sombat's profileSpace ของ sombatPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    March 29

    มหาวิทยาลัยเพื่อปวงชน

    มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต มหาวิทยาลัยเพื่อปวงชน
    โดย ว.ร.ฤทธาคนี 19 มีนาคม 2552 19:30 น.
    สถานศึกษาทุกระดับ โดยเฉพาะอุดมศึกษาเป็นกระจกเงาแสดงถึงศักยภาพของพลังอำนาจแห่งชาติ อันเป็นปรัชญาทางรัฐศาสตร์ที่ถูกบัญญัติเป็นหลักการโดย เอ็ดเวิร์ด มีด เอริล (Edward Mead Earle) ที่เขียนตำรายุทธศาสตร์ชาติร่วมกับกอร์ดอน เอ. เกรก (Gordon Craig) ชื่อว่า Maker of Modern Strategy ; Military Thought from Machiavelli to Hitler ซึ่งกำหนดว่าพลังอำนาจแห่งชาติ เกิดจากอำนาจทางการเมือง อำนาจทางเศรษฐกิจ อำนาจทางเทคโนโลยีและวิชาการ อำนาจทางสังคม และอำนาจทางการทหารโดยได้แสดงปาฐกถาแนวคิดนี้ที่รัฐสภาสหรัฐฯ ในปี 1948 เพื่อให้นักการเมืองเข้าใจถึงพลังอำนาจที่สหรัฐฯ จะครองโลกได้ก็ต้องครองอำนาจเหล่านี้ ซึ่งต่อมาได้รับการยอมรับว่าเป็นปรัชญาทางรัฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ และกลายเป็นคาถาให้นักวิชาการ และนักยุทธศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ ยึดถือเป็นหลักการชี้นำนโยบายชาติมาจนทุกวันนี้และตลอดไป
           
           ประเทศไทยก็นำหลักการนี้มาประยุกต์ใช้เพราะทุกสถาบันที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงตั้งแต่โรงเรียนเสนาธิการเหล่าทัพ วิทยาลัยเสนาธิการทหารและเหล่าทัพ จนถึงวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ก็สอนเรื่องพลังอำนาจแห่งชาติ 5 ประการนี้
           
           สมมติว่า ประเทศไทยมีพลังอำนาจทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ทางสังคม และทางทหารที่แข็งแกร่งแล้ว อำนาจการต่อรองของประเทศในเวทีโลกย่อมเข้มแข็งขึ้น หลายประเทศย่อมต้องการประเทศไทยเป็นพันธมิตร หลายประเทศย่อมต้องการมาลงทุนในประเทศไทย และชนชาติในหลายประเทศต้องการมาเที่ยวประเทศไทยเพราะมั่นคงปลอดภัย รวมทั้งสินค้าออกของไทยมีศักยภาพในตลาดสากลเพราะมีพันธมิตรมากหลายหรือหลายชาติต้องพึ่งไทย
           
           ที่เว้นไว้พลังอำนาจทางเทคโนโลยีและวิชาการ ก็เพราะเป็นประเด็นที่ว่าระดับไหนถึงจะวัดได้ว่ามีพลังอำนาจทางเทคโนโลยี สถานการณ์โลกบอกให้เรารู้ว่าดัชนีชี้วัดพลังอำนาจทางเทคโนโลยีอยู่ที่ความสามารถในการสร้าง และใช้พลังงานนิวเคลียร์ ทั้งในมิติเชิงสันติ และเชิงยุทโธปกรณ์รวมถึงเทคโนโลยีอวกาศ เพราะหากมีเทคโนโลยีอวกาศแล้วก็วัดพลังอำนาจทางการทหารได้ เพราะจรวด ดาวเทียม หรือยานอวกาศเป็นปัจจัยทางการทหารทั้งสิ้น
           
           ในเชิงวัฒนธรรมของชาติแล้วประเทศไทยไม่เคยมีแนวคิดเชิงอุตสาหกรรมเป็นวัฒนธรรมชาติมาก่อนและตามทฤษฎีของเฮอร์เบิร์ต เฮนริช (Herbert Heinrich) ที่ว่าด้วยทฤษฎีนิรภัยอุตสาหกรรมที่บอกว่า สาเหตุอุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรมเกิดจากสิ่งแวดล้อมทางสังคม และทางสายเลือด (Social Environment and Ancestry) และจากทฤษฎีนี้ทำให้รู้ว่าประเทศไทยไม่มีวัฒนธรรมอุตสาหกรรม เพราะคนไทยทั่วไปที่กว่าจะเข้าใจคำว่า “นิรภัยท้องถนน”ต้องใช้เวลาเกือบศตวรรษจึงได้เรียนรู้การสูญเสียเชิงเศรษฐศาสตร์ เช่น การคาดเข็มขัดนิรภัย และในเชิงอุตสาหกรรมนั้นบริษัทต่างชาติบังคับให้คนงานใส่หมวกกันน็อก สวมถุงมือ และรองเท้าป้องกันอุบัติเหตุในโรงงาน
           
           ดังนั้น พลังอำนาจทางเทคโนโลยีของชาติไทยที่เป็นรูปธรรม จึงไม่เห็นชัดเจน แต่หากว่าจะพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในมิติที่คนไทยถนัดแล้ว น่าจะเป็นงานเชิงบริการหรือสินค้าบริการที่ใช้เทคนิคและวิธีการที่ต้องประยุกต์เทคโนโลยีทันสมัยเช่นกัน หรือการเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่สามารถสร้างงานบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือลงทุนน้อยกำไรมากหรือเพิ่มคุณค่าของผลิตภัณฑ์ได้หลายเท่า
           
           ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมมีสินค้าเกษตรมากมาย แต่ขาดการใช้เทคโนโลยีในการผลิตและแปรรูปหรือเทคนิคในการลำเลียงขนส่งสู่ตลาดไม่ให้เน่าเสียก่อน รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ให้มีการบริโภคทั้งในและนอกประเทศเพื่อที่จะทำให้สินค้าเกษตร ที่นอกเหนือจากข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และยางพาราแล้ว ให้เกิดปัญหาล้นตลาดน้อยลง เพราะปัญหาสินค้าล้นตลาดทำให้เกษตรกรเดือดร้อนซ้ำซาก
           
           นอกจากนี้แล้วศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวไทยมีมากมาย และราคาต้นทุนการท่องเที่ยวแข่งขันกับต่างประเทศได้ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นความท้าทายที่แหล่งการศึกษาระดับอุดมศึกษา จะต้องพิจารณาและสร้างอัตลักษณ์เพื่อแสวงโอกาสสร้าง GDP จากทรัพยากรที่มีอยู่ทำให้ประเทศชาติรวยขึ้นเพื่อเสริมสร้างพลังอำนาจในส่วนอื่นๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และกองทัพ
           
           มาตรฐานและจำนวนมหาวิทยาลัยเป็นตัวชี้วัดสติปัญญาของคนในชาติ ซึ่งเป็นแนวคิดมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 12 เมื่อชาวต่างชาติถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัยปารีสในปี 1167 รวมทั้งคนอังกฤษ เวลส์และไอริช จึงมารวมตัวกันที่ออกซฟอร์ด และเริ่มมีการเรียนการสอนเกิดขึ้นที่นั่นเพื่อให้เข้าใจในปรัชญาศาสนา กฎหมายและการมีชีวิตอย่างจริงจังทำให้คนทั่วไปเกิดความต้องการอยากเรียนรู้ จนในปี 1209 มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ซึ่งได้รับการสถาปนาขึ้นจากนักศึกษา และนักวิชาการที่ถูกคนเมืองออกซฟอร์ดขับออกจากเมือง เพราะขัดแย้งทางความคิดกับคนท้องถิ่น
           
           และหากจะศึกษาคติพจน์ของทั้งสองมหาวิทยาลัยแล้วจะรู้ว่าปรัชญาการศึกษาคืออะไรและชี้วัดอะไร ออกซฟอร์ดกล่าวว่า “พระเจ้าคือแสงสว่าง” ส่วนแคมบริดจ์กล่าวว่า “จากที่นี่ แสงสว่างและความลำบากอันศักดิ์สิทธิ์ จากที่นี่เราได้รับปัญญาและความรู้ที่มีค่า” จึงเกิดบัณฑิตในอังกฤษและยุโรปที่พัฒนาต่อยอดหลายแขนงวิชาที่สนองตอบความเข้าใจในศาสนา กฎหมาย และการมีชีวิต ที่มีทั้งสาขาวิทยาศาสตร์และศิลปะ ตั้งแต่การร่ำเรียนเพื่อไปใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือให้สามารถวิเคราะห์ปัญหาและแก้ปัญหาให้มีชีวิตที่ดีขึ้น จนในที่สุดสามารถพบทฤษฎีใหม่ที่นำไปสู่นวัตกรรมทุกมิติ
           
           มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตมีประวัติที่น่าศึกษาในลักษณะเป็นสถานศึกษาเพื่อสังคมและเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของสังคม ก่อกำเนิดขึ้นใน พ.ศ. 2477 เป็นโรงเรียนมัธยมวิสามัญการเรือนอบรมกุลสตรีไทยให้มีความรู้การบ้านการเรือน แต่ในปัจจุบันเรียกว่า คหกรรมศาสตร์ เป็นการพัฒนาสังคมขั้นพื้นฐานที่กำเนิดจากครอบครัวหรือเสน่ห์ปลายจวักหรือสร้างสังคมจากนิวเคลียสและในยุค พ.ศ. 2490 เกิดอุตสาหกรรมครัวเรือนเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น น้ำพริกเผา น้ำพริกตาแดงและอื่นๆ หลายยี่ห้อ ปัจจุบันเป็นสินค้า OTOP ผลิตออกจำหน่ายทั่วบ้านทั่วเมืองก็เกิดจากคหกรรมศาสตร์ นี่แหละ
           
           ใน พ.ศ. 2483 คุณยายละออ หลิมเซ่งถ่าย บริจาคเงิน 80,000 บาทสร้างอาคารโรงเรียนสาธิตอนุบาลละอออุทิศ หลังจากที่โรงเรียนมาแตร์เดอีเปิดกิจการโรงเรียนอนุบาลได้ 3 ปี
           
           จุดกำเนิดนี้ทำให้สถาบันแห่งนี้จากระดับโรงเรียนมัธยม โรงเรียนการเรือน วิทยาลัยครูสวนดุสิต สถาบันราชภัฏ และใน พ.ศ. 2547 เป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ตาม พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต และปัจจุบันขยายผลจากจุดเริ่มต้นสร้างอัตลักษณ์ของตัวเอง โดยเป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทางที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นด้านอุตสาหกรรมอาหาร การศึกษาปฐมวัย อุตสาหกรรมการบริการ และพยาบาลศาสตร์
           
           มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อปวงชน ก็เพราะส่วนใหญ่นักศึกษาที่เข้ามาเรียนเป็นนักศึกษาจากต่างจังหวัดจากครอบครัวฐานะปานกลาง หรือต่ำกว่าปานกลาง ซึ่งต้องการเงินยืมจากรัฐ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตมีส่วนเชื่อมกับท้องถิ่นเกือบทั่วประเทศ เพราะมีศูนย์การศึกษา 10 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่โดยรอบจังหวัดชลบุรี ตรัง นครนายก ปราจีนบุรี เมืองพัทยา พิษณุโลก ลำปาง สุพรรณบุรี หนองคาย และหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
           
           หากพิจารณาถึงรายได้ของประเทศไทยแล้วพบว่า รายได้ส่วนใหญ่มาจากสินค้าเกษตร และงานด้านบริการหรือสินค้าบริการที่ตอบสนองอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จึงพิสูจน์ว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้มุ่งสู่ธงของชาติ ที่จะพัฒนา GDP ท้องถิ่นให้มีความเจริญ ถึงแม้ว่าราชภัฏสวนดุสิตไม่ได้สอนเกษตรกรรม แต่สอนให้เพิ่มคุณค่าของสินค้าเกษตรกรรมที่ออกมาในรูปอาหารทั้งพร้อมรับประทานและแปรรูปทั้งยังมีข้าวสารตราสวนดุสิต
           
           แต่ถ้าจะต้องบอกว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นพลังสำคัญในการสร้างชาติก็ได้ตรงที่ว่า มีความสามารถพิเศษในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้รู้จักใช้ปัญญา และการปลูกฝังความชอบธรรมขั้นพื้นฐานที่ขณะนี้ความชอบธรรมของสังคมไทยกำลังขาดหายไป เป็นที่น่ายินดีที่ราชภัฏสวนดุสิตกำลังรับภาระสร้างสังคมไทยใหม่ที่รู้จักคำว่า “ความชอบธรรม” ให้กับ 6,746 ชุมชนในประเทศไทย แม้ว่าจะเป็นภาระงานที่ยิ่งใหญ่ซึ่งสังคมไทยคาดหวังว่าอีก 3-4 ทศวรรษ สังคมชนบทจะมีความคิดความอ่านที่เป็นธรรม มิใช่ อบต.ที่พูดกันด้วยปืนอย่างในปัจจุบันหรือแนวคิดที่ว่า “เรื่องโกงกินตามน้ำเป็นเรื่องปกติ” ก็จะหายไปจากสังคมไทย
           
           และคาดหวังว่า อบต.จะต้องใช้บริการการศึกษาและบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตในการพัฒนาตนเอง และท้องถิ่นในเรื่องเกี่ยวกับการดำรงชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย ในวงจรของชีวิตที่หลากหลายโดยเฉพาะเกษตรกรที่ห้อมล้อมนวัตกรรมใหม่ๆ อิทธิพลสังคมโลกาภิวัตน์ใหม่ๆ
           
           จึงต้องเป็นความสามารถของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ที่จะต้องเข้าสู่ชีวิตสังคมท้องถิ่นให้ได้อย่างแท้จริงเพื่อติดอาวุธทางปัญญาให้กับสังคม สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างคุณค่าให้กับสังคมย่อย 6,746 สังคมให้ได้ พลังอำนาจของชาติจึงจะสมบูรณ์ในเชิงแข่งขันให้ได้ในอาเซียน และกว้างไกลออกไปเพราะในปัจจุบันมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตอยู่ในอันดับที่ 24 ของประเทศไทย อันดับที่ 46 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับที่ 1,866 ของโลก ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของมหาวิทยาลัยคือต้องสร้างบัณฑิตให้มีงานทำ และความสำเร็จนี้คือตัวชี้วัดความสามารถเพราะตลาดแรงงานต้องการอย่างแท้จริง เพราะรู้ว่านี่คือปัจจัยความสำเร็จขององค์กร
           
           ความคาดหวัง 2 ทางได้แก่ องค์กรชุมชนต้องเชื่อถือ และใช้บริการมหาวิทยาลัยแห่งนี้ตามลักษณะอัตลักษณ์และที่ตั้งภูมิศาสตร์ ขณะเดียวกัน สังคมก็เชื่อในศักยภาพของอธิการบดีที่จะแพร่กระจายความรู้ลงสู่ภูมิภาคด้วยมาตรฐานสากล และหากทฤษฎี 2 ทางนี้สำเร็จแล้ว พลังอำนาจทางเทคโนโลยีและวิชาการที่ประเทศไทยต้องการก็จะสำเร็จได้ในห้วงทศวรรษนี้ เพื่อทำให้ GDP ของชาติสูงขึ้นตามผลที่ได้จากแผ่นดินและความเป็นไทยที่มี Sense of Service สูง เพื่ออุตสาหกรรมการบริการที่มีอยู่ทั่วไปในแผ่นดินไทยตั้งแต่เหนือจรดใต้ And Beyond
           
           nidd.riddhagni@gmail.com
    March 28

    ลาสเวกัสถึงคราวจะสิ้นสุดแล้วหรือ

    ถึงคราวที่ ลาสเวกัส จะเสื่อมมนต์
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 มีนาคม 2552 23:42 น.
           สำหรับอเมริกันชนแล้ว ลาสเวกัส คือแหล่งพักผ่อนหย่อนใจทั้งเรื่องของการเสี่ยงโชค กีฬา บันเทิง และชอปปิ้งที่ใหญ่โตมโหฬาร หรูหราอลังการที่สุดบนพื้นพิภพนี้
           จากภาพลักษณ์ของโรงแรมต่างๆ ที่มีขนาดมหึมามหาศาล ตลอดแนวถนน ลาสเวกัส สทริป ที่มีความยาวเพียง 4 ไมล์ แต่กลับมีโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกถึง 18 จาก 25 โรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่สามารถจุผู้คนได้เป็นเรือนพันในแต่ละโรงแรม และอาจรวมผู้มาใช้บริการได้ถึงเรือนหมื่นเรือนแสนบนถนนสายนี้ จากโรงแรม เอ็ม จี เอ็ม แกรนด์ ลุกซอร์ เอ็กซ์คาลิเบอร์ เทรเชอร์ ไอส์แลนด์ หรือ มิราจ เป็นอาทิ ที่รวมเบ็ดเสร็จแล้วมีจำนวนห้องพักถึง 67,000 ห้อง
           


           ส่วนคาสิโนที่มีชื่อเสียงอย่าง บิลล์ส์ แกมบลินฮอลล์ แอนด์ ซาลูน ฮาร์ราส์ คาสิโน รอแยล เดอะ เวเนเซียน เดอะ พาลาซโซ ก็ล้วนแต่เป็นสถานเสี่ยงโชคที่มีมนต์ขลัง เรียกร้องให้ทั้งนักพนันและนักเสี่ยงโชค ถมเงินจำนวนไม่รู้เท่าไหร่ ลงไปในเครื่องเล่นแต่ละชนิด ที่ทุกคนหวังเพียงพิชิต “แจ็กพอต” จากสลอตแมชีน ที่ส่งเสียงไซเรนหวีดก้องกังวานให้คนรู้กันทั่ว พร้อมๆ กับเสียงของเหรียญที่ไหลแบบไม่ขาดสายสำหรับผู้โชคดี หรือจะเป็นสียงกรีดร้องอุทานด้วยความลิงโลด เมื่อลูกเหล็กของรูเล็ตตกลงในช่องที่ตัวแทงด้วยชิพกองโต
           เหล่านี้ล้วนเป็นเสน่ห์ที่สุดเย้ายวนใจ ที่นักเสี่ยงโชคแต่ละคนกระหายที่จะให้เกิดขึ้นกับตัวบ้าง แม้เพียงสักครั้งหนึ่งในชีวิต ก็ยังดี
           


           ลาสเวกัส จึงไม่มีเวลาจะหยุดพักแม้เพียงชั่วเสี้ยวของวินาทีมาเป็นเวลานานนับสิบปี เพราะในแต่ละวันจะมีนักเสี่ยงโชคและนักพนันที่เวียนว่ายเข้าออกตามสถานเริงรมย์เหล่านี้อย่างไม่รู้เหน็ดรู้เหนื่อย ทั้งอเมริกันชนเอง และนักเล่นที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาแสนไกล ที่ล้วนตื่นตาตื่นใจกับสวรรค์บนดินแห่งนี้
           ช่วงเริ่มเข้าสู่สหัศวรรษใหม่ ลาสเวกัส ก็ได้มีโอกาสต้อนรับลูกค้า “ขาใหญ่” กลุ่มใหม่ นั่นคือนักท่องเที่ยวและนักเล่นจากจีนแผ่นดินใหญ่ เพราะในยุคนี้เศรษฐกิจของประเทศจีนเฟื่องฟูจนทำให้คนจีนที่ชอบเรื่องการเสี่ยงโชคอยู่แล้ว เริ่มหาความสุขให้กับชีวิต และลาสเวกัสก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่คนจีนต้องการจะมาเยือนสักครั้งหนึ่งในชีวิต
           หากแต่ด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่อยู่ไกลเกือบครึ่งโลก ทำให้นักลงทุนเจ้าของคาสิโนจากลาสเวกัส หันมาชายตามองมาเก๊า ซึ่งเคยเป็นแหล่งเสี่ยงโชคที่สำคัญที่สุดของตะวันออกไกล ที่เคยเป็นแหล่งสำราญของชาวเอเซียที่คลั่งไคล้ในการเสี่ยงโชค ไม่แพ้ชนชาติใดในโลก
           มาเก๊าจึงกลับสู่ความคึกคักและครึกครื้นอีกครั้ง ด้วยเงินลงทุนก้อนมหาศาล ที่สร้างโฉมใหม่ของมาเก๊าให้เทียบเทียมลาสเวกัส เพื่อล่อใจนักเสี่ยงโชคจากดินแดนใกล้เคียง ที่ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางรอนแรมไปไกลบ้าน เพียงไม่กี่ชั่วโมงบินก็สามารถมายังสวรรค์บนดินแห่งใหม่นี้ได้ จำนวนนักท่องเที่ยวและนักเสี่ยงโชคจากเอเชียที่ไปเยือนลาสเวกัสจึงลดจำนวนอย่างมากมาย ในเวลาเพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่โฉมใหม่ของมาเก๊าฉายแสงขึ้น
           


           ยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกากำลังประสบปัญหาอย่างรุนแรง และแพร่ขยายไปทั่วโลกเช่นนี้ อเมริกันชนจำนวนมากต้องตกงาน อย่าว่าแต่เงินเล่นการพนันเลย แม้แต่เงินซื้ออาหารก็ยังต้องรัดเข็มขัดกันจนเอวกิ่ว ทำให้จำนวนผู้ที่เดินทางไปยังลาส เวกัสลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว เพราะผู้คนตกงาน บริษัทใหญ่เลิกจ้าง ลอยแพพนักงาน ภาวะหนี้สินเริ่มเข้ามาทดแทนความมั่นคงทางเศรษฐกิจเช่นก่อนหน้านี้
           เที่ยวบิน รถบัส และรถส่วนตัวที่มุ่งหน้าสู่ลาสเวกัส ลดจำนวนลงอย่างน่าใจหาย แม้จะมีการกระตุ้นด้วยการเสนอราคาที่สุดจะน่าสนใจให้ผู้ที่ยังนิยมเสี่ยงโชคมายังลาสเวกัส แต่ก็แทบจะไร้ผล
           


           ลาสเวกัสในวันนี้อยู่ในสภาพน่าเป็นห่วงมาก ถนนสายหลักของลาสเวกัส เบาบางจากเดิมมากมาย โรงแรมต่างๆ แลดูเงียบเหงาไม่ครึกครื้น สถานมหรสพต่างๆ ต้องลดรอบการแสดงลง โปรแกรมต่างๆ ถูกระงับอย่างไม่มีวี่แววว่าจะมีขึ้นอีกเมื่อใด จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงแทบทุกสัปดาห์อย่างต่อเนื่อง โครงการที่สร้างค้างอยู่เริ่มชะงักงัน เพราะไม่มีใครที่จะบอกได้เลยว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐอเมริกาและของโลก จะกระเตื้องขึ้นเมื่อไหร่ หรือถึงคราวที่ ลาสเวกัส จะเสื่อมมนต์

    March 27

    ถอนเอกสารสิทธิ์มิชอบโรงเหล็กรุกป่าแม่พรุแม่รำพึง

    ศาลรับฟ้องเพิกถอนเอกสารสิทธิ์มิชอบโรงเหล็กรุกป่าพรุแม่รำพึง
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 มีนาคม 2552 18:03 น.
    กลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึงรับฟังคำสั่งศาลปกครองกลางรับฟ้องคดีเพิกถอนเอกสารสิทธิ์โรงเหล็ก
           ASTVผู้จัดการออนไลน์ – ศาลปกครองรับคำฟ้องขอให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายโรงถลุงเหล็กรุกป่าพรุแม่รำพึง แหล่งวางไข่และแหล่งอาหารของลูกปลาทูที่สำคัญที่สุดในอ่าวไทย
           
           นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน และกรรมการสิ่งแวดล้อม สภาทนายความแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ศาลปกครองกลางได้รับฟ้องคดีที่สมาคมฯ พร้อมพวกรวม 50 คน ยื่นฟ้องหน่วยงานของรัฐ 11 แห่ง ในฐานะหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเพิกเฉยหรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติในการอนุรักษ์ รักษา คุ้มครองดูแลพื้นที่ป่าพรุ ป่าชายเลน ตำบลแม่รำพึง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ ชุมชนใช้ร่วมกันมายาวนาน
           
           คดีดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีกับพวกรวม 50 คน ซึ่งเป็นกลุ่มชาวบ้านที่อยู่อาศัยในท้องถิ่นตำบลแม่รำพึงและตำบลกำเนิดนพคุณ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่รวมตัวกันในชื่อ “กลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง” ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2551 โดยฟ้อง 11 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ
           
           1. อบต.แม่รำพึง 2. อบต.กำเนิดนพคุณ 3. เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาบางสะพาน 4.นายอำเภอบางสะพาน 5.ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 6.อธิบดีกรมที่ดิน 7.อธิบดีกรมป่าไม้ 8.อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์พืช 9.อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 10.คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 11.รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และมี บริษัท ประจวบพัฒนาดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (คู่กรณีฝ่ายที่สาม) ผู้ร้องสอด
           
           ต่อมา เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2552 เวลา 09.40-11.30 น.ที่ศาลปกครองกลางกรุงเทพฯ ชั้น 3 ห้องพิจารณาคดีที่ 5 นัดไต่สวนมูลฟ้อง ศาลรับฟ้องคดีบุกรุกออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินในป่าพรุชุ่มน้ำ 18 แปลง โดยนายจิรศักดิ์ จิรวดี ตุลาการเจ้าของสำนวน (ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง) นายสุเมธ เดียวอิศเรศ (ตุลาการศาลปกครองกลาง) ให้รับคำนี้ไว้พิจารณาและให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบเอ็ดและผู้ร้องสอดทำคำให้การแก้คำฟ้องลงวันที่ 25 ธันวาคม 2551ในประเด็นดังต่อไปนี้
           
           ประเด็นที่หนึ่ง ในตำบลแม่รำพึง และตำบลกำเนิดนพคุณ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีที่ดินที่เป็นป่าพรุหรือป่าชายเลนหรือป่าเสม็ดจำนวนกี่ไร่ ที่ดินดังกล่าวสามารถจะออกเอกสารสิทธิ์ได้ หรือไม่ มีหลักเกณฑ์การออกเอกสารสิทธิ์อย่างไร
           
           ประเด็นที่สอง ขณะนี้มีการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินป่าพรุหรือป่าชายเลนหรือป่าเสม็ดในตำบลแม่รำพึง และตำบลกำเนิดนพคุณ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้แก่ผู้ใดบ้าง มีจำนวนทั้งหมดกี่ราย
           
           ประเด็นที่สาม การออกเอกสารสิทธิ์ดังกล่าวมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในตำบลแม่รำพึง และตำบลกำเนิดนพคุณ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หรือไม่อย่างไร
           
           ศาลได้จัดส่งสำนวนคำฟ้องพร้อมเอกสารให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบเอ็ดและผู้ร้องสอดแล้ว ตามหมายฉบับลงวันที่ 14 มกราคม 2552 จึงให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบเอ็ ดคนและผู้ร้องสอดทำคำให้การยื่นต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ 23 มีนาคม 2552
           
           การนัดฟังคำสั่งศาลจะรับคดีหรือไม่เมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา มีกลุ่มชาวบ้านจากบางสะพาน กว่า 200 คนเดินทางเข้ามาร่วมรับฟังที่ศาลปกครองกลางด้วย
           
           ////////////////////////////////
           สรุปคำฟ้องคดี
           

           สำหรับคำฟ้องคดี จำนวน 21 หน้า สรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นองค์กรด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ชื่อว่า สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน มีนายศรีสุวรรณ จรรยา เป็นนายกสมาคมฯ
           
           ส่วนผู้ฟ้องคดีที่ 2 – 50 เป็นชาวบ้านที่อยู่ในท้องถิ่นตำบลแม่รำพึง และตำบลกำเนิดนพคุณ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งรวมตัวกันเป็นชุมชนท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน มีวิถีชีวิต วัฒนธรรม จารีตประเพณีที่เป็นของชุมชนที่ยึดโยงอยู่กับท้องถิ่นใกล้เคียงกันหลากหลายชุนชน ซึ่งได้ร่วมกันอนุรักษ์ คุ้มครอง ภูมิปัญญาท้องถิ่นและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นและใกล้เคียง ทั้งป่าพรุ ป่าชายเลนตั้งอยู่หมู่ที่ 1และ7 ตำบลแม่รำพึง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มาตั้งแต่ครั้งบรรพชน จวบจนถึงปัจจุบัน
           
           และมีหน้าที่พิทักษ์ ปกป้อง สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องที่ชุมชนของตน รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 66 มาตรา 67 มาตรา 73 มาตรา 85 มาตรา 87
           
           คดีนี้เป็นคดีที่หน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และเป็นคดีว่าด้วยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ป่าพรุ หรือป่าชายเลน หรือป่าเสม็ดในตำบลแม่รำพึง ตำบลกำเนิดนพคุณ อำเภอบางสะพาน ซึ่งมีระบบนิเวศธรรมชาติที่สมบูรณ์เหมาะสม สมควรที่จะอนุรักษ์ไว้ให้ยั่งยืน โดยการเพิกถอนสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ที่บุคคลหรือนิติบุคคลครอบครองโดยมิชอบ ซึ่งเป็นที่สาธารณะประโยชน์ที่ชุมชนใช้ร่วมกันมาอย่างยาวนาน และให้ประกาศให้ขึ้นทะเบียนเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 43
           
           กล่าวคือ เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปในทางวิชาการว่า พื้นที่ป่าพรุเป็นที่ดินของรัฐที่เป็นสาธารณะประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันตามมาตรา 4(1) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2485 คือ ผืนป่าที่มีพื้นที่ลุ่มน้ำขังใกล้ชายฝั่งทะเล ดินเป็นหล่มเลนและมีซากอินทรียวัตถุทับถมทำให้ดินยุบลงตัวได้ง่าย พืชที่ขึ้นในป่าพรุจึงมีการพัฒนาและปรับตัวให้เข้ากับสภาพทางกายภาพและทางชีวภาพ ก่อให้เกิดความหลากหลายทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสูง มีความอุดมสมบูรณ์ของความหลากหลายทางชีวภาพของพืชพรรณสูงกว่าพื้นที่ใด ๆ ในสภาพใกล้เคียงกันกว่า 70 สายพันธุ์
           
           พื้นที่ป่าพรุจึงมีความเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการสงวนหรืออนุรักษ์ไว้ให้เป็นแหล่งอาศัยและอนุบาลของสัตว์น้ำ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์ปีก และการขยายพันธุ์ของพืชพรรณนานาชนิด ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา วิจัยในทางการแพทย์ การเกษตร และความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์ต่ออนุชน คนรุ่นหลังในอนาคตได้
           
           พื้นที่ป่าพรุ ป่าเสม็ดในตำบลแม่รำพึง ตำบลกำเนิดนพคุณ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชุมชนใช้ประโยชน์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน เป็นป่าพรุที่มีสภาพทางธรรมชาติและระบบนิเวศวิทยาที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีคุณค่า และลักษณะอันเหมาะสม ชาวบ้านโดยรอบในพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ ในท้องถิ่นหรือละแวกใกล้เคียง จึงได้ร่วมกันอนุรักษ์ บำรุงรักษา และได้อาศัยใช้ประโยชน์ร่วมกันในพื้นที่เช่นว่านี้ในการดำรงชีพมาอย่างต่อเนื่อง
           
           แต่การที่ทางราชการได้ออกเอกสารสิทธิ์เป็น น.ส.3 รวม 18 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 310 ไร่ ในพื้นที่ป่าพรุป่าเสม็ดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้พื้นที่บางส่วนที่มีบุคคลพยายามเข้าไปดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ โดยแสดงสิทธิครอบครองโดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ มิใช่แต่เพียงความเสียหายของพืชพรรณ สรรพสัตว์ทั้งหลายในพื้นที่ป่าพรุดังกล่าว
           

           แต่ทว่าได้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศ ที่เกื้อกูลต่อสรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้ดินและน้ำบริเวณป่าพรุดังกล่าวและพื้นที่ใกล้เคียงมีสภาพความเป็นกรดเพิ่มมากขึ้น จนไม่สามารถประกอบการกสิกรรมหรือแม้แต่นำมาดื่มกินได้ ปลาและสัตว์น้ำต่าง ๆ สูญหายไปอย่างรวดเร็ว บ่อน้ำตื้นที่เคยมีเต็มบ่อ กลับเหือดแห้งหายไปอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดผลเสียหายและความเสี่ยงต่อผลกระทบของความหลากหลายทางชีวภาพลดน้อยลงในพื้นที่
           
           ยิ่งไปกว่านั้นเป็นปัจจัยส่วนที่สำคัญที่ทำให้อากาศร้อน เกิดความแห้งแล้งมากขึ้น น้ำที่เคยมีในพื้นที่ป่าพรุก็แห้งเหือดเร็วมากยิ่งขึ้น มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดไฟเผาไหม้ได้ง่ายอันเนื่องมาจากกิจกรรมของมนุษย์ที่เข้าไปบุกรุก ดังนั้นการไม่รักษาพื้นที่ดังกล่าวไว้อาจเป็นภัยต่อธรรมชาติและมนุษยชาติทางด้านสิ่งแวดล้อม
           
           การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 11 ราย ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายเกี่ยวกับจัดการที่ดินของรัฐ คุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน รวมทั้งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ตามกฎหมายเกี่ยวกับการอนุรักษ์ สงวน คุ้มครอง ส่งเสริม จัดการพื้นที่ป่าเพื่อประโยชน์สาธารณะ รักษาสมดุลของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความหลากหลายทางชีวภาพ ฯลฯ แต่กลับเพิกเฉยหรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่า พื้นที่ที่พิพาทเหล่านี้ เป็นป่าไม้ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2485 เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ที่ชาวชุมชนได้ร่วมกันใช้ประโยชน์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน
           
           และเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าต่อระบบนิเวศ และการใช้ประโยชน์อื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวบ้าน ซึ่งสมควรที่จะอนุรักษ์ ดูแลรักษาไว้ให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินมาตั้งแต่ต้น แต่กลับละเลยปล่อยให้บุคคลหรือนิติบุคคลมาแจ้งสิทธิครอบครองโดยมิชอบ หรืออันเป็นเท็จ หรือถือกรรมสิทธิ์โดยมิชอบ ทั้งๆ ที่พื้นที่ดังกล่าวบางส่วนยังมีสภาพป่าที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะการเป็นสภาพป่าพรุ ในพื้นที่ป่าชายเลน ที่ส่งผลทางนิเวศวิทยาต่อการเป็นแหล่งอาหาร และการอนุบาลของสัตว์น้ำวัยอ่อน เป็นต้น
           
           ด้วยเหตุนี้ ผู้ถูกฟ้องคดี จึงต้องร่วมกันรับผิดชอบโดยการประกาศเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินทั้ง 18 แปลง เนื้อที่ประมาณ 310ไร่นี้ให้กลับคืนสภาพมาเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยเร็ว พร้อมกับปรับปรุง ฟื้นฟูสภาพให้กลัปมาเป็นปกติดังเดิม และใช้อำนาจตามกฎหมายประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายต่อไป
           
           คำขอของผู้ฟ้องคดี
           
           ข้อ ๑ ให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ที่เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก) เลขที่ ๖๖๔ เลขที่ดิน ๑๓๙, เลขที่ ๔๑๗ เลขที่ดิน ๑๒๓, เลขที่ ๓๑๒ เลขที่ดิน ๑๑๘ ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลแม่รำพึง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และที่ดินเลขที่ ๑๙๘๐ เลขที่ดิน ๑๐๓, เลขที่ ๑๙๒๑ เลขที่ดิน ๑๐๑, เลขที่ ๑๙๒๐ เลขที่ดิน ๑๐๐, เลขที่ ๑๘๒๙ เลขที่ดิน ๙๙, เลขที่ ๑๗๓๔ เลขที่ดิน ๖๙,
           เลขที่ ๑๙๘๑ เลขที่ดิน ๑๐๒, เลขที่ ๑๗๓๘ เลขที่ดิน ๗๓, เลขที่ ๑๗๓๙ เลขที่ดิน ๗๔, เลขที่ ๑๗๒๔ เลขที่ดิน ๔๖, เลขที่ ๑๑๗๒ เลขที่ดิน ๕๐, เลขที่ ๑๑๗๙ เลขที่ดิน ๕๔ ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลกำเนิดนพคุณ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) เลขที่ ๑ หมู่ที่ ๑ ตำบลกำเนิดนพคุณ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้กลับมาเป็นที่ดินของรัฐ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันของชุมชนได้ต่อไป
           
           ข้อ ๒ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกกฎกระทรวง ประกาศกำหนดแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ “ป่าคลองแม่รำพึง” ขยายเพิ่มเติมให้ครอบคลุมพื้นที่ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินแล้วตาม ข้อ ๑ หรือให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ และ ที่ ๖ รวมกันออกประกาศเป็นกฎกระทรวงกำหนดให้พื้นที่ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินแล้วตาม ข้อ ๑ เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.๒๕๓๕ พร้อมกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองและกำหนดระยะเวลาที่จะใช้มาตรการคุ้มครองดังกล่าว ในพื้นที่ตามคำขอ หรือประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำระดับชาติตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๒ หรือพื้นที่ชุ่มน้ำระหว่างประเทศ ตามอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Site) หรืออนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติต่อไป
           
           ข้อ ๓ พื้นที่บางส่วนหากถูกทำลายเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๖ ร่วมกันฟื้นฟูสภาพให้กลับมามีสภาพเป็นป่าไม้หรือป่าพรุดังเดิม หรือใกล้เคียงกับสภาพเดิมที่สุด ในระยะเวลาภายใน ๓ ปี โดยการมีส่วนร่วมของผู้ฟ้องคดีและชาวชุมชนในพื้นที่ โดยให้มีสถาบันทางวิชาการที่เป็นกลางเป็นผู้รับรอง

    อ. จุฬาฯ: เลือดและน้ำตาหลังห่ากระสุนะเมื่อ 7 ตุลาคม 2551

    3 อาจารย์สาวจุฬาฯ เลือดและน้ำตา หลังห่ากระสุน
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 มีนาคม 2552 15:55 น.


    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    ‘อาจารย์เอ๋ย’ ผศ.สพญ.ดร.ศิรกานต์ ฐิตวัฒน์ อาจารย์ประจำหน่วยชีวเคมี ภาควิชาสรีรวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ‘อาจารย์ป๊อบ’ผศ.สพญ.ดร.นารีรัตน์ วิเศษกุล หัวหน้าหน่วยปรสิตวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ‘อาจารย์เจี๊ยบ’ผศ.ดร.รท.หญิง สพญ. เนาวรัตน์ สุธัมนาถพงษ์ ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    อาจารย์เอ๋ยกับลูกสาวไปชุมนุมร่วมกับพันธมิตรฯที่ทำเนียบรัฐบาล

    อาจารย์เจี๊ยบเมื่อครั้งไปวางพวงหรีดประนามเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุม

    เหล่าแพทย์และพันธมิตรฯนับพันคนร่วมใส่ชุดดำและรวมตัวกัน ก่อนเคลื่อนไปประท้วงที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

    บาดแผลของอาจารย์เอ๋ยซึ่งถูกแรงระเบิดจากการสลายการชุมนุมจนเป็นเหตุให้นิ้วเท้าขาด


    เวลา 11.00 น.ของวันที่ 7 ต.ค.2551 เสียงระเบิดตูมใหญ่!! ตกลงกลางถนนศรีอยุธยา ควันสีเทาตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ตั้งแต่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล(บชน.) เรื่อยไปยังสวนอัมพร ถึงลานพระบรมรูปทรงม้า เสียงกรีดร้องร่ำระงมผสมกับเสียงห่ากระสุนลูกแล้วลูกเล่าสร้างความตื่นตระหนกและรันทดใจไปพร้อมกัน
           

           ดอกไม้หัวใจแกร่ง
           

           นี่มิใช่ระเบิดลูกแรกที่ฆาตรกรในเครื่องแบบใช้เข่นฆ่าประชาชนด้วยหมายที่จะสลายการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยซึ่งไปปิดล้อมรัฐสภาเพื่อขัดขวางการแถลงนโยบายของรัฐบาล‘สมชาย วงสวัสดิ์’ ซึ่งแม้จะรู้ดีว่าสถานการณ์อยู่ในขั้นเสี่ยงตายเพราะก่อนหน้านี้มีการยิงระเบิดเข้าใส่ผู้ชุมนุมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง และอานุภาพของระเบิดนั้นรุนแรงถึงขั้นตัดแขนขาขาดกระเด็นและปรากฎเป็นข่าวตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่สองอาจารย์สาวจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็หาได้ยี่หระต่อความเป็นความตายตรงหน้า เธอเดินทางเข้าร่วมสมทบกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่หน้ารัฐสภาด้วยหัวใจอันหาญกล้าที่เพรียกหาความเป็นธรรมจากรัฐบาลมือเปื้อนเลือด
           
           แต่เหมือนโชคไม่เข้าข้าง ระเบิดที่โหมกระหน่ำลงมาอีกครั้งในช่วงสาย ส่งผลให้ ‘อาจารย์เอ๋ย’ ผศ.สพญ.ดร.ศิรกานต์ ฐิตวัฒน์ อาจารย์ประจำหน่วยชีวเคมี ภาควิชาสรีรวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นิ้วเท้าข้างขวาขาดกระเด็นทันที 2 นิ้ว ส่วนอีกนิ้วหนึ่งห้อยร่องแร่งเลือดสาดกระจายไปทั่ว ขณะที่ ‘อาจารย์ป๊อบ’ผศ.สพญ.ดร.นารีรัตน์ วิเศษกุล หัวหน้าหน่วยปรสิตวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมาด้วยกันนั้นถูกสะเก็ดระเบิดทั่วทั้งตัว ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า ลำตัวหรือแขนขา ล้มฟุบอยู่ตรงหน้าอาจารย์เอ๋ยนั้นเอง
           

           อาจารย์เอ๋ย บุตรสาวของ ‘นพ.วิศิษฏ์ ฐิตวัฒน์’ ผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ซึ่งตกเป็นเหยื่อของความโหดร้ายในครั้งนี้เล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ในวันนั้นว่า
           
           “ คือครอบครัวของเอ๋ยกับครอบครัวสามีเป็นพันธมิตรฯกันทั้งบ้าน ครอบครัวของเอ๋ยก็ลุย ครอบครัวของสามีก็ลุย คุณพ่อกับคุณแม่เอ๋ยเป็นหมอทั้งคู่ แม่เขาจะรักความยุติธรรมมาก ไม่ชอบคนโกงกิน ส่วนแฟนเอ๋ยเขาทำธุรกิจส่วนตัว แล้วตั้งแต่พันธมิตรฯเข้ายึดทำเนียบฯเนี่ยเขาหยุดทำธุรกิจเลย ไปชุมนุมอย่างเดียว เขาบอกว่าผมเป็นห่วงคนที่ทำเนียบ มีแต่ผู้หญิงกับเด็ก พอวันที่ 7 ต.ค.เราก็ไปชุมนุมที่หน้ารัฐสภากันทั้งครอบครัว คือแฟนเอ๋ยเขาไปรอที่หน้าสภาตั้งแต่คืนวันที่ 6 ต.ค.แล้ว พอแกนนำประกาศระดมพลล้อมรัฐสภา คนที่บ้านก็ไปกันทันทีเลย เขาไปรอที่หน้าสภาก่อน ส่วนเอ๋ยตามไปตอนเช้า เอ๋ยก็มาเจอกับอาจารย์ป๊อบที่คณะสัตวแพทย์แล้วก็ไปด้วยกัน
           
           เราเดินจากแยกการเรือน ผ่าน บชน.ไปถึงหน้าสวนอัมพรประมาณ 11 โมง จริงๆเรารู้ตั้งแต่ช่วงเช้าแล้วนะว่ามีการสลายการชุมนุม คนถูกระเบิดขาขาด รู้ว่าที่แยกการเรือนมีการยิงระเบิดแก๊สน้ำตากันแล้ว แต่เราประเมินสถานการณ์ต่ำไปว่าไม่น่ามีอะไรอีก พอเอ๋ยกับพี่ป๊อบไปถึงมุมถนนตรงสวนอัมพรปรากฎว่ามีระเบิดลงมาเป็นชุดเลย แต่ตอนนั้นเอ๋ยได้ยินแค่ตูมเดียวนะ เราก็ร่วงลงไปนั่ง ไม่รู้สึกอะไรเลย รู้แต่ว่าโดนที่เท้า แต่ไม่รู้ว่ามากน้อยแค่ไหน แล้วก็มีคนอุ้มออกมา ซึ่งต้องขอบคุณน้องที่เข้ามาช่วยนะ เพราะพอตูม! ปุ๊บเขาก็วิ่งเข้ามาช่วยเลย ทั้งๆที่จริงๆเขาก็เสี่ยงมากนะ เจ็บใจอย่างเดียวน้องเขาเรียกเราว่าป้า (หัวเราะขำ) เขาอุ้มมาวางแล้วก็วิ่งไปช่วยคนอื่นต่อ จากนั้นก็มีอีกคนช่วยลากเอ๋ยออกมา เพราะเขาอุ้มไม่ไหว ตอนที่เขาลากออกมาเนี่ยเราเห็นแล้วว่านิ้วเท้าหายไป 2 นิ้ว ส่วนอีกนิ้วหนึ่งยังติดอยู่แต่ห้อยร่องแร่ง กระดูกโผล่ออกมาเลย ตอนนั้นก็ตกใจ แต่มันชาไปหมด คิดอย่างเดียวว่ารอดมาได้ก็บุญแล้ว จำได้ว่าเขาเอาขึ้นรถกระบะ แล้วก็เปลี่ยนไปขึ้นรถพยาบาลพาไปส่งที่โรงพยาบาลกลาง แล้วย้ายไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลจุฬาฯ” อาจารย์เอ๋ยกล่าว
           

           ขณะที่ ‘อาจารย์ป๊อบ’ อาจารย์คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อนรุ่นพี่ที่เดินทางไปชุมนุมในวันที่ 7 ต.ค.พร้อมกับอาจารย์เอ๋ย เล่าถึงเหตุการณ์การใช้ระเบิดแก๊สน้ำตาระรอกที่สองเพื่อสลายการชุมนุมของพันธมิตรฯ ซึ่งส่งผลให้เธอได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดไปทั่วทั้งตัวว่า
           
           “ เอ๋ยเขาสติดีมาก พอระเบิดลงมาเขาก็บอกพี่ป๊อบวิ่ง...เราก็เฮ้ย..วิ่งไปไหนล่ะ คือป๊อบอยู่หน้าอาจารย์เอ๋ย เราก็พยายามวิ่งๆไปให้มันพ้น ช่วงที่ตูม!ลงมาป๊อบก็เห็นว่ามีท่อนยาวๆ ตรงปลายมีชนวน หล่นลงมาใกล้มาก มีควันสีส้มๆ เราก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ไง ใจหนึ่งก็อยากจะหยิบขึ้นมาดูว่ามันคืออะไร (หัวเราะขำ) ตอนหลังไปถามผู้เชี่ยวชาญด้านระเบิดเขาก็อธิบายว่าชนวนที่เห็นมันคือหน่วงเวลา คือพอมันยิงออกมาปุ๊บมันยังไม่ระเบิดทันที มันหน่วงเวลาด้วยชนวนสีส้ม พอมันระเบิดปุ๊บเราก็ล้มลง ฟุบไปเลย ตอนนั้นป๊อบไม่รู้เรื่องอะไรเลยนะ มันเหมือนภาพสโลว์โมชั่น ได้ยินเสียงอื้ออึงไปหมดแล้วอยู่ๆโลกก็ดับมืดลง วูบไปแป๊บหนึ่ง แต่แป๊บเดียวนะ สติก็คืนมา
           
           รู้ว่าเจ็บตรงนั้นตรงนี้ สะเก็ดกระจายเต็มทั้งหน้า ลำตัว และแขนขา แล้วก็มีคนวิ่งเข้ามา ตะโกนว่า..มีคนบาดเจ็บ...มีคนบาดเจ็บ พี่ลุกได้ไหม.. ป๊อบก็เริ่มมองหาและร้องเรียกอาจารย์เอ๋ย เอ๋ย..เอ๋ย..อยู่ไหน แต่จริงๆเอ๋ยถูกหามออกไปแล้ว แล้วก็รู้สึกว่ามีคนเข้ามาอุ้มป๊อบแต่เขาอุ้มไม่ไหว (หัวเราะ) เขาดึงขึ้นมาได้ ป๊อบก็เห็นเขาอุ้มอาจารย์เอ๋ยไปอีกด้านหนึ่งเลยร้องบอกว่าจะไปทางโน้น คือไปหาเอ๋ย เขาก็บอกไม่ต้องไป เอาน้ำล้างหน้าก่อน เสร็จแล้วเขาก็พยุงป๊อบออกมา แล้วก็บอกให้ป๊อบวิ่งออกมาเพื่อให้พ้นวิถีของระเบิด วิ่งไปสักพักเขาก็ให้ซ้อนมอเตอร์ไซต์ออกมา ตอนนั่งเขาก็บอกว่าหุบขาสิ เราก็หุบไม่ลงแล้วเพราะโดนสะเก็ดระเบิดเต็มขาไปหมด ก็ต้องขอบคุณคนที่ขี่มอเตอร์ไซต์มากๆเลย เป็นสองสามี-ภรรยาซึ่งเขาเพิ่งเข้ามาถึงที่ชุมนุม เขาก็พาไปที่เต๊นท์พยาบาลที่สะพานมัฆวานฯ ระหว่างนั้น อาจารย์เอ๋ยก็โทร.เข้ามาถามว่าพี่ป๊อบเป็นยังไงบ้าง เลยรู้ว่าเอ๋ยอยู่ที่โรงพยาบาลกลางแล้ว เราก็สบายใจ”
           

           ผลพวงของความโหดร้าย
           
           ความเจ็บปวดที่ได้รับนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ช่วงขณะที่ถูกแรงระเบิดเท่านั้น แต่ในทุกขั้นตอนของการรักษาล้วนนำมาซึ่งความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส เนื่องเพราะระเบิดแก๊สน้ำตาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำมาใช้ปราบปรามประชาชนซึ่งชุมนุมโดยสงบอหิงสานั้นเป็นอาวุธสงครามที่มีส่วนผสมของดินระเบิดซึ่งมีอานุภาพทำลายล้างและสารเคมีซึ่งมีคุณสมบัติทำลายเนื้อเยื่อ ดังนั้นผลของสะเก็ดระเบิดนอกจากจะทำให้แขนขาและอวัยวะต่างๆขาดสะบั้น และเกิดบาดแผลฉกรรจ์แล้ว บาดแผลจากสะเก็ดระเบิดยังค่อยๆเน่าแฟะเพราะพิษของสารเคมีที่เข้าไปทำลายเนื้อเยื่ออีกด้วย
           
           “ เห็นนิ้วเท้าหายไปเลย 2 นิ้วเราก็หดหู่นะ รักษาอยู่นานมาก ผ่าตัดไปแล้ว 3-4 หน อีกไม่กี่วันก็มีนัดผ่าตัดอีก ระหว่างรักษาหมอเขาก็จะใช้เครื่องมือดูดน้ำเลือดน้ำหนองออก โอย...เจ็บมาก แต่เอ๋ยโชคดีตรงที่คุณแม่ให้กำลังใจ พอแม่รู้ว่าโดนระเบิดก็มาหาที่โรงพยาบาล แม่เดินมาที่เตียง ยิ้ม... แล้วก็บอกว่า แค่นิ้วเท้าเองเหรอ...แม่นึกว่าเป็นมือ ไม่เป็นไรโดนแค่เท้า พอเห็นแม่ยิ้มเดินเข้ามาเอ๋ยก็รู้สึกว่าเราปลอดภัยแล้ว ไม่เป็นไร เรื่องร้ายๆมันจบไปแล้ว สามีก็ดูแลดีมาก
           

           บางทีมองเท้าตัวเองแล้วก็รู้สึกว่า อดใส่รองเท้าส้นสูงแล้วเรา (หัวเราะ) ตอนหลังคุณหมอก็แนะนำว่าควรใส่รองเท้าที่สั่งตัดพิเศษเพื่อให้เดินได้เป็นปกติ มันก็ดีขึ้น จากเดิมที่เดินไม่ได้เลย แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ปกตินะ ยังเดินลากๆอยู่ เพราะมันเสียการทรงตัว เนื่องจากเท้า 2 ข้างมันไม่เหมือนกัน เท้าข้างหนึ่งนิ้วมันหายไป 2 นิ้ว เท้ามันผิดรูปไป มีส่วนที่บิดนูนขึ้นมา วิธีแก้คุณหมอก็ตัดรองเท้าให้มันสมดุล เพราะฉะนั้นตอนนี้จะเดินได้ก็ต่อเมื่อใส่รองเท้าเท่านั้น เวลาเดินก็ยังเจ็บอยู่นะ ตอนนี้ก็ทำกายภาพบำบัดอยู่ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าถ้าหายดีแล้วจะสามารถกลับไปเดินได้เหมือนปกติไหม เพราะเท้ามันไม่เหมือนเดิมแล้ว ก็ตั้งใจไว้นะว่าต้องกลับไปใส่ส้นสูงให้ได้ (หัวเราะ) จริงๆแล้วรู้สึกว่าเราโชคดีที่สูญเสียแค่นิ้วเท้า เพราะพันธมิตรอีกหลายคนเขาสูญเสียมากกว่าเรา บางคนถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งสิ่งเล่านี้มันเรียกกลับคืนมาไม่ได้ มันเป็นความโหดร้ายที่เกิดจากความคลั่งอำนาจของนักการเมืองเพียงไม่กี่คน” อาจารย์เอ๋ยพูดถึงสิ่งที่เธอสูญเสียด้วยมุมมองที่เป็นบวก
           
           ด้านอาจารย์ป๊อบย้อนความให้ฟังถึงความเจ็บปวดที่ได้รับตลอดการรักษาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ว่า
           
           “พอหมอที่เต๊นพยาบาลเข้ามาดูอาการของป๊อบ คุณหมอก็ลงมือตัดกางเกงออก เขาก็เห็นเป็นรูๆกระจายเต็มไปหมด แต่หมอเขาไม่กล้าบอก กลัวเราตกใจ ป๊อบก็บอกว่าหมอ..ไอ้รูๆเนี่ยแคะออกให้หมดเลยนะ แต่นึกไปนึกมาป๊อบก็ขอไปรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาฯดีกว่า เพราะเราทำงานอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาก็พาขึ้นรถพยาบาลของศูนย์นเรนทรออกไปส่ง ตอนอยู่ในรถป๊อบจับมือพยาบาลมาตลอดทาง แล้วก็บ่นกับพยาบาลว่าเรามีรัฐบาลไม่ดีเนอะ ถ้ารัฐบาลดีเราไม่เป็นอย่างนี้หรอก พยาบาลก็บอกใจเย็นๆ ป๊อบเนี่ยด่ารัฐบาลมาตลอดทางเลย (หัวเราะ)
           
           พอมาถึงโรงพยาบาลจุฬาฯก็มาเจออาจารย์เอ๋ยที่โรงพยาบาล เพราะเขาย้ายจากโรงพยาบาลกลางมาจุฬาฯ วันนั้นก็เจอกับยอด สามีของเอ๋ย เขาก็บอกว่าเอ๋ยบาดเจ็บที่นิ้วเท้าแล้วเขาก็ร้องไห้ ป๊อบก็จับมือยอดบอกว่าพี่ไม่เป็นอะไรหรอก ไปดูเอ๋ยเถอะ แล้วป๊อบก็ร้องไห้ไปด้วย คือตอนนั้นมันอัดอั้นมาก รู้สึกว่ามาทำร้ายพวกเราทำไม เราเป็นคนไทยที่ห่วงประเทศชาติ เราไม่ใช่คนบ้านะ (เสียงเครียด) จากนั้นเอ๋ยก็เข้าห้องผ่าตัดไป ส่วนป็อบก็บอกเจ้าหน้าที่พยาบาลให้เขาช่วยแคะสะเก็ดระเบ็ดออกให้หมด ทั้งสะเก็ดเล็กสะเก็ดน้อย แต่เขาไม่ใช้ยาชาเพราะถ้าใช้ยาชาแล้วแผลจะบวม เอาสะเก็ดออกมาไม่ได้ โอย..เจ็บมาก ปี๊ดแตกเลย ส่วนเตียงที่อยู่ข้างๆก็ฮึกเหิมมาก บอกพยาบาลว่าคุณแคะสะเก็ดออกหมดหรือยังผมจะไปชุมนุมต่อ...พอทำแผลเสร็จเขาก็รีบไปเลย วันนั้นมีคนที่โดนระเบิดมารักษากันเยอะมาก เสียงร้องระงมไปหมด
           
           แคะสะเก็ดออกหมด ก็เย็บไป 2 เข็ม นอกนั้นก็รักษาแผลเปิด คือแผลที่แคะสะเก็ดออกหมดจะไม่มีปัญหา แต่แผลที่เราไม่รู้ว่ามีสะเก็ดนี่สิ อักเสบมาก แม้แต่เข้าห้องเอ็กซเรย์เพื่อหาสะเก็ดที่ฝังอยู่ก็ยังมองไม่เห็นเพราะสะเก็ดมันเป็นพลาสติก รังสีเอ็กซเรย์มันจับไม่ได้ กลับมาก็รักษาตัวอยู่ที่บ้าน 2 เดือน พอดีมีเพื่อนเป็นพยาบาลเขาก็มาทำแผลให้ ช่วงนั้นก็ไปล้างแผลที่โรงพยาบาลสมิติเวชด้วย ก็ไปเจอคุณหมอท่านหนึ่งบอกว่า ผมรู้จักกับคุณหมอวิศิษฏ์ (นายแพทย์วิศิษฏ์ ฐิตวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย- คุณพ่อของ ผศ.สพญ.ดร.ศิรกานต์ ฐิตวัฒน์) ผมรู้เรื่องหมดแล้ว ผมจะดูแผลให้ แล้วก็กว้านเลยค่ะ คือสะเก็ดระเบิดมันมีสารเคมีที่ทำลายเนื้อเยื่อทำให้แผลเน่าเลยต้องกว้านแผลเอาเนื้อที่เน่าออก โอ้โห...เจ็บจนขี้เกียจจะร้อง เพราะจุดที่โดนคือหน้าแข้งซึ่งเป็นจุดที่มีประสาทรับความรู้สึก หลังจากรักษาแผลแล้วผื่นก็ขึ้นตรงจุดที่เป็นแผล อาจารย์เอ๋ยก็มีผื่นขึ้นพร้อมกับป๊อบเลย เราก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสารเคมีที่มันอยู่ในระเบิดหรือเปล่า จากนั้นสัก 7 วันมันก็หายไปเอง แต่ว่ามันทรมานมาก มันคันและปวดแสบปวดร้อนไปหมด ต้องเอาน้ำเย็นประคบตลอด แล้วตั้งแต่โดนระเบิดเมื่อ 7 ต.ค. หูก็อื้อมาตลอด มีเสียงหวึ่งๆในหูตลอดเวลา ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่” อาจารย์ป๊อบกล่าว
           
           ถามหาความเป็นธรรม
           
           นอกจากภาพการเข่นฆ่าประชาชนเพื่อหวังสลายการชุมนุมในวันที่ 7 ต.ค.จะสร้างความปวดร้าวใจให้แก่คนไทยทั้งประเทศแล้ว หลายคนยังไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าตำรวจจะกล้าระดมยิงระเบิดเข้าใส่แพทย์พยาบาลซึ่งเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเพราะแม้แต่ในภาวะสงครามทหารก็จะละเว้นไม่ทำร้ายแพทย์ที่เข้าไปทำงานตามหลักสิทธิมนุษยชน ว่ากันว่าการสลายการชุมนุมครั้งนี้มีแพทย์พยาบาลได้รับบาดเจ็บจำนวนไม่น้อย และบางรายถึงขั้นสูญเสียอวัยวะ ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้สร้างความไม่พอให้แก่กลุ่มแพทย์พยาบาลและประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง
           
           เช้าวันที่ 8 ต.ค.2551 จึงมีประชาชนและแพทย์พยาบาลนับพันพร้อมใจกันสวมชุดดำและเดินทางมารวมตัวกันที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อประนามการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในวันนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งกล้าหาญบุกเดี่ยวเข้าไปวางหรีดดำที่มีข้อความว่า “แด่..ผู้ที่ควรพิทักษ์สันติราษฎร์ แต่ทำร้ายประชาชน ด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง” ถึงหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนเป็นข่าวฮือฮาไปทั่ว โดยเธอบอกว่าเธอไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมจนทำให้หมอซึ่งเป็นเพื่อนร่วมอาชีพเดียวกับเธอได้รับบาดเจ็บถึงขั้นพิการสูญเสียนิ้ว และเธอผู้นั้นคือ ‘อาจารย์เจี๊ยบ’ผศ.ดร.รท.หญิง สพญ. เนาวรัตน์ สุธัมนาถพงษ์ ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์สถาบันเดียวกับอาจารย์เอ๋ยนั่นเอง
           
           “คือวันที่ 7 ต.ค.เจี๊ยบไม่ได้ไปร่วมชุมนุมที่รัฐสภา แต่ที่ผ่านมาเจี๊ยบก็เข้าร่วมกับพันธมิตรฯมาตลอด เพราะรู้สึกทนไม่ได้ที่เห็นคนอกตัญญูต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ทรงมีคุณูปการกับคนไทยอย่างหาที่สุดมิได้ แล้วเราก็รู้สึกว่าทั้งแกนนำและพันธมิตรฯที่เขาออกมาเคลื่อนไหวเนี่ยเขาไม่ได้อะไร แต่เขาลงมาทำเพื่อส่วนรวม แล้วพอเห็นข่าวว่ามีสัตวแพทย์ จุฬาฯ นิ้วเท้าขาดเพราะถูกระเบิดจากการสลายการชุมนุมในวันที่ 7 ต.ค. เราก็ร้อนใจ เย็นวันนั้นเจี๊ยบก็โทร.ไปหาพี่ที่อยู่คณะสัตวแพทย์ฯ จุฬาฯ เขาก็บอกว่าไอ้เอ๋ยไง ศิรกานต์ไง เราก็โอ้ย...นี่มันคนใกล้ตัวนี่นา คือที่ผ่านมาเจี๊ยบก็ไม่รู้ว่าเอ๋ยไปชุมนุมเหมือนกัน
           
           ก็รู้สึกว่าตำรวจทำอย่างนี้ได้อย่างไร พันธมิตรฯไม่เคยใช้ความรุนแรง อยู่ดีๆตำรวจมาทำร้ายประชาชนมันไม่ถูก ดูจากข่าวก็เห็นคนตะโกนว่าอย่ายิง..นี่รถพยาบาล หยุดยิงได้แล้ว แต่ตำรวจก็ยังกระหน่ำยิง ดูแล้วมันน่าสมเพสนะ คนเราควรมีต่อมใต้สำนึก คือไม่ใช่เดรัจฉานถึงไม่มีความคิด
           
           คืนนั้นเจี้ยบก็โทร.ไปปรึกษาคณะบดีคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ ว่าเอ...วิชาชีพเราจะมีแถลงการณ์อะไรออกไปไหม เพราะอาจารย์คณะเราเองได้รับบาดเจ็บรุนแรง ถึงขั้นสูญเสียนิ้ว ท่านก็บอกว่าถ้าทำในนามคณะมันต้องทำเรื่องผ่านคณะกรรมการของคณะก่อน ก็โทร.ไปถามสภาคณาจารย์ฯเขาก็บอกว่ามันต้องผ่านมติที่ประชุมถึงจะใช้ชื่อขององค์กรได้ ก็เลยเออ..ถ้างั้นเอาชื่อเรานี่แหล่ะ วันรุ่งขึ้นก็ไปสมทบกับคณะแพทย์และพันธมิตรฯที่เขาไปประนามการกระทำของตำรวจที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เอาหรีดดำไปวางเลย คืออยากให้ตำรวจรู้ว่าไม่ใช่คุณมีอานาจในมือแล้วจะฆ่าจะแกงใครก็ได้ ส่วนเขาเห็นคนนับพันมาประนามแล้วจะสำนึกไหมมันก็อยู่ที่จิตสำนึกของเขาแล้ว” อาจารย์เจี๊ยบ พูดถึงเจตนารมณ์ของเธอต่อการคัดค้านประนามการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
           

           ถูกข่มขู่คุกคาม
           

           ต้องบอกว่าเป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินไทย เพราะไม่เพียงแต่ประชาชนผู้บริสุทธิ์จะถูกทำร้ายโดยอำนาจเถื่อนของรัฐตำรวจเท่านั้น เมื่อมีผู้ออกมาคัดค้านแสดงความไม่เห็นด้วยกับการกระทำอันโหดร้ายเช่นนั้นแทนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะออกมาแถลงข่าวขอโทษว่าสำนึกต่อบาปที่ตนได้ก่อ เจ้าหน้าที่รัฐเหล่านี้กลับโยนบาปให้ผู้ชุมนุมโดยกล่าวหาว่าพกระเบิดมาเองแล้วเกิดระเบิดขึ้นจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต อีกทั้งมีความพยายามจะเข้าไปทำลายหลักฐานและคุกคามผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุม
           
           อาจารย์ป๊อบ เล่าถึงเหตุการณ์อันไม่ชอบมาพากลซึ่งเกิดขึ้นกับเธอหลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยบาลจุฬาฯ ว่า
           
           “ก็เจออะไรแปลกๆเหมือนกันนะ ช่วงที่กำลังจะกลับบ้าน ป๊อบก็ถามหมอว่าเอาสะเก็ดระเบิดที่แคะออกมาจากแผลเนี่ยกลับบ้านได้ไหม จะเก็บไว้เป็นที่ระลึก (หัวเราะ) แต่หมอบอกไม่ได้เพราะเป็นหลักฐานทางคดี ช่วงนั้นก็มีผู้ชายคนหนึ่งแต่งตัวดีนะ เข้ามาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ บอกว่าผมเป็นพันธมิตรฯ มาจากนิติเวช มาดูความเรียบร้อย แล้วก็ถามว่าสะเก็ดระเบ็ดที่แคะออกมาจากคนไข้ที่โดนระเบิดเก็บไว้ที่ไหน เราก็เอ๊ะ! แปลกๆ แล้วตอนนั้นมันไม่รู้ใครเป็นใคร แต่งตัวก็ดี สะอาดสะอ้าน แต่เอ..ความจริงพันธมิตรฯที่ไปร่วมชุมนุมเนี่ยมอมแมมกันทุกคนเลยนะ เราก็บอกไม่รู้
           

           หลังจากนั้นก็มีอีก พอป๊อบกลับไปรักษาตัวที่บ้านก็มีคนมาหาที่บ้านบอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่อนามัย ซึ่งไม่รู้ว่าเขาตามหาเราเจอได้ยังไง ป๊อบก็ไม่ได้ไปแจ้งความนะ หรือเขาอาจจะตามจากบัตรประชาชนที่ป็อบยื่นให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลตอนที่ไปรักษาตัวก็ได้ แต่ป๊อบไม่ได้เจอหน้าเจ้าหน้าที่อนามัยคนนี้นะ คือนอนๆอยู่เด็กที่บ้านเดินเข้ามาบอกว่ามีเจ้าหน้าที่อนามัยมาถามหา บอกว่าจะมาดูอาการ เขานั่งรถกระบะมา ที่ข้างๆรถเขียนว่าอนามัย มันก็แปลกๆ สถานีอนามัยไม่น่าใช้รถกระบะ แล้วในกรุงเทพฯมันก็ไม่มีสถานีอนามัย แต่หนังสือที่เขาถือมาเพื่อแสดงตัวระบุว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่เยียวยาซึ่งนายกฯสมชาย (สมชาย วงศ์สวัสดิ์) ตั้งขึ้น เราก็ไม่ไว้ใจ ทำกับเราขนาดนี้อยู่ดีๆจะส่งคนมา ป๊อบก็ไม่ให้เข้าบ้าน แล้วก็ฝากบอกไปว่าคุณพ่อคุณแม่เป็นหมอ ดูแลตัวเองได้ ”
           
           ขณะที่อาจารย์เอ๋ยก็เจอเหตุการณ์แปลกๆเช่นเดียวกัน
           
           “หลังจากเข้ารับการรักษาที่โรงพยายาลแล้วก็มีตำรวจมากวนเหมือนกันนะ คือหลังวันที่ 7 ต.ค. เนี่ย 2-3 วันแรกตำรวจกวนมาก คือเขาจะมาสอบปากคำที่โรงพยาบาล พยาบาลก็จะคอยมาบอกว่าตำรวจมานะ อย่างกรณีของเอ๋ย เอ๋ยแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่ง แต่ตำรวจที่มาสอบปากคำกลายเป็นตำรวจจากอีก สน.หนึ่ง เอ๋ยก็ว่ามันแปลกๆ ไม่รู้หน่วยไหนส่งมา ซึ่งความจริงเขาอาจจะบริสุทธิ์ใจก็ได้แต่ในสถานการณ์อย่างนั้นเราก็ไม่ไว้ใจ เลยไม่กล้าให้ปากคำอะไร เพราะไม่รู้ว่าเขาจะทำสำนวนออกมาแบบไหน ทำสำนวนให้อ่อนหรือเปล่า เพราะขนาดน้องโบว์ (น.ส.อังคณา ประดับปัญญาวุฒิ) หลักฐานชัดเจนว่าตายเพราะระเบิดที่ใช้สลายการชุมนุม ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ยังออกมาบอกว่าพกระเบิดมาเองเลย” อาจารย์เอ๋ย พูดถึงความคลางแคลงใจใรพฤติกรรมของตำรวจ
           

           ด้านอาจารย์เจี๊ยบซึ่งไปวางพวงหรีดประนามการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้รับจดหมายข่มขู่ถึงขั้นที่จะทำร้ายลูกชายของเธอซึ่งเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วย
           
           “หลังจากที่ไปวางหรีดหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ไม่กี่วัน เจี๊ยบก็ได้รับจดหมายขู่ ซึ่งส่งมาที่คณะสัตวแพทย์ฯ จุฬาฯ ฉบับหนึ่ง และส่งไปที่บ้านอีกฉบับหนึ่ง เขาขู่ว่าอย่ามาอย่ามายุ่งกับการเมือง ถ้าไม่อยากให้ลูกชายได้รับอันตรายก็อย่ามาเข้ามายุ่ง จดหมายประทับตราไปรษณีย์บ้านโป่ง จ.ราชบุรี แต่ไม่ได้ระบุชื่อผู้ส่ง แล้วเนื้อจดหมายเป็นตัวพิมพ์นะคะ ไม่ใช่ลายมือเขียน ซึ่งไม่รู้ว่าเขารู้ที่อยู่เราได้ยังไง แล้วรู้ด้วยว่าเจี๊ยบมีลูกชายด้วย เขาใช้ถ้อยคำหยาบคายมาก ขู่ว่าจะมาทำมิดีมิร้าย แต่เจี๊ยบกับที่บ้านก็ไม่กลัวนะคะ เพราะถือว่าเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง เราก็ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของตำรวจหรือเปล่า เพราะตอนที่เจี๊ยบไปวางหรีดก็มีตำรวจมาถ่ายวิดีโอด้วย”
           
           ไม่ท้อถอย คอยสร้างสิ่งที่ควร
           
           แม้การเคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมืองของพวกเธอจะนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งเลือดเนื้อและอวัยวะ ต้องทนฟังเสียงก่นด่าจากกลุ่มคนที่ไม่เข้าใจ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการข่มขู่คุกคามจากอำนาจมืด แต่พวกเธอก็หาได้ยี่หระต่ออันตรายที่เกิดขึ้น ด้วยหวังเพียงว่าผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างพวกเธอจะเป็นอีกเรี่ยวแรงหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้พ้นจากเงื้อมือของนักการเมืองชั่วที่มุ่งแสวงอำนาจกอบโกยผลประโยชน์เพื่อตัวเองและพวกพ้อง อันเป็นเหมือนมะเร็งร้ายที่กัดกินประเทศไทยมาเนิ่นนาน
           
           “ มีบางคนที่รู้สึกว่า เอ...คุณพ่อของเอ๋ยเป็นผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ ทำไมลูกสาวกลับต้องมาสูญเสียอวัยวะเสียเอง ทั้งที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องบ้านเมือง แต่หลายคนที่มาเยี่ยมเอ๋ยเขาบอกว่าว่าน่าจะเป็นเพราะบุญที่พ่อทำไว้ เอ๋ยถึงโดนแค่นี้ หมอที่ผ่าตัดให้เอ๋ยก็เป็นลูกศิษย์ของคุณพ่อ ถ้าพ่อเราไม่ทำความดีไว้ เราคงลำบากกว่านี้ ตรงนี้ทำให้เอ๋ยรู้สึกว่าเราต้องทำความดีไว้เยอะๆ ลูกเราจะได้สบาย เราต้องปกป้องบ้านเมืองของเรา ต้องสกัดการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะถ้าปล่อยให้นักการเมืองโกงกินผลกระทบที่เกิดขึ้นมันไม่ได้ตกอยู่ที่ตัวเราเท่านั้นแต่ยังส่งผลถึงรุ่นลูกรุ่นหลานเราด้วย” อาจารย์เอ๋ย กล่าว
           
           ขณะที่อาจารย์ป๊อบมีความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า
           
           “ จริงๆก็อยากถามรัฐบาลว่าทำไมต้องทำร้ายและเข่นฆ่าประชาชนขนาดนี้ ทำไมไม่มีการเจรจา ไม่มีการใช้โล่ ใช้กระบอง เหมือนที่ประเทศอื่นๆเขาทำกัน แต่กลับยิงระเบิดซึ่งเป็นอาวุธสงครามเข้าใส่ประชาชน ป๊อบอยู่อเมริกามา 8 ปี ที่นั่นชีวิต 1 ชีวิต แม้จะเป็นหมูหมากาไก่ก็มีค่าเท่ากันหมด แมวติดอยู่บนต้นไม้เขายังไปเอารถกู้ภัยมาช่วย ปีนขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อช่วยแมวลงมา แต่ชีวิต 1 ชีวิตของคนไทยกลับถูกฆ่าแกงด้วน้ำมือของคนที่ได้ชื่อว่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
           
           ถ้าถามว่าโดนหนักขนาดนี้ หากพันธมิตรฯต้องออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านทางการเมืองอีก จะออกมาร่วมหรือไม่ บอกได้เลยว่าป๊อบร่วมแน่ แต่เราควรเปลี่ยนรูปแบบ เราต้องใช้สมองในการต่อสู้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้พี่น้องพันธมิตรฯเราเสียหายน้อยลง ถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนกลยุทธ์แล้ว ต้องตั้งพรรคการเมืองของเราเองขึ้นมาเพื่อเข้าไปทำงาน เข้าไปแก้ปัญหา ไม่อย่างนั้นก็คงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ การเมืองใหม่ก็ไม่มีทางเกิดขึ้น” อาจารย์ป๊อบ กล่าวตบท้ายไว้อย่างน่าสนใจ
           

           * * * * * * * * * * * *
           

           เรื่อง – จินดาวรรณ สิ่งคงสิน
           ภาพ – วารี น้อยใหญ่
           

    ตะรุเตา - แดนสวรรค์บนโลกแห่งสยาม

    "ตะรุเตา" งามเข้าขั้นเทพ
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 มีนาคม 2552 19:35 น.
    ท้องทะเลยามเย็นที่หลังเกาะหลีเป๊ะ
           มื่อโลกยังหมุน เวลายังเดิน สรรพสิ่งย่อมมีความเปลี่ยนแปลง
           
           สถานที่ท่องเที่ยวก็เช่นเดียวกัน บ้างเปลี่ยนจากดีเป็นแย่ บ้างเปลี่ยนจากแย่เป็นดี บ้างเปลี่ยนจากสวยงามเป็นเสื่อมโทรม บ้างเปลี่ยนจากแห้งแล้งเป็นสวยงาม ฯลฯ
           
           แต่หากพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่เปลี่ยนจาก"นรก"เป็น"สวรรค์"ทอดตาดูในเมืองไทยก็เห็นจะมี "หมู่เกาะตะรุเตา"เท่านั้นที่โดดเด่นสุดๆ เพราะในยุคสมัยหนึ่ง(ช่วงปี 2479 - 2489)เกาะตะรุเตาเคยเป็น"คุกเปิด"คุมขังนักโทษการเมืองและนักโทษคดีอุจฉกรรจ์ กลางทะเลลึกที่เต็มไปด้วยไข้ป่า และความโหดร้ายของสภาพอากาศ
           
           เป็นเกาะนรกในความรับรู้ของคนทั่วไป

    อ่าวพันเตมะละกา
           กระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลได้ยกเลิกคุกบนตะรุเตา และปล่อยทิ้งร้างไว้ 20 กว่าปี จึงค่อยประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติตะรุเตาในปี พ.ศ. 2517 ก่อนจะเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวตามมาในภายหลัง อันเป็นจุดเปลี่ยนจากนรกเป็นสวรรค์ เพราะความสวยงามพิสุทธิ์ของหมู่เกาะตะรุเตานั้นจัดอยู่ในขั้นเทพ จนได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก ให้เป็นมรดกแห่งอาเซียนในปี พ.ศ. 2525
           
           ด้วยความงามและชื่อเสียงที่สะสมทำให้ ร้อนนี้ "ตะลอนเที่ยว" จึงเลือกที่จะกลับไปเยือหมู่เกาะตะรุเตาอีกครั้ง โดยจากท่าเรือปากบารา เราออกเดินทางสู่เป้าหมายแรกที่ "เกาะตะรุเตา"อดีตที่คุมขังนักโทษ(คุกเปิด) ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของที่ทำการอุทยานแห่งชาติตะรุเตา
           
           บนเกาะตะรุเตา มีจุดชวนเที่ยวอย่าง อ่าวตะโละวาว หาดทรายอ่าวเมาะ หาดทรายอ่าวสน และอ่าวพันเตมะละกา ที่เราไปหย่อนตัว นั่งๆเดินๆทอดหุ่ยรับลมทะเลที่นี่อยู่พักใหญ่
           
           อ่าวพันเตมะละกา มีหาดทรายสวยงามทอดยาวขาวสะอาดอยู่หน้าเกาะ และทิวสนขึ้นเรียงรายเลาะเรียบไปตามทะเลเป็นที่งามตานัก โดยเฉพาะยามสนต้องลม

    มุมมองในซุ้มประตูหิน
           จากหน้าอ่าวพันเตมะละกาลึกเข้าไปบนแผ่นดินดูร่มรื่นเป็นระเบียบ บริเวณนี้เป็นที่ตั้งอุทยานฯ ค่ายพักแรม จุดกางเต็นท์ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว รวมถึงเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 และเจ้าพ่อตะรุเตาให้นักท่องเที่ยวแวะเวียนมาสักการะ
           
           งานนี้เพื่อความเป็นสิริมงคล เราเข้าไปกราบไหว้เจ้าพ่อตะรุเตา(ใช้ธูป 9 ดอก)เอาฤกษ์เอาชัยก่อนตะลอนออกเรือเดินทางต่อไปยังสัญลักษณ์ตะรุเตาที่"เกาะไข่" อันทรงเสน่ห์
           
           เกาะไข่ ในอดีตมีเต่าทะเลมาวางไข่เป็นจำนวนมาก เกาะนี้ขาเที่ยวทั้งหลายมองปุ๊บก็รู้ปั๊บว่านี้คือตะรุเตา เพราะบนเกาะโดดเด่นไปด้วยเอกลักษณ์ของประติมากรรมธรรมชาติอย่าง ซุ้มประตูหินที่ยื่นทอดยาวมาจากตัวเกาะโค้งตัวลงบนชายหาด มีช่องขนาดย่อมให้เดินลอด ซึ่งสอดรับกับหาดทรายขาวนวลเนียนและน้ำทะเลเขียวใสสะท้อนแดนวับวาวราวมรกต
           
           ว่ากันว่าใครที่ควงคู่มาเดินลอดซุ้มประตูแห่งนี้ ความรักจะสมหวังยั่งยืน เรื่องนี้ "ตะลอนเที่ยว" ยังไม่เคยลอง เพราะไม่มีสาวคนไหนยอมให้เราเคียงคู่เดินจูงมือลอดซุ้มประตู มีแต่เดินคนเดียวโดดๆเข้าไปในในซุ้มประตูหิน แล้วมองย้อนศรสวนขึ้นไปซึ่งก็ได้รับมุมมองที่แปลกตาน่ายลออกไปจากมุมถ่ายรูปมหาชนหน้าซุ้มประตู ที่“ตะลอนเที่ยว”เห็นนักท่องเที่ยวชายหลายๆคนพอไปถึงเกาะนี้ พวกเขาจะมีท่าถ่ายรูประจำตัว นั่นก็คู่“ยืนกุ้มเป้า”ถ่ายรูปแบบกลัวคนไม่รู้ว่ามาถ่ายรูปคู่กับเกาะไข่

    ซุ้มประตูหิน เกาะไข่
           จากเกาะไข่เราไปต่อกันที่ "เกาะหินงาม"ที่ไม่มีชายหาดขาวเนียนให้เดินเล่น มีแต่ก้อนหินน้อยใหญ่กลม มน รี แบน สีดำ สีเข้ม จำนวนมากมายมหาศาลให้ยลกัน
           
           ปกติก้อนหินจะดูแข็งกระด้าง แต่น่าแปลกที่บรรดาหินทั้งหลายบนเกาะหินงามกลับดูนวลตา โดยเฉพาะยามถูกคลื่นซัดสาดสะท้อนเงาเป็นประกาย
           
           บนเกาะหินงามนอกจากการสัมผัสกับหินสวยๆงามๆและการนวดเท้าด้วยหินสวยๆงามๆแล้ว การสร้างคอนโดหินหรือการเรียงหินให้ได้ 12 ชั้น ก็นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมยอดนิยม เพราะมีตำนานเล่าต่อๆกันมาว่า ถ้าใครสามารถเรียงก้อนหินต่อกันได้ 12 ก้อน(12 ชั้น)แล้วอธิฐานก็จะสมมาดปรารถนา เรื่องนี้หนึ่งจริงเท็จไม่มีใครพิสูจน์ได้

    เกาะหินงาม
           เช่นเดียวกับอีกเรื่องหนึ่งที่พิสูจน์ไม่ได้เช่นกันนั่นก็คือ เรื่องเล่าที่กันว่า หินทุกก้อนที่เกาะหินงามต้องคำสาปของจำพ่อตะรุเตา(รูปเคารพเจ้าพ่อประดิษฐานอยู่ที่ทำการอุทยานฯเกาะตะรุเตา) หากใครนำหินออกไปจากเกาะจะต้องมีอันเป็นไป ดังคำสาปที่ว่า "...ผู้ใดบังอาจเก็บหินจากเกาะนี้ไป ผู้นั้นจะพบแต่ความหายนะ นานาประการจะกลับไม่ถึงบ้าน จะประสบอุบัติเหตุ จะหลุดพ้นจากหน้าที่การงาน จะพบภัยพิบัติไม่มีที่สิ้นสุด..."
           

           เรื่องนี้แม้จะเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ใครไม่เชื่อก็ไม่ควรลบหลู่เป็นดีที่สุด เพราะการที่นักท่องเที่ยวนำหินกลับฝั่งไปเพียงแค่คนละก้อนสองก้อน นานๆเข้าหินย่อมร่อยหรอไปจากเกาะ จนท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นเกาะหินหายงาม เพราะฉะนั้นการที่ท่านเจ้าพ่อตะรุเตาสาปไว้(ถ้าเป็นความจริง)จึงเป็นการช่วยเก็บรักษาก้อนหินให้คงอยู่คู่เกาะหินงามตลอดไป

    ความเชื่อเรียงหินที่เกาะหินงาม
           เที่ยวเกาะในตะรุเตามาแล้ว 3 เกาะ ยังไม่ได้ลงเล่นน้ำเกลือกลิ้งหาดทรายแบบเต็มๆเลย ฉะนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่เราจะทบต้นและดอกในจุดต่อไปนั่นก็คือ “เกาะอาดัง-ราวี” ที่น่าสนใจทั้งหาดทรายขาวนุ่ม น้ำทะเลใสแจ๋ว และโลกใต้ทะเลอันงดงาม ที่แม้เพียงแต่ดำน้ำตื้น(snockelling) เราก็อดหลงใหลในความงามของปะการังและหมู่ปลาน้อยใหญ่ของที่นี่ไม่ได้ จนอยากจะเล่นน้ำและนั่งทอดหุ่ยตามชายหาดแช่อยู่แถวนี้ให้นานๆ
           
           แต่พอดีว่าเรามีนัดกับปะการังที่ร่องน้ำจาบังที่ขึ้นชื่อว่าปะการังสวยงามนัก แต่ด้วยความที่คลื่นใต้น้ำแรงมาก งานนี้จึงทำได้แค่เพียงลงไปแย็บๆแตะพื้นน้ำพอเป็นกระษัย แล้วจึงรีบขึ้นมานั่งให้อาหารปลาสวยๆงามที่แหวกว่ายในแถบนั้นแทน

    มุมเก๋ๆที่เกาะอาดัง-ราวี
           แม้จะพลาดหวังกับร่องน้ำจาบัง แต่ว่า เย็นนี้ที่"เกาะหลีเป๊ะ" จุดพักค้างกลางคืนนั้น ไม่สร้างความผิดหวังให้กับเราแต่อย่างใด
           
           เกาะหลีเป๊ะ เกาะนี้เรียกตามภาษาถิ่นชาวเล(อูรักลาโว้ย) หมายถึงเกาะที่มีลักษณะแบนราบคล้ายกระดาษ ในขณะที่ฉายาในวงการท่องเที่ยวนั้นยกให้เป็น "มัลดีฟเมืองไทย" เพราะเป็นเกาะที่มีความสวยงามในอันดับต้นๆของเมืองไทย
           
           เกาะหลีเป๊ะ มี"หาดพัทยา 2"(บันดาหยา) หรือหาดหน้าเป็นไฮไลท์ ซึ่งเราเลือกพักในพื้นที่แถบนี้

    หาดพัทยา 2 เกาะหลีเป๊ะ
           หาดพัทยา 2 ให้บรรยากาศคนละอารมณ์กับหาดพัทยาต้นฉบับที่ชลบุรี เพราะหาดที่นี่ดูสงบไม่พลุกพล่าน มีหาดทรายยาวขาวละเอียด น้ำสวยใส มีเรือจอดเทียบอยู่ประปราย ตลอดแนวชายหาดดูมีชีวิตชีวาด้วยกิจกรรมสารพัดสารพันของนักท่องเที่ยว บ้างดำผุดดำว่ายอยู่ริมชายหาด บ้างนอนอาบแดด บ้างนอนเอกเขนกรับแสงแดด บ้างจูงมือกันเดินกระหนุงกระหนิง บ้างเล่นกีฬา ฟุตบอล วอลเล่ย์บอล กันอย่างสนุกสนาน
           
           บ่ายวันนั้น"ตะลอนเที่ยว" เพลิดเพลินอยู่ที่หาดพัทยา 2 จนเย็นย่ำ กระทั่งเห็นว่าแดดร่มลมตกดีแล้ว จึงเดินตัดไปหลังเกาะเพื่อรอชมดวงตะวันลาลับท้องทะเล
           
           ระหว่างทางเราเดินผ่านหมู่บ้าน"ชาวอูรักลาโว้ย" ชุมชนดั้งเดิมที่มาอยู่อาศัยบนเกาะหลีเป๊ะตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งบ้านเรือนที่นี่ส่วนใหญ่เป็นบ้านสังกะสีทั้งฝาและหลังคา แต่ก็มีบางบ้านที่ยังคงไว้ซึ่งลักษณะแบบเดิมๆ เป็นบ้านไม้ไผ่หลังคามุงใบไม้ใบหญ้า

    บ้านเรือนของชาวอูรักลาโว้ย
           ในหมู่บ้านยามเย็น พวกผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งนั่งตั้งวงดื่มกินหลังเลิกงาน ส่วนเด็กๆก็วิ่งเล่นกันตามประสา
           
           พ้นจากหมู่บ้านไปเป็นหาดท้ายเกาะที่มีเรือประมงของชาวอูรักลาโว้ยจอดอยู่เรียงราย จากนั้นเราเดินย้ำเท้าไปบนหาดทรายอีกราวๆ 500 เมตรก็ถึงยังจุดชมอาทิตย์อัสดง ซึ่งวันนั้นดูค่อนข้างโชคดีที่ท้องฟ้าเป็นใจ ทำให้แสงสีของภาพดวงตะวันตกน้ำทะเลป๋อมแป๋มออกมาสวยงาม ทั้งแสงสีของดวงอาทิตย์ ปุยเมฆ และท้องฟ้าสีแดงอมทองอันเรื่อเรืองสอดรับกลับโขดหิน โค้งหาด และผืนแผ่นน้ำเบื้องหน้า นับเป็นความงามที่ธรรมชาติจัดให้ชนิดที่มนุษย์มิอาจกำหนด
           
           หลังแสงสุดท้ายผ่านพ้น รัตติกาลคืบคลานเข้าครอบคลุม เราเดินกลับมาที่หาดพัทยา 2 อีกครั้ง

    เรือประมงจอดเรียงรายยามเย็นที่หลังเกาะหลีเป๊ะ
           หาดพัทยา 2 ยามนี้ดูคึกคักคึกครื้นไม่น้อย ทั้งแสงสีอันวูบไหวจากรีสอร์ท ร้านอาหาร บาร์เบียร์ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆที่ทยอยผุดขึ้นตามชื่อเสียงของเกาะหลีเป๊ะที่โด่งดังขึ้นเรื่อยๆ
           
           สวนทางกับทรัพยากรธรรมชาติที่ค่อยๆหดหายไปเรื่อยๆ ซึ่ง ณ วันนี้ การจัดความสมดุลทางการท่องเที่ยวระหว่าง ภาคธุรกิจ-สิ่งก่อสร้าง กับ งานด้านสิ่งแวดล้อม-วิถีวัฒนธรรมชุมชน ยังเป็นปัญหาใหญ่ที่หลายๆพื้นที่ยังแก้ไม่ตก
           
           สำหรับที่เกาะหลีเป๊ะนั้น คงต้องติดตามดูกันต่อไป...

    ดำน้ำดูปะการัง
           * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
           
           อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.ละงู จ.สตูล โดยสามารถไปขึ้นเรือได้ที่ท่าเรือปากบารา ซึ่งมีเรือเดินทางสู่เกาะตะรุเตา และเกาะอาดัง ทุกวัน เวลา 10.00 น. และ 15.00 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาที สำหรับฤดูท่องเที่ยวตะรุเตาเริ่มตั้งแต่เดือนกลางพฤศจิกายนถึงสิ้นเดือนเมษายน โดยผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติตะรุเตา โทร. 0-7472-9002-3 ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่ 3 (ปากบารา) โทร.0-7478-3485 ททท. สำนักงานตรัง (ตรัง,สตูล) โทร. 0-7521-5867-8
    March 23

    สภาจกเปรต - ปราโมทย์ นาครทรรพ

    สภาจกเปรต
    โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ 22 มีนาคม 2552 16:39 น.
    “เสนียดหู อดสูปาก สำรากสถุลถ่อย พล่อยๆ อภิปราย ฉิบหายโกหก นรกจกเปรตสภา!!!!”
           
            ท่านผู้อ่านที่เคารพ ช่วยกันตริตรองเอาเองเถิดว่า นี่มันอะไรกัน ใคร อะไร ที่ไหน และเมื่อไร
           
            โปรดอย่าเหมาว่า ผมหมายถึง เหตุเกิดในวันที่ 19 มีนาคม 2552 ที่สภาหัวควาย ตกสระอา โดยผู้แทนอยุธยา ลูกพรรคบิดาสุนัขเสื้อแดงเท่านั้น ผิดครับ
           
            ในขณะเดียวกัน ท่านผู้อ่านจะต้องไม่ท้อถอยอย่างน้อย เราได้เห็น อภิสิทธิ์ ถือโอกาสใช้ “มาตรฐานทองคำ” ในการอภิปรายตอบฝ่ายค้านในรัฐสภา กะทัดรัดด้วยอรรถและพยัญชนะถูกถ้วนในภาษาไทยของผู้มีสมบัติผู้ดีและสติปัญญาบริบูรณ์
           
            คำโบราณว่า “Action speaks louder than voice : การกระทำเสียงดังกว่าคำพูด” นอกเหนือไปจากวาทศิลป์และบุคลิกอันชูใจครั้งนี้ ผมอยากเห็นผลงานจากการกระทำของ อภิสิทธิ์
           
            ผมหน้าบานที่ได้เห็น “มาตรฐานทองคำ” อันเดียวกันนี้จากข่าวต่างประเทศ ในคราวที่ อภิสิทธิ์ไปเยือนอังกฤษ ถ้าหาก อภิสิทธิ์ล้ม เฉลิมขึ้น มาเป็นนายกฯ ผม เห็น จะต้องย้ายไปอยู่ลาว
           
            นับย้อนหลังจาก รสช.ยกเว้น อดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน มาตรฐานของ นายกรัฐมนตรีคนก่อนๆ รวมทั้งเทพเจ้าของขบวนการสุนัขเสื้อแดง แม้จะไปคว้าปริญญาเอกมาจากเท็กซัสอีก 10 ใบ ก็ไม่มีทางเปรียบได้กับ นายกฯ อภิสิทธิ์ ผมเสียดายที่ พรรคประชาธิปัตย์ ผลิตคนอย่างอภิสิทธิ์ได้น้อยกว่า ผลิตนักการเมืองน้ำเน่าไปเที่ยวแจก นักหนา
           
            มาตรฐานรัฐสภาของเราเป็นอย่างไร ตอบได้ว่า มาตรฐานรัฐสภาของเราต่ำ จนไม่อยากจะเรียกว่ารัฐสภา
           
            ท่านผู้อ่านที่เคารพ ในประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นระบบประธานาธิบดี หรือระบบรัฐสภา สถาบันนิติบัญญัติเป็นองค์กรที่มีความสำคัญและอำนาจมากที่สุดในบรรดาอำนาจอธิปไตยทั้งสาม
           
            หากจะดูเผินๆ ประธานาธิบดีอเมริกันมีอำนาจมาก เป็นผู้นำโลก แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ประธานาธิบดีแทบทำอะไรไม่ได้เลย ถ้าหากสภาคองเกรสไม่ยอมอนุมัติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน เรื่องตำแหน่งหรือเรื่องอื่นใด ท่านที่ติดตามข่าวโอบามาคงจะเห็นแล้วว่ากว่าเขาจะขออนุมัติอะไรได้มันช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน
           
            ระบบอเมริกัน ประธานาธิบดีมิใช่หัวหน้าพรรคเสียด้วย เวลานี้ใครเป็นหัวหน้าพรรคเดโมแครต ใครเป็นหัวหน้าพรรครีพับลิกันแทบจะไม่มีใครรู้ ไม่เชื่อลองถามดูก็ได้ ในทางสัญลักษณ์ ประธานาธิบดีซึ่งได้เสียงเลือกตั้งมาตั้งหกสิบกว่าล้านเสียงกับ ส.ส.ซึ่งได้คะแนนไม่ถึง 2 หมื่น ประธานาธิบดีกลับจะต้องเรียก ส.ส.ว่า ใต้เท้าหรือ ฯพณฯ ในขณะที่ ส.ส.เรียกประธานาธิบดีว่า คุณประธานาธิบดี หรือ Mr.President เท่านั้น
           
            เชื่อมั้ยครับ
           
            นายกรัฐมนตรีในระบบรัฐสภาที่มาจาการเลือกของ ส.ส.นั้นกลับใหญ่กว่า ถึงแม้จะมีฐานะเท่ากับผู้แทนคนอื่น แต่ก็นับว่าเต้ยกว่าเพราะเป็นหัวแถว อย่างที่เรียกว่า เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่เท่ากัน First among Equals มีอำนาจทั้งในและนอกสภาในฐานะหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี ได้มีการศึกษาเปรียบเทียบว่าอำนาจบริหารของนายกรัฐมนตรีอังกฤษนั้นมีมากกว่าประธานาธิบดีอเมริกัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษเป็น ฯพณฯ หัวเจ้าท่าน หรือ The Right Honourable ในขณะที่ ส.ส.บางคนอาจจะเป็น ฯพณฯ คือ The Honourable แต่หลายคนเป็น Mr. & Mrs. หรือ คุณ ส.ส.เฉยๆ ก็มี
           
            สรุปว่าสภานิติบัญญัติมีอำนาจมาก เมื่อมีอำนาจมากก็มีโอกาสผิดพลาดมากหรือทำชั่วมาก ตามสุภาษิตที่ว่า “Power Corrupts, Absolute Power Corrupts Absolutely” จึงเกิดปัญหาว่าทำอย่างไรจึงจะควบคุมมิให้ ส.ส.หรือสภานิติบัญญัติทำความเสียหายให้กับบ้านเมืองและสถาบัน
           
            คำตอบเรื่องนี้มีอยู่มากมายหลากหลายมิติ แต่ทุกคำตอบจะหาได้จากการวิจัยศึกษาและบทความที่รวมกันอยู่ใน หมวดวิชาที่เรียกว่า Legislative Behavior ได้แก่การศึกษาพฤติกรรมของ ส.ส.และสถาบันนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นหมวดใหญ่ของการศึกษาวิชารัฐศาสตร์และกฎหมายรัฐธรรมนูญในอเมริกา อังกฤษ และยุโรป แต่เมืองไทยเรียนกันน้อยมากหรือแทบไม่มีสอนเลย เมืองไทยจึงมีอวิชชาและความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับ ส.ส.สภาและพรรคการเมืองอยู่ใหญ่หลวง แม้แต่ในหมู่นักการเมืองเอง
           
            วิธีคุมประพฤติ สร้างความรับผิดชอบและความสามารถให้ ส.ส.กับสถาบันนิติบัญญัตินั้นมีอยู่มากมาย แต่ที่ได้ผลที่สุดน่าจะเป็นการควบคุมตนเองด้วยสามัญสำนึกและจรรยาบรรณของผู้แทนราษฎร และหมู่คณะหรือพรรคที่จะอบรมและตักเตือนหมู่คณะให้อยู่ใน “กรอบของความประพฤติ : Code of Conducts” ซึ่งในกรณีที่ล่วงละเมิดอาจจะมี “ Ethics Committee หรือกรรมาธิการฝ่ายจริยธรรม” ของพรรคและของสภาคอยตรวจสอบกันอยู่ นอกจากนั้น ก็มีจารีตประเพณี ข้อบังคับ กฎระเบียบ และกฎหมาย อยู่เหนือขึ้นไปตามลำดับ
           
            นายกฯ อภิสิทธิ์ได้กล่าวไว้อย่างถูกต้องว่า นักการเมืองควรคำนึงถึงจริยธรรมมากกว่ากฎหมาย หมายความว่า นักการเมืองต้องมีมาตรฐานทางศีลธรรมและจริยธรรมสูง ไม่ควรมีการล่วงละเมิดจรรยาบรรณ และเมื่อมีก็ต้องใช้หิริโอตตัปปะของตนเองและหมู่คณะเป็นข้อยุติ ไม่ต้องอ้างหลักกฎหมายหรือคอยให้ศาลตัดสิน
           
            ถ้าถามผมว่ามีความเห็นอย่างไรที่ได้ฟังการอภิปรายในวันที่ 19 มีนาคมนี้ ผมขอตอบตรงๆ ว่า มาตรฐานของรัฐสภาไทยตกต่ำ คุณภาพของการอภิปรายและการรักษามารยาทและข้อบังคับสู้ของลาวและเวียดนามก็ยังมิได้ อย่าไปเทียบอังกฤษอเมริกันให้ยากเลย
           
            ผมเข้าใจดีว่าทำไมเมืองไทยจึงประชุมไม่เป็น parliament procedures หรือวิธีการประชุมแบบสภา ซึ่งฝรั่งเขาสอนตั้งแต่ประถมต้น ในมหาวิทยาลัยของเราก็ยังไม่มีเรียน
           
            ความตกต่ำนั้น ในสาระสำคัญมี 2 เรื่อง คือ ภาวะด้อยสมบัติผู้ดีในการเลือกใช้ถ้อยคำและกิริยามารยาทในการอภิปราย หนึ่ง และการมีข้อบังคับการประชุมที่ด้อยพัฒนาและล้าหลัง อีกหนึ่ง ข้อบังคับที่ด้อยพัฒนานี้จะทำให้เกิดการประท้วงและตีความตลอดเวลา และตกเป็นเหยื่อของผู้ที่ควบคุมการประชุมหรือผู้เข้าประชุม ที่จะทำให้การประชุมเป็นประชาธิปไตยก็ได้ เป็นอนาธิปไตย (คือ ยุ่งตายห่า) ก็ได้ หรือเป็นเผด็จการ มัดมือชก ก็ได้
           
            ในปี 2516 ผมได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบคุณภาพของการอภิปรายและการปฏิบัติงานของรัฐสภา โดยเปรียบเทียบสภายุคคณะราษฎร คือตั้งแต่ปี 2476 ถึงปี 2489 กับสภายุครัฐประหาร คือตั้งแต่ปี 2490 ถึงปี 2513 ผลปรากฏแจ้งชัดว่า คุณภาพของการอภิปรายและการปฏิบัติงานยุครัฐประหารตกต่ำและเทียบมิได้เลยกับยุคคณะราษฎร ซึ่งคุณสมบัติและการศึกษาเป็นทางการของ ส.ส.ต่ำกว่า ผมสันนิษฐานว่า ถ้าหากเราจะเทียบยุคปัจจุบันด้วย ยุคนี้น่าจะเลื่อมทรามกว่ายุครัฐประหารด้วยซ้ำ
           
            เรื่องนี้ ผมได้เขียนไว้ในหนังสือเรื่องผู้แทนราษฎร พิมพ์ในปี 2517 ผมเป็นบรรณาธิการและมีผู้ร่วมเขียนร่วมแปลอีกหลายท่านทั้งหมดเป็นคณาจารย์จากนิด้า
           
            ความเสื่อมทรามที่สืบทอดมานี้ ผมว่าเกิดมาตั้งแต่รัฐประหารและดำเนินมาจนถึงยุคปัจจุบัน มีการหยุดคั่นบ้าง แต่ในที่สุดก็กลับเข้ารอยเดิมเพราะโครงสร้างทางการเมืองแบบอำนาจและทุนนิยมครอบงำ มีพรรคการเมืองแบบ “แก๊งเลือกตั้ง” ที่บรรดาหัวหน้าแก๊งตั้งขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง แบบ “รวบศูนย์-รวมอำนาจ-เป็นทาสหัวหน้า” เป็นตัวการสำคัญ ส่งเสริมให้เกิดผู้แทนน้ำเน่าและองครักษ์พิทักษ์นายอย่างที่เห็นๆ
           
            วิธีแก้เรื่องนี้ทำได้โดยอาศัย อริยสัจ 4 เป็นหลัก และถ้าหากนายกฯ อภิสิทธิ์มีความเป็นผู้นำและมีความเข้าใจ บางอย่างก็แก้ได้ทันทีโดยไม่ต้องแก้กฎหมายหรือระเบียบใดๆ เพียงแต่นายกรัฐมนตรีรวบรวมความกล้า ยอมให้มีวาระ Prime Minister’s Questions แบบอังกฤษ ที่นายกฯ จะเข้าไปตอบหัวหน้าฝ่ายค้านและ ส.ส.สัปดาห์ละครั้ง เป็นการทำการบ้านอย่างดีที่สุดของทั้งสองฝ่ายและประชาชนก็จะเข้าใจการบริหารบ้านเมืองดีขึ้น ถ้านายกฯ อภิสิทธิ์ทำได้ นอกจากความพร่ำเพรื่อไร้กาลเทศะของการเปิดอภิปรายทั่วไปจะลดลง ผมว่าพวกฝ่ายค้านก็จะพากันวิ่งหางจุกตูด เพราะพวกนี้รู้ว่ายิ่งพูดก็ยิ่งจะเข้าเนื้อ ตนมีแต่ความขี้เกียจและความตะกละเป็นเจ้าเรือน ฉุยไปฉายมาเพื่อคอยจังหวะฉกฉวยอำนาจและเงินเท่านั้น ไม่สามารถทำอะไรที่เป็นแก่นสารด้วยความรู้และข้อมูลที่เป็นจริงได้
           
            นายยุวรัตน์ กมลเวชช อดีต กกต.คนดัง บอกว่าตราบใดที่ ส.ส.แบบนี้ยังคงมีอยู่ ตราบนั้นเมืองไทยไม่มีทางเป็นประชาธิปไตย จะต้องห้ามมิให้ ส.ส.เก่าสมัครผู้แทนอย่างน้อย 10 ปีจึงจะแก้ปัญหาได้
           
            ผมได้ฟังการอภิปรายครั้งนี้แล้ว ถึงจะไม่เชื่อสูตรในการแก้ปัญหาของนายยุวรัตน์ แต่ก็ต้องยอมรับว่าความเสื่อมทรามของประชาธิปไตยส่วนหนึ่งมาจาก ส.ส.และสภาจกเปรตนี่เอง

    March 15

    ช่วยจำแบบบริหารสมอง

    เคล็ดลับช่วยจำและวิธีบริหารสมอง / เอมอร คชเสนี
    โดย เอมอร คชเสนี 15 มีนาคม 2552 12:18 น.
           หลายคนคงเคยมีอาการหลงๆ ลืมๆ แบบนี้นะคะ.....ลืมว่าเอากุญแจบ้านกับมือถือไปวางไว้ตรงไหน หรือออกจากบ้านแล้วแต่ต้องกลับเข้าไปใหม่เพราะลืมว่าปิดไฟแล้วหรือยัง หรือเห็นเงินในกระเป๋าแล้วงงว่าทำไมเหลือแค่นี้ ซื้ออะไรไปเนี่ย
           

           วันนี้มีเคล็ดลับช่วยจำและวิธีบริหารสมองมาฝากค่ะ
           
           1. จดบันทึก
           
           การจดบันทึกจะช่วยให้คุณวางแผนเรื่องต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน นัดหมายต่างๆ รวมไปถึงการจดเบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ อีเมลแอดเดรส วันเกิดเพื่อน หรือข้อมูลเกี่ยวกับตัวคุณเอง เช่น ยาประจำตัว จะให้ดีควรเป็นสมุดเล่มเล็กๆ ที่พกพาติดตัวไปด้วยได้
           
           การลงมือเขียนด้วยตัวเองจะช่วยย้ำให้สมองจดจำได้ดีขึ้น และดีกว่าการใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วย เช่น การบันทึกไว้ในมือถือ
           
           2. พูดกับตัวเอง
           

           การพูดออกมาดังๆ ก็คล้ายกับการจดบันทึก เพียงแต่ออกมาในรูปของเสียง ควรเริ่มต้นตั้งแต่เช้า นึกถึงสิ่งที่คุณต้องทำในวันนั้น แล้วพูดออกมาดังๆ เช่น วันนี้ต้องซื้อบัตรเติมเงิน ตอนเที่ยงมีนัดกับลูกค้า ตอนเย็นต้องแวะซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต ย้ำกับตัวเองซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง
           
           3. ติดโน้ตในที่ที่มองเห็นได้ง่าย
           

           เขียนสิ่งที่ต้องทำลงบนกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ แปะไว้ในที่ที่มองเห็นได้ง่าย เช่น ประตูตู้เย็น ประตูบ้าน ในรถ หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทุกครั้งที่เห็นโน้ตที่ติดไว้ ก็เท่ากับเตือนสมองให้จดจำเรื่องเหล่านั้น
           
           4. เก็บของให้เป็นที่
           

           ฝึกนิสัยเก็บของให้เป็นที่ เช่น แขวนกุญแจไว้ข้างประตูทางออก วางมือถือไว้บนโต๊ะทำงาน เก็บยาก่อนนอนไว้ที่โต๊ะหัวเตียง ชีวิตที่เป็นระเบียบจะช่วยให้สมองเป็นระเบียบเช่นกัน
           
           5. ทำชีวิตให้ช้าลง
           
           สมองจะจดจำอะไรได้ช้าลงเมื่ออายุมากขึ้น การพูดเร็ว-ทำเร็วจนเกินไป ทำให้สมองเก็บเรื่องราวเหล่านั้นไว้ไม่ทันและหลงลืมไปในที่สุด
           
           6. อย่าทำหลายอย่างพร้อมกัน
           

           การทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกัน เช่น คุยโทรศัพท์ไปด้วย ดูโทรทัศน์ไปด้วย หรือทำงานไปด้วย ฟังเพลงไปด้วย จะทำให้ไม่มีสมาธิในการจำ ควรเลือกทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งจะดีกว่า
           
           7. มีสติ
           
           การมีสติขณะทำสิ่งต่างๆ จะช่วยให้เราไม่หลงลืมได้ง่าย สมองจะจดจำได้โดยอัตโนมัติว่า ขณะนั้นเราปิดไฟแล้ว ปิดน้ำแล้ว ปิดแก๊สแล้ว ไม่ต้องมานั่งลังเลสงสัยทีหลังว่า เอ๊ะ ฉันทำไปแล้วหรือยัง
           
           8. ร่างกายแข็งแรง
           

           สมองที่แจ่มใส มาจากร่างกายที่แข็งแรง ดูแลตัวเองให้ดี รับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ให้ครบหมู่ เน้นปลา ผักผลไม้สด ข้าวกล้อง และน้ำ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เมื่อร่างกายแข็งแรง ความจำก็จะดีตามไปด้วย
           
           9. ทำสิ่งที่ตัวเองถนัด
           
           ความถนัดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนจำได้ดีเมื่อได้มองเห็นหรือจดบันทึก บางคนจำได้ดีเมื่อได้ยินเสียงหรือพูดดังๆ บางคนจะจำได้ก็ต่อเมื่อได้ลงมือปฏิบัติ สังเกตตัวเองว่าคุณจำได้ดีกับวิธีการไหน แล้วเลือกวิธีการที่เหมาะกับตัวเอง แต่ถ้าจะให้ดี ใช้ทั้ง 3 วิธีสลับกันก็จะช่วยให้สมองได้ฝึกทักษะมากขึ้น
           
           วิธีบริหารสมอง ที่ช่วยในการพัฒนาความจำอย่างง่ายๆ สามารถทำได้ดังนี้
           
           1. หยิบสิ่งของในที่มืด หลับตาอาบน้ำ หรือหลับตาแต่งตัว
           2. รับประทานอาหารหรือหยิบจับสิ่งต่างๆ โดยใช้มือข้างที่ไม่ถนัด
           3. ฟังเพลงที่ไม่เคยได้ยินเนื้อร้องมาก่อน แล้วหัดร้องตามไปจนร้องได้
           4. อ่านหนังสือหลายๆ ประเภท หรือเปลี่ยนจากคอลัมน์ที่เคยอ่านประจำไปอ่านคอลัมน์อื่นบ้าง
           5. อ่านป้ายโฆษณาตามข้างทาง ท้ายรถตุ๊กตุ๊ก ข้างรถเมล์ หรือถุงกล้วยแขก
           6. ดูโทรทัศน์ที่มีสองภาษา หรือดูภาพยนตร์ที่มีซับไตเติล
           7. บวกลบเลขทะเบียนของรถคันหน้า หรือเลขบนตั๋วรถเมล์
           8. เปลี่ยนกิจวัตรประจำวัน เช่น จัดห้องใหม่ เปลี่ยนที่วางของ เปลี่ยนเส้นทางการเดินทาง หรือจากที่เคยขับรถก็เปลี่ยนไปนั่งรถเมล์หรือรถไฟฟ้าแทนบ้าง
           9. เล่นเกมฝึกสมอง เช่น หมากรุก หมากฮอส ปริศนาอักษรไขว้ จับผิดภาพ ฯลฯ
           10. เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เช่น หัดเล่นดนตรี เรียนภาษา เรียนทำอาหาร ฝึกศิลปะป้องกันตัว ฯลฯ
           11. หมั่นออกสังคม พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติกับเพื่อนฝูง อย่าแยกตัวออกจากสังคม เพราะจะทำให้สมองไม่เกิดการพัฒนาและเสื่อมไปในที่สุด

    Ele[hants on the loose in Bangkok

    Investigative Report

    Elephants on the loose in Bangkok

    Last week 'Spectrum' looked at the problem of elephants taken illegally from the wild. This week we investigate the situation on the streets of the capital

    By: Piyaporn Wongruang
    Published: 15/03/2009 at 12:00 AM
    Newspaper section: Spectrum

    After receiving many complaints about elephants and their mahouts in the Rama IX area earlier this month, Prayote Promsuwan, a senior official for the Bangkok Metropolitan Administration's (BMA) law enforcement and inspection division, sometimes known as the thetsakit, mobilised his subordinates and Livestock Department officials to arrest the mahouts. Instead of running away like normal criminal suspects, the mahouts, who were taking a rest at an empty plot of land, just craned their necks and watched as the officials approached them. The two sides greeted awkwardly, with wry grins all around, until Mr Prayote broke the silence by saying: "Let's get together and talk."


    HOME AWAY FROM HOME: The elephants find temporary shelter alongside Rama IX road.

    Having dealt with mahouts in Bangkok for many years, Mr Prayote said he cannot remember how many times his men have arrested a particular mahout, only to see him on the street with his elephant a short time later after having paid a relatively small fine. It's an endless cycle, he said. Many mahouts have been arrested so often they become acquaintances of the officials.

    Elephants roaming the streets have been a Bangkok fixture for decades, and a big part of the problem is that the city is simply not equipped to care for the elephants if their mahouts are jailed.

    Mr Prayote said the BMA first addressed the issue in 1999 with a proposed solution to build a new park on the outskirts of the city to take care of the elephants. This proposal, Mr Prayote said, just disappeared over time, leaving officials at concerned agencies to try to find ways to cope with the problem on their own.

    Four years later, the BMA issued an edict banning mahouts from bringing their elephants to the city. Under the ban, the BMA can fine the mahouts a minimum of 500 baht per arrest.

    In 2006, a more comprehensive effort to deal with the problem was mobilised, led by the Natural Resources and Environment Ministry. At least eight state agencies, including the Livestock Development, as well as agencies under the Interior Ministry, were invited to take part in tackling the problem. It was agreed to set up a cooperative operational unit with personnel from the eight agencies. It was also agreed to amend the relevant laws concerning elephants - at least nine - to clarify the unit's authority to deal with the problem.

    Mr Prayote said that after only a few weeks there were no more elephants in Bangkok as the mahouts had fled the city with them in fear. The cooperative unit was inexplicably disbanded.

    It was not too long before mahouts and their elephants were back in the city. The amendments of relevant laws to offer holistic solutions never took place, and thetsakit officials like Mr Prayote were left with limited authority to deal with the re-emerging problem.

    Officials have asked Livestock Department officials to help in the arrests, because they have more power to directly arrest mahouts if they move elephants around without permission from the department, and to confine the elephants if they are diseased. The 1956 Animal Epidemic Act sets fines of up to 10,000 baht and/or a jail term of up to six months.


    ALL IN A DAY’S WORK: Crossing Rama IX road, en route to Soi Nana.

    In reality, officials cannot seize elephants if they cannot establish evidence that the animals carry diseases, or if they have animal identity certificates issued by the Interior Ministry.

    "We track them, we arrest them [the mahouts] and then we have to release them - and it's just like that. It's like we paddle round and round in a pond," said Mr Prayote, who added that over the past few years he has seen an increase in the number of elephants roaming the city. According to the latest records, his team has arrested over 50 mahouts since January, or about one a day.

    THE BANGKOK ALTERNATIVE

    Officials say the root of the problem in Bangkok lies around 500km away, in Ta Klang village, Tambon Krapho in Surin province, where more than 90% of the elephants now found in the city come from. The villagers formerly used elephants for logging and, to a lesser extent, for ploughing rice fields. However, some 20 years ago the government declared a ban on logging. Meanwhile, the elephants' feeding ground, which was the young forest behind the village, had been turned into a big eucalyptus plantation, resulting in a scarcity of food.

    The alternative for mahouts is coming to Bangkok and selling sugar cane to tourists to feed the elephants, or selling other small items to tourists using the elephants as a draw card. On some days the mahouts earn up to 2,000 baht, so it's not surprising that more and more mahout/elephant teams are arriving from Surin and neighbouring provinces.

    Pui, a 28-year-old mahout from Ta Klang, claimed that the present generation is shouldering a heavy burden in raising elephants their ancestors brought home, and added that there are hardly any jobs to be found in the village. His family has one elephant left, so he decided to join his neighbours and take the elephant to the city.


    "Elephants eat a lot, but there is less forest left to feed them. Once the rice harvest is finished, it's the time to come to Bangkok," said Pui.

    According to Danchai Namai, a vet inspector for the Livestock Development Department who has been coordinating with Mr Prayote's team, the business has become lucrative to the point that there is rental and trade in domestic elephants among mahouts.

    Mr Danchai added that elephants now being brought to Bangkok tend to be young.

    He said that during the raid in the Rama IX area earlier this month, officials found one elephant that was from a Karen hill tribe rather than Surin, and noted there are reports that wild elephants are illegally captured in the wild and registered under forged identity certificates.

    The Bangkok City Law Enforcement Office recently sent a letter to the Natural Resources and Environment Ministry asking it to reactivate its policy of cooperation among concerned agencies.

    A source at the Interior Ministry conceded that at present there is a lack of integrated regulation, and each concerned agency has limited authority to deal with domestic elephants. There has been an attempt to formulate a new law to regulate elephants in the country, both wild and domesticated ones, during the past few years, but nothing has come of it.

    His department conducted a nationwide survey on domesticated elephants, and found there were about 2,400 animals being raised in various locations. He said his department is enhancing the elephant registration process by putting the data online so that concerned authorities can check on their status and background.

    This is partly to prevent forged registration of newly captured wild elephants, which could aggravate the problem of elephants in the city. Under the 1992 Wildlife Preservation and Protection Act, wild elephants cannot be registered.

    Referring to the never-ending arrests, Mr Prayote said it was no good "tackling the problem at its end" as they have been doing.

    "We cannot tackle the problem alone, but we cannot just sit and watch it happen either,"said Mr Prayote.

    "The work has become such a dark joke for us. Various agencies trying to help come and go, and holistic solutions are proposed, but things stay the same. The fact is, elephants are our national pride, and we are now leaving them in desperate straits."

    Aphisit"s

    Opinion

    INTELLECTUAL DISHONESTY

    By: Voranai Vanijaka
    Published: 15/03/2009 at 12:00 AM
    Newspaper section: News

    Last night, March 14, Prime Minister Abhisit Vejjajiva gave a speech at his old alma mater: Oxford's St John's College. Ahead of the speech "Taking on the challenges of democracy", the international anti-Abhisit (pro-Thaksin?) brigade went on a rampage.

    With all due respect to Richard Lloyd Parry, Asia editor of The Times, and his March 13 commentary, "The charmer making a mess of his country".

    Mr Parry, a more experienced, esteemed and excellent journalist than I could ever dream to be.

    With all due respect to Lee Jones, Rose Research Fellow in International Relations who penned an open letter to the president of St John's College expressing his stance against inviting PM Abhisit to give a speech.

    Mr Jones, a brilliant and respected scholar, while I barely graduated from college.

    With the understanding that any and all well-balanced commentary and constructive criticism of Thailand by anyone is welcomed and appreciated.

    With all that, and much more, let me humbly point out one thing: Lads, it's a waste of precious ink and paper, not to mention bandwidth, if you don't know what you're writing about. It makes a mockery of your responsibilities if you misinform your readers.

    Mr Parry concluded that PM Abhisit lacks "democratic legitimacy" and Mr Jones concluded that PM Abhisit isn't qualified to give a speech on democracy in Thailand, for the following reasons:

    1) Both say that PM Abhisit came to power through illegitimate means (the army, the PAD and powerful influences), while former PM Thaksin Shinawatra is "adored by the majority" (to quote Mr Parry) and both he (Thai Rak Thai) and former PM Samak Sunderavej (People Power party) were elected by the people of Thailand, unlike PM Abhisit.

    2) Both say that under PM Abhisit's regime, there's abuse of lese majeste laws, first against Australian author Harry Nicolaides, whose book allegedly insulted the Royal Institution, and then forcing outspoken academic Professor Giles Ungpakorn to flee Thailand over his book, A Coup for the Rich - as well as abuses of civil rights and liberties in closing down websites on lese majeste charges.

    3) Both say that under the Abhisit regime, there is gross human rights abuse, especially in the case of brutality against Rohingya refugees. Whereas, as Mr Parry put it, Thaksin may have "used his great wealth to political and personal advantage", "ordered a brutal campaign against Islamic insurgents which left scores of innocent people dead" and " licensed the police to execute without trial anyone they suspected of being a dealer. But for all of this, he changed for the better the lives of millions of rural Thais."

    As such, PM Abhisit lacks "democratic legitimacy" and ought not to talk about "democracy" at St John's College.

    Firstly, gentlemen, please understand that the people of Thailand did not vote for Thaksin or PM Abhisit any more than the people of the United Kingdom voted for Gordon Brown.

    In Thailand's parliamentary democracy, the people vote for their local overlord, who owes allegiance to the regional political baron. The baron (kingmaker) then sought to make the best possible deal to enrich himself. The person who gives him the best deal receives his vote and those of his cronies for premiership.

    The army, the PAD or any one else can huff and puff all they want. PM Abhisit would not have become prime minister if kingmaker Newin Chidchob couldn't make a deal with him. Just like Thaksin wouldn't have become PM if Mr Newin and other kingmakers didn't make a deal with him.

    The elected representatives of the people of Thailand elected PM Abhisit, legally and legitimately. He's no more and no less legitimate than Mr Samak or Thaksin before him.

    Welcome to third world democracy - it isn't pretty, but if the system is flawed, then chastise the system. To say PM Abhisit's premiership is in any way illegitimate means that you simply do not understand the working of democracy.

    Secondly, the alleged abuse of lese majeste laws at the hands of the Abhisit government. Let's do a bit of an exercise: Guess who filed lese majeste charges and black-listed four Far Eastern Economic Review journalists? Guess who initiated a media monitoring centre, used underhanded tactics to intimidate and silence journalists and media organisations? Guess which former prime minister used lese majeste laws against those who criticised him? In 2003, the court sentenced Japanese writer Koshi Takahashi, 69, to imprisonment on lese majeste charges. Guess who was the prime minister in 2003?

    Does the Abhisit government abuse the lese majeste laws? No more and no less than the Thaksin government or any other government of Thailand.

    Every Thai government monitors the media, closes down publications and websites and imprisons individuals on charges of lese majeste. Lese majeste hasn't anything to do with PM Abhisit or Thaksin. Lese majeste is far more powerful than PM Abhisit and Thaksin put together. Lese majeste will exercise its power regardless of who the prime minister is. To blame PM Abhisit alone means you simply don't understand lese majeste or Thailand.

    Thirdly, the Thai military have committed brutalities against refugees (Rohingya or otherwise) long before even PM Abhisit was born. The question should be how the prime minister handled the issue after the scandal broke.

    To blame PM Abhisit for brutality against Rohingya refugees, only less than two months in government, because a tourist happened to take pictures of abused Rohingya refugees on a beach earlier this year, is simply wrong.

    To imply that Thaksin's direct responsibility in the violation of human rights is in any way excusable because he threw money at the poor, is a morally corrupt perspective.

    PM Abhisit is very qualified to talk about democracy. Not because he's necessarily an expert, or even a believer in democracy, but because he is the national leader of a country in a democratic crisis.

    Thailand is a classic case of a newly emerged nation struggling with the basic principles of democracy. Having its leader speaks on the topic to the esteemed academics at St John's College will be of far more use and benefit to the progress and understanding of democratic struggles in the third world than any lecture by a professor.

    Perhaps the president of St John's College understood this. Perhaps Rose Research Fellow Mr Jones didn't. Perhaps Mr Jones also fails to understand that freedom of speech, debate and exchange of ideas is in the spirit of democracy.

    It may be true, as Mr Parry stated, that PM Abhisit is "presiding over a chaotic and callous regime". But that's also true for the Thaksin regime, or any other regime in Thailand. The problem is, Mr Parry's argument to support his conclusion is not only chaotic and callous, but simply wrong.

    It may be true when Mr Jones asserted that "the Abhisit administration has only come to power in Thailand following a period of naked manipulation of Thai politics by cynical political elites, including the leadership of Abhisit's own Democrat party". But that's also true of the prime ministers before him. The problem is, Mr Jones' argument is also a naked manipulation of evidence and context to serve his own agenda.

    Mr Parry and Mr Jones, please give us 60 million plus Thais constructive criticism. Please give us worthy analysis and valued advice. We need all the help we can get. But having to deal daily with the ... shall we say ... "cow manure" that our government, bureacracy and elite feed us every day, it doesn't help a struggling third-world democracy and its 60 million plus population if an esteemed journalist at a prestigious publication such as The Times and a respected Rose Research Fellow at St John's College try to feed us the same.

    With all due respect, both Mr Parry and Mr Jones are two highly intelligent individuals who are guilty of intellectual dishonesty in their bid to discredit PM Abhisit.

    สนธิ ลิ้มทองกุล 10 มีนาคม 52

    “สนธิ” ชี้ “แม้ว” จ้อผ่านนิตยสารฟาร์อีสเทิร์น เปรียบตัวเองเป็นหมาเชื่อง สะท้อนปากไม่ตรงกับใจ ระบุ ต้องมองที่การกระทำ ที่โยงใย “ใจ อึ๊งภากรณ์-ธงชัย วินิจจะกุล-เว็บประชาไท” และกลุ่มคนเสื้อแดงในขบวนการไม่เอาเจ้า แถมตบท้ายด้วยการให้ร้ายประเทศไทยเช่นเคย ชี้ หากจริงใจกับคำพูดต้องยอมกลับมาติดคุกเพื่อชาติ จวกซ้ำอวดอ้างเป็นคนเดียวที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ทั้งที่เป็นปัญหาของทั่วโลก แถมมีส่วนทำความเสียหายให้ประเทศมาแล้ว
           
           
            คลิกที่นี่ เพื่อฟัง รายการ "Good Morning Thailand"
           
           รายการ “Good Morning Thailand” ดำเนินรายการโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี-ทีวีของประชาชน เวลา 06.00-07.00 น.วันจันทร์ถึงศุกร์ สำหรับวันอังคารที่ 10 มีนาคม 2552 ได้นำข่าวคราวต่างๆ มาวิเคราะห์ และนำเสนออย่างหลากหลายเช่นเคย
           
           “สวัสดีตอนเช้าครับ ท่านผู้ชมและพ่อแม่พี่น้องชาวพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย วันนี้ เป็นวันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2552 รายการ Good morning Thailand วันนี้ จะไม่มีในวันพรุ่งนี้ เป็นเวลาประมาณ 4-5 วัน โดยที่ผมนั้นจะเริ่มเตรียมตัวไปพบปะกับพันธมิตรฯทาง USA โดยจะไปถึงสหรัฐฯประมาณวันที่ 13 แต่ที่ต้องหยุดตั้งแต่ 11 ไปนั้น เพราะว่าต้องเตรียมตัวหลายๆ อย่าง และต้องเดินทางไปอีกที่หนึ่งก่อนจะไปสหรัฐอเมริกา
           
           รายการคุณปอง อัญชลี และ คุณเก๋ กมลพร ก็จะขยับขึ้นมา จาก 07.00 น.เป็น 06.30 น. และพอพ้นวันเสาร์-อาทิตย์ที่จะถึงนี้แล้ว วันอังคารก็กลับมาเหมือนเดิม เพราะฉะนั้น ขอให้ท่านผู้ชม พ่อแม่พี่น้องชาวพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ติดตามรายการนี้อยู่ ขอให้อดใจรอ และจะได้พบกันอีกอย่างแน่นอน จะได้ฟังเพลงเพราะๆ ตอนเปิดรายการของ หลุยส์ อาร์มสตรอง
           
           คืนนี้พลาดไม่ได้นะครับ พ่อแม่พี่น้องและท่านผู้ชม เพราะว่าคืนนี้ผมจะมาออกรายการในช่วง 20.30 น.ผมจะเล่าเรื่องสถานการณ์การเมืองโดยรวม คือ ผมจะโยงมาให้ฟังว่า วิวัฒนาการและพัฒนาการของสถานการณ์การเมือง วิวัฒนาการและพัฒนาการมาอย่างไง แต่ละขั้นตอน เพื่อให้ท่านผู้ชมและพ่อแม่พี่น้องได้เห็นชัดเจน ได้เห็นป่าทั้งป่า ว่า ในขณะนี้เรากำลังเผชิญอะไรอยู่ และต่อจากนี้จะเป็นอะไร จะมีตัวละครหลายตัวละคร ซึ่งเป็นการเล่าสู่กันฟัง เหมือนคนซึ่งเอาเหตุการณ์ทางการเมืองมาอธิบาย และขอความกรุณาว่า ท่านผู้ชมและพ่อแม่พี่น้องก็คือนักเรียนที่จะเรียนในวิชารัฐศาสตร์การเมืองร่วมยุคร่วมสมัยของประเทศไทย และสนุกแน่นอนครับ ยืนยันได้ พี่น้องและท่านผู้ชมพลาดไม่ได้เด็ดขาด เพราะถ้าพลาดแล้วจะต่อรูปต่อเรื่องของการเมืองไทยได้ยาก แต่ถ้าไม่พลาดแล้วเข้าใจ รู้จักเอาไปคิด และผมมีความปรารถนาว่า เหตุการณ์หรือรายการคืนนี้พอจบแล้วจะพิมพ์เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ อธิบายความ และผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมอธิบายนั้นไม่น่าจะผิดพลาดไป
           
           ที่พูดไม่ใช่เพราะอวดอ้างตัวเอง แต่เพราะว่าบางครั้งเวลาเรามองอะไร เรามองป่าทั้งป่า เรามองภาพรวม เพราะฉะนั้นเหตุการณ์เพียงหนึ่งเหตุการณ์ หรือต้นไม้เพียงต้นเดียว ไม่มีความหมายหรอกครับ พลวัตรการขับเคลื่อน มันเคลื่อนไปทั้งป่า เคลื่อนไปทั้งองค์รวม เพราะฉะนั้นต้นไม้ต้นหนึ่งนั้นเป็นส่วนหนึ่งของป่าเท่านั้น เมื่อป่าเคลื่อนไปด้วย ต้นไม้ก็เคลื่อนไปด้วย หลายๆ ครั้งเราเข้าใจผิด เราจะเห็นต้นไม้ต้นหนึ่งในป่าๆ หนึ่ง ถ้าเราไม่เข้าใจป่า เราเห็นต้นไม้เป็นลักษณะนี้ เราจะตกอกตกใจ หรือเราจะมีความสบายใจ ทั้งๆ ที่ต้นไม้ต้นนั้นเป็นเพียง 1 ในล้านส่วนของเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น 20.30-21.30 น.พลาดไม่ได้เด็ดขาด
           
           วันที่ 14 วันเสาร์นี้ ที่ แอลเอ แฟร์กราวน์ ก็จะมีรายการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พบปะกับพ่อแม่พี่น้องประชาชนใน USA โดยที่วันนี้ต้องขอขอบพระคุณพันธมิตรฯ USA ทุกๆ ท่าน ไม่ว่าท่านจะเป็นใครก็ตาม ไม่ว่าท่านจะเป็นแกนนำ หรือไม่ใช่แกนนำของพันธมิตรฯ USA ขอบคุณในน้ำจิตน้ำใจ ขอบคุณในการที่จะทุ่มเทและได้ทำงานช่วยเหลือ ให้งานวันที่ 14 นี้ สำเร็จและยิ่งใหญ่ และขอบคุณพ่อแม่พี่น้องทุกคนที่เข้ามาร่วมรายการ มาชมมาฟัง เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการยกพลไปเยอะขนาดนั้น เพราะฉะนั้นการเดินทางไปครั้งนี้มีนัยสำคัญทางประวัติศาสตร์ทางการเมือง สำหรับพ่อแม่พี่น้องชาวพันธมิตรฯ หรือพ่อแม่พี่น้องคนไทยที่อยู่ใน USA เป็นอย่างมาก เพราะว่าไม่เคยมีครั้งใดที่จะมีการทำการเมืองบนเวทีให้เข้าใจอย่างกระจ่างและแจ่มแจ้ง
           
           นอกจากนั้น หลายๆ ท่านที่เคยชมคุณศรัณยู วงษ์กระจ่าง หรือวงโฮป วงแฮมเมอร์ และหลายๆ วง ตลอดจนนักพูดที่มีฝีปากคมกริบ ไม่ว่าจะเป็นคุณประพันธ์ คูณมี หรือหลายๆ ท่าน ก็จะได้เจอตัวจริงครั้งนี้ และเป็นครั้งแรกเหมือนกันนะครับท่านผู้ชมและพ่อแม่พี่น้องชาวพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่พี่น้องชาวพันธมิตรฯ USA จะได้พบแกนนำทั้ง 5 พร้อมเพรียงกัน ตั้งแต่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง คุณพิภพ ธงไชย คุณสมศักดิ์ โกศัยสุข ผมสนธิ ลิ้มทองกุล และคุณสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ จะได้พบกันพร้อมหน้าพร้อมตา ผสมกับแกนนำรุ่นที่ 2 บางท่านที่ไปด้วย งานนี้เป็นงานเชื่อมสามัคคีกันอย่างแน่นหนา
           
           วันนี้ เป็นเรื่องราวต่างๆ เหมือนเมื่อวาน คือมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องอธิบายนัยของเหตุการณ์ให้เข้าใจลึกซึ้งถ่องแท้ เมื่อวานนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ให้สัมภาษณ์อีกแล้ว ไม่รู้ว่าครั้งที่เท่าไร หลังจากที่ให้สัมภาษณ์หลายหนังสือพิมพ์ หลายนิตยสาร ล่าสุดก็ให้สัมภาษณ์ นิตยสารไทม์ แมกกาซีน ซึ่งได้มีการพูดคุยไปแล้ว เมื่อวานนี้ก็ให้สัมภาษณ์นิตยสารฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว นะครับ และการให้สัมภาษณ์นั้น มีลักษณะอยู่ 2 ลักษณะ ลักษณะหนึ่งคือ พูดจาวกวน และพูดจาไม่ตรงกับสิ่งที่เคยพูด เพราะฉะนั้นลักษณะที่คุณทักษิณพูดจาออกมา เป็นลักษณะของคนที่ดูแล้วน่าจะมีปัญหาทางจิต คือวันนี้พูดจาเพื่อให้สงสาร วันนี้พูดจาเพื่อท้าทาย หรือว่าพูดจาเป็นในลักษณะที่เป็นขบวนการที่สอดคล้องกับหลายๆ ขบวนการ อย่างเช่นการพูดเมื่อวานนี้เป็นขบวนการที่สอดคล้องกับขบวนการของนายธงชัย วินิจจะกุล เป็นผู้ซึ่งเดินเรื่องเอานักวิชาการต่างประเทศมาเซ็นชื่อร่วมเพื่อเสนอรัฐบาลขอให้แก้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112
           
           น่าสนใจหลายอย่างนะครับ จริงๆ แล้ว ผมสนใจในขบวนการมากกว่าสนใจในเนื้อหาที่คุณทักษิณพูด เพราะคุณทักษิณนั้นพูดจาอะไรไม่น่าเชื่อถือเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะว่าถูกจับได้ว่าโกหกมาตลอด ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม
           
           ครั้งนี้เนื้อหาที่ออกมานั้น เป็นเนื้อหาที่ถ้าฟังให้ดีแล้ว เสมือนกับทักษิณกำลังจะบอกทุกคนว่า เขาพร้อมที่จะสมานฉันท์ และเขายืนยันในความจงรักภักดี ถึงกับเปรียบเทียบตัวเองว่าตัวเองนั้นเป็นหมาที่เชื่องแล้ว และยังจะเชื่องมากกว่านี้ คือ ผมไม่จำเป็นต้องเล่าว่าข้อเท็จจริงของคำว่าเชื่องของคุณทักษิณนั้นมีอะไรบ้าง หลายๆ เรื่อง อย่างที่ผมเรียนให้พ่อแม่พี่น้องฟัง ว่าเวลาเราดูปัญหาอะไร เราอย่าไปดูที่คำพูดของเขา เราต้องดูการกระทำ และเมื่อเราดูการกระทำแล้วก็ยังไม่พอ เราต้องดูสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาด้วย
           
           ข้อที่ 1 ถ้าเราเห็นว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่คุณทักษิณอยู่เบื้องหลัง เราก็ต้องเห็นพ้องต้องกันว่า กลุ่มคนเสื้อแดงก็คือกลุ่มคนซึ่งผูกพันกับพรรคเพื่อไทย เพราะฉะนั้นกลุ่มเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยก็ย่อมเป็นขบวนการที่คุณทักษิณอยู่เบื้องหลัง
           
           ต่อจากกลุ่มคนเสื้อแดงแล้ว เราก็มาดูหัวหน้ากลุ่มเสื้อแดง เราก็เห็นคุณจตุพร พรหมพันธุ์ คุณวีระ มุสิกพงศ์ และคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ตลอดจนการแสดงออกของคนเสื้อแดง รวมทั้งนายใจ อึ๊งภากรณ์ ที่ขึ้นเวทีเสื้อแดง อาจารย์มหาวิทยาลัยบางคนที่ขึ้นเวทีเสื้อแดง ที่กล่าวจาบจ้วงสถาบันกษัตริย์ และแสดงเจตนารมณ์ที่จะไม่เอาสถาบันกษัตริย์ และต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ถึงกับล่าสุด นายใจ ถึงกับประกาศว่า ประเทศไทยต้องเป็นสาธารณรัฐ นั่นคือไม่มีกษัตริย์ เพราะฉะนั้นเมื่อนายใจขึ้นเวทีเสื้อแดง ก็แปลได้ 2 อย่าง
           
           อย่างแรก คือ นายใจ คือ เครือข่ายเสื้อแดง ซึ่งมีอุดมการณ์เหมือนกัน อย่างที่ 2 คือ นายใจคือหนึ่งในกระบวนการเสื้อแดง แต่แตกหน่อออกจากมวลชนมาเป็นสายนักวิชาการ เมื่อเป็นสายนักวิชาการ เมื่อทันทีที่นายใจขึ้นมา เมื่อนายใจมีปัญหา นายใจหนีหมายจับออกไป และนายใจไปกล่าวโทษกล่าวหาประเทศไทย รวมทั้งแสดงเจตนารมณ์ว่าต้องการจะล้มสถาบันกษัตริย์ เปลี่ยนประเทศไทยเป็นสาธารณรัฐ ฉับพลันทันที ก็มีนายธงชัย วินิจจะกุล โผล่มาพร้อมกับการล่ารายชื่อนักวิชาการต่างประเทศที่ไม่เข้าใจจารีตประเพณีของเมืองไทย ให้โจมตีว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 นั้นเป็นกฎหมายที่ปิดกั้นเสรีภาพ ก็ย่อมโยงได้เช่นกันว่า นายธงชัย กับ นายใจ คือ เครือข่ายเดียวกัน
           
           นอกจากนั้นยังไม่พอ เรายังสามารถจะโยงต่อไปถึงเว็บไซต์ อย่างเช่น เว็บไซต์ประชาไท ออกมามีความเห็น 40 กว่าความเห็น ซึ่งเป็นการทำร้ายและทำลายสถาบันกษัตริย์ เมื่อตำรวจไปจับผู้บริหารเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งเกี่ยวพันกัน โดยที่ผู้บริหารเว็บไซต์ประชาไทนั้นจะต้องถูกดำเนินคดีข้อหาผิดพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ ก็ปรากฏว่าผู้ที่ไปประกันตัว บก.เว็บไซต์ประชาไทนั้น คือ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ ซึ่งอยู่กลุ่มเดียวกับนายใจ ที่เซ็นชื่อร่วมในการยกเลิกมาตรา 112 ร่วมกัน นี่คือการเกี่ยวโยงกัน เมื่อเราไปดูในเว็บไซต์ประชาไท เจ้าของเว็บไซต์คือ นายจอน อึ๊งภากรณ์ ซึ่งเป็นพี่ชาย นายใจ อึ๊งภากรณ์ เพราะฉะนั้น นายจอน อึ๊งภากรณ์ จะปฏิเสธความเกี่ยวพันเช่นนี้ไม่ได้ และปรากฏเว็บไซต์ประชาไทนั้นก็เป็นเว็บไซต์ที่ นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ ซึ่งเป็นนักวิชาการของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ออกมาโจมตีฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตลอดเวลา และยืนข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ตลอดเวลา จะเห็นได้ชัด
           
           ด้วยเหตุนี้ ถ้าเราโยงกลับไปถึง ดา ตอร์ปิโด ก็จะเห็นว่าเมื่อ ดา ตอร์ปิโด โดนดำเนินคดี และต้องประกันตัว คนที่ไปประกันตัว ก็คือ นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็สามารถจะโยง นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เพราะ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ก็เป็นขบวนการเดียวกับ รศ.ฉันทนา ที่ประกันตัว บก.ของประชาไท และเป็นกลุ่มเดียวกับ นายใจ อึ๊งภากรณ์ ซึ่งร่วมเซ็นชื่อหนึ่งที่จะยกเลิกมาตรา 112
           
           เพราะฉะนั้นพี่น้องจะเห็นว่า ทั้งหมด ทั้งกระบวนมันโยงเป็นลูกโซ่กลับไปสู่ที่ใด กลับไปสู่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะฉะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะพูดอะไร ไม่มีความหมาย เพราะว่าการกระทำสำคัญมาก เหมือนกับเรามีเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเกเร ใช้ไม่ได้ มาขอความเห็นใจอีกครั้งหนึ่ง เพื่อขอกลับเนื้อกลับตัว กลับมาเป็นเพื่อนอีกครั้งหนึ่ง เราก็บอกว่าตามสบาย แต่เมื่อพูดแล้วทำคนละอย่าง จนกระทั่งวันหนึ่งเขามาพูด เราก็ต้องบอกว่า คุณอย่าพูดดีกว่า คุณทำให้ผมดูได้ไหม สิ่งแรกที่คุณทักษิณควรทำให้ดู ก็คือคุณทักษิณ ต้องประกาศให้พรรคเพื่อไทยรู้ ว่าคุณทักษิณจะอยู่เฉยๆ อยู่เงียบๆ ดีที่สุด ถ้าผมเป็นคุณทักษิณ ผมไม่กลัวอะไรหรอก
           
           ผมเรียนให้ทราบแล้วว่า การติดคุกติดตะรางนั้น ถ้าเราติดคุกติดตะรางเพื่อชาติบ้านเมือง ไม่มีอะไรน่าเสียหาย ถ้าผมต้องย้ายจากห้องส่งไปนอนในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ นอนกับคน 20 คน แต่ผมรู้ว่าผมยอมติดคุกเพื่อชาติบ้านเมือง ผมไม่กลัวหรอกครับ คุณทักษิณเหมือนกัน ถ้าคุณทักษิณสำนึกผิด คุณทักษิณยอมเคารพในกฎหมาย คุณทักษิณแจ้งมายังทางประเทศไทย บอกว่า จะเข้ามอบตัวเพื่อรับใช้กรรมที่ตัวเองก่อไว้ เดินมาติดคุก 2 ปี เมื่อติดคุก 2 ปีเสร็จเรียบร้อยคุณทักษิณก็ออกมาได้ คุณทักษิณจะสามารถอ้างได้เต็มปากว่า ผมเคารพในกติกา แต่คุณทักษิณไม่กล้าทำ เพราะอะไรพี่น้อง เพราะยังมีคดีอีกหลายคดีซึ่งต่อเนื่องไป อย่างที่ผมบอก คุณทักษิณยอมรับไม่ได้กับกระบวนการยุติธรรมที่พิพากษาให้คุณทักษิณติดคุก แต่คุณทักษิณกลับมาใช้กระบวนการยุติธรรมเดียวกัน ที่ตัวเองรับไม่ได้ มาฟ้องร้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผม และแกนนำ ในหลายข้อหา เพราะฉะนั้น คุณทักษิณก็เลยเป็นคนที่หน้าไว้หลังหลอก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากนะครับท่านผู้ชมครับ
           
           เพราะฉะนั้นแล้วจะให้พูดถึงคุณทักษิณ ในเรื่องคำพูดทักษิณนั้น แทบจะไม่มีความหมายเลย เพราะว่าพูดไปทำไมมี เพราะวันนี้คุณทักษิณก็จะบอกว่า เอาล่ะ ผมขอสมานฉันท์ ไม่สมานฉันท์ไม่ได้ ผมเชื่องแล้ว ผมสามารถจะเชื่องได้อีก และพูดโยงพระเจ้าอยู่หัวฯ ว่า อยู่เบื้องหลังการที่ขับไล่คุณทักษิณออกไป โดยอ้างว่ามีพระเจ้าอยู่หัวฯ คนเดียวที่จะสามารถออกกฎหมายสมานฉันท์ได้ คือ ลักษณะแบบนี้ มันเป็นลักษณะที่คุณทักษิณแสดงความในใจออกมา และคุณทักษิณเองก็ยังอดไม่ได้ที่จะต้องกระแนะกระแหน พูดถึงเรื่องภาวการณ์เศรษฐกิจซึ่งมันพังทลายไปหมดแล้ว โดยที่ใช้การโอ้อวดตัวเองว่า มีตัวเองเท่านั้นที่สามารถจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ซึ่งอันนี้ผมจะโยงกลับไปถึงสิ่งที่ทักษิณว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ว่าเป็นผู้ที่กู้เงิน
           
           คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านก็ได้พูดออกมาชัดเจนว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้เข้ามาครั้งนี้ เข้ามาในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก และในภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนักเป็นภาวะเศรษฐกิจที่โลกเกิดขึ้น ไม่ใช่ที่ประเทศไทยอย่างเดียว อเมริกาล่มสลาย ยุโรปล่มสลาย อังกฤษเพิ่งจะเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในแบงก์ 2 แบงก์ แบงก์แรกคือ รอยัลแบงก์ออฟสกอตแลนด์ แบงก์ที่สอง คือ แบงก์ลอยด์ส อังกฤษเพิ่งจะใส่เงินเข้าไปอีก 260,000 ล้านปอนด์ ตกประมาณเกือบ 400,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้สัดส่วนของรัฐบาลอังกฤษที่อยู่ในธนาคารลอยด์ส สูงถึง 77 เปอร์เซ็นต์
           
           ญี่ปุ่นภาวการณ์ตกต่ำมาก ญี่ปุ่นขาดดุลการค้าที่มหาศาลมาก ซึ่งธรรมดาประเทศอย่างญี่ปุ่นจะไม่มีวันขาดดุลการค้า ครั้งนี้ขาดดุลการค้า ไตรมาสที่ผ่านมานี้ การส่งออกญี่ปุ่น ไตรมาสต่อไตรมาส ไตรมาสที่ผ่านมานี้เทียบกับไตรมาสของปีที่แล้ว เวลาเดียวกัน การส่งออกญี่ปุ่นตกถึง 46 เปอร์เซ็นต์ พี่น้องเคยขายก๋วยเตี๋ยว 100 จาน จู่ๆ วันนี้ขายได้แค่ 54 จาน มันน่าตกใจมาก
           
           เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัดว่าภาวะเศรษฐกิจของโลกนั้นมันเกิดความพินาศฉิบหาย เพราะว่าทุนนิยมเสรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุนสามานย์ที่เกิดขึ้น มันกินตัวมันเอง นายทุนทางตะวันตกโลภมาก คนที่เชื่อในระบบทุนนิยมโลภไม่มีที่สิ้นสุด คิดค้นมาตรการต่างๆ ในการทำมาหากิน คิดค้นหลายๆ วิธีการทางการเงิน คิดค้นหลายๆ วิธีการในการลงทุน และดูดเงินชาวบ้าน แล้วไปเก็งราคา ปั่นราคา จนกระทั่งที่สุดบ้านที่สร้างด้วยไม้ขีด มันทนแรงกดดันข้างบนไม่ได้ ก็เลยล่มสลาย พังลงมาทั้งอัน
           
           พี่น้องจำได้ไหม ผมเคยพูดว่าอย่างไร ผมเคยพูว่า เป็นบุญเป็นกุศลของชาติบ้านเมืองจริงๆ ที่คุณทักษิณไม่ได้บริหารประเทศ เป็นบุญเป็นกุศลของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ได้สร้างบุญคุณกับชาติบ้านเมือง ที่ไล่คุณทักษิณไป เพราะอะไรผมจะเล่าให้ฟัง
           
           เพราะว่าคุณทักษิณนั้นคิดไม่ได้ต่างไปกว่าพวกนายวานิชธนากร คือนักลงทุนต่างชาติที่พูดอยู่ตลอดเวลาเลยว่า ต้องเอาไปลงทุน ต้องลงทุนตลาดการเงิน ต้องปั่นหุ้นให้สูงขึ้น ลงทุนในหุ้น พี่น้องจำได้ไหมว่านักเศรษฐศาสตร์ ตลอดจนนักลงทุน และข้าราชการกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ที่เห็นด้วยกับแนวทางของคุณทักษิณ แม้กระทั่งคุณทักษิณเอง ก็เห็นด้วยที่จะเอาเงินคลังหลวงพี่น้อง เงินคลังหลวงคือเงินที่เก็บไว้ ไม่เอามาใช้ โดยที่ออกมาพูดต่อว่าตำหนิ ติเตียนฝ่ายของพวกเรา ที่บอกว่าอย่าแตะต้องเงินคลังหลวง เขาพูดว่าไง เขาบอกว่าเงินคลังหลวงนั้นอยู่เฉยๆ ไม่มีประโยชน์ ต้องเอาเงินคลังหลวงออกไปทำประโยชน์ เขาก็กลัวผู้คนจะว่าเขาเอาไปทำประโยชน์แบบไหน เขาก็พูดต่อ เขาบอกเงินคลังหลวงเอาไปลงทุนในบริษัทต่างชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก
           
           พี่น้องครับ วันนี้ที่มันเจ๊งกันทุกวันนี้ ก็คือบริษัทต่างชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกแล้วทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้าคุณทักษิณยังอยู่ วันนี้ประเทศไทยล่มสลายไปแล้วพี่น้อง เงินคลังหลวงก็พังพินาศไป นี่ขนาดคุณทักษิณไม่อยู่ ผลพวงที่คุณทักษิณบริหารงานมาก็ปรากฏมาแล้วพี่น้อง พี่น้องซึ่งเป็นข้าราชการที่จ่ายเงินสนับสนุน อุดหนุน กบข. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พี่น้องจำได้ไหม ผมเคยพูดว่ายังไง กบข.ได้เอาเงินก้อนหนึ่งใน กบข.ไปลงทุนต่างประเทศ โดยมีการขอมติ ครม.ว่า มีสิทธิ์ลงทุนต่างประเทศได้ไม่เกิน 25 เปอร์เซ็นต์ ของเงินกองทุนทั้งหมด ปรากฏว่า กองทุน 25 เปอร์เซ็นต์ ที่เอาไปลงทุนต่างประเทศนั้นเจ๊งหมด คำว่าเจ๊ง หมายความว่า ลงไป 100 บาทได้คืนแค่ 50 บาท
           
           อีกอันหนึ่ง กองทุน กบข.ไปลงทุนในกองทุนวายุภักษ์ กองทุนนี้ใครเป็นคนคิด ถ้าไม่ใช่คุณนิพัทธ พุกกะณะสุต เป็นพวกคุณทักษิณ เป็นคนคิด หรือพวกกระทรวงการคลังสายคุณทักษิณ กองทุนวายุภักษ์วันนี้ ปรากฏว่าเจ๊งเพราะเอาไปลงทุนในหุ้นในประเทศไทย ขาดทุนหมดเลย เพราะฉะนั้น กองทุน กบข.ขาดทุนไปเยอะมาก ผมขณะนี้อยากจะเรียกร้องให้มีการพิจารณาให้ดีๆ ให้มีการตรวจสอบ ผมอยากเรียกร้องให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณกรณ์ จาติกวณิช ช่วยพิจารณาอย่างถ่องแท้ ว่ากองทุน กบข.จริงๆ แล้ว ขอให้โปร่งใสหน่อย ว่ายอดเงินทั้งหมดที่เอาไปลงทุนนั้นขาดทุนจริงๆ เท่าไร และกรุณาอย่าพูดว่า หุ้นที่ถือไว้ยังไม่ขายก็ถือว่ายังไม่ขาดทุน คือ อย่ามาใช้วิชาเดิมๆ ใช้มุกเดิมๆ ว่า เอาล่ะถึงจะขาดทุน มันเป็นการขาดทุนทางบัญชี แต่ถ้ายังไม่ขายก็ถือว่าไม่ขาดทุน พี่น้อง ขอให้เชื่อผมเรื่องนี้
           
           เพราะฉะนั้นแล้ว การที่คุณทักษิณมาอ้างว่าตัวเองนั้นสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ผมจะกราบเรียนพ่อแม่พี่น้องนิดหนึ่ง คนที่เก่งกว่าคุณทักษิณมีเยอะแยะไปหมด ไม่ว่าจะเป็นที่อเมริกา เป็นที่ญี่ปุ่น เป็นที่อังกฤษ เขาจะมาแบกรับวิกฤตเศรษฐกิจโลกอย่างไร วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นมาจะต้องมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เมื่อมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจแล้ว คุณทักษิณคนเดียว ซึ่งเป็นตั๊กแตนตัวเดียว จะไปห้ามล้อใหญ่ซึ่งกำลังหมุนได้ยังไง เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ชัดว่าคุณทักษิณโกหก นอกจากโกหกแล้วยังหลงตัวเองอีก หลงตัวเองอย่างมหาศาล หาว่าเด็ก 2 คน เด็ก 2 คนคือคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคุณกรณ์ จาติกวณิช ทำงานไม่เป็น มันจะเป็นได้ยังไง และคุณอภิสิทธิ์พูดได้ตรงประเด็นมากเลย คุณทักษิณอ้างว่าเศรษฐกิจในยุคเขาฟื้นฟู มันจะไม่ฟื้นฟูได้ยังไง ก็คุณให้ประชาชนทั้งประเทศเป็นหนี้ คุณเอาเงินไปให้ประชาชนกู้ ให้รากหญ้ากู้ ให้ใช้เงิน แล้วเงินที่ใช้นั้นก็ไม่ได้ใช้เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมที่แท้จริง แต่เงินที่ใช้นั้น ใช้เพื่อประโยชน์ของเครือข่ายธุรกิจของพวกคุณ ที่ได้ประโยชน์จากโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซค์ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็นอะไรต่ออะไรหลายอย่ง ซึ่งไม่ได้เป็นการใช้เงินเพื่อผลพวงทางการผลิตเลยแม้แต่นิดเดียว
           
           ท่านผู้ชมครับ เดี๋ยวเราพักกันสักครู่หนึ่งนะครับ แล้วเดี๋ยวเราค่อยกลับมาอีกครั้ง
           
           (เบรก)
           
           ท่านผู้ชมครับ เมื่อกี้นี้เราพูดกันค้างถึงเรื่องคุณทักษิณ มีอีกประเด็นหนึ่งที่มันต่อเนื่อง เวลาคุณทักษิณพูดถึงความจงรักภักดี พูดถึงการสมานฉันท์ คุณทักษิณจะพูดอย่างนี้ ขอให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรม แล้วคุณทักษิณก็พูดจงใจบอกกับสื่อต่างชาติว่า กฎหมายนี้จะต้องได้รับการอนุมัติจากในหลวง คุณทักษิณพูดบอกว่า ควรจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับนักการเมืองที่มีปัญหาทางการเมือง คือเขามองทุกอย่างว่าเป็นเรื่องการเมืองไปหมดเลย เขาไม่ได้มองว่านักการเมืองนั้นต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย เขามองว่าเมื่อเป็นนักการเมือง ทำอะไรผิดแล้วต้องได้รับการนิรโทษกรรม มันเป็นไปได้ยังไงครับท่านผู้ชม และพ่อแม่พี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
           
           ถ้าอย่างนั้นแล้ว คดีความต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับการเมือง แล้วนักการเมืองไปทำร้ายประชาชน หรือประชาชนทำ ถ้าทำในนามการเมือง ก็ต้องถูกยกเว้นสิครับ ก็ในเมื่อเขามีศาล เขาเรียกว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นั่นคือการแยกกระบวนการยุติธรรมออกมาให้เห็นชัด เพราะว่าถ้าไม่แยกกระบวนการยุติธรรมออกมาให้เห็นชัดแล้ว การที่จะให้นักการเมืองได้รับความยุติธรรมนั้นย่อมไม่มี จริงๆ แล้วศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นเป็นผู้ตรวจสอบ และเป็นผู้กำหนดความถูกต้องของสังคม และดำรงความยุติธรรมทั้งสองฝ่ายให้กับนักการเมืองด้วย และให้กับสังคมด้วย
           
           เพราะฉะนั้นพี่น้องจะเห็นได้ว่าคุณทักษิณให้สัมภาษณ์แต่ละทีนั้น จะให้เนื้อหาแบบไหน ในที่สุดก็จบลงด้วยการให้ร้ายประเทศไทย และส่งเสริมว่าตัวเองนั้นไม่ผิด ตัวเองควรจะมีสิทธิ์กลับมาเมืองไทยได้ ถ้าตัวเองพูดเช่นนี้แล้ว หลักนิติรัฐเราจะไม่มีเหลือเลย
           
           ต่อเนื่องคุณทักษิณมานิดหนึ่ง ข่าวเมื่อวานนี้ว่าไทยกับฮ่องกงได้ร่วมร่างสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน โดยนัดวันเจรจาเบื้องต้นเรื่องการร่างสนธิสัญญา ฝ่ายทักษิณก็กล่าวหาว่ารัฐบาลชุดนี้เจตนาที่จะทำเรื่องนี้เพื่อเล่นงานคุณทักษิณ ฝ่ายรัฐบาลก็ปฏิเสธว่าไม่ใช่ ถามผม ผมตอบว่าใช่ แล้วมันเสียหายอะไร ก็ในเมื่อคุณทักษิณใช้สิทธิ์ของการอยู่นอกประเทศ และไม่สามารถเข้ามาได้ แล้วเที่ยวเร่ร่อนพเนจรไป ไปเฉพาะประเทศที่ใกล้ที่สุดคือประเทศฮ่องกง เพื่ออะไรพี่น้อง เพื่อให้พลพรรคตัวเอง ลูกน้องตัวเอง เครือข่ายตัวเอง สามารถบินไปฮ่องกง เพื่อไปรับคำสั่ง
           
           สมัยรัฐบาลชุดคุณสมัคร สุนทรเวช และคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ การตั้งคณะรัฐมนตรีพี่น้องก็รู้ว่าตั้งที่ฮ่องกง ใครอยากเป็นรัฐมนตรีอะไรก็ต้องไปหาคุณทักษิณที่นั่น คุณประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีช่วยฯ คลังปัจจุบัน ก็ยังต้องบินไปฮ่องกง ไปขอคุณทักษิณว่าอยากจะเป็นโน่นเป็นนี่
           
           เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อคุณทักษิณไปใช้พื้นที่ของฮ่องกงเป็นที่เข้ามาก่อกวนในประเทศไทย รัฐบาลไทยก็จำเป็นที่จะต้องสู้กลับ ด้วยการเจรจากับฮ่องกงเพื่อต่อเรื่องของสนธิสัญญาผู้ร้ายข้ามแดน ทำไมต้องไปเลี่ยง ไม่ต้องไปเลี่ยง ไม่มีอะไรต้องอาย ก็ใช่ คุณใช้พื้นที่ฮ่องกงมาก่อกวนประเทศไทย ผมก็ต้องกลับไปที่ฮ่องกง ถามฮ่องกงว่า คุณจะเอาอย่างไรกับสนธิสัญญาผู้ร้ายข้ามแดนที่เคยคุยค้างเอาไว้ ก็ขอคุยต่อเลย เอาล่ะ ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะบอกใช้เวลานาน ไม่เป็นไร ใช้เวลานาน แต่ได้มีการเริ่มแล้ว อาจจะกำหนดกันว่า 3 เดือน 6 เดือนให้จบ มันก็ไม่ยากอะไรใช่ไหมท่านผู้ชม เพราะฉะนั้นสนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็เริ่มแล้ว อย่างน้อยที่สุด เป็นการส่งสัญญาณว่า คุณทักษิณ คุณจะรังแกประเทศไทยต่อไปเหมือนเดิมอีกต่อไปไม่ได้
           
           พ่อแม่พี่น้องเคยนึกอนาถใจไหม ผมนี่อนาถใจมาก เวลาเราไม่เห็นด้วยกับรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นั้น เราไม่เคยไปจัดตั้งพี่น้อง เราไม่เคยไปจัดตั้งประชาชนที่จะไปไล่คุณสมชาย เป็นเรื่องของจิตใจประชาชนแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าสุภาพสตรี หญิง เหล็ก ที่สุราษฎร์ธานี ที่เอามือตบ เพียงคนเดียว เข้าไปเอามือตบไล่คุณสมชายที่สนามบินสุราษฎร์ธานี หรือหลายๆ จังหวัด คุณเฉลิม ลงไปที่กระบี่ พ่อแม่พี่น้องชาวกระบี่ พันธมิตรฯ ทนไม่ไหว ไปปิดล้อมคุณเฉลิม แต่พี่น้อง เคยเห็นไหมว่าที่พี่น้องพันธมิตรฯ เอาข้าวของไปขว้างนายกรัฐมนตรี ไม่เคย ไม่เคยมี
           
           พี่น้องครับ ขบวนการเสื้อแดงที่ไปไล่นายกรัฐมนตรีนั้น มันไม่ได้เกิดขึ้นด้วยตัวมันเองพี่น้อง มันเกิดขึ้นเพราะ ส.ส.พื้นที่สนับสนุน ให้ท้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ที่มี ส.ส.พรรคเพื่อไทยในสายของคุณทักษิณ ชินวัตร ในสายของน้องสาวเขา เพราะฉะนั้นแล้ว การที่ไปทำเช่นนี้ เป็นการกระทำที่ใช้ไม่ได้ และที่ตลกที่สุด คุณเชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ เมื่อวานนี้ให้สัมภาษณ์ ว่าไม่เห็นด้วยกับคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ลงพื้นที่ไปพบประชาชน ทำให้วุ่นวาย คนที่ทำให้วุ่นวายคือพวกคุณทำวุ่นวาย และพวกคุณก็กลัวที่คุณอภิสิทธิ์ลงพื้นที่ข้างล่างมากเกินไป พวกรากหญ้าจะเริ่มไม่ฟังพวกคุณ จะเริ่มเข้าใจทางรัฐบาลว่ารัฐบาลนั้นมีความจริงใจแก้ปัญหาแค่ไหน
           
           นี่ไงพี่น้อง ทำไมระบอบทักษิณถึงดิ้นหนัก ระบอบทักษิณถึงดิ้นหนัก ทำไมต้องประท้วงคุณกษิต ภิรมย์ ก็คุณกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีฯ ต่างประเทศที่เอาจริง ไม่หน่อมแน้ม ไม่สมานฉันท์กับใคร ต้องการที่จะดำเนินการถอนพาสปอร์ตแดงของคุณทักษิณ แล้วดำเนินการป้องกันโดยเจรจากับแต่ละประเทศที่คุณทักษิณไปใช้พื้นที่แต่ละประเทศนั้น เพื่อเป็นพื้นที่ที่เข้ามาก่อกวนในประเทศ เขาถึงเกลียดคุณกษิตไง เพราะงั้นเขาถึงต้องพยายามล้มรัฐบาลชุดนี้ เพราะเขารู้ว่าถ้ารัฐบาลชุดนี้มีชีวิต มีอายุอยู่ได้นานแค่ไหน กระบวนการโครงสร้างของระบอบทักษิณจะต้องถูกทำลายไปทีละเสาๆๆ ตั้งแต่ย้ายปลัดกระทรวงมหาดไทย โยงใยมาจนถึงการย้ายตำรวจบางคน
           
           พี่น้องเคยสังเกตไหม ว่าทำไมเขาถึงต้องย้ายตำรวจทางภาคเหนือ เพราะว่าคุณสุเทพไปโดนพวกเสื้อแดงเล่นงานทางภาคเหนือ และกลุ่มคุณเนวินไม่ถูกกับคุณเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ทางภาคเหนือ เพราะฉะนั้นแล้วเขาก็เลยย้ายตำรวจที่มีชื่อ และเป็นตำรวจสายพันธมิตรฯ เข้าไปอยู่ภาคเหนือ เพื่อให้เล่นงาน ส่วนตำรวจในกรุงเทพฯ นั้นเขาเก็บเอาไว้เพื่อเล่นงานพันธมิตรฯ พี่น้องต้องคิดให้เป็นนะ เขาแยกกัน
           
           พอพูดถึงตำรวจ ขอกระโดดข้ามนิดหนึ่ง เมื่อวานนี้ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เชียงใหม่ ได้มีการแถลงข่าวผลการจับกุม โดยมี พล.ต.ต.สมหมาย กองวิสัยสุข ผู้บังคับการตำรวจเชียงใหม่คนปัจจุบัน
           
           คุณสมหมาย กองวิสัยสุข นั้นเคยเป็นผู้การ จ.บุรีรัมย์ ในสมัย คมช. บุรีรัมย์ยุคที่คุณสมหมายอยู่นั้นเงียบสงบ เพราะคุณสมหมายบอกว่า คุณสมหมายลากเส้น ใครล้ำเส้นคุณสมหมายเอาตาย ไม่สนใจ คุณเนวินก็รู้จักคุณสมหมายดี อันที่ 2 คุณสมหมายเคยไปแก้ปัญหาที่ยโสธร พ่อแม่พี่น้องจำได้หรือเปล่า ไปรักษาการผู้การยโสธร พี่น้องจำได้หรือเปล่าว่าลูกชายผู้มีอิทธิพลที่ยโสธรขึ้นไปเตะตำรวจบนโรงพัก คุณสมหมายก็เลยเข้าไปรักษาการผู้การ และย้ายให้ออกจากราชการพันตำรวจโทคนหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกน้องของระบอบทักษิณ และสนับสนุนกุ๊ยที่ขึ้นไปเตะตำรวจคนนั้น
           
           คุณสมหมายเป็นคนที่เส้นตรงมาก พี่น้องรู้ไหม 2 อาทิตย์ที่เขาไปอยู่ เขาจับกุม 424 คดี ในที่สุดตำรวจเชียงใหม่ก็กลายพันธุ์จากเป็นกุ๊ยอันธพาล เป็นมือเป็นตีนของเสื้อแดง กลายเป็นตำรวจที่แท้จริง คุณสมหมายทำงาน 24 ชั่วโมง ไม่ได้กินไม่ได้นอน ลุยตลอดเวลา เขาพูดชัดเจน อุบัติเหตุรถยนต์เกิดห่าง 10 กิโลเมตรจากโรงพัก ชั่วโมงหนึ่งตำรวจถึงไปถึงนี่ถือว่าใช้ไม่ได้แล้ว ปล่อยให้คนเจ็บนอนในรถ เขาปิดบ่อน เขาปิดสถานบริการที่เปิดเกินเวลา เขาจัดการขบวนการค้ายา เขาจัดการขบวนการของเถื่อน ทำไมของที่มันผิดกฎหมายที่เชียงใหม่มันถึงเยอะเหลือเกินพี่น้อง มันไม่เยอะได้อย่างไรล่ะพี่น้อง ประการแรกตำรวจบางส่วนรู้เห็นเป็นใจกับขบวนการเหล่านี้ เพราะขบวนการเหล่านี้คือขบวนการที่ทำมาหากินอย่างผิดกฎหมาย กลั่นแกล้งรังแกประชาชน เอาเงินเอาทองจากผลประโยชน์จากขบวนการผิดกฎหมายนี้ เอาไปเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับนักการเมืองในเชียงใหม่ แล้วนักการเมืองในเชียงใหม่ก็เอาเงินก้อนนี้มาสนับสนุนพวกเสื้อแดงไง พี่น้องเข้าใจหรือยัง
           
           เพราะฉะนั้นวันนี้เชียงใหม่กลับคืนเข้าสู่ความเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง ด้วยฝีมือของ พล.ต.ต.สมหมาย กองวิสัยสุข พวกเสื้อแดงก็ไม่ยอม ก็พยายามจะรวมตัวกัน พยายามจะหาทางเดินขบวนขับไล่คุณสมหมาย คุณจะคิดให้ผิดเหรอครับ พล.ต.ต.สมหมาย กองวิสัยสุข ไม่ใช่ตำรวจที่จะกลัว พล.ต.ต.สมหมาย กองวิสัยสุข พูดมาตลอดเวลาว่า ย้ายเขาไปที่ไหนเขาก็ไม่แคร์ ผมเชื่อว่าให้เดินขบวนให้เต็มเมือง ผมเชื่อว่าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ไม่กล้าย้ายคุณสมหมาย เพราะว่าคุณสมหมายไปเพื่อฟื้นฟู ทำตำรวจให้กลายเป็นตำรวจที่มีชีวิต และเป็นตำรวจของพระราชา เป็นตำรวจของพระราชินี เป็นตำรวจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ครับพี่น้องครับ
           
           พี่น้องครับ วันนี้จะมีงานอีกงานหนึ่งนะครับ คืองานของสหภาพแรงงานฯ การบินไทย วันนี้สหภาพแรงงานฯ การบินไทยจะประชุมกันเวลา 08.00 น. เรื่องอะไรพี่น้อง เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า บริษัทการบินไทยจะย้ายการบินไทยที่ดอนเมืองกลับไปสุวรรณภูมิ สหภาพฯ เขาบอกเดี๋ยวก่อน คุณจะย้ายนี่คุณมีเบื้องหลัง ถ้าคุณจะย้ายทำไมคุณไม่ย้ายนกแอร์ คุณไม่ย้ายวัน-ทู-โก ทำไมคุณไม่ย้ายทุกๆ เจ้าที่เป็นโลว์คอสต์กลับไปพร้อมกันเลย เพื่อให้มีการแข่งขันที่เสรีด้วยความยุติธรรม แต่คุณจงใจย้ายการบินไทยไปเพื่อเพิ่มศักยภาพการบินในประเทศให้กับพวกนกแอร์ ซึ่งสหภาพฯ เขาบอกไม่ใช่ของการบินไทย วัน-ทู-โก และจะยกดอนเมืองให้เป็นศูนย์บินของแอร์เอเชีย ซึ่งเป็นการร่วมหุ้นกับต่างชาติ พี่น้องเห็นหรือยัง นี่คือสิ่งที่สหภาพฯ เขาสู้
           
           ฝ่ายผู้บริหารบอกว่าถ้าย้ายกลับไปจะเซฟเงินประมาณปีละ 460 ล้าน ฝ่ายบริหารการบินไทยนั้นมักจะชอบทำประมาณการตัวเลขที่ไม่เคยถูก เพราะถ้าทำประมาณการตัวเลขถูก การบินไทยเมื่อสิ้นปีที่แล้วต้องกำไรสิครับ ประมาณการตัวเลขคุณบอกกำไรนี่ ทำไมขาดทุนเยอะแยะ
           
           จริงๆ แล้วการย้ายการบินไทยกลับนั้นมี 2-3 สาเหตุ แต่สาเหตุที่สำคัญที่สุดก็คือ เป็นการเอาผู้โดยสารภายในประเทศไปเพิ่มปริมาณผู้โดยสารที่สุวรรณภูมิ เพื่ออะไรรู้ไหม เพื่อหาเหตุ เนื่องจากว่าบริษัท คิงเพาเวอร์ นั้นได้รับสัมปทานที่สุวรรณภูมิ แล้วก็ได้เนื้อที่ทั้งหมดเลย แล้วเอาเนื้อที่นั้นไปเซ้งต่อคนโน้นคนนี้ แล้วก็ไปอ้างว่า เขารับประกันว่าสนามบินสุวรรณภูมิต้องมีผู้โดยสารเท่านี้ๆ ปรากฏว่า จากการย้ายการบินไทยกลับไปที่ดอนเมืองนั้น ทำให้ผู้โดยสารสุวรรณภูมิไม่เข้าเป้าที่เขาไปรับประกันกับผู้ที่เซ้งต่อพื้นที่เขาไป เขาเลยจำเป็นต้องย้ายกลับ คนที่อยู่เบื้องหลังการย้ายกลับ คือคุณศรีสุข จันทรางศุ
           
           คุณศรีสุข นั้นมีความสนิทสนมกับเจ้าของคิงเพาเวอร์มาก และคุณศรีสุข ทันทีเลย ได้รับการแต่งตั้งกลับมา ทั้งๆ ที่ถูกข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่นและอยู่ในการพิจารณาของ ป.ป.ช. โดยจริยธรรมแล้วต้องไม่ย้ายคุณศรีสุข เข้ามาทำงานอีกเลย เพราะฉะนั้นโอกาสที่คุณศรีสุข จะทำเพื่อล้างความผิดของตัวเอง ในฐานะซึ่งอยู่เบื้องหลัง จะตำแหน่งอะไรก็ตามในกระทรวงคมนาคม หรือการท่าฯ ไม่มีความหมาย มีความหมายว่า เมื่อนักการเมืองหนุนหลังคุณศรีสุขแล้ว คุณศรีสุขสามารถที่จะเคลียร์ปัญหาต่างๆ ที่ตัวเองสร้างไว้ และนักการเมืองได้สร้างไว้ ให้มันจบสิ้นไป และที่สำคัญที่สุด เข้ามาเพื่อเคลียร์เรื่องสัญญาให้กับคิงเพาเวอร์ พ่อแม่พี่น้อง เห็นหรือยัง เบื้องหลังอย่างนี้ พี่น้องครับ พี่น้องไม่ได้ฟังหรอกครับ จะไม่มีวันได้ฟังในเล่าข่าวเช้านี้ของช่องอื่นๆ ไม่มีหรอกครับ นี่คือข้อเท็จจริง อย่างมากเขาก็จะบอกว่า สหภาพฯ การบินไทยจะมาประท้วงเรื่องนี้ แล้วผู้เล่าข่าวโง่ๆ ก็จะบอกว่า ประท้วงทำไมก็ไม่รู้ ก็กลับไปรวมที่สุวรรณภูมิก็ดีอยู่แล้ว นึกออกไหมพี่น้อง พูดในเชิงแสดงความเห็นที่ค่อนข้างจะไม่ฉลาดออกมา ความลึกซึ้ง ความเข้าใจในเหตุการณ์ไม่มี และว่าทำไมนี่คือ ผมต้องอดหลับอดนอน ทรมานสังขารตัวเองทั้งที่แก่แล้ว เพื่อมาทำรายการ Good Morning Thailand ให้กับพ่อแม่พี่น้อง ที่ต้องมาทำรายการนี้ก็เพราะว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเอาข่าวประจำวันนั้นมาเล่าองค์ความรู้ข่าวทั้งองค์ให้พ่อแม่พี่น้องฟัง
           
           พี่น้องครับ เดี๋ยวเราจะมาพูดกันเรื่องอีกเรื่องหนึ่งนะครับ แล้วเราก็จะเบรกสักครู่หนึ่งแล้วก็กลับมาเรื่องสุดท้าย เรื่องนี้คือเรื่องสถาบันพระปกเกล้า รับเป็นเจ้าภาพในการปฏิรูปการเมือง โดยในที่สุดก็เสนอตั้งคุณสุจิต บุญบงการ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่ง สาขารัฐศาสตร์ เข้ามาเป็นประธาน
           
           การตั้งอันนี้แนวความคิดก็คือ พยายามที่จะดึงทุกฝ่ายเข้ามาร่วมในการศึกษาปัญหาทางการเมือง คือ เขาก็จะเชิญทุกฝ่ายเข้ามา เขาบอกว่าเขาจะเชิญพันธมิตรฯ ด้วย เขาจะเชิญฝ่าย นปช.ด้วย ความจริงมันไม่ผิดหรอกครับ ผมเห็นด้วย ดี แต่ผมอยากจะฝากเตือนคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ นิดหนึ่ง ในฐานะที่จะเป็นเลขานุการของคณะกรรมการชุดนี้ คืออปัญหาทางการเมืองนั้น มันต้องแก้ที่คน เหมือนอย่างที่ท่านอักขราทรพูด ท่านอักขราทร ท่านประธานศาลปกครอง ท่านตั้งคำถามถาม ซึ่งเป็นคำถามที่ดีมาก ว่าปัญหาทางการเมืองแก้ที่รัฐธรรมนูญแล้วมันจะแก้ได้หรือ มันต้องแก้ที่คน ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง พี่น้อง
           
           เหมือนกับที่เราเคยพูดว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 นั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด เพราะว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจกับนายกรัฐมนตรี ให้อำนาจกับทางการเมือง เหตุผลที่รัฐธรรมนูญ 2540 เกิดขึ้นนั้น ก็เพราะว่าในอดีตนั้นการเมืองเมืองไทยนั้นไม่มีเสถียรภาพ ทำไปสักพักหนึ่งก็อภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำไปสักพักหนึ่งก็ล้มกัน ทำไปสักพักหนึ่งก็ตั้งรัฐบาลใหม่ เขาก็เลยบอกว่าต้องให้นายกฯ มีอำนาจ พอนายกฯ จะมีอำนาจปังปั๊บ ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นโชคร้ายของสังคมไทยที่เรามี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ใช้นิสัยตำรวจ แล้วพี่น้องจำผมไว้อย่างหนึ่งนะ อย่าได้เอาตำรวจเข้ามาเล่นการเมือง ไม่ว่าใครก็ตาม เพราะตำรวจนั้น วัฒนธรรมองค์กรคือวัฒนธรรมที่เห็นแก่ตัว วัฒนธรรมที่โกงกิน วัฒนธรรมที่ใช้วิชามารกลั่นแกล้งชาวบ้านเขา และวัฒนธรรมที่แอบใช้ความรุนแรง นี่คือตำรวจ
           
           เพราะฉะนั้นแล้ว ลำพังเป็นแค่ตำรวจอย่างเดียวเราก็รับไม่ไหว้อยู่แล้ว ยังแปลงสภาพมาเป็นนักการเมืองอีก เมื่อคุณทักษิณมาเป็นนายกรัฐมนตรีภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
           
           2540 , 41 , 42 , 43 , 44 , 45 , 46 , 47 , 48 , 49 , 50 , 51 , 52 12 ปีเต็มๆ พี่น้อง 1 รอบนักษัตร 1 รอบนักษัตรที่บ้านเมืองถูกกลืนกินไป แล้วในที่สุดมีคนเข้ามาต่อสู้เพื่อให้คายปากที่กลืนประเทศไทยออก และยังดำรงการต่อสู้อยู่ทุกวันนี้ จนกระทั่งฝ่ายคุณทักษิณพูด หรือฝ่ายอีกหลายฝ่ายที่ไม่รู้เรื่อง ที่ฉลาดน้อยหน่อย พูดว่าบ้านเมืองมีแต่ความวุ่นวายมาตลอด คำว่าวุ่นวาย พี่น้อง เราเคยพูดมาตลอดเวลา ใช่หรือเปล่า เราบอกว่าวุ่นวายตรงไหน คุณถามสิ ผมถามว่าสิ่งที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือที่พวกคุณตั้งฉายาว่าคนเสื้อเหลืองสู้น่ะ มีประเด็นไหนบ้างที่เขาสู้แล้วคุณไม่เห็นด้วย คุณตอบสิ
           
           เขาสู้เพื่อไม่ให้มีการโกงกินการคอร์รัปชั่น คุณยอมรับไหม เขาสู้เพื่อไม่ให้มีการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ คุณยอมรับไหม เขาสู้เพื่อให้มีความโปร่งใสในการทำงาน คุณยอมรับไหม เขาสู้เพื่อไม่ให้แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม คุณยอมรับไหม ถ้าคุณยอมรับ คุณก็คือพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และคนเสื้อเหลือง ผมถึงพูดที่เวทีที่สุพรรณบุรี บอกว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่มีองค์กร ใครก็เป็นได้ ใครก็เดินมาแล้วยกมือบอกว่าผมเป็นพันธมิตรฯ ครับ ผมไปร่วมต่อสู้ด้วย แต่คำถามคือ คุณร่วมต่อสู้แล้วคุณเข้าใจการต่อสู้หรือเปล่า ถ้าคุณเข้าใจการต่อสู้ แล้วคุณไม่รีรอที่จะออกมาต่อสู้ในสิ่งที่ถูกต้อง 4-5 ข้อที่ผมพูดเมื่อกี้ คุณก็เป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
           
           เมื่อใดก็ตาม คุณวีระ มุสิกพงศ์ คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หรือคุณจตุพร พรหมพันธุ์ พร้อมที่จะลุกขึ้นมาแล้วเห็นด้วยว่าสิ่งที่พันธมิตรฯ สู้นั้นถูกต้อง พวกคุณก็เป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้วการสู้ของเรานั้นมีเคล็ดลับอยู่ที่เราเอาธรรมนำหน้า สิ่งที่เราสู้นั้นคือธรรมนั่นเอง ธรรมพระพุทธเจ้า ความถูกต้อง หิริโอตัปปะ รู้สึกผิดในชั่วกลัวในบาป สัจจะ ความจริง ความยึดมั่น ความศรัทธาในองค์พระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นแล้วการปฏิรูปการเมือง หรือการศึกษาปัญหาการเมืองครั้งนี้ ผมอยากให้ศึกษาเรื่องคนมากกว่า อย่าไปศึกษาเรื่องโครงสร้างรัฐธรรมนูญเลย และที่สำคัญที่สุด ผมอยากให้คณะกรรมการพิจารณาเรื่องวิธีที่จะทำให้การเมืองไทยดีขึ้น นั่นคือการให้ปัญญาประชาชนครับท่านคณะกรรมการ
           
           ผมอยากให้ท่านเอาความเป็นด็อกเตอร์ของแต่ละท่านทิ้งเอาไว้ พวกท่านมีข้อดีเพราะท่านฉลาด ท่านอยู่ในวงการเมืองมานาน ท่านสอนหนังสือ ท่านอยู่มานาน แต่ท่านติดกับตัวท่านเองเยอะมาก เพราะท่านไปคิดในกรอบเดิมๆ ว่าการเมืองที่ดีต้องรัฐธรรมนูญดี รัฐธรรมนูญมันจะดีได้อย่างไรล่ะ ถ้าคนใช้รัฐธรรมนูญมันไม่ดี อย่างที่ท่านอักขราทรพูด และคนใช้รัฐธรรมนูญทำยังไงถึงจะให้มันดี ก็คือต้องเอาประชาชน ซึ่งเมื่อคนใช้รัฐธรรมนูญสามารถเลือกคนที่ดีเข้าไป แล้วประชาชนจะเลือกคนดีๆ เข้าไปได้อย่างไร ท่านอย่าไปตั้ง กกต.ซ้ำอีกชุดหนึ่ง เพราะ กกต.คือมนุษย์ปุถุชน มนุษย์ปุถุชนย่อมมีรัก โลภ โกรธ หลง รักคนนั้นก็ช่วยคนนั้น โลภ เพราะว่าเขาเอาสินบนมาให้ ก็เลยต้องช่วยคนผิด โกรธ โกรธเพราะว่านี่มาวิจารณ์ ก็เลยแกล้งมัน หลง หลงตัวเองว่าตัวเองใหญ่ ก็เลยทำให้ทุกอย่างนั้นอยู่ที่อัตตาของตัวเอง เพราะฉะนั้นแล้วต้องแก้ที่คนครับ การให้ปัญญาคนนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดครับ
           
           พี่น้องครับ พักสักครู่หนึ่ง แล้วเดี๋ยวกลับมาช่วงสุดท้ายของรายการ Good Morning Thailand ครับ
           
           (เบรก)
           
           ท่านผู้ชมครับ ก่อนที่จะไปข่าวต่างประเทศแล้วก็จบลงด้วยการตอบคำถามของท่านพี่น้องที่โทรศัพท์เข้ามานะครับ ก็อยากให้เบื้องหลังเร่งๆ ขึ้นคำถามหน่อยนะครับ เมื่อวานนี้มีผึ้งหลวงบินไปทำรังที่ต้นลีลาวดี ข้างๆ ที่ทำการของผู้สื่อข่าว พ่อแม่พี่น้องที่ไปค้างอยู่ในทำเนียบฯ เป็นเวลา 193 วัน จำได้ไหมครับห้องผู้สื่อข่าวอยู่ที่ไหน ที่เป็นห้องกระจกที่ติดแอร์นะครับ คนโบราณเขาบอกว่าผึ้งหลวงไปทำรังที่ไหนถือว่าเป็นสิริมงคลกับสถานที่นั้น คนก็ฮือฮากันมาก พวกสื่อมวลชนก็ไปมุงดูกันใหญ่ ของพวกนี้มันก็เป็นเรื่องราวที่เป็นไปตามความเชื่อนะครับ เพราะว่าผึ้งหลวงนั้นเป็นของที่เป็นสิริมงคล และมีข้าราชการวิพากษ์วิจารณ์ เป็นนิมิตหมายที่ดี เขาบอกว่ามีช่วงหนึ่งมีอีกาบินวนมาดูรังผึ้ง ทำท่าจะโฉบลงไปจิก ก็ถูกผึ้งนั้นแตกฮือบินเข้ารุมต่อยอีกาจนบินหนีไป บางคนก็ช่างคิดนะครับ ก็บอกว่าอีกานั้นคือระบอบทักษิณ บินเข้ามาก็เจอประชาชนขับไล่ ก็ว่ากันไปนะครับ ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก
           
           มาที่ข่าวต่างประเทศนิดหนึ่ง วันนี้มีข่าวต่างประเทศบางข่าวซึ่งผมพูดไปแล้ว คือข่าวการซึ่งประเทศอังกฤษนั้นได้เอาเงินอุดหนุน สนับสนุนช่วยธนาคารลอยด์ 260,000 ล้านปอนด์ ทำให้อังกฤษนั้นเป็นเจ้าของธนาคารไป 77 เปอร์เซ็นต์ หลังจากที่ได้ไปช่วยธนาคารรอยัลแบงก์ออฟสกอตแลนด์ไปเรียบร้อยแล้ว
           
           อังกฤษนั้นธรรมดาจะไม่ค่อยสนใจพวกนี้ ธนาคารในอังกฤษนั้นถ้าจะล้มก็จะปล่อยไปเลย แต่งวดนี้การเข้าไปแสดงว่าวิกฤตเศรษฐกิจนั้นรุนแรงมากทั่วโลก แล้วก็เป็นที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง ทุกๆ คน ผู้นำประเทศโลกตะวันตกทุกคนขานรับเป็นเสียงเดียวกันว่า ขอให้ทุกประเทศเอาเงินใส่ไปในประเทศตัวเอง เพื่อให้เศรษฐกิจมันฟื้น นั่นก็คือเพื่อให้เศรษฐกิจในระบบทุนนิยมกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
           
           ยิ่งเห็นเหตุการณ์นี้ พี่น้อง มันทำให้ผมยิ่งมีความรู้สึกว่า พระคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นี่สุดยอด ยิ่งเห็นเหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้รู้ซึ้งถึงคุณค่าของเศรษฐกิจพอเพียง เราอยู่อย่างพอเพียง เราอย่าไปอยู่อย่างฟุ่มเฟือย แต่ที่น่าเสียดาย ผมยังไม่เคยเห็นรัฐบาลชุดไหน ไม่ว่าจะพูดคำว่าจงรักภักดีแค่ไหน ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงเลยแม้แต่นิดเดียว ปากพูด ทำโครงการบางโครงการเป็นเศรษฐกิจพอเพียง แต่ภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจทุนนิยมเสรี เหมือนกับว่าบ้านหลังหนึ่ง พ่อแม่บอกว่า ประพฤติตัวดีๆ นะ อย่าทำอะไรให้เสียหาย คำนึงถึงชื่อเสียงพ่อแม่ ครับ ผมจะประพฤติตัวให้ดี เวลาอยู่บ้านก็ทำตัวเป็นคนเรียบร้อย บ้านแลดูสะอาด แต่สูบบุหรี่ กินเหล้า ยาเสพติด ออกไปเรียนหนังสือก็เรียนไม่ดี แต่พอกลับมาบ้านเป็นเด็กดี เคารพพ่อแม่ เห็นไหมครับมันมีความขัดแย้งตรงนี้
           
           วันนี้ยังมีข่าวอีกชิ้นหนึ่ง เอาเป็นว่าเป็นข่าวที่จะฮาได้หรือเปล่า แต่ผมคิดว่าคงไม่ฮา พูดถึงในต่างประเทศเขาก็มีการเอาคลิปวิดีโอลามกไปขู่คนเหมือนกันนะครับ ที่ศาลที่เยอรมนีได้มีการพิพากษาจำคุกนายวานิชธนากร ภาษาอังกฤษเขาเรียก Merchant Banker วณิชธนากร ก็คือคน สมมุติว่าคนที่ทำงานบริษัทเงินทุนภัทร ธนกิจ สมมุตินะครับ คนที่ทำงานมีหน้าที่เจรจาลูกค้า จัดการซื้อขายหุ้นให้ หรือว่าจัดการเอาเงินทุนนั้นไปให้อีกบริษัทหนึ่งกู้แล้วเป็นตัวกลาง จับบริษัท 2 บริษัทมารวมกัน พวกนี้เขาเรียกว่า Merchant Banker ภาษาไทยเขาเรียกว่าวานิชธนากร
           
           วานิชธนากร ถูกจำคุก 6 ปี ในวันจันทร์ที่ 9 คือเมื่อวานนี้ พยายามแบล็กเมล์ผู้หญิง เขาบอกผู้หญิงที่มั่งคั่งที่สุดในเยอรมนี ซึ่งเป็นทายาทของรถยนต์ BMW ในรูปที่พ่อแม่พี่น้องเห็นก็คือนางแคทเธน นางแคทเธน เป็นผู้บริหาร ตระกูลควอนท์ ตระกูลของเธอเป็นผู้ถือหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในบริษัท BMW ส่วนเจ้าผู้ชาย เป็นวานิชธนากร ชื่อนายเฮล สกาบี คนๆ นี้เป็นคนสวิส คือหมอนี่ไปเจอที่สปาแห่งหนึ่งในสวิส แล้วก็หลอกผู้หญิงว่าตัวเองนั้นเป็นทูตพิเศษในเขตสงคราม คือพูดง่ายๆ ว่าเป็นทูตพิเศษในช่วง ในเขตอัฟกานิสถานบ้าง อิรักบ้าง ก็จีบคุณแคทเธน จนกระทั่งคุณแคทเธนชอบอกชอบใจ ได้เสียกัน และมีความรักที่เร่าร้อนกันมาก แล้วก็มีการถ่ายวิดีโอ นี่ๆ คุณแคทเธน นี่มีลูก 3 แล้วนะ อายุ 40 กว่าแล้ว เขาถึงบอกว่าราคะถ้าไม่ระวังมันกัดกร่อนจิตใจและมันจะทำลายตัวเอง ถ้ารู้ตัวเองว่าราคะควรจะมีแค่ไหน ก็อาจจะโอเค
           
           ปรากฏว่าหมอนี้ พอได้นางแคทเธน ก็ไปโม้บอกว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาไปเที่ยวอเมริกา แล้วขับรถไปชนเอาลูก ครอบครัวของคุณคนหนึ่ง แล้วลูกเขาตาย แล้วปรากฏว่ามันก็ไปโกหกว่าพ่อของคนๆ นี้ เป็นหนึ่งในแก๊งมาเฟียของอเมริกา เพราะฉะนั้นแล้วเขากำลังจะถูกฆ่า ด้วยเหตุนี้นางแคทเธน กำลังพิวาสรสชาติของกามราคะ ก็เลยตัดสินใจยอมจ่ายเงินให้ ช่วยให้ไปตั้ง 7.5 ล้านยูโร 340 ล้านบาท ปรากฏว่าไอ้สกาบี ไอ้แมงดาระดับสูง ในสภาพของ Merchant Banker ไม่พอ ติดต่อไปบอกว่าขอเงินเพิ่มอีกเป็น 49 ล้านยูโร 2,200 ล้านบาท โดยบอว่าถ้าไม่ให้ เดี๋ยวจะเอาคลิป หรือจะเอาวิดีโอที่ลามก ออกไปให้สื่อมวลชนดู และให้ครอบครัวดู ในที่สุดแล้ว เขาเรียกว่าอะไรรู้ไหม นางแคทเธน ถึงอายแค่ไหนก็ตาม แต่ว่าขี้เหนียว เสียดายเงิน ตั้ง 2,200 ล้านบาท ก็บอกว่า เอาล่ะวะ อะไรจะเกิดก็เกิด มึงอยากดูอะไรก็ตามที่บอก ก็ดูได้เลย กูไม่ยอมเสียเงิน 2,200 ล้านบาท ก็เลยไปแจ้งตำรวจ ตำรวจก็เลยจับ ในที่สุดศาลก็ได้พิพากษา 6 ปี
           
           ผมคิดว่าประเด็นนี้ถ้าพี่น้องลองถามน้องเก๋ของผม หรือพี่ปองของผม ทั้งสองคนก็จะหัวเราะฮากันตรึม
           
           พี่น้องครับ ผมขออนุญาตนิดหนึ่ง เพราะว่าคอมพิวเตอร์มันเสีย คำถามมันก็เลยต้องเขียนมาด้วยลายมือ ไอ้คอมพิวเตอร์บ้านี่ผมอยากจะฝากถึงคุณฉัตรชัย ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคทางทีวี และคุณสายัณห์ เล็กอุทัย ว่าผมเรียกร้องให้ซ่อมตั้งไม่รู้กี่ชาติแล้ว ฝ่ายเทคนิคของพวกคุณก็ยังมะงุมมะงาหราอยู่ จนกระทั่งผมไม่รู้จะทำยังไงกับพวกคุณ ผมก็เลยต้องฝากผ่านมาทางรายการนี้ ถึงพวกคุณซึ่งนั่งอยู่ชั้น 2 ของห้องส่งนี้ ให้รู้ว่าเมื่อไรคุณจะซ่อมไอ้คอมพิวเตอร์ระยำนี่เสียที ขอร้อง นี่คือคำพูดของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นเจ้านายโดยตรงคุณ ไม่รู้จะทำยังไงกับคุณอีกต่อไปแล้ว พี่น้องครับ มีเฉพาะที่ ASTV นะครับเป็นอย่างนี้ ช่องอื่นไม่มีหรอกพี่น้อง ไม่ต้องห่วง
           
           มีคำถามมานะครับว่า ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ตอนนี้ทำอะไรอยู่ เพราะทราบว่าคุณไตรรงค์ ไม่ถูกกับคุณสุเทพ เทือก อยากให้พูด - อันนี้ผมไม่ทราบจริงๆ / อยากให้พูดเรื่องน้ำมัน เพราะ ปตท.อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำให้ราคาแพงเกินจริง - คงได้พูดเร็วๆ นี้ล่ะครับ / สื่อบ้านเราย้ำขัดแย้งกันอยู่เหลือง-แดงทะเลาะกัน - จริงๆ แล้วความขัดแย้งของเหลืองกับแดงนั้นผมว่าให้พี่ปองเขาพูดดีกว่า พี่ปองเขาพูดมันกว่า เราไม่ได้ไปขัดแย้งอะไรกับใครเลย เราถามว่า เราทำ 1 ทำ 2 ทำ 3 ทำ 4 คุณเห็นด้วยไหม ถ้าคุณไม่เห็นด้วย เราบอกว่าต้องให้ทักษิณมาติดคุก เพราะว่าทักษิณผิดกฎหมาย ศาลพิพากษาแล้ว แดงบอกว่าทักษิณติดคุกไม่ได้ ทักษิณต้องกลับมาเป็นนายกฯ ต่อ ก็แสดงว่าแดงไม่ยอมเคารพกฎหมาย พอแดงไม่ยอมเคารพกฎหมาย แดงก็บอกว่ากฎหมายที่ลงโทษทักษิณนั้นเป็นกฎหมายจอมปลอม เราก็บอกว่ามันจะจอมปลอมได้ยังไง มันออกมาจากศาลฎีกา
           
           คำถามมีอีกเยอะมากครับท่านผู้ชม แต่อย่าเพิ่งเลย เวลาหมดไปแล้วนะครับ พี่ปองกับน้องเก๋ของผมมาเรียบร้อยแล้ว ต้องเห็นใจเขาหน่อย เพราะว่าพรุ่งนี้เขาต้องเริ่มทำงานตั้งแต่ 6 โมงครึ่ง แทนที่จะเป็น 7 โมง วันนี้เอาเพียงแค่นี้ก่อนนะครับ คิดถึงท่านผู้ชมครับ เริ่มที่จะชินแล้วกับการตื่นตี 4 และถึงจะนอนคืนละประมาณ 4-5 ชั่วโมง แต่คนอายุ 62 นอนแค่นี้ก็พอแล้ว เพราะว่าอีกไม่กี่ปีก็ตายแล้ว รีบๆ ทำงานให้ชาติบ้านเมืองดีกว่านะครับ แล้วค่อยพบกันใหม่นะครับ เดี๋ยวรอพบรายการของพี่ปองกับน้องเก๋ สวัสดีครับ”

    March 03

    ดร. ป๋วย ไทยจริง ๆ

    เสรีภาพกับความรู้ดร.ป๋วยกับ Giles และสุนัขเสื้อแดง
    โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ 1 มีนาคม 2552 19:36 น.
    ดร.ป๋วย เป็นเจ๊ก Giles Ungphakorn เป็นลูกครึ่งจีนกับอังกฤษ
           
            นี่คือคำบอกเล่าของเจ้าตัวทั้งคู่ เจ๊กไม่มีที่ไหนในโลก นอกจากในประเทศไทย ดร.ป๋วยบอกว่าคำนี้มิใช่ดูถูกดูหมิ่น เป็นคำเรียกขาน คนไทยที่มีเชื้อสายจีน
           
            เรื่องนี้ยังไม่ทันลงมือเขียน เพียงคิดเท่านั้น ผมก็เจ็บปวดเสียแล้ว
           
            อาจารย์ป๋วยเป็นกัลยาณมิตรที่ผมเคารพที่สุด ท่านเมตตาผมถึงขนาดเขียนรูปและขึ้นต้นจดหมายถึงผมว่า “เพื่อนรัก” คุณสาคร เลขาฯ ของอาจารย์ป๋วย คงจะบอกได้ว่า เราทั้งสองเขียนจดหมายถึงกันมากกว่าหลายสิบฉบับ
           
            เราร่วมกันต่อสู้เผด็จการ สิ่งที่เราอยากเห็นและอุทิศชีวิตต่อสู้ให้ คือประชาธิป ไตยที่แท้จริง ที่ส่งเสริมเสรีภาพ สาธารณประโยชน์และความเป็นธรรมในสังคม เราทำยังไม่สำเร็จ
           
            หลัง 14 ตุลาคม พล.อ.กฤษณ์ สีวรา ยื่นคำขาดกับพวกผม 4 คน มีอาจารย์ป๋วย พล.อ.ประจวบ สุนทรางกูร พล.ท.วิทูรย์ ยะสวัสดิ์ และผมว่า หากอาจารย์ป๋วยไม่ยอมเป็นนายกฯ แทนสัญญา 2 ผมจะต้องเกณฑ์คนรุ่นใหม่ออกมาเล่นการเมือง มิฉะนั้นจะปฏิวัติเพื่อป้องกันชีวิตไม่ให้อำนาจเก่ากลับมาแก้แค้น เพราะประชาธิปไตยต้องล้มเหลวอีกแน่ๆ พยานที่ยังมีชีวิตอยู่ คือ พล.ท.วิทูรย์ ยะสวัสด์
           
            อาจารย์ป๋วยจึงขอร้องให้ผมออกไปร่วมตั้งพรรคการเมือง คำว่า “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” (โปรดอย่าเติมคำว่าทรง) ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกใน “ ปฏิญาณ” ของพรรคพลังใหม่ คุณบุญเยี่ยม มีสุข สามีคุณหญิงอัมพร เพื่อนรักอาจารย์ป๋วยเป็นผู้เสนอ
           
            อาจารย์ป๋วยบริจาคเงินให้กับพรรคเป็นคนแรก โดยยกเงินเดือนสมาชิกสภานิติบัญญัติเดือนละ 3,500 บาทให้ทุกเดือน
            ผมจบบทบาท และอาจารย์ป๋วย ลี้ภัยไปพิการและเสียชีวิตที่อังกฤษ เนื่องจาก 6 ตุลามหาโหด
           
            33 ปีให้หลัง Giles Ungphakorn บุตรชายคนสุดท้องของอาจารย์ป๋วยต้องหลบหนีไปประเทศอังกฤษอีก
           
            ถามว่าที่อาจารย์ป๋วยและ Giles หนีด้วยเหตุผล และอุดมการณ์ที่เหมือนกันหรือไม่
           
            ตอบได้เลยว่าไม่ เพราะนสพ.อังกฤษลงข่าว Giles ว่า British professor flee แปลว่าศาสตราจารย์ชาวอังกฤษหลบคดี Lese Majeste หนีกลับบ้าน ฟังดูไม่ต่างจากกรณี Harry Nicolaides ชาวออสเตรเลียเท่าไร ต่างแต่ว่าเขากล้า ไม่ยอมหนี ยอมติดคุก จนได้รับพระราชทานอภัยโทษภายในไม่กี่วัน
           
            อุดมการณ์ผมเชื่อว่าต่างกัน 100% อาจารย์ป๋วยกับผมนอนห้องเดียวคุยกันอยู่ 3 คืนที่บ้านรัฐมนตรีหญิง อนิตา กราดิน เพื่อนรักของผม เรากอดล่ำลากันที่กรุงสตอกโฮม และสัญญากันว่าเราจะยอมสู้ด้วยชีวิตไม่ให้เมืองไทยต้องตกเป็นคอมมิวนิสต์
           
            อาจารย์ป๋วยไปอเมริกา เพื่อจะบอกอเมริกันว่าอย่าให้อาวุธทหารไปเข่นฆ่านักศึกษา ผมไปฮานอยเพื่อบอก ฟาม วัน ดงว่า อย่าให้อาวุธนักศึกษาไปเข่นฆ่าคนไทยด้วยกัน
           
            ฟาม วัน ดง เชื่อผมว่าต้องไม่ทำให้ไทยเป็นคอมมิวนิสต์ เพราะไทยจะเป็นคอมมิวนิสต์ชั้นเลว เวียดนามจะเดือดร้อน
           
            ผมไม่แน่ใจว่า Giles สู้เพื่อใคร ก็เมื่อเขาปฏิเสธว่าตนมิใช่คนไทย ทำไม ไม่ไปต่อสู้เปลี่ยนอังกฤษและจีนของบรรพบุรุษจะไม่ดีกว่าหรือ เสรีภาพในจีนนับว่ามีน้อยนักเมื่อเทียบกับไทย ส่วนอังกฤษถึงแม้จะมีรัฐสวัสดิการดีกว่าไทย แต่ความเป็นธรรมในสังคมก็ยังไม่ทั่วถึง รัฐบาลพรรคแรงงานแท้ๆ ยังไปเป็นสุนัขรับใช้อเมริกันบุกเข้าตีอิรักได้
           
            ทำไม Giles ต้องยืมมืออาจารย์ฝรั่ง ยืมมือทักษิณ ยืมมือพันธมิตรเสื้อแดงของสมัคร
           
            เมื่อไม่นานมานี้ ผมยังคิดว่า Giles เป็นลูกอาจารย์ป๋วย พอจอน อึ๊งภากรณ์ ส่งจดหมายเวียนมาว่าตนและน้องถูกใส่ความเรื่องกล่าวร้ายในหลวง ผมไม่ลังเลใจเลยที่จะเขียนหนังสือเวียนปกป้องเขาภายใน 1 ชั่วโมง
           
            ผมยังไปเถียงแทนว่า Giles ต้องทำด้วยอุดมการณ์และความบริสุทธิ์ใจ สมกับเป็นลูกอาจารย์ป๋วยแน่ๆ หลานของอาจารย์ป๋วยคือ คุณหญิงชัชนี จาติกวณิช ไม่เชื่อ ประกาศตัดญาติและประณาม Giles อย่างขมขื่น
           
            “นายแม่” ของคุณหญิง คือคุณยายน้อม ล่ำซำ เกิดในตระกูลอึ๊งภากรณ์ เสียชีวิตตเมื่ออายุ 106 ปี ก่อนตายคุณยายนอนจับมือและดูหน้าอาจารย์ป๋วยที่นั่งอยู่ต่อหน้าเป็นชั่วโมงๆ ทั้งคู่พูดไม่ได้ นอกจากสื่อกันทางสายตาและหัวใจ คุณยายเป็นลูกผู้พี่ที่สนิทสนมและดูแลอาจารย์ป๋วยซึ่งกำพร้าแม่มาตั้งแต่ยังเยาว์
           
            ลูกชายอาจารย์ป๋วย 3 คน ผมมีโอกาสสนิทกับปีเตอร์หรือไมตรีคนกลางคนเดียว อาจารย์ป๋วยพูดและเขียนถึงปีเตอร์บ่อยๆ เห็นจะเป็นเพราะว่าปีเตอร์กับเพื่อนที่เป็นลูกของคุณอภัย จันทวิมล อดีตปลัดกระทรวงศึกษาฯ พากันนักประท้วงแอกติวิสต์มาตั้งแต่มัธยมสาธิตตอนปลาย
           
            อาจารย์ป๋วยยังเล่าให้ผมฟังว่าถึงจะเป็นผู้ว่าการธนาคารชาติ ก็ไม่มีสมบัติให้ลูก จึงไปผ่อนที่ดินจัดสรรของธนาคารศรีนคร (แถวถนนนวมินทร์เดี๋ยวนี้) ไว้ 300 ตารางวา ตั้งใจจะแบ่งให้จอน ไมตรี และ Giles เท่าๆ กัน
           
            ผมพบ Giles ครั้งเดียว 5-6 ปีมาแล้ว เมื่อเราไปอภิปรายเรื่องสังคมนิยมด้วยกัน อาจารย์ป๋วยเคยเอารูป Giles สมัยเป็นนักเรียนปริญญาตรีวิชาปักษีวิทยามาให้ผมดู และอีกครั้งหนึ่งเมื่อตอนมีหลาน ทราบว่าต่อมา Giles ไปจบปริญญาโทที่ SOAS หรือวิทยาลัยแอฟริกันและเอเชียศึกษาของมหาวิทยาลัยลอนดอน ฟัง Giles พูดครั้งนั้น ผมยังเก็บเอามาคิดว่า ถ้ารักจะเป็นครู Giles น่าจะต้องเรียนเรื่องมาร์กซ์และการเมืองไทยเพิ่มอีกมาก
           
            สำหรับจอน ผมได้พบ 4-5 ครั้ง ครั้งสุดท้ายที่โรงเรียนวชิราวุธ ก่อนการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 จอนจะครบหรือครบเทอมเป็นสมาชิกวุฒิสภา วันนั้น ดร.ชัยอนันต์ช่วยคำนูณ สิทธิสมาน ร่างคำถวายฎีกากราบบังคมทูลถึงการกระทำผิดของทักษิณ จอนติงและแนะนำว่าอย่ารบกวนในหลวงเลย สู้ร่างเป็นจดหมายของนักวิชาการที่เป็นห่วงบ้านเมืองจะดีกว่า พวกเราก็เห็นด้วย และทำตามที่จอนแนะนำ พอส่งร่างนั้นไปที่ธรรมศาสตร์ในตอนบ่าย รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ก็พาเพื่อนอาจารย์ลงนามมาล้นหลาม เป็นเหตุให้กระบวนการต่อต้านทักษิณลามไปในหมู่อาจารย์มหาวิทยาลัยเหมือนไฟไหม้ป่า
           
            ผมเศร้าใจที่อาจารย์ป๋วยต้องหลบไปลี้ภัยจนตายในต่างประเทศ ผมรู้ว่าอาจารย์เป็นเหยื่อของเผด็จการทหาร ตำรวจ และอันธพาลการเมืองฟาสซิสต์ อาจารย์ไปเพื่อจะรักษาเสรีภาพ และปูหนทางต่อเพื่อสร้างประชาธิปไตยให้ได้
           
            ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ผมกับภรรยาพักอยู่กับอาจารย์ป๋วย ตอนที่อาจารย์เขียน “จดหมายจากนายเข้ม” ที่โด่งดังเรียกร้องประชาธิปไตย ก่อนหน้านั้นอาจารย์ก็คิดและเขียนอยู่เสมอ พร้อมกับขอร้องให้กำลังใจพวกเราให้รักษา “เสรีภาพในการพูดเขียนและเสรีภาพทางวิชาการ” ไว้ให้ได้ ตอนนั้นอาจารย์สอนอยู่ที่เคมบริดจ์ แต่ “เสี่ยง” เข้าเมืองไทยบ่อยๆ เพื่อหาโอกาสพูด และบอกผมว่า “หากถูกจับก็จะยอม แต่หวังว่าพรรคพวกคงจะหนุนกันบ้าง”
           
            ผมเศร้าใจที่ Giles อยู่ประเทศไทยไม่ได้ ไม่มีใครรังควาญ Giles เลย มิหนำซ้ำ Giles ยังไปเข้ากับกลุ่มเสื้อแดงที่เชิดชูทักษิณที่สมคบกับตำรวจ ทหาร และอันธพาลการเมืองฟาสซิสต์กุมอำนาจรัฐแฝงอยู่ แม้กระทั่งภายหลังที่รัฐบาลหุ่นสมชายล้มไป
           
            ผมได้อ่านข้อเขียนของ Giles ทั้ง “แถลงการณ์แดงสยาม” และ “Socialist Unity” แล้ว Giles พลอยเห็นด้วยกับสุนัขรับใช้เสื้อแดงกล่าวหาพลพรรคเสื้อเหลืองอหิงสาเป็นฟาสซิสต์ เป็นพวกรัฐประหารที่ทำการยึดอำนาจเพื่อคนรวย เสรีภาพในประเทศไทยถูกจำกัดเพราะกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ฯลฯ ขณะนี้การรณรงค์ของ Giles กำลังมีน้ำหนัก โดยเฉพาะในหมู่นักวิชาการต่างชาติที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่เรื่องเมืองไทย ไม่รู้ว่ากำพืดและพฤติกรรมของทุนสามานย์ฟาสซิสต์ซึ่งชูทักษิณเป็นประมุข
           
            คนที่เป็นนักวิชาการแท้ๆ หรือเป็นนักอุดมการณ์แท้ๆ เขาจะไม่เอาความจริงครึ่งความเท็จครึ่งมาขยายความเข้าข้างตนเอง อย่างเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือ Lese Majeste นี้ ผมเองก็ไม่ถึงกับเห็นด้วย 100% แม้แต่พระเจ้าอยู่หัวก็ยังทรงบ่นว่านำมาใช้ให้พระองค์เดือดร้อน ในขณะที่พระองค์ท่านยินดีให้วิจารณ์กลับไม่มีใครกล้าทำ
           
            ข้อเท็จจริงก็คือกฎหมายยังมีอยู่ ขบวนการบังคับใช้กะปริดกะปรอยจนกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง การกระทำต่างๆ มีทั้งที่คลุมเครือและโจ่งแจ้ง บ้างก็ไร้เดียงสาอยากดังผีเจาะปากมาให้พูด บ้างก็ใช้ใส่ร้ายทำลายคู่ต่อสู้ บ้างก็อยู่ในขบวนการโค่นกษัตริย์จริงๆ บ้างก็ต้องการปฏิรูปสถาบันให้สอดคล้องกับประชาธิปไตยและการเปลี่ยนแปลงของโลก บ้างก็เป็นส่วนหนึ่งในขบวนการต่อสู้ระหว่างฝ่ายนิยมกษัตริย์กับฝ่ายนิยมสาธารณรัฐ ฯลฯ ทั้งหมดนี้สามารถใช้เสรีภาพทางวิชาการศึกษาวิเคราะห์และอภิปรายกันได้ทุกประเด็น แม้แต่บนเวทีพันธมิตรฯ ผมก็เคยนำไปพูดมาแล้ว
           
            แต่กองเชียร์ขบวนการล้มล้างกฎหมาย Lese Majeste ของไทยโกหก เขาบิดเบือนข้อเท็จจริงเพ่งโทษกษัตริย์ไทยและเมืองไทยแห่งเดียว ทั้งๆ ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่ปลายเหตุ ทรงทำได้อย่างเดียวคือใช้พระมหากรุณาพระราชทานอภัยโทษไม่ว่าใคร เขาอ้างว่าประเทศประชาธิปไตยอื่นถึงมีก็ไม่มีใครใช้กฎหมายดังกล่าว ทั้งๆ ที่เขารู้หรือสมควรรู้ว่า ที่เนเธอร์แลนด์ในระหว่างปี 2550-52 นี้มีผู้ถูกจับและติดคุกคดี Lese Majeste ด้วยการกระทำที่บางเบากว่าดา ตอร์ปิโด จักรภพ เพ็ญแข และสุนัขรับใช้เสื้อแดงมาก
           
            ไม่มีอะไรที่คนโกหกทำไม่ได้ คนโกหกกระทำชั่วได้ทุกอย่าง โปรดระวัง อย่าประมาท!