|
|
April 28
| อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ‘ประสบการณ์พิสดาร’ และ ‘การเกิดใหม่’! |
| โดย คำนูณ สิทธิสมาน |
26 เมษายน 2552 17:56 น. |
 |
 |
ก่อนหน้ากลางดึกคืนวันที่ 23 เมษายน 2552 ก็ไม่มีใครปฏิเสธความเป็นนักพูดนักอภิปรายชั้นยอดของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะอยู่แล้ว หลายคนคงยังประทับใจกับสปีชแรกหลังรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2551 ที่ร้อยเรียงเรื่องที่ต้องการจะสื่อมาอย่างดี มีมุกเด็ดให้ฮือฮาอยู่หลายวันตรงอภินิหารแหวนคุณยายเนียม แต่ 57 นาทีของเมื่อกลางดึกวันพฤหัสบดีที่แล้วแตกต่างออกไป สปีชชุดอภินิหารแหวนคุณยายเนียมนั้นแม้จะโดดเด่น แต่นอกจากออกจะดูจงใจและดราม่าไปสักนิดแล้ว ยังเป็นการแสดงออกก่อนจะได้ขึ้นนั่งบัลลังก์อำนาจจริง ผ่านประสบการณ์จริงที่ต้องแตกต่างจากการแสดงโวหารแน่นอน ถึงจะสร้างความประทับใจแรกได้ไม่เลว แต่ก็แค่นั้น ทุกคนยังรอของจริง แต่สปีชเมื่อกลางดึก 3 คืนก่อนนั้นเกิดขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรีวัย 44 ผ่านประสบการณ์เฉียดตายบนบัลลังก์อำนาจมาแล้ว อย่าว่าแต่ “เฉียดตาย” เลย สถานการณ์ระหว่างวันที่ 8 – 14 เมษายน 2552 ถ้าจะพูดว่า “ตายไปแล้ว..เกิดใหม่” ก็ไม่น่าจะผิดความจริงนัก ภาษากำลังภายในเขาว่าจอมยุทธ์ที่ผ่านสถานการณ์อย่างนี้ชีวิตได้พานพบ “ประสบการณ์พิสดาร”! ที่ย่อมทำให้ “พลังฝีมือยกระดับเพิ่มขึ้น” ชนิดเปลี่ยนเป็นคนละคน !! พลันที่การประชุมอาเซียนบวกๆ ที่พัทยาล้มเหลวไม่เป็นท่าเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2552 ผมเชื่อว่านายกรัฐมนตรีน่าจะเกือบตัดสินใจแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองไปแล้ว เพราะสถานการณ์ที่เป็นจริงนั้น รัฐบาลควบคุมกลไกรัฐไม่ได้เลย ตำรวจนอกจากจะเข้าเกียร์ว่างในการควบคุมการชุมนุมแล้ว บางส่วนยังแอบเข้าเกียร์ 1 เกียร์ 2 หนุนผู้ชุมนุมอีกต่างหาก สื่อต่างประเทศรายงานถึงขนาดว่าท่านเป็นตัวตลก รุ่งขึ้นอีกวันแม้จะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกทม.และปริมณฑลแล้วสถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้นในชั้นต้น ทหารชุดแรกๆ ที่ออกมาก็เกียร์ว่างไม่ต่างกัน นายกรัฐมนตรีเกือบถูกฆ่าที่กระทรวงมหาดไทย เป็นการพยายามฆ่าครั้งที่ 2 ในรอบ 3 วัน เลขาธิการบาดเจ็บสาหัส รปภ.ถูกจับไปประจาน บ้านเมืองมีโอกาสยกระดับไปสู่สถานการณ์สงครามกลางเมืองเต็มรูป หรือไม่ก็เกิดรัฐประหารจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตัดหน้า เป็นใครก็มีโอกาสที่จะถอดใจหนีปัญหาได้ทั้งนั้น แต่ไม่ใช่คนชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ! นอกจากความเชื่อมั่นในตัวเองแล้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองบ้านนี้เมืองนี้น่าจะช่วยดลบันดาลเสริมสร้างกำลังใจให้อีกส่วนหนึ่ง ความรู้สึกของมนุษย์คนหนึ่งตลอด 15 – 20 นาทีที่ถูกล้อมอยู่ในรถหวุดหวิดจะเอาชีวิตไม่รอด การต่อสู้กับใจของตัวเอง การทำงานของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และรวมไปถึงความพยายามก่อความรุนแรงของผู้ชุมนุมไม่ว่าจะตัวจริงหรือตัวปลอม ล้วนเป็นส่วนผสมของประสบการณ์พิสดารที่คนเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศนี้พานพบ ตกผลึกเป็นการตัดสินใจเด็ดเดี่ยวที่จะเข้านำการต่อสู้ควบคุมการทำงานของกลไกรัฐทั้งทหารและตำรวจด้วยตัวเองในเวลาต่อมา ความเป็นผู้นำของคนชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแสดงออกมาอย่างเด่นชัดจากเวลานั้นเป็นต้นมา ไม่มีใครกล้าดูถูกว่านายกรัฐมนตรีคนนี้เป็นเด็กอีกต่อไป เพราะคนอายุ 44 ที่อยู่ในเวทีการเมืองมา 17 ปีคนนี้ใช้อำนาจอย่างมีสติ อย่างไม่ทรยศต่อหลักการที่ตนเองแสดงออกว่าเชื่อมาตลอดชีวิตทางการเมือง อย่างไม่มีความแค้นเคืองกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองในระดับเกือบเอาชีวิตไม่รอดก่อนหน้านั้น และอย่างระมัดระวังถึงที่ไม่สุดที่จะไปตกหลุมพรางฝ่ายตรงกันข้าม ทำให้การสลายการชุมนุมที่ดินแดงเช้าตรู่วันที่ 13 เมษายน 2552 เป็นไปอย่างละมุนละม่อมที่สุด แม้จะใช้กำลังทหารเต็มรูป บรรจุกระสุนจริง และสถานการณ์เอื้อต่อการใช้ความรุนแรงตอบโต้เหลือเกิน ทำให้ไม่มีการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลในคืนวันที่ 13 เมษายน 2552 และเช้าวันที่ 14 เมษายน 2552 เพียงแต่แสดงกำลังเพื่อเป็นการกดดันให้ผู้ชุมนุมตัดสินใจสลายตัวเอง นี่คือความสำเร็จ! นี่คือชัยชนะ - แม้จะเพียงเบื้องต้น - แต่ก็เป็นส่วนสำคัญ!! การไม่ใช้ความรุนแรงตอบโต้ความรุนแรงของผู้ชุมนุมบางส่วน ไม่ว่าจะแท้หรือเทียม ทำให้นายกรัฐมนตรีวัย 44 ที่เกิดและมีพื้นเพการศึกษาในต่างประเทศคนนี้ได้รับชัยชนะเด็ดขาดในเวทีสื่อต่างประเทศอย่างชัดเจนที่สุด เมื่อประกอบกับการรุกฆาตต่ออดีตนายกรัฐมนตรีด้วยการออกหมายจับในคดีใหม่และยกเลิกพาสปอร์ตเล่มสุดท้ายรวมทั้งการส่งคนไปทำความเข้าใจกับรัฐบาลยูเออี และ ฯลฯ ที่เป็นความพลาดพลั้งของผู้ชุมนุมบางส่วน ไม่ว่าจะแท้หรือเทียม ยิ่งทำให้ยุทธศาสตร์ “โลกล้อมประเทศ” ของฝ่ายผู้ชุมนุมพังทลายไม่เป็นท่า นายกรัฐมนตรีรุกต่อด้วยการเปิดรัฐสภาตามมาตรา 179 และพูดว่าจะ “รับฟัง” ทุกข้อเสนอ ไม่ว่าเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ หรือเรื่องนิรโทษกรรม แต่ก็ขีดเส้นเอาไว้ว่าต้องไม่รวมคดีอาญาและคดีคอร์รัปชัน และเรื่องแก้รัฐธรรมนูญกับเรื่องนิรโทษกรรมนั้นก็มีข้อแม้ไว้ว่าต้องรับฟังทุกฝ่ายและรับฟังประชาชนด้วย ทีแรก พวกเราก็ออกจะไม่เห็นด้วยที่เร่งให้เปิดรัฐสภาตามมาตรา 179 เพราะเกรงว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ฝ่ายผู้ชุมนุมหันมาใช้เสทีรัฐสภาสร้างความชอบธรรมให้กับการแก้รัฐธรรมนูญ แต่เมื่อเกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะหลังสปีชของนายกรัฐมนตรีกลางดึกคืนวันที่ 23 เมษายน 2552 ปรากฏว่าพวกเราคิดผิด นายกรัฐมนตรีวัย 44 ใช้เวลา 57 นาที “ขโมยซีน” ของทุกคนที่อภิปรายก่อนหน้านั้น 2 วันไปหมด สุภาพ นุ่มนวล รับฟัง แต่ก็ยืนยันในหลักการและข้อเท็จจริง เหมือนรับปาก แต่แท้จริงแล้วไม่ได้รับปาก เหมือนโยนเผือกร้อนให้รัฐสภา แต่แม้รัฐสภารู้ก็มิอาจไม่รับ ไม่บ่อยครั้งนักที่การอภิปรายในรัฐสภาจะได้รับเสียงปรบมือจากสมาชิก สปีชคืนนั้นเป็นครั้งหนึ่ง เสียงตอบจากประธานวิปฝ่ายค้านแสดงให้เห็นถึงความยอมรับและการเปลี่ยนแปลงภายในฝ่ายค้านเองในระดับหนึ่ง แน่นอนว่าการต่อสู้ในเวทีรัฐสภายังไม่จบ แน่นอนว่าอดีตนายกรัฐมนตรีไร้แผ่นดินยังคงจะไม่ยุติการต่อสู้ลงง่ายๆ บริษัทบริวารของเขายังคงขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวอยู่ทุกพื้นที่ทุกวินาที และแน่นอนอีกเช่นกันว่ากรอบของการเมืองที่ล้มเหลวยังคงขวางมือขวางเท้าของนายกรัฐมนตรีคนนี้อยู่ แม้จะพลันมีพลังฝีมือเพิ่มขึ้นจากการผ่านพบประสบการณ์พิสดารสู่การเกิดใหม่ ก็ใช่ว่าจะใช้กระบวนท่าสำแดงฝีมือได้เต็มที่ แต่เราไม่อาจ “ประมาท” และ “ปรามาส” นายกรัฐมนตรีที่ชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะคนนี้ได้!
| | | | | | |
| รายงานพิเศษ : ถอนฟ้อง “สมชาย-ตร.(ฆ่า ปชช.)”...เพื่อความสมานฉันท์งั้นหรือ? |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ |
28 เมษายน 2552 19:39 น. |
 |
 |
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| | |
 |
อมรรัตน์ ล้อถิรธร.......รายงาน คดี 7 ตุลาเลือด ที่ ตร.ฆ่าประชาชน โดยมีนายกฯ เลือดเย็นอย่าง “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” เป็นผู้สั่งการ ดูท่าจะต้องรอความหวังจาก “ป.ป.ช.” สถานเดียวว่า ที่สุดแล้วจะชี้มูลความผิดใครบ้าง เพราะคดีที่เคยไปถึงมือศาล จากการฟ้องของทนายคนหนึ่ง ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้เสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว จนลุกขึ้นมาฟ้องเอาผิดทั้ง “สมชาย-พัชรวาท-จงรัก-สุชาติ-อำนวย” นั้น ล่าสุด กลับถอนฟ้องเอาง่ายๆ โดยอ้างคำพูดที่สวยหรูว่า “เพื่อความสมานฉันท์และความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง” คำถามที่ผู้คนคลางแคลง ก็คือ การถอนฟ้องที่เอื้อประโยชน์ต่อจำเลยเหล่านี้ เป็นเจตนาดีดังปากว่า หรือเป็นเพียงการจับมือ “จัดฉาก” เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์บางอย่างกันแน่ คดีตำรวจยุค รัฐบาล สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ฆ่าประชาชนกรณีใช้ระเบิดแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 จนมีผู้บาดเจ็บเกือบ 500 ราย และเสียชีวิต 2 ราย เริ่มส่อเค้าว่าจะเป็น “มวยล้มต้มคนดู” ในบางส่วนบางคดี คงจำกันได้ว่า คดี 7 ตุลาเลือดนั้น มี 2 คดีหลักๆ คดีหนึ่งเกิดจากกลุ่มพันธมิตรฯ ร้องไปยัง ป.ป.ช.ให้ไต่สวนเอาผิด ครม.สมชาย และตำรวจที่ทำร้ายประชาชนในวันดังกล่าว ส่วนอีกคดีเกิดจากทนายความคนหนึ่ง (นายสิทธิพร โพธิโสดา) ที่อ้างว่าเป็นผู้เสียหายจากการสลายการชุมนุม 7 ต.ค.ได้ฟ้องต่อศาลอาญาให้ดำเนินคดีนายสมชาย และบิ๊กตำรวจอีก 4 นาย (พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ,พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ในขณะนั้น และ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น.) ฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ แต่ปรากฏว่า วันนี้กระบวนการตรวจสอบทางศาลถูกตัดตอนลงแล้ว เมื่อจู่ๆ นายสิทธิพร ได้ลุกขึ้นมาถอนฟ้องจำเลยทั้ง 5 แล้ว โดยให้เหตุผลว่า ไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีต่อไป และเพื่อความสมานฉันท์และความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง!?! หลายคนฟังเหตุผลของ นายสิทธิพร แล้ว คงอึ้งไปตามๆ กัน ไม่คิดว่าถ้า นายสิทธิพร คือทนายที่ได้รับความเสียหายหรือได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ 7 ต.ค.จริงๆ เขาจะตัดสินใจถอนฟ้องผู้ที่กระทำกับเขาง่ายๆ แบบนี้ หรือว่าข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้จะเป็นจริง ที่มีข่าวว่า นายสิทธิพร มีความสนิทสนมกับ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น.ทั้งในแง่ความเป็นเพื่อนและความเป็นคนบ้านเดียวกัน คือ จ.สงขลา! หากความสัมพันธ์ของบุคคลทั้งสองแน่นแฟ้นเช่นนั้นจริง นั่นหมายความว่า การลุกขึ้นมาฟ้องของนายสิทธิพรครั้งนี้ ก็เป็นเพียง “ปาหี่” ที่ พล.ต.ต.อำนวย จัดฉากขึ้นมา เพียงเพื่อนำมาเป็นข้ออ้างให้ ป.ป.ช.ยุติการไต่สวนคดี 7 ต.ค.เพื่อให้พวกตนพ้นความผิดใช่หรือไม่? เมื่อไม่สามารถทำให้ ป.ป.ช.ยุติการไต่สวนอย่างที่ใจต้องการได้ จึงต้องให้ นายสิทธิพรรีบถอนฟ้องพวกตน เพื่อไม่ให้กระบวนการพิสูจน์ความจริงในศาลเดินหน้าต่อไปได้ การมองเช่นนี้มีเหตุผลที่น่าจะรับฟังได้หรือไม่ ลองไปไล่เรียงความเคลื่อนไหวด้านคดี ทั้งทางฟาก ป.ป.ช.-ฟากนายสิทธิพร และฟากตำรวจกันดูว่า มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงให้น่าเชื่อว่า ตำรวจเตี๊ยมกับนายสิทธิพรจริงหรือไม่? เริ่มจาก กลุ่มพันธมิตรฯ ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ไต่สวนกรณี 7 ตุลาเลือด เพื่อเอาผิดผู้เกี่ยวข้องกับการสั่งการและใช้กำลังสลายการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็น นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ ในขณะนั้น และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.รวมถึงตำรวจระดับรองลงมา ขณะที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็ได้ส่งผลสอบข้อเท็จจริงกรณี 7 ต.ค.เพื่อให้ ป.ป.ช.ใช้ประกอบการพิจารณาและไต่สวนด้วย ทั้งนี้ ป.ป.ช.ได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวนคดีนี้ โดยมี ดร.วิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธาน โดยเบื้องต้น ป.ป.ช.มองว่า ตำรวจที่น่าจะเกี่ยวข้องและต้องทำการไต่สวนมี 3 นาย คือ พล.ต.อ.พัชรวาท, พล.ต.ท.สุชาติ และ พล.ต.ต.อำนวย จากนั้น สังคมก็ได้เห็นความพยายามเล่นแง่ของตำรวจ โดยเฉพาะ พล.ต.ต.อำนวย ที่พยายามจะหยุดยั้งการไต่สวนของ ป.ป.ช.ให้ได้ เริ่มด้วยการที่ พล.ต.ต.อำนวย ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ตำรวจที่จะต้องถูก ป.ป.ช.ไต่สวน ได้ส่งทนายไปฟ้องต่อศาลอาญาให้ดำเนินคดีประธานและกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน (7 ม.ค.) โดยอ้างว่า ป.ป.ช.ทั้ง 9 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 โดยคำฟ้องของ พล.ต.ต.อำนวย อ้างว่า ป.ป.ช.ต้องยกเลิกการตั้งอนุกรรมการมาไต่สวนพวกตน เพราะคดีนี้มี นายสิทธิพร โพธิโสดา (ทนายความที่อ้างว่าได้รับความเสียหายจากการสลายการชุมนุม 7 ต.ค.) ไปฟ้องต่อศาลอาญาให้ดำเนินคดีนายสมชาย, พล.ต.อ.พัชรวาท,พล.ต.อ.จงรัก, พล.ต.ท.สุชาติ และตนแล้ว ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันใช้กำลังหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ซึ่งศาลได้รับฟ้องและนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ในวันที่ 2 มี.ค.ทั้งนี้ พล.ต.ต.อำนวย อ้างว่า เมื่อการฟ้องต่อศาลของนายสิทธิพรเป็นประเด็นเดียวกับที่ ป.ป.ช.ตั้งอนุกรรมการไต่สวนพวกตน ดังนั้น เมื่อศาลรับฟ้องแล้ว ป.ป.ช.จะต้องหยุดไต่สวนกรณีนี้ทันที โดยเป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบ รธน.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 68 แต่เมื่อ ป.ป.ช.ทั้ง 9 ไม่ยุติไต่สวน ย่อมมีความผิดตามมาตรา 157 อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ ดร.วิชา มหาคุณ 1 ในกรรมการ ป.ป.ช.ยืนยันว่า ป.ป.ช.ไม่จำเป็นต้องยุติการไต่สวนคดี 7 ต.ค.เพราะ มาตรา 68 ของ พ.ร.บ. ป.ป.ช.ที่ พล.ต.ต.อำนวยอ้างถึงนั้น จะต้องเป็นกรณีที่ผู้ร้องให้ ป.ป.ช.ไต่สวนและผู้ที่ฟ้องต่อศาลอาญา ต้องเป็นบุคคลคนเดียวกัน แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ก็คือ กลุ่มพันธมิตรฯ เป็นผู้ร้องต่อ ป.ป.ช.ให้ไต่สวนกรณี 7 ต.ค. ซึ่งพันธมิตรฯ ไม่ได้ฟ้องต่อศาล แต่ผู้ที่ไปฟ้องต่อศาล คือ บุคคลอื่นซึ่งเป็นทนายความคนหนึ่ง ซึ่ง ป.ป.ช.ก็เคยชี้แจงเรื่องนี้ให้ พล.ต.ต.อำนวยทราบแล้ว แต่ พล.ต.ต.อำนวยก็ยังข่มขู่ว่า ถ้าไม่หยุดไต่สวน จะฟ้องศาลให้ดำเนินคดี ป.ป.ช. “เป็นการใช้กฎหมายในการพยายามที่จะทำลายความน่าเชื่อถือและพยายามที่จะทำให้เห็นว่า ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจหรือหมดอำนาจในการทำงาน เราถึงบอกว่าคนละเรื่องกันไง และเราก็ชี้แจงเรื่องนี้ไปแล้ว ก็บอกทางคุณอำนวยที่ข่มขู่เรามาด้วยนะ บอกว่า ถ้าไม่หยุด จะฟ้องมาตรา 157 ต่อศาล (ถาม-เขาขู่มาที่เราโดยตรงหรือว่า?) ขู่มาด้วย บอกให้หยุดเดี๋ยวนี้นะ(หัวเราะ) ถ้าไม่หยุดจะโดน เราอยากจะหยุดเต็มแก่นะ แต่มันหยุดไม่ได้ ขืนหยุดเราก็โดนแน่ ใครจะเล่นงาน ก็พันธมิตรฯ นะสิที่มาร้องเราเนี่ย ใช่เปล่า?” ด้าน พล.ต.ต.อำนวย ดูเหมือนโชคจะไม่เข้าข้าง เพราะนอกจากจะถูกแฉว่า ข่มขู่ ป.ป.ช.แล้ว ส่วนที่ฟ้อง 9 ป.ป.ช.ต่อศาลไป ปรากฏว่า ศาลก็ไม่รับฟ้องอีก(12 ม.ค.)โดยให้เหตุผลว่า คดีไม่ครบองค์ประกอบความผิด แต่ พล.ต.ต.อำนวย ก็ยังไม่ละความพยายาม โดยได้ยื่นอุทธรณ์คดีนี้ต่อไปแล้ว (20 ก.พ.) นอกจากการฟ้องศาลเพื่อเป็นเครื่องมือเล่นงาน ป.ป.ช.แล้ว ยังมีตำรวจที่ถูกมองว่าอยู่สาย พ.ต.ท.ทักษิณ ช่วยเดินเกมล่าชื่อตำรวจเพื่อยื่นถอดถอน 9 ป.ป.ช.ด้วย นั่นคือ พล.ต.อ.วิสุทธิ์ กิตติวัฒน์ นายกสมาคมตำรวจและอดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ(เคยทำหนังสือถึงผู้กำกับทุกโรงพักทั่วประเทศให้เลือกพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้ง 2 เม.ย.2549 เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณได้เป็นนายกฯ อีกสมัย) ด้าน ป.ป.ช.ยังคงทำหน้าที่ไต่สวนคดี 7 ต.ค.ต่อไป โดยหลังจากถูกตำรวจพยายามดิสเครดิตความน่าเชื่อถือ ป.ป.ช.จึงได้มีมติเปลี่ยนจากให้อนุกรรมการไต่สวนคดีนี้ มาเป็นคณะกรรมการไต่สวน โดยมีกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 เป็นคณะกรรมการ ทั้งนี้ หลังไต่สวนพยานผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายแล้ว คณะกรรมการเห็นควรแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้อง 7 คน ประกอบด้วย 1.นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ ในขณะนั้น มีความผิดทางอาญามาตรา 157 2.พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกฯ ในขณะนั้น มีความผิดทางอาญามาตรา 157 3.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีความผิดทางวินัย ฐานประมาทเลินเล่อ แต่ไม่ผิดอาญา 4.พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รอง ผบ.ตร.มีความผิดทางวินัย 5.พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ในขณะนั้น มีความผิดทั้งทางวินัยและอาญา 6.พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล รอง ผบช.น.มีความผิดทั้งทางวินัยและอาญา และ 7.พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รอง ผบช.น.มีความผิดทั้งทางวินัยและอาญา ส่วน พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น.นั้น ป.ป.ช.สรุปว่าไม่มีความผิด เนื่องจากมีหลักฐานว่า ในวันดังกล่าว (7 ต.ค.) พล.ต.ต.อำนวย ได้ขอผลัดเวรกับ พล.ต.ต.เอกรัตน์ เพื่อไปจัดงานศพบิดา จึงไม่ถูกตั้งข้อกล่าวหา ดร.วิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.และ 1 ในคณะกรรมการไต่สวนคดี 7 ต.ค.เผยวิทยุ ASTVผู้จัดการ ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างให้ผู้ถูกตั้งข้อกล่าวหาทั้ง 7 คน ได้แก้ข้อกล่าวหา ซึ่งจะมีเวลาแก้ข้อกล่าวหาจนถึงวันที่ 6 พ.ค.นี้ และยังไม่สามารถบอกได้ว่า คณะกรรมการฯ จะชี้มูลคดีนี้เมื่อใด แต่คาดว่าต้องใช้เวลาไต่สวนพยานอีก 1-2 เดือน “ต้องดูว่าเขาจะอ้างพยานหลักฐานอะไรมั้ย เขาก็มีสิทธิอ้างพยานหลักฐานได้ เพราะเราก็ต้องให้โอกาส เหมือนกับตอนที่เรากล่าวหาเขาน่ะ เขาก็อ้างพยานหลักฐานมา ยังไม่รู้เลยว่ากี่ปาก ต้องรอจนครบกำหนด ยื่นมา แล้วก็จะดูก่อน (ถาม-ถ้าเราดูแล้ว พยานปากนี้น่าไต่สวน ก็ไต่สวน?) ก็ไต่สวน ถ้าเผื่อเขาจะมาให้ถ้อยคำ พร้อมทั้งยื่นบันทึกว่ามีพยานอะไรอีก ก็ต้องใช้เวลาพอสมควร 1-2 เดือน (ถาม-กรณีของท่านพัชรวาท ทำไมถึงไม่ผิดอาญา?) เขามีข้อโต้แย้ง และเขามีประเด็นที่เขาถูกบังคับน่ะ เอางี้ก็แล้วกัน ก็ต้องให้เขานำเสนอหลักฐานตรงนี้ (ถาม-เจ้าตัวเขาบอกว่าเขาถูกบังคับ?) ในเชิงอย่างนั้น เขามีหลักฐานเบื้องต้น (ถาม-ก็เลยเป็นอะไรที่ฟังได้?) ครับ คือเขาไม่ได้ทำเพราะด้วยจิตของเขาเอง ความผิดทางอาญาเนี่ย เจตนาเนี่ยต้อง เราพูดกันว่าต้องเจตนาร้าย ต้องมุ่งร้ายหมายขวัญโดยตรง” เป็นที่น่าสังเกตว่า ขณะที่ ป.ป.ช.กำลังเดินหน้าไต่สวนคดี 7 ตุลาเลือดอยู่นี้ ในส่วนของคดีที่อยู่ในศาลที่ นายสิทธิพร โพธิโสดา ทนายความที่อ้างว่าได้รับความเสียหายจากการสลายการชุมนุม 7 ต.ค.ที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมชาย และบิ๊กตำรวจอีก 4 คน ซึ่งศาลอาญาได้นัดไต่สวนมูลฟ้องเมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า เมื่อถึงวันนัด นายสิทธิพร ได้ยื่นถอนฟ้องจำเลยทั้ง 5 เรียบร้อยแล้ว โดยอ้างเหตุผลว่า ไม่ติดใจจะดำเนินคดีต่อไป และเพื่อความสมานฉันท์และความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ท่ามกลางกระแสข่าวว่า เป็นเพราะนายสิทธิพรเป็นเพื่อนสนิทกับ พล.ต.ต.อำนวย 1 ในจำเลยคดีนี้ และนี่เป็นการจัดฉากฟ้อง เพื่อใช้เป็นข้ออ้างให้ ป.ป.ช.ยุติการไต่สวนกรณี 7 ตุลาเลือดใช่หรือไม่? ด้าน นายศิริชัย ไม้งาม แกนนำพันธมิตรฯ รุ่น 2 มองว่า การถอนฟ้องดังกล่าวอาจเป็นเกมที่ นายสิทธิพร รู้กันกับตำรวจ พร้อมแสดงความข้องใจว่า นายสิทธิพร เป็นผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ 7 ต.ค.จริงหรือไม่? “ถามว่าคุณอยู่ในเหตุการณ์ คุณเสียหายยังไง ก็ต้องบอก เพราะว่าจริงๆ แล้ว ทางเราได้เก็บประวัติ และให้เขียนคำร้องของผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด แต่ยังไม่ได้มีการยื่นฟ้องเลย ดังนั้นใครจะไปทำ ก็เป็นเรื่องที่ทุกคนมีสิทธิจะฟ้องได้ (ถาม-ตอนแรกที่ทนายคนนี้ฟ้อง สังคมหรือคนที่ได้รับบาดเจ็บอาจจะดีใจที่มีคดีไปสู่ศาล จะได้พิสูจน์ว่าตำรวจผิด-ไม่ผิด แต่มาตอนนี้ก็มาถอนฟ้องกันง่ายๆ แบบนี้ อยากวิเคราะห์อะไรมั้ย?) ถามว่าคนที่เป็นทนายไปดำเนินการเนี่ย 1.ได้รับมอบหมายมั้ยจากเจ้าทุกข์ ถามว่าคุณจะเห็นแก่บ้านเมือง เป็นทนายที่เห็นไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ตำรวจทำร้ายประชาชน แล้วคุณฟ้อง แล้วอยู่ๆ วันนี้ถอน โดยอ้างความสมานฉันท์ แล้วประชาชนจะรู้สึกยังไง คนที่บาดเจ็บ สูญเสียน่ะ เขาจะรู้สึกยังไง ทั้งที่ไม่ได้มอบหมายให้คุณด้วย ...มันอาจจะเป็นเกมที่รู้กันกับตำรวจหรืออะไรต่างๆ” ขณะที่ นายวีระ สมความคิด ประธานคณะกรรมการอำนวยการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น ก็มองเช่นกันว่า การลุกขึ้นมาฟ้องและการถอนฟ้องนายสมชายและตำรวจของนายสิทธิพรครั้งนี้ น่าจะเป็น “วิชามาร” ของคนกลุ่มเดียวกัน “ก็ต้องสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นกลุ่มเดียวกันที่ตำรวจใช้ให้เขาฟ้อง เพื่อเป็นข้ออ้างที่จะหยุดการดำเนินการของ ป.ป.ช.เรียกว่าเป็น “วิชามาร” ไง เป็นวิชามารในทางการต่อสู้ในทางคดี (ถาม-ในส่วนที่ ป.ป.ช.ตั้งข้อกล่าวหานักการเมืองและตำรวจคดี 7 ต.ค.จะเห็นว่า ในส่วนของ ผบ.ตร.ผิดแค่วินัย ไม่ผิดอาญา ตรงนี้เห็นด้วยมั้ย?) ตอบ-ก็เป็นความเห็นของ ป.ป.ช.แต่ผมไม่เห็นด้วยนะ ว่าจะต้องผิดแค่วินัย มันต้องผิดอาญาด้วย แต่เราก็ได้แต่วิจารณ์ ป.ป.ช. เพราะเราไม่ใช่คนที่จะไปตัดสินหรือมีอำนาจ รธน. รธน.เขาให้อำนาจ ป.ป.ช.เท่านั้น แต่ ป.ป.ช.ก็ไม่ได้พ้นการตรวจสอบนะ ถ้าเราเห็นว่า เอ๊ะ! ป.ป.ช.เนี่ยทำไมทำอย่างนี้ มันจะเป็นการเสียหายแก่รัฐมั้ย แก่ชาติ ประชาชนมั้ย การที่ปล่อยคนผิดให้ลอยนวลอะไรอย่างนี้ เราก็อาจจะมีกระบวนการ ซึ่งต้องไปทางสภา ทางวุฒิสภาเขาต้องเข้าชื่อกัน แล้วก็ยื่นต่อทางประธานวุฒิฯ เพื่อให้ยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ตรวจสอบการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.ว่าทุจริตหรือไม่” นายวีระ ยังพูดถึงกรณีที่ตนเป็น 1 ใน 21 พันธมิตรฯ ที่ถูกตำรวจตั้งข้อกล่าวหากรณีปิดล้อมรัฐสภา ก่อความวุ่นวาย และกักขังหน่วงเหนี่ยวเจ้าพนักงานว่า มั่นใจว่าพันธมิตรฯ จะรอดพ้นความผิดในคดีนี้ เพราะพันธมิตรฯ ใช้สิทธิตาม รธน.แต่คนผิดคือตำรวจที่มาทำร้ายประชาชนก่อน พันธมิตรฯ ยังไม่ได้กักขังหน่วงเหนี่ยวใครเลย เพราะตำรวจยิงพันธมิตรฯ ตั้งแต่เช้ามืดแล้ว ก่อนที่ ส.ส.-ส.ว.จะเข้าประชุมสภาเสียด้วยซ้ำ แล้วจะหาว่าพันธมิตรฯ กักขัง หน่วงเหนี่ยวได้อย่างไร?
| | | | | |
| ทางเดียวเท่านั้นหยุดความชั่วร้ายลงได้ สู่ความยิ่งใหญ่ของชาติ |
| โดย ป.เพชรอริยะ |
20 เมษายน 2552 16:54 น. | |
 |
 |
ก่อนอื่นขอแสดงความห่วงใย และกำลังใจมายังคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ให้หายไวๆ เพื่อเป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไป รวมทั้งญาติมิตร ชาวพันธมิตรฯ และรวมทั้งพี่น้องปวงชนไทยทุกคน ความอัปมงคล ความอัปยศที่เกิดขึ้นกับชาติของเราอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า หัวใจหลักก็คือผู้ปกครองขาดความรู้ ความเข้าใจ โง่เขลาเรื่องระบอบ หรือหลักการปกครองนี้เอง ทำให้การเมืองไทยไปผูกติดอยู่กับบุคคลหรือคณะบุคคล ซึ่งล้วนแล้วทำเพื่อประโยชน์ตนและกลุ่มของตนทั้งสิ้น จึงก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างร้ายแรงเสมอมานับแต่รัฐธรรมนูญฉบับแรกจนถึงปัจจุบัน ความขัดแย้งร้าวฉานของชนในชาติจะมีแต่ความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คนดีจะกลายเป็นร้าย คนร้ายจะกลายเป็นคนดี เว้นเสียแต่ว่า พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาหลักการปกครองโดยธรรม คือหลักการปกครองธรรมาธิปไตย 9 ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางทางการเมือง และสังคมของปวงชนในชาติ เมื่อประชาชนเข้าใจหลักการปกครอง เข้าใจการเมือง และเข้าใจการปฏิบัติต่อกันในสังคม พวกนักการเมืองผีเปรต ฉ้อราษฎร์บังหลวงหลอกลวงทั้งหลาย ก็จะหมดไป ทางออกที่ดีที่ถูกต้องที่สุดของชาติ สอดคล้องกับเอกลักษณ์ของชาติไทยเรา โดยมั่นคงในอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และแก่นธรรมอันสูงสุด ได้ประยุกต์เป็นหลักการปกครอง (Principle of Government) เรียกว่าธรรมาธิปไตย 9 โดยย่อดังนี้ 1. หลักธรรมาธิปไตย (The Principle of Dhammādhipateya, Supremacy of the Dharma) พระพุทธเจ้าตรัสให้ภิกษุทั้งหลายฟังเกี่ยวกับการปกครองบ้านเมืองให้เป็นธรรม โดยให้ถือธรรมาธิปไตย และให้ภิกษุนำไปสอนเผยแผ่สืบต่อไม่ให้ขาดสาย (ที.ปา. 11/35) ความย่อว่า ธรรมาธิปไตย 1) จงอาศัยธรรมเท่านั้น 2) สักการธรรม 3) ทำความเคารพธรรม 4) นับถือธรรม 5) บูชาธรรม 6) ยำเกรงธรรม 7) มีธรรมเป็นธงชัย 8) มีธรรมเป็นยอด 9) มีธรรมเป็นใหญ่... และปัญญาที่ลึกซึ้งสูงสุด ธรรมาธิปไตย คือเอกภาพของสรรพสิ่ง 2. หลักพระมหากษัตริย์ประมุขแห่งรัฐ (The Principle of the King as the head of the Kingdom of Thailand) ประเทศไทยทุกยุคทุกสมัยแต่โบราณกาลมา มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ ไม่ว่าสภาวการณ์ทางประวัติศาสตร์ การเมือง และทางสังคมของประเทศไทยจะเป็นไปในทางทิศใด พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐคู่กับปวงชนชาติไทยเสมอมา และได้พัฒนาขึ้นเป็นอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการสร้างสรรค์สู่หลักการปกครองธรรมาธิปไตย 9 อันยิ่งใหญ่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช พระราชสมภารเจ้า พระผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ทรงปฏิบัติธรรมอันเป็นหนึ่งเดียวกับกฎธรรมชาติ และทรงดำรงอยู่ในฐานะเป็นเอกภาพหรือศูนย์รวมจิตใจของชนในชาติ 3. หลักอำนาจอธิปไตยของปวงชน (The principle of the Popular Sovereignty) ในการปกครองแบบสมัยใหม่ และรัฐสมัยใหม่ที่เรียกว่ารัฐชาติ (Nation state) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาความเป็นรัฐชาติไทยขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ (พ.ศ. 2434) เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่น ความมั่นคงให้เกิดเอกภาพขึ้นแก่ประเทศ อำนาจอธิปไตยเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองของประเทศหรือรัฐ แบ่งออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่ 1) อำนาจอธิปไตยด้านชาติ คืออำนาจในการปกครองประเทศของตนอย่างอิสระ ไม่ถูกครอบงำจากต่างประเทศ เป็นอำนาจที่สัมพันธ์กันอย่างอิสระระหว่างรัฐหรือประเทศต่างๆ 2) อำนาจอธิปไตยของปวงชน อำนาจอธิปไตยด้านชาติจะเข้มแข็งหรือไม่เพียงไรขึ้นอยู่กับอำนาจอธิปไตยของปวงชน อำนาจอธิปไตยของปวงชนเข้มแข็ง อำนาจอธิปไตยด้านชาติก็จะเข้มแข็งด้วยอย่างเป็นเหตุเป็นผล เพื่อให้ประเทศชาติเข้มแข็ง ไม่ถูกแทรกแซงจากประเทศมหาอำนาจได้โดยง่าย และนานาประเทศต้องเกรงขาม ในความเป็นเอกภาพของปวงชนในชาติ ทุกวันนี้อำนาจอธิปไตยเป็นของชนส่วนน้อยเพียงหยิบมือเดียว จึงทำให้อำนาจอธิปไตยด้านชาติอ่อนแอ ถูกแทรกแซงจากประเทศมหาอำนาจ และประเทศไทยจะเต็มไปด้วยนักการเมืองฉ้อฉล ขี้โกง เต็มบ้านเต็มเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประมุขแห่งรัฐกับอำนาจอธิปไตยของปวงชน ย่อมเป็นไปในทิศทางเดียวกันเป็นหนึ่งเดียวกัน คือเป็นลักษณะทั่วไป (Comprehensiveness) คือครอบคลุมองค์รวมทั้งประเทศ และมีความเด็ดขาด (Absoluteness) มีความถาวร (Permanence) แบ่งแยกมิได้ (Indivisibility) และมีลักษณะทั่วไป (General power) คือครอบคลุมอำนาจอื่นที่ต่ำกว่าอำนาจอธิปไตยทั้งหมด เช่น อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ อันเป็นอำนาจลักษณะเฉพาะที่แตกต่างหลากหลาย และเป็นอำนาจชั่วคราวตามวาระ เป็นต้น ประมุขแห่งรัฐมีความชอบธรรม ในการใช้อำนาจอธิปไตยเพื่อแก้ไขเหตุวิกฤตสำคัญๆ ของชาติ ซึ่งองค์กรอำนาจอื่นไม่สามารถแก้ไขได้ เช่น อำนาจในการยุติการจลาจลทางการเมือง อำนาจในการยุติสงครามกลางเมืองหรือสงครามระหว่างประเทศ และการใช้อำนาจในการแก้ไขเหตุวิกฤตแห่งชาติ ทั้งนี้โดยองค์ประมุขแห่งรัฐทรงใช้อำนาจในลักษณะเป็นธรรมสูงสุด หรือธรรมาธิปไตย โดยคำนึงถึงความมั่นคงแห่งชาติเป็นสิ่งสูงสุด เอกภาพของอำนาจอธิปไตยของปวงชนตามลักษณะพิเศษของประเทศไทย ได้รวมศูนย์อยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์ประมุขแห่งรัฐ (แห่งราชอาณาจักร) นั่นเอง 4. หลักเสรีภาพของบุคคล (The Principle of Freedom of person) เป็นมิติหนึ่งของกฎธรรมชาติ หมายถึงเสรีภาพบริบูรณ์ของบุคคล คือเสรีภาพทางความคิด เสรีภาพทางการเมืองและเสรีภาพส่วนบุคคลเอกชน เป็นเสรีภาพที่บุคคล นิติบุคคล และรัฐ ไม่ควรละเมิดเสรีภาพของประชาชน 5. หลักความเสมอภาค (The Principle of Equality) เป็นมิติหนึ่งของกฎธรรมชาติ หมายถึง 1) ความเสมอภาคทางการเมือง คือ ความเสมอภาคในการแสดงพฤติกรรม ต่อสังคมในการอุทิศตนเพื่อประเทศชาติ อันเป็นกิจกรรมกุศลสาธารณะ 2) ความเสมอภาคทางกฎหมาย 3) ความเสมอภาคทางโอกาส 6. หลักภราดรภาพ (The Principle of Fraternity) เป็นมิติหนึ่งของกฎธรรมชาติ คือการถือว่ามวลมนุษยชาติและสรรพสัตว์ทั้งผองเป็นพี่น้องกัน เป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ถ้อยที ถ้อยอาศัย บนรากฐานของความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา และการให้โอกาส ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่แบ่งชนชั้นวรรณะทางอาชีพ วุฒิการศึกษา ศาสนา ความเชื่อต่างๆ ทุกวันนี้สังคมไทยขาดความเป็นภราดรภาพ เป็นเพราะระบอบการเมืองเผด็จการครอบงำ (การปกครองที่ไม่มีหลักการปกครองโดยธรรม มีแต่รัฐธรรมนูญเพียงด้านเดียว) แต่พวกผู้ปกครองซึ่งขาดปัญญาไม่ยอมรับความจริง) 7. หลักเอกภาพหรือรู้รักสามัคคีธรรม (The Principle of Unity) เป็นมิติหนึ่งของกฎธรรมชาติ การถือหลักเอกภาพของความแตกต่างหลากหลาย (Unity of diversity) ความเป็นเอกภาพคือความสามัคคีธรรมและความสันติสุขของคนในชาติ บนความแตกต่างทางวุฒิการศึกษา อาชีพ ศาสนา ลัทธิฯ ลัทธิการเมือง ความเชื่อ ค่านิยม จะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมได้นั้น ก็ต่อเมื่อประเทศมีหลักการปกครองที่เป็นธรรม ถือธรรมเป็นใหญ่ คือ ธรรมาธิปไตย 9 เท่านั้น 8. หลักดุลยภาพ (The Principle of Balance) เป็นอีกมิติหนึ่งของกฎธรรมชาติ บนความสัมพันธ์ทั้งองค์รวมหรือทั้งระบบในส่วนที่สัมพันธ์เกี่ยวพันกันทั้งหมด การตั้งอยู่ ทรงอยู่ ดำรงอยู่อย่างดุลยภาพได้นั้น เป็นความสัมพันธ์ระหว่างด้านเอกภาพมีลักษณะแผ่กระจายกับด้านความแตกต่างหลากหลายมีลักษณะรวมศูนย์ จึงก่อให้เกิดดุลยภาพซึ่งมีลักษณะพระธรรมจักรนั่นเอง 9. หลักนิติธรรม (The Principle of the Rule of law) หลักกฎหมายหรือหลักนิติธรรมอันเป็นหลัก เป็นกฎเกณฑ์แห่งความยุติธรรม ปัจจุบันจะมีหลักการ รูปแบบและวิธีการปกครองบ้านเมืองสมัยใหม่ จำเป็นอย่างยิ่งยวดในความเป็นธรรมของปวงชนในทุกมิติ และหลักนิติธรรมนี้กำหนดขึ้นจากหลักคำสอนพระพุทธเจ้าและกฎธรรมชาติ โดยได้คล้องกับลักษณะพิเศษของประเทศไทย คือ ชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ คือ หลักธรรมาธิปไตย 9 ดังกล่าวนี้ ทั้งนี้ ทั้งหลักนิติธรรมและหลักการปกครองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จึงเป็นหลักที่มั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลงตามกฎธรรมชาติ สามารถนำไปใช้ทั้งบุคคลและองค์กรนั้นๆ จะเกิดความมั่นคงเจริญก้าวหน้าแบบยั่งยืน ในการแก้เหตุวิกฤตชาติง่ายนิดเดียว โดยองค์พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาหลักการปกครองธรรมาธิปไตย 9 คือการสถาปนาหลักความมั่นคงแห่งชาติ และเอกภาพของชาติอย่างยั่งยืนนั่นเอง จากนั้น ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ปรับปรุงรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติต่างๆ คำสั่ง ประกาศ กฎกระทรวง ฯลฯ ให้สอดคล้องไม่ขัดต่อหลักการปกครองธรรมาธิปไตย 9 และการจัดความสัมพันธ์ภายในชาติในทุกมิติให้ถูกต้องเป็นธรรมเพียงเท่านี้ ประเทศไทยก็จะผ่านพ้นจากเหตุแห่งความชั่วร้ายของประเทศลงโดยพลัน เริ่มนับหนึ่งสู่ความศิวิไลซ์อย่างยิ่งใหญ่สู่อารยธรรมใหม่ ก้าวไกลกว่าประเทศอื่นใดในโลก ขอแนะนำ และเป็นกำลังใจให้ รัฐบาลโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดำเนินการเป็นนโยบายแห่งชาติได้ทันที “เว้นเสียแต่มีอำนาจแต่ขาดปัญญา” เช่นเดียวกับรัฐบาลที่ผ่านๆ มา มัวแต่หลงเข้าใจผิดเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขอบอกว่า “จะแก้ไขยกร่างรัฐธรรมนูญสักร้อยครั้ง พันฉบับ ก็มิอาจจะแก้ไขเหตุวิกฤตชาติให้ลุล่วงไปได้ เว้นแต่เห็นแจ้งด้วยปัญญา สถาปนาหลักการปกครองธรรมาธิปไตย 9 เท่านั้น” | | | | | | | | |
| เสียดายที่ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ ยังหลงผิดจมปลักอยู่ในลัทธิรัฐธรรมนูญ เช่นเดิม |
| โดย ป.เพชรอริยะ |
27 เมษายน 2552 14:56 น. |
 |
 |
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งข้าพเจ้า ได้แนะท่านมาตลอด ด้วยความรักชาติและจริงใจต่อท่านนายกฯ แต่วันนี้รู้สึกเสียดาย เชื่อว่าท่านคงไม่มีเวลาได้อ่าน ได้ตริตรอง ท่านนายกฯ จึงได้เป็นผู้นำเสนอเปิดให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้ฝ่ายต่างๆ เสนอมาว่า จะแก้ไขประเด็นใดบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียที่ท่านนายกฯ ยังมองไม่เห็นว่า การทำความถูกต้องให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน สร้างความเห็นถูกทางการเมืองโดยธรรม สู่ความยิ่งใหญ่ของชาติ นั้นควรจะทำอย่างไร ประเทศทั่วโลกต่างก็ถือว่า ความมั่นคงของชาติเป็นกฎหมายสูงสุด แม้จะบัญญัติหรือไม่บัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ก็ตาม แต่ผู้ปกครองไทย นักวิชาการ สื่อมวลชน สอนกันมาผิดๆ อย่างร้ายแรงว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด และรัฐธรรมนูญ คือระบอบประชาธิปไตย แต่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยขัดแย้งกับเรื่องรัฐธรรมนูญทุกฉบับ นับแต่ฉบับแรกเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และการครอบงำให้เห็นผิดอย่างร้ายกาจที่สุดคือ สร้างอนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญตั้งอยู่กลางใจเมือง แล้วตั้งชื่อว่าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย คนโดยทั่วไปเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญคือประชาธิปไตย ผู้มีปัญญาต่างก็ประจักษ์กันแล้วว่า แนวคิดหรือลัทธิรัฐธรรมนูญเป็นลัทธิเผด็จการที่ซ่อนเร้นอย่างร้ายกาจที่สุด สอนให้เชื่อว่า รัฐธรรมนูญ คือระบอบประชาธิปไตย คือ ลัทธิอุบาทว์ที่ทำลายชาติของตนเอง สร้างความเห็นผิดทางการเมืองมาตลอดร่วม 77 ปี กระทั่งมีรัฐธรรมนูญมากที่สุดในโลก คิดดูเถิด ตรองดูเถิด ผู้ปกครองชุดไหนๆ ก็ยังจมปลักอยู่กับลัทธิรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับ มีแต่เพียงด้านวิธีการปกครอง (Methods of Government) แต่ขาดด้านหลักการปกครอง (Principle of Government) หมายความว่ามีแต่หนทาง (วิธีการ) แต่ไม่มีจุดมุ่งหมายสภาพเป็นเช่นนี้แล้วจะนำพาประเทศชาติไปทางไหน มันจึงนำไปตกเหวทุกครั้งไป สับสนไปหมด ความขัดแย้งทางการเมืองของชนในชาติก็ขยายกว้างขึ้นๆ แต่ก็เป็นความขัดแย้งอยู่ในวงจรอุบาทว์ อยู่ในวงจรของความเห็นผิดอย่างร้ายกาจ คือทุกฝ่ายต่างก็มีแนวคิดรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้ง ผู้ปกครองเข้าใจผิดว่ารัฐธรรมนูญคือระบอบประชาธิปไตย ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง คือ “รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย” ประเทศเผด็จการคอมมิวนิสต์ ก็มีรัฐธรรมนูญ การทำให้ถูกต้องคือ ก่อนอื่นต้องร่วมมือกันเสนอ ผลักดันสถาปนาระบอบหรือหลักการปกครองขึ้นมาก่อน หลักการเป็นอย่างไร ระบอบก็เป็นอย่างนั้น จากนั่นจึงร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับหลักการปกครอง จึงจะเป็นภารกิจที่ถูกต้องอย่างยิ่งใหญ่ และเป็นการแก้ไขเหตุวิกฤตชาติให้ตกไปได้ง่ายๆ แต่ผู้ปกครองกลับมองไม่เห็น เป็นเพราะอะไร ช่วยกันถามหน่อยเถิด ปัญญาง่ายๆ เรามาหาฝ่ายที่ทำถูกต้องกันดีกว่าไหม ร่วมกันสร้างชาติให้ยิ่งใหญ่ จะเป็นเหตุให้ผ่านพ้นลัทธิรัฐธรรมนูญอันชั่วร้ายสู่หลักการปกครอง (ระบอบ) โดยธรรม ดวงอาทิตย์ มาก่อนดาวเคราะห์ พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระธรรม ก่อนพระวินัย พระพุทธเจ้า มาก่อนพระอรหันตสาวก จุดมุ่งหมาย ต้องมาก่อนมรรควิธี ยุทธศาสตร์ ต้องมาก่อนยุทธวิธี ประมุขแห่งรัฐ ต้องมาก่อนนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี มาก่อนรัฐมนตรี ธรรม ปรัชญา ต้องมาก่อนการเมือง การเมือง ต้องมาก่อนรัฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ ต้องมาก่อนนิติศาสตร์ หลักการปกครอง ต้องมาก่อนวิธีการปกครอง นี่คือสัมพันธภาพที่ถูกต้องโดยธรรม ฉันใด หลักการปกครอง (ระบอบ) ต้องมาก่อนรัฐธรรมนูญฉันนั้น ท่านผู้อ่านที่เคารพ ของง่ายๆ แต่ผู้ปกครองไทยเห็นผิด จมปลักอยู่กับลัทธิรัฐธรรมนูญ มายาวนานร่วม 77 ปีแล้ว จึงเป็นภารกิจอันยิ่งยวดของผู้นำโดยธรรม ที่มีสัมมาทิฐิ ที่จะต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดความถูกต้องขึ้นในแผ่นดิน ก่อนสิ่งใดทั้งหมดคือการผลักดัน สถาปนาหลักการปกครองโดยธรรม หรือการสถาปนาระบอบโดยธรรม ให้สำเร็จลุล่วงไปก่อน จนกระทั่งประชาชนเข้าใจเรื่องหลักการปกครองโดยธรรมหรือระบอบฯ โดยธรรม แยกออกจากรัฐธรรมนูญให้ได้เสียก่อน จึงค่อยคิดแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับหลักการปกครองฯ ในภายหลัง ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ชัดว่า ดาวเคราะห์ทั้งหลาย ถ้าไม่มีดวงอาทิตย์ ก็ต้องพินาศ วัว ถ้าไม่มีหลักผูก ก็คงเร่ร่อนไปอย่างไม่มีจุดหมาย ดอกไม้ ถ้าไม่มีด้ายร้อยไว้ ก็กระจัดกระจายสับสน การเมือง การปกครองใดไม่มีหลักการปกครองโดยธรรม จะนำซึ่งความพินาศมาให้อย่างไม่รู้จบสิ้น การเมือง การปกครอง ที่ไม่มีหลักการปกครองโดยธรรม มันจึงเป็นระบอบเผด็จการอย่างหนึ่ง ที่ซ่อนเร้นอย่างร้ายกาจที่สุด สร้างความสับสนโกลาหลขนานใหญ่เป็นวงจรโคตรอุบาทว์ครอบงำชาติ จะเป็นเหตุให้ประเทศชาติวิบัติหายนะหนักยิ่งขึ้น และยิ่งขึ้น ปัญญาอันเป็นแก่นแท้ของชาติชาวไทยร่วม 94.75% นับถือพระพุทธศาสนาและเป็นศาสนาประจำชาติไทยมาแต่โบราณกาล จึงควรพิจารณาหลักการและวิธีการของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนพระธรรมก่อน (ระบอบ) ต่อเมื่อสาวกมากขึ้นจึงค่อยๆบัญญัติพระวินัย (ธรรมนูญ) เพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามข้อเท็จจริงที่สาวกบางรูปปฏิบัติอันไม่สมควรแก่สมณสารูป สมมติว่า ถ้าพระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระวินัยก่อนป่านนี้พระพุทธศาสนาก็คงไม่เกิดขึ้นมาในโลกเป็นแน่แท้ ฉันใด การบัญญัติและแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยไม่มีหลักการปกครองมาก่อน ก็คือความพินาศ ฉันนั้น ดังนั้น การเจริญรอยตามพระพุทธเจ้า ดังกล่าว โดยจัดความสัมพันธ์อย่างถูกต้อง คือ 1) สร้างหลักการปกครองโดยธรรมต่อประชาชนอย่างแท้จริงขึ้นมาก่อน 2) จัดทำวิธีการปกครอง ได้แก่รัฐธรรมนูญ หมวดและมาตราต่างๆ ขึ้นมาภายหลัง โดยมาตราต่างๆ จะต้องไม่ขัดกับหลักการปกครองนั้นๆ การจัดความสัมพันธ์ของระบอบการเมืองโดยธรรม มีความสัมพันธ์ 2 ส่วนระหว่างด้านหลักการปกครองกับด้านวิธีการปกครอง หรือระหว่างด้านจุดมุ่งหมายการปกครอง กับด้านมรรควิธีการปกครอง คือเมื่อมีหลักการปกครอง วิธีการปกครองก็ต้องขึ้นต่อหลักการปกครองเสมอไป หรือหลักการเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดวิธีการที่ถูกต้อง “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงมี” อีกนัยหนึ่งด้านหลักการเป็นด้านปฐมภูมิ และด้านวิธีการเป็นด้านทุติยภูมิ หรือหลักการเป็นเหตุ ส่วนวิธีการเป็นผล แบบอย่างจากต่างประเทศ ประเทศสหรัฐอเมริกา สร้างระบอบประชาธิปไตย โดยมีรูปการปกครองระบบประธานาธิบดี ซึ่งตรงกับสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยใช้เวลาสร้างระบอบประมาณ 14 ปี จึงจะได้ร่างรัฐธรรมนูญเฟสเดอรัลสเตท (Federal state) เป็นผลสำเร็จ (ค.ศ. 1776 – 1789) ประเทศมาเลเซีย ผู้นำและประชาชนร่วมกันปฏิวัติประชาธิปไตยประชาชาติและได้เอกราชจากประเทศอังกฤษ ปี 2497 (1957) สร้างระบอบประชาธิปไตยแบบมาเลเซีย ใช้เวลาถึง 8 ปี ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2506 (1963) ประเทศก็ราบรื่นก้าวหน้ามาตลอด กระทั่งก้าวหน้ากว่าประเทศไทย อย่างไม่น่าเป็นไปได้ ทั้งที่เป็นประเทศเกิดใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ก็เพราะเขาสร้างระบอบประชาธิปไตยอย่างถูกต้องและสำเร็จนั่นเอง และมีข้อสังเกตว่า นับแต่ พ. ศ. 2506 เป็นต้นมา 46 ปีแล้ว ประเทศมาเลเซียไม่เคยมีกบฏ หรือรัฐประหารเลย ประเทศลาว พรรคคอมมิวนิสต์ลาวได้รับชัยชนะในสงครามปฏิวัติ ในปี 2518 (1975) พรรคคอมมิวนิสต์ลาวได้สร้างระบอบการเมืองสังคมนิยมคอมมิวนิสต์แบบลาว และกำหนดระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมคอมมิวนิสต์แบบลาว ใช้เวลาถึง 16 ปี โดยประกาศใช้รัฐธรรมนูญในปี 2534 (1991) และมีข้อสังเกตว่า จนถึงปัจจุบันประเทศลาวยังไม่เคยมีกบฏ หรือรัฐประหารเกิดขึ้นเลย เป็นที่ชัดเจนว่าการเมืองการปกครองไทยที่เป็นอยู่ ใครเข้ามาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศในแต่ละชุดล้วนไม่มีเสถียรภาพ แก้เหตุวิกฤตชาติไม่ได้ เว้นแต่ผู้มีอำนาจโดยธรรม ใช้อำนาจแก้ไขจัดความสัมพันธ์ของระบอบการเมืองให้ถูกต้องโดยธรรม ก็จะทำให้การเมืองไทยเป็นไปอย่างราบรื่น รัฐบาลจะมีเสถียรภาพ การแก้เหตุแห่งปัญหาทั้งปวงก็จะสำเร็จลงได้ ทำให้ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง ร่มเย็นเป็นสุขกันถ้วนหน้า ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ น่าจะเข้าใจนะ หรือว่า “มีอำนาจ มีโอกาส แต่ขาดปัญญา ซ้ำรอยเดิม ย้ำรอยวงจรอุบาทว์ กันต่อไป”
| | | | | | |
| "มติชน"ปลด"เสถียร"พร้อม บก.เสื้อแดง-ปิดช่องรับใช้ระบอบทักษิณ |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ |
28 เมษายน 2552 06:11 น. |
April 23
| เพลงเตือนสติ โคลงปลุกจิตวิญญาณ |
| โดย ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน
| 22 เมษายน 2552 15:45 น. |
 |
|
มนุษย์ที่อยู่รวมกันเป็นสังคมจนเป็นปึกแผ่น ส่วนใหญ่ต้องผ่านอุปสรรคและปัญหาต่างๆ มามากมาย ประเทศที่ตั้งขึ้นมาได้จะต้องสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อของบรรพบุรุษเป็นจำนวนไม่น้อย บางแห่งก็ได้สิทธิเสรีภาพมาจากการต่อสู้กับมหาอำนาจที่ใช้ลัทธิล่าอาณานิคมเข้ามายึดครอง บางแห่งก็ต่อสู้กันมาในสงครามกลางเมือง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประวัติศาสตร์และความทรงจำที่จะเป็นเครื่องเตือนใจแ ละเตือนสติให้รำลึกถึงความยากลำบากของการสร้างรัฐและสร้างชาติ แต่เมื่อความเป็นปึกแผ่นบังเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ บางครั้งมนุษย์ก็เริ่มลืมความหลังและมุ่งเน้นหาผลประโยชน์และอำนาจจนเกิดความขัดแย้ง ทั้งในแง่อำนาจ ผลประโยชน์ อุดมการณ์ จนนำไปสู่ความแตกแยกอย่างรุนแรงในสังคม ลืมอดีตที่ต่อสู้มาด้วยกันหรือร่วมกันสร้างชาติมาด้วยกัน จนมีทีท่าว่าสิ่งที่ได้มาด้วยเลือดเนื้อ ชีวิต และน้ำตาของบรรพชน อาจจะถูกทำลายโดยคนรุ่นนี้ โดยเจ้าตัวเองก็ไม่รู้ตัวและไม่แน่ใจว่าการกระทำดังกล่าวถูกต้องหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าถูกครอบงำด้วยมิจฉาทิฐิ การศึกษาประวัติศาสตร์ การสร้างอนุสาวรีย์ การประกอบพิธีกรรมที่รำลึกถึงอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งวีรชน การร้องเพลงที่เป็นเพลงเตือนสติให้ระลึกถึงชาติและบ้านเมือง และให้รู้จักความรักใคร่ปรองดองและรู้รักสามัคคี ให้คิดหน้าคิดหลัง ให้รู้จักระวังภัยจากภายในและภายนอก จึงเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง แต่บ่อยครั้งมนุษย์ในสังคมมักจะลืมสิ่งเหล่านี้โดยสิ้นเชิง มองเห็นปัญหาเฉพาะหน้าที่มีความขัดแย้ง จึงน่าจะเป็นประโยชน์ถ้าหากจะนำเอาเนื้อเพลงซึ่งหลายคนคงเคยร้องตอนเด็กๆ มาเตือนสติอีกครั้งหนึ่งเพื่อจะได้ระลึกถึงภยันตรายที่อาจจะนำไปสู่ความหายนะต่อบ้านเมือง หรือการสิ้นสลายของชาติ บทเพลงที่ยกมานี้เป็นบทเพลงที่ผู้เขียนเคยถูกสอนให้ร้องและเคยร้องเมื่อตอนเรียนชั้นมัธยม และเชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินและเคยร้องมาด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มบุคคลที่กำลังหมกมุ่นอยู่ในความขัดแย้งซึ่งจะไม่ขอบอกว่าใครถูกใครผิด แต่บางครั้งก็จะขอชี้ให้เห็นว่าเมื่ออยู่ใกล้กับเหตุการณ์ความขัดแย้งและเกี่ยวพันโดยตรง อาจจะทำให้ลืมนึกถึงสิ่งที่เหนือกว่า นั่นคือ ผลประโยชน์ของประเทศชาติ การอยู่รอดของประเทศชาติ และอนาคตของเยาวชนรุ่นลูกรุ่นหลาน เพลงที่จะยกมาเตือนความทรงจำมีดังนี้ เพลงสร้อยเพลง จากพระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 6 ...ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง คงจะต้องบังคับขับไส เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำร่ำไป ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย ...เขาจะเห็นแก่หน้าค่าชื่อ จะนับถือพงษ์พันธุ์ นั้นอย่าหมาย ไหนจะต้องเหนื่อยยากลำบากกาย ไหนจะอายทั่วทั้งโลกา เพลงสยามานุสติ สยามานุสติ เป็นคำโคลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2461 ต่อมาได้นำมาเป็นเพลงปลุกใจ ประพันธ์ทำนองโดยนารถ ถาวรบุตร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์โคลงสยามานุสติมาจากคำขวัญปลุกใจของอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่ว่า “Who lives if England dies, who dies if England lives?” “หากสยามยังอยู่ยั้ง ยืนยง เราก็เหมือนอยู่คง ชีพด้วย หากสยามพินาศลง ไทยอยู่ ได้ฤา เราก็เหมือนมอดม้วย หมดสิ้น สกุลไทย ใครรานใครลุกด้าว แดนไทย ไทยรบจนสุดใจ ขาดดิ้น เสียเลือดเนื้อหลั่งไหล ยอมสละสิ้นแล เสียชีพไปเสียสิ้น ชื่อก้องเกียรติงาม” เพลงเกียรติศักดิ์ทหารเสือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตรัสไว้เมื่อครั้งที่หนังสือพิมพ์ดุสิตสมิต นำโคลงนี้ไปตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2461 ว่า “นักรบฝรั่งเศสโบราณมีภาษิตอยู่อันหนึ่งสำหรับเป็นบรรทัดฐานแห่งความประพฤติของเขา เป็นภาษิตที่จับใจข้าพเจ้ายิ่งนัก จึ่งได้นิพนธ์เทียบเป็นคำโคลงภาษาไทยขึ้นไว้ว่า” “มโนมอบพระผู้ เสวยสวรรค์ แขนมอบถวายทรงธรรม์ เทอดหล้า ดวงใจมอบเมียขวัญ และแม่ เกียรติศักดิ์รักข้า มอบไว้แก่ตัว มโนมอบพระผู้ สถิตอยู่ยอดสวรรค์ แขนถวายให้ทรงธรรม์ พระผ่านเผ้าเจ้าชีวา ดวงใจให้ขวัญจิต ยอดชีวิตและมารดา เกียรติศักดิ์รักของข้า ชาติชายแท้แก่ตนเอง” นอกจากพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ในยุคที่ไทยเผชิญกับอันตรายรอบด้าน พร้อมๆ กับความคิดที่จะปลุกระดมประชาชนให้เกิดความฮึกเหิมและรักชาติจนถึงกับคิดจะสร้างมหาอาณาจักรไทย หลวงวิจิตรวาทการก็ได้แต่งเพลงปลุกใจขึ้นหลายเพลงเพื่อให้เกิดความสามัคคีในบ้านเมือง แต่ก็น่าเสียดายที่นำไปสู่นโยบายที่มีเป้าหมายเกินสมรรถนะของประเทศ อย่างไรก็ตาม เนื้อเพลงต่างๆ นั้นก็อาจจะเป็นการเตือนสติให้รำลึกถึงความรักชาติและการทะนุถนอมบำรุงชาติ โดยขจัดผลประโยชน์ส่วนตัวออกไป เพลง “มาด้วยกันเลือดสุพรรณ” ก็มิได้จำกัดเฉพาะชาวสุพรรณบุรี หากแต่หมายถึงคนไทย ทำนองเดียวกับคำพูดที่ว่า “อยุธยาไม่ได้สิ้นคนดี” มิได้หมายความว่าราชธานีกรุงศรีอยุธยาเท่านั้น หากหมายถึงสังคมไทย เพลงตื่นเถิดชาวไทย คำร้อง พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ตื่นเถิดชาวไทย อย่ามัวหลับใหลลุ่มหลง ชาติจะเรืองดำรง ก็เพราะเราทั้งหลาย ถ้ามัวหลับมัวหลง เราก็คงละลาย เราต้องเร่งขวนขวาย ตื่นเถิดชาวไทย บ้านเมือง ยามเฟื่องฟุ้งรุ่งเรือง ก็อย่าลืมขวนขวาย เผลอตัวศึกมา เราจะพากันตาย จำไว้เถอะสหาย ตื่นเถิดชาวไทย ชาติไทย เราไม่น้อมยอมใคร จะสู้จนชีพสลาย หวังผดุงแหลมทอง เราพี่น้องหญิงชาย อย่าให้ชาติสูญหาย ตื่นเถิดชาวไทย เพลงรักชาติ คำร้อง พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ความรักอันใด แม้รักเท่าไหน ยังไม่ยั่งยืน เช่นรักคู่รัก แม้รักดั่งกลืน ยังอาจขมขื่น ขึ้นได้ภายหลัง แต่ความรักชาติ รักแสนพิศวาส รักสุดกำลัง ก่อเกิดมานะ ยอมสละชีวัง รักจนกระทั่ง หมดเลือดเนื้อเรา ชีวิตร่างกาย เราไม่เสียดาย ตายแล้วก็เผา ทุกสิ่งยอมคลาด เว้นแต่ชาติของเรา ไม่ให้ใครเข้า เหยียบย่ำทำลาย เพลงรักเมืองไทย คำร้อง พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ รักเมืองไทย ชูชาติไทย ทะนุบำรุงให้รุ่งเรือง สมเป็นเมืองของไทย (ซ้ำ) เราชาวไทย เกิดเป็นไทย ตายเพื่อไทย (ซ้ำ) ไม่เคยอ่อนน้อม เราไม่ยอมแพ้ใคร ศัตรูใจกล้า มาแต่ทิศใด ถ้าข่มเหงไทย คงได้เห็นดี รักเมืองไทย ....................... เราชาวไทย เกิดเป็นไทย ตายเพื่อไทย (ซ้ำ) เรารักเพื่อนบ้าน เราไม่รานรุกใคร แต่รักษาสิทธิ์ อิสระของไทย ใครทำช้ำใจ ไทยจะไม่ถอยเลย รักเมืองไทย ............................. เราชาวไทย เกิดเป็นไทย ตายเพื่อไทย (ซ้ำ) ถ้าถูกข่มเหง แล้วไม่เกรงผู้ใด ดั่งงูตัวนิด มีพิษเหลือใจ เรารักเมืองไทย ยิ่งชีพเราเอย รักเมืองไทย ............................ เพลงเลือดสุพรรณ คำร้อง-ทำนอง หลวงวิจิตรวาทการ *มาด้วยกัน มาด้วยกัน เลือดสุพรรณเอ๋ย เลือดสุพรรณ เข้าประจัญ อย่าได้พรั่นเลย มาด้วยกัน มาด้วยกัน เลือดสุพรรณเอ๋ย เลือดสุพรรณ เข้าประจัญ อย่าได้พรั่นเลย เลือดสุพรรณเหยหาญในการศึก เหี้ยมฮึก กล้าสู้ไม่รู้หนี ไม่ครั่นคร้ามขามใจต่อไพรี ผู้ใดมีมีดพร้าคว้ามารบ (*) อยู่ไม่สุขเขามารุก แดนตระหน่ำ ให้ชอกช้ำ แสนอนาถชาติไทยเอ๋ย เขาเฆี่ยนฆ่าเพราะว่าเห็นเป็นเชลย จะนิ่งเฉยอยู่ทำไมพวกไทยเรา (*) อันเมืองไทยเป็นของไทยใช่ของอื่น มาต่อสู้ กู้คืนเถอะเราเอ๋ย ถึงตัวตายอย่าเสียดายชีวิตเลย มาเถอะเหวยพวกเรามา กล้าประจัญ (*) นอกจากนี้ก็มีเพลงที่แต่งโดย หลวงรณสิทธิ์พิชัย คือ เพลงรักชาติยิ่งชีพ คำร้อง หลวงรณสิทธิ์พิชัย ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน เกิดเป็นไทยเป็นไทยดังนาม เพียบด้วยความรักชาติยิ่ง ทั้งใจทั้งกายทุกสิ่ง อีกวาจาจริงทุกสิ่งไป ชาติที่รักของไทย เราควรเทิดไว้บูชา มีคุณล้นเหลือล้นค่า สุดจะพรรณนานับได้ เราเป็นไทย ต้องใจมีความภักดิ์ชาติ เราต้องพลีชีวาตม์ สละให้ชาติด้วยความหวังดี มาเถิดพงษ์วงศ์วานของไทย เรารวมใจดำรงคงชาติด้วยดี รักชาติเรานี้ยิ่งชีพ เพลงที่ยกมาให้เห็นทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงเจตนาของบรรพบุรุษไทยที่ต้องการให้คนไทยตื่นตัว มีจิตสำนึกถึงเอกลักษณ์ของตน และความผูกพันสมัครสมานสามัคคี และความรักชาติ ซึ่งมีข้อคิดคำนึงว่า ถ้าชาติมิได้ถูกรุกรานจากต่างชาติ หากแต่คนในชาติมีความขัดแย้งทะเลาะเบาะแว้งกันเอง จนไม่สามารถจะออมชอมปรองดองอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ชาติอาจจะล่มสลายได้ เพราะความขัดแย้งของคนในชาติจะเป็นจุดอ่อนให้ต่างชาติที่ไม่หวังดีเข้ามาฉกฉวยประโยชน์เนื่องจากโอกาสเปิดให้ การแก้ความขัดแย้งนั้นจึงต้องนึกถึงชาติและสังคมเป็นหลัก และนึกถึงอนาคตของเยาวชนรุ่นลูกรุ่นหลาน แม้จะมีความไม่พอใจบ้างแต่ก็ต้องพยายามกล้ำกลืนความขมขื่นดังกล่าว ขณะเดียวกัน การหาข้อยุตินั้นก็ต้องให้เกิดความเป็นธรรมและยุติธรรมให้มากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ และพอที่จะรับได้โดยทั้งสองฝ่าย จุดสำคัญก็คือ เมื่อบ้านเมืองแตกแยกล่มสลายผู้แพ้และผู้ชนะต่างก็จะไม่ได้อะไร และต้องอยู่บนความทุกข์ทั้งสิ้น มีคนเคยกล่าวว่า เพลงชาติที่เราร้องกันอยู่ตั้งแต่เล็กจนโต คือ ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย.....เป็นเพลงของคนไทยและของชาติไทย แต่มีคำถามง่ายๆ คือ “เมื่อคนไทยทะเลาะต่อสู้กันเอง เราจะร้องเพลงชาติให้ใครฟัง”
| | | | | | |
| “เทพเทือก”แฉ “อริสมันต์”ล็อกคอนักบิน-“เจะอามิง”ซัดถ่อยแดงรัก ปชต.แบบเถื่อนๆ |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 23 เมษายน 2552 04:30 น. |
 |
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
ประชุม 2 สภาถกปัญหาวิกฤติชาติวนในอ่าง “เพื่อไทย”ฉวยโอกาสแก้ต่างให้ “นช.แม้ว” โยนบาปรัฐบาล-ทหาร ทำร้ายเสื้อแดงมือเปล่า กลบเกลื่อนฝ่ายตัวเองเผาเมือง-ยิงชาวบ้านดับ ท่องคาถารัฐบาลสองมาตรฐาน “เป็ดเหลิม”อวดวาทะ ตั้งฉายา “รัฐบาลลาขึ้นรถ” “อภิสิทธิ์” โต้ทุกดอก ยันมาตรฐานเดียว “สุเทพ”แฉ “อริสมันต์” ล็อกคอนักบินจนต้องลงจอดฉุกเฉิน ยันทหารเล็งปืนแนวราบยิงรถเมล์ “เจะอามิง”ซัดคนเสื้อแดง รักประชาธิปไตยแบบเถื่อนๆ การประชุมร่วมกันของสองสภา เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 เม.ย. เพื่อให้มีการอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 ตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอ มีนาย ชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธาน เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็น ของสมาชิกรัฐสภาในการชี้นำให้รัฐบาลแก้ปัญหาวิกฤติชาติเพื่อให้เดินไปข้างหน้าได้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวต่อที่ประชุม โดยได้เล่าถึงที่มาของการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ที่บางส่วนมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ปรากฏว่ามีคนกลุ่มในลักษณะความรุนแรง จนนำไปสู่การล้มเลิกประชุมอาเซียน และการไล่ล่าตน และบุคคลต่างๆ ที่กระทรวงมหาดไทย รวมถึงการก่อจลาจลต่างๆ จนทำให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิต จึงขอเปิดประชุมฯ ตามมาตรา 179 ในวันนี้ ก็เป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกนำเสนอข้อมูลต่าง ๆได้ เพื่อที่ช่วยกันตรวจสอบและหาข้อเท็จจริงเพื่อชี้แจงประชาชนต่อไป แต่ขอยืนยันว่าแนวทางของรัฐบาลที่ผ่านมาไม่มีเรื่องใดเลยที่เป็นลักษณะของการที่จะจงใจใช้ความรุนแรงกับพี่น้องประชาชนที่สำคัญที่สุดก็คือเป้าหมายทั้งหมดของการทำงานไม่ใช่เรื่องของการเข้าปราบปรามในเรื่องของการชุมนุมทางการเมืองแต่เพื่อรักษากฎหมาย “หลังจากนี้ไป ได้ให้นโยบายชัดเจนนับตั้งแต่การปฏิบัติการณ์ต่างๆ สิ้นสุดลง ว่าเรื่องนี้ไม่มีฝ่ายใดทางการเมืองชนะอย่างแน่นอน แต่เป็นเรื่องของการนำความสงบสุขกลับคืนมาเพื่อที่จะเอาเวลาที่อยู่ในความสงบนั้น มาพูดคุยกันถึงทางออกในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ในสังคมของเราต่อไป ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์สำคัญที่สุดที่กระผมได้ขอกราบเรียนท่านประธาน เพื่อเปิดการอภิปรายทั่วไป และรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกรัฐสภาในวันนี้” เผยมีกลุ่มไม่ต้องการให้ความขัดแย้งยุติ ส่วนประเด็น การแก้ไขรัฐธรรมนูญและปฏิรูปการเมืองนั้นเราจะเดินหน้าอย่างเต็มที่ ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลนั้นได้มีการมอบหมายให้ทุกพรรคไปประมวลข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อกลับมาประชุมร่วมกันอีกที่หนึ่ง แต่ก็ยังมีการดำเนินการของคนบางกลุ่ม ซึ่งไม่ต้องการให้ความขัดแย้งนั้นสิ้นสุดลง โดยในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาก็ได้มีการเคลื่อนไหวของคนบางกลุ่มอ้างอิงภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว และปรากฏตามสถานีโทรทัศน์บางช่องเสนอไปก็ คือว่าไม่ได้ตรงกับความเป็นจริง พยายามอาศัยเงื่อนไขนี้ ปลุกระดมให้สภาพของบ้านเมืองเราย้อนกลับไปเหมือนกับในช่วงก่อนสงกรานต์ ซึ่งเชื่อมั่นว่าคนที่มีจิตใจเป็นประชาธิปไตยนั้น ย่อมไม่คิดอ่านที่จะทำเช่นนั้น และก็จะไม่เป็นผลดีกับฝ่ายใด และยิ่งจะมีความสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียเลือดเนื้อของพี่น้องประชาชนคนไทยด้วยกัน และที่สำคัญก็คือสุ่มเสี่ยงต่อการที่เราจะสูญเสียอธิปไตย “เพื่อแม้ว”เรียงหน้าป้ายสีรัฐบาลมือเปื้อนเลือด จากนั้นสมาชิกทั้งสองสภาต่างลุกขึ้นอภิปรายแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง โดยในส่วนของพรรคฝ่ายค้านพุ่งเป้าไปในเชิงตำหนิการปฏิบัติงานของรัฐบาลต่อการสลายการชุมนุม โดยพยายามให้เห็นว่า กลุ่มเสื้อแดงที่ทำการประท้วงครั้งนี้เป็นผู้บริสุทธิ์ และ ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ แต่รัฐบาลได้ทำการกระทำอย่างรุนแรงจนทำให้มีประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมของทหาร และ ตำหนิต่อการตัดสินใจใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า สร้างความเสียหายให้กับประเทศเป็นอย่างมาก และกล่าวหาว่ารัฐบาลปฏิบัติสองมาตรฐาน รวมทั้งอ้างว่านายเนวิน ชิดชอบ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวินร่วมมือในการสลายกลุ่มเสื้อแดงด้วย นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย อภิปรายว่าเหตุใดจึงไม่คิดใช้เวทีสภาฯ ในการแก้ไขปัญหาก่อนที่จะเกิดความรุนแรง ทั้งที่ฝ่ายค้านได้พยายามเสนอญัตติแต่ประธานสภาฯ ก็ชิงปิดสภาฯหนี ที่สำคัญกลับมี ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ตะโกนหลายครั้งในสภาฯ ว่าฝ่ายค้านเป็นพวกล้มล้างสถาบัน การกล่าวหาเช่นนี้เป็นสิ่งที่พวกตนยอมรับไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีความพยายามระดมประชาชนให้ใส่เสื้อสีน้ำเงินมาร่วมงานในวันฉัตรมงคล ปัญหาจึงยังมีอยู่ ดังนั้น ขอนายกรัฐมนตรีว่ามีบุคคลนอกคณะรัฐมนตรีคนหนึ่ง ที่ไม่ได้อยู่ในรัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยมีภาพ ปรากฏอยู่ในคลิปวิดีโอ จนเป็นเหตุการณ์ให้เกิดวิกฤตทางการเมืองตามมา และนายสุเทพ ที่เป็นรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง นำหลักฐานอะไรมาแถลงผ่านโทรทัศน์ว่า คนที่ยิง เอ็ม 79 ใส่ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นฝีมือของกลุ่ม นปช.เพราะการพูดเช่นนี้เป็นการเติมน้ำมันบนลงกองไฟ อ้างมั่วรัฐบาลจัดฉากดึงเสื้อแดงเป็นแพะ ต่อมานายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอประณามนายกฯ ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายขึ้น เพราะนายกฯ ได้แถลงและมีเอกสารลงนามโดยยอมรับว่า มีกลุ่มอาสาสมัครมาร่วมในเหตุการณ์ด้วย ขณะที่มีภาพคนเสื้อแดงเข้ามาช่วยอุ้มนายนิพนธ์ พร้อมพันธ์ เลขาธิการนายกฯ ออกจากรถ ข่าวว่าซี่โครงหัก(วันที่ 12 เม.ย.) แต่พอวันที่ 17 เม.ย. นายนิพนธ์กลับวิ่งขึ้นบันไดตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลได้อย่างคล่องแคล่ว ส่วนกลุ่มโจรที่อ้างว่าเตรียมก่อวินาศกรรมที่ตึกซีพีและธนาคารกรุงเทพ ถนนสีลมนั้น รับสารภาพว่ารับค่าจ้างเพียง 5 พันบาท ต้องเรียกว่าเป็นโจรกระจอก และรถกระบะที่ใช้ก่อเหตุก็ทะเบียนบุรีรัมย์ สำหรับรถเมล์ที่เอาออกมา 30-40 คัน ไม่ทราบวิ่งเข้ามาในเมืองได้อย่างไร เพราะมีด่านทหารและตำรวจตรวจตราอย่างเข้มงวด ส่วนคนขับรถแก๊สนั้นแดงปลอม เพราะคนเสื้อแดงขับรถแก๊สไม่เป็น “ถ้าเป็นผมจะระเบิดแม่ง ไม่เอาไว้ มันเป็นการจัดฉากทั้งนั้น รัฐบาลสั่งสลายการชุมนุมทำให้มีคนตายจำนวนมาก แต่วันนี้ถูกทหารนำศพไปเผาหมดแล้ว นายกฯ และรัฐบาลสั่งฆ่าประชาชนอย่างโหดเหี้ยม ดังนั้นขอให้นายกฯ ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน”นายสุรพงษ์กล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอย ทั้งนี้ นายสุรพงษ์ได้นำกระทะล้อรถเมล์ที่ถูกคนเสื้อแดงเผาซึ่งมีรูอยู่ 1 รู มาประกอบการอภิปราย โดยอ้างว่าเป็นรูที่เกิดจากปืนเอ็ม 16 ที่ทหารยิงใสคนเสื้อแดง นอกจากนี้ยังยอมรับว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคดีคือนายใหญ่ของเขา และเขากำลังทำเพื่อนายใหญ่ ต่อมา พ.ต.ท สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส. นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า รัฐบาลกับทหาร รู้เห็นเป็นใจ ต่างเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณล่าสุด 53,990 ล้านบาท ทางกองทัพไม่มีการประมูลแข่งขันกันเลย บางบริษัทไม่เคยยื่นประมูล ทั้งนี้หากรัฐบาลยังอยู่ใต้กลุ่มอำนาจทหารบางกลุ่มคงไม่ได้ เพราะอาวุธบางอย่างกองทัพไม่ต้องการ แต่เป็นความต้องการของผู้นำกองทัพบางคน วันนี้รัฐบาลทำอะไรไม่ได้เลย เพราะท่านมาจากทหาร นายกฯคือจ๊อกกี้ กองทัพคือม้า สำหรับการสลายการชุมนุมกำลังทหารที่ขนมายิ่งกว่าการปฏิวัติ อาวุธครบมือ กระสุนจริง เพราะดูจากสภาพบาดแผล เหวอะหวะ และปลอกกระสุนที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ ไม่ใช่เป็นกระสุนลูกกระดาษ แบบที่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก หรือ “โฆษกม้าตัวเมีย”กล่าวอ้าง ตนไม่อยากประณามนายกฯ ว่ามือเปื้อนเลือด ทั้งนี้ขอเรียกร้องให้ทหารกลับกรม กอง ปล่อยให้การเมืองเจรจากับการเมืองเอง นอกจากนี้ พ.ต.ท.สมชายได้ถามถึงรัฐบาลว่ารู้เห็นเป็นใจกับกลุ่มเสื้อสีน้ำเงิน ที่พัทยา หรือไม่ เพราะมีคนเห็นคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายความมั่นคง ไปร่วมประชุมกับนายตำรวจ ที่ศาลากลางเมืองพัทยา และอยากถามว่ามีการขว้างระเบิดควัน เข้าไปในกลุ่มเสื้อแดง โดยอาวุธชนิดนี้ใช้ในราชการเท่านั้น ถือเป็นยุทธภัณฑ์ คนเสื้อน้ำเงินเอามาจากไหน “เป็ดเหลิม” ตั้งฉายา รัฐบาลลาขึ้นรถ ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นอภิปราย โดยย้อนกลับไปเอาเรื่องเก่ามาพูดว่า นายกฯ ได้อำนาจมาโดยไม่ชอบธรรมไม่อายบ้างหรือ วันนี้ต้องรู้สำนึกได้แล้วว่าได้มาเป็นนายกฯ เพราะใคร ที่วันนี้ตนต้องเรียงลำดับย้อนเหตุการณ์เพราะต้องการให้ทุกฝ่ายรู้สำนึกซึ่งกันและกัน ร.ต.อ.เฉลิม ยังคงดักดานกล่าวหาว่า รัฐบาลนี้มี 2 มาตรฐาน สั่งดำเนินคดีกับคนเสื้อแดงทั้งนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ และนายวีระ มุสิกพงษ์ แต่ไม่มีการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ (ทั้งที่ความพันธมิตรฯ ถูกดำเนินคดี 100 กว่าคดี) อีกทั้งการดำเนินการภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต้องมีหลักการคือ ต้องขอศาลก่อนคุมตัวขัง และมีกำหนดระยะเวลาในการกักขังไม่เกิน 30 วัน กักขังครั้งละ 7 วัน หากไม่มีข้อกล่าวหาอื่นก็ต้องปล่อยตัวภายใน 7 วัน แต่มาครั้งนี้ผิดปกติคือ ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาและไม่มีการปล่อยตัว รวมทั้ง เมื่อมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉบับนี้แล้ว ภายใน 15 วัน นายอภิสิทธิ์ ก็ยังไม่นำเข้ามายัง ครม.และไม่ได้ยกเลิก แสดงให้เห็นว่า เป็นเหมือนลักษณะการใช้อำนาจของคณะปฏิวัติ ในอดีต ที่เที่ยวนำคนมาขัง และ การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ใจกลางเมือง อยากถามไปยังนายกฯ ว่าใช้ส่วนไหนคิด เพราะสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของไทยเป็นอย่างมาก ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวท้าทายอย่างไร้สาระว่า นายอภิสิทธิ์ แน่จริงอย่าเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้คงไว้ ประเทศจะได้ฉิบหาย ฉะนั้นจึงขอตั้งฉายารัฐบาลนี้ว่า รัฐบาล ลาขึ้นรถ ที่จะดึงที่หัว ก็ถอยหลัง หรือถ้าดึงที่ก้น ก็เดินหน้า ซึ่งเสมือนกับว่า เป็นการไม่ฟังใคร โบ้ยรัฐบาลปั้นสถานการณ์ยิงมัสยิด ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า กรณีการชุมนุมของคนเสื้อแดง ที่มีทั้งการยิงมัสยิด การเผารถเมล์ การนำรถแก๊สเข้ามา ขอเรียนว่า เรื่องนี้ เป็นการสร้างสถานการณ์ เพื่อสร้างความชอบธรรมในการสลายการชุมนุม เพราะต้องเข้าใจว่า การใส่เสื้อสีแดงนั้นง่ายมาก แค่ใส่แล้วก็ถอดออก นอกจากนี้ อยากทวงถามไปยังรัฐบาลว่า จะเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านชี้แจงที่ ช่อง 11 เมื่อไหร่ เพราะตอนตั้งรัฐบาลใหม่ๆ ก็มีการสัญญาไว้ หรือขอท้านายอภิสิทธิ์ มาดีเบตด้วยกัน จะให้เวลาตนกี่นาทีก็ได้ ไม่มีปัญหา ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า กรณีแกนนำกลุ่มเสื้อแดง 19 คน ที่ถูกจับตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไปให้มาที่พรรคเพื่อไทย โดยทางพรรคจะให้ทีมกฎหมายพรรค ทำการฟ้องรัฐบาลให้หมด และที่ตำรวจอ้างว่า ที่จับกุม เนื่องจากจับตามประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น ถามว่า การจับกุมตอนตี 4 แล้วไปขออนุญาตหมายศาลตอนไหน เพราะที่ทำการศาลปิดอยู่ และอยากถามว่า เอาอำนาจอะไร มาทำ หรือว่า นายอภิสิทธิ์ มีอำนาจจะทำอะไรก็ได้ หรือหากใช้การจับกุมโดยกฎหมาย ป.วิอาญา ม.80 ก็จะต้องแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อน แต่ก็ไม่มี การแจ้งมาก่อน กลับจับไปกักขังที่ จ.สระบุรี เลย ถือว่า เป็นการกระทำที่อัปยศที่สุด ส.ว.ตำหนิรัฐไม่ใช้สื่อในมือทำให้ ปชช.สับสน-แตกแยก ด้านสมาชิกวุฒิสภา เช่น นายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา เสนอทางออกว่า ควรจะใช้วิกฤติการเมืองขณะนี้เป็นโอกาสกอบกู้ฟื้นฟูประเทศ ทั้งการทบทวนการทำงานของหน่วยงานด้านความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็น สตช นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าสังเกตว่าหน่วยข่าวกรองยังไม่มีประสิทธิภาพหรือ รัฐบาลไม่ได้ใช้ข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองจึงทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น ซึ่งควรปรับมาตรการรักษาความปลอดภัยผู้นำประเทศให้เป็นมืออาชีพเพิ่มมากขึ้นเพราะที่เหตุการณ์ที่ผ่านมาสร้างความอับอายไปทั่วโลก นอกจากนี้ควรเสริมสร้างสังคมสันติสุข โดยใช้เครือข่ายภาคประชาสังคมที่รัฐบาลมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรเอกชนที่ทำงานอยู่แล้ว เช่น สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา สำนักสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และตั้งกองทุนสร้างเสริมสมานฉันท์ให้เสร็จภายใน 6 เดือนเพื่อให้มีงบประมาณนำไปใช้จ่ายในการแก้ปัญหาให้สำเร็จลุล่วง รวมไปถึง ยังต้องปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ใหม่ เพราะประชาธิปไตยไม่สามารถเรียนรู้ได้ในห้องเรียน น.ส.สุวิมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว. จันทบุรี กล่าวตำหนิการใช้สื่อของรัฐ ว่ารัฐบาลอาจไม่ต้องใช้กำลังพลจำนวนมากเลย เพียงแต่ใช้สื่อของรัฐที่มีอยู่ให้ประชาชนได้รับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่จริงจึงขอ ติติงว่าทำงานล่าช้า ประชาชนจะตัดสินใจเองว่าอะไรคืออะไร แต่รัฐบาลไม่ได้ทำ หรือทำแต่ล่าช้า จนทำให้ประชาชนรับข้อมูลคลาดเคลื่อนและ นำไปสู่ความแตกแยกของประเทศ รัฐบาลต้องหันกลับไปทบทวนบทบาทการบริหารของสื่อรัฐทำอย่างไรให้ขับเคลื่อนรวดเร็ว เพิ่มพื้นที่ข่าวให้มากขึ้น ต่อมา นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ได้ลุกขึ้นชี้แจงสมาชิกรัฐสภาแบบคนต่อคน โดยนายอภิสิทธิ์ ชี้แจงว่า เรื่องสองมาตรฐานนั้น กรณีคดีของคนเสื้อเหลืองหลายเรื่องไม่ได้เกิดในสมัยที่ตนเป็นรัฐบาล และไม่ควรจะให้เกิดสีอื่นขึ้นมาอีกในสังคมไทย ส่วนเรื่องที่มีบุคคลนอก ครม.เข้ามาเกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาด้านความมั่นคงนั้น นายสุเทพเป็นผู้ดูแลและจะเป็นผู้ตอบคำถามนี้เอง ตนมารับผิดชอบด้านความมั่นคงภายหลังจากมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว รัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดกลุ่มมวลชนเพื่อทำให้สถานการณ์ยุ่งยากมากขึ้น จนถึงวันนี้ยังไม่มีผู้ป่วยรายใดได้รับบาดเจ็บจากอาวุธสงคราม “เทพเทือก” อัดวีทีอาร์บิดเบือน ยันใช้กระสุนปลอม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ลุกขึ้นชี้แจง พร้อมฉายภาพวีทีอาร์ถึงข้อแตกต่างระหว่างกระสุนจริงและกระสุนซ้อม โดยระบุว่ากำลังพลของทหารส่วนใหญ่ใช้กระสุนซ้อม ซึ่งในวีดีโอได้แสดงให้เห็นถึงการใช้กระสุนซ้อมกับปืนเอ็ม 16 ที่จะมีทั้งการใส่อแดปเตอร์และที่ไม่ใส่อแดปเตอร์ แต่บางหน่วยงานจะได้นำพานท้ายปลอกกระสุนมาสวมไว้บริเวณปลายกระบอกปืนเพื่อแทนอแดปเตอร์ เพื่อให้การยิงต่อเนื่องโดยไม่ต้องสับไกปืน และได้ฉายตัวอย่างการยิงกระสุนปลอมเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่สามารถทำให้เป้ากระดาษให้ขาดได้มีแต่เสียงดังเท่านั้น นายสุเทพยืนยันว่ากลุ่มเสื้อแดงมีอาวุธโดยตรวจพบระเบิดมือ และที่กล่าวหาว่ารัฐบาลจัดฉากที่กระทรวงมหาดไทยภาพชัดเจนว่าเสื้อแดงทำร้ายรถนายกฯ และนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่สามารถจัดฉากได้ ส่วนเหตุการณ์ที่พัทยาตนเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถยับยั้งกลุ่มเสื้อแดงที่จะบุกรุกเข้าที่ประชุมอาเซียน จึงได้มีการปรึกษาหารือ โดยหน่วยงานในจังหวัดและนายกเมืองพัทยาบอกว่าจะชักชวนประชาชนที่ต้องการเห็นความเรียบร้อยและความสำเร็จของการประชุมมายืนเป็นเพื่อนตำรวจและทหารเท่านั้น นายสุเทพ ยังโต้ ร.ต.อ.เฉลิมกรณี การใช้ พ.ร.ก.ว่า มีความจำเป็นที่ต้องใช้ เพราะ.มีกลุ่มผู้ชุมนุมไปบีบบังคับศาลอาญาให้ปล่อยตัวนายอริสมันต์ และยังมีการปิดการจราจรที่บริเวณสี่แยกดินแดงและอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และก่อนหน้านี้กลุ่มผู้ชุมนุมก็ได้บุกไปใช้ความรุนแรงที่พัทยามาแล้ว ผู้ที่บุกรุกเข้าไปในโรงแรมไม่ได้เข้าไปแล้วถอยกลับแต่ยังควบคุมการเข้าออกของโรงแรมจนถึงช่วงเย็นวันที่ 11 เม.ย.จนทำให้ผู้นำของหลายประเทศต้องขึ้นดาดฟ้าเพื่อขึ้นเฮลิคอปเตอร์ออกจากโรงแรม ขณะที่อีกหลายประเทศต้องรอจนค่ำจึงจะออกจากโรงแรมได้ เหตุการณ์ทั้งหมดจึงไม่ได้เป็นดังที่ ร.ต.อ.เฉลิมเสียดสี “ถือ เป็นครั้งแรกที่การประชุมระดับนานาชาติต้องล้มเหลวไม่เป็นท่า เมื่อศาลอนุมัติออกหมายจับนายอริสมันต์และเจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวแล้วนายอริสมันต์ยังใช้มือล็อกคอนักบินจนต้องนำเครื่องลงฉุกเฉิน กรณีการจับกุมผู้ต้องหาตอนตี 4 เจ้าหน้าที่ได้พิจารณาแล้วว่าเป็นความผิดซึ่งหน้าจับได้ทันที เหตุที่ต้องนำไปขังไว้ที่สระบุรีเพราะไม่ต้องการให้ชิงตัวผู้ต้องหา ได้ทำทุกอย่างตามที่กฎหมายได้ให้อำนาจไว้”นายสุเทพกล่าว ส.ว.ขู่วอล์กเอาต์ “ประสพสุข”โดนว่าไม่มีสติ สำหรับการอภิปรายในช่วงกลางคืน มีความวุ่นวายขึ้นเล็กน้อย เมื่อนายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.ประชาธิปัตย์ จะขอใช้สิทธิพากพิง กรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิมอภิปรายตอนหนึ่งพาดพิงว่าเขาเคยถูกพันธมิตรฯ ปิดล้อมในโรงแรมที่กระบี่ ซึ่งโรงแรมดังดล่าวเป้นของครอบครัวนายพิเชษฐ แต่นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภาในฐานประธานในที่ประชุมขณะนั้นไม่ยอมให้นายพิเชษฐอภิปราย แต่กลับอนุญาตให้ ส.ส.ฝ่ายค้าน นำเอาจดหมายแก้ตัวของนายอริสมันต์ ผู้ต้องหาคดีก่อความวุ่นวายที่พัทยา มาอ่าน ทำให้ ส.ส.ประชาธิปัตย์ประท้วง และนายพิเชษฐได้กล่าวว่าประธานวุฒิสภาวินิจฉัยเรื่องนี้อย่างไม่มีสติ ทำให้ ส.ว.บางส่วนไม่พอใจ ลุกขึ้นมาประท้วงนายพิเชฐ และเรียกร้องให้ถอนคำพูด พร้อมกับขู่ว่าจะวอล์กเอาต์ อย่างไรก็ตาม ต่อมานายพิเชษฐได้ยอมถอนคำพูดดังกล่าว “สุเทพ”โต้ภาพทหารยิงเสื้อแดง ที่แท้ยิงรถเมล์ที่พุ่งเข้าใส่ ต่อมา ส.ส.ฝ่ายค้านได้ลุกขึ้นอภิปรายต่อ โดยมีการนำภาพวิซีดีทหารยิงปืนในแนวราบมาเปิด แล้วอ้างว่าเป้นภาพที่ทหารยิงปืนใส่ประชาชน อย่างไรก็ตาม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อภิปรายว่า ภาพดังกล่าวตนก็มี ซึ่งเป็นภาพที่หน้าโรงแรมเซ็นจูรี่ ใกล้สามเหลี่ยมดินแดง โดยขณะนั้นคนเสื้อแดงได้ขับรถเมล์พุ่งเข้าชนทหาร จึงต้องมีการใช้ปืนยิงที่ล้อเพื่อหยุดรถเมล์คันดังกล่าว ซึ่งคนขับเป็นชาวจังหวัดยโสธรได้ถูกควบคุมตัว และนำไปรักษาที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก ก่อนที่จะหลบหนีไป “เจะอามิง"ซัดเสื้อแดงส่งท้าย ก่อน"ปู่ชัย"ปิดประชุม การอภิปรายดำเนินมาจนถึงเวลาเกือบ 01.00 น. ของวันใหม่ โดยผู้อภิปรายคนสุดท้ายก่อนปิดประชุมคือนายเจะอามิง โตะตาหยง ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายถึงเหตุการณ์คนเสื้อแดงเข้าไปก่อจลาจลในชุมชนเพชรบุรี ซอย 5 และ ซอย 7 ซึ่งมีการเผายางรถยนต์ ยิงปืน และนำถังแก๊สเข้าไปข่มขู่ชาวบ้าน โดยนายเจ๊ะอามิงได้นำวีซีดีเหตุการณ์มาเปิดด้วย หลังจากนั้นได้อภิปรายพร้อมภาพประกอบเหตุการณ์ที่กระทรวงมหาดไทยซึ่งคนเสื้อแดงได้เข้าไปรุมทุบรถนายกรัฐมนตรี รุมทำร้ายนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีพร้อมกับคนขับรถ รวมทั้งมีการควบคุมตัวหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยของนายกฯ ไปใส่กุญแจมือ ทำการสอบสวนเอง ซึ่งนายเจ๊ะอามิง กล่าวว่า ที่คนเสื้อแดงอ้างว่ารักประชาธิปไตยนั้น เป็นอย่างนี้หรือ แบบนี้ต้องเรียกว่าประชาธิปไตยแบบเถื่อนๆ ทั้งนี้ นายเจ๊ะอามิง ยังได้อภิปรายถึงเบื้องหลังที่คนเสื้อแดงออกมาก่อการจลาจลว่ามีการจัดตั้งกันมา โดยได้เปิดวิดีคลิปการปราศรัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีกับคนเสื้อแดงโดยผ่านวิดีโอลิงก์มายังหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยมีช่วงหนึ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ หลุดปากเรื่องการเข้าแถวรับเงินคนละ 500 บาท ในที่การประชุมร่วมกันของสองสภาในวันแรกได้ยุติลงเมื่อเวลา 01.00 น.ที่ผ่านมา โดยนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา ได้สั่งปิดประชุม เนื่องจากหมดผู้อภิปรายตามคิวแล้ว และนัดประชุมต่อในเวลา 10.00 น. วันนี้
| | | |
|
 | |
 |
| เจ้าของ “ฝูงหมาหมู่ลอบกัด” ตัวไหนยิง “สนธิลิ้ม”?! |
| โดย ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย
| 21 เมษายน 2552 15:46 น. |
 |
|
1. สนธิ ลิ้มทองกุล โทร.ถึงผมในคืนวันที่ 16 เมษายน 2552 เวลาประมาณ 20.00 น. “พรุ่งนี้..หลังพี่จัดรายการกู๊ดมอร์นิ่งไทยแลนด์แล้ว ชัช..นั่งเรือไปกินข้าวเช้ากับพี่ที่โอเรียนเต็ล..พี่ว่าจะเอาทีมงานไปกินด้วย..มีเรื่องคุยกับชัชเยอะเลย” ผมตื่นสายกว่าพี่สนธิ เลยต้องขับรถไปที่บ้านพระอาทิตย์เอง 06.06 น. ผมเอะใจ..รายการกู๊ดมอร์นิ่งไทยแลนด์ยังไม่ออกอากาศสักที..ผิดปกติ? ผมคิดในแง่อาจมีปัญหาทางเทคนิค แต่ไม่คิดในแง่ร้ายมากไปกว่า เดี๋ยว..รายการพี่สนธิคงจะมา... หลังจากนั้นชั่วครู่ก็มีข่าว..รถสนธิถูกถล่มยิงจนพรุนด้วยกระสุนนับร้อยนัด! มีเลือดสดๆ กองบนเบาะหน้า!! ที่เกิดเหตุใกล้สี่แยกบางขุนพรหม..ห่างสถานีเอเอสทีวีไม่ไกลนัก!!! สมองผมเต็มไปด้วยคำถาม..กระสุนนับร้อยนัด..มีกองเลือด..พี่สนธิจะรอดไหม? พี่สนธิได้ทุ่มชีวิตทำงานเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ พี่สนธิจึงเป็นคนดี คนดี-ผีต้องคุ้ม คนดี-ต้องตกน้ำไม่ไหล คนดี-ต้องตกไฟไม่ไหม้ ครูบาอาจารย์ของพี่สนธิต้องคุ้มครองสิ.. สุดท้ายผมคิดว่า..ทางรอดจึงมีเพียงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สร้างปาฏิหาริย์ให้เห็นกับตาเท่านั้นเอง! สมองผมคิดต่อว่า..หากพี่สนธิเจ็บหนักหรือไม่รอด งานสำคัญบางเรื่องที่ทำกับพี่สนธิจะทำต่อกับใคร-อย่างไร? คนโทร.มาสอบถามเรื่องพี่สนธิ..ผมจะตอบอย่างไร? ทันใดนั้น..เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นชื่อ “สนธิ” ปรากฏบนหน้าจอ แต่ต้นสายกลับเป็นเสียงเด็กหนุ่ม “วินเนอร์” หนึ่งในทีมงาน “กู๊ดมอร์นิ่งไทยแลนด์” ของพี่สนธิ “พี่ชัช..นาย (สนธิ) ให้บอกพี่ว่า..นายโอเค..ปลอดภัย..แต่ต้องผ่าตัดนิดหน่อย” ผมเพิ่งเข้าใจความรู้สึกที่ว่า..เหมือนยกภูเขาออกจากอก พี่สนธิไม่ตาย..ส่วนสภาพจะเป็นอย่างไร..ต้องไปดูให้เห็นกับตา เพราะแม้นคลายความกังวล แต่ความห่วงใยยังเต็มความรู้สึก ผมกับพี่สนธิทำงานกันเป็นทีม ดังนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่า..สิ่งที่พี่สนธิให้วินเนอร์โทร.บอกนั้น ผมต้องทำต่อด้วยการโทร.แจ้ง..ทั้งคอยตอบบุคคลสำคัญบางคนในประเทศนี้ให้รับรู้ว่า กระสุนนับร้อยนัดที่ยิงถล่มใส่รถคนดีนาม สนธิ ลิ้มทองกุล นั้น พ่ายแพ้ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ครับ 2. ประมาณสิบโมงเศษ..ผมไปโรงพยาบาลวชิระ พี่หมอมาลินี..รองผู้ว่าฯ กทม.ที่ดูแลด้านสาธารณสุขบอกผมว่า “พี่เธอนอนอยู่ห้องข้างในโน่น..ไปเยี่ยมได้เลย” สิ่งที่เห็น..สนธินอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงพยาบาล มีผ้าพันแผลจากการผ่าตัดพาดอยู่บนหัว “พี่ปุ๊” ภรรยาพี่สนธิบอกผมว่า..พี่เขารู้ตัวตลอด ผมเลยขยับไปบอกข้างๆ หูว่า.. “พี่ธิ..ผมมาแล้ว..เรื่องงานไม่ขอพูด ตอนนี้..พี่มีหน้าที่พัก..พักอย่างเดียวนะ..” เฮ้อ..ผมประสานงานหลายอย่างให้พี่สนธิและตัวเองได้เยอะเลย แต่จนปัญญาและไร้ความสามารถ เพราะผมไม่รู้จะไปประสานงานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโลกนี้ได้ที่ไหนและด้วยวิธีใด? ค่ำคืนนั้น..ผมจึงได้แต่พนมมือพร้อมมาลัยมะลิ ไหว้ไปในอากาศธาตุที่กว้างไพศาลและมืดมิด เพื่อส่งคำขอบพระคุณไปยังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ปกป้องคนดีอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ในครั้งนี้ ซึ่งผมถือเป็นผลงานชิ้นเยี่ยมที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ลงมือสร้างปาฏิหาริย์อันชวนตื่นตะลึงให้มนุษย์ได้เห็นกับตา หลังจากได้เคยช่วยคนดีมาแล้วมากมายในโลกกลมๆ ใบนี้ แต่ผมคิดว่า..งานของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังไม่จบ ผมจึงถวายมาลัยเพิ่มอีกหนึ่งพวง พร้อมกราบงามๆ ไปยังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยปกป้องคุ้มครองพี่สนธิต่อไป เพราะ”หมาหมู่ลอบกัด” ปลิดชีวิตพี่สนธิไม่ได้ในครั้งนี้ เจ้าของคอกใจสัตว์จะต้องส่งพวก “หมาหมู่ลอบกัด” มาแอบยิงพี่สนธิอีกครั้ง..อีกครั้ง..และอีกครั้งอย่างแน่นอน... 3. ขณะนี้..ประเทศไทยมีสิ่งน่าตระหนกตกใจที่สุด คือ จ่าฝูง “เสือลายพาดกลอนสีเขียว-สีกากี” ยืนแสยะเขี้ยวจังก้าอยู่ข้างกายของ “เด็กชายอภิสิทธิ์ผู้ไร้เดียงสา”! 4. รัฐบาลอภิสิทธิ์ภายใต้การดูแลความมั่นคงของ “เทพเทือก” นั้น อ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิงอยู่แล้ว ดังนั้น..งานสร้างสถานการณ์ให้ผู้คนเห็นว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่เอาอ่าวและไม่ควรเป็นรัฐบาล จึงง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก “เสือหิว-หมาโหย” ดังเหตุการณ์ รองนายกฯ ดูแลด้านความมั่นคง “เทพเทือก” ถูกพลพรรคเสื้อแดงขว้างระเบิดปิงปองใส่รถจนสติแตกออกมาให้สัมภาษณ์ว่า พวกเสื้อแดง-เสื้อเหลือง (ซึ่งไม่รู้เรื่องด้วยเลย) เป็นอันตรายต่อความมั่นคงทั้งคู่..เฮ้อ..ปัญญานิ่มจริงๆ ตำรวจเกิดเก่งผิดปกติ..จับมือปืนที่จะยิงองคมนตรีชาญชัย ลิขิตจิตถะ แต่กลับหละหลวมจนมีการยิงปืนเอ็ม 79 ถล่มใส่ศาลรัฐธรรมนูญถึง 3 นัด ที่พัทยา..นายกฯ อภิสิทธิ์ถูกพวกเสื้อแดงรุมไล่ล่าเอาชีวิตกลางถนนอย่างอุกอาจ หลังจากนั้นคนเสื้อแดงก็ยกพลบุกล้อมการประชุมอาเซียนบวก 3 บวก 6 ซึ่งถือว่า..ผู้วางแผนเป็นพวกคิดร้ายทำลายชาติอย่างแท้จริง จากนั้น..คนเสื้อแดงก็บุกกระทรวงมหาดไทย ตามไล่ล่าเอาชีวิตนายกฯ อภิสิทธิ์ ซึ่งโชคดีที่นายกฯ อภิสิทธิ์รอดตายหวุดหวิดเป็นครั้งที่สอง ส่วนรัฐมนตรีสายภูมิใจไทยปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน ทว่า..เลขาฯ นายกฯ นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ซึ่งไม่ชอบพันธมิตรฯ หนีไม่รอด ตกอยู่ในเงื้อมมือพวกเสื้อแดงจิกหัวลากตัวออกจากรถ..ประชาทัณฑ์ยับเยิน ตลอดห้วงเวลาวิกฤตทางการเมือง ทักษิณได้โฟนอิน-วิดีโอลิงก์ปลุกระดมพวกเสื้อแดงให้ลุกขึ้นสู้ ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติและบางสถาบัน แต่“เทพเทือก” และส่วนงานความมั่นคง กลับไม่ยอมทำอะไรกับทักษิณและพวกเสื้อแดงเลย ในที่สุดก็ถึงจุดแดงเดือด..พวกเสื้อแดงหลายพันคน ได้ก่อการจลาจลเผาบ้านเผาเมือง ถึงขั้นเตรียมระเบิดรถแก๊ส 8 ตัน 3 คันในวันสงกรานต์ แน่นอน..หากรถแก๊สระเบิดขึ้น จะต้องมีคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ตายกันเป็นเบือ เพื่อสังเวยนักโทษชายหนีคุกคนเดียวที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร รวมทั้งพวก “เสือหิว-หมาโหย” ได้แย่งยึดอำนาจรัฐ จากนายกฯ รูปหล่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไงล่ะครับ ต้องยกนิ้วให้นายกฯ อภิสิทธิ์ที่จัดการสถานการณ์เลวร้าย ซึ่งสร้างขึ้นโดยทักษิณ-คนเสื้อแดง แต่มีนายทหารใหญ่บางคนรู้เห็นเป็นใจ แถมตำรวจบางกลุ่มหลิ่วตา-วางยา-วางเฉย จนสถานการณ์สงบลงชั่วคราว แต่เป็นภาวะสงบจำแลงที่รอเวลาระเบิดอย่างรุนแรงครับ โอ้..แล้วระเบิดก็มาเร็วเกินคาด ท่ามกลาง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ..กลุ่มมือปืนมีสีหลายคน ได้ยิงปืนนับร้อยนัดถล่มใส่รถ สนธิ ลิ้มทองกุล หมายปลิดชีวิตอย่างอุกอาจกลางเมืองหลวง เจ้าของ “ฝูงหมาลอบกัด” ที่หวังยึดอำนาจรัฐแบบผิดๆ เชื่อว่า หากสนธิตาย-สีเหลืองต้องเข่นฆ่ากับสีแดงและขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็นโอกาสทองให้ทหาร-ตำรวจบางกลุ่มเข้าปราบปราม ซึ่งทักษิณหวังว่า..สถานการณ์จะต้องบานปลาย ดุจเหตุการณ์ 17 พฤษภาคม 2535 ทักษิณยังบังอาจให้สัมภาษณ์อีกหลายครั้ง เรียกร้องให้ในหลวงทรงลงมาแทรกแซงปัญหาบ้านเมือง และนิรโทษกรรมความผิดทั้งปวงให้แก่พวกเขา แถมยังมีใครบางคนหวังว่า ทหารใหญ่และตำรวจใหญ่บางคนจะยึดอำนาจรัฐ ด้วยการโค่นล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ลงอีกด้วย! หากสนธิตาย-เอเอสทีวีและสื่อในเครือผู้จัดการจะต้องเจ๊ง คนเสื้อเหลืองจะอ่อนแอ หากมีการยึดอำนาจด้วยวิธีใดก็ตาม “เสือหิว-หมาโหย” เชื่อว่าจะไร้ “ก้างขวางคอ” เพราะไม่มี “สนธิลิ้ม” นำคนเสื้อเหลืองออกมาสู้นั่นเอง แผนซับซ้อนซ่อนเงื่อนนี้..มีคนรู้ไม่กี่คน ทักษิณรู้..เสื้อแดงบางคนรู้..ทหารใหญ่บางคนรู้..ตำรวจใหญ่บางคนรู้ แต่ “สนธิลิ้ม” และพันธมิตรฯ บางคนดันเสือกมารู้..โดยไม่ได้รับเชิญครับ อ้อ..นายกฯ อภิสิทธิ์ก็รู้แล้ว แต่จะจัดการเรื่องเป็น-ตายนี้หรือไม่-อย่างไร..ไม่มีใครรู้? 5. เฮ้อ..ความลับไม่มีในโลก “ตาวิเศษ” จำนวนไม่น้อยจึงเห็นว่า..ใครหน้าไหน หรือสีใดดีและสีไหนชั่วช้าสามานย์ แต่ที่แน่ๆ สีเขียว-สีกากีบางคน กำลังบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐบาลอภิสิทธิ์แบบลับๆ ล่อๆ อยู่? “ตาวิเศษ” จำนวนไม่น้อยยังเห็นอีกนะว่า ใครเป็นเจ้าของคอกที่สั่งให้ “ฝูงหมาลอบกัด” ยิงถล่ม “สนธิลิ้ม” จน “ตาธรรมดา” อย่างพวกเราได้เห็นปาฏิหาริย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ออกมาปกป้องคุ้มครองคนชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล จากกระสุนปืนสงครามนับ 100 นัด! จริงๆ แล้ว..ผมรักสีเขียว-สีกากี เพราะส่วนใหญ่เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างแท้จริง คนเหล่านี้..รักชาติราชบัลลังก์ยิ่งชีวิต แต่คนส่วนน้อยในสีเขียว-สีกากีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่ทำให้สีเขียว-สีกากีเสื่อมเสียชื่อเสียง ด้วยหลงอำนาจ-ลาภยศ-เงินทองจนหน้ามืดนั่นเอง วิธีแก้ไขจึงมีเพียงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ต้องใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่ ดำเนินการให้คนดีในสีเขียว-สีกากี ได้ขึ้นบริหารองค์กรนี้โดยด่วน ส่วนคนไม่ดีที่เป็นคนส่วนน้อยในสีเขียว-สีกากีนั้น จำต้องผลักไสออกจากวงจรอำนาจโดยเด็ดขาด 6. การถล่มยิงสื่อมวลชนปากกล้า และเป็นผู้นำมวลชนเสื้อเหลืองอันไพศาลอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นระฆังยกแรกของเกมบั่นทอนเสถียรภาพรัฐบาลอภิสิทธิ์และ“เสี้ยมเขาควายให้ชนกัน” นับแต่นี้..อาจจะมีการตายของฝ่ายรัฐบาล-คนเสื้อแดง-คนเสื้อเหลือง แม้นแต่นายกฯ อภิสิทธิ์และครอบครัว..ก็มีโอกาสเป็นเป้ากระสุน จากเจ้าของคอก “หมาหมู่ลอบกัด” ด้วยตนเอง? ระวังนะครับ..แม้นนายกฯ อภิสิทธิ์จะเป็นคนดีเหมือนสนธิ ลิ้ม แต่หากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกิดติดงาน..มาช่วยไม่ทัน นายกฯ อภิสิทธิ์อาจเจ็บจริงตายจริงเผาจริง..อีหลี..เด้อ.. เกมแย่งอำนาจที่ต่างฝ่ายต่างรู้ไส้กันแบบนี้ อยู่ที่ใคร “ยิง” ใครก่อนและใครยิง“แม่น” กว่ากัน นายกฯ อภิสิทธิ์มีอำนาจล้นฟ้าที่จะจัดการเรื่องนี้ แต่ยังไม่กล้าพอ..หัว“อภิสิทธิ์” จึงยังจ่ออยู่ใต้ปลายเขี้ยวฝูง “เสือหิว-หมาโหย” ฟันธงได้เลยว่า “อภิสิทธิ์” มีโอกาสตายมากกว่าคู่ต่อกร ยกเว้นไม่กล้า..ก็ต้องรีบวางมือก่อนตายครับ! โอ้..พระเจ้าจอร์จ..มาช่วยกันสวดมนต์ภาวนา ขอให้รัฐบาลและชีวิตนายกฯอภิสิทธิ์อยู่นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ อ้อ..หรือไม่ก็ยกอำนาจให้พวกที่อยากได้ เพื่อรักษาชีวิตจะดีกว่า..เกมแย่งอำนาจรัฐนั้น ใจอ่อน-ใจไม่กล้า-ใจสุภาพบุรุษเกินไป..มันอันตรายถึงชีวิตนะครับ!!!
| “นช.แม้ว”ใกล้จนแต้ม! “ยูเออี”รับปากลากคอส่งคืนไทย |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 22 เมษายน 2552 22:23 น. |
 |
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
ผู้ช่วย “กษิต”เผย ยูเออี รับหมายจับ “ทักษิณ”จากรัฐบาลไทยและตำรวจสากลแล้ว พร้อมรับปากลากคอส่งให้ไทยทันที หากย้อนกลับเข้าประเทศอีก ระบุสหรัฐอาหรับฯ เคยแจ้งอดีตนายกฯ หนีคุก ไม่เหมาะที่จะอยู่ในประเทศ หลังใช้ดูไบเป็นฐานจ้อสื่อนอกโจมตีไทย ก่อนเผ่นหนีเมื่อ 20 เม.ย. พร้อมประสานตำรวจสากลล่า“กบฏจักรภพ”ต่อ เมื่อวันที่ 22 เม.ย. นายพนิช วิกิตเศรษฐ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผย ว่า ได้เดินทางไปกรุงอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(ยูเออี) ตามที่ได้รับมอบหมายจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้เป็นผู้แทนพิเศษร่วมกับนายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระหว่างวันที่ 19 - 21 เม.ย.ที่ผ่านมา และได้นำหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีซื้อขายที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษกที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินจำคุก 2 ปี และคดียุยงปลุกปั่นให้เกิดการจลาจล ไปมอบให้สำนักงานตำรวจยูเออีและกระทรวงต่างประเทศยูเออี รวมถึงการจัดทำความตกลงว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทยกับยูเออีด้วย นายพนิชกล่าวต่อว่า เมื่อประมาณ 2 - 3 สัปดาห์ที่แล้ว ตนเคยได้รับมอบหมายให้เดินทางไปยังยูเออี เพื่อแจ้งให้ยูเออีทราบถึงความห่วงใยของรัฐบาลไทยเกี่ยวกับกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณโดยหวังว่าจากการที่ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน ทางยูเออีจะไม่ยินยอมให้ พ.ต.ท.ทักษิณหรือบุคคลใดก็ตามใช้ยูเออีเป็นฐานขับเคลื่อนทางการเมือง ซึ่งทางยูเออีได้รับปากตามคำขอดังกล่าวของฝ่ายไทย นายพนิชกล่าวอีกว่า ส่วนที่ตนและนายอลงกรณ์ได้เดินทางไปยูเออีครั้งล่าสุด ได้มีการพบกับปลัดกระทรวงการต่างประเทศ รักษาการปลัดกระทรวงฯ อธิบดีกรมเอเชีย และอธิบดีกรมการกงสุลของยูเออี โดยได้แจ้งถึงการยกเลิกหนังสือเดินทางทุกฉบับของ พ.ต.ท.ทักษิณ และการออกหมายจับของ พ.ต.ท.ทักษิณในทุกคดี ซึ่งทำให้ทางยูเออีทราบแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้ดำเนินการที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อไทย อีกทั้งตนได้มอบจดหมายของชมรมมุสลิมไทยในกรุงเทพฯ ที่เคยยื่นต่อสถานเอกอัครราชทูตยูเออีในประเทศไทยด้วย เพื่อให้ทราบว่ามีการทำร้ายชุมชนชาวมุสลิมในกรุงเทพฯ (โดยคนเสื้อแดง) ทางชมรมฯ จึงต้องการให้ยูเออีรับทราบว่าไม่ควรเป็นที่พักพิงของผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองและทำร้ายชุมชนชาวมุสลิม ซึ่งผู้ใหญ่ของกระทรวงการต่างประเทศของยูเออีได้รับทราบและยืนยันว่าจะไม่ยินยอมให้ใครก็ตามเข้ามาขับเคลื่อนทางการเมืองแล้วส่งผลความเสียหายต่อประเทศที่มิตรกับเขา นายพนิช กล่าวอีกว่า กระทรวงการต่างประเทศของยูเออีได้บอกกับตนว่า พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามาพำนักในยูเออีในฐานะนักธุรกิจ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา แต่ทางการยูเออีได้แจ้งให้ พ.ต.ท.ทักษิณทราบแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่เหมาะสมที่จะพำนักอยู่ในยูเออีอีกต่อไป เนื่องจากมีการใช้ประเทศของเขาในการเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วยการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศในลักษณะที่ไม่เหมาะสม ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศอื่น และ พ.ต.ท.ทักษิณได้เดินทางออกจากยูเออีไปแล้ว เมื่อค่ำวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา แต่ยังไม่ทราบว่าไปยังประเทศใด ทั้งนี้ ทางยูเออีได้รับหมายจับในคดีต่างๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งได้รับจากตำรวจสากลแล้ว และยูเออียืนยันว่าจะไม่ยินยอมให้ใครเข้ามาขับเคลื่อนทางการเมืองโดยเด็ดขาด เพราะเขาให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากกว่าความสัมพันธ์กับคนคนหนึ่ง นายพนิชกล่าวว่า ทางยูเออียังระบุว่าไม่ต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางเข้ามาในประเทศของเขา และถ้า พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางเข้ามาในประเทศนี้อีกด้วยหนังสือเดินทางของประเทศอื่น ก็จะต้องมีการพิจารณาถึงเจตนาของการเข้าประเทศ แต่ทางการยูเออีสามารถควบคุมตัว พ.ต.ท.ทักษิณไว้ เพราะมีหมายจับของ พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว และ พ.ต.ท.ทักษิณยังถือสัญชาติไทย ตลอดจนยังใช้ชื่อเดิมอยู่ตามที่ปรากฏในหมายจับ จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณจะถูกนำตัวไปดำเนินการตามกฎหมายของประเทศของเขาที่สามารถนำไปสู่การส่งตัวกลับประเทศไทย นายพนิชเปิดเผยว่า การดำเนินการทั้งหมดนี้เป็นการใช้ช่องทางขั้นตอนทางการทูต และตนได้แจ้งผลความคืบหน้าจากการไปยูเออีครั้งนี้ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ รับทราบแล้ว นอกจากกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว ยังจะมีการดำเนินการในลักษณะเดียวกันกับ นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ได้เดินทางออกนอกประเทศแล้วและเตรียมการเคลื่อนไหวต่อไป ซึ่งล่าสุดให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศอย่างไม่เหมาะสม โดยเมื่อตำรวจออกหมายจับนายจักรภพแล้ว จะประสานไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด จากนั้นทางอัยการฯ จะส่งหมายจับมาให้กระทรวงการต่างประเทศแปลเป็นภาษาอังกฤษเพื่อส่งเรื่องไปยังตำรวจสากลที่จะแจ้งไปยังประเทศต่างๆ ที่อยู่ในเครือข่ายของตำรวจสากลให้ติดตามจับกุมตัวนายจักรภพต่อไป
| | | | | | | | | |
|
 | | |
| คิมหันต์ ภูกระดึง...ตราตรึงมนต์เสน่ห์ “ป่าปิด” |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 22 เมษายน 2552 13:00 น. |
 |
|
| น้ำตกขุนพอง ไฮไลท์แห่งป่าปิด |
|
 | “ครั้งหนึ่งในชีวิต เราคือผู้พิชิตภูกระดึง” (1,288 เมตร) พลันที่เห็นข้อความนี้ที่ปรากฏเด่นหราบนหลังแป “ตะลอนเที่ยว”รู้สึกหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เพราะนี่คือสิ่งประทับตราว่าเรามาถึงบนยอดภูกระดึงแล้ว ต่อจากนี้ต่อไปจะเป็นการเดินเท้าแบบชิลล์ ชิลล์ บนทางราบจากหลังแปไปยังศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวางอีกประมาณ 3 กิโลเมตร เพื่อให้เราได้พักผ่อนเอาแรงในการออกตะลุยเที่ยวภูกระดึงต่อไปในวันรุ่งขึ้น
|
|
| ทิวสน ดงเฟิน ในเส้นทางป่าปิดช่วงแรก |
|
 | สำหรับการขึ้นภูกระดึงครั้งนี้ แม้จะเป็นกลางฤดูร้อนที่กรุงเทพฯร้อนระยับ ทั้งสภาพอากาศและเหตุบ้านการเมือง แต่อากาศบนภูกระดึงกลับเย็นสบาย แถมยังเย็นยะเยือกในบางช่วงด้วยสายลมที่พัดแรงจนต้นสนสะท้าน คนสะทกสะท้อน “ภูกระดึงมันต้องเที่ยวหน้าหนาวสิ ถึงจะสวย ไปหน้าร้อน มันจะมีอะไรให้ดูล่ะ” กัลยาณมิตรหลายคนทักกับเราก่อนไป จริงอยู่ เสน่ห์อันแรงกล้าของภูกระดึงนั้นอยู่ช่วงหน้าหนาวที่มีคนขึ้นไปเที่ยวกันเพียบ แต่ในช่วงฤดูร้อน ภูกระดึงก็มีเสน่ห์แห่งคิมหันตฤดูให้ขึ้นไปค้นหาอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะ“เส้นทางสายป่าปิด” มณีแห่งไพรพฤกษ์บนภูสูงที่มากไปด้วยธรรมชาติงดงามชวนค้นหา
|
|
| ดอกกระเจียวข้างทาง |
|
 | ป่าปิด เป็นพื้นที่พิเศษเขตป่าดงดิบที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติสูงมากทั้ง พืชพรรณ สัตว์ป่า ลำธาร น้ำตก ด้วยเหตุนี้ทางอุทยานแห่งชาติจึงเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเที่ยวชมป่าปิดในระยะทางประมาณ 15 กม.ได้เฉพาะในฤดูร้อน โดยต้องมีเจ้าหน้าที่อุทยานฯเป็นผู้นำทาง ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้หลงป่าและช่วยดูแลความปลอดภัย ซึ่งการเข้าป่าปิดในครั้งนี้เราได้พี่“สงวน ขวัญมาก” เป็นเจ้าหน้าที่นำทาง เห็นนามสกุลแบบนี้ เวลาเข้าป่าไม่ต้องกลัวขวัญหนีดีฝ่อ เพราะพี่สงวนแกมีขวัญมากมายไว้คอยเติมเต็มคนที่ขวัญหลบลี้หนีหายไป ส่วนที่ไม่มากมายเหมือนขวัญก็คือคณะนักท่องเที่ยวผู้เข้าป่าปิด ที่ทริปนี้มีเพียงแค่ 5 คน(+1 ลูก) คือ “ตะลอนเที่ยว” พี่สงวน กับอีก 3 สาวนักท่องเที่ยวขาลุย (+1 ลูก คือลูกซองอุทยานฯที่พี่สงวนปกไว้ป้องกันอันตราย) เท่านั้นเอง
|
|
| ดอกไม้ดินริมทาง |
|
 | เอาล่ะ เมื่อชาวคณะพร้อมทั้งเสบียง(น้ำ ข้าวห่อ ขนมขบเคี้ยว ฯ) พร้อมทั้งอุปกรณ์(กล้องถ่ายรูป ถุงเท้ากันทาก หมวก ผ้าขาวม้า ฯ) และพร้อมทั้งใจ(ใจที่พร้อมจะลุยและเปิดรับสิ่งใหม่ๆที่จะได้พบเจอ) การเดินทางก็เริ่มขึ้นจากศูนย์บริการฯเดินไปตามเส้นทางท่องเที่ยวภูกระดึงปกติสู่องค์พระพุทธเมตตา ซึ่งเราแวะหยุดสักการะเอาฤกษ์เอาชัย ก่อนจะต่อไปยังน้ำตกธารสวรรค์ ที่พวกเราไม่แวะ หากแต่เลือกเดินแยกออกจากเส้นทางปกติเข้าสู่เส้นทางป่าปิดข้างทางลงน้ำตก ป่าปิดช่วงแรกนี้เดินสบาย ไม่รกทึบ สองข้างทางมีดงเฟินหนาแน่นสีเขียวแจ่มขึ้นดักทักทาย ควบคู่ไปกับดงเฟินมีดงเอนอ้าต้นเล็กใหญ่ขึ้นเรียงรายให้ดอกสีสดชมพูอมม่วงตัดเด่นกับผืนป่าเขียว ตามพื้นดินนอกจากดงหญ้าแล้ว หากใช้สายตาสอดส่องก็จะเห็นดอกกระเจียวสีม่วงแดง สีชมพูอ่อน สีขาวนวล ขึ้นแซมอยู่ประปราย ขณะที่ลึกเข้าไปเป็นทิวสนยืนต้นตั้งตระหง่านใบโบกปลิวพลิ้วไหวไปตามสายลมที่พัดโชยและกระโชกเป็นระยะๆ
|
|
| ทิวสนดอนมน |
|
 | ใครที่คิดว่ามาเดินป่าหน้าแล้ง จะเจอแต่ความแล้งร้อน ต้นไม้แห้งเหี่ยว แต่ที่ป่าปิดบนภูกระดึงไม่มีภาพเช่นนั้น ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะฝนชะช่อมะม่วง ฝนสงกรานต์ ที่เพิ่งจะซาเม็ดไปไม่นาน ขณะที่อีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสีเขียวชอุ่มและสร้างความชุ่มฉ่ำชื่นร่มรื่นครึ้มให้กับผืนป่าปิดแห่งนี้ก็คือความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติในตัวของมันเอง “ทิวสนข้างหน้าเรียกว่า“ดอนมน” เป็นทิวสนที่สวยที่สุดบนภูกระดึง เพราะมีลำต้นสูงเรียวทรงสวยงาม ยามที่หมอกลงดอนมนจะสวยงามมาก”
|
|
| กระรอกวิ่งเริงร่าบนต้นสน |
|
 | พี่สงวนชี้ให้ดูทิวสนดอนมนที่แม้ยามไม่มีหมอกก็ดูยืนต้นสูงสวยเท่ห์เก๋ไปอีกแบบ ก่อนที่แกจะอธิบายเพิ่มว่า คำว่า“ดอน”ภาษาถิ่นนั้นหมายถึง พื้นที่ที่มีต้นไม้ขึ้นเป็นหย่อมๆ ส่วนคำว่า“มน” แกไม่มีคำตอบให้ งานนี้ “ตะลอนเที่ยว” ไม่ขอคาดเดาความเป็นดอนมน แต่ขอบอกว่าดอนมนนั้น ถ้าใครได้มาเยือนช่วงหมอกขาวโพลนก็จะต้อง“มนต์”พื้นที่แห่งนี้แบบถอนตัวไม่ขึ้นแน่นอน พ้นดอนมนไป เราเจอสนต้นใหญ่ต้นหนึ่ง ข้างบนมีคู่กระรอกดำ วิ่ง-กระโดดไล่หยอกล้อกันดูสบายอุรา นี่ถ้าคู่รักคิดจะหยอกล้อกันเหมือนกระรอก เราว่าบริเวณนี้เหมาะไม่น้อย เพราะมีทั้งแนวเขาและสนต้นใหญ่ๆอันร่มรื่นให้หญิงสาววิ่งร้องเพลงไปแอบหลบอยู่ตามต้นสนให้ชายหนุ่มไล่ตามหากันเป็นที่สนุกสนานประมาณหนังอินเดียยังไงยังงั้น
|
|
| เส้นทางลุยป่าหญ้าคา |
|
 | ความร่นรื่นของทิวสนก็มีให้อาศัยร่มเงากันได้ไม่นาน เพราะสภาพป่าปิดช่วงกลางที่เจอต่อไปนั้นเป็นป่าหญ้าคากว้างไกลที่ไม่มีร่มเงาใดๆให้หลบพักพิง แต่ทว่ากลับไม่ร้อนอย่างที่คิด เพราะตลอดทางมีสายลมพลิ้วพัดช่วยระดับคลายร้อนอยู่ตลอดเวลา พี่สงวนพาพวกเราเดินโลดลิ่วไปในดงป่าหญ้าคา ก่อนจะไปหยุดยังเพิงผาเพื่อพักเหนื่อย ดื่มน้ำท่า และชื่นชมกับวิวทิวทัศน์อันงดงามกว้างไกลในบริเวณนี้ “โน่น...ภูหอ” พี่สงวนชี้ชวนให้ดูภูเขาสามเหลี่ยมหัวตัดที่เห็นลิบๆเป็นเงารางๆเบื้องหน้า ก่อนวาดมือไปยังแนวสันเขาฝั่งตรงข้าม “นั่น...กำแพงเมืองจีน” ภาพที่เห็นเบื้องหน้ายามนี้แม้เป็นแนวเขา แต่“ตะลอนเที่ยว” เดาได้ไม่ยากว่า กำแพงเมืองจีนมันก็คือแนวหินธรรมชาติสีดำที่ทอดตัวเป็นสันเป็นแนวเรียบยาวหายไปในแนวป่า
|
|
| เก็บภาพกำแพงเมืองจีน(แนวหินสีดำ)เป็นที่ระลึก |
|
 | จากจุดชมกำแพงเมืองจีนเส้นทางตัดหายลงไปในหุบเขาเบื้องล่าง ซึ่งช่วงนี้นอกจากป่าหญ้าคาสูงท่วมหัวแล้ว ยังมีหินธรรมชาติก้อนยักษ์รูปร่างแปลกตาให้ชมและให้พักหลบแดดกันอยู่หลายจุด พ้นป่าหญ้าคาไปเราเผชิญกับสภาพป่าดิบอันรกทึบ ทางช่วงนี้มีความชื้นสูง ระหว่างทางมีดอกไม้ดิน เห็ดใหญ่น้อย มอส เฟิน และขี้ช้างกองโตจำนวนมากแทรกแซมให้ชมกันเป็นระยะๆ ส่วนที่มีเป็นสีสันให้ชาวคณะได้ตื่นเต้นไปตลอดทางก็คือ“ทาก”ตัวดูดเลือดกลางผืนป่าที่ส่ายหัวกระดึ๊บๆเข้าหาพวกกันอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ
|
|
| หินใหญ่รูปร่างประหลาดในเส้นทางป่าหญ้าคา |
|
 | แม้ทุกคนจะใส่ถุงกันทาก แต่เท่าที่เห็นต่างก็โดนทากเล่นงานกันพอหอมปากหอมคอแบบให้รู้รสชาติของป่าปิด ซึ่งจากช่วงนี้เราไปหยุดแวะยัง“น้ำตกหงส์ทอง”น้ำตกสายเล็กๆที่มีน้ำใสไหลเย็นเป็นสายพอประมาณ ก่อนจะเดินหน้าต่อไปยังน้ำตกไฮไลท์ นั่นก็คือ“น้ำตกขุนพอง” ที่อยู่ห่างกันไม่กี่ร้อยเมตร พลันที่มาถึงยังน้ำตกขุนพอง ความเหนื่อยหายเป็นปลิดทิ้ง เพราะภาพน้ำตกเบื้องหน้านั้นมันสูงชัน ใหญ่โต มีสายน้ำตกใหญ่ 2 สายไหลขาวคู่ฟูฟ่องขนานกันลงมากระทบแอ่งน้ำเบื้องล่างเสียงอื้ออึงดูเพลินตาน่ายล สมดังน้ำตกที่ได้ชื่อสวยงามและยิ่งใหญ่ที่สุดบนภูกระดึง
|
|
| น้ำตกหงส์ทอง |
|
 | น้ำตกขุนพอง เพี้ยนมาจากภาษาถิ่นว่า“ขุนฟอง” มีต้นทางจากลำธารหลายสายไหลมารวมกัน ก่อกำเนิดเป็นสายน้ำตกสวยงามก่อนจะไหลลงพื้นล่างเป็นลำน้ำพองต่อไป น้ำตกขุนพอง ไม่ได้มีเสน่ห์เฉพาะน้ำตกเท่านั้น แต่ยังมีองค์ประกอบอื่นๆเสริมเติมแต่งในความงามด้วย ไม่ว่าจะเป็นแนวโขดหิน สภาพพื้นป่าโดยรอบ ซึ่งหากมองย้อนหลังกลับออกมาก็จะเป็นวิวทิวทัศน์ของแนวเขาผืนป่าในเบื้องล่าง นอกจากนี้ที่หน้าตัวน้ำตกยังมีต้นเมเปิ้ลสูงใหญ่ตั้งตระหง่านพัดพลิ้วไหวใบสามแฉกไปตามแรงลม
|
|
| เห็ดดอกโต |
|
 | ช่วงปลายหนาวเมเปิ้ลบนภูกระดึงจะพร้อมใจกันเปลี่ยนสีใบจากเขียวเป็นแดงสด ทำให้น้ำตกขุนพองดูสวยสดงดงามด้วยฉากหน้าเมเปิ้ลแดง จุดโฟกัสตัวน้ำตก และฉากหลังผืนป่า แผ่นฟ้า นับเป็นความงามชั้นเทพที่ต่อให้มีเงินเป็นหมื่นเป็นแสนล้านก็เนรมิตความงามแบบนี้ไม่ได้ วันนั้นเราใช้เวลาอยู่ที่น้ำตกขุนพองราวชั่วโมงกว่าๆ ทั้งกินข้าว ดื่มน้ำท่า ถ่ายรูป พักผ่อน จนเวลาเยื้องย่างเข้ายามบ่ายก็ได้เวลาออกเดินทางต่อไป
|
|
| ป่าปิด บางช่วงต้องปีนป่าย |
|
 | การเข้าป่าปิดในครั้งนี้ ถือว่าโชคอยู่กับเรา เพราะนอกจากฝนจะไม่ตกแล้ว(ก่อนหน้านั้นบนภูกระดึงมีฝนตกต่อเนื่องติดต่อกันหลายวัน) ฟ้ายังเป็นใจสวยใสแจ่ม ทำให้การเดินป่า การถ่ายรูป ต่างเป็นไปด้วยดี นอกจากนี้โชคดีอีกอย่างที่เข้าข้างเราเป็นพิเศษก็คือในจุดชวนชมจุดสุดท้ายที่พี่สงวนบอกว่า “จะพาไปดูกล้วยไม้ป่า”โดยจากน้ำตกขึ้นพองเดินลัดเลาะธารน้ำไปไม่ไกล เราก็ได้พบกับเอื้องม่อนไข่กลีบใบสีขาว เกสรและไส้กลางสีเหลืองเข้มสด ชวนจินตนาการให้นึกถึงไข่ต้ม บานชูช่อห้อยระย้าอยู่ 3 จุด ให้พวกเราได้ชื่นชมความงามในบริเวณใกล้เคียงกัน
|
|
| เอื้องม่อนไข่ บานรับลมแล้ง |
|
 | จุดแรกบาน 1 กอโดดๆบนโขดหินใหญ่กลางทาง ให้พวกเราได้ชื่นชม ถ่ายรูปกันพอหอมปากหอมคอ จุดที่ 2 บานเกือบ 10 กอ อยู่ริมทางดูขาว+เหลือง ตัดกับสีเขียวสดของแมกไม้บริเวณนั้น และจุดสุดท้าย อยู่ห่างจากจุดที่สองไปไม่ไกล ที่นี่พอไปถึง พวกเราอดตื่นตะลึงกับเอื้องม่อนไข่เกือบ 30 กอ ที่พร้อมใจกันบานชูช่อสีขาวสดไส้ในเหลืองสดเข้ม บานชูช่ออวดผืนป่าให้แต่ละคนได้อึ้ง ทึ่ง ปลื้ม กันโดยถ้วนทั่วหน้า นับเป็นความประทับใจส่งท้าย ที่หลังจากนั้นพวกเราก็เดินตัดลำธารเข้าสู่ป่าหญ้าคาเพื่อไปบรรจบกับเส้นทางเก่า ก่อนออกเดินเท้ากลับสู่จุดเริ่มต้น ทิ้งความชื่นมื่นไว้ในความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพของผืนป่าปิด ผืนป่าที่เป็นดังอัญมณีเม็ดงามแห่งภูกระดึง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์จะต้องช่วยกันอนุรักษ์ความสมบูรณ์ของผืนป่าเหล่านี้ไว้ให้อยู่คู่โลกไปอีกนานเท่านาน *****************************************
|
|
| ผาหล่มสัก |
|
 | อุทยานแห่งชาติภูกระดึง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของ อ.ภูกระดึง จ.เลย การขึ้นสู่ภูกระดึงต้องเดินเท้าขึ้นเขาจาวที่ทำการอุทยานฯผ่านจุดต่างๆ ซำต่างๆไปถึงหลังแป ประมาณ 5.5 กม. แล้วต่อด้วยการเดินเท้า ภูกระดึง มีสถานที่น่าสนใจ อาทิ ผาหล่มสัก จุดชมพระอาทิตย์ตกอันงดงามเป็นเอกลักษณ์สถานที่ท่องเที่ยวไฮไลท์แห่งภูกระดึง ผานกแอ่น จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นอันสวยงาม องค์พระพุทธเมตตาสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่ภูกระดึง น้ำตกต่างๆ อาทิ น้ำตกวังกวาง น้ำตกเพ็ญพบ น้ำตกเพ็ญพบใหม่ น้ำตกโผนพบ เป็นต้น โดยสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไปเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปเที่ยวชมได้ 8 เดือนคือตั้งแต่ 1 ต.ค.-31 พ.ค. ของทุกปี ส่วนป่าปิดนั้นในรอบหลายปีที่ผ่านมาเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าได้ในหน้าร้อนคือช่วงเดือนเม.ย.และ พ.ค. เดิมป่าปิดสามารถเข้าไปเที่ยวน้ำตกผาน้ำผ่า น้ำตกที่สูงที่สุดบนภูกระดึงได้ แต่ปัจจุบันอุทยานฯได้ปิดเส้นทางนี้ไป ในปีนี้ ทางอุทยานฯได้ทดลองเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าป่าปิดได้ตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค.- พ.ค. ซึ่งหากผลเป็นไปด้วยดี ปีหน้าก็จะทดลองเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าป่าปิดในช่วงเวลานี้อีก นอกจากนี้ปัจจุบันอุทยานฯภูกระดึง ถือเป็น 1 ใน 10 อุทยานฯที่จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว สำหรับผู้สนใจเที่ยวภูกระดึงสามารถสอบถามข้อมูลการเดินทาง สิ่งอำนวยความสะดวก และสถานที่ท่องเที่ยว ได้ที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวศรีฐาน อุทยานแห่งชาติภูกระดึง โทร. 0-4287- 1333 หรือ 0-4287-1458 อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ที่สุดแห่งภูกระดึง ภูกระดึง...ใกล้ใจ ไกลตีน ลูกหาบภูกระดึง : ฤาจะเหลือเพียงตำนาน 8 เดือนบนภูกระดึง กับเสน่ห์ที่แตกต่าง
| |
| "เจะอามิง"ซัดเสื้อแดงส่งท้าย ก่อน"ปู่ชัย"ปิดประชุม 2 สภา |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 23 เมษายน 2552 01:12 น. |
| นักขุดทองพิจิตรถูกดินถล่มทับดับคาเขาพนมพา 1 ศพ-บาดเจ็บนับสิบ |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 22 เมษายน 2552 16:41 น. |
 |
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
พิจิตร - เกิดเหตุดินถล่มทับนักขุดทองเชิงเขาพนมพา จนเสียชีวิต 1 ศพ ที่เหลือนับสิบถูกดินถล่มทับ แต่โชคดีช่วยชีวิตรอดตาย หลังเพื่อนนักขุดทองช่วยกันขุดเอาออกมาได้ วันที่ 22 เม.ย. ร.ต.ท.พัฒนา กะมะโน ร้อยเวรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอวังทรายพูน ได้รับแจ้งจากชาวบ้าน ว่า ได้เกิดเหตุดินถล่มทับนักขุดแร่ทองคำเชิงเขาพนมพา ตำบลหนองพระ อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร มีผู้เสียชีวิตถูกดินถล่มทับ 1 ราย ติดอยู่ในอุโมงค์ใต้ดิน ส่วนที่เหลืออีกนับสิบรายที่ถูกดินถล่มทับ แต่สามารถขึ้นจากหลุมเอาชีวิตรอดมาได้อย่างหวุดหวิด จึงรีบเดินทางไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยวังทรายพูน เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบชาวบ้านนับสิบคนที่ปีนขึ้นจากหลุมที่ถูกดินถล่มทับหนีเอาชีวิตรอดออกมาได้จากอุโมงค์ลึก โดยภายในอุโมงค์ลึกประมาณ 20 เมตร พบศพ นางสาวศลิษา กะมะโน อายุ 34 ปี ชาวบ้านหมู่ 10 ตำบลหนองพระ อำเภอวังทรายพูน ถูกดินถล่มทับเสียชีวิตคาที่เกิดเหตุ ซึ่งเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยต้องระดมใช้จอบเสียมขุดดินออกในอุโมงค์ลึกด้วยความยากลำบาก เพื่อกู้ร่างผู้เสียชีวิตออกมาให้แพทย์ชันสูตร จากการสอบสวนทราบว่า นางสาวศลิษา ผู้เสียชีวิตในช่วงสายของวันนี้ได้เดินทางมาพร้อมด้วยญาติๆ และชาวบ้านในหมู่บ้านอีกหลายสิบคน เพื่อเข้ามาขุดหาแร่ทองคำบริเวณรอบๆ เขาพนมพา เป็นปกติทุกวัน โดยได้ขุดหาทองคำเชิงเขาที่เป็นดินลูกรังเป็นหลุมกว้าง ปากบ่อกว้างประมาณ 1 เมตร ลึกประมาณ 6 เมตร และภายในรูใต้ดินจะขุดเป็นโพรงกว้างถึงกันหลายรูความยาวประมาณ 20-30 เมตร เหมือนใยแมงมุม ขณะเกิดเหตุผู้เสียชีวิตและชาวบ้านได้เข้าไปขุดในอุโมงค์ลึก เพื่อหาแร่ทองคำ แต่ก่อนหน้านี้ 2-3 วันที่ผ่านมามีฝนตกลงมาอย่างหนัก อาจจะทำให้ดินอ่อนตัวเกิดทรุดถล่มลงมาทำให้มีผู้เสียชีวิตดังกล่าว สำหรับจุดเกิดเหตุ ก่อนหน้าไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ได้มีผู้เสียชีวิตจากดินถล่มมาแล้ว 3 ราย รวมเฉพาะเดือนเมษายน มีคนตายแล้ว 4 ศพ ส่วนย้อนหลังไป 10 ปีที่ผ่านมา ที่บริเวณแห่งนี้ก็มีผู้ถูกดินถล่มทับตายแล้วมากกว่า 30 ศพ แต่ด้วยความจนของชาวบ้านจึงต้องมาหารายได้เสริม ด้วยการขุดทอง จึงเป็นเหตุให้ถูกดินถล่มทับตายดังกล่าว
| | | | | |
| คนระยองไม่กลัวฝน..จัดคอนเสิร์ตการเมือง ครั้งที่ 7 ที่สวนศรีเมือง |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 21 เมษายน 2552 17:32 น. |
| หลักฐานชัด! “กระสุนทหารทภ.1” ยิงถล่ม “สนธิ” |
| โดย ทีมข่าวอาชญากรรม
| 22 เมษายน 2552 15:57 น. |
 |
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
เริ่มชัดเจนขึ้น หลังเหตุการณ์คนร้ายถล่มอาวุธสงครามหมายสังหาร “สนธิ ลิ้มทองกุล” พบปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 ปริศนา 3 ปลอก บอกที่มาชัดเจน เป็นของ ROYAL THAI ARMY ผลิตโดยสรรพาวุธทหารบก เป็นซีรีส์ส่งให้เฉพาะทหารหน่วยหนึ่งเท่านั้น เชื่อเป็นเหตุบังเอิญปล่อยกระสุนเอ็ม 16 หลุด ทั้งที่ตั้งใจนำมาใช้เฉพาะยิงเอ็ม 79 เท่านั้น ขณะเดียวกัน พบพยานสำคัญเห็นเหตุการณ์โดยตลอดตั้งแต่ต้น และคนร้ายหันปากกระบอกปืนลั่นไกมาหมายเก็บด้วย แต่โชคดีหลบได้ทัน วันนี้ (22 เม.ย.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่ม นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการ และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งผ่านล่วงเลยมาเป็นวันที่ 6 แล้ว โดยมีรายงานข่าวจากชุดสืบสวนคลี่คลายคดีดังกล่าว แจ้งว่า จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุได้ตรวจพบปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 ขนาด 5.56 มม.จำนวน 3 ปลอก ซึ่ง 2 ใน 3 เป็นกระสุนที่ผลิตโดยกรมสรรพาวุธทหารบก มีการตีตราสัญลักษณ์ (RTA) ซึ่งมาจากว่า ROYAL THAI ARMY และเป็นซีรีส์ที่ส่งให้เฉพาะหน่วยทหารหน่วยหนึ่งในสังกัดกองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1)ใช้เท่านั้น นอกจากนี้ ในที่เกิดเหตุยังพบกระสุนปืนอาก้าที่ตกอยู่หลายสิบปลอก แต่ไม่สามารถตรวจสอบที่มาได้เนื่องจากกระสุนปืนชนิดนี้ไม่มีประจำการในหน่วยราชการของไทย อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์แนวทางการสืบสวนเชื่อว่า คนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้ใช้ปืนอาก้าเป็นอาวุธหลักในการสังหารนายสนธิ เพราะเป็นอาวุธปืนสงครามที่อำนาจการทะลุทะลวงสูง อีกทั้งไม่มีข้อมูลในสารบบ เนื่องจากเป็นอาวุธปืนจากประเทศรัสเซีย ที่หาซื้อได้ง่ายตามแนวชายแดน การติดตามที่มาของอาวุธทำได้ยาก แต่กระสุนปืนเอ็ม 16 ที่พบน่ามาจากปืนเอ็ม 203 ซึ่งเป็นปืนเอ็ม 16 ประกอบเครื่องยิงลูกระเบิด เอ็ม 79 ไว้ที่ด้านล่างของลำรางปืน ซึ่งคนร้ายน่าจะนำมาใช้เพื่อยิงลูกระเบิดถล่มรถยนต์ของนายสนธิ โดยไม่ได้ตั้งใจจะยิงปืนเอ็ม 16 น่าจะเป็นการบังเอิญยิงออกไปเท่านั้นจึงมีปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุเพียง 3 ปลอกเท่านั้น รายงานข่าวระบุอีกว่า ในส่วนความคืบหน้าของคดีนอกจากเด็กปั๊มที่เห็นเหตุการณ์ 2 คนแล้ว ชุดสืบสวนยังได้พยานปากสำคัญซึ่งเห็นเหตุการณ์อย่างละเอียดตั้งแต่คนร้ายเริ่มลงมือจนเหตุการณ์ยุติ ซึ่งคนร้ายได้พยายามสังหารพยานโดยการยิงใส่แต่พยานหลบทัน ขณะนี้พยานคนดังกล่าวอยู่ในการคุ้มครองของชุดสืบสวนนครบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
| | | |
|
 | |
 |
American Idol: The Dark Side of the Susan Boyle Phenomenon
Monday, April 20, 2009
 It's been a little over one week since Susan Boyle entered all of our lives. In the nine days since Boyle changed the course of history with her rendition of "I Dreamed a Dream" from Les Miserables, she has cured cancer, invented cold fusion, brokered world peace and swam the English Channel. Or, at least it's felt like it. I apologize for being the turd in the punch bowl here - I understand that millions of people the world over have felt legitimate happiness and inspiration because of Susan Boyle's performance. I do not begrudge you that. Hers is an inspirational story, sure, in that she doesn't look like your typical pop sensation. The inspiration comes from the shattering of expectations. Had Susan Boyle's performance come out of a mildly attractive 25-year old woman, no one would have batted an eye. But, since it was an unattractive 48-year old church volunteer, the world gets whipped into a frenzy. This was predictable, and the producers of Britain's Got Talent knew it. The phenomenon of Susan Boyle is not a pure underdog story, and when you really parse everything out, it's more than a little disturbing.
I am not a hateful, cheerless individual. I promise you that. I don't take pleasure in raining on the Susan Boyle parade. But, even as much as I usually like Simon Cowell, we can't let him get away with this. Last week on FOX News Channel's abysmal program Red Eye, Bill Hemmer discussed an interview he conducted with Susan Boyle. When he asked her if she had auditioned on her own or if the producers' had discovered her, Boyle let slip that it was Britain's Got Talent who found her and not the other way around. There were no follow-up questions offered, but one gets the feeling that Boyle wasn't supposed to let this fact be known. Other media reports have said that Boyle did in fact audition on her own, but none of that has been fully substantiated. If we are to believe Susan Boyle's word (and why wouldn't we?), the implications aren't pretty. If Britain's Got Talent did indeed recruit Boyle, one thing is clear - Simon Cowell was aware of her existence well before she took the stage. He is the creator of Britain's Got Talent. He knows what's going on. It may have been as little as him knowing that a big surprise would be taking the stage two Saturday's ago. Regardless, it makes his reaction to Boyle's performance and the editing of the episode somewhat disingenuous. Simon Cowell has not been shy in explaining why shows like American Idol and Britain's Got Talent exist - to create and cultivate viable commercial artists. Simon Cowell doesn't care about inspiring people, he cares about selling records and making money. Could they honestly expect, you might ask, that a frumpy (this word has been used in 95% of all articles on Susan Boyle) 48-year-old would become a global phenomenon? Do they really think she'll sell records? Well, yeah, with help from a tireless marketing machine. The blueprint was already in place. Paul Potts, a weird-looking former cell phone salesman, similarly wowed the global audience with his audition on Britain's Got Talent a few years back. Despite being an opera singer (not exactly the most commercial of genres these days), Potts eventually went on to win Britain's Got Talent and subsequently sold millions upon millions of records worldwide, making Simon Cowell and company an untold amount of money. Susan Boyle, essentially, is Paul Potts 2.0. That Boyle would become a viral success (though perhaps not to this degree) was completely anticipated. The YouTube video was up and running immediately after her performance, posted by Britain's Got Talent. Interviews were readied, and Boyle was clearly coached. Not to say that Boyle is at fault for anything - she was given an opportunity and wisely took it. She has a good voice. But, if we're looking at pure talent, is she really deserving of the obscene amount of coverage she's received? Or has it been totally inflated? The question, I suppose, is whether you're OK with a person's story being more important than their actual level of talent, even if that story was carefully managed by an entity solely concerned with profiting off of the story. I cannot make this clear enough - Simon Cowell is not in the business of inspiring people. He's not in the business of telling stories. He's in the business of making money by creating musical commodities. He's done it on American Idol and he's done it on Britain's Got Talent and he'll keep doing it until the world stops buying into it all. Please don't misunderstand me. I have absolutely no ill will towards Susan Boyle. She seems like a fine lady, a good singer, a likable personality. I just don't feel comfortable hailing her as the second coming because of an appearance on a televised talent show. The fact that she was discovered by the show and not the other way around makes apparent what we already knew but hate admitting - that these shows are blatantly, shamelessly in on it. They know exactly what they're doing and have become incredibly good at it. For Simon Cowell and company to pretend that Susan Boyle apparated out of nowhere and fell into their laps with no prior warning is a cruel trick, though because of how undeniably feel-good her story is, no one will dare calling them out on it. It's something to think about, at the very least. If the ends justify the means, and you're totally fine with some behind-the-scenes puppet masters raking in oceans of cash thanks to Susan Boyle, if the fact that the viral success of Boyle was, in all likelihood, meticulously planned, then kudos to you. Boyle herself will surely benefit from the attention. I just have a difficult time reconciling the shameless profiteering involved. For me, the knowledge that Boyle herself was probably a recruit soils a lot of the joy her performance has given millions of individuals worldwide. Believe me, I wish it didn't. (I fully expect to be raked over the coals for this, which is fine. I just ask that we keep it civil. It's a topic worth discussing, so let's discuss it.) April 20
| ทักษิณ Inapt เสื้อแดง Inane รัฐบาล Inept อภิสิทธิ์ In อะไร? |
| โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ
| 2 เมษายน 2552 16:19 น. |
 |
|
ท่านผู้อ่านที่เคารพ ใครไม่เครียดบ้างครับ ผู้คนครียดกันทั้งนั้น เกรงว่าสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นแน่ๆ บ้าง เกรงว่าคราวนี้ทักษิณไม่โกหกแน่ๆ ต้องนำทัพเสื้อแดงยาตราเข้ามาชิงอำนาจปกครองคืนแน่ๆ บ้าง เกรงว่าทหารยุคไร้สงครามยังไงๆ ก็รับมือกองทัพประชาชนหนุนด้วยกองทัพตำรวจไม่ไหวแน่ๆ บ้าง ในที่สุด เหลืองก็จะถูกเกณฑ์ออกมาสู้กับแดงเลือดนองแผ่นดินแน่ๆ บ้าง การไถ่บาปแทนแผ่นดินต้องใช้เลือดบริสุทธิ์ของประชาชนเท่านั้น เลือดสกปรกของนักการเมืองและชนชั้นปกครองใช้ไม่ได้ ท่านผู้อ่านที่เคารพ ผมไม่เชื่อครับ และผมก็ไม่เครียดด้วย ผมเชื่อว่า ถึงเวลาคนไทยพูดกันรู้เรื่อง และถึงเวลาคนไทยจะต้องร่วมกันแก้ปัญหาด้วยปัญญา สมาธิและความกล้าหาญเสียสละ ผมขอวิงวอนให้พวกเราทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาล มาช่วยกันรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง หลักเกณฑ์และหลักการในการเปรียบเทียบวิเคราะห์ เพื่อนำไปสร้างภาพจำลองอนาคตว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะใครจะทำอะไร และใครงดเว้นไม่ทำอะไร ลองวาดดูหลายๆ ภาพ เริ่มตั้งแต่ภาพที่สวยที่สุด คือ กรณีที่ดีที่สุดหรือ Best Case Scenario ที่ทุกคนกลมเกลียวกัน ต่างก็เคารพและรักษากฎหมาย ต่างก็เข้าใจวิธีพัฒนาการเมืองไปสู่ระบอบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างแท้จริง ลงไปถึงกรณีที่เลวร้ายที่สุด Worst Case Scenario ไม่มีใครพูดกันรู้เรื่อง ยกพวกตีกันทั้งบ้านนอกในกรุง ทหาร ตำรวจ ทหารป่า ทหารรับจ้างต่างชาติ ประชาชนต่างก็ต่อสู้ฟาดฟันกันจนแหลกไปหมด หรือตรงกลางระหว่างสองข้าง คือ ข้างดีก็มี Better Case Scenario กับ Good Case Scenario ส่วนข้างเลวร้ายที่สุด ก็มี Worse Case Scenario หรือเลวร้ายรองลงมากับ Bad Scenario รวมแล้ว 6 ภาพจำลอง ใส่ข้อมูลที่เป็นทั้งเงื่อนไขและเงื่อนเวลาเข้าไป ประกอบด้วยตัวแสดงสำคัญอันได้แก่บุคคลหรือสถาบันที่เกี่ยวข้องในการเกิดและการแก้ปัญหา รวมทั้งองค์ประกอบต่างๆ ทั้งที่มีค่าลบและบวก กิจกรรมและผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย แนวโน้มและพฤติกรรมที่สมควรและไม่สมควรของแต่ละฝ่าย เมื่อบวกลบคูณหารกันทุกปัจจัยแล้ว ภาพจำลองต่างๆ ก็จะเกิดขึ้น ทำให้เพ่งมองเห็นลางๆ และชัดขึ้นว่า อะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต รัฐบาลต้องรับผิดชอบสร้างแบบจำลองอนาคตให้ครบทั้ง 6 แบบ พยายามทำให้ภาพจำลองที่ดีงามเกิดขึ้น ป้องกันและเตรียมพร้อมที่รับมือและแก้ไขหากเกิดกรณีที่เลวร้าย ผมเชื่อว่าไม่มีอะไรเหลือวิสัย ผมไม่เครียด เพราะติดตามและทำใจมาแต่ต้นว่าระบอบทักษิณจะทำอะไรบ้าง รวมทั้งหาความใส่ร้ายกลั่นแกล้งผม หาว่าผมไปยุยงศาลกับทหารให้ก่อรัฐประหาร ทั้งๆ ที่ผมต่อต้านรัฐประหารตลอดมา ผมเขียนบทความชื่อว่า 19 กันยา พากันถอยหลังไปอีก 75 ปี ในผู้จัดการออนไลน์ ทักษิณตาสั้นเลยจำขี้ปากผมไปพูดว่าถอยหลัง 15 ปี ฉบับนี้ผมขอเสนอให้เราคลายเครียดมาเรียนภาษาอังกฤษง่ายๆ กันสัก 3-4 คำ ภาษากับการเมืองนี้มีความสัมพันธ์กันแยกไม่ออก หากการเมืองดีมีความสุข ภาษาในสื่อหรือที่นักการเมืองพูดจะเป็นภาษาดอกไม้ หากการเมืองทรุดโทรมเสื่อมทราม นักการเมืองก็พูดภาษาควาย ตกสระอา เหมือนกับ ส.ส.อยุธยา พรรคเพื่อไทย เป็นต้น ภาษาอังกฤษพัฒนาการมายาวนานมาก เช่นเดียวกับการเมือง จึงมีศัพท์แสงมากมายที่กินความและกินใจเห็นภาพได้ดีกว่าภาษาไทย เรามาจินตนาการกันให้สนุก ด้วยการใช้ภาษาอังกฤษอธิบายการเมืองไทยดีกว่า ครับ บทความนี้มีชื่อว่า ทักษิณ Inapt เสื้อแดง Inane รัฐบาล Inept อภิสิทธิ์ In อะไร? มาแยกคนและคำแต่ละคู่ และดูความหมายกันก่อน 1. ทักษิณ Inapt : inapt มีคำที่ใช้แทนกันได้ดังนี้ unsuitable ไม่เหมาะสม, inappropriate ไม่สมควร, unfit ไม่เหมาะ, tactless ไม่แยบยล, irrelevant นอกลู่นอกรอย, beside the point ไม่ตรงประเด็น ทั้งหมดพอจะยืนยันได้จากการโฟนอินและออกวิดีโอลิงก์ของทักษิณ 2. เสื้อแดง Inane : inane มีคำแทนกันได้ดังนี้ silly งี่เง่า, absurd เหลวไหล, ridiculous เลอะเทอะ, idiotic อีเดียด, stupid โง่, frivolous เพ้อเจ้อ, childish เป็นเด็ก, immature วุฒิภาวะต่ำ, mindless ไร้สติ ทั้งหมดเห็นได้จากการชุมนุมของเสื้อแดง แต่จะต้องเติมคำว่าหยาบช้าสารเลวลงไปด้วย 3. รัฐบาล Inept : มีคำแทนคือ incompetent ไร้สมรรถภาพ inexpert ขาดความสามารถ, dumsy งุ่มง่าม, ham-fisted มือหมู, useless ไร้ประโยชน์, hopeless สิ้นหวัง, bungling รุ่มร่าม, heavy-handed เงื้อง่า, unskilled ไม่มีฝีมือ ทั้งหมดเห็นได้จากการบริหาร 90 วันของรัฐบาลประชาธิปัตย์ เช่น นายกฯ บอกว่าเรื่องย้ายการบินไทยกลับสุวรรณภูมิต้องเอาข้อมูลมาให้ดูก่อน รมว.ครูประชาบาลว่าการคมนาคมประกาศว่าการเมืองอย่ามายุ่ง นี่มันเรื่องของการบินไทย ในที่สุดก็ย้ายไปตามกำหนด แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือความล้มเหลวในการบริหารวิกฤตอันเกิดจากการชุมนุมเสื้อแดง โฟนอิน และวิดีโอ ลิงก์ของทักษิณ ซึ่งทำให้ประชาชนหวาดหวั่นและเห็นคล้อยว่าระบอบทักษิณมีอำนาจ ความสามารถและความชอบธรรมมากกว่ารัฐบาล นี่จะทำให้เกิดกลียุค ท่านผู้อ่าน ช่วยกันเติมข้อมูล ข้อเท็จจริง คำบ่น คำอธิบาย คำบรรยายหรือเขียนเรียงความเรื่องทักษิณ Inane, เสื้อแดง Inapt, รัฐบาล Inept ลองดู สำหรับ อภิสิทธิ์ In อะไรนั้น ผมขอภาวนา และขอคัดค้าน ขออย่าให้ท่านผู้ใดเติม ert ลงไปให้เป็น Inert นะครับ เพราะอภิสิทธิ์ไม่เป็นอย่างนั้น และจะไม่มีวันเป็นอย่างนั้น ( เว้นแต่จะมีใครเอาของแข็งไปทุบศีรษะจนสมองเป็นอันตราย แต่ รปภ.ของรัฐและของพรรคหรือแม้แต่ประชาชนจะยอมให้พวกสุนัขกระทำกับนายกฯ ที่กำลังจะสร้างชื่อเสียงให้ประเทศได้ง่ายๆ หรือ) ผมไม่ขอแปล แต่ Inert มีคำแทนได้ดังนี้ still, motionless, lifeless, immobile, unmoving, static, notmoving, sluggist, slow, inactive, passive, torpid, indolent ความ inept ของพรรคแกนนำรัฐบาลนั้น คนไทยทั้งแผ่นดินนอกจากพวกเสื้อแดงจะทนกันไม่ได้อยู่แล้ว แม้กระทั่งอดีตนายกฯ ชวนและรองฯ บัญญัติ หัวหน้าเรียงกันมาของประชาธิปัตย์ก่อนอภิสิทธิ์ยังพากันระเบิดออกมา ท่านผู้อ่านที่ไม่ได้ยิน ขอให้ไปอ่านดูครับ ความ Inept ของประชาธิปัตย์ที่ร้ายกาจที่สุด คือการไม่รู้จักจัดการกับการกระทำผิดกฎหมายในการชุมนุมของขบวนการสุนัขเสื้อแดงและการออกวิดีโอ ลิงก์ของทักษิณ ซึ่งทำให้ประเทศไทยดูเสมือนจะเป็น failed state หรือประเทศที่กำลังจะล่มสลาย ไร้อำนาจรัฐฏาธิปัตย์ ไม่สามารถปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์และรัฐธรรมนูญได้ปล่อยให้ถูกท้าทายถึงขนาดจะยาตราทัพจากหนองคายมาตั้งเมืองหลวงเขตปลดปล่อยที่ขอนแก่นและบุกเข้ามาเหยียบกรุงเทพฯ ภายในสองสัปดาห์ ประกาศวันเสียงปืนแตกอันเป็นศัพท์ของคอมมิวนิสต์เป็นวันนัดหมายที่ผม (ทักษิณ) จะกลับเข้ามานำขบวนพี่น้องด้วยตนเอง ถึงปานนั้น! สำเนียงส่อภาษา-กิริยาส่อตระกูล กระบวนการนี้เป็นอื่นไม่ได้นอกจากนรกจกเปรตที่สุดถ่อยหยาบคาย จาบจ้วงสถาบันแบบตีวัวกระทบคราด ไม่ว่าจะเป็นศาลในพระนามาภิไธย องคมนตรีในพระราชอัธยาศัย หรือกองทัพภายใต้องค์จอมทัพ การกระทำผิดซึ่งหน้า เช่น การเอาเครนมายกตู้ของทางการทิ้งคลอง ใบปลิวว่าคนที่ไปงานศพน้องโบว์เป็นพวกเลว ทั้งๆ ที่รู้ว่าสมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จฯ ไปเป็นองค์ประธาน อย่างนี้หรือที่เรียกว่าการประชุมที่เป็นประชาธิปไตยหรือการใช้สิทธิเสรีภาพตามครรลองรัฐธรรมนูญ ความ inept ของพรรคประชาธิปัตน์นี้ทำให้บรรดาข้าราชการทั่วประเทศหวาดหวั่นว่าประชาธิปัตย์ไม่มีอำนาจในการปกครองประเทศที่แท้จริง ปกป้องคุ้มครองประเทศ ประชาชนและสถาบันไม่ได้ อีกหน่อยก็ต้องพัง แต่ประชาชนจะไม่ยอมให้พระเจ้าอยู่หัวของเขาถูกย่ำยี ผลที่สุดก็หนีสงครามกลางเมืองไม่พ้น ท่านทูตสุรพงษ์มาบ่นกับผมว่า ไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมประชาธิปัตย์ไม่เข้าใจว่าศัตรูของความมั่นคงและอนาคตประชาธิปไตยของไทย กำลังถูกทำลายโดยคนที่อ้างประชาธิปไตยแต่ปาก และเป็นประชาธิปไตยจอมปลอม ประชาธิปัตย์ต้องรีบสร้างความมั่นคงโดยทำลายศัตรูของประชาธิปไตยให้ราบคาบเสียก่อน และใช้อำนาจรัฐคุ้มครองประชาชนได้ทั่วประเทศเสียก่อน มิฉะนั้นจะรื้อฟื้นเศรษฐกิจที่ไหนได้ ขอต้อนรับความสำเร็จ G 20 ของนายกฯ อภิสิทธิ์ กลับบ้านคราวนี้ อภิสิทธิ์จะต้องไม่ inert หน้าที่ของอภิสิทธิ์คือ invigorate ตนเอง invigorate รัฐบาล และinvigorate ประเทศให้จงได้ พวกเราเอาใจช่วยเต็มที่ ขอให้โชคดี!! | | | | | | |
|