|
|
| ส.ว.ฟันธง นปช.หมิ่นเบื้องสูง |
| โดย ทีมข่าวอาชญากรรม
| 29 ธันวาคม 2551 19:14 น. |
 |
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
ม็อบ นปช.สุดแสบ ปิดรูปในหลวง-ราชินี ข้างข้อความ “อภิสิทธิ์ชนโจร” บนเวทีปราศรัยหน้าสภา “ม.ล.ปนัดดา” ชี้ เป็นเรื่องไม่สมควร “ส.ว.อนุศาสตร์” ยันหมิ่นเบื้องสูง “วีระ” แนะแจ้งความเอาผิด จากกรณีเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ ม็อบเสื้อแดง ได้ชุมนุมปิดล้อมอาคารรัฐสภา เพื่อขัดขวางมิให้รัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เข้าไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 176 โดยที่ กลุ่ม นปช.เริ่มชุมนุมมาตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค.ต่อเนื่องจนถึงวันนี้ (29 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงสายของวันที่ 29 ธ.ค.นั้น ที่บริเวณเวทีปราศัยของกลุ่ม นปช.ซึ่งตั้งอยู่หน้ารัฐสภานั้น มีการนำภาพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ มาติดที่ฉากหลังของเวที พร้อมทั้งข้อความที่อยู่บริเวณด้านข้างขนาดใหญ่ ว่า “อภิสิทธิ์ชนโจร” ทั้งนี้ รูปพระบรมฉายาลักษณ์ดังกล่าวนั้น ได้นำมาติดตั้งในวันที่ 29 ธ.ค.เป็นวันแรก ซึ่งเป็นวันแถลงนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.ที่ผ่านมานั้น ฉากหลังเวทีดังกล่าวยังมีเพียงข้อความว่า “อภิสิทธิ์ชนโจร” เท่านั้น และไม่มีภาพพระบรมฉายาลักษณ์ ทั้งนี้ การนำภาพพระบรมฉายาลักษณ์มาติดด้านข้างข้อความ “อภิสิทธิ์ชนโจร” นั้น ทำให้เป็นที่วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งจากผู้ที่พบเห็นและสื่อมวลชนว่าไม่เหมาะสม จนมีการโพสต์ในเว็บไซต์ต่างๆ รวมทั้งยังมีการเสนอภาพข่าวในช่วงข่าวภาคเที่ยงของสถานีโทรทัศน์หลายช่องด้วย จนมีการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยว่า อาจถูกตีความที่ล่อแหลมนำไปสู่การละเมิดสถาบันได้ อย่างไรก็ตาม มีการขอร้องให้แกนนำ นปช.เอาภาพพระบรมฉายาลักษณ์ออกจากเวที จนทำให้แกนนำต้องปลดภาพพระบรมฉายาลักษณ์ออกจากหลังฉากเวทีในช่วงเที่ยง เหลือเพียงแค่ข้อความว่า “อภิสิทธิ์ชนโจร” เท่านั้น “ปนัดดา” ชี้ เป็นเรื่องไม่สมควร ม.ล.ปนัดดา ดิสกุล ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีกลุ่ม นปช.ใช้ฉากหลังเวทีปราศรัยหน้ารัฐสภาโดยมีพระบรมฉายาลักษณ์ และข้อความที่ส่อไปในการดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยขอให้ผู้สื่อข่าวบรรยายภาพที่เกิดขึ้นให้ฟัง ทันทีที่ผู้สื่อข่าวรายงานให้ทราบจบ ม.ล.ปนัดดา ได้อุทานออกมาว่า โอ้โห เป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำ ตนแปลกใจทำไมถึงกำหนดภาพ และการกระทำเช่นนี้ น่าจะมีคำอธิบายได้ว่า ที่ปฏิบัติไปเช่นนั้นมีความหมายไปในทางหนึ่งทางใดอย่างไร ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า ตามจารีตประเพณีของคนไทยแล้ว พระบรมฉายาลักษณ์ของล้นเกล้าทั้ง 2 พระองค์ เป็นที่เคารพเทิดทูนบูชาของประชาชนคนไทยทั้งชาติ ตนคงจะเรียนเพียงเท่านี้ก่อน จะติดตามดู อะไรก็ตามที่มีการใช้พระบรมฉายาลักษณ์ หรือถ้อยคำในการต่างๆ ไม่เพียงแต่เฉพาะการชุมนุมของประชาชนในลักษณะเช่นนี้เท่านั้น คงเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกันตรวจตรา และมีความพินิจพิเคราะห์ละเอียดรอบคอบเป็นอย่างสูง ผู้สื่อข่าวถามว่า การกระทำลักษณะนี้เป็นความผิดข้อหาดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือไม่ ม.ล.ปนัดดา ตอบว่า ตนยังตอบไม่ได้ เพราะยังไม่เห็นภาพดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ขอฝากให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องช่วยกันสำรวจตรวจตรา อย่าให้กลับกลายเป็นปัญหาของความแบ่งแยก หรือความขัดแย้งระหว่างพี่น้องประชาชนคนไทยกันอีกเลย ส.ว.ฟันธงหมิ่นเบื้องสูง นายอนุศาสตร์ สุวรรณมงคล สมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยในเรื่องเดียวกันว่า รู้สึกตกใจ ถือเป็นการท้าทายของกลุ่ม นปช.เนื่องจากสถาบันเป็นสิ่งที่ทุกคนควรเทิดทูนเหนือหัว นปช.ทำอย่างนี้ไม่เหมาะสม ยิ่งตัวอักษรที่อยู่เคียงข้างที่ว่า “อภิสิทธิ์ชนโจร” เป็นคำเขียนที่รุนแรง อุจาด ซึ่งเรื่องอย่างนี้จะมาแก้ตัวทีหลังไม่ได้ เพราะเวทีที่นำไปใช้เป็นเวทีทางการเมือง โดยเฉพาะเวทีการประท้วงยิ่งไม่ควร ซึ่งการที่ นปช.ทำอย่างนี้ ทำให้คนฉุกคิดตามไม่ได้ว่าเป็นไปในแง่อื่นใด นอกเหนือจากหมิ่นเบื้องสูง อย่างไรก็ตาม นายอนุศาสตร์ กล่าวย้ำว่า เป็นการท้าท้าย เป็นการหมิ่นฯ ซึ่งการจะตั้งภาพพระบรมฉายาลักษณ์ หรือนำพระบรมฉายาลักษณ์มาขึ้นบนเวทีต้องมีโต๊ะหมู่บูชา แต่ นปช.ไม่มีบนเวที แต่กลับเป็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์กับตัวอักษรที่อ่านแล้วรุนแรง ตนขอฝากถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องพิจารณาประเด็นนี้ให้จริงจังด้วย อย่านิ่งเฉย หรือปล่อยผ่านเลย ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นอยู่ต่อหน้า ก็ควรตัดสินใจได้เลยว่าจะทำอย่างไร “วีระ” ชี้ มีเจตนาพิเศษจี้เอาผิด นายวีระ สมความคิด ประธานคณะกรรมการอำนวยการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คตป.) เปิดเผยถึงกรณีเดียวกัน ว่า เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะถือเป็นการชี้นำที่แฝงด้วยเจตนาบอกว่าทั้งสองพระองค์เป็น “อภิสิทธิ์ชน โจร” ซึ่งภาพพระบรมฉายาลักษณ์ใดๆ ก็ตามการที่จะมาเป็นฉาก หรือเผยแพร่ใดๆ ต้องได้รับอนุญาตก่อนทุกครั้ง แต่การนำภาพในหลวง กับราชินี มาใช้ทำอย่างนี้เข้าข่ายผิดกฎหมาย ประชาชนคนใดเห็นฉากดังกล่าว และมีหลักฐาน สามารถเข้าแจ้งความเอากับ นปช.ในข้อหาฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้ทุกเมื่อ แต่ในแนวทางการต่อสู้ในด้านกฎหมาย ถือว่า นปช.ฉลาดพอสมควร เพราะทำให้ก้ำกึ่งต่อการเอาผิดได้ หากอัยการ หรือในด้านพนักงานสอบสวน ขาดพยานหลักฐานที่ไม่มีน้ำหนักก็หลุดง่าย เพราะ นปช.สามารถอ้างได้ไม่มีเจตนา ไม่ตั้งใจลบหลู่ ถ้าจะลบหลู่คงไม่นำมาขึ้นแบบนี้ และยิ่งถ้า นปช.อ้าง ทำไปเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็ยิ่งเอาผิดหมิ่นเบื้องสูงไม่ได้ ดังนั้น ตนเห็นว่า อัยการ และเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทำให้เห็นถึงเจตนาพิเศษ ที่ นปช.ทำไปเพราะต้องการให้เกิดความเสียหายต่อทั้ง 2 พระองค์ ถึงจะดำเนินคดีผู้ที่ไม่จงรักภักดีได้ อย่างไรก็ตาม นายวีระ กล่าวว่า ส่วนตัวมั่นใจ นปช.มีเจตนาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่ไม่รู้ว่าในชั้นศาลแล้วจะมีหลักฐานที่จะทำให้เห็นเหมือนเราหรือไม่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล ซึ่งพนักงานสอบสวนในคดีหมิ่นเบื้องสูง ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าต้องการทำให้เกิดความเสียหาย ดูหมิ่น เกียดชัง ลบหลู่ ซึ่งองค์ประกอบภายใน และองค์ประกอบภายนอก ต้องสอดคล้องชี้ชัดในเจตนาให้เห็นมีคนทำผิดจริง จึงจะทำให้ผู้ที่จงใจกระทำไม่บิดพลิ้วในข้อกฎหมายได้ “เจิมศักดิ์” มองเป็นเรื่องแปลก นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กล่าวว่า ตนทราบเรื่องนี้แล้ว มีสมาชิกวุฒิสภามาเล่าให้ฟัง แต่ยังไม่เห็นภาพที่เป็นฉาก แต่ตนรู้สึกว่าคนไทยทุกคนที่รักชาติเค้าจะไม่ทำอะไรที่ก้าวล่วง หรือเรื่องที่ก้าวก่ายพระมหากษัตริย์ที่ทำให้ประชาชนด้วยกันรับไม่ได้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ถือเป็นของสูง การนำภาพที่ตีความเป็น 2 แง่ มาทำเป็นฉากหรือทำการใดๆ คนไทยเค้าไม่ทำกัน ส่วนตัวมองเป็นเรื่องแปลก ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่า การจะจงรักภักดีต้องเอาภาพไปขึ้นบนเวทีด้วยหรือ และการที่มีองค์ประกอบเป็นตัวหนังสือ เป็นข้อความใดๆ ต้องดูเจตนานำมาใช้งานอะไร เอาภาพมาทำไม “ทองใบ” เป็นเรื่องไม่เหมาะสม นายทองใบ ทองเปาด์ ทนายความรางวัลแมกไซไซ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยถึงเรื่องนี้ว่า ภาพพระบรมฉายาลักษณ์มีไว้เพื่อสักการะ จะนำมาใช้เพื่อการโฆษณาไม่ได้ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ ระบุไว้ชัดเจน พระมหากษัตริย์ ราชินี มีเพื่อสักการะ ผู้ใดละเมิด ถือว่ามีความผิด ซึ่งจะนำมาเป็นวัตถุทางการเมืองยิ่งไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง เป็นเรื่องมิบังควร ซึ่งการจะเคลื่อนไหวทางการเมืองในเรื่องใดก็ตาม อย่าไปเอาเบื้องสูง หรือสถาบันมาเกี่ยวข้อง ซึ่ง นปช.ต้องทำตามวิถีทางประชาธิปไตย ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมืองอยู่แล้วไม่ควรนำมาใช้เพื่อการโฆษณา
| | | | | |
Reliving HISTORY
A royal monument in the city centre has just been renovated and will soon be open to the public
USNISA SUKHSVASTI and YINGYONG UN-ANONGRAK
Tucked behind Bangkok's main shopping district of Pathumwan, Tamnak Yai (literally the Great Mansion) - the former palace of Queen Savang Vadhana, grandmother of His Majesty the King - stands proudly within the vast compound of Sra Pathum Palace overlooking the urban landmark that is Siam Paragon. It was here that Queen Savang Vadhana, queen of the fifth reign, spent the last 39 years of her long life with her son, Prince Mahidol, and his wife, the Princess Mother, and her grandchildren.
|
| The Queen Savang Vadhana museum. |
It was here that the wedding of Their Majesties the King and Queen took place in April 1950, as well as that of Their Royal Highnesses Prince Mahidol and the Princess Mother before that.
The mansion has been set up as a museum following the royal initiative of HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn, the newest royal resident of Sra Pathum Palace. After three years of fund-raising and restoration, the once deserted palace has now been brought back to life, ready to fulfil its aim of reminding the public of the achievements of Queen Savang Vadhaha and what she did for the country and the people.
The queen was a visionary, and thoroughly advanced beyond her years at a time when women were still voiceless. She was the president of the Thai Red Cross, a position she held until her death in 1955.
She also set up a mobile doctors unit, which travelled around the country providing medical treatment by ox-cart, a concept which was sustained by her daughter-in-law, the Princess Mother.
Her interest in public health inspired her son, Prince Mahidol to take up medicine after he had completed his studies at a naval academy in Germany. Furthermore, the Princess Mother herself was a recipient of a nursing scholarship funded by the queen.
Queen Savang Vadhana was a royal patron of Siriraj Hospital as well as Somdet Na Sriracha Hospital in Chon Buri.
The queen was equally interested in education, especially the equal opportunity for education for girls and boys. She was therefore, a royal patron of Rajini School, as well as the monks' college in Pathum Wanaram Temple.
On the political front, she put up funds from her privy purse to pay off damage claims by the French who gained land on the left bank of the Mekong River as a result of the 1893 crisis.
|
|
|
| The east wing of Tamnak Yai, former residence of Queen Savang Vadhana.
| The Study.
| The White Bedroom. |
Soci-economic issues were also part of her concern. To allow women to earn a steady income, she introduced rice mills and weaving groups, and encouraged them to take up handicrafts.
All these achievements are displayed in a well-presented museum in a building north of Tamnak Yai. Here, a video room plays a documentary of the queen's life and achievements, and a well-researched genealogical tree dominates one wall of the museum.
Most significant is the Tamnak Yai itself, which is believed to have been designed by Italian architect Mario Tamagno based on its architectural similarities to Sri Sudhinivas Throne Hall in Phaya Thai Palace and Ban Phraya Suriyanuwat.
The interior of Tamnak Yai has been recreated to represent the three stages of its residency. The first stage dates from the early days when the mansion was first completed in approximately 1914 to welcome its first royal inhabitant, Prince Mahidol, upon his return from Germany. This stage was highlighted by the wedding of Prince Mahidol and Miss Sangwan Talabhat, officiated by King Vajiravudh in 1920. This period is represented by the Reception Room and the Ceremonial Room.
|
|
| Northern entrance to Tamnak Yai.
| The Grey Bedroom. |
The second stage, represented by the Grey Bedroom and the Study, marks the return of Prince Mahidol and his consort and eldest daughter from England, during which Queen Savang Vadhana took up residence in the adjacent Tamnak Kiew (Green Mansion) to make way for her son and his expanding family.
The third stage, represented by the White Bedroom, the Prayer Room and the Leisure Room, mark the return of Prince Mahidol and the Princess Mother with their three children from the US. A new mansion, Tamnak Mai (New Mansion) was built to house the young family while the queen remained in Tamnak Yai until the end of her days.
The east entrance to Tamnak Yai has been set as the entrance to the palace museum. The first room has been set up as a display area for some of the memorabilia of the palace. Most notable is a selection of correspondence - letters, telegraphs and even wills - between Queen Savang Vadhana and various members of the royal family. Another cabinet display the queen's diamond studded reading glasses, a pair of round tortoise shell sunglasses complete with wind shades, enamel Faberge' pill boxes, powder compact, as well as a vanity case, a portable medicine case and a set of tortoise shell cigarette cases still containing tobacco, paper and matches.
This room opens into the central Ceremonial Room, set up as a dining room dominated by a table from Maple and Co, France, which can seat six to 16 guests. The table setting, set for a six-course dinner, features a set of red porcelain dishes with the initials Sor Wor (SV), corresponding to the queen's but originally belonging to her fourth son who died in 1899.
Space has been cleared at one end of the room to a classical dance performance by students of Rajini School who would be waiting their cue in the first room.
Next is the Reception Room, with Louis XVI chairs from France that are carved wood in natural colour, not gilded, due to constraints of World War Two. The new woven upholstery mimics the original tapestry cover.
A selection of antique clocks line the west stairwell that leads up to the Grey Bedroom belonging to Prince Mahidol. A crystal jug and wash basin emblazoned with the initials of Crown Prince Vajirunhis, Queen Savang Vadhana's eldest son who died in 1894, stands on a side table, while bottles of eau de cologne, as well as an old bottle of talcum powder are still intact.
The bedroom opens onto the Study, very masculine with its leather upholstered sofas and chairs, and wooden desk and cabinets lined with books in English, French and German on topics ranging from science and engineering to education. A Remington Standard typewriter stands in one corner.
The adjacent Leisure Room features an octagonal card table which was used by the queen, her desk with Thai Red Cross stationery, and sofa where the queen enjoyed reading magazines, including National Geographic.
A small Prayer Room, with a wonderful collection of Buddha images precedes the White Bedroom, so named because of the colour of the queen's furniture. A small four-poster bed dominates the centre of the room, while a light green day bed hides in a cloister. A large old-fashioned safe stands near the bed, and the walls, like in most other rooms, are lined with portraits of the royal family.
A pair of the queen's high-heeled shoes, tube skirts and shoulder cloth is displayed in one corner of the room.
The bathroom features a bathtub that has an intriguing rain shower and side spray for an invigorating all-around wash.
The long verandah that runs the length of the second floor was where the Queen spent her mornings. A low mattress and cushion and side table is in the exact place as when she presided over the wedding between Their Majesties the King and Queen.
The palace museum was officially opened by HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn yesterday, and it will soon be open for public viewing, though a date has not yet been announced. BREAKING NEWS >> Monday December 29, 2008 16:34
PAD accuses UDD of insulting royal institution
|
|
|
People's Alliance for Democracy (PAD) coordinator Suriyasai Katasila on Monday criticised the United Front for Democracy against Dictatorship (UDD) for having the image of Their Majesties the King and Queen together with the phrase 'privileged thieves' on the same protesting stage.
Mr Suriyasai accused the UDD of having hidden intentions and believing that the royal institution is on the opposite side of the pro-Thaksin Shinawatra group. He said the UDD must put the picture of Their Majesties at proper places to show their loyalty.
Responding to the UDD's comment that its mass protest was similar to the PAD's, Mr Suriyasai said the UDD will have to understand the PAD's main objective. The PAD fought for a political form while the UDD stood up for only ousted prime minister Thaksin Shinawatra, he noted.
He said the PAD leaders never wanted the police to use aggressive measures to disperse the UDD protesters, adding that the PAD urged all sides to respect people's rights to protest.
Puea Thai party MP and UDD core member Jatuporn Prompan said he was not aware who put the image of Their Majesties on stage but reiterated that his group had no intention to insult the royal institution.
He said the UDD wanted to show respect to the royal institution but the group had already remove the image from the stage.
As for the 'privileged thieves' statement, Mr Jatuporn said the UDD only aimed to attack Prime Minister Abhisit Vejjajiva without any other hidden intentions.
| 2551 ปีแห่งการล่มสลายของตระกูล"ชินวัตร" |
| โดย ทีมข่าวอาชญากรรม
| 29 ธันวาคม 2551 10:42 น. | |
 |
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
ปี 2551 กำลังจะผ่านไป ปีแห่งความสับสน วุ่นวาย ปีแห่งความขัดแย้ง แบ่งภาค แบ่งสี แบ่งฝัก แบ่งฝ่าย เพราะเงื่อนไขจากชายเพียงคนเดียว “ ทักษิณ ชินวัตร ” อดีตผู้นำผลัดถิ่นที่ยังคงโผบินเหมือนนกไร้รัง หลังถูกรัฐบาลอังกฤษถอนวีซ่าหมดวาสนาจะลี้ภัยในเมืองผู้ดี แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครตอบได้ว่า “ ทักษิณ” อยู่ที่ไหน แว่วเพียงเสียงแผ่วๆผ่านสาย “โฟนอิน” กลับมาให้แฟนๆชาว นปก.เสื้อแดงได้ยินเดือนละครั้งสองครั้ง และในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้องรับปีใหม่เช่นนี้ นับเป็นโอกาสอันดีที่จะรวบรวมคดีความในช่วงปีที่ผ่านมาของ “ ทักษิณ ” สืบเนื่องจากการใช้ตำแหน่งหน้าที่โกงกินประเทศชาติ กลับมาเตือนความจำให้หายคิดถึงกันอีกครั้ง ในปีที่ผ่านมามีคดีความของ ทักษิณ และวงศ์วานว่านเครือ ถูกพิพากษาโทษไปแล้ว ถึง 3 คดี เริ่มจากกลางปี 25 มิ.ย. ศาลฎีกา มีคำพิพากษา จำคุกคนละ 6 เดือนฐานละเมิดอำนาจศาล “ พิชิฏ ชื่นบาน - ศุภศรี ศรีสวัสดิ์ - ธนา ตันศิริ ” สามทนายในคดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ ที่หาญกล้านำถุงขนมสอดไส้เงินสด 2 ล้านบาท ไปมอบให้เจ้าหน้าที่ธุรการ ถึงบนอาคารศาลฎีกาฯ ต่อมา 31 ก.ค. ศาลอาญา พิพากษาจำคุก คนละ 3 ปี คุณหญิงพจมาน ชินวัตร และบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรมในดคีหลีกเลี่ยงการเสียภาษีจากการซื้อขายหุ้น บริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ( มหาชน ) แถมยังสั่งจำคุกนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน อีก 2 ปี ผลของคำพิพากษาใน 2 คดีข้างต้น ทำเอา “ อดีตนายกฯขวัญใจคนจน ” อย่างทักษิณ รู้ทันทีว่าตัวเองใกล้ชะตาขาด แม้จะมีอำนาจควบคุม ครม. และส.ส.เกือบทั้งสภา แต่สุดท้ายเงินที่โกงชาติมากลับซื้อ “ ศาลสถิตยุติธรรม ” ไม่ได้ สุดท้ายจึงต้องกระเตงลูกเมียหลบหนีภัยออกนอกประเทศ โดยอ้างเหตุว่าจะไปร่วมพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิกที่เมืองจีนแผ่นดินใหญ่ แต่สุดท้ายไม่ยอมกลับแผ่นดินเกิด แถมยังออกแถลงการณ์ย่ำยีกระบวนการยุติธรรมไทยว่ามุ่งร้ายทำลายตนเองจนต้องไร้แผ่นดินอยู่ 21 ต.ค. เป็นวันสำคัญที่สุดของปีที่ผ่านมา เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษา “ จำคุก 2 ปี ” อดีตนายกรัฐมนตรีหน้าเหลี่ยม “ ทักษิณ ชินวัตร ” ในความผิดตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. กรณีปล่อยให้คุณหญิงพจมาน ภริยาเข้าเป็นคู่สัญญาประมูลซื้อที่ดิน 33 ไร่ ย่าน ถ.รัชดาฯ จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ได้ในราคา 772 ล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อขายที่ดินที่ต่ำกว่าราคาประเมิน และทำให้ชื่อของ “ ทักษิณ ชินวัตร ” ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทยว่าเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ถูกพิพากษาจำคุกจากการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ เมื่อ ทักษิณ ต้องหนีคุกกลับเมืองไทยไม่ได้ ส่งผลให้คดีทุจริตอีกมากมาย ต้องหยุดชะงัก หมดทางที่จะพิสูจน์ความผิดอดีตผู้นำจอมโกง โดยเฉพาะคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งต้องจำหน่ายไว้เป็นการชั่วคราว ประกอบด้วย คดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว “หวยบนดิน” ซึ่ง คตส. ได้ยื่นฟ้อง ทักษิณ คณะรัฐมนตรี และผู้บริหารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล รวม 47 คนเป็นจำเลย ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ คดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยเงินกู้ 4,000 ล้านบาทให้กับรัฐบาลพม่า เพื่อดำเนินโครงการจัดซื้ออุปกรณ์กิจการโทรคมนาคมจาก บริษัทในเครือ ชินคอร์ปฯ ของครอบครัวชินวัตร ซึ่ง ทักษิณ เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการดูแลกิจการเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 และมาตรา 157 คดีทุจริตแปลงค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือ - ดาวเทียม เป็นภาษีสรรพสามิต เอื้อประโยชน์ธุรกิจบริษัทชินคอร์ปฯ ทำให้รัฐเสียหายกว่า 6.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งอัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง ทักษิณ เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว , เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใดเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ.2542 คงเหลือเพียงคดีแพ่งในส่วนของการยึดทรัพย์ ที่สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำสั่งรับคำฟ้องของอัยการสูงสุดที่ขอให้ยึดทรัพย์มูลค่ากว่า 7.6 หมื่นล้าน ของทักษิณ อันได้มาจากการร่ำรวยผิดปกติ ตกเป็นของแผ่นดิน จากกรณีจงใจฝ่าฝืน พ.ร.บ.ป.ป.ช.ทำให้ธุรกิจครอบครัวมีการเพิ่มมูลค่านับแสนล้านบาท รวมทั้งมีการออกมาตรการแก้ไขสัญญาบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง ซึ่งต้องรอติดตามกันหลังปีใหม่ว่าจะสามารถยึดเอาขุมทรัพย์มูลค่ามหาศาลอันได้มาจากการ “ทุจริตเชิงนโยบาย” คืนมาได้หรือไม่ ส่วนคดีที่อยู่ระหว่างตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่าง อัยการ กับ ปปช. มี 2 คดี คือ “ คดีทุจริต CTX 9000” ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการจัดซื้อจัดจ้างปรับเปลี่ยนสายพานลำเลียงกระเป๋าผู้โดยสารและเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด CTX 9000 ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยคดีนี้ คตส.ชี้มูลความผิด ทักษิณ กับพวก ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ “ คดีธนาคารกรุงไทย อนุมัติเงินกู้ให้กับบริษัทในเครือกฤษดามหานคร ” ซึ่งเป็นการปล่อยสินเชื่อให้กับบริษัทที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) คตส. ชี้มูลความผิด ทักษิณ กับพวก รวมทั้งชี้มูลความผิด “ พานทองแท้ ชินวัตร ” บุตรชายกับพวกในข้อหารับของโจร โดยแยกออกมาเป็นอีกสำนวนคดีหนึ่งเนื่องจากเป็นบุคคลธรรมดา ปี 2552 กำลังจะผ่านเข้ามา เชื่อได้ว่าหากยังไม่ถูกลากคอมาเข้าคุก “ ทักษิณ ” จะยังคงเปิดเกมรุกอย่างต่อเนื่อง ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้ามาให้กลุ่มก๊วนการเมือง และลิ้วล้อ นปก.เสื้อแดง ก่อความวุ่นวายแบบไม่หยุดหย่อน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ “ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ในฐานะผู้ถืออำนาจตามหมายจับตามคำสั่งศาล ต้องควานหาที่อยู่ของ ทักษิณ ก่อนประสานความร่วมมือกับ “ กระทรวงการต่างประเทศ ” และ “ อัยการของแผ่นดิน” เพื่อยื่นคำร้องขอตัวกลับมารับโทษให้ได้ ไม่ว่า “ ทักษิณ” จะอยู่ที่ไหน ที่แห่งนั้นจะมีสนธิสัญญาผู้ร้ายข้ามแดน หรือหลักต่างตอบแทนระหว่างประเทศ หรือไม่ เพื่อความสงบสุขของแผ่นดินไทยในปี 2552 | | | | |
| ส.ว.ฟันธง นปช.หมิ่นเบื้องสูง |
| โดย ทีมข่าวอาชญากรรม
| 29 ธันวาคม 2551 19:14 น. |
 |
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
ม็อบ นปช.สุดแสบ ปิดรูปในหลวง-ราชินี ข้างข้อความ “อภิสิทธิ์ชนโจร” บนเวทีปราศรัยหน้าสภา “ม.ล.ปนัดดา” ชี้ เป็นเรื่องไม่สมควร “ส.ว.อนุศาสตร์” ยันหมิ่นเบื้องสูง “วีระ” แนะแจ้งความเอาผิด จากกรณีเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ ม็อบเสื้อแดง ได้ชุมนุมปิดล้อมอาคารรัฐสภา เพื่อขัดขวางมิให้รัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เข้าไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 176 โดยที่ กลุ่ม นปช.เริ่มชุมนุมมาตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค.ต่อเนื่องจนถึงวันนี้ (29 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงสายของวันที่ 29 ธ.ค.นั้น ที่บริเวณเวทีปราศัยของกลุ่ม นปช.ซึ่งตั้งอยู่หน้ารัฐสภานั้น มีการนำภาพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ มาติดที่ฉากหลังของเวที พร้อมทั้งข้อความที่อยู่บริเวณด้านข้างขนาดใหญ่ ว่า “อภิสิทธิ์ชนโจร” ทั้งนี้ รูปพระบรมฉายาลักษณ์ดังกล่าวนั้น ได้นำมาติดตั้งในวันที่ 29 ธ.ค.เป็นวันแรก ซึ่งเป็นวันแถลงนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.ที่ผ่านมานั้น ฉากหลังเวทีดังกล่าวยังมีเพียงข้อความว่า “อภิสิทธิ์ชนโจร” เท่านั้น และไม่มีภาพพระบรมฉายาลักษณ์ ทั้งนี้ การนำภาพพระบรมฉายาลักษณ์มาติดด้านข้างข้อความ “อภิสิทธิ์ชนโจร” นั้น ทำให้เป็นที่วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งจากผู้ที่พบเห็นและสื่อมวลชนว่าไม่เหมาะสม จนมีการโพสต์ในเว็บไซต์ต่างๆ รวมทั้งยังมีการเสนอภาพข่าวในช่วงข่าวภาคเที่ยงของสถานีโทรทัศน์หลายช่องด้วย จนมีการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยว่า อาจถูกตีความที่ล่อแหลมนำไปสู่การละเมิดสถาบันได้ อย่างไรก็ตาม มีการขอร้องให้แกนนำ นปช.เอาภาพพระบรมฉายาลักษณ์ออกจากเวที จนทำให้แกนนำต้องปลดภาพพระบรมฉายาลักษณ์ออกจากหลังฉากเวทีในช่วงเที่ยง เหลือเพียงแค่ข้อความว่า “อภิสิทธิ์ชนโจร” เท่านั้น “ปนัดดา” ชี้ เป็นเรื่องไม่สมควร ม.ล.ปนัดดา ดิสกุล ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีกลุ่ม นปช.ใช้ฉากหลังเวทีปราศรัยหน้ารัฐสภาโดยมีพระบรมฉายาลักษณ์ และข้อความที่ส่อไปในการดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยขอให้ผู้สื่อข่าวบรรยายภาพที่เกิดขึ้นให้ฟัง ทันทีที่ผู้สื่อข่าวรายงานให้ทราบจบ ม.ล.ปนัดดา ได้อุทานออกมาว่า โอ้โห เป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำ ตนแปลกใจทำไมถึงกำหนดภาพ และการกระทำเช่นนี้ น่าจะมีคำอธิบายได้ว่า ที่ปฏิบัติไปเช่นนั้นมีความหมายไปในทางหนึ่งทางใดอย่างไร ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า ตามจารีตประเพณีของคนไทยแล้ว พระบรมฉายาลักษณ์ของล้นเกล้าทั้ง 2 พระองค์ เป็นที่เคารพเทิดทูนบูชาของประชาชนคนไทยทั้งชาติ ตนคงจะเรียนเพียงเท่านี้ก่อน จะติดตามดู อะไรก็ตามที่มีการใช้พระบรมฉายาลักษณ์ หรือถ้อยคำในการต่างๆ ไม่เพียงแต่เฉพาะการชุมนุมของประชาชนในลักษณะเช่นนี้เท่านั้น คงเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกันตรวจตรา และมีความพินิจพิเคราะห์ละเอียดรอบคอบเป็นอย่างสูง ผู้สื่อข่าวถามว่า การกระทำลักษณะนี้เป็นความผิดข้อหาดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือไม่ ม.ล.ปนัดดา ตอบว่า ตนยังตอบไม่ได้ เพราะยังไม่เห็นภาพดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ขอฝากให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องช่วยกันสำรวจตรวจตรา อย่าให้กลับกลายเป็นปัญหาของความแบ่งแยก หรือความขัดแย้งระหว่างพี่น้องประชาชนคนไทยกันอีกเลย ส.ว.ฟันธงหมิ่นเบื้องสูง นายอนุศาสตร์ สุวรรณมงคล สมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยในเรื่องเดียวกันว่า รู้สึกตกใจ ถือเป็นการท้าทายของกลุ่ม นปช.เนื่องจากสถาบันเป็นสิ่งที่ทุกคนควรเทิดทูนเหนือหัว นปช.ทำอย่างนี้ไม่เหมาะสม ยิ่งตัวอักษรที่อยู่เคียงข้างที่ว่า “อภิสิทธิ์ชนโจร” เป็นคำเขียนที่รุนแรง อุจาด ซึ่งเรื่องอย่างนี้จะมาแก้ตัวทีหลังไม่ได้ เพราะเวทีที่นำไปใช้เป็นเวทีทางการเมือง โดยเฉพาะเวทีการประท้วงยิ่งไม่ควร ซึ่งการที่ นปช.ทำอย่างนี้ ทำให้คนฉุกคิดตามไม่ได้ว่าเป็นไปในแง่อื่นใด นอกเหนือจากหมิ่นเบื้องสูง อย่างไรก็ตาม นายอนุศาสตร์ กล่าวย้ำว่า เป็นการท้าท้าย เป็นการหมิ่นฯ ซึ่งการจะตั้งภาพพระบรมฉายาลักษณ์ หรือนำพระบรมฉายาลักษณ์มาขึ้นบนเวทีต้องมีโต๊ะหมู่บูชา แต่ นปช.ไม่มีบนเวที แต่กลับเป็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์กับตัวอักษรที่อ่านแล้วรุนแรง ตนขอฝากถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องพิจารณาประเด็นนี้ให้จริงจังด้วย อย่านิ่งเฉย หรือปล่อยผ่านเลย ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นอยู่ต่อหน้า ก็ควรตัดสินใจได้เลยว่าจะทำอย่างไร “วีระ” ชี้ มีเจตนาพิเศษจี้เอาผิด นายวีระ สมความคิด ประธานคณะกรรมการอำนวยการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คตป.) เปิดเผยถึงกรณีเดียวกัน ว่า เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะถือเป็นการชี้นำที่แฝงด้วยเจตนาบอกว่าทั้งสองพระองค์เป็น “อภิสิทธิ์ชน โจร” ซึ่งภาพพระบรมฉายาลักษณ์ใดๆ ก็ตามการที่จะมาเป็นฉาก หรือเผยแพร่ใดๆ ต้องได้รับอนุญาตก่อนทุกครั้ง แต่การนำภาพในหลวง กับราชินี มาใช้ทำอย่างนี้เข้าข่ายผิดกฎหมาย ประชาชนคนใดเห็นฉากดังกล่าว และมีหลักฐาน สามารถเข้าแจ้งความเอากับ นปช.ในข้อหาฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้ทุกเมื่อ แต่ในแนวทางการต่อสู้ในด้านกฎหมาย ถือว่า นปช.ฉลาดพอสมควร เพราะทำให้ก้ำกึ่งต่อการเอาผิดได้ หากอัยการ หรือในด้านพนักงานสอบสวน ขาดพยานหลักฐานที่ไม่มีน้ำหนักก็หลุดง่าย เพราะ นปช.สามารถอ้างได้ไม่มีเจตนา ไม่ตั้งใจลบหลู่ ถ้าจะลบหลู่คงไม่นำมาขึ้นแบบนี้ และยิ่งถ้า นปช.อ้าง ทำไปเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็ยิ่งเอาผิดหมิ่นเบื้องสูงไม่ได้ ดังนั้น ตนเห็นว่า อัยการ และเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทำให้เห็นถึงเจตนาพิเศษ ที่ นปช.ทำไปเพราะต้องการให้เกิดความเสียหายต่อทั้ง 2 พระองค์ ถึงจะดำเนินคดีผู้ที่ไม่จงรักภักดีได้ อย่างไรก็ตาม นายวีระ กล่าวว่า ส่วนตัวมั่นใจ นปช.มีเจตนาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่ไม่รู้ว่าในชั้นศาลแล้วจะมีหลักฐานที่จะทำให้เห็นเหมือนเราหรือไม่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล ซึ่งพนักงานสอบสวนในคดีหมิ่นเบื้องสูง ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าต้องการทำให้เกิดความเสียหาย ดูหมิ่น เกียดชัง ลบหลู่ ซึ่งองค์ประกอบภายใน และองค์ประกอบภายนอก ต้องสอดคล้องชี้ชัดในเจตนาให้เห็นมีคนทำผิดจริง จึงจะทำให้ผู้ที่จงใจกระทำไม่บิดพลิ้วในข้อกฎหมายได้ “เจิมศักดิ์” มองเป็นเรื่องแปลก นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กล่าวว่า ตนทราบเรื่องนี้แล้ว มีสมาชิกวุฒิสภามาเล่าให้ฟัง แต่ยังไม่เห็นภาพที่เป็นฉาก แต่ตนรู้สึกว่าคนไทยทุกคนที่รักชาติเค้าจะไม่ทำอะไรที่ก้าวล่วง หรือเรื่องที่ก้าวก่ายพระมหากษัตริย์ที่ทำให้ประชาชนด้วยกันรับไม่ได้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ถือเป็นของสูง การนำภาพที่ตีความเป็น 2 แง่ มาทำเป็นฉากหรือทำการใดๆ คนไทยเค้าไม่ทำกัน ส่วนตัวมองเป็นเรื่องแปลก ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่า การจะจงรักภักดีต้องเอาภาพไปขึ้นบนเวทีด้วยหรือ และการที่มีองค์ประกอบเป็นตัวหนังสือ เป็นข้อความใดๆ ต้องดูเจตนานำมาใช้งานอะไร เอาภาพมาทำไม “ทองใบ” เป็นเรื่องไม่เหมาะสม นายทองใบ ทองเปาด์ ทนายความรางวัลแมกไซไซ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยถึงเรื่องนี้ว่า ภาพพระบรมฉายาลักษณ์มีไว้เพื่อสักการะ จะนำมาใช้เพื่อการโฆษณาไม่ได้ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ ระบุไว้ชัดเจน พระมหากษัตริย์ ราชินี มีเพื่อสักการะ ผู้ใดละเมิด ถือว่ามีความผิด ซึ่งจะนำมาเป็นวัตถุทางการเมืองยิ่งไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง เป็นเรื่องมิบังควร ซึ่งการจะเคลื่อนไหวทางการเมืองในเรื่องใดก็ตาม อย่าไปเอาเบื้องสูง หรือสถาบันมาเกี่ยวข้อง ซึ่ง นปช.ต้องทำตามวิถีทางประชาธิปไตย ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมืองอยู่แล้วไม่ควรนำมาใช้เพื่อการโฆษณา
| | | |
|
 | | | | | December 29 เมาค้าง’ แก้อย่างไร นักวิจัยฟันธง ‘ไร้ยาวิเศษ’
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 29 ธันวาคม 2551 13:38 น. |
 |
|
|
| วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันอาการเมาค้างคืองดดื่ม หรือดื่มแบบมีสติ |
|
 | เอเอฟพี – คนฝรั่งเศสเรียกว่า ‘la gueule de bois’ หรือคอแข็ง ส่วนคนเยอรมันเรียก ‘Kater’ หรือพ่อพวงมาลัย สำหรับคนญี่ปุ่นเรียกว่า ‘futsukayoi’ หรือก๊งเหล้าสองวันสองคืน แต่ไม่ว่าจะเรียกต่างกันอย่างไรหรือเกิดขึ้นที่ไหน อาการเมาค้างของคนทุกชาติก็มีสภาพเหมือนกันหมดคือ ปวดศรีษะ พะอืดพะอม ตาพร่า ปากแห้ง และอื่นๆ อีกมากมายที่ล้วนแต่ไม่น่าสบายตัวทั้งสิ้น และที่ยาวเป็นหางว่าวพอๆ กันคือวิธีการบำบัดอาการเมาค้างที่มีทั้งบอกขานต่อกันมาเป็นศตวรรษหรือวิธีการแผนปัจจุบันที่หาดูได้ในเว็บ ในสมัยโรมัน พลินีผู้อาวุโส ซึ่งเป็นผู้แต่งสารานุกรมประวัติศาสตร์ธรรมชาติ แนะนำให้กินไข่นกฮูกดิบ ที่อังกฤษสมัยราชินีเอลิซาเบธ ปลาไหลสองตัวที่ปล่อยให้สำลักตายในไวน์คือทางออกของอาการแฮงก์ หรืออาจเป็นกบเขียวกรณีที่หาปลาไหลไม่ได้ ในศตวรรษที่ 19 คนเมาค้างจะจิบนมอุ่นที่ผสมขี้เถ้าหนึ่งช้อนชา สำหรับยุคนี้ วิธีแก้แฮงก์มีให้เลือกมากมายในอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่การกินอาหารทอดๆ ไปจนถึงขนสุนัข และสารสกัดจากพืชราคาแพง ผู้ที่ตื่นขึ้นมาพร้อมอาการหัวหมุนและปากคอขม วิธีแก้ต่างๆ นานาจึงเกือบจะเรียกได้ว่าผู้ช่วยชีวิต ตราบเท่าที่หลงลืมความจริงไปว่า วิธีการเหล่านั้นเป็นความหวังมากกว่าวิธีการที่ได้รับการรับรองทางวิทยาศาสตร์ “การค้นหาในอินเทอร์เน็ตจะให้ทางเลือกยาวเหยียดสำหรับการป้องกันและรักษาอาการเมาค้าง ตั้งแต่แอสไพรินและกล้วยไปจนถึงเวกี้ไมต์สำหรับทาหน้าขนมปังและน้ำ “แต่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนว่าวิธีการใดมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง” ราเชล วรีแมน และแอรอน แคร์รอล กุมารแพทย์สหรัฐฯ บันทึกไว้ในวารสารบริติช เมดิคัล เจอร์นัล (บีเอ็มเจ) ฉบับล่าสุด ในการศึกษาเมื่อปี 2005 แพทย์ในอังกฤษและเนเธอร์แลนด์ได้ทบทวนวิธีการบำบัดอาการเมาค้างที่มีการศึกษาทดลองภายใต้เกณฑ์วัตถุประสงค์ การทดลองเกี่ยวข้องกับยาสามชนิดกับอาหารเสริมอีกสี่ขนาน ซึ่งรวมถึงน้ำตาลจากผลไม้ ยาทั้งสามชนิดประกอบด้วยกรดโทลฟินามิก ยาแก้ปวด ยาต้านเบต้าที่เรียกว่าโพรพราโนลอล และโทรปิซีทรอน ซึ่งเป็นยาแก้อาการคลื่นเหียนวิงเวียน ส่วนอาหารเสริมเป็นสารสกัดจากยีสต์แห้ง จากดอกไม้ที่ชื่อว่าโบราจ, โกลบ อาร์ทิโช๊ก และพริกลีแพร์ (ลูกแพร์มีหนาม) อาสาสมัครจะถูกสุ่มเลือกและแบ่งออกเป็นสองกลุ่มๆ หนึ่งกินยาหรืออาหารเสริม อีกกลุ่มกินยาปลอม ผลปรากฏว่า โบราจ ยีสต์ และกรดโทลฟินามิกช่วยบรรเทาอาการบางอย่างในอาสาสมัครหลายคน และการศึกษาก่อนหน้านี้พบว่าลูกแพร์มีหนามช่วยบรรเทาอาการบางอย่างได้เช่นกัน นอกเหนือจากนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานที่น่าสนใจที่สามารถนำมาอธิบายว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมีผลในการบำบัดและป้องกันอาการเมาค้างอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เชี่ยวชาญสรุปว่า วิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงการแฮงก์คือ งดดื่มหรือดื่มแบบบันยะบันยัง และดื่มน้ำมากๆ เพื่อชดเชยส่วนที่ร่างกายขับถ่ายออกไป รวมถึงกินอาหารบางอย่าง ทั้งนี้ ปี 2004 การขาดงานที่เกี่ยวเนื่องกับอาการเมาค้าง สร้างความสูญเสียต่อเศรษฐกิจอังกฤษถึง 2,700 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ดี ตัวเลขนี้ยังไม่รวมผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานจากการแฮงก์ เอ็ดซาร์ด เอิร์นสต์ ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์เสริมจากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอ็กเซตเตอร์ อังกฤษ ที่ร่วมในการทดลองปี 2005 ด้วย ชี้ว่าอาการเมาค้างเป็นคำง่ายๆ แต่รวมหลายสิ่งที่ซับซ้อนเข้าด้วยกัน นั่นคืออาการที่ส่งผลต่อส่วนต่างๆ ของร่างกาย แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละคนและสถานการณ์แวดล้อมในการดื่ม เช่น หากดื่มในบาร์ที่มีเสียงดังและควันบุหรี่คละคลุ้งก็จะเมาค้างหนักหนาสาหัส หมายความว่าอาการเมาค้างมีความแตกต่างด้านพยาธิวิทยามากมาย ทั้งเรื่องการเผาผลาญอาหาร ฮอร์โมน และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงความหลากหลายทางพันธุกรรม เมื่อนำปัจจัยนี้มาผสมรวมกัน เอิร์นสต์จึงฟันธงว่า ไม่มีวิธีแก้อาการเมาค้างวิธีใดวิธีหนึ่งที่ได้ผลชงัด “อาการเมาค้างคือการส่งสาส์นจากร่างกายว่า ‘อย่าทำร้ายฉันต่อไปอีกเลย’”
|
ท่านที่ชอบเมา ลองกินขอทองแก้สิ คุณจะไม่ผิดหวัง ถ้าท่านอยู่แถบตลาดชายน้ำโขง ไปถามที่พ่อค้าขายสมุนไพร ขอยาแก้เมาที่ลักษณะเหมือนหัวขิงเล็ก ๆ ขนาดไม่เกิดนด้ามปากกาหรือดินสอ เขาจะหาให้ท่านทันที |
| เปลือยตัวตน "พันธมิตรฯพิจิตร" รุ่นน้อง “อ้วน-ภูมิธรรม” -ผู้ปฏิเสธ “ระบอบแม้ว” |
| โดย ASTVผู้จัดการรายวัน
| 27 ธันวาคม 2551 09:07 น. |
 |
|
|
| สมเกียรติ์ โสภณพิพัฒน์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จังหวัดพิจิตร |
|
 | ศูนย์ข่าวภาคเหนือ – เปลือยชีวิตและตัวตน “สมเกียรติ โสภณพงศ์พิพัฒน์” หนึ่งในแกนนำ พธม.พิจิตร - เมืองชาละวัน หนุ่มใหญ่วัย 48 ปี อดีตมือทำงานที่เคยร่วมปลุกปั้นนโยบายรากหญ้าร่วมกับ “อ้วน-ภูมิธรรม” จนมองเห็นหุบเหวแห่งหายนะใน “ระบอบทักษิณ” ก่อนกระโดดเข้าร่วมขับเคลื่อนกับ พธม.ตั้งแต่ปี 48-49 จนสามารถผลักดันเวทีปราศรัยใหญ่ของพันธมิตรฯให้เกิดขึ้นที่พิจิตรได้เป็นจังหวัดแรก ๆ ของภาคเหนือถิ่น ทรท. ย้ำผลสำเร็จการเมืองใหม่ พธม.ต้องมีตัวแทนในสภาฯแทนยืมจมูกคนอื่นหายใจ การเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ในพื้นที่ภาคเหนือ หนึ่งในพื้นที่ฐานเสียงหลักของพรรคไทยรักไทยในอดีต สืบทอดถึงพรรคพลังประชาชน และเพื่อไทย ตั้งแต่ปี 2548-2549 ต่อเนื่องมาถึงศึกใหญ่ 2551 ในจำนวน 17 จังหวัดภาคเหนือนั้น “พิจิตร – เมืองชาละวัน” เป็นจังหวัดหนึ่งที่ พธม.สามารถเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ โดยมีคนพิจิตรและจังหวัดใกล้เคียง เข้าร่วมรับฟังการปราศรัยจากแกนนำมากกว่าเรือนหมื่นขึ้น เป็นจังหวัดแรก ๆ ของภาคเหนือ ในบรรดาเพื่อนพ้องน้องพี่ พธม.พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ สุโขทัย ฯลฯ หรือกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนหนึ่งที่อยู่เบื้องหลัง ร่วมกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหว พธม.ภาคเหนือตอนล่าง สร้างสรรค์การเมืองใหม่ มาต่อเนื่องตั้งแต่ยุคปี 48-49 เป็นต้นมาก็คือ “เกียรติ – สมเกียรติ โสภณพงศ์พิพัฒน์” หนุ่มใหญ่วัย 48 ปี ศิษย์เก่ารามคำแหง เอ็นจีโอพันธุ์แท้รุ่นน้อง “อ้วน-ภูมิธรรม เวชยชัย” คนเดือนตุลาฯ ลูกมือ “แม้ว-ทักษิณ ชินวัตร” ที่หันหลังให้รุ่นพี่ เพื่อเดินหน้าขับไล่ “ทักษิณ” อย่างเต็มตัว “สมเกียรติ” หรือที่หลายคนเรียกว่า พี่เกียรติ บอกว่า สมัยก่อนเขาเป็นสมาชิกยุวธิปัตย์ มาตั้งแต่สมัยเรียน แต่สุดท้ายก็ลาออก เพราะเห็นว่าอุดมการณ์ของ ปชป. ก็ไม่ใช่แนวทางการสร้างการเมืองใหม่ในอุดมคติอย่างแท้จริง
|
|
| “พันธมิตรฯ พิจิตร” ในวันเตรียมต้อนรับนายสมชัย หทยะตันติ ผู้ว่าฯพิจิตร ที่เป็นสาวกแม้ว |
|
|
 | “พี่เกียรติ” นับเป็นเอ็นจีโอ รุ่นแรก ๆ ของพิจิตร ที่มีส่วนสร้างสรรค์งานมวลชนในพื้นที่ ถูกรับเชิญไปร่วมงานของแวดวงราชการหลายหน่วยงาน ที่คุ้นหน้าคุ้นตาดี ก็คือ พิธีกร วาทศิลป์ การพูดบนเวทีและบุคลิกที่เรียบง่ายเข้ากับมวลชนได้ดีทำให้วันนี้ “พี่เกียรติ” หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯพิจิตร ก้าวสู่การเป็นอาจารย์ หรือเป็นครูสอนผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตจังหวัดพิจิตร ในระดับปริญญาตรี สาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามจังหวัดพิษณุโลก ศูนย์จังหวัดพิจิตร เขาบอกว่า เดิมทีตนเป็นคนย่านสามเสน กรุงเทพฯ พ่อแม่ค้าขาย ร่ำเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง สาขารัฐศาสตร์ ซึ่งดูเหมือนว่าอนาคตควรจะเติบโตในสายการปกครองอย่างปลัดอำเภอ แต่บังเอิญว่า ช่วงที่เรียนอยู่รามฯ เน้นหนักไปที่ทำกิจกรรม ตึกกิจกรรมคือสถานที่พักพิงและหลับนอน การออกค่ายเป็นเรื่องปกติของคนทำกิจกรรมของนักศึกษา จุดนี้เองทำให้ต้องเลือกทางเดินมาสู่ชนบท ช่วงนั้นการเรียนจบใหม่ๆบัณฑิตทุกคนก็ต้องหางานทำให้มั่นคง เขาก็เลือกเป็นพนักงานเอกชนที่โรงงานน้ำตาลแห่งหนึ่งของจังหวัดกำแพงเพชร แต่เมื่อรู้ว่า ตัวเองนั้นไม่ใช่ ประจวบเหมาะนิสัยที่ชอบทำงานกับมวลชนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เขียนโครงการศึกษาในงานพัฒนาชุมชน ขอทุนวิจัยจากต่างประเทศ ซึ่งยุคนั้นต้องยอมรับว่า มีเงินจากประเทศพัฒนาแล้ว ส่งผ่านมาให้ประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนามาก อย่างทุนออสเตรเลียให้มากว่า 100 ล้านบาท เพื่อทำการศึกษาวิจัยพัฒนาชุมชนต่อเนื่องกัน เช่น งานเกษตรผสมผสาน, ธนาคารข้าว, ธนาคารควาย ฯลฯ ที่มีบทสรุป งานเสริมสร้างแนวคิดและช่วยเหลือชุมชนให้พึ่งพาตนเอง กระทั่งใกล้ปี 2537 เงินทุนจากต่างประเทศเริ่มร่อยหรอ ปรับทิศทางไปยังประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าไทย
|
ประสบการณ์ที่ได้ทำงานองค์กรพัฒนาเอกชนมาหลายปี จนนั่งเป็นประธานคณะกรรมการและกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือตอนล่าง ทำให้ทราบว่า ควรทำงานในกระดาษให้ออกเป็นจริงขึ้นมา และบังเอิญว่า แนวความคิดไปตรงกับผู้นำชุมชนและชาวบ้านแถบอำเภอสามง่าม หรือวชิรบารมี ในปัจจุบัน ชาวบ้านที่ถูกหล่อหลอมและปลูกฝังแนวคิดช่วยเหลือชุมชนตนเอง สามารถระดมทุนเริ่มต้นจากคนร่วมๆ 500 คน รวมเงินได้ 3 แสนบาทก่อตั้งสหกรณ์ชาวนาวชิรบารมี จำกัด ในปี 37 เป็นนิติบุคคลที่มีสมาชิก 1,600 ครอบครัวในปัจจุบัน มีสินทรัพย์ 160 ล้านบาท แนวคิดของสหกรณ์ มีจุดมุ่งหมายให้คนในชุมชนหรือชาวนาทั้งอำเภอวชิรบารมี เกื้อกูลกัน และทำให้สหกรณ์เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน จนกระทั่งเกิดกระแสโลกาภิวัตน์ และนโยบายต่างๆเช่น กองทุนหมู่บ้านฯลฯ ของ “รัฐบาลทักษิณ” ทำให้คนในชุมชนละทิ้งการพึ่งพาสหกรณ์ “พี่เกียรติ”บอกอีกว่า นโยบายที่ล้มเหลวของ “ระบบทุนนิยมทักษิณ” ทำลายงานพัฒนาชุมชนที่ เอ็นจีโอ ทำมาหลายปี แต่ก็ไม่ได้โยนบาปให้รุ่นพี่เอ็นจีโอ อย่าง “ภูมิธรรม เวชยชัย”มือทำงานของ “ทักษิณ” “ยอมรับว่า ในยุคแรกของไทยรักไทย ผมก็เข้าไปร่วมงานกับรุ่นพี่คือ ภูมิธรรม เวชยชัย ในการผลักนโยบายรากหญ้า เพราะช่วงนั้นเบื่อหน่ายการทำงานที่เชื่องช้าของระบบราชการ กระทั่ง นโนบายรากหญ้าของทักษิณ ที่นำมาใช้อย่างหนักและจมดิ่งไปเรื่อยๆ ทำให้ชาวบ้านลุ่มหลงในวัตถุนิยมมากเกินไป ไม่ได้ปล่อยให้ชาวบ้านคิดเองทำเองตามวัตถุประสงค์แรกๆ จนตกเป็นทาสทุนนิยม ทำให้ผมต้องกระโดดเข้าสู่เวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อขับไล่รัฐบาลทักษิณ ในระยะหลายปีที่ผ่านมา”
|
|
| นายสมเกียรติ พร้อมเครือข่ายพันธมิตรฯ กว่า 200 คน ในวันที่ร่วมทำบุญให้วีรชนคนกล้าที่เสียชีวิตเมื่อ 7 ตุลาคม ที่วัดคลองคู้ ต.ท่าหลวง อ.เมือง จ.พิจิตร และร่วมกันทอดผ้าป่าสามัคคี ซื้อจานดาวเทียม ASTV |
|
|
 | ในมุมมองของ “สมเกียรติ” เห็นว่า สหกรณ์ ถือเป็นกลไกที่บ่งชี้ถึงการพึ่งพาของคนในชุมชน แต่ไม่ใช่จะประสบความสำเร็จทุกสหกรณ์ จะต้องดูพื้นฐานและที่มาของการก่อตั้งมากกว่า ถ้าให้ภาครัฐจัดตั้งกันเอง รับรองว่า เจ๊งเกือบทุกแห่ง ณ วันนี้ สหกรณ์จังหวัดพิจิตร จะมีชาวนาทั้งอำเภอวชิรบารมี ซื้อปุ๋ย น้ำมันดีเซล อุปกรณ์การเกษตรทุกอย่าง รวมไปถึงการนำผลผลิต ข้าวเปลือก มาขายที่สหกรณ์ทั้งหมดรวมทั้งสิ้น 2-3 หมื่นตันต่อฤดูกาล เพราะชาวบ้านทราบดีว่า หากนำข้าวไปขายหรือจำนำ โรงสีแห่งอื่นจะถูกกดราคา มีปัญหาตุกติก แต่มาขายข้าวที่สหกรณ์ฯ จะไม่มีปัญหาอย่างนั้น เพราะที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของเขา หลักการนี้สอดคล้องกับคำว่า “การเมืองใหม่” ก็คือ ประชาชนมีส่วนร่วมหรือเป็นเจ้าของประเทศ ผลที่เป็นรูปธรรมในบทบาทสหกรณ์ จึงมีส่วนสนับสนุนให้ชาวบ้านเริ่มคิดเอง เพียงแต่ทุกวันนี้จะต้องมี “สื่อ” ไปบอก ชาวบ้านว่า อะไรดี อะไรไม่ดี เพราะต้องยอมรับว่าเดี๋ยวนี้ชาวบ้านไม่ได้โง่ เพียงแต่เขารับรู้ข่าวสารเพียงด้านเดียว โดยเฉพาะจากรัฐเท่านั้น ก่อนจบการสนทนา “พี่เกียรติ” ย้ำว่า ผมยังเชื่อว่า การนำพาประเทศสู่การเมืองใหม่ จะต้องตั้งพรรคการเมือง เพื่อให้มีตัวแทนของตนไปนั่งอยู่ในระบบรัฐสภา เพราะการที่จะไปพึ่ง ส.ส. หรือพึ่งพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งที่มีนโยบายหรือแนวคิดเหมือนกับพันธมิตรฯนั้น คงยาก! เข้าตำรา ยืมจมูกเขาหายใจ ที่สุดท้ายอาจถูกเจ้าของจมูกแปรเจตนาไปแสวงหาผลประโยชน์เข้าพรรค เข้าพวกตนเองแทน
| |
| “คนเสื้อแดง” ทยอยเข้าสนามหลวง รอฟัง “ความเท็จวันนี้” |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 28 ธันวาคม 2551 20:03 น. |
 |
กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้เริ่มทยอยเดินทางเข้าร่วมชุมนุม ที่บริเวณท้องสนามหลวง ตั้งแต่เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุด มีรายงานว่าในเวลา 20.00 น.ทางแกนนำ นปช.จะประกาศความชัดเจน ว่า จะเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมไปปิดล้อมที่หน้ารัฐสภาหรือไม่ วันนี้ (28 ธ.ค.) กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งได้มีการประกาศก่อนหน้านี้ ว่า จะทำการชุมนุมยืดเยื้อ โดยจะมีการปักหลักชุมนุมที่สนามหลวง ในวันนี้ ก่อนที่จะเดินทางไปชุมนุมที่หน้ารัฐสภาในวันที่ 29 ธ.ค.ซึ่งเป็นวันแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยได้มีการตั้งเวทีใหญ่หันหน้าไปทางวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และจะดำเนินการปราศรัยในรูปแบบของการพูดคุย ภายใต้หัวข้อ “ความจริงวันนี้ ความจริงประเทศไทย ไม่ไว้วางใจอภิสิทธิ์” ทั้งนี้ ในส่วนของบริเวณด้านหลังได้มีการตั้งโต๊ะเปิดรับสมาชิกรับข้อความความสั้นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางการเมือง ความเคลื่อนไหวของ นปช.และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือ พีเพิล นิวส์ โดยได้รับความสนใจจากกลุ่มเสื้อแดงจำนวนมาก ซึ่งผู้สมัครจะเสียค่าใช้จ่ายตามอัตราค่าบริการของผู้ให้บริการโทรศัพท์ สำหรับบรรยากาศการชุมนุมนั้น กลุ่มคนเสื้อแดงทยอยเข้ามายังบริเวณสนามหลวง ตั้งแต่เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา โดยบริเวณรองท้องสนามหลวง ได้มีการตั้งเต็นท์เพื่อจำหน่ายของที่ระลึก อาทิ เสื้อแดง หมวกแดง ผ้าโพกแดง นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเสื้อแดงที่นำรถกระบะติดเครื่องขยายเสียง รวมไปถึงกลุ่มแท็กซี่จำนวนหนึ่งก็ได้มาร่วมชุมนุม พร้อมถือป้ายผ้าขนาดใหญ่ซึ่งมีข้อความโจมตีการปิดสนามบินของกลุ่มพันธมิตรฯ และต่อต้านรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ รวมไปถึงมีการเปิดเวทีปราศรัยขนาดเล็ก เพื่อโจมตีรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และทหารที่หนุนหลังการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ ด้าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.และผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ กล่าวว่า การชุมนุมวันนี้ตามกำหนดจะเริ่มขึ้นในเวลา 16.30 น.โดยแกนนำ นปช.เช่น นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตโฆษกประจำสำนักนายกฯ และตน จะทยอยขึ้นเวทีเพื่อปราศรัย ซึ่งประเด็นปราศรัยส่วนใหญ่จะมีการพูดถึงเส้นทางการเงินของบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด ที่มีจ่ายงบประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัทแห่งหนึ่งทำประชาสัมพันธ์ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งประเด็นนี้จะมีผลทำให้ถึงกับยุบพรรค โดยจะมีเอกสารการจ่ายเงินโดยละเอียด รวมไปถึงจะมีการพูดถึงการหนีทหารของ นายอภิสิทธิ์ โดยจะมีเอกสารประกอบการปราศรัยอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ในส่วนของ นายนพดล จะปราศรัยถึง นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่ให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่ปิดสนามบิน ส่วน นายวีระ จะพูดถึงความเสียหายของพรรคประชาธิปัตย์ในอดีตที่เข้ามาบริหารประเทศ นายจตุพร กล่าวด้วยว่า สำหรับการเคลื่อนขบวนไปชุมนุมต่อที่รัฐสภานั้น จะมีความชัดเจนในเวลา 20.00 น.และยืนยันว่า ทางกลุ่มจะชุมนุมกันอย่างสงบ ไม่ให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น แม้จะไปชุมนุมที่หน้ารัฐสภาก็จะไม่มีการตัดน้ำตัดไฟ หรือนำโซ่ไปคล้องประตูเข้าออกรัฐสภา แกนนำจะควบคุมดูแลผู้ชุมนุมไม่ให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เชื่อว่า คงไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น หากไม่มีคนปลอมตัวมาใส่เสื้อสีแดงแล้วก่อเหตุ ซึ่งการชุมนุมของ นปช.จะสิ้นสุดภายใน 3 วันนี้ หลังเทศกาลปีใหม่ค่อยว่ากันอีกครั้ง ทั้งนี้ การชุมนุมมีเป้าหมายให้นายอภิสิทธิยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน ต่อมา รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า เมื่อเวลา 18.00 น.จากประเมินสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่หน้ารัฐสภาและท้องสนามหลวง กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 - 9 กองปราบปรามกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1,2,7 และตำรวจตระเวนชายแดน ได้เริ่มกระจายกำลังไปยังสถานที่สำคัญต่าง ๆ รวมทั้งหน้าบ้านบุคคลสำคัญ เช่น ภายในทำเนียบรัฐบาล บ้านสี่เสาเทเวศร์ แยกการเรือน และแยกขัตติยานี เป็นต้น
|
| December 28
เมื่อคุณเกิดมาในโลกนี้ แม่อุ้มคุณไว้ในอ้อมอก คุณขอบคุณแม่ด้วยการเปล่งเสียงร้องไห้ เมื่อคุณอายุ 1 ขวบ แม่ป้อนข้าวและอาบน้ำให้คุณ คุณขอบคุณแม่โดยการร้องไห้งอแง เมื่อคุณอายุ 2 ขวบ แม่สอนให้คุณหัดเดิน คุณขอบคุณแม่ด้วยการวิ่งหนีทุกครั้งที่แม่เรียกหา เมื่อคุณอายุ 3 ขวบ แม่ทำอาหารทุกอย่างให้คุณด้วยความรัก คุณขอบคุณแม่ด้วยการโยนจานลงบนพื้น เมื่อคุณอายุ 4 ขวบ แม่ให้ดินสอสีแก่คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการระบายสีเลอะเต็มบ้าน เมื่อคุณอายุ 5 ขวบ แม่แต่งชุดสวยๆ(หรือหล่อๆ)ให้คุณไปเที่ยว คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำชุดเลอะโคลน เมื่อคุณอายุ 6 ขวบ แม่ไปส่งคุณที่รร. คุณขอบคุณแม่ด้วยการร้องไห้ตะโกนว่า 'ไม่ไป... ไม่ไป... ไม่ไป...'' เมื่อคุณอายุ 7 ขวบ แม่ซื้อไอศกรีมให้คุณ
คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำมันหกเลอะเทอะไปทั่ว เมื่อคุณอายุ 8 ขวบ แม่ซื้อลูกบอลให้คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำกระจกเพื่อนบ้านแตก เมื่อคุณอายุ 9 ขวบ แม่สอนให้คุณเล่นเปียโน คุณขอบคุณแม่ด้วยการไม่เคยแม้แต่จะซ้อม เมื่อคุณอายุ 10 ขวบ แม่พาคุณไปเรียนพิเศษและพาไปงานวันเกิดเพื่อน คุณขอบคุณแม่ด้วยการกระโดดลงจากรถโดยไม่คิดที่จะหันกลับมามอง เมื่อคุณอายุ 11 ขวบ แม่พาคุณกับเพื่อนไปดูหนัง คุณขอบคุณแม่ด้วยการขอที่นั่งคนละแถว(หรือขอให้แม่ไม่ต้องดู) เมื่อคุณอายุ 12 ขวบ แม่เตือนคุณว่าอย่าดูทีวี คุณขอบคุณแม่ด้วยการรอให้แม่ไปข้างนอกแล้วดูต่อ เมื่อคุณอายุ 13 ปี แม่บอกให้คุณตัดผม คุณขอบคุณแม่ด้วยการด่าแม่ว่า 'แม่นี่...ไม่มีรสนิยมเลย ไม่ต้องกะหนู(ผม)หรอก' เมื่อคุณอายุ 14 ปี แม่จ่ายเงินซัมเมอร์แคมป์ ที่แพงแสนแพงเพื่อให้คุณได้เรียนสิ่งที่ดีๆ คุณขอบคุณแม่ด้วยการไม่เขียนจดหมายหาแม่ซักกะฉบับ เมื่อคุณอายุ 15 ปี แม่กลับบ้านหลักงานเลิกอยากกอดคุณสักกอด คุณขอบคุณแม่ด้วยการขังตัวเองอยู่ในห้อง เมื่อคุณอายุ 16 ปี แม่สอนคุณขับรถ คุณขอบคุณแม่ด้วยการขับรถหนีแม่ไปเที่ยว เมื่อคุณอายุ 17 ปี แม่จ่ายค่าเรียนกวดวิชา คุณขอบคุณแม่ด้วยการให้แม่ส่งข้างนอกเพื่อจะได้ไม่อายเพื่อน เมื่อคุณอายุ 18 ปี แม่ร้องไห้ในวันที่คุณจบชั้นมัธยม คุณขอบคุณแม่ด้วยการฉลองยันเช้า เมื่อคุณอายุ 19 ปี แม่รอโทรศัพท์สายสำคัญ คุณขอบคุณแม่ด้วยการใช้สายตลอดคืนนั้น เมื่อคุณอายุ 20 ปี แม่ถามว่าคุณมีแฟนรึยัง คุณขอบคุณแม่ด้วยการตอบว่า 'แม่อย่ามายุ่งกะหนู(ผม)เลย' เมื่อคุณอายุ 21 ปี แม่แนะนำอาชีพของแม่ให้คุณทำในอนาคตของคุ ณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า 'หนู(ผม)ไม่อยากเป็นอย่างแม่' เมื่อคุณอายุ 22 ปี แม่อยากกอดคุณในวันรับปริญญา คุณขอบคุณแม่ด้วยการกอดกับเพศตรงข้ามกับคุณ เมื่อคุณอายุ 23 ปี แม่ซื้ออพาร์ตเม้นท์และเฟอร์นิเจอร์ให้แก่คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการว่ากับเพื่อนๆลับหลังว่า 'มันช่างเชยและน่าเกลียดเสียนี่กระไร' เมื่อคุณอายุ 24 ปี แม่บอกให้คุณพาแฟนของคุณมาหาแม่ เมื่อคุณพามา แม่ถามพวกคุณว่าอนาคตวางแผนไว้ว่าอย่างไร คุณขอบคุณแม่ด้วยการจ้องเขม็งและพูดว่า 'แม่จะมายุ่งอะไรกะหนูอีกเนี่ย' เมื่อคุณอายุ 25 ปี (สำหรับผู้ชาย)แม่ช่วยออกค่าสินสอดให้กับคุณ และบอกกับคุณว่าแม่รักคุณมากขนาดไหน คุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า'อายคนอื่นเขาน่า แม่' (สำหรับผู้หญิง)แม่ช่วยออกค่าใช้จ่ายในงานแต่งงานให้คุณ และบอกว่าแม่รักคุณมากขนาดไหน คุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า'หนูอยากไปอยู่ต่างประเทศเพื่อจะได้สวีทกับแฟนโดนไม่มีแม่') เมื่อคุณอายุ 30 ปี แม่โทรมาหาและแนะนำวิธีเลี้ยงเด็ก คุณขอบคุณแม่โดยการบอกว่า 'สมัยนี้มันเปลี่ยนไปแล้วล่ะค่ะแม่' เมื่อคุณอายุ 40 ปี แม่โทรมาชวนคุณไปงานวันเกิดญาติ คุณขอบคุณแม่และญาติว่า 'ตอนนี้ไม่ว่างเลย' เมื่อคุณอายุ 50 ปี แม่ชราและไม่สบาย อยากให้คุณดูแล คุณขอบคุณแม่ด้วยการบอกว่า 'มันเป็นภาระนะแม่ หนูมีงานอีกเยอะแยะ' และแล้ววันหนึ่ง แม่จากคุณไปอย่างสงบ และทุกอย่างที่คุณไม่เคยทำมาก่อน จะเหมือนฟ้าผ่าในใจคุณ โปรดใช้เวลาสักนิด แสดงออกถึงความลึกซึ้งแด่'แม่' ไม่มีอะไรมาแทนแม่ได้ แม้ว่าบางคราวแม่จะไม่ใช่คนที่เข้าใจคุณมากที่สุด หรือเห็นด้วยกับคุณ แต่ก็คือ'แม่'ของคุณ และเชื่อได้ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อคุณ รับฟังคุณ ความกังวลของคุณ ลองถามตัวเองดู คุณมีเวลาที่จะฟังความเศร้า ความกังวลใจไม่ว่าจากการงาน จากงานบ้าน หรือจากงานในครัวของแม่ไหม คุณเคยนึกถึงความทุกข์ของแม่ที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อคุณและทุกคนไหม รักแม่ให้มาก แม้ว่าจะคิดเห็นแตกต่างการ เพราะเมื่อแม่จากไป จะเหลือเพียงความเสียใจและความทรงจำเท่านั้น อย่าเพิกเฉยกับคนที่ใกล้หัวใจคุณที่สุด รัก'แม่'ให้มากกว่ารักตัวเอง แสดงให้แม่รู้ว่าคุณก็'รัก'ก่อนที่จะทำได้เพียงบอกรักกับ'รูป'ของแม่เท่านั้น ถ้าใครเป็นคนที่รัก 'แม่'
| ฝันของแอ๊ดบาวและราคาของมาร์ค |
| โดย สุรวิชช์ วีรวรรณ
| 25 ธันวาคม 2551 17:04 น. |
 |
|
ก่อนจะเข้าเรื่องอื่น ในฐานะมีส่วนรับผิดชอบเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอชี้แจงนะครับว่า เวทีพันธมิตรฯ ไม่เคยมีความคิดจะเชิญแอ๊ด คาราบาวมาขึ้นเวทีเลย เหตุผลง่ายๆ คือ แอ๊ดไม่มีอุดมการณ์ ทีมงานถึงกับตั้งคำถามกันไว้ล่วงหน้าว่า สมมติถ้าแอ๊ดติดต่อมาจะทำได้อย่างไร คำตอบตั้งแต่วันแรกคือ ไม่ให้ขึ้นครับ ที่ผมต้องชี้แจงเช่นนี้ เพราะแอ๊ดออกแถลงการณ์ในเว็บไซต์ของเขาเป็นนัยว่า ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพราะแอ๊ดไม่มาขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ซึ่งไม่เป็นความจริง ส่วนแอ๊ดจะสนับสนุนใคร หรือใครฝันจะเป็นผู้ว่าฯ กทม.ก็เป็นเรื่องของแต่ละคน แต่อย่าลืมว่า ถ้าเรามีสิทธิฝันคนอื่นก็มีสิทธิฝันเหมือนกัน อย่างผมก็ย่อมจะมีสิทธิคิดฝันว่า ไม่อยากให้ใครเป็นผู้ว่าฯ กทม. ผมก็ควรจะมีสิทธิที่จะบอกกล่าวคนที่เคารพนับถือกันว่า อย่าไปเลือกคนคนนั้น ผมไม่ตั้งใจเขียนถึงเรื่องข้างบนนั้นนะครับ เพราะไม่ได้ใส่ใจ และไม่ได้ให้ราคานัก ไม่เคยเฉียดเข้าไปใกล้เวทีคอนเสิร์ตแอ๊ดเพราะกลัวจะถูกลูกหลงหัวร้างข้างแตก ที่สำคัญแอ๊ดคงไม่สามารถเรียกคะแนนคนกรุงเทพฯ ได้สักกี่สิบคะแนนหรอก ไม่เช่นนั้นอาจารย์แก้วของผมคงไม่ต้องวิ่งไปพึ่งชัช เตาปูนอีกทาง วันนี้ผมต้องการเขียนถึงนายกรัฐมนตรีของผม คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสียมากกว่า เพราะวันก่อนผมเข้าไปในเว็บไซต์ของคุณอภิสิทธิ์ เข้าไปอ่าน คอลัมน์ “คุยกับอภิสิทธิ์” มีผู้ใช้ชื่อว่า “ไบร์ท” ตั้งคำถามถึงคุณอภิสิทธิ์ 4 ข้อดังนี้ 1. จะทำอย่างไรถ้านายชัย ชิดชอบ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพราะพรรคประชาธิปัตย์เคยขุดคุ้ยเรื่องโกงที่ดินการรถไฟฯ ขึ้นมาอภิปรายในสภาฯ 2. หาก ครม.ประกอบด้วยคนที่เคยเป็น รมต.สมัยมีมติเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร แล้ววันข้างหน้าถูกศาลสั่งอีก ความสง่างามจะไม่มี 3. จะทำอย่างไรกับ NBT ที่มีนักการเมืองใหญ่ จ.บุรีรัมย์ อยู่เบื้องหลังการสัมปทาน 4. ยังจะเอาพยาบาลที่ไม่รู้เรื่องมาเป็น รมต.คลัง หรือไม่ คำตอบสั้นๆ ของคุณอภิสิทธิ์ในเว็บไซต์ คือ “ขอบคุณสำหรับข้อคิดที่ดีจะพยายามแก้ไขต่อไปครับ” และสิ่งแรกที่ผมได้เห็นทันทีสำหรับคำถาม คำตอบ และการปฏิบัติของคุณอภิสิทธิ์ก็คือ พยาบาลคนดังกล่าวไม่ได้นั่งเป็น รมช.คลัง แต่ได้รับการแต่งตั้งจากคุณอภิสิทธิ์ให้เป็นรมว.ไอซีทีแทน เราต้องติดตามดูต่อไปว่า คุณอภิสิทธิ์และคุณพยาบาล จะจัดการอย่างไรกับเว็บไซต์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งคุณอภิสิทธิ์เคยตั้งกระทู้ถามรัฐบาลนายสมชายด้วยตัวเองมาแล้ว ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่คุณ “ไบร์ท” ถาม และคุณอภิสิทธิ์ยังไม่ได้ตอบ เพื่อทบทวนความจำผมได้ไปค้นคว้ามาว่า พรรคประชาธิปัตย์และคุณอภิสิทธิ์เองเคยมีความเห็นต่อเรื่องเหล่านั้น ตอนที่ยังเป็นฝ่ายค้านอย่างไร - กรณีที่ดินการรถไฟฯ ของตระกูลชิดชอบ คณะทำงานตรวจสอบการทุจริตของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เคยออกมาเรียกร้องเดิมทีขอให้รัฐบาลพรรคพลังประชาชนดำเนินคดีกับผู้มีส่วนในการกระทำผิดฮุบที่หลวงและออกโฉนดโดยมิชอบ รวมถึงการนำที่ดิน 2 แปลงดังกล่าวนั้นไปเป็นหลักทรัพย์ในการจำนองธนาคาร ซึ่งถือเป็นการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา โฉนดเลขที่ 3466 ต.อีสาน อ.เมือง บุรีรัมย์ เนื้อที่ 7 ไร่ 1 งาน 55.8 ตร.วา ออกเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2515 ให้แก่นายชัย ชิดชอบ และได้ขายให้บริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2535 และที่ดินโฉนดเลขที่ 8564 ต.อีสาน อ.เมือง บุรีรัมย์ เนื้อที่ 37 ไร่ 1 งาน 65 ตร.วา ออกเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2518 ปัจจุบัน นางกรุณา ชิดชอบ ภรรยาของนายเนวิน ชิดชอบ เป็นผู้ถือครอง ที่ดังกล่าวนั้นเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ตามมาตรา 3 (2) และได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ.2464 จึงขอให้กรมที่ดินทำการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ในโฉนดที่ดินทั้ง 2 แปลงดังกล่าว - กรณีเขาพระวิหาร คุณอภิสิทธิ์เคยเรียกร้องนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล หันมาปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ จากการที่กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยเฉพาะกรณีแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา กรณีสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ที่นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลงนามโดยความเห็นชอบของรัฐบาลไทย รัฐบาลยังไม่ได้ดำเนินการให้ทั่วโลกยอมรับว่า แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวใช้ไม่ได้ คุณอภิสิทธิ์ กล่าวตอนนั้นว่า รัฐบาลจะต้องเร่งหาทางออกกรณีที่กัมพูชาจะต้องส่งแผนที่ที่จัดทำขึ้นฝ่ายเดียวไปให้คณะกรรมการมรดกโลกภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 - กรณี NBT พรรคประชาธิปัตย์เคยยื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อขอให้สอบสวนความไม่โปร่งใสการทำสัญญากับบริษัท ดิจิตอล มีเดีย ให้ผลิตรายการข่าววันละ 9 ชั่วโมงครึ่ง แลกกับการขายโฆษณา ชั่วโมงละ 7 นาทีโดยจ่ายผลตอบแทนให้ช่อง 11 ปีละ 40 ล้านบาทนั้นน่าจะทำให้รัฐเสียประโยชน์ สัญญาดังกล่าวนั้น นอกจากรัฐเสียประโยชน์แล้ว กรมประชาสัมพันธ์ยังยอมให้ดิจิตอล มีเดีย ใช้เครื่องไม้เครื่องมือของช่อง 11 ทั้งหมด ไม่ต้องลงทุนเองแม้แต่บาทเดียว นอกจาก 3 เรื่องดังกล่าว ผมยังอยากจะฝากความเรื่องเก่าๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์เคยตรวจสอบไว้ในสมัยที่เป็นฝ่ายค้านหรือเป็นรัฐบาลเงาว่า เพื่อให้ประชาชนช่วยกันจับตาและเป็นสิ่งเตือนใจรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และคุณอภิสิทธิ์ด้วย 1. โครงการจ้างบริการรถเข็นสัมภาระในสนามบินสุวรรณภูมิเป็นโครงการประมูลด้วยวิธีพิเศษงบประมาณ 534 ล้านบาท ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เคยตรวจสอบพบว่ามีมูลและมีเหตุเชื่อได้ว่ามีการทุจริตผิดกฎหมายในการประมูลดังกล่าว โครงการดังกล่าวทำให้รัฐเสียหายไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท 2. กรณีการเช่ารถปรับอากาศ 4,000 คันก็ตาม ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เคยระบุว่า มีนัยแอบแฝง และมีการทุจริต เนื่องจากทราบว่ามีการจ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับผู้ได้รับผลประโยชน์ ตั้งแต่ระดับสูง ระดับกลาง ระดับล่าง ในราคาคันละ 1 ล้านบาท 3. กรณีโครงการฉาว “กล้ายาง-เซ็นทรัลแล็บ” คณะทำงานติดตามตรวจสอบโครงการจัดซื้อกล้ายาง และโครงการจัดซื้อเซ็นทรัลแล็บของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ ตรวจสอบพบความผิดปกติพบว่า โครงการนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเกษตรประมูลกล้ายาง 90 ล้านต้น เป็นการเสนอให้ผลประโยชน์อย่างชัดเจน ทั้งที่กล้ายางจำนวนมหาศาลขนาดนี้ไม่มีบริษัทที่มีประสบการณ์ทำได้ แต่กลับให้บริษัทนี้ทำ ทั้งที่มีหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ ทำได้อยู่แล้ว ราคาของรัฐบาลอภิสิทธิ์จะดีหรือไม่ คงไม่ได้อยู่ที่หน้าตา แต่ต้องพิสูจน์ที่ผลงาน และผมเชื่อว่า พันธมิตรฯ คงไม่ปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์ลอยนวล หากรัฐบาลดำเนินนโยบายที่ไม่ถูกต้อง และไม่รักษาคำพูดที่ให้ไว้กับประชาชน
| ใครที่ชั่วร้ายกว่าระบอบทักษิณ |
| โดย สุรวิชช์ วีรวรรณ
| 4 ธันวาคม 2551 16:12 น. |
 |
ในฐานะที่เป็นผู้ชุมนุมและกลไกเล็กๆ ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เข้าร่วมชุมนุมครบ 193 วัน โดยไม่ขาดแม้แต่วันเดียว ขอยืนยันว่าเจตจำนงและเป้าหมายของพันธมิตรฯ นั้นเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ การประกาศยุติการชุมนุมอย่างทันทีหลังรัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติถูกศาลรัฐธรรมนูญพิพากษายุบพรรค จนนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดต้องพ้นจากตำแหน่ง แสดงให้เห็นถึงการธำรงคำมั่นและเป้าหมายที่แจ่มชัดซึ่งพันธมิตรฯ ประกาศไว้ต่อประชาสังคมว่า พันธมิตรฯ จะยุติการชุมนุมทันทีที่การขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิดและคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญบรรลุเป้าหมาย น่าตลกที่สุดก็คือ พอพันธมิตรฯ ยุติการชุมนุมอย่างทันที ฝ่ายที่คัดค้านการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ และเคยเรียกร้องให้พันธมิตรฯ ยุติการชุมนุมเสมอมา กลับตั้งคำถามว่า การประกาศยุติการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างทันทีนั้น ทำไมถึงสอดประสานรับลูกอย่างเหมาะเจาะกับการตัดสินยุบพรรคการเมือง กลายเป็นเรื่องที่จงใจหรือวางแผนไว้ล่วงหน้าไปโน่น น่าตลกเพราะว่า ตกลงแล้วมันอยากให้เราเลิกชุมนุมหรือชุมนุมต่อนะครับพี่น้อง หรือว่า มันมีเหตุผลที่จะตะแบงกล่าวหาพันธมิตรฯ ไปได้เรื่อยๆ เพราะมีอคติที่ครอบงำอยู่ หากย้อนกลับไปตั้งแต่การเริ่มชุมนุมเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 เป้าหมายของการชุมนุมที่ประกาศชัดเจนในวันนั้นก็คือ การคัดค้านรัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติ และคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อฟอกผิดให้กับคนในระบอบทักษิณ โดยไม่เปลี่ยนแปลงเป้าหมายเลย อย่างที่สื่อมวลชน นักวิชาการ บางกลุ่มบางคนที่อคติกับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ พยายามใส่ไคล้ โดยเอาเรื่อง “รายทาง” มาขยายความ และการที่พันธมิตรฯ ตั้งเงื่อนไขว่าจะกลับมาชุมนุมอีกครั้ง หากรัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติและมีความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง ก็ไม่ได้บิดผันไปจากเจตจำนงที่ตั้งเอาไว้ตั้งแต่ต้น และไม่ใช่ข้อเรียกร้องที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่อย่างใด ดังนั้นการชุมนุมของพันธมิตรฯ ตลอด 193 วันนั้น ได้ปอกเปลือกให้เห็นถึงเนื้อในของสื่อมวลชนและนักวิชาการบางกลุ่มบางคนอย่างล่อนจ้อน หากตั้งคำถามง่ายๆ ต่อ สิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นพยายามกล่าวหาและเรียกร้องให้พันธมิตรฯ ยุติการชุมนุม โดยใส่ร้ายว่า พันธมิตรฯ สร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรง แต่ทำไมเรากลับไม่เห็นพวกเขาเหล่านั้น ประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับพันธมิตรฯ ครั้งแล้วครั้งเล่า ทำไมพวกเขาเห็นว่า การยกกำลังมาทำร้ายพันธมิตรฯ ถึงบริเวณที่ปักหลักชุมนุมอยู่ ไม่ใช่ความรุนแรง ทำไมพวกเขามองว่า การปาระเบิดและยิงเอ็ม 79 เข้าใส่พันธมิตรฯไม่ใช่ความรุนแรง เพราะพวกเขาไม่เคยออกมาตำหนิพฤติกรรมเหล่านั้นเลย แต่พวกเขามองว่า การที่การ์ดพันธมิตรฯ เตรียมท่อนเหล็กท่อนไม้ เพื่อป้องกันตัวจากการถูกทำร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า คือ ความรุนแรง พวกเขามองว่า การที่กลุ่ม นปช. ยกกำลังมาเพื่อทำร้ายพันธมิตรฯ ที่ชุมนุมอยู่ที่สะพานมัฆวานฯ คือ การแสดงออกในระบอบประชาธิปไตย แต่เรียกการชุมนุมเพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อฟอกผิดว่า การทำลายระบอบประชาธิปไตย องค์กรสื่อมวลชนออกมากล่าวถึงการที่ ASTV ถูกยิงเอ็ม 79 เข้าใส่อย่างเสียไม่ได้ โดยพ่วงเข้าไปในในแถลงการณ์ที่ต้องการตำหนิการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ กล่าวหาว่า ASTV ละเลยการนำเสนอข่าวที่เป็นข้อเท็จจริงและตรวจสอบได้ และยอมตนเป็นเครื่องมือทางการเมือง ทั้งที่ ASTV ไม่ได้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของใคร แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเมืองภาคประชาชน ที่เปิดโปงความชั่วร้ายของรัฐบาล ซึ่งต้องตั้งคำถามต่อองค์กรสื่อว่า การออกมาต่อต้านและขับไล่รัฐบาลที่ฉ้อฉลนั้น เป็นเครื่องมือทางการเมืองของใคร องค์กรสื่อเหล่านั้นทำอะไรบ้างนอกจากใช้ความเป็นสื่อจัดงานหาเงินเข้าองค์กรของตัวเอง และรับเชิญไปต่างประเทศ สื่อมวลชนบางกลุ่มให้คุณค่ากับการที่การ์ดพันธมิตรฯ ทำร้ายบุคคลที่เข้ามาก่อกวนในที่ชุมนุม มากกว่าการยิ่งเอ็ม 79 เข้ามาใส่ในที่ชุมนุมจนมีผู้เจ็บตายจำนวนมาก น่าตลกปนสมเพชอีกอย่างก็คือ สื่อมวลชนเหล่านั้นกลับไม่ใส่ใจเลยว่า เหตุการณ์ที่คนร้ายเอาระเบิดมาปา เอาเอ็ม 79 มายิงใส่ผู้ชุมนุมนั้น เป็นฝีมือของใคร ใครอยู่เบื้องหลัง แต่พอคดีอาชญากรรมคดีเล็กคดีน้อยพวกเขากลับทำสกู๊ปขุดคุ้ยออกเป็นเรื่องเป็นราว กระทั่งต้องตั้งคำถามว่า การที่หนังสือพิมพ์อังกฤษ 20 อันดับประเทศอันตรายที่สุดในโลกและให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 7 นั้น เกิดขึ้น เพราะพันธมิตรฯ ชุมนุมตามสิทธิในระบอบประชาธิปไตย หรือเพราะมีการใช้อาวุธสงครามมายิงถล่มกลางกรุงโดยที่ตำรวจและรัฐบาลให้ท้ายอันธพาลการเมืองที่ตัวเองจัดตั้งขึ้นมากันแน่ นักวิชาการและสื่อมวลชนกลุ่มนี้กลับไม่ใส่ใจที่อำนาจรัฐและอันธพาลการเมืองใช้อาวุธสงครามทำร้ายร่างกาย และทำลายทรัพย์สินกลุ่มผู้ชุมนุมของพันธมิตรฯ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จนมีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 7 ราย, อาการโคม่า 1 ราย, พิการ 6 ราย และบาดเจ็บ 625 ราย โดยที่ผู้กระทำความผิดยังไม่ได้ถูกจับกุมหรือถูกลงโทษแม้แต่รายเดียว ทัศนคติของนักวิชาการและสื่อมวลชนที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุม สะท้อนถึงความ “จอมปลอม” ของคนเหล่านี้ เพราะถ้าพวกเขาไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงจริง พวกเขาต้องไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะเกิดความรุนแรงกับใคร แน่นอนว่า มวลชนที่สนับสนุนระบอบทักษิณย่อมจะมีพลังบริสุทธิ์ที่สนับสนุนทักษิณด้วยรักและศรัทธา แต่นักวิชาการและสื่อมวลชนมองไม่เห็นการขับเคลื่อนที่แตกต่างของพลังมวลชนส่วนใหญ่ทั้งสองฝ่ายเลยหรือว่าใครเป็นของแท้หรือของเทียม แล้วทำไมถึงไม่บอกความจริงกับสังคม หรือพวกเขามองไม่เห็นความชั่วร้ายของระบอบทักษิณได้อย่างไร นักวิชาการและสื่อมวลชนประเภทนี้ย่อมเป็นอันตรายต่อประเทศชาติที่เลวร้ายยิ่งกว่าระบอบทักษิณ ใช่หรือไม่ใช่
| |
| | | |
|
 | |
| ฝันของแอ๊ดบาวและราคาของมาร์ค |
| โดย สุรวิชช์ วีรวรรณ
| 25 ธันวาคม 2551 17:04 น. |
 |
|
ก่อนจะเข้าเรื่องอื่น ในฐานะมีส่วนรับผิดชอบเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอชี้แจงนะครับว่า เวทีพันธมิตรฯ ไม่เคยมีความคิดจะเชิญแอ๊ด คาราบาวมาขึ้นเวทีเลย เหตุผลง่ายๆ คือ แอ๊ดไม่มีอุดมการณ์ ทีมงานถึงกับตั้งคำถามกันไว้ล่วงหน้าว่า สมมติถ้าแอ๊ดติดต่อมาจะทำได้อย่างไร คำตอบตั้งแต่วันแรกคือ ไม่ให้ขึ้นครับ ที่ผมต้องชี้แจงเช่นนี้ เพราะแอ๊ดออกแถลงการณ์ในเว็บไซต์ของเขาเป็นนัยว่า ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพราะแอ๊ดไม่มาขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ซึ่งไม่เป็นความจริง ส่วนแอ๊ดจะสนับสนุนใคร หรือใครฝันจะเป็นผู้ว่าฯ กทม.ก็เป็นเรื่องของแต่ละคน แต่อย่าลืมว่า ถ้าเรามีสิทธิฝันคนอื่นก็มีสิทธิฝันเหมือนกัน อย่างผมก็ย่อมจะมีสิทธิคิดฝันว่า ไม่อยากให้ใครเป็นผู้ว่าฯ กทม. ผมก็ควรจะมีสิทธิที่จะบอกกล่าวคนที่เคารพนับถือกันว่า อย่าไปเลือกคนคนนั้น ผมไม่ตั้งใจเขียนถึงเรื่องข้างบนนั้นนะครับ เพราะไม่ได้ใส่ใจ และไม่ได้ให้ราคานัก ไม่เคยเฉียดเข้าไปใกล้เวทีคอนเสิร์ตแอ๊ดเพราะกลัวจะถูกลูกหลงหัวร้างข้างแตก ที่สำคัญแอ๊ดคงไม่สามารถเรียกคะแนนคนกรุงเทพฯ ได้สักกี่สิบคะแนนหรอก ไม่เช่นนั้นอาจารย์แก้วของผมคงไม่ต้องวิ่งไปพึ่งชัช เตาปูนอีกทาง วันนี้ผมต้องการเขียนถึงนายกรัฐมนตรีของผม คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสียมากกว่า เพราะวันก่อนผมเข้าไปในเว็บไซต์ของคุณอภิสิทธิ์ เข้าไปอ่าน คอลัมน์ “คุยกับอภิสิทธิ์” มีผู้ใช้ชื่อว่า “ไบร์ท” ตั้งคำถามถึงคุณอภิสิทธิ์ 4 ข้อดังนี้ 1. จะทำอย่างไรถ้านายชัย ชิดชอบ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพราะพรรคประชาธิปัตย์เคยขุดคุ้ยเรื่องโกงที่ดินการรถไฟฯ ขึ้นมาอภิปรายในสภาฯ 2. หาก ครม.ประกอบด้วยคนที่เคยเป็น รมต.สมัยมีมติเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร แล้ววันข้างหน้าถูกศาลสั่งอีก ความสง่างามจะไม่มี 3. จะทำอย่างไรกับ NBT ที่มีนักการเมืองใหญ่ จ.บุรีรัมย์ อยู่เบื้องหลังการสัมปทาน 4. ยังจะเอาพยาบาลที่ไม่รู้เรื่องมาเป็น รมต.คลัง หรือไม่ คำตอบสั้นๆ ของคุณอภิสิทธิ์ในเว็บไซต์ คือ “ขอบคุณสำหรับข้อคิดที่ดีจะพยายามแก้ไขต่อไปครับ” และสิ่งแรกที่ผมได้เห็นทันทีสำหรับคำถาม คำตอบ และการปฏิบัติของคุณอภิสิทธิ์ก็คือ พยาบาลคนดังกล่าวไม่ได้นั่งเป็น รมช.คลัง แต่ได้รับการแต่งตั้งจากคุณอภิสิทธิ์ให้เป็นรมว.ไอซีทีแทน เราต้องติดตามดูต่อไปว่า คุณอภิสิทธิ์และคุณพยาบาล จะจัดการอย่างไรกับเว็บไซต์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งคุณอภิสิทธิ์เคยตั้งกระทู้ถามรัฐบาลนายสมชายด้วยตัวเองมาแล้ว ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่คุณ “ไบร์ท” ถาม และคุณอภิสิทธิ์ยังไม่ได้ตอบ เพื่อทบทวนความจำผมได้ไปค้นคว้ามาว่า พรรคประชาธิปัตย์และคุณอภิสิทธิ์เองเคยมีความเห็นต่อเรื่องเหล่านั้น ตอนที่ยังเป็นฝ่ายค้านอย่างไร - กรณีที่ดินการรถไฟฯ ของตระกูลชิดชอบ คณะทำงานตรวจสอบการทุจริตของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เคยออกมาเรียกร้องเดิมทีขอให้รัฐบาลพรรคพลังประชาชนดำเนินคดีกับผู้มีส่วนในการกระทำผิดฮุบที่หลวงและออกโฉนดโดยมิชอบ รวมถึงการนำที่ดิน 2 แปลงดังกล่าวนั้นไปเป็นหลักทรัพย์ในการจำนองธนาคาร ซึ่งถือเป็นการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา โฉนดเลขที่ 3466 ต.อีสาน อ.เมือง บุรีรัมย์ เนื้อที่ 7 ไร่ 1 งาน 55.8 ตร.วา ออกเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2515 ให้แก่นายชัย ชิดชอบ และได้ขายให้บริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2535 และที่ดินโฉนดเลขที่ 8564 ต.อีสาน อ.เมือง บุรีรัมย์ เนื้อที่ 37 ไร่ 1 งาน 65 ตร.วา ออกเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2518 ปัจจุบัน นางกรุณา ชิดชอบ ภรรยาของนายเนวิน ชิดชอบ เป็นผู้ถือครอง ที่ดังกล่าวนั้นเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ตามมาตรา 3 (2) และได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ.2464 จึงขอให้กรมที่ดินทำการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ในโฉนดที่ดินทั้ง 2 แปลงดังกล่าว - กรณีเขาพระวิหาร คุณอภิสิทธิ์เคยเรียกร้องนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล หันมาปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ จากการที่กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยเฉพาะกรณีแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา กรณีสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ที่นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลงนามโดยความเห็นชอบของรัฐบาลไทย รัฐบาลยังไม่ได้ดำเนินการให้ทั่วโลกยอมรับว่า แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวใช้ไม่ได้ คุณอภิสิทธิ์ กล่าวตอนนั้นว่า รัฐบาลจะต้องเร่งหาทางออกกรณีที่กัมพูชาจะต้องส่งแผนที่ที่จัดทำขึ้นฝ่ายเดียวไปให้คณะกรรมการมรดกโลกภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 - กรณี NBT พรรคประชาธิปัตย์เคยยื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อขอให้สอบสวนความไม่โปร่งใสการทำสัญญากับบริษัท ดิจิตอล มีเดีย ให้ผลิตรายการข่าววันละ 9 ชั่วโมงครึ่ง แลกกับการขายโฆษณา ชั่วโมงละ 7 นาทีโดยจ่ายผลตอบแทนให้ช่อง 11 ปีละ 40 ล้านบาทนั้นน่าจะทำให้รัฐเสียประโยชน์ สัญญาดังกล่าวนั้น นอกจากรัฐเสียประโยชน์แล้ว กรมประชาสัมพันธ์ยังยอมให้ดิจิตอล มีเดีย ใช้เครื่องไม้เครื่องมือของช่อง 11 ทั้งหมด ไม่ต้องลงทุนเองแม้แต่บาทเดียว นอกจาก 3 เรื่องดังกล่าว ผมยังอยากจะฝากความเรื่องเก่าๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์เคยตรวจสอบไว้ในสมัยที่เป็นฝ่ายค้านหรือเป็นรัฐบาลเงาว่า เพื่อให้ประชาชนช่วยกันจับตาและเป็นสิ่งเตือนใจรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และคุณอภิสิทธิ์ด้วย 1. โครงการจ้างบริการรถเข็นสัมภาระในสนามบินสุวรรณภูมิเป็นโครงการประมูลด้วยวิธีพิเศษงบประมาณ 534 ล้านบาท ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เคยตรวจสอบพบว่ามีมูลและมีเหตุเชื่อได้ว่ามีการทุจริตผิดกฎหมายในการประมูลดังกล่าว โครงการดังกล่าวทำให้รัฐเสียหายไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท 2. กรณีการเช่ารถปรับอากาศ 4,000 คันก็ตาม ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เคยระบุว่า มีนัยแอบแฝง และมีการทุจริต เนื่องจากทราบว่ามีการจ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับผู้ได้รับผลประโยชน์ ตั้งแต่ระดับสูง ระดับกลาง ระดับล่าง ในราคาคันละ 1 ล้านบาท 3. กรณีโครงการฉาว “กล้ายาง-เซ็นทรัลแล็บ” คณะทำงานติดตามตรวจสอบโครงการจัดซื้อกล้ายาง และโครงการจัดซื้อเซ็นทรัลแล็บของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ ตรวจสอบพบความผิดปกติพบว่า โครงการนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเกษตรประมูลกล้ายาง 90 ล้านต้น เป็นการเสนอให้ผลประโยชน์อย่างชัดเจน ทั้งที่กล้ายางจำนวนมหาศาลขนาดนี้ไม่มีบริษัทที่มีประสบการณ์ทำได้ แต่กลับให้บริษัทนี้ทำ ทั้งที่มีหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ ทำได้อยู่แล้ว ราคาของรัฐบาลอภิสิทธิ์จะดีหรือไม่ คงไม่ได้อยู่ที่หน้าตา แต่ต้องพิสูจน์ที่ผลงาน และผมเชื่อว่า พันธมิตรฯ คงไม่ปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์ลอยนวล หากรัฐบาลดำเนินนโยบายที่ไม่ถูกต้อง และไม่รักษาคำพูดที่ให้ไว้กับประชาชน
| | | |
|
 | | |
 |
| ข่าวล่าสุด ในหมวด |
|
|
| | | |
 |
| ข่าวล่าสุด ในหมวด |
|
|
| | |
| “สนธิ”ย้ำให้โอกาส “มาร์ค”-ยัน 193 วันได้ชัยชนะสร้าง“ครอบครัวพันธมิตร”สำเร็จ |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 28 ธันวาคม 2551 01:54 น. |
 |
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
“สนธิ”ย้ำยังให้โอกาส “มาร์ค”เชื่อมีความตั้งใจและเป็นคนมีคุณวุฒิ-ชาติวุฒิ ยืนยันชุมนุม 193 วันได้ชัยชนะเด็ดขาดแล้ว นั่นคือการทำให้เกิด “ครอบครัวพันธมิตร”เป็นหนึ่งเดียวกันทั่วประเทศ เตรียมทำไดเร็คทอรี่ธุรกิจพันธมิตรฯ ทุกจังหวัด ให้พี่น้องช่วยกันอุดหนุน เชื่อสังคมทุกส่วนต้องเรียนรู้และยอมรับบทบาทพันธมิตรฯ ที่ปลุกพลังทางศีลธรรมออกมา หยุดยั้งนักการเมืองโกงได้ “ตั้ว”ลั่นพร้อมอุทิศชีวิตเพื่อชาติฯ เผยโปรเจกต์รายการ “จอเหลือง”สร้างหนังพันธมิตรฯ-เกมโชว์การเมือง ทางเอเอสทีวี ในงาน “ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ฉลองชัยประชาชน” ที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จัดขึ้นที่อาคารธันเดอร์โดม เมืองทองธานี ตั้งแต่เวลา 16.00 น.วันที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา ไฮไลต์ของงานอยู่ที่การขึ้นเวทีเปิดใจของแกนนำพันธมิตรฯ เริ่มตั้งแต่เวลาประมาณ 20.05 น. ด้วยการร้องเพลง “เทียนแห่งธรรม” แบบสดๆ ของ “เธียร์รี่ ลาสเวกัส” ต่อมาเวลาประมาณ 20.15 น. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ได้ขึ้นเวทีกล่าวเปิดใจ โดยบอกว่า ตั้งแต่ตนเกิดมาและพี่น้องหลายคนคงไม่เคยจัดงานปีใหม่ร่วมกับญาติๆ จำนวนเป็นหมื่นแบบนี้ และที่สำคัญญาติเราไม่เคยนอนกลางดินกินกลางทรายร่วมกันมาก่อน เพราะฉะนั้น ทุกท่านที่มาร่วมงานกันวันนี้เป็นยิ่งกว่าญาติกันเสียอีก และการร่วมแรงร่วมใจกันทำให้เราได้รับชัยชนะ ในการต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ พล.ต.จำลองกล่าวต่อว่า ในการจัดงานวันนี้ เดิมคณะผู้จัดงานได้จองหอประชุมที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งจุได้ 5 พันคนเอาไว้ แต่มีคนมาจองบัตรจนเต็ม จึงเปลี่ยนมาที่นี่ซึ่งจุได้ 1 หมื่นคนแต่ก็เต็ม ยังมีคนเข้ามาไม่ได้อยู่ข้างนอกอีกจำนวนมาก ถ้าเป็นอย่างนี้ คราวต่อไปคงต้องหาสถานที่ที่พร้อมจะรับจำนวนคนเท่าไหร่ก็ได้ เช่น ที่สถาบันฝึกอบรมผู้นำ จ.กาญจนบุรี ซึ่งจะมีงานในวันที่ 10 มกราคม 2552 ซึ่งตนพร้อมด้วย พ.ต.หญิงศิริลักษณ์ ศรีเมือง ภรรยาจะจัดขึ้น พล.ต.จำลอง กล่าวว่า งานวันดังกล่าวซึ่งตรงกับวันเด็ก จะเริ่มตั้งแต่การเลี้ยงอาหารเที่ยง หลังจากนั้นบ่าย 2 โมง จะมีวิทยากรมาบรรยายเรื่องการรักษาสุขภาพร่างกายให้ฟัง และอีกห้องจะมีการเล่าเบื้องหลังการชุมนุมที่หาฟังได้ยาก ต่อมาเวลา 5 โมงเย็น มีการแสดงดนตรีของวงคีตาญชลี หลังจากนั้นจะมีการปิ้งข้าวเกรียบว่าว คั่วข้าวโพด เผาข้าวหลาม เลี้ยงผู้ไปร่วมงาน ซึ่งจะเป็นรายการสนุกๆ สำหรับญาติพี่น้องกัน พล.ต.จำลองได้เชิญชวนให้ทุกคนไปร่วมงานโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพราะการจัดงานครั้งนี้ไม่ต้องเสียค่าเช่าสถานที่ ไปต้องเสียค่าไฟ เพราะจัดในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง โดยจะจัดบรรยากาศให้เหมือนการชุมนุมทุกอย่าง เช่น การนอนเต็นท์ การกินข้าวด้วยกระทงใบตองสด ซึ่งสถานที่จัดงานครั้งนี้น่าจะรองรับคนได้ประมาณ 2 หมื่นคน หลังจากนั้นนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ พร้อมด้วยนางมาลีรัตน์ แก้วก่า และนายศรัณยู วงศ์กระจ่าง แกนนำพันธมิตรฯ รุ่นที่ 2 ขึ้นเวทีเปิดใจและกล่าวคำอวยพรแก่พี่น้องพันธมิตรฯ นายสนธิกล่าวว่า จากการจัดงานวันนี้ ซึ่งมีประชาชนมาร่วมอย่างล้นหลาม ทำให้มีความคิดว่า จะจัดงานแบบนี้เดือนละครั้ง ในต่างจังหวัด ในรูปแบบคอนเสิร์ตการเมือง ซึ่งจะกำหนดวันชัดเจนว่าจะไปจังหวัดไหน วันที่เท่าไหร่ โดยจะเลือกจัดในจังหวัดหลักและให้จังหวัดข้างๆ มาร่วมงานได้ภายใน 1-2 ชั่วโมง บางจังหวัดอาจจัเก็บค่าบัตร 300 บาท แต่ถ้ามี 100 บาท หรือไม่มีก็ให้เข้า นายสนธิกล่าวต่อว่า มีเรื่องในใจอยากบอกพี่น้องพันธมิตรฯ ว่า หลังเลิกชุมนุมแล้ว ตนในฐานะลูกจีนรักชาติ ถือว่าได้ทำภารกิจจบลงชั่วคราว และขอให้โอกาสนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำงาน เพราะเชื่อมั่นว่านายอภิสิทธิ์มีความตั้งใจ เนื่อจากเป็นคนที่มีชาติวุฒิ คุณวุฒติดี วุฒิภาวะใช้ได้ เพราะฉะนั้นจึงขอว่าอย่าเพิ่งด่วนตัดสิน ให้เวลาได้ทำงานสักพัก “มีคนบอกว่า ในช่วงนี้ผมไม่ออกทีวีหน่อยหรือ ผมว่าไม่ออก เพราะผมไม่ต้องการให้เกิดความรู้สึกว่า ผมจะเรียกร้องอะไร เพราะคนอย่างพวกเราไม่เคยเรียกร้องอะไร นอกจากความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พวกเราเจียมเนื้อเจียมตัวว่า เราคือคนธรรมดาที่ทำหน้าที่หลายหน้าที่ที่คนมีหน้าที่ควรจะทำ แล้วเสือ...ไม่ทำ แต่เราก็ทำให้แล้ว แล้วก็จบเพียงแค่นี้” นายสนธิ กล่าวต่อว่า พี่น้องที่เคยชุมนุมหลายคนบอกว่ารู้สึกเหงา และเร่าร้อน เพราะ 193 วันที่ร่วมชุมนุมทำให้พูดกับคนอื่นไม่รู้เรื่องไปแล้ว ต้องพูดจากันเอง เพราะพวกเราคือคนปกติ ในสังคมที่ไม่ปกติ สำหรับเอเอสทีวีนั้น นายสนธิยืนยันว่า จะยังเป็นทีวีของพันธมิตรฯ ตลอดไปตราบที่ตนยังมีชีวิตอยู่และไม่เจ๊งไปก่อน และขอพูดจากใจว่า 193 วัน เราได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดแล้ว เพราะถือว่านี่เป็นครั้งแรกที่เราได้สร้าง “ครอบครัวพันธมิตร”ขึ้นมาในประเทศไทย อย่าไปประมาทคำว่า “ครอบครัวพันธมิตร” ซึ่งเป็นภราดรภาพกันทุกภาค ไม่ว่าเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก เป็นครอบครัวเดียวกันหมด และครอบครัวนี้มีทีวีเป็นของตัวเองคือ เอเอสทีวี เพราะฉะนั้นช่อง 3 5 7 9 11 อย่าไปดูให้เสียตา นายสนธิ กล่าวต่อว่า เรากำลังเริ่มทำไดเรคทอรี่ธุรกิจพันธมิตรขึ้นมา โดยจะรวบรวมรายชื่อพันธมิตรฯ ที่ทำธุรกิจหรือกิจการต่างๆ ทั่วประเทศไทย แล้วทำเป็นเล่มเป็นคู่มือ เมื่อเดินทางไปจังหวัดไหนก็พลิกดูว่าพันธมิตรฯ นี้จังหวัดนั้นใครทำอะไรบ้าง แล้วก็ไปใช้บริการเขา นายสนธิ กล่าวอีกว่า สำหรับดาราที่มาอยู่กับพันธมิตรฯ เช่น ตั้ว-ศรัณยู ถือว่ามาแจ้งเกิดอย่างแท้จริงกับพันธมิตรฯ เพราะว่าไปไหนก็มีคนอยากรู้จัก แต่ไม่ใช่อยากรู้จักเพราะความเป็นคนดังแบบเบิร์ด แต่อยากรู้จักเพราะความศรัทธา จอย-ศิริลักษณ์ก็เช่นกัน ศิลปินที่มีความกล้าหาญที่มาอยู่กับพี่น้อง ทุกคนสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างอิสระ คนทำรายการ ทำละคร จะอิจฉา ตั้วกับน้องจอย และศิลปินทุกคนที่มาอยู่กับพันธมิตรฯ ที่มีอิสรภาพแห่งความคิดอย่างเต็มที่ นายสนธิย้ำว่า เอเอสทีวีเป็นทีวีของประชาชนพันธมิตรฯ แล้ว และมีความนิยมปัจจุบันอยู่อันดับ 3 เมื่อเทียบกับฟรีทีวีทั้งหมด ซึ่งเป็นอันดับที่เหนือกว่าช่อง 9 ช่อง 5 เอ็นบีที และ ทีพีบีเอส หลังจากนี้ไปทุกภาคส่วนของสังคมทั่วโลกจะต้องเรียนรู้การต่อสู้ของพันธมิตรฯ หลายภาคส่วนที่บิดเบือน และปฏิเสธพวกเราจะต้องยอมรับ บทบาทของเรา ที่มาร่วมประท้วงกันตั้งแต่สะพานมัฆวาน ย้ายไปทำเนียบรัฐบาล ดาวกระจายไปตามที่ต่างๆ จนกระทั่งไปชุมนุมในสนามบิน ซึ่งไม่มีที่ไหนในโลกที่ประชาชนสามารถเข้าไปชุมนุมในสนามบินถึง 2 แห่งพร้อมกัน เพื่อผลักดันให้พลังทางศีลธรรมออกมา นายสนธิ กล่าวต่อว่า ถ้าไม่ใช่เพราะพันธมิตรฯ ศาลรัฐธรรมนูญคงไม่อ่านตำพิพากษาคดียุบพรรคการเมืองในวันที่ 2 ธ.ค. และไม่รู้ว่าเดือนมกราคมปีหน้าจะตัดสินหรือยัง รัฐบาลสัตว์นรกชุดเก่าจะยังคงทำความฉิบหายให้กับประเทศต่อไป จะมีคนตายไปอีกเท่าไหร่ คนชั่วเกิดขึ้นมาอีกจำนวนมากขนาดไหน เพราะฉะนั้นที่สังคมสงบ สันติลงได้ ก็เพราะพันธมิตร ซึ่งบุญกุศลที่พี่น้องพันธมิตรฯ ได้ทำมาตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน จะทำให้พี่น้องตลอดจนลูกหลานหรือบรรพบุรุษได้รับบุญกุศลอันนั้นในปีใหม่ฟ้าใหม่ จะส่งเสริมให้พี่น้องได้รับความเจริญ มีสุขภาพ มีคุณธรรมสติปัญญาที่จะทำงานให้สังคมดีขึ้นต่อไป ส่วนตนนั้นจะยังอยู่ที่เดิม ไม่ไปไหน พร้อมที่จะรับใช้พี่น้องเต็มที่ไม่เปลี่ยนแปลง ช้วง 3 ปีที่ผ่านมา เป็นอย่างไรก็ยังเป็นอย่างนั้น ไม่เปลี่ยนแปลง และจะอยู่กับพี่น้องตลอดไป ด้านนางมาลีรัตน์ แก้วก่า กล่าวว่า แม้จะเลิกชุมนุมแต่ตนยังจะพบกับพี่น้องผ่านการจัดรายการทางเอเอสทีวี ร่วมกับนายสมบูรณ์ ทองบุราณ ชื่อรายการ “ไทบ้านทันโลก” ออกอากาศเวลา 16.00 -17.00 น. ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ทางเอเอสทีวี 4 หรือ อีสานดิสคัฟเวอรี่ และไม่ว่าปีหน้าจะเป็นอย่างไร เราจะอยู่ด้วยกัน หลังจากนั้น นางมาลีรัตน์ ได้อ่านกลอนอวยพรปีใหม่ให้กับพี่น้องพันธมิตรฯ ดังนี้ “คารวะสวัสดีปีใหม่ คารวะจิตใจอันยิ่งใหญ่ ปีผ่านมายืนหยัดสู้กู้ชาติไทย จนได้ชัยสำเร็จพิชิตมาร ปีใหม่นี้ขอสิ่งศักดิ์สิทธิคุ้มครองช่วย โปรดอำนวยความสุขให้ทุกท่าน ได้ร่ำรวยสมบูรณ์ทุกวันวาน ให้เบิกบานบ้านเมืองเจริญไกล ขอให้ชาติพ้นวิกฤติ เศรษฐกิจ ขอให้พันธมิตรได้การเมืองใหม่ ขอให้พี่น้องประชาไทย มีโชคชัยสวัสดีทุกท่านเอย” ส่วนนายศรัณยู วงศ์กระจ่าง กล่าวว่า ในปีหน้าตนจะเป็นส่วนหนึ่งในการให้ความรู้ทางการเมืองแก่ประชาชนและสร้างการเมืองใหม่ไปด้วยกัน โดยจะจัดรายการ “จอเหลือง” ทางเอเอสทีวี เป็นรายการที่จะพาไปรู้จักกับแกนนำพันธมิตรฯ แม่ยก ผู้ปราศรัย รวมถึงพิธีกรเอเอสทีวี ในแง่มุมสบายๆ เริ่มออกอากาศวันที่ 10 มกราคม 2552 ซึ่งเทปแรก นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรฯ จะโชว์การเล่นเดี่ยวบาสเก็ตบอล โดยผู้ดำเนินรายการจะเป็นดาราหรือพิธีกรที่เคยร่วมชุมนุม อาทิ น้องพริก น้องๆ จาก Young PAD นอกจากนี้ในรายการจอเหลือง เวลาออกอากาศ 13.00 – 15.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ จะมีช่วงที่แบ่งย่อยเป็นของผู้ดำเนินรายการแต่ละครเช่น “อมรออนไลน์”ของนายอมร อมรรัตนานนท์ “ประพันธ์วันละนิด”ของนายประพันธ์ คูณมี “รื่นเริงสุขสำราญ”ของนายสำราญ รอดเพชร รวมถึงช่วงของนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายพิเชฐ พัฒนโชติ เป็นต้น นายศรัณยูเปิดเผยอีกว่า นอกจากนี้มีโครงการสร้างภาพยนตร์พันธมิตรฯ ซึ่งจะใช้ดาราที่เป็นผู้ชุมนุมตัวจริงเสียงจริงมาแสดง โดยในวันที่ 24 ม.ค. 2552 จะเปิดรับสมัครดารา นอกจากนั้นจะมีรายการเกมโชว์ "เกมการเมือง" ประมาณกลางปี ให้พี่น้องพันธมิตรจัดทีมเข้ามาแข่งตอบปัญหาการเมืองเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ โดยจะเปิดโอกาสให้จับฉลากหาตัวช่วย ซึ่งเป็นคนที่อยู่บนเวที เช่น นางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ นางจินดารัตน์ เจริญชัยชนะ หรือ นางสาวอัญชะลี ไพรีรัก ในช่วงท้ายนายศรัณยู กล่าวว่า ตลอดชีวิตตั้งแต่ลืมตาดูโลก มาจนทำการทำงาน ได้แจ้งเกิดอย่างแท้จริงตรงนี้ ตามที่นายสนธิบอก และเมื่อมาถึงวันนี้ทำให้ได้เห็นภาพชีวิตส่วนที่เหลือของตัวเองชัดเจนว่าจะอยู่ตรงไหน จะทำอะไรต่อไปจนบั้นปลายของชีวิต ซึ่งก็คือจะอุทิศตัวเองเป็นคนไทยที่รักชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์จนหมดชีวิตจิตใจ จะอุทิศชีวิตทั้งหมดให้ครอบครัวซึ่งไม่ได้มีแค่ลูกและภรรยา แต่คือพี่น้องทั่วประเทศไทย และถ้าตนอยู่ในฐานะที่จะอวยพรได้ ขอให้พรของตนไปเติมพรของนายสนธิและนางมาลีรัตน์ให้สัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว
| | | |
|
 | | December 27
| ทักษิณ vs สนธิ - จำลอง : มันคนละชั้น |
| โดย ไทยทน
| 26 ธันวาคม 2551 15:07 น. |
 |
|
ไม่น่าเชื่อว่า อดีตผู้นำเรา ถึงกับลืมฐานะที่ท่านเคยเป็นถึง “นายกรัฐมนตรี” ไทย ที่มาจากระบอบประชาธิปไตย แต่ ...ไม่ยอมตอบคำถาม และการซักฟอก ของผู้แทนราษฎรในระบบรัฐสภา ...ไม่ยอมชี้แจงต่อศาลในคดีต่างๆ ...ไม่ยอมรับผลการพิพากษา โดยไม่ชี้แจงโต้แย้ง แต่ส่งจดหมายไปทั่วโลกประณามแผ่นดินแม่ และโฟนอินเข้ามาสร้างความแตกแยกในหมู่พี่น้องชาวไทยด้วยความเท็จ ล่าสุด นอกจากมีคุณค่าเพียง “นักโทษชายหนีคุก” แล้ว ก็ยังเริ่มทำบทบาทใหม่ คือ “ผู้นำม็อบผ่านการโฟนอิน” เทียบชั้นผู้นำมวลชนอย่างเช่น สนธิ-จำลอง แต่เป็นการเปรียบคู่ชกที่ไม่เหมาะสมนัก เพราะต้องถือว่า “มันคนละชั้น” ดังนี้ 1. พันธมิตรฯ มาด้วยความเสียสละตัวเพื่อชาติ แต่ม็อบทักษิณเสียสละชาติเพื่อตัว พันธมิตรฯแทบทุกคนยินดีควักกระเป๋า ช่วยกัน คนละร้อย-พัน-หมื่น-แสน จนถือว่าบรรลุความสำเร็จล้างอำนาจมืดไปได้ ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรส่วนตัว แต่ได้ภาคภูมิใจยิ่งที่ทำให้แผ่นดินพ้นอำนาจมืด แต่ม็อบทักษิณ มาเพียงเป็นกระบวนการหนึ่งของการยึดถือเป็นเจ้าของประเทศ ระบอบทักษิณใช้ทุกวิถีทางในการเอาการเมืองของประเทศเป็นเครื่องมือหากินด้วยการทุจริต ซื้อเสียง ปลอมพรรค ปลอมสมาชิก ใช้สื่อด้านเดียว ไม่ให้เกียรติสภา ไม่ให้สภาทำงานด้านการตรวจสอบ ใช้อำนาจครอบองค์กรอิสระและหน่วยงานภาครัฐ และล่าสุด ใช้ความแตกแยกของประชาชน และ จัดตั้งม็อบสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง เพื่อให้ผู้คนมองข้ามคดีของตนไป ยุครัฐบาลทักษิณ ก็มีการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ในกิจการโทรคมนาคม ทำให้ชาติเสียประโยชน์นับแสนล้านบาท ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดี ถึงขั้นยึดทรัพย์กว่า 7 หมื่นล้านบาท และกรณีที่ดินรัชดาฯ ซึ่งถูกพิพากษาเป็นที่สิ้นสุดแล้วว่าต้องโทษจำคุก 2 ปี ยุครัฐบาลโนมินีทักษิณ ก็มีการใช้อำนาจปกปิดคดี โยกย้ายดีเอสไอ อัยการสั่งไม่ฟ้องคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นทั้งๆ ที่เป็นผู้เปิดโปงความจริงว่า ท่านและภรรยา ซื้อหุ้น SC ผ่านกองทุนที่ปกปิด ยุคเปลี่ยนขั้ว ท่านก็จัดตั้งกองกำลังม็อบส่วนตัว เพื่อสร้างความปั่นป่วน โดยมีเป้าหมายเพียงเพื่อยังคงยึดชาติและอำนาจรัฐไว้เป็นสมบัติตัวหรืออย่างไร ? ประชาธิปไตยไทยเป็นเพียงหนทางทางธุรกิจเช่นนั้นตั้งแต่เมื่อใด ? 2. พันธมิตรฯ ใช้ข้อมูล “ความจริง” ในคดีที่ “มีสาระ” แต่ท่าน ใช้ “ความเท็จ” อย่าง “ไร้สาระ” ไม่ว่าจะเป็นการที่พันธมิตรฯรวบรวมความไม่ชอบธรรมในคดีต่างๆ เช่น ซีทีเอ็กซ์ กล้ายาง สุวรรณภูมิ ไทยแอร์เอเชีย โทรคมนาคม ปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นเอสซีแอสเสท ฯลฯ เรื่องทุจริต เป็นเรื่องจริง หลักฐานชัด ระดับพันล้านบาท หมื่นล้านบาท ถึงแสนล้านบาท แต่พลพรรคผู้นำม็อบทักษิณเริ่มออกอาการ ใช้ความเท็จ ใส่ร้ายป้ายสีได้ทุกเรื่อง โครงการแรก วันแรก เช่น SMS จากนายกฯของท่าน ช่วยกันเสนอความเห็นผ่าน SMS ซึ่งสร้างสรรค์ และเป็นธรรม กลับถูกกล่าวหาว่าขู่เข็ญเอกชน พร้อมๆกับกล่าวหาว่าเอื้อประโยชน์ !! แต่จริงๆแล้วเป็นเรื่องสมประโยชน์ ประชาชนผู้รับสาส์น ส่วนใหญ่ก็รู้สึกดีที่ได้รับสาส์นจากนายกฯคนใหม่ และมีช่องทางสื่อถึงนายกฯ ภาครัฐได้สื่อสารและเปิดทางรับความเห็นจากประชาชน เอกชนได้ส่งสาส์น ได้ภาพลักษณ์ และได้รายได้ตอบแทนบ้าง โดยไม่มีการบังคับขู่เข็ญใครๆทั้งสิ้น ม็อบทักษิณออกอาการใช้ “ความเท็จ” สร้างความปั่นป่วน มักกล่าวอ้าง “ต่อต้านรัฐประหาร” แม้กระทั่ง รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ก็เป็นสุภาพบุรุษผู้เสียสละ อยู่เพียงชั่วคราว แล้วก็จัดการเลือกตั้งโดยภายในประมาณปีเดียว และได้เปลี่ยนเป็นรัฐบาลโนมินีของท่านมาถึง 2 รัฐบาล และแม้ช่วงที่ผู้ครองอำนาจรัฐคือน้องเขยของท่านเอง ก็ยังหาเรื่องรณรงค์ต่อต้านการรัฐประหาร เป็นที่สังเกตว่า การประท้วง การกล่าวอ้าง “ต้านรัฐประหาร” การจัดม็อบสร้างความวุ่นวาย ดูเหมือนไม่สอดรับกับการเคลื่อนไหวรัฐประหาร แต่มักจะสอดคล้องกับเวลาที่คดีความกำลังชี้ความผิดถึงตัว และมีการใช้การให้สินบนอย่างไม่สำเร็จ ซึ่งผู้คนก็ไม่ศรัทธาที่ท่านอ้างการเป็นตัวแทนประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ เพราะท่านเองมีพื้นฐานที่สนใจอุดมการณ์เรื่องนี้จริงหรือ ? ท่านไปใกล้ชิดกับ รสช. ช่วงประมูลดาวเทียม ด้วยเหตุใด ? คณะรัฐประหารชุดนั้น ได้ช่วยให้ท่านได้สัมปทานดาวเทียมหรือไม่ ? ช่วยให้ท่านได้เงื่อนไขสัมปทานที่ดีขึ้นหรือไม่ ? เมื่อท่านขายหุ้นให้เทมาเส็ก กำลังถูกอภิปรายถึงการไม่เสียภาษีให้ถูกต้องนับหมื่นล้านบาท ท่านก็ไปขอคำปรึกษาอดีตคณะผู้ทำรัฐประหาร ท่านสุจินดา และเลือก “ยุบสภาฯ” ไม่ให้สภาฯได้ทำงานตามระบอบประชาธิปไตย ตามคำแนะนำนั้นใช่หรือไม่ ? ล่าสุด ผู้นำม็อบทักษิณ ก็กล่าวหาท่านนายกฯอภิสิทธิ์ ว่า “หนีทหาร” ทั้งๆ ที่การเรียน ร.ด. หรือ การรับราชการทหาร ก็มีผลให้ไม่ต้องเกณฑ์ทหารได้เหมือนกัน ซึ่งก็อธิบายไปแล้วหลายรอบ ท่านก็ไม่ฟัง และหาโอกาสกล่าวหาอย่างใส่ร้ายป้ายสีต่อไป เราจะเห็นการที่ท่านนายกฯอภิสิทธิ์ ตอบโต้ต่อ “คำถาม” ถึงตัวท่าน ด้วยอาวุธที่ฉกาจที่สุด คือ “หลักฐาน” และ “ความจริง” ทำให้เป็นที่ยอมรับ เป็นธรรม และสร้างความสงบสันติในบ้านเมือง ซึ่งก็ไม่ได้น่ายกย่องเป็นพิเศษแต่อย่างใด เพราะก็เป็นมาตรฐานประชาธิปไตยในอารยประเทศ โดยผู้นำอารยชนอยู่แล้ว ผู้นำสหรัฐอเมริกา ผู้นำอังกฤษ ก็ต้องพร้อมตอบคำถามถึงตัวท่านในสภาของผู้แทนฯ เช่นกัน แต่ท่านกลับใช้ “ความเท็จ” “การปกปิด” และ “การคุมสื่อให้สื่อความข้างเดียว” หนีการตอบ “ความจริง” ทำให้เกิดความกดดันในสังคม จากความไม่เป็นธรรมวางตัวเหนือกฎหมายของท่าน ไทยทนเชื่อว่า แทนที่ท่านจะเลือก ใช้วิธีหาทางสร้างความวุ่นวายกลบเกลื่อนคดีของท่านต่อไป ท่านเรียนรู้ที่จะใช้อาวุธที่ฉกาจที่สุด คือ “ความจริง” ในการต่อสู้กับ “ปัญหา” และ “คำถาม” ที่ตรวจสอบความสุจริตของท่าน ไทยทนก็เชื่อว่า ท่านจะชนะทุกปัญหา และเป็นผู้นำระดับ “รัฐบุรุษ” ของไทยได้อย่างน่าภาคภูมิใจ ดังตัวอย่างคำถามสำคัญๆ สัก 5 ข้อดังต่อไปนี้ 1. ตามที่ท่านกับหญิงอ้อ โอนหุ้นให้ลูกมูลค่า 734 ล้านบาท ในวันที่ 1 กันยายน 2543 แต่ 1 วันก่อนหน้านั้น ในวันที่ 31 สิงหาคม 2543 พานทองแท้ ต้องทำตั๋วสัญญาใช้เงินอีก 4,500 ล้านบาท ให้แม่เพิ่มด้วย “จริงหรือไม่ ?” เป็น “ค่าอะไร” เพราะตั๋วนี้ เป็นเครื่องมือในการโอนประโยชน์กลับไปให้แม่ทั้งหมด และแสดงว่าเป็นการถือหุ้นแทน 2. ท่านและหญิงอ้อขายหุ้น 5-6 บริษัทให้วินมาร์ค ในวันที่ 1 สิงหาคม 2543 ทุกบริษัทที่ราคาพาร์ใช่หรือไม่ ? ทำไมจึงเป็นราคาเหมาเข่งที่ราคาพาร์ทุกบริษัท ? เกือบ 10 ปีแล้ว ท่านก็ยังคงไม่ตอบ อย่างกรณีผู้ซื้ออิสระอย่างเทมาเส็ก ยังต้องต่อรองละเอียด หลักสลึงเป็น 49.25 บาท ทำไมกรณีวินมาร์ค จึงเป็นราคาพาร์ ? 3. หลังพานทองแท้ พินทองทา บรรณพจน์ และยิ่งลักษณ์ขายหุ้นแล้ว ตามข่าว มีการโอนเงินไป ประไหมสุหรี เพื่อส่งเงินไปซื้อหุ้นสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ซิตี้ แต่ไม่เห็นชื่อ นาย บรรณพจน์ หรือ พานทองแท้เป็นผู้ซื้อเลย มีแต่ชื่อท่าน แสดงว่า ท่านให้คนใกล้ชิดถือ เฉพาะเมื่อต้องรับตำแหน่ง เพื่อเลี่ยงรัฐธรรมนูญหรือไม่ เมื่อลงจากตำแหน่งแล้ว ก็เผยโฉมด้วยการจ่ายเงินคืนท่านใช่หรือไม่ ? 4. ก่อนท่านเป็นนายกฯ สัมปทานที่ท่านมี เป็นแบบ Build-Transfer-Operate (BTO) ซึ่งมีอายุสัมปทานจำกัด เมื่อครบอายุต้องโอนคืนให้ ทศท. ใช่หรือไม่ ? หลังท่านเป็นนายกฯ เครือข่ายโทรศัพท์ของท่าน จะต้องคืนให้ภาครัฐหรือไม่ ? 5. ก่อนท่านเป็นนายกฯ อัตราแบ่งรายได้ พรีเพด คือ 25-30% และหลังท่านเป็นนายกฯ เปลี่ยนเป็น 20% เท่านั้น ใช่หรือไม่ ? นโยบายกิจการโทรคมนาคมที่ท่านดูแล จะต้องให้ไม่มีความเป็นธรรมในการแข่งขัน โดยต้องให้ท่านได้เปรียบตลอดไปหรือไม่ ? ไม่มีอะไรชนะ “ความจริง” ไปได้ ไทยทนจึงขอให้กำลังใจท่านครับ แทนที่ท่านจะลงทุนทำ “ม็อบจัดตั้ง” สร้างความปั่นป่วนในบ้านเมือง วิธีดีที่สุดที่ท่านจะคืนศักดิ์ศรี จาก “นักโทษชายหนีคุก” กลับสู่ระดับ “ผู้นำชาติ” หรือ “รัฐบุรุษ” อย่างที่ท่านคาดหวัง คือการต่อสู้ด้วย “ความจริง” ครับ อย่าจัดตั้งม็อบแข่งกับ สนธิ-จำลองเลย มันคนละชั้นครับ
| | | | | |
| แฉ "ทักษิณ"เหลือเงิน$500ล.ลงทุนเจ๊งแถมถูกอังกฤษอายัด |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 26 ธันวาคม 2551 22:02 น. |
 |
เดอะเนชั่น/เอเจนซี - แฉ"ทักษิณ" เวลานี้น่าจะมีทรัพย์สินหลักๆ ในต่างประเทศไม่เกิน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (17,250 ล้านบาท) ลดฮวบลงมาจากที่เชื่อกันว่าเคยมีถึง 5,000 ล้านดอลลาร์ (172,500 ล้านบาท) เนื่องจาก "เจ๊ง" ในตอนที่ตลาดหุ้นทั่วโลกและราคาน้ำมันทรุดฮวบ ตลอดจนจากการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในตะวันออกกลาง รวมทั้งยังเจอปัญหายุ่งยากหลังถูกรัฐบาลอังกฤษอายัดทรัพย์สินเอาไว้จำนวนมาก ทั้งนี้ตามรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ซึ่งได้มีการนำไปเผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ของสเตรทส์ไทมส์แห่งสิงคโปร์ด้วย เดอะเนชั่นอ้างนักการเงินระหว่างประเทศผู้หนึ่งที่ขอไม่ให้ระบุนาม ได้พูดให้ฟังว่า ตามการคำนวณของเขา ทรัพย์สินเงินทองหลักๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถ้าหากนำออกมาแปรเป็นสภาพคล่องในเวลานี้ จะมีมูลค่าไม่น่าเกิน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (17,250 ล้านบาท) นอกจากนั้นศักยภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณในการดำเนินการกู้หนี้ยืมสิน ก็กำลังถดถอยลงอย่างรวดเร็วในระดับวันต่อวันทีเดียว "ดังนั้น พูดโดยสรุปแล้ว มูลค่าสุทธิของเขาจึงได้ลดฮวบลงจากตัวเลขระดับ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เหลือมูลค่าปัจจุบันที่ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ" หนังสือพิมพ์ฉบับนี้อ้างคำพูดของนักการเงินระหว่างประเทศคนดังกล่าว รายงานของเดอะเนชั่นกล่าวต่อไปว่า สิ่งที่ย่ำแย่ยิ่งไปกว่านี้อีกก็คือ รัฐบาลอังกฤษได้อายัดทรัพย์สินจำนวนประมาณ 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (144,900 ล้านบาท) ที่เชื่อกันว่าเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงไม่นานหลังจากที่ได้สั่งเพิกถอนวีซ่าเข้าประเทศที่ออกให้แก่เขาและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทั้งนี้ตามปากคำของพวกผู้จัดการด้านเงินตราทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับระหว่างประเทศหลายราย ก่อนหน้านี้ เว็บไซต์วารสารทางธุรกิจของอาหรับ www.arabianbusiness.com ก็เตยรายงานว่า ทางการอังกฤษได้อายัดทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณเอาไว้ราว 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจากความสูญเสียเช่นนี้เอง บังคับให้อดีตนายกรัฐมนตรีผู้กำลังหลบหนีเงื้อมมือกฎหมายไทย ต้องยอมขายสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ ให้แก่ ชีก มานซัวร์ แห่งอาบูดาบี ทว่าจวบจนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครออกมายืนยันหรือปฏิบัติรายงานของอาราเบียนบิสซิเนสนี้เลย รายงานของเดอะเนชั่นแจกแจงว่า ในจำนวนทรัพย์สิน 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯที่ถูกอังกฤษอายัดไว้นั้น 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเป็นเงินทองก้อนหลักของทักษิณ แล้วยังมีอีก 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯอยู่ในรูปมาร์จินเพื่อการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ฟิวเจอร์ส, อีก 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเป็นทรัพย์สินหลักที่อยู่ในบัญชีธนาคารสวิส ซึ่งแยกต่างหากจากเงินมาร์จินซื้อขายตราสารอนุพันธ์, และอีก 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเป็นทรัพย์สินหลักอยู่ในดูไบ เหลือนอกนั้นคือหนี้สิน ตามปกติแล้ว เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของอังกฤษจะให้เวลา 6 เดือนแก่"เจ้าของผู้ได้รับผลประโยชน์" ของทรัพย์สินที่ถูกอายัด ในการเข้ามาประกาศอ้างตนเป็นเจ้าของทรัพย์สิน และหากเจ้าหน้าที่พอใจหลักฐานที่นำมาอ้างอิงยืนยัน ก็จะคืนทรัพย์สินเหล่านั้นให้แก่เจ้าของผู้ได้รับผลประโยชน์ไป แต่ปัญหาที่แท้จริงของ พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ตรงที่การพิสูจน์ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเกิดความมั่นใจเชื่อถือเรื่องที่มาของเงินทองทั้งในอังกฤษและในสวิตเซอร์แลนด์เหล่านี้ โดยที่ถ้าหากไม่สามารถพิสูจน์เรื่องนี้ให้กระจ่างเป็นที่พอใจของเจ้าหน้าที่ได้ ทรัพย์สินเหล่านี้ก้อนใหญ่ทีเดียว ก็มีหวังจะถูกอายัดไปอีกอย่างน้อยระยะหนึ่ง "ในขณะนี้สถานการณ์ค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อนสำหรับทักษิณ เพราะทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้ทั้งหมดต่างก็อยู่ในชื่อนอมินีต่างๆ เขามีการใช้บริษัทออฟชอร์ 20 ถึง 25 แห่งทีเดียวสำหรับการทำธุรกรรมทางการเงิน รวมทั้งที่ทำผ่านธนาคารใหญ่ของสวิส 2 แห่ง และธนาคารนอกตลาดหุ้นอีก 3 แห่งในนครเจนีวา" เดอะเนชั่นอ้างคำพูดของผู้จัดการด้านเงินตราระหว่างประเทศรายหนึ่ง ที่ได้ติดตามข้อตกลงซื้อขายสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้อย่างใกล้ชิด ผู้จัดการด้านเงินตราระหว่างประเทศรายนี้กล่าวต่อไปว่า เงินทองของทักษิณที่ถูกอังกฤษอายัดไว้นี้ หลายๆ ส่วนยังเป็นเงินกู้มาร์จินที่พวกธนาคารสวิสปล่อยมาให้ และเวลานี้แบงก์เหล่านี้ก็กำลังพยายามหาทางสะสางปัญหาทางกฎหมาย เพื่อเรียกเงินเหล่านี้คืนไป ส่วนทรัพย์สินอื่นๆ นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณได้มีการนำไปลงทุนในการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ฟิวเจอร์สทางด้านน้ำมัน ข้าว และทอง, ในโครงการก่อสร้างคอนโดใหม่ๆที่ดูไบ, และในการลงทุนหลักทรัพย์อื่นๆ โดยที่สัญญาฟิวเจอรสด้านน้ำมัน ข้าว และทองของเขา เมื่อคิดตามราคาหน้าตั๋วจะมีมูลค่ามากกว่า 450 ล้านดอลลาร์ ทรัพย์สินส่วนนี้เวลานี้ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะเจ๊ง เพราะสภาพตลาดมีการเปลี่ยนแปลงกลับตาลปัตรไปหมดแล้ว "นอกจากนั้น ผมยังได้รับการบอกเล่าจากคนของ อัดนัน คาชอกกี ในดูไบ และ อาบูดาบี ว่า การลงทุนก้อนมหึมาในโครงการก่อสร้างคอนโดใหม่ๆ ในแถบอ่าวเปอร์เซีย ก็มีความเสี่ยงที่จะสูญเสีย เนื่องจากมีส่วนที่เป็นการกู้เงินธนาคารมาด้วย รวมทั้งหมดแล้วอยู่ในจำนวนที่สูงกว่า 1,200 ล้านดอลลาร์ ถึงแม้หากมีการสูญเสียเกิดขึ้นจริงๆ ก็อาจจะอยู่ในราวประมาณ 250-300 ล้านดอลลาร์" เดอะเนชั่นอ้างคำกล่าวของนักการเงินระหว่างประเทศผู้นี้ ทรัพย์สินอีก 550 ล้านดอลลาร์ที่เชื่อกันว่าเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น เวลานี้อยู่ในการบริหารจัดการของธนาคารใหญ่ของสวิส 2 แห่ง และแบงก์นอกตลาดหุ้นอีก 3 แห่งในเจนีวา โดยที่มีรายงานว่าผลประกอบการย่ำแย่มาก แหล่งข่าวที่เป็นนักการเงินระหว่างประเทศคนนี้บอกกับเดอะเนชั่นว่า ถ้าหากเกิดไม่ได้มีการซื้อประกันความเสี่ยงอย่างเหมาะสมแล้ว มูลค่าของพอร์ตการลงทุนเหล่านี้ก็จะหดหายไปเยอะทีเดียว "ผมเชื่อว่าเวลานี้ทักษิณเหลือเงินอยู่เพียง 500 ล้านดอลลาร์ ดังนั้น ทรัพย์สินที่มีอยู่ในประเทศไทย (ซึ่งถูกทางการอายัดไว้รวม 76,000 ล้านบาท) ขณะนี้จึงความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเขา การกลับเมืองไทยของคุณหญิงพจมาน ที่สำคัญที่สุดเลยคือมุ่งที่จะปกป้องทรัพย์สินชิ้นสุดท้ายของพวกเขานี่เอง ทักษิณยังกำลังชั่งใจด้วยซ้ำถึงความเป็นไปได้ที่จะเดินทางกลับประเทศไทยด้วยตัวเอง เพื่อเรียกร้องขอคืนทรัพย์สินในไทยนี้ ซึ่งกลายเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดสำหรับเขาไปเสียแล้ว" รายงานของเดอะเนชั่นอ้างคำพูดของแหล่งข่าวรายเดียวกันนี้ ในส่วนของวิธีการยักย้ายโอนเงินเข้าไปในอังกฤษของ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น รายงานข่าวของเดอะเนชั่นบอกว่า มีนักธุรกิจไทยที่รู้จักกันในชื่อว่า "Phairoj P" ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของอดีตนายกฯไทยในการกระทำการอันน่าสงสัยเหล่านี้ "Phairoj เป็นตัวแทนในการช่วยเหลือให้ทักษิณได้ครอบครองสโมสรฟุตบอล(แมนเชสเตอร์ซิตี้) เมื่อมีเงินเพียง 10,000 ปอนด์ (508,000 บาท)ถูกโยนเข้าไปในบัญชีธนาคารของ Phairoj เจ้าหน้าที่รับผิดชอบของอังกฤษจึงถามเขาว่า เงินที่ใช้ซื้อสโมสรนั้นเอามาจากไหน ปรากฏว่าเขาไม่สามารถให้คำตอบที่น่าพอใจได้ นั่นจึงทำให้ทางเจ้าหน้าที่อังกฤษสั่งอายัดทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเป็นชุดเลย ตัว Phairoj เองเวลานี้ก็กำลังประสบปัญหายุ่งยากกับเจ้าหน้าที่รับผิดชอบของอังกฤษ" เดอะเนชั่นอ้างแหล่งข่าวที่เป็นนายธนาคารท้องถิ่นผู้หนึ่ง รายงานของหนังสือพิมพ์นี้กล่าวว่า เจ้าหน้าที่รับผิดชอบของอังกฤษเริ่มให้ความสนใจกับกรณีของทักษิณ เมื่อมีการประกาศข่าวเรื่องเขาเข้าซื้อสโมสรฟุตบอลแมสเชสเตอร์ซิตี้ในปี 2550 เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณมาจากประเทศไทยและหลบภัยอยู่ในลอนดอนหลังถูกทำรัฐประหารโค่นอำนาจ เงินทองที่ถูกโอนย้ายเข้ามาในอังกฤษจึงควรที่จะมาจากพวกธนาคารไทยหรือบริษัทไทย แต่ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่รับผิดชอบของอังกฤษกลับพบว่าเงินทองของทักษิณ หรือที่จริงแล้วทั้งหมดเป็นเงินทองที่อยู่ในชื่อนอมินีอื่นๆ กลับมาจากพวกบริษัทออฟชอร์ ซี่งตั้งอยู่ในสถานที่อย่างเช่น เกิร์นซีย์ และ ไอส์ ออฟ แมน และมาจากพวกธนาคารสวิสโดยตรง
| |
| “ลุงจำลอง”เตือน ปชป.อย่าพลาดซ้ำ-ขายรัฐวิสาหกิจ-แจก สปก.ให้พรรคพวก
|  |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 27 ธันวาคม 2551 00:46 น. |
 |
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
พันธมิตรฯ เปิดเวทีย่อยหน้าสำนักงาน ASTV แกนนำขึ้นปราศรัยสดต่อหน้าแม่ยก-พ่อยก “พล.ต.จำลอง”มาพร้อม"น้องบอล" ยันไม่เสียใจรัฐบาลใหม่ไม่เคยเอ่ยถึงสักคำ เชื่อรู้อยู่แก่ใจได้ขึ้นสู่อำนาจเพราะใคร ระบุพันธมิตรฯ ไม่ได้ตั้งมาเพื่อสนับสนุนพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เพื่อคัดค้านคนที่ทำไม่ถูกต้อง เตือน ปชป.อย่าทำพลาดซ้ำ ขายรัฐวิสาหกิจให้ต่างชาติ แจก สปก.ให้พวกพ้อง
รายการ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ทางเอเอสทีวี วันที่ 26 ธันวาคม 2551 นางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ ดำเนินรายการ ซึ่งวันนี้พิเศษกว่าวันปกติด้วยการจัดเวทีชั่วคราวบริเวณลานจอดรถหน้าอาคารบ้านเจ้าพระยา และมีพี่น้องประชาชนมาร่วมฟังเต็มพื้นที่ราว 300 คน เปิดรายการด้วยการร้องเพลง"เทียนแห่งธรรม"แบบสดๆ ของ"เธียร์รี่ ลาสเวกัส" ตามด้วยการปราศรัยของแกนนำเริ่มจากพล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพิภพ ธงไชย และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ คั่นด้วยการแสดงดนตรีของวง “คีตาญชลี” ก่อนจะปิดท้ายด้วยการสนทนาในประเด็น “ประชาธิปัตย์กับการเมืองใหม่” โดยมีนายประพันธ์ คูณมี อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายเทิดภูมิ ใจดี อดีตผู้นำแรงงาน ร่วมสนทนา พล.ต.จำลอง - ไม่รู้ว่าต้อนรับผมหรือต้อนรับคนชื่อบอล ท่านนักสู้ผู้กล้าหาญทรหดอดทนครับ ข้อความนี้ไม่ได้ยินกันมาเสียนานนะครับ วันนี้เป็นวันแรกที่เราจัดนอกอาคาร ที่จริงผมจะต้องพูดตั้งแต่เมื่อวานนะ แต่ผมฉลาดนะ ผมเลื่อนมาเอาวันนี้ดีกว่า เพราะอะไรครับ พอยุติการชุมนุมผมไปหลายจังหวัด ไปจังหวัดไหนเจอพันธมิตรฯ พันธมิตรฯ ก็บอกผมว่าเอ ไม่เคยเห็นตัวจริง ดูในโทรทัศน์มันโทรมกว่าตัวจริงนี่ ผมบอกว่าผมถ่ายรูปไม่ขึ้นครับ เพราะฉะนั้นผมไม่อยากไปออกอากาศในห้องส่ง หรือในอาคาร มาอย่างนี้ดีกว่า ได้เจอกันหลายๆ คน ได้เห็นตัวจริง แสดงว่าเราก็ยังไม่โทรมเท่าที่ควรนะ แต่สังขารย่อมเสื่อมสลายไปเป็นธรรม ฝืนไม่ได้หรอกครับ ผมใช้วิธีไหน เอาเด็กมาด้วย หนูบอล 4 ผม 74 เอา 2 หาร เหลือคนละ 39 เมื่อวานนี้พันธมิตรฯ น้อยๆ คนนี้อุตส่าห์ไปเยี่ยมผมถึงกาญจนบุรี พอเจอหน้าบอลบอกบอลตามีหมา 2,500 กว่าตัว เอาไปเลี้ยงสัก 10 ตัวซิ บอลบอกว่าไงครับ ขอให้หนูโตก่อน คือแกตัวเล็กแค่นี้ ตัวแกยังเลี้ยงไม่รอดแล้วจะเอาหมาไป 10 ตัวได้ยังไงครับ ก่อนจะกลับเปลี่ยนใจใหม่ครับ เปลี่ยนใจใหม่เป็นยังไงครับ อยากเลี้ยงควาย เพราะไปเจอควายหน้ารักเข้า เด็กฉลาดกว่าผู้ใหญ่นะครับ ผู้ใหญ่ชอบดูถูกว่าควายโง่ ควายเซ่อ เด็กรักความนะ และเมื่อคราวที่แล้วนะครับไปเจอกันที่งานสังสรรค์ที่บ้าน อ.ลักขณา สุขุมวิท หนูบอลก็บอกว่าขึ้นเวที วันนี้เลยพามาขึ้นเวที ดีไหมครับ ไปที่ไหนคนถามหาแต่หนูบอล ไม่รู้เป็นยังไง วันนี้จำได้หรือเปล่าไม่ได้พูดมาตั้งนานแล้ว จำได้หรือเปล่า อ่านก็ไม่ออกเขียนก็ไม่ได้ แต่จำได้ เอาพูดหน่อย วันนี้หนูต้องพูดให้หมดนะครับ พูดเหมือนอย่างเก่านะครับที่ตาเคยนัดแนะกับหนูไว้นะ มาชุมนุมกันเยอะๆ มาทำไม น้องบอล - มาทำหน้าที่ใช้หนี้แผ่นดิน และมาทำบุญครับ พล.ต.จำลอง - ยังจำได้อยู่เลย ยังจำได้อยู่เลย ต่อไปนะ วันนี้ต้องเอาให้หมดเลยนะ หนูอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ตาอ่านออกเขียนได้ แต่ตาจำไม่ได้ ตาเลยต้องขอดูโผ แล้วตอนที่มากันเยอะๆ มาอยู่กันนานๆ ตาพูดให้กำลังใจว่ายังไงนะ (เสียงน้องบอลฟังไม่ออก) ยาวให้เป็นเย็นเรื่อยไปไขความจริงครับ เขานั่งกันมาเขายืนกันมาตอนนั้น 193 วัน เขาเหนื่อยไหม น้องบอล - ไม่เหนื่อย พล.ต.จำลอง - เขาเมื่อยไหม น้องบอล - ไม่เมื่อย พล.ต.จำลอง - แล้วเราว่ายังไงที่ตาเคยพูดให้กำลังใจว่ายังไงว่า น้องบอล - เหนื่อยเราก็ไม่เหนื่อย เมื่อเราก็ไม่เมื่อย เราไล่ไปเรื่อยๆ เราไม่เมื่อย เราไม่เหนื่อย พล.ต.จำลอง - ถูกต้องครับ เหนื่อยเราก็ไม่เหนื่อย เมื่อเราก็ไม่เมื่อย เราไล่ไปเรื่อยๆ เราไม่เมื่อย เราไม่เหนื่อย ไล่ไปตั้ง 2 นายกฯ แล้วรู้หรือเปล่า เก่งจังเลยหนูบอลนี่นะ แล้วพูดถึงเรื่องการเมืองใหม่ว่ายังไงนะ น้องบอล - ประชาชนร่วมสร้างการเมืองใหม่ อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนครับ พล.ต.จำลอง - ยังท่องจำได้แม่นครับ ประชาชนร่วมสร้างการเมืองใหม่ อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนครับ น้องบอล - เรารักพระเจ้าอยู่หัวครับ พล.ต.จำลอง - แล้วหนูต้องพูดตามคุณป้าเคลลีนะ คุณป้าเคลลีพูดแปลเป็นภาษาอังกฤษว่าอะไร น้องบอล - We love the king, we love Thailand ครับ พล.ต.จำลอง - พูดอย่างความมั่นใจเลยครับ ตะโกนดังลั่นเลย We love the king, we love Thailand ครับ แล้วมีเพลงอยู่เพลงหนึ่งนะ ตามักจะบอกกับปู่ย่าตาทวดของหนูบอลอยู่เรื่อยๆ เลยว่าเป็นเพลงให้กำลังใจอย่างดี คือเพลงความฝันอันสูงสุด ไหนขึ้นต้นเพลงหน่อย น้องบอล - ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ ขอสู้ศึกทุกเมื่อไม่หวั่นไหว ขอทนทุกข์รุกโรมโหมกายใจ ขอฝ่าฟัน (ผองภัยด้วยใจผจญ) พล.ต.จำลอง - โอ้โหตอนนี้ยาวกว่าที่ตาให้ท่องอีกนะครับ ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ ขอสู้ศึกทุกเมื่อไม่หวั่นไหว เก่งมากนะ บอลลงไปได้แล้ว ลงไปหาแม่ณี นั่งอยู่ตรงโน้นนะ บอล เจอกันคราวหน้าอีกทีนะ ตาชวนไว้แล้วใช่ไหม เสาร์ 10 มกราฯ นะ เจอกันที่โน่นเลย มีทั้งควาย มีทั้งหมา ต้อนรับหนูอยู่นะครับ ตกลงนะ ไปเจอกันอีกที เสาร์ 10 มกราฯ วันนี้เป็นวันที่เราจัดนอกอาคารเป็นครั้งแรก ได้พบปะกับพี่น้องหลายต่อหลายคนก็รู้สึกดีใจนะครับ ว่าเรายังกลมเกลียวเหนียวแน่นกันดีอยู่ วันนี้เราได้รัฐบาลใหม่ ใช่ไหมครับ พี่น้องเสียใจไหมที่เขาไม่พูดถึงเราสักคำหนึ่ง ไม่เสียใจ เพราะว่าเราไม่ได้ตั้งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาสนับสนุนพรรคใดพรรคหนึ่ง เราไม่ได้ตั้งเพื่อการนี้ใช่ไหมครับ แล้วเราไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อทำลายใคร แต่ถ้าใครทำอะไรไม่ถูกไม่ต้องเราก็จะคัดค้าน พี่น้องครับ เราได้รัฐบาลใหม่มา แม้เขาไม่พูดถึงเราก็ไม่เป็นไร แม้เขาไม่ชมก็ไม่เป็นไร แม้เขาไม่พูดสักคำหนึ่งถึงเราก็ไม่เป็นไร แต่พี่น้องรู้อยู่แล้วใช่ไหมครับ ว่ามันเป็นความจริงว่า ถ้าไม่มีพวกเรา มีรัฐบาลใหม่นี้ไหมครับ ไม่มี เมื่อวานนี้คุณมาลีรัตน์ก็ได้พูดไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นเราก็รู้อยู่แก่ใจ พี่น้องครับ แล้วมีพันธมิตรฯ พวกเราไหมสักคนหนึ่ง หรือหลายคนในจำนวนนับแสนนับล้านที่ออกมาโวยวายว่า ทำไมฉันถึงไม่ได้ตำแหน่ง มีไหมครับ แต่เขายังเถียงกันไม่จบใช่ไหมครับถึงแม้ตั้งรัฐบาลมาแล้วก็ตาม เขายังทะเลาะกันในการแย่งตำแหน่งใช่ไหม เพราะฉะนั้นเป็นเครื่องยืนยันว่า พวกเราที่ทำมาแล้ว ทำด้วยใจบริสุทธิ์ เพื่อชาติบ้านเมืองโดยแท้ พี่น้องครับ ถ้าเราไม่สามารถหยุดยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ป่านนี้ก็ยังเป็นอย่างเดิมอยู่ บ้านเมืองเสียหายหมดนะครับ เพราะเขาจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้ตัวเองและพวกพ้องได้ผลประโยชน์ แล้วจะล้มศาลพิเศษๆ องค์กรอิสระทางยุติธรรมไปหมด ถึงวันนี้ก็ไม่มีศาลปกครอง ไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ไม่มี ป.ป.ช. ไม่มี คตส. ซึ่งก็คงจะทำให้บ้านเมืองเสียหายแน่นอน แต่เป็นเพราะพวกเราทำตามวัตถุประสงค์ข้อแรก ที่บอกว่า เราคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 แล้วเราก็ทำสำเร็จใช่ไหมครับ พี่น้องครับ แล้วข้อที่ 2 ก็คือ เราเรียกร้องให้รัฐบาลหุ่นเชิดออกไป เราก็ทำสำเร็จแล้วใช่ไหม แต่พี่น้องครับเราจะต้องนึกถึงอยู่ตลอดเวลานะครับ เมื่อใดก็ตามที่เราไปชุมนุมกัน ไม่ว่าจะไปชุมนุมที่ไหน เราต้องนึกถึงพันธมิตรฯ ที่ล่วงลับไปก่อนเวลาอันควร แล้วเราก็จะนึกถึงพวกเราที่ได้รับภัยพิบัติอันเนื่องมาจากการกระทำที่รุนแรงของอีกฝ่ายหนึ่ง ทำให้เราต้องบาดเจ็บไป เราจึงจะต้องพยายามประคับประคองให้บ้านเมืองเราดียิ่งขึ้น ให้สมกับที่เราได้ตรากตรำกันมา 193 วัน พี่น้องครับ เราเห็นชัดอยู่แล้วนะครับว่า รัฐบาลนี้ท่าทีก็จะมีปัญหาเหมือนกัน เพราะมาจากหลายกลุ่มหลายเหล่า ซึ่งมีความคิดเห็นแตกต่างกันไป แต่เราก็อยากจะเห็นบ้านเมืองเราดีขึ้น ในทางทหารนั้นเมื่อผ่านการปฏิบัติในสนาม เขาจะมาประเมินกัน จะมาสรุป จะมารวบรวมแล้วทำเป็นบทเรียน ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Lesson Learned หรือบทเรียนจากการรบ เพื่อจะได้ไม่ทำผิดพลาดเหมือนอย่างครั้งก่อน แกนนำรัฐบาลนี้ก็เช่นกัน ขณะที่เคยเป็นแกนนำมาแล้วก็มีข้อผิดพลาดบ้าง เพราะฉะนั้นเราก็อยากจะเห็นว่า จะต้องแก้ไข คือไม่ทำผิดเหมือนอย่างครั้งที่แล้วมา พี่น้องคงจำได้นะครับเมื่อประมาณปี 2542 ได้มีการริเริ่มที่จะขายหุ้นบางจากให้ต่างชาติ ซึ่งการขายหุ้นบริษัทของรัฐบาลไทย หรือการขายหุ้นรัฐวิสาหกิจให้ต่างชาตินั้น เป็นเรื่องนำมาซึ่งความเสียหาย ตอนนั้นเราก็ออกไปคัดค้าน แล้วทางรัฐบาลก็บอกว่าจะขายให้คนไทยไม่ได้หรอก เพราะคนไทยไม่มีอำนาจซื้อ ผมและพวกเราหลายคนก็ออกไปช่วยกันต่อต้านใช่ไหมครับ เราก็บอกว่า ขายออกมาทีละอย่างสิ อย่ามาแบขายพร้อมๆ กัน เราซื้อไม่ทัน และแล้วเมื่อ 4-5 ปีมาแล้ว พี่น้องคงจำได้นะครับว่า มีการขายหุ้นโรงไฟฟ้าราชบุรีของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตให้กับคนไทย ขายหมดภายใน 17 นาที 33 วินาที จริงไหมครับอย่างที่เราออกไปเถียงว่า อย่าแบขายออกมานะครับ ขายออกมาทีละอย่าง และแล้วเมื่อ 2 ปี 3 ปีที่ผ่านมานี้ ซึ่งเรายังด่ากันไม่จบนั่นก็คือการเอาหุ้นของเรา คือหุ้นของ ปตท.ไปขายให้คนไทย เราไม่ได้ด่าในเรื่องขายหุ้นให้คนไทยนะครับ เราด่าในเรื่องว่า มีผู้ที่มีอำนาจมากว้านซื้อเอาไว้ ปรากฏว่าหุ้น ปตท.ที่เอามาขายให้คนไทยหมดภายใน 1 นาที 7 วินาที เพราะฉะนั้นที่เราเถียงมานั้นถูกต้องแล้ว และแล้วเมื่อปี 42 นั้นเราก็ออกไปคัดค้านการขายหุ้นบางจากให้ต่างชาติเป็นผลสำเร็จ ซึ่งตอนนั้นเขาไม่ได้ขายเฉพาะบางจากเท่านั้น เขาจะขายหุ้นการบินไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิต และ ปตท.ด้วย เราได้ยินได้ฟังคุณโสภณ สุภาพงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท บางจาก ในขณะนั้น เล่าให้พวกผมฟังว่า ต่างชาติกำลังเข้ามาโจมตี ทั้งบริษัท บางจาก ทั้งกรรมการผู้จัดการใหญ่ เพื่อให้หุ้นบางจากนั้นราคาต่ำลงๆ แล้วต่างชาติก็จะมาช้อนซื้อไป และมาขายให้ได้กำไรอีกทีหนึ่ง ทางเราก็จะออกมาช่วยกันรณรงค์ต่อต้าน แต่คุณโสภณบอกว่าอย่าเพิ่งออกมาเลยครับ เพราะว่าวันนั้น เวลานั้น จะมีคณะนั้น คณะนี้ออกมา แล้วก็เป็นจริงอย่างที่คุณโสภณว่านะครับ แต่เราเห็นว่าคนยังน้อยเกินไป ผมและคณะซึ่งเป็นกลุ่มไม่ใหญ่เท่าไรนัก ก็ออกมาช่วยกันคัดค้านต่อต้านด้วย เราช่วยกันเขียนจดหมายไปที่ทำเนียบรัฐบาล ปรากฏว่าแกนนำของรัฐบาลในครั้งกระนั้น ก็ดีนะครับ คือเชื่อประชาชน ก็เลยหยุดยั้งการขายหุ้นบางจากให้ต่างชาติ แล้วก็เลยทำให้หุ้นของการบินไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิต และ ปตท.นั้น ยืนยงคงมาเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้เอาไปขายให้ต่างชาติหมด พี่น้องครับ ทั้งหมดนี้ก็คือบทเรียน ซึ่งแกนนำรัฐบาลอาจจะทำผิดพลาดมาแล้วในอดีต ก็สามารถแก้ไขได้ อีกอย่างหนึ่งครับ การรักพวกพ้อง การช่วยเหลือพวกพ้อง เป็นเรื่องธรรมดาใช่ไหมครับ ก็ต้องทำกัน เป็นเรื่องที่ดีด้วย แต่เมื่อใดก็ตาม จะช่วยพรรคพวก จะช่วยเพื่อนพ้อง จะต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย และจะต้องไม่ทำให้ความยุติธรรมนั้นเสียหายไป อย่างเช่น จะต้องไม่ทำอีกเรื่องการแจก ส.ป.ก.4-01 ให้กับเศรษฐี ซึ่งไม่ใช่เกษตรกร และเศรษฐีคนนั้นก็เป็นเพื่อนพ้องกับสมาชิกแกนนำรัฐบาลเสียอีก ถ้ารัฐบาล ถ้าแกนนำของรัฐบาลใหม่นี้พยายามหลีกเลี่ยงข้อที่ผิดพลาดมาแล้ว เราก็เชื่อเหลือเกินนะครับว่าบ้านเมืองเราคงจะดีกว่านี้อีกแน่นอนครับ ท่านพี่น้องครับ ท่านคงไปมาหลายที่หลายแห่งเหมือนกันหลังจากการชุมนุมแล้ว เราชุมนุมมายาวนานมากใช่ไหมครับ ถึง 193 วัน เราต้องการหรือเปล่าครับที่เราจะทำสถิติโลก ชุมนุมกันมา 193 วัน เราไม่ต้องการ แต่เนื่องจากเราโชคไม่ดีใช่ไหมครับ มาเจอรัฐบาลที่หน้าด้านที่สุด เรียกร้องเท่าไรก็ไม่ยอมออกเสียที จนกระทั่งเราต้องลำบากตรากตรำมาถึง 193 วัน และตอนนี้เราไปที่ไหน ก็จะมีพันธมิตรฯ ถ้าเขารู้ว่าเราเป็นพันธมิตรฯ เขาก็จะออกมาต้อนรับ และหลายคนถือมือตบออกมาด้วยนะครับ วิ่งออกมาจากร้าน ออกมาต้อนรับ และพยายามช่วยเหลือเราจังเลยครับ อย่างกับเป็นญาติพี่น้องกันมาก่อน อย่างผมนี่ผมก็เห็นมาชัดๆ เลยครับว่า ไปที่ไหนก็ได้การเมตตา รับน้ำใจจากพี่น้องพันธมิตรฯ ทั้งนั้น แม้กระทั่งไปซื้อข้าวซื้อของก็ตาม ผมเพิ่งซื้อรถใหม่ในรอบ 26 ปี เคยซื้อมาคันหนึ่งเป็นรถกระบะ มาสำหรับขนอาหารมังสวิรัติ หลังจากนั้นก็มีแต่รถเก่าๆ เก่าขนาดไหนครับอายุ 36 ปีก็มี 29 ปีก็มี เมื่อสักอาทิตย์กว่าๆ ไปยืนดูรถอยู่คันหนึ่งครับ เคยมาดูทีหนึ่งแล้วมันแพงเหลือเกินครับ ไปยืนดูอีกทีหนึ่ง เขาก็ออกมาครับ เจ้าของบอกมาว่าราคาพันธมิตรฯ ลดเหลือ 25,000 ราคาเขาตั้ง 40,000 นะครับ รถอะไรรู้ไหมครับ จักรยานยนต์ 4 ล้อครับ ลดทีเดียว 15,000 ครับ ลดเหลือ 25,000 ผมเลยซื้อมาเลยครับ นี่ไม่ต้องต่อนะครับ ราคาพันธมิตรฯ ไปที่ไหนๆ ก็พันธมิตรฯ ทั้งนั้นนะครับ ผมไปที่ทองผาภูมินะครับ ไปเจอพันธมิตรฯ ท่านเป็นคุณหมอนะครับ คุณหมอผู้ชาย คุณหมอพิชัย อายุ 80 เศษ แล้วภริยาท่านก็อายุไล่เลี่ยกัน 2 ท่านนี้เป็นนักชุมนุมที่ทรหดอดทนมากครับ ท่านมาจากทองผาภูมิ มาโดยรถ แล้วก็มาต่อรถไฟนะครับ ต่อรถไฟแล้วก็มาลงที่กรุงเทพฯ แล้วก็ต่อรถเมล์อีกทีหนึ่ง มาร่วมชุมนุมกับเรา ไม่ว่าจะเป็นที่ทำเนียบฯ หรือจะเป็นที่มัฆวานฯ ก็ตามนะครับ ขนาดอายุ 80 เศษแล้วนะครับ ยังมาเป็นประจำเลย แล้วท่านเป็นครอบครัวที่มีฐานะดีด้วยนะครับ ไม่ใช่คนว่างงาน ท่านมีสถานที่พักผ่อนที่ชื่อว่าบ้านสวนทวีชัยผาภูมิ ทวีนี่คือภริยาของคุณหมอพิชัย ก็เอาชื่อภรรยาและสามีมารวมกัน เวลาผมไปท่านก็ต้อนรับอย่างดีครับ ให้เราได้พักได้อาศัยในที่ๆ ท่านทำขึ้นมา แล้วท่านอุตส่าห์บึ่งไปพบเราโดยตรงเลย ท่านเป็นคนที่มีน้ำใจไมตรีดีมาก ลูกสาวท่านก็เป็นสถาปนิกรุ่นเดียวกับศิลปินนักสู้กู้ชาติของเรา ชื่ออะไรรู้ไหมครับ ศรัณยู ถูกแล้วครับ พี่น้องครับ ผมไปสมุยก็ไปเจออีกครับ เราไม่ได้บอกใครเลยนะครับเวลาเราขึ้นจากเรือเฟอร์รี่ มีพันธมิตรฯ มารับเยอะแยะเลยครับ เยอะแยะไปหมด เขาบอกเขารู้ก่อนล่วงหน้าชั่วโมงเดียว บนเรือเฟอร์รี่โทรศัพท์ไปบอกเขาว่าผมมาแน่ แล้วมาจริงๆ ด้วย มาต้อนรับเรา แล้วก็แย่งกันนะครับ เอาคณะของเราไปพักที่นั่นให้ได้ มาพักที่นี่ให้ได้ ตกลงไปพักอยู่ที่แห่งหนึ่งนะครับ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เป็นธุรกิจระดับกลางนะครับ เจ้าของชื่อ คุณกอบ คุณกอบสมุยเขารู้จักกันทั้งนั้น คุณกอบ ชื่อจริงชื่อ สนาบุญ นะครับ นามสกุล เพชรพรหม คุณกอบมีธุรกิจในการจัดที่พัก ที่พักผ่อนที่สะดวกสบาย แล้วเรื่องการจัดนำเที่ยว หลายสิ่งหลายอย่าง เป็นธุรกิจขนาดกลางที่มีรายได้มากที่สุดในเกาะสมุย แล้วพี่น้องเชื่อไหมครับ ทิ้งกิจการมาโดยให้ผู้บริหารรองลงมาดูแลกิจการ มาร่วมชุมนุมกับเราตั้ง 193 วัน ยิ่งไปกว่านั้นครับ ผมบอกแกว่า ขอให้ผมได้ไปคารวะคุณพ่อของแก คุณพ่อของแก่ก็เป็นพันธมิตรฯ อาวุโสนะครับ คุณพ่อใจเด็ดมากเลยครับ คุณพ่อมีลูก 9 คน อายุ 40 ปี 50 ปีแล้วทั้งนั้น 9 คน คุณพ่อเคี่ยวเข็น ว่าคนไหนไม่ไปชุมนุม ไม่ไปช่วยพันธมิตรฯ ร่วมชุมนุมละก็ คนนั้นไม่ใช่ลูกพ่อครับ เอาถึงขนาดนี้เลยนะครับ แล้วช่วยเราดูแลทุกสิ่งทุกอย่างในตอนที่เราไปเกาะสมุย พี่น้องครับ เราจะเจออย่างนี้เป็นประจำ ขอให้พี่น้องเกาะเกี่ยวกันไว้นะครับ สมัครสมานสามัคคีกันไว้ ขยายพวกเราให้มีจำนวนมากขึ้นๆ เช่นตอนนี้ก็มีการจัดกันหลายที่หลายแห่ง พรุ่งนี้ก็มีที่เมืองทองธานี แล้วต่อๆ ไปก็มี พี่น้องครับ ผมเชิญไปอีกสักงานหนึ่ง งานนี้เป็นงานที่ไม่ใหญ่อะไร แต่พี่น้องไปเท่าไหร่รับหมด เชื่อไหมครับ รับหมดเลย นี่แม่หนูบอลพยักหน้าแล้ว ว่ามีสถานที่รับแน่นอน พบกัน คืนวันเสาร์ที่พระจันทร์ดวงโตที่สุดในฤดูหนาว พูดอย่างกับภาษากวีนะครับ คือผมมีการสังสรรค์กันระหว่างพวกเราที่เคยทำงานมาร่วมกัน คือผมทำงานช่วยเหลือหลายองค์กร ปีหนึ่งก็มาเจอกันที คืนวันเสาร์ที่พระจันทร์ดวงโตในฤดูหนาว แล้วปีนี้เราก็ต้องเชิญพันธมิตรฯ ใช่ไหมครับ เพราะผมมาร่วมมือกับท่านทั้งหลายในการชุมนุมอย่างยืดเยื้อ เพราะฉะนั้นเรียนเชิญไว้ล่วงหน้าเลยนะครับ จะไปกี่คนรับหมดนะครับ และยืนยันด้วยว่า กรุณาอย่าเอาอะไรไปช่วยเรา ไปแต่ตัวไปตัวเปล่าๆ คำว่าตัวเปล่าๆ คือใส่เสื้อใส่ผ้าไปสักชุดหนึ่งเป็นใช้ได้ครับ คืนวันเสาร์ที่จะถึงนี้ก็คือ เสาร์ที่ 10 มกราคม นะครับ ไม่มีอะไรมากครับ เที่ยงวันเสาร์ที่ 10 มกราคม เลี้ยงรับโดยแม่ครัวฝีมือเอกของโรงเรียนผู้นำ ทำอาหารมังสวิรัติอร่อยที่สุดในประเทศไทย ผมพูดเองนะครับ ถ้าไปไม่ทันเที่ยง ไปตอนเย็นก็มีอาหารเย็นเลี้ยงอีก นอกจากอาหารเย็นแล้ว เราจะเผาข้าวหลามดีไหมครับ แล้วเราจะทอดปาท่องโก๋ดีไหม เราจะคั่วข้าวโพดดีไหม เราจะปิ้งลูกชิ้นให้กินดีไหมครับ (ลูกชิ้นเจ) หนูบอลไปกินที่โรงเรียนผู้นำ ผมบอกว่า บอลนี่หมูพะโล้กินเข้าไป หนูบอลชมใหญ่ครับหมูอร่อย แต่หนูหารู้ไม่ว่าเป็นหมูเจ พี่น้องครับ แล้วตอน 5 โมงเย็น วันเสาร์ที่ 10 มกราคมนั้น จะพบกับวงดนตรีโรงเรียนผู้นำ ผมเรียกเองนะครับ ชื่อของวงดนตรีเขาพวกเราคุ้นแล้ว วงดนตรีที่ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ เป็นประจำคือวงดนตรีคีตาญชลีครับ 5 โมงเย็นจนถึง 5 ทุ่มครับ พี่น้องครับ เราเรียกว่าวงดนตรีโรงเรียนผู้นำเพราะอะไรรู้ไหมครับ เราเชิญแกไปที่โรงเรียนผู้นำทุกปีๆ ตั้งแต่นักร้องคนเล็กสุด คือลูกคนเล็กของแก ยังไม่ออกมาเลยครับ แล้วมีอยู่วันหนึ่ง ผมเล่าบนเวทีแล้ว คุณสุรินทร์ คีตาญชลีหญิง บอกผมว่า หนูขออนุญาตไปขยายวง คือวงแกนะครับมีแก มีสามี คือมีพ่อ มีแม่ มีลูกมาแล้ว 2 คน แกบอกขอไปขยายวง ผมถาม คุณสุรินทร์คุณจะไปทำอะไรขยายวง หนูขอลาไปคลอดบุตรที่เพชรบุรี บัดนี้หนูคนนั้นอายุ 10 ขวบเศษแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นไปพบกับวงดนตรีคีตาญชลี แล้วพี่น้องเชื่อไหมครับว่าเป็นวันเสาร์ในฤดูหนาวที่นานๆ จะเจอกันสักทีที่พระจันทร์เต็มดวง 15 ค่ำครับ สวยงามมากครับ ล้อมรอบไปด้วยขุนเขาที่สวยงาม ขอเชิญพันธมิตรฯ ทุกคนนะครับ แต่ถ้าจะให้ดี ต้องไปค้างที่นั่น เพื่อรับ ซึมซับบรรยากาศที่สวยงามอย่างเต็มที่ ขอให้เอาเต็นท์ไปด้วยนะครับ เรามีที่กางเต็นท์ เรามีห้องน้ำพร้อมนะครับ พี่น้องรู้ไหมเดี๋ยวนี้เด็กเขามีเต็นท์กันทั้งนั้นครับ เด็กไปซื้อเต็นท์มา บอกคุณพ่อคุณแม่ไปซื้อเต็นท์มา แล้วซื้อมากางในไหนรู้ไหม มากางในห้องรับแขก ปัดโธ่เราขอยืมเด็กดีกว่า ไปกางที่โน่นเถอะครับ บรรยากาศสวยงามมาก ขอเชิญทุกท่านเอาเต็นท์ไปด้วย เสาร์ 10 มกราฯ ส่วน 11 มกราฯ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ใครที่เป็นชาว กทม.ก็ไม่เป็นไรครับ สายๆ ออกจากที่โน่นมาก็ทัน ใช้เวลาเดินทางอย่างมากไม่เกิน 2 ชั่วโมงครึ่ง อาจจะใช้เวลาน้อย น้อยยิ่งกว่าเดินทางจากสุขุมวิทซอยหนึ่งไปอีกซอยหนึ่ง บางที 2 ชั่วโมงกว่าใช่ไหมครับ นั่นล่ะครับ กรุงเทพฯ-กาญจนบุรี กาญจนบุรี-กรุงเทพฯ ผมเลยขอเรียนเชิญพี่น้องทุกคนว่า นั่นก็เป็นอีกงานหนึ่ง ไม่สำคัญนะครับงานนี้ไม่สำคัญ ถ้าติดธุระไม่เป็นไร ถ้าไม่สะดวกไม่เป็นไร ถ้าสะดวกก็เชิญเลย ขอเชิญทุกคนไปพบกับพวกเรานะครับ ที่โรงเรียนผู้นำกาญจนบุรี ประเดี๋ยวผมจะมีใบบอกมาแจกถ้าท่านสนใจ จะมีใบบอกมาแจกอยู่ตรงบริเวณที่ท่านจะเดินผ่านนะครับว่า ทางไปโรงเรียนผู้นำกาญจนบุรี ไปอย่างไร แต่เน้นอีกทีนะครับ ไม่ว่าจะเป็นพ่อยกแม่ยก กรุณาอย่ายกอะไรไปช่วยเรานะครับ เพราะเราสามารถที่จะพอเป็นพอไปได้นะครับ พี่น้องครับ แล้วที่แล้วมาที่เราชุมนุมกันมาได้เพราะ ASTV ใช่หรือเปล่าครับ พี่น้องต้องช่วย ASTV นะครับ ไม่ใช่ช่วยครั้งเดียวแล้วหายไปเลยนะครับ ยืนยันได้ไหมครับ ปรบมือแรงๆ แล้วพี่น้องรู้ไหมครับ วันนี้ผมช่วยเขาอีกแล้ว ผมขนเงินที่พี่น้องบริจาคผ่านผมไปยังตู้ ป.ณ. 100 วันนี้ขนมาตั้ง 3 ล้านเศษแน่ะครับ พี่น้องคงจำได้นะครับ ผมบอกคุณสนธิไม่เคยปรารภให้ผมฟัง ชาว ASTV ไม่เคยบอก แต่ผมรู้แล้วว่าสิ้นเดือนนั้นเขาจะมีเงินไม่พอจ่าย เขาจะต้องเลื่อนการจ่ายไป ผมก็เลยประกาศบนเวทีพี่น้องคงจำได้นะครับ ประมาณกลางสิงหาฯ กลางกันยาฯ เพื่อที่จะจ่ายเงินสิงหาฯ กันยาฯ และเราสามารถจ่ายก่อนเวลาด้วยครับ หลังจากนั้นผมก็บอกว่า พอแล้วนะครับๆ ไม่ต้องแล้วนะครับ ท่านก็ยังบริจาคมาๆ ไอ้ผมก็ใจดีครับ ผมก็รับเอาๆ แล้วผมขนมาให้คุณสนธิ รวมแล้วทั้งหมด 24 ล้านเศษ ปรบมือให้พวกเราหน่อยครับ ตั้งแต่ผมทำตัวเองเป็นพนักงานรับเงินแทน ASTV จนถึงวันนี้ 24 ล้านเศษ ตอนนี้บอกจริงๆ อีกทีนะครับ ตู้ ปณ.100 ปิดนะครับ ไม่ต้องส่งไปอีกแล้ว ขอให้ส่งมาทาง ASTV โดยตรง ขอบคุณมากครับ พบกัน 10 มกราฯ ครับ วันเสาร์ พระจันทร์เต็มดวง 15 ค่ำ ขอบคุณครับ ช่วงที่ 2 พิภพ ธงไชย พิภพ - พี่น้องเอ๊ยยยยยย แหมรู้สึกจะไม่ให้พักกันเลยนะ เหงาใช่ไหมเนี่ย เมื่อกี้ก่อนขึ้นเวทีมีคนจากอเมริกาเขาบอกว่า เมื่อไหร่จะชุมนุมสักที ผมบอกยังไม่เลิกอีกหรอ เขาบอกมันยังไม่เสร็จ จะเลิกได้ยังไงก็ยังไม่เสร็จ ยังไม่เสร็จใช่หรือเปล่าพ่อแม่พี่น้อง ใช่ยังไม่เสร็จจริงๆ เราไม่เคยคิดว่าจะเป็นเรื่องการเปลี่ยนขั้ว แต่การเปลี่ยนขั้วก็ดีทำให้เราพัก แล้วเราก็ดูซิว่าคุณอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นนักการเมืองที่สะอาดที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย ไม่มีความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น ข้อเสียอย่างเดียว คุณอภิสิทธิ์ยังอยู่ในพรรคที่เป็นการเมืองเก่า มีนักการเมืองเก่าอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์หลายคน แล้วยังไปเอานักการเมืองเก่าของทักษิณเข้ามาอีกด้วย นี่ซิเราต้องตั้งคำถามกับคุณอภิสิทธิ์ใช่ไหมว่า ไปรอดหรือไม่รอด ใช่หรือเปล่าพ่อแม่พี่น้อง ครับงานมันไม่เสร็จ มันขึ้นอยู่กับคุณอภิสิทธิ์จะทำให้งานเสร็จไหม อย่างน้อยคุณอภิสิทธิ์จะปฏิเสธพันธมิตรฯ อย่างไรก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่ได้เปลี่ยนขั้วก็เพราะพันธมิตรฯ ลงทุนลงแรงไปอย่างมหาศาล ที่ต้องการเปลี่ยนการเมืองเก่าเป็นการเมืองใหม่ ใช่หรือเปล่าพ่อแม่พี่น้อง เพราะฉะนั้นคุณอภิสิทธิ์ปฏิเสธไม่ได้ ว่าตัวมีภารกิจที่ประชาชน ที่มาชุมนุมยาวนาน 193 วัน มอบให้ คือต้องทำการเมืองใหม่ให้ได้ใช่หรือเปล่าครับพ่อแม่พี่น้อง ครับนี่เป็นภารกิจ อันที่ 2 ภารกิจของคุณอภิสิทธิ์ คุณอภิสิทธิ์ปฏิเสธไม่ได้ว่าพ่อแม่พี่น้องสู้มานอกจากเรื่องการเมืองใหม่แล้ว สู้เพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยใช่หรือเปล่าพ่อแม่พี่น้อง แต่อันนี้เราเชื่อว่าคุณอภิสิทธิ์คงดูแลได้ และจัดความสัมพันธ์ระหว่างนายกรัฐมนตรีกับองค์พระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ได้ดีเท่าๆ กับ ในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นที่ที่คุณอภิสิทธิ์เรียนมา ว่าการจัดความสัมพันธ์ระหว่างนายกรัฐมนตรีกับควีนส์ คือพระราชินีของอังกฤษนั้น เป็นเช่นไร เช่น ต้องมีรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองทุกระยะ 2. ถ้ามองไม่เห็นว่าจะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอย่างไร และควรที่จะขอคำแนะนำ ก็ต้องเข้ากราบบังคมทูลถวายขอคำแนะนำ ใช่หรือเปล่าพ่อแม่พี่น้องครับ อันนี้คุณอภิสิทธิ์ผมเชื่อว่าทำได้ในเรื่องนี้ แล้วจะจัดความสัมพันธ์ในเรื่องนี้ให้สมกับเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ตามแบบที่อังกฤษ ความสัมพันธ์อันนี้ได้เสียหายในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ทักษิณ ชินวัตร ได้จัดความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้เกิดข้อกังขาว่า ตัวนายกรัฐมนตรีได้จัดความสัมพันธ์ที่จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเสื่อมพระอิสริยยศ ใช่หรือเปล่าครับพ่อแม่พี่น้อง อันนี้เป็นหัวใจสำคัญที่คุณอภิสิทธิ์จะต้องรู้ว่าจะต้องปฏิบัติให้ดีในเรื่องนี้ แล้วจะเห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ของเราได้ทรงมีพระราชดำริเป็นครั้งคราว นอกจากวันที่ 4 ธันวาคมแล้ว ยังมีพระราชดำริกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในระดับหัวหน้าเมื่อเข้าเฝ้าทูลแนะนำหรือไปถวายสัตย์ปฏิญาณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็จะให้คำแนะนำและชี้แนะ ยกตัวอย่างเช่น ก่อน 19 ก.ย. ทรงเห็นว่าเป็นวิกฤตที่ใหญ่ยิ่งที่สุดในโลก ทรงชี้แนะให้ตุลาการเข้ามาแก้วิกฤต ถ้ารัฐบาลที่ดีจะต้องรับสนองร่วมกับตุลาการ ใช่ไหมครับพ่อแม่พี่น้องครับ นี่ตัวอย่าง นี่คุณอภิสิทธิ์จะต้องปรับในเรื่องนี้ให้ชัดเจน และเมื่อทรงแนะนำในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาไม่เอาใจใส่ใดๆ ทั้งสิ้น นายกรัฐมนตรีคนใหม่ คือ คุณอภิสิทธิ์ จะต้องรับสนองในเรื่องนี้ ที่มาทำให้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นจริงในสังคมไทยใช่หรือเปล่าครับพ่อแม่พี่น้อง แล้วอันนี้ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแล้ว ฉะนั้นวันนี้สิ่งที่คุณอภิสิทธิ์ควรทำมากที่สุดในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ทรุดลงๆ จะต้องไม่ใช่แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยระบบโลกาภิวัตน์ หรือทุนนิยมอย่างเดียว จะต้องทำเศรษฐกิจสองขา คือ ขาหนึ่งเป็นทุนในโลกาภิวัตน์ อีกขาหนึ่งก็เป็นเศรษฐกิจพอเพียง หรือเศรษฐกิจทางเลือก ซึ่งเหมาะกับภูมิศาสตร์ประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง ทำให้เราไม่ต้องไปพึ่งพาเศรษฐกิจทุนนิยม ส่งออกอย่างเดียว เมื่อสหรัฐอเมริกาและยุโรป ตลาดแคบลง ก็มีปัญหาเรื่องส่งออก และมีผลกระทบกับประชาชนทั้งประเทศ ถ้าคุณอภิสิทธิ์วางเรื่องนี้ให้ดี วางเศรษฐกิจสองขา หรือใช้เศรษฐกิจ 2 ระบบ ในอนาคตเมืองไทยจะไม่มีความหวั่นไหวกับเศรษฐกิจโลกที่แปรปรวนไป เพราะเราเป็นเมืองที่เป็นเกษตรกรรม เป็นแหล่งอาหารโลก คุณอภิสิทธิ์ต้องจับจุดแข็งตัวนี้ให้ดี นี่เป็นแนวพระราชดำริใช่ไหมครับพ่อแม่พี่น้อง อันนี้อยากจะบอกคุณอภิสิทธิ์ในเรื่องนี้ ว่าเมื่อก้าวเข้ามาแล้วต้องทำเรื่องนี้ และที่สำคัญ คุณอภิสิทธิ์ต้องทำเรื่องการเมืองสะอาด ถึงแม้ว่าคุณอภิสิทธิ์จะก้าวอยู่บน 2 ขา ระหว่างการเมืองเก่ากับการเมืองใหม่ แต่พี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ต้องการให้เปลี่ยนขั้วทางการเมืองเพื่อย่ำอยู่กับการเมืองเก่า ต้องนำไปสู่การเมืองใหม่ให้ได้ เพราะเราตายไปถึง 10 คนใช่หรือเปล่า อันนี้ก็อยากเตือนคุณอภิสิทธิ์ไว้ว่า อย่าแสดงอาการรังเกียจในสิ่งที่พ่อแม่พี่น้องประชาชนได้ชุมนุมมา 193 วัน ว่าเราต้องการอะไรบ้าง และที่สำคัญก็คือ การทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมือง เป็นหัวใจสำคัญที่เราต่อสู้มา โดยกรณีพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน เป็นตัวอย่าง คุณอภิสิทธิ์ต้องจัดการเรื่องนี้ให้ได้ ทำการเมืองให้ปลอดจากการทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าคุณอภิสิทธิ์ไม่ทำเรื่องเหล่านี้ ผมคิดว่า 3 เดือนก็จะไปไม่รอด แล้วเราอยากจะเชียร์ โดยส่วนตัวผม อยากจะเชียร์นายกรัฐมนตรีซึ่งอายุน้อย แต่ไม่ได้น้อยที่สุดในบรรดาคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีในประเทศไทย สะอาดเป็นที่ยอมรับได้ เป็นนักเรียนนอก มีหัวก้าวหน้า แต่คุณอภิสิทธิ์จะต้องรู้จักสังคมและวัฒนธรรมไทย และแก้ไขให้ได้ ที่สำคัญ คุณอภิสิทธิ์ต้องรู้จักคนจน และจะต้องหันเข้าหาคนจน งานแรกที่คุณอภิสิทธิ์ควรทำ คือ เกษตรกรที่อยู่หน้ากระทรวงเกษตร คุณอภิสิทธิ์ต้องไปหาแล้วไปถามเขาว่า เดือดร้อนอะไร ไหนว่าประชาชนมาก่อน คุณอภิสิทธิ์ต้องพิสูจน์เรื่องนี้ให้สิ้นสุดก่อนสิ้นปีเก่า ว่าเกษตรกรเขามีปัญหาอะไร ส่งเขากลับบ้านพร้อมแก้ไขปัญหาให้เขาทันที นี่คาราคาซังมาตั้งแต่รัฐบาลพรรคพลังประชาชนแล้วครับพ่อแม่พี่น้อง นี่เป็นข้อพิสูจน์อย่างดีที่สุด อย่าเอาแต่เป็นลูกเขยคนอีสานเท่านั้น แต่ทำของจริงเลย พ่อแม่พี่น้องครับ เราเองก็เหมือนกันนะครับ พ่อแม่พี่น้องจำได้ไหม ขณะที่เราชุมนุมอยู่ทำเนียบรัฐบาล พี่น้องเกษตรกรมาชุมนุมอยู่ที่หน้ากระทรวงเกษตร เราก็ไม่เคยได้สนใจเขามาก ไม่ได้เคยแวะเวียนหา วันหนึ่งอาหารเราเต็มเลย น้ำเราเต็มเลย ผมสั่งให้คนยกไปให้พี่น้องเกษตรกรซึ่งมาจาก 4 ภาค สิ่งที่ได้รับจากพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรที่หน้ากระทรวงเกษตร ก็คือ ขอบคุณด้วยน้ำตาไหล และบอกว่า อดข้าวบางมื้อมาแล้ว ขอบคุณพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อย่างมาก พ่อแม่พี่น้องครับ วันนี้เราอยากจะทำการเมืองใหม่ เราบอกว่าการเมืองใหม่ต้องสนใจคนยากคนจน พ่อแม่พี่น้อง ผมอยากจะชวนพ่อแม่พี่น้อง เมื่อว่างจากการชุมนุมในการจะสร้างการเมืองใหม่ ขับไล่รัฐบาล ขับไล่ทักษิณแล้ว พ่อแม่พี่น้องผ่านหน้ากระทรวงเกษตร ไปแวะหาเขาหน่อย ไปคุยกับเขา ว่าคนจนเหล่านี้มีความเดือดร้อนอะไร เราไปรับรู้ปัญหาของเขา เพราะว่าถ้าเราแก้ไขปัญหาความยากจนไม่หมด นักการเมืองจะหากินกับความยากจน แล้วทุจริตคอร์รัปชั่นบนนโยบายของความยากจน โดยที่คนจนก็ต้องจนต่อไปครับพ่อแม่พี่น้อง ผมจึงเชิญชวนให้พ่อแม่พี่น้องแวะเวียน บริจาคข้าวปลาอาหาร ไปคุยกับเขาว่าเขามีความทุกข์อย่างไร แล้วเราจะได้มาช่วยกันผลักดันรัฐบาลให้แก้ไขปัญหาให้ถูกทาง อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมากครับพ่อแม่พี่น้อง เพราะฉะนั้นอยากจะเรียนว่า ระบบเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาอยู่ปัจจุบันนี้ ต้องมีวิธีคิดใหม่หมด มิฉะนั้นเราจะมาเริ่มต้น จะมีคนว่างงาน 1.5 ล้าน ปีนี้ปลายปี 5 แสนคน แล้วเรามาติดที่โรงงานอุตสาหกรรมปิด มาสด้าปิด ฟอร์ดปิด โตโยต้าขาดทุน คนงานตกงาน คนงานเป็นคนชนบท กลับไปชนบท ชนบทรับไม่ได้ เพราะว่ามีแต่คนแก่อยู่ที่ชนบท เพราะฉะนั้นถ้าเรากลับวิธีคิดใหม่ก็คือ พัฒนา 2 ขา พัฒนาชนบทไปด้วย พัฒนาในเมืองไปด้วย พวกโชห่วยที่ถูกรัฐบาลพรรคพลังประชาชนเอากฎหมายออกจากสภา ไม่ช่วยโชห่วย แล้วให้พวกโลตัส พวกบิ๊กซี เข้ามาคุกคาม จะต้องแก้ไขปัญหาให้ได้ นี่คืองานของคุณอภิสิทธิ์ คือแก้ไขปัญหาคนจน แก้ไขธุรกิจรายย่อย แก้ไขโชห่วย ให้ยืนบนขาของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาเศรษฐกิจโลกเสื่อมทรามไปอย่างไร ประเทศไทยก็จะไม่เดือดร้อน เพราะธุรกิจรายย่อยและคนจนอยู่ได้ ใช่หรือเปล่าครับพ่อแม่พี่น้องครับ เอาล่ะครับ พูดเรื่องการบ้านการเมืองเพื่อฝากคุณอภิสิทธิ์ สิ่งที่ผมอยากจะฝากคุณอภิสิทธิ์อีกอย่างหนึ่งก็คือ การผิดพลาดของพรรคประชาธิปัตย์เมื่อปี 2540 ซึ่งเกิดจากกระแสเศรษฐกิจของประเทศไทย มีการทุจริตคอร์รัปชั่นกันมาก จนเกิดภาวะต้มยำกุ้งในสมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต พรรคประชาธิปัตย์เข้ามา แล้วพยายามแก้ไขปัญหาฟื้นเศรษฐกิจ แต่ไม่สนใจคนยากคนจน ไม่สนใจปัญหาของประชาชนทั่วไป ขณะที่ทักษิณเริ่มทำงานปีที่ 2 ที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล โดยตั้งพรรคไทยรักไทย แล้วก็เสนอนโยบายที่เราเรียกว่าประชานิยม ต่อคนยากคนจนทั่วประเทศ พรรคประชาธิปัตย์มัวแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ล่มสลาย ซึ่งทำได้สำเร็จ เป็นฐานให้คุณทักษิณ แต่วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ต้องทำ 2 อย่าง คือ 1. แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันต้องทำให้คนมีความหวังว่าการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่พรรคประชาธิปัตย์จะทำนั้น เป็นแนวทางที่ถูกต้อง และควรที่จะให้ประชาธิปัตย์ทำงานแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจต่อไป ต้องให้ความหวังกับประชาชน แล้วยุบสภาเอานักการเมืองเก่าออกจากรัฐบาลให้หมด อย่างนี้ล่ะประชาธิปัตย์ก็จะได้รับการเลือกตั้งกลับเข้ามามาก แต่คุณอภิสิทธิ์จะต้องให้ความหวังกับประชาชนว่า ถ้าเลือกคุณอภิสิทธิ์กลับมา การเมืองใหม่จะต้องเต็มรูปแบบแล้วพันธมิตรฯจะเลือก ใช่หรือเปล่า อันนี้ก็อยากจะฝากไว้ ว่าคุณอภิสิทธิ์อย่ารีรอว่าจะให้คนไม่รู้สึกว่าตัวเองได้รับอิทธิพลจากพันธมิตรฯ ต้องยอมรับว่าที่ตัวเองเปลี่ยนขั้วได้เพราะอิทธิพลของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แล้วอะไรล่ะที่พันธมิตรฯ ต่อสู้เพื่อให้ได้มา คุณอภิสิทธิ์ก็จะต้องเอาไปปฏิบัติ เพราะสิ่งที่พันธมิตรฯ ต่อสู้เป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติโดยรวม คุณอภิสิทธิ์ปฏิเสธไม่ได้ นี่คือสิ่งที่อยากจะฝากไว้ในวันนี้กับคุณอภิสิทธิ์ มีเวลาอีก 10 นาที หน้าที่ผมก็จะต้องมารายงานบางเรื่องเกี่ยวกับภารกิจที่ผมได้รับมา ผมได้รับมาก็คือให้เยียวยาผู้บาดเจ็บ ผู้พิการ และผู้เสียชีวิต ผมอยากจะเรียนให้พี่น้องทราบสถานการณ์ในตอนนี้สักนิดหนึ่ง ผู้บริจาคจนถึงวันนี้ 40,188,009.76 บาทครับ มีคนถามผมว่า เมื่อบริจาคถึง 40 ล้านแล้ว ใช้ไปเท่าไร ณ วันที่ 25 ธันวาฯ ได้จ่ายเช็กไปแล้ว 300 ฉบับ มีผู้มาขึ้นเช็กแล้ว กลับไปใช้ 23,030,057.05 บาทครับ มีคนถามผมว่าทำไมไม่จ่ายไปให้หมด ผมมีปัญหานิดหน่อยครับอยากจะเรียนว่าวันที่เรารับบริจาค และวันที่ 5 แกนนำมอบให้ผมเป็นคนดูแล แล้วไปเปิดบัญชีนายพิภพ ธงไชย เพื่อผู้บาดเจ็บ นายพิภพ ธงไชย เพื่อผู้เสียชีวิต มีคนไปร้องสรรพากรให้เก็บภาษีเงินได้นายพิภพ ธงไชย ครับพ่อแม่พี่น้อง เอาล่ะ เมื่อยังจัดการกฎหมายไม่สำเร็จ ผมเลยต้องกันเงินส่วนหนึ่งไว้ 35 เปอร์เซ็นต์ ใน 40 ล้าน 35 เปอร์เซ็นต์ ก็คือ 14 ล้านครับ ถ้าต้องเสียภาษี แต่วันนี้ปัญหานี้แก้ตกไปแล้วเมื่อวันที่ 17 ผมได้พบกับประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน อาจารย์สามารถ มังสัง บอกว่า คุณพิภพ ได้ปรึกษากับคุณสนธิแล้ว เรื่องนี้แก้ง่าย 2 ทาง คือ 1. เอาเงินบริจาคทั้งหมด 40 ล้านและจ่ายไปแล้ว 20 ล้าน ไปตั้งเป็นมูลนิธิใหม่ 2. ถ้าไม่ตั้งเป็นมูลนิธิใหม่ ให้เอาเข้ามาในมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องไปเสียภาษี 35 เปอร์เซ็นต์ เมื่อคุยกับคุณสนธิ และอาจารย์สามารถ มังสัง ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เรียบร้อยแล้ว ก็มีประชุมมูลนิธิเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม บัดนี้โครงการที่ผมดูแลอยู่ได้เข้าไปอยู่ในมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน และกรรมการมีมติให้ผมดูแลต่อไปในนามมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินครับพ่อแม่พี่น้อง กรรมการก็ยังไม่ชัวร์ ยังไม่แน่ใจ กรรมการท่านหนึ่งก็เสนอว่า ให้มีมติว่า ถ้านายพิภพ ธงไชย ถูกสรรพากรเรียกเก็บภาษีรายได้ส่วนบุคคล 35 เปอร์เซ็นต์ 14 ล้าน หรือไม่ถึง 14 ล้าน มูลนิธิฯ จะรับผิดชอบแทนครับพ่อแม่พี่น้อง เพราะฉะนั้นวันนี้ผมก็เอาเงิน 14 ล้าน ออกมาแล้วเริ่มจ่ายจะให้เสร็จภายในวันที่ 30 ธันวาคมนี้ ให้เหลือแค่ 5 ล้าน สำหรับคนที่ตกสำรวจที่จะต้องช่วยเหลือต่อไปครับพ่อแม่พี่น้อง เอาล่ะ มาดู มาดูเราช่วยเหลือไปยังไง คนตาย 10 ราย ช่วยไปคนละ 1 ล้านบาทครับ 2 รายขั้นโคม่า จะช่วยคนละ 1 ล้านบาท เหมือนกันครับ มีขั้นโคม่าอยู่ 2 รายนะครับ 6 รายพิการ ช่วยไประหว่าง 8 แสน-1 ล้านบาท ครับพ่อแม่พี่น้อง สาหัสมาก 15 ราย ช่วยไประหว่าง 4 แสน - 7 แสนบาท สาหัส 25 ราย ช่วยไประหว่าง 2 แสน - 3.8 แสนบาท บาดเจ็บ 65 ราย ช่วยไประหว่าง 6 หมื่น - 1.8 แสนบาท นี่เป็นบาดเจ็บขั้นปานกลาง คือผมทำเรสช่องแล้วดูว่า จับคนที่บาดเจ็บและป่วยเข้าไปอยู่ในช่องๆ พวกนี้ แล้วดูว่าอาการเป็นยังไง แล้วก็ช่วยไปในช่องอย่างนี้ เช่น สาหัส 25 ราย ระหว่าง 2 แสน - 3.8 แสนบาท เป็นต้น ใครสาหัสปริ่มจะสาหัสมาก ให้ไปเลย 3.8 แสนบาท ครับพ่อแม่พี่น้อง ครับ บาดเจ็บเล็กน้อย 55 ราย ช่วยรายละ 3 หมื่น - 5.5 หมื่นบาท ครับพ่อแม่พี่น้อง บาดเจ็บทั่วไป 494 ราย ช่วยไปรายละ 5,000 และถ้าบาดเจ็บนั้นเรื้อรังจะยกระดับเป็น บาดเจ็บเล็กน้อยหรือบาดเจ็บปานกลางครับ บัดนี้จ่ายเช็กไปคิดว่าภายในวันที่ 30 นี้ น่าจะจ่ายไปใกล้เคียง 40 ล้านบาท คือประมาณ 30 กว่าล้านบาท ครับพ่อแม่พี่น้องครับ พ่อแม่พี่น้องมาดูว่าทำไมมีคนบาดเจ็บมากขนาดนี้ รู้ไหมครับผมจัดมาแล้ว มีการทำร้ายพ่อแม่พี่น้องพันธมิตรฯ อย่างรุนแรง นับตั้งแต่ 7 ตุลาคม 2 ที่ คือที่พระบรมรูปทางม้า และรัฐสภา วันที่ 30 ตุลาคม ที่สะพานมัฆวานฯ เป็นครั้งที่ 3 ที่โยนระเบิดมา แล้วคุณเสถียรยังเป็นขั้นโคม่าอยู่ในตอนนี้ วันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบ วันที่ 11 พฤศจิกายน ยิงเอ็ม 79 มาที่ทำเนียบ 20 พฤศจิกายน ยิงเอ็ม 79 มาที่ทำเนียบ 22 พฤศจิกายน ยิงเอ็ม 79 เข้าไปที่ดอนเมือง 29 พฤศจิกายน ยิงเอ็ม 79 เข้าไปที่ทำเนียบ 1 ธันวาคม ยิงเข้าไปอีกที่ดอนเมือง รวมทั้งหมด 10 ครั้งครับ ที่เราโดนยิงจากฝ่ายรัฐบาลครับพ่อแม่พี่น้อง เพราะฉะนั้นคนบาดเจ็บจึงมาก ยังไม่นับเหตุการณ์ที่อุดรฯ มหาสารคาม เพราะฉะนั้นการต่อสู้อย่างสงบ สันติ และอหิงสา เราโดนทำร้ายทั้งหมด 13 ครั้งด้วยกันครับ ครั้งใหญ่ที่สุดก็คือ เหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม ซึ่งอภิสิทธิ์จะต้องเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้ ใช่หรือเปล่าครับพ่อแม่พี่น้อง นี่คือเหตุการณ์ทั้งหมด รวมแล้วผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต ผู้พิการในเหตุการณ์ต่อสู้ 193 วัน 610 คนครับพ่อแม่พี่น้องครับ นี่เป็นภารกิจที่จะทำให้สุดสิ้นภายในสิ้นปีนี้ แต่ในการช่วยเหลือเกี่ยวกับด้านจิตวิทยายังต้องทำต่อ บางคนมีความต้องการในเรื่องจิตวิทยา บางคนบอกว่าตัวเองพิการ ชีวิตต่อไปข้างหน้าจะทำอะไร ผมก็บอกพ่อแม่พี่น้องที่เสียสละชีวิต และพิการ หรือบาดเจ็บ บอกว่า เราอย่าไปคิดว่าเราสูญเสียอะไร เราคิดว่าเรามีอะไรอยู่ เราสูญเสียแขนไปข้างหนึ่งเรายังมีแขนอีกข้างหนึ่ง เราสูญเสียขาไปข้างหนึ่งเรายังมีขาอีกข้างหนึ่ง เราตาบอด 2 ข้าง แต่เรายังมีหูที่ได้ยินอยู่ มีจมูกดมกลิ่นได้ ให้เราใช้สิ่งที่เรามีอยู่ดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าต่อไปดีกว่าที่จะไปเสียดายกับสิ่งที่สูญเสีย ครับพ่อแม่พี่น้อง นี่คือสิ่งที่ผมได้บอกผ่านทีมงานไปยังผู้บาดเจ็บ ผู้พิการ แล้วเราจะทำกรุ๊ปเทอราปี มีนักจิตวิทยาไปดูแลเรื่องพวกนี้ครับพ่อแม่พี่น้อง เพราะฉะนั้นงานของเรายังมีต่อไปหลังจากที่เราจ่ายเงินจากผู้บริจาคให้กับพ่อแม่พี่น้องที่เสียชีวิต บาดเจ็บ และพิการ ตอนนี้ได้แบ่งงานตั้งแต่ปีใหม่นี้ เป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 คือส่วนเกี่ยวกับเรื่องการฟื้นฟูด้านจิตใจ และจิตวิทยา ให้โทรไปที่เบอร์ 0-2814-3021 และโทรสารที่ 0-2814-0369 เล่าเรื่องราวไป แล้วเราจะส่งทีมนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ไปดูแลในด้านจิตใจและจิตวิทยาต่ออีก แล้วถ้าขาดเหลืออะไร เงินหมดจะรณรงค์กับพ่อแม่พี่น้องอีกครั้งหนึ่ง พ่อแม่พี่น้องคงเต็มใจใช่ไหมครับ แต่ตอนนี้มี 40 ล้านต้องจ่ายไปให้หมด 35 ล้าน ให้ได้ก่อน กันไว้ 5 ล้าน สำหรับผู้บาดเจ็บที่ยังซ่อนตัวอยู่แต่ยังไม่ได้มาหา ตอนนี้เริ่มมีมาหาอยู่เรื่อยๆ อีกงานหนึ่งครับ คุณสมศักดิ์ โกศัยสุข รับเพราะเป็นประธานเกี่ยวกับแรงงานสัมพันธ์ มีคนตกงาน มีคนที่งานหายไประหว่างมาชุมนุม 193 วัน บางคนกลับไปบ้านไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราเลยตั้งศูนย์หางานสำหรับผู้บาดเจ็บและการ์ดพันธมิตรฯ ขึ้นอีกศูนย์หนึ่ง เริ่มงานปีใหม่นี้ครับพ่อแม่พี่น้อง เบอร์โทรสารนะครับ ก็บอกให้พ่อแม่พี่น้องที่มีงาน แล้วก็ไม่มีงานได้แฟ็กซ์งานที่พ่อแม่พี่น้องมีในธุรกิจของพ่อแม่พี่น้อง ไปที่คุณสมศักดิ์ โกศัยสุข เบอร์แฟ็กซ์ หรือโทรสาร 0-2537-8403 ครับพ่อแม่พี่น้องครับ คุณสมศักดิ์จะหางานให้ในภาวะที่ปีหน้าจะมีคนตกงานอีก 1.5 ล้าน ยังไงต้องหาให้กับพ่อแม่พี่น้องพันธมิตรฯ ให้ได้ครับ เอาละครับจะจบแล้ว จะจบด้วยรายนามผู้บริจาค ผู้บริจาคที่ผ่านผม คุณเพ็ญแข คุณอภิชัย อิสระวิศิษฐ์ชัย และครอบครัว 1,000 บาท คุณยรรยง สวัสดิ์ภิรมย์ 2,000 บาท คุณสิริภักดิ์ 1,000 บาท คุณวรพจน์ 1,000 บาท คุณลลนา เฮงรัศมี 2,000 บาท ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม อีก 1,000 บาทครับ แล้วก็มีอีก 1,000 บาท มีคุณสงวนศรี ให้ผู้บาดเจ็บ 500 และ ASTV 500 แล้วก็คุณธนวรรณ 1,000 บาท ราชบุรีให้ผู้บาดเจ็บ ครับและไม่มีชื่อ คุณปราณี จากราชบุรี ให้มาอีกยังไม่ได้เปิดซองยังไม่รู้เท่าไหร่ ครับสุดท้ายขอโฆษณานิดนึงนะครับ ผู้ที่เป็นอาจารย์โรงเรียนสตรีวิทยา ได้ส่ง ส.ค.ส.ให้ 5 แกนนำ แต่บอกให้ผมประกาศหน่อยว่า ผู้สูงอายุอยู่ในกลุ่มอาจารย์สตรีวิทย์ ดู ASTV อยู่ จะได้ชื่นใจ เป็นการอวยพรให้ 5 แกนนำและพันธมิตรฯ ทั้งหมดมีความสุข และมีความกล้าที่จะต่อสู้เพื่อความถูกต้องต่อไป ในปี 2552 ครับพ่อแม่พี่น้อง โฆษณาสุดท้าย สิ่งที่ผมพูดไม่หมดว่าแนวคิดที่เราจะมีมาตรการดูแลผู้สูญเสีย บาดแผลที่ไม่อาจลบเพียงแค่เยียวยาได้ ให้ไปอ่านเดอะเนชั่น รายสัปดาห์ ฉบับปัจจุบันนี้ครับ จะได้รู้แนวคิดที่ผมพูดไปทั้งหมดครับพ่อแม่พี่น้องครับ มีฝนตกนิดหน่อยครับ ไม่นิดใช่ไหมครับ ลืมเอาร่มมาซิเนี่ย นึกว่าหน้าหนาวใช่หรือเปล่า ครับขอจบลงด้วย ขอบคุณอาม้าใจดีที่ได้ซื้อเสื้อ ซื้อกางเกงชุดสวยๆ ให้แกนนำได้ใส่มาพูดบนเวทีวันนี้ ขอบคุณอาม้าใจดีด้วยครับพ่อแม่พี่น้อง ขอให้มีความสุขในปีใหม่ และมีความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ดีขึ้นในปี 2552 ครับพ่อแม่พี่น้องครับ ขอบคุณครับ ช่วงที่ 3 – สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สมเกียรติ - แสดงความเคารพอย่างสูงต่อพี่น้องประชาชนทุกท่านครับ ขอบพระคุณมาก วันมะรืนนี้จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ถ้ารัฐบาลไม่แถลงนโยบายจะบริหารประเทศไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญ พอดีคนเสื้อแดงจะมาล้อมรัฐสภา ขาดอยู่จำนวน คือคนเสื้อแดงจะเกณฑ์กันมาได้จำนวนน้อย ขาดอยู่ประมาณ 30,000 คน อยากให้พวกเราไปช่วย ไปมั้ยครับพี่น้อง ไม่ เขาขาด เขาโทรมาขอกำลังกับผมน่ะ ว่าขอแรงไปช่วยหน่อยสิในฐานะผู้เชี่ยวชาญ พี่น้องครับ ผมเห็นพี่น้องก็มานั่งนึกว่าแกนนำทั้ง 5 คน รุ่นที่ 1 และ 5 คนรุ่นที่ 2 ไม่น่าจะพาพี่น้องไปชุมนุมถึง 193 วันเลย เพราะปลุกแล้วมันขึ้น ขึ้นไม่ลงเลย ก็เลยกลายเป็นม็อบอารมณ์ค้างครับพี่น้อง แล้วเป็นม็อบที่อะไร ติดคำว่ายึด ยึดทำเนียบฯ ยึดดอนเมือง ยึดสุวรรณภูมิ ยึดมัฆวานฯ ยึดชมัยมรุเชฐ หาที่ยึดไม่ได้เลยมายึดบ้านเจ้าพระยาเลยครับพี่น้อง มายึดเลย มายึดกันเอง เพราะว่าเราตอนนี้ในสมองมีไม่กี่อย่าง มีเรื่องการดาวกระจายกับการยึด ใช่ไหมครับ มีอยู่ 2-3 เรื่อง พี่น้องครับ เมื่อตอนบ่ายผมก็ได้พูดไปมากแล้ว เดี๋ยวจะเป็นการซ้ำซ้อนกัน แต่อยากจะเรียนว่าเมื่อคืนนี้ไปงานของคุณปรีดา เตียสุวรรณ และคณะ คุณสุนันทา เตียสุวรรณ ภริยาของคุณปรีดา จัดงานขอบคุณพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในนามชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยและสิ่งแวดล้อม องค์กรที่หนุนช่วยอยู่เบื้องหลังเราโดยตลอด ในตอนที่กล่าวเปิดงาน ปัญญาชนสยาม ส.ศิวรักษ์ ได้ปาฐกถาอย่างยาวนาน และกล่าวความตอนหนึ่งว่า ขอเรียกร้องให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อย่าได้ยุบเป็นอันขาด ขออยู่ต่อไป ผมก็ได้เรียนไปว่า พันธมิตรฯ นี่ไม่ได้หนีจากไปไหน เพราะว่าพันธมิตรฯ ส่วนใหญ่พักรบชั่วคราว ในระหว่างนี้ไปสะสมทุนหาเงินมาบริจาคให้ ASTV ครับพี่น้อง ไปหาสะตุ้งสตางค์มา เก็บหอมรอมริบได้ 500 ได้ 1,000 ได้ 2,000 ได้ 10,000 ก็เอามาบริจาค ในข้อเสนอของ ส.ศิวรักษ์ ได้พูดถึงคุณูปการอันใหญ่หลวงของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า เป็นองค์กรที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย เป็นองค์กรที่ทรงอิทธิพลในประเทศไทย ตั้งแต่เคยเห็นมา ขณะนี้พันธมิตรฯ ได้ก่อตัวในขอบเขตทั่วประเทศแล้ว และขยายไปตามอำเภอต่างๆ 900 อำเภอ เราจึงไม่ประหลาดใจว่าทำไมพวกเขาจึงเรียกมาแล้วมาอย่างง่ายๆ เพราะว่าในช่วงนี้เขาว่างงานทำอะไรไม่เป็นเลยนอกจากการชุมนุมครับพ่อแม่พี่น้อง เขาทำอะไรไม่เป็นเลย พอจะทำงานอย่างหนึ่งก็รำคาญงาน พอไปทำมันสำปะหลัง ราคามันก็ 2 บาท เหลือบาทเดียว พอไปทำปาล์ม จากราคา 5 บาท ก็เหลือ 2 บาท อาชีพหลักของเขาก็เลยบอกหมู่บ้านว่าเลิกอาชีพการเพาะปลูก แล้วคุณจะไปทำอะไรล่ะ เดินขบวนไง เดินขบวนแล้วก็ดาวกระจาย พี่น้องรู้ไหมว่า ใจเราห่วงหาอาทรกัน มือถือมาตบหน้าโทรทัศน์มันก็ไม่หายคิดถึงกันใช่ไหมครับพี่น้อง มันปรบยังไงก็ไม่หายคิดถึงกัน มันรู้สึกว่ามันขาดอะไรไปอย่างหนึ่ง ถามว่าขาดอะไร แกนนำก็ไม่ใช่ ขาดอะไร ขนมครกใช่ไหม ก็ไม่ใช่ กระทงของมหาจำลองใช่มั้ย ก็ไม่ใช่ ขาดมาสำแดงกำลังร่วมกันเพื่อรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ใช่ไหมครับพี่น้อง มันขาดอะไรไปบางอย่าง พอได้มาตรงนี้ลืมครอบครับหมดเลยครับพี่น้อง คือมาแล้วมันไม่คิดถึงอะไรเลย คิดไปเดินหน้า ถามยายเมื่อกี้ว่านี่จะมาฟังชั่วคราวหรือมาบ้านเจ้าพระยาคราวนี้มาชั่วคราวใช่ไหม เอาแบบสมชายเลย ชั่วคราวอย่างค้างคืนนะ ชั่วคราวเลยใช่ไหม คุณยายบอกว่า กะว่าจะอยู่ครึ่งเดียว ราวๆ 90 กว่าวันครับพี่น้อง พี่น้องครับ ผมอยากจะเรียนว่าในวันนี้ไม่มีเครือข่ายใดที่ทั่วโลกยกย่อง และทั่วโลกได้ไปรายงาน โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นบอกว่า การยึดสนามบินสุวรรณภูมิเป็นการยึดที่สนุกสนาน เต็มไปด้วยเพลง อาหารอร่อย และห้องน้ำชั้นดีครับพี่น้อง แต่ทว่า แกนนำมีข้อที่ประหลาดใจที่สุดว่า ทำไมแกนนำ 5 คน ไม่เพียงพอเพราะ 5 คนเคยต่อสู้ปี 49 ปี 50 มาแล้ว ทำไมปี 51 ถึงตั้ง 10 คน เราตอบผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไปว่า ไม่มีปัญหา เขาฟ้องเรียกค่าเสียหาย 20,000 ล้าน เราต้องการหารเฉลี่ยมากขึ้นเท่านั้นเอง พี่น้องครับ หลายวันมานี้ก่อนผมที่จะตัดสินใจลาออกจากอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ผมได้ปราศรัยกับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อครั้งที่เป็นหัวหน้าพรรค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บอกว่าแผนงานประชาชน 99 วันนี้เราทำได้ และบอกว่าการกู้ชาติบ้านเมืองต้องทำตามแผนประชาชน 99 วัน ในจำนวนนั้นก็คือ 1. จ่ายเงินให้พ่อยก แม่ยก อายุ 60 ปี คนละ 500 ทุกเดือน ตลอดชีวิต เห็นด้วยมั้ยครับ (เห็นด้วยครับ) แล้วก็จ่ายโดยไม่เลือกปฏิบัติ เมื่อวานนี้ผมไปปากช่อง ไปปราศรัย คนฟังมากที่สุด เรทติ้งผมสูงสุดเลยตั้งแต่เกิดมา มีคนฟัง 40 คนครับพี่น้อง พอปราศรัยเสร็จ ตั้วไม่ไป ซูซู เสก ศักดิ์สิทธิ์ จุ๋ม ด่านเกวียน แสดง 20 กว่าเพลง พวกเขาเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน แกว่งศีรษะประมาณ 10,000 กว่าครั้ง ลืมบ้านเกิดเมืองนอน ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ อ.ปากช่อง แกว่งศีรษะไปเรื่อยๆ ก่อนที่ผมจะเป็นประธานปิดและจับรางวัล ปรากฏว่าทั้ง 40 คน ได้ร่วมกันบริจาคให้ ASTV 36,020 บาทครับพี่น้อง มากกว่าพี่น้องประชาชนมาวันนี้ประมาณ 5 เท่า ครับพี่น้อง ในแผนงาน 99 วันของอภิสิทธิ์ เมื่อกี้ อ.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เอาเทปเก่าสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มาเปิดเป็นชั่วโมงเลย แล้วก็บอกว่าการฟื้นฟูบูรณะชาติบ้านเมืองนั้น ต้องใช้แผนการประชาชน 99 วันของเขา วันนี้เขามาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว เขาไม่ลืมเด็ดขาด ข้อแรกก็คือ ลดราคาค่าแก๊สหุงต้มทันทีที่ได้เป็นรัฐบาลครับ แล้วที่ผมชอบใจมากในนโยบายข้อ 1 เมื่อเปิด อีก 2 วันเขาจะแถลงต่อรัฐสภาแล้ว เขาบอกว่า อสม. อาสาสมัครหมู่บ้าน ที่มีจำนวนหลายแสนคน หมู่บ้านละ 4-5 คน ประเทศไทยมี 80,000 หมู่บ้าน จะได้รับค่าตอบแทนด้วยครับพี่น้อง ครั้งแรกของประเทศไทย ใครจะจ่ายเงินตอบแทนสวัสดิการผู้สูงอายุ ไม่มีปัญหา เพราะเราเชื่อว่าคนเหล่านี้เป็นพลังทางศีลธรรม เพราะเขาบริจาคนี่ เขารับมา 500 แล้ว เขาจะคืนให้โทรทัศน์ช่องหนึ่ง 2 เท่า พันหนึ่งเลยครับพี่น้อง เพราะว่าโทรทัศน์ช่องนี้เป็นช่องที่อยู่ภายใต้ของประชาชน พี่น้องเห็นไหม โทรทัศน์ทีวีของประชาชน แล้วทีวีของประชาชนจะต้องมีรายการอะไรต่อไป ก็คือรายการที่จะต้องมีการปรุงแต่งไปเรื่อยๆ ในที่สุดพี่น้องแต่ละจังหวัดที่เป็นพันธมิตรฯ จะได้โอกาสมาออกรายการทุกจังหวัดเลยครับ พอออกรายการครบทั้ง 76 จังหวัดแล้ว เราก็นัดดาวกระจายไปครับพี่น้อง ดาวกระจายไปครั้งหนึ่งแล้วก็กลับมา พี่น้องครับ ผมรู้ว่าพี่น้องทำอะไรไม่ค่อยจะถูกนะระยะนี้ หงุดหงิดเป็นประจำ ภริยาก็กลับบ้านหลังจากไปที่ไหนไม่รู้ 193 วัน สามีก็นับว่าวันที่ 3 ธันวาคม ตอนค่ำ ภริยาอันเป็นที่รักยิ่งของเรา หลังจากพลัดพรากกันไป 6 เดือนกว่า จะกลับมาแล้ว ฝ่ายสามีก็ทำอาหารการกินชั้นดี ไปซื้อกุ้งราคากิโลกรัมละ 500 เกิดมาเพิ่งซื้อครั้งแรกครับพี่น้อง เพื่อจะต้อนรับการกลับมาของภริยาอันเป็นที่รักยิ่งของเขา อาหารการกินที่ภริยาชอบ เช่น ปลาร้าบอง หามาให้หมด เตรียมมาให้หมด สำรับกับข้าวเตรียมพร้อมเลย หลังจากนั้นอีกไม่นานภริยาก็เดินเข้ามา ท่าทางดูอิดโรย และซมซานเข้ามา ลูกๆ ก็ถามว่า แม่ กลับมานี่เป็นไงบ้าง มันม้วนเดียวจบไม่จริง ตอนแรกก็บอกว่าม้วนเดียวจบ มันม้วนเดียวจบไม่จริง เอ้าแม่ ก็แกนนำบอกว่าม้วนเดียวจบ มันเป็นม้วนใหญ่มาก ม้วนด้ายสายสิญจน์มันเพิ่งได้ครึ่งเดียวเลย แล้วแกนนำเอาไปจับใส่ถุงไว้แล้วเก็บไว้ ตอนนี้มันคลี่ม้วนได้ครึ่งเดียว อ้าว ถ้าม้วนเดียวจบพี่น้องมาวันนี้ทำไมล่ะ มาอะไรเนี่ย แสดงว่าจบหรือไม่จบ (ไม่จบ) เอ้า ท่านมหาจำลองโปรดฟัง จบหรือไม่จบ (ไม่จบ) เห็นมั้ย ไม่ต้องพูดเลย ผมนี่ สมชายก็ไปแล้ว จะเอาอะไรอีก รัฐธรรมนูญเขาก็ไม่แก้แล้ว แล้ววันแถลงนโยบายอีก 3 วันข้างหน้า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ก็มิให้เขียน ไม่ให้เขียนเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญไว้ในนโยบายเลย ขนาดนี้ยังไม่จบอีกเหรอ เหลืออะไร อ๋อ เหลือนักการเมือง อย่าไปเรียกเขาไอ้ห้อยสิ ต้องเรียกว่าสมัคร สุนทรเวช การเมืองโคตรเก่า ทรราชขายชาติ ขายแผ่นดินเขาพระวิหาร สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ทรราชฆาตกร 7 ตุลาฯ เขาเรียกการเมืองเก่า การเมืองใหม่ แต่ ฯพณฯ ไอ้ห้อย เป็นการเมืองใหม่ครับพี่น้อง เป็นการเมืองใหม่ พี่น้องไม่พอใจการเมืองใหม่ใช่ไหม ไม่พอใจ อารมณ์ไม่ใช่ค้างหรอก มันปลุกระดมมวลชนกันลอยหมดแล้ว อยู่บ้านไม่ถูกแล้ว พอเขาประกาศว่า วันนี้ไปที่บ้านเจ้าพระยา มาเฉยเลย ยายมาอะไร เค้าว่ามีการชุมนุมกัน แล้วยายไม่เตรียมอะไรมาเลย อ้าวก็จะมาเข้าคิวขนมครกไง ไม่ได้ห่อข้าวมาเลย ไม่ได้ห่อข้าวไม่ได้ทำอะไรสักอย่างเลย มากัน พอภริยาเดินเข้ามาในบ้านอย่างซมซาน สามีก็พูดว่า แม่มึงมาแล้วพ่อดีใจมาก นานคิดถึงแม่มึงมากเลย แม่มึง แม่มึงมาดูอาหารซิ อาหารการกินพ่ออดอยาก เก็บเงินไว้เพื่อจะซื้อกุ้งราคา 500 บาทต่อกิโลมารอแม่มึงกลับบ้านโดยเฉพาะเลย เออพ่อมึงทำอาหารอร่อย พอภริยาอันเป็นที่รักยิ่งของเขากิน พ่อมึงอาหารอร่อยจริงๆ แต่ว่าจะรีบไปไหน เอาน้ำมาซิเอาน้ำล้างมือหน่อย ทำไมแม่มึงอิ่มเร็วจัง จะไปไหนแม่มึง ไปตั้ง 193 วันแล้วจะไปไหนอีก ไปบ้านเจ้าพระยา ล้างมือทันทีเลย มาบ้านเจ้าพระยาเลย แม่มึงอย่าเพิ่งไปเลย ไปตั้ง 193 วัน ว่าไอ้แก่มึงอย่าพูดมานะ ขอโทษทีนะครับ ขอโทษทีที่ใช้คำหยาบ คำว่า ไอ้แก่ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้นนะครับพี่น้อง พี่น้องครับ เรามีสัญญาณที่เรียกว่า มโนธรรมสำนึก เพียงแต่บอกว่า วันนี้ที่บ้านเจ้าพระยา พรุ่งนี้วันปีใหม่ของพี่น้องพันธมิตรฯ กรุงเทพฯ จองโต๊ะหมดเลย และมีอีกจำนวนหนึ่ง ประมาณ 5,000 คน บอกว่า พันธมิตรฯ ไม่เคยมีประเพณีแบบโต๊ะ จะมาเฉยๆ ทำไม พรุ่งนี้จะมีพันธมิตรฯ รออยู่ข้างนอก ประมาณ 2-3 พันคน ถามว่ามาทำไม ไม่ได้ซื้อตั๋วกับเขานี่ คนอยู่ข้างในเขาจัดขายบัตร 2 วันหมดเลย 5,000 ใบ แล้วมาทำไม มาเป็นการ์ด พวกเราอบอุ่นใช่ไหมครับพี่น้อง ผมก็ไม่รู้จะพูดเรื่องอะไรแล้ว พูดจนหมดแล้ว จะด่านายกฯ ใหม่ก็เร็วเกินไป เขาเพิ่งบริหารประเทศ ก็เลยเอาเรื่องตลกโปกฮามาพูด ดีใจไหมครับพี่น้อง อ๋อ ที่แท้พี่น้องเป็นคนกลางแต่กลวง ชอบตลกอย่างเดียวใช่ไหมครับพี่น้อง พี่น้องครับ ผมยืนยันได้ว่า ในคำสัมภาษณ์ของ ฯพณฯท่านนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 ของประเทศ คมชัด เขาบอกว่า 1. ไม่มีแก้รัฐธรรมนูญ 2. จ่ายเงินสวัสดิการผู้สูงอายุ 3. ลดราคาค่าแก๊ส 4.นักเรียน 11 ล้านคน ตั้งแต่ ม.6 ลงมาถึงอนุบาล เรียนฟรีโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ อสม.ได้เงินเดือน แล้วอีกข้อหนึ่งที่เราดีใจมาก แล้วเราจะต้องติดตามคืออะไร จัดตั้งคณะกรรมการรับฟังความเห็นของประชาชนเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองอย่างขนานใหญ่ การปฏิรูปการเมืองคือ การเมืองใหม่ ที่ถูกจุดไฟโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยครับพี่น้อง ผมจึงบอกว่า ระยะนี้เป็นระยะที่เราต้องจดจ้องรัฐบาล เพราะรัฐบาลมีคลื่นสอดแทรกจำนวนมาก อภิสิทธิ์คนเดียวเขาไม่อาจจะต้านทานระบอบชั่วร้ายที่แวดล้อมเขาอยู่ได้ ที่มาผสมพันธุ์กับเขาได้ เพราะฉะนั้นเขาจึงจำเป็นต้องพึ่งพิงประชาชนของเขา ในสมัยระบอบทักษิณ ทุนสามานย์ที่ชั่วร้าย ทักษิณ ชินวัตร ใช้ชาวชนบทราวๆ 10 กว่าล้านคน เป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กพิงไว้ ใครทำอะไรชาวชนบทก็จะมาปิดล้อม แล้วก็ปิดล้อมสนามบินเชียงรายตรวจค้นหมด เสื้อแดงจัดการหมด แต่ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถ้าทำดี ลุย อันดับแรกเนี่ย ถอดยศทักษิณออกให้เรียบร้อย อันดับที่ 2 ถอนพาสปอร์ตทุกใบ ถ้าไม่ถอน เราก็จะไปชวนรัฐมนตรีต่างประเทศที่ชื่อกษิต มาร่วมดาวกระจายกระทรวงต่างประเทศด้วยกัน ไปชวนรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศมาที่บ้านพระอาทิตย์ แล้วดาวกระจายไปที่กระทรวงต่างประเทศ ของรัฐมนตรีฯ ต่างประเทศเอง ครับพี่น้อง เรากำลังอยู่ในการตรวจสอบ วันนี้เป็นเรื่องที่น่าขำมาก เสื้อแดงอ่อนแรงลงอย่างได้ชัด เขาบอกว่า ให้สรุปได้แล้ว สรุปก็คือว่า พวกเราอารมณ์ค้างจริงๆ ครับพี่น้อง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ บินด่วนไปอุดรธานี เพราะต้องการไปรวบรวมไพร่พลเสื้อแดงมา เสื้อแดงบอกว่า มันจะเหมือน 7 ตุลาฯ มั้ย ไม่ไป พวกเราเป็นม็อบแดดเดียว ไม่กล้า เรื่องแขน เรื่องขา เรื่องชีวิต เรื่องสมอง เราไม่กล้า อย่าเอาเราไปเลย สมชายเศร้าใจจึงไปปรับทุกข์กับขวัญชัย ไพรพนา ขี้หมาคนนั้นครับพี่น้อง ตอนนี้ไปปรับทุกข์กันหมด ผมถึงประกาศตอนแรกไง ม็อบเขาขาดอยากขอความช่วยเหลือ ก็เหมือนประกาศด่วนจากโรงพยาบาลมั้ย ใครมีโลหิตหมู่ O ขอบริจาคด่วน มีคนไข้หนัก เราก็ต้องบริจาค นี่เขาก็ประกาศขอกำลังไปที่รัฐสภาวันที่ 29 พี่น้องจะไป/ไม่ไปครับ (ไม่ไป) แล้วพี่น้องจะไปไหนล่ะ อ๋อ มาอยู่ที่นี่ คอยให้กำลังใจใครครับ อ๋อให้กำลังใจผมที่เข้าสภาให้อยู่รอดปลอดภัยใช่ไหมครับ พี่น้อง พี่น้องครับ วันนี้ดีใจมาก ไม่เคยดีใจมากขนาดนี้ เพราะว่าชีวิตแกนนำพอสิ้นสภาพ สลายไปหมดแล้ว แกนนำก็ขึ้นแต่ศาล รอวันแต่เขาเรียกค่าเสียหายกับติดคุก วันนี้คิดถึงพี่น้องมาก ต้องขอบพระคุณพี่น้องมากครับที่กรุณมาในวันนี้ครับ ขอบพระคุณมากครับพี่น้องทุกท่านครับ ลาไปก่อนครับ
| | | | | |
| รวมฮิต "ไม้เรียว" อุปกรณ์ข้างกายแม่ |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 26 ธันวาคม 2551 08:53 น. |
 |
หากเอ่ยถึงเรื่องการตีลูก หรือประสบการณ์ที่ถูกพ่อแม่ตีตอนเด็กๆนั้น คงมีหลายคนที่ถูกตีเพราะซนมาก หรือไม่ก็ทำอะไรผิด ในขณะที่คนเป็นพ่อเป็นแม่เอง คงไม่มีใครตั้งใจที่จะตีลูกเพราะการตีลูกนั้น ไม่ใช่ว่าลูกจะเจ็บและเสียใจอยู่ฝ่ายเดียว พ่อแม่หลายคนที่ตีลูกแล้วตัวเองต้องมานั่งร้องไห้กับสิ่งที่ทำลงไปก็มีไม่ใช่น้อย อย่างไรก็ดี การถูกตีนั้นเป็นเรื่องที่มักนิยมนำมาพูดคุยกันให้สนุกสนานเมื่อโตขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเด็กนักเรียนหรือผู้ใหญ่ที่ชอบนำมาแลกเปลี่ยนกับเพื่อน ๆ ว่า “พวกเธอเคยถูกตีด้วยอะไรบ้าง” ทีมงาน Life & Family เลยขอใช้โอกาสนี้รวบรวมอุปกรณ์ท็อปฮิตติดโผ บรรดา "ไม้เรียว" ของคุณพ่อคุณแม่ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ 1.“มือ” มาตรฐานของการตียอดนิยมหนีไม่พ้นอวัยวะ 1 ใน 32ของร่างกายอย่างมือของแม่ หรือของพ่อ ซึ่งแต่ละคนจะโดนแตกต่างกันไปนั้นต้องขึ้นอยู่กับขนาดของมือพ่อแม่และน้ำหนักที่ลงว่าตีเต็มแรงจนมีเสียง “เพียะ” หรือแค่ตีเบาๆแบบตักเตือน 2."หวาย” แค่นึกก็เสียวแล้วว่า ความเจ็บจากการโดนหวายฟาดลงไปที่ก้นจนเป็นรอยแดงนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นไม้ที่มีเสียงหวดได้น่ากลัวจริงๆ 3.“ไม้แขวนเสื้อ” อาวุธข้างกายแม่อีกชิ้นหนึ่งที่หยิบฉวยได้ง่าย ซึ่งเด็กๆหลายคนก็โดนจนไม่ชอบไม้แขวนเสื้อกันเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะเจ็บไม่แพ้ไม้เรียวแล้ว รอยของไม้แขวนเสื้อยังประทับตราเยอะกว่าไม้เรียวอีกด้วย 4.“ไม้บรรทัด” อาวุธแบน ๆ แต่เจ็บไม่เบา ซึ่งไม้บรรทัดนั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละครอบครัวว่านิยมใช้ไม้บรรทัดแบบไหน 5.“กิ่งไม้ใกล้มือ” อันนี้อาจพบได้ในต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่ เพราะด้วยสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่มีต้นไม้บริเวณบ้านหรือสถานที่นั้นๆ พ่อแม่อาจคว้าได้ใกล้มือกว่าสิ่งอื่น 6.“ก้านมะยม” ก้านมะยมไม่ใช่กิ่งไม้ใกล้มือ แต่ก้านมะยมคือสิ่งที่พ่อแม่ตั้งใจเก็บไว้ตีลูกโดยเฉพาะ ด้วยคุณลักษณะของก้านมะยมที่เรียวและเล็ก ถนัดมือ 7.“เข็มขัด” หลายคนมีประสบการณ์โดนตีด้วยเข็มขัด แต่เป็นเรื่องน่ายินดีที่ที่ในปัจจุบันการตีลูกด้วยวิธีนี้ ไม่เป็นที่นิยมในหมู่คนทั่วไปแล้ว อย่างไรก็ดี การตีลูกควรจะทำอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล เพราะเด็ก ๆ จะไม่มีทางรู้ได้เลยว่า การที่เขาถูกพ่อแม่ตีนั้น เป็นเพราะความรัก ถ้าพ่อแม่ไม่บอกให้เขารู้และอธิบายให้เข้าใจ
| |
| สายัณห์ ดอกสะเดา เจ้าชายแห่งเสียงหัวเราะ ตลอดกาล... |
| โดย ASTVผู้จัดการรายวัน
| 26 ธันวาคม 2551 08:53 น. |
 |
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
หลังจากที่ได้ยินข่าวว่า "สายัณห์ ดอกสะเดา เสียชีวิตแล้ว" วินาทีนั้นผมรู้สึกเหมือนโลกหยุดนิ่ง สรรพสิ่งเหมือนถูกกดปุ่ม Pause ไว้ชั่วขณะ จนกระทั่งลูกบอลกลมๆ ที่ค้างอยู่ในมือของผมหลุดร่วงลงบนพื้น... ตึ้ง! ตึง ตึงๆๆๆๆ ...นั่นแหละ, โลกทั้งโลกจึงค่อยๆ เริ่มหมุนกันต่อไป... ไม่ใช่เพื่อน ไม่ใช่ญาติ และไม่ได้ทำธุรกิจอะไรร่วมกัน แต่ในฐานะที่เราเป็นคน (ไทย) เหมือนกัน และครั้งหนึ่งเราเคยมีโอกาสนั่งพูดคุยกันอย่างสนุกสนานนานนับชั่วโมง นั่นจึงเป็นเหตุผลเพียงพอที่ทำให้โลกในดวงตาของผมหมุนกลับไปสู่ช่วงกลางเดือนมกราคม ปี 2549 ผมรื้อหาเทปสัมภาษณ์เก่าๆ วันนั้นมาเปิดฟัง และค่อยๆ เปิดสมุดบันทึกย้อนหลังกลับไป... ...ตัวหนังสือ และเสียงพูดคุยกำลังพาผมท่องเที่ยวไปในดินแดนของความทรงจำ ผมได้พบว่า บางความทรงจำนั้นเลือนจาง บางความทรงจำนั้นมัวหม่น แต่บางความทรงจำนั้นยังชัดเจนอยู่เสมอ, แล้วผมก็รู้สึกว่าตัวเองยิ้ม เมื่อเดินทางมาถึงวันนั้น... ...วันนั้นเป็นช่วงกลางเดือนมกราคม 2549 ราวๆ บ่ายสามโมง, สตูดิโอพระราม 9 กำลังอัดรายการก่อนบ่ายคลายเครียด ผมเปิดประตูเข้าไปในห้องพักนักแสดงที่ติดแอร์เย็นฉ่ำ ผมพบ สายัณห์ ดอกสะเดา นั่งอยู่ที่โซฟาตัวยาว เขานั่งอยู่คนเดียว และดูกำลังยุ่งอยู่กับการผูกสายรองเท้า ผมเดินเข้าไปทักทายเขา... "สวัสดีครับสายัณห์" เขายังก้มหน้างุด วุ่นอยู่กับการผูกสายรองเท้า "เอ่อ... สวัสดีครับสายัณห์" เขาเงยหน้าขึ้น ทำหน้างงบวกสงสัย ตอนนั้นเขายังไม่ได้ยิ้ม เอาแต่จ้องหน้าผมอยู่อย่างนั้น... "มึง เปน ใคร วะ!" ผมกลัวเขาจะพูดคำนี้ออกมาเหลือเกิน ผมเริ่มใจคอไม่ดี และพอดีกับพี่ออย ผู้จัดการส่วนตัวพี่เด๋อเปิดประตูเข้ามา โอย...! ผมรู้สึกโล่งอก พี่ออยแนะนำผมกับสายัณห์ และบอกจุดประสงค์ที่ผมมาในวันนั้น ผมเอ่ยสวัสดีสายัณห์อีกครั้ง ตอนนั้นล่ะที่ผมได้เห็นรอยยิ้มอันกว้างขวางของเขา ยิ้มที่เป็นมิตรและจริงใจที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา "พี่เด๋อติดคิวถ่ายอยู่" พี่ออยบอกให้ผมนั่งคุยกับสายัณห์ไปพลางๆ ก่อน และนี่คือประโยคแรกที่ผมได้ฟังจากเขา... "!@#$%^&*()_++_)(*&^%$#@!" แอร์เย็นๆ ทำเอาผมเหงื่อตกได้เหมือนกัน ผมปลอบตัวเองว่าเราคงใหม่ต่อกัน ไม่เป็นไร ลองใหม่ และนี่คือประโยคต่อมา... "!@#$%^&*()_++_)(*&^%$#@!" คราวนี้ผมตีความได้รางๆ ว่าเขาพูดเกี่ยวกับเคล็ดลับการผูกสายรองเท้าของเขาว่ามันเยี่ยมยอดขนาดไหน เอ่อ... คือ... เขายื่นรองเท้ามาตรงหน้าผม เอานิ้วจิ้มตรงสายรองเท้า แล้วเปลี่ยนเป็นชูนิ้วโป้งให้ผมดู "เห็นไหมว่ามันเยี่ยมยอดจริงๆ" ถ้าแปลงเป็นถ้อยคำ เขาคงพูดอะไรประมาณนั้น... ผมเริ่มหนักใจและเป็นกังวล ภาวะที่ผมประสบอยู่ก็คือ เราสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ในห้องพักนักแสดงที่เรานั่งคุยกันวันนั้น มีดาราตลกและคนงานแผนกต่างๆ เดินผ่านไปมากันพลุกพล่าน บ้างก็ตะโกนทักทายสายัณห์ บ้างก็เข้ามากระเซ้าเย้าแหย่ บรรยากาศจะเป็นอยู่อย่างนั้น... สายัณห์ไม่ได้ตอบในสิ่งที่ผมถาม ตรงกันข้ามเขาจะชวนผมคุยเรื่องอื่น โดยเฉพาะเรื่องลีลาการผูกสายรองเท้าของเขา ผมรู้สึกเหมือนตกเป็นผู้ถูก (สายัณห์) สัมภาษณ์เสียเอง... โดดเดี่ยวและรู้สึกเคว้งคว้างชอบกล ต้องใช้เวลาและทำความเข้าใจกับเขาอยู่นานพอสมควรกว่าเราจะ ...พอสื่อสารกันเข้าใจได้ (บ้าง) และต้องคอยดึงความสนใจของเขากลับเข้ามาสู่การพูดคุย ...หลังจากที่ปล่อยให้ผมฉายเดี่ยวอยู่นาน ทีมงานและเพื่อนช่างภาพของผมก็เดินทางมาถึง "แกล้งกันหรือเปล่าวะ" ผมนึกในใจ แต่การมาถึงของเพื่อนก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะทำให้อะไรๆ ดีขึ้น แต่ทันทีที่สายัณห์เหลือบไปเห็นน้องทีมงานผู้หญิงของผมเข้า เท่านั้นละ ตาเขาลุกวาวเป็นประกาย หันมายิ้มกับผม ชูนิ้วโป้งขึ้น (ตามสไตล์ของเขา) พร้อมกับพูดว่า "โอ... ชอบ ชอบ, สวย... สวยมากกก!" เออ! สายัณห์เริ่มจะพูดรู้เรื่องแล้วแฮะ! น้องผู้หญิงกล่าวคำสวัสดี แล้วเธอก็นั่งแหมะลงข้างๆ เอียงตัวมาทางสายัณห์นิดๆ สายัณห์รีบหันมาสะกิดผม และละล่ำละลักพูดออกมาอย่างตื่นเต้นว่า "นี่ นี่ ...ดูสิ ขนลุกเลย!" เอ๊า! สายัณห์! แล้วทั้งคู่ก็เริ่มคุยกันจ้อ หัวเราะกันคิดคัก ผมได้แต่แปลกใจ ชายหญิงคู่นี้เขาสื่อสารกันเข้าใจได้รวดเร็วจริงๆ หรือว่าชาติที่แล้วพวกเขาเคยเป็น... ? อืม, ผมได้แต่คิดเบาๆ ในใจ, สักพัก หยอง ลูกหยี เข้ามานั่งร่วมวงด้วย เขาเป็นตัวเชื่อมให้เราคุยกับสายัณห์ไปจนตลอดรอดฝั่ง เพิ่มสีสันและความสนุกสนานให้กับวงสนทนาเป็นอย่างมาก... และนี่คือบางส่วนของการพูดคุยกันในวันนั้น เพื่อเป็นการรำลึกถึงความน่ารักและไว้อาลัยแด่เขา ดาวตลกผู้จากไป... 'สายัณห์ ดอกสะเดา' ตื่นเช้าขึ้นมาสายัณห์ทำอะไร หุงข้าวคับ เวลาหุงข้าวสายัณห์หุงยังไง คับ... นี่ (สายัณห์ถอดรองเท้าออกมา สาธิตการผูกสายรองเท้าให้ดู) แล้วข้าวที่สายัณห์หุงกินได้ไหม ไม่ได้คับ, อะแฮ่ม... (สายัณห์ส่งยิ้มหยาดเยิ้มให้สาวสวยคนหนึ่งที่เดินผ่านมา - เจ้าชู้นักนะสายัณห์) สายัณห์ชอบอะไรมากที่สุดในชีวิต ชอบผู้หญีงงงง... คับ แล้วเวลานอนหลับ สายัณห์ฝันเห็นอะไร นวม... คับ นม ? คับ! นมผู้หญิงหรือนมผู้ชาย นมหญีงงง สิ! เอ๊อ! มีกี่เต้า ? เห่ออออ!... (สายัณห์ทำเสียงหมาขู่) ทำไมสายัณห์ชอบใส่กางเกงเอวสูง ถึงคอออ...นี่ สายัณห์เคยมีความรักไหม, เคยรักใครหรือเปล่า รักปูคับ ทำไม ? รักปูมากเลย ปูร้องไห้ล่ะ เสียใจ ทำไมปูถึงร้องไห้ล่ะสายัณห์ เด๋อ... มะ มะ มัน... ชู้! เวลาสายัณห์เห็นผู้หญิงร้องไห้ สายัณห์รู้สึกยังไง เสียใจคับ แล้วเวลาเห็นคนหัวเราะ สายัณห์ชอบไหม ชอบคับ เขาหัวเราะสายัณห์เพราะอะไร ขำตาย! ตอนนี้สายัณห์อายุเท่าไหร่ 03 คับ (หยอง ลูกหยี นั่งอยู่ข้างๆ กระซิบบอกว่าสายัณห์เกิดปี พ.ศ. 2503) สายัณห์ชอบอ่านหนังสือไหม ไม่เป็น ชอบดูรูปเหรอ ชอบ... ชอบสี (สายัณห์อวดดินสอสี) สายัณห์ชอบวาดรูปอะไร รูปปา มีจู๋ด้วย (สายัณห์หัวเราะ) ถามหน่อย, ระหว่างเงินหนึ่งหมื่นกับดินสอสี สายัณห์ชอบอะไร เงินสิ!... เอ้อ! (สายัณห์ค้อน) สายัณห์เคยไปตีกอล์ฟไหม ไม่เป็น เดี๋ยวตาบอด แล้วสายัณห์ชอบเล่นบอลไหม ไม่เอาคับ... ขาเป๋ สายัณห์ได้แสดงเป็นพระเอกหนังเรื่องโอ๊กอ๊าก ? อ๊าก! เอ้อ... เฮ้อ! แล้วหนังทำเงินไหม ไม่รู้ยังงงอยู่เลย ฟิล์มเน่าหมดแล้ว! (พี่ๆ ตลกตะโกนมา) เน่าๆๆๆ แล้ว ทิ้งหยะแล้ว แสดงเป็นพระเอกนี่หนักใจไหมสายัณห์ ชอบมากคับ (ทำเสียงหล่อ) แล้วสายัณห์ไม่คิดจะแสดงเป็นนางเอกบ้างเหรอ (สายัณห์มองหน้า) สายัณห์เคยไปเที่ยวอาบอบนวดไหม (พี่ๆ ตลกตะโกนถาม) โอ... ชอบมากคับ! (สายัณห์ตะโกนตอบพี่ๆ เขา) แล้วที่อาบอบนวดเขาทำยังไงบ้าง (สายัณห์ทำท่าให้ดู... (เซ็นเซอร์ๆ!) หัวเราะ แล้วทำเสียงผู้หญิงร้องครวญคราง... โอ้วว อ๊า!) สายัณห์แขวนพระอะไรอยู่ที่คอ ? พระ... พระเอก (สายัณห์หัวเราะชอบใจ) สายัณห์โบกรถไปทำอะไรที่เชียงใหม่ ดูหมี เชียงใหม่สวยไหม สวย สาวๆ สวยไหม สวยยย! (ทันทีเลยนะสายัณห์) อยากอยู่เชียงใหม่ล่ะสิ อื้อ! ไปเที่ยวแคนาดาไหมสายัณห์ ที่นั่นมีนางงามจักรวาลนะ โอ้ววว! หรือว่าจะไปอิรัก ตะ ตะ ตายหมดแล้ว สายัณห์ชอบเล่นตลกไหม อยู่แล้ว เอ้อ! รู้เรื่องไหมเนี่ย! (สายัณห์ตำหนิคนถามที่ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย) สายัณห์... คนที่เขามาสัมภาษณ์พวกนี้ จะให้เขากินอะไร (หยอง ลูกหยี ถาม) ขี้... คับ! โห! สายัณห์! (สายัณห์หัวเราะเสียงดัง ประมาณว่าสะใจมาก จำไว้เลยสายัณห์!) สายัณห์มีมือถือไหม (สายัณห์ถอดรองเท้าเอามาแนบหู แล้วเขาก็เริ่มคุยโทรศัพท์) ฮา - โหล! ตี๋ไม่อยู่คับ ตี๋ปะ ปะ ไป... (ยังคุยกันไม่รู้เรื่องเลยสายัณห์ก็รีบวางหูซะก่อน) สายัณห์รักพ่อกับแม่ไหม รักคับ แล้วเมื่อเช้าเตะพ่อกี่ที (หยอง ลูกหยี กวนประสาทพระเอกของเรา) เฮ้ย! เตะพ่อทำไม หยาบนะเนี่ย! เอ้!... (สายัณห์ชักยัวะ!) ถามจริงๆ ตอนนี้ใครเป็นแฟนสายัณห์ มะลิคับ มะลิ... คนหรือหมา (หยอง ลูกหยี ยั่วโมโหสายัณห์อีก) เอ้!! ผู้หญิงในสเป๊กของสายัณห์เป็นยังไง ขาว สวย หมวย... ดำ... คับ ดำนี่สวยหรือขี้เหร่ จะพูกทำไมเนี่ย เอ้อ! หยาบนะ มีแฟนแล้ว... แล้วตอนนี้สายัณห์แอบชอบใครอยู่ ตั๊ก... ตั๊ก บงกช ? ท้อ... ท้อ... ท้องอีกแล้ว พูกทำไม เอ๊! (แววตาและน้ำเสียงของสายัณห์คล้ายกำลังบอกว่า กรุณาให้เกียรติสุภาพสตรีหน่อย) สายัณห์รักประเทศไทยไหม รักมากคับ สายัณห์สนใจข่าวสารบ้านเมืองไหม ชอบหมีคับ สายัณห์รู้จักนักการเมืองไหม ไม่รู้... ตายหมดแล้ว! นักการเมืองตลกไหมสายัณห์ ตลกคับ เอ้อ... หยุกๆ! ก้องถ่ายอยู่เห็นไหมเนี่ย เอ้อ!... (สายัณห์ก็รู้จักเซฟตัวเองเหมือนกัน) แล้วสายัณห์คิดว่ารัฐบาลชุดนี้บริหารบ้านเมืองดีไหม โอยยย... (สายัณห์เอามือกุมขมับ) ถ้าสายัณห์เป็นนายกรัฐมนตรี สายัณห์จะทำอะไรบ้าง ขี้... สิคับ เอ้อ! สายัณห์เป็นคนมากี่ปีแล้ว (หยอง ลูกหยี ถามแทรก) หกคับ คนไทยติ๊งต๊องไหมสายัณห์ แน่! แน่! พูกหยาบอีกแล้ว! ส.ส.ที่เถียงกันในสภา ตลกไหมสายัณห์ อ๋อ... ตลกสิคับ สายัณห์เบื่อนักการเมืองขี้โกงไหม หุบปาก! พูกไม่ได้ เอ้อ! รู้ไหมเนี่ย (สายัณห์ดุ แต่เขาก็เตือนด้วยความหวังดี) ขอถามอีกนี้ดนึง สายัณห์อยากจะฝากบอกอะไรกับนักการเมืองที่คอร์รัปชั่นไหม พูกอีกแล้ว! จะพูกทำไมเนี่ย ก้องถ่ายอยู่นะ เอ้อ! โอเคๆ - อืม... สายัณห์เคยไปเที่ยวภาคใต้ไหม โหย... ชอบมากเลย อยากไปจังหวัดไหน ภูเกะ (ภูเก็ต) สายัณห์เคยขึ้นเครื่องบินไหม ประจำเลย กลัวตกไหมสายัณห์ กัวทำไม ก็มันสูง โอยยย สบาย ชอบ หลับเลย... สายัณห์เคยใส่ซองผ้าป่าไหม ไม่คับ สายัณห์รู้สึกยังไงกับขอทาน ขอตังค์ สายัณห์อยากเล่นการเมืองไหม มาอีกแล้ว! เอ้อ! หยุก! เวลาว่างสายัณห์ชอบทำอะไร วาดการ์ตูนดีกว่า สายัณห์ฝันอยากเป็นอะไร หมีคับ เกิดชาติหน้าอยากเป็นอะไร หมีคับ ให้ตัดสินใจอีกครั้ง... หมีดีกว่าคับ! สายัณห์ชอบร้องเพลงไหม (หยอง ลูกหยี คลอเพลง) ...ความรู้มีเพียงแค่ชั้นปอ... เจ็ด! ผมสัญจรจาก... ดอนเมือง! (สายัณห์หัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจ) ระหว่างแมนฯ ยูไนเต็ดกับลิเวอร์พูล สายัณห์ชอบทีมไหน "!@#$%^&*()_++_)(*&^%$#@!" บ้า! (พูดเสร็จ หยอง ลูกหยี ลุกเดินออกไป) บ้า บ้า บ้า บ้า บ้า บ้า บ้า บ้า (สายัณห์ตะโกนไล่หลัง ทำท่าล้อเลียนอย่างผู้ชนะ) สายัณห์ชอบไปงานราตรีสโมสรไหม ไม่ไป สายัณห์รู้สึกยังไงกับไฮโซ นั่นบ้า! สายัณห์เป็นเด็กแนวไหม แนวบ้า! สิ เอ้อ! สายัณห์มีกิ๊กไหม กิ๊ป!... (สายัณห์หัวเราะ) สายัณห์ดื่มไหม ไม่ดื่มคับ สายัณห์เบื่อการสัมภาษณ์นี้ไหม เบื่อคับ! สายัณห์เหนื่อยไหม ไม่เหนื่อยคับ ตอนนี้สายัณห์มีความสุขดีไหม คับ... มีสุขดี สายัณห์จะอยู่กับเด๋อต่อไปตราบนานเท่านานใช่ไหม คับ ในอนาคตข้างหน้าสายัณห์มีโครงการจะทำอะไร ทำหมีคับ สายัณห์อยากให้โลกนี้สงบสุข คนรักกัน ใช่ไหม คับ! ไปสู่สุขคติเถิด... สายัณห์ ******************************** เรื่อง : สุรชัย พิงชัยภูมิ ภาพ : วงศกร ทองเนื้อดี ******************************** คำชี้แจง เนื่องจากเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2551 ทาง 'ปริทรรศน์' ได้เผยแพร่สกู๊ปเรื่อง 'ทบทวนซีแอลเพื่อใคร?' ซึ่งมีภาพที่แสดงอาการการเป็นมะเร็งเต้านมปรากฏอยู่บนเว็บ โดยไม่ได้กล่าวถึงบุคคลใดเป็นการเฉพาะ แต่เมื่อมีการค้นหาข้อมูลรูปภาพจากคำค้นว่า 'พรรณธร จงสุวัฒน์' ซึ่งเป็นแหล่งข่าวที่มีชื่ออยู่ในเนื้อหาสกู๊ป กลับพบว่าภาพดังกล่าวปรากฏขึ้นโดยมีชื่อคุณพรรณธร จงสุวัฒน์อยู่ด้วย ซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและความเสียหายแก่คุณพรรณธร จงสุวัฒน์ โดยที่ภาพดังกล่าวและคุณพรรณธร จงสุวัฒน์ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใดทั้งสิ้น ซึ่งความเข้าใจผิดดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทางทีมข่าวปริทรรศน์มิได้มีเจตนาให้เกิดขึ้นแต่อย่างใด หากเป็นเรื่องของระบบการสืบค้นของเว็บเสิร์ชเอนจินเว็บหนึ่งที่เชื่อมโยงข้อมูลไปตามโปรแกรมที่ถูกตั้งมา โดยเข้าใจว่าข้อความที่อยู่ใกล้เคียงกับภาพมีความเกี่ยวข้องกัน จนเป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจผิดดังกล่าวขึ้น แม้ว่าทีมข่าวปริทรรศน์จะไม่ได้มีเจตนา แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น ทางเราจึงขอแก้ไขความเข้าใจผิดที่เกิดกับคุณพรรณธร จงสุวัฒน์ และขออภัยมา ณ ที่นี้ **************** ทีมข่าวปริทรรศน์
| | | | | | |
|
|
BRIDGING GENERATIONS WITH TOYS
The Pa Daet community aims at keeping the traditional art of toy-making alive
SUPAWADEE INTHAWONG
Ten years ago, a few elderly members of Pa Daet, Chiang Rai, decided to work together to utilise their skills and talent on the preservation of traditional hand-made toys. Today, hundreds of members of Klum Kon Tao Kon Kae (Group of Elderly People) are producing toys as Otop products, running a museum and teaching youth to appreciate the lovely toys of their grandparents' generation.
|
| Children enjoy hand-made toys at the Playable Museum. |
Commercially, the group is doing well as their toys have become a popular products of the Mae Suay district, with consistently high domestic and international demands. But perhaps the real success of the group is less tangible.
The elderly members of group, unlike their counterparts around Thailand, are able to spend time with their children and grandchildren working on the toys. No longer are they left alone at home while the younger generations work or attend schools in the cities.
To them, toy making is more than a hobby or job, but is more of a way to connect the gap between the generations.
The toys they make are all natural and use local materials like bamboo. As only non-toxic and natural paints are selected, their toys are far from being colorful and are not even shiny due to the lack of coating. Their appeals lie mostly with the makers' creativity and old-styled charms.
TOYS AND THE ELDERLY
Chuen Aunruen, 73, is one of the founding members of the group. He said he has been enjoying his life a lot since he started making toys, especially during the school breaks when children from all over Thailand would come to Pa Daet to learn the art of toy-making.
"I don't feel lonely anymore. The old people get to meet each others and the young come to see us. Some of them came from such faraway places like Bangkok. Some come with teachers, others with parents, and then, there are foreign tourists, too. They come to stay with us at Pa Daet to learn how to make toys," says Pho Oui, or grandfather, as Chuen is fondly called.
"We also teach the older kids to practice chak tok [thinning bamboo] and take them to the woods to help pick the bamboo. They have fun and we have fun."
|
|
| Mae Oui Kuan Chaiyawong and her hand-made �kanghan�.
| Pho Oui Chuen Aunruen making birds out of straw. |
Pho Oui Chuen's signature toy is the kam moon, a bamboo pinwheel that revolves when a rope device is pulled. This particular pinwheel is popular with children, but it requires some bamboo thinning skills to produce.
Pho Oui Chuen and other group members are often asked to demonstrate the art of making the toys to children in Chiang Rai schools and other provinces. They also go to various events and fairs to display the traditional toys.
"At the schools we visit, about three out of the 10 kids are genuinely interested in making these toys and produce good work. These kids would want to make their own toys. Some may show up at our homes later to learn more," said the old toy-maker.
|
|
| Hand-made toys at the Playable Museum. |
"Although there are not many of these kids, it is still a chance for the old-fashioned toys to not be forgotten and to be continued through our teachings. The old people will soon be gone. So the more we teach, the more people will continue making the toys."
Kuan Chaiyawong is 83 and has troubles with her eyesight, but she still possesses an outstanding weaving skill, which is crucial for many delicate toys like the bicycle pinwheel and the "snake".
The woven snake-like figure made of bamboo will lock a finger in its mouth when its tail is pulled. It can even constrict if the person attempts to pull the finger away.
Mae Oui, or grandmother, Kuan said the snake can be used to massage fingers of small children as it can help the development of the muscles.
But the snake is more than a mere children's toy. It was a device used in the courtship of the northerners in old times when young adults of opposite sex were not allowed physical contact. The boy would instead use the snake to ask the girl for a date. If she wanted to go out with him, she would allow the snake to hold her finger, and the two could walk together holding the snake, as if they were holding hands.
TOYS AND THE CHILDREN
|
| Generations come together to make toys. |
The children of Pa Daet do not spend much money on toys as they have learned how to make a few on their own through Klum Kon Tao Kon Kae. The group members often teach the toy-making skills in schools, and the children can spend more time at the homes of a few members during weekends.
Adisai Supawa or Tam, 17, has been with the group since he was seven. The young man is able to produce many types of toys and is an instructor in various schools.
"When the schools are organising camps, they like to invite us to show the kids how to make toys. Sometimes I go to the schools with the group, and other times I go with my friends from Pa Daet," says Adisai.
"We teach children to make toys and sell them some of ours. Kids as young as second or third graders are already making toys. We let them start by weaving various figures, which is fun and makes them proud of themselves. These days, the kids of Pa Daet are making their own toys and do not need to buy any at all."
He said the toys made by the group have a unique feature. They can be repaired by the makers themselves, which is different from the modern toys that usually end up in the rubbish bin once damaged.
"At present, there are still customers sending their toys to us for repairs. We fix them and mail them back without charging a fee, as we consider it an after-sales service. The owners have personal attachments with their toys as they can have them fixed rather than throwing them away. We guarantee the free repair throughout the toy's lifetime," said the young man.
TOYS AND THE COMMUNITY
Klum Kon Tao Kon Kae of Pa Daet has grown much since its inception a decade ago. The group is able to diversify their products and now produces no less than 50 different types of toys. The members have learned from each other and the combinations of various skills have resulted in product development.
A group member typically earns 500 to 2,000 baht a month making toys. They have also created a fund to invest in the equipment that would be shared by the community, while the profit of the fund would be distributed back to members. Klum Kon Tao Kon Kae is not only a commercially viable organisation, but is also the jewel in the crown for the Pa Daet community.
PLAYABLE MUSEUM
The Playable Museum was created by the Pa Daet community. The toy makers realised their works have certain appeal to the children and can help the young develop their skills and imagination, so they created a museum to house hundreds of their hand-made toys, all available for the children to touch and play for free.
During weekend afternoons, the young from various villages that comprise Pa Daet would gather at the Playable Museum to play with the toys and attend the exhibitions held at the place. The children learn how a toy is made and appreciate the skill, time, effort and, above all, communal wisdom that is being created and passed on through the making of these toys.m | |
|
|
WEAVING A WAY OF LIFE
In the Northeast, women find strength, merit and status through textile production.
Pichaya Svasti
The Northeast of Thailand, also known as Isan, has long been famed for its jasmine rice and handwoven silk. With their strong yet soft hands, Isan women not only make beautiful silk fabrics from delicate threads but also weave purpose and hope into their lives.
"Weaving is a socialisation process for Isan women," textile expert Suriya Smutkupt said. "Weaving for Isan women is a way of life from birth till death. Isan girls are capable of weaving once their feet can touch the pedals of the looms."
Since 1980, northern-born Mr Suriya who once taught in the Northeast, has tried to answer an important question: "Why do rural Isan women weave?"
In other words, how important is weaving to rural Isan women socially and culturally?
To unlock this secret, Mr Suriya and two fellow researchers, Pattana Kitiarsa and Nanthiya Phuttha, conducted a study into the historic, economic and other dimensions of Northeastern textile production.
|
| RELIGIOUS: A handwoven fabric featuresmaha vessandorn jataka, a tale based on a previous incarnation of the Lord Buddha. |
The answers lie in their paper, "Ways of Isan Weavers: Development of Textile Production and the Changing Roles of Women in Contemporary Isan Villages" (1994). The study was conducted in Ban Kood Ta Klai, in the Khao Wong district of Kalasin, Ban Tae in the Uthumphon Phisai district of Si Sa Ket and Ban Thong Chai (formerly Ban Ja Poh) in the Pak Thong Chai district of Nakhon Ratchasima.
What the study found was that Isan women weave for three major reasons. First, weaving is part of their way of life, their village culture, the socialisation process and a rite of passage. Second, Isan women can use weaving as a means to play a bigger economic, social, political and religious role. This reflects the equality of the status of men and women, and the nature of their supporting and complementary roles. Third, Isan women's social and economic role has increased. Many women earn extra income for their families by weaving silk.
"Girls will begin by weaving simple cotton fabrics like pha khao ma," said Mr Suriya to explain weaving as a rite of passage. "When they become women, they will weave and present fabrics to their in-laws on their wedding day. When they become mothers, they will weave the best silk for use when their sons are ordained as monks. At later stages of life, when their eyesight is bad, they will weave fabrics for religious ceremonies and white fabrics for their own funerals," he said.
Mr Suriya started his field studies on Isan weaving in 1980 at Ban Tae, Si Sa Ket province. His first paper, "Traditional Weaving and Womanhood", discussed the idea that textiles and the weaving process are not just for the purpose of production. They are social and cultural procedures that are a complicated and important way to define life as well as women's social role.
Suriya Smutkupt and Pattana Kitiarsa's "Isan Textiles: An Anthropological Interpretation" (1989) and "Conservation of Local Textiles: Experiences from Isan's Anthropological Laboratories" (1991), as well as Pattana Kitiarsa's "Women in Phuthai Culture" (1988), clearly state that the major responsibility of Isan women is weaving.
|
| TIME-HONOURED: Many Isan women still weave using traditional methods and patterns. |
This duty is the fruit of the socialisation process and a rite of passage that evolves so women can achieve "womanhood" as expected by their communities.
"In Isan, many people live in small traditional huts. These are built on stilts with a roomy area underneath called tai thoon ban, where looms are usually placed," Mr Suriya said.
He said textiles and weaving are also a major means for women to play a bigger role and achieve higher status in their communities.
Earlier studies by his team explain that mutual support among men and women, a major role in economic and family affairs for women and relatively equal status of the sexes are common in Northeastern villages. In other words, men and women complement each other as members of the family and the community.
The research found there are three major things to indicate the status of Isan women is socially equal to men's.
First, in most Northeastern families, the youngest daughters will not leave the family home after they wed. They will stay with their parents and later inherit the house, farmland and cattle.
Second, after they marry, the man moves into his Isan wife's house and under the care of his in-laws, who provide guidance and counselling to the newlyweds for a successful and happy marriage.
Third, Isan boys and girls are taught their social roles by their parents and relatives, making for a network of mutual social support.
|
| A Northeastern woman uses traditional silk production methods. |
For example, girls learn how to weave from their mother and her relatives while boys learn the art of basketry, making fishing and hunting gear, farming tools and sometimes pottery from their father and his relatives. This reflects the working relationship and cooperation between Isan men and women.
"In the past, men would make looms for women," Mr Suriya said.
Despite a certain level of equality between men and women, Isan women in the past lagged behind the males in several aspects. Few had the opportunity to go to school. None could become ordained - the greatest merit-making activity in a Buddhist's life.
To Isan women, weaving is a means to make merit so as to have a better situation in the next life. Although women cannot be ordained, they can make great merit by weaving pha yao, sarongs, pha khao ma and yellow robes for their sons' ordination ceremonies.
In addition, it is tradition that mae yai or mae thuad (grandmothers) in Isan villages make cotton and silk threads, clothes and pillows for presentation to temples during the annual Buddhist ceremonies. Isan women also weave thoong phawes, or flags, for decorating temples during ceremonies for mahachart sermons, according to the paper.
"In the past, Isan women lacked learning opportunities but shared the same dream of weaving fabrics for wrapping religious scriptures. There is an old saying, 'Those wishing to go to heaven may unwrap lower garments in temples'," Mr Suriya said.
|
| Mudmee silk is a staple of the Northeastern weaving industry. |
This saying is not a dirty joke. In fact, unwrapping lower garments does not mean undressing in temples. It means making merit by presenting temples with brand new handwoven textiles for wrapping religious scriptures.
Apart from being part of the way of life and raising women's status, weaving activities also reflect women's changing role and social responsibility in accordance with economic need.
Mr Suriya pointed out that women are one of the foundations of development in the Northeast.
|
| Yellow handwoven robes hang on a line. |
Nowadays, women enjoy greater job opportunities. Many of them work for the Support Foundation - initiated by Her Majesty the Queen to promote local handicrafts in Thailand and train poor farmers to be artisans - and other employment promotion groups. Many others work in big cities or abroad but are still capable of weaving.
Many Northeastern women who leave their villages for jobs elsewhere when they are young will return to their hometowns to farm and weave after they are married.
As wives and mothers, they can share what they have learned in the outside world, including modern weaving and marketing techniques, Mr Suriya said.
"When it comes to textiles and women in the past and present, Isan women who either had to sell their bodies or worked as maids would return to a traditional way of weaving after retiring," Mr Suriya said.
Despite many social changes, a number of Northeastern women stay at home as their family's moral pillar.
Two or three in 10 women still weave. They have chosen to stay home and live simple yet happy lives. Although they wear modern outfits, they still weave in a traditional way.
"Weaving and textile production are still Isan women's work. Weaving is their source of pride and a way of life," Mr Suriya said. | Spectrum >> Sunday December 14, 2008
|
| Enter your search terms Submit search form
|
|
|
| Motorcycle taxi industry flourishing in Thailand
Despite the state of the economy, the ubiquitous motorsai is weathering the storm quite nicely.
Maxmilian Wechsler
|
|
|
| PRASERT CHALERNSISUK: Leader of 12 motorcycle taxis in front of Lumpini Park View condominium.
| SUVALA SONYEM: Member of the motorcycle taxis based on Sukhumvit Soi 11.
| ARUN TAIPATANAWAN: Working for 10 years for about 500 baht per day makes him happy. |
The ubiquitous motorcycle taxi, or "motorsai", has become a symbol of Thailand, and especially Bangkok, with colourfully dressed drivers and whining engines now fixtures of the chaotic cityscape.
But their image has not always been good. Past allegations of mafia involvement in their operations, dubious political affiliations and a not-undeserved reputation for erratic riding on the roads (and pavements) have made them among the most unpopular road users.
Despite this, business is booming.
In Bangkok, they are everywhere - on street corners, in sois, outside shopping centres and markets, and they are easily identified by their coloured vests.
With more than 100,000 motorcycle taxis operating in the Bangkok alone (according to a Bangkok Metropolitan Administration [BMA] officer), it is a huge workforce generating large revenues. No one really knows the exact amount, but some sources estimate it at tens of millions of baht a month.
An indication of how much the business is worth can be found in a September 2002 news story that estimates that in Bangkok gangs were extorting at least 100 million baht a month - or around 1.2 billion baht a year - from motorcycle taxis.
Bangkok-born Prasert Chalernsisuk, 41, who has been a motorcycle taxi driver for 10 years, says as Bangkok grew, the bikes were the logical solution to the traffic problems.
"The first motorcycle taxis appeared in mid-1981 in soi Ngam Duplee, in the Sathon district of Bangkok, followed by others in the Don Muang and Bang Kapi districts.
|
| VIRAWAN SATHAPORNSATIT: Married with children, enjoys her work but has no insurance. |
"Traffic congestion at the start of the economic boom at the beginning of 1990s forced people to look for new ways to get around. The most effective solution turned out to be the motorcycle taxi. Then, as more and more people started using motorcycle taxis, the business was hijacked and controlled by different mafia gangs for many years," Mr Prasert said.
``Until 2003, before the BMA finally stepped in and ended the monopoly on this lucrative and money-making industry, every motorcycle taxi had to pay from 700 to 3,000 baht a month [depending on the area] to their group's leader, who passed it to the gang that controlled their area. Now, we don't have to pay anything at all. We are free of dark influences and we can keep what we earn.''
He also mentioned that motorcycle taxis don't have to pay any income tax at the moment, although plans are under way to levy such a tax.
Mr Prasert is in charge of 12 motorcycle taxis based in front of Lumpini Park View condominium on Rama IV road in Sathon district. He owns a 112cc Suzuki and works from 8am to 7pm, earning 400 to 500 baht a day.
``I spend about 70 baht a day on petrol and have insurance that covers my passengers as well. I've had several minor accidents, some with passengers. I always wear a helmet and make sure that my passenger wears one too,'' he said.
``To become a motorcycle taxi rider is now very easy. First, the applicant must find an area where he or she wants to work and get permission from the leader of the motorcycle taxis and the consent of the other riders. Then they have to go to the local BMA district office for registration, which is a simple affair,'' he said.
``The new motorcycle taxi rider will then receive a vest. These come in different colours, including blue, green, orange, purple and red, that identify a particular district. Each vest will have written on it the district, the rider's number and the location where they work.
``I not only carry passengers but I also Leg 1 deliver documents and parcels. But I have to be careful. I check the packages to make sure no drugs or other illegal items are inside. If the client refuses to let me see inside I refuse to make the delivery.
``I also get jobs where a woman asks me to follow her husband or boyfriend. This is, in fact, quite common now, and I can make good money doing it, but it might be dangerous if the person I'm following spots me,'' Mr Prasert said, adding that he had never been asked by a man to follow his wife or girlfriend.
|
| QUEUEING UP: Motorcycle taxis wait for fares on soi Ngam Duplee off Rama IV road. |
He said that his team has a good relationship with the local police.
``Every new motorcycle taxi rider attends training sessions before gaining their `yellow plate' [for vehicles for hire, such as taxis]. Occasionally the police will ask for our help watching for suspicious people or activities during special events such as international meetings.''
Mr Prasert was reluctant to say if the local police grant them special privileges for their cooperation, but pointed out that the Traffic Police Division (who wear orange helmets) are always strict on them.
This could explain why the blatant disregard for traffic laws committed by some motorcycle taxis are overlooked by the traffic policemen in the area where they are designated to work.
``From the information written on the vest, every policeman will know where the motorcycle taxi is working,'' Mr Prasert remarked.nte
He charges the same fare for Thais and foreigners, no matter if they are regular customers or not.
He prefers to be a motorcycle taxi rider rather than a car taxi driver because he doesn't have to pay to rent the cab every day, spends less on petrol and doesn't get stuck in traffic jams.
``A motorcycle is more flexible. It can go around and between cars, but this can be dangerous because sometimes drivers won't stop or give way. Sometimes the drivers are intimidating and aggressive as well.''
Comparing prices between car and motorcycle taxis, Mr Prasert pointed out that motor Leg 2 cycles are more expensive for short trips, but much cheaper than taxis when travelling farther.
If a motorcycle taxi rider wants to change the area where they work, for a higher income or another reason, they must buy a new vest. The price may range from 20,000 to over 280,000 baht, depending on the area.
Riders don't have to pay bribes to government officials but may give presents like a bottle of whiskey to district officials on occasions like New Year.
Mr Prasert doesn't usually talk with his passengers, unless they start a conversation. Sometimes they exchange a few words while waiting at a red light.
``I like this job because it is independent and I can pick my own hours,'' he said.
The team Mr Prasert works with doesn't have any women riders, but in his experience about 10% of motorcycle taxi riders are women.
One is Suvala Sonyem, 30, from Kamphaeng Phet province. She has been a motorcycle taxi rider for three years, and is stationed at Sukhumvit road soi 11, in Wattana district. She owns a 125cc Honda Sonic.
``I work every day from 7am to 10pm, and can make 500 to 600 baht. Our team consists of 63 men and four women. I will accept any passenger _ I'm not afraid of anyone.'' So far she has had only one problem _ a foreigner who tried to grab her back.
She has had two minor accidents, neither with a fare aboard. She prefers to wear a hat instead of a helmet.
Ms Suvala charges everyone the same amount, and prefers long trips because she can make more money.
``I used to take some customers to Don Mueang or Suvarnabhumi airports, charging 400 baht for the trip,'' she said.
Leg 3 She always obeys traffic laws, riding straight, not between cars or on the pavement.
``I enjoy this job because I'm independent and I'm my own boss. I used to work in a factory and I didn't like it. ``I want to do this job forever ... well, until I'm 45 at least,'' she said laughing.
Arun Taipatanawan, 44, comes from Udon Thani province and has been a motorcycle taxi rider for 10 years assigned to soi Chan 43 in Bang Kho Laem district.
He rides a 125cc Honda Wave, works from 8am to 5pm daily and makes about 500 baht a day.
Mr Arun likes his job because he can work when he likes. He's the leader of a group of 12 motorcycle taxi riders, has insurance and has never had an accident. ``Every motorcycle taxi rider buys their own bike, whether it is brand new or second-hand, depending on how much he or she can afford,'' he said.
As for the political allegiances within the motorcycle taxi community in general, Mr Arun said: ``Before, most of us supported Thaksin [Shinawatra, the former prime minister] but now we are neutral. Sometimes we were paid to attend political gatherings, etc, but now we won't accept it. We are in the middle now.'' Mr Arun says there are some problems among different groups of motorcycle taxis, mainly disputes when someone picks up customers in other areas.
``We can't do that. We can take customers anywhere but cannot pick up anywhere. After customers get off, we have to return to our designated area. We can't do what car taxis do. They can pick up passengers wherever they like.'' Leg 4 Mr Arun also mentioned that the best and most profitable locations for motorcycle taxis in Bangkok are next to Siam Paragon, Pratunam and on Sukhumvit, Phetchaburi and Silom roads.
He said the vests must be worn all the time while on duty to identify where they are permitted to operate. Another woman who was happy to be interviewed was 27-year-old Virawan Sathapornsatit.
Mr Virawan is based at Mooban Mankong in soi Ngam Duplee in Sathon district. Her team consists of six men and two women. She works from 5-10am, but not every day, and makes 300 to 400 baht a day.
Ms Virawan was born in Bangkok and has been working for two years. She has a 100cc Honda Wave, bought by her father. She doesn't have private insurance.
She prefers to deliver parcels or documents because she can charge a little more than for passengers. She is also very careful and will screen every item carefully.
``I will accept any customer, unless they are drunk,'' she said. ``I like long trips because I can make more money. We don't have to pay any bribes to anyone, but I've heard that this wasn't so in the past.''
Ms Virawan is very happy with her job and wouldn't change it for another.
``I really enjoy meeting people and seeing different places. It's a very interesting occupation.
``I've only had one small accident. I prefer to go slowly unless the customer asks otherwise, and I always obey the traffic laws,'' she said.
``Many people like to go by motorcycle because it's fast and they won't get stuck in traffic.'' |
|