|
|
February 27
Breakingnews » Breakingnews
Credit card debt growing
- By: BangkokPost.com
- Published: 26/02/2009 at 03:32 PM
A survey on household debts conducted by the University of the Thai Chamber of Commerce (UTCC) revealed that more than half of the respondents had debts, with many coming from credit cards.
The survey involved 1,202 household respondents across the country and was conducted from last Wednesday to Monday.
58.4 per cent admitted that they had debts while 41.6 per cent were debt free.
83.8 per cent of those with debts took on loans from state-owned specialised financial institutions. 75.4 per cent borrowed money from private lenders.
72.01 per cent said most of their debts were from credit cards. 69.26 per cent owed money to commercial banks.
68.2 per cent, most with a monthly income lower than 5,000 baht, received loans through their friends and acquaintances. Those with a monthly income higher than 50,000 baht mostly borrowed from their relatives.
The average debt per household stood at 143,476.32 baht. 57.40 per cent were conventional debts while 42.60 per cent were non-conventional debts. The average monthly debt payment for each household was 9,416.50 baht.
The survey also indicated that the loans were mostly used for daily living expenses.
68.57 per cent of the households were concerned over the local economic situation, 51.17 per cent were worried about unemployment.
91.2 per cent said they had financial savings, with 64.3 per cent of those kept their money at home while 58.7 percent deposited them in financial institutions. 40.6 per cent had life insurance. However, only 3.3 per cent deposited half of their income each month.
Keep this page into your personal bookmark:
Govt to borrown another Bt70 bln
- By: BangkokPost.com
- Published: 26/02/2009 at 12:14 PM
Prime Minister Abhisit Vejjajiva said after attending the Council of Economic Ministers meeting on Thursday that he assigned Finance Minister Korn Chatikavanij to draft the details of the government's plan to seek foreign loans worth 70 billion baht.
He expected the government can take the loans in the third quarter of 2009.
Local tourism should not fall more than 20 per cent during the first two months of this year, the premier believed.
Following the meeting with Western Digital Corporation, a leading global hard drive manufacturer, Mr Abhisit said this year's local electronics industry should likely contract 25 per cent this year.
Acting government spokesman Panithan Wattanayakorn said Nobel Prize-winning economist Joseph Stiglitz agreed to be the government's economic advisor after Mr Abhisit met him at the World Economic Forum in Davos, Switzerland.
The Nobel-laureate believed the economic policy is heading to the right direction and the government has to be careful about its implementation.
| รายงานพิเศษ : “ตร.(ฆ่าประชาชน)”...อย่านึกว่าให้ร้าย “น้องโบว์” แล้วตัวเองจะพ้นผิด!! |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 26 กุมภาพันธ์ 2552 20:38 น. |
 |
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
อมรรัตน์ ล้อถิรธร....รายงาน หลังจาก ตร.บางนายได้งัดยุทธวิธีฟ้อง 9 ป.ป.ช.เพื่อสกัดไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ชี้มูลความผิดพรรคพวกตัวเอง จากกรณีใช้แก๊สน้ำตาที่มีสารระเบิดร้ายแรง (อาร์ดีเอ็กซ์) สลายผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเกือบ 500 ราย แต่ดูเหมือนจะยังไม่สาแก่ใจ ล่าสุด ตร.จึงได้บากหน้าออกมาแถลงใส่ร้าย “น้องโบว์” อีกว่า ไม่ได้เสียชีวิตด้วยแก๊สน้ำตา แต่อาจเสียชีวิตจากระเบิดซีโฟร์ ที่ ตร.อ้างว่าตรวจพบที่เสื้อผ้าน้องโบว์ ...คำแถลงของ ตร.ครั้งนี้ นอกจากสะท้อนว่า เป็นความพยายามช่วยเหลือพรรคพวกตัวเองให้พ้นข้อหา “พยายามฆ่า ปชช.” โดยโยนความผิดให้ผู้ตายแล้ว ยังเป็นความพยายาม “ดิ้น” เพื่อให้พ้นจากการถูกชี้มูลโดย ป.ป.ช.ในเร็วๆ นี้ด้วย แต่อย่าเพิ่งดีใจไป เพราะข่าวแว่วมาว่า อนุกรรมการ ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ 9 : 0 ว่า ตร.ผิด คลิกที่นี่ เพื่อฟังรายงานพิเศษ แม้จะมีการตรวจพิสูจน์โดยแพทย์หลายสถาบัน และผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ รวมถึงตำรวจที่เป็นปรมาจารย์ด้านอาวุธ โดยยืนยันชัดเจนว่า น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือ “น้องโบว์” เสียชีวิต เพราะระเบิดแก๊สน้ำตาจากประเทศจีน ที่ตำรวจใช้ในการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 แต่จู่ๆ สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ (สนว.) ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.ท.ดนัยธร วงศ์ไทย ผู้บัญชาการ สนว.ก็ได้ออกมาแถลงข่าว (25 ก.พ.) สร้างความสับสน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่า น้องโบว์ไม่ได้เสียชีวิต เพราะแก๊สน้ำตาที่ตำรวจใช้ แต่อาจเสียชีวิตจากระเบิด เพราะตำรวจได้ตรวจพบสารระเบิดซีโฟร์ (C4) ที่เสื้อผ้าของน้องโบว์ โดย พล.ต.ท.ดนัยธร อ้างว่า สารระเบิดซีโฟร์นี้ ไม่มีในแก๊สน้ำตาที่ตำรวจใช้สลายการชุมนุม “ในกรณีของน้องโบว์ที่เสียชีวิต และมีการตรวจพิสูจน์บาดแผล เสื้อผ้า และมีการพูดกันไปว่า เสียชีวิตจากระเบิดแก๊สน้ำตาที่ตำรวจใช้ ...ผลการตรวจพิสูจน์ พนักงานสอบสวน สน.พญาไท เขาได้ส่งของกลาง คือ เสื้อยืดกับเสื้อชั้นในของน้องโบว์มาให้กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ได้ตรวจพิสูจน์ ...ปรากฏว่า พบระเบิด C4 ที่เสื้อชั้นใน และเสื้อยืดของ น.ส.อังคณา ...ทีนี้มาเปรียบเทียบกันว่า สารวัตถุระเบิดที่เสื้อชั้นในและเสื้อยืด มันเป็นชนิดเดียวกับแก๊สน้ำตาหรือเปล่า ปรากฏว่า ผลการตรวจพิสูจน์แก๊สน้ำตาของทั้ง 3 ประเทศที่ตำรวจเขาใช้อยู่ คือ ของเมืองจีน อเมริกา และสเปน เป็นสารอาร์ดีเอ็กซ์ ไม่มี C4” แม้ พล.ต.ท.ดนัยธร จะพยายามพูดให้สังคมเข้าใจว่า น้องโบว์ ไม่ได้เสียชีวิตเพราะแก๊สน้ำตาของตำรวจ แต่ พล.ต.ท.ดนัยธร กลับไม่กล้ายืนยันว่า น้องโบว์เสียชีวิต เพราะระเบิดซีโฟร์หรือไม่ โดยอ้างว่า สารระเบิดซีโฟร์ที่ตรวจพบที่เสื้อผ้าน้องโบว์ไม่มากพอที่จะระบุได้ว่าเวลาระเบิดจะรุนแรงมากน้อยแค่ไหน เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้ตายพกระเบิดมาเองหรือไม่ พล.ต.ท.ดนัยธร ก็ทำเป็นไม่กล้าตอบอีกอยู่ดี โดยบอกว่า “ไม่กล้าตอบประเด็นนี้ เพราะเราเพียงแค่ทำการตรวจพิสูจน์ตามหลักฐาน” พร้อมยอมรับว่า ผลตรวจเสื้อผ้าของน้องโบว์นี้ ตรวจเสร็จนานแล้ว (10 ต.ค.2551 หลังตำรวจสลายการชุมนุมแค่ 3 วัน) แต่ที่เพิ่งออกมาพูดตอนนี้ เนื่องจากได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้มาชี้แจงเพื่อให้สังคมหายสับสนว่าอะไรเป็นอะไร เป็นที่น่าสังเกตว่า คำแถลงของ พล.ต.ท.ดนัยธร สะท้อนว่า ตำรวจกำลังเบี่ยงเบนประเด็น และพูดความจริงไม่หมด โดยนอกจากจะพยายามดึงความสนใจของประชาชนให้ไปอยู่ที่ระเบิดซีโฟร์ ว่า อาจเป็นตัวคร่าชีวิตน้องโบว์แล้ว ยังไม่ยอมขยายความว่า สาร “อาร์ดีเอ็กซ์ (RDX)”ที่ตำรวจเองก็ยอมรับว่ามีอยู่ในแก๊สน้ำตาที่ตำรวจใช้สลายการชุมนุมนั้น เป็นสารประกอบระเบิดที่มีอานุภาพร้ายแรง เมื่อตำรวจยิงหรือขว้างใส่ประชาชน สามารถทำให้แขน-ขาขาด หรือเสียชีวิตได้ นอกจากภาพผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตอย่างน้องโบว์จะสามารถยืนยันได้ถึงความร้ายกาจของแก๊สน้ำตาจากประเทศจีน ที่ตำรวจใช้สลายผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ แล้ว ยังมีคำยืนยันเรื่องนี้จากผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธด้วย โดย พล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา อดีตผู้บัญชาการสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บอกว่า ดูจากภาพข่าวที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค.พบว่า ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาทั้งแบบที่สั่งซื้อจากสหรัฐฯ และจากประเทศจีน โดยมีทั้งแบบยิงและแบบขว้าง พร้อมชี้ว่า แก๊สน้ำตาจากจีนนั้น เมื่อยิงออกไปและกระทบหรือชนกับวัตถุ จะเกิดระเบิดเสียงดัง เพื่อให้ควันแตกตัวออกจากพลาสติกที่เป็นทุ่นห่อหุ้ม โดยแก๊สน้ำตาดังกล่าว ต้องใช้ความเร็วสูงในการยิงประมาณ 200 ฟุต/วินาที ส่งผลให้เมื่อกระทบกับวัตถุแล้วเกิดการระเบิด จะเป็นอันตรายต่อผู้ที่อยู่ใกล้จุดระเบิดได้ และหากระเบิดแก๊สน้ำตาดังกล่าวโดนอวัยวะส่วนใดของร่างกาย ก็จะทำให้อวัยวะส่วนนั้นแตกหักหรือขาดรุ่งริ่งได้ ไม่เพียงผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธ จะยืนยันถึงอานุภาพที่ร้ายแรงของระเบิดแก๊สน้ำตาจากจีนที่ตำรวจใช้สลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ยังมีประจักษ์พยานยืนยันว่า ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาที่สามารถคร่าชีวิตประชาชนได้ โดย นพ.อธิศพันธุ์ จุลกทัพพะ อาจารย์ประจำภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาฯ เผยหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุม 7 ต.ค.ว่า ตนเก็บปลอกแก๊สน้ำตาได้จากบริเวณที่มีการสลายการชุมนุม พบมีคำเตือนเป็นภาษาอังกฤษ ระบุว่า “อย่ายิงตรงตัวบุคคล เพราะจะทำให้เกิดการเสียชีวิตได้” ไม่ทราบว่าตำรวจผู้ยิงอ่านคำเตือนออกหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เมื่อตำรวจพยายามเบี่ยงเบนประเด็นให้สาธารณชนเข้าใจว่า น.ส.อังคณา หรือน้องโบว์ ไม่ได้เสียชีวิตด้วยแก๊สน้ำตาที่ตำรวจใช้ (ทั้งที่ในแก๊สน้ำตาของจีนมีสารระเบิดชนิดร้ายแรงอย่างอาร์ดีเอ็กซ์ผสมอยู่) แต่อาจเสียชีวิตด้วยระเบิดซีโฟร์ ซึ่งไม่รู้ว่าผู้ตายพกมาเองหรือไม่นั้น ลองไปดูปฏิกิริยาของฝ่ายต่างๆ ที่เคยร่วมตรวจพิสูจน์ศพน้องโบว์มาแล้ว และยืนยันมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วว่า น้องโบว์น่าจะเสียชีวิตด้วยแก๊สน้ำตาจากจีนที่ตำรวจใช้เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ว่าเขาเหล่านั้นจะรู้สึกอย่างไรกับคำแถลงของตำรวจ นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา ในฐานะโฆษกคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการเสียชีวิตของ น.ส.อังคณา ยืนยันว่า ข้อมูลที่คณะอนุกรรมาธิการ ได้รับจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจชันสูตรศพ น.ส.อังคณา หรือ น้องโบว์ ชัดเจนว่า ลักษณะบาดแผลของน้องโบว์น่าจะเกิดจากระเบิดแก๊สน้ำตาของจีนที่ตำรวจใช้ ไม่ใช่พกระเบิดมาเองตามที่ตำรวจบางนายพยายามกล่าวหา “ในรายงานระบุชัดเจนว่า จากลักษณะของบาดแผล วัตถุที่มากระทบน่าจะมากระทบทางด้านหน้า แขนซ้ายน่าจะอยู่ในท่างอข้อศอกในลักษณะถูกกระแทก มีรอยดำๆ จากการไหม้ กระดูกต้นแขนหัก มีเขม่าดำเป็นหย่อมๆ ในตัวบาดแผล ลักษณะบาดแผลต่อเนื่องถึงด้านหลัง ผิวหนังฉีกขาด เป็นลักษณะของบาดแผลที่ถูกกระทบเข้ามาทางด้านหน้าออกด้านหลัง พบกระดูกซี่โครงด้านซ้ายซี่ที่ 1-12 หักเป็นแนวยาวในแนวดิ่งของร่างกาย เนื้อปอดด้านซ้ายฟกช้ำและฉีกขาด หัวใจทะลุ นอกจากนี้ ยังพบแก้วหูข้างซ้ายทะลุ ม้ามฉีกขาด ไตซ้ายฉีกขาด ตับอ่อนบริเวณข้างซ้ายฉีกขาด จากลักษณะบาดแผลสันนิษฐานว่า เกิดจากของแข็งกระแทก ที่มีความร้อนและมีแรงอัด เข้าได้กับแรงระเบิด ก็คือ สรุปได้ว่า น้องโบว์เสียชีวิตจากแรงระเบิด จากนั้นก็พูดถึงระเบิด และข้อสันนิษฐานที่ว่า น้องโบว์พกระเบิดมาเอง ซึ่งตอนนั้นเป็นวาทกรรมที่ตำรวจบางท่าน (พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษก ตร.) ใช้ ไม่เป็นความจริง เพราะเราได้พบกระเป๋าที่น้องโบว์ถือในวันนั้น กระเป๋ายังอยู่ในสภาพดี เป็นไปไม่ได้ที่จะใส่ระเบิดอะไรมาในกระเป๋า” นายคำนูณ เผยด้วยว่า แพทย์ผู้ชันสูตรศพน้องโบว์ ยืนยันว่า ขณะที่น้องโบว์ถูกส่งตัวมาถึงโรงพยาบาลรามาธิบดี แพทย์ที่จะชันสูตรศพรู้สึกแสบตามาก เพราะแก๊สน้ำตาลอยคละคลุ้งในรัศมีประมาณ 1-2 เมตร ทำให้แพทย์ต้องล้างศพหลายครั้ง กว่าจะชันสูตรศพได้ นายคำนูณ ยังนำคำพูดของผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธอย่าง พล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา อดีตผู้บัญชาการสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาหักล้างคำอ้างของตำรวจที่พยายามทำให้เข้าใจว่า แก๊สน้ำตาไม่ทำให้เสียชีวิต หรือแม้แต่เรื่องที่ตำรวจ อ้างว่า พบสารระเบิดซีโฟร์ที่เสื้อผ้าน้องโบว์ แต่ไม่พบซีโฟร์ในแก๊สน้ำตา มีเพียงสารอาร์ดีเอ็กซ์ ว่า ตำรวจพูดความจริงแค่ครึ่งเดียว “ประเด็นที่สังคมอาจสับสนว่า แก๊สน้ำตาทำให้ไม่ถึงตาย จริงๆ แล้วผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธ คือ พล.ต.ท.อัมพร ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า ควรเข้าใจว่า สิ่งที่เราเรียกว่า แก๊สน้ำตา แท้จริงแล้วมันคือระเบิดแก๊สน้ำตา ก็คือ มันมีตัวระเบิดก่อน เพื่อที่จะผลักดันแก๊สน้ำตาออกมา และในระเบิดแก๊สน้ำตาเนี่ย มันมีสารที่เรียกว่าอาร์ดีเอ็กซ์เป็นส่วนประกอบอยู่ ทีนี้ถามว่า ซีโฟร์คืออะไร ซีโฟร์ก็คือแบรนด์เนม ชื่อหนึ่งของระเบิดที่ใช้ในทางการทหาร ถามว่า ซีโฟร์มีส่วนประกอบของอะไร ซีโฟร์มีส่วนประกอบของอาร์ดีเอ็กซ์อยู่มากกว่า 90% เพราะฉะนั้นอาร์ดีเอ็กซ์เป็นส่วนประกอบในระเบิดแก๊สน้ำตา อาร์ดีเอ็กซ์เป็นส่วนประกอบสำคัญในซีโฟร์ ทีนี้เวลา ตร.ท่านพูดความจริงครึ่งเดียว คือ ท่านแถลงว่า พบสารซีโฟร์ ไม่พบสารอาร์ดีเอ็กซ์ ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ใช่นะ ในรายงานฉบับจริงที่ผมมี ฉบับวันที่ 10 ต.ค.พบสารซีโฟร์อยู่ที่เสื้อชั้นนอกและเสื้อชั้นใน พบสารอาร์ดีเอ็กซ์อยู่ที่กางเกงยีนส์ ทีนี้พอท่านพูดว่าพบซีโฟร์ คือ สภาพของคนเนี่ย มันคล้ายๆ กับว่า ฟังเป็นว่า พบระเบิด แต่จริงๆ แล้ว คือ ในซีโฟร์มันมีอาร์ดีเอ็กซ์อยู่ 90% สิ่งที่ ตร.พูดมันเหมือนอะไร เหมือนบอกว่า พบน้ำเชื่อม แต่ไม่พบน้ำตาล มันจะไปพบน้ำตาลได้ยังไง น้ำตาลมันก็ละลายผสมอยู่กับน้ำเป็นน้ำเชื่อม ...ประเด็นคือ ระเบิดแก๊สน้ำตามันประกอบด้วยสารอาร์ดีเอ็กซ์ ขณะที่ซีโฟร์ก็ประกอบด้วยสารอาร์ดีเอ็กซ์เกิน 90% และน่าเชื่อว่าในระเบิดแก๊สน้ำตาที่ใช้ในครั้งนี้ มันมีสารประกอบอื่นที่น่าจะเป็นสารประกอบอย่างหนึ่งที่ใช้ผสมกับอาร์ดีเอ็กซ์เพื่อทำซีโฟร์ด้วย” นายคำนูณ ยังตั้งข้อสงสัยด้วยว่า เหตุใดตำรวจจึงออกมาแถลงให้ร้าย น.ส.อังคณาหรือน้องโบว์ ในช่วงนี้ หรือเป็นเพราะ ป.ป.ช.ใกล้จะมีมติชี้มูลความผิดนักการเมืองและตำรวจว่ามีความผิดหรือไม่กรณีทำร้ายประชาชนเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ด้าน พล.อ.ต.นพ.วิชาญ เปี้ยวนิ่ม หัวหน้าหน่วยนิติเวช คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี แพทย์ผู้ผ่าพิสูจน์ศพน้องโบว์ ให้สัมภาษณ์วิทยุ ASTV ผู้จัดการโดยยืนยันว่า ลักษณะบาดแผลของน้องโบว์นั้น เกิดจากการถูกของแข็งเข้ามาปะทะด้วยความเร็วและมีความร้อน โดยการระเบิดของวัตถุที่เข้ามาปะทะนั้น เป็นการระเบิดใกล้ตัว ไม่ใช่ประชิดตัว ซึ่งเป็นไปได้ว่า อาจเกิดจากระเบิดแก๊สน้ำตาของจีนที่มีการใช้ในการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค.เพราะที่เสื้อผ้าและบาดแผลของน้องโบว์ พบทั้งแก๊สน้ำตาและสารอาร์ดีเอ็กซ์ “ในการชันสูตรผล ...มันที่ทั้งแก๊สน้ำตาอยู่ และพยาธิสภาพที่เกิดจากแรงระเบิด ซึ่งเราพบสารอาร์ดีเอ็กซ์ เพราะฉะนั้นอะไรล่ะที่มันมีทั้งแก๊สน้ำตาและอาร์ดีเอ็กซ์ มันมีอะไรได้ที่มันจะทำ มันก็มีแก๊สน้ำตา (ถาม-คุณหมอเคยบอกว่า ลักษณะของบาดแผลเกิดจากแรงกระแทกของของแข็งที่มาด้วยความเร็วและมีความร้อน?) คือมันจะมาด้วยเกิดจากของแข็งนะ ที่มีแรงอัด และมาด้วยความเร็วและมีความร้อน ลักษณะที่พบมันเป็นแบบนี้ แต่วัตถุอะไรที่มีความเร็ว มีแรงอัด มีความร้อน มันคืออะไรล่ะ (ถาม-อาจจะเป็นแก๊สน้ำตาจากจีน?) ก็เป็นไปได้ แก๊สน้ำตาบางอย่าง วัตถุที่ออกมา แทนที่เขาจะใช้กลไกวาล์วธรรมดา เขาใส่ดินระเบิดเข้าไปเพื่อให้มันระเบิด มันจะได้เอาแก๊สออกมา อันนี้ก็ต้องไปดูชนิดของแก๊สน้ำตา สเปกแก๊สน้ำตาในประเทศต่างๆ ถ้าดูที่เขาทดลองที่คุณหญิงพรทิพย์ไปทดลองในกรมทหาร มีทั้งของอเมริกา ของสเปน ของจีนแดง ซึ่งจะเห็นว่า ชนิดแรกๆ มันลงไป มันกระทบแล้วมันก็จะฟู่ออกมาเฉยๆ ไม่มีแรงระเบิดใช่มั้ย แต่อันหลังสุด (แก๊สน้ำตาจากจีน) ลงไปมันก็จะมีแรงระเบิด ตูม! แล้วแก๊สก็จะออกไป อันนี้คือกลไกในการปลดปล่อยแก๊ส” ขณะที่ พญ.คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม พูดถึงกรณีที่ตำรวจแถลงว่า พบทั้งสารระเบิดซีโฟร์ และอาร์ดีเอ็กซ์ ที่เสื้อผ้าน้องโบว์ แต่ในแก๊สน้ำตาที่ตำรวจใช้มีแต่สารอาร์ดีเอ็กซ์ ไม่มีสารระเบิดซีโฟร์ว่า จริงๆ แล้ว ทั้งอาร์ดีเอ็กซ์ และซีโฟร์ จัดว่าอยู่ในกลุ่มเดียวกัน โดยซีโฟร์เป็นเหมือนชื่อยี่ห้อหรือชื่อทางการค้า และว่า เรื่องแก๊สน้ำตาจากจีนที่ตำรวจใช้ในการสลายการชุมนุมนั้น ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่ามีสารระเบิดซีโฟร์หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าแก๊สน้ำตาดังกล่าวมีสารอาร์ดีเอ็กซ์ ซึ่งเป็นสารระเบิดที่อันตรายผสมอยู่ “เราก็ตรวจออกไปแล้ว มันก็อยู่ในกลุ่มเดียวกันน่ะ เขาจะพยายามบอกว่า (น้องโบว์) ไม่ได้ตายจากแก๊สน้ำตาเหรอ (ใช่ เขาพยายามบอกแบบนั้น) ปล่อยเขาไปเถอะ หมอขี้เกียจไปยุ่งด้วยแล้ว ปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมพิจารณา (ถาม-อย่างนี้พูดได้มั้ยว่ามันมีทั้งอาร์ดีเอ็กซ์และซีโฟร์ที่แก๊สน้ำตา?) มันมีอาร์ดีเอ็กซ์ที่แก๊สน้ำตา ซีโฟร์มันเป็นชื่อที่ เหมือนชื่อยี่ห้อ ถ้าองค์ประกอบย่อยในซีโฟร์ คือ อาร์ดีเอ็กซ์ (ถาม-แสดงว่า เวลายิงแก๊สน้ำตา มันก็อาจจะมีทั้งอาร์ดีเอ็กซ์และซีโฟร์?) แก๊สน้ำตาเขาก็พิสูจน์แล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดเขาก็บอกอยู่แล้วว่า แก๊สน้ำตาน่ะมันมีตัวจุดชนวน ตัวจุดชนวนเนี่ยมันมีอาร์ดีเอ็กซ์ มีสารระเบิด มันมีอยู่แล้ว ตำรวจจะพยายามช่วยตำรวจหรือ ก็เลยงงๆ” ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธท่านหนึ่ง พูดถึงกรณีที่ตำรวจแถลงว่า พบสารระเบิดซีโฟร์ที่เสื้อผ้าน้องโบว์ แต่ในแก๊สน้ำตาที่ตำรวจใช้มีแต่สารอาร์ดีเอ็กซ์ แต่ไม่มีสารระเบิดซีโฟร์ ว่า อาร์ดีเอ็กซ์เป็นองค์ประกอบสำคัญของซีโฟร์ เมื่อตรวจพบอาร์ดีเอ็กซ์ในแก๊สน้ำตาของจีนที่ตำรวจนำมาใช้ในการสลายการชุมนุม ก็น่าเชื่อว่าอาร์ดีเอ็กซ์ดังกล่าวอยู่ในรูปของซีโฟร์ เพราะกระสุนทั้งหลายที่ใส่วัตถุระเบิด ส่วนใหญ่ก็ใส่ซีโฟร์กัน กระสุนแก๊สน้ำตาจากจีนก็น่าจะมีสารซีโฟร์เช่นกัน เพียงแต่จะมีการตรวจพบหรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธท่านนี้ ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การที่ตำรวจออกมาแถลงให้เกิดความเข้าใจผิดกรณีน้องโบว์ว่าไม่ได้เสียชีวิตจากแก๊สน้ำตานั้น น่าจะเป็นการดิ้นหนีความผิด เพราะรู้ว่า ป.ป.ช.ใกล้จะชี้มูลความผิดตำรวจกรณีใช้แก๊สน้ำตาที่มีส่วนผสมสารระเบิดสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค. อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธท่านนี้ เชื่อมั่นว่า ถึงตำรวจจะดิ้นอย่างไร ก็คงไม่รอด เพราะตนทราบมาว่า อนุกรรมการ ป.ป.ช.ที่ไต่สวนเรื่องนี้มีมติเอกฉันท์ 9 : 0 ว่า ตำรวจมีความผิด!!
| | | | | |
| เรดการ์ดเหมา- เรดการ์ดทักษิณ : เสรีภาพ–ความรู้กับคนเสื้อแดง |
| โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ
| 26 กุมภาพันธ์ 2552 14:57 น. |
 |
|
ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องการศึกษาให้จบ ยกเว้นเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัย สังเกตว่าสังคมไทยยังไม่เห็นเรื่องการศึกษาและกระทรวงศึกษาฯ เป็นประเด็นร้อน ทั้งๆที่ผมเห็นว่า กระทรวงศึกษาฯ และอีแร้งที่ลงกินการศึกษา เป็นปัญหาสำคัญอันดับหนึ่ง ถ้าหากไม่รีบแก้ให้ทันเวลา เมืองไทยจะพัฒนาอย่างไรก็ไม่สำเร็จ มีท่านผู้อ่านห่วงขบวนการหัวขวดและการประท้วงใหญ่ของม็อบเสื้อแดงมากกว่า เกรงว่ารัฐบาลที่กำลังจะกลายเป็นหวานใจจะขาดความมั่นคง แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ผมเองก็ห่วงความมั่นคงของรัฐบาล แต่เห็นว่าความมั่นคงของรัฐบาลยังสำคัญน้อยกว่าความมั่นคงของรัฐ เราเคยเห็นรัฐบาลที่มั่นคงทำลายความมั่นคงของรัฐมาแล้ว จึงไม่อยากเห็นรัฐบาลปัจจุบัน “ว่าแต่เขา-อิเหนาเป็นเอง” อย่างที่มีผู้ตั้งข้อสังเกต เอาก็เอาครับ เขียนเรื่องเสื้อแดงก่อน พอดีผมได้รับหนังสือเวียนทางอีเมล-ความจริงเรียกกรุ๊ปอีเมลจะถูกต้องกว่า-จากคุณ Peter Tang ผมกับคุณ Peter จะรู้จักกันหรือเปล่าก็ไม่ทราบ สันนิษฐานว่าคุณ Peter อาจจะเป็นนายแพทย์ อาจารย์มหาวิทยาลัย หรือผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูงในสหรัฐอเมริกา และกำลังเกาะกลุ่มอยู่กับผู้ที่มีพื้นฐานคล้ายคลึงกัน ทำการต่อสู้เพื่อชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์และประชาธิปไตยที่แท้จริง ทำหน้าที่โต้ตอบข่าวเท็จและการใส่ร้ายเมืองไทยจากวงการและบรรดาคนที่ภักดีต่อทักษิณ บางทีผมอดคิดไม่ได้ จะถูกหรือผิดก็ไม่แน่ ว่ากลุ่มของคุณ Peter และอาจารย์ภัทรียา แห่งรัฐวอชิงตัน นี่ทำหน้าที่ดีกว่าสถานทูตไทยหลายๆ แห่งเสียอีก หัวข้อที่คุณ Peter เขียนมาเมื่อคืนนี้ คือ Should the RED GUARDS be used with Thugsin’s Red Shirt Guard Dogs? หรือ เอาเรดการ์ดของเหมามาเรียกชื่อสุนัขรับใช้เสื้อแดงของทักษิณเสียเลยดีไหม แปลว่าคุณ Peter ชวนให้เรียกเสื้อแดงว่า เรดการ์ดนั่นเอง หนังสือของคุณ Peter มี 3,900+ กว่าตัวอักษร ผมจะขอให้ “ผจก.” โพสต์ลงไปในความคิดเห็นท้ายบทความ ผมจะขอสรุปแต่บทความเบื้องต้นว่า “พวกเสื้อแดงที่สนับสนุนทักษิณอ้างว่าตนต่อสู้ประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยหรือขบวนการประชาธิปไตยที่แท้จริงเลย พวกเขาประณามนายกรัฐมนตรีหรือใครก็ตามที่ไม่ใช่พวกทักษิณว่าเป็นเครื่องมือของเผด็จการ และเทิดทูนทักษิณว่าเป็นผู้พิทักษ์ประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่ความจริงนั้นตรงกันข้าม ทักษิณถูกตัดสินว่าโกงเลือกตั้ง โกงทรัพย์แผ่นดิน และมีพฤติกรรมต่างๆ ล้วนแต่เป็นศัตรูประชาธิปไตยทั้งสิ้น แต่พวกเขากลับไม่รู้” คำว่า “รู้” หรือสภาวธรรมที่เรียกว่า “รู้” นี้มีความสำคัญมาก และมีความเกี่ยวพันกับมนุษย์ที่มีจิตใจ มีความรู้ มีประสบการณ์ และในสิ่งแวดล้อมทั่วไปที่มีอิทธิพลต่อกาย วาจา และการกระทำต่างๆ ของมนุษย์ ความรู้ที่มาจากการศึกษาทางวิชาการแต่ละระดับนั้นอาจมีผลทางบวกต่อสภาวะ “รู้” แต่ไม่จำเป็นเสมอไป ผู้ที่มีการศึกษาสูงๆ ไม่ “รู้” อีโหน่อีเหน่เรื่องบ้านเมืองเลยก็มีถมไป ในขณะที่ชาวนาและผู้ใช้แรงงานจำนวนมาก “รู้” เรื่องการเมืองดีกว่า เป็นต้น ในฐานะที่เป็นครูสอนวิชารัฐศาสตร์ ผมขอยืนยันว่า ไม่มีเรื่องการเมืองใดๆ ที่ชาวบ้านธรรมดาๆ แม้จะไม่เคยเรียนหนังสือมาเลยจะเข้าใจไม่ได้ เว้นแต่ว่าจะมีขบวนการโกหก-ปกปิด-บิดเบือน เช่น สื่อ รัฐบาล สถาบันการศึกษา ที่พากันสร้างรหัส เรื่องราว และศัพท์แสง เพื่อครอบงำและป้องกันมิให้ประชาชนเข้าใจอะไรได้ง่ายๆ “สุนัขรับใช้ทักษิณ” ของคุณ Peter นั้นสมควรนำไปเทียบกับเรดการ์ดของเหมา เจ๋อ ตุง หรือไม่ ผมว่าที่อาจจะเทียบกันได้มีอยู่อย่างเดียวคือ ความเสียหายอย่างมหาศาลอันอาจจะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง นอกจากนั้นหากจะเอาไปเปรียบก็จะเป็นการดูถูกเหยียดหยามดึงเอาเรดการ์ดของเหมาไปเกลือกกลั้วกับอาจมอย่างไม่เป็นธรรม อย่างน้อยเรดการ์ดของเหมาก็เป็นคนหนุ่มสาวที่รักชาติบ้านเมือง มีอุดมการณ์ ยอมเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด เพื่อต่อสู้ป้องกันมิให้การปฏิวัติตามแบบของเหมาหลงทาง หลงทางไปไหน หลงทางไปกับทุนนิยมสามานย์และมูมมามบริโภคแบบทักษิณนั่นเอง “บรรดาสุนัขรับใช้เสื้อแดงของทักษิณ” จะมีสักกี่ตัวที่สู้เพื่ออุดมการณ์บริสุทธิ์อย่างเรดการ์ด มิได้กระทำเพื่ออามิสสินจ้างและลาภยศ ขณะนี้ ผมมีความหงุดหงิดรำคาญเสียเหลือเกินที่ไปไหนมาไหนได้ยินแต่เสียงเปรียบเทียบ ไม่ว่าจะจากชาวบ้าน-ข้าราชการ หรือครูในต่างจังหวัด หรือจากคนกรุง ทั้งพ่อค้าประชาชนคนของราชการ สื่อ หรือแม้กระทั่งนักการเมืองและผู้นำรัฐบาลที่ยืนยันว่าเสื้อเหลือง-เสื้อแดงก็เหมือนกัน ทำอะไรถูกก็ว่าถูก ทำอะไรผิดก็ว่าผิด เพราะว่าเราเป็นกลาง ไม่มีสองมาตรฐาน (อ้วก!!) พูดอย่างนี้ก็แปลว่า ไม่รู้ ไม่มีความรู้ ไร้สำนึกรับผิดชอบ และแยกแยะไม่เป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมืองและผู้นำรัฐบาล ผมไม่ว่าคุณ Peter ที่อยากจะเปรียบเทียบ “สุนัขรับใช้เสื้อแดง” กับเรดการ์ด เพราะผมรู้ว่าคุณ Peter ตั้งใจดี บริสุทธิ์ใจและห่วงใย แต่ผมเห็นว่าผู้นำการเมือง ถึงแม้ว่าจะมีความรู้ แต่ก็ไม่มีความรับผิดชอบที่แสดงออกมาอย่างนี้ อาจจะเป็นเพราะผลประโยชน์ทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงว่าจะเป็นการสร้างความไขว้เขวให้ประชาชนเข้าใจผิด เกิดลัทธิเอาอย่างระบาด เป็นการทำลายอำนาจรัฐและความมั่นคงของบ้านเมือง โดยชี้ให้เห็นผิดและหลงเข้าใจว่า ม็อบทุกชนิดรวมทั้งเสื้อแดง นปก.เป็นการใช้เสรีภาพตามครรลองประชาธิปไตย เช่นเดียวกับมวลชนเสื้อเหลืองผู้เป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นเขาต่อสู้กับรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรม ขึ้นมาสู่อำนาจโดยครรลองที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยของศาลเป็นพื้นฐาน เขาจึงใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญขับไล่ผู้นำรัฐบาลที่ไม่ชอบทั้งตามกฎหมาย และทางจริยธรรม มีคำพิพากษาและคดีแขวนคออยู่ทุกผู้ทุกคน และมีคำกล่าวหาที่มิใช่การกล่าวร้ายแต่เป็นมูลความที่อยู่ในกระบวนพิจารณาของ ป.ป.ช. และของศาลต่างๆ พปช.ได้รับความคุ้มครองตามหลักรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่เขามีสิทธิจะต่อสู้ทำลายศัตรูของรัฐธรรมนูญ อันได้แก่ทักษิณและรัฐบาลร่างทรงด้วยวิธีใดๆ ก็ได้ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง เขาก็ยืนหยัดใช้วิธีอหิงสาโดยตลอด 193 วัน ถึงแม้จะถูกกลไกของรัฐและอันธพาลรับใช้ข่มเหงบาดเจ็บล้มตายไปจำนวนมากก็มิได้ย่อท้อ คงมุ่งมั่นที่จะส่งต่ออาวุธให้กับประชาชน อาวุธนั้นก็คือ ข้อมูลและความรู้ที่ถูกต้อง ส่วน “สุนัขรับใช้เสื้อแดง” นั้นตรงกันข้าม มีการใช้กำลังเข้าขู่เข็ญบีบบังคับ กล่าวคำอาฆาตมาดร้ายลามปามไปไม่รู้ที่สูงที่ต่ำ กล่าวเท็จกล่าวโทษคนที่ไม่ยอมเป็นพวก สนับสนุนจะเอานักโทษต้องคำพิพากษากลับมาเป็นผู้นำประเทศ โดยอ้างอย่างเดียวคือเลือกตั้ง (ทั้งๆ ที่ศาลบอกว่าทุจริต) และใช้กำลังเข้าประทุษร้ายผู้อื่น ปลุกระดมให้เกลียดและทำร้ายบุคคลที่ไม่อ่อนน้อมยอมตน แม้แต่อาจารย์สตรีในงานชุมนุมศิษย์เก่าก็ถูกบุกเข้าไปตบหน้า โทษฐานจัดงานและโทษฐานที่ศิษย์เก่าคนหนึ่งเป็นผู้นำสำคัญของรัฐบาลใหม่ การกระทำและคำประกาศของ “สุนัขรับใช้เสื้อแดง” ล้วนแต่เป็นการอ้างเสรีภาพที่ผิด และเป็นการกระทำที่ไม่สมควรจะได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ข้ออ้างของเสื้อแดงหาใช่เป็นไปเพื่อความรู้ของประชาธิปไตยไม่ เช่น อ้างว่ารัฐบาลมีคะแนนเสียงน้อยกว่าพรรคตน จึงไม่มีความชอบธรรมที่จะเป็นรัฐบาล ในขณะที่โคตรพ่อ-โคตรแม่ของสีแดงก็เคยเข้าร่วมและเป็นลูกกะโล่ของรัฐบาล 18 เสียงของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์พรรคกิจสังคมมาแล้วทั้งนั้น ส่วนข้ออ้างที่ว่ากษิต ภิรมย์ไม่มีสิทธิเป็นรัฐมนตรีเพราะเป็นผู้ก่อการร้าย และขึ้นพูดบนเวทีพันธมิตรฯ ทีจักรภพและพวกหัวขวดที่ตกเป็นจำเลยถล่มบ้านสี่เสาฯ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และเป็นแกนนำทุกเวทีเสื้อแดงแต่ได้ดีเป็นรัฐมนตรีและโฆษกของรัฐบาลสมัครกลับไม่พูด พวกนี้ว่าแต่เขา-อิเหนาเป็นเอง และชั่วร้ายยิ่งกว่าอิเหนาอีก ผมจะเล่าให้ฟังต่อว่า พวกนี้ทำลายเสรีภาพและความรู้เรื่องประชาธิปไตยในสังคมไทยอย่างไร และทำไมอยู่ดีๆ ผู้นำรัฐบาลบางคนกลับกลายเป็นผู้สมคบกับ “สุนัขรับใช้เสื้อแดง” ไปเสียอีก จะรู้ตัวหรือไม่ น่าสงสัยจริงหนอ
| | | | | | | เสื่
| สิทธิในตัวลูกหลังการหย่า/กฎหมายควรรู้ |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 25 กุมภาพันธ์ 2552 19:12 น. |
 |
เดือนที่แล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ต้องขออภัยท่านผู้อ่านด้วยจริง ๆ ครับ บังเอิญว่ามีคดีลึกลับต้องติดตามชายชุดดำ (อ่า พูดเหมือนนักสืบจิ๋วโคนันเลย) เลยทำให้ปั่นต้นฉบับส่งไม่ทัน เดือนนี้เมื่อมีโอกาสจึงรีบกลับมารับใช้ท่านผู้อ่านผ่านข้อกฎหมายดี ๆ เช่นเดิมครับ สำหรับเรื่องราวที่จะนำมาแลกเปลี่ยนกันในครั้งนี้ เป็นคำถามฝากมาจากคุณแม่ลูกหนึ่งที่ต้องการทราบว่า หากเธอและสามีมีเหตุต้องทำให้เลิกร้างแยกทางกัน สิทธิในตัวลูกของเธอนั้นจะเป็นของใครกันแน่ ตลอดจนสงสัยว่าในการหย่าขาดจากกันนี้ มีประเด็นใดที่ต้องคำนึงถึงบ้าง จากการสอบถามคุณแม่ท่านนี้ พบว่า เธอเลือกวิธีการหย่าโดยความยินยอม ซึ่งการหย่าโดยความยินยอม ถือเป็นวิธีการที่ดีที่สุดทางหนึ่งของคู่สมรสในการแยกทางกันอย่างสันติ เนื่องจากการหย่าโดยวิธีนี้คู่สมรสไม่จำเป็นต้องให้เหตุผลว่าทำไมถึงหย่า ประหยัดเงิน ไม่ต้องเสียเวลาไปฟ้องร้องให้เรื่องอื้อฉาวออกไป แตกต่างจากการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล ทั้งนี้ ทางกฎหมายระบุไว้ว่า การหย่าโดยความยินยอม คู่สมรสสามารถตกลงกันก่อนหย่าในเรื่องทรัพย์สิน อำนาจปกครอง และการอุปการะเลี้ยงดูบุตร ตลอดจนค่าเลี้ยงชีพ โดยต้องทำเป็นหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อย 2 คน และนำไปจดทะเบียนหย่าที่เขต สำหรับอำนาจปกครองบุตรนั้น ปกติคุณพ่อคุณแม่จะใช้อำนาจร่วมกัน แต่เมื่อต้องหย่าขาดจากกัน การใช้อำนาจปกครองร่วมกันอาจไม่สะดวกอีกต่อไปแล้ว จึงต้องมีทำความตกลงเป็นหนังสือระบุผู้มีอำนาจปกครองบุตร (หากตกลงกันไม่ได้ก็อาจให้ศาลเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด) และเพื่อให้เกิดความชัดเจนไม่มีปัญหาการแย่งตัวเด็กกันในภายหลัง ในกรณีนี้ หากเวลาผ่านไป ปรากฏว่าผู้มีอำนาจปกครองบุตรประพฤติตนไม่สมควร หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดี เช่น เมาสุราเป็นประจำ ประพฤติตนมั่่วสุม ศาลมีอำนาจเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองได้ และแม้ว่าความเป็นสามีภรรยาจะสิ้นสุดลงหลังการหย่า แต่ความเป็นพ่อแม่นั้นยังคงดำเนินต่อไป ดังนั้น แม้จะเป็นคู่สมรสฝ่ายที่ไม่ได้อำนาจปกครองบุตร ก็มีสิทธิในการติดต่อกับบุตรตามสมควรด้วยเช่นกัน การติดต่ออาจทำได้ตั้งแต่ การแวะไปเยี่ยมเยียน การโทรศัพท์ไปคุยด้วย การรับไปค้างที่บ้าน หรือการไปรับหลังโรงเรียนเลิก ทั้งนี้ต้องมีความเหมาะสม ไม่ขัดขวาง หรือกระทบต่อการใช้อำนาจปกครองของอีกฝ่่าย หรือกระทบกระเทือนต่อสวัสดิภาพของเด็ก มิเช่นนั้น ทางผู้ใช้อำนาจปกครองก็สามารถห้ามการติดต่อได้ และสิทธินี้ก็ไม่ได้จำกัดเฉพาะพ่อแม่ แต่ยังหมายรวมถึงปู่ย่าตายาย หรือญาติสนิทของเด็กด้วย เรื่องของค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งต้องพิจารณา การหย่าโดยความยินยอมของสามีภรรยา ต้องทำความตกลงกันไว้ในสัญญาหย่าว่า ทั้งสองฝ่าย หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นจำนวนเท่าใด ถ้าไม่ได้ตกลงกันไว้ก่อนก็สามารถให้ศาลเป็นผู้กำหนดได้ ศาลจะชี้ขาดโดยคำนึงถึงประโยชน์และความผาสุกของบุตรเป็นหลักครับ ฝากไว้อีกนิดหนึ่งครับ อาจไม่เกี่ยวกับคำถามข้างต้นนัก แต่หากท่านผู้อ่านท่านใด มีโอกาสพบเห็นการทำร้ายร่างกายผู้หญิง และเด็ก โดยผู้ชายที่เป็นพ่อ หรือหัวหน้าครอบครัว ผมเชื่อว่าในใจของทุกท่านย่อมเป็นห่วงสวัสดิภาพของผู้ที่ถูกทำร้ายครับ แต่ที่หลายคนไม่ค่อยอยากยื่นมือเข้าช่วยเหลือ อาจเพราะติดกับคำว่า "เป็นเรื่องภายในครอบครัว" จนทำให้บางครั้ง คน ๆ นั้นยิ่งได้ใจ กระทำการรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ บางทีการช่วยเหลือ หรือการแสดงความเป็นห่วงอาจทำได้ง่าย ๆ เช่น เดินออกไปพูดคุยกับเขา หากเขาอารมณ์ร้อน การได้พูดคุยกับคนอื่นอาจช่วยให้เขาใจเย็นลงได้ หรือบางครั้ง หากไม่เหมาะที่จะชวนคุย แค่ยืนอยู่ใกล้ ๆ คอยสังเกตการณ์บริเวณหน้าบ้านก็อาจช่วยยับยั้งพฤติกรรมรุนแรงที่จะเกิดกับคนในครอบครัวนั้น ๆ ได้เช่นกัน และหากเกิดเหตุร้ายขึ้นมาจริง ๆ มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังออกมา การโทรศัพท์แจ้งตำรวจ หรือแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาช่วยเหลือก็เป็นอีกหนึ่งทางออกที่ดีครับ เหตุการณ์แบบนี้ บางที เพื่อนบ้านนี่ล่ะครับ ฮีโร่ตัวจริง ท่านผู้อ่านท่านใดมีคำถามด้านกฎหมายครอบครัว สามารถฝากคำถามที่อีเมล lifeandfamily@manager.co.th ได้เช่นกันครับ
| |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 24 กุมภาพันธ์ 2552 22:54 น. |
 |
|
| ซินแสภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล |
|
|
 | ปัจจุบันนี้ตามร้านหนังสือทั่วไป หนังสือประเภทหนึ่งที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไปคือหนังสือเกี่ยวกับการตั้งชื่อและโหราศาสตร์ไทย ซึ่งเราจะสังเกตได้ว่าแต่ละสมัยในการตั้งชื่อของคนไทยนั้นมีพัฒนาการที่ต่างกันไป โดยเฉพาะในเรื่องของจำนวนพยางค์ที่เพิ่มขึ้น หรือยาวขึ้น ในขณะที่การตั้งชื่อเล่นนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ว่า “จากการสันนิษฐานไว้ น่าจะปรากฏครั้งแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้เพราะในสมัยนั้นพระนามของพระมหากษัตริย์ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์มักเป็นคำมากพยางค์ ทำให้พระนามยาว และเรียกไม่สะดวก จึงต้องมีวิธีเรียกให้สั้นจนกลายเป็น "ชื่อเล่น" แต่กระนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับกาลเทศะของผู้พูดเป็นสำคัญ” ทั้งนี้ในการตั้งชื่อของคนปัจจุบัน ผู้ตั้งชื่อมักจะคำนึงถึงเงื่อนไขต่าง ๆ ก่อนที่จะตั้งชื่อ ได้แก่ เพศของเด็ก วันและเวลาเกิด ความหมายของชื่อ ความไพเราะของชื่อ ความเป็นมงคลของชื่อ ความคล้องจองของชื่อกับคนในครอบครัวเดียวกัน ชื่อที่สอดคล้องกับนามสกุล ซึ่งโดยส่วนใหญ่พ่อแม่นิยมมักนิยมตั้งชื่อด้วยตนเอง จากหนังสือมงคลนามต่างๆ อย่างไรก็ดี หลักการตั้งชื่อตามพระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ.2505 ได้ระบุไว้ว่า บุคคลสัญชาติไทย ต้องมีชื่อตัวและชื่อสกุล และสามารถมีชื่อรองได้ ซึ่ง "ชื่อตัว" คือ ชื่อประจำบุคคล "ชื่อรอง" คือ ชื่อประกอบถัดจากชื่อตัว และ"ชื่อสกุล" คือ ชื่อประจำวงศ์สกุล โดยหลักเกณฑ์การตั้งชื่อตัว และชื่อรองนั้น ทุกคนต้องตั้งชื่อตามข้อปฏิบัติมีดังนี้ 1. ต้องไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย หรือพระนามของพระราชินี หรือราชทินนาม 2. ต้องไม่เป็นคำหยาบหรือมีความหมายหยาบคาย 3. ต้องไม่มีเจตนาในทางทุจริต 4. ผู้ได้รับหรือเคยได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ โดยมิได้ถูกถอด จะใช้ราชทินนามตามบรรดาศักดิ์เป็น ชื่อตัวจริง ชื่อรองก็ได้
|
สำหรับหลักเกณฑ์การตั้งนามสกุลต้อง 1. ไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย หรือพระนาม ของพระราชินี 2. ไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับราชทินนามเว้นแต่ราชทินนาม ของตน ของผู้บุพการี หรือของผู้สืบสันดาน 3. ไม่ซ้ำกับชื่อสกุลที่ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ หรือ ชื่อสกุลที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว 4. ไม่มีคำหรือความหมายหยาบคาย 5. มีพยัญชนะไม่เกินกว่าสิบพยัญชนะ เว้นแต่กรณีใช้ราชทินนาม เป็นชื่อสกุล ซินแสภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล โหราศาสตร์ชื่อดังกล่าวว่า “ประวัติความเป็นมาของการตั้งชื่อนั้น คนในสมัยก่อนอาจตั้งชื่อตามปีเกิด ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการเป็นมงคลนาม แต่ในปัจจุบันการตั้งชื่อนั้นได้มีวิวัฒนาการมากขึ้น คนหันมาให้ความสำคัญในเรื่องชื่อมากขึ้น ทำให้หลายๆคนยินดีที่จะเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุลเพราะชื่อในเรื่องของความเป็นสิริมงคล ซึ่งในเรื่องนี้ อาจารย์อยากจะอธิบายว่าก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจในเรื่องของชื่อให้ดีเสียก่อนว่า มงคลนามคือตัวหนังสือที่เป็นมงคลที่นำมารวมกันแล้วยังคงความหมายอันเป็นมงคลไว้เช่น คำว่า ‘ปรีเปรม’ หรือ ‘ปรีดา’จะมีความหมายที่ดี แต่หากเราเปลี่ยนเป็น ‘อัปรีย์’ ความหมายก็ไปหันคนละเรื่องซึ่งสำหรับคนไทยเองมักใช้อักษรมงคลตามหลักกลุ่มภูมิทักษาคือหลักการตั้งชื่อตามอักษรวันเกิดซึ่งคนไทยทั่วไปนิยมยึดถือปฏิบัติกันมากที่สุด และโดยส่วนใหญ่แล้วผู้ชายมักใช้เดชในการนำหน้าชื่อเพราะเดชคืออำนาจวาสนา หน้าที่การงาน จะเป็นหัวหน้างาน คนเกรงขาม ในขณะที่ผู้หญิงจะใช้ศรีคือทรัพย์สิน เงินทอง โชคลาภ มีเสน่ห์” นอกจากเดชและศรีแล้ว ตามหลักโหราศาสตร์ไทยจะประกอบไปด้วย บริวาร หมายถึง เพื่อนฝูงพวกพ้อง มีบริวารมาก บริวารช่วยงานดี บริวารให้คุณ อายุ หมายถึง อายุยืนนาน สุขภาพดี มูละหมายถึง มูลมังบ้านช่อง มรดก อุตสาหะ หมายถึง ความขยันหมั่นเพียร ผลสำเร็จ ความคิดริเริ่ม มนตรี หมายถึง ผู้อุปถัมภ์ค้ำชู ทำอะไรมีคนช่วยเหลือ และกาลกิณีหมายถึง ความชั่วร้าย ศัตรูคู่อาฆาต ความไม่ดี ซึ่งอักษรในแต่ละหมวดหมู่นี้จะขึ้นอยู่กับวันที่เกิดเช่นคนเกิดวันอาทิตย์ มีสระทั้งหมดเป็นบริวาร คนเกิดวันจันทร์ มี ก ข ค ฆ ง เป็นบริวาร คนเกิดวันอังคาร มี จ ฉ ช ซ ฌ ญ เป็นบริวาร คนเกิดวันพุธกลางวัน มี ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ เป็นบริวาร คนเกิดวันพฤหัสบดี มี บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม เป็นบริวาร คนเกิดวันศุกร์ มี ศ ษ ส ห ฬ ฮ เป็นบริวาร คนเกิดวันเสาร์ มี ด ต ถ ท ธ น เป็นบริวาร และคนเกิดวันราหูวันพุธกลางคืน มี ย ร ล ว เป็นบริวาร ส่วนกาลกิณีหรืออักษรที่ห้ามนำมาใช้ตั้งชื่อ ของคนที่เกิดในแต่ละวันคือคนเกิดวันอาทิตย์ห้ามตัวอักษร (ศ ษ ส ห ฬ ฮ) คนเกิดวันจันทร์ห้ามตัวอักษรช่อง (สระทั้งหมด) คนเกิดวันอังคารห้ามตัวอักษรช่อง (ก ข ค ฆ ง) คนเกิดวันพุธกลางวันห้ามตัวอักษรช่อง (จ ฉ ช ซ ฌ ญ) คนเกิดวันพฤหัสบดีห้ามตัวอักษรช่อง (ด ต ถ ท ธ น) คนเกิดวันศุกร์ห้ามตัวอักษรช่อง (ย ร ล ว) คนเกิดวันเสาร์ห้ามตัวอักษรช่อง (ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ) และคนเกิดวันพุธกลางคืน(วันราหู)ห้ามตัวอักษรช่อง (บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม)
|
อย่างไรก็ตาม ซินแสภาณุวัฒน์ได้กล่าวว่า “การตั้งชื่อนั้นจะมีการผสมผสานของอายุคือสุขภาพ มนตรีคือมีคนอุปถัมภ์ ฯลฯ โดยยกเว้นกาลกิณี ซึ่งสำหรับพ่อแม่แล้ว มักนิยมตั้งชื่อลูกตามชื่อตน หรืออาจนำชื่อทั้งสองคนมาผสมกันเป็นชื่อลูก โดยตั้งให้คล้องจองกันก็มี ถ้าเป็นหมอดูมักจะนำชื่อหรูหรา ยาว แปลก เอามาผสมกัน ซึ่งบางคนเอาชื่อที่มีความหมายมารวมกันแต่พอมารวมกันจริงๆมันไม่มีความหมาย ดังนั้นหากพ่อแม่จะตั้งใจที่จะตั้งชื่อลูกเองควรคำนึงถึงเป็นมงคล ชื่ออย่าเรียกยากเกินไปและชื่อนั้นมี3 พยางค์น่าจะเหมาะสมที่สุด” แต่ทว่าในปัจจุบันนี้คนมักแห่กันไปเปลี่ยนชื่อจริง เปลี่ยนนามสกุล หรือบางคนถึงกลับเปลี่ยนทั้งชื่อจริง นามสกุลและชื่อเล่นก็เปลี่ยนไปด้วย เนื่องมาจากมีโหรทักมาว่า ชื่อไม่ดี รวมตัวเลขกันแล้วไม่เป็นมงคล ควรจะเปลี่ยนชื่อเพื่อให้ชีวิตนั้นดีขึ้น ซึ่งมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ยอมเปลี่ยนชื่อพียงเชื่อว่า เปลี่ยนชื่อแล้วจะรวยขึ้น ชีวิตจะดีขึ้น จะเหนื่อยน้อยลง ต่างๆนานา ทั้งๆที่ชื่อเหล่านั้นมาจากการที่พระตั้งให้บ้าง พ่อแม่ตั้งให้บ้าง หรือบางครอบครัวอาจมีโหรตั้งให้ตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งในเรื่องนี้ซินแสภาณุวัฒน์ได้แนะว่า “พ่อแม่สามารถตั้งชื่อเองได้ อย่าไปตามกระแสมากนัก อาจารย์เองก็มีคนมาให้ตั้งชื่อลูกเหมือนกัน แต่การที่พ่อแม่ตั้งให้นั้นประเสริฐสุดแล้ว บางคนมาให้เปลี่ยนก็มี แต่อาจารย์จะบอกก่อนว่า ถ้าไม่มีกาลกิณีก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน หรือถ้ามีกาลกิณีแล้วยังสบายใจที่จะใช้ชื่อเดิมหรือไม่ เพราะชื่ออาจารย์เองก็มีกาลกิณีเช่นกัน แต่แม่ตั้งให้แล้วเราก็ยินดีที่ใช้ชื่อนี้ ดังนั้นอยากฝากถึงทุกคนว่า ชื่อที่เป็นมงคลนามเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้นเวลาเกิดเรื่องไม่ดี อย่าไปโทษแต่ชื่อ เหมือนอย่างชื่อต้นไม้เช่น ต้นลั่นทม พอเปลี่ยนเป็นลีลาวดีคนก็แห่ปลูกกันใหญ่ มันแสดงถึงว่า คนส่วนใหญ่ชอบความเป็นมงคลนาม แต่ไม่ได้ให้ทุกคนงมงายว่าเปลี่ยนชื่อแล้วจะรวย ใช้ชื่อใหม่แล้วจะไม่ลำบาก เพราะสิ่งเหล่านี้มันขึ้นอยู่แต่ละบุคคลต่างหาก” ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก www.thaibabyname.com
| |
| นโยบายต่างประเทศไทยต่อพม่า : เรื่องของความสำคัญและความจำเป็นต้องสานต่อจากนโยบายยุครัฐบาลชวน 2 |
| โดย สุรพงษ์ ชัยนาม
| 28 มกราคม 2552 21:11 น. |
 |
|
องค์การ Freedom House เป็นองค์การเอกชน มีสำนักงานอยู่ที่นครนิวยอร์ก มีบทบาทด้านการศึกษาติดตามพัฒนาการของกระบวนการประชาธิปไตยในทุกประเทศว่ามีผลคืบหน้าถอยหลังประการใด ตลอดจนมีลักษณะของความเป็นสังคมประชาธิปไตยหรือไม่ โดยพิจารณาจากสองประเด็นหลักที่มีความสำคัญต่อการเมืองในระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือ ประเด็นด้านสิทธิทางการเมือง และด้านเสรีภาพของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ องค์การ Freedom House จะจัดทำรายงานประจำปี วิเคราะห์และประเมินความเป็นประชาธิปไตยของแต่ละประเทศอย่างละเอียดเปรียบเทียบกับพัฒนาการด้านประชาธิปไตยย้อนหลังกลับไป 1-2 ปี เพื่อชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้า/ถอยหลังของกระบวนการประชาธิปไตยในแต่ละประเทศ (democratization or de-democratization) โดยมีการให้คะแนนสูงสุด 1 และต่ำสุด 7 ต่อแต่ละหัว ข้อย่อยในทั้งสองประเด็นหลักดังกล่าว และในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศพม่านั้น รายงานของ Freedom House พ.ศ. 2552 ผลปรากฏออกมาแล้วว่า พม่าภายใต้การปกครองของระบอบเผด็จการทหารพม่าสอบตกหมดในทุกหัวข้อในหมวดว่าด้วยสิทธิทางการเมือง และหมวดว่าด้วยเสรีภาพของพลเมือง (political rights and civil liberties) โดยได้รับคะแนนต่ำสุด 7 ในทั้งสองหมวดดังกล่าว รายงานดังกล่าวยังได้ระบุชัดเจนว่า พม่าเป็นประเทศที่ปราศจากสิทธิเสรีภาพของพลเมือง อีกทั้งมีสถานะเป็นประเทศที่จัดอยู่ในหมู่ประเทศที่รัฐมีสมรรถภาพสูงและไม่เป็นประชาธิปไตย (High-capacity undemocratic) ซึ่งหมายความว่ารัฐพม่ามีสมรรถภาพสูงในการปราบปรามประชาชนหรือกลุ่มต่างๆ ที่ไม่สนับสนุนระบอบเผด็จการทหารพม่า ประชาชนไม่มีสิทธิที่จะแสดงความเห็นอะไรได้หากไม่ได้รับความยินยอมจากอำนาจรัฐ กลไกด้านความมั่นคงของรัฐมีอำนาจนอกกฎหมายอย่างกว้างขวาง ความเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหากมีขึ้นจะเป็นในลักษณะของการต่อสู้ระหว่างกลุ่มชนชั้นปกครองในระดับสูง หรือไม่ก็เกิดจากการลุกฮือขึ้นมาต่อสู้ของมวลชนระดับล่าง (การปฏิวัติของประชาชนเพื่อโค่นล้มระบอบเผด็จการ) พม่าไม่ใช่เพิ่งจะมาสอบตกในเรื่องของความเป็นประชาธิปไตยคราวนี้ เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้ว พม่าสอบตกมาตั้งแต่ พ.ศ. 2505 เมื่อทหารพม่าภายใต้การนำของอดีตนายพลเนวินได้กระทำการรัฐประหารโค่นระบอบประชาธิปไตยที่มีนายอูนุเป็นนายกรัฐมนตรี และจากนั้นมาประเทศพม่าก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการทหารมาโดยตลอดตราบจนทุกวันนี้ ความเป็นเผด็จการของทหารพม่าได้รับการตอกย้ำให้เห็นมาเป็นช่วงๆ ตลอด 46 ปีที่ผ่านมา ที่รุนแรงและทำให้ประชาชนต้องเสียชีวิต ได้แก่ เหตุการณ์เมื่อสิงหาคม พ.ศ. 2531 (มีประชาชนเสียชีวิตไปกว่า 3,000 คน จากการปราบปรามอย่างโหดเหี้ยมของระบอบเผด็จการทหารพม่า) และล่าสุดเมื่อกันยายน พ.ศ. 2550 (เผด็จการทหารพม่าเข่นฆ่าพระสงฆ์และประชาชนที่ได้ร่วมกันต่อสู้ระบอบเผด็จการทหารพม่า เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทหารพม่ายกเลิกการขึ้นราคาน้ำมันก๊าด และให้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานแก่ประชาชนเพื่อปูพื้นฐานไปสู่กระบวนการประชาธิปไตยอย่างเป็นรูปธรรมเกิดขึ้นในพม่า) ตลอดจนการที่ระบอบเผด็จการทหารพม่าได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงจนเป็นผลทำให้ประชาชนพม่าล้มตายไปกว่า 125,000 คน และสูญหายไปกว่า 56,000 คน จากเหตุการณ์พายุไซโคลนนาร์กิสกระหน่ำพม่า และจากการที่รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าจงใจเตะถ่วง หน่วงเหนี่ยวไม่ยอมอนุญาตให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากประชาคมระหว่างประเทศเข้ามาในพม่า อันถือว่าเป็นการปัดความรับผิดชอบของรัฐที่พึงมีต่อการปกป้องคุ้มครองประชาชนให้ปลอดจากภัยอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน เข้าข่ายการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (crime against humanity) ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการว่าด้วยการเข้าแทรกแซงทางมนุษยธรรม (principle of humanitarian intervention) ตลอดจนหลักการว่าด้วยความรับผิดชอบของรัฐในการให้การพิทักษ์คุ้มครองประชาชนให้ปลอดภัยจากภัยอันตรายทุกด้าน (principle of responsibility to protect หรือ R2P) ซึ่งทั้งสองหลักการดังกล่าวได้รับความเห็นชอบสนับสนุนจากสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติมานานแล้ว แต่รัฐบาลทหารพม่ากลับไม่เคารพหลักการทั้งสองดังกล่าว โดยอ้างและยืนกรานตามหลักการในกฎบัตรสหประชาชาติว่าด้วยการไม่เข้าแทรกแซงในกิจการภายในของประเทศสมาชิก (มาตรา 2 (7) ของกฎบัตรสหประชาชาติ) ทั้งๆ ที่โดยข้อเท็จจริงแล้วคำนิยามเกี่ยวกับหลักการเคารพอธิปไตยของประเทศสมาชิกสหประชาชาติ ได้รับการทบทวน ปรับปรุง และแก้ไขให้สอดคล้องกับความเป็นจริงแห่งสภาพการณ์ของระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคโลกาภิวัตน์หรือโลกหลังยุคสงครามเย็น นั่นก็คือ ในยุคโลกาภิวัตน์ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ (ซึ่งรวมพม่าด้วย) ไม่สามารถนำเอาเรื่องของการเคารพอธิปไตยของแต่ละประเทศสมาชิกมาเป็นข้ออ้างเพื่อมาบดบังการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงและอย่างกว้างขวางได้อีกต่อไป ทั้งนี้ คำนิยามของคำว่าอธิปไตยในยุคโลกาภิวัตน์ยังหมายถึงความรับผิดของรัฐที่พึงมีต่อประชาชนอีกด้วย ไม่ถูกจำกัดความหมายเป็นเพียงแต่เรื่องของการเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนระหว่างกันเท่านั้น (ดังเช่นในยุค 50 ปี ของสงครามเย็นที่ผ่านมา) ดังนั้นการนำเอาเรื่องอธิปไตยของรัฐมาเป็นเกราะกำบังปกป้องการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมโหฬารจึงไม่เป็นที่ยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศอีกต่อไป (รายละเอียดของประเด็นนี้โปรดดูได้จากบทความของผู้เขียนในหัวข้อ “หลักการว่าด้วยความรับผิดชอบของรัฐในการให้การพิทักษ์คุ้มครองประชาชนให้ปลอดจากภัยอันตราย : กรณีศึกษาจากพายุไซโคลนนาร์กิสถล่มพม่า” เสนอต่อที่ประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 9 ระหว่างวันที่ 2-3 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ณ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หน้า 1275-1281 เล่ม 2) ในบรรดาประเทศสมาชิกองค์การอาเซียน ประเทศไทยมีเขตแดนติดต่อกับประเทศพม่ายาวที่สุดถึง 2,401 กิโลเมตร และเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบในทางลบโดยตรงในทุกด้านจากพม่ามากที่สุด (อาทิ ปัญหาผู้อพยพที่ถูกรัฐบาลทหารพม่าปราบปรามอย่างรุนแรงทุกฤดูร้อน และหนีเข้ามาพึ่งความปลอดภัยในไทย ปัญหาแรงงานผิดกฎหมายกว่า 3 ล้านคน ปัญหาโรคเอดส์ และโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่มาจากผู้อพยพและแรงงานผิดกฎหมาย ปัญหาการทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ปัญหายาเสพติดที่ทะลักมาจากฝั่งพม่า โดยเผ่าว้าแดงเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายลักลอบเข้ามาในเขตไทย) ปัญหาทั้งหลายเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของไทยอย่างกว้างขวางและอย่างยาวนานกว่า 40 ปี ไม่ว่าจะในด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม และจะยังคงดำรงอยู่ต่อไปอย่างไม่มีวี่แววว่าจะเบาบางหมดสิ้นเมื่อใด ตราบใดที่รัฐบาลไทยยินดีและยินยอมเอาเรื่องของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไทยที่มีกับพม่าไปผูกมัดกับผลประโยชน์ด้านความมั่นคงและความอยู่รอดของระบอบเผด็จการของทหารพม่า (ไม่ใช่ความมั่นคงและความอยู่รอดของประเทศและประชาชนพม่า) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ตราบใดที่รัฐบาลไทยยังไม่สามารถแยกแยะเรื่องของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ออกจากเรื่องของความมั่นคงของระบอบเผด็จการทหารพม่า และยังยินดี ยินยอมสนับสนุนระบอบเผด็จการทหารพม่าให้อยู่ในอำนาจต่อไปเพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ไทยจะได้จากพม่า แทนที่จะทำการแยกแยะให้เรื่องเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เป็นเรื่องของการแยกธุรกรรมออกจากกัน ไม่นำมาเชื่อมโยงกับปัญหาการเมืองและความมั่นคง ตราบนั้นไทยก็จำต้องประสบกับปัญหาในทุกๆ ด้านดังกล่าวข้างต้นต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด อีกทั้งเป็นการส่งสัญญาณผิด ทำให้ระบอบเผด็จการทหารพม่าเข้าใจว่าฝ่ายไทยยินดีและยินยอมให้ฝ่ายพม่านำเรื่องความมั่นคงของระบอบเผด็จการทหารพม่ามาเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจของไทยที่มีในพม่า เป็นผลทำให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไทยที่มีในพม่าตกเป็นตัวประกันให้กับความอยู่รอดและความมั่นคงของระบอบเผด็จการทหารพม่า ซึ่งก็เป็นเช่นนี้ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ไทย-พม่า จึงเป็นลักษณะของความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ปราศจากความเท่าเทียมระหว่างกัน ไทยตกเป็นเบี้ยล่างและเป็นฝ่ายเสียเปรียบมาโดยตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ฝ่ายนักการเมือง พรรคการเมือง และพ่อค้าบางกลุ่มบางพวกเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์จากความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน การมีผลประโยชน์ร่วมกัน แต่ประเทศและประชาชนชาวไทยได้รับความเสียหายทุกด้านจากลักษณะของความสัมพันธ์สองฝ่ายระหว่างไทยกับพม่าที่ฝ่ายพม่าเป็นฝ่ายมีอิทธิพลกำหนดรูปแบบ เนื้อหาและทิศทางของความสัมพันธ์ไทย-พม่า โดยฝ่ายไทยยินยอมอยู่ภายใต้อิทธิพลชี้นำของระบอบเผด็จการทหารพม่าเพียงเพื่อหวังแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากพม่า อันเป็นลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ผิดปกติมาก ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงที่ทุกอย่างจะก้าวหน้า ยังประโยชน์ให้แก่ฝ่ายไทยได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่โดยตรงกับการที่ไทยจำต้องยอมรับเงื่อนไขของฝ่ายพม่าเป็นสำคัญ ขึ้นอยู่กับความปรานี ความพอใจของระบอบเผด็จการทหารพม่าเป็นสำคัญ ที่เป็นเช่นนี้มาโดยส่วนใหญ่เป็นเพราะรัฐบาลไทยหลายยุค (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของอดีตนายกรัฐมนตรี พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายบรรหาร ศิลปอาชา พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และนายสมัคร สุนทรเวช) ล้วนมองความสัมพันธ์ไทย-พม่า ว่ามีเพียงมิติด้านเศรษฐกิจเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อผลประโยชน์ของพรรคและพวกเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ความจริงในประเด็นนี้ได้รับการพิสูจน์ยืนยันอย่างปราศจากข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้นจากนโยบาย พฤติกรรม และการดำเนินการของรัฐบาลพล.ต.ชาติชาย พลเอกชวลิต นายบรรหาร พ.ต.ท.ทักษิณ และนายสมัคร ที่ล้วนยินดีสวมบทบาทเป็นทนายแก้ต่างให้กับระบอบเผด็จการทหารพม่าอย่างออกหน้าออกตาอย่างไร้ศักดิ์ศรี ไร้จริยธรรม ไร้คุณธรรม ทั้งหมดนี้เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ตน พรรคและพวกหวังได้รับจากฝ่ายเผด็จการทหารพม่า โดยปราศจากการคำนึงถึงผลเสียหายต่อความมั่นคง ภาพลักษณ์ ภาพพจน์ และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีประชาคมโลก ตลอดจนภาระหนักหน่วงในด้านต่างๆ ที่ประเทศและประชาชนไทยจำต้องแบกมาตลอด 30 กว่าปีที่ผ่านมา (รายละเอียดในเรื่องนี้โปรดดูจากบทความของผู้เขียน “ไทย-อาเซียน และปัญหาพม่า” มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 22-28 เมษายน วันที่ 29 เมษายน – 6 พฤษภาคม และวันที่ 6-12 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 ตลอดจนบทความของผู้เขียนในหนังสือ “การทูต การเมือง ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว” หน้า 23-24) I นโยบายต่อพม่าของรัฐบาลชวน 2 รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย (ยุค 2) เป็นรัฐบาลเดียวที่ได้พยายามทบทวนปรับปรุงแก้ไขนโยบายต่างประเทศไทยที่มีต่อพม่าอย่างจริงจังและอย่างเป็นรูปธรรม และผลจากการดำเนินการดังกล่าวได้ทำให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ ภาพพจน์ และความน่าเชื่อถือที่ดี เป็นที่ชื่นชมยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความเป็นประชาธิปไตยของไทย เรื่องการเคารพสิทธิมนุษยชน เรื่องของการเคารพหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม ต่างได้รับการสรรเสริญยกย่องจากนานาอารยประเทศ โดยประเทศไทยได้รับการสนับสนุนให้เป็นตัวอย่างที่ดีที่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียนพึงยึดเป็นรูปแบบ นับว่านโยบายต่างประเทศของไทยต่อพม่าที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับประเพณี ค่านิยมประชาธิปไตยของไทย และผลประโยชน์ในด้านต่างๆ ของไทยอย่างแท้จริง (ไม่ใช่แค่ด้านเศรษฐกิจเท่านั้น) และบทบาทสำคัญของไทยในเวทีระหว่างประเทศเกี่ยวกับการรักษาสันติภาพในโลก เช่น การร่วมมือกับสหประชาชาติส่งกองกำลังทหารไทยไปเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังรักษาสันติภาพภายใต้ธงของสหประชาชาติในประเทศติมอร์ตะวันออก เหล่านี้ล้วนเป็นการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ชาญฉลาดและส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ ภาพพจน์ และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในประชาคมโลก ตลอดจนเป็นการปกป้องรักษาผลประโยชน์แห่งชาติอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม ได้รับการยกย่องนับถือจากประชาคมระหว่างประเทศ ในส่วนที่เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศไทยต่อพม่าในยุคของรัฐบาลชวน (2) ที่มีผลอย่างเป็นรูปธรรมและทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับนับถือจากประชาคมระหว่างประเทศว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูง และเป็นประเทศที่ใฝ่สันติ ส่งเสริมสันติภาพโลก และความร่วมมือในภูมิภาค ตลอดจนเคารพและส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชนและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย พอสรุปสาระสำคัญได้ว่าเป็นเพราะมีนโยบายที่ยึดเรื่องของผลประโยชน์แห่งชาติอย่างแท้จริง โดยมีเหตุผลสำคัญดังนี้ 1) เป็นนโยบายต่อพม่าที่ตระหนักดีว่าผลกระทบร้ายแรงในทุกด้านที่ไทยต้องประสบตลอด 40 ปีที่ผ่านมา มีสาเหตุโดยตรงมาจากการที่รากเหง้าของปัญหาในพม่า (เช่น ระบอบการเมืองการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เอื้ออาทรต่อประชาชนพม่า) ยังหาได้รับการแก้ไขไม่ ตรงกันข้ามกลับได้รับการซ้ำเติมให้เลวร้ายกว่าเดิมมาตลอด โดยฝ่ายระบอบเผด็จการทหารพม่า อีกทั้งตระหนักดีด้วยว่า หากระบบการเมืองในพม่ายังคงปราศจากกระบวนการประชาธิปไตยที่เป็นรูปธรรม ประเทศไทยก็ยังจะต้องได้รับผลกระทบร้ายแรงที่มีสาเหตุโดยตรงจากวิกฤตร้ายแรงทางการเมืองและเศรษฐกิจในพม่า 2) เป็นนโยบายต่างประเทศที่ศึกษาและมองปัญหาวิกฤตการณ์ร้ายแรงในพม่าจากบริบทและเหตุการณ์ที่เป็นจริง (ไม่ใช่จากความเชื่อหรือจากการสมมติเอาเองว่าเป็นจริงเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ของพรรคและพวกอย่างเช่น สมัยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี พล.ต.ชาติชาย พลเอกชวลิต นายบรรหาร พ.ต.ท.ทักษิณ นายสมัคร เป็นอาทิ) โดยสามารถทำความเข้าใจได้อย่างถูกต้องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคโลกาภิวัตน์ (หรือยุคหลังสงครามเย็น) ว่ามีมิติหลายด้านมาก ทั้งยอมรับว่าประเด็นเรื่องของประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม ล้วนเป็นค่านิยมสากลที่ได้รับการยอมรับ สนับสนุน และส่งเสริมจากเหล่าอารยประเทศของประชาคมโลก 3) เป็นนโยบายต่อพม่าที่ตระหนักดีว่าวิกฤตการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของพม่าตั้งแต่ พ.ศ. 2531 เป็นต้นมา ตลอดจนข้อมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติทุกปีที่ประณาม ตำหนิและเรียกร้องให้รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าหาทางเจรจากับฝ่ายค้านเพื่อยุติปัญหาขัดแย้งระหว่างกันโดยสันติวิธี และเพื่อเร่งให้พม่ามีพัฒนาการที่เป็นประชาธิปไตยอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่ตอกย้ำและบ่งชี้ชัดว่าประชาคมโลกมองปัญหาในพม่าว่าไม่ใช่เป็นเรื่องภายในของพม่าเท่านั้น แต่เป็นปัญหาระหว่างประเทศด้วย เพราะมีเรื่องของการละเมิดหลักการที่เป็นสากลอย่างต่อเนื่อง ร้ายแรง และกว้างขวาง เช่น การละเมิดสิทธิมนุษยชน การละเมิดหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม โดยฝ่ายรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าตลอด 20 ปีที่ผ่านมา 4) เป็นนโยบายต่อพม่าที่ตระหนักดีว่าการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้ต้องเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมีความเป็นมิตรและมีผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่สร้างปัญหาให้กัน ตลอดจนเป็นความสัมพันธ์ที่มีหลายมิติ ไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่มิติด้านเศรษฐกิจเท่านั้น หรือมีการตั้งเงื่อนไข หรือข่มขู่กัน (อย่างที่ระบอบเผด็จการทหารพม่าได้ใช้วิธีการนี้กับรัฐบาลไทยและพ่อค้าที่มักง่ายและตะกละตะกลามอย่างได้ผลในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา) 5) เป็นนโยบายต่อพม่าที่รู้แจ้งเห็นจริงโดยตลอดว่ามีทางเดียวที่ประเทศไทยจะสามารถพิทักษ์รักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ด้านต่างๆ ของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ต่อเมื่อรัฐบาลไทยไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือของระบอบเผด็จการทหารพม่า ไม่ยอมตกเป็นตัวประกันให้กับความมั่นคง และความอยู่รอดของระบอบเผด็จการทหารพม่า ต้องประกาศจุดยืนและค่านิยมทางการเมืองของไทยออกมาอย่างแจ้งชัด ในประเด็นสำคัญนี้เห็นได้ชัดว่า ตลอดระยะเวลาของการเป็นนายกรัฐมนตรีของนายชวน หลีกภัย ทั้งสองสมัย นายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย ไม่เคยไปเยือนพม่าแม้แต่ครั้งเดียว รัฐบาลชวน (2) ประสบผลสำเร็จในการปกป้องรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งชาติในทุกด้านไว้ได้ เพราะมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นที่จะดำเนินความสัมพันธ์ฉันมิตรกับประเทศพม่าโดยยึดเหตุผลแห่งนโยบายทั้ง 5 ข้อ ข้างต้น ไม่ยอมให้ผลประโยชน์คับแคบของบางกลุ่มบางพวกมาอยู่เหนือผลประโยชน์แห่งชาติ ทั้งนี้ ความสำเร็จของนโยบายต่อพม่าของรัฐบาลชวน (2) อยู่ที่ยุทธศาสตร์การเมืองที่สำคัญยิ่งสองประการ ก) ประเทศไทยจะไม่ยินยอมให้รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าใช้องค์การอาเซียนเป็นเครื่องมือค้ำจุนปกป้องระบอบเผด็จการทหารพม่า หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ไทยจะไม่ยินยอมให้ระบอบเผด็จการทหารพม่าทำปัญหาพม่าให้กลายมาเป็นเป็นปัญหาของอาเซียนด้วย (ASEANIZED Myanmar Problems) รวมทั้งไม่ยินยอมให้พม่าหรือประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศหนึ่งประเทศใดใช้ชื่อขององค์การอาเซียนทำหน้าที่เป็นทนายแก้ต่างให้กับระบอบเผด็จการทหารพม่า หากมีประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศใดต้องการปกป้องคุ้มครองระบอบเผด็จการทหารพม่าในเรื่องที่ประชาคมโลกประณามระบอบเผด็จการทหารพม่า สามารถกระทำได้โดยเอกเทศ แต่ไม่สามารถอ้างว่ากระทำในนามของอาเซียน ชื่อศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิขององค์การอาเซียนต้องไม่ถูกแปดเปื้อนจากคราบเลือดของระบอบเผด็จการทหารพม่าที่ประชาคมโลกประณามการกระทำตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ข) เพื่อการหลุดพ้นจากการตกเป็นเครื่องมือและตัวประกันให้กับรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า ประเทศไทยจำต้องปฏิเสธไม่ยินยอมให้รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าทำการเชื่อมโยงหรือผูกมัดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไทยที่มีในพม่าไว้กับความมั่นคง และความอยู่รอดของระบอบเผด็จการทหารพม่า เพราะหากฝ่ายไทยยินยอมให้มีการเชื่อมโยงดังกล่าว ก็เท่ากับนโยบายต่างประเทศของไทยต่อพม่าขาดความเป็นอิสระ ไม่เป็นนโยบายต่างประเทศที่จะสามารถดูแลปกป้องรักษาผลประโยชน์แห่งชาติได้อย่างแท้จริง อีกทั้งจะเป็นการช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้ระบอบเผด็จการทหารพม่ามีความเข้มแข็งและดำรงอยู่ต่อไป โดยไม่ดำเนินการให้เกิดพัฒนาการทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างเป็นรูปธรรม เป็นผลทำให้ประเทศไทยต้องประสบกับปัญหาหลายด้านที่มีผลกระทบร้ายแรงต่อความมั่นคงของไทยอย่างหนักหน่วงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งนี้ เพราะระบอบเผด็จการทหารพม่าคือรากเหง้าของปัญหา บ่อเกิดของวิกฤตร้ายแรงในพม่าเสมอมา ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อไทยมาโดยตลอด 45 ปี ของระบอบเผด็จการทหารพม่า II นโยบายต่อพม่าของรัฐบาลอภิสิทธิ์ นโยบายต่อพม่าของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเป็นประการใดนั้น ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน แต่หากศึกษาพิจารณาจากคำให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือนมกราคม พ.ศ. 2552 พอจะกล่าวในเบื้องต้นได้ว่า เนื้อหาของคำให้สัมภาษณ์เป็นการบ่งบอกให้เห็นได้ว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์ของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ มีความเข้าใจ ยอมรับและเห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นต้องสานต่อจากนโยบายต่อพม่าของรัฐบาลชวน (2) บนพื้นฐานของเหตุผลแห่งนโยบาย (ข้อ 1-5 ข้างต้น) และของยุทธศาสตร์การเมือง (ข้อ ก. และ ข. ข้างต้น) เพราะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์ต่อพม่าของรัฐบาลชวน (2) แม้จะเป็นเวลาเพียง 2 ปี แต่ก็ประสบผลสำเร็จที่สำคัญที่เป็นรูปธรรมและสามารถปกป้องรักษาผลประโยชน์แห่งชาติในทุกด้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเป็นผลทำให้ฐานะของประเทศไทยได้รับการยกย่องชื่นชมจากประชาคมระหว่างประเทศอย่างไม่ต้องสงสัยเลย ภาพลักษณ์ ภาพพจน์ และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในฐานะเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ยึดหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม ตลอดจนเคารพและปกป้องสิทธิมนุษยชนในสายตาของประชาคมระหว่างประเทศถือว่าดีที่สุดในภูมิภาคอาเซียน จนทำให้ประชาคมระหว่างประเทศสนับสนุนให้ประเทศไทยในยุคของรัฐบาลชวน (2) เป็นแบบอย่างให้กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนพึงยึดถือเป็นแบบอย่าง แต่ภาพลักษณ์ ภาพพจน์ และความน่าเชื่อถือที่ดีงามดังกล่าวได้ถูกทำลายลบล้างจนหมดสิ้นจากการขึ้นมามีอำนาจการเมืองแบบผูกขาดของระบอบทักษิณ ผลสำเร็จของนโยบายต่อพม่าของรัฐบาลชวน (2) พอสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ 1) สามารถยกเลิกและตัดความเชื่อมโยง (de-link) ระหว่างความมั่นคงและความอยู่รอดของระบอบเผด็จการทหารพม่ากับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ไทยมีกับพม่า หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐบาลชวน (2) ปฏิเสธการสนับสนุนระบอบเผด็จการทหารพม่า เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ไทยต้องการจากพม่า กล่าวง่าย ๆ ก็คือ ประเทศไทยไม่ต้องการให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไทยตกเป็นตัวประกันให้กับระบอบเผด็จการทหารพม่า แม้ฝ่ายพม่าจะพยายามขู่ไทยด้วยการปิดชายแดนและใช้นโยบายยุแยงตะแคงรั่วให้เกิดความแตกแยกในสังคม-การเมืองไทย ใช้นักการเมืองและพ่อค้าไทยที่มีผลประโยชน์ร่วมกับระบอบเผด็จการทหารพม่ามากดดันรัฐบาลชวน (2) ให้ยอมจำนนต่อความประสงค์ของฝ่ายพม่าก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ผล เพราะรัฐบาลชวน (2) ไม่หวั่นไหวต่อการข่มขู่กดดันทางการเมืองดังกล่าว 2) สามารถปฏิเสธ คัดค้านและป้องกันมิให้ระบอบเผด็จการทหารพม่าใช้อาเซียนเป็นเครื่องมือทำหน้าที่เป็นทนายแก้ต่าง ปกป้องพม่าในเรื่องต่างๆ ที่ประชาคมโลกประณามพม่า หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ไทยประสบผลสำเร็จในการป้องกันมิให้เผด็จการทหารพม่าทำปัญหาและวิกฤตการณ์ร้ายแรงทางการเมืองและเศรษฐกิจของพม่า กลายมาเป็นปัญหาร้ายแรงของอาเซียน เพื่อหวังให้อาเซียนเข้ามาช่วยเป็นทนายแก้ต่างและตอบโต้ประชาคมโลกแทนพม่า (ASEANIZED Myanmar Problems) ทั้งๆ ที่องค์การอาเซียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเลยกับการเข่นฆ่าประชาชน การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ตลอดจนการเหยียบย่ำทำลายหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรมในพม่า โดยฝ่ายเผด็จการทหารพม่าตลอด 45 ปีที่ผ่านมา แต่รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าก็ยังพยายามที่จะให้มือของอาเซียนแปดเปื้อนด้วยเลือดเช่นกัน แต่พม่าก็ไม่ประสบผล เพราะรัฐบาลไทย (รัฐบาลชวน (2)) ไม่หวั่นไหวและหนักแน่นยืนกรานไม่ให้ฝ่ายพม่าใช้องค์การอาเซียนเป็นเกราะกำบังให้พม่า และจากการมีนโยบายและจุดยืนแน่ชัดของไทยในประเด็นนี้ เป็นผลให้พม่าถูกองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) คว่ำบาตรอย่างเป็นผลสำเร็จเป็นครั้งแรกตั้งแต่ประเทศพม่าเข้าเป็นสมาชิกองค์การแรงงานระหว่างประเทศ การที่ ILO มีมาตรการลงโทษพม่า เป็นเพราะรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงมาเป็นเวลาหลาย 10 ปี ในเรื่องของการใช้แรงงาน ทาส แรงงานเด็กและสตรี เพื่อจุดประสงค์ทางการทหาร เป็นผลทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตเป็นจำนวนหลายพันคน จากการเหยียบกับระเบิดและจากการทรมานทารุณกรรมในรูปแบบต่างๆ โดยฝีมือของทหารพม่า 3) สามารถทำให้พม่าหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องของการมีความสัมพันธ์ที่ดีที่ปกติระหว่างพม่ากับไทย บนพื้นฐานของการมีผลประโยชน์ร่วมกัน และไม่สร้างปัญหาให้กันและกัน เลิกใช้วิธีการข่มขู่และแทรกแซงในกิจการภายในระหว่างกัน ไม่เข้ามาก้าวก่ายยุแยงตะแคงรั่วให้เกิดความแตกแยกในสังคมการเมืองของไทย ด้วยวิธีการยื่นผลประโยชน์ให้กับนักการเมือง นักธุรกิจ และข้าราชการไทย เพื่อหวังให้มากดดันรัฐบาลไทยให้ดำเนินการตามความประสงค์ของฝ่ายพม่า (ตามที่รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าเคยประสบผลสำเร็จมาหลายครั้งกับรัฐบาลไทยหลายรัฐบาลก่อนหน้ารัฐบาลชวน (2)) จึงสรุปได้ว่านโยบายและยุทธศาสตร์ต่อพม่าของรัฐบาลชวน (2) ถือได้ว่าเป็นนโยบายและยุทธศาสตร์ที่สามารถปกป้องรักษาผลประโยชน์แห่งชาติในทุกด้านได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด ตลอดจนเป็นนโยบายและยุทธศาสตร์ต่อพม่าที่สามารถเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นได้อย่างปราศจากข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้นว่า ปัญหาทุกด้านที่ประเทศไทยต้องประสบมาตลอด 45 ปี จากเหตุการณ์ในพม่า และได้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความมั่นคงในทุกด้านของไทย ล้วนมีสาเหตุมาจากรากเหง้าของปัญหา นั่นคือ ระบอบเผด็จการทหารพม่าที่ไม่เอื้ออาทรต่อประชาชนพม่า และไม่มีความเป็นประชาธิปไตยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะในรูปแบบและเนื้อหา III ข้อเสนอ หากรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์พิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบ และทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับที่มาและเหตุผลแห่งนโยบายและยุทธศาสตร์ต่อพม่าของรัฐบาลชวน (2) ดังได้สรุปสารัตถะสำคัญทั้งหมดไว้ให้แล้วข้างต้น รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็ย่อมจะเห็นได้เองถึงความสำคัญและความจำเป็นที่พึงมีการสานต่อจากนโยบายต่อพม่าสมัยรัฐบาลชวน (2) และเนื่องจากรากเหง้าของปัญหาพม่ายังคงเหมือนเดิม กล่าวคือ ระบอบเผด็จการทหารพม่ายังคงมีนโยบาย ท่าที และพฤติกรรมต่อประชาชนพม่าเหมือนอย่างที่เป็นมาตลอด 45 ปีที่ผ่านมา นโยบายของไทยต่อพม่ายังจำเป็นต้องคงไว้อย่างเดิม (ส่งเสริม สนับสนุน ผลักดันร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศให้เกิดกระบวนการประชาธิปไตย และการปรองดองแห่งชาติอย่างเป็นขั้นตอน เป็นรูปธรรม และโดยสันติวิธี) แต่เนื่องจากในห้วงเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดวิกฤตร้ายแรงถึงสองครั้งในพม่า (การเข่นฆ่าพระสงฆ์และประชาชนพม่า เมื่อกันยายน 2550 และการที่รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าหน่วงเหนี่ยวเตะถ่วงการรับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากประชาคมระหว่างประเทศในกรณีพายุไซโคลนนาร์กิสกระหน่ำพม่า เมื่อพฤษภาคม 2551 เป็นผลทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 125,000 คน และสูญหายกว่า 56,000 คน) ตลอดจนนโยบายและท่าทีของประชาคมระหว่างประเทศที่ได้หันมาสนใจปัญหาพม่ามากขึ้น พร้อมทั้งประณามความไร้มนุษยธรรมของรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า จึงมีความจำเป็นที่ไทยต้องปรับ/เปลี่ยนยุทธศาสตร์ของไทยต่อพม่า เพื่อเป็นการรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้สอดคล้องกับบริบท เงื่อนไข และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา สำหรับการพิจารณาปรับ/เปลี่ยนยุทธศาสตร์ของไทยต่อปัญหาพม่านั้น ในชั้นนี้มีความจำเป็นต้องพิจารณาและตระหนักให้ดีในข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้ 1) ปัจจุบันประชาคมระหว่างประเทศมีท่าทีร่วมกันที่เป็นเอกภาพใน 4 เรื่อง 1.1 ประณามการที่รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าใช้ความรุนแรงต่อประชาชน 1.2 ร่วมกันเรียกร้องให้มีการแก้ปัญหาขัดแย้งโดยสันติวิธี เพื่อนำไปสู่กระบวนการประชาธิปไตย และการปรองดองภายในพม่า ตลอดจนเรียกร้องให้รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าหันมาเจรจากับฝ่ายค้านแทนการปราบปรามรุนแรง 1.3 สนับสนุนบทบาทหลักของสหประชาชาติในการช่วยผลักดันให้เกิดการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน 1.4 เห็นร่วมกันว่าปัญหาพม่าไม่ใช่เรื่องภายในของพม่าเท่านั้น แต่มีมิติด้านระหว่างประเทศรวมอยู่ด้วย (อาทิ ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ปัญหาการไม่เคารพและทำลายหลักนิติธรรม เป็นต้น) 2) เพื่อมิให้ฝ่ายพม่ามีพื้นที่มากที่จะสามารถหลบเลี่ยงความรับผิดชอบที่พึงมีต่อประชาชนพม่าและต่อประชาคมโลก ในฐานะเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติที่จำต้องเคารพปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ตลอดจนสัญญาและอนุสัญญาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ จำเป็นที่จะต้องตีกรอบเพื่อจำกัดพื้นที่ ไม่เปิดโอกาสให้รัฐบาลเผด็จการทหารพม่ามีไพ่หลายสำรับให้เล่น (เช่น ไพ่จีน ไพ่อินเดีย ไพ่รัสเซีย เป็นต้น) และด้วยเหตุผลสำคัญที่องค์การสหประชาชาติไม่มีผลประโยชน์อะไรกับพม่า หรือมีความขัดแย้งอะไรกับพม่า แต่จะมีความเป็นกลางในเรื่องของความขัดแย้งในพม่า จึงเป็นที่ยอมรับและได้รับการสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศให้เข้ามามีบทบาทหลักโดยตรงในการผลักดันให้เกิดกระบวนการประชาธิปไตย และการปรองดองแห่งชาติขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในพม่า ดังนั้นทั้งอาเซียนและประเทศสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ จึงเห็นชอบร่วมกันที่จะบีบให้พม่าเล่นไพ่จากสำรับเดียวคือ สำรับของสหประชาชาติ เพื่อให้การแก้ปัญหาพม่าจำกัดอยู่ในกรอบของสหประชาชาติเป็นสำคัญ 3) ด้วยเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบทางลบ และแบกภาระมากที่สุดจากปัญหาร้ายแรงในพม่าตลอด 45 ปีที่ผ่านมา (เช่น ปัญหาผู้อพยพ ปัญหายาเสพติด ปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ปัญหาการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) จึงเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่รัฐบาลไทยจำต้องให้ความร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศ (สหประชาชาติ) อย่างใกล้ชิดและอย่างต่อเนื่อง เพื่อเรียกร้องให้สหประชาชาติใช้มาตรการทางการเมืองและการทูตโน้มน้าว กดดันให้เกิดกระบวนการประชาธิปไตยและการปรองดองแห่งชาติเกิดขึ้นในพม่าอย่างเป็นรูปธรรม เป็นขั้นตอน ชัดเจน และอย่างสันติวิธี และเพื่อตอกย้ำให้ฝ่ายรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าได้สังวรไว้ด้วยว่า แนวคิดเกี่ยวกับอธิปไตยของรัฐนั้น ในยุคโลกาภิวัตน์มิได้มีความหมายเพียงเรื่องของการไม่แทรกแซงในกิจการภายในระหว่างประเทศเท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงเรื่องของความรับผิดชอบที่รัฐพึงมีต่อประชาชนอีกด้วย ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงดังกล่าว การที่ฝ่ายรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าได้ปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนตลอด 45 ปีที่ผ่านมา และอ้างหลักการเรื่องอธิปไตยของรัฐมาเป็นเกราะคุ้มกันเพื่อหวังว่าประชาคมระหว่างประเทศจะไม่เข้ายุ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ร้ายแรงในพม่า เป็นเรื่องที่ประชาคมระหว่างประเทศไม่อาจยอมรับได้ 4) เหตุการณ์ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ได้เป็นสิ่งพิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งแล้วว่า ไทยไม่สามารถพึ่งความร่วมมือจากองค์การอาเซียนได้ในกรณีที่เกี่ยวกับผลกระทบร้ายแรงทุกด้านที่ไทยได้รับที่มีสาเหตุมาจากระบบการเมืองพม่าที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่เอื้ออาทรต่อประชาชนพม่า ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลสำคัญ เป็นเพราะว่าองค์การอาเซียนไม่เคยมีนโยบายร่วมกันเกี่ยวกับปัญหาพม่า (ไม่ว่าจะเป็นช่วงก่อนหรือหลังพม่าเข้ามาเป็นสมาชิกอาเซียนแล้ว) ความแตกต่างอย่างมากของระบอบการเมือง ค่านิยมและวัฒนธรรมทางการเมืองระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ตลอดจนการที่แต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนต่างมีผลประโยชน์กับพม่าที่แตกต่างกัน รวมทั้งได้รับผลกระทบจากปัญหาในพม่าที่ต่างกันมาก อีกทั้งการที่อาเซียนยึดมั่นในหลักการเรื่องการไม่แทรกแซงในกิจการภายในของแต่ละประเทศ เสมือนเป็นคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ โดยมองข้ามความจริง ข้อเท็จจริง และผลกระทบต่อภูมิภาคต่อภาพลักษณ์ ภาพพจน์ และความน่าเชื่อถือขององค์การอาเซียน ล้วนเป็นสิ่งยืนยันให้ประเทศไทยเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องพึ่งความร่วมมือและความสนับสนุนจากเวทีประชาคมระหว่างประเทศ (สหประชาชาติ) ควบคู่ไปกับการดำเนินการทางการทูตระดับทวิภาคีโดยตรงกับพม่า และกับประเทศ กลุ่มประเทศต่างๆ ที่ต้องการเห็นกระบวนการประชาธิปไตย และการปรองดองแห่งชาติเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในพม่า 5) ความมั่นคงและผลประโยชน์ทุกด้านของประเทศไทยจักได้รับการปกป้องและส่งเสริมอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้ก็ต่อเมื่อการปฏิสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่าเป็นไปอย่างรอบด้าน มิใช่จำกัดอยู่เพียงแต่มิติด้านเศรษฐกิจเท่านั้น เพราะหากถูกจำกัดอยู่เพียงด้านเศรษฐกิจ ก็จะมีผลทำให้ไทยตกเป็นตัวประกันให้กับระบอบเผด็จการทหารพม่าอีกต่อไป หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ไทยยอมให้พม่าเอาเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ไทยอยากได้จากพม่ามาเป็นเครื่องต่อรองเพื่อให้ฝ่ายไทยตอบสนองผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของพม่าเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกัน สรุป รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จักสามารถปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีศักดิ์ศรีของความเป็นไทยได้อย่างเป็นผลสำเร็จ หากรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์มีนโยบายต่อพม่าที่เป็นการสานต่อจากนโยบายต่อพม่าของรัฐบาลชวน (2) โดยยึดหลักการและเหตุผลแห่งนโยบายต่อพม่าของรัฐบาลชวน (2) ดังกล่าวไว้แล้วทั้งหมดข้างต้น (ข้อ I) และพิจารณาปรับยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของสถานการณ์ในระดับโลกและระดับภูมิภาค โดยศึกษาพิจารณาจากรายละเอียดปรากฏในข้อ II และข้อ III ข้างต้น
| | | | | | |
| สืบชะตา “เจ้าษิณ”ความผิดของ “เจ้ามูลเมือง” ไม่ใช่ “เจ้ามูมมาม” |
| โดย ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
| 24 กุมภาพันธ์ 2552 13:36 น. |
 |
เป็นเรื่องยากลำบาก ที่จะเดาใจ ล่วงรู้เจตนาภายในใจ หรือรู้ลึกเข้าไปถึงความคิดที่แท้จริงของใคร จึงต้องดูที่การกระทำ ดังคำกล่าวที่ว่า “กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา” หรือ “กรรมส่อเจตนา” พิธีกรรมที่มนุษย์สรรสร้างขึ้น จึงเป็นกรรมที่สะท้อนความคิด ความรู้สึกของคนที่สร้างขึ้น พิธีสืบชะตา ที่วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จึงน่าสนใจที่จะค้นหาความจริง ว่าคนที่ทำพิธีคิดอะไร และเมื่อทำพิธีที่มีคนเข้าร่วมรับรู้มากมาย เจ้าของงานต้องการจะสื่อความหมายอะไรให้คนรับรู้ หรือให้คนเชื่อว่าอย่างไร 1) พิธีนี้ อ้างว่า เป็นพิธีสืบชะตา หรือสะเดาะเคราะห์ให้ “ทักษิณ ชินวัตร” มีรูปทักษิณประกอบเด่นอยู่ในพิธี โดยมีพระสงฆ์ในพุทธศาสนาเข้าร่วมกับพิธีการทรงเจ้าเข้าทรง มีม้าขี่ หรือร่างทรงเป็นหญิงอายุ 50 ปี และมี พลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตร เป็นประธานในพิธี ร่วมกับคนรักทักษิณจำนวนเกินร้อยคนมาร่วมพิธี สะท้อนว่า ผู้จัดมีความรู้สึกว่า “ทักษิณ” กำลังลำบาก ตกอับ ตกต่ำอย่างมาก อยู่ในภาวะเคราะห์กรรม จึงต้องทำพิธีเพื่อเรียกฟื้นคืนสภาพ โดยใช้ทั้งพระและไสยศาสตร์เข้าประกอบกันในพิธีนี้ 2) พิธีนี้ สตรีผู้อ้างว่า “เจ้ามูลเมือง” เข้ามาประทับร่างทรงของตน ได้กล่าวอ้างว่า “บัดนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งในครั้งอดีตชาติคือพระเจ้ามูลเมืองได้มาลงประทับร่างทรงแล้ว" สะท้อนความเชื่อ หรือพยายามจะทำให้คนอื่นเชื่อว่า “ทักษิณ” คือ “เจ้าษิณ” ในอดีตชาติ เคยเป็นคนระดับเจ้าผู้ครองแคว้นครองนครมาก่อน ไม่ใช่คนธรรมดา หรือสามัญชนทั่วไป และขณะนี้ “ทักษิณ” กำลังตกอับ ลำบากลำบน ก็เพราะกรรมเก่าที่ “เจ้าษิณ” เคยกระทำแต่ชาติปางก่อน ไม่ใช่เพราะกรรมชั่วที่ “ทักษิณ” กระทำในชาตินี้ จึงเสมือนหนึ่งเป็นการประกาศ “แก้ตัว” ให้กับ “ทักษิณ” กลายๆ ว่า ชาตินี้ ไม่ได้ทำชั่ว !?!? ชีวิตที่ตกต่ำ เป็นผลมาจากอดีตชาติ สอดคล้องรองรับกันกับคำกล่าวอ้างจากปากของทักษิณ ชินวัตร เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ว่า “สักวันหนึ่ง ถ้าผมใช้กรรมที่เกิดขึ้นจากชาติที่แล้วหมด ทุกอย่างคงจะดีขึ้น” 3) ผู้เข้าทรง หรือม้าขี่ ยังพยายามจะทำให้เชื่อผ่านพิธีกรรมดังกล่าวต่อไปอีกด้วยว่า “ทักษิณ” ต้องลำบากลำบนอยู่ในขณะนี้ ก็เพราะว่า “เจ้าษิณ” (ในชาติที่แล้ว) ไปก่อกรรมทำเข็ญ ฆ่าฟันพม่าข้าศึก ล้มตายไปจำนวนมาก ดังคำพูดที่ว่า “ชาติก่อนหลายร้อยปีที่ผ่านมา ข้าได้ไปทำกรรมระหว่างสู้รบออกศึกกับพม่า ได้มีการฆ่า และไปเอาเงินข้าศึกฝ่ายตรงข้ามไป จนทำให้มีกรรมติดตัวมาจนถึงชาตินี้ เลยต้องกรรมหนัก” สะท้อนว่า เป็นความพยายามของคนจัดพิธี หรือผู้กำกับการแสดง ที่จะให้เข้าใจว่า “เจ้าษิณ” ในอดีตชาติ ได้ทำการเข่นฆ่า “พม่าข้าศึก” และนำเงินทองของข้าศึกกลับเข้ามาสู่แว่นแคว้นของตนเอง เพื่อให้คนที่รับรู้พิธีกรรมนี้ รู้สึกว่า การกระทำของ “เจ้าษิณ” ในอดีตชาตินั้น แม้จะเป็นการทำบาป คือ ฆ่าคนและปล้นชิงทรัพย์ของคนอื่น แต่ก็นับเป็น “วีรกรรม” เพราะคนไทยทั่วไปมักมีความรู้สึกเป็นทุนเดิมว่า “พม่าคือผู้ร้ายประจำชาติ” ดังนั้น เมื่อสร้างเรื่องว่า “เจ้าษิณ” เคยเข่นฆ่าทำร้ายข้าศึกศัตรูของชาติ “เจ้าษิณ” ก็ต้องเป็นคนดีผู้กล้าที่ควรยกย่องเชิดชู เฉกเช่นพระมหากษัตริย์ไทยผู้ยิ่งใหญ่หลายพระองค์ เช่น พระเนรศวรมหาราช หรือพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นต้น ผู้กำกับ หรือผู้จัดพิธีกรรมนี้ อาจหลงลืมไปว่า การสร้างเรื่อง “เจ้ามูลเมือง” หรือ “เจ้าษิณ” ขึ้นมา โดยปราศจากหลักฐานข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์โบราณคดี กลับทำให้ผู้คนรู้สึกเชิงลบกับพิธีกรรมสมอ้างและเรื่องราวของ “เจ้าษิณ” โดยเฉพาะเมื่อผู้เชี่ยวชาญในทางประวัติศาสตร์ล้านนา ดร.ธเนศว์ เจริญเมือง ให้ข้อเท็จจริงว่า ไม่เคยมีเจ้ามูลเมืองในประวัติศาสตร์ผู้ครองนครล้านนา สอดคล้องกับอาจารย์ศักดิ์เสริญ รัตนชัย ผู้อำนวยการหอจดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ยืนยันว่า เรื่อง “เจ้ามูลเมือง” หรือ “เจ้าษิณ” เป็นสิ่งที่แต่งขึ้นเพื่อโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น เพราะเจ้าผู้ครองล้านนาตั้งแต่อดีตกาล ไม่มีชื่อ "เจ้ามูลเมือง" แน่นอน 4) พิธีชดใช้เงินทองที่ “เจ้าษิณ” ไปปล้นฆ่ามาจากพม่า ถูกจัดฉากขึ้นโดยนำธนบัตรใบละพันบาท ห้าร้อยบาท และร้อยบาท ส่งคืนชดใช้กรรมในอดีตชาติ โดยส่งผ่านหลังพระพุทธรูป ประหนึ่งว่าประตูทะลุมิติกาลเวลา โดยอ้างว่า เงินจำนวนนี้ มีค่าเท่ากับ 5 แสนสตางค์ สะท้อนว่า ผู้จัดพิธีดังกล่าว มิได้คำนึงถึง “พุทธคุณ” ที่ให้ลดละเลิก “โลภ โกรธ หลง” แต่กลับใช้พระพุทธรูปเป็นเครื่องมือ หรือเป็นประตูเชื่อมต่อกับชาติภพก่อน ทำให้พระพุทธรูปถูกลดทอนคุณค่า และบิดเบือนความหมาย กลายเป็นเครื่องมือเชื่อมต่อ “ทวิภพ” ซึ่งแม้แต่นักสร้างหนังเขาก็ยังไม่กล้าที่จะจินตนาการ หรือนำพระพุทธรูปมาเป็นเครื่องมือรับใช้จินตนาการประกอบพิธีโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองของตนเยี่ยงนี้ การสร้างเรื่องในทำนองว่า เมื่อ “เจ้าษิณ” เคยปล้นชิงเงินทองของพม่ามาในชาติภพที่แล้ว ก็จ่ายคืนกลับไปให้ในชาตินี้ โทษทัณฑ์ที่ “ทักษิณ” กำลังได้รับอยู่ในชาตินี้ ก็ควรจบลง เพราะหักลบกลบหนี้กันไปแล้ว ทำราวกับว่า การทุจริตเงินกู้เอ็กซิมแบงก์ ที่นำเงินประชาชนคนไทยไปให้พม่ากู้ในชาตินี้ โดยให้ลูกผู้นำทหารพม่านำเงินมาซื้อสินค้าโทรคมนาคมของบริษัทชินฯ ก็น่าจะถูกต้องแล้ว เพราะในอดีตชาติ “เจ้าษิณ” ไปเอาเงินของพม่าเขามาก่อน อย่างนั้นหรือ ? จะอ้างต่อไปด้วยไหมว่า หากมีการคืนที่ดินรัชดา คืนภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม คืนเงินหวยบนดิน หรือคืนทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบในชาตินี้ ทุกอย่าง ก็น่าจะไถ่โทษกันไปทั้งหมด “ทักษิณ” ไม่ต้องรับกรรมใดๆ ต่อไปอีกแล้ว ? 5) พิธีสืบชะตาครั้งนี้ ยังได้นำบาตรพระมาใส่กระดาษที่แจกให้ผู้เข้าร่วมพิธีได้เขียนชื่อศัตรูของ “ทักษิณ” เป็นการระดมความเห็นของผู้เข้าร่วมอย่างเปิดเผย และได้ปรากฏชื่อของบุคคลที่คนไทยให้การเคารพเทิดทูนอย่างยิ่ง แล้วก็ยังมีชื่อของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี อาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรี นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ เป็นต้น สะท้อนว่า ผู้จัดพิธีมีความเชื่อ หรือต้องการจะให้คนเชื่อว่า “ทักษิณ” มีศัตรู และเหตุที่เกิดความตกต่ำในขณะนี้ ก็เพราะถูกศัตรูกลั่นแกล้งเล่นงาน (ไม่ใช่เพราะกรรมชั่วของทักษิณเอง) จึงได้ระดมกำลังของผู้ที่เข้าร่วมพิธีว่าคิดว่าใครเป็นศัตรู ซึ่งจะได้ใช้เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ความคิดความเชื่อของพวกตนอีกด้วย วิธีการแบบนี้ ไม่สอดคล้องกับแนวทางพระพุทธศาสนา ที่มุ่งสอนให้สัตว์โลกมองกรรมของตนเอง ไม่โทษหรือโยนความผิดให้ผู้อื่น “กัมมุนาวตตีโลโก.. สัตว์โลกทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรม” แม้พิธีสืบชะตาของ “ทักษิณ ชินวัตร” ครั้งนี้ จะไม่สามารถแก้กรรมของทักษิณได้ เพราะหากรรมชั่วของคนสามารถแก้กรรมได้เหมือนกับการแก้กางเกง แก้เสื้อ แก้ผ้า แค่ผลัดเปลี่ยนแล้วก็จบสิ้นเช่นนี้ มนุษย์ทั้งหลายก็คงก่อกรรมทำชั่วกันเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วค่อยแก้กรรมเอาภายหลัง ความจริง กรรมชั่วที่คนทำในอดีต ไม่สามารถผสมผสาน หรือหักลบกลบล้างกับกรรมดีที่ทำในปัจจุบันได้ด้วยซ้ำ แต่หากคนที่รู้ว่าตนเองเคยทำกรรมชั่วไว้ ถ้าเขาเร่งทำกรรมดีให้มากขึ้นเรื่อยๆ กรรมชั่วก็อาจจะวิ่งตามไม่ทันกรรมดีที่ทำไว้ในปัจจุบัน แต่มิได้หมายความว่ากรรมดีและกรรมชั่วจะผสมผสานหรือหักลบกลบหนี้กันแล้วเจ๊ากันไป จึงไม่เหมือนน้ำดีผสมกับน้ำเสีย หรือกำไรกับขาดทุน หรือบวกกับลบที่หักลบกันได้ พิธีสืบชะตาในครั้งนี้ ได้ยึดพื้นที่สื่อมวลชนเพื่อสร้างเรื่องราว กลบเกลื่อนว่า “ทักษิณ” คือ เจ้าผู้ปกครองนครในอดีตชาติ มีกรรมเก่า เพราะเคยไปสู้รบกับพม่าข้าศึก ฆ่าศัตรูของชาติแล้วเอาทรัพย์สินของศัตรูมา จึงทำพิธีผ่านพระพุทธรูปและพระสงฆ์ในชาตินี้เพื่อไถ่บาป ลบล้าง หรือตัดตอนกรรมในอดีตชาติ ก็เพื่อโฆษณาชวนเชื่อว่า ความตกต่ำหรือตกอับของ “ทักษิณ” ในขณะนี้ เป็นผลมาจาก “กรรมชั่ว” ของ “เจ้าษิณ” หรือ “เจ้ามูลเมือง” ในอดีตชาติ ไม่ใช่ “กรรมชั่วของทักษิณ” ในชาตินี้ ! เรียกว่า เป็นเรื่องกรรมชั่วของ “เจ้ามูลเมือง” ในชาติที่แล้ว ไม่ใช่ “เจ้ามูมมาม” ในชาตินี้ ที่สำคัญ นอกจากพยายามจะแก้ตัวแทน “ทักษิณ” แล้ว ยังส่อเจตนาว่า ชาตินี้ทั้งชาติ ไม่ต้องการจะให้ผู้คนชาวไทยหลุดพ้น ลืม “ทักษิณ” หรือ “ไอ้ษิณ” ปล่อยให้เป็นผีสาเหร่ เดินทางเป็นสัมภะเวสีอยู่ต่างแดน จึงต้องพยายามสร้างเรื่องเล่าแปลกๆ พิสดารพันลึก นำเสนอออกมาเรื่อยๆ เท่านั้นเอง ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต
| |
 | February 19
| ฟ้องมหาเศรษฐีเทกซัส ฉ้อโกงประชาชนราว$9,200ล้าน |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 19 กุมภาพันธ์ 2552 00:24 น. |
 |
|
หน่วยงานกำกับดูแลด้านหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ กล่าวโทษฟ้องร้องมหาเศรษฐีชื่อดังชาวเทกซัส อัลเลน สแตนฟอร์ด ว่าฉ้อโกงประชาชนไปเป็นเงินถึง 9,200 ล้านดอลลาร์ จากการขายตราสารที่โฆษณาว่าจะได้ผลตอบแทนสูงเกินความเป็นจริง ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นสหรัฐฯ ยังได้สั่งอายัดสินทรัพย์ทั้งหมดของสแตนฟอร์ด มหาเศรษฐีชื่อดังที่เป็นโปรโมเตอร์การแข่งขันกีฬาคริกเก็ต หลังจากที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (เอสอีซี) ยื่นฟ้องว่าสแตนฟอร์ดมีส่วนพัวพันกับ"การฉ้อโกงมูลค่ามหาศาลซึ่งกระจายออกไปเกือบทั่วโลก" เนื่องจากธุรกิจบริหารสินทรัพย์ของสแตนฟอร์ดนั้น มีสำนักงานอยู่ทั่วทั้งอเมริกาเหนือ, ลาตินอเมริกา, ยุโรปและทะเลแคริบเบียน หน่วยงานกำกับดูแลด้านหลักทรัพย์ของสหรัฐฯกล่าวว่า ได้ออกหมายเรียกตัวสแตนฟอร์ดมาชี้แจง แต่เขาก็ไม่ได้มาปรากฎตัวหรือกระทั่งส่งเอกสารเข้ามาก็ยังไม่มี คดีนี้นับเป็นคดีการฉ้อฉลใหญ่ที่สุดอีกคดีหนึ่งของเอสอีซี หลังจากเมื่อเดือนธันวาคม ก็เพิ่งฟ้องร้องกล่าวโทษเบอร์นาร์ด แมดดอฟฟ์ นักการเงินคนสำคัญของวอลสตรีทในข้อหาฉ้อโกงแบบแชร์ลูกโซ่ เป็นมูลค่าถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับกรณีของสแตนฟอร์ด เอสอีซีได้กล่าวหาบริษัทด้านธนาคารของเขาที่ใช้ชื่อว่า สแตนฟอร์ด อินเตอร์เนชั่นแนล แบงก์ (เอสไอบี) ว่า "จงใจกล่าวอ้างให้เข้าใจผิด" ว่าธนาคารไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง "ทั้งทางตรงและทางอ้อม" กับกองทุนของแมดดอฟฟ์ ส่วนตัวสแตนฟอร์ดเองนั้นก็เผชิญหน้ากับข้อหาของเอสอีซีที่ว่า "ให้คำสัญญาที่ไม่เป็นจริงเรื่องการให้อัตราดอกเบี้ยสูง"
| วิกฤตเศรษฐกิจโลก ทำให้คนเอเชีย 140 ล้านคนเป็นผู้ยากจน |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 18 กุมภาพันธ์ 2552 22:25 น. |
 |
องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) เมื่อวันพุธ(18)เผยแพร่รายงานล่าสุดระบุว่า วิกฤตการณ์การเงินโลกจะส่งผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชียอย่างหนัก โดยกว่า 140 ล้านคนจะกลายเป็นคนยากจน ส่วนอีกราว 23 ล้านคนจะตกงานในปีนี้ นอกจากนั้นการอพยพจากชนบทเข้าสู่เมืองก็จะชะลอตัวลง เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่ที่ถูกลอยแพจะกลับไปทำงานในภาคเกษตรซึ่งมีรายได้ต่ำ นอกจากนั้น ไอแอลโอยังระบุด้วยว่า ภาวะการว่างงานในเอเชียที่สูงขึ้น จะทำให้ประเทศต่างๆ หันไปใช้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการงบประมาณ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาความไม่สงบในสังคมบานปลายออกไป "จากการจำลองสถานการณ์ดังกล่าว เราคาดหมายว่าจะมีคนยากจนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยอาจสูงกว่า 140 ล้านคนในปี 2009 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภาวะถดถอยในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกที่มีอัตราความยากจนภาคแรงงานอยู่ในระดับเดียวกับเมื่อปี 2004" ไอแอลโอระบุด้วยว่า "การคาดหมายเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการรายงานตัวเลขเท่านั้น หากยังบ่งบอกถึงความเสี่ยงอย่างแท้จริง ที่เด็กๆ อาจถูกบังคับให้เลิกเรียนเพื่อออกมาทำงานหาเลี้ยงครอบครัว" ทั้งนี้แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาภูมิภาคนี้จะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง แต่ก็ไม่ได้ทำให้รายได้แท้จริงของประชาชนส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น หนำซ้ำในหลายๆ ประเทศยังเกิดความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมอย่างรุนแรงด้วย
| |
| วิกฤตเศรษฐกิจโลก ทำให้คนเอเชีย 140 ล้านคนเป็นผู้ยากจน |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 18 กุมภาพันธ์ 2552 22:25 น. |
 |
|
องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) เมื่อวันพุธ(18)เผยแพร่รายงานล่าสุดระบุว่า วิกฤตการณ์การเงินโลกจะส่งผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชียอย่างหนัก โดยกว่า 140 ล้านคนจะกลายเป็นคนยากจน ส่วนอีกราว 23 ล้านคนจะตกงานในปีนี้ นอกจากนั้นการอพยพจากชนบทเข้าสู่เมืองก็จะชะลอตัวลง เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่ที่ถูกลอยแพจะกลับไปทำงานในภาคเกษตรซึ่งมีรายได้ต่ำ นอกจากนั้น ไอแอลโอยังระบุด้วยว่า ภาวะการว่างงานในเอเชียที่สูงขึ้น จะทำให้ประเทศต่างๆ หันไปใช้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการงบประมาณ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาความไม่สงบในสังคมบานปลายออกไป "จากการจำลองสถานการณ์ดังกล่าว เราคาดหมายว่าจะมีคนยากจนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยอาจสูงกว่า 140 ล้านคนในปี 2009 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภาวะถดถอยในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกที่มีอัตราความยากจนภาคแรงงานอยู่ในระดับเดียวกับเมื่อปี 2004" ไอแอลโอระบุด้วยว่า "การคาดหมายเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการรายงานตัวเลขเท่านั้น หากยังบ่งบอกถึงความเสี่ยงอย่างแท้จริง ที่เด็กๆ อาจถูกบังคับให้เลิกเรียนเพื่อออกมาทำงานหาเลี้ยงครอบครัว" ทั้งนี้แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาภูมิภาคนี้จะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง แต่ก็ไม่ได้ทำให้รายได้แท้จริงของประชาชนส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น หนำซ้ำในหลายๆ ประเทศยังเกิดความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมอย่างรุนแรงด้วย
| กรีนสแปนหนุนทางการสหรัฐฯ'ยึด'แบงก์มีปัญหา |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 18 กุมภาพันธ์ 2552 21:41 น. |
อลัน กรีนสแปน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ให้ความเห็นว่า รัฐบาลอเมริกันอาจจะต้องโอนแบงก์ต่างๆ เข้ามาเป็นของรัฐเป็นการชั่วคราว จนกว่าภาคการธนาคารจะมีการปฏิรูปเรียบร้อยแล้ว ในการให้สัมภาษณ์ไฟแนนเชียลไทมส์ ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ทรงอิทธิพลฉบับนี้เมื่อวันอังคาร(17) กรีนสแปนบอกว่า "มันอาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องโอนแบงก์บางแห่งเข้าเป็นของรัฐเป็นการชั่วคราว เพื่อเป็นการเปิดทางสะดวกให้แก่การปรับโครงสร้างได้อย่างเร่งด่วนและเป็นระเบียบ" ถึงแม้อดีตประธานเฟดผู้นี้ เป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกที่สนับสนุนส่งเสริมมายาวนาน ให้ออกระเบียบควบคุมภาคการเงินให้น้อยที่สุดและปล่อยเสรีให้มากที่สุด แต่เเขากลับเห็นว่า ขณะนี้อาจถึงเวลาที่จำเป็นแล้วที่จะต้องโอนกิจการแบงก์ให้มาเป็นของรัฐ
| | | | | |
| เปิดตำนานใหม่ “กะเหรี่ยงแพร่” ต้าน “แม้ว” |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 17 กุมภาพันธ์ 2552 14:40 น. |
 |
|
| เกียรติ คำน้อย ส.อบต.แม่พุงหลวง ที่ร่วมริเริ่มใช้ ASTV กระจายข้อมูลข่าวสารให้ชาวบ้าน |
|
|
 | แพร่ – เปิดศักราชใหม่ “ชุมชนกะเหรี่ยงแม่พุงหลวงเมืองแพร่” หมู่บ้านชนเผ่ากลางหุบเขา “ผีปันน้ำ” ที่ใช้ “ASTV” จุดประกายการเปลี่ยนแปลงในชุมชน เปิดช่องทางการเรียนรู้ให้แก่คนในชุมชน จนเริ่มตามทันการเมืองน้ำเน่า เห็นผลร้ายจาก “ระบอบแม้ว” ที่กัดกร่อนสังคมไทยตั้งแต่ยุคสารพัดโครงการเอื้ออาทร-กองทุนหมู่บ้าน ฯลฯ ถึงขั้นหลุดปากว่า “ถ้าปล่อยไว้ก็ฉิบหาย” “ผมยังติดใจคำพูดของ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ที่มักจะบอกกับผู้ชม ASTV อยู่เสมอๆ ว่า ทีนี้รู้หรือยัง !? เพราะสะท้อนให้เห็นถึงการเปิดเวทีทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่ของภาคประชาชน ที่ไม่เจอในทีวีเสรีช่องอื่นๆ” อำนวย ใจอ้าย หนึ่งในเกษตรกรเชื้อสายกะเหรี่ยง บ้านแม่พุงหลวง ที่มีวิถีเกษตรพอเพียงทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษ “อะไรที่เราไม่รู้ ก็ได้รู้ อะไรที่เราไม่เคยเห็น ก็ได้เห็น การเมืองเมื่อก่อน เราไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้เราเห็นเขาโกงกินสิ่งที่ประชาชนคนไทยควรจะได้ไปอย่างหน้าตาเฉย ซึ่งถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ ฉิบหายแน่” ด่วน ปิงจันทร์ ปราชญ์ชาวบ้านเชื้อสายกะเหรี่ยง ในหมู่บ้านแม่พุงหลวง อ.วังชิ้น จ.แพร่ “การเมืองใหม่ กำลังเกิดขึ้นในใจของประชาชนแล้ว แม้ว่าการเมืองในระบบ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่เมล็ดพันธุ์การเมืองใหม่ ได้เกิดขึ้นแล้ว” เกียรติ คำน้อย อบต.บ้านแม่พุงหลวง นี่คือ ส่วนหนึ่งในบันทึกคำพูดของคนในชุมชนกะเหรี่ยงบ้านแม่พุงหลวง อ.วังชิ้น จ.แพร่ ชุมชนชาวกะเหรี่ยงแห่งเทือกเขา “ผีปันน้ำ” ที่บอกเล่ากับ “ASTVผู้จัดการ” เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชนพื้นเมืองแห่งนี้ นับเนื่องตั้งแต่ปี 2548-2549 ที่พวกเขาบางส่วนร่วมต่อต้าน “ระบอบทักษิณ” ผ่านหน้าจอ “ASTV” ก่อนที่จะมีบางส่วนเคยเข้าไปร่วมชุมนุม 193 วันสงครามครั้งสุดท้าย-ร่วมชุมนุมในทำเนียบ-สนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ ในอดีต อ.วังชิ้น จ.แพร่ ถือเป็นบ้านป่า ห่างไกลความเจริญ ไม่มีใครให้ความสนใจ โดยเฉพาะภาครัฐมักส่งข้าราชการที่มีปัญหาไปอยู่ หรือหากจะมีข้าราชการที่อยากเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ก็เพียงกลุ่มที่มีผลประโยชน์กับการตัดไม้ทำลายป่า-รับส่วย เท่านั้น แต่ทว่า วันนี้ อำเภอวังชิ้น มิได้เป็นเมืองที่หลายคนสบประมาทได้อีกแล้ว ด้วยแนวคิดที่เกิดจากเนื้อในวัฒนธรรมประเพณีที่ยังคงมีอยู่สืบทอดมาจนปัจจุบัน ทั้งวัฒนธรรมชุมชน สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ และอาชีพเกษตรกรรมธรรมชาติ พร้อมทั้งความเป็นชนพื้นเมืองที่ยืนหยัดอยู่อย่างสมศักดิ์ศรี ในมิติ “การเมือง” ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย ต่างประณามคนวังชิ้น ว่า ตกอยู่ภายใต้เม็ดเงิน ที่หว่านลงไปซื้อเสียง และกลุ่มการเมืองเดิมๆ ก็กลับมา จนทำให้เมืองแพร่ หานักการเมืองคุณภาพได้ยากเต็มที
|
|
|
| ลานบ้านของ “อบต.เกียรติ”ศูนย์รวมของชาวบ้านแม่พุงหลวง ที่ร่วมกันรับชมรายการเอเอสทีวีทุกค่ำคืน จากโทรทัศน์ดาวเทียมเครื่องเดียวกัน |
|
 | แต่ทว่าด้วยเหตุผลข้างต้นกับความเข้าใจรัฐธรรมนูญ ชาววังชิ้น โดยเฉพาะกลุ่มพี่น้องชนเผ่ากะเหรี่ยง ชนเผ่าพื้นเมืองอาศัยเทือกเขาผีปันน้ำมานานหลายชั่วอายุคน มีการไหว้ผีขุนห้วย ผีขุนน้ำ เพื่อให้ธรรมชาติปกปักรักษาให้ชุมชนอยู่อย่างปลอดภัยมาช้านาน ได้รับรู้เรื่องราวของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ร่วมร่างเมื่อปี 2540 และอีกครั้งในปี 2550 ทำให้พวกเขารู้ถึงสาระในกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยเฉพาะสิทธิของชุมชนและการดูแลทรัพยากรและการปกครองดูแลกันเองในภาคประชาชน โดยเฉพาะในมาตรา 3 กฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2550 ระบุชัดว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ดังนั้นพวกเขาจึงเข้าใจการเมืองว่า เขาทุกคนต้องสร้างเอง และในที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง-การโหวตร่างรัฐธรรมนูญ ชาววังชิ้นจึงมีความแตกต่างจากอำเภออื่นๆของจังหวัดแพร่ อย่างสิ้นเชิง การเปลี่ยนแปลงแนวความคิดจากความรู้ในกฎหมาย ทำให้ชาววังชิ้นเข้าถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมมาก และเร็วกว่าพื้นที่อื่นๆ ของจังหวัดแพร่ และเป็นผลดีอีกทางที่อำนาจของภาครัฐเข้าไปครอบงำน้อยกว่าพื้นที่อื่นๆ พวกเขาเล่าว่า สิ่งที่ทำให้พวกเขาเห็นแย้งกับรัฐอย่างรุนแรง เริ่มขึ้นในช่วงปี 2549 โดยเฉพาะที่บ้านแม่พุงหลวง หมู่ 15 ต.แม่พุง อ.วังชิ้น ประชากรทั้งชุมชนเป็นชาวกะเหรี่ยงพื้นเมือง ร้อยละ 99.99 เริ่มมองเห็นการทำงานของรัฐที่ไม่ตรงตามความต้องการหรือความจำเป็นของชุมชน จากการบริหารราชการของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เริ่มทำให้ประชาชนอ่อนแอลง เช่น การทำโครงการเอื้ออาทรหลากหลาย ช่วงนั้นเห็นชัดว่า บ้านแม่พุงหลวง มีความเข้มแข็งเรื่องการออมทรัพย์ ภายใต้การหนุนช่วยของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน โดยก่อตั้ง “กลุ่มออมทรัพย์เครดิตยูเนี่ยนสร้อยหล้า” ขึ้นมานานและมีผลการบริหารจัดการจนชาวบ้านมีสวัสดิการของตนเองในชุมชน แต่รัฐบาลไม่ให้ความสำคัญแก่สิ่งที่ชุมชนประสบความสำเร็จ กลับนำกองทุนหมู่บ้านเข้ามาอีก และไม่อนุญาตให้รวมกองทุน ตรงนี้เริ่มทำให้ชาวบ้านแตกแยกเป็น 2 ส่วน นอกจากนั้น ยังพบปัญหาที่เกิดจากการบริหารจัดการในระบอบทักษิณมากมาย ในปีนี้เองที่เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองขึ้นในกรุงเทพฯ คือ “ปรากฏการณ์สนธิ” ที่บานปลายออกสู่การรวมตัวจากหลายฝ่าย เป็นเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และใช้สื่อ “ASTV” ในการเผยแพร่ความรู้ทางการเมืองและปัญหาที่เกิดจากการบริหารบ้านเมือง แกนนำสำคัญ เริ่มเก็บข้อมูลข่าวสาร นำเข้าสู่การถกเถียงและพูดคุยกันในชุมชน ตามบ้านของผู้นำ เช่น “เกียรติ คำน้อย สมาชิก อบต.แม่พุงหลวง-ลุงอำนวย ใจอ้าย ปราชญ์ชุมชนคนสำคัญที่ร่วมกันต่อยอดข่าวสารใน กทม.สู่การรับรู้ของประชาชน “อบต.เกียรติ” บอกว่า ยิ่งรู้ข้อมูลมากขึ้น ก็พบว่า การบริหารของรัฐบาลทักษิณ เป็นปัญหาของบ้านเมืองซึ่งผู้นำตามธรรมชาติ เหล่านี้ ซึ่งเคยดูแลรักษาสถาบันการเงินของชุมชน วัฒนธรรมชนเผ่า รักษาป่าของชุมชน เริ่มถูกจุดประกายขึ้นด้วยการหารือในที่ประชุมหลายฝ่าย เพื่อต้องการหาข้อมูลข่าวสารลงสู่ชุมชนให้มากที่สุด ในที่สุดได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนบ้านค้างปินใจ ให้ยืมโปรเจกเตอร์ และสำนักฮอมบุญอโศก บ้านป่าไผ่ อ.เด่นชัย จ.แพร่ อนุเคราะห์จานดาวเทียมเอเอสทีวีให้
|
จากนั้นพวกเขาก็ติดตั้งกันเอง ลองผิดลองถูกทางด้านเทคนิค และในที่สุดก็ได้ผล รายการรู้ทันประเทศไทยของ อ.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของ สนธิ ลิ้มทองกุล และ สโรชา พรอุดมศักดิ์ ก็ถูกแพร่ภาพกลางหมู่บ้าน ช่วงนั้นลานบ้านของ “อบต.เกียรติ” กลายเป็นพื้นที่รับชมรายการเอเอสทีวีทุกค่ำคืน มีชาวบ้านแม่พุงหลวงนั่งกลางดินดูโทรทัศน์ดาวเทียมเครื่องเดียวกัน ประชาชนสนใจมากขึ้นๆ ทุกขณะ และในที่สุดก็เกิดการเรียนรู้ของชุมชน ไม่แพ้คนที่ไปเรียนในมหาวิทยาลัยราชดำเนิน และชุมชนได้ร่วมขับไล่ทรราชออกไปจากแผ่นดิน แม้เขาเหล่านั้นอยู่ในป่า ห่างไกลความเจริญ กลุ่มผู้นำทั้งที่เป็นทางการ และผู้นำตามธรรมชาติ บ้านแม่พุงหลวง เล่าว่า 19 กันยายน 2549 เป็นวันที่พวกเขาใจจดใจจ่อ และในที่สุดการปฏิวัติก็เกิดขึ้น ชุมชนไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ แต่ไม่มีทางออกสำหรับรัฐบาลที่มีอำนาจล้นฟ้า การติดตามไม่ได้จบลง แต่กลับมีผู้สนใจมากขึ้นสร้างความก้าวหน้าทางการเมือง เมื่อช่วงเลือกตั้งใหม่ การตัดสินของศาลในการยุบพรรคไทยรักไทย และที่ประชาชนสนใจมากในขณะที่ นายสมัคร สุนทรเวช เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ในช่วงนี้ประชาชนใน อ.วังชิ้น หลายกลุ่มเดินทางไปร่วมชุมนุมที่หน้าทำเนียบ โดยเฉพาะแกนนำของแม่พุงหลวง และปราชญ์ชาวบ้าน กว่า 20 คนได้เข้าสัมผัสรสชาติอาหาร ร่วมเยี่ยมชมทำเนียบรัฐบาลด้วย มีหลายคนได้ร่วมปิดสนามบินดอนเมือง ด่วน ปิงจันทร์ ปราชญ์ชาวบ้านในแม่พุงหลวง กล่าวว่า อะไรที่เราไม่รู้ก็ได้รู้อะไรที่เราไม่เห็นก็ได้เห็น การเปลี่ยนแปลงช่วงรวดเร็ว และสมัยนี้เราเห็นสิ่งผิดสิ่งถูกได้เร็วกว่าอดีต การเมืองเมื่อก่อนก็ไม่เข้าใจแต่วันนี้เราเห็นการโกงกินนั้นเป็นผลประโยชน์ที่ตกสู่ประชาชนแต่เขาเอาไปหมด “อย่างนี้ถ้าปล่อยไปก็ฉิบหาย” อำนวย ใจอ้าย เกษตรกรที่มีวิถีเกษตรพอเพียงทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษ กล่าวว่าสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีเป็นสถานีที่เปิดเผยมากทุกแง่มุมไม่ใช่สถานีเป็นผู้กล่าวหารัฐบาล แต่สถานีและนักจัดรายการได้ร่วมกันนำเอาเนื้อหาสาระที่มาจากนักวิชาการ และคนรอบด้านมาสู่สายตาประชาชน ไม่ว่าจะเป็นนักการทูต นักธุรกิจ นักการเมือง ผู้นำศาสนา และสำคัญคือนักวิชาการที่ชาวบ้านมีโอกาสสัมผัสน้อยมาก เอเอสทีวี ได้จัดรายการจนชาวบ้านอดดูไม่ได้ ต้องติดตามต่อเนื่องเพื่อค้นหาความจริงให้ปรากฏ เขาบอกว่า ยังติดใจคำพูดของคุณสนธิ ที่ว่า “ทีนี้รู้หรือยัง” นี่เป็นการเปิดเวทีครั้งยิ่งใหญ่ทางการเมืองในรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนได้มีเวที มุมหนึ่งมีคนกล่าวหาพันธมิตรฯมากมาย แต่ผมคิดว่า เป็นเวทีที่ประชานได้มีโอกาสระดมความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกัน ชาวบ้านอยากจะใช้วิธีโต้ตอบ แต่ที่ชุมชนยังไม่มีอินเทอร์เน็ต หรือเครื่องมือสื่อสารที่ดีพอ ทำให้ไม่มีโอกาสได้ร่วม “แต่ยังพอมีที่นักข่าว ASTVผู้จัดการ ได้นำภาพของชาวแม่พุงหลวงที่นั่งดูทีวีทุกค่ำคืนไปเผยแพร่” เกียรติ คำน้อย สรุปความคิดของเขาให้ฟังว่า ตนคิดว่า การพัฒนาทางการเมืองขณะนี้เกิดแล้ว การเมืองใหม่กำลังเกิดขึ้นในใจของประชาชน แม้แต่การเมืองในระบบยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนักแต่เห็นภาพความสนใจทางการเมืองไม่เพียงที่ อ.วังชิ้น เราไปสัมผัสการจัดเวทีพันธมิตรฯ ที่จัดในตัวเมืองแพร่ ชาวบ้านได้พบกับอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ที่โรงแรมนครแพร่ ที่องค์กรพัฒนาเอกชนในจังหวัดแพร่จัดขึ้น เป็นส่วนหนึ่งที่ทุกคนได้รู้ถึงธาตุแท้ของนักการเมือง ว่า โกงกิน อย่างไรก็ตาม วันนี้ยังไม่ถือว่า การต่อสู้เพื่อการเมืองใหม่จบลงแต่ยังคงต้องทำงานกันต่อไป นี่เป็นเสียงวิพากษ์และเรียกร้องของชุมชนห่างไกลที่ได้รับข้อมูลข่าวสารแล้วเป็นประโยชน์ วันนี้ชาวบ้านไม่เพียงดูสื่อ แต่ยังคงเดินหน้าร่วมกันพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน ไว้ให้มากที่สุด และเดินตามแนวพระราชดำริในเรื่องของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความสุขแบบองค์รวมของหมู่บ้านชุมชน วันนี้ เขามีสวัสดิการของชุมชน มีระบบประปาที่ใช้พลังงานทางเลือก มีการดูแลสุขภาพด้วยหมอพื้นบ้าน มีความพอเพียงที่ก้าวหน้า และวันนี้ชาวบ้านเข้าใจชัดเจนแล้วว่า การใช้สื่อเป็นอาวุธชนิดหนึ่งของชุมชน ที่จะเป็นตัววิเคราะห์ได้ว่า ภาครัฐเดินหน้าพัฒนาเพื่อหวังอะไรและชุมชนควรตั้งมั่นระวังอย่างไร ในที่สุด ชุมชนแห่งนี้ก็มีมติ ใช้งบประมาณที่รวบรวมจากกองทุนสวัสดิการ เครดิตยูเนี่ยนสร้อยหล้า จัดซื้อโปรเจกเตอร์เป็นของหมู่บ้าน เปิดฉายโทรทัศน์ดาวเทียมเอเอสทีวีได้ทุกคืน ชุมชนแม่พุงหลวง นอกจากดูสื่อ เอเอสทีวี แล้วยังดูช่องอื่นเพื่อนำมาประกอบการพิจารณา ซึ่งในที่สุดการนำเสนอกับเหตุการณ์จริงเอเอสทีวีน่าจะอยู่กลางใจของประชาชนในชนบท แต่ยังคงมีข้อเสียอยู่บ้างที่ เอเอสทีวี ดูไม่ได้ทุกบ้าน ดังนั้น ต้องทำอย่างไร ที่จะให้โทรทัศน์สาระดีอย่างนี้ได้เข้าถึงทุกหลังคาเรือน
| |
| อลังการ"เต๋อเทียน" สุดยอดน้ำตกแห่งเอเชีย |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 2 กุมภาพันธ์ 2552 15:46 น. |
 |
โดย : เหล็งฮู้ชง
|
|
| อลังการน้ำตกเต๋อเทียนในฝั่งจีน |
|
 | "น้ำตกไนแองการา" ชื่อนี้ต่างรู้กันดีว่าเป็นสุดยอดน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในโลก อีกทั้งยังเป็นน้ำตกระหว่างพรมแดนที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย(พรมแดนอเมริกา-แคนนาดา) ในเอเชียเราหากพูดถึงน้ำตกใหญ่ยักษ์ระดับน้องๆไนแองการา ที่เด่นดังและคนไทยรู้จักดีก็เห็นจะเป็น "น้ำตกคอนพะเพ็ง" หรือ "ไนแองการาเอเชีย" ในแขวงจำปาสัก สปป.ลาว นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งน้ำตกใหญ่ที่กำลังมาแรงด้วยชื่อชั้นในระดับ"มินิไนแองการา"นั่นก็คือ"น้ำตกเต๋อเทียน" แห่งมณฑลกวางสี ชายแดนจีน-เวียดนาม อันเป็นเป้าหมายสำคัญในการเดินทางทริปนี้ของผม
|
|
| เส้นทางเดินชมถ้ำใต้น้ำตกทงหลิง |
|
 | "ทงหลิง" น้ำตกสายเดียวสูงสุดในเอเชีย แม้เป้าหมายหลักจะอยู่ที่น้ำตกเต๋อเทียน แต่เป้าหมายรองอย่างอุทยานทงหลิง หรือ แกรนด์แคนยอนทงหลิง ก็ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติอันสวยงามโดดเด่นแห่งหนึ่งในมณฑลกวางสี อุทยานทงหลิง อยู่ในเมืองจิ้งซี มณฑลกวางสี ซึ่งคณะเราออกเดินทางจากเมืองหนานหนิง เมืองหลวงมณฑลกวางสี ในตอนเช้า ไปถึงอุทยานทงหลิงก็ประมาณเที่ยงพอดี
|
|
| น้ำตกทงหลิง ในยามน้ำน้อย |
|
 | หลังอาหารเที่ยง ไกด์มาวินก็พาคณะเราออกตะลุยเที่ยวในแคนยอนกันทันที โดยงานนี้มีสาวชาวจ้วงหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักมาทำหน้าที่ไกด์ท้องถิ่นนำชม คอยอธิบายโน่น อธิบายนี่ในภาษาจีน แล้วให้ไกด์มาวินทำหน้าที่เป็นโซ่ เอ้ย!!! ล่าม แปลให้ฟังอีกที พวกเราเดินตามไกด์สาวลงไปตามทางที่อุทยานจัดไว้ให้ ช่วงนี้มีพืชพันธุ์ไม้แปลกๆบางชนิดของจีนให้ชม บางช่วงมีสายน้ำตกเล็กๆไหลรินลงมาสร้างความชุ่มฉ่ำ เส้นทางยังคงพาดิ่งลึกลงไปในโตรกผาที่ระดับความลึกประมาณ 300 เมตร ข้างใต้มีธารน้ำใสเย็นไหลผ่าน แต่กระนั้นในส่วนลึกของหุบเขาเบื้องล่างก็มีการตกแต่งภูมิทัศน์อย่างดี แลดูเป็นระเบียบสวยงามมีทั้งสะพาน ทางเดิน เก๋งจีน ฝายน้ำ ที่แวดล้อมไปด้วยผืนป่าเขียวกลางหุบเขาอันร่มรื่นเขียวครึ้ม
|
|
| บรรยากาศชวนลึกลับในถ้ำใต้น้ำตกทงหลิง |
|
 | จากนั้นไกด์สาวพาเดินเลาะริมธารน้ำไปออกจากพื้นที่โล่งกลางหุบเขา ที่สามารถมองเห็นไฮไลท์อย่างน้ำตกทงหลิงที่ไหลเป็นสายขาวยาวได้อย่างชัดเจน น่าเสียดายว่าช่วงที่ผมไปเป็นหน้าแล้ง สายน้ำจึงไหลน้อย แต่ในเรื่องความสูงนั้นถือว่าอยู่ในระดับต้นๆของเอเชียเลยทีเดียว เพราะน้ำตกทงหลิง มีความสูงถึง 188 เมตร สูงที่สุดในกวางสี สูงเป็นอันดับ 2 ในเมืองจีน และเป็นน้ำตกที่ไหลยาวเป็นสายเดียวจากหน้าผาเดียวที่สูงที่สุดในเอเชีย ผมเดินตามไกด์สาวไปดูน้ำตกทงหลิงใกล้ๆชนิดสัมผัสได้ถึงไอละอองน้ำ ก่อนจะเดินบนสะพานตามไกด์เข้าไปในถ้ำใต้ดินใต้ตัวน้ำตก ที่ไม่น่าเชื่อว่าในถ้ำใต้ดินอันชื้นแฉะนี้จะดูลึกลับ ประหนึ่ง "ถ้ำวังค้างคาว" ที่ "ชอลิ่วเฮียง"เคยบุกไปทลาย(นิยายกำลังภายในของ"โก้วเล้ง")ที่เคยฉายเป็นภาพยนตร์โด่งดังเมื่อหลายสิบปีก่อน
|
|
| เส้นทางเดินเฉียดกรายใต้สายน้ำตกทงหลิง |
|
 | ในถ้ำใต้ดินนี้มีมุมเด่นๆให้ชมกันอยู่หลายจุด โดยเฉพาะมุมน้ำตกใต้ดินในถ้ำนี่ถือว่าน่าตื่นตาตื่นใจดีแท้ ในขณะที่มุมมองสวนแสงออกมาเห็นสายน้ำตกทงหลิงไหลฟูฟ่องกระทบแอ่งน้ำเบื้องล่างก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน และนั่นก็คือเสน่ห์ของอุทยานทงหลิง และน้ำตกทงหลิง ที่หลังจากเที่ยวจนเพลิดเพลินแล้วผมก็ออกมายืนฟังสาวจ้วงที่นั่งทอผ้าอยู่ 2 นาง ร้องเพลงชนเผ่าสั่งลาส่งท้าย พร้อมด้วยรอยยิ้มแสนหวาน จนมดแทบไต่ขึ้นในหัวใจ ซึ่งหากไม่รีบร่ำลาอยู่นานกว่านี้ผมคงต้องเป็นเบาหวานขึ้นใจแน่นอน
|
|
| บรรยากาศยามเช้าริมน้ำใกล้ที่พักหมิงซื่อรีสอร์ท |
|
 | "น้ำตกเต๋อเทียน" ที่สุดแห่งเอเชีย จุดหมายต่อไปคือมินิไนแองการ่า หรือ "น้ำตกเต๋อเทียน" ไฮไลท์สำคัญ แต่ว่าจากอุทยานทงหลิงไปน้ำตกเต๋อเทียนนั้นไกลนับร้อยกิโลเมตร ทางบริษัททัวร์เมอรรี่แลนด์ ที่มีคุณโฆษิต เดชวาทิน เป็นผู้นำทัวร์ จึงวางโปรแกรมไปแวะพักที่ หมิงซื่อรีสอร์ท (Mingshi Resort) รีสอร์ทแห่งใหม่ในบรรยากาศหมู่บ้านจีนโบราณ ริมสระน้ำใสท่ามกลางขุนเขาแวดล้อมอันสวยงาม ราตรีที่หมิงซื่อผ่านไปไวเหมือนโกหก ผมขึ้นมาในเช้าวันใหม่ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ แต่ก็มิวายที่จะออกเป็นชมวิวทิวทัศน์ยามเช้าอันสวยงามก่อนหม่ำอาหารเช้าตุนพลัง แล้วออกเดินทางสู่ชายแดนจีน-เวียดนามที่เมืองเต๋อเทียน มณฑลกวางสี เพื่อสัมผัสกับความยิ่งใหญ่อลังการของน้ำตกเต๋อเทียนอันลือลั่น
|
|
| จากจุดชมวิวมองลงไปจะเห็นน้ำตกเต๋อเทียนทั้งในฝั่งจีน(ขวา)และในฝั่งเวียดนาม(ซ้าย) |
|
 | จากที่พักประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆคณะเรามาถึงยังน้ำตกเต๋อเทียน ซึ่งจากจุดชมวิวมองลงไปเห็นน้ำตกเต๋อเทียนอันยิ่งใหญ่ไหลเป็นสายขาวฟูฟ่องบนหน้าผากว้างตกลงมาจากโตรกผาสู่ธารน้ำใสเขียวดูคล้ายมรกต น้ำตกเต๋อเทียน เป็นน้ำตกชายแดนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย เป็นน้ำตกชายแดนที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก(รองจากน้ำตกไนแองการ่า) และเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ลำดับต้นๆของเอเชีย ช่วงผมไปเป็นช่วงที่น้ำตกเต๋อเทียนมีปริมาณน้ำน้อยที่สุด แต่ว่าก็ยังคงไว้ลายด้วยความงามตามธรรมชาติ สมดังน้ำตกใหญ่ระดับโลก ตัวน้ำตกมีความกว้าง 120 เมตร สูงประมาณ 70 เมตร ที่อยู่ในจีนมี 3 ชั้น มีขนาดใหญ่กว่าฝั่งเวียดนาม ที่เป็นลักษณะน้ำตกชั้นเดียว(เวียดนามเรียกน้ำตกตาปาเกรียน)
|
|
| น้ำตกเต๋อเทียนฝั่งเวียดนาม |
|
 | น้ำตกแห่งนี้ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่อง และเพื่อความใกล้ชิดมากขึ้น พวกเราถือโอกาสนั่งแพไม้ไผ่ที่มีไว้บริการไปชมน้ำตกเต๋อเทียนในเขตจีนกันอย่างใกล้ชิด (ฝั่งเวียดนามข้ามไปไม่ได้) ยิ่งนั่งแพเข้าใกล้ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่อลังการและความสวยงามของน้ำตกแห่งนี้ ที่หลังจากนั้นผมไปขึ้นฝั่งด้านข้างเพื่อเดินขึ้นไปชมน้ำตกชั้น 2 และชั้นบน ก่อนจะเดินขึ้นไปชมหลักเขตแดนเสาเลขที่ 53 ที่กั้นพรมแดนจีน-เวียดนาม
|
|
| ร้านค้าเรียงรายในเส้นทางสู่หลักเขตแดน 53 |
|
 | ตอนแรกผมนึกว่ามันจะเป็นเสาโดดเด่นยิ่งใหญ่ตามสไตล์จีน แต่ประทานโทษเป็นเพียงหลักเขตธรรมดาสูงประมาณหัว แต่ที่ไม่ธรรมดาก็เห็นจะเป็นบรรดาร้านขายของที่มีตั้งแต่ 200 เมตรก่อนถึงหลักเขตไปจนถึงบริเวณรอบๆหลักเขต สำหรับสินค้าก็มีสารพัด ซึ่งไกด์ของเราบอกว่าส่วนใหญ่ปลอมทั้งนั้น แต่ก็นี่แหละบรรยากาศการท่องเที่ยวแบบจีนๆที่ค้าขายเก่ง และมันก็เข้ากับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยที่ช้อปเก่ง นับว่าไปกันได้ดีทีเดียว
|
|
| หลักเขตแดนเสาเลขที่ 53 ที่กั้นพรมแดนจีน-เวียดนาม |
|
 | ขากลับจากหลักเขต ผมไปหามุมสูงถ่ายรูปน้ำตกเต๋อเทียนอีกหลาย 10 แชะ ก่อนเพ่งพินิจพิจารณาถึงความยิ่งใหญ่ ซึ่งงานนี้ผมคงต้องยกความดีความชอบให้ธรรมชาติ ผู้เป็นดังสถาปนิกเอกที่สรรค์สร้างน้ำตกเต๋อเทียนให้ออกมาสวยงามยิ่งใหญ่อลังการ สมดังน้ำตกใหญ่ชายแดนอันดับหนึ่งของเอเชีย ซึ่งนับเป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่มนุษย์ต้องยอมศิโรราบโดยดุษฎี
|
***************************************** อุทยานทงหลิง ตั้งอยู่ในเมืองจิ้งซี มณฑลกวางสี มีความยาวทั้งสิ้นราว 2,800 เมตร กว้าง 300 เมตร ลึก 300 เมตร ด้านล่างอุทยานมีลำธารใต้ดินน้ำใสสะอาด ในช่วงมีปริมาณน้ำพอเหมาะสามารถล่องแพผ่าน 3 ถ้ำ 3 ภูเขา ชมธรรมชาติในบริเวณนี้ได้ น้ำตกเต๋อเทียน ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านเต๋อเทียน มณฑลกวางสี ชายแดนจีน-เวียดนาม เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่กำลังเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวชาวไทย โดยบริษัททัวร์นิยมนำเที่ยวในเส้นทาง หนานหนิง-ฮานอย หรือ กุ้ยหลิน-หนานหนิง
| |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 16 กุมภาพันธ์ 2552 16:58 น. | |
 |
โดย:มะเมี้ยะ
|
|
| มองจัยปูร์จากมุมสูง |
|
 | สีชมพู เป็นสีอันเกิดจากการผสมรวมกันของสีขาวและสีแดง เป็นสีที่สำหรับคนอินเลิฟแล้วจะมองเห็นแต่สีนี้เท่านั้น สีชมพูเป็นตัวแทนแห่งความอ่อนหวาน ประจุด้วยความรักอันงดงามที่อัดแน่นไว้ ความอ่อนหวานเย็นตานี้จึงไม่ใช้เรื่องแปลกประหลาด หากจะมีคนมากมายโดยเฉพาะหญิงสาวจำนวนไม่น้อยได้ให้ความหลงใหลแก่เฉดสีนี้ สำหรับฉันแล้ว ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง สีชมพูก็เป็นหนึ่งสีในดวงใจ แต่ยังไม่เคยประสบพบพักตร์กับประโยคฮิตของคนมีรักที่ว่า โลกนี้เป็นสีชมพู ด้วยตนเองสักทีว่าเป็นจริงแท้หรือไม่อย่างไร แต่จะกล่าวว่าสีชมพูมีไว้สำหรับคนมีคู่ก็ดูจะใจจืดใจดำเกินไป
|
|
| mber Fort ที่ซึ่งจะมองเห็นความรุ่งเรืองของจัยปูร์ในอดีต |
|
 | เพราะตั้งแต่ได้รู้กับเมือง “จัยปูร์” หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อเมือง “ชัยปุระ” เมืองที่มีความหมายว่านครแห่งชัยชนะเมืองหลวงของรัฐราชสถาน ในประเทศอินเดีย ฉันก็ได้ประจักษ์อย่างแท้จริงว่า ไม่จำเป็นต้องมีคู่หรืออยู่ในภวังค์รัก ก็สามารถมองเห็นโลกนี้เป็นสีชมพูได้ เมืองจัยปูร์ เป็นเมืองท่องเที่ยวชัยปุระ รัฐราชสถาน ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของอินเดีย ได้รับสมญานามว่าเป็นเมืองสีชมพู เนื่องจากทั้งเมืองบ้านเรือนถูกทาด้วยสีชมพูทั้งหมด จัยปูร์ได้รับการสถาปนาเป็นราชธานีของแคว้นราชาสถานตั้งแต่ปี ค.ศ.1728 ในสมัยของมหาราชา Jai Singh II โดยได้โปรดให้ย้ายราชธานีจากเดิมที่ Amber Fort ซึ่งอยู่บนเนินเขาสูง ลงมายังบริเวณที่ราบซึ่งเป็นตำแหน่งของจัยปูร์ปัจจุบัน
|
|
| สียอดฮิตของที่นี่คือสีชมพู แต่มองดูกลับคล้ายสีส้มๆ แดงๆ |
|
 | เมืองจัยปูร์ปัจจุบันเป็นเมืองหลวงและเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในแคว้นราชสถาน เมืองนี้จัดได้ว่าเป็นเมืองที่มีการออกแบบผังเมืองได้ดีที่สุดเมืองหนึ่ง ตัวเมืองถูกออกแบบวางผังให้เป็นเสมือนเมืองแห่งเทพเจ้าเป็นเมืองแห่งพระอาทิตย์ ตามแผนภูมิของจักรวาล โดยมีพระราชวังเปรียบเสมือนพระอาทิตย์ บ้านเรือนตัวเมืองก็ถูกวางผังให้กระจายออกไปเหมือนหมู่ดาว สิ่งปลูกสร้างโดยเฉพาะในบริเวณตัวเมืองเก่านั้นได้รับการทาสีให้เป็นสีชมพู แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาเยือนกลับมองว่ามันเป็นสีส้มๆแดงๆมากกว่าชมพู สาเหตุที่เมืองแห่งนี้ถูกอาบด้วยสีชมพูนั้นก็เนื่องจาก ในสมัยของมหาราชา Ram Singh อินเดียยังเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เพื่อต้อนรับกษัตริย์ Edward VII จากสหราชอาณาจักร (ในสมัยที่ดำรงพระยศเป็น Prince of Wales ) เมื่อปี ค.ศ.1853 จึงมีรับสั่งให้ราษฎรทาสีบ้านเรือนเป็นสีชมพู เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่กษัตริย์เจ้าอาณานิคม
|
|
| กระจกชิ้นเล็กที่ประดับตกแต่งจน Jain Mandir งดงาม |
|
 | จัยปูร์ในอดีต ถือเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ทั้งด้านวัตถุและวิทยาการสถาปัตยกรรม จะสังเกตได้จาก วังและป้อมโบราณตลอดจนบ้านเรือน ที่นอกจากจะบ่งบอกถึงความเป็น อินเดี๊ย...อินเดีย แล้วยังแสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองในอดีตอีกด้วย รากฐานทางประวัติศาสตร์อย่างหนึ่งของที่นี่ ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดชมคือ "ป้อมแอมเบอร์" (Amber Fort) จะอยู่ห่างจากตัวเมืองจัยปูร์ราว11 กิโลเมตร เป็นอดีตที่ตั้งเมืองหลวงเก่าแก่ของนครสีชมพูในสมัยแรกๆ จึงต้องมีการสร้างกำแพงและป้อมปราการเพื่อป้องกันศัตรู มีพระราชวังแอมเบอร์เป็นปราสาทขนาดมหึมาอยู่บนยอดเขาสูง อันเป็นส่วนหนึ่งของแนวป้อมปราการ ที่มีกำแพงเมืองทอดยาวเลื้อยคดเคี้ยวไปตามแนวเขาเหยียดยาวกว่า 13 กิโลเมตร พระราชวังแอมเบอร์สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1592 โดยมหาราชาแมนสิงห์ที่ 1 แห่งกองทัพพระเจ้าอัคบาร์ กษัตริย์มุสลิมแห่งราชวงศ์โมกุล มีลักษณะเป็นป้อมปราการหินทรายแดงเป็นศิลปะสถาปัตยกรรมผสมผสานของทั้งโมกุล(อิสลาม) และ ฮินดูที่เข้ากันอย่างลงตัว
|
|
| Jal Mahal หรือพระราชวังสายน้ำ |
|
 | ตัวพระราชวังจะอยู่ด้านในสุดของป้อมปราการ รายล้อมด้วยซุ้มประตู สวนหย่อม ด้วยความที่ตั้งอยู่ในที่สูงจึงสามารถมองแห่งทิวทัศน์ของเมืองได้อย่างดีเยี่ยม ห้องที่โดดเด่นสวยงามอลังการสุดๆ ในพระราชวังแอมเบอร์ก็คือท้องพระโรงใน ที่เรียกว่า "Jain Mandir" ห้องประกาศศักดาแห่งชัยชนะ ผนังและเพดานประดับด้วยกระจกชิ้นเล็กๆประดับเรียงเป็นรูปดอกไม้ แจกัน อันละเอียดลออตา อ้อ...สิ่งหนึ่งที่อย่างบอกเล่าให้รับรู้ไว้คือ จวบจนปัจจุบันเมืองจัยปูร์ ไม่เคยจะร้างปราศจากมหาราชาแม้กระทั่งช่วงที่อังกฤษเข้าปกครองอินเดีย เพียงแต่เป็นมหาราชาภายใต้อานัติของอังกฤษที่ตั้งศูนย์กลางอยู่ในนิวเดลี จนกระทั่งอินเดียได้รับเอกราชความสำคัญของเหล่ามหาราชาจึงถูกลดทอนเหลือเพียงตำแหน่งและความสำคัญในงานรัฐพิธีเท่านั้น เพราะมีความเชื่อของศาสนาพรามณ์ว่ามหาราชาสืบเชื้อสายมาจากพระราม ซึ่งเป็นอวตาลของพระวิษณุ
|
|
| Jantar Mantar อดีตหอดูดาวที่มีสิ่งก่อสร้างแปลกๆมากมาย |
|
 | กลับเข้ามาเล่าเรื่อง ป้อมแอมเบอร์ กันต่อ การจะขึ้นไปบนป้อมนั้นทำได้หลายวิธีด้วยกัน เริ่มจากเดินขึ้นไปทางด้านหน้าตามทางเดินหิน แต่เส้นทางที่นักท่องเที่ยวนิยมคือการนั่งช้าง ช้างหนึ่งเชือกสามารถบรรทุกคนได้ 4 คน หรือสามารถขับรถขึ้นไป แต่ต้องไปขึ้นจากด้านข้างของ Fort ภายใน Fort จะถูกซอยย่อยเป็นห้องต่างๆ โดยมีระบบชลประทานส่งน้ำจากบึงด้านล่าง ที่นี่มีปืนใหญ่ Cannon ที่ถูกบันทึกเอาไว้ว่าใหญ่ที่สุดในโลกตั้งอยู่ด้วย ไม่ไกลจากป้อมแอมเบอร์นัก ตรงใจกลางทะเลสาบจะพบสิ่งก่อสร้างกลางทะเลสาบคล้ายเกาะ มีชื่อว่า Jal Mahal หรือ Water palace แปลเป็นไทยว่า “พระราชวังสายน้ำ” ซึ่งเป็นพระราชวังที่สร้างในน้ำ แน่นอนว่าเวลาจะเข้าไปต้องนั่งเรือเข้าไป แต่ปัจจุบันไม่ได้เปิดให้เข้าชม ใจกลางเมืองจัยปูร์เป็นที่ตั้งของ City palace อีกหนึ่งหัวใจของเมืองสีชมพู ภายในเป็นพิพิธภัณฑ์ต่างๆมากมายแบ่งส่วนออกเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชม แสดงทั้งเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์ของใช้ ของมหาราชา และมเหสีต่างๆ ภาพวาด ภาพถ่าย เพื่อแสดงชีวิตความเป็นอยู่ของมหาราชา บางส่วนเป็นร้านค้าขายของ
|
|
| ใน Jantar Mantar ชิ้นนี้คล้ายรูปหัวใจกลับหัว |
|
 | ด้านข้างของ City palace ก็ถือว่าเป็นสถานที่สำคัญไม่แพ้กัน เรียกว่า จันทร์ มาตาร์ (Jantar Mantar )ครั้งอดีตเคยใช้เป็นหอดูดาวที่ใหญ่ที่สุดและแม่นยำที่สุดในอินเดีย เป็นที่รวมประติมากรรมคลาสสิกรูปทรงเรขาคณิตขนาดใหญ่หลายแบบ ถูกสร้างโดยมหาราชา Jai Singh ll อีกเช่นกัน มหาราชองค์นี้ถือเป็นผู้นำแห่งวิทยาการด้านดาราศาสตร์ที่เดียว ทรงศึกษาและสร้างเครื่องมือด้วยหินทรายแดงวัดตำแหน่งดวงอาทิตย์ดวงดาว หลายชิ้น บางชิ้นใช้คำนวณช่วงฤดูร้อนของปีที่จะมาถึง บางชินคำนวณอากาศและเม็ดฝน ที่นี่จึงมีสิ่งก่อสร้างรูปร่างแปลกๆมากมาย บางอันเป็นนาฬิกาเงาโดยคิดจากความยาวเงาที่เพิ่มขึ้น 4 เมตรต่อชั่วโมงก็มี
|
|
| Hawa Mahal หรือพระราชวังสายลม กับช่องหน้าต่างยลโลกของเหล่านางใน |
|
 | กล่าวถึงมหาราชาก็อดคิดถึง พระราชวังสายลม (Hawa Mahal)หรือ Palace of the wind ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายพระราชวังที่อยู่ในกำแพงเมืองของนครสีชมพูแห่งนี้ไม่ได้ พระราชวังสายลมเคยเป็นฮาเร็มของมหาราชา มีลักษณะเป็นอาคาร 5 ชั้น สร้างด้วยหินทรายออกแดงคล้ายสีปูนแห้ง เป็นรูปแบบของสถาปัตยกรรมสไตล์เปอร์เซียกับโมกุล ที่สวยเด่น คือ ลวดลายฉลุหินตามหน้าต่าง ช่องระบายอากาศที่บรรดานางสนมในวังใช้เป็นที่แอบดูชีวิตความเป็นอยู่ของสามัญชนทั่วไป และประโยชน์อีกอย่างคือเป็นช่องแสงและช่องลมมีช่องหน้าต่างจำนวนมากถึง 152 ช่อง ที่จัยปูร์แห่งนี้คุณอาจะเห็นทั้งวัว อูฐ วิ่งตัดหน้าไปมาเพราะวัวคือสัตว์เทพของศาสนาฮินดู ส่วนอูฐก็เพราะที่นี่มีภูมิประเทศค่อนไปทางทะเลทราย จัยปูร์จึงเป็นอีกเมืองหนึ่งที่นอกจากความงดงามอันเป็นหนึ่งเดียวของบ้านเรือนที่เป็นสีชมพูแล้วยังมีความงดงามทางวัฒนธรรมและเอกลักษณ์อันโดดเด่นมากมายให้มาเยือน ถ้า..ใครข้องใจว่าโลกนี้เป็นสีชมพูเป็นอย่างไร ไม่ต้องรอมีคู่ก็ไปดูได้ที่เมือง “จัยปูร์” * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * การเดินทาง จากกรุงเทพฯ สู่สนามบินอินธิราคานธี ในกรุงนิวเดลี ( New Delhi ) ใช้เวลาบินราว 4 ชั่วโมง แล้วจึงเดินทางสู่จัยปูร์ ด้วยรถไฟหรือเครื่องบินภายในประเทศ สกุลเงินที่ใช้คือ รูปี :1รูปี=1บาทไทย โดยประมาณ | | | |
| มอง อาเซียน แบบ 360° กับ ‘สุรพงษ์ ชัยนาม’ ตอนที่ 1 |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 16 กุมภาพันธ์ 2552 07:58 น. |
 |
|
| 'สุรพงษ์ ชัยนาม' อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และ อดีตเอกอัครราชทูตประจำ 5 ประเทศ |
|
 | ปัญหาการลักลอบเข้าเมืองของ “ชาวโรฮิงยา” กลายเป็นประเด็นร้อนแรงและเป็นปัญหาทางการเมืองระดับโลก ที่เข้ามาท้าทายรัฐบาลใหม่ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อย่างรวดเร็ว ชนิดที่ไม่เคยมีใครคาดการณ์มาก่อน อีกทั้งคนไทยส่วนใหญ่ยังได้ยินชื่อ “โรฮิงยา” เป็นครั้งแรกก็ใน พ.ศ.นี้จากเหตุการณ์ดังกล่าวเอง อย่างไรก็ตามเมื่อโรฮิงยากลายเป็นคำถามทางด้าน “สิทธิมนุษยชน” และ “การเมือง” ในระดับโลก ปัญหานี้ประเทศและรัฐบาลไทยจึงมิอาจมองข้าม หรือ แก้ปัญหา “โรฮิงยา” ไปอย่างลวกๆ ทัศนะจากประสบการณ์ของ 'สุรพงษ์ ชัยนาม' อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำ 5 ประเทศ (ประจำเวียดนาม โปรตุเกส กรีซ เยอรมนี แอฟริกาใต้) และอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ ที่ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ ASTV ผู้จัดการ เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่บอกเล่ารากเหง้าของปัญหาเรื้อรังของ “โรฮิงยา” ที่มีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับ “ปัญหาทางการเมืองภายในพม่า” ชนิดตัดไม่ตายขายไม่ขาด นอกจากนี้ อดีตเอกอัครราชทูตผู้กล้าหาญและมากด้วยประสบกาณณ์ผู้นี้ ยังวิเคราะห์ต่อเนื่องไปถึง การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน หรือ ASEAN SUMMIT ครั้งที่ 14 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 27 ก.พ.-1 มี.ค. ที่จะถึงนี้ด้วยว่า มีความสำคัญอย่างไรต่อประเทศและประชาชนชาวไทย เราจะได้และจะเสียอะไรบ้าง รวมไปถึงวิเคราะห์ล่วงหน้าถึง อนาคตของเหล่าประเทศในภูมิภาคแห่งนี้ที่มีประชากรรวมกันมากกว่า 570 ล้านคน ด้วยว่าจะก้าวเดินไปในทิศทางใด อดีตนักการทูตมืออาชีพอย่าง สุรพงษ์ ชัยนาม คิดและมอง สัมพันธ์ไทย-พม่า และ อาเซียน อย่างไรเชิญติดตามอ่าน ...
|
|
| ชาวโรฮิงยา |
|
 | ปัญหาโรฮิงยาที่เกี่ยวพันกับประเทศไทยมีความเป็นมาอย่างไร? จริงๆ เรื่องชาวโรฮิงยา หลบนี้เข้ามาในเมืองไทยไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ เพราะมีมาหลายปีแล้ว จำได้ว่าในสมัยพรรคพลังธรรม ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อยู่ในรัฐบาลชวน 1 (รัฐบาลนายชวน หลีกภัย พ.ศ.2535-2538) และ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ เข้าใจว่าประมาณ พ.ศ.2538 (อาเซียนซัมมิต ครั้งที่ 5) ซึ่งในตอนนั้นไทยเป็นประธานการประชุมอาเซียนที่กรุงเทพและไทยคิดไว้ว่าตอนนั้นว่า เพื่อเป็นการเตรียมการและเป็นโอกาสที่เหมาะสมที่จะให้พม่าเข้ามาเป็นประเทศสมาชิก ก็คิดว่าจะเชิญให้พม่ามาเป็นผู้สังเกตการณ์ แต่ปรากฏว่าในปีนั้นรัฐบาลพม่าได้ทำการปราบปรามชาวโรฮิงยา รุนแรงกว่าทุกครั้ง ทำให้ชาวโรฮิงยาถึง 250,000 คน และต้องหนีไปอยู่ที่บังกลาเทศ ซึ่งก็ปรากฏว่า 2 ประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่นับถือศาสนาอิสลามเหมือนชาวโรฮิงยา ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย มีปฏิกิริยารุนแรงออกมาทันทีและได้แจ้งทางรัฐบาลไทยซึ่งเป็นเจ้าภาพในขณะนั้นเลยว่า ถ้าไทยจะเชิญพม่ามาเป็นผู้สังเกตการณ์ประชุมอาเซียนในปีนั้น ทั้งอินโดนีเซียและมาเลเซียจะบอยคอตไม่เข้าร่วมการประชุมอาเซียน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศที่เป็นสมาชิกมีท่าทีเช่นนี้ คือไม่สนใจว่าไทยในฐานะเจ้าภาพจะเสียหน้าหรือไม่เสียหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทั้ง 2 ประเทศต่างให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับพี่น้องที่เป็นมุสลิมด้วยกันและในที่สุดไทยเองก็ไม่เชิญพม่ามาร่วมประชุม เพราะเห็นแก่มิตรอาเซียน
|
|
| ชาวโรฮิงยาอยู่ที่ฐานทัพเรือในซาบาง จังหวัดอาเจะห์ของอินโดนีเซีย |
|
 | ทำไม ‘โรฮิงยา’ ไม่ไปมาเลเซีย-อินโดนีเซีย? นายสุรพงษ์ เล่าอีกว่า ชาวโรฮิงยาจะมีฤดูกาลเดินทาง พวกเขาจะหลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงไม่ใช่ฤดูกาลที่ลมเป็นใจ เพราะว่าเรือที่ใช้เดินทางไม่สามารถวิ่งบนทางทะเลหลวงได้ ทำให้ต้องเลาะมาตามชายฝั่งมา ซึ่งจะเริ่มจากชายฝั่งบังกลาเทศ ชายฝั่งพม่า เลาะเรียบไปเรื่อย ซึ่งในระหว่างทางชาวโรฮิงยาก็จะโดนรีดไถอย่างต่อเนื่อง และในบางจุดบางแห่งทหารพม่าก็รีดไถเป็นกระบวนการ โดยกระบวนการดังกล่าวไม่ใช่ขบวนการค้ามนุษย์ แต่เป็นลักษณะขบวนการลักลอบเข้าเมือง ซึ่งเมื่อชาวโรฮิงยาเดินทางมาถึงประเทศไทยเจ้าหน้าที่ของประเทศไทยเอง อาทิ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เจ้าหน้าที่มหาดไทย ก็ร่วมอยู่ในขบวนการลักลอบเข้าเมืองนี้ด้วย ทั้งนี้ในอดีตชาวโรฮิงยา จะอพยพออกมาจากค่ายโดยใช้เรือ “โรฮิงยา” ซึ่งในยุคแรกๆ ก็ไปที่ประเทศซาอุดิอาระเบียก่อน ซึ่งในขณะนั้นประเทศซาอุดิอาระเบียก็รับชาวโรฮิงยาให้เข้ามาลี้ภัยในประเทศเป็นจำนวนมาก ทว่า ในตอนหลังซาอุดิอาระเบียตัดสินใจไม่รับชาวโรฮิงยาเข้าอพยพเข้ามาอยู่ประเทศอีก ทำให้ชาวโรฮิงยาจึงต้องอพยพเข้าไปในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียแทน สำหรับประเทศมาเลเซียเคยรับผู้อพยพชาวโรฮิงยาเข้าประเทศจำนวนหนึ่ง ส่วนการเดินทางไปยังอินโดนีเซียของชาวโรฮิงยาไปน้อยกว่าเนื่องจาก ไกลจากพม่าและอันตรายกว่ามาก อย่างไรก็ตาม ต่อมารัฐบาลมาเลเซียก็มีการผลักดันชาวโรฮิงยาเช่นกัน เนื่องจากเกรงว่าจะกลายเป็นประเด็นทางสังคมเศรษฐกิจในประเทศ เกี่ยวกับการมาแย่งคนงานคนมาเลเซีย นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลมาเลยเซียไม่ให้ชาวโรฮิงยาเข้าประเทศ “เท่าที่รู้รัฐบาลมาเลเซียก็รับไปไม่กี่พันคน ประมาณเป็นตัวเลข น่าจะตกอยู่ราวๆ 2-3 พัน และเท่าที่รู้หลังจากนั้นรัฐบาลมาเลเซียก็ไม่รับชาวโรฮิงยาให้เข้ามาในประเทศอีกเลย ส่งผลให้ผู้อพยพจึงเดินทางมายังประเทศไทย ผมเคยเห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์ในประเทศมาเลเซียก็มีการเสนอข่าวหลังจากมีปัญหาที่ชาวโรฮิงยาหลบหนีเข้ามาในประเทศไทยว่า เจ้าหน้าที่มาเลเซียเอง ทั้งเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจ ก็หากินกับโรฮิงยา เค้าก็มีปัญหาเรื่องการคอรัปชั่นของเค้าเหมือนกัน เพราะฉะนั้นตอนนี้มาเลเซียก็พยายามใช้มาตรการรัดกุมขึ้น แล้วก็ไม่รับและจะหาทางผลักดันออกให้หมด” อดีตเอกอัครราชทูต 5 ประเทศเล่าต่อว่า อย่างไรก็ดีเมื่อครั้งที่ตนยังทำหน้าที่เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้เคยนำเสนอเรื่องนี้ไปแล้ว เนื่องจากเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องเล็ก เนื่องจาก ไทยเคยประสบกับผู้อพยพ กะเหรี่ยง คะฉิ่น ไทยใหญ่ มอญ ผิดกฎหมายกว่า 3 ล้านคน ที่อยู่ในประเทศไทยที่เดินทางเข้าประเทศไทยทางบก ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ชาวโรฮิงยาก็ไม่ได้มีความแตกต่างไปจากชนกลุ่มน้อยเหล่านี้เลย เพียงแต่ชาวโรฮิงยาเดินทางมายังประเทศไทยทางเรือเท่านั้น “ผมเห็นว่าควรประชุมร่วมกันเลย แล้วก็เชิญจีน ลาว เกาหลีเหนือ พม่ามาด้วย มาพิจารณากัน และตอนนั้นเราก็ไม่ได้เอา UNHCR (สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ United Nations High Commissioner for Refugees) เข้ามาเกี่ยวข้อง ผมบอกว่าประเทศที่เกี่ยวข้องพวกนี้ต้นทางปลายทางต้องคุยกันร่วมเราก็เสนอไปว่าต้องรีบให้มีการประชุมส่วนภูมิภาค ประเทศต้นทาง บังกลาเทศ พม่า เราเป็นทางผ่าน ปลายทางมาเลเซีย อินโดนีเซีย แล้วผมก็บอกว่าไหนๆ ก็จะประชุมแล้วให้ผนวกเรื่องเกาหลีเหนือเข้าไปด้วย เพราะเกาหลีเหนือนี้ก็ผ่านมาทางจีน มันจะเดินมาได้ยังไงเป็นพันๆ กิโลเมตร มาแบบฉลุยเลย มันก็ต้องเบี้ยบ้ายรายทางกันมาเรื่อย จากจีนก็เข้าลาว ไม่เข้าลาวก็เข้าพม่าแล้วเสร็จแล้วก็มาไทย ผมบอกว่าถ้าไม่ทำอย่างนี้นะประเทศไทยจะกลายเป็นกองขยะใหญ่สำหรับผู้อพยพ เพราะฉะนั้นมาเลเซีย อินโดนีเซีย ที่มีความรู้สึกต่อคนที่เป็นที่นับถือศาสนาเดียวกัน รู้สึกว่าเป็นพี่น้องกันมันก็เบาบางลงแล้ว ตอนหลังพอเริ่มมามากๆ เค้าก็คิดว่าไม่ได้แล้ว เหมือนกับว่าคนโรฮิงยา ต้องมั่นใจว่าต้องหลบหนีเข้าไปอยู่ใน 2 ประเทศ นี้ได้แน่นอน เค้าก็คิดว่าถ้าให้การปฏิบัติอย่างดีก็เหมือนกับว่า เป็นการเชื้อเชิญให้มามากขึ้น ซึ่ง พล.อ.สุรยุทธ์ ก็ได้ทำหนังสือให้มีการจัดการในเรื่องนี้ เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2550 แต่กระทรวงต่างประเทศและสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ต่างปล่อยปละละเลยในเเรื่องนี้ พอเรื่องนี้แดงขึ้นมาก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โต เอาจริงก็เหมือนกับ ‘วัวหายล้อมคอก’ เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ อย่างน้อยก็ในรัฐบาลสุรยุทธ์ ได้มีการสั่งการไปแล้ว แต่หน่วยงานไม่ได้ทำ และไทยก็ได้มีการบอกไปแล้วว่า สิทธิในการผลักดันเป็นสิทธิอันชอบธรรมของทุกประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา ก็ผลักดันพวกเม็กซิกัน เมื่อผลักไม่สำเร็จ ก็จัดการนำลวดหนามมากั้นหมดเลย ส่วนออสเตรเลียก็เอาผู้อพยพไปไว้บนเกาะและไม่ให้เข้าในประเทศ ก่อนที่จะส่งตัวกลับทั้งหมด ดังนั้นการส่งกลับ เนรเทศ ผลักดันผู้อพยพ ความหมายมันเหมือนกันหมด แต่ประเด็นไม่ใช่เรื่องส่งกลับเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทุกประเทศมีสิทธิ รวมทั้งไทยด้วย เป็นอำนาจอันชอบธรรม แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าวิธีการคุณทำถูกต้องรึเปล่า ถูกต้องตามหลักการพื้นฐานที่ว่าด้วยหลักการมนุษยธรรมหรือไม่ เช่น ถ้าคุณส่งเค้ากลับ แล้วก่อนคุณกลับคุณเอาเค้ามาสืบสวนสอบสวนทุบตีเค้า ทรมานเค้า หรือคุณส่งกลับโดยไม่ให้น้ำ ไม่ให้อาหารเค้าเพียงพอ อันนี้ก็ไม่ถูกต้องแน่นอน”
|
|
| ภาพเรือที่ซีเอ็นเอ็นอ้างว่าเรือของทหารไทยลากจูงเรือชาวโรฮิงยาลงทะเล |
|
 | อัด บีบีซี-ซีเอ็นเอ็นมั่วนิ่ม อย่างไรก็ตาม นายสุรพงษ์ยืนยันว่า เรื่องสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่อง “ครอบจักรวาล” ดังเช่นที่หลายคนเข้าใจและสื่อต่างชาติบางสำนักพยายามจะเผยแพร่ข่าวและอ้างเรื่องนี้โดยตลอด “แต่สิทธิมนุษยชนมันไม่ใช่สิทธิอะไรที่เป็นข่าว ตามที่ BBC CNN ได้นำเสนอว่า ประเทศไทยละเมิดสิทธิมนุษยชน กองทัพเรือละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งสื่อต่างชาติต้องบอกมาว่าไทยละเมิดยังไง ไม่ใช่เพราะว่าไทยไม่ให้ชาวโรฮิงยาเข้าประเทศหรือว่าไทยผลักดันแล้วเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่เลย ไม่ใช่เลย การที่ประเทศไทยผลักดันผู้อพยพชาวโรฮิงยาไม่ใช่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะต้องดูตรงที่วิธีการผลักดัน เพราะฉะนั้นพวกนี้จะกลับมา เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ต้องดูว่า ตอนนำตัวชาวโรฮิงยาเข้ามาไว้ในประเทศไทย เอาไว้ที่ไหน ดูแลอย่างไร และตอนส่งออก ทำอย่างไร ขั้นตอนตรงนี้มันต้องมีความชัดเจน ด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม แต่สิทธิมนุษยชนมันไม่ใช่ เอามาอ้างว่า ผมมีสิทธิมนุษยชนที่จะเดินทางเข้าเมือง ประเทศไหนก็ได้ ถ้าผิดกฎหมายของคุณก็เป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน อันนี้เป็นเรื่องไร้สาระ มันเรื่องของมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน แต่บางคนไปเข้าใจว่าพอเค้าเข้ามาแล้วคุณต้องเลี้ยงดูปูเสื่อนะ ให้การดูแลอย่างดีเลยนะ ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่เกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่มันเป็นเรื่องกฎหมายไทย ทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎหมายไทย แต่เราในฐานะที่เค้าเป็น ‘มนุษย์’ ชื่อมันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นความเป็นมนุษย์ของเค้าเราจะต้องเคารพ นั่นคือสิทธิมนุษยชน” อดีตทูตสุรพงษ์กล่าวชี้แจง
|
แนะคิดให้รอบคอบก่อนตั้งค่ายผู้อพยพ ต่อกรณีที่มีข่าวว่ามีข้อเสนอว่า ทางไทยอาจยอมรับข้อเสนอให้ UNHCR มาตั้งค่ายผู้อพยพ จนทำให้มีประชาชนชาวไทยใน จ.ระนอง ออกมาประท้วงนั้น นายสุรพงษ์ ให้ความเห็นว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลและชาวไทยต้องคิดให้รอบคอบ โดยเขาเห็นว่าต้องมองประเด็นให้รอบคอบดังต่อไปนี้ คือ “1.เมื่อยินยอมให้เค้ามาตั้งค่ายแล้วมันต้องมีกฎ กติกา บรรทัดฐาน ที่เป็นสากลของการมีค่ายผู้อพยพ ที่ประเทศเจ้าภาพในกรณีนี้คือประเทศไทย จะต้องเคารพ ถึงแม้ว่าไทยตอนนี้เราจะยังไม่ได้ให้สัตยาบันตามข้อตกลง ปี ค.ศ.1951 ของเจนีวา ที่ว่าด้วยการดูแลผู้อพยพ (1951 Refugee Convention) 2.ถ้าเรายอมรับให้มีการตั้งค่ายผู้อพยพเราก็ยอมรับสถานะ ชาวโรฮิงยาว่าเป็น ‘ผู้อพยพ’ แต่ความจริง ชาวโรฮิงยา ไม่ใช่ผู้อพยพ แต่คนพวกนี้เป็น ‘พวกเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย’ ซึ่งแตกต่างกัน พอเป็นผู้อพยพแล้วการปฏิบัติ เงื่อนไขต่างๆ มันแตกต่างกันหมดเลย เพราะฉะนั้นอันนี้ต้องคิดให้ดี เพราะฉะนั้นถ้ายอมให้มีการเปิดค่ายผู้อพยพเราก็จะต้องมีการแก้กฎหมาย ต้องมีกฎหมายของเราภายในที่จะรองรับ เพราะว่ามันจะมีกฎกติกาที่จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องและในที่สุดก็หมายความว่าถ้าเราพร้อมที่จะให้เปิดแล้ว ไทยก็ควรที่จะต้องยอมรับ ต้องควรให้สัตยาบัน ยอมรับอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ.1951 แต่ขณะนี้เรื่องด่วนที่สุดที่ต้องคิดให้ดีในแง่ว่า ถ้าไทยยอมให้เค้าเปิดค่ายผู้อพยพก็แสดงว่าเรายอมรับว่า ชาวโรฮิงยาเป็นผู้อพยพ อันนี้ประเด็นเทคนิคที่สำคัญมาก เพราะฉะนั้นยังไม่ควรนะ ในความเห็นของผม เพราะไม่อย่างนั้นจะเปลี่ยนสถานะชาวโรฮิงยาทันทีเลย ลองคิดดูชาวโรฮิงยาที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยเป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย ซึ่งไทยมีสิทธิ์ส่งกลับไปได้ แต่ถ้าชาวโรฮิงยาเปลี่ยนสถานะเป็นผู้อพยพ ถึงแม้ไทยยังไม่ได้ให้ สัตยาบันกับอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ.1951 แต่ในหลักปฏิบัติสากลพอเป็นผู้อพยพ พอรับเข้ามาแล้วถึงไม่มีค่ายอพยพ มันมีหลักการที่เรียกว่า นอนรีฟาวเมนต์ (Non-refoulement) คือหลักการที่ประเทศเจ้าภาพไม่มีสิทธิ์ที่จะผลักดันผู้อพยพ ไม่ใช่ผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย โดยที่เค้าไม่สมัครใจ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็กลายเป็นการครอบประเทศไทยไปอีกทีเลย ถ้าเค้าเป็นผู้อพยพ แต่ถ้าเป็นผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ข้อผูกมัดเหล่านี้จะไม่มี จริงอยู่ เราบอกว่าไทยไม่ได้ให้สัตยาบัน เราก็สามารถที่จะส่งไปกลับไปได้เหมือนกันในฐานะผู้อพยพ แต่มันก็ลำบากนะ เพราะว่ายุคนี้สมัยนี้นะประชาคมโลกเค้าจะไม่ยอมรับถ้าคุณมองว่าตัวคุณเองเป็นอารยประเทศ เป็นประเทศประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยจะอยู่ได้สังคมนั้นต้องมีเสรีภาพ เพราะอันนี้จึงต้องมองในประเด็นนี้ แต่ส่วนที่บอกว่าจะเราไม่อยาก ไม่รับ ไม่ให้ในสัตยาบัน เพราะถ้าให้ก็เท่ากับว่าไทยเชื้อเชิญชาวโรฮิงยาเข้ามา ตนคิดว่า ในยุคนี้ในสมัยนี้ เหตุผลอันนี้ใช้ไม่ได้แล้ว อันนี้ใช้ได้ใน 30 ปีที่ผ่านมาแล้ว แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ได้แล้ว เราต้องดูบทบาทประเทศไทยเราควรยืนยัดอยู่บนเวทีโลกในสถานะอะไร แต่ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นด้วย ในที่สุดแล้วโลกมันก็เปลี่ยนแปลงไปมาก ก็จากหลังยุคสงครามเย็น 18 ปีที่ผ่านมาเรื่องของประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ธรรมภิบาล เรื่องของหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม เรื่องของมนุษยชาติ มันเป็นเรื่องที่ประเทศทั้งหลายในโลกนี้ใฝ่หาและให้การส่งเสริม ดังนั้นในยุคปัจจุบันนี้หลังสงครามเย็นมันไม่มีโลกที่แบ่งโดยลัทธิแล้ว คอมมิวนิสต์ ไม่เจอแล้ว เพราะว่าทุกอย่างในตอนนี้มันเน้นทางด้านนี้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเปลี่ยนเราก็ต้องเข้าใจ ถ้าเรามองดูว่าเราเป็นประเทศสังคมเปิด เราเป็นประชาธิปไตย เราเป็นอารยประเทศ มันไม่เสียหาย และรัฐบาลนี้ก็พูดว่านโยบายต่างประเทศต้องมีปัจจัยเรื่องของจริยธรรมประกอบอยู่ในนโยบายต่างประเทศ”
|
|
| นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี |
|
 | สิ่งที่ “รัฐบาลอภิสิทธิ์” ควรทำ สำหรับปัญหาชาวโรฮิงยาที่ขยายวงจนกลายเป็นปัญหาในระดับนานาชาติ และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศและรัฐบาลไทยนั้น นายสุรพงษ์กล่าวว่าสิ่งที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องรีบดำเนินการในตอนนี้คือ 1.คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง จะต้องมีผลงานออกมาให้เร็วที่สุด โดยการสอบสวนจะต้องตรงไปตรงมา มิใช่เป็นการปั้นแต่งข้อเท็จจริงขึ้นมาเอง ซึ่งถ้าหากพบว่าใครทำผิด ก็ต้องลงโทษตามความผิด 2.ต้องจัดให้มีการประชุมประเทศ ระดับภูมิภาคในประเทศที่เกี่ยวข้อง เช่น บังกลาเทศ พม่า ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อหาทางแก้และร่วมมือกัน โดยต้องมุ่งไปที่ต้นตอและรากเหง้าของปัญหา คือ การที่ระบอบการปกครองโดยทหารของพม่าไม่เอื้ออาทรต่อชาวโรฮิงยาจนก่อให้เกิดการละทิ้งแผ่นดิน “แต่อันนั้นมันจะต้องเกิดขึ้นได้ ตราบใดที่ยังไม่มีกระบวนการประชาธิปไตย เกิดขึ้นในประเทศพม่า ไม่มีการปรองดองเกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลพม่ากับชนส่วนน้อยที่เค้ามีปัญหาด้วย ตราบนั้นเราจะต้องเจอปัญหานี้ตลอด แต่ถ้าเรามีการประชุมอย่างนี้ด้วยความร่วมมือที่เกี่ยวข้อง มันจะทำให้ปัญหาเบาบางลง แค่นั้น แต่แก้ปัญหาไม่ได้ ไม่มีทาง เรื้อรัง เพราะรากเหง้าของปัญหามันอยู่ที่ระบบ แต่เราทำได้แค่ให้ปัญหามันเบาบางลงได้ ตีกรอบให้อยู่ในสภาพที่ควบคุมและให้เบาบางลงได้ เพราะว่าอะไรที่ผมพูดแบบนี้ นอกจากพม่าจะไม่เป็นระบอบประชาธิปไตยแล้ว ก็เพราะว่าพม่ายังไม่เคยรับชนกลุ่มน้อยว่าเป็นคนสัญชาติพม่า ไม่ว่าชาติไหน กะเหรี่ยง ไทยใหญ่ คะฉิ่น มอญ สมัยกี่ 10 ปีแล้วที่ไทยเจอปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย พอส่งกลับพม่ากลับบอกว่า จะรับคนก็ได้แต่ต้องขอตรวจสัญชาติก่อน แล้วก็ไม่เคยพิสูจน์ให้สักที นั่นเพราะอะไร สิ่งที่เค้ามีท่าทีอย่างนี้มาตลอด เพราะว่ารัฐบาลไทยทุกยุค ทุกสมัยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรัฐบาล ชาติชาย บรรหาร (ศิลปอาชา) บิ๊กจิ๋ว (พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ) ทักษิณ มีผลประโยชน์ และยินดีหลับหูหลับตาแลกกับผลประโยชน์” นายสุรพงษ์กล่าวอย่างตรงไปตรงมา รบ.ทักษิณ ผู้ทำลายภาพลักษณ์สิทธิมนุษยชนไทย เมื่อเราถามว่า หากมีการตั้งค่ายผู้อพยพชาวโรฮิงยา เงื่อนไขจะมีความคล้ายคลึงกับการตั้งค่ายผู้อพยพเขมร หรือไม่ นายสุรพงษ์ให้คำตอบว่า “การตั้งค่ายผู้อพยพกัมพูชาเมื่อก่อนเป็นการตั้งค่ายที่ประเทศไทยยินยอม เพราะเราแบกภาระไม่ไหว เพราะผู้อพยพมีเกือบ 500,000 คน โดยถึงแม้ความช่วยเหลือจะมา แต่มันไม่ไหวเจ้าหน้าที่ของเราไม่เพียงพอ แต่จากประวัติของไทยในด้านการให้ความช่วยเหลือร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศในเรื่องการให้ความช่วยเหลือดูแลผู้อพยพ จากสงครามกัมพูชา และ สงครามเวียดนาม ก็ดี ทำให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับมากในสังคมโลกว่าเป็นประเทศที่มีคุณธรรม มีจริยธรรม มีการดูแลเผื่อแผ่ ในด้านของมนุษยธรรม มนุษยชาติ อันนี้มาเสียมาก ตอน ยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่ภาคใต้ ในเรื่องตากใบ ฆ่าตัดตอน ภาพดีๆ ที่เคยทำไว้ถูกลบไปหมดเลย ชื่อเสียงของประเทศไทยในภาพลักษณ์การดูแลสิทธิมนุษยชน ที่ดูดีสูงสุดเลย อยู่ในช่วงพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และมี พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งท่านเป็นรัฐมนตรีอยู่ 11 ปี และในช่วงนั้นอยู่ในช่วงสงครามในกัมพูชา เรามีค่ายผู้อพยพเขาอีด่าง แถว จ.ปราจีนบุรี และอรัญประเทศ เยอะแยะเลย” ชี้ต้องจัดการกับสื่อให้เป็น ต่อประเด็นเรื่อง “การคุกคามจากสื่อ” เมื่อ ASTV ผู้จัดการ ถามว่าในฐานะที่เคยเป็นโฆษกกระทรวงการต่างประเทศมาก่อน นายสุรพงษ์รู้สึกหรือไม่ว่า บทบาทของกระทรวงต่างประเทศในการตอบโต้ข่าวจากต่างประเทศดูจะไม่ทันท่วงทีเท่าใดนัก โดยในประเด็นนี้เขาให้ความเห็นว่า ในปัญหาเร่งด่วนอย่างเช่น กรณีโรฮิงยารัฐบาล กระทรวงต่างประเทศและกองทัพจะต้องประสานงานกันอย่างใกล้ชิดและให้ข้อมูลตรงกัน “เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น เช่น กรณีโรฮิงยา เหตุการณ์เกิดขึ้นวันนี้ โฆษกรัฐบาล โฆษกกระทรวงต่างประเทศ โฆษกกองทัพ จะต้องพูดในภาษาเดียวกัน จะต้องคุยกันให้ชัดเจน แล้วก็ตอบออกมาเลยว่า เรื่องนี้หนึ่ง โรฮิงยาไม่ใช่ผู้อพยพ เข้ามาในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย สอง ประเทศไทยมีสิทธิที่จะผลักดันไม่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างนี้ต้องพูดออกมาทันทีได้เลย แต่นี้รอตั้ง 2 วัน กว่าจะออกมาชี้แจง แต่พอโดนตีหนักเข้าเก้าอี้ชักร้อนแล้ว ก็เลยออกพูด แล้วเมื่ออกมาพูด ก็ยังพูดไม่ถูกประเด็น คิดอย่างเดียวคือตอบโต้ในทางลบ มีท่าทีเนกาทีฟมากคือ บอก “ไม่ ไม่” ปฏิเสธอย่างเดียว อย่างนี้ไม่ใช่ท่าทีที่ถูกต้องเพราะยิ่งคุณปฏิเสธ โดยคุณไม่มีข้อเท็จจริงมาหักล้าง แทนที่จะเป็นผลดีกับบ้านเมืองกลับเป็นผลเสียหาย เพราะการปฏิเสธ โดยไม่มีข้อเท็จจริงมาพิสูจน์ มันไม่เป็นผลดีนะ มันเท่ากับเป็นการตอกย้ำให้ประชาคมโลกเค้าเห็นว่า คุณปฏิเสธแสดงว่ามันจริงแล้ว ใช่ไหม คุณต้องตอบแบบสุภาพบุรุษซิ บอกว่าไม่เป็นจริงครับ เพราะว่า 1.เรื่องนี้เป็นเรื่องผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย 2.สิทธิมนุษยชนไม่ใช่เป็นเรื่องที่มาอ้าง คุณจะมาละเมิดกฎหมายเข้าน่านน้ำของประเทศอื่นไม่ได้ 3.การผลักดันเป็นสิทธิที่ต้องทำของทุกประเทศ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ใครก็ทำทั้งนั้น 4.รากเหง้าปัญหาเหล่านี้อยู่ที่รัฐบาลเผด็จการทหารของพม่า เมื่อ ASTV ผู้จัดการ ถามต่อว่าแล้ว การที่สื่อต่างประเทศพยายามกล่าวหาว่า สำหรับปัญหาเรื่องชาวโรฮิงยานี้ทหารไทยเป็นผู้ทำผิด และรัฐบาลชุดนายอภิสิทธิ์มีทหารคอยหนุนหลังอยู่ดังนั้นจึงไม่มีทางที่รัฐบาลจะสอบสวนจนหาคนกระทำผิดมาลงโทษ จะแก้ไขอย่างไร นายสุรพงษ์ตอบว่า “ในบริบทการเมืองอย่างนี้ รัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นรัฐบาลชุดปัจจุบัน เราก็รู้อยู่แล้วว่าภายนอก ใครที่ไม่อยากให้รัฐบาลประชาธิปัตย์อยู่ต่อไป ส่วนภายในก็มีกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลอยู่ ทั้งในสภาและนอกสภาและก็การเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลนี้ทั้งภายในประเทศและนอกประเทศที่เชื่อมโยงกับสื่อต่างชาติ เพราะสื่อต่างชาติก็มองไทยในแง่ลบมาตั้งแต่รัฐประหาร พ.ศ.2549 แล้วคุณดูได้แนวทางการรายงานเค้า ช่วงหลังๆ ก็เริ่มรายงานข้อเท็จจริงมากยิ่งขึ้นแต่ ยังไม่มีการพูดแบบที่ทำให้เครดิตกับรัฐบาลเลย หาทางจับผิดอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นในสภาพการณ์อย่างนี้ พอเกิดเรื่องที่ไม่ดีขึ้น ก็เท่ากับว่าแน่นอนเลย มันขย่มแน่ ทุกคนที่ไม่ชอบรัฐบาลนี้อยู่แล้วนี้นะ ที่เค้าต่อต้าน หาแผลอยู่แล้วก็ละเลงเกลือเข้าไปเลย สื่อต่างชาติที่เค้ามีวาระซ่อนเร้นจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ เค้าก็ใส่เต็มที่ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องประหลาดและผมจะไม่พยายามเอา Conspiracy Theory (ทฤษฎีสมคบคิด) มาเชื่อมโยง ซึ่งผมรู้ว่ามันมี แต่อย่าลืมว่าต่างประเทศรู้ว่าประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว ผมคิดว่ามันธรรมดา ซึ่งผมไม่เห็นด้วยนะกับที่สื่อต่างประเทศทำ และเราก็รู้ว่าคุณทักษิณเค้าคิดอะไร ยังไง ต่างๆ แต่ผมคิดว่าเมื่อคุณมีแผลให้เค้าเล่น เค้าก็เล่นอ่ะ มันธรรมดา เพราะฉะนั้นอย่างที่บอกว่า ตอนนี้อยู่ที่รัฐบาลนี้ อย่าไปพูดแก้ตัวอย่างไรในต่างประเทศ ให้ทูตทั้งหลายไปชี้แจง พูดแสนคำล้านคำไม่เท่ากับดำเนินการให้เห็นเลย อย่างคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง สั่งรึยัง มีผลแค่ไหน รายงานออกมา อันนี้จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะไม่งั้นมันคลุมเครือใช่ไหม เรื่อง Conspiracy ผมรู้ว่ามันมี แต่อย่าลืมว่าต่างประเทศรู้ว่าประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว ประเทศตะวันตกรู้ โดยเฉพาะบรรษัทข้ามชาติทั้งหลาย มันรู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงแล้ว แต่มันรู้ว่ารัฐบาลนี้อำนาจรัฐยังอยู่ในมือไม่ชัดเจนและตอนนี้ก็อาจจะเริ่มมีคน คิดทฤษฎีแบบนี้ คุณคงจำได้สมัยที่เวียดนามรุกรานสงครามในกัมพูชา เพื่อทำสงครามกับพอลพต 12 ปีของกองกำลังของเวียดนาม เวียดนามจะพูดอยู่อย่างเดียวว่า ตราบใดที่พอลพตฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยังอยู่ในกัมพูชา เหตุผลของการมีกองกำลังต่างชาติเวียดนามก็จะอยู่ต่อในกัมพูชา เอาล่ะที่ผมพูดอย่างนี้เพราะอะไร
|
|
| กลุ่มคนเสื้อแดง นำรูปพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาปลุกใจในการชุมนุม |
|
 | ขณะนี้คุณดูจากเหตุการณ์ที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองปฏิบัติต่อ “เสื้อแดง” ใช่ไหม ผมเลยมองและคิดไปว่า มันเป็นได้มากนะคุณว่า จริงๆ แล้วรัฐบาลนี้จะอยู่ได้นานหรือไม่นานบางคนบอกว่า ขึ้นอยู่กับฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ทั้งเสื้อแดง และ ส.ส.ในสภาอะไรนี้ หรือคุณเนวิน ชิดชอบ อาจจะหักหลังรัฐบาลอะไรก็แล้วแต่ แต่ผมว่าไม่ใช่หรอก รัฐบาลนี้จะอยู่ได้ต้องเลี้ยงเสื้อแดงไว้ รัฐบาลนี้จะอยู่ได้ต้องมีภัยของทักษิณยังอยู่ เหมือนกับปลุกผีคอมมิวนิสต์ไง นี้ก็เหมือนกับสหรัฐอเมริกาไง มีหนี้สินเยอะแยะเลย แต่สหรัฐอเมริกาล้มไม่ได้ จีนซึ่งเป็นเจ้าหนี้ก็ไม่ให้ล้ม ต้องประคองสหรัฐอเมริกา นี่ก็เหมือนกันมันเป็นไปได้นะคุณ คือหมายความว่าเค้าไม่ส่งเสริมเสื้อแดงและไม่ให้คุณทักษิณกลับมา แต่การที่พูดและย้ำภัยทักษิณ ถ้าคุณไม่สนับสนุนรัฐบาลนี้ ทักษิณ มีโอกาสกลับมานะ ก็ปล่อยให้เสื้อแดงเล่นไป แล้วก็ปรามๆ ก็ยังคงเลี้ยงไว้ เผื่อให้ทักษิณและเสื้อแดงต้องมีอยู่ เพื่อประชาธิปัตย์และพรรคร่วมอยู่ได้ มันเป็นไปได้มาก เหมือนกับเวียดนาม เวียดนามสามารถทำลายเขมรแดงได้ เค้าก็ไม่เอา เพราะว่า การมีเขมรแดงอยู่ในกัมพูชา มันเป็นเหตุผลของการดำรงไว้ซึ่งกองกำลังเวียดนามไว้ ของพันธุ์นี้นะ เราต้องดูพฤติกรรมต่อไปของรัฐบาล ในเรื่องของคดีต่างๆ ทั้งหลาย ในเรื่องของเสื้อแดง เพราะว่าตอนนี้คนมันเบื่อมากใช่ไหม การเมืองคนก็อยากหายใจ และการปลุกว่าทักษิณมีโอกาสกลับมานะ คนส่วนใหญ่ก็ไม่อยากให้กลับ ก็ต้องอยากให้รัฐบาลอันนี้อยู่ต่อไป …” ----------- หมายเหตุ : ติดตามบทสัมภาษณ์พิเศษ มอง อาเซียน แบบ 360° กับ ‘สุรพงษ์ ชัยนาม’ ตอนที่ 2 เจาะลึกอดีต-ปัจจุบัน-อนาคต อาเซียน ทางเว็บไซต์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 | |
| รายละเอียดการจ่ายเงินบริจาคช่วยผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตระหว่างชุมนุม 193 วัน |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 18 มกราคม 2552 07:21 น. |
 |
|
เกณฑ์การพิจารณาจ่ายเงินชดเชยผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 193 วัน ระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม - 3 ธันวาคม 2551 จากกองทุนช่วยเหลือเพื่อผู้บาดเจ็บและเพื่อผู้เสียชีวิต โดย ศูนย์เยียวยาผู้บาดเจ็บ ผู้พิการ และผู้เสียชีวิตโทรศัพท์ 0-2814-3021 โทรสาร 0-2814-0369 มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน
| 1.ผู้เสียชีวิต จ่าย 1,000,000.00 บาท และจัดงานศพให้
| จำนวน 10 ราย
|
| 2.ผู้สูญเสียอวัยวะ จ่าย 800,000.00 - 1,000,000.00 บาท
| จำนวน 7 ราย
|
| 3.ผู้บาดเจ็บสาหัส (อาการโคม่า) จ่าย 1,000,000.00 บาท
| จำนวน 2 ราย
|
| 4. ผู้บาดเจ็บสาหัส จ่าย 200,000.00-700,000.00 บาท
| จำนวน 33 ราย
|
| 5.ผู้บาดเจ็บปานกลาง จ่าย 60,000.00 - 180,000.00 บาท
| จำนวน 57 ราย
|
| 6.ผู้บาดเจ็บเล็กน้อย จ่าย 30,000.00 - 55,000.00 บาท
| จำนวน 72 ราย
|
| 7.ผู้บาดเจ็บทั่วไป จ่าย 3,000.00 - 10,000.00 บาท
| จำนวน 6 ราย
|
| 8. ผู้บาดเจ็บทั่วไป (ผ่านกองทัพธรรมมูลนิธิ) จ่าย 3,000.00 - 5,000.00 บาท
| จำนวน 488 ราย
|
| รวมจำนวนทั้งสิ้น
| 675 ราย | หมายเหตุ - รวมจำนวนผู้เสียชีวิต ผู้พิการ และผู้บาดเจ็บ ผ่านศูนย์เยียวยาผู้บาดเจ็บ ผู้พิการ และผู้เสียชีวิต จำนวนทั้งสิ้น 187 ราย และผู้บาดเจ็บเล็กน้อยผ่านกองทัพธรรมมูลนิธิ จำนวนทั้งสิ้น 488 ราย (ไม่ได้พิมพ์รายชื่อให้ปรากฏ แต่ตรวจสอบได้ที่ศูนย์เยียวยาฯ) วิธีจ่าย - จะจ่ายเงินเป็นงวดๆ จนครบตามเกณฑ์ที่กำหนด จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2551 โดยพิจารณาจากอาการบาดเจ็บจริง และจะจ่ายส่วนที่เหลืออีกตั้งแต่กลางเดือนมกราคม 2552 เป็นต้นไป สรุปข้อมูล ณ วันที่ 14 มกราคม 2552
รายงานเงินบริจาค รับ-จ่าย ผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ บัญชีกระแสรายวัน ธนาคารกสิกรไทย ชื่อบัญชี นายพิภพ ธงไชย เพื่อผู้เสียชีวิต เลขที่ 008-1-09707-0 บัญชีกระแสรายวัน ธนาคารกสิกรไทย ชื่อบัญชี นายพิภพ ธงไชย เพื่อผู้บาดเจ็บ เลขที่ 008-1-09660-0 วันที่ 10 ตุลาคม 2551 ถึง 31 ธันวาคม 2551
|
|
|
| บาท
|
|
| ผู้เสียชีวิต
| ผู้บาดเจ็บ
| รวม
|
| รายรับ :-
|
|
|
|
| เงินรับบริจาคเข้าบัญชีโดยตรง
| 3,110,569.55
| 8,370,547.20
| 11,481,116.75
|
| เงินรับบริจาคผ่านคุณพิภพ ธงไชย นำฝากเข้าบัญชี
| 994,720.00
| 14,827,373.01
| 15,822,093.01
|
| เงินรับบริจาคผ่าน ASTV นำฝากเข้าบัญชี
| 2,202,160.00
| 10,503,740.00
| 12,705,900.00
|
| รวมรายรับบริจาค
| 6,307,449.55
| 33,701,660.21
| 40,009,109.76
|
| รายจ่าย :-
|
|
|
|
| จ่ายช่วยเหลือ ผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ
| 5,972,758.00
| 21,896,538.05
| 27,869,296.05
|
| ค่าใช้จ่ายอื่น
| 1,607.44
| 132,590.00
| 134,197.44
|
| เงินวางประกันศาล
| 300,000.00
| 0.00
| 300,000.00
|
| รวมรายจ่าย
| 6,274,365.44
| 22,029,128.05
| 28,303,493.49
|
| รายรับมากกว่ารายจ่าย
|
|
| 11,705,616.27 |
| เงินฝากธนาคารคงเหลือ :- 31 ธ.ค. 2551
|
|
| ธ.กสิกรไทย-กระแสรายวัน นายพิภพ ธงไชย เพื่อผู้เสียชีวิต # 008-1-09707-0
| 183,784.11
|
| หัก เช็คยังไม่ขึ้นเงิน
| (30,700.00)
|
| ธ.กสิกรไทย-กระแสรายวัน นายพิภพ ธงไชย เพื่อผู้บาดเจ็บ # 008-1-09660-0
| 12,450,961.16
|
| หัก เช็คยังไม่ขึ้นเงิน
| (898,429.00)
|
| รวมเงินฝากคงเหลือ
| 11,705,616.27 | สรุปข้อมูล ณ วันที่ 14 มกราคม 2552 คลิกอ่านรายละเอียด รายงานการจ่ายเงิน ==>  สามารถบริจาคเพิ่มเติมได้ที่ ชื่อบัญชี มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินเพื่อช่วยเหลือพันธมิตรผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย สาขาบางลำภู เลขที่บัญชี 008-2-24447-8
| | | | | |
|