sombat's profileSpace ของ sombatPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    March 31

    สมเจตน์

    “สมเจตน์” ซัดพวกด้านแก้ รธน.จี้ ขรก.หยุดรับใช้คนเลว
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 มีนาคม 2551 23:55 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกระทรวงกลาโหม และหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

    “สมเจตน์” อัดยับ พปช.ดื้อแพ่งแก้ รธน.เพื่อคนเพียงคนเดียว หวั่นกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวจนรุกลามไปทั่วประเทศ พร้อมน้อมนำพระราชดำรัสในหลวง “เราต้องขจัดคนไม่ดีไม่ให้มาปกครองประเทศ” เตือนสติ ขรก.หยุดรับใช้นักการเมืองน้ำเลว
           
           วันนี้ (30 ม.ค.) พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกลาโหม และอดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคพลังประชาชนผลักดันให้แก้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่า ขณะนี้นักการเมืองกำลังนำปัญหาของคนเพียงคนเดียวมาทำให้เป็นปัญหาของคนทั้งชาติ ตอนนี้เปรียบเหมือนเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวบานปลายรุกลามไปทั้งประเทศ เพราะนักการเมืองพยายามโยงเอาประเทศมาเป็นตัวประกัน เพียงเพราะปัญหาของคนเพียงคนเดียว
           
           “เขาพยายามที่จะแก้รัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่ามีความจำเป็น พยายามดึงพรรคร่วมรัฐบาลให้เห็นด้วยเพื่อเข้าสู่สภาฯ แล้วแก้รัฐธรรมนูญ เห็นได้ชัดว่าเป็นการนำปัญหาคนเพียงคนเดียวกลุ่มเดียวที่กระทำผิด แล้วโยงเอาประเทศชาติเป็นหลักประกัน เพื่อแก้ไขให้ตัวเองพ้นผิด จึงอยากให้นักการเมือง และผู้ที่กำลังบริหารประเทศอยู่เวลานี้ สำนึกว่ากำลังทำอะไรเพื่อประเทศชาติ และประชาชน โดยเฉพาะรัฐบาลขณะนี้เป็นรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทำเพื่อประเทศ และประชาชน หรือเป็นรัฐบาลของคนเพียงคนเดียว” พล.อ.สมเจตน์ กล่าว
           
           พล.อ.สมเจตน์ กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันผ่านการลงประชามติเห็นชอบจากประชาชน ดังนั้น หากรัฐบาลจะแก้รัฐธรรมนูญก็จำเป็นต้องฟังเสียงประชาชนให้มีการลงประชามติเช่นกัน อย่าอ้างว่าต้องเสียเงินจำนวนหลายล้าน เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนเห็นชอบ โดยจะเห็นได้ว่าขณะนี้นักการเมืองกำลังพยายามเอากฎหมายสูงสุดของประเทศมาแก้ไขเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ประชาชนทุกคนต้องดูว่าขณะนี้นักการเมืองกำลังทำอะไรกับประเทศ
           
           “ข้าราชการทุกคนต้องสำนึกว่าเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่เป็นผู้รับใช้นักการเมือง รับใช้ในสิ่งที่เลว ต้องคำนึงถึงพระราชดำรัสของในหลวง ที่ทรงให้ไว้ว่า เราไม่สามารถทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ แต่เราต้องขจัดคนไม่ดีไม่ให้มาปกครองประเทศ ดังนั้น ทุกคนควรระลึกตรงนี้ และช่วยกันขจัดคนไม่ดี โดยเฉพาะข้าราชการ อย่าเอาแต่รับใช้คนเลว ควรทำหน้าที่เพื่อประชาชน และประเทศชาติ” พล.อ.สมเจตน์ กล่าว
           
           ส่วนกรณีที่ พ.ต.อ.อดุลย์ ณรงศักดิ์ รักษาการผู้บังคับการตำรวจ จ.เชียงราย ซึ่งขณะนี้เข้าไปทำงานแทนผู้บังคับการคนเดิมที่ถูกคำสั่งย้ายให้ไปราชการที่ภาคใต้นั้น พ.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า เมื่อเข้ามาทำงานในพื้นที่ก็มุ่งแต่ทำคดีเอาผิดกำนันที่เป็นพยานคดีทุจริตเลือกตั้งของนายยุงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน โดยไม่สนใจในคดีสำคัญอื่นๆ ที่ค้างคามานานในพื้นที่ จ.เชียงราย เช่น คดีชิปปิ้งหมู หรือนายกรเทพ วิริยะ (พิเชษฐ์ วิริยะ) พยานคดีเรื่องการหลบเลี่ยงภาษีของบริษัทที่เกี่ยวข้องการสื่อสารที่ถูกยิงเสียชีวิต เพราะผ่านมาหลายปีแล้วแต่ยังเอาผิดใครไม่ได้
           
           พล.อ.สมเจตน์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีคดีของนายณรงค์ มาเยอะ หัวคะแนนพรรคมหาชน ที่ถูกยิงตายในพื้นที่ จ.เชียงราย ซึ่งยังจับผู้ลงมือก่อเหตุไม่ได้ รวมทั้งคดียิงนายสมบัติ ไชยสารา อบต.จันจะว้า จ.เชียงราย ซึ่งสนิทกับนักการเมืองยิ่งใหญ่คนหนึ่ง แต่นักการเมืองคนนั้นเกรงว่านายสมบัติ จะเอาคนอื่นมาลงการเมืองท้องถิ่นแข่งขันกับคนของตนเอง ซึ่งวันที่นายสมบัติ ถูกลอบยิง ก็เพิ่งไปเคลียร์กับนักการเมืองคนหนึ่งถึงบ้าน และออกมาจากบ้านไม่ถึง 100 เมตร ก็ถูกยิงเสียชีวิต นี่คือคดีสำคัญที่เกิดขึ้นในพื้นที่ แต่ยังไม่มีการเร่งสางคดี ดังนั้น จึงอยากให้ข้าราชการคำนึงผลประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก อย่าคำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเอง และอย่ารับใช้นักการเมืองที่เลว

     

    “ชลิต” ฟันธงพันธมิตรฯ จัดชุมนุม สร้าง ปชต.ให้มั่นคง
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 31 มีนาคม 2551 17:56 น.
    พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ.
           ผบ.ทอ.ชี้คนปูดข่าวปฏิวัติถือเป็นความหวังดีโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ย้ำกองทัพไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องการเมือง มั่นใจพันธมิตรฯ จัดชุมนุมไม่น่าจะบานปลาย ชี้อาจเป็นสร้างความมั่นคงให้แก่ระบอบประชาธิปไตยในอนาคต
           
           วันนี้ (31 มี.ค.) พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวการปฏิวัติ และการเคลื่อนย้ายกำลังทหารจะทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจระหว่างกองทัพกับฝ่ายการเมืองหรือไม่ว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี มีความเข้าใจกับผู้นำกองทัพเป็นอย่างดี เชื่อว่ากระแสข่าวที่เกิดขึ้นจะไม่ถูกนำไปเชื่อมโยงกับการเมือง ส่วนการเคลื่อนย้ายกำลังทหาร เร็วๆ นี้ก็จะมีการเคลื่อนย้ายกำลังในส่วนของกองทัพอากาศ เพราะต้องมีการฝึกอยู่เรื่อยๆ ทหารอยู่ในกรมกองเฉยๆ ไม่ได้ ต้องไปฝึกภาคสนาม ซึ่งจะแจ้งให้ทราบต่อไป
           
           ส่วนเป็นไปได้หรือไม่ที่กระแสข่าวเกิดขึ้นจากคนภายในกองทัพ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่กองทัพอากาศไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย เมื่อถามต่อว่ากระแสข่าวที่เกิดขึ้นจะเป็นการต่อรองทางการเมืองกับความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า คงไม่มี เพราะทหารคงไม่นำข้อมูลเหล่านี้ไปต่อรองอะไร ข่าวที่เกิดขึ้นอาจเป็นความหวังดีโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของบุคคลที่ต้องการจะให้ข่าว
           
           “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก คงรายงานให้นายกรัฐมนตรีฟังตลอดอยู่แล้ว เพราะได้เดินทางไปต่างประเทศด้วยกัน คงไม่มีอะไร ทหารทุกเหล่าทัพตอนนี้ปฏิบัติหน้าที่ตามหน้าที่ที่เรามี ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวอะไรทั้งสิ้น ตอนนี้เป็นหน้าที่ของฝ่ายการเมืองที่จะต้องดำเนินการ” พล.อ.อ.ชลิต กล่าว
           
           ต่อข้อถามว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะทำให้สถานการณ์รุนแรงขยายออกไป เป็นความขัดแย้งเหมือนที่เคยเกิดขึ้นหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า คงไม่มีอะไร หากการกระทำนั้นเป็นการกระทำที่ตั้งใจสร้างความมั่นคงให้แก่ระบอบประชาธิปไตยในอนาคต เมื่อถามถึงความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 309 (การรับรองรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ปี 2549) จะมีผลกระทบต่อคดีความที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ดำเนินการอยู่หรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ไม่ทราบ และว่า “ผมไม่รู้ว่ามีประเด็นอะไร ผมไม่ได้สนใจ เพราะไม่ใช่ภาระหน้าที่ของกองทัพอากาศ”



    ข้าวสารแพงที่ไทย

    คนลาวแห่แบกข้าวสารข้ามโขงขายฝั่งไทย/หลังราคาพุ่งไม่หยุด
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 31 มีนาคม 2551 15:07 น.
           เชียงราย – คนลาวแห่แบกข้าวสารข้ามโขงขายตลาดถนนคนเดินชายแดนไทย-ลาว หลังราคาข้าวในไทยพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
           
           ในงานถนนคนเดินทุกวันอาทิตย์ บริเวณตลาดชายแดนไทย-ลาว ริมแม่น้ำโขง ในเขตเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย จะมีประชาชนชาวลาว เดินทางมาซื้อขายสินค้ากันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาข้าวพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์อยู่ในขณะนี้ ปรากฏว่า เกษตรกรลาว นิยมแบกข้าวสาร ทั้งข้าวเจ้า-ข้าวเหนียว ลงเรือหางยาว ข้ามแม่น้ำโขงมาขายในตลาดถนนคนเดินฝั่งไทยกันอย่างหนาตามากขึ้น ตามสถิติ ตม.พบว่า มีการผ่านแดนมากกว่า 1 พันคน/วัน
           
           โดยข้าวสารจากลาว ที่นำมาจำหน่ายนั้น มีราคาถังละ 220-230 บาท ขณะที่ข้าวไทยซื้อขายกันที่ 300 บาทต่อถัง นอกจากนี้ ยังมีการนำน้ำผึ้ง,รวงผึ้ง,ของป่า มาขายด้วยบ้าง ส่วนเนื้อสุกร ไม่พบว่ามีการนำเข้าหรือส่งออก เพราะราคาแพง
           
           นางหล้า อายุ 56 ปี ชาวลาว จากบ้านหลวงสิงห์ เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ส.ป.ป.ลาว กล่าวว่า ตนกับลูกๆ ทำนา และเห็นว่าราคาข้าวในฝั่งไทยสูง จึงนำมาขาย ขากลับก็ซื้อสินค้า ของใช้ต่างๆ กลับบ้าน
           
           ขณะที่ นายพร วงศ์เรือน อายุ 59 ปี พ่อค้าไทย กล่าวว่า ข้าวสารจาก ส.ป.ป.ลาว อาจจะมีคุณภาพต่ำกว่าข้าวไทย แต่ก็มีคนซื้อไปรับประทานเองเพราะราคาถูก อย่างไรก็ตามไม่ได้นำมาขายปนกับข้าวไทยในตลาดสด
           

           นอกจากนี้ พบว่า ยังมีผลไม้จากประเทศจีน เช่น แอปเปิล สาลี่ ทับทิม วางขายปนกับผลไม้ไทย เช่น มะม่วง มะพร้าว รวมถึงสาหร่ายแม่น้ำโขง หรือที่เรียกว่า “เตา หรือไก” มาวางขายด้วย ซึ่งยอมรับว่าตลาดถนนคนเดินวันอาทิตย์ชายแดนไทย-ลาว มีการค้าค่อนข้างคึกคัก ทำให้ร้านขายทองคำ-โทรศัพท์มือถือ มีลูกค้าชาวลาวเนืองแน่นตามไปด้วย


         
         
         
         
    March 30

    PTV

    ปิดฉาก PTV ยุติแพร่ภาพแล้ว 17.00 น.วันนี้ “เจ๊เพ็ญ” จัดผังช่อง 11 ปลอบใจ
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 มีนาคม 2551 17:38 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

    สถานีโทรทัศน์ PTV ปิดฉากเงียบเหงา “ไข่แม้วดำ” ประกาศยุติการแพร่ภาพเรียบร้อยแล้ว เมื่อเวลา 17.00 น.วันนี้ พร้อมพนักงาน 120 ชีวิต ยันเตรียมหันไปทำภารกิจใหม่แทน ขณะที่ “จักรภพ” ใช้มือถือโทร.เข้าร่วมแถลงข่าว อ้างติดภารกิจต้องเลียไข่แม้วที่สุวรรณภูมิ พร้อมรับปากฮุบช่อง 11 ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน ใครจะเอาเวลาช่วงไหนก็ได้ ถ้ามีเรี่ยวแรงพอก็เหมาเอาไปทั้ง 7 วัน
           

           วันนี้ (30 มี.ค.) นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกรรมการบริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่ จำกัด ผู้ดำเนินการสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม “พีทีวี” (PTV หรือ People's Television) กล่าวแถลงข่าวผ่านสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีทีวี เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา โดยระบุว่า พีทีวีจะยุติการแพร่ภาพออกอากาศ ในเวลา 17.00 น.วันนี้ เนื่องจากเงินลงทุนที่มีอยู่หมดลง แต่ยืนยันว่า พนักงานประมาณ 120 คน จะได้เงินชดเชยตามกฎหมายของกระทรวงแรงงาน
           
           ทั้งนี้ นายวีระ ยืนยันว่า บริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่ จำกัด และบริษัท พีทีวี จำกัด ก็ยังคงมีอยู่ เพียงแต่จะเปลี่ยนไปทำกิจการอย่างอื่นแทน ซึ่งตอนนี้ ยังคงบอกไม่ได้ว่า เราจะเดินไปแบบไหน เพราะยังเป็นแผนงานอยู่ และคงรอเวลาที่เหมาะสมเปิดแถลงอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
           
           นายวีระ กล่าวว่า พีทีวี และบริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่ เกิดขึ้นได้จากการเรี่ยไรเงินทุนจากบุคคลที่เป็นเพื่อน และเป็นที่รู้กันโดยส่วนตัวของตน ซึ่งผลประกอบการที่ผ่านมากว่า 1 ปี พบว่าประสบภาวะไม่มีกำไรมาตลอด คณะผู้บริหารได้ปรึกษากันว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป พนักงานที่เคยร่วมทำงานกว่า 120 ชีวิต และต่อสู้เผด็จการด้วยกันมาจะได้รับผลกระทบ จึงตัดสินใจยุติการทำโทรทัศน์พีทีวี ส่วนบริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่ จะทำรายการต่อไปหรือไม่นั้น ก็ต้องหารือกันอีกครั้ง ทั้งนี้ ในด้านการต่อสู้เพื่อความเป็นประชาธิปไตยนั้นก็จะยังคงมีต่อไป เพราะเชื่อว่าสถานการณ์การเมืองต่อจากนี้ไปคาดว่าจะมีความดุเดือด เข้มข้นแน่นอน เพราะมีเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
           
           นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน (พปช.) กล่าวว่า คาดว่า แฟนของโทรทัศน์พีทีวีเมื่อทราบข่าวคงต้องช็อกและเสียใจไปตามๆ กัน และเกิดข้อสงสัยว่า พีทีวีหยุดในช่วงที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาเคลื่อนไหว แต่ตนอยากบอกว่าถึงโทรทัศน์พีทีวีจะไม่มีแล้ว แต่ว่ายังมีชื่ออยู่ และพร้อมที่จะต่อสู้ต่อไป เพราะสถานการณ์ต่อสู้ทางการเมืองจากนี้ไปต้องมีความเหนื่อยยาก และสู้กันไม่มีสิ้นสุด
           
           นายก่อแก้ว พิกุลทอง ที่ปรึกษาสถานีโทรทัศน์พีทีวี กล่าวว่า การที่มีคนตั้งข้อสังเกตมาตั้งแต่เริ่มต้นก่อตั้งพีทีวีนั้นมาจากเงินท่อน้ำเลี้ยง แต่วันที่เราปิดตัวลงนั้น เป็นการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า หากมีท่อน้ำเลี้ยงจริง ก็ต้องทำต่อไป แต่เนื่องจากทุนหมด ก็ต้องจำเป็นต้องหยุด
           
           ล่าสุด นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งสถานีโทรทัศน์พีทีวี ได้โทร.สายตรงให้สัมภาษณ์ผ่านโทรศัพท์เข้ามาในการแถลงข่าวของ พีทีวี โดยบอกว่า ตนเองไม่สามารถมาเข้ามาแถลงข่าวพร้อมกับพรรคพวกได้ เนื่องจากติดภารกิจการต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
           
           นายจักรภพ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “พีทีวี” ถือเป็นจุดเปลี่ยนของสถานีโทรทัศน์ที่บ่มเพาะคนในทางความคิด หลักฐานหนึ่งของการก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ “พีทีวี” ไม่ได้คิดถึงด้านธุรกิจ แต่คิดถึงแต่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และเมื่อเหตุการณ์ดำเนินไปถึงจุดเปลี่ยน ต่างคนต่างมีภาระหน้าที่ก็คงต้องบอกว่า “เจอกันใหม่เมื่อชาติต้องการ”
           
           นายจักรภพ กล่าวถึงการกำกับสื่อของรัฐ โดยยืนยันว่า ตนคิดว่าทำมาถูกทางแล้ว และต่อสู้เพื่อทำในสิ่งที่คนบอกว่าผิดเป็นถูก ผิดน้อยเป็นผิดมาก ตนเห็นว่า คนที่เข้ามาทำสื่อนั้น แท้จริงเป็นนักการเมืองที่ใช้สื่อเป็นเครื่องมือ ซึ่งตนในฐานะเป็นคนกำกับดูแลกำลังชำระล้าง และทำความสะอาดอยู่ ทั้งนี้ ยอมรับว่า สถานีโทรทัศน์พีทีวีเป็นแหล่งบ่มเพาะความคิดที่สำคัญ การที่ตนมีโอกาสทำงานเพื่อบ้านเมือง พีทีวีก็เป็นแรงบันดาลใจ ในการทำโครงการต่างๆ และตนจะร่วมสืบสานอุดมการณ์และโครงการต่างๆ ของพีวีต่อไป
           
           ส่วนจะให้คนของพีทีวีเข้ามาจัดรายการในช่อง 11 หรือไม่นั้น นายจักรภพ กล่าวทีเล่นทีจริงว่า ใครจะเอาเวลาช่วงไหนก็ได้ หรือจะเหมาทั้ง 7 วันเลยหรือไม่ ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน
           
           ด้านบรรยากาศที่สถานีโทรทัศน์พีทีวี ทีมงานของพีทีวีได้นำจอโปเจกเตอร์ขนาดใหญ่มาติดไว้ที่ประตูทางเข้าเพื่อให้ประชาชนได้รับชน ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบเหงา มีประชาชนให้ความสนใจจำนวนหนึ่งไม่มากนัก ส่วนพนักงานพีทีวีนั้นต่างตกอยู่ใต้ความเศร้าสลด และบางคนถึงกับหลั่งน้ำตา

     

    “แม้ว” ถึงไทยแล้วปลื้มลิ่วล้อเชลียร์เรียกเต็มปากท่านนายกฯ
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 มีนาคม 2551 17:24 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

    “ทักษิณ” เดินทางกลับถึงไทยแล้ว ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมดิ่งตรงเข้าหาลิ่วล้อที่มาเชลียร์ถึงสนามบินทันที เป็นปลื้มหอบดอกไม้กุหลาบสีแดงมารับ พร้อมร้องเรียกท่านนายกฯเต็มปากเต็มคำ ด้าน “พงศ์เทพ” เผย “แม้ว” อยู่ไทยยาวถึงสงกรานต์ ยัน 11 เม.ย.ขึ้นเชียงใหม่ เตรียมพบนักธุรกิจระดับโลก ขณะเดียวกัน ปิดที่ซุกหัวนอน “นายใหญ่”
           

           ผู้สื่อข่าวรายงานจากสนามบินสุวรรณภูมิ ว่า วันนี้ (30 มี.ค.) เมื่อเวลา 16.30 น.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทันที่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินออกมาจากห้องรับรองพิเศษ ด้วยสีหน้ายิมแย้ม จากนั้นก็เดินตรงไปทักทายพร้อมรับดอกไม้จากกองเชียร์ประมาณ 30 คน ที่รอต้อนรับอยู่ด้านหน้า พร้อมตะโกนเรียกชื่อพ.ต.ท.ทักษิณ และร้องว่า “เรารักท่านนายกฯทักษิณ” ทั้งนี้ การรักษาความปลอดภัยบริเวณห้องรับรองพิเศษ มีตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ ดูแลรักษาความปลอดภัยกว่า 100 นาย
           
           สำหรับบุคคลสำคัญที่เดินทางมารับ ประกอบด้วย คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พร้อมด้วยบุตรทั้ง 3 คน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.คมนาคม นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช นายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน นายเสริมศักดิ์ พงษ์พาณิชย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย
           
           จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เดินทางมาเป็นประธานในการคัดเลือกเยาวชนไปดูฟุตบอลทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี ที่เมืองทองธานี เวลา 17.00 น.
           
           ด้าน นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางกลับประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า สาเหตุที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางกลับไทยเร็วกว่ากำหนด ไม่เกี่ยวกับการมาสู้คดี เพราะเรื่องคดีมีทนายความเป็นผู้ดำเนินการอยู่ ส่วนที่เร่งกลับมาเพื่อมางานมูลนิธิไทยคม ที่จะการคัดเลือกเด็กไทยทั้งประเทศ ไปประเทศอังกฤษดูการแข่งขันฟุตบอลทีมแมนฯ ซิตี นอกจากนี้ ยังเป็นการมาต้อนรับนักธุรกิจคนสำคัญ 2 ราย แต่ไม่ขอเปิดเผยชื่อ ซึ่งทั้งสองคนมีความชำนาญเรื่องไบโอดีเซล และเอทานอล
           
           ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เชิญนักธุรกิจดังกล่าวมาลงทุนในไทย คนหนึ่งเป็นนักลงทุนที่มีทรัพย์สินติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ถ้าเอ่ยชื่อขึ้นมาก็รู้จักกันหมด สำหรับการลงทุนจะเป็นในรูปแบบที่เขามาอยู่ในไทยนานๆ เป็นการสร้างงานให้กับคนไทย ซึ่งคนหนึ่งจะเดินทางมาในเดือน เม.ย.ส่วนอีกคนจะมาเดือน พ.ค.ยืนยันว่า ไม่ใช่เป็นการมาซื้อหุ้น แต่เป็นการมาลงทุน ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็คุยกับนักลงทุนทั้งสองอย่างคนไทยคนหนึ่งที่ต้องการเห็นประเทศไทยดีขึ้น และคุยกันไว้นานแล้ว โดยการจะเชิญนักลงทุนระดับโลก ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็เชิญได้ แต่ต้องมีศักยภาพ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ถือเป็นคนหนึ่งที่มีศักยภาพ มีความสามารถ และท่านเห็นว่าจะปล่อยให้รัฐบาลทำคนเดียวก็ไม่ได้
           
           เมื่อถามว่า จะเป็นการเข้ามาเกี่ยวข้องทางการเมืองหรือไม่ นายพงศ์เทพ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวการเมือง เป็นการช่วยประเทศ และท่านก็ได้ช่วยมาก่อนหน้าที่แล้ว
           
           นายพงศ์เทพ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะอยู่ในไทยช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ระหว่างนี้อาจเดินทางไปต่างประเทศเป็นระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งช่วงต้นเดือนเมษายน พ.ต.ท.ทักษิณ จะอยู่ในไทย และวันที่ 11 เม.ย.จะเดินทางไป จ.เชียงใหม่ ซึ่งทุกปี พ.ต.ท.ทักษิณ จะไปทำบุญให้พ่อกับแม่ แต่ปีที่แล้วไม่ได้มาทำบุญ เพราะเข้าประเทศไทยไมได้ นอกจากนี้ ก็จะเดินทางไปทำภารกิจที่ต่างจังหวัดบ้าง คาดว่า จะเป็นภาคอีสาน แต่ยังไม่ได้กำหนดเวลาที่ชัดเจน ส่วนการพักแรมในคืนนี้นั้นยังไม่ได้รับแจ้งว่าจะนอนที่ใด

     


     


    “หมัก” บ่นเสียสิทธิ รับไม่ได้นายกฯ สาธารณะ เปรยอาจถอดใจก่อนครบเทอม ดูวีดีโอประกอบจาก Manager Multimedia
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 มีนาคม 2551 09:47 น.
    สมัคร สุนทรเวช
           “สมัคร” ชักถอดใจบ่นตลอดรายการทุกข์ของนายกรัฐมนตรีหน้าใหม่ รับไม่ได้ตกเป็นบุคคลสาธารณะและต้องปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพ เพราะเสียสิทธิส่วนบุคคล เปรยอาจนั่งไม่ถึงเป็นนายกรัฐมนตรีหน้าเก่า
           
           
     คลิกที่นี่ เพื่อฟัง รายการ สนทนาประสาสมัคร
           
           (30 มี.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวผ่านรายการ “สนทนาประสาสมัคร” โดยยอมรับว่าตนเป็นผู้จุดชนวนว่ามีกลุ่มคนบางกลุ่มจ้องปฏิวัติจริง ซึ่งทหารไม่เกี่ยวข้องแต่สื่อก็พยายามถามนำเพื่อไปเชื่อมโยงกับกองทัพให้ได้ บ้านเมืองนี้ประหลาดจึงต้องเปิดประเด็นทุกข์ของนายกรัฐมนตรีหน้าใหม่ 2 เดือน ที่นั่งบริหารชาติบ้านเมืองต้องเดินทางไปเยือนเพื่อนบ้านเป็นประเทศที่ 6 แล้ว ล่าสุดเพิ่งไปเยือนประเทศสิงคโปร์ช่วงเช้าก็ออกไปชมตลาด สื่อบ้านเราก็ตีพิมพ์กระแหนะกระแหน มันจะอะไรกันหนักหนา สื่อบ้านเราไม่ชอบความจริง เขียนเสียดีเรื่องรายการทำอาการทั้งที่ความจริงเป็นการออกากาศวันหยุด มันไม่เกี่ยวกับการใช้เวลาราชการ เลยต้องบ่นกันหน่อย
           
           นายสมัคร กล่าวอีกว่าเข้าใจดีว่า ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถือเป็นบุคคลสาธารณะ ที่จะต้องทนกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้ทุกกรณี แต่สำหรับผมจะให้เสียสิทธิส่วนบุคคลคงเป็นไปไม่ได้ เช่นกรณีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต้องล้อมหน้าล้อมหลัง จนรู้สึกอึดอัดนายกรัฐมนตรีก็คือมนุษย์จะต้องมีเหตุผล จริงใจหรือ เสียใจ แต่มีบางคนมาเตือนว่าบางครั้งใช้ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนบุคคลิก อย่างนั้นต้องไปลบคำเหล่านี้ออกจากพจนานุกรรม หากเป็นนายกรัฐมนตรีจะพูดอะไรไม่ได้สื่อก็คอยจ้องออกข่าวประเภทจับผิด “ไม่รู้จะอยู่ทนเสียดสีได้เป็นนายกรัฐมนตรีหน้าเก่าหรือไม่” นายสมัครกล่าวทิ้งท้าย
           
           นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงกรณีที่มีสื่อมวลชนระบุว่ารัฐบาลชุดนี้ที่เข้ามาบริหารประเทศในระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน แต่พบว่ามีรัฐมนตรี และบุคคลในรัฐบาลบางคนเรียกรับผลประโยชน์จากหน่วยงานต่างๆ ว่าหากเรื่องดังกล่าวเป็นความจริง ตนขอท้าให้นำเอกสารหลักฐานตามที่กล่าวหามายื่นกับตนภายใน 3 วัน มิฉะนั้นแล้วจะถือว่าการนำเสนอข่าวดังกล่าวเป็นเท็จ แต่คงจะไม่มีการฟ้องร้องดำเนินคดีแต่อย่างใด


    หนึ่งหม่อมหนึ่งเขียว

    มนต์เสน่ห์สีเขียว...ตรึงใจ ‘ม.ล. ภูมิใจ ชุมพล’
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 มีนาคม 2551 15:07 น.
           

           แต่เล็กจนโต ปุ๊ม-ม.ล. ภูมิใจ ชุมพล ขลุกอยู่กับต้นไม้ใบหญ้าด้วยความผูกพัน เพราะต้องคอยเดินตามท่านปู่ (หม่อมเจ้าธานีเศกสงัด ชุมพล) ท่านย่า (พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าหญิงรำไพประภา) ลงสวนมาตั้งแต่จำความได้ จึงกลายเป็นเหตุผลง่ายๆ ทว่า... ลึกซึ้ง ให้ชายหนุ่มคุ้นเคยกับพื้นที่สีเขียว... อย่างไม่รู้เบื่อ
           
           
    “ท่านปู่ผมจบการเกษตรมาจากปารีส ในสมัยโน้น! และเป็นผู้ริเริ่มสร้างอาณาจักรการเกษตร ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ท่านมีความรู้ดีมากเกี่ยวกับต้นไม้พันธุ์ต่างๆ จึงปลูกฝังเรื่องรักต้นไม้กับเรา สมัยเด็กๆ พอถึงเวลาก็ลงสวน สัก 5 โมงเย็น จะเปลี่ยนกระถางต้นไม้ ผมเป็นเบ๊ท่านปู่ท่านย่า เดินถือบุ้งกี๋ตามหลัง คอยเก็บไม้แห้ง เวลาที่ลงสวนอยู่ตลอด”
           

           เท่านั้น... คงไม่ทำให้ชายหนุ่มซึมซับนานาสาระจากผู้ใหญ่ทั้งสองได้เข้มข้นมากพอ หากแต่ทุกคำสอน บอกเล่าเกี่ยวกับพืชพันธุ์ในรั้วรอบขอบวัง(ที่พำนัก) กลับเป็นตำราเล่มแรก ชวนให้เขาได้จดจำถึงสารพัดภูมิปัญญาด้านต้นไม้ ที่ยังคงใช้การได้ แม้จะล่วงเลยเวลามาหลายสิบปี
           
           ทำให้วันนี้...ตำแหน่ง นักออกแบบสวน จึงตามมาเป็นงานอดิเรกที่ไม่เคยห่างหายจากชีวิตประจำวัน คู่ขนานไปพร้อมกับการเป็น อินทีเรีย ดีไซเนอร์ อาชีพหลักหลังจากที่ร่ำเรียนจบทางด้านออกแบบสิ่งทอจากประเทศอังกฤษ
           


           “จัดสวนครั้งแรก ก็ที่บ้านปู่บ้านย่าเนี่ยแหละ ท่านให้เราทำ ขณะเดียวกัน ท่านก็ทำให้เราดูแล้วก็ฝึกเราไปด้วย ทั้งบ้านพ่อ บ้านแม่ บ้านตัวเอง บ้านเพื่อน จนเดี๋ยวนี้ การออกแบบและการจัดสวนลามปามไปที่อื่นด้วย”
           
           เขาบอกว่า การจัดสวนเป็นความสุขมาตั้งแต่ยังเล็ก สมัครใจทำตรงนี้ ก็เพราะเริ่มเรียนรู้จากปู่ย่า โดยไม่เคยร่ำเรียนทฤษฎีจากสถาบันแห่งไหนมาก่อน จะมีก็แต่เพียง การหาความรู้เรื่องพันธุ์ไม้เพิ่มเติมจากตำราและหนังสือต่างๆ
            
           โดยเฉพาะ“The Garden” วารสารรายเดือนของราชสมาคมพฤกษศาสตร์จากประเทศอังกฤษ ซึ่งก่อตั้งมานานกว่าร้อยปี เล่มนี้ถือเป็นเล่มโปรด จนเจ้าตัวขึ้นแท่นสมาชิกตลอดชีพเป็นที่เรียบร้อย หมั่นอัปเดตความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับพันธุ์ไม้ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อการนำพรรณไม้ต่างๆ บนโลกใบนี้มาปรับใช้กับการจัดสวนครั้งต่อไป
           
           ใช่เพียงแต่พื้นที่ในรั้วบ้านของคนใกล้ชิดเท่านั้นที่ได้เข้าไปดูแล พลังความรักในต้นไม้และสวนสวยเหล่านี้ ยังถูกถ่ายทอดลงสู่สถานที่สำคัญๆ อย่าง สวนในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร,สวนต่างๆ ในพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน,สวนรอบพระตำหนักคอยท่าปราโมทย์ ของสมเด็จพระสังฆราช ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ฯลฯ อีกด้วย
           
           “ได้เข้าไปจัดสวนในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เราเองก็รู้สึกเป็นเกียรติ มีความสุขเพราะได้ทำในสิ่งที่รัก ซึ่งแต่ละสถานที่ก็ต้องแก้โจทย์ในการจัดสวนที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่าง การจัดสวน ณ พระตำหนักของสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งฝั่งหนึ่งเป็นฝรั่งอีกฝั่งหนึ่งเป็นไทย แล้วจะทำสวนยังไง ก็ต้องแก้โจทย์ด้วยการใช้เฟิร์น เพราะทั้งบ้านฝรั่งและบ้านไทยก็มีเฟิร์น
           
           สรุปก็ต้องเป็นสวนเฟิร์นต่างๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่หมดเลย ก็ออกมาสวยงามลงตัว หรือบางครั้ง คนรักต้นไม้อย่างเรา ก็ต้องยอมตัดต้นไม้ขนาดใหญ่ทิ้ง เพื่อเก็บรักษาหมู่พระที่นั่งในราชนิเวศน์มฤคทายวัน เพราะรากของต้นไม้ไชไปถึงฐานพระที่นั่งแล้ว ก็เป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขกันไป”
           


           มีโอกาสจัดสวนมามากมาย แต่สไตล์ที่เขาชอบ คือ การจัดสวนแบบคลาสสิก ถึงอย่างนั้น หลักของการจัดสวนที่ดีนั้น เขาแนะว่า.. คงไม่มีอะไรยุ่งยากเกินไปกว่าการมองให้รู้ว่า สวนของเราอยู่กลางแดดหรือในร่ม สิ่งปลูกสร้างแวดล้อมเป็นแบบไหน ประโยชน์การใช้สอยพื้นที่สวนแห่งนั้นเป็นอย่างไร ที่สำคัญ ต้องเลือกพันธุ์ไม้ให้เหมาะกับสภาพพื้นที่และอากาศ บวกกับการหมั่นดูแลรดน้ำอย่างเอาใจใส่ ก็สามารถสร้างสรรค์แหล่งความสุขในบ้านได้อย่างไม่ยากเย็น
           
           
    “ความรู้เรื่องต้นไม้ เรียนยังไงก็ไม่มีวันรู้หมดนะ ถ้าเราจับทางได้ว่า ตรงนี้เป็นสวนร่ม เราก็หาไม้ร่ม หรือถ้าสวนเราอยู่กลางแดด ก็ต้องหาไม้ที่ทนแสงแดด ที่ขาดไม่ได้อีก นอกจากการรดน้ำพรวนดิน จะออกแบบหรือจัดสวนให้ดี ต้องรู้ด้วยว่า ตึกรามบ้านช่อง เป็นสิ่งปลูกสร้างแนวไหน ช่วงสมัยของมันเป็นมาเป็นอย่างไร และคงไม่ต้องถึงกับจัดสวนให้สวยก็ได้ หากอยากดื่มด่ำกับต้นไม้สักต้น ไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ เพียงแค่ลงมือปลูก”
           

           คนรักต้นไม้ยืนยันว่า...หากอยากปลูกต้นไม้สักต้นไม่ใช่เรื่องยาก และคงไม่ต่างจากการทำกับข้าว (ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย) ขอเพียงรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร แล้วฝึกฝน ก็จะปลูกต้นไม้ได้ ในพื้นที่เล็กๆ บนระเบียง ถ้าทุกคนสามารถและยินดีช่วยกันปลูกธรรมชาติด้วย 2 มือ อย่างน้อยก็น่าจะช่วยโลกของเราได้
           
           ยิ่งยุคนี้ภาวะโลกร้อนกำลังคุกรุ่น เจ้าของหัวใจที่พันผูกกับธรรมชาติ ก็ยังหวั่นกลัวไม่ต่างกัน และคิดว่า ถ้ามนุษย์บนโลกนี้ต้องตายไปเพราะภาวะโลกร้อน นั่นคงเป็นเหตุผลที่เหมาะควร
           


           ครั้นพอขยายความถึง ความสุขที่เกิดขึ้น ในยามที่เดินชมสวนทีไร นั่นคือ ช่วงเวลาที่ทำให้เขานึกถึงได้ทุกเรื่อง บนพื้นที่เล็กๆ ที่เต็มไปด้วยสีสันและความเขียวชอุ่มของต้นไม้ ดอกไม้ จัดเป็นแหล่งปลดปล่อยความในใจชั้นเลิศ ทั้งสุขและทุกข์ของเขา หลายต่อหลายครั้งถูกระบายออกให้บรรดาสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถพูด...ได้รับฟัง
           
           “ความผูกพันกับต้นไม้มันสะท้อนให้เราเห็นภาพของปู่กับย่า เป็นภาพในวันวานที่เราเดินตามท่านไปดูแลสวน รู้สึกเสมอว่าท่านยังอยู่ ปู่กับย่าเราก็รักต้นไม้ เราเองก็เอาต้นไม้เป็นสื่อในความทรงจำที่ดี”
           
           นอกจากความสุขสีเขียว ที่ยังคงสะท้อนออกมาเป็นกิจวัตร ด้วยการรดน้ำต้นไม้เองทุกครั้ง...เมื่อมีเวลา อีกมุมหนึ่งที่บ่งบอกถึงความในใจที่มากกว่าเพียงการจัดสวน เขาวาดฝันไปไกลถึงพื้นที่โล่งเปล่าต่างๆ ที่ไม่อาจทำให้เกิดประโยชน์ ด้วยการจัดสรรกำลังคนที่ว่างงาน หากมีการช่วยกันปลูกและดูแลต้นไม้อย่างใกล้ชิด ก็น่าจะมีผลดีอีกมากมายตามมา
           
           
    “คิดแบบไม่ซับซ้อน มีพื้นที่ตรงไหนในส่วนของเราก็ให้ช่วยกันปลูก การใช้ไม้มาสร้างบ้าน หลายคนอาจไม่เห็นด้วย แต่ผมกลับมองว่า เอาไม้มาปลูกบ้านก็ให้ปลูกคืน มันสามารถรีไซเคิลกลับมาได้ ธรรมชาติก็ได้รับประโยชน์ เพราะเป็นการรักษาหน้าดินไปในตัว คนปลูกเองก็มีแต่จะได้ นอกจากร่มเงา ดอก ผล และลำต้น ที่จะได้ใช้ประโยชน์หลังจากนี้ ซึ่งเราเองอาจไม่รู้หรอกว่าใครจะได้รับไป แต่อันดับแรกเลย คนที่ได้ปลูกต้นไม้นั่นแหละ จะได้รับความสุขก่อนใครเพื่อน”
           

    เหยื่อ ตชด.

    เหยื่อ ตชด.นอกรีดโดนศาลสุราษฎร์สั่งจำคุก 6 ปีปรับ 4 แสน
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 มีนาคม 2551 11:50 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    จำเลยเดินจูงลูก 2 คน ขึ้นฟังคำตัดสินที่ศาลอาญาจังหวัดสุราษฎร์ธานี

    หลังศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 6 ปี ปรับ 4 แสนบาท ถึงกับร้องไห้ออกมา

    เป็นลมคาบันไดศาล

    สุราษฎร์ธานี - เหยื่อแก๊ง ตชด.นอกรีต ที่ถูกใช้ไฟฟ้าช็อตลิ้น บังคับให้รับสารภาพครอบครองยาบ้า 1,000 เม็ด ถูกศาลชั้นต้นสุราษฎร์ธานี พิพากษาตัดสินจำคุก 6 ปี ปรับ 4 แสนบาท ถึงกับเป็นลมล้มฟุบคาบันไดศาล
           
           เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ จ.สุราษฎร์ธานี นายธีรศักดิ์ คงเดช ผู้พิพากษาศาลอาญาจังหวัดสุราษฎร์ธานี ออกนั่งบันลังอ่านคำตัดสินพิพากษา นางจารีย์ ดอกไม้หอม จำเลยที่ถูกเจ้าหน้าที่ ตชด.ชุด ร.ต.อ.ณัฎฐ์ ชลนิธิวณิชย์ ผบ.หมวด 426 กก.ตชด.42 จ.นครศรีธรรมราช ช่วยราชการ ตชด.41 จ.ชุมพร พร้อมพวกจับกุม เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2549 พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 1,000 เม็ด และสมุดจดรายการจำนวน 1 เล่ม พร้อมตั้งข้อหา “มีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 1,000 เม็ด น้ำหนัก 1.580 กรัม ไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่าย” แต่จำเลยให้การปฎิเสธ
           
           ศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษาประมาณ 30 นาที มีใจความว่า เมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์โดยละเอียดแล้วเห็นว่า ไม่ปรากฏข้อพิรุธสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับตัวพยาน พยานโจทย์ก็มีน้ำหนักมั่นคงน่าเชื่อถือ ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ไม่ได้กระทำความผิด แต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมทำร้ายและยึดของกลางนั้น เห็นว่าพยานโจทก์ปาก พ.ต.ท.สมพร เกิดกุล พนักงานสอบสวน และ พ.ต.อ.ธงชัย ถาวระ ผกก.สภ.พระแสง พยานจำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยอ้างว่าถูกทำร้ายนั้น ไม่ปรากฏว่า จำเลยมีร่องรอยใด ๆ ที่อ้างว่า ถูกทำร้าย เพียงแต่จำเลยมีอาการอิดโรยเท่านั้น และจัดให้จำเลยไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล ตรวจร่างกายแล้วไม่ปรากฏว่า มีบาดแผลใด ๆ
           
           ต่อมาภายหลังจำเลย และญาติก็ไม่ได้มีการร้องเรียนเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุม นอกจากจากนี้พยานอื่นของจำเลยบางส่วนไม่ได้รู้เห็นเหตุการณ์ และบางส่วนเป็นเครือญาติ และมีความเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิด ย่อมเบิกความเพื่อช่วยเหลือจะเลยเป็นปกติธรรมดา จึงมีน้ำหนักน้อย ไม่สามารถหักล้างพยานโจทก์ได้
           
           พฤติการณ์แห่งคดีรับฟังได้ โดยปราศจากข้อสงสัยว่า วันตามเวลาเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายชุมพลโดยวิธีล่อซื้อ ต่อมาสอบสวนขยายผลนายชุมพลรับว่า ซื้อยาบ้ามาจากจำเลย จนนำมาซึ่งการจับกุมจำเลย และยึดของกลางตามฟ้องจริง
           
           จึงพิพากษาตัดสินจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดไห้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรค 3 (2) 66 วรรคสอง จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ และสมุดจดรายการของกลาง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 แต่กักขังได้ไม่เกิน 2 ปี
           
           หลังจากฟังคำพิพากษาแล้ว นางจารีย์ ถึงกับตกตะลึง และร้องไห้เดินออกจากห้องรับฟังคำพิพากษาพร้อมกับหลุดปากออกมาว่า “ศาลตัดสินเข้าข้างตำรวจ” จนนางขนิษฐา รัฐกาญจน์ ทนายความถึงกับกระโดดเข้ามาใช้มืออุดปากนางจารีย์ และห้ามพูด ขณะที่เดินลงบันไดศาลนางจารีย์ ถึงกับเป็นลมล้มฟุบคาบันได ญาติ ๆ ต้องช่วยกันปฐมพยาบาล
           
           ด้านนางขนิษฐา ทนายความ กล่าวว่า จะดำเนินการอุทธรณ์ต่อสู้ต่อไป พร้อมบอกว่ามั่นใจในความบริสุทธิ์ของลูกความ พร้อมใช้ตำแหน่งทนายความประกันตัวจำเลยออกจากเรือนจำ เพื่อนำตัวไปรักษา เนื่องจากตัวนางจารีย์ ยังอาการเจ็บคอ และเจ็บภายในท้อง จากสาเหตุถูกทำร้ายขณะนำตัวไปกักขัง.

     
    March 29

    ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๑

    "สมศักดิ์"ท้า"แม้ว"เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม-ปลอดการแทรกแซง ชมวีดีทัศน์ประกอบจาก Manager Multimedia

    ข่าวโดย MGR Online (แสดงมา 9 นาที)

    “สมศักดิ์ โกศัยสุข”จวกพวกลิ่วล้อหวังรื้อรัฐธรรมนูญเปิดทางลูกพี่หลุดพ้นข้อหาโกงชาติ ท้า”แม้ว”ยืดอกเดินหน้าขึ้นสู้คดีอย่างตรงไปตรงมา จวกรัฐบาลปิดกั้นการตรวจสอบจากภาคประชาชน เข้าข่ายละเมิดสิทธิ แนะเปิดกว้างตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทั้งระดับท้องถิ่น และระดับชาติ
     
     
    "พิภพ" เย้ย "แม้ว" ผวาศาล หวั่นข้อมูล คตส.แฉหมดเปลือก

    ข่าวโดย MGR Online (แสดงมา 45 นาที)

    "พิภพ" เปรียบ "ทักษิณ" เคยเป็นพญาอินทรีบินเหนือนกไม่ยอมรับง่ายๆ ว่าผิด เชื่อ "แม้ว" ไม่กล้าขึ้นศาลเพราะข้อมูลจาก คตส.จะแฉหมดเปลือกทั้งตัวเองและเพื่อนร่วมพรรค จึงเลี่ยงด้วยความพยายามแก้ไข ม.309 ทำให้ฝ่ายตรวจสอบหมดอำนาจ เรียกร้องประชาชนร่วมต่อสู้ให้นำอดีตนายกฯ กลับมาดำเนินคดีอย่างถูกต้อง
     
     
    “จำลอง” แจงเหตุไปนอก-ย้ำผนึกแน่นพันธมิตรฯ ชมวีดีทัศน์ประกอบจาก Manager Multimedia

    ข่าวโดย MGR Online (แสดงมา 1 ชั่วโมง 13 นาที)

    พล.ต.จำลอง ศรีเมือง 1 ใน 5 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่สามารถเข้าร่วมเวทีพันธมิตรฯ ในวันที่ 28 นี้ได้ เนื่องจากติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ และก่อนหน้านี้ ก็ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 12 มี.ค.ได้ อย่างไรก็ตาม พล.ต.จำลอง ได้บันทึกการให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนที่ยังยึดมั่นในการต่อสู้ร่วมกับพันธมิตรฯ และชี้แจงความจำเป็นที่ไม่สามารถมาร่วมกับพันธมิตรฯ ทั้ง 2 ครั้ง
    March 28

    28 March 2008

    ไม่มีท้อ! ประชาชนฟังยามฯภาคพิเศษแน่นมธ.
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 มีนาคม 2551 23:06 น.
           บรรยากาศในงานเสวนา"ยามเฝ้าแผ่นดินภาคพิเศษ" ที่จัดขึ้น ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากประชาชนที่มาร่วมชมภายในหอประชุมแล้ว ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ต้องออกมานั่งรอฟังอยู่ภายนอก พร้อมร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องภายในบริเวณงานอย่างสงบเรียบร้อย ท่ามกลางม็อบต่อต้านทางฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัยฯ ที่แสดงที่ท่ายั่วยุตลอด


         
         
         
         
         
    5 อันดับข่าวยอดนิยมของหมวด
    “ตัดไข่แม้ว” ในงิ้วธรรมศาสตร์ตอน “2551 อันธพาลครองเมือง”
    มือมืดรื้อ “อิฐตัวหนอน” รอบสนามหลวง คาดเตรียมป่วน!
    “ศรัณยู” กล่อมบทเพลงสุดซึ้ง ลั่นพร้อมยืนเคียงข้างพันธมิตรฯ
    “จำลอง” แจงเหตุไปนอก-ย้ำผนึกแน่นพันธมิตรฯ
    ประชาชนชื่นมื่นฟังความรู้-บันเทิง งานเสวนา “ยามฯภาคพิเศษ”
         

    ข้าวป่วนเขมร

    ข้าวป่วนอีกเขมรหยุดขายไทย-เวียดนาม
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 มีนาคม 2551 21:17 น.
    ชาวกรุงพนมเปญพากันแย่งยื้อเพื่อเป็นเจ้าของข้าวถุงที่ทางการนำออกจำหน่ายในราคา 1,800 เรียลต่อกก. (127 เรียลต่อ 1 บาท) ท่ามกลางข่าวลือว่ากำลังเกิดการขาดแคลนข้าวอย่างรุนแรงในประเทศ ซึ่งทำให้เกิดการกักตุนและยิ่งทำให้ราคาพุ่งสูงไม่หยุด (ภาพ: AFP)
           
    ผู้จัดการรายวัน-- นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้สั่งหยุดการส่งออกข้าวตลอดเวลา 2 เดือนข้างหน้า หลังจากตลาดข้าวในประเทศปั่นป่วนเนื่องจากราคาถีบตัวสูงขึ้นสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้มีรายได้น้อยไปทั่ว ขณะที่รัฐบาลเร่งนำข้าวในสต๊อคออกบรรจุถุงจำหน่ายให้แก่ประชาชนในราคาถูก
           
           แม้ว่ากัมพูชาเป็นผู้ส่งออกรายเล็กซึ่งในปีนี้มีข้าวส่งออกเพียงประมาณ 2 ล้านตัน การหยุดส่งออกย่อมส่งผลโดยตรงต่อการขาดแคลนข้าวในตลาดโลกขณะที่ราคาพุ่งขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยนักวิเคราะห์คาดว่าอาจจะได้เห็นราคาพุ่งขึ้นถึง 1,000 ดอลลาร์ต่อตันในกลางปีนี้
           
           สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโชฮุนเซน ได้สั่งเมื่อวันพุธ (26 มี.ค.) ให้หยุดการจำหน่ายข้าวให้ไทยและเวียดนาม รวมทั้งหยุดการส่งออกโดยตรงเป็นเวลา 2 วัน และจะมีการพิจารณาอีกครั้งหนึ่งเมื่อสถานการณ์ราคาในประเทศกลับคืนสู่ภาวะปกติ
           
           "ด้วยเหตุด้านความมั่นคงด้านอาหาร กัมพูชาได้ตัดสินใจห้ามส่งออกข้าวไปยังประเทศไทยและประเทศเวียดนาม รัฐมนตรีกระทรวงการเงินนายเกียตชน (Keat Chhon) จะเป็นผู้แจ้งเรื่องนี้ให้สาธารณชนได้รับทราบในวันนี้" สำนักข่าวเอเคพี (Agence Kampuchean-Presse) ซึ่งเป็นสำนักข่าวของรัฐบาลรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีอ้างคำกล่าวของผู้นำกัมพูชา

    สมเด็จฯ ฮุนเซนกล่าวระหว่างพิธีวางศิลาฤกษ์พัฒนายกระดับถนนสายไพลิน-พระตะบองเมื่อวันพุธ (26 มี.ค.) กล่าวประณามพวกกักตุนข้าวและปล่อยข่าวลือ (ภาพ: AFP)
           นายกฯ กัมพูชาระบุดังกล่าวระหว่างเดินทางไปเป็นประธานในพิธีเริ่มการซ่อมบำรุงทางหลวงเลข 57 ที่เชื่อมเมืองไพลินกับ จ.พระตะบอง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศผู้นำกัมพูชายังหวังว่าไทยกับเวียดนามรวมทั้งผู้ส่งออกในกัมพูชาจะเข้าใจถึงความจำเป็นที่กัมพูชาต้องตัดสินใจเช่นนี้ พร้อมทั้งสั่งการให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ตามแนวชายแดนต้องปฏิบัติตามคำสั่งห้ามส่งออกข้าวอย่างเคร่งครัด
           
           ได้มีการแพร่ข่าวเล่าลืออย่างแพร่หลายว่ากัมพูชากำลังขาดแคลนข้าวอย่างหนัก ประชาชนทั่วไปกำลังอดอยากอย่างหนัก ซึ่งได้นำไปสู่การกักตุนข้าว ทำให้ข้าวชนิดต่างๆ มีราคาสูงขึ้น
           
           สมเด็จฯ ฮุนเซนได้ออกปรามพวกที่ไม่หวังดีและฉวยโอกาสกักตุนข้าวเพื่อเก็งกำไร โดยระบุว่าราคาข้าวที่พุ่งขึ้นสูงเกิดจากความต้องการในตลาดโลกที่สูงขึ้น
           
           ตามรายงานของหนังสือพิมพ์เกาะสันติภาพ (Koh Santepheap) ในตอนเช้าวันเดียวกัน ทางการได้นำข้าวสาร 200 ตันออกบรรจุถุงชั่งน้ำหนักจำหน่ายให้แก่ชาวพนมเปญ เสียมราฐ และ กัมปงธม กิโลกรัมละ 1,800 เรียล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนหลังจากราคาจำหน่ายปลีกพุ่งขึ้นสูงเกินกำลังซื้อของประชาชนที่มีรายได้ต่ำ
           
           ในกรุงพนมเปญราคาข้าวคุณภาพสูงได้พุ่งขึ้นจาก 3,000 เป็น 4,500 เรียลต่อ กก. (อัตราแลกเปลี่ยน 127 เรียลต่อ 1 บาท) และ ข้าวคุณภาพต่ำราคาพุ่งจาก 1,800 เป็น 2,500 เรียล
           
           เศรษฐกิจกัมพูชาเติบโต 8-11% ในช่วงปีใกล้ๆ นี้ แต่กว่าครึ่งหนึ่งของประชากร 14 ล้านคน ยังมีรายได้เพียงไม่ถึง 20 บาทต่อวัน แต่ละคนจึงสามารถซื้อข้าวสารได้เพียงวันละ 1 กก.เท่านั้น โดยต้องตัดอาหารชนิดอื่นออกไป
           
           ครูสอนโรงเรียนมัธยมในกรุงเปญผู้หนึ่งกล่าวว่าตนเองมีเงินเดือนเพียง 400,000 เรียล ไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงครอบครัวได้เมื่อราคาข้าวพุ่งขึ้นสูงเช่นปัจจุบัน

    ภาพถ่ายวันที่ 27 มี.ค.2551 -เจ้าหน้าที่ทางการนำข้าวในสต๊อคออกบรรจุถุงจำหน่ายราคาถูกกว่าท้องตลาดให้ประชาชนทั่วไปในกรุงพนมเปญ หลังจากราคาถีบตัวสูงขึ้นทำให้ประชาชนที่มีรายได้ต่ำอยู่แล้วเดือดร้อนไปทั่ว (ภาพ: AFP)
           สมเด็จฯ ฮุนเซนให้สัมภาษณ์ในวันอังคาร (25 มี.ค.) ระหว่างไปเป็นประธานในพิธีทางศาสนาที่วัดแห่งหนึ่งใน จ.กัมปงธม ระบุว่า ฟิลิปปินส์และมาเลเซีย ได้แสดงความต้องการซื้อข้าวจากกัมพูชา เนื่องเป็นข้าวราคาถูกที่สุดในภูมิภาคนี้ ขณะที่ในปัจจุบันได้ขายให้กับไทยและเวียดนามอยู่แล้ว
           
           ปัจจุบันรัฐบาลมีข้าวในสต๊อคจำนวน 50,000 ตัน มากพอที่จะรับมือกับวิกฤติการณ์ต่างๆ ได้ แต่ก็ยืนยันว่าไม่มีการขาดแคลนข้าวบริโภคในประเทศอย่างแน่นอน
           
           นายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าวว่าข้าวน่าจะขึ้นราคาตั้งแต่ปี 2543-2544 ที่ไม่เกิดอุทกภัยและกัมพูชาผลิตข้าวได้มาก ผลผลิตได้ลดลงในช่วงหลายปีมานี้เนื่องจากเกิดน้ำท่วมผืนนาติดต่อกันมาเกือบจะทุกปี
           
           อย่างไรก็ตาม ทางการได้ยืนยันในเดือน ธ.ค.ปีที่แล้วว่าจะมีข้าวส่งออกขายต่างประเทศได้จำนวน 2 ล้านตัน แม้ว่าช่วงฤดูทำนาปีที่แล้วจะเกิดอุทกภัยสร้างความเสียหายแก่นาข้าวอย่างมากมายก็ตาม
           
           นายจันสะรุน (Chan Sarun) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรป่าไม้และประมงกัมพูชากล่าวว่าตัวเลขประมาณการดังกล่าวคิดคำนวณจากผลผลิตข้าวเปลือกทั้งหมดจากฤดูการผลิต 2550-2551 หลังจากหักปริมาณที่จะต้องสำรองเอาไว้เพื่อบริโภคในประเทศ และ เพื่อการเพาะปลูกในฤดูกาลผลิตปีหน้าทั้งหมดแล้ว
           
           นับเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่กัมพูชามีข้าวส่งออกได้ในปริมาณเท่าๆ กัน ขณะที่รัฐบาลประกาศจะเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหม่ของภูมิภาค
           
           ตามรายงานของกระทรวงเกษตรฯ การทำนาในกัมพูชาได้ผลผลิตเฉลี่ย 2.061 ตันต่อเฮกตาร์ (6.25 ไร่) ซึ่งนับว่ายังต่ำ ขณะที่กำลังมีการเก็บเกี่ยวก็จะมีการส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการค้าข้ามพรมแดนไปยังจังหวัดเขตที่ราบปากแม่น้ำโขงในเวียดนาม ซึ่งฤดูเก็บเกี่ยวต่างกันกับในกัมพูชา

    ภาพถ่ายวันที่ 27 มี.ค.2551-- แม่ค้ากำลังรอลูกค้าที่ร้านชำแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ ในร้านมีข้าวหลากคุณภาพเพื่อจำหน่ายในหลายระดับราคา ปีนี้กัมพูชามีข้าวส่งออก 2 ล้านตัน แต่จะหยุดส่งออกเป็นเวลา 2 เดือน (ภาพ: Reuters)

           สื่อกัมพูชาได้วิจารณ์ในหลายโอกาสว่า การค้าข้าวในประเทศยังไม่เป็นระบบ การส่งออกส่วนใหญ่ยังต้องผ่านพ่อค้าคนกลางซึ่งเป็นพ่อค้าชาวไทย มาเลเซียและสิงคโปร์ คนกลุ่มนี้กดราคารับซื้อจากชาวนานำไปสีเพื่อส่งออกอีกที
           
           นายกฯ กัมพูชาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญเรียกร้องให้มีการจัดตั้งสมาคมประเทศผู้ส่งออกข้าวขึ้นมา เพื่อให้มีอำนาจต่อรองกับตลาดโลก รวมทั้งการต่อรองกับกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันอีกด้วย
           
           ไทยกับเวียดนามซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวมากเป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลกได้ตกลงจะร่วมการจัดตั้งสมาคมผู้ผลิตและส่งออกข้าวขึ้นมา ภายใต้กรอบกลุ่มยุทธศาสตร์ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง หรือ ACMECS ซึ่งกัมพูชา ลาวและพม่าเป็นสมาชิกอยู่ด้วย.

     


     

    ม. 237 และ ม. 309

    เจาะความหมายถ้อยคำ “ม.237” ของแสลง “วัวสันหลังหวะ”
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 25 มีนาคม 2551 18:38 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

    ผู้พิพากษาแจงความหมายถ้อยคำ ม.237 วรรค 2 ใน รธน. ชี้ชัดไม่จำเป็นต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยแบบคดีอาญา กรรมการบริหารคนใดทำผิดเท่ากับผิดยกพรรค พร้อมระบุ “ให้ถือว่า” เป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาด สรุปเป็นอย่างอื่นไม่ได้ แนะ 2 สภาคิดเอาเอง แก้ กม.ล้างความผิดย้อนหลังเหมาะสมหรือไม่
           
           มาตรา 237 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 กำลังตกเป็นเป้าหมายที่พรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลจะขอแก้ไข เพื่อให้พรรคการเมืองที่มีกรรมการบริหารถูกใบแดงรอดพ้นจากโทษยุบพรรค
           
           เนื้อความของ มาตรา 237 ทั้งมาตรา มีอยู่ว่า “ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดกระทำการ ก่อ หรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หรือระเบียบหรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
           
           “ถ้าการกระทำของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ตามมาตรา 68 และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองดังกล่าวมีกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง”
           
           จะเห็นว่า ในมาตราดังกล่าว โดยเฉพาะในวรรค 2 มีถ้อยคำซึ่งเป็นที่ถกเถียงและจะต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนอยู่หลายถ้อยคำ เรื่องนี้ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ให้สัมภาษณ์นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ทางรายการ “รู้ทันประเทศไทย” ออกอากาศทาง เอเอสทีวี เมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา ถึงความหมายของถ้อยคำใน มาตรา 237 วรรค 2 ว่า ข้อความ “...ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า.” นั้น หมายความว่า มีหลักฐานพอสมควร ไม่ถึงกับต้องพิสูจน์จนปราศจากความสงสัยเหมือนกับคดีอาญา คือในคดีอาญา การพิสูจน์ความผิดของผู้กระทำผิดต้องพิสูจน์โดยปราศจากสงสัย แต่ข้อความนี้ แสดงให้เห็นว่าระดับของความเชื่อนั้นน้อยกว่าในคดีอาญา
           
           “อันนี้ไม่ถือว่าเป็นอาญา ถ้าเป็นคดีอาญา กฎหมายที่จะเอาคนเข้าคุกหรือประหารชีวิต จะใช้หลักการนี้ไม่ถูกต้องกับหลักสากล คดีนี้ไม่มีการเข้าคุก ไม่มีการประหารชีวิต เป็นการแสดงเจตนารมณ์ว่า ต้องการระดับการพิสูจน์ที่ต่ำกว่าคดีอาญา”นายพรเพชรกล่าว
           
           ส่วนข้อความ “...หัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็น.” นั้น คำว่า “...กรรมการบริหารของพรรคการเมืองผู้ใด.” หมายความว่า กรรมการบริหารพรรคคนหนึ่งคนใดก็ได้ ถ้ากรรมการบริหารคนอื่นบอกไม่รู้ ก็บอกได้ แต่ตามเงื่อนไขนี้ กรรมการคนหนึ่งคนใดทำผิดก็เข้าองค์ประกอบความผิดตามวรรคแรกแล้ว คนอื่นบอกไม่รู้เรื่อง ก็เป็นเรื่องของคนอื่นเขา
           
           ถ้าหากตีความว่า “กรรมการบริหารพรรคผู้ใด” หมายความว่า ต้องเป็นกรรมการบริหารพรรคผู้อื่นที่ไม่ใช่คนเดียวกับคนที่ทำผิด นายพรเพชร กล่าวว่า ตนไม่มั่นใจว่าจะตีความอย่างนั้นได้หรือไม่ แต่ความหมายตามที่ตนเข้าใจคือ กรรมการบริหารคนหนึ่งคนใดก็ได้ถ้ากระทำผิดเองก็เข้าข่ายนี้
           
           สำหรับคำว่า “ให้ถือว่า” ที่ปรากฏในมาตรา 237 วรรค 2 นั้น หมายถึงการพิสูจน์ข้อเท็จจริงหนึ่งข้อเท็จจริงใด หากการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้นทำได้ยาก ยกตัวอย่าง บุคคลที่ตกอยู่ในภยันตรายร่วมกัน เช่นเครื่องบนตก กฎหมายให้สันนิษฐานว่า บุคคลเหล่านั้นตายพร้อมกัน เพื่อขจัดปัญหา
           
           แต่คำว่า “ให้ถือว่า” รุนแรงกว่า คือหมายความว่า เมื่อพิสูจน์ข้อเท็จริง Aได้ ผลก็จะเป็นข้อเท็จจริง B ยกตัวอย่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ บัญญัติว่า ผู้ใดครอบครองยาเสพติดให้โทษ จำนวนน้ำหนักของสารบริสุทธิ์สมมุติว่า 20 กรัมขึ้นไป ให้ถือว่าบุคคลนั้นมียาเสพติดจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย
           
           “จริงๆ เขาอาจจะมียาเสพติดจำนวนมากเพื่อไว้เสพเองก็ได้ แต่กฎหมายเขียนไว้ชัดเลยบอกว่า ถ้ามีถึงจำนวนมากขนาดนี้ 20 กรัมขึ้นไป ให้ถือว่ามีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งมีโทษแรงกว่า ก็เพราะเห็นว่าพิสูจน์ยาก ก็เลยพิสูจน์แต่เพียงว่าเขามียาเสพติดไว้จำนวนเท่านี้ 20 กรัม กฎหมายจะถือว่ามีไว้เพื่อจำหน่ายเลย จะนำสืบเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นไม่ได้ ต้องถือเป็นอย่างนั้น เป็นยุติ”
           
           นายพรเพชร กล่าวต่อว่า ข้อความดังกล่าวนี้ มีปรากฏในหลักกฎหมายทั่วไป มีใช้อยู่ในกฎหมายทุกประเภท คำว่า “...ให้ถือว่า.” ภาษากฎหมายเรียกว่าเป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาด หมายความว่าต้องฟังยุติเป็นอย่างนั้น คือเมื่อพิสูจน์ข้อเท็จริง A ได้แล้ว ต้องฟังว่าข้อเท็จจริง B เกิดขึ้น เป็นหลักกฎหมายทั่วไป คำพิพากษาต่างๆ หรือศาลก็ยึดเป็นหลักอย่างนี้
           
           “ยกตัวอย่างการกระทำผิดในอากาศยานของไทย หรือเรือไทย ให้ถือว่าเป็นกระทำผิดในราชอาณาจักร หมายความว่าขณะเครื่องบินนั้นบินอยู่ที่ไหนก็ตาม ถ้ามีการทำผิดอาญาเกิดขึ้น ให้ถือว่าเป็นการทำผิดในราชอาณาจักรไทย ต้องรับโทษในประเทศไทย ไม่ต้องพิสูจน์ว่าขณะนั้นเครื่องบินบินอยู่เหนือน่านฟ้าไหน ไม่ต้องเลย เราเรียกว่าข้อสันนิษฐานเด็ดขาด” นายพรเพชร กล่าว
           
           อย่างไรก็ตาม นายพรเพชร กล่าวต่อว่า ข้อความในมาตรา 237 วรรค 2 ที่เขียนไว้อย่างนี้ เจตนารมณ์คงไม่ได้กลัวการตีความแบบศรีธนญชัย แต่เป็นเจตนารมณ์ที่ต้องการให้การพิสูจน์ข้อเท็จจริงหนึ่งนำไปสู่การสรุปอีกข้อเท็จริงอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ เมื่อพิสูจนข้อเท็จจริงแรกได้ว่ามีการปล่อยปละละเลยกรรมการบริหารให้มีการกระทำที่ไม่เป็นธรรมในการเลือกตั้ง ก็ให้ถือว่า พรรคการเมืองเป็นผู้กระทำผิด ทำนองนั้น
           
           ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าว บัญญัติไว้ก่อนการมีการกระทำผิดประมาณ 4 เดือนเต็มๆ กล่าวคือรัฐธรรมนูญประกาศใช้ 24 สิงหาคม 2550 หลังจากนั้นเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 และมีคนกระทำผิด อย่างไรก็ตาม หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวสำเร็จ ตามหลักกฎหมายที่เป็นคุณ มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง ก็สามารถย้อนหลังไม่เอาผิดได้ แต่ต้องเขียนให้ชัดเจน
           
           นายเจิมศักดิ์ ถามว่า ถ้าอย่างนั้น ก็จะมีคนบอกว่าจะทำผิดก็ทำไป ไม่เป็นไร เราได้อำนาจรัฐแล้วแก้กฎหมายไม่ให้ผิดได้ คนเขียนกฎหมายก็เขียนไป ใครจะยังไงก็ช่าง ไม่ดูแลไม่มีใครสนใจกฎหมายอีกต่อไป นายพรเพชรตอบว่า นี่เป็นปัญหาการเมือง ขึ้นอยู่กับคุณธรรมจริยธรรมของผู้ออกกฎหมาย หรือการที่จะบัญญัติกฎหมาย เป็นเรื่องของ สภาผู้แทนราษฎร หรือทั้ง 2 สภา
           
           “ผมคงวิจารณ์ไม่ได้ ท่านคงจะต้องคิดเองว่าออกกฎหมายลักษณะนี้ เหมาะสมหรือไม่” ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกากล่าว

    March 20

    ??????

    ข่าวตก! พรรคพลังประชาชนจะร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน (1)
    โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ 20 มีนาคม 2551 15:15 น.
           ท่านผู้อ่านที่เคารพ ผมนึกไม่ถึงว่าจะได้ยินจากทีวีของรัฐว่า พรรคพลังประชาชนจะเริ่มการร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน
           
            เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ท่านผู้อ่านได้ฟังหรือไม่ ที่นายจักรภพ เพ็ญแข แถลงการณ์มาเยือนของรัฐมนตรีกระทรวงประชาสัมพันธ์จีน ซึ่งได้ประกาศวาระแห่งความสัมพันธ์ไทย-จีน อย่างจริงจัง ผ่านสองสะดมหลักคือ หนึ่ง รัฐบาล และสอง พรรค
           
            หากท่านผู้อ่านสังเกต ก็จะเห็นว่าผมมิได้ใส่เครื่องหมายตกใจไว้ข้างหลังพรรคคอมมิวนิสต์ แต่หากใส่ไว้ข้างหลังคำว่า ข่าวตก!
           
            ผมนึกไม่ถึง แต่เข้าใจว่าข่าวอย่างนี้ตกได้อย่างไร ไม่มีผู้ใดให้ความสำคัญกับข่าวนี้เลย สื่อ นักวิชาการ ผู้ที่เคยผูกขาดความรักชาติจนเห็นคนอื่นๆ เป็นคนหนักแผ่นดิน พากันเงียบหมด
           
            คนกลุ่มหลังนี้แหละ เป็นส่วนที่ทำให้จาตุรนต์ ฉายแสง พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ภูมิธรรม เวชยชัย รวมทั้ง เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ธีรยุทธ บุญมี เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และนิสิตนักศึกษาอีกมากหนีเข้าป่าไปสู่อ้อมอกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
           
            เหตุที่ผมตกใจการตกข่าวมากกว่าการประกาศความร่วมมือระหว่างพรรคพลังประชาชนกับพรรคคอมมิวนิสต์ อาจจะเป็นเพราะว่า ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับบุคคลนั้นผมพอจะรู้มานานแล้วเลยชิน อีกอย่างหนึ่ง ผมก็ไม่เคยเกลียดคอมมิวนิสต์ เคยคบกันเป็นมิตรและไปมาหาสู่กันเกือบทุกทวีป ในประเทศไทยคงจะหาคนที่เป็นเพื่อนคอมมิวนิสต์มากเท่าผมได้ยาก แต่คอมมิวนิสต์เหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นยุโรป เอเชีย อเมริกา หรือแอฟริกา เขาต่างก็รู้เป็นอย่างดีว่าผมไม่ใช่และไม่ชอบเป็นคอมมิวนิสต์ ต่างกับพวกนักปราบ (คอมมิวนิสต์) หน้าโง่ในเมืองไทยที่ชอบหาความผมอย่างไม่ลดละ ก็กูเกลียดเผด็จการเข้ากระดูกดำ กูจะเป็นคอมมิวนิสต์ได้อย่างไร
           
            ผมแนะนำให้พลเอกเกรียงศักดิ์รู้จักรักใคร่กับฟามวันดง ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม
           
           ผมเตือนฟามวันดงว่า อย่าเผลอช่วยให้ไทยกลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ หากไทยซึ่งมีขนาดใหญ่พอๆ กับเวียดนามกลายเป็นคอมมิวนิสต์ เวียดนามจะลำบาก เพราะจะมีคอมมิวนิสต์ชั้นเลวเป็นเพื่อนบ้าน
           
           ผมเองชื่นชมและเคารพคอมมิวนิสต์ ที่เป็นอุดมการณ์แห่งเสรีภาพ ความยุติธรรม และเท่าเทียมกันของมนุษยชาติ แต่ในความเป็นจริงผมเกลียดกลัวขยะแขยงขบวนการคอมมิวนิสต์ที่สร้างและอาศัยพรรคเป็นเครื่องมือยึดและผูกขาดอำนาจ ทำลายเสรีภาพและชีวิตของคู่ต่อสู้หรือผู้ที่ไม่เห็นด้วยนับล้านๆ เผด็จการคอมมิวนิสต์สังหารมนุษย์มากยิ่งกว่านาซีของฮิตเลอร์เสียอีก ทั้งๆ ที่ปากประกาศความเป็นสากลนิยม ลึกๆ ใต้ผิวหนังของผู้นำพวกนี้ก็คือชาติของตนต้องใหญ่เหนือคนอื่น นี่ก็คือสาเหตุหนึ่งที่นิสิตนักศึกษาไทยที่แตกหนีเข้าป่าหลัง 6 ตุลาคม 2519 ต้องผิดหวังและสาปส่งพรรคคอมมิวนิสต์ไทยที่ตกอยู่ใต้อุ้งเท้าของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และสหายนำสายจีน จนกระทั่งไม่มีรูจมูกจะหายใจด้วยตนเอง
           
            จนกระทั่งผมออกจากธรรมศาสตร์ในปี 2517 ผมสอนลูกศิษย์เสมอว่าไทยมีพรรคการเมืองอยู่ 2 พรรคครึ่ง คือ พรรคราชการ 1 พรรคคอมมิวนิสต์ 1 กับพรรคประชาธิปัตย์ครึ่ง (แก๊งเลือกตั้งอีกครึ่ง)
           
           ไทยไม่มีวันเป็นประชาธิปไตยได้ หากไม่สามารถแก้ไขระบบพรรควิปลาสนี้ และพัฒนาพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาอย่างแท้จริง
           
            หลังรัฐประหารปี 2490 อุปสรรคในการพัฒนาระบบพรรคการเมืองที่แท้จริงเกิดขึ้นเพราะส่วนผสมระหว่างอิทธิพลและผลประโยชน์ของอเมริกันในสงครามเย็น+โครงสร้างอำนาจนิยมผูกขาดภายใต้การนำของทหารและข้าราชการประจำ+ ความทรยศและทฤษฎีการเมืองจอมปลอมของนักวิชาการสอพลอ+ ความไม่รู้จักคิดและโรคหลงเชื่อของสังคมไทย
           
            หลังพ.ศ. 2500 การครอบงำโดยทหารมีความศักดิ์สิทธิ์ แม้นจะมีพรรคอิสระที่ ชัย ชิดชอบ บิดาของเนวิน และ เลิศ ชินวัตร บิดาของทักษิณ ร่วมกันสังกัดก็เป็นอิสระแต่ชื่อ ตั้งแต่พฤษภาทมิฬ 2534 เป็นต้นมา การบังคับให้ตั้งพรรคการเมืองเสมือนบริษัทรับเหมาก่อสร้างทาง และการบังคับให้ ส.ส.สังกัดพรรค เพื่อป้องกัน ส.ส.ขายตัว และการเล็ดลอดเข้ามาของพรรคคอมมิวนิสต์ ทำให้ระบบพรรคการเมืองไทยเป็นหมัน ตกอยู่ภายใต้อำนาจและเงินโดยสิ้นเชิง พรรคการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดล้วนแต่เป็นแก๊งเลือกตั้งชั่วคราว ซื้อ-ขาย-เปลี่ยนหัว-ยุบ-รวมและล่มไปตามความรุ่งเรือง ล่มจมหรือเบื่อหน่ายของหัวหน้าพรรคในสมัยเลือกตั้งแต่ละคราว
           รัฐธรรมนูญอภิชนนิยม+ธนานิยม 2540 กับ 2550 ได้ตอกย้ำความวิปลาสและโง่เขลาของระบบพรรคและการเมืองไทยอย่างกู่ไม่กลับ
           
           มีการเปลี่ยนแปลง 2 อย่าง คือ ความพ่ายแพ้และหายตัวไปจากสายตาของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย กับปรากฏการณ์ทุนนิยมสามานย์ที่เข้ามาสนับสนุนและครอบงำการรวมตัวของอำนาจใหม่ทางการเมืองไทย ระหว่างนักธุรกิจอภิมหาทุนกับทหารและข้าราชการนอกประจำการ
           
            ปรากฏการณ์ทักษิณและพรรคไทยรักไทยคือตัวอย่างอันโดดเด่นและหนึ่งเดียวของการยึดและผูกขาดอำนาจของกลุ่มการเมืองใหม่ โดยอาศัยทั้งทุนและระบบราชการเป็นเครื่องมือเข้าไปขับไล่และครอบครองเจ้าพ่อและนักการเมืองท้องถิ่นระดับชาติได้อย่างเบ็ดเสร็จ ในปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ น้อยคนนักจะสนใจหรือรู้ว่า พลพรรคของพรรคคอมมิวนิสต์ไทยที่ยังไม่สลายตัวสิ้นเชิงพากันไปทำอะไรอยู่ที่ไหน
           
            ในเดือนพฤษภาคม 2549 ผมได้เขียนบทความ 5 ตอน เรื่อง ยุทธศาสตร์ฟินแลนด์:แผนเปลี่ยนการปกครองไทย? เพื่อเปรียบเทียบกับข่าวในสื่อตีพิมพ์และทีวีเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ ผมได้ระบุโดยชัดแจ้งว่าผมไม่ทราบว่าปฏิญญาฟินแลนด์เป็นเรื่องจริงหรือมีจริงหรือไม่ แต่ข้อที่กล่าวถึง 5 ข้อในปฏิญญาแลนด์นั้น บังเอิญตรงกับข้อสังเกตของผมเกี่ยวกับการบริหารของรัฐบาลทักษิณ ซึ่งผมเคยเขียนมาก่อนแล้วทั้งสิ้น 2 ใน 5 ข้อนั้น ก็คือ การทำให้สถาบันกษัตริย์เป็นแต่เพียงสัญลักษณ์กับการเปลี่ยนให้ประเทศไทยมีระบบการเมืองพรรคเดียว ปรากฏว่า ผมถูกพรรคไทยรักไทยและพ.ต.ท.ทักษิณฟ้อง เรียกค่าเสียหายถึง 2 พันล้านบาท จนกระทั่งขณะนี้ก็ยังไม่ถอน อ้างว่าผมเป็นผู้เผยแพร่ปฏิญญาฟินแลนด์ ในขณะที่ผู้เผยแพร่ปฏิญญาฟินแลนด์ตัวจริงกลับไม่ถูกฟ้อง
           
            มีผู้สันนิษฐานว่า ปฏิญญาฟินแลนด์เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการยึดอำนาจขับไล่รัฐบาลทักษิณ ผมไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ แต่ที่ควรทราบก็คือ ผมเห็นด้วยว่ารัฐบาลทักษิณขาดความชอบธรรม และประชาชนมีสิทธิขับไล่รัฐบาลตามทฤษฎีประชาธิปไตย ทฤษฎีสัญญาประชาคม รวมทั้งตามคำสอนของพระพุทธเจ้า และข้อหาสำคัญก็คือการฆ่าแกงประชาชนทั้งที่เป็นผู้บริสุทธิ์และผู้กระทำผิดกฎหมายเป็นจำนวนหลายพันทั้งในภาคใต้และจังหวัดอื่นๆ โดยไม่คำนึงถึงกระบวนการยุติธรรม
           
            ปัญหาจึงอยู่ที่คณะผู้ยึดอำนาจคือทหารทั้งหมดสามารถอ้างตนเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของประชาชนได้หรือไม่ ผมมีความเห็นว่าไม่ และผมได้เขียนบทความอีกหลายสิบบทตักเตือนและท้วงติงการกระทำของ คมช.ผมขอยกตัวอย่างเฉพาะ 4 บท ระหว่างวันที่ 21 กันยายน 2519 ถึงวันที่ 17 ตุลาคม 2519 (ใครจะชนะสงครามแย่งประชาชน: ระบอบทักษิณหรือประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข) ซึ่งผมสรุปว่าความล้มเหลวของการปฏิรูปอันเกิดจากการ “วิ่งเต้น-เล่นพวก-ทำอะไรลวกๆ-เละอย่างเป็นระบบ” ของ คมช.จะทำให้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขพ่ายแพ้ระบบทักษิณในที่สุด
           
            ผมคัดค้านการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ทุกรูปแบบ ด้วยเหตุผลเดียวกับข้อสังเกตของพระเจ้าอยู่หัวว่าการเลือกตั้งพรรคเดียวในวันที่ 2 เมษายน 2549 นั้นจะเป็นประชาธิปไตยได้หรือ ผมเห็นว่าในเนื้อหามิใช่ในสัญลักษณ์หรือตัวหนังสืออันเป็นเพียงกระพี้ การเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2549 ไม่มีทางจะเป็นการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยได้ เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งไม่สมประกอบ รัฐบาลรวมทั้ง กกต.ผู้จัดการเลือกตั้งไม่สมประกอบ พรรคการเมืองไม่สมประกอบ (คือพรรคการเมืองจริงๆ นอกจากพรรคประชาธิปัตย์ไม่มี) ที่มีอยู่และพร้อมจะกลับเข้ามาคือพรรคไทยรักไทย ซึ่งศาลพิพากษาว่าเป็นผู้ทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเท่านั้น
           
            ผมพิมพ์หนังสือชื่อ “พระราชอำนาจจากพระโอษฐ์ในหลวง” กับ “เลือกตั้งน้ำเน่าเราจะพากันไปตาย” ออกเผยแพร่จำนวน 10,000 เล่ม รวมทั้งออกไปบรรยาย พูดในทีวี และมีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและ คมช.อีกหลายฉบับ คัดค้านการเลือกตั้ง ซึ่งผมเห็นว่าเป็นการทำลายหลักการประชาธิปไตยและกฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง ผมได้ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง การวิเคราะห์และคำนวณทางสถิติว่า ผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร และผลเสียที่ตามมาจะเป็นอย่างไร ทุกอย่างไม่มีผิดจากที่ผมทำนายไว้
           
           ผมพิมพ์หนังสืออีกเล่มหนึ่งชื่อ “ใครทำลายราชประชาสมาสัย คนนั้น ทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” จนกระทั่งบัดนี้หนังสือนั้นก็ยังออกไม่ได้ คนนั้นของผมมีสามหัว หัวหนึ่งคือรัฐบาล หัวหนึ่งคือ คมช. และอีกหัวหนึ่งคือ ระบอบทักษิณ แต่มีตัวอันเดียว (กัน)
           
           ผมเชื่อว่า ขณะนี้เมืองไทยอยู่บนทางสองแพร่ง เราจะต้องพิสูจน์ว่าสังคมไทยมีปัญญาสมาธิและความกล้าหาญพอหรือไม่ นายสุเมธ กรรมการ กกต.ได้ออกมาแถลงว่า กกต.ไม่มีทางเลือกนอกจากจะเคารพกฎหมายที่ระบุว่า “ให้ถือว่า” สองพรรคการเมืองที่ผู้บริหารกระทำความผิดเป็นผู้กระทำความผิดด้วย กฎหมายมาตรานี้จะตามไปล่าพรรคพลังประชาชนในกรณีของนายยงยุทธเช่นเดียวกัน
           
           แต่พรรคพลังประชาชนจะกลัวอะไร เพราะพรรคนี้มีพี่เลี้ยงใหญ่ระดับโลกถึง 2 คนแล้ว คนหนึ่งชื่อทักษิณ อีกคนหนึ่งชื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน
           
           จริงอยู่ กระแสประชาธิปไตยโลก กวาดพรรคคอมมิวนิสต์ออกไปเป็นจำนวนมาก ยังคงเหลือคอมมิวนิสต์ระบบพรรคการเมืองเดียวอยู่เพียงจีน เกาหลีเหนือ มองโกเลีย เวียดนาม และลาวเท่านั้น
           
           ก่อนการยึดอำนาจมีนักปราชญ์สำคัญของไทย 3 ท่านที่ชี้ให้เห็นภัยระบบการเมืองพรรคเดียว ที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย นั่นก็คือ นายกราชบัณฑิตสภา ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ปรมาจารย์กฎหมายมหาชน ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ นายทหารอาชีพนักประชาธิปไตย พลเอกสายหยุด เกิดผล อดีต ผบ.สส.
           
           การที่สังคมไทยไม่ยอมฟังเหตุผลของทั้งสามท่านเลยแม้แต่นิด น่าจะเป็นลางบอกเหตุสักอย่างหนึ่ง ดีหรือร้ายอยู่ที่คนชอบ
           
           ฤาระบบการเมืองพรรคเดียวภายใต้ความสนับสนุนของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ยิ่งใหญ่ล้นพ้นด้วยประสบการณ์กำลังจะเกิดขึ้น
           
           โปรดกลับไปฟังประกาศอันวีระอาจหาญของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ นายจักรภพ เพ็ญแข.

    ฤดูจ่ายภาษีมาถึงแล้ว

    ฤดูจ่ายภาษี แมนฯ ซิตี้ และคนตีหน้าเซ่อ
    โดย วริษฐ์ ลิ้มทองกุล 19 มีนาคม 2551 17:43 น.

           แล้วฤดูกาลของการจ่ายภาษีเงินได้ของมนุษย์เงินเดือนอย่างผมก็หมุนเวียนมาอีกครั้ง ...
           
            พูดตามตรง ผมเห็นแบบ ภงด. 90, 91 แล้วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหนื่อยใจ เหนื่อยใจเพราะแต่ไหนแต่ไรมาทุกเดือนๆ เมื่อใบสลิปเงินเดือนและเงินได้อื่นๆ มาถึงมือก็มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไปอยู่แล้ว ไม่นับรวมกับเงินประกันสังคมที่ไม่เคยได้ใช้ และ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องเสียไปกับการซื้อสินค้าและบริการต่างๆ เป็นประจำอยู่แล้ว ...
           
            อย่างที่วลีของฝรั่งเขาว่า “Nothing is certain but death and taxes” – โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนเท่าความตาย และ การจ่ายภาษี
           
            เดิมทีวลีดังกล่าวนี้ ถูกอ้างอิงในหนังสือประวัติศาสตร์การเมืองของปีศาจ (The Political History of the Devil) เขียนโดย แดเนียล เดโฟ (Daniel Defoe) เมื่อ พ.ศ.2269 (ค.ศ.1726) โดยประโยคของเดโฟระบุว่า “Things as certain as death and taxes, can be more firmly believed.”
           
           ในเวลาต่อมาประโยดดังกล่าวได้ถูกนำมาดัดแปลงใช้โดยเบนจามิน แฟรงคลิน รัฐบุรุษและนักประดิษฐ์ชาวอเมริกันในจดหมายฉบับหนึ่ง โดยแฟรงคลินกล่าวว่า “In this world nothing can be said to be certain, except death and taxes.”
           
           สาเหตุที่ผมยกวลี “โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนกว่าความตายและการจ่ายภาษี” ขึ้นมาก็เพราะ บางทีโลกนี้ก็มีข้อยกเว้นเช่นกัน อย่างเช่นกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและครอบครัว ที่ดูเหมือนจะเบาตัวขึ้นเรื่อยๆ จากข้อกล่าวหากรณีการหลีกเลี่ยงภาษี-โกงภาษีทั้งหลายที่ลงมือทำกันมานับสิบปี หลังจากที่นายสมัคร สุนทรเวช และพรรคพลังประชาชนสามารถกุมอำนาจบริหารและนิติบัญญัติได้อย่างเบ็ดเสร็จ
           
           ล่าสุดที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ กรณีที่นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรมของคุณหญิงพจมานเลี่ยงภาษีจากการซื้อหุ้นบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ เมื่อปี 2540 เป็นจำนวนเงินหลายร้อยล้านบาท ซึ่งเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมาอธิบดีกรมสรรพากรออกมาอ้างมติของคณะกรรมการอุทธรณ์ภาษีหุ้นกรณีของนายบรรณพจน์ ให้จ่ายเงินประกันค่าภาษีคืนให้นายบรรณพจน์จำนวน 546 ล้านบาท เนื่องจากคดีขาดอายุความเกิน 5 ปี ทำให้กรมสรรพากรไม่สามารถเก็บภาษีหุ้นย้อนหลังได้
           
           ฟังข่าวนี้แล้วประชาชนเต็มขั้นอย่างผมก็ได้แต่หัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออก เพราะกรมสรรพากรเก็บภาษี 500 ล้านบาทกับคนระดับมหาเศรษฐีไม่ได้ แต่กลับหาทางมารีดภาษีกับประชาชนหาเช้ากินค่ำ คนหาเลี้ยงชีพเดือนชนเดือนแบบพวกผมจ่ายภาษีให้ตรงเวลา!!!
           
           จริงๆ กรณีภาษีจากการซื้อหุ้น ชินวัตร คอมพิวเตอร์ของนายบรรณพจน์นั้นหากกล่าวไปแล้วก็เป็นเพียงภาพสะท้อนเล็กๆ เท่านั้น เพราะในความเป็นจริงแล้วกรณีการโกงภาษีและปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้นกินความไปถึงเรื่องของการซื้อสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ซิตี้ได้โดยตรง
           
           เชื่อมโยงกันอย่างไรเหรอครับ?
           
            อย่างเช่นที่ นายอุดม เฟื่องฟุ้ง หนึ่งในคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 18 มี.ค. ที่ผ่านมาว่า คตส.กำลังจะทำหนังสือขอความร่วมมือไปยัง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มาเป็นพยานในกรณีพิรุธในการซื้อสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่ประเทศอังกฤษด้วยเงินกว่า 81.6 ล้านปอนด์ (ประมาณ 5,700 ล้านบาท) ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในเดือนกรกฎาคม 2550 โดยหลักฐานของพิรุธดังกล่าวที่ผมพอจะนึกออกก็อย่างเช่น
           
            ย้อนเวลากลับไปไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้น ในเดือนกุมภาพันธ์ 2550 คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพิ่งดำเนินการขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อโอนเงินจำนวน 400 ล้านบาทออกนอกประเทศเพื่อไปซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศอังกฤษ
           
            ขณะที่เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2549 จากการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สินของคณะรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สิน กรณีพ้นตำแหน่งว่า มีทรัพย์สิน ประกอบด้วยเงินสด เงินฝากในบัญชีธนาคาร หลักทรัพย์และเงินลงทุน ที่ดิน สิทธิและสัมปทานรวมมูลค่าทั้งสิ้น 557,363,123 บาท ส่วนคุณหญิงพจมาน ภริยา มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 8,731,725,955 บาท
           
           นอกจากนี้หากใครยังจำได้ดีในช่วงที่มีการซื้อขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่นให้กับกองทุนเทมาเส็ก ของรัฐบาลสิงคโปร์เมื่อต้นปี 2549 พ.ต.ท.ทักษิณ ยังออกมาพูดอยู่อย่างสม่ำเสมอว่าเรื่องหุ้นชินคอร์ปนั้นเป็นเรื่องของลูก และทุกวันนี้ตนต้องขอเงินคุณหญิงพจมานใช้อยู่ ... ต่อมาหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เมื่อมีการดำเนินการอายัดทรัพย์ปรากฏว่าทรัพย์สินของครอบครัวชินวัตรต้องถูกแช่แข็งมากกว่า 52,800 ล้านบาท
           
           ขณะที่ล่าสุดในการให้สัมภาษณ์กับสื่อในเครือเนชั่น นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายคนโตของ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ก็ระบุชัดเจนว่าทุกวันนี้ยังต้องขอเงินพ่อแม่ใช้อยู่เหมือนเมื่อตอนเป็นเด็ก โดยข้อความดังกล่าวมีดังนี้
           
           “อย่างเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ปีที่แล้ว ผมซื้อนาฬิกาให้เพื่อน ซื้อเสร็จก็เขียนเช็คให้เขา เขาโทร.มาบอกว่า เช็คเด้ง ผมก็ตกใจ เงินในบัญชีมีเยอะแยะ แต่ถอนไม่ได้ ตอนนี้บางบัญชีที่เบิกได้ ผมมีเงินเหลือ 700 บาทเท่านั้น แต่ผมก็ไม่หนักใจเรื่องคดี เพราะผมไม่มีความผิดอะไร ตอนนี้ต้องกลับไปขอเงินพ่อแม่ใช้อยู่เหมือนตอนเป็นเด็ก” (จาก หนังสือพิมพ์คม-ชัด-ลึก ฉบับวันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม 2551)
           
            ด้วยเหตุนี้จึงเป็นประเด็นที่น่าเคลือบแคลงสงสัยอย่างยิ่งว่า พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน เอาเงินมาจากไหนไปซื้อสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้? เพราะฝ่ายพ่อก็บอกขอเงินลูกใช้ ฝ่ายลูกก็บอกขอเงินพ่อกับแม่ใช้???
           
           ดังนั้น การออกมาตีหน้าเซ่อ โดยเพียงออกมาใช้คำกล่าวอ้างเดิมๆ ที่ว่าพ.ต.ท.ทักษิณ รวยมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก รวยมาตั้งแต่ก่อนการก่อตั้งพรรคไทยรักไทยของ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในห้วงเวลานี้นั้น โดยความเห็นของประชาชนคนธรรมดาอย่างผมถือว่าเป็นเรื่องที่เสื่อมเสียเกียรติภูมิ ความรู้ และภูมิอาชีพดั้งเดิมของนายพงษ์เทพเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนายพงศ์เทพพยายามหาข้ออ้าง โดยการยกตรรกะอ่อนๆ ที่ว่า ถ้า คตส.จะตรวจสอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ควรที่จะตรวจสอบคนร่ำรวยคนอื่นๆ ด้วย
           
           น่าเสียดายจริงๆ ที่คนที่เคยทำงานเป็นถึงผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำกระทรวงฯ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมาแล้วมีสติปัญญาในการหาข้อแก้ตัวและทางออกให้เจ้านายได้เพียงแค่นี้
           
            แต่จะว่าไปหากมองจากอีกมุมหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีแล้วล่ะครับที่นายพงศ์เทพ ลาออกจากอาชีพผู้พิพากษาแล้วหันมาพึ่งพิงใบบุญและน้ำเงินของคนชื่อทักษิณ ไม่เช่นนั้นหากประชาชนอย่างผมต้องเจอผู้พิพากษาที่ชอบยกเหตุผลและยกตรรกะห่วยๆ มาตัดสินคดีอย่างนี้บ่อยๆ พวกเราคงต้องเสียวสันกันหลังทุกทีที่ต้องเดินขึ้นศาล

     

    มีประเด็นต่อ "เมื่อท่านอยู่ในไทยมากกว่า๑๘๐ วัน ต้องเสียภาษีรายได้?


    กฎแห่งกรรมของทั่นยุทธ

    กฎแห่งกรรม!! “ทั่นยุทธ” สิ้นสภาพทางการเมือง
    โดย ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์ 20 มีนาคม 2551 15:05 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    นายยงยุทธ ติยะไพรัช

    ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง รับคำร้อง กกต.ขอให้สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง “ยงยุทธ ติยะไพรัช” นัดรับสำเนาคำร้องภายใน 7 วัน ส่งผล “ยงยุทธ” ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลพิพากษา
           
           วันนี้ (20 มี.ค.) ที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ศาลได้ติดประกาศคำสั่งรับคำร้องที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลฎีกาฯ วินิจฉัย และมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน (พปช.) และ น.ส.ละออง ติยะไพรัช ส.ส.เชียงราย พรรคพลังประชาชน กระทำผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว.พ.ศ.2550 มาตรา 53 (2) และ 57
           
           โดยศาลมีหมายแจ้งให้ นายยงยุทธ และน.ส.ละออง ผู้ถูกกล่าวทั้งสองมารับสำเนาคำร้องและเอกสาร ที่ศาลฎีกาภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหมายแจ้ง
           
           อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายยงยุทธได้มอบหมายให้ทีมทนายความเดินทางมาศาล ซึ่งหลังทราบคำสั่งศาล พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว ทนายความ เปิดเผยว่า กกต.พิจารณาสำนวนของนายยงยุทธโดยใช้ 2 มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีเข้าสู่ศาลแล้วก็จะยื่นบัญชีพยานประมาณ 20 ปาก รวมทั้งขอพยานซึ่งเป็น กกต.เสียงข้างน้อย คือ นางสดศรี สัตยธรรม และนายสมชัย จึงประเสริฐ มาเป็นพยานให้กับฝ่ายของนายยงยุทธ ด้วย พร้อมกับพูดขู่ว่า หากการให้ใบแดงนายยงยุทธ อาจนำไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชน ส.ส.ภาคพเหนือ ก็จะทำการเคลื่อนไหวต่อไป
           
           ทั้งนี้ ภายหลังศาลมีคำสั่งรับพิจารณาคดีแล้ว นายยงยุทธ จะต้องยุติบทบาททางการเมืองในทุกตำแหน่ง
           
           สำหรับสำนวนคำร้องดังกล่าว เมื่อวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา นายถวิล อินทรักษา ผู้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำเอกสารพยานหลักฐานจำนวน 2 ชุดๆ ละ 3 แฟ้มใหญ่ มีความหนากว่า 1,000 หน้า พร้อมสำนวนคำร้องขอให้ศาลฎีกาฯ วินิจฉัย และมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายยงยุทธ โดยศาลรับคำร้องไว้เป็นคดีดำหมายเลข ลต.38/25551
           
           ขณะที่ นายถวิล กล่าวว่า เอกสารพยานหลักฐานที่ได้ยื่นให้ศาลฎีกาพิจารณาส่วนใหญ่เป็นคำให้การของพยานที่เข้าให้การกับอนุ กกต.รวมทั้งความเห็นของอนุ กกต.และมติของ กกต.ชุดใหญ่ที่มีมติว่า ผู้ถูกกล่าวหา กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยมีพยานบุคคลกว่า 50 ปากที่พร้อมเข้าเบิกความในชั้นไต่สวน และหากศาลมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้วผู้ถูกกล่าวหาก็ต้องยุติการปฏิบัติหน้าทันที
           
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว.มาตรา 53(2) ระบุว่า ห้ามไม่ให้ผู้สมัครกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งในการจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้แก่ตนเอง หรือผู้สมัครอื่น หรือพรรคการเมืองให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ไม่มีโดยตรงหรือโดยอ้อม แก่ชุมชน สมาคม มูลนิธิ วัดสถาบัน การศึกษา สถานสงเคราะห์ หรือสถาบันอื่นใด ทั้งนี้ในมาตรา 57 ตาม พ.ร.บ.เดียวกันระบุว่า ห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายกระทำการใดๆ เพื่อเป็นคุณเป็นโทษแก่ผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง

    ม. 103

    กกต.ยันให้ตีความ ม.103 ข้องใจให้ใบแดงต้องพ่วงยุบพรรค
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 20 มีนาคม 2551 14:50 น.
    นายประพันธ์ นัยโกวิท
           กกต.ยันส่งเรื่องให้ที่ปรึกษากฎหมายช่วยตีความมาตรา 103 พ.ร.บ.เลือกตั้งกรณียุบพรรคชาติไทย-มัชฌิมาฯ เพื่อความชัดเจนไม่ใช่การหลงทาง ชี้ถ้ากรรมการบริหารพรรคได้รับใบแดงจะส่งให้ตุลาการรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคโดยอัตโนมัติหรือไม่ อีกทั้งเพื่อสร้างบรรทัดฐานในอนาคตต่อไป
           
           วันนี้ (20 มี.ค.) นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวถึงการพิจารณาสำนวนการยุบพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ว่าขณะนี้ กกต.ยังไม่ได้หารือถึงข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร เพราะยังมีปัญหาด้านข้อกฎหมายที่ยังขัดกันอยู่ กกต.จึงให้ที่ปรึกษากฎหมายของ กกต.ดูเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าบทบัญญัติมาตรา 103 ของ พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. รวมทั้งมาตรา 95 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองว่าข้อกฎหมายแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร ซึ่ง กกต.จะรอคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายที่ประกอบด้วยอาจารย์มหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่ง ส่งความเห็นมา
           
           “กกต.แต่ละคนก็ยังไม่ได้สรุปความเห็น ซึ่งประเด็นข้อกฎหมายต้องส่งให้ที่ปรึกษาตีความก่อนเพื่อให้เกิดความชัดเจน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติ” นายประพันธ์ระบุ
           
           ส่วนกรณีที่ นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม ระบุว่ากฎหมายกำหนดให้ กกต.ต้องส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดนั้น นายประพันธ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้พิจารณา เพียงแต่ขอให้ที่ปรึกษากฎหมายพิจารณาก่อน เพราะยังมีปัญหาการตีความข้อกฎหมายว่า กรรมการบริหารพรรคที่ถูกใบแดงจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคโดยอัตโนมัติเลยหรือไม่ ซึ่งผลที่ออกมาจะเป็นบรรทัดฐานในเรื่องอื่นต่อไป ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้ กกต.ตีความอย่างหนึ่ง พออีกเรื่องหนึ่งตีความอย่างหนึ่ง ซึ่งจะต้องดูอย่างระเอียดรอบคอบ และขอยืนยันว่า กกต.ดำเนินการอย่างรอบคอบแล้วและไม่ได้หลงประเด็นตามที่นักวิชาการหลายคนแสดงความเห็น
           
           เมื่อถามว่า ขณะที่ยกร่างรัฐธรรมนูญมีเจตนารมย์ต้องการให้ดำเนินการกับกรรมการบริหารพรรคทันทีใช่หรือไม่ นายประพันธ์ กล่าวว่า ตอนที่ร่างกฎหมายไม่มีคนใดคนหนึ่งสามารถดำเนินการได้คนเดียวเพราะความเห็นมันหลากหลาย และส่วนตัวเห็นว่ายังต้องตีความด้านกฎหมาย เพราะในบทบัญญัติมาตรา 103 ของ พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. และ มาตรา 95 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะมาตรา 95 ยังมีความเห็นไม่ค่อยตรงกัน
           
           ด้าน นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต.กล่าวว่า การแสดงความเห็นของนายสุเมธ กรณียุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคชาติไทย ถือเป็นการแสดงความเห็นส่วนตัวเชื่อว่าจะไม่กดดันคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายที่กำลังจะมีการพิจารณาประเด็นข้อกฎหมาย และยืนยันว่าขณะนี้ กกต.ยังไม่ได้มีมติทางกับคณะอนุกรรมการสอบสวน แต่มีมติเพียงข้อกฎหมายมีปัญหา ที่ที่ปรึกษาจะต้องไปพิจารณา อย่างไรก็ตาม เมื่อที่ปรึกษามีความเห็นและส่งเรื่องกลับมา ตนเชื่อว่า กกต.ก็จะนำข้อมูลที่มีทั้งหมดมาประกอบการพิจารณา
           
         
    ทักษิณเอาเงินมาจากไหน?
    โดย สุวิชชา เพียราษฎร์ 19 มีนาคม 2551 20:23 น.
           คตส.กำลังจะเชิญ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีมาเป็นพยาน เพื่อเชื่อมโยงคดีข้อกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติ โดยเฉพาะประเด็นการเข้าไปซื้อสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ ทีมฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกของอังกฤษด้วยแหล่งเงินที่ไม่มีที่มาที่ไปชัดเจน ซึ่งพลเอกสุรยุทธ์ เคยให้สัมภาษณ์หลังกลับจากเยือนต่างประเทศ ว่า แม้แต่ต่างชาติยังให้ความสนใจนั้น ทำเอาทีมทนาย และฝ่ายโฆษกส่วนตัวของพ.ต.ท.ทักษิณอยู่ไม่สุขต้องลุกขึ้นมาตอบโต้
           
            นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวพ.ต.ท.ทักษิณ พยายามตั้งข้อสังเกตผ่านสื่อว่า เหตุใด คตส.จึงเรียกพลเอกสุรยุทธ์เป็นพยาน เพราะมองไม่เห็นความเชื่อมโยงอะไร และเหตุใดจึงตั้งประเด็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ร่ำรวยผิดปกติในช่วงนี้
           
            “คตส.ควรย้อนไปดูว่า ตั้งแต่ก่อนตั้งพรรคไทยรักไทย พ.ต.ท.ทักษิณก็ร่ำรวยมาก่อน ถ้า คตส.กล่าวหาเช่นนี้คงต้องฟ้องคนที่รวยผิดปกติหลายคนที่ไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร
           
            พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมชี้แจง เพราะเงินที่นำไปซื้อสโมสรแมนฯ ซิตี้มีเอกสารชัดเจน และ รู้กันทั่วโลก เพราะทำอย่างเปิดเผย”
           
            ขณะที่ นายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากพ.ต.ท.ทักษิณ ในคดี พ.ต.ท.ทักษิณใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบในการเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจตนเองและพวกพ้อง บอกว่า เป็นคดีใหม่ที่ คตส.เพิ่งตั้งขึ้นมา เพราะที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องการซื้อทีมแมนฯ ซิตี้ ไม่ได้ปรากฏอยู่ในข้อกล่าวหาในคดีที่ คตส.ส่งมาให้พ.ต.ท.ทักษิณรับทราบ
           
            “อย่างไรก็ตาม เรื่องการซื้อทีมแมนฯ ซิตี้ ฝ่ายเราก็ไม่วิตกกังวล เพราะในข้อเท็จจริงการซื้อทีมแมนฯ ซิตี้ก็เป็นเรื่องการทำธุรกิจธรรมดา ที่นักธุรกิจทั่วไปสามารถนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศได้อยู่แล้ว
           
            ส่วนพ.ต.ท.ทักษิณจะเป็นเจ้าของทีมตัวจริงหรือไม่และนำเงินจากแหล่งใดมาซื้อ คงให้คำตอบไม่ได้ เพราะทีมทนายความไม่มีข้อมูลส่วนนี้อยู่”
           
            จากคำสัมภาษณ์ของคนทั้งคู่ สรุปได้ว่า งานนี้ คตส.กลั่นแกล้งพ.ต.ท.ทักษิณ (อีกแล้ว) อิจฉาความร่ำรวยของพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เข้าใจโลกของการทำธุรกิจ
           
            อาศัยความรู้เรื่องกฎหมายและชั้นเชิงลีลาของนักการเมือง นายพงศ์เทพและทนายพ.ต.ท.ทักษิณ คงคิดว่า เปลืองน้ำลายเล็กน้อยแค่นี้ก็ทำลายความน่าเชื่อถือ คตส.ลงได้ และชวนให้ใครต่อใครเชื่อได้โดยง่าย
           
            แต่..คนทั้งคู่คงหลงลืมประเด็นบางประเด็นไป ที่สำคัญเผลอพูดออกมาเอง และขัดแย้งกันเอง นั่นคือ แหล่งที่มาของเงิน!
           
            นายพงศ์เทพ เชื่อว่า นายใหญ่ของเขาจะชี้แจงได้ เพราะ มีเอกสารชัดเจน ขณะที่ทนายเลี่ยงที่จะผูกมัดโดยอ้างว่า ไม่มีข้อมูลส่วนนี้
           
            เพราะฉะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ จึงยังเป็นคนเดียวที่กุมความลับนี้เอาไว้! คตส.ที่ทำหน้าที่จำเป็นต้องเสาะแสวงหาข้อมูลให้กระจ่าง หากบริสุทธิ์ก็ไม่เห็นต้องเดือดร้อน
           
            ส่วนกรณีทั้งคู่พยายามเบี่ยงเบนให้กรณีนี้เป็นคดีใหม่นั้นก็ดูแคลนโลกของข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนรับรู้มากทีเดียว
           
            เนื่องเพราะ ใครหลายคนที่ติดตามคดีของพ.ต.ท.ทักษิณ และ การทำงานของ คตส.ก็ย่อมทราบว่า การตรวจสอบเรื่องซื้อทีมแมนฯ ซิตี้ ไม่ใช่การตั้งสอบคดีใหม่ แต่เป็นคดีที่มีการตรวจสอบอยู่แล้ว เพราะ เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ
           
            ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า ขณะนี้ คตส.กำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล
           
            ทว่า...ที่ผ่านมา คตส.เคยประสานไปยังกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขอทราบข้อมูลเรื่องนี้มาแล้ว แต่ก็ไม่ได้อะไรชัดเจน ในการประชุมคตส.ชุดใหญ่เมื่อวันที่ 17 มีนาคม คตส.จึงเห็นว่า ควรเริ่มต้นจากการเชิญพลเอกสุรยุทธ์ที่เคยให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนี้มาให้ปากคำ
           
            ประการสำคัญ ที่ทั้งนายพงศ์เทพ และทนายของพ.ต.ท.ทักษิณ จะแก้ต่างกันอย่างไร จะบอกให้คนเชื่อว่า เป็นเรื่องธุรกิจอย่างไรก็ตาม แต่ทั้งคู่ไม่ควรจะลืมว่า การซื้อทีมฟุตบอลเกิดขึ้นหลังจากที่ คตส. ออกคำสั่งอายัดไปแล้ว!
           
            เน้นว่า..การซื้อสโมสรแมนฯ ซิตี้ เกิดขึ้นหลังจากช่องทางเงินของพ.ต.ท.ทักษิณ ถูกปิดท่อเรียบร้อย
           
            “ทักษิณ เอาเงินมาจากไหนซื้อทีมฟุตบอล ทั้งที่ถูกอายัดทรัพย์?” คำถามที่เขาสงสัยกันทั่วบ้านทั่วเมืองตรงนี้ต่างหากที่เป็นประเด็น
           
            คตส. สั่งอายัดเงินพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเงิน 72,310 ล้านบาท แต่คณะอนุกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากสถาบันการเงินแจ้งกลับมาว่าสามารถอายัดได้เพียง 65,508 ล้านบาท ที่เหลือเป็นเงินล่องหนหายไป เพราะมีการเคลื่อนย้ายเงินออกจากบัญชีที่มีคำสั่งอายัดก่อนที่จะมีคำสั่งอายัดจะมีผลบังคับ ใช่เป็นเงินเหล่านี้หรือไม่?
           
            หากไม่ใช่แล้ว เป็นไปได้หรือไม่ว่า คือ เงินที่แอบ “ซุก” แอบ “ซ่อน” ไว้ที่นอมินี หรือใครคนใดในต่างประเทศหรือไม่อย่างไร เพราะ นักธุรกิจ เช่น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีฝีมือในการทำธุรกิจแบบสลับซับซ้อน ไม่คล้ายกับที่ทั้งสองคนบอกว่า ทำแบบธรรมดาตรงไปตรงมา
           
            กรณี แอมเพิลริช และเอสซีแอสเซท นับเป็นตัวอย่างได้ดี
           
            นอกจากนี้ จำได้ว่า คตส. เคยประสานขอข้อมูลกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็ไม่พบว่า ทรัพย์สินของพ.ต.ท.ทักษิณ มีการระบุถึงเงินในต่างประเทศ!
           
            นี่ยังไม่นับรวมกับเงินซื้อตัวนักเตะฤดูกาลหน้า (เริ่มสิงหาคม) ที่สื่ออังกฤษประโคมข่าวออกมาแล้วว่า สเวน โกรันอิริกสัน ผู้จัดการทีมแมนฯ ซิตี้ จะได้งบประมาณอย่างน้อย 30 ล้านปอนด์ (ราว 2,100 ล้านบาท) หรือไม่ก็ 50 ล้านปอนด์ (ราว 3,500 ล้านบาท) จากพ.ต.ท.ทักษิณ
           
            ดังนั้น คงไม่เพียงแต่ คตส. เท่านั้นหรอกที่สนใจ สังคมก็ย่อมสนใจด้วยว่า... พ.ต.ท.ทักษิณ เอาเงินมาจากไหน?
           
           **ท่านผู้อ่านสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพิ่มเติมได้ที่ เอ็มบล็อกhttp://mblog.manager.co.th/suwitcha67 หรือ E-mail suwitcha@manager.co.th

      /0110

    Tibet- Closest Land to Heaven

    8 สัญลักษณ์มงคลแห่งทิเบต—ดินแดนที่ใกล้สวรรค์ที่สุด---
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 19 มีนาคม 2551 19:43 น.
    สัญลักษณ์มงคลทั้ง 8 ของพุทธศาสนานิกายวัชรยาน
           ทิเบต ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งพุทธศาสนานิกายวัชรยาน โดยวัชรยานได้เริ่มเผยแผ่เข้ามายังทิเบตในสมัยของพระเจ้าลาโธ โธรี เย็นเซ เมื่อปี 976 (ยุคก่อนประวัติศาสตร์ทิเบต) โดยได้รับคัมภีร์และพระพุทธรูปเข้ามา นับเป็นครั้งแรกที่ชาวทิเบตได้รู้จักกับศาสนาพุทธ แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมมากนัก เนื่องด้วยชาวทิเบตส่วนใหญ่เลื่อมใสในลัทธิบอน ซึ่งเน้นความเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ
           
           จวบจนกระทั่งในปี ค.ศ.1173 ภายใต้การนำของซงจั้นกันปู้ กษัตริย์ผู้ยิ่งยงแห่งทิเบต (ยุคแรกของประวัติศาสตร์ทิเบต) ทรงสนับสนุนให้มีการศึกษาพุทธศาสนาจากคัมภีร์ที่รับมา และประกาศให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ จากการสนับสนุนของพระมเหสี 2 พระองค์ ซึ่งเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยองค์หนึ่ง คือ องค์หญิงเหวินเฉิง จากราชสำนักถังของจีน และอีกองค์คือ เจ้าหญิงภริคุติเทวี พระธิดาในพระเจ้าอัมสุวารมา แห่งเนปาล และเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในยุคต่อๆ มา
           
           พุทธศิลป์ของทิเบตใครเคยชม จะเห็นว่ามักมีรูปสัญลักษณ์อันเป็นสิริมงคลยิ่ง 8 อย่าง หรือที่เรียกว่า “อัษฏมงคล” (อัษฏ แปลว่า 8) ปรากฏอยู่ทั่วทุกหนแห่ง ทั้งตามวัดวาอาราม บ้านเรือน และปราสาทราชวัง โดยชาวทิเบตเชื่อว่า สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 8 นี้ เป็นตัวแทนของพระวรกายของพระพุทธเจ้า อันได้แก่ “สังข์” เป็นตัวแทนของพระวจนะ, “ดอกบัว” คือ พระชิวหา (ลิ้น), “ธรรมจักร” คือ พระบาท, “ฉัตร” คือ พระเศียร, “เงื่อนอนันตภาคย์” คือ พุทธสติ, “ปลาทองคู่” คือ พระเนตรทั้งสองข้าง, “ธงแห่งชัยชนะ” คือ พระวรกาย และ “แจกันแห่งโภคทรัพย์” คือ พระศอ (คอ)
           
           1. หอยสังข์ (The Conch Shell)

    ลามะน้อยเป่าแตรสังข์
           นับแต่โบราณมา สังข์ถูกใช้ประหนึ่งแตรเขาสัตว์ วีรบุรุษนักรบของอินเดียล้วนแล้วแต่มีสังข์คู่ใจทั้งนั้น และแต่ละคนก็จะตั้งชื่อสังข์ของพวกเขาแตกต่างกันออกไป ดังเช่น พระอรชุน ตัวเอกในมหากาพย์เรื่องดัง ครอบครองสังข์ที่ชื่อว่า “เทวทัต” ซึ่งมีอิทธิฤทธิ์ สามารถพิชิตอริราชศัตรู ดังนั้น แตรสังข์จึงเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ผู้ยิ่งใหญ่ และกษัตริย์ เสียงของสังข์เชื่อว่าสามารถขับไล่วิญญาณชั่วร้าย ขจัดภัยธรรมชาติ และขับไล่สัตว์มีพิษได้

    สังข์ลายวนซ้าย-วนขวา
           โดยสังข์นั้นมีลวดลายอยู่ 2 แบบ คือ ลายวนซ้าย และ วนขวา โดยหอยสังข์ที่ลายวนขวาตามเข็มนาฬิกานั้น นับเป็นของหายาก และนิยมใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น เพราะเชื่อว่าสังข์ที่มีลายก้นหอยวนขวานี้เสมือนการโคจรของพระอาทิตย์ พระจันทร์ ดาวเคราะห์ และดวงดาว อีกทั้งยังวนขวาเป็นทักขิณาวัฏเช่นเดียวกับเส้นพระเกศา (ผม) พระอุณาโลม (ขนระหว่างคิ้ว) และพระโลมา (ขน) ของพระพุทธเจ้าด้วย
           
           ปัจจุบันสังข์ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของศาสนาพุทธนิกายวัชรยานในทิเบต โดยชาวทิเบตจะเป่าแตรสังข์เพื่อเรียกพุทธศาสนิกชนมาชุมนุมกัน และระหว่างประกอบพิธีกรรมทางศาสนาก็จะใช้สังข์เป็นทั้งเครื่องดนตรี และภาชนะบรรจุน้ำศักดิ์สิทธิ์ด้วย
           
           นอกจากนี้สังข์ในนิกายวัชรยานยังเป็นสัญลักษณ์ของการประกาศความจริงแห่งธรรมะ ในพระไตรปิฎกกล่าวว่า พระสุรเสียงในขณะแสดงธรรมของพระพุทธเจ้านั้นดังกังวานไปทั่วทั้ง 4 ทิศราวกับเสียงจากหอยสังข์

    พระอวโลกิเตศวร ประทับนั่งบนดอกบัว
           2. ดอกบัว (The Lotus)
           

           ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ที่ชาวพุทธทุกนิกายคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ตามพุทธศิลป์ต่างๆ นั้นเรามักเห็นภาพพระพุทธเจ้า แลสาวกองค์สำคัญในอิริยาบถต่างๆ พร้อมด้วยดอกบัว ไม่ว่าจะเป็นประทับบนดอกบัว หรือ ถือดอกบัวในมือ ก็ตาม
           
           ด้วยธรรมชาติของดอกบัวที่กำเนิดแต่โคลนตม แต่สามารถเติบโตจนเบ่งบานพ้นน้ำออกมารับแสงอาทิตย์ได้ ชาวพุทธในทิเบตจึงยกย่องให้ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์แห่งการบรรลุธรรมขั้นสูงสุด นั่นคือ การหลุดพ้น
           
           ดังที่ในคัมภีร์ลลิตวิสตระกล่าวไว้ว่า “จิตแห่งมหาบุรุษนั้นผ่องแผ้วไร้ซึ่งมลทิน ก็เปรียบเสมือนดอกบัวที่เกิดแต่โคลนตม แต่ยังสามารถรักษาความสะอาดบริสุทธิ์แห่งตนไว้ได้”

    ธรรมจักร
           3. ธรรมจักร (The Wheel)
           
           
    ธรรมจักร
    หรือ กงล้อแห่งธรรม (Wheel of Dharma) แทนความหมายของการแสดงธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า โดยหลังจากที่พระองค์ตรัสรู้แล้ว ก็ได้ทรงหมุนกงล้อแห่งธรรมทั้งสิ้น 3 ครั้ง
           
           ครั้งแรกทรงแสดงธรรมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์หลังตรัสรู้ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ที่เมืองสารนาท แคว้นพาราณสี ที่เรียกว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ส่วนครั้งที่ 2 และ 3 นั้น ทรงแสดงธรรม ณ เมืองกฤตธาราโกติ แคว้นราชคฤห์ และที่ไวศาลี
           
           กงล้อธรรมจักรนั้นมีองค์ประกอบ 3 ส่วน ได้แก่ แกนล้อ วงล้อรอบนอก และกำ ซึ่งแต่ละส่วนล้วนมีความหมาย “วงล้อรอบนอก” แทนความสมบูรณ์แห่งพระธรรม “แกนกลาง” แทนคำสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นแก่นของการฝึกเพื่อบรรลุนิพพาน และ “กำ” (ซี่ล้อ) 8 ซี่ เป็นตัวแทนของอริยอัฏฐังคิกมัคค์ หรือ มรรคมีองค์ 8
           
           ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ), สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ), สัมมาวาจา (เจรจาชอบ), สัมมากัมมันตะ (การงานชอบ), สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ), สัมมาวายามะ (พยายามชอบ), สัมมาสติ (ระลึกชอบ) และ สัมมาสมาธิ (ตั้งใจชอบ)

    ฉัตรทิเบต
           4. ฉัตร (The Parasol)
           

           ฉัตร หรือ ร่ม เป็นสัญลักษณ์ที่สืบทอดมายาวนานจากอินเดียโบราณ มีความหมายทั้งในแง่การปกปักรักษา และยังเป็นเครื่องหมายของราชนิกูลด้วย
           
           ตามความเชื่อของฟากตะวันออกนั้น ได้มีการนำคุณประโยชน์ของร่มที่ใช้เพื่อกำบังแสงแดด มาตีความเชิงศาสนา ทำให้ฉัตรมีนัยยะของการปกปักรักษาผู้ถือครองให้พ้นจากความร้อนแห่งทุกข์ ราคะ และความเสื่อมทั้งหลาย
           

           นอกจากนี้ในพุทธศาสนานิกายวัชรยานของทิเบตยังมีตำนานเล่าว่า เทพีฉัตรขาว ถือกำเนิดออกมาจากพระนลาฏ (หน้าผาก) ของพระพุทธเจ้า ซึ่งเทพีองค์นี้เองที่ทำหน้าที่ปกป้องมนต์ดำต่างๆ และฉัตรขาวของพระองค์ก็เป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องคุ้มครองนั่นเอง
           
           ชาวทิเบตเชื่อว่าฉัตรเป็นสัญลักษณ์ของภูเขาที่ค้ำจุนท้องฟ้า กล่าวคือ ส่วนที่ใช้กำบังแดดเปรียบดั่งท้องฟ้า และด้ามจับของร่มเปรียบดั่งภูเขา นอกจากนี้ยังมีแนวคิดว่า ด้ามจับเปรียบดั่งแกนกลางที่คอยค้ำจุนโลกไว้ ดังนั้นในงานศิลปะเชิงศาสนาของทิเบต จะนิยมวาดภาพฉัตรอยู่เหนือบุคคลสำคัญ ผู้ยิ่งใหญ่ หรือ พระพุทธเจ้า เพื่อเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ผู้ที่อยู่ใต้ฉัตรนั้นเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล
           
           5. เงื่อนอนันตภาคย์ หรือ เงื่อนมงคล (The Endless Knot)

    เงื่อนมงคล
           เงื่อนอนันตภาคย์ หรือ เงื่อนมงคล มีลักษณะเป็นเงื่อนที่เชื่อมต่อกันตลอด สันนิษฐานว่าพัฒนาขึ้นมาจากสัญลักษณ์งูโบราณ 2 ตัว ซึ่งหมายถึง ความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ และส่งผลกระทบซึ่งกัน ระหว่าง 2 สิ่งที่ตรงข้ามกัน และนำไปสู่การหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

    สัญลักษณ์งูโบราณ
           ในแง่ของศาสนานั้น เพราะเป็นเงื่อนที่ไม่มีจุดเริ่มต้น และไม่มีจุดสิ้นสุด ดังนั้นเงื่อนอนันตภาคย์จึงเป็นสัญลักษณ์ของความรู้แจ้งอันไม่มีที่สิ้นสุดของพระผู้มีพระภาคเจ้า ส่วนในแง่ของสัญลักษณ์ทางโลกนั้น เงื่อนมงคลเปรียบเสมือนความรักที่มั่นคงยืนยาว

    ปลาทองคู่
           6. ปลาทองคู่ (The Golden Fishes)
           
           ปลาทองคู่ถือกำเนิดจากแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ 2 สายของอินเดีย คือ แม่น้ำคงคา และยมุนา ซึ่งเปรียบเสมือนจันทรมรรคาและสุริยมรรคาของร่างกายมนุษย์ที่ก่อกำเนิดขึ้นในโพรงจมูก และทำให้เกิดจังหวะการหายใจเข้าและออก หรือที่เรียกว่า “ปราณ”
           
           ในศาสนาพุทธ ปลา เป็นสัญลักษณ์ของความสุขสำราญเบิกบานใจ เนื่องจากพวกมันว่ายไปมาอย่างอิสรเสรีในเวิ้งน้ำอันกว้างใหญ่ และคำว่าปลาในภาษาจีนยังออกเสียงว่า “อี๋ว์” (鱼) ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่า “อี๋ว์” (余) ที่แปลว่า มากมายเหลือเฟือ ดังนั้นปลาจึงเป็นตัวแทนของความมั่งมีเงินทอง และยังหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ด้วย เพราะปลาเพิ่มประชากรเร็วมาก
           
           นอกจากนี้ ลักษณะนิสัยของปลาที่ชอบว่ายน้ำกันไปเป็นคู่ๆ จึงทำให้ปลาทองคู่กลายเป็นตัวแทนของความซื่อสัตย์ และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างสามีและภรรยาด้วย ดังนั้นจึงมักเห็นชาวจีนมอบปลาทองคู่ให้เป็นของขวัญแต่งงาน

    ธงแห่งชัยชนะ
           7. ธงแห่งชัยชนะ (The Victory Banner)
           
           เดิมทีธงแห่งชัยชนะใช้เป็นธงแห่งการศึกสงคราม จะติดอยู่ที่รถศึกของกษัตริย์ยามออกสู้รบ อย่างรถศึกของพระกฤษณะ ในเรื่องมหาภารตะ ก็ประดับด้วยธงแห่งชัยชนะ ที่มีรูปของหนุมาน
           
           อย่างไรก็ตาม ต่อมาธงแห่งชัยชนะถูกประยุกต์ใช้ในทางพุทธศาสนา กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการรู้แจ้งขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า เล่ากันว่า พระพุทธเจ้าทรงนำธงแห่งชัยชนะไปปักไว้บนยอดเขาพระสุเมรุ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะเหนือหมู่มารผจญทั้งปวง โดยตามเทวตำนานเชื่อว่ายอดเขาพระสุเมรุเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก และเป็นที่สถิตของเทพเจ้าทั้งหลาย นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่า เขาพระสุเมรุเป็นแกนที่คอยค่ำโลกไว้
           
           ชาวทิเบตเชื่อว่า ธงแห่งชัยชนะนี้จะช่วยให้สามารถพิชิตมลทินและอุปสรรคต่างๆ ที่ขัดขวางจากการถึงซึ่งความรู้แจ้ง

    แจกันแห่งโภคทรัพย์
           8. แจกันแห่งโภคทรัพย์ (The Treasure Vase)
           
           แจกันแห่งโภคทรัพย์ มีรูปร่างจำลองมาจากหม้อน้ำดินเผาของชาวอินเดียดั้งเดิม มีฐานแบน รูปทรงกลม คอคอดกิ่ว และปากเป็นรูปขลุ่ย มีอัญมณีเม็ดประดับ บ่งชี้ว่านี่คือ แจกันแห่งทรัพย์สมบัติ ที่พอกพูนตลอดเวลา ไม่มีวันพร่องหรือหมดไป ในทางพุทธศาสนา แจกันแห่งโภคทรัพย์ก็เปรียบเสมือนความสมบูรณ์พร้อมทางด้านจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้า
           
           ในประเทศจีนนิยมประดับแจกันไว้ในบ้าน เพราะเชื่อว่าแจกันเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นสิริมงคล ความเจริญรุ่งเรือง และ โชคลาภ

    March 19

    RSU Group 2008

    a. All the e-mail addresses of the 23 students
     

    1. anusorn82@gmail.com

    13. nipawan_ph@hotmail.com

    2. nannaphat@nakamanda.com

    14. chappakom.pr@hotmail.com

    3. ddunk@thaimail.com

    15. tukk-jung@hotmail.com

    4. kung@bangkokdeccon.com

    16. bum13m@hotmail.com

    5. bizmlm@yahoo.com

    17. sombatth@hotmail.com

    6. somkuan_phuket@yahoo.com

    18. jo_sucaromn@hotmail.com

    7. sombatth@yahoo.com

    19. dr.dentchumphon@hotmail.com

    8. pongsura007@yahoo.com

    20. nuch_bdc@hotmail.com

    9. pp10542@yahoo.com

    21. puk115@hotmail.com

    10. kamontip2007@hotmail.com

    22. issaree2008@hotmail.com

    11. c_pairaya@hotmail.com

    23. sp-intertrade@windowslive.com

    12. phatrsamon_k@hotmail.com

    24. orasa_sl@msn.com

     
    b. Notification of changes
     
    เรียน นศ.ทุกท่านครับ
    ทางหลักสูตรของเรา ได้เปลี่ยนแปลงกำหนดการปฐมนิเทศ
    จากเดินวันที่ 22 มีค 51 วันเสาร์
    เป็นวันที่ 21 มีค  51  วันศุกร์
    ตามเอกสารแนบครับ
     
    ดร.ศักดิ์ ประสานดี
     

    ปฐมนิเทศน์ นักศึกษาปริญญาโท หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต

    สาขาผู้นำทางสังคม ธุรกิจ และการเมือง (ระบบการศึกษาทางไกลทางอินเตอร์เน็ต)

    วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

    วันศุกร์  21 มีนาคม  2551

      ศูนย์ศึกษาวิภาวดี มหาวิทยาลัยรังสิต ห้อง Theater  2201  ชั้น  22  อาคาร TST Tower  

    ห้าแยกลาดพร้าว  จตุจักร  กทม.

     

    @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

     

    เวลา     08.30 09.30 น.          ลงทะเบียน  รับประทานเครื่องดื่ม ของว่าง

    เวลา     09.30 09.35 น.          กล่าวต้อนรับโดย พล.ร.ต.ดร.วิโรจน์  พิมานมาศสุริยา  รองคณบดี และหัวหน้าหลักสูตร ฯ

    เวลา     09.35 10.00 น.          กล่าวเปิดงานปฐมนิเทศนักศึกษาและให้แนวคิดการเรียนในโลกยุคใหม่และบทบาทผู้นำ โดย รศ.วิทยากร  เชียงกูล  คณบดี ฯ

    เวลา     10.00 10.45 น.          แนะนำแนะนำคณาจารย์ หลักสูตรปริญญาโท MA (Leadership)    โดย ดร.ประเสริฐ  กิติรัตน์ตระการ หัวหน้าหลักสูตร และคณาจารย์ประจำ

    เวลา     10.45 12.30 น.          แนะนำคณาจารย์ประจำหลักสูตร และแผนการเรียนการสอน  หลักสูตร Leadership Online เพื่อให้จบหลักสูตรภายใน 1 ปี โดย

                                                    พล.ร.ต. ดร.วิโรจน์  พิมานมาศสุริยา

                                                    ดร.สมชาย               คุ้มพูล

                                                    ดร.ศักดิ์                   ประสานดี

                                                    ดร.ฉัตรวรัญ             องคสิงห์

                                                    อ.สังคม                   คุณคนากรสกุล       

    เวลา     12.30 13.30 น.          รับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน และทดลองใช้งานระบบออนไลน์

    เวลา     13.30 14.00 น.          แนะนำเคล็ดลับการเรียนในระบบออนไลน์

                                                    โดย คุณธัญดา  นันทพันธุ์ บริษัทสามารถเทเลคอม (จำกัด) มหาชน

    เวลา     14.00 – 15.30  น.         แนะนำการใช้งานระบบการเรียนการสอนออนไลน์

                                                    โดย คุณอกนิษฐ์  ธรรมปาโล  บริษัทสามารถเทเลคอม (จำกัด) มหาชน          

    เวลา     15.30 16.00 น.          ถาม-ตอบ ทดลองใช้งานและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

    ปิดการปฐมนิเทศ

    เวลา     16.30 20.00 น.          กิจกรรม รุ่นพี่  รับ  รุ่นน้อง   สันทนาการ และบันเทิง

                                                     รับประทานอาหารเย็นร่วมกัน

    @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

     

    วนิดา &&&&&&

    บางคำถามกับการจากไป 100 วันของหิ่งห้อย
    โดย ผู้จัดการรายวัน 18 มีนาคม 2551 18:43 น.

    วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์

    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    ดอกไม้สีขาวสู้แดดที่ฐานอนุสาวรีย์คนจน

    ชาวบ้านปากมูน

    ชาวบ้านถือมาลัยบ้านๆ รอรับขบวนธรรมยาตรา

    เด็กน้อยรอรับขบวน

    ขบวนธรรมยาตรา

    ก้อนหินถูกวางที่ฐานอนุสาวรีย์คนจน

    สุลักษณ์ ศิวรักษณ์ กล่าวปาฐกถาเปิดงาน

    ชาวบ้านใช้เวลาว่างถักแห

    มีดอกไม้สีขาวบานสู้แดดอยู่ที่ฐานอนุสาวรีย์คนจน ในศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้าน เราไม่รู้ว่ามันมาอยู่ที่นั่นได้อย่างไร แต่มันก็เบ่งบานอย่างได้จังหวะปะเหมาะกับวันครบรอบการจากไป 100 วันของ ‘นักสู้เพื่อคนจน’
           
           มด-วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์
           
           บางครั้งความบังเอิญก็มีรูปแบบที่น่าตื่นตาตื่นใจ
           
           เช้าของวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา รถของเราวิ่งผ่านขบวนธรรมยาตรา การเดินเท้าของผู้คนกว่า 400 คนที่มาจากทั่วทุกสารทิศ-จากภูผาถึงทะเล จากวัยเด็กถึงวัยชรา หญิงและชาย ชาวไทยและชาวต่างประเทศ เดินบ้าง หยุดบ้าง เป็นระยะทางกว่า 20 กิโลเมตรจากแก่งสะพือสู่ศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้านของชาวปากมูน
           
           (เอาล่ะ ใครจะเถียงว่า ‘มูน’ ใช้ น หรือ ล ก็ตาม แต่เราขอใช้ตามที่คนปากมูนเขาใช้ เพราะ ‘มูน’ นี้คือมูนมังที่แปลว่ามรดกตกทอด ส่วน ‘มูล’ เป็นคำที่ราชการใช้ ซึ่งชาวบ้านปากมูนบอกว่านั่นมันมูลสัตว์ และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนตัวอย่างหนึ่งของอำนาจรัฐสมัยใหม่ที่สะท้อนผ่านการครอบงำทาง ‘ภาษา’)
           
           กลุ่มสมัชชาคนจนจากขอนแก่น กาฬสินธุ์ กลุ่มที่ต่อสู้เรื่องที่ดินจากนครสวรรค์ กลุ่มเกษตรกรจากภาคเหนือ กลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก-กุยบุรี กลุ่มสหภาพแรงงานภาคตะวันออก ฯลฯ ...เฉพาะส่วนที่เรามองเห็นด้วยสายตา
           
           รถที่เรานั่งจากจุดที่เห็นขบวนวิ่งสู่ศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้าน ช่างเป็นระยะทางที่น่าขนลุกไม่น้อย ดวงอาทิตย์ฤดูร้อนก็ดูตั้งใจจะประลองกำลังวัดความแน่วแน่เสียเหลือเกิน รอจนบ่ายสอง ขบวนธรรมยาตราจึงมาถึง ชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่งที่รอคอยอยู่ที่ศูนย์ฯ ต่างเดินถือพวงมาลัยดอกติ้วไปรอรับที่ประตูทางเข้า คล้องคอและยิ้มให้ คนรับมาลัยก็ยิ้มตอบ
           
           ผู้คนจากขบวนธรรมยาตราก้าวผ่านซุ้มประตู พร้อมกับก้มลงหยิบก้อนหินสีน้ำตาลคนละก้อนไปวางไว้ที่ฐานอนุสาวรีย์คนจน...
           
           1
           
           ต้นไม้กลางแดดต้นหนึ่งให้ร่มเงากะทัดรัดพอที่ผู้เฒ่า 3-4 คนจะนั่งหลบแดดได้ พวกเขาคือชาวบ้านปากมูนที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อน ในวันที่น้ำท่วมนา ปลาไม่มีกิน ลูกหลานต้องหนีเข้ากรุงมาหางานทำ ก็มีผู้หญิงที่ชื่อมดนี่แหละที่ต่อสู้อยู่เคียงข้าง
           
           “ผมเสียใจมาก มดเขามาช่วยเรา เขากินง่าย ไม่ถือเนื้อถือตัว เราก็รักเหมือนลูกเหมือนหลาน ผมเอารูปมดตั้งไว้ในบ้าน คิดถึงเขามาก ถ้ามดเป็นผู้ชายผมจะก้มลงกราบเลย” พ่อเฒ่า พรหมา เบ้าทอง วัย 80 ปี พูดถึงวนิดาอย่างเปิดอก
           
           เราหมุนตัวและมองฝ่าเปลวแดดไปรอบๆ รถบัส รถตู้ เลี้ยวเข้ามาจอด ผู้คนเดินกันขวักไขว่สับสน เต็นท์ที่ถูกจัดเป็นที่พักชั่วคราวสำหรับชาวบ้านกระจายตัวอยู่รอบศูนย์ ต้องถือว่าเป็นงานใหญ่งานหนึ่งของภาคประชาชน ไม่ใช่เพียงชาวบ้านจากหลายภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังมีผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง นักวิชาการ นักการเมือง นักพัฒนาเอกชน ศิลปิน และสื่อมวลชนมาร่วมอย่างคับคั่ง
           
           เมื่อคนคนหนึ่งจากไปจะมีสักกี่สิ่งกันที่ทำให้คนจำนวนมากเดินทางไกลเพื่อมาร่วมรำลึก เท่าที่เรานึกออก-ความดีกับอำนาจ สำหรับวนิดาสิ่งที่ดึงดูดผู้คนคืออะไร เราคงไม่ต้องเฉลย
           
           สุลักษณ์ ศิวรักษ์ กล่าวเปิดงานว่า
           
           “มด-วนิดาคือตัวอย่างของผู้ที่สู้ด้วยสันติวิธี ทางฝ่ายพุทธศาสนามหายานเชื่อว่า 49 วันล่วงไปแล้ว ผู้ตายย่อมไปเกิดในสุคติภพแล้ว ผมเชื่อว่ามดอยู่ในสุคติภพและมีพลังแรงมากระตุ้นให้พวกเราต่อสู้อย่างที่เธอเคยต่อสู้รับใช้ผู้ยากไร้ หัวใจของมดจะอยู่กับเรา
           
           “งานเพื่อมดครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญครับ มีคนดังๆ มาร่วมงานหลายคน แต่คนดังๆ เหล่านั้น พูดอย่างไม่เกรงใจนะครับ ไม่มีประโยชน์เท่าไหร่หรอก รวมทั้งผมเองด้วย ประโยชน์สำคัญอยู่ที่ท่านทั้งหลายซึ่งเป็นคนยากไร้ที่ไม่รู้สึกด้อยไปกว่าคนดังๆ เราจะเอาชนะคนดัง คนเด่น คนที่มีอำนาจวาสนาได้ การจะสู้คนเหล่านี้ต้องอาศัยความสว่าง รวมพลังกันเท่านี้ไม่พอ แต่คนยากคนจนต้องจับประเด็นให้ชัด ต้องหากัลยาณมิตร เพื่อต่อสู้กับความไม่ชอบธรรม”
           
           2
           
           งานในภาคกลางวันผ่านไปอย่างเรียบง่าย เราเดินบ้าง นั่งบ้าง พูดคุยกับชาวบ้าน กับนักวิชาการ กับนักพัฒนาเอกชนไปตามโอกาส บางคนเดินซื้อสินค้าจำพวกผ้าพันคอ หมวก เสื้อ กระเป๋า หนังสือติดไม้ติดมือ เงินทั้งหมดจะนำเข้า กองทุนวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ โดยมีจุดประสงค์ 4 ข้อคือ
           
           1. ต่อสู้เพื่อการเปิดเขื่อนปากมูนถาวร
           
           2. เพื่อส่งเสริมให้คนจนได้เรียนรู้เรื่องสิทธิ
           
           3. เพื่อให้ปัญหาต่างๆ ของสมัชชาคนจนได้รับการแก้ไข และ
           
           4. เพื่อให้ศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้านเป็นศูนย์เรียนรู้ของคนจน
           
           ตกเย็น ชาวบ้านจึงเริ่มทำธุระส่วนตัว อาบน้ำ ซักผ้า บางส่วนก็เตรียมข้าวปลาอาหาร เด็กๆ ก็วิ่งเล่นตามประสา
           
           กลางคืน พระจันทร์มีแค่ครึ่งดวง ดาวประปรายแต้มฟ้า พื้นดิน พื้นหญ้ารอบๆ ถูกจับจอง ตามกำหนดการจะมีการฉายหนังเรื่อง ‘ทองปาน’ ภาพยนตร์ที่ถูกสร้างขึ้นก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 (เหตุการณ์ที่มีคนตาย 1 คน และมีสาเหตุจากพ่อคุณปื๊ดที่เป็นตำรวจเมาเหล้าทำปืนลั่น) และกลายเป็นภาพยนตร์ต้องห้ามโดยอัตโนมัติ การนำภาพยนตร์เรื่องนี้มาฉาย ณ ที่แห่งนี้ ย่อมมีเหตุผลโอบอุ้ม ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พูดคุยก่อนฉายหนังว่า
           
           “ทองปานเป็นชาวบ้านธรรมดาที่ต้องอพยพหนีเขื่อนมาอยู่เชียงคาน จังหวัดเลย แต่ก็ต้องมาเจอเขื่อนผามองอีก ซึ่งแม้ว่าจะผ่านมา 30 ปีแล้ว แต่ปัญหาก็ยังคงเหมือนเดิม
           
           “30 ปีที่แล้วเป็นยุคทองของเขื่อน เขื่อนคือคำตอบทั้งหมดของการพัฒนากระแสหลัก ฝนจะแล้ง น้ำจะท่วมก็สร้างเขื่อน แต่สำหรับปัจจุบันเขื่อนน่าจะเป็นเรื่องอัปยศด้วยซ้ำ เขื่อนไม่ใช่คำตอบอีกแล้ว เพราะเขื่อนเป็นโปรเจกต์พันล้านที่ได้ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มแต่ถูกอธิบายว่าเป็นประโยชน์กับคนทั่วไป มันเป็นการเมืองเรื่องงบประมาณ ลองคิดดูว่าถ้าที่ปรึกษาโครงการได้เงิน 1 เปอร์เซ็นต์ จะรวยแค่ไหน”
           

           30 ปีผ่านมา หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ และผู้คนอีกจำนวนมากก็ยังเชื่อว่าเขื่อนคือคำตอบของการพัฒนา
           
           3
           
           วันใหม่ พวกเรานั่งรถจากที่พักมาถึงศูนย์ฯ พระอาทิตย์ดวงกลมโตยังไม่ขึ้นดี เราจึงสามารถมองมันได้จากรถที่เคลื่อนตัว อาจเป็นเพราะความหิวก็เป็นได้จึงทำให้มันดูเหมือนขนมเค้กที่โปะด้วยแยมส้มสีสดใส
           
           ส่วนไฮไลต์ของงานวันนี้อยู่ที่วงเสวนาแบบเข้มๆ ของนักวิชาการและชาวบ้านที่จะร่วมกันถกเถียง พูดคุยถึงการต่อสู้ภาคประชาชนที่ผ่านมา บทเรียน และอนาคต ทั้งในช่วงเช้าและช่วงบ่าย
           
           (เนื้อหาจากวงเสวนาติดตามได้วันพรุ่งนี้)
           
           เราได้นั่งพูดคุยกับ พฤ โอโดเชา เขาบอกว่าวันที่รู้ข่าวการเสียชีวิตของวนิดา เขากำลังเลี้ยงควายอยู่ในป่า จึงต้องทิ้งการทิ้งงานประสานพี่น้องบนดอยเพื่อมาร่วมงานศพที่กรุงเทพ
           
           “พี่วนิดาเป็นคนพูดจาแข็งๆ ตรงไปตรงมา ผมสังเกตเห็นว่าผู้หญิงคนนี้พูดทื่อๆ และไม่กลัวเกรงใคร ไม่ทำเสียงหวาน (หัวเราะ) แต่ผมก็ดูผู้หญิงคนนี้สวยดีนะ แอบถามรู้ว่าเขายังไม่แต่งงาน ทำไมไม่แต่งงาน เป็นความสงสัยตามคนดอย พูดแข็งๆ แบบนี้ผู้ชายก็เลยไม่กล้าแต่งแน่ๆ เลย (หัวเราะ)
           
           “แต่พี่มดจะไม่ชี้นำชาวบ้าน ผมรู้สึกว่าพี่มดเข้าข้างพวกเราจริงๆ ไม่เคยเจอคนที่ทำงานกับเราแบบนี้ มันสัมผัสได้โดยอัตโนมัติว่าพี่มดไม่ได้หวังอะไรจากเรา เราเองก็สงสัยพี่มดนะ แต่ปีแล้วปีเล่าก็ยังเหมือนเดิม วันที่พะตีปูนุกระโดดรถไฟตาย พี่มดแกก็มาเยี่ยมถึงหมู่บ้าน เขายกชาวบ้านอย่างพวกเราไว้สูง พี่มดยังบอกว่าเวลาถูกจับบอกพี่ ถูกไล่บอกพี่ ถูกตำรวจกั้นบอกพี่
           
           “ในความเห็นของผม ผมยังไม่เคยเจอคนที่จะมัดรวมคนได้ขนาดนี้ เราสูญเสียคนที่อยู่ได้ท่ามกลางความหลากหลาย ความสูงต่ำ พี่มดทำให้มันอยู่ด้วยกันได้ มันจะส่งผลถึงสมัชชาคนจนด้วยนะว่าจะมีคนดึงดูดให้เรามาเกาะกันได้มั้ย เพราะใช่ว่าชาวบ้านอย่างเราจะจิตใจสูงส่งทุกคนนะครับ เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจก็มี เบียดเบียนกันก็มี” เป็นข้อห่วงใยต่อสถานการณ์สมัชชาคนจนภายหลังการสูญเสีย
           
           ใครบางคนก็ดูจะมีข้อกังวลไม่ต่างจากพฤ เพราะไม่ว่าอย่างไร วนิดาก็ดูจะเป็นเสมือนสัญลักษณ์และเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของสมัชชาคนจน แต่ สมเกียรติ พ้นภัย ชาวบ้านปากมูน บอกกับเราว่าวนิดาได้วางทุกสิ่งทุกอย่างไว้หมดแล้ว และชาวบ้านที่ยังอยู่จะสามารถเคลื่อนไหวต่อไปได้ ซึ่งฝ่ายชาวบ้านเองก็มีการปรึกษาหารือกันอยู่ตลอดเพื่อกำหนดแนวทางและกลวิธีในการเคลื่อนไหว
           
           สอดคล้องกับ ผศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เชื่อสมัชชาคนจนสามารถดำรงอยู่และเคลื่อนไหวต่อไปได้ แม้จะไม่มีวนิดา เนื่องจากความเป็นขบวนการได้สร้างระบบโดยตัวมันเองแล้ว
           
           “ขบวนการที่ไหนก็แล้วแต่ แกนนำ ผู้นำเป็นสิ่งสำคัญ แต่ผมคิดว่ามันไม่ใช่ทั้งหมด เพราะในขบวนการก็จะมีการสร้างผู้นำต่อเนื่องกันมา มันอาจจะกระทบในเรื่องขวัญกำลังใจ แต่ไม่ได้แปลว่าขบวนการนั้นจะล่มสลายไป ความเป็นขบวนการมันสร้างระบบการสืบทอดของมัน”
           
           4
           
           กิจกรรมภาคเช้าจบลงหลังจากการเสวนา ‘สถานการณ์การต่อสู้ของขบวนการคนจนภายใต้บริบทสังคมไทยในอนาคต’ จบลง เป็นการพูดคุยในประเด็นหนักๆ ที่ทำเอาหลายคนสมองล้าไปตามๆ กัน (รวมทั้งเราด้วย)
           
           ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ผ่านไปอย่างเอื่อยเฉื่อย กว่าจะถึงตอนค่ำ หลายคนต้องเดินเกร่ไปมาเนื่องจากไม่มีอะไรทำ เปลวแดดของแผ่นดินอีสานร้อนแรงขนาดที่แค่นั่งเฉยๆ ก็ยังทำให้อ่อนล้าได้ ไอร้อนแผ่ไปทั่วแม้ว่าจะหลบอยู่ใต้หลังคาเต็นท์ คนเมืองที่มาร่วมงานพยายามนอน แต่นั่นก็เป็นเรื่องยากลำบากพอกัน การพูดคุย อ่านหนังสือ และดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ จึงเป็นทางออกที่เหลืออยู่ในการต่อรองกับดวงอาทิตย์
           
           และแล้วเวลาก็ช่วยลากดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เป็นชัยชนะเล็กๆ แบบคิดเอาเองของเรา เวทีในช่วงกลางคืนค่อยๆ ก่อรูปร่าง
           
           อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงแล้ว มีคนบอกเราว่าผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีก็มา แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครเห็น นั่นยังรวมถึงผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิต หรือ กฟผ. เจ้าของเขื่อนปากมูนอันลือลั่นก็มาร่วมงานด้วย คนนั่งข้างหลังเรา 2 คนคุยเล่นกันว่าดีแล้วที่มากลางคืน ถ้ามากลางวันอาจมีปัญหา
           
           “วันนี้พวกเรารวมตัวกันเพื่อรำลึกถึงมด ผู้หญิงที่ได้ใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ผมรู้จักมดมา 10 กว่าปี มีบ้างที่ความคิดเห็นไม่ตรงกัน แต่ผมไม่เคยสงสัยน้ำใจ สงสัยความซื่อสัตย์ของมด มดต่อสู้เพื่อผู้ยากไร้ เพื่อความเป็นธรรม มดเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนยากคนจนที่ต้องการเห็นการปรับปรุงการใช้อำนาจรัฐ เราจะไม่ลืมมดและจะต่อสู้ด้วยสันติวิธีต่อไป หวังว่าสังคมไทยจะมีอีกหลายพันมด...” คือส่วนหนึ่งของปาฐกถารำลึกที่กล่าวโดยอานันท์
           
           หลังจากนั้น เป็นการฉายวิดีทัศน์ ‘ชีวิตและความตายของวนิดา’ ที่ร่วมกันทำโดยครอบครัวตันติวิทยาพิทักษ์ บอกเล่าความเป็นมา แนวคิด อุดมการณ์ และการต่อสู้ของเธอ นับตั้งแต่สมัยเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 การต่อสู้ร่วมกับกรรมกรหญิงโรงงานฮารา เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 การหนีเข้าป่า เรื่อยมาจนถึงการต่อสู้เพื่อชาวปากมูนและงอกงามเป็นสมัชชาคนจน
           
           หาก นายแพทย์สงวน นิตยารัมพงศ์ คือคนเดือนตุลาที่สามารถรักษาอุดมการณ์เดือนตุลาไว้ได้อย่างงดงามและสง่าผ่าเผย วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ก็คงเฉกเช่นกัน
           
           และในภาวะที่คนยุคนี้ได้เห็นพฤติกรรมคนเดือนตุลาคมบางคนในยุคนั้น กลับซ้าย กลับขวา กลับขาว กลับดำกันสนุกสนาน เรื่องของวนิดาและนายแพทย์สงวนน่าจะเป็นเรื่องดีๆ ที่ช่วยประคับประคองหัวใจไม่ให้หดหู่จนเกินไปนัก แม่เฒ่าวัย 74 ปี ลุน เบ้าทอง เปรยๆ กับเราว่า
           
           “คนดีตายไว คนบาปไม่ตาย”
           
           เราลอบสังเกตบรรยากาศโดยรอบ ไม่เงียบ แต่ก็นิ่งงัน ทุกคนถูกตรึงไว้กับเรื่องราวบนจอ ชาวบ้านบางคนน้ำตาไหล เสียงเพลง ‘เพื่อมวลชน’ และ ‘แสงดาวแห่งศรัทธา’ ดังคลอเป็นระยะ
           
           ‘พร่างพรายแสง ดวงดาวน้อยสกาว ส่องฟากฟ้าเด่นพราวไกลแสนไกล... ดาวศรัทธายังส่องแสงเบื้องบน ปลุกหัวใจ ปลุกคนอยู่มิวาย ขอเยาะเย้ย ทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย แม้ผืนฟ้ามืดดับเดือนลับละลาย ดาวยังพรายศรัทธาเย้ยฟ้าดิน ดาวยังพรายอยู่จนฟ้ารุ่งราง’
           
           บนจอ จบลงด้วยภาพต้นไม้ในเงามืด มีจุดสว่างเล็กๆ แต้มอยู่ตรงกลาง มันคือหิ่งห้อยหนึ่งตัว หิ่งห้อยในบทกวีของวนิดา แต่เมื่อหิ่งห้อยเริ่มขยับ จุดสว่างนั้นก็เพิ่มขึ้นๆ เป็นนับร้อย นับพัน
           
           ค่ำคืนนั้นสำหรับเราจบลง เรานั่งนิ่งๆ อยู่ท้ายรถกะบะที่กำลังพาเราไปส่งยังที่พัก แหงนมองฟ้าสีดำ ดวงจันทร์ยังมีแค่ครึ่งดวง ดาวยังมีให้เห็นประปราย นั่นคือหิ่งห้อยหรือแสงดาวแห่งศรัทธา เราก็ตอบไม่ได้ กลางสายลมที่พัดมากระทบใบหน้าเราเกิดคำถามมากมายต่อยุคสมัยของเรา บางทีคำว่าอุดมการณ์หรืออุดมคติอาจเป็นคำที่เชยแหลกเสียแล้ว ท่ามกลางความเชื่อที่ว่าโกงไม่เป็นไร ขอให้ฉันอยู่ดีกินดีเป็นพอ
           
           เป็นเรื่องโชคดีที่ยุคสมัยนี้เราไม่จำเป็นต้องมีภาพของสังคมที่ดีกว่า ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย ไม่ต้องแสวงหาสัจจะที่เราเองก็ไม่ได้เชื่อว่ามันมีอยู่ ไม่ต้องหาคำตอบให้กับคำถามยากๆ อีกต่อไป ไม่ต้อง ไม่ต้อง และไม่ต้อง ฯลฯ
           
           หรือเป็นเรื่องโชคร้าย...
           
           *****************

    เรื่อง-กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล

           

    March 18

    La une

    La une

     

     

    Les Bourses mondiales s'offrent un répit avant la décision de la Fed

    PARIS (AFP) - 18/03/2008 11h19

     

    Des panneaux de cotations des indices boursiers, le 18 mars 2008 à Tokyo

     

    Agrandir le texteRéduire le texteImprimer

    La plupart des Bourses mondiales se sont offert un répit mardi après leur forte baisse des séances précédentes, les indices remontant avant la décision de politique monétaire de la Réserve fédérale américaine.

     

    La Fed doit publier après Bourse en Europe, vers 18H15 GMT, un communiqué très attendu, à l'issue de la réunion de son comité de politique monétaire pour réexaminer le niveau de son taux directeur, fixé à 3%.

     

    Des panneaux de cotations des indices boursiers, le 18 mars 2008 à Tokyo

    Le président de la Réserve fédérale américaine Ben Bernanke, le 28 février 2008 à Washington

    En Asie, la plupart des places ont terminé en hausse. Mais en Chine, l'indice composite de la Bourse de Shanghai a chuté de 3,96%, l'inflation dans le pays et notamment la flambée des prix des matières premières inquiétant les investisseurs.

     

    Sur les autres Bourses, l'heure était au rachat d'actions très malmenées ces derniers jours. A Tokyo, l'indice Nikkei a repris 1,50%, à Hong Kong le Hang Seng 1,42%, tandis que la Bourse de Singapour montait de 1,46%, celle de Séoul de 0,91% et celle de Taiwan de 0,65%.

     

    "Le marché est dans l'attente d'une baisse d'un point du taux directeur de la Réserve fédérale américaine", a expliqué Francis Lun, de Fulbright Securities, à Hong Kong.

     

    En Europe en fin de matinée, le rebond était général, avec 1 à 2% de hausse des indices, l'Eurostoxx 50 gagnant 1,79% vers 10H20 GMT.

     

    A Londres, l'indice Footsie-100 grimpait de 1,66%, à Francfort le Dax de 1,69% et à Paris le CAC 40 de 1,50%. La Bourse de Madrid reprenait 1,31%, Milan 1,41%, Amsterdam 1,07% et la Bourse suisse 1,93%.

     

    En attendant la décision de la Fed, "les marchés à terme anticipent une baisse de 100 points de base (1 point), mais il y a un espoir de baisse de 125 points de base", a souligné un opérateur basé à Francfort, relevant qu'une baisse d'un point n'avait jamais été vue dans l'histoire de la Fed.

     

    Mais devant l'aggravation de la crise financière et économique, la Fed a multiplié les interventions de tout ordre ces derniers temps.

     

    En outre, les marchés seront attentifs aux résultats trimestriels de deux banques américaines, Goldman Sachs et Lehman Brothers, dans la crainte de nouvelles dépréciations d'actifs massives.

     

    "Les marchés financiers sont maintenant dans une zone de panique et désormais proches du point de stress maximal", a écrit Lehman Brothers dans un commentaire de marché envoyé à ses clients.

     

    "La combinaison d'une Fed agressive, des valorisations attractives à un niveau jamais vu depuis 30 ans et un ralentissement dans le taux des révisions à la baisse des prévisions de bénéfices, va conduire les marchés à rebondir très prochainement", selon la banque américaine.

     

    พงษ์เทพ

    โฆษกย้ำ “แม้ว” รวยโดยกำพืด งงเชิญ “สุรยุทธ์” เป็นพยาน ดูวีดีโอประกอบจาก Manager Multimedia
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 18 มีนาคม 2551 15:04 น.
    พงศ์เทพ เทพกาญจนา
           “พงศ์เทพ” ข้องใจ คตส.เชิญ “สุรยุทธ์” เป็นพยานมัด “แม้ว” รวยผิดปกติ กรณีซื้อสโมสรพรีเมียร์ลีก ตั้งแง่โวย คตส.ตั้งข้อหาแปลก ย้ำร่ำรวยก่อนมาเล่นการเมือง ยันนายใหญ่กลับมาสงกรานต์ที่เมืองไทยแน่นอน
           

           
           วันนี้ (18 มี.ค.) นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ คตส.เรียก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นพยานกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ มีทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติ โดยเฉพาะการซื้อสโมสรแมนฯซิตี ว่า ต้องไปถาม คตส.ว่าเหตุใดจึงเรียก พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นพยาน เนื่องจากไม่สามารถมองเห็นความเชื่อมโยงในประเด็นดังกล่าวได้ นอกจากนี้ ขอตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใด คตส.จึงตั้งประเด็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ร่ำรวยผิดปกติในช่วงนี้ คตส.ควรกลับไปย้อนดูว่าตั้งแต่ก่อนที่จะมาก่อตั้งพรรคไทยรักไทย หรือเข้ามาในวงการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ร่ำรวยในการทำธุรกิจมาก่อน ซึ่งรู้กันทั้งประเทศ และเมื่อเข้ามาสังกัดพรรคพลังธรรม ก็ได้แสดงบัญชีทรัพย์สินไปแล้ว และในขณะนั้นรัฐธรรมนูญยังไม่ได้กำหนดด้วยซ้ำว่าให้รัฐมนตรี และ ส.ส.แสดงบัญชีทรัพย์สิน
           
           ถ้า คตส.กล่าวหาเช่นนี้ คตส.คงต้องฟ้องคนที่ร่ำรวยผิดปกติหลายคนที่ไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร และคงมีจำนวนมาก ตนไม่เข้าใจว่า ทำไม คตส.จึงจุดประเด็นในช่วงที่จะครบวาระ แต่ก็ไม่แปลกใจกับข้อกล่าวหาแปลกๆ เพราะเข้าใจดีว่า คตส.ทำงานอย่างไร เพราะที่ผ่านมาเมื่อคปค.ปฏิรูปการเมืองเสร็จก็ตั้ง คตส.ขึ้นมา ซึ่งชัดเจนว่ามีเจตนาและภารกิจที่จะเน้นแจ้งข้อกล่าวหากับอดีตรัฐบาลทักษิณ ทั้งๆ ที่มีหน่วยงานที่ดูแลอยู่แล้ว คือ ป.ป.ช.แต่ คปค.ก็อุตส่าห์ตั้งคตส.ขึ้นมาอีก
           
           นายพงศ์เทพ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา ไม่เห็น คตส.ทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน โดยเฉพาะการกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ในประเด็นต่างๆ ที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่ทราบว่าจะมีการเชิญ พล.อ.สุรยุทธ์ มาเป็นพยานในประเด็นร่ำรวยผิดปกติ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็พร้อมชี้แจง เพราะเงินที่นำไปซื้อสโมสรแมนฯซิตีมีเอกสารชัดเจน และรู้กันทั่วโลกเพราะทำอย่างเปิดเผย ซึ่งขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ที่ประเทศอังกฤษ ดูแลสโมสรแมนฯซิตีเป็นหลัก รวมทั้งกำลังเตรียมพร้อมเพื่อรับปริญญาโทของ น.ส.พิณทองทา และยังไม่มีกำหนดที่จะเดินทางไปประเทศไหน แต่ยืนยันว่า จะกลับประเทศไทยประมาณวันที่ 10 เม.ย.แน่นอน

    ชาติไทย & มฌม.

    รายงานพิเศษ : ย้อนคดี “ยุบ-ไม่ยุบ ชท.-มฌ.”…ก่อน “กกต.” ชี้ชะตา!!
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 17 มีนาคม 2551 20:07 น.

    บรรหาร ศิลปอาชา หน.พรรคชาติไทย ยืนยันกับ คกก.สอบข้อเท็จจริงกรณียุบพรรคฯ ว่า การโดนใบแดงของนายมณเฑียร สงฆ์ประชา รองเลขาธิการพรรค ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค เพราะเคยมีหนังสือเตือนทุกคนตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้ว

    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    อนงค์วรรณ เทพสุทิน หน.พรรคมัชฌิมาธิปไตย ยืนยัน พรรคไม่ได้รู้เห็นเป็นใจกับการทำผิดกฎหมายเลือกตั้งของนายสุนทร วิลาวัลย์ รอง หน.พรรค

    มณเฑียร สงฆ์ประชา อดีตว่าที่ ส.ส.ชัยนาท เขต 1 และรองเลขาธิการพรรคชาติไทย ที่โดนใบแดงฐานซื้อเสียง

    สุนทร วิลาวัลย์ อดีตว่าที่ ส.ส.ปราจีนบุรี เขต 1 และรองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ซึ่งโดนใบแดงฐานซื้อเสียงเช่นกัน(ภาพจาก กรุงเทพธุรกิจ)

    บุญธัน ดอกไธสง ปธ.คกก.สอบสวนข้อเท็จจริงกรณียุบพรรคชาติไทย-มัชฌิมาธิปไตย ซึ่งมีข่าวว่า คกก.ทั้ง 4 มีมติเอกฉันท์ ไม่ยุบทั้ง 2 พรรค

    พล.ต.อ.มีชัย นุกูลกิจ 1 ใน คกก.สอบสวนกรณียุบพรรค ชท.-มฌ.

    นายธนิศร์ ศรีประเทศ หนึ่งในกรรมการสอบฯ

    ธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ 1 ใน คกก.สอบฯ

    อมรรัตน์ ล้อถิรธร...รายงาน
           
           ถ้าไม่เจอ “โรคเลื่อน” หรือ “ยื้อเวลา” วันที่ 18 มี.ค.นี้ “กกต.” น่าจะได้ฤกษ์ชี้ขาด “ยุบ-ไม่ยุบ” พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย หลังให้เวลา คกก.ตรวจสอบกฎหมาย และ คกก.ตรวจสอบข้อเท็จจริงนานถึง 2 เดือน กระทั่งวันนี้ (17 มี.ค.) ผลสรุปของ คกก.สอบ ได้ถึงมือ กกต.เรียบร้อยแล้ว โดยมีข่าวหลุดออกมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วว่า คกก.สอบ มีมติเอกฉันท์ “ไม่ยุบ” ทั้ง 2 พรรค เพราะเชื่อว่าพรรคไม่รู้เห็นการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งของ กก.บห.พรรคที่โดนใบแดง เหตุผลหนึ่งที่ถูกยกมาอ้าง ก็คือ “พรรคได้กำชับและทำหนังสือเตือนผู้สมัครทุกคนตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้ว ไม่ให้ทำผิดกฎหมาย”...ถ้าเหตุผลเพียงแค่นี้ ทำให้แต่ละพรรครอดพ้นจากการถูกยุบพรรคได้ คงไม่มีพรรคไหนถูกยุบแน่ รวมทั้งพรรคพลังประชาชนของ “ทั่นยุทธตู้เย็น” ด้วย
           
           
    คลิกที่นี่ เพื่อฟังรายงานพิเศษ
           
           กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องเตรียมชี้ขาดว่าจะ “ยุบ-ไม่ยุบ” พรรคชาติไทย(ชท.) และพรรคมัชฌิมาธิปไตย (มฌ.) เป็นผลสืบเนื่องจากการที่ กกต.ได้มีมติ (7 ม.ค.) ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) ว่าที่ ส.ส.ชัยนาท เขต 1 พรรคชาติไทย 2 คน คือ นายมณเฑียร สงฆ์ประชา และ น.ส.นันทนา สงฆ์ประชา หลังพบหัวคะแนนของบุคคลทั้งสองเก็บบัตรประชาชนชาวบ้าน และเตรียมจ่ายเงินให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่หน้าหน่วยเลือกตั้งกลางในการเลือกตั้งล่วงหน้า วันต่อมา (8 ม.ค.) กกต.ได้มีมติให้ใบแดง นายสุนทร วิลาวัลย์ ว่าที่ ส.ส.ปราจีนบุรี เขต 1 พรรคมัชฌิมาธิปไตย เนื่องจากมีพฤติการณ์แจกทรัพย์สิน
           
           การโดนใบแดงของว่าที่ ส.ส.ทั้ง 3 ไม่เพียงส่งผลให้เจ้าตัวถูกตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 1 ปี(เพราะ กกต.ให้ใบแดงก่อนประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ต่างกับกรณีนายยงยุทธ ติยะไพรัช ที่ กกต.ประกาศรับรองไปก่อน และมีมติให้ใบแดงภายหลัง ดังนั้น หากสุดท้าย ศาลฎีกาฯ ยืนตาม กกต.ที่ให้ใบแดง นายยงยุทธต้องถูกตัดสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี) แต่ยังถูก กกต.แจ้งความดำเนินคดีอาญา เพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ด้วย
           
           ไม่เท่านั้น เมื่อ นายมณเฑียร สงฆ์ประชา มีตำแหน่งเป็นถึงกรรมการบริหารพรรคชาติไทย โดยเป็นรองเลขาธิการพรรค แล้วโดนใบแดง ขณะที่ นายสุนทร วิลาวัลย์ ก็เป็นกรรมการบริหารพรรคมัชฌิมาธิปไตยเช่นกัน โดยเป็นรองหัวหน้าพรรค กกต.จึงต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาว่า เมื่อกรรมการบริหารพรรคกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือโดนใบแดงแล้ว กกต.ต้องเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคนั้นหรือไม่?
           
           ต่อมา 29 ม.ค.นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง เผยว่า คณะกรรมการดำเนินกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติที่มี นายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธาน ได้เสนอความเห็นด้านกฎหมายให้ กกต.ทราบแล้ว โดยชี้ผลให้ยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย อย่างไรก็ตาม นางสดศรี บอกว่า ข้อสรุปของคณะกรรมการจะไม่มีผลผูกพันให้ กกต.ต้องตัดสินตามคณะกรรมการ นางสดศรี ยังบอกด้วยว่า ในส่วนของพรรคชาติไทยที่นายมณเฑียร สงฆ์ประชา กรรมการบริหารพรรคโดนใบแดงเช่นเดียวกับนายสุนทร วิลาวัลย์ ที่เป็นกรรมการบริหารพรรคมัชฌิมาธิปไตย คงไม่ต้องให้คณะกรรมการด้านกิจการพรรคการเมือง พิจารณาเพื่อเสนอความเห็นต่อ กกต.อีก เนื่องจากความผิดของนายมณเฑียรและนายสุนทร เป็นลักษณะเดียวกัน จึงไม่จำเป็นต้องพิจารณาซ้ำอีก เพราะ กกต.จะตัดสินตามมาตรฐานเดียวกัน
           
           วันต่อมา (30 ม.ค.) นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านกิจการการเลือกตั้ง เผยหลังประชุม กกต.ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาความเห็นของคณะกรรมการด้านกิจการพรรคการเมือง ที่ระบุว่า การที่กรรมการบริหารพรรคถูกสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือโดนใบแดง เข้าข่าย พ.ร.บ.เลือกตั้ง มาตรา 103 ดังนั้น กกต.ควรเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค ที่ประชุม กกต.จึงได้มีมติตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสืบสวนสอบสวนเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบ และเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่า พรรคเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคหรือไม่ เพราะในชั้นการให้ใบแดง กกต.มีเพียงหลักฐานว่า หัวคะแนนไปกระทำการ และมีความเชื่อมโยงถึงผู้สมัครเท่านั้น
           
           สำหรับคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนกรณียุบพรรคมีนายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธาน ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย พล.ต.อ.มีชัย นุกูลกิจ, นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์, นายธนิศร์ ศรีประเทศ
           
           ด้าน นายบุญทัน ดอกไธสง ประธานคณะกรรมการสอบกรณียุบพรรค เผย (31 ม.ค.) ว่า การสอบสวนต้องยึดทั้งหลักกฎหมายและหลักรัฐศาสตร์อย่างรอบคอบ และไม่หนักใจกับการสอบ ที่ผลอาจจะก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมือง เพราะเมื่อรับปากว่า จะมาทำงานใหญ่แล้ว ก็ต้องรับผิดชอบและสอบข้อเท็จจริงด้วยเหตุผล ยืนอยู่ตรงกลาง และให้ความเป็นธรรม
           
           ขณะที่ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทย ได้ทำหนังสือถึง กกต.ขอให้พิจารณาเรื่องยุบพรรคโดยยึดหลักรัฐศาสตร์มากกว่านิติศาสตร์ ซึ่ง นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม พูดถึงเรื่องดังกล่าวว่า พร้อมรับฟัง แต่ตามหลักการแล้ว กกต.ต้องพิจารณาโดยยึดกฎหมายเป็นหลัก ขณะที่นางสดศรี สัตยธรรม 1 ใน กกต.บอกว่า หากเป็นหลักรัฐศาสตร์เพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง กกต.คงไม่ต้องนำมาวินิจฉัย แต่ถ้าเป็นหลักรัฐศาสตร์เพื่อประเทศชาติ ก็อาจต้องนำมาวินิจฉัย
           
           ทั้งนี้ คณะกรรมการสอบกรณียุบพรรคชาติไทย-มัชฌิมาธิปไตย ได้เชิญหัวหน้าพรรคชาติไทยและหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตยเข้าชี้แจงว่ามีส่วนรู้เห็นการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคที่โดนใบแดงหรือไม่ ซึ่งทั้ง 2 พรรค ต่างยืนยันว่า พรรคไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคของตนแต่อย่างใด
           
           โดย นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ได้เข้าชี้แจงเมื่อวันที่ 12 ก.พ. โดยยืนยันว่า การที่ กกต.ให้ใบแดง นายมณเฑียร สงฆ์ประชา รองเลขาธิการพรรค ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคชาติไทย แต่อย่างใด เพราะก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้ง พรรคได้กำชับอย่างหนักแน่นและออกหนังสือเตือนให้ผู้สมัครทุกคนอย่าทำผิดกฎหมาย ขณะที่ นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ชี้แจงคณะกรรมการ ว่า ทางพรรคมีเวลาน้อยมากในการช่วยผู้สมัครรณรงค์หาเสียงในพื้นที่ต่างจังหวัด เนื่องจากมีเรื่องภายในพรรคอยู่เสมอๆ ดังนั้น การรู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งของ นายสุนทร วิลาวัลย์ รองหัวหน้าพรรค จึงเป็นไปไม่ได้ นางอนงค์วรรณ ยังยกเหตุผลด้วยว่า ในพรรคแบ่งเป็นหลายสาย และแต่ละสายจะดูแลผู้สมัครของตนเองเท่านั้น
           
           
    ล่าสุด (11 มี.ค.) คณะกรรมการสอบกรณียุบพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตย ที่มี นายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธาน ได้ประชุมลงมติแล้ว แต่ไม่ยอมเผยผลประชุมว่า ลงมติยุบหรือไม่ยุบ 2 พรรคดังกล่าว โดยบอกเพียงว่า ที่ประชุมมีมติไปในทางเดียวกันเอกฉันท์ 4 เสียง โดยคณะกรรมการได้พิจารณาทั้งสำนวนที่ กกต.มีมติให้ใบแดง นายมณเฑียร สงฆ์ประชา และนายสุนทร วิลาวัลย์ รวมทั้งพิจารณาสำนวนที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นด้วยกับมติของ กกต.ที่ให้ใบแดงว่าที่ ส.ส.ดังกล่าว และพิจารณาสำนวนทั้งหมดประกอบข้อกฎหมาย 3 ฉบับ คือ รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 237, พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 94 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูยว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.มาตรา 103
           

           ทั้งนี้ มีรายงานว่า คณะกรรมการดังกล่าวเห็นว่าการกระทำของนายมณเฑียรและนายสุนทรที่โดนใบแดง เป็นการกระทำส่วนตัว พรรคไม่มีส่วนรู้เห็น คณะกรรมการทั้ง 4 คนที่ตรวจสอบเรื่องนี้ จึงมีมติเอกฉันท์ให้ยกคำร้องเรื่องยุบพรรคทั้ง 2 พรรคดังกล่าว
           

           ขณะที่ กกต.เตรียมประชุมพิจารณาผลสรุปของคณะกรรมการดังกล่าวในวันที่ 18 มี.ค.นี้ โดยคาดว่า กกต.น่าจะลงมติเรื่องนี้ได้ในวันเดียวกัน ด้านนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าว (11 มี.ค.) ว่า ได้รับทราบการลงมติของคณะกรรมการฯ ทางวาจาแล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผยมติ และว่า ผลสรุปของคณะกรรมการจะไม่ผูกพันกับความเห็นของ กกต. โดย กกต.จะพิจารณาอย่างรอบด้าน พิจารณาทั้งผลสรุปของคณะกรรมการ ประกอบกับข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงก่อนลงมติ
           
           ก่อนรู้ผลการชี้ชะตาจาก กกต.ว่าจะยุบพรรคชาติไทย-มัชฌิมาธิปไตย หรือไม่? ลองมาฟังความรู้สึกของคนต้นเรื่องในฐานะกรรมการบริหารพรรคของทั้ง 2 พรรค ที่ถูก กกต.ให้ใบแดง กระทั่งนำมาสู่การพิจารณาว่าพรรคมีส่วนรู้เห็นหรือไม่กับการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
           
           นายสุนทร วิลาวัลย์ อดีตว่าที่ ส.ส.ปราจีนบุรี เขต 1 พรรคมัชฌิมาธิปไตย และรองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตยที่โดนใบแดง ยังคงยืนยันว่า ตนไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่น่าโดนลงโทษถึงขนาดนี้ ทีผู้สมัครพรรคอื่นน่าจะทำผิดมากกว่า น่าจะโดนใบแดงมากกว่า แต่กลับได้แค่ใบเหลือง อย่างไรก็ตาม นายสุนทร เชื่อว่า หากพรรคมัชฌิมาธิปไตยถูกยุบ คงต้องมีอีกหลายพรรคถูกยุบเช่นกัน
           
           “ถ้ายุบเรา ก็คงต้องยุบหลายพรรคมั้ง เพราะเราไม่ผิดอะไร มันยุบเพราะเหตุอะไร ผมเองไม่ได้ทำผิดอะไรมากมายเลย ผมว่าผมไม่ได้ผิดด้วยซ้ำ ใบแดงผมก็ว่าผมไม่น่าโดน คนอื่นดูแล้วมันน่าจะผิดกว่าผมเยอะแยะ (ถาม-กกต.เขาว่าเราแจกเงินใช่มั้ย?) แจกเงินอะไร ผมไม่ได้ไปแจก คนที่เขาไปแจก เขาบอกเขาไม่รู้เรื่อง ไม่เกี่ยวเลย คนอื่นเขาจับกันได้ เห็นข่าวลง จับๆ ไม่โดนใบแดง โดนใบเหลือง ผมก็ยังงง เราก็ไม่รู้ว่า เขาเอาอะไรมาพิจารณา ไม่อยากไปต่อล้อต่อเถียง ผมไม่น่าจะโดนลงโทษมากขนาดนี้เลยนะ ความรู้สึกผม ผมก็ไม่อยากจะไป เห็นคนอื่นเอาคนมาเรียกร้อง เราทำได้ แต่ไม่อยากทำ (ถาม-เรารู้สึกว่า เราพลาดตรงไหนมั้ย?) ผมว่าผมทำดีที่สุดแล้วนะ ไม่น่าพลาด เพียงแต่เขามีความเข้าใจมีความรู้สึกว่า ผมน่าจะผิดอย่างนั้นน่าจะผิดอย่างนี้ ผมเล่นการเมืองมาหลายสิบปีนะ ผมก็ว่าผมระวังตัวที่สุด”
           
           ขณะที่ นายมณเฑียร สงฆ์ประชา อดีตว่าที่ ส.ส.ชัยนาท เขต 1 พรรคชาติไทย และรองเลขาธิการพรรคชาติไทย ที่โดนใบแดง ก็ไม่ขอให้ความเห็นว่า มติ กกต.ในวันที่ 18 มี.ค.นี้จะพลิกหรือตรงข้ามกับผลสอบของคณะกรรมการที่มีมติไม่ยุบพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตยหรือไม่ โดยบอก เรื่องนั้นขอให้ถามทางพรรคจะดีกว่า เพราะตนก็ได้ชี้แจงทางพรรคไปเรียบร้อยแล้ว
           
           นายมณเฑียร ยังยืนยันด้วยว่า ตนไม่ได้ซื้อเสียง ไม่เคยรู้จักกับคนที่อ้างว่าเป็นหัวคะแนนตนด้วยซ้ำ ซึ่งตนได้ฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสร้างเรื่องให้ตนเสียหายแล้ว 4-5 คน นายมณเฑียร ยังบอกด้วยว่า ตระกูลตนเล่นการเมืองมาหลายสิบปี และเติบโตจากการเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ชาวบ้านทราบดี แต่ต้องมาโดนใบแดงแบบนี้ เหมือนโดนประหารชีวิต
           
           “เหมือนโดนประหารชีวิต คือ เราทำการเมืองมาตลอด เสร็จแล้ว ผมที่มีเรื่องตรงนั้น ผมไม่รู้เรื่องเลย ไปยังไปไม่ถูกเลย พอแบ่งเขตแล้ว ผมมาอยู่ทางนี้ แต่ที่เขากล่าวหา อยู่ทาง อ.เมืองโน่น พวกเราไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะบ้านเราอยู่ทางเขต 2 แล้วคนที่เขากล่าวหาอะไรต่ออะไร เราไม่รู้จักน่ะ (ถาม-แต่เขาว่า เป็นหัวคะแนนเรา?) จะทำไงได้ (ถาม-แล้วเราได้คุยกับคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวคะแนนเรามั้ย?) ผมฟ้องมันสิ ฟ้องเลยศาล ตั้งทนายฟ้องเขา ทำให้เราเสียหาย มันเป็นขบวนการ เขาสร้างเป็นเรื่อง เขาสร้างขึ้นมา คือเรื่องจริงเราไม่กลัวหรอก มันเรื่องสร้าง แล้วเราไม่ได้แก้ตัวนี่ คือผมไม่ได้โทษ กกต.5 คน อย่างนั้นน่ะไม่รู้หรอก ไม่ใช่เทวดา นั่งอยู่แล้วจะรู้หมดทุกจุด ขนาดผมนี่วิ่งจับคู่แข่งกับผมที่ซื้อเสียง ผมยังจับไม่ได้เลย ที่ซื้อจริง ไม่ใช่ว่า เขามาจับผมนะ ผมเนี่ยวิ่งจับเขา พอผมสู้ทีไร มีแต่พวกหิ้วกระเป๋ามาทุกที หมดกันเป็น 100 ล้าน ซื้อกันอย่างกับขนม ผมเจอแต่ละเรื่อง แต่เราเล่นการเมือง จบคือจบ เราไม่เคยไปร้องใคร เพราะเราก็ทำงานอยู่ในพื้นที่มานาน ผมนี่เป็นนักการเมืองตั้งแต่ ส.จ.(สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด) เป็นประธานสภา(องค์การบริหารส่วนจังหวัด) มาแทนพ่อ เราไม่ใช่อยู่ๆ หิ้วกระเป๋ามา มัน 20-30 ปีแล้ว เรามาตั้งแต่ท้องถิ่นขึ้นมา ชาวบ้านรู้”
           
           แม้อดีตว่าที่ ส.ส.ทั้งสอง 2 คน 2 พรรคจะยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ตนไม่ได้ซื้อเสียง แต่เมื่อ กกต.ตรวจสอบแล้ว และมีมติให้ใบแดง จึงเป็นอันยุติแล้ว สิ่งที่ต้องลุ้นตอนนี้ก็คือ กกต.จะมีมติยืนตามคณะกรรมการสอบฯ ที่ให้ยกคำร้อง-ไม่ต้องยุบพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตย เพราะพรรคไม่มีส่วนรู้เห็นการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งของอดีตผู้สมัครที่เป็นกรรมการบริหารพรรคดังกล่าว หรือจะเห็นแย้งแล้วให้มีการสอบเพิ่ม หรือจะเห็นตรงข้าม แล้วมีมติให้ยุบพรรคใดพรรคหนึ่งหรือยุบทั้งสองพรรค
           
           ดูท่าว่า หวยคงออกทางแรกมากกว่า คือยืนตามคณะกรรมการสอบฯ ไม่ยุบทั้งสองพรรค และถ้าไม่ยุบพรรคทั้งสองจริง ด้วยเหตุผลเพียงเพราะว่า ทางพรรคไม่มีส่วนรู้เห็นการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งดังกล่าว เพราะ“ทางพรรคได้มีการกำกับอย่างหนักแน่นและออกหนังสือเตือนให้ผู้สมัครทุกคนอย่าทำผิดกฎหมายเลือกตั้งแล้ว” ก็ย่อมคาดหมายได้ว่า กรณีนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน ที่ กกต.มีมติเสนอศาลฎีกาฯ ให้ใบแดง เนื่องจากนายยงยุทธทำผิดกฎหมายเลือกตั้งด้วยการซื้อเสียงผ่านกำนันขณะเป็นรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ก็คงจะหลุดพ้นจากการถูกยุบพรรคเช่นกันใช่หรือไม่? เพราะแกนนำพรรคพลังประชาชนก็สามารถอ้างได้เช่นกันว่า ทางพรรคกำชับแล้ว-มีหนังสือเตือนให้ผู้สมัครทุกคนอย่าทำผิดกฎหมายเลือกตั้งแล้ว!?!
           
           ...ถ้าเหตุผลเพียงแค่นี้ก็ฟังได้ แล้วเราจะมีกฎหมายเอาผิดกรรมการบริหารพรรคเพื่อนำไปสู่การยุบพรรคทำไม ในเมื่อมีแล้ว “ไม่ได้ใช้” หรือ “ใช่ไม่ได้” เพราะตามไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมกลเกมของนักการเมืองแบบนี้!?!
           


    ทั่นยุทธ & กกต.

    กกต. เมิน “ทั่นยุทธ” แจ้งดำเนินคดี ยันทำหน้าที่สุจริต
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 17 มีนาคม 2551 19:53 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    ยงยุทธ ติยะไพรัช

    “ทั่นยุทธ” ไม่ได้อยู่ในความสนใจของ กกต.หลังส่งตัวแทนแจ้งดำเนินคดีกับ 3 กกต.ที่ให้ใบแดง ยันทำหน้าที่โดยสุจริต “สุเมธ” ยกคำผู้ใหญ่สอน “การเป็นคนสุจริตนั้นไม่ยาก แต่จะทำให้คนอื่นเชื่อว่าเราสุจริตกลับเป็นเรื่องที่ยากกว่า”
           

           วันนี้ (18 มี.ค.) นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม กล่าวถึงกรณีที่ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งตัวแทนไปแจ้งความที่กองปราบเพื่อดำเนินคดีกับ กกต.ทั้ง 3 คน ประกอบด้วย นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม ที่มีมติให้ใบแดง นายยงยุทธ ว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด ว่า นายยงยุทธ ร้องแจ้งความในข้อหาอะไร แต่ตนยืนยันว่าได้ทำหน้าที่อย่างสุจริตแล้ว
           
           อย่างไรก็ตาม มีความเห็นใจ นายยงยุทธ ที่อาจจะรู้สึกว่า ว่า กกต.ไม่น่าไว้ใจจึงได้ไปแจ้งความตามที่มีข่าวปรากฏออกมา ซึ่งก็เป็นสิ่งทำได้ตามกระบวนการทางกฎหมาย เพราะตนและนายยงยุทธ เป็นคนที่ไม่รู้จักกัน ทำให้ นายยงยุทธ อาจมีความคิดเห็นหรือมีความรู้สึกได้ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
           
           “ก็อาจจะเป็นความผิดของเราที่ทำโดยสุจริต แต่ไม่สามารถทำให้เขาเห็นได้ว่าเราสุจริต เมื่อครั้งผมเป็นผู้พิพากษา ผู้ใหญ่เขาจะสอนเรา ว่า การเป็นคนสุจริตนั้นไม่ยาก แต่จะทำให้คนอื่นเชื่อว่าเราสุจริตกลับเป็นเรื่องที่ยากกว่า ซึ่งกรณีที่คุณยงยุทธแจ้งความนั้น ถ้าเราเป็นเขาก็อาจจะทำอย่างนั้นก็ได้ เพราะยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนอย่างไร เหมือนที่เขาก็ไม่รู้ว่าเราเป็นคนอย่างไร” นายสุเมธ กล่าว
           
           เมื่อถามว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป นายสุเมธ ปฏิเสธที่จะให้คำตอบ และระบุว่า ไม่ได้อยู่ในความสนใจ
           
           ด้าน นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง ยิ้มอย่างอารมณ์ดี เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี นายยงยุทธ แจ้งความที่กองปราบ และกล่าวว่า ไม่มีอะไรน่าหนักใจ เพราะทำงานโดยสุจริต”
           
           ขณะที่ นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต.กล่าวถึงเรื่องเดียวกันว่า เบื้องต้นได้รายงานให้ที่ประชุม กกต.ได้รับทราบ และ กกต.ก็ไม่ได้แสดงอาการวิตก หรือตกใจแต่อย่างใด เพราะได้คาดคิดไว้ก่อนหน้านี้อยู่แล้ว เนื่องจากที่ผ่านมาผู้ทีได้รับผลกระทบจากการลงมติของ กกต.ก็เคยฟ้องร้องในลักษณะเดียวกันมาก่อน หรือแม้กระทั่งไปร้องศาลปกครองก็มี
           
           เรื่องเช่นนี้ต้องแยกระหว่างเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ และการใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัย อีกทั้ง กฎหมายก็ได้ให้ความคุ้มครอง กกต.ไว้ในมาตรา 29 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.กรณีที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ซึ่งหากถ้ากังวลกับเรื่องนี้ต่อไปก็ไม่ต้องเป็นอันทำอะไร ส่วนทางฝ่ายสำนักงานก็จะช่วยเหลือด้านการสู้คดี โดย กกต.จะมอบอำนาจให้สำนักกฎหมายและคดีเป็นผู้ดำเนินการต่อไป