก็ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง เขาสามารถทำให้พรรคการเมืองเปลี่ยนได้ด้วยการผลักดันให้ตัดชื่อ ส.ส.เลวๆ ไม่ให้พรรคส่งลงสมัคร แต่หลังจากเขารณรงค์แล้วก็ยังเหลือ ส.ส.น้ำเน่าที่ทางพรรคส่งลงสมัครแล้วได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาอีก 6-7 คน ซึ่งมูลนิธินี้ก็ยังตามต่อโดยตามไปดูว่าได้รับตำแหน่งอะไร ไปทำงานอะไรในสภา เขาตามดูพฤติกรรมอยู่ตลอดเวลา แล้วถ่ายรูปมาฟ้องประชาชน ในที่สุดทางพรรคก็เลยไม่กล้าให้ไปทำงานในตำแหน่งสำคัญๆ ให้เป็นแค่ ส.ส.ธรรมดา เขาทำอย่างนี้มาตั้งแต่ปี 2540 แล้วนอกจากกิจกรรมที่ว่าเขาก็มีแคมเปญอื่นๆ ด้วย มีการประท้วงเรียกร้องต่างๆ เพราะเครือข่ายภาคประชาชนเขาขยายออกไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าหลังจากทำแคมเปญดังกล่าว ตั้งแต่ปี 2540 ถึงปัจจุบันมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น 2 ครั้ง เขาสามารถขจัด ส.ส.น้ำเน่าออกไปได้เกินครึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก”
           
           เมืองไทยไม่สิ้นหวัง
           
           แม้หนทางการสร้างการเมืองใหม่ของประเทศไทยจะช่างยาวไกลและเต็มไปด้วยขวากหนาม แต่มวลชนในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่สิ้นหวังโดย ผศ.ดร.ชวนะ ให้ทัศนะต่อประเด็นนี้ว่า
           
           “ การสร้างชาติไม่จำเป็นต้องมีแนวคิดเดียว และไม่ควรผูกขาดว่าต้องมาจากแนวคิดของนักวิชาการเพียงหรือนักการเมืองเพียงกลุ่มเดียว ทำไมเราไม่รับฟังหลายๆความเห็น โครงสร้างการเมืองไทยที่ผ่านมานั้นมันมาจากความคิดของคนไม่กี่กลุ่มที่พยายามคิดแทนคน 60 กว่าล้านคน แล้วก็มาจากนักการเมืองที่เขามีอาชีพเป็นนักการเมืองอยู่แล้ว มันก็เกิดการผูกขาดอยู่เฉพาะในกลุ่มนั้น ผมว่าการเมืองไทยไม่ใช่ทำเพื่อให้เราเป็นประชาธิปไตยที่มีรัฐบาล 200-300 เสียง แต่เราทำเพื่อปกป้องรักษาความเป็นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การเมืองไทยต้องระบุเลยว่าประชาธิปไตยภายใต้องค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งพระองค์ท่านอยู่เหนือการเมืองอยู่แล้ว แต่ตอนนี้บางฝ่ายก็พยายามดึงฟ้าลงต่ำ ถามว่าบังควรไหม
           
           ปัญหาของการเมืองไทยต้องแก้จากรากเหง้า ต้องมาปรับโครงสร้างระบบความคิด ประชาชน ต้องสร้างทายาททางการเมืองที่ดี ปลูกฝังตั้งแต่เด็กอนุบาลเลยให้เห็นความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ รู้ว่าระบบการเมืองที่มีมาจนถึงทุกวันนี้นั้นมาคู่กับสถาบันพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์ทรงได้ใช้วิธีการอะไรในการบริหารประเทศ พระองค์ดำเนินงานการเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศจนสามารถรักษาประเทศมาได้ถึงทุกวันนี้ มันไม่ใช่ตัดฉับมาเป็นประชาธิปไตยเมื่อปี 2475”
           
           ขณะที่ ศ.ดร.จรัส กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “ ผมไม่อยากให้ประชาชนหมดกำลังใจนะ ต้องบอกว่าวันนี้การเมืองภาคประชาชนเข้มแข็งมาก การชุมนุมของพันธมิตรฯ ในช่วงที่ผ่านมาวิธีการอาจถูกบ้างผิดบ้างแต่ว่าพลังนั้นเข้มแข็งถึงขั้นรัฐบาลที่ไม่มีคุณธรรมเอาไม่อยู่ แม้จะยังไม่สามารถผลักดันนักการเมืองเลวออกจากสภาได้แต่ก็สามารถอัดกับเขาได้และยังคงยืนหยัดสู้มาได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นเชื่อว่าอนาคตการเมืองไทยต้องดีขึ้นแน่”
           

           * * * * * * * * * * *
           

           เรื่อง – จินดาวรรณ สิ่งคงสิน
           ภาพ – มานพ ชูแสง / กิตติ บุปผาชาติ
    May 24

    การประมาณอายุของปราสาทเขาพนมรุ้ง

    หาอายุ "ปราสาทพนมรุ้ง" ด้วยเข็มทิศกับ เด็กไทย-แขมร์
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 พฤษภาคม 2552 13:26 น.

    นักเรียนไทยกัมพูชาร่วมกิจกรรมหาอายุปราสาทพนมรุ้ง

    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

    นักเรียนไทยใช้เข็มทิศทาบบนเส้นแบ่งชี้ตะวันออก-ตก

    เข็มทิศที่แปะติดกระดาษแข็งที่มีสเกลบอกมุม 90 องศา

    โคซึ่งแสดงการสักการะเทพพระเจ้า

    ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์



    น.ส.พัชรวรรณ สิริสกุลเรืองกิจ (ซ้าย) นายสุวอน เซียน (ขวา)

    น.ส.กีรติกา สุขสีทอง (ซ้าย) ด.ญ.มุมตัซ เชตเตอร์โมฮามัด (ขวา)

    ไม่ต้องมีเครื่องมือซับซ้อน เราก็สามารถคำนวณอายุคร่าวๆ ของ "ปราสาทพนมรุ้ง" ปราสาทหินอายุนับพันปีได้ด้วยเข็มทศอันเดียว หากเราเข้าใจในเรื่องตำแหน่งดวงดาว เช่นเดียวกับกิจกรรมที่ร่วมกันทดลองระหว่างนักเรียนไทยและนักเรียนจากกัมพูชา
           
           จากความรู้ที่ว่า "ดาวเหนือ" ในทุกวันนี้ กับดาวเหนือในอดีตนั้น เป็นคนละดวงกันเนื่องจากแกนโลกที่ส่ายๆ อยู่ตลอดเวลา ผนวกเข้ากับข้อสังเกตที่ว่า หาก "ปราสาทพนมรุ้ง" ที่ตั้งอยู่บนภูเขาถูกออกแบบมาเพื่อบูชาสุริยเทพ แล้วเหตุใดวันที่แสงแดดส่องผ่านประตู 15 ช่อง จึงมีถึง 4 วัน และไม่ตรงกับวันอิควินอกซ์ (Equinox) ซึ่งเป็นวันที่กลางวัน-กลางคืนยาวเท่ากันและดวงอาทิตย์ยังขึ้น-ตกตรงตามทิศตะวันออกและทิศตะวันตกพอดี ซึ่งมีเพียงปีละ 2 ครั้ง คือตรงกับวันที่ 21 มี.ค. และ 22 ก.ย. จึงนำไปสู่การหาอายุปราสาทหินด้วย "เข็มทิศ" อันเดียว
           
           ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์ (ลีซา) นำคณะนักเรียนไทยในโครงการของลีซาและนักเรียนไทยจาก จ.สุรินทร์ พร้อมด้วยตัวแทนนักเรียนกัมพูชา จาก จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ร่วม 30 คน เดินทางไปปราสาทพนมรุ้งซึ่งตั้งอยู่ยนเขาใน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ เพื่อทำกิจกรรมคำนวณหาอายุปราสาทหินด้วยเข็มทิศ ในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนที่ผ่านมา ซึ่งทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ ได้ร่วมเดินทางไปด้วย
           
           การทดลองเริ่มขึ้น ด้วยการใช้เข็มทิศซึ่งแปะติดกับกระดาษที่มีสเกลบอกมุม 90 องศา ทาบกับขอบหินของปราสาทหรือเส้นแนวเหนือ-ใต้ หรือ ตะวันออก-ตะวันตก ซึ่งเป็นเส้นที่ช่างสมัยโบราณขีดลงบนก้อนหินที่ใช้สร้างปราสาทเพื่อกำหนดทิศในการว่างตัวของปราสาท ทั้งนี้ใช้เข็มทิศวัดมุมเพื่อดูว่าแนวของปราสาทที่ตั้งในแนวเหนือ-ใต้ของอดีตต่างไปจากทิศเหนือในปัจจุบันกี่องศา โดยแบ่งกลุ่มนักเรียนทั้งหมดออกเป็น 9 กลุ่ม และกระจายกันสุ่มวัดมุมตามจุดต่างๆ ของปราสาททั้งหมด 10 จุด
           
           ผลจากการวัด เมื่อนำข้อมูลจากทุกกลุ่มมาเฉลี่ยพบว่า แนวเหนือ-ใต้ของปราสาทนั้นต่างไปจากทิศเหนือของปัจจุบัน 6 องศา ซึ่งเมื่อใช้โปรแกรมทางดาราศาสตร์ดูย้อนกลับไปว่าที่ดาวเหนืออยู่ในตำแหน่งดังกล่าวนั้นผ่านมาแล้วกี่ปี พบว่าปราสาทพนมรุ้งมีอายุ 1,000 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับการประมาณอายุโดยอาศัยหลักฐานทางโบราณคดีที่ระบุว่าปราสาทมีอายุราว 900-1,000 ปี
           
           น.ส.พัชรวรรณ สิริสกุลเรืองกิจ ซึ่งเพิ่งจบชั้น ม.6 จากโรงเรียนศึกษานารี ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำของการทดลองนี้ อธิบายให้ทีมข่าววิทยาศาสตร์ฟังว่า การที่ตำแหน่งเหนือ-ใต้ของปราสาทในอดีตเอียงไปจากทิศเหนือในปัจจุบันนั้นเนื่องจากแกนโลกส่าย ซึ่งนอกจากแกนโลกจะเอียง 23.5 องศาแล้ว แกนโลกยังหมุนรอบตัวเองเป็นวงกลม โดยจะหมุนครอบ 1 รอบในทุกๆ 26,000 ปี ทำให้ตำแหน่งที่ชี้ไปยังดาวเหนือนั้นเปลี่ยนไปจากอีดต
           
           "การที่แสงอาทิตย์ส่องผ่านประตุ 15 ช่องนั้น หลายคนมองเป็นเรื่องของความเชื่อ แต่เราสามารถนำปรากฏการณ์ดังกล่าวมาเป็นจุดสังเหตในการคำนวณหาอายุปราสาทได้ โดยมีแค่เข็มทิศอันเดียว" น.ส.พัชรวรรณให้ความเห็น และให้ข้อมูลเพิ่มว่าวันที่มีปราฏการณ์แสงอาทิตย์ลอดผ่าน 15 ประตูมีอยู่ 4 วันคือ ในเดือน มี.ค., เม.ย., ก.ย.และ ต.ค. เดือนละ 1 วัน
           
           ทางด้าน น.ส.กีรติกา สุขสีทอง ซึ่งเพิ่งจบชั้น ม.6 จากโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยเชียงราย ผู้รับหน้าที่เป็นหัวหน้ากิจกรรมครั้งนี้ของลีซา ช่วยย้ำกับทีมข่าววิทยาศาสตร์อีกครั้งว่า กิจกรรมครั้งนี้ใช้เข็มทิศเป็นอุปกรณ์หลักในการวัดมุมปราสาทพนมรุ้ง
           
           นอกจากนั้นก็ยังมีการเชื่อมความสัมพันธ์กับนักเรียนจากกัมพูชาด้วย โดยในส่วนของนักเรียนไทยได้ฝึกพูดภาษาเขมรในส่วนที่จำเป็นต่อการสนทนาด้วย แต่เมื่อพบกันจริงๆ ก็ยังคงสื่อสารกันได้ลำบาก นับว่าภาษาค่อนข้างเป็นอุปสรรค แต่ครั้งนี้ก็ได้ว่านักเรียนกัมพูชามีความตั้งใจที่จะเรียนรู้
           
           ส่วนนายสุวอน เซียน นักเรียนเกรด 12 จากโรงเรียนฮุนเซนอุดรมีชัย จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ซึ่งเดินทางมาร่วมกิจกรรมหาอายุปราสาทพนมรุ้งโดยอาศัยความรู้ทางดาราศาสตร์และเข็มเทิศเป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูล กล่าวกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ว่า กิจกรรมนี้ทำให้ทราบว่าปราสาทพนมรุ้งนั้นเอียงไปจากทิศเหนือกี่องศา และนำไปคำนวณหาเป็นอายุปราสาทได้ แต่ทั้งนี้เขาก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก แต่อย่างน้อยก็ได้ทราบว่าจะใช้เข็มทิศอย่างไร
           
           "เปรียบกับนครวัดแล้ว นครวัดใหญ่โตกว่าและมีรูปสวยกว่ากว่า อีกทั้งคนจากทั่วโลกรู้จักนครวัดมากกว่า ส่วนตัวผมเองก็เพิ่งรู้จักพนมรุ้ง ซึ่งเมื่อกลับถึงบ้านผมก็จะเล่าให้เพื่อนๆ ฟังว่าเขาพนมรุ้งนั้นเป็นอย่างไร" เซียนพยายามให้ความเห็นด้วยภาษาไทยอันกระท่อนกระแท่น
           
           สำหรับ ด.ญ.มุมตัซ เชตเตอร์โมฮามัด นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ จ.ยะลา ซึ่งเดินทางไกลจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาร่วมกิจกรรมทางดาราศาสตร์ครั้งนี้ กล่าวว่านอกจากดาราศาสตร์แล้วยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในแบบที่ยะลาไม่มี รวมทั้งเรื่องความเชื่อต่างๆ เกี่ยวกับพนมรุ้ง ซึ่งคาดว่าจะนำการทดลองนี้ไปประยุกต์ใช้กับการมัสยิดอย่างมัสยิดกรือเซะที่ จ.ปัตตานีได้ เนื่องจากสร้างมาแล้วหลายร้อยปีเช่นกัน
           
           "การทดลองนี้ได้พิสูจน์ว่านักโบราณคดีประมาณอายุของปราสาทไว้เท่านี้แล้ว เราจะสามารถคำนวณอายุปราสาทได้เหมือนกันหรือไม่ด้วยวิธีทางดาราศาสตร์ นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้และใช้ชีวิตรวมกับเพื่อนๆ จากกัมพูชาและพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันด้วย" ด.ญ.มุมตัซให้ความเห็น

    ตะกูที่ถูกมองโดยคนส่งเสริมการปลูกเมื่อปี 2552

    ตะกูไม้เศรษฐกิจตัวใหม่มาแรง รองรับตลาดเฟอร์นิเจอร์
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 พฤษภาคม 2552 09:39 น.
    ตะกู 2 ปีที่ปลูกในดินนา
           ต้นตะกู ไม้เศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มเกษตกรผู้ปลูก และในกลุ่มอุตสาหกรรมไม้เฟอร์นิเจอร์ในประเทศไทย เหตุผลมาจากตะกูเป็นไม้โตเร็ว ให้เนื้อไม้มากกว่า และเนื้อไม้เนียนเรียบไม่มีเสี้ยน ราคาไม่แพงสูง ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีผู้ประกอบการสนใจเข้ามาทำธุรกิจกล้าไม้ตะกูกันเป็นจำนวนมาก

    แปลงเพาะพันธุ์กล้าตะกู
           นายโศธนะ เพิ่มชาติ เจ้าของสวนตะกูหลวง เล่าว่า ตะกูเป็นไม้ที่พบเห็นได้ในป่าร้อนชื้น ทางภาคใต้ และภาคเหนือ โดยตะกูในป่าจะมีคุณสมบัติ ช่วยกักเก็บน้ำและความชื้นให้กับต้นไม้ที่อยู่ใต้ต้น เพราะมีใบกว้างมาก ทำให้ป่ามีความชุ่มชื้น ไม่แห้งแล้ง ไม้ที่อยู่ในป่าเจริญเติบโตไปด้วย คนทั่วไปจึงเรียก ตะกู ว่าไม้เบิกป่า ไม้เบิกนำ
           
           และด้วยคุณสมบัติของตะกูที่เป็นไม้โตเร็วให้เนื้อไม้มาก และได้เนื้อไม้ที่เนียนเรียบ น้ำหนักเบา ทำให้ในวงการอุตสาหกรรมไม้ จึงให้ความสนใจนำตะกูมาผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์ ทำลัง และพาเลท ที่ใช้ในวงการอุตสาหกรรม เพราะมีน้ำหนักเบา โดยปัจจุบันมีการปลูกตะกูเป็นไม้เศรษฐกิจในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ จึงได้มีผู้ผลิตต้นกล้าตะกูออกมาจำหน่ายเป็นจำนวนมากเช่นกัน

    นายโศธนะ เพิ่มชาติ เจ้าของ
           “ผมเองเป็นรายหนึ่งที่ทำธุรกิจไม้ตะกูอย่างครบวงจร เริ่มตั้งแต่ ปลูก เพาะพันธุ์กล้าออกจำหน่าย และสุดท้ายออกมาเป็นบายโปรดักส์ ในรูปของแผ่นรองลังใส่ของที่ ใช้ในวงการอุตสาหกรรม ซึ่งในแต่ละปีมีความต้องการแผ่นรองลังเป็นจำนวนมาก และจากเดิมใช้ไม้ยาง ซึ่งให้เนื้อไม้น้อย ต่างจากไม้ตะกูที่ให้เนื้อไม้มากกว่าทำให้ต้นทุนลดลงและน้ำหนักเบา
           
           สำหรับไม้ตะกูเป็นไม้ในกลุ่มเดียวกับ ไม้ยาง และยูคาลิปตัส โดยตะกูจะใช้เวลาในการปลูกประมาณ 5-6 ปี มีขนาดความสูงประมาณ 15-25 เมตร ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์และการดูแลรักษา ส่วนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-5 เซ็นติเมตร อายุ 2 ปีขึ้นไป ทนต่อสภาวะน้ำท่วมขัง และที่ให้เนื้อไม้มาก เพราะลำต้นจะตรงไม่แตกกิ่งก้าน

    หลังจากตัดไปแล้วตอจะแตกใหม่
           นายโศธนะ เล่าต่อว่า ส่วนราคาต้นตะกูในปัจจุบันที่อายุ 5-6 ปี ราคาต้นละไม่ต่ำกว่า 500 บาท ซึ่งลูกค้าที่ซื้อต้นกล้าจากเรา จะรับประกันซื้อคืน ในราคา 500 บาท โดยราคาต้นกล้าจะเริ่มต้นตั้งแต่ 8 บาท ไปจนถึง 15 บาท ซึ่งต้นกล้าจะมีอายุประมาณ 3-5 เดือน การปลูกต้นตะกู จะต้องปลูกที่ลุ่ม เพราะเป็นไม้ที่ชอบน้ำ ในช่วงแรกถ้าต้องการให้โตเร็วจำเป็นต้องรดน้ำอยู่เรื่อย
           
           ที่ผ่านมาเราได้จำหน่ายต้นกล้าออกไปแล้วเป็นหลักล้านต้น โดยปีที่แล้วจำหน่ายต้นกล้าออกไปทั้งสิ้น 8 แสนต้น ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะมาจากทางภาคใต้ โดยจะมีการนำไปปลูกแทรกอยู่ในสวนยาง เพราะปกติชาวสวนยางจะมีการตัดต้นยางทิ้งต้องใช้เวลา 10 ปี และถ้าราคายางแพงกว่าชาวสวนก็จะไม่ยอมตัดต้นยางทิ้ง ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไม้ต้องซื้อไม้ในราคาสูง และไม่มีไม้สำหรับมาทำเฟอร์นิเจอร์

    ผลตะกูที่นำเมล็ดมาเพาะเป็นต้นกล้า
           “ผมเป็นคนชอบปลูกต้นไม้ จึงได้ไปพบต้นตะกูในพื้นที่ป่าภาคใต้และภาคเหนือ จะเรียกว่าไม้ตุ้ม หรือ ไม้ตุ้มหลวง ภาคกลางจะเรียกว่า ตะกูยักษ์ ซึ่งเห็นว่าเป็นไม้โตเร็ว น่าจะนำมาใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง และได้ทดลองปลูก เห็นว่าเป็นไม้ปลูกง่าย และให้เนื้อไม้มากที่สำคัญน้ำหนักเบา จึงตัดสินใจว่าทำเป็นธุรกิจแบบครบวงจร ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนมาถึงวันนี้ ทำมานานกว่า 5 ปี”
           

           สำหรับตลาดของไม้ตะกู เป็นกลุ่มของโรงงานอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ และอุตสาหกรรมไม้อื่น ๆ และถ้าเป็นตะกูที่มีอายุนานเป็น 10 ปี ก็สามารถนำมาใช้เป็นไม้สำหรับปลูกบ้านได้ ปัจจุบันลูกค้าต่างประเทศให้ความสนใจค่อนข้างมาก เพราะเนื้อไม้เนียนสวย และน้ำหนักเบา ราคาถูกกว่าไม้สนหลายเท่าตัว และที่สำคัญคือ ปลวก มอด ไม่กิน เพราะมียางชนิดหนึ่งที่อยู่ในเนื้อไม้ ที่แมลงเหล่านี้ไม่ชอบ

    ขนาดลำต้นที่พร้อมจะนำมาแปรรูป
           อย่างไรก็ตาม แม้ว่าต่างประเทศให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากยังมีไม้ออกสู่ตลาดน้อยมาก ยังไม่เพียงพอกับการใช้ในประเทศ จึงยังไม่มีการส่งออกไปต่างประเทศ เชื่อว่าในอนาคตถ้ามีการปลูกกันมาก ตะกู น่าจะเป็นไม้เศรษฐกิจของไทยที่มีการส่งออกไปต่างประเทศ สร้างรายได้เข้าประเทศจำนวนมาก
           

           ส่วนลูกค้าปัจจุบันจะเป็นกลุ่มคนที่มีที่ดิน และไม่ได้ทำประโยชน์อะไร ก็จะนำต้นตะกูไปปลูกทิ้งไว้ และกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง นำไปปูแทรกอยู่ในสวนยาง ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นชาวนา สามารถนำไปปลูกบนคันนา เหมือนกับการปลูกต้นยูคาลิปตัส

    นำมาแปรรูปพร้อมทำเฟอร์นิเจอร์
           สำหรับประโยชน์ของต้นตะกู เริ่มจากตะกูอายุ 2 ปี สามารถนำมาทำไม้เยื่อกระดาษได้เพราะอัตรการเจริญเติบโตที่เร็ว ส่วนในปีที่ 3-5 สามารถตัดบางส่วนเพื่อส่งแปรรูปทำเป็นไม้หน้า 4-10 และหากปลูกเกิน 5 ปีขึ้นไป สามารถแปรรูปเป็นไม้ต่างๆ ซึ่งทำผลกำไรให้มากขึ้นโดยการแปรรูปเป็นไม้หน้ากว้าง หรือ ไม้อัด งานเฟอร์นิเจอร์ หลากหลาย เช่น โต๊ะ เก้าอี้ โซฟา เรือขุด ลังใส่ของ เครื่องดนตรี ฯลฯ งานฝีมือที่สวยงามต่างๆ เช่น กล่องใส่ จิวเวอรี่ ของตกแต่งบ้านต่างๆ ด้ามปืน ดินสอ ของเล่น ฯลฯ
           

           โทร. 08-4733-1888

    ปุ๋ยอินทรีย์

    “ปุ๋ยอินทรีย์”ต้นน้ำปลอดสารสร้างธุรกิจเกษตรเงินล้าน
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 พฤษภาคม 2552 09:56 น.
    ผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรภายใต้แบรนด์ "ดาวปูแดง"
           ปุ๋ยอินทรีย์ กำลังกลายเป็นสินค้ายอดนิยมในกลุ่มผู้ที่ทำธุรกิจขายตรงในระบบเครือข่าย MLM ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ระบบดังกล่าวสามารถสร้างเศรษฐีรายย่อยในประเทศไทยได้จำนวนไม่น้อย
           
           นายเชน ใจซื่อ เจ้าของ “ไร่ปราบเซียน” และ กรรมการผู้จัดการ “ห้างหุ้นส่วนจำกัด เชน เฟอร์ติไลเซอร์” ผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์รายใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมการเกษตร แห่งอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เล่าว่า ในระยะหลังปุ๋ยอินทรีย์ มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว มีคนสนใจเข้ามาสู่ธุรกิจนี้กันมาก ส่วนหนึ่งมาจากราคาปุ๋ยเคมีที่ถีบตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด และประกอบกับในช่วง2 ถึง 3 ปี ที่ผานมาได้มีการทดลองใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในหลายพื้นที่ซึ่งได้ผลเป็นที่พอใจ และที่สำคัญเกษตรกรได้ลดต้นทุนการผลิตลงได้ถึงกว่า 50%

    ปุ๋ยอินทรีย์ ดาวปูแดง
           สำหรับคุณเชน ได้มีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์มานานกว่า 20 ปี เริ่มจากการทดลองผลิตใช้เองภายในไร่ปราบเซียน ซึ่งมีพืชหลักคือ มะนาว โดยผลผลิตที่ได้เป็นที่น่าพอใจ เพราะสามารถขายกิ่งพันธุ์ได้เป็นล้านกิ่ง และจากความสำเร็จในการทำมะนาวครั้งนี้ ทำให้เกษตรกรในบริเวณนั้น มาขอคำแนะนำ จึงแนะนำปุ๋ยอินทรีย์ดังกล่าวให้ และเกิดการบอกกันแบบปากต่อปาก และต่อมามีผู้มาว่าจ้างผลิตอีกหลายราย และจากผู้รับจ้างผลิตปุ๋ยอินทรีย์รายย่อย จนกระทั่งเป็นผู้รับจ้างผลิตให้แก่นักลงทุนรายใหญ่
           
           และจากผู้ผลิตที่มีกำลังผลิตมากกว่า 100 ตันต่อวัน ก็กลับพลิกผันเมื่อผู้ว่าจ้างรายใหญ่รายหนึ่งได้ยกเลิกการผลิต และหันมาผลิตเอง ทำให้ยอดการผลิตหายไปกว่า 80% และต้องลดคนงานกว่า 100 คน และด้วยภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน จำเป็นต้องช่วยพนักงานให้มีงานทำและมีรายได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์

    นายเชน ใจซื่อ เจ้าของสูตร ดาวปูแดง
           บทเรียนของผู้รับจ้างผลิต
           
           นายเชน เล่าว่า เดิมเราไม่เคยเชื่อตำราฝรั่ง ที่มักจะเขียนไว้เสมอว่า OEM หรือผู้รับจ้างผลิต จำเป็นจะต้องมีแบรนด์ที่แข็งแกร่งของตนเอง วันนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าตำราฝรั่งที่เขียนนั้นเป็นเรื่องจริงที่เราต้องปฏิบัติตาม และเพื่อเป็นการช่วยเหลือพนักงานให้ยังคงทำงานต่อไปได้ จึงตั้งแบรนด์ของตนเองขึ้นมา ภายใต้ชื่อว่า “ดาวปูแดง” และใช้ช่องทางการขายเช่นเดียวกับปุ๋ยอินทรีย์ แบรนด์อื่นๆ ในระบบเครือข่าย MLM
           
           
    “จุดขายของเรา คือ สามารถขายในราคาโรงงานผลิตได้ เพราะเราผลิตเองและขายเอง ในขณะที่คุณภาพสามารถการันตีได้จากการที่เราผลิตให้แบรนด์ต่างๆ มากมายในตลาด และที่สำคัญที่ผ่านมาโรงงานของเราได้มีการลงทุนด้านเครื่องจักรการผลิตมากถึงกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งในปัจจุบันมีโรงงานขนาดใหญ่ระดับนี้เพียงไม่กี่แห่ง จึงไม่มีคู่แข่งมากนัก และเราก็มีทีมบริหารด้านการตลาดในระบบ MLM ที่มีประสบการณ์มาช่วย”
           


    ขั้นตอนการผลิตปุ๋ย
           โดยตั้งเป้ารายได้ภายใน 5 ปี จะทำยอดขายได้ถึง 1,000 ล้านบาท และมีศูนย์จำหน่ายระดับอำเภอทั่วประเทศ 700 ศูนย์ โดยใช้งบทำประชาสัมพันธ์ปีแรกกว่า 10 ล้านบาท ผ่านสื่อเคเบิ้ลทีวี และหนังสือพิมพ์ นิตยสารที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของแผนการสร้างแบรนด์ ซึ่งให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพื่อเป็นอีกทางหนึ่งในการช่วยลูกทีมที่เป็นเครือข่ายในการทำตลาดได้อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน โดยตั้งงบในการทำแบรนด์ไว้ปีละประมาณ 20 ล้านบาท

    โรงงานผลิตปุ๋ย
           วางเป้าส่งออก สร้างงาน ช่วยชาติ
           นอกจากตลาดในประเทศ ได้มีแผนขยายตลาดไปต่างประเทศ โดยปัจจุบันได้มีการทำสื่อผ่านเคเบิ้ลอย่างต่อเนื่อง พบว่า มีลูกค้าจากประเทศ ลาว กัมพูชา และมาเลเซียให้ความสนใจเข้ามาติดต่อขอซื้อสินค้า ช่วงแรกคงจะขายผ่านไปทางชายแดนก่อน ถ้าตลาดไปได้คงจะได้มีการไปลงทุนทำตลาดในต่างประเทศในอนาคต เพราะต้องการจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยชาติ และตอบสนองนโยบายที่รัฐบาลที่ให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นครัวโลก
           
           “ผมตัดสินใจมาหันมาแบรนด์ของตนเองนั้น นอกจากเป็นการช่วยพนักงานของโรงงานกว่า 120 คนให้มีงานทำแล้ว เรายังต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยชาติด้วยการสร้างอาชีพให้คนตกงาน และมีรายได้น้อย ที่สนใจต้องการจะมาเป็นผู้จำหน่ายปุ๋ยในระบบเครือข่าย MLM ซึ่งเป็นช่องทางที่ช่วยให้คนที่ตั้งใจทำจริง สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัว หรือ เป็นเศรษฐีรายย่อยได้เลยที่เดียว และยังเป็นหนทางในการช่วยเหลือเกษตรกรให้ซื้อสินค้าในราคาที่เป็นธรรม”

           สำหรับจุดเริ่มต้นของคุณเชน เริ่มจากครอบครัวเกษตรกร เรียนจบแค่ชั้นประถม 4 สามารถสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้กับครอบครัวปีละหลายร้อยล้านบาท กลายเป็นผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์รายใหญ่ของประเทศ และความสำเร็จในวันนี้ เกิดขึ้นมาจากความมุ่งมั่นที่จะทำการเกษตรที่มีคุณภาพ ชอบที่จะเรียนรู้ สิ่งใหม่ และไม่หยุดนิ่งที่จะคิดเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งน่าจะเป็นเกษตรกรตัวอย่างอีกรายหนึ่งที่เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า “อาชีพเกษตรกรก็สามารถเป็นเศรษฐีได้จริง ถ้าเรารู้จักที่จะเรียนรู้”
           
           โทร.035-838-668, 08-1941-7700

    ลอดช่องกระทิปั่นทรงเครื่อง เจ้าแรกของไทย...

    ลอดช่องกะทิปั่นทรงเครื่อง เจ้าแรกในไทยรสชาติใหม่ผู้บริโภค
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 พฤษภาคม 2552 09:02 น.
    พรรณสวลี อภิวาณิชย์ หรือ เชอรี่ เจ้าของธุรกิจลอดช่องกะทิปั่นทรงเครื่อง
           จากขนมธรรมดาอย่างลอดช่องกะทิสด ที่หลายคนคุ้นเคย ทั้งในเรื่องของรูปลักษณ์และรสชาติ จนไม่มีใครคิดที่จะเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อคนรุ่นใหม่วัย 28 ปี คิดนำสูตรแป้งลอดช่องมาต่อยอด ซึ่งเป็นสูตรดั้งเดิมของบรรพบุรุษ ดังนั้นเพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับขนมชนิดนี้ จึงพยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบ แต่ยังคงความเป็นลอดช่องกะทิสดอยู่ สุดท้ายจึงมาลงตัวที่ “ลอดช่องกะทิปั่นทรงเครื่อง” กับชื่อร้าน “หัวกะทิ”

    ลวกเส้นลอดช่องไปขายไป
           ความแปลกใหม่ และความเหนียวนุ่มของเส้นลอดช่องที่ลวกสด แบบลวกไปขายไป จากแนวคิดของ “พรรณสวลี อภิวาณิชย์” หรือ เชอรี่ ที่เริ่มจากการที่ชอบรับประทานขนมลอดช่อง สูตรของอากง (ปู่) มาตั้งแต่เด็ก ที่เคยทำขนมลอดช่องขายมาก่อน โดยเป็นเส้นสีเขียวใสๆ จากแป้งที่นวดจนได้ที่ ซึ่งรูปลักษณ์ก็คล้ายคลึงกับผู้ประกอบการในปัจจุบันทั่วไป ดังนั้นเมื่อตนคิดจะนำมาต่อยอด จึงพยายามสร้างความแตกต่าง ด้วยการปรับสูตรแป้งลอดช่องเล็กน้อย เพื่อให้ตรงกับความต้องการของคนในยุคนี้ เน้นเพิ่มความเหนียวนุ่มให้กับตัวแป้ง ซึ่งเมื่อนำไปต้มจะได้สีเขียวใสเหมือนหยก ในขณะที่น้ำกะทิ ก็ปรับเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมๆ ที่เป็นน้ำกะทิสดธรรมดา ด้วยการนำมาปั่นสดก่อนเสิร์ฟให้ลูกค้าทุกแก้ว ซึ่งรูปลักษณ์ที่ออกมาคล้ายไอศกรีม โรยหน้าด้วยข้าวโพด ถั่วลิสง และล่าสุดเป็นมะพร้าวซอยบางๆ แล้วนำไปคั่วเพิ่มความหอม โดยขายในราคาแก้วละ 15-18 บาท ส่วนราคาในห้างสรรพสินค้าจะอยู่ที่แก้วละ 25 บาท
           


    เมื่อลวกเสร็จก็นำไปแช่ในน้ำเย็น
           “ลอดช่องกะทิปั่นทรงเครื่อง สูตรของเราได้เปิดขายมาได้ประมาณ 2 ปี ซึ่งถือเป็นสูตรและรูปลักษณ์ที่แปลกใหม่ในไทย ทำให้มีลูกค้าทุกเพศทุกวัยที่ชื่นชอบทำให้ขณะนี้เราขายธุรกิจไปแล้วประมาณ 9 สาขา ได้แก่ สาขาท่าน้ำคลองสาน, สาขาจรัญ 37 (ข้าง Makro จรัญ), สาขาแยกสุทธิสาร, สาขาราม 29, สาขาหลังราม 24, สาขาจรัญ 13 (วัดชัยฉิมพลี), สาขา Tops Central World, สาขา Tops เซ็นทรัลบางนา และสาขา Tops เซ็นทรัลพระราม 3

    ทิ้งไว้สักครู่ก็จะได้เส้นลอดช่องเหนียวนุ่ม สีเขียวใสเหมือนหยก
           เมื่อจำนวนสาขาที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ต้องเพิ่มกำลังการผลิต จากเดิมที่ผลิตเส้นลอดช่องกันแบบครอบครัว แต่เมื่อสาขาเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องสร้างโรงงานขนาดเล็กพร้อมเครื่องจักร รองรับการผลิตเส้นลอดช่องแบบดิบ เพื่อนำส่งตามสาขาต่างๆ ทำให้ขณะนี้สามารถรองรับกำลังการผลิตได้ประมาณ 4,000 แก้ว/วัน

    ขั้นต่อมาก็นำกะทิมาปั่น สร้างความแตกต่าง
           เสน่ห์ของลอดช่องกะทิปั่นทรงเครื่องของร้านหัวกะทิ ถือว่าอยู่ที่ความสดใหม่และความหอมของกะทิสด ที่เสิร์ฟให้กับลูกค้า เพราะเส้นของลอดช่องจะลวกครั้งละไม่มาก และจะไม่ทิ้งเส้นของลอดช่องนานเกิน 3 ชั่วโมง เพราะเส้นจะลดความเหนียวนุ่มลงไป จากการที่เส้นดูดซับน้ำไว้มากเกินไป ส่วนเครื่องโรยหน้าที่ใส่ลงไปในขนมลอดช่องกะทิปั่นสดทรางเครื่องนั้น จะไม่ทิ้งค้างคืน เช่น ข้าวโพด ถั่วลิสง และมะพร้าวคั่ว ซึ่งเมื่อขายไม่หมดก็จะทิ้งทันที เพื่อทำให้ลอดช่องกะทิปั่นทรงเครื่องไม่เสียรสชาติ ซึ่งความพิถีพิถันใส่ใจในทุกรายละเอียดของวัตถุดิบ ทำให้แนวความคิดที่ตนเองตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกที่จะขยายธุรกิจในรูปแบบของแฟรนไชส์ เป็นอันต้องล้มเลิกไป หลังจากที่ได้ทดลองเปิดขายเองสาขาแรก ก็ต้องพบเจอกับปัญหา และกำไรที่ได้รับไม่มากมายนัก ซึ่งจะไม่เพียงพอต่อการจัดสรรแบ่งให้กับบริษัทแม่ ดังนั้นการขยายสาขาเองจึงน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

    นำมาใส่เครื่องโรยหน้าได้ตามความต้องการของลูกค้า
           “การทำให้ลอดช่องกะทิปั่นทรงเครื่อง กลายเป็นธุรกิจแฟรนไชส์ถือเป็นความคิดแรกที่เราเริ่มทำธุรกิจนี้ แต่เมื่อได้ลงมือทำจริงแล้ว ทำให้เรารู้ว่าธุรกิจนี้ค่อนข้างควบคุมคุณภาพได้ยาก และหากไม่ได้ทำเองก็อาจทำให้แบรนด์เสียหายได้ เพราะเราเน้นการใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพสูง ทำให้ต้นทุนก็ย่อมสูงตามไปด้วย ดังนั้นหากทำเป็นแฟรนไชส์ การที่ต้องทิ้งวัตถุดิบทั้งหมด ไม่ให้ค้างคืน จะทำให้กำไรของแฟรนไชซีลดลง และไม่คุ้มค่ากับการลงทุน”

    หน้าตาน่ารับประทาน เหมาะกับการคลายร้อน
           นอกจากร้านหัวกะทิจะมีขายใน 9 สาขาที่กล่าวมาแล้ว ทางร้านหัวกะทิ ยังรับจัดเลี้ยงนอกสถานที่ด้วย โดยกำหนดขั้นต่ำอยู่ที่ 200 แก้วขึ้นไป โดยมีสัดส่วนการจัดเลี้ยงประมาณ 20% ซึ่งที่ผ่านมามีการจัดเลี้ยงทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เช่น พัทยา ที่สั่งไปจัดเลี้ยงตามงานเปิดตัวบริษัท, งานอีเว้นต์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งงานแต่งงาน

           

           

    ลูกค้าทุกเพศทุกวัยให้การอุดหนุน
           ***สนใจติดต่อได้ที่ 086-789-1237***

    ขนมจีนกับการพัฒนาอีกก้าวในสังคมไทย

    โรงงานขนมจีนสมุนไพร เส้นทางปั้นเถ้าแก่หน้าใหม่
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 พฤษภาคม 2552 09:51 น.
    ขนมจีนสมุนไพรจากดอกอัญชัน
           ขนมจีน อาหารพื้นบ้านที่อยู่คู่คนไทยมานาน ที่ผ่านมาการทำขนมจีน ถือเป็นประเพณีและวัฒนธรรมพื้นบ้าน เมื่อมีงานบุญทุกคนก็จะร่วมตัวกันเพื่อทำขนมจีนเลี้ยงพระ และเลี้ยงแขกที่มาร่วมงาน แต่ด้วยขั้นตอนการทำขนมจีนค่อนข้างยุ่งยาก ทำให้เกิดโรงงานผลิตขนมจีนที่มีการใช้เครื่องจักร และแป้งวัตถุดิบสำเร็จรูปมาช่วยให้การทำขนมจีนง่ายและรวดเร็ว

    ขนมจีนในเข่งส่งขายตลาดสด ตลาดนัด
           นางชวนพิศ ใจช่วงโชติ เจ้าของโรงงานผลิตขนมจีนขนาดย่อม เล่าว่า การเปิดโรงงานผลิตขนมจีนของตนเองในครั้งนี้เกิดขึ้นมาจาก เดิมที่ข้างบ้านเปิดโรงงานขายแป้งหมักสำเร็จรูปสำหรับทำขนมจีน และในช่วงแรกต้องการจะขายแป้งขนมจีนสำเร็จรูป แต่ก่อนจะขายได้จำเป็นต้องสอนให้กับคนซื้อแป้งทำขนมจีนเป็นก่อน จึงได้เปิดโรงงานแห่งนี้ เพื่อเป็นสถานที่สอน และในช่วงที่ไม่มีคนมาเรียนก็ทำขายไปด้วย
           
           ทั้งนี้ นอกจากแป้งหมักสำเร็จรูป ทางคุณชวนพิศ ก็ยังได้มีอุปกรณ์ และเครื่องมือที่ใช้ในการผลิตขนมจีนออกมาขายควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ลูกค้ากลับไปผลิตขนมจีนออกขายได้เลย โดยเครื่องผลิตชุดใหญ่จะขายชุดละ 50,000 บาท สามารถผลิตได้ 500 ถึง 1,000 กิโลกรัมต่อวัน ส่วนชุดเล็ก ลูกค้าจะซื้อไปบีบสดขายลูกค้าตามตลาดนัด ซึ่งชุดเล็กสามารถทำได้วันละประมาณ 200 กิโลกรัม

    นางชวนพิศ ใจช่วงโชติ เจ้าของโรงงาน
           ส่วนแป้งหมักขนมจีนสำเร็จรูปนั้น เป็นสูตรแป้งหมักในแบบอีสาน ราคาจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของแป้ง โดยราคาที่ขายอยู่ในปัจจุบันมีตั้งแต่ ถุงละ350 บาท ไปจนถึง 400 บาท น้ำหนักแป้งถุงละ 20 กิโลกรัม ซึ่งแป้งหนึ่งถุงสามารถทำขนมจีนได้เส้นจำนวน 40 กิโลกรัม ราคาขายปลีกทั่วไปกิโลกรัมละ 25 บาท ถึง 30 บาท โดยแป้งหนึ่งถุงลูกค้าสามารถขายได้ 600 บาท ถึง 800 บาท
           

           “การทำขนมจีนขายกำไรค่อนข้างดี ซึ่งลูกค้าบางรายก็มีการประหยัดต้นทุนด้วยการผสมแป้งราคาแพงกับแป้งราคาถูกเข้าด้วยกัน ในขณะที่เส้นขนมจีนก็ยังออกมาเหนียวนุ่ม ถ้าใช้วัตถุดิบที่เป็นแป้งสำเร็จรูปของเรา ซึ่งปัจจุบันมีผู้ผลิตขนมจีนมาส่งขายตามตลาดหลายราย ถ้าทำขนมจีนคุณภาพไม่ดีมาขาย ก็ไม่สามารถจะเข้าไปแย่งชิงตลาดได้ รายใหม่ที่เข้ามาจำเป็นจะต้องผลิตขนมจีนคุณภาพดีออกมาขาย และต้องราคาไม่แพง”

    แป้งสำเร็จรูป จะอร่อยเหนียวนุ่มหรือไม่อยู่ตรงนี้
           นางชวนพิศ เล่าว่า ในส่วนโรงงานผลิตของตนเอง กำลังการผลิตในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1-2 ตัน กลุ่มลูกค้าจะมาจากตลาดนัด และตลาดสด ในย่านบางบัวทอง บางใหญ่ และใกล้เคียง นอกจากนี้ มีกลุ่มลูกค้าที่มารับที่บ้าน ซึ่งราคาจะถูกกว่าการไปส่งถึงที่ โดยลูกค้ามารับถึงที่อยู่ที่กิโลกรัมละ 15 บาท ถ้าไปส่งให้ถึงที่กิโลกรัมละ 17 บาท ส่วนขายในกระจาด 1 กิโลกรัมขายพร้อมกระจาดราคาขายส่งกิโลกรัมละ 18 บาท ส่งถึงที่กิโลกรัมละ 20 บาท ลูกค้านำไปขายต่อในราคากิโลกรัมละ 25 บาทพร้อมกระจาด ส่วนราคาไม่รวมกระจาด ลูกค้านำไปขายกิโลกรัมละ 20 บาท ถึง 22 บาท
           


    เครื่องนวดแป้ง
           สำหรับราคาขายส่งของเราเมื่อเทียบกับคุณภาพของขนมจีน ในขณะนี้ถือได้ว่าถูกที่สุด ทำให้ได้ลูกค้าประจำหลายราย โดยยอดการขายขนมจีนต่อวันอยู่ที่ประมาณเกือบ 2 ตัน หรือ 2,000 กิโลกรัม ส่วนผู้มาเรียนก็มีมาอย่างต่อเนื่องจากหลายๆ ที่ ทำให้เราขายเครื่องจักร และแป้งหมักสำเร็จรูปได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการสอนจะสอนให้ฟรีโดยไม่คิดค่าเรียนและจะสอนจนกว่าลูกค้าสามารถทำขายได้ ส่วนผู้ที่สนใจต้องการสูตรการทำน้ำยาที่เป็นสูตรโบราณ หรือ แกงเขียวหวานจะคิดสูตรละ 1,000 บาท
           
           ในส่วนของขนมจีนชีวจิต มีการทำออกมาขายบ้าง แต่ไม่มาก เพียงวันละประมาณ 70 ถึง 80 กิโลกรัม เป็นขนมจีนสูตรสมุนไพร โดยสมุนไพรที่นำมาใช้มีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ ใบเตย และอัญชัน ส่วนสมุนไพรชนิดอื่นนั้นไม่ค่อยได้รับความนิยมจึงไม่ได้ทำออกขาย และเนื่องจากส่วนใหญ่ลูกค้าซื้อขนมจีนเส้นขาว และถ้าทำขนมจีนสมุนไพร ถ้าทำพร้อมขนมจีนเส้นขาว สีก็จะไปตกใส่ขนมจีนเส้นขาว จึงต้องผลิตขนมจีนสมุนไพรช่วงหลังจากทำขนมจีนเส้นขาวเสร็จ

           ที่ผ่านมาลูกค้าที่ซื้อขนมจีนชีวจิต หรือขนมจีนสมุนไพร จะเป็นกลุ่มลูกค้าที่เปิดร้านขายขนมจีน และนำไปขายวางโชว์ เพื่อเรียกลูกค้า แต่ถ้าเป็นลูกค้าทั่วไปก็ไม่ค่อยนิยมเท่าไหร่ ส่วนรสชาติของขนมจีนสมุนไพร รสชาติเหมือนกับขนมจีนเส้นขาวทั่วๆไป ที่เพิ่มขึ้นมาก็จะเป็นกลิ่นของใบเตย แต่ก็ไม่มาก เพราะจะโดนกลิ่นแป้งหมักกลบทับไปหมด

    พนักงานจับขนมจีนเป็นจับใส่กระจาด
           ส่วนราคาขนมจีนสมุนไพร จะขายราคาเดียวกันกับขนมจีนเส้นขาว เพราะต้นทุนไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก ในช่วงที่แป้งราคาแพง เนื่องจากราคาข้าวที่เพิ่มขึ้น บวกกับราคาน้ำมันที่ขยับเพิ่มหลายเท่าตัว ส่งผลให้แป้งหมักสำเร็จรูปราคาเพิ่มขึ้นถึงถุงละ 600 บาท ทำให้ราคาขนมจีนขายส่งพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละเกือบ 30 บาท ช่วงนั้นจึงหยุดทำไประยะหนึ่ง และขายอุปกรณ์ พร้อมสูตรให้กับผู้ที่สนใจไปพร้อมกับลูกค้า และเพิ่งกลับมาทำใหม่อีกครั้งได้ประมาณ 6 เดือน เพราะแป้งราคาเริ่มลดลง ในขณะที่ราคาขนมจีนก็ไม่ได้ลดลงตามมามากนัก เห็นว่าน่าจะทำกำไรได้ และราคาน้ำมันก็ไม่ได้สูงมาก จึงตัดสินใจทำขายอีกครั้ง แต่จุดประสงค์ครั้งนี้ ต้องการจะให้เป็นสถานที่เรียนให้กับผู้สนใจต้องการซื้ออุปกรณ์ และแป้งของเรา

    รอการซีนด้วยพลาสติกป้องกันสิ่งสกปรกและอากาศภายนอก
           โทร. 08-6384-9416

    ศ. นพ. ประเวศ วะสี

    “ประเวศ”สอน “นช.แม้ว” หยุดดิ้นรน เปลี่ยนแปลงตัวเอง ทำสังคมสงบขึ้น
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 พฤษภาคม 2552 18:32 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    นพ.ประเวศ วะสี ราษฏรอาวุโส

    “หมอประเวศ” ชี้เหตุแห่งความรุนแรงในสังคม เหตุคนไม่เข้าใจสิ่งไหนคือศัตรู เปรียบเป็นไก่จิกตีกันอยู่ในเข่งแห่งอำนาจ ไม่รู้ตัวว่าต้องตายไปด้วยกัน มัวแต่จิกตีขัดแย้งกันเอง แนะใช้ปัญญาของคนบินหนีจากจากเข่งโดยแนวทางสันติวิธี อย่าใช้ความรุนแรง เอาชนะใจมวลชน พร้อมเปิดสื่อให้สองฝ่ายขัดแย้งชี้แจงเหตุ ทำให้สังคมเห็นใครพูดจริง ใครโกหก ย้ำต้องเรียนรู้ปัญหาร่วมกันช่วยคลี่ปัญหา ชม “มาร์ค” นักสื่อสารด้วยเหตุและผล ทำสังคมเข้าใจเหตุความขัดแย้งมากขี้น เตือนสติ “นช.แม้ว” ปรับพื้นฐานตัวเอง มองหาความสุข ทำตนพ้นทุกข์ สอนให้มอง “คานธี-เนลสัน” คนเคยติดคุก กลับยกระดับจิตวิญญาณคน
           
           ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฏรอาวุโส ให้สัมภาษณ์พิเศษ ASTV ถึงเหตุแห่งความรุนแรงในสังคมไทย ว่า เรื่องนี้ตนมองล่วงหน้าและพูดเรื่องนี้มา 10 กว่าปี แล้ว สาเหตุแห่งความรุนแรง ประเทศไทยหนีการนองเลือดไม่พ้น ซึ่งนายสมัคร สุนทรเวช ด่าผมว่า หมออะไร ชอบพูดเรื่องนองเลือด เพราะเราอยู่ในคลื่นวิกฤตการณ์รัตนโกสินทร์ ลูกที่ 4 เป็นคลื่นลูกที่ยากที่สุด เพราะเราไม่เข้าใจว่า อะไรเป็นศัตรู ถ้าเราเข้าใจถ้าอะไรเป็นศัตรู เราจะมียุทธศาสตร์ที่แก้ไขความขัดแย้งได้ แต่เราไม่เข้าใจ เพราะมันซับซ้อน ทุกวันนี้คนไทยเหมือนไก่จิกตีอยู่ในเข่ง รอเขาเอาไปเชือดทุกตัว แต่ระหว่างนี้ก็ยังจิกตีกันร่ำไป เข่งนี้คืออะไร เข่งคือโครงสร้างอำนาจอันซับซ้อนและหนาแน่น ทุกคนอยู่ในเข่งของโครงสร้างอำนาจที่คับแคบ ทำให้เบียดกัน กระทบกัน จิกตีกัน โดยไม่รู้ว่าเราทั้งหมดจะตายไปด้วยกัน เพราะเป็นไก่ที่จะถูกเชือดหมดทุกตัว ระหว่างนี้เราก็ยังจิกตีกันอยู่ เรามองไม่เห็นเข่ง เข่งก็คือโครงสร้างอันซับซ้อน และหนาแน่น จะเห็นว่าสังคมไทยบีบคั้นเข้ามาเรื่อย ๆ 10 กว่าปีเครียดเข้ามาเรื่อย ๆ ขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น จนเกือบตายไปด้วยกันหมด ทุกคนที่เรารู้จัก ทั้งนายกฯอภิสิทธิ์ก็เกือบตาย คุณสนธิ (สนธิ ลิ้มทองกุล) ก็เกือบตาย คุณทักษิณ (พล.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ก็เหมือนตายทั้งเป็น ดิ้นรนดิ้นพล่านไป ป๋าเปรม (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์) ทำความดีมาตลอดชีวิต เป็นสัตบุรุษก็ว่าได้ ภายในโครงสร้างที่ขัดแย้งก็ถูกโจมตีมากมาย สถาบันพระมหากษัตริย์ก็ถูกจาบจ้วงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แสดงว่าโครงสร้างนี้บีบคั้นจนทุกคนลำบากหมด
           
           “เพราะฉะนั้นสังคมต้องมาดูว่าเราจะจิกตีกันไปเรื่อย ๆ แล้วตายหมดทุกตัว เราเป็นคนไม่ใช่ไก่ ถ้าเป็นไก่ ไม่รู้จะบินออกจากเข่ง แต่คนควรจะมีปัญญา รู้ว่าเราทั้งหมดอยู่ในความบีบคั้นร่วมกัน ต้องร่วมมือกันบินออกจากเข่ง ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะเกิดความรุนแรงขึ้นอีก เรียกว่ามิคสัญญี หรือกลียุค ทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จุดสำคัญที่สุด คือสันติวิธี อย่าใช้ความรุนแรง จะเห็นต่างกัน จะเถียงกันทะเลาะกัน ชุมนุมเดินขบวนก็ว่ากันไป อย่าใช้ความรุนแรง ใครใช้ความรุนแรงจะแพ้ เพราะว่าสังคมปฏิเสธความรุนแรง เห็นได้ชัดเจน ไม่นิยมความรุนแรง ใครทำความรุนแรงจะเสียความนิยม การต่อสู้ไม่ใช่เอาชนะคู่ต่อสู้ คนจะเอาใจผิดเรื่องนี้ ต้องเอาชนะใจสังคม เอาชนะใจสาธารณะ คือทำสิ่งที่ถูกต้องให้สังคมรู้ว่าเรามีความตั้งใจดี มีความบริสุทธิ์ เห็นแก่ส่วนรวม ใช้ความรู้ ใช้เหตุผล ตรงนี้คือความชนะที่แท้จริง ต้องเอาชนะความดี ความถูกต้อง ชนะมหาชน อำนาจมักมาก ถ้าใช้ความรุนแรง อำนาจตกหมด คนรังเกียจหมดทั้งโลก เพราะฉะนั้นความถูกต้องสำคัญ ช่วงนี้ทุกฝ่ายต้องคิดถึงการไม่ใช่ความรุนแรง” ราษฏรอาวุโส ระบุ
           
           นพ.ประเวศ กล่าวอีกว่า ดังนั้นหน้าที่ของรัฐบาลคือต้องรักษาความสงบให้ได้ อย่าให้หลุดไปสู่ความรุนแรง สิ่งที่รัฐบาลควรทำ คือ จัดให้ฝ่ายที่มีความเห็นไม่ตรงกันมีโอกาสสื่อสารใช้ทีวีของรัฐ ฝ่ายแดง ฝ่ายเหลือง ฝ่ายอื่น ความเห็นที่ต่างกันมาใช้โทรทัศน์ คนที่รู้เห็นทั่วประเทศจะเข้ามากำกับ ใครโกหก ใครพูดถูกต้อง ใครโกหกจะเสื่อมอย่างมาก ดังนั้นรัฐน่าจะเปิดโอกาสตรงนี้ จะได้ไม่ต้องให้คนมาชุมนุมเดินถนน เพราะเขาแค่ต้องการส่งข่าวสาร เนื่องจากไม่มีคนได้ยินเขา ถ้าไม่ได้ยินก็ต้องก่ออะไรบ้าง เพื่อให้คนสนใจ เพราะฉะนั้นควรจะใช้การสื่อสารของรัฐสื่อสารไปทั่วประเทศ ให้คนที่มีความเห็นต่างกันได้มาพูด เมื่อการสื่อสารดำเนินไปได้เรื่อย ๆ จะไปสู่การหาความรู้กับเหตุผลมากขึ้นเรื่อย ๆ นักวิชาการจะเข้ามาช่วยทำให้ชัดเจนขึ้น เป็นกระบวนการที่สร้างสรรค์มาก หากความเห็นไม่เหมือนกันก็ไม่เป็นไร มหาวิทยาลัยก็เข้ามาสร้างความรู้ให้คนดู เพื่อให้คนฟังทั้งประเทศได้ฟังความเห็นที่ต่างกัน สังคมทั้งหมดจะพัฒนาขึ้น
           
            ชม “มาร์ค” นักสื่อสารด้วยเหตุและผล ทำสังคมเข้าใจมากขึ้น
           
           ราษฏรอาวุโส ระบุอีกว่า สังคมไทยต้องเรียนรู้ร่วมกัน เพราะว่ามีความซับซ้อนมาก ต้องเข้าใจในเรื่องสันติวิธี ทางออกไม่มีด้วยการใช้ความรุนแรง หรือด้วยอำนาจ ไม่ว่าอำนาจรัฐ อำนาจปืน หรืออำนาจเงิน ก็ไม่ใช่ออก แต่ต้องมาเรียนรู้ร่วมกัน จะไม่ได้ด้วยอำนาจ จะปฏิวัติรัฐประหาร จะไปล้มอำนาจเก่า ใช้อำนาจเงินก็ไม่ใช่ทางออก
           เช่นการแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรที่เป็นปัญหาใหญ่เกิดจากไม่ได้รับความเป็นธรรม แก้ปัญหาอย่างไรก็แก้ไม่ได้ เพราะเกิดจากโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม หากแก้ไม่ได้ก็จะนำไปสู่ความขัดแย้ง และรุนแรงตามมา ฉะนั้นต้องมาคิดร่วมกันว่าจะสะเดาะโครงสร้างอำนาจออกไปอย่างไร ถ้าทำได้คนก็จะหายจน เกษตรกรผู้ใช้แรงงานหายจน ประเทศจะมั่นคง ความขัดแย้งจะลดลง ดังนั้นหากสังคมทั้งหมดมีความเข้าใจ นายกมีความเข้าใจ เรื่องนี้ จะไปได้เร็ว เพราะนายกฯมีคนฟังเยอะ หน้าที่ของนายกคือการชี้ทิศทาง อย่าไปทำอะไรที่มันเหนื่อยจนหมดแรง ชี้ทิศทางที่สำคัญ
           
           “ทรูแมนเคยพูดว่า หน้าที่ของเพรสซิเดนท์ หรือประธานาธิบดี น้อยที่สุดคือการบริหาร แต่สำคัญที่สุดคือการชี้ทิศทางที่ถูกต้อง นายกคนปัจจุบันสามารถสื่อสารได้ดี คนเห็นเป็นคนสุภาพ ไม่อาฆาต สามารถพูดอะไรเป็นเหตุเป็นผลได้ ช่วงวิกฤตทำให้มีบารมีในการสื่อสาร น่าจะใช้ตรงนี้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งคิดว่านายกฯ น่าจะเข้าใจ แต่ต้องอาศัยความเข้าใจของสังคมทั้งหมด ไม่มีความเข้าใจของใครคนใดคนหนึ่ง หรือของสถาบันใด เพราะจะต้องพาสังคมออกจากโครงสร้างอำนาจที่ซับซ้อน และแน่นหนาได้ ตั้งแต่ความรู้สึกนึกคิดไปจนถึงโครงสร้างกลไกทังหมดเป็นเรื่องอำนาจทั้งสิ้น”นพ.ประเวศ ระบุ
           
           ชี้เหตุรุนแรงในไทยมีมากว่า 100 ปี
           
           สำหรับกรณีพล.ต.ท.ทักษิณ นพ.ประเวศ ระบุว่า ต้องดูสังคมไทย สาเหตุที่เข้าสู่ความรุนแรงมีสาเหตุมาก่อนที่พล.ต.ท.ทักษิณจะเข้ามาบริหารประเทศแล้ว ซึ่งพล.ต.ท.ทักษิณพยายามดิ้นรนหาจุดลงตัวใหม่ มา 100 ปี แล้ว ตั้งแต่ครั้งรัชการที่ 5 มีเจ้านายข้าราชการระดับสูงจำนวนหนึ่ง ทำเรื่องเสนอพระเจ้าอยู่หัวว่าน่าจะปรับปรุงการปกครอง ต่อมาสมัยรัชการที่ 6 ก็มีนายทหารคิดกบฎ เปลี่ยนแปลงการปกครองรัฐกาลที่ 7 ก็เกิดเหตุ 24 มิ.ย. ปฏิวัติ 2475 จนเรื่อยมา ดังนั้นเรื่องมีมาก่อนสมัยรัชการที่ 5 สวรรคต ตั้งแต่ปี 2453 เกือบ 100 ปีมาแล้ว แสดงว่าสังคมไทยพยายามดิ้นรนหาจุดลงตัว 100 กว่าปีมาแล้ว แต่ยังหาไม่พบ เพราะฉะนั้นมีเหตุของความรุนแรงมีมาก่อนแล้ว
           
           ทั้งนี้หากเปรียบเทียบร่างกายของเรา ถ้าขาดภูมิคุ้มกันก็จะติดเชื้อได้ง่าย แต่ถ้าภูมิคุ้มกันดี ก็ไม่เป็นโรค แต่สังคมไทยมีภูมิคุ้มกันต่ำมาก่อน ที่พล.ต.ท.ทักษิณเข้ามา เพราะเขาเป็นคนเก่ง มีความสามารถสูง แต่ก็มีสิ่งอื่นด้วย มีสิ่งที่มนุษย์ธรรมดามี ที่เรียกว่าสัตว์ร้าย 3 ตัว คือ ตัณหา มาน ทิฐิ ซึ่งทุกคนมีเหมือนกัน แต่ตัวของท่านมันใหญ่กว่าคนอื่น ทำให้มีความอยากได้เข้าตัวมาก ๆ มานะ คือ การอยากใช้อำนาจเหนือคนอื่น ทิฐิ คือ การเอาความเห็นของตัวเป็นใหญ่ ซึ่งทุกคนมี แต่ใครมีมากก็จะบีบคั้น จะทำให้ตัวเองก็ลำบาก คนอื่นก็ลำบาก พล.ต.ท.ทักษิณ เผอิญมีทั้ง 3 ตัวใหญ่มาก มันเลยเดือดร้อนกันไปหมด แต่จะโทษพล.ต.ท.ทักษิณคนเดียวก็ไม่ได้ จะคิดว่าถ้าสังคมไทยไม่มีคนชื่อทักษิณ สังคมจะดี ก็ไม่ใช่ เราต้องดูทั้งหมดด้วย เพราะเขาดิ้นรนมาก พยายามมากเลยเสียชื่อมาก ครั้งก่อนทั้งการโฟนอิน ทั้งที่ถูกว่าส่งท่อน้ำเลี้ยง ทำให้เครดิตตกลงไป ลำบากมากขึ้น คิดต่อสู้แบบเดิมก็ลำบากสุด ๆ ยิ่งมองหาความสำเร็จยาก เขาเคยมีอำนาจรัฐสูงสุดมาแล้ว อำนาจเงินก็มีมากสุด แต่ก็ยังทำมันล้มเหลวหมด
           
           แนะ “ทักษิณ” ดู “คานธี-เนลสัน” คนเคยติดคุก กลับช่วยยกระดับจิตวิญญาณคน
           
           ดังนั้นสำหรับท่านอดีตนายกฯทักษิณ ต้องเจริญสติ ให้มีความสงบ ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในตัวเอง ถ้าทำได้จะมีค่ามากจะมีความสงบ จะเจอความสุขที่ไม่เคยเจอมาก่อน ซึ่งพล.ต.ท.ทักษิณก็ยังมีความเก่งอยู่ จะช่วยให้อะไร ๆ มันดีขึ้น ให้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน หนุนเรื่องดีขึ้นมา เมื่อทักษิณดี สังคมไทยก็จะดีด้วย ทั้งยังอายช่วยโลกได้ด้วย เรื่องกฎหมายก็ว่ากันไป ไม่ได้หนักหนาอะไร การติดคุกไม่ใช่เรื่องใหญ่ มหาบุรุษอย่างมหาตมะคานธี เนห์รู เนลสัน มันเดลลา เคยติดคุกทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่ มันกลับยกระดับจิตวิญญาณของผู้คนขึ้นมาอีก
           
           “คนบอกว่าผมบ้า มัวไปหวังดีกับเขา เขาไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ผมก็ต้องหวังดีกับทุกคน คนไม่มีทางไป คนที่อยู่ในภาวะใกล้ตาย ประสบการณ์ใกล้ตาย คนจะเปลี่ยนแปลงใหม่หมดเลย เรียกว่าไปถึงจุดวิกฤตแล้ว ทั้งบุคคล ทั้งสังคม มันไม่มีทางอื่น สังคมไทย นอกจากมันมาถึงจุดวิกฤตสุด ๆ ถึงจะเปลี่ยน ยกระดับไปถึงจุดลงตัวใหม่ได้ อย่าไปเศร้าโศกเสียใจอะไรเกินไป เพราะทุกอย่างมันมีเหตุปัจจัยมีที่มา ถ้าเรารักษาสันติวิธีไว้ มันเป็นโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงแบบยกระดับ อภิวัฒน์ไปสู่จุดใหม่ที่ลงตัว ที่คนไทยสามารถมาร่วมกัน มีประชาธิปไตย มีการเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของทุกคน ตราบใดที่สังคมยังมีความไม่ชอบธรรมอยู่ ความรุนแรงจะหนีไม่พ้น เป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัย จะต้องมาวิจัยคลี่ ตรงนี้ออกมาให้สังคมได้รู้”ราษฏรอาวุโสย้ำ
           
           ชี้เร่งปฏิรูปท้องถิ่น ดึงฐานอำนาจจากล่างสู่บน
           
           ขณะที่ ศ.เสน่ห์ จามริก นักสิทธิมนุษยชน อดีตประธานสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ให้สัมภาษณ์ในเรื่องเดียวกันว่า เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบรัฐสภา ที่เป็นที่คาดหวังว่าจะแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ แต่ก็ไม่เคยเป็นคำตอบได้เลย นอกจากนี้ในภาคประชาชนก็กลับเหมาเอาว่าการขับเคลื่อนทางการเมืองเป็นการพัฒนาประชาธิปัตย์ เมื่อเราเลือกระบบรัฐสภามาเป็นหลัก มีรัฐธรรมนูญใหม่มาก็จบ แต่ความเป็นจริงแล้ว ฐานสังคมได้เปลี่ยนแปลง กลับมีชนชั้นหลายชนชั้นเกิดขึ้นในสังคม และเมื่อเราคิดจะล้มระบบทักษิณ ก็อย่าลืมว่าระบบทักษิณไม่ใช่แค่ พล.ต.ท.ทักษิณ เป็นส่วนตัว แต่ต้องมอบทั้งระบบ ต้องมองกว้างออกไป การแก้ปัญหาจึงไม่จบแค่นั้น ไม่ใช่แค่การแก้รัฐธรรมนูญ แต่ก่อนชาวบ้านไม่เคยตื่นตัวอะไร ตอนนี้เขากลับลุกขึ้นมา กลับไม่มีใครมอง เมื่อเกิดปัญหาความรุนแรงขึ้น ก็ทำอะไรไม่ได้ มันแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของสถาบันการเมืองที่ไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานได้ ดังนั้นกุญแจของอำนาจอยู่ที่ท้องถิ่น เราจะอยู่จะไปอย่างไรอยู่ตรงนี้ เราจะทำอย่างไรให้เกิดการปฏิรูปท้องถิ่น ให้มีการปรับตัว
    May 23

    May 2009 Family Trip Planning

    Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat  
    10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23  
    พ่อสอบทั้งวัน พี่แอ้มถึงเมืองไทยเที่ยงคืน(เช้าวันอังคาร) อาร์ตหรือพ่อไปรับ         พี่แอ้มอยุ่กรุงเทพ       พี่แอ้มกลับ    
    แม่สัมมนาไม่อยากให้ลา แม่ลาได้ แม่หยุดเสาร์-อาทิตย์ โรงเรียนเปิด-แม่สอน    
    อาร์ตลายาว อาร์ตสัมมนาเสาร์เช้า เลิกอาทิตย์เย็น อาร์ตทำงาน อาร์ตสอบ  
    พ่อว่างแต่ก็ต้องเตรียมสอบวันที่ 16 พ.ค. นิดหน่อย พ่อสอบ พ่อว่าง              
    พ่อน่าจะว่าง พ่ออาจจะสอบ พ่อน่าจะว่าง พ่ออาจจะสอบ
    แผน1 ถ้าพ่อสอบ   อยู่โคราชกัน เที่ยววังตะไคร้ ขากลับแวะเขาใหญ่+ปากช่อง อยู่โคราชตอนเย็นอาร์ตไปส่งพี่แอ้มที่กรุงเทพ พี่แอ้มอยุ่กรุงเทพ, แม่+พี่เอ๊ะ+น้ำจะอยู่กรุงเทพก็ได้ เดี๋ยวจะไปดูให้ว่าจองโรงแรมสองห้องได้มั้ย แต่กลับโคราชกันเองนะน่าจะลำบากพอสมควร เที่ยวปากน้ำประแสโฮมสเตย์(ไปเองนะอาร์ตทำงาน) หรือจะมานอนเล่นศรีราชาก็ได้ แต่อาร์ตไม่ว่าง จ้างหนุ่ยขับรถได้ อิอิ หรือจะมาช่วยกันดูว่าอยู่ศรีราชา ทำมาหากินอะไรดี          
    แผน1 ข้อเสนอแนะ     จองรถตู้ดีมะ จะได้เที่ยวแบบสบายๆ ขับรถก็ได้ แต่พ่อจะเหนื่อย                
    แผน2 ถ้าพ่อไม่สอบ   อยู่โคราชกัน เที่ยวเขาใหญ่-นอนวังตะไคร้ตอนบ่ายเที่ยวตลาดโบราณคลองสวน(ลาดกระบัง)แล้วตอนเย็นอาร์ตไปส่งพี่แอ้มที่กรุงเทพ แล้วแม่+พี่เอ๊ะ+น้ำไปไหนต่อดี??? พ่อไปส่งได้มั้ย พี่แอ้มอยุ่กรุงเทพ, แม่+พี่เอ๊ะ+น้ำจะอยู่กรุงเทพก็ได้ เดี๋ยวจะไปดูให้ว่าจองโรงแรมสองห้องได้มั้ย แต่กลับโคราชกันเองนะ หรือพ่อจะไปส่งก็ได้ เที่ยวปากน้ำประแสโฮมสเตย์(ไปเองนะอาร์ตทำงาน) หรือจะมานอนเล่นศรีราชาก็ได้ แต่อาร์ตไม่ว่าง จ้างหนุ่ยขับรถได้ อิอิ หรือจะมาช่วยกันดูว่าอยู่ศรีราชา ทำมาหากินอะไรดี          
    แผน2 ข้อเสนอแนะ         ถ้าใช้แผน2, อาร์ตไปส่งกรุงเทพได้ แต่ส่งกลับโคราชคงลำบาก   พี่แอ้มจะมาศรีราชาก็ได้ไม่รู้ว่าจะไปไหน เพราะอาร์ตจะไม่ว่างแล้ว          
    May 22

    หนึ่งสิ่งที่เกิดมาในหนึ่งชีวิต: สนธิ ลิ้มทองกุล

    ดวงตาของหัวใจ

    หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ ... 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

    “ปาฏิหาริย์” ของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” (3)

    ในสายตาของ บุคคลภายนอก ศัตรู หรือ คนที่ไม่รู้จัก ... “สนธิ ลิ้มทองกุล” ดูจะเป็นคนเข้าถึงยาก เป็นผู้ที่บางคนให้ความเคารพรัก บางคนเกลียด ... บางคนคาดหวัง บางคนเกรงกลัว ... บางคนบอกน่ารัก บางคนบอกก้าวร้าว ...

    สนธิ ลิ้มทองกุลในวันบวช ที่ จ.อุดรธานี 8 พฤศจิกายน 2550

    แต่ไม่ว่าใครจะรู้จักสนธิ ลิ้มทองกุล ในแง่มุมไหน สนธิ ลิ้มทองกุลที่ผมและชาวผู้จัดการ-เอเอสทีวี รู้จักก็เป็น “ปุถุชนธรรมดา” ที่มีรัก-มีโลภ-มีโกรธ-มีหลง .... มีเลือด-มีเนื้อ-มีความเจ็บปวด-มีน้ำตา

     

     

    แต่ภาพที่ผมเห็น ณ ขณะนั้น แม้จะถูกลอบยิงเป็นร้อยๆ นัด แต่คุณสนธิในสภาพบาดเจ็บสาหัส ก็ยังคงเป็น “สนธิ ลิ้มทองกุล” คนเดิมที่ผมรู้จักตลอดหลายปีที่ผ่านมา เป็น “สนธิ” ที่สามารถเก็บความรู้สึก-กัดฟันฝังความเจ็บปวดไว้ในส่วนที่ลึกที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้ในวันที่ถูกยิงเลือดท่วมตัว แต่เขาก็ยังสามารถรวบรวมเอาพลังเดินขึ้นเตียงพยาบาลได้ด้วยตนเอง อย่างไม่ต้องเรียกหาให้คนหาม หรือ ร้องเรียกให้ใครเข้าประคับประคองแต่อย่างใด

     

     

    วันนั้น เขาเดินขึ้นเตียงพยาบาลด้วยสองขา ... แม้ว่าร่างในสภาพเสื้อผ้าทั้งท่อนบน ท่อนล่างจะโชกไปด้วยเลือดสีแดงสด แว่นตาจะชโลมไปด้วยโลหิตจากกะโหลกศีรษะที่แตกและมีรอยเศษกระสุนฝังใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณหน้าอกซึ่งมีรอยถลอกของอาวุธที่ว่ากันว่าเป็น “กระสุนปืน” …

     

     

    ทั้งนี้ในระหว่างที่คุณสนธิกำลังนอนให้แพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลวชิระฯ ตรวจอาการอยู่ในห้องฉุกเฉินและเตรียมที่จะเข้าห้องซีทีเพื่อเอกซเรย์สมองอยู่นั้น พี่ๆ เรียกให้ผมเข้าไปถ่ายรูปบาดแผลของคุณสนธิ เก็บเอาไว้ทุกจุด ไม่ว่าจะเป็นที่ศีรษะด้านขวาเหนือขมับ ที่แขนขวา และ ที่สำคัญที่ “หน้าอกด้านซ้าย” ใกล้กับหัวใจ

     

     

    พิจารณา “บาดแผล” บริเวณหน้าอกด้านซ้าย คร่าวๆ ด้วยสายตา บาดแผลดังกล่าว เป็นแผลถลอกคล้ายถูกของแข็งกระแทกค่อนข้างแรง จนผิวหนังหลุดลอกไปส่วนหนึ่ง ขณะที่รอบๆ บาดแผลเป็นวงจ้ำเลือด ... (ดังภาพ)

     

     

    ทั้งนี้ในเวลาต่อมาเมื่อมาพิจารณาเพิ่มเติมจากเสื้อชุดที่คุณสนธิใส่ในวันนั้นแล้ว (ปัจจุบันชุดดังกล่าวถูกเก็บใส่กรอบ อยู่ ณ บ้านพระอาทิตย์) ก็จะพบว่าเสื้อผ้าฝ้ายสีขาวที่คุณสนธิใส่ ตรงจุดที่เป็นรอยแผลบริเวณหน้าอกด้านซ้ายดังกล่าวนั้น เป็นรูคล้าย “กระสุน” ที่เจาะผ่านเสื้อผ้าไปแล้ว และพร้อมจะปลิดชีพบุคคลที่สวมใส่เสื้อผ้าฝ้ายตัวนั้นให้ดับชีวิต แดดิ้นไปในบัดดล

     

     

    ทว่า “คมกระสุน” หรือ “อาวุธที่พุ่งเข้ามา” กลับไม่สามารถทำทะลุผ่านร่างกาย เข้าปลิดขั้วหัวใจ บุคคลผู้นั้นได้ดังประสงค์ของคนลั่นไกและคนที่อยู่เบื้องหลังแผนอำมหิต

     

     

    ... “เพชฌฆาตไร้หัวใจ” เพียงหยุดนิ่งอยู่ที่ชั้นผิวหนัง และ ก่อให้เกิดรอยถลอกบริเวณผิวหนังชั้นนอกเท่านั้น

     

     

    “ปาฏิหาริย์” ไม่เพียงแต่เกิดกับคุณสนธิเท่านั้น แต่รวมถึงคนขับรถและผู้ติดตามด้วย

     

     

    พี่ยาว – วายุภักษ์ ผู้ติดตามที่นั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับรถตามเนื้อตัวแทบไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรนอกจากรอยถลอกตามแขน-ขา โดยในเวลาต่อมา “พี่ยาว” เล่าให้พวกเราฟังว่า ตอนรู้ว่าถูกยิงก็ได้แต่ก้มหลบลูกกระสุนที่ยิงสาดมาเหมือนกับห่าฝน แต่ที่รู้สึกได้ก็คือกระสุนเฉียดร่างกายไป-มา เหมือนกับมีคนปัดสิ่งเหล่านั้นออกไป ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

     

    พี่ยาว – วายุภักษ์ ที่ รพ.วชิระฯ 17 เม.ย. 52

     

    มีเพียง ญา – อดุลย์ พลขับเท่านั้นที่ ได้รับบาดเจ็บมากที่สุดจากการลอบสังหารครั้งนี้ แต่อาการโดยรวม รวมถึงหลังการผ่าตัด สมองก็สามารถฟื้นฟูขึ้นมาได้รวดเร็วอย่างอัศจรรย์

     

     

    สารภาพกันอย่างตรงไปตรงมาในช่วงชีวิต 30 ปีบนโลกนี้ของผม ไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้กับตามาก่อน ... และในช่วงชีวิตที่เหลือก็ไม่อยากเห็นอีก

     

     

    คุณพ่อผมเป็นแพทย์ คุณแม่เป็นพยาบาล พี่สาวเป็นวิศวกร พี่ชายเป็นแพทย์ ผมถูกเลี้ยงดู ให้การศึกษาและเติบโต มาด้วยหลักการวิทยาศาสตร์ แม้จะไม่เคยลบหลู่ แต่ผมก็ไม่เคยเชื่อเรื่องราว “ปากต่อปาก” ที่ใครต่อใครลือกันว่า พระเครื่ององค์นี้พกแล้วยิงไม่เข้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้สวมแล้วยิงไม่ออก ตะกรุดแท่งนี้มีไว้แล้วหนังเหนียวฟัน-แทงไม่เข้า ... แม้จะไม่เคยเชื่อ แต่ก็ไม่เคยคิดทดลอง และก็ไม่อยากให้ใครต้องเสี่ยงชีวิตเข้าพิสูจน์

     

     

    ทว่า วันนี้ผมกลับมาประสบกับ “ปาฏิหาริย์” ที่ผมไม่เคยนึกถึงหรือจินตนาการถึงตลอดมา

     

     

    ในอีกห้วงหนึ่งของความรู้สึกนึกคิด ขณะที่กดชัตเตอร์ถ่ายรูปบาดแผลทั้งหมดอยู่นั้นเอง ผมหวนนึกไปถึงคำพูดประโยคหนึ่งที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ลุกขึ้นสู้รบกับ “ระบอบทักษิณ” อย่างเดียวดายในปี 2548 คุณสนธิกล่าวอยู่บ่อยครั้งทั้งกับคนรอบตัวและกับสาธารณะ

     

     

    “ขอสู้แบบ ตายเป็นตาย-เจ๊งเป็นเจ๊ง แม้ต้องกัดลิ้น และ ต้องอมเลือดอยู่เต็มปากก็ตาม ...”

     

     

    ณ วินาที ที่ผมได้เห็น สนธิ ลิ้มทองกุล นอนใส่เครื่องช่วยหายใจอยู่บนเตียงด้วยทีท่าที่สงบนิ่ง ผมเชื่ออย่างสนิทใจ และ เชื่ออย่างปราศจากข้อสงสัยว่า

     

     

    “สนธิ ลิ้มทองกุล” ผู้นี้เป็นปุถุชนเหนือคำว่า “ธรรมดา” ตัวจริง ซึ่งผมมีวาสนาได้รู้จักและใกล้ชิดด้วยในช่วงชีวิตหนึ่ง ชีวิตนี้

     




    Tag: ปาฏิหาริย์, ASTV, สนธิ ลิ้มทองกุล, Good Morning Thailand, ลอบสังหาร, 17 เมษายน 2552

    เขียนโดย varitlim ที่ 2009-05-22 11:41:33 น. 43 ความคิดเห็น

    ไม่มีน้ำ ไม่มีชีวิต

    ไม่มีน้ำ ไม่มีชีวิต
    โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 20 พฤษภาคม 2552 18:30 น.


    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น







    มนุษย์ต้องการน้ำสำหรับบริโภคเท่ากับ 4 ลิตรต่อวัน แต่เมื่อพูดถึงการใช้น้ำในกระบวนการผลิตอาหาร กลับต้องใช้น้ำมากถึง 2,000 ลิตรต่อคนต่อวัน ยิ่งเป็นคนในประเทศที่รับประทานเนื้อสัตว์มากๆ ปริมาณน้ำตัวนี้อาจสูงขึ้นถึง 4,000 ลิตรต่อคนต่อวัน ส่วนในกรุงเทพฯ 1 ครัวเรือนใช้น้ำเฉลี่ยเดือนละ 35 ลูกบาศก์เมตร
           
           ข้อมูลอันน่าทึ่งในหนังสือจำพวกความรู้รอบตัวบอกว่า โลกประกอบด้วยพื้นที่ที่เป็นผืนน้ำถึง 2 ใน 3 แถมยังบอกต่อไปให้ชวนทึ่งและหวาดหวั่นด้วยว่า ปริมาณน้ำ 97 เปอร์เซ็นต์ของน้ำ 2 ใน 3 นี้ดันอยู่ในทะเล ที่เหลือ 3 เปอร์เซ็นต์เป็นน้ำจืด แล้วใน 3 เปอร์เซ็นต์ที่แสนน้อยนี้ เป็นน้ำที่เราสามารถนำมาใช้ได้แค่ 0.036 เปอร์เซ็นต์
           
           สรุปให้เห็นภาพ-น้ำบนโลกมีอยู่ทั้งหมด 512 ล้านลูกบาศก์กิโลเมตร แต่มีแค่นิดเดียว นิดเดียวจริงๆ ที่มนุษย์สามารถนำมาใช้อุปโภคบริโภคได้ และถ้าจะไม่ทำให้รู้สึกตกใจจนเกินไป ก็ต้องบอกว่า 512 ล้านลูกบาศก์กิโลเมตรจะไม่มีวันลดน้อยลงไปกว่านี้ แต่มันก็จะไม่มีวันเพิ่มมากขึ้นไปกว่านี้อีกแล้วเหมือนกัน...
           
           เป็นไปได้ว่าสำหรับคนเมืองที่สามารถเรียกน้ำได้ด้วยปลายนิ้วสัมผัสอาจจินตนาการไม่ออกถึงการไม่มีน้ำกินน้ำใช้ ขณะที่คนในชนบทกลับต้องเผชิญ ‘แล้งซ้ำซาก’ อยู่ชั่วนาตาปี
           
           ‘วิกฤตน้ำ’ อาจไม่ใช่สิ่งที่เราจะมองเห็นได้แจ่มชัดในช่วงอายุของเรา ยิ่งคนกรุงกำลังเหม็นเบื่อกับฝนตกติดๆ กันหลายวันจนเจิ่งนอง เดินทางลำบาก ยิ่งไม่คิดว่า ‘ฉันจะไม่มีน้ำใช้’ แต่จงเชื่อเถิดว่าความรุนแรงของมันกำลังคืบคลานเข้าใกล้เราอย่างเงียบๆ
           
           1
           

           นับจากปี 2543 ความต้องการใช้น้ำทั่วโลกเพิ่มขึ้นเกือบ 100 เท่า มันคือแรงกดดันให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกสร้างเขื่อนเพื่อเก็บกักน้ำและรวมไปถึงความต้องการพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนด้วย เกิดการแปรเปลี่ยนทางระบบนิเวศขนานใหญ่ นี่ยังไม่นับการนำน้ำสำรองใต้โลกหรือน้ำบาดาลมาใช้ ที่ 3 ประเทศผู้ผลิตธัญญาหารยักษ์ใหญ่ของโลกคือ จีน อินเดีย และสหรัฐ ต่างเจาะและสูบกันอย่างสนุกมือ
           
           การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร, กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจ, มลพิษทางน้ำอันเกิดจากการพัฒนา และการจัดการน้ำอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เป็น 4 ปัจจัยที่บีบให้วิกฤตน้ำของโลกรุดหน้าอย่างชวนพรั่นพรึง และถ้าจะให้อินเทรนด์ เราคงต้องบวกปัจจัยบีบคั้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปอีกข้อ
           
           ธนาคารโลกคาดการณ์อนาคตไว้ว่า ถ้าโลกยังก้าวเดินอย่างหุนหันพลันแล่นและใช้น้ำแบบไม่ยั้งคิด ในอีก 30 ปีข้างหน้าคนครึ่งโลกจะต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำ
           
           ไม่ใช่เรื่องเกินเลยที่จะพูดว่าสงครามในวันข้างหน้าจะมีสาเหตุจากการแย่งชิงน้ำ
           
           2
           
           เรื่องราวของวันนี้ปริ่มด้วยข้อมูลชวนหม่นหมอง...
           
           จากการพูดคุยกับคนที่ติดตามปัญหาเรื่องน้ำ อย่าง มนตรี จันทวงศ์ จากมูลนิธิพื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ บอกว่าเมืองไทยยังไม่ถึงกับมีวิกฤตเรื่องน้ำ แต่ที่เป็นปัญหามากๆ จริงๆ คือการจัดการน้ำที่อยู่ในกำมือภาครัฐและมีโครงสร้างการจัดการน้ำที่ค่อนข้างจะไม่เป็นธรรม
           
           อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการศึกษาจากกรีนพีซ ระบุว่า ประเทศไทยมีพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดมลพิษทางน้ำมากกว่า 92.68 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด โดยแบ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง 6.35 เปอร์เซ็นต์ พื้นที่ที่มีความเสี่ยงปานกลาง 49.43 เปอร์เซ็นต์ และพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ 36.89 เปอร์เซ็นต์ และจังหวัดที่มีพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดมลพิษทางน้ำมากที่สุด 5 อันดับแรกคือ กรุงเทพมหานคร (แน่นอนที่สุด), สมุทรปราการ , สมุทรสาคร, ชลบุรี และระยอง โดย 3 จังหวัดแรก 100 เปอร์เซ็นต์เต็มของพื้นที่ล้วนเป็นพื้นที่เสี่ยง ที่เหลือคือ 98.89 เปอร์เซ็นต์ และ 97.78 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ
           
           ภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตรดูจะเป็นจำเลยหลักในการปล่อยมลพิษลงน้ำ แม้ภาคครัวเรือนจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ แต่น้ำจากภาคครัวเรือนมีความแตกต่างกันในรายละเอียด เพราะน้ำเสียจากภาคครัวเรือนส่วนใหญ่จะเป็นสารอินทรีย์ซึ่งถ้าผ่านการบำบัดที่มีคุณภาพจะสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมไม่ได้เป็นเช่นนั้น
           
           ตัวเลขการนำเข้าและการผลิตสารเคมีในประเทศไทยในปี 2550 สูงถึง 30.40 ล้านตัน ซึ่งสูงกว่าในปี 2549 ถึง 1.5 เปอร์เซ็นต์ นี่ยังไม่รวมผลกระทบอันเกิดจากข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น หรือ JTEPPA ที่เปิดช่องทางให้ญี่ปุ่นสามารถส่งขยะอันตรายเข้ามาในประเทศไทยได้อย่างสะดวกโยธิน สารเหล่านี้นอกจากจะทำลายแหล่งน้ำแล้ว ยังเป็นที่มาของโรคร้ายตั้งแต่โรคผิวหนัง ระบบต่างๆ ในร่างกาย จนถึงโรคมะเร็ง
           
           เราตั้งคำถามกับ พลาย ภิรมย์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านสารพิษของกรีนพีซ ว่าสารเคมีที่ปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ในเมืองไทยมีปริมาณมากน้อยแค่ไหน คำตอบคือไม่รู้ เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีระบบการจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยสารเคมีสู่สิ่งแวดล้อม
           
           “เราพยายามเสนอให้มีการทำทำเนียบการปล่อยสารพิษสู่สิ่งแวดล้อม หรือ Toxic Release Inventory เป็นหลักการที่ว่าแหล่งกำเนิดสารพิษต่างๆ ควรจะต้องมีข้อมูลบอกว่าใช้สารเคมีใดบ้างในกระบวนการผลิตและปล่อยออกมาสู่สิ่งแวดล้อมเป็นปริมาณเท่าไหร่ ให้ประชาชนสามารถเข้าไปดูข้อมูลตรงนี้ ซึ่งหลักการนี้ได้นำไปใช้ที่มาบตาพุดแล้ว
           
           “หลักการนี้มีอยู่ ในต่างประเทศมีการทำ แต่เมืองไทยไม่ทำ ซึ่งภาครัฐอาจจะรู้ปริมาณตรงนี้ แต่ไม่เปิดเผยเพราะต้องการปกป้องโรงงานอุตสาหกรรม แต่เราจะทำยังไงให้มีกฎหมายบังคับโรงงานอุตสาหกรรมหรือแหล่งกำเนิดมลพิษมีการจัดทำบัญชีหรือทำเนียบข้อมูลตรงนี้ เมื่อรู้แล้ว มันจะนำไปสู่การลดลงในอนาคต สามารถตั้งเป้าหมายได้”

           
           นอกจากนี้ เขายังเสนอว่าจะต้องมีการปรับปรุงกระบวนการผลิตเป็น Green Production เพื่อลดปริมาณสารพิษในกระบวนการผลิตให้เหลือน้อยที่สุด แทนที่จะไปแก้ที่ปลายเหตุด้วยการบำบัด ขณะที่ภาครัฐจะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
           
           “ทุกวันนี้ โรงงานอุตสาหกรรมเหมือนจะปล่อยมลพิษได้อย่างถูกกฎหมาย เพราะกฎหมายบอกว่าปล่อยได้เท่านี้ ก็ปล่อยไปเรื่อยๆ แต่มันสะสมในสิ่งแวดล้อม กลายเป็นการอนุญาตให้ปล่อยได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งเป็นการคุมที่ปลายเหตุ”
           
           ส่วนกรณีที่กระทรวงการคลังจะใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า ภาษีสิ่งแวดล้อม เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้ก่อมลพิษนั้น เขาเห็นด้วย แต่จะต้องมีการวางมาตรการที่ชัดเจนและรัดกุม
           
           3
           
           ปัญหามลพิษในแหล่งน้ำถูกเข้าใจว่าเป็นปัญหาในเขตเมือง (ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่) ส่วนในภาคชนบท ข่าวคราวที่เราจะต้องได้ยินทุกเมื่อเชื่อปีคือภัยแล้ง หรือที่มักจะเรียกว่า แล้งซ้ำซาก จนเกิดเป็นคำถามว่าทำไมถึงแล้งได้ทุกปี แล้วนี่ภาครัฐไม่ได้เตรียมการณ์อะไรเลยหรือ
           
           ปัญหาแล้งซ้ำซากก็มีลักษณะเฉพาะอีกแบบที่แตกต่างไป เพราะบางปีมันก็มาพร้อมกับน้ำท่วมซ้ำซาก คนเสพข่าวก็งงสิว่าตกลงประเทศนี้ น้ำน้อยเกินไปหรือว่าน้ำมากเกินไปกันแน่
           
           ข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่สังคมไทยจะต้องร่วมกันคิดให้แตกก็คือเกณฑ์ในการกำหนดพื้นที่ภัยแล้ง ซึ่งในระยะหลังนี้ ถูกชี้นำโดยใช้โครงการเป็นตัวตั้ง
           
           “ณ วันนี้ จากข้อมูลทั้งของกรมชลประทานและกรมบรรเทาและป้องกันสาธารณภัย ก็พบข้อมูลที่ไม่ตรงกัน 2 อย่าง กรมชลฯ เวลาประกาศพื้นที่ที่ขาดน้ำ ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ชลประทาน คือน้ำไม่พอที่จะส่งน้ำให้ถึง อย่างในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างมีพื้นที่ชลประทานประมาณ 7 ล้านกว่าไร่ แต่พอถึงช่วงฤดูนาปรังพื้นที่ชลประทานเหล่านี้ก็จะลดลงมาเหลือประมาณ 5 ล้านกว่าไร่ ซึ่งในจำนวน 5 ล้านกว่าไร่นี้ ในช่วงแล้งจะมีประมาณ 1 แสนไร่ที่น้ำส่งไปให้ไม่พอ เขาก็เลยมองว่าตรงนี้เป็นพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องการใช้น้ำ ส่วนที่ 2 คืออยู่นอกเขตพื้นที่ชลประทานหรือพื้นที่ที่ไม่มีศักยภาพในการส่งน้ำในระบบชลประทานได้ พื้นที่เหล่านี้จะมีหนองน้ำธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว พอพื้นที่เหล่านี้ทำเรื่องไปขอน้ำหรือเครื่องสูบน้ำไปที่ชลประทานไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็จะถูกนิยามไปว่าเป็นพื้นที่ที่กำลังมีปัญหาขาดน้ำในระบบชลประทาน
           
           “แต่พอมาถึงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขาคิดต่างกัน เพราะเขาคิดเรื่องการมีน้ำกินน้ำใช้ เช่น อบต. ก. ขอน้ำไปที่อำเภอ อำเภอก็จะบันทึกว่า อบต. นี้เริ่มมีปัญหาเรื่องน้ำ ก็จะไปใช้งบ 50 ล้านของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นงบของผู้ว่าฯ ซีอีโอ แต่งบนี้จะใช้ได้ต้องประกาศพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ภัยแล้งก่อน ดังนั้น ตอนนี้จึงมีพื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว 23 จังหวัด 5 พันกว่าตำบล เมื่อเทียบกับปีที่แล้วประกาศไปแค่ 3 พันกว่าตำบล ถามว่าทำไมต้องประกาศ เพราะถ้าไม่ประกาศ คุณก็ใช้งบนี้ไม่ได้ อันนี้คือของมหาดไทย เรื่องมันก็เลยพันกันระหว่างนิยามคำว่าภัยแล้ง ไม่มีน้ำทำนา กับภัยแล้ง ไม่มีน้ำอุปโภคบริโภค มันกำลังซ้อนกัน จึงทำให้สังคมสับสนว่าจริงๆ แล้วมันกำลังแห้งแล้งขนาดไหน”
    หาญณรงค์ เยาวเลิศ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อธิบาย
           
           เขายอมรับว่าพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งมีอยู่จริง แต่ไม่มากมายดังที่ภาครัฐประกาศ แต่เมื่อใช้วิธีบริหารงบประมาณด้วยการประกาศพื้นที่ภัยแล้งแบบนี้ ย่อมเท่ากับกล่อมเกลาให้ประชาชนไม่รู้จักพึ่งตนเองและไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือ เพราะยังไงๆ เดี๋ยวภาครัฐก็ต้องนำน้ำมาแจก แม้ว่าประชาชนในพื้นที่จะมีศักยภาพในการรับมือก็ตาม
           
           “สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือ เวลาพูดว่าเกิดภัยแล้ง ฉะนั้น ก็ต้องหาน้ำ ก็ต้องสร้างเขื่อนเพิ่ม ผมคิดว่าการสร้างเขื่อนเพิ่มหนึ่งเขื่อน มันไม่ได้ตอบปัญหาภัยแล้งจากนิยามของทั้งหลายหน่วยงาน เพียงแต่มีความสบายใจและตอบคำถามได้ว่าลุ่มน้ำนั้นคุณจัดการน้ำยังไง
           
           “มีงานวิจัยว่า การจัดการน้ำในเขื่อนเพื่อให้เกิดพื้นที่ชลประทานตามเป้าหมายนั้น เราทำได้เพียง 25 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ที่ตั้งไว้เท่านั้น ทำไม ผมยกตัวอย่างเช่นเขื่อนเชี่ยวหลานบอกว่าจะมีพื้นที่ชลประทานประมาณ 1 แสนไร่ ผมถามว่าเขื่อนเชี่ยวหลานสร้างเสร็จปี 26 ถึงปัจจุบันปี 52 เขื่อนเชี่ยวหลานกลับยังไม่มีพื้นที่ชลประทานเลย คำว่าพื้นที่ชลประทานหลังจากสร้างเขื่อนเสร็จแล้วบางทีมันก็ไม่ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ตั้งแต่ต้น ประการที่ 2 พื้นที่ชลประทานจากการสร้างเขื่อน ต้องทยอยสร้าง บางโครงการต้องใช้เวลาถึง 20 ปีจึงจะครบตามจำนวนพื้นที่ชลประทานที่ระบุไว้”
           
           4
           

           กลายเป็นว่าการจัดการน้ำแหล่งงบประมาณขนาดใหญ่ที่หลายฝ่ายจับจ้อง เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็พยายามจะผลักดันโครงการ Water Grid มูลค่านับแสนล้านออกมาอีกรอบ ไหนจะโครงการผันน้ำจากแม่น้ำโขง แม่น้ำงึม แม่น้ำกก และอีกหลายๆ แม่น้ำทั้งในและนอกประเทศ
           
           คำถามสำคัญอยู่ที่ว่าโครงการเหล่านี้ถูกคิดเบ็ดเสร็จจากภาครัฐ โดยที่ภาคประชาชนไม่ได้รับรู้หรือมีส่วนร่วมใดๆ ขณะเดียวกัน การจัดการน้ำอย่างเป็นธรรมระหว่างภาคส่วนต่างๆ ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง แล้วมันจะเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนได้หรือไม่ มนตรี ยกตัวอย่างให้ฟังว่า
           
           “ภาคกลางจะเป็นวิกฤตอีกแบบหนึ่ง ในภาคกลางหัวใจของวิกฤตหรือไม่วิกฤต ผมคิดว่าอยู่ที่กรุงเทพฯ ไม่ว่าจะน้ำแล้งหรือน้ำท่วม ซึ่งวิกฤตของกรุงเทพฯ จะถูกจัดการต่างกันไป ภาคกลางอาศัยน้ำจากเขื่อนภูมิพลกับเขื่อนสิริกิติ์เป็นหลัก ตอนหลังมีเขื่อนป่าสักอีกตัวหนึ่ง แต่สองเขื่อนแรกจะเป็นตัวคุมน้ำ และพื้นที่ชลประทานในฤดูแล้งของเขตเจ้าพระยาใหญ่มีอยู่ประมาณ 6 ล้านไร่ ค่อนข้างสมบูรณ์มาก มีคลองส่งน้ำเป็นตาข่ายคลุมพื้นที่โดยมีเขื่อนชัยนาทเป็นตัวจ่ายน้ำ แต่จะมีการกันน้ำไว้ก่อนเสมอสำหรับน้ำประปาในกรุงเทพฯ กันน้ำไว้ก่อนเสมอสำหรับดันน้ำเค็ม แล้วน้ำที่เหลืออีกจำนวนหนึ่งจึงจะนำมาเฉลี่ยให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ถ้าปีไหนน้ำน้อยมาก เราก็จะได้ยินประกาศให้งดทำนาปรังหรือส่งน้ำแบบสลับฝั่งคลอง
           
           “ปัญหาชาวบ้านไม่ได้รับน้ำเต็มที่มันมีมาน้ำแล้ว แต่พอกรุงเทพฯ ขาดน้ำ สิ่งที่เป็นโครงการต่อเนื่องมาคือการไปเอาน้ำจากแม่กลองมาทำประปาฝั่งตะวันตก อันที่ 2 คือคิดโครงการผันน้ำมาเติมเขื่อนภูมิพลกับผันน้ำจากแม่น้ำโขงมาเติมเขื่อนสิริกิติ์ ล่าสุด มีโครงการจะผันน้ำจากแม่น้ำกกในประเทศพม่ามาเข้าแม่น้ำปิงลงเขื่อนภูมิพลและเข้าแม่น้ำน่านลงเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อให้สองเขื่อนนี้มีน้ำเต็มตลอดเวลาที่จะสามารถจ่ายน้ำให้กับกรุงเทพฯ
           
           “ทีนี้ในหน้าน้ำ เมื่อปี 2548 น้ำท่วมใหญ่มาก กรมชลประทานทำแผนที่น้ำท่วมในเดือนตุลาคมของทั้งภาคเหนือและภาคกลาง ซึ่งในแผนที่สีที่เป็นน้ำท่วมจะเป็นสีชมพูไล่ลงมาจากภาคกลางตอนบนลงมา แต่จะเว้นพื้นที่กรุงเทพฯ แล้วสีชมพูจะแผ่ออกไปทั้งสองข้าง นี่คือวิธีแก้ปัญหาวิกฤตน้ำของกรุงเทพฯ โดยการผลักน้ำออกไปทางเขตราชบุรี นครปฐม กับอีกฝั่งหนึ่งด้วย ยังไงก็ตามน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ ไม่ได้”
           
           ปัญหาเรื่องน้ำจึงกลายเป็นวัวพันหลักที่แสนยุ่งเหยิงและซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นความพยายามผลักดันโครงการขนาดใหญ่โดยใช้น้ำเป็นตัวละครหลัก โดยไม่คิดจะถามไถ่ใครสักคน ทั้งที่โครงการขนาดเล็ก เช่น การขุดสระหรืออ่างเก็บน้ำสามารถตอบโจทย์ได้มีประสิทธิภาพมากว่า หรือปัญหาการปล่อยมลพิษของโรงงานอุตสาหกรรมที่ยิ่งน้ำเสียมีมากขึ้นเท่าไหร่ ภาครัฐก็ยิ่งต้องเตรียมน้ำไว้มากขึ้นเท่านั้นเพื่อดันน้ำเสีย
           
           ใครจะรู้ ถ้ามนุษย์เรายังเล่นบทบู๊ล้างผลาญเช่นนี้ต่อไป ในอีก 100 ปีข้างหน้าน้ำอาจมีค่ามากกว่าทองคำ และเมื่อเรารู้ว่าเงินตราไม่มีค่าเลยเมื่อเทียบกับน้ำที่ใช้หล่อเลี้ยงชีวิต ถึงตอนนั้นก็อาจจะสายไปแล้ว
           
           ***********
           
           เรื่อง-กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล
           ขอบคุณภาพจากกรีนพีซ

    ย่ำรอยว่าที่เมืองท่ามรดกโลก

    ย่ำรอยว่าที่เมืองท่ามรดกโลก ปริศนาเส้นทางลัดอันดามันถึงอ่าวไทย
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 พฤษภาคม 2552 07:47 น.

    เส้นทางข้ามคาบสมุทรตะกั่วป่า-อ่าวบ้านดอน

    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    ลูกปัดหินและแก้วจากทุ่งตึกปัจจุบันอยู่ในครอบครองของเอกชน

    เทวรูปพระนารายณ์ซึ่งพบที่เขาพะเหนอ

    พระนารายณ์ที่เขาศรีวิชัย อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี

    ร.อ.บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ นักโบราณคดีสำนักที่ 15 ภูเก็ต

    ป่าชายเลนบริเวณปากแม่น้ำตะกั่วป่า

    ปากแม่น้ำตะกั่วป่าปัจจุบันกลายเป็นจุดพักเรือประมง และต้อนรับนักท่องเที่ยว

    เส้นทางคาบสมุทรฝั่งอันดามันบรรจบอ่าวไทย เป็นที่กล่าวโจษขานมานาน ว่า เป็นเส้นทางการเดินเรือที่ยิ่งใหญ่ของโลกแห่งหนึ่ง และมีอดีตที่รุ่งโรจน์ อันปรากฏด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ขุดค้นพบ ซึ่งมีที่มาหลากหลาย ทั้งเครื่องถ้วยเปอร์เซีย เครื่องเคลือบจากเมืองจีนอายุกว่าพันปี เทวรูปสัญลักษณ์สำคัญของการเผยแผ่ศาสนาจากอินเดีย รวมถึงลูกปัดที่บ่งบอกถึงความเป็นเมืองท่าที่มีการติดต่อค้าขายที่เจริญรุ่งเรืองในย่านนี้
           

           อย่างไรก็ตาม เส้นทางประวัติศาสตร์เส้นทางนี้ยังคงเต็มไปด้วยปริศนา ซึ่งบรรดานักโบราณคดีกำลังเร่งศึกษาหาข้อมูลถึงความเชื่อมโยงของเส้นทางและเมืองท่าต่างๆ จากปากแม่น้ำตะกั่วป่า ฝั่งอันดามัน เรื่อยไปจนถึงปากอ่าวบ้านดอนที่ทะลุชายฝั่งอ่าวไทย เส้นทางสำคัญไปประเทศจีนและอินเดีย
           
           **อดีตเมืองท่าสู่เส้นทางมรดกโลก
           
           เกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิบดีกรมศิลปากร บอกสาเหตุที่ต้องมีการตามรอยเส้นทางการค้าคาบสมุทรนั้น เพราะเป็นที่เชื่อได้ว่าจะต้องมีเส้นทางการค้าโบราณแหล่งต่างๆ ที่ตัดผ่านไปถึงประเทศมาเลเซีย กรมศิลปากรจึงได้เริ่มต้นที่เส้นทางการค้าข้ามคาบสมุทรก่อนเส้นทางอื่น ซึ่งหากประเทศไทยสามารถสำรวจและขุดค้นรวมทั้งพิสูจน์เส้นทางที่ตัดผ่านจากอันดามันสู่อ่าวไทยได้อย่างแน่ชัดแล้ว มีความเป็นไปได้ว่าเส้นทางการค้าที่มีอายุกว่าพันปีนี้จะขอขึ้นเป็นมรดกโลกอีกแห่งหนึ่งของไทย และเชื่อว่านี่จะเป็นตัวแปรสำคัญในการไขปริศนาที่ว่า ศูนย์กลางของอาณาจักรศรีวิชัยอยู่ที่ใดกันแน่ระหว่าง ภาคใต้ของไทย หรือประเทศมาเลเซีย
           
           “จากการศึกษาเมืองท่าในสุราษฎร์ธานีถึงประเทศมาเลเซียจะทำให้เราจะมีคำตอบเกี่ยวกับอาณาจักรศรีวิชัยที่ชัดเจนมากขึ้น การร้อยเรียงเรื่องดังกล่าวอาจจะเป็นสัญญาณที่ดีหากจะขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเชื่อมโยง 2 ประเทศ ซึ่งจะมีแต่ข้อดีทั้งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมร่วมกัน” อธิบดีกรมศิลปากร บอกอย่างมีความหวัง
           
           **ย่ำรอยอดีตแห่งเมืองท่าเก่า
           
           ร.อ.บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ นักโบราณคดี หัวหน้ากลุ่มโบราณคดีสำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต ทำหน้าที่เล่าย้อนถึงอดีตดินแดนภาคใต้ของไทยว่า เส้นทางเมืองท่าในภาคใต้มีเรื่องราวยาวนานนับ 2,000 ปีมาแล้ว โดยในระยะเริ่มต้นความรู้ด้านเส้นทางเดินเรือตลอดจนทิศทางลมของชาวเรือยังไม่แน่นอน ภูเขาทอง จ.ระนอง เนินเขาเล็กๆ ที่ซ่อนตัวหากจากฝั่งทะเลลึกเข้าไปในแผ่นดิน จึงเป็นจุดเมืองท่าแห่งแรกที่มีหลักฐานแสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของฝั่งอันดามัน ลูกปัดแก้ว และเครื่องเคลือบจากลุ่มน้ำคงคาในอินเดีย
           
           จากนั้นราวพุทธศตวรรษที่ 13 ชาวเรือพัฒนาการเรียนรู้ลมมรสุมที่แน่นอน ทำให้เกิดท่าเรือแห่งใหม่ ภูเขาทองจึงเริ่มได้รับความนิยมลดลง โดยมีเมืองท่าใหม่คือ ทุ่งตึก จ.พังงา ซึ่งตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำตะกั่วป่า และเป็นทำเลทองที่สามารถหลบลมตะวันออกเพื่อจอดพักเรือและประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้
           
           “สิ่งที่บอกว่าทุ่งตึกเคยรุ่งเรืองมากคือมีเทวสถานที่ประดิษฐานเทวรูปพระนารายณ์ และเจอโบราณสถานอีก 8 แห่ง และพบสินค้าฟุ่มเฟือยของชนชั้นสูง เช่น โถแก้วที่ทรงคอคอดคาดว่าน่าจะใส่น้ำหอม เครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถัง ลูกปัดแก้วที่หาได้ยากและสวยงามที่สุดในประเทศไทย หากดูจากสิ่งที่เราพบบอกได้ว่าแถบนี้เคยเป็นจุดพักเรือที่สำคัญและมีชุมชนขนาดใหญ่อาศัยอยู่”
           
           ร.อ.บุณยฤทธิ์ บอกอีกว่า ทุ่งตึก หรือปากแม่น้ำตะกั่วป่าที่ถูกค้นพบนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นเส้นทางถ่ายสินค้าข้ามคาบสมุทรจากอันดามันออกปากอ่าวไทยในขณะนั้นโดยไม่ต้องอ้อมเรือไกลไปถึงช่องแคบมะละกา จึงมีการขนถ่ายสินค้าผ่านลำเรือเล็กและล่องไปตามแม่น้ำซึ่งเป็นวิธีการหลบเลี่ยงกลุ่มโจรสลัดที่ชุกชุม
           
           “ความเป็นไปได้ของเส้นทางตะกั่วป่า ถึงอ่าวบ้านดอนมีค่อนข้างสูงเพราะเป็นเส้นทางที่มีหลักฐานทางโบราณคดีรองรับและโดยส่วนใหญ่เป็นโบราณวัตถุและโบราณสถานที่อยู่ร่วมสมัยเดียวกันชัดเจนคืออยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 ทั้งหมดต่างจากเส้นทางอื่นๆ ที่เคยขุดสำรวจ” หัวหน้ากลุ่มโบราณคดีภูเก็ต ยืนยัน
           
           **ไขปริศนาอดีต
           
           เพื่อพิสูจน์คำบอกเล่าเราได้เดินทางตามเส้นทางจากปากแม่น้ำตะกั่วป่าฝั่งอันดามันตามเส้นทางตัดข้ามเพื่อออกไปเมืองท่าอีกแห่งหนึ่ง สิ้นสุด ณ อ่าวบ้านดอน เมืองสุราษฎร์ธานี ที่นักโบราณคดีบอกว่าพบจุดพักเรือ ได้แก่ เขาพะเหนอ จุดตรงข้ามกับทุ่งตึก บริเวณที่พบเทวรูปพระนารายณ์ที่มีความสมบูรณ์งดงามมากองค์หนึ่ง
           
           นอกจากนี้ ในบริเวณต้นแม่น้ำตะกั่วป่าจุดที่คลองเหล และคลองรมณีย์ไหลมาบรรจบกันไม่ไกลจากทุ่งตึกมากนัก เนินเขาที่ชื่อว่าเขาเวียงคาดว่าจะเป็นจุดพักถ่ายสินค้าที่สำคัญอีกจุดหนึ่ง เนื่องจากพบเทวรูปพระนารายณ์อีก 1 องค์ โดยมีหลักศิลาจารึกหลักที่ 26 ด้วย
           
           “ตามเส้นทางของการเดินทางในอดีตนั้นเป็นที่น่าสังเกตว่าจุดพักเรือหรือที่ตั้งเทวสถานนั้นส่วนใหญ่เป็นเทวรูปพระนารายณ์ ควนพุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ที่ตั้งอยู่ใกล้ลุ่มน้ำพุมดวงและแม่น้ำตาปี ซึ่งพบพระพิมพ์ดินดิบ และเหรียญเงินอาหรับ พ.ศ.1310 เพิ่มเติมด้วย โดยจุดสิ้นสุดการถ่ายโอนสินค้า ณ แหลมโพธิ์ หรืออ่าวบ้านดอน เพื่อล่องทะเลต่อไปในอ่าวไทย”
           

           สมฤทธิ์ ลือชัย นักวิชาการอุษาคเนย์ สรุปถึงความสำคัญของเส้นทางข้ามคาบสมุทร ว่า สาเหตุที่เส้นทางตะกั่วป่าถึงอ่าวบ้านดอนมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งจนถึงขั้นเป็นเมืองท่าที่สำคัญของโลกนั้น เพราะเส้นทางข้ามคาบสมุทรเส้นนี้น่าจะถูกควบคุมด้วยอำนาจทางการเมืองโดยเมืองไชยา ซึ่งแผ่อำนาจไพศาลด้วยอาณาจักรศรีวิชัย ซึ่งต่อมาเส้นทางการค้านี้เป็นตัวแปรสำคัญเพื่อใช้อธิบายการก่อเกิด ความรุ่งเรือง ตลอดจนความเสื่อมถอยของเมืองไชยา
           
           ทั้งนี้ อธิบดีกรมศิลปากร เชื่อว่า การขุดค้นเส้นทางข้ามคาบสมุทรของสำนักโบราณคดีที่ 15 ภูเก็ต จะทำให้คนในท้องถิ่นสนใจและเริ่มหันมาเรียนรู้ ตลอดจนเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุในแต่ละท้องที่ มีความภูมิใจในท้องถิ่น เข้าใจในความรู้ดั้งเดิมมากขึ้น ตลอดจนใช้ความคิดสร้างสรรค์ต่อยอดและพัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานวัฒนธรรม
           
           “เราไม่จำเป็นต้องอยู่กับอดีตตลอดไป แต่เราจำเป็นต้องศึกษาอดีตเพื่อนำมารับใช้ปัจจุบันและนำมาขับเคลื่อนและผลักดันอนาคต” อธิบดีกรมศิลปากร ทิ้งท้าย
           
           ..ถึงตรงนี้ คงต้องบอกว่ายังมีปริศนาอีกมากมายที่รอการค้นพบ ภายในหุบเขาลูกเล็กอีกนับไม่ถ้วนที่อาจซุกซ่อนตัวห่างจากชายทะเล รอเพียงผู้เสาะแสวงหาเรื่องราวมาบอกเล่ามายังสู่คนปัจจุบัน

    น่านปลูกป่าเพิ่มแหล่งอาหาร

    เมืองน่านเร่งรณรงค์ปลูกป่า-เพิ่มแหล่งอาหาร
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 พฤษภาคม 2552 14:49 น.
           น่าน - ชาวอำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน รณรงค์การปลูกป่าและการฟื้นฟูแหล่งอาหาร และความหลากหลายของทางธรรมชาติ ดึงชาวบ้าน – เยาวชนร่วม นำพันธุ์ไม้เกือบแสนต้นลงปลูก
           

           ที่ศูนย์ขยายผล โครงการหลวงบ้านโป่งคำ ตำบลพงษ์ อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน วันนี้(22 พ.ค.) นายวีรวิทย์ วิวัฒนวานิช ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดงานการรณรงค์การฟื้นฟูแหล่งอาหารและความหลากหลายทางธรรมชาติ ซึ่งคณะทำงานโครงการขยายผลโครงการหลวงโป่งคำจัดขึ้น โดยนำเอาพันธุ์ไม้ จำนวน 97,00 ต้น หลากหลายชนิดมาปลูกในพื้นที่ปลูกป่าเพิ่มเติมจำนวน 400 ไร่ มีประชาชน และเยาวชน นักเรียนโรงเรียนในพื้นที่ อำเภอสันติสุข เข้าร่วมโครงการจำนวน 450 คน
           
           บ้านโป่งคำ ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลพงษ์ อำเภอสันติสุข เป็นชุมชนที่มีการใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืชในป่ามาเป็นเวลาช้านาน พืชพันธุ์ส่วนใหญ่ คนในชุมชนนิยมนำมาใช้ประโยชน์ในการสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัย และทำเครื่องใช้ในครัวเรือนและผลิตสินค้าออกจำหน่ายในการเสริมรายได้ให้กับครอบครัว และนับวันจะเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่ผืนป่าลดน้อยลง และทำให้เกิดภาวะโลกร้อน พื้นที่ป่าถูกบุกรุกเป็นบริเวณกว้าง หากไม่มีการปลูกป่าเพิ่มเติม
           
           ซึ่งคณะทำงานโครงการขยายผล โครงการหลวงโป่งคำ จึงได้จัดโครงการฟื้นฟูสภาพความอุดมสมบูรณ์ เพื่อให้พื้นที่ป่าชุมชนพลิกฟื้นขึ้นมากลับคืนความอุดมสมบูรณ์ดังเดิม ในการจัดกิจกรรมรณรงค์การฟื้นฟูแหล่งอาหารและความหลากหลายทางธรรมชาติครั้งนี้ ได้จัดกิจกรรมต่างขึ้น เช่นการจัดนิทรรศการ โครงการหลวงมาแสดง เช่น, ด้านการเกษตร,การปศุสัตว์, การประมง
           

           ในการนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้มอบพันธุ์ปลาให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ นำไปปล่อยในแหล่งน้ำทางธรรมชาติ และมอบพันธุ์ไม้ยืนต้นไม้ป่าที่โตเร็ว และไม้ผล หวาย พืชสมุนไพร ให้แก่ราษฎรในพื้นที่และชมนิทรรศการซึ่งทางคณะทำงานโครงการขยายผล โครงการหลวงโป่งคำ ที่นำมาแสดงในครั้งนี้ด้วย