|
|
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 19 พฤศจิกายน 2551 10:30 น. |
 |
| เด็กโรงเรียนประถมกู่ลู่ถ่ายรูปร่วมกัน โดยมีคุณครูเซินนั่งตรงกลาง | |
|
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
กลางเดือนที่แล้ว อาสาสมัครกลุ่มหนึ่งเดินลัดเลาะหุบเขา ไปตามทางแคบๆ ที่คดเคี้ยว ทางสายนี้บางช่วงชันถึง 90 องศา ช่วงที่แคบที่สุดกว้างเพียง 40 ซม. พวกเขาใช้เวลา 5 ชั่วโมง ผ่านร้อยแปดพันโค้ง ด้วยจุดมุ่งหมายคือ นำเสื้อกันหนาวและอุปกรณ์การเรียนไปให้กับเด็กๆ ที่ “หมู่บ้านกู่ลู่” หมู่บ้านกู่ลู่ ถ้าคิดตามเขตการปกครองแล้วจะอยู่ใน มณฑลเสฉวน เมืองหยาอัน อำเภอฮั่นหยวน ตำบลหย่งลี่ เขตปกครองชนเผ่าอี๋ แต่ถ้าดูตามสภาพแล้ว หมู่บ้านที่แฝงตัวอยู่กลางม่านเมฆแห่งนี้ น่าจะเรียกว่า หมู่บ้านสุดขอบฟ้า มากกว่า ชาวบ้านที่นำทางบอกว่า ทางรถไฟสายเฉิงตู –คุนหมิง เป็นเหมือนเส้นขอบฟ้าของหมู่บ้านกู่ลู่ โดยเส้นทางเข้าหมู่บ้านนั้นต้องลัดเลาะไปตามหน้าผา จนกระทั่งเมื่อปี 2003 ที่สร้าง “ทางล่อเดิน” เสร็จ หมู่บ้านกู่ลู่จึงเริ่มติดต่อกับโลกภายนอกได้ และ ทางล่อเดินนี้เองที่นำพาคุณครูหนึ่งเดียวตลอด 26 ปีของโรงเรียนประถมกู่ลู่มาที่นี่ ผู้คนในหมู่บ้าน 500 กว่าคน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างเรียกเขาว่า “คุณครูเซิน” คุณครูเซินฉีจวิน วัย 45ปี ผิวคล้ำกร้าน สวมรองเท้าบูททหาร กับเสื้อเชิ๊ตที่เปื่อยจนแขนเสื้อขาดกำลังนั่งงลับมีดอยู่ ชาวบ้านที่ช่วยงานอยู่ใกล้ๆเมื่อเห็นผู้มาเยือนก็รีบเอ่ยปากบอกว่า “คุณครูเซินได้ข่าวว่าจะมีคนมามอบเสื้อกันหนาวให้กับเด็กๆ เลยเอาเงินเดือนทั้งเดือนไปซื้อแพะมาตัวหนึ่ง” คุณครูเซินได้แต่ยิ้มและบอกว่า “ไม่เป็นไรหรอก บนเขาบนดอยไม่มีอะไรกิน” โรงเรียนประถมหมู่บ้านกู่ลู่ ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่ดีที่สุดในหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว โดยมีห้องเรียนห้าห้องและหนึ่งห้องน้ำที่สร้างขึ้นด้วยปูนซีเมนต์ ห้องเรียนอยู่ชั้นบน ห้องน้ำอยู่ใต้ถุน ผนังไม้เก่าๆ ติดคำขวัญที่ว่า “เสียงท่องอ่านหนังสือสะเทือนถึงหมู่เมฆ ต้นกล้าเติบโตหยั่งราก” คำขวัญนี้ดูเหมือนจะบ่งบอกถึงปณิธาณของโรงเรียนแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี พื้นที่ว่างเล็กๆหน้าห้องน้ำถูกดัดแปลงเป็นสนามบาสเก็ตตบอล โดยใช้แผ่นไม้กระดานดำผุๆประกอบเข้าด้วยกัน นักเรียนชายสองคนกำลังใจจดใจจ่ออยู่กับการเดาะบอล แต่พวกเขาไม่กล้าจะโยนลูกออกไป เพราะว่าถ้าลูกบอลกลิ้งตกเขาไปแล้ว อาจต้องใช้เวลาครึ่งค่อนวันกว่าจะไปเก็บกลับมา เซินฉีจวินมาอยู่ที่โรงเรียนประถมหมู่บ้านกู่ลู่ ตั้งแต่อายุ 18 ตอนนั้นห้องเรียนสร้างด้วยดินเหนียว หลังคาก็รั่ว ผนังก็ลมพัดโกรก ห้องน้ำไม่มี นักเรียนหลายคนวิ่งไปเข้าห้องน้ำหกล้มหกคว่ำเจ็บตัวกันไป คุณครูเซินต้องเรียกรวมคนทั้งหมู่บ้านมาช่วยกันซ่อมโรงเรียน และสร้างห้องน้ำแบบง่ายๆขึ้น “หมู่บ้านกู่ลู่ห่างไกลมาก เราใช้ทุกวิถีทางหาครูมา แต่ทุกคนก็อยู่ได้ไม่นาน คุณครูเซินอดทนอยู่มานานขนาดนี้ เราซาบซึ้งและขอบคุณอย่างมาก” หลี่ ชิงหลง ผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอฮั่นหยวน บอก ทางศึกษาธิการอำเภอเคยจะเพิ่มคุณวุฒิให้กับครูเซิน แต่ติดที่วุฒิการศึกษาของครูเซินไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เลยไม่รู้จะช่วยอย่างไร ได้แต่ช่วยเพิ่มเบี้ยเลี้ยงให้ได้นิดหน่อย ครูเซินเองก็เคยจะถอดใจกลับไปรับจ้างทำงานที่อื่น แต่คนทั้งหมู่บ้านวิงวอนให้เขาอยู่ต่อ “คุณครูเซินไปแล้ว โรงเรียนก็ไม่มีครู ไม่มีใครอยากมาสอนหนังสือบนดอย ถึงมาแล้วก็อยู่ได้ไม่นาน” ชาวบ้านบอก ลูกศิษย์ของครูเซินมีโอกาสเรียนถึงขั้นมหาวิทยาลัยสองคน แต่เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ครูเซินก็บอกว่า “พวกเขามีครูอื่นๆอีกหลายคน” ดูเหมือนว่า ครูเซินที่มีคุณวุฒิแค่มัธยมต้น ไม่กล้าที่จะอวดอ้างว่าสอนเด็กจนเข้ามหาวิทยาลัยได้ ครูเซินบอกว่า “สอนหนังสือมาหลายปี เรื่องที่ละลายใจมีเยอะ เรื่องที่อวดอ้างได้แทบจะไม่มี” ความละอายใจที่ครูเซินพูดถึง ก็คือ เขารู้ดีว่าความรู้ของตัวเองตามไม่ทันโลกภายนอกแล้ว กลัวว่าเด็กๆที่หมู่บ้านกู่ลู่ นับวันจะห่างไกลจากโลกออกไปไกลทุกทีๆ จนกระทั่ง เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีเด็กหนุ่มอายุราวๆ 20 มาถึงหมู่บ้านกู่ลู่ เด็กหนุ่มบอกครูเซินว่า เขาชื่อ “เปา ถังเทา” อยากจะมาเป็นอาสามัครที่นี่ เปา ถังเทาจบจากวิทยาลัยครูที่สองแห่งมณฑลหูเป่ย จากวันนั้นเขาก็อาศัยห้องทำงานของครูเซินเป็นที่พัก เริ่มต้นประสบการณ์เป็นครูใหม่ที่โรงเรียนประถมหมู่บ้านกู่ลู่ ทุกวัน เปาถังเทา ตื่นนอนเจ็ดโมงเช้า ผ่าฟืนหุงข้าวเสร็จ ก็หอบหนังสือนั่งไปนั่งบนหลังคาบ้าน หน้าบ้านเป็นหน้าผา ถัดจากหน้าผาเป็นหุบเขา ระหว่างหุบเขามีลำน้ำไหลผ่าน 40นาทีผ่านไปถึงเห็นครูเซินเดินกลับจากนา มาถึงโรงเรียน แต่คนทั้งสองต้องรอจนถึงประมาณสิบโมงเช้า เด็กที่เดินลัดเลาะภูเขามาหนึ่งถึงสองชั่วโมงจึงจะมาถึงโรงเรียน มาอยู่บนดอยได้ไม่ถึงสองวัน เปาถังเทาก็พบกับปัญหาใหญ่ โรงเรียนไม่มีไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือของเขาแบ็ตหมดแล้ว ไม่สามารถติดต่อกับโรงภายนอกได้ อันที่จริงแล้วหมู่บ้านกู่ลู่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ข้าราชการในหมู่บ้านหลายคนก็มีโทรศัพท์มือถือ แต่เพราะว่าที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ชาวบ้านเลยต้องซื้อแบตเตอรี่ไว้หลายๆก้อน พอใช้หมดแล้วต้องลงจากเขาหลายชั่วโมงไปชาร์ทแบ็ตที่สถานีรถไฟ เปาถังเทาคิดว่าอย่างนี้ไม่ได้การ ทำไมไม่คิดหาวิธีการนะ? ถ้ามีไฟฟ้า ต่อไปอาจสอนเด็กๆให้ใช้คอมพิวเตอร์ได้ เขาจึงตัดสินใจลงเขาไปขอความช่วยเหลือ ในที่สุดนักเขียนจากหูเป่ยคนหนึ่งบริจาคเงินให้หมู่บ้านกู่ลู่ 4000 หยวนซื้อเครื่องปั่นไฟขนาดเล็ก ใช้น้ำจากลำธารในหุบเขาปั่นไฟ แต่เครื่องปั่นไฟ ขนาดนี้ก็ทำได้แค่ ทำให้หลอดไฟหนึ่งในห้องเรียนติดบ้างดับบ้าง และชาร์ทแบตเตอรี่ให้โทรศัพท์มือถือ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ก็ทำให้ชาวบ้านค้นพบว่านอกจากครูเซินแล้ว เด็กหนุ่มเปาถังเทาก็ใช้ได้ทีเดียว ครูเซินสอนเด็กๆได้แค่ภาษาจีนกับเลขคณิต แต่เปาถังเทาเสนอว่าเขาจะสอนภูมิศาสตร์ กับวิทยาศาสตร์พื้นฐานให้กับเด็กๆเพิ่มด้วย นอกจากนี้เขายังให้เด็กๆท่อง “กลอนซันจึจิง”(กลอนสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ เมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน เป็นแบบเรียนสำหรับเด็ก) และกวีนิพนธ์ขงจื๊อ ด้วย แต่เด็กนักเรียนวัยสิบสองคนหนึ่งแอบกระซิบว่า “ให้ท่องกลอนกับกวีนิพนธ์ขงจื๊อ หนูชอบให้ครูเซินสอนท่องศัพท์ภาษาจีนมากกว่า” ครูจากโรงเรียนมัธยมในท้องถิ่นบอกกับเปาถังเทาว่า เด็กที่จบมาจากโรงเรียนประถมกู่ลู่ขึ้นชื่อเรื่องความมุมานะ แต่ต่อให้เด็กพวกนี้ขยันอีกห้าเท่ากับสู้เด็กคนอื่นๆไม่ได้ เมื่อเด็กๆจากโรงเรียนประถมกู่ลู่ถูกเปรียบว่าเป็น “ไม้ผุเอามาแกะสลักไม่ได้” เปาถังเทาได้แต่กลั้นความโกรธไว้ แล้วบอกกลับไปว่า “แม้แต่ส้วมชักโครก คอมพิวเตอร์ หรือรถยนต์ เด็กน้อยเหล่านี้ก็ไม่เคยเห็น” เขารู้ดีว่าอุปกรณ์การสอนของโรงเรียนแทบจะไม่มีอะไรเลย สภาพเช่นนี้เด็กจะเรียนรู้ได้อย่างไร หลี่ ฮวาน นักเรียนหญิงอายุ 12 คนหนึ่ง บอกว่า เรื่องที่เธอภูมิใจที่สุด คือได้ออกไปที่ตัวตำบล และเห็นรถยนต์จริงๆ ทำให้เด็กน้อยตั้งความหวังว่า การได้ขับรถ คือความใฝ่ฝันสูงสุดของเธอ บนดอยไม่มีโรงเรียนมัธยม ต้องลงมาจากภูเขาจึงมีโรงเรียนมัธยมสองแห่ง แต่สภาพก็แออัดมาก แทบจะรับนักเรียนเพิ่มไม่ไหว ปีนี้มีเด็ก 12 คนจบจากโรงเรียนประถมกู่ลู่ เพื่อให้เด็กเหล่านี้ได้เรียนต่อมัธยมต้น ครูเซินกับเปาถังเทาขึ้นๆลงๆเขานับครั้งไม่ถ้วน จนในที่สุดก็ส่งเด็กๆเข้าเรียนได้ เดือนกันยายนที่แล้ว “หยางเฟย” รุ่นน้องของเปาถังเทาก็มาเป็นอาสาสมัครที่โรงเรียนกู่ลู่อีกแรงหนึ่ง เธอยังสอนวิชาดนตรีให้เด็กๆด้วย แต่เธอพบว่า เด็กทั้งชั้นร้องเพลงได้เพลงเดียว เป็นเพลงที่ครูเซินสอนร้องด้วยทำนองแปล่งๆ ที่ชื่อว่า “พรุ่งนี้ต้องดีกว่า” หวังเฟยจึงสอนเด็กร้องเพลงชื่อว่า “เสียงเพลงและรอยยิ้ม” ถือว่าเป็นเพลงเพื่อต้อนรับผู้มาเยือน ครูเซินบอกว่า เขารู้สึกซาบซึ้งกับเด็กหนุ่มสาวสองคนนี้มาก ที่มาช่วยเขาแบ่งเบาภาระ กลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อาสาสมัครและนักข่าวนำเสื้อกันหนาวมาให้กับเด็กๆ ต่อหน้ากล้องถ่ายรูปเด็กมีท่าทีตื่นเต้น เก้ๆกังๆ แต่พอได้สวมเสื้อกันหนาวตัวใหม่ ใบหน้าของเด็กๆก็มีรอยยิ้มเปื้อนอยู่ แต่ หยางเฟย กลับรู้สึกกังวลอยู่ลึกๆ คนใจบุญเอาของมาแจกมากมาย แต่ไม่เคยมีใครเอาใจมาแจก ทุกครั้งที่มีคนแปลกหน้ามาเยือน แววตาของเด็กๆต่างเต็มเปี่ยมด้วยความหวัง แต่คนเหล่านั้นมาแล้วก็จากไป ทิ้งไว้ก็เพียง แววตาที่หมดหวังของเด็กๆ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เป็นไปได้ไหมเด็กๆเหล่านี้จะเคยชินกับการคอยแต่พึ่ง “น้ำใจ” จากคนอื่น หยางเฟยยังไม่คุ้นเคยกับชีวิตที่หมู่บ้านกู่ลู่มากนัก โดยเฉพาะยามค่ำคืนอันมือสนิทที่เธอต้องเเอบอยู่ที่มมุมหนึ่ง ของห้องเรียนเพื่ออาบน้ำ ค่ำคืนบนเขาอันหนาวเหน็บ ทำให้เธอต้องแอบร้องไห้อยู่หลายครั้ง เด็กๆตื่นเต้นกับดินสอสีที่ได้รับแจกเป็นครั้งแรก จนเอามาขีดๆเขียนๆบนผนังเล่น จนครูเซินต้องเอ็ดเป็นภาษาถิ่น “คงมีแต่ครูเซิน ที่เอาเด็กๆพวกนี้อยู่” ชาวบ้านคนหนึ่งพูดออกมา “วันหนึ่งครูเปากับครูหยางก็ต้องจากไป ผมรู้ดี ผมก็ได้แต่หวังว่าจะมีอาสาสมัครดีๆอย่างทั้งคู่ มาช่วยเหลือเด็กๆเหล่านี้อีก” ครูเซินพูดพร้อมรอยยิ้มอย่างจริงใจ “เด็กๆชอบครูคนไหนมากที่สุด” ใครคนหนึ่งถามขึ้นมา “ครูเซิน เพราะครูอยู่กับพวกเราตลอดมา” เด็กคนหนึ่งตอบอย่างพาซื่อ
| | | | | | |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 19 พฤศจิกายน 2551 10:30 น. |
 |
| เด็กโรงเรียนประถมกู่ลู่ถ่ายรูปร่วมกัน โดยมีคุณครูเซินนั่งตรงกลาง | |
|
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
กลางเดือนที่แล้ว อาสาสมัครกลุ่มหนึ่งเดินลัดเลาะหุบเขา ไปตามทางแคบๆ ที่คดเคี้ยว ทางสายนี้บางช่วงชันถึง 90 องศา ช่วงที่แคบที่สุดกว้างเพียง 40 ซม. พวกเขาใช้เวลา 5 ชั่วโมง ผ่านร้อยแปดพันโค้ง ด้วยจุดมุ่งหมายคือ นำเสื้อกันหนาวและอุปกรณ์การเรียนไปให้กับเด็กๆ ที่ “หมู่บ้านกู่ลู่” หมู่บ้านกู่ลู่ ถ้าคิดตามเขตการปกครองแล้วจะอยู่ใน มณฑลเสฉวน เมืองหยาอัน อำเภอฮั่นหยวน ตำบลหย่งลี่ เขตปกครองชนเผ่าอี๋ แต่ถ้าดูตามสภาพแล้ว หมู่บ้านที่แฝงตัวอยู่กลางม่านเมฆแห่งนี้ น่าจะเรียกว่า หมู่บ้านสุดขอบฟ้า มากกว่า ชาวบ้านที่นำทางบอกว่า ทางรถไฟสายเฉิงตู –คุนหมิง เป็นเหมือนเส้นขอบฟ้าของหมู่บ้านกู่ลู่ โดยเส้นทางเข้าหมู่บ้านนั้นต้องลัดเลาะไปตามหน้าผา จนกระทั่งเมื่อปี 2003 ที่สร้าง “ทางล่อเดิน” เสร็จ หมู่บ้านกู่ลู่จึงเริ่มติดต่อกับโลกภายนอกได้ และ ทางล่อเดินนี้เองที่นำพาคุณครูหนึ่งเดียวตลอด 26 ปีของโรงเรียนประถมกู่ลู่มาที่นี่ ผู้คนในหมู่บ้าน 500 กว่าคน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างเรียกเขาว่า “คุณครูเซิน” คุณครูเซินฉีจวิน วัย 45ปี ผิวคล้ำกร้าน สวมรองเท้าบูททหาร กับเสื้อเชิ๊ตที่เปื่อยจนแขนเสื้อขาดกำลังนั่งงลับมีดอยู่ ชาวบ้านที่ช่วยงานอยู่ใกล้ๆเมื่อเห็นผู้มาเยือนก็รีบเอ่ยปากบอกว่า “คุณครูเซินได้ข่าวว่าจะมีคนมามอบเสื้อกันหนาวให้กับเด็กๆ เลยเอาเงินเดือนทั้งเดือนไปซื้อแพะมาตัวหนึ่ง” คุณครูเซินได้แต่ยิ้มและบอกว่า “ไม่เป็นไรหรอก บนเขาบนดอยไม่มีอะไรกิน” โรงเรียนประถมหมู่บ้านกู่ลู่ ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่ดีที่สุดในหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว โดยมีห้องเรียนห้าห้องและหนึ่งห้องน้ำที่สร้างขึ้นด้วยปูนซีเมนต์ ห้องเรียนอยู่ชั้นบน ห้องน้ำอยู่ใต้ถุน ผนังไม้เก่าๆ ติดคำขวัญที่ว่า “เสียงท่องอ่านหนังสือสะเทือนถึงหมู่เมฆ ต้นกล้าเติบโตหยั่งราก” คำขวัญนี้ดูเหมือนจะบ่งบอกถึงปณิธาณของโรงเรียนแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี พื้นที่ว่างเล็กๆหน้าห้องน้ำถูกดัดแปลงเป็นสนามบาสเก็ตตบอล โดยใช้แผ่นไม้กระดานดำผุๆประกอบเข้าด้วยกัน นักเรียนชายสองคนกำลังใจจดใจจ่ออยู่กับการเดาะบอล แต่พวกเขาไม่กล้าจะโยนลูกออกไป เพราะว่าถ้าลูกบอลกลิ้งตกเขาไปแล้ว อาจต้องใช้เวลาครึ่งค่อนวันกว่าจะไปเก็บกลับมา เซินฉีจวินมาอยู่ที่โรงเรียนประถมหมู่บ้านกู่ลู่ ตั้งแต่อายุ 18 ตอนนั้นห้องเรียนสร้างด้วยดินเหนียว หลังคาก็รั่ว ผนังก็ลมพัดโกรก ห้องน้ำไม่มี นักเรียนหลายคนวิ่งไปเข้าห้องน้ำหกล้มหกคว่ำเจ็บตัวกันไป คุณครูเซินต้องเรียกรวมคนทั้งหมู่บ้านมาช่วยกันซ่อมโรงเรียน และสร้างห้องน้ำแบบง่ายๆขึ้น “หมู่บ้านกู่ลู่ห่างไกลมาก เราใช้ทุกวิถีทางหาครูมา แต่ทุกคนก็อยู่ได้ไม่นาน คุณครูเซินอดทนอยู่มานานขนาดนี้ เราซาบซึ้งและขอบคุณอย่างมาก” หลี่ ชิงหลง ผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอฮั่นหยวน บอก ทางศึกษาธิการอำเภอเคยจะเพิ่มคุณวุฒิให้กับครูเซิน แต่ติดที่วุฒิการศึกษาของครูเซินไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เลยไม่รู้จะช่วยอย่างไร ได้แต่ช่วยเพิ่มเบี้ยเลี้ยงให้ได้นิดหน่อย ครูเซินเองก็เคยจะถอดใจกลับไปรับจ้างทำงานที่อื่น แต่คนทั้งหมู่บ้านวิงวอนให้เขาอยู่ต่อ “คุณครูเซินไปแล้ว โรงเรียนก็ไม่มีครู ไม่มีใครอยากมาสอนหนังสือบนดอย ถึงมาแล้วก็อยู่ได้ไม่นาน” ชาวบ้านบอก ลูกศิษย์ของครูเซินมีโอกาสเรียนถึงขั้นมหาวิทยาลัยสองคน แต่เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ครูเซินก็บอกว่า “พวกเขามีครูอื่นๆอีกหลายคน” ดูเหมือนว่า ครูเซินที่มีคุณวุฒิแค่มัธยมต้น ไม่กล้าที่จะอวดอ้างว่าสอนเด็กจนเข้ามหาวิทยาลัยได้ ครูเซินบอกว่า “สอนหนังสือมาหลายปี เรื่องที่ละลายใจมีเยอะ เรื่องที่อวดอ้างได้แทบจะไม่มี” ความละอายใจที่ครูเซินพูดถึง ก็คือ เขารู้ดีว่าความรู้ของตัวเองตามไม่ทันโลกภายนอกแล้ว กลัวว่าเด็กๆที่หมู่บ้านกู่ลู่ นับวันจะห่างไกลจากโลกออกไปไกลทุกทีๆ จนกระทั่ง เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีเด็กหนุ่มอายุราวๆ 20 มาถึงหมู่บ้านกู่ลู่ เด็กหนุ่มบอกครูเซินว่า เขาชื่อ “เปา ถังเทา” อยากจะมาเป็นอาสามัครที่นี่ เปา ถังเทาจบจากวิทยาลัยครูที่สองแห่งมณฑลหูเป่ย จากวันนั้นเขาก็อาศัยห้องทำงานของครูเซินเป็นที่พัก เริ่มต้นประสบการณ์เป็นครูใหม่ที่โรงเรียนประถมหมู่บ้านกู่ลู่ ทุกวัน เปาถังเทา ตื่นนอนเจ็ดโมงเช้า ผ่าฟืนหุงข้าวเสร็จ ก็หอบหนังสือนั่งไปนั่งบนหลังคาบ้าน หน้าบ้านเป็นหน้าผา ถัดจากหน้าผาเป็นหุบเขา ระหว่างหุบเขามีลำน้ำไหลผ่าน 40นาทีผ่านไปถึงเห็นครูเซินเดินกลับจากนา มาถึงโรงเรียน แต่คนทั้งสองต้องรอจนถึงประมาณสิบโมงเช้า เด็กที่เดินลัดเลาะภูเขามาหนึ่งถึงสองชั่วโมงจึงจะมาถึงโรงเรียน มาอยู่บนดอยได้ไม่ถึงสองวัน เปาถังเทาก็พบกับปัญหาใหญ่ โรงเรียนไม่มีไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือของเขาแบ็ตหมดแล้ว ไม่สามารถติดต่อกับโรงภายนอกได้ อันที่จริงแล้วหมู่บ้านกู่ลู่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ข้าราชการในหมู่บ้านหลายคนก็มีโทรศัพท์มือถือ แต่เพราะว่าที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ชาวบ้านเลยต้องซื้อแบตเตอรี่ไว้หลายๆก้อน พอใช้หมดแล้วต้องลงจากเขาหลายชั่วโมงไปชาร์ทแบ็ตที่สถานีรถไฟ เปาถังเทาคิดว่าอย่างนี้ไม่ได้การ ทำไมไม่คิดหาวิธีการนะ? ถ้ามีไฟฟ้า ต่อไปอาจสอนเด็กๆให้ใช้คอมพิวเตอร์ได้ เขาจึงตัดสินใจลงเขาไปขอความช่วยเหลือ ในที่สุดนักเขียนจากหูเป่ยคนหนึ่งบริจาคเงินให้หมู่บ้านกู่ลู่ 4000 หยวนซื้อเครื่องปั่นไฟขนาดเล็ก ใช้น้ำจากลำธารในหุบเขาปั่นไฟ แต่เครื่องปั่นไฟ ขนาดนี้ก็ทำได้แค่ ทำให้หลอดไฟหนึ่งในห้องเรียนติดบ้างดับบ้าง และชาร์ทแบตเตอรี่ให้โทรศัพท์มือถือ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ก็ทำให้ชาวบ้านค้นพบว่านอกจากครูเซินแล้ว เด็กหนุ่มเปาถังเทาก็ใช้ได้ทีเดียว ครูเซินสอนเด็กๆได้แค่ภาษาจีนกับเลขคณิต แต่เปาถังเทาเสนอว่าเขาจะสอนภูมิศาสตร์ กับวิทยาศาสตร์พื้นฐานให้กับเด็กๆเพิ่มด้วย นอกจากนี้เขายังให้เด็กๆท่อง “กลอนซันจึจิง”(กลอนสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ เมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน เป็นแบบเรียนสำหรับเด็ก) และกวีนิพนธ์ขงจื๊อ ด้วย แต่เด็กนักเรียนวัยสิบสองคนหนึ่งแอบกระซิบว่า “ให้ท่องกลอนกับกวีนิพนธ์ขงจื๊อ หนูชอบให้ครูเซินสอนท่องศัพท์ภาษาจีนมากกว่า” ครูจากโรงเรียนมัธยมในท้องถิ่นบอกกับเปาถังเทาว่า เด็กที่จบมาจากโรงเรียนประถมกู่ลู่ขึ้นชื่อเรื่องความมุมานะ แต่ต่อให้เด็กพวกนี้ขยันอีกห้าเท่ากับสู้เด็กคนอื่นๆไม่ได้ เมื่อเด็กๆจากโรงเรียนประถมกู่ลู่ถูกเปรียบว่าเป็น “ไม้ผุเอามาแกะสลักไม่ได้” เปาถังเทาได้แต่กลั้นความโกรธไว้ แล้วบอกกลับไปว่า “แม้แต่ส้วมชักโครก คอมพิวเตอร์ หรือรถยนต์ เด็กน้อยเหล่านี้ก็ไม่เคยเห็น” เขารู้ดีว่าอุปกรณ์การสอนของโรงเรียนแทบจะไม่มีอะไรเลย สภาพเช่นนี้เด็กจะเรียนรู้ได้อย่างไร หลี่ ฮวาน นักเรียนหญิงอายุ 12 คนหนึ่ง บอกว่า เรื่องที่เธอภูมิใจที่สุด คือได้ออกไปที่ตัวตำบล และเห็นรถยนต์จริงๆ ทำให้เด็กน้อยตั้งความหวังว่า การได้ขับรถ คือความใฝ่ฝันสูงสุดของเธอ บนดอยไม่มีโรงเรียนมัธยม ต้องลงมาจากภูเขาจึงมีโรงเรียนมัธยมสองแห่ง แต่สภาพก็แออัดมาก แทบจะรับนักเรียนเพิ่มไม่ไหว ปีนี้มีเด็ก 12 คนจบจากโรงเรียนประถมกู่ลู่ เพื่อให้เด็กเหล่านี้ได้เรียนต่อมัธยมต้น ครูเซินกับเปาถังเทาขึ้นๆลงๆเขานับครั้งไม่ถ้วน จนในที่สุดก็ส่งเด็กๆเข้าเรียนได้ เดือนกันยายนที่แล้ว “หยางเฟย” รุ่นน้องของเปาถังเทาก็มาเป็นอาสาสมัครที่โรงเรียนกู่ลู่อีกแรงหนึ่ง เธอยังสอนวิชาดนตรีให้เด็กๆด้วย แต่เธอพบว่า เด็กทั้งชั้นร้องเพลงได้เพลงเดียว เป็นเพลงที่ครูเซินสอนร้องด้วยทำนองแปล่งๆ ที่ชื่อว่า “พรุ่งนี้ต้องดีกว่า” หวังเฟยจึงสอนเด็กร้องเพลงชื่อว่า “เสียงเพลงและรอยยิ้ม” ถือว่าเป็นเพลงเพื่อต้อนรับผู้มาเยือน ครูเซินบอกว่า เขารู้สึกซาบซึ้งกับเด็กหนุ่มสาวสองคนนี้มาก ที่มาช่วยเขาแบ่งเบาภาระ กลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อาสาสมัครและนักข่าวนำเสื้อกันหนาวมาให้กับเด็กๆ ต่อหน้ากล้องถ่ายรูปเด็กมีท่าทีตื่นเต้น เก้ๆกังๆ แต่พอได้สวมเสื้อกันหนาวตัวใหม่ ใบหน้าของเด็กๆก็มีรอยยิ้มเปื้อนอยู่ แต่ หยางเฟย กลับรู้สึกกังวลอยู่ลึกๆ คนใจบุญเอาของมาแจกมากมาย แต่ไม่เคยมีใครเอาใจมาแจก ทุกครั้งที่มีคนแปลกหน้ามาเยือน แววตาของเด็กๆต่างเต็มเปี่ยมด้วยความหวัง แต่คนเหล่านั้นมาแล้วก็จากไป ทิ้งไว้ก็เพียง แววตาที่หมดหวังของเด็กๆ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เป็นไปได้ไหมเด็กๆเหล่านี้จะเคยชินกับการคอยแต่พึ่ง “น้ำใจ” จากคนอื่น หยางเฟยยังไม่คุ้นเคยกับชีวิตที่หมู่บ้านกู่ลู่มากนัก โดยเฉพาะยามค่ำคืนอันมือสนิทที่เธอต้องเเอบอยู่ที่มมุมหนึ่ง ของห้องเรียนเพื่ออาบน้ำ ค่ำคืนบนเขาอันหนาวเหน็บ ทำให้เธอต้องแอบร้องไห้อยู่หลายครั้ง เด็กๆตื่นเต้นกับดินสอสีที่ได้รับแจกเป็นครั้งแรก จนเอามาขีดๆเขียนๆบนผนังเล่น จนครูเซินต้องเอ็ดเป็นภาษาถิ่น “คงมีแต่ครูเซิน ที่เอาเด็กๆพวกนี้อยู่” ชาวบ้านคนหนึ่งพูดออกมา “วันหนึ่งครูเปากับครูหยางก็ต้องจากไป ผมรู้ดี ผมก็ได้แต่หวังว่าจะมีอาสาสมัครดีๆอย่างทั้งคู่ มาช่วยเหลือเด็กๆเหล่านี้อีก” ครูเซินพูดพร้อมรอยยิ้มอย่างจริงใจ “เด็กๆชอบครูคนไหนมากที่สุด” ใครคนหนึ่งถามขึ้นมา “ครูเซิน เพราะครูอยู่กับพวกเราตลอดมา” เด็กคนหนึ่งตอบอย่างพาซื่อ
| | | | | | |
| “หมอประเวศ”จี้ ชาย ลาออก –แนะปล่อย”แม้ว”ให้หมดสภาพไปเอง |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 27 พฤศจิกายน 2551 18:06 น. |
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
| |
|
 | |
 |
| สัตว์นรก! ก่อกวนอีก ยิงระเบิดถล่ม ASTV ซ้ำ |
| โดย ทีมข่าวอาชญากรรม
| 28 พฤศจิกายน 2551 02:53 น. |
 |
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
สัตว์นรกจองเวร ASTV ไม่เลิก ยิงระเบิดเอ็ม 79 พร้อมปืนกลมือ ใส่ตึกบ้านเจ้าพระยา กระจกสตูดิโอแตกยับ ผู้ประกาศหลบกระสุน รอดหวุดหวิด คาดคนร้ายมาทางเรือ เป้าระเบิดอยู่ที่จานดาวเทียมบนหลังคาตึก แต่ถูกตาข่ายดักที่ชั้น 4 จึงระเบิดขึ้นก่อน กระจกห้องทำงานชั้น 4 แตกเล็กน้อย เมื่อเวลาประมาณ 01.50 น.วันนี้(28 พ.ย.) มีเสียงระเบิดดังขึ้นต่อเนื่องหลายครั้ง ตามด้วยด้วยเสียงปืนหลายนัด ที่ด้านหลังสำนักงานเอเอสทีวี อาคารบ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กทม.เสียงระเบิดดังอย่างรุนแรง จนพนักงานเกิดความแตกตื่นวิ่งหาที่หลบกันจ้าละหวั่น หลังเกิดเหตุร.ต.ท.ชาญ จังวัง ร้อยเวรสน.ชนะสงครามได้เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วยพ.ต.อ.ขิง แขวงวิเศษชัยชาญ ผกก.สน.ชนะสงคราม และสารวัตรทหารเรือ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายพรชัย สงวนพงษ์ อายุ 41 ปี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอาคารเจ้าพระยาไปสอบสวนที่สน.ชนะสงคราม ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุเนื่องจากตรวจค้นตัวพบกระสุนปืนหลายนัดและอาวุธมีด และจากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุเบื้องต้น พบร่องรอยกระสุนปืนหลายนัดบริเวณกระจกด้านหลังสำนักงานเอเอสทีวี ส่วนบริเวณกระจกภายในอาคารตั้งแต่ชั้ 1-4ได้รับความเสียหายเช่นกัน โดยนายวรรัฐ ภูษาทอง ผู้สื่อข่าวเอเอสทีวี กล่าวว่าขณะเกิดเหตุตนอยู่ภายในสำนักงานเอเอสทีวี กำลังจะออกเวรจึงเก็บข้าวของเตรียมกลับบ้าน ก็ได้ยินเสียงคล้ายระเบิดดังขึ้น 2 ครั้ง จึงรีบวิ่งออกมาด้านนอกอาคารและหลังจากนั้นก็มีเสียงปืนดังต่อเนื่องกันประมาณ 5-10 นาที เมื่อเสียงปืนสงบลงจึงเข้าไปดูภายในห้องส่ง ซึ่งขณะนั้นนายณัฐวุฒิ มิตรมาก ผู้ดำเนินรายการกำลังอ่านสรุปข่าวเที่ยงคืน จากการตรวจสอบพบกระจกสตูดิโอแตกเป็นรูพรุนหลายจุด ส่วนนายณัฐวุฒิได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย บริเวณง่ามนิ้วมือมีเลือดไหล จากการถูกกระจกบาดมือระหว่างหลบกระสุน นอกจากนี้จากการสอบถามการ์ดพันธมิตรฯที่รักษาความปลอดภัยบ้านเจ้าพระยา กล่าวว่าคนร้ายใช้เรือยนต์หางยางเป็นพาหนะ ขับล่องมาจากด้านสะพานพระราม 8 มุ่งหน้าไปทางสะพานปิ่นเกล้า เมื่อใกล้จะถึงสำนักงานเอเอสทีวี คนร้ายได้ยิงระเบิด 2 ครั้ง น่าจะเป็นระเบิดเอ็ม 79 โดยเล็งไปบริเวณชั้น 4 คาดว่าเป้าหมายการยิงระเบิดอยู่ที่จานดาวเทียมบนอาคาร แต่ระเบิดที่ยิงขึ้นไปถูกตาข่ายที่ดักไว้ที่ชั้น 4 และเกิดระเบิดขึ้นก่อนทั้งหมด ซึ่งแรงระเบิดทำให้กระจกห้องทำงานที่ชั้น 4 แตกเล็กน้อย แต่ไม่มีผู้รับบาดเจ็บ ส่วนผู้ต้องสงสัยที่ตำรวจจับตัวไปนั้นยืนยันว่าไม่ใช่คนร้าย แต่เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบ้านเจ้าพระยาที่วิ่งไปดูที่เกิดเหตุด้านหลังอาคารเป็นคนแรกและถูกเจ้าหน้าที่สายสืบสน.ชนะสงครามควบคุมตัวไปสอบปากคำ ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 24 พ.ย. เวลาประมาณ 03.40 น. เกิดเหตุคนร้ายยิงระเบิดเข้าใส่สำนึกงานเอเอสทีวีจากทางแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 2 ลูก แต่ระเบิดถูกตาข่ายกั้น ตกลงในแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ได้สร้างความเสียหายแต่อย่างใด หลังจากนั้นได้มีการยิงปืนและประทัดยักษ์ก่อกวนมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมีการยิงระเบิดเข้าใส่อีกครั้งในวันนี้
| | | | | | |
BREAKING NEWS >> Thursday November 27, 2008 18:40
Army plays down coup rumours
(BangkokPost.com) - Army spokesman Sansern Kaewkamnerd on Thursday afternoon denied that the army was preparing to stage a coup d'état after the widespread coup rumours triggered panic among the public throughout the day.
According to the spokesman, the military tanks moved to the First Infantry Division (King's Guards) for the cadets to see, and the vehicles had already returned to the Fourth Cavalry Squadron (King's Guards).
The national army chief, Gen Anupong Paojinda, and the army chief of staff, Gen Prayuth Chan-ocha, were reportedly travelled to meet the Statesman and Privy Council president, Gen Prem Tinsulanonda, at Si Sao Thewes residence Thursday. Today's Top Stories >> Friday November 28, 2008 04:47
Inept under siege
The country cannot bow to what is essentially an act of terrorism. But Mr Somchai and his cabinet must realise that it is their complete ineptitude - selfishness in some cases - that gives life to the PAD. COMMENTARY By Atiya Achakulwisut
Atiya Achakulwisut is Editorial Pages Editor, Bangkok Post.
The country has been put under a state of siege by the lawless People's Alliance for Democracy.
In the streets, people are shooting at one another. Bombs are going off. People are being killed. Angry tourists are stranded at the hijacked Suvarnabhumi airport worrying about a lost Thanksgiving family reunion.
And a nervous-looking Prime Minister Somchai Wongsawat goes on TV to tell us that he has received a set of decorations from the Peruvian government!
What a thoughtless, tactless, unintelligent move from a country's leader.
If PM Somchai - who appeared timid and haggard, more like an old turkey about to be slaughtered than an internal security chief - wanted to publicly turn down Gen Anupong Paojinda's recommendation that he dissolve the House to prevent the political crisis from boiling over (if it hasn't already!), why couldn't he say so in a clear and coherent manner?
He could have taken the opportunity to speak to the Thai public and the international community - who have been holding their collective breath for a few days after the airport siege and desperately need to exhale - about how he would proceed to defuse the situation.
Instead, he went on and on about the mundane issue of what his government has achieved but failed to advertise. Does anyone want to know more about the government's dust-free streets project now?
I can sympathise with people who accuse Mr Somchai of being a puppet of his famous brother-in-law. He does look like a puppet, after all. The country is on the brink of a civil war and he had nothing to offer but the awkward stuttering over a poorly-prepared script which did not address the serious issue at hand.
As people are literally being beaten to death because of the colour of their shirts or their presumed association, the premier told Thais to play the proud and generous host to expatriates during the upcoming Asean summit, so that the world may appreciate our ability and potential.
Did the PM just go to Peru, or to outer space? Doesn't he realise there might be no Asean summit unless he puts his brains to work and frees Suvarnabhumi from the siege?
I can't call on PM Somchai to resign now, as it would mean bowing to what is essentially tantamount to an act of terrorism by the protesters. The PAD can't be allowed to enjoy any sense of triumph after its damaging aggression at the airport and they must be taken into account for their treacherous act.
However, Mr Somchai and his cabinet must realise that it is their complete ineptitude - selfishness in some cases - that gives life to the PAD. It is their flaws which give the PAD a reason to exist. They are the "government." They are here to "govern" the country", not to outwit the PAD at all costs.
It can be argued that if only they had tried to do their jobs properly and not functioned only as a PAD rival, things would not have deteriorated so badly.
In a perfect-world scenario, a government that couldn't defend its own seat of power - let alone an airport - from protesters, would have offered its resignation. To put all the blame on Army chief Anupong Paojinda is beside the point, they have been in charge of the country all the time. In Thailand, however, the democratic etiquette has yet to take root. We are hacking one another to death to defend our version of democracy after all.
At this point, I don't think the government or the PAD cares how much damage they would do to the country and the people, with their high-stakes battle of wills. An appeal on altruistic grounds would thus be useless.
On a practical basis, though, both sides must realise that they can't raise the stakes higher from now on, nor can they sustain it. Neither of them has a trump card or an endgame in sight. Neither the government nor the PAD can have a decisive victory.
Under the situation, both sides would have to end up at the negotiating table even after they unleash an all-out war and let both red- and yellow-shirted Thai blood flood the country.
The question is, would they rather get down to talk now and save an unnecessary tragedy, or plough on and face the monstrosity of their choice?
Court throws out Thaksin's lawsuit
The Criminal Court yesterday threw out a defamation lawsuit brought by former prime minister Thaksin Shinawatra against leaders of the People's Alliance for Democracy (PAD) and ASTV. The suit, filed by Vinijt Pinthavanit on Thaksin's behalf, named six PAD leaders _ Sondhi Limthongkul, Somkiart Pongpaiboon, Pibhop Dhongchai, Somsak Kosaisuk, Maj-Gen Chamlong Srimuang and Suriyasai Katasila _ and Thaiday.com Co, operator of satellite TV station ASTV.
The suit alleged the PAD leaders wrongfully issued a press release describing Thaksin as a criminal and ''ghost'' who fled the country to escape prosecution.
They also accused the government at the time of interfering in the judicial system to help Thaksin. The press release was broadcast by ASTV, which was founded by Mr Sondhi, on Feb 25.
The court ruled the defendants acted with the honest intention of protecting the country's interests even though the plaintiff had not been convicted.
Claims that the plaintiff was a criminal or a ''ghost'' were not defamatory.
| 7 ตุลาทมิฬ กับวิธีการเจรจาด้วย “ลูกระเบิด” ของ “พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด” |
| โดย ทีมข่าวอาชญากรรม
| 29 ตุลาคม 2551 14:58 น. |
 |
| ภาพ พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด กำลังขว้างระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ | |
|
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวของนายตำรวจผู้หนึ่งที่ใส่ “ชุดหมี” หรือชุดปฏิบัติการคลุมทั้งตัวและศีรษะ ขว้างระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบริเวณถนนรอบรัฐสภาอย่างเมามันนั้นติดตาผู้คนจำนวนมากที่ได้พบเห็นและชมภาพเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะภาพดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายและป่าเถื่อน เนื่องจากนายตำรวจผู้นี้นั้นใช้โล่ของเจ้าหน้าที่ผู้อื่นเป็นกำบัง และเมื่อสบโอกาสก็วิ่งออกจากแนวโล่เพื่อขว้างระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธเป็นระยะ ทั้งนี้ในเวลาต่อมาได้มีผู้ออกมาเปิดเผยว่า “นายตำรวจในชุดหมี” นั้นจริงๆ แล้ว มีนามว่า ลือชัย สุดยอด ซึ่งปัจจุบันมียศเป็น พันตำรวจเอก และดำรงตำแหน่ง รองผู้บังคับการกองบังคับการ ตำรวจปฏิบัติการพิเศษ (รองผบก. ตปพ) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกยกย่องจากสื่อว่าเป็น “ตำรวจน้ำดี” เป็น “The Negotiator” หรือ “นักเจรจาต่อรองประกันตัว” พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด เกิดเมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2500 ปัจจุบันอายุ 51 ปี จบการศึกษาจากโรงเรียนอำนวยศิลป์ และเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 33 ทั้งยังมีคุณวุฒิเพิ่มเติมเป็น ปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์ (พ.ศ. 2522) และ ประกาศนียบัตรการต่อต้านการก่อการร้ายจากหน่วยสวาท ประเทศสหรัฐอเมริกา หน่วยตระเวนชายแดน ณ ประเทศเยอรมันตะวันตก (พ.ศ.2528) และผ่านหลักสูตร รร.ผกก.รุ่นที่ 35 จาก สบพ. (พ.ศ.2534) ในด้านการทำงาน พ.ต.อ.ลือชัย เคยดำรงตำแหน่ง รอง สว.ส. สน.พระโขนง, รอง สว.ส. สน.จระเข้น้อย, ผบ.ร้อย 5 กก.ปจ.บก.สปพ., ผกก.ปจ.บก.สปพ., ผกก.กก.2 (ป้องกันปราบปรามจลาจล) บก.ตร.ปฏิบัติการพิเศษ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงหน่วยอรินทราช ๒๖ ระหว่างการเป็น ผู้บังคับบัญชาของหน่วยอรินทราช ๒๖ พ.ต.อ.ลือชัย ถือว่ามีชื่อเสียงมาก เนื่องจากเป็นนักเจรจาต่อรองในเหตุการณ์การจี้ตัวประกัน เหตุการณ์โล้นซ่าควงปืนอาก้าบุกสภา เหตุการณ์ปล้นแล้วจับตัวประกัน เหตุการณ์เจรจาต่อรองกับคนเสียสติ เหตุการณ์คนฆ่าตัวตาย “เมื่อมีเหตุการณ์จับตัวประกัน เกิดขึ้นในท้องที่ต่างๆ ผมซึ่งประจำในหน่วยอรินทราช ๒๖ มาตั้งแต่ยังเป็นเพียงแค่ผู้ใต้บังคับบัญชาก็ได้มีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่ในการเจรจาเกลี้ยกล่อมผู้ก่อเหตุอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนั้นก็ยังสามารถเจรจาช่วยให้ตัวประกันปลอดภัยจากเหตุการณ์ต่างๆ ได้ มันเลยกลายเป็นผลงานติดตัวเราไปโดยปริยาย ทุกครั้งที่มีการจับตัวประกันไม่ว่าที่ไหนก็ตาม ผู้บังคับบัญชาก็มักจะเรียกใช้หน่วยของผมเข้าไปปฏิบัติหน้าที่โดยเร็วทันที การเจรจาต่อรองที่ผมทำในแต่ละครั้ง ผมเต็มใจที่จะทำทุกครั้ง และก็มักจะได้ทำต่อเนื่องมาโดยตลอด จนกลายเป็นว่าถ้ามีการเรียกหน่วยของเราไปเมื่อไร ผมก็จะขออาสาเป็นคนทำหน้าที่เจรจาต่อรองตัวประกันเองแทบจะทุกครั้ง” พ.ต.อ.ลือชัยเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารฉบับหนึ่ง อย่างไรก็ดีเป็นที่ทราบกันดีในแวดวงตำรวจว่า พ.ต.อ.ลือชัย นั้นค่อนข้างจะชอบโชว์ออฟออกทางหน้าจอ หน้าหนังสือพิมพ์ โดยในช่วงปี 2549-2550 มีโอกาสได้เสนอหน้าตามสื่อต่างๆ มากมาย เช่น รายการ เจาะใจ พฤหัสบดีที่ 1 กุมภาพันธ์ 2550 หนังสือพิมพ์ และนิตยสารต่างๆ หลายเล่ม รวมทั้งเป็นผู้สาธิตการใช้กระสุนยางจากอาวุธปืนให้สื่อมวลชนชมเสมอ ทั้งนี้การโชว์ออฟผ่านสื่อสารมวลชนของ พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด ครั้งล่าสุดนั้น เป็นการปรากฏตัวในฐานะ “มือระเบิด” มากกว่าในคราบของ “นักเจรจาลิ้นทอง” อย่างที่เคยเป็นมา เพราะ ภาพหลักฐานตามหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์หลายช่องปรากฏเป็นหลักฐานที่มัดตัวและชี้ชัดว่า ณ วันนี้ พ.ต.อ.ลือชัย นิยมการเจรจาด้วย “ลูกระเบิด” มากกว่า “ลิ้น” ที่เขาเคยบอกว่าถนัดนักหนา
ประมวลเหตุการณ์ “ตำรวจฆ่าประชาชน” 7 ต.ค.51 ชมคลิปวิดีโอ พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด ขว้างระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ระหว่าง นาทีที่ 7.32 ถึง 7.50
| | | |
|
 |
| ส่องกล้อง...เก้าอี้"ผบ.ตร."ยุคพันธมิตรฯสู้แตกหักไม่ชนะไม่เลิก |
| โดย ทีมข่าวอาชญากรรม
| 27 พฤศจิกายน 2551 17:01 น. |
 |
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
“สู้ต่อไปอย่าได้ถอย....” เสียงเพลงปลุกใจของกลุ่มพันธมิตรฯที่ดังกระหึ่มกึกก้อง ขณะที่นักรบประชาธิปไตยยาตราทัพเคลื่อนขบวนไปทำการปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อยื่นคำขาดให้"นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์" หัวหน้ารัฐบาลโจร ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งการเคลื่อนขบวนของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยืนยันที่จะสู้อย่างแตกหัก ไม่ชนะไม่เลิก ขณะที่ฝั่งตำรวจในตอนแรกได้มีการระดมกำลังจากทั้งใน บช.ภ.1 สนธิกำลังกับตำรวจส่วนกลาง รวมถึงฝ่ายทหาร หมายที่จะสกัดกั้น การเคลื่อนขบวนในครั้งนี้ โดยหมายที่จะใช้กำลังเข้าปราบปรามเฉกเช่นการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา แต่ท้ายที่สุดการณ์กลับกลายเป็นว่า ตำรวจได้เปลี่ยนใจใช้วิธีการที่ละมุนละม่อมยินยอมให้กลุ่มผู้ชุมนุมผ่านเข้าไปแต่โดยดี หากมองย้อนหลังเหตุการณ์ตุลาเลือด เมื่อกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งในครั้งนั้นมีผู้ที่ต้องสังเวยชีวิต หลั่งเลือด ให้กับปฏิบัติการโหดในครั้งนั้น ทั้งที่คนเหล่านี้ต่างมาชุมนุมด้วยหัวใจที่รักประชาธิปไตย และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้ชีวิตก็ยอมสละได้ แต่กระนั้นกลับถูกปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม จากน้ำมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ซึ่งโดยหน้าที่แล้วจะต้องปกป้องดูแลประชาชน ในฐานะเจ้านายที่แท้จริง แต่ตำรวจเหล่านี้ลืมจิตวิญญาณของตัวเองโดยหมดสิ้น ยอมรับใช้นักการเมือง อย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่คำนึงถึงผิดชอบชั่วดี อย่างคำกล่าวว่าบทเรียนในอดีต ทำให้เกิดการเรียนรู้ในปัจจุบัน...จากท่าทีของตำรวจในวันนี้ แสดงให้เห็นว่า ตำรวจเองก็ได้ตระหนักแล้วว่าบทเรียนที่ผ่านมา การที่ตำรวจก้มหน้ารับใช้นักการเมือง ใช้กำลังกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ จนทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจจากทุกภาคส่วนของสังคม รวมถึงแรงกดดันที่เกิดขึ้น จากนานาชาติ ที่ต้องการให้มีผู้รับผิดชอบกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น จนเกือบทำให้”บิ๊กป๊อด”พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผบ.ตร.กระเด็นตกจากเก้าอี้ แม้ความผิดพลาดในอดีต ไม่อาจลบล้างได้ มิหนำซ้ำยังคงตามหลอกหลอนผู้ที่กระทำ แต่เมื่อทำผิดครั้งแรกแล้วสำนึกยังให้อภัยได้ แต่หากทำผิดซ้ำเป็นครั้งที่สอง คงยากที่จะให้อภัยได้อีก เมื่อพูดถึงอดีต หากไม่กล่าวถึงการทำหน้าที่ของตำรวจที่ผ่านมา คงไม่ได้ เพราะที่ผ่านมา ตำรวจถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำหน้าที่ ที่มีสองมาตรฐานเสมอมา โดยตั้งป้อมเป็นศัตรูกับกลุ่มพันธมิตรฯ เริ่มตั้งแต่การทำหน้าที่การควบคุมการชุมนุม ที่มีการปล่อยให้ม็อบ นปช.ทำร้ายกลุ่มพันธมิตรฯ ในหลายพื้นที่ หรือ แม้กระทั่งการทำคดีที่หากพันธมิตรฯเป็นผู้ถูกกล่าวหาจะถูกดำเนินการอย่างรวดเร็ว ขณะที่หากรัฐบาล หรือกลุ่ม นปช.เป็นผู้ถูกกล่าวหา กลับดำเนินการจะเป็นไปอย่างเนิบช้า มีคำถามว่า พล.ต.อ.พัชรวาท ผู้นำองค์กรสีกากี มัวทำอะไรอยู่...? ซึ่งหากจะตอบถามนี้ได้จะต้องทำความเข้าใจ หรือพูดง่ายๆคือต้องเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ ผบ.ตร.คนนี้ เพราะเป็นที่รู้กันว่า พล.ต.อ.พัชรวาท เองนั้นเป็นคนที่มีอุปนิสัยประนีประนอมสูง เก็บเนื้อเก็บตัว ไม่ใช่คนที่มุทะลุดุดัน การเข้ามารับตำแหน่งท่ามกลางความกดดันจากฝ่ายการเมือง อย่างหนักหน่วง มิหนำซ้ำยังถูกขนาบข้างโดย รอง ผบ.ตร.ที่คนหนึ่งเป็นพี่เขยของอดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ที่กุมอำนาจในบ้านเมืองอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันยังถูกรอง ผบ.ตร.นักสร้างภาพอีกคนคอยเลื่อยขาเก้าอี้ ปัดแข้งปัดขาตลอดเวลา ทำให้บทบาทของผบ.ตร.ผู้นี้จึงไม่เด่นชัดมากนัก ไม่เพียงที่กล่าวมา ความยากลำบาก หรืออุปสรรคในการทำงานของ พล.ต.อ.พัชรวาท ยังมีอีก เพราะในระดับภูมิภาคนั้น ผู้บังคับบัญชาตำรวจในพื้นที่ ไล่ตั้ง ผบช. รองผบช. ผบก. ผกก.แม้กระทั่งชั้นประทวน ล้วนแล้วแต่เป็นเด็กของนักการเมืองแทบทั้งสิ้น หากขึ้นเหนือ มี”ยุทธ ตู้เย็น” ยงยุทธ ติยะไพรัช ขณะที่อีสาน มี”ยี้ห้อย” เนวิน ชิดชอบ ขณะที่ภาคกลางแต่ละจังหวัด นักการเมืองพลังประชาชน ล้วนกุมอำนาจตำรวจไว้ได้หมดสิ้น ซึ่งตามที่กล่าวมา คดีความต่างๆที่เกิดขึ้น เมื่อตำรวจเป็นเด็กนักการเมือง ความยุติธรรมย่อมไม่เกิดขึ้นกับฝ่ายที่ยืนอยู่ตรงข้ามนักการเมืองกังฉินเหล่านี้ จากเหตุและผลที่กล่าวมา พล.ต.อ.พัชรวาท ในฐานะผู้นำหน่วยจะต้องทำการทบทวนบทบาทของตัวเอง รวมถึงจัดการกับความไม่ถูกต้องต่างๆที่เกิดขึ้นในองค์กร เพื่อทำให้ตำรวจเป็น”ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” เป็นที่พึ่งของประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง แทนที่จะมุ่งรับใช้นักเมืองอย่างที่เคยเป็น สุดท้ายขอฝากคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบถึง พล.ต.อ.พัชรวาท ว่า ท่านกล้าหรือไม่ที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องยืนอยู่เคียงข้างประชาชน โดยไม่หวั่นเกรงต่ออำนาจการเมือง เชื่อเถอะว่าหากท่านทำเช่นที่กล่าวมาแล้ว แม้จะถูกปลดออกจากตำแหน่ง แต่ท่านจะยังคงเป็น ผบ.ตร.ของประชาชน และเป็นตำรวจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสืบไป....
| | | | | | | | November 27
| “สมชาย”ใช้ ตร.คุม“ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ”-ยัดข้อหา พธม.ก่อการร้าย-ส่ง ป.ป.ง.ยึดทรัพย์ |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 27 พฤศจิกายน 2551 20:14 น. |
 |
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
|
ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ – “ชาย” ใช้ตำรวจคุม เตรียมประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้ ตร.ภ.1 เคลียร์สุวรรณภูมิ – บช.น.กวาดดอนเมือง กัดฟันรับผิดชอบทั้ง ครม. งัดกฎหมายก่อการร้ายสากลจัดการพันธมิตรฯ ก่อนส่ง ป.ป.ง.บี้ผู้สนับสนุน นายวรวัจน์ เอื้ออภิญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม.นัดพิเศษที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ วันนี้ (27 พ.ย.) ว่า ครม.มีมติประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ควบคุมสถานการณ์การชุมนุมที่สนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ โดยจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการหลังจากนี้อีกครั้งหนึ่ง เบื้องต้นได้มอบหมายให้ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลัก หากไม่สามารถควบคุมได้ ก็ให้ใช้ทหารเข้ามาช่วย โดยมอบหมายให้ตำรวจภูธรภาค 1 ดำเนินการควบคุมสถานการณ์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ และ บช.น.ควบคุมสถานการณ์ที่สนามบินดอนเมือง โดยให้ดำเนินการจัดการให้เร็วที่สุด “ครม.พร้อมรับผิดชอบทั้งคณะฯ” นายวรวัจน์ กล่าวย้ำ พร้อมกับเปิดเผยอีกว่า จะมีการใช้กฎหมายก่อการร้ายสากลเข้ามาจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม เนื่องจากการยึดสนามบินถือว่า เป็นการก่อการร้าย จากนั้นใช้กฎหมายฟอกเงิน ให้ ป.ป.ง.เข้าดำเนินการตรวจสอบกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังสนับสนุนพันธมิตรฯ ทั้งหมดต่อไป
คืนนี้จะได้เห็นกันว่า สมชายควรถึงกำหนดแล้วว่าต้องไปต่างประเทศ | | | | | |
| ฤดูกาล Beaujolais Nouveau เริ่มแล้ว !!! |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 27 พฤศจิกายน 2551 18:03 น. |
 |
ทุกพฤหัสบดีที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ถือเป็นวันที่ไวน์ Beaujolais Nouveau ออกวางจำหน่ายทุกแห่งพร้อมกันทั่วโลก และกลายเป็นประเพณีนิยมของคอไวน์ทั่วโลก จะได้เวลาเฉลิมฉลองที่ได้ลิ้มรสไวน์ใหม่นี้ ประเพณีนี้เริ่มปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่วันที่ 13 ของเดือนพฤศจิกายน ปี 1951 โดยที่ก่อนหน้านี้ไวน์ Beaujolais เริ่มเป็นที่รู้จักกันมากว่า 13 ปีแล้ว
|
และนับจากนั้นเป็นต้นมา ทุกร้านที่จำหน่ายไวน์ก็จะขึ้นป้ายหน้าร้านว่า Le Beaujolais Nouveau est arrive ซึ่งหมายความว่า ไวน์ Beaujalais Nouveau มาถึงแล้ว ทั้งนี้ เนื่องเพราะปลายของฤดูร้อนย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งตรงกับช่วงปลายเดือนกันยายนจนถึงกลางเดือนตุลาคม จะเป็นช่วงเวลาของการเก็บเกี่ยวผลองุ่นในประเทศฝรั่งเศส ในแคว้น Rhone และ Saone et Loire เป็นพื้นที่ที่ใช้ปลูกองุ่นพันธุ์ Gamay ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 16,000 เฮกตาร์ องุ่นที่ปลูกคือองุ่นพันธุ์ Black Gamay ที่ให้ผลสีม่วงเข้มอมดำ องุ่นในไร่จะต้องใช้แรงงานมนุษย์กว่า 35,000 คน เก็บให้แล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกิน 3 สัปดาห์ โดยห้ามใช้เครื่องจักรในการเก็บเกี่ยวอย่างเด็ดขาด ด้วยมีผลต่อความสดและปราศจากการช้ำชอก จากนั้นจึงจะนำผลองุ่นทั้งช่อไปหีบและได้น้ำองุ่นสีขาวขุ่นที่จะนำมาหมักเป็นไวน์ โดยต้องหีบให้แล้วเสร็จภายในเวลา 3 วันและนำไปหมักต่อไป Beaujolais Nouveau จึงได้ชื่อว่า “ไวน์ใหม่แห่งปี” นั่นเอง
|
รสชาติของไวน์ Beaujolais Nouveau นั้นดื่มง่ายกว่าไวน์แดงทั่วๆ ไป ด้วยมีรสชาติที่ fruity โดยก่อนเปิดขวดดื่มนั้น มักนำไปแช่เย็นเสียก่อน จึงกลายเป็นไวน์ที่นิยม “ดื่ม” กันอย่างจริงจังมากกว่าจะมีไว้ “จิบ” ตามแบบของการบริโภคไวน์แดง การสร้างกระแสตลาดทำให้ไวน์ Beaujolais Nouveau กลายเป็นของโก้เก๋ที่คอไวน์ทั่วโลกทุกคนจะตั้งหน้าตั้งตารอคอยที่จะดื่มไวน์ใหม่ของฤดูกาลเป็นคนแรก ความนิยมอย่างรุนแรงถึงกับมีผู้ตั้งใจเปิดไวน์ขวดแรกในเวลา 00.01 ของวันพฤหัสบดีที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายน และมีการฉลองกันอย่างเอิกเกริกในกลุ่มเพื่อนฝูง อันเป็นการสร้างกระแสความนิยมและการตลาดให้ทุกคนหันมาให้ความสนใจไวน์ Beaujolais Nouveau ได้เป็นอย่างดี
|
สำหรับปีนี้ไวน์ขวดแรกของ Georges Duboeuf Beaujolais Nouveau 2008 ที่ได้รับการผลิตโดยบริษัทไวน์ที่มีชื่อเสียงและใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศส ได้ถูกเปิดเฉลิมฉลองกันในวันที่ 20 พฤศจิกายน ท่าที่ห้องเดอะ รีเฟล็กซ์ชั่นส์ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน ท่ามกลางคอไวน์ทั้งไทยและเทศที่มาร่วมงานกันอย่างสนุกสนาน พร้อมกับเพลิดเพลินไปกับอาหารบุฟเฟ่ต์แบบฉบับฝรั่งเศสที่ปรุงโดยเชฟฝีมือเยี่ยมชาวฝรั่งเศส อาทิ ตับห่าน ชีส คานาเป้ ที่กินคู่ไปกับไวน์แดงสดใหม่ขวดนี้
| | Today's Top Stories >> Thursday November 27, 2008 10:16
Second airport closed
Anti-government protesters have blockaded and shut down a second Bangkok airport, officials said Thursday, just over a day after they forced the closure of the country's main international hub.
Supporters of the People's Alliance for Democracy (PAD) started massing at the old Don Mueang airport late Wednesday, aiming to prevent ministers from flying to Chiang Mai in the north to meet Prime Minister Somchai Wongsawat.
Services at the airport were cancelled at about midnight.
"I authorised Don Mueang's director-general to close the airport from midnight. It is closed indefinitely until normalcy is restored," Saererat Prasutanond, president of operator Airports of Thailand, told Thai television.
"The two airports that serve Bangkok are completely closed."
Don Mueang director Flying Officer Anirut Thanomkulbutra had earlier told AFP that the airport would reopen on Thursday evening.
"Protesters have blocked the entrance to the terminal," Anirut said.
Thai anti-government protesters wave national flags at the departure terminal of Bangkok's international airport.
Don Mueang operates a handful of domestic flights, and was the only airport left serving the capital after protesters swarmed the main Suvarnabhumi Airport late Tuesday, forcing the airport director to suspend flights.
A police official said about 3,000 PAD supporters were gathered outside Don Mueang airport, but no passengers were inside when the airport was surrounded as the last flight had landed hours before.
Protest leaders earlier said that they aimed to force the closure of Don Mueang to prevent ministers from flying to the northern city of Chiang Mai to meet with Mr Somchai.
The prime minister returned from a summit in Peru, landing in Chiang Mai on Wednesday evening, soon after the powerful army chief urged the premier to call new elections to end six months of turmoil in the kingdom.
Mr Somchai refused, and called a cabinet meeting.
The premier had been holding cabinet meetings in a disused terminal at Don Mueang after protesters occupied his official Government House office in central Bangkok in late August.
But on Monday, PAD supporters besieged his temporary office as well, as they upped their bid to topple the government, which they accuse of running the country on behalf of ousted and exiled premier Thaksin Shinawatra.
About 3,000 tourists were stranded at Suvarnabhumi as PAD supporters massed outside late Tuesday, but most were evacuated leaving Wednesday afternoon.
Protesters swiftly dug in inside the gleaming steel-and-glass terminal, setting up makeshift food stalls and tents in the airport. (AFP)
ENVOY SUMMONED
Indian navy asked why its ship sank Thai trawler
THANIDA TANSUBHAPOL AND AP
The Foreign Ministry is demanding an explanation after the Indian navy attacked a Thai fishing trawler off the Somalian coast, after wrongly assuming it was a pirate vessel.
One crew member was rescued and 14 sailors remain missing after the Indian frigate INS Tabar sank the trawler, the Ekawat Nava 5, in the Gulf of Aden on Nov 18.
The Indian navy says pirates had boarded the vessel and had fired grenades at the frigate.
Indian ambassador to Thailand Latha Reddy was summoned to the ministry yesterday. Bangkok has also sought an explanation from the Indian government through its embassy in New Delhi, Foreign Ministry spokesman Tharit Charungwat said.
The main question was whether the Indian navy complied with the rules of engagement before shooting, and whether it helped survivors, he said.
Ship owner Wicharn Sirichaiekawat could demand compensation from the Indian government if its navy was at fault.
On board were one Cambodian and 14 Thai crew. The Cambodian crew member was rescued six days later by a ship in the Gulf of Aden but the Thais are still missing, according to Mr Tharit.
The ship was heading to Yemen from Oman to deliver fishing equipment when it was approached by Somali pirates in two speed boats.
India's navy said last week that the INS Tabar, which began patrolling the Gulf on Nov 2, fired at a pirate "mother ship" on Nov 18, setting the vessel ablaze and sinking it.
In New Delhi, Indian navy spokesman Cmdr Nirad Sinha said yesterday that the INS Tabar was responding to threats from pirates on board the ship.
"As we are concerned, both its description and its intent were that of a pirate ship," he said. "Only after we were fired upon did we fire. We fired in self-defence. There were gun-toting guys with rocket propelled grenades on it."
Sirichai Fisheries said its information about the battle came from the Cambodian sailor, who is now recuperating at a hospital in Yemen.
"We are saddened about what has happened. It's an unfortunate tragedy. We hope it won't affect the anti-piracy operation by the navies there," said Noel Choong, who heads the International Maritime Bureau's piracy reporting centre in Kuala Lumpur.
Warships from Denmark, India, Malaysia, Russia, the United States and Nato patrol the maritime corridor, escorting merchant ships and responding to distress calls in the area.
Mr Wicharn said his company had contacted the International Maritime Bureau after getting messages from other boats in the region that the Ekawat Nava 5 had been attacked by pirates.
Sirichai Fisheries asked if any naval ships were close enough to help the stricken boat. The British navy responded, asking for more information, but later said pirates had already boarded the ship and that any sort of naval action would risk harming the crew.
| พันธมิตรฯ เร่งชนะเบ็ดเสร็จ ปิด"ดอนเมือง"โดยสิ้นเชิง |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 27 พฤศจิกายน 2551 06:34 น. |
 |
 พันธมิตรฯ เคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมจากอาคารรับรองพิเศษสนามบินดอนเมือง เดินเท้าไปปิดล้อมอาคารผู้โดยสารในประเทศ ปิดการขึ้นลงของเครื่องบินโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา พร้อมเรียกระดมพลเข้าสมทบต่อเนื่อง หวังเผด็จศึกรัฐบาลหุ่นเชิดให้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 26 พ.ย. ที่สนามบินดอนเมือง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมรถขยายเสียง ได้นำผู้ชุมนุมที่ชุมนุมอยู่บริเวณอาคารรับรองพิเศษ สนามบินดอนเมือง เดินเท้าไปยังอาคารผู้โดยสารภายในประเทศที่อยู่ห่างกันประมาณ 1 กิโลเมตร เนื่องจากมีกระแสข่าวว่านายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีซึ่งกลับจากเปรูและลงเครื่องบินที่กองบิน 41 กองทัพอากาศ จ.เชียงใหม่แล้ว จะนั่งเครื่องบินต่อมายังสนามบินดอนเมือง รวมทั้งยังมีกระแสข่าวแพร่สะพัดว่าในวันที่ 27 พ.ย.คณะรัฐมนตรีจะเดินทางไปร่วมประชุม ครม.ที่จังหวัดเชียงใหม่ ดังนั้นพันธมิตรฯ จึงเดินทางเพื่อมาปิดล้อมสนามบินดังกล่าวเพื่อไม่ให้ ครม.เดินทางไปประชุมได้ จากนั้นการ์ดพันธมิตรฯ ได้นำรถเครื่องเสียงตั้งเวทีขนาดย่อมบริเวณด้านนอกอาคาร และเจ้าหน้าที่การ์ดได้ปิดเส้นทางเข้าออกอาคารดังกล่าว พร้อมทั้งไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยว ผู้โดยสาร และสื่อมวลชน เข้าไปภายในอาคารทำให้มีผู้โดยสารตกค้างหลายร้อยคน แต่ให้ผู้โดยสารขาออกออกมาได้ ระหว่างที่การ์ดพันธมิตรกำลังนำแผงเหล็กปิดกั้นเส้นทางเข้าออกอาคารผู้โดยสารภายในประเทศนั้น ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งได้ถ่ายภาพการ์ดเอาไว้ ทำให้การ์ดไม่พอใจเพราะกลัวสันติบาลจะจำหน้าได้ จึงขอให้ลบภาพดังกล่าว ซึ่งผู้สื่อข่าวคนได้ร้องขอโทรศัพท์ประสานไปยังแกนนำพันธมิตรฯ เพื่อจะขอเจรจาเอง จากการเจรจานานหลายนาที แต่ท่าทีของการ์ดยังยืนยันตามเดิม ทำให้ผู้สื่อข่าวจึงยอมลบรูปภาพออกไป ต่อมานายสาวิต แก้วหวาน แกนนำพันธมิตรฯ รุ่น 2 โทรศัพท์มาพร้อมบอกว่ามีอะไรให้ช่วยหรือไม่ แต่ผู้สื่อข่าวบอกว่า ไม่ทันการแล้ว ทำให้นายสาวิต ขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้น เวลา 21.45 น. กลุ่มผู้ชุมนุมทั้งหมดที่ปักหลักอาคารรับรองพิเศษ ได้เดินไปยังอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ และแกนนำได้ขึ้นประกาศบนเวทีจะปักหลักอยู่ที่อาคารภายในประเทศตลอดทั้งคืน และเมื่อเช้าที่ผ่านมา พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ประกาศให้พี่น้องไปร่วมชุมนุมที่สนามบินดอนเมืองเพิ่มเติม เพื่อให้การปิดสนามบินได้ผลยิ่งขึ้น
|
|
| คอลัมนิสต์ไทยรัฐเตือน ปชช.ถ้า "ทักษิณ"ชนะจะเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 22 พฤศจิกายน 2551 12:42 น. |
 |
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
|
| คอลัมนิสต์ไทยรัฐเตือน ปชช.ถ้า "ทักษิณ"ชนะจะเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 22 พฤศจิกายน 2551 12:42 น. |
 |
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
"กระสุนทอง"คอลัมนิสต์ใหญ่ไทยรัฐตั้งคำถามประชาชนถ้า "ทักษิณ"ชนะก็หมายถึง โครงสร้างประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงไปตามที่ “ทักษิณ” กำหนด สถาบันและองค์กรหลักๆของชาติ “ทักษิณ” จัดเองใหม่หมด ประชาชนจะเอากันอย่างนั้นหรือไม่ ชี้ประชาชนต้องเลือกข้างด้วยการเอาหลักผิดถูกชั่วดีมาประกอบการตัดสินใจ คอลัมน์ "บุคคลในข่าว"ของหน้า 4 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2551 โดย ผู้เขียนชื่อ "กระสุนทอง"ได้กล่าวถึงพล.ต.จำลอง ศรีเมือง บอกเป็นการชุมนุมใหญ่ครั้งสุดท้ายของสุดท้าย แบบม้วนเดียวจบไม่มีม้วนต่อไป และจะไม่ถอนกำลังออกจากทำเนียบฯ ถ้าทำเต็มที่แล้วสู้ไม่ได้จะเก็บของกลับบ้าน “กระสุนทอง” เชื่อว่า ผู้คนส่วนใหญ่ก็อยากให้ถึงตอนจบไวๆเหมือนกัน ออกหัวออกก้อยอย่างไรก็ออกไปเสียที “กระสุนทอง” เห็นว่า หลักกฎหมายมีความจำเป็นที่สุดก็จริง แต่หลักตัดสินด้วย ผิดชอบชั่วดี, ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ก็จะขาดเสียมิได้ ถ้าขาดก็เสร็จ พวกศรีธนญชัยใช้วิชามารบวกวิชากฎหมายเอาแต่ได้ไม่ยอมเสีย สถานการณ์บ้านเมือง บางครั้งประชาชนต้องตัดสินใจเลือกข้าง เฉพาะเหตุการณ์ แต่การเลือกข้าง อย่าเลือกเพราะรักหรือเกลียด, ชอบหรือไม่ชอบขอให้คำนึงถึงผิดชอบชั่วดีมาประกอบการตัดสินใจเลือกข้างด้วย "กระสุนทอง"ได้พูดถึง พล.ต.จำลอง ว่า ถ้าย้อนไปในอดีตจับผิดเรื่องศีลธรรมจริยธรรมคงหาไม่เจอ และถ้าจำกันได้ พล.ต.จำลอง นี่แหละเป็นคนเปิดประตูจูง “ทักษิณ” ขึ้น เวทีการเมืองถึงขั้นเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรมต่อจากพล.ต.จำลอง ดังนั้นการต่อต้าน ระบอบ “ทักษิณ” คงจะเกิดจาก ความรู้สึกผิดที่ดูคนผิด เมื่อครั้งจูง “ทักษิณ” เข้าสู่อำนาจรัฐ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศนั่นก็เป็นได้ คอลัมนิสต์ดังของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ กล่าวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยว่า อดีตนายกฯทักษิณ ผลงานดีๆเมื่อครั้งเป็นนายกฯก็มีมาก แต่ส่วนเสียในทางลับมีมากกว่า วันนี้ตัดสินใจสู้ไม่ถอยก็เป็นสิทธิ เพียงแต่ว่า ถ้าการต่อสู้ของ “ทักษิณ” ประสบชัยชนะ ก็หมายถึง โครงสร้างประเทศไทย ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามที่ “ทักษิณ” กำหนดสถาบันและองค์กรหลักๆของชาติ “ทักษิณ” จัดเองใหม่หมด จะเอากันอย่างนั้นหรือ
| | | | | | |
|
|
"กระสุนทอง"คอลัมนิสต์ใหญ่ไทยรัฐตั้งคำถามประชาชนถ้า "ทักษิณ"ชนะก็หมายถึง โครงสร้างประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงไปตามที่ “ทักษิณ” กำหนด สถาบันและองค์กรหลักๆของชาติ “ทักษิณ” จัดเองใหม่หมด ประชาชนจะเอากันอย่างนั้นหรือไม่ ชี้ประชาชนต้องเลือกข้างด้วยการเอาหลักผิดถูกชั่วดีมาประกอบการตัดสินใจ คอลัมน์ "บุคคลในข่าว"ของหน้า 4 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2551 โดย ผู้เขียนชื่อ "กระสุนทอง"ได้กล่าวถึงพล.ต.จำลอง ศรีเมือง บอกเป็นการชุมนุมใหญ่ครั้งสุดท้ายของสุดท้าย แบบม้วนเดียวจบไม่มีม้วนต่อไป และจะไม่ถอนกำลังออกจากทำเนียบฯ ถ้าทำเต็มที่แล้วสู้ไม่ได้จะเก็บของกลับบ้าน “กระสุนทอง” เชื่อว่า ผู้คนส่วนใหญ่ก็อยากให้ถึงตอนจบไวๆเหมือนกัน ออกหัวออกก้อยอย่างไรก็ออกไปเสียที “กระสุนทอง” เห็นว่า หลักกฎหมายมีความจำเป็นที่สุดก็จริง แต่หลักตัดสินด้วย ผิดชอบชั่วดี, ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ก็จะขาดเสียมิได้ ถ้าขาดก็เสร็จ พวกศรีธนญชัยใช้วิชามารบวกวิชากฎหมายเอาแต่ได้ไม่ยอมเสีย สถานการณ์บ้านเมือง บางครั้งประชาชนต้องตัดสินใจเลือกข้าง เฉพาะเหตุการณ์ แต่การเลือกข้าง อย่าเลือกเพราะรักหรือเกลียด, ชอบหรือไม่ชอบขอให้คำนึงถึงผิดชอบชั่วดีมาประกอบการตัดสินใจเลือกข้างด้วย "กระสุนทอง"ได้พูดถึง พล.ต.จำลอง ว่า ถ้าย้อนไปในอดีตจับผิดเรื่องศีลธรรมจริยธรรมคงหาไม่เจอ และถ้าจำกันได้ พล.ต.จำลอง นี่แหละเป็นคนเปิดประตูจูง “ทักษิณ” ขึ้น เวทีการเมืองถึงขั้นเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรมต่อจากพล.ต.จำลอง ดังนั้นการต่อต้าน ระบอบ “ทักษิณ” คงจะเกิดจาก ความรู้สึกผิดที่ดูคนผิด เมื่อครั้งจูง “ทักษิณ” เข้าสู่อำนาจรัฐ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศนั่นก็เป็นได้ คอลัมนิสต์ดังของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ กล่าวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยว่า อดีตนายกฯทักษิณ ผลงานดีๆเมื่อครั้งเป็นนายกฯก็มีมาก แต่ส่วนเสียในทางลับมีมากกว่า วันนี้ตัดสินใจสู้ไม่ถอยก็เป็นสิทธิ เพียงแต่ว่า ถ้าการต่อสู้ของ “ทักษิณ” ประสบชัยชนะ ก็หมายถึง โครงสร้างประเทศไทย ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามที่ “ทักษิณ” กำหนดสถาบันและองค์กรหลักๆของชาติ “ทักษิณ” จัดเองใหม่หมด จะเอากันอย่างนั้นหรือ
| | | | | | November 25
| "ซุปเปอร์เค-พล.อ.อ.ชลิต-อธิการนิด้า" จี้รัฐบาลออกแลกพันธมิตรยุติชุมนุม |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 25 พฤศจิกายน 2551 20:55 น. |
 |
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
ASTVผู้จัดการรายวัน – "ซูเปอร์เค" จับมือ"พล.อ.อ.ชลิต"พร้อมอธิการบดีนิด้า แถลงข่าวเสนอผ่าทางตันการเมืองไทย จี้"สมชาย"ลาออก เพื่อเปิดทางตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อฟื้นฟูประเทศ แลกพันธมิตรฯ หยุดชุมนุม และรัฐบาลใหม่ต้องรับปากไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งกลับมาอีก วันนี้ (25 พ.ย.) เครือข่ายปัญญาสยาม นำโดยนพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ เลขาธิการ เปิดแถลงข่าวเรื่อง “สถานการณ์ปัจจุบัน” ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่น โดยการแถลงข่าวครั้งนี้นอกจากจะมีกลุ่มนายแพทย์และนักวิชาการในเครือข่ายปัญญาสยามแล้ว ทางกลุ่มยังได้เชิญศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) นายเกษม จาติกวณิช เจ้าของฉายา “ซุปเปอร์เค” อดีตผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และพล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ อดีตรองหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) และอดีตรักษาการประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เข้าร่วมปรึกษาหารือและร่วมแถลงข่าวด้วย ศ.ดร.สมบัติ กล่าวสรุปภายหลังการปรึกษาหารือว่า ขณะนี้สถานการณ์บ้านเมืองมีความขัดแย้งกันสูง การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยส่งผลให้รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้ ซึ่งจะกระทบต่อประเทศชาติโดยรวม ดังนั้นทางเครือข่ายฯ จึงมีข้อเสนอให้ทั้งสองฝ่ายควรดำเนินการ ดังนี้คือ 1) รัฐบาลภายใต้การนำของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ลาออกทั้งคณะ เพื่อเปิดทางให้มีการจัดตั้งคณะรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งเป็นยอมรับได้จากทุกฝ่าย และรัฐบาลใหม่จะต้องไม่หยิบยกเอาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาดำเนินการเพราะจะทำให้ความขัดแย้งกลับคืนมาอีก 2) กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องยุติการชุมนุม เพื่อเปิดทางให้กระบวนการการเมืองปรับตัว เรียกความเชื่อมั่นกลับมาสู่ประเทศ และรับมือกับวิฤตเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำทั่วโลก อธิการบดีนิด้า กล่าวต่อว่า ข้อเสนอนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายน่าจะรับได้เพราะเป็นทางออกที่เป็นกลไกตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้เกิดความคลี่คลาย ให้มีเวลาคิดเพื่อประเทศชาติ ซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องรับผิดชอบร่วมกัน “เวลานี้ทั้งสองฝ่ายต้องหยุดประเด็นความขัดแย้ง ทำให้ประชาชนมีความหวัง” ศ.ดร.สมบัติ กล่าว ด้าน นพ. เฉลิมชัย กล่าวเสริมว่า ทางออกนี้มีโอกาสสูงที่จะสำเร็จเพราะพันธมิตรฯ ก็อยากให้รัฐบาลลาออก ส่วนรัฐบาลก็อยากให้พันธมิตรฯ ยุติการชุมนุม ซึ่งข้อเสนอนี้ตนเองจะรับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานทั้งสองฝ่าย นายเกษม กล่าวว่า ข้อเสนอที่ผ่านการปรึกษาหารือกันนี้เป็นการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น เฉพาะหน้าก่อน จากนั้นแล้วให้มีกระบวนการระดมความคิดเห็นจากหลายฝักหลายฝ่ายว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป จะได้มีเวลาคิด ตั้งสติกัน ด้านพล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันทหารคงไม่ทำการรัฐประหารเพราะไม่ใช่หนทางตามวิถีทางประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ส่วนการวางตัวของผู้นำกองทัพในเวลานี้ตนไม่ขอออกความเห็น สำหรับนายเกษม จาติกวณิช หรือ "ซูเปอร์เค"นั้น เคยมีบทบาททางการเมืองในฐานะอดีตหัวหน้า “กลุ่มดุสิต 99” ที่ทรงอิทธิพลในสมัชชาแห่งชาติ หรือ “สภาสนามม้า” ซึ่งทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญในยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน เมื่อปี 2517 ได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า เลือกข้างพันธมิตรฯ เนื่องจากมองว่า พันธมิตรฯ รวมถึงการรัฐประหาร 19 กันยาฯ 2549 ช่วยหยุดยั้งระบอบทักษิณ และหยุดยั้งการทำลายสถาบันสูงสุดและชาติบ้านเมืองไว้ได้ (อ่านข่าวเชิงวิเคราะห์ “ซุปเปอร์เค” เลือกข้างพันธมิตร กำจัดคนโกงแผ่นดิน ใน www.manager.co.th) อนึ่ง เครือข่ายปัญญาสยาม เพิ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 51 มี นายประมวล วีรุตมเสน เป็นประธาน และนพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ เลขาธิการ เครือข่ายเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของบุคคลจากนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย เช่น มหิดล, จุฬาฯ, ธรรมศาสตร์, มศว., เกษตรศาสตร์, มอ, นิด้า, ศิลปากร, รังสิต, กรุงเทพ, กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ วิศวกร นายแพทย์ ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ โดยมีจุดมุ่งหมายทำทุกวิถีทางให้บ้านเมืองกลับสู่สภาพปกติโดยเร็ว ใช้ปัญญาเป็นอาวุธ กลุ่มมีจุดยืนไม่ได้อยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ยืนอยู่บนความถูกต้อง
| | | |
|
| สงครามครั้งสุดท้าย นักโทษชายชื่อ “ทักษิณ” |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 18 พฤศจิกายน 2551 19:34 น. |
 |
การไม่ยื่นอุทธรณ์คดีที่ดินรัชดาภิเษกโดยไม่แจ้งเหตุผลของอดีตนายกรัฐมนตรี นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงการ “ไม่มีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ” แล้ว อีกด้านหนึ่งนี่คือการตอกย้ำถึงการก้าวเข้าสู่สงครามครั้งสุดท้ายขั้นแตกหักกับ “ศัตรูทางการเมือง” ที่ เขาประกาศเดินหน้าท้าชนทุกสถาบัน 19 พ.ย. 51 คือวันสิ้นสุดการยื่นอุทธรณ์คดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาให้จำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 ในคดี เป็นเวลา 2 ปี ซึ่งบัดนี้ชัดเจนแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันไม่ใช้สิทธิ์อุทธรณ์ ทั้งนี้ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 278 วรรคสาม กำหนดว่า “ในกรณีที่ผู้ต้องคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ อาจยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้” อดีตนายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้ให้เหตุผลใดๆ ต่อการตัดสินใจไม่ยื่นอุทธรณ์คดีตามสิทธิทางกฎหมายในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฯ ซึ่งเป็นวิถีทางการต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม แต่ถ้าหากพิเคราะห์ตัวตนของชายชื่อทักษิณ ก็คงหาคำตอบได้ไม่ยาก เพราะถึงแม้ ทักษิณ จะพยายามกลบเกลื่อนความเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ลุ่มหลงในอำนาจ ทรัพย์สินเงินทอง แต่การแสดงออกกลับสะท้อนว่าเขาล้มเหลว เมื่อครั้งที่เขาขึ้นครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ฝันไกลถึงขั้นจะนั่งเก้าอี้ผู้นำให้ยาวนานนับสิบยี่สิบปีเหมือนกับมหาเธร์แห่งมาเลเซีย เมื่อตั้งพรรคการเมืองเขาก็การกว้านซื้อส.ส.เข้าพรรคเพื่อหวังชัยชนะเพียงหนึ่งเดียว และเข้ายึดกุมอำนาจบริหารประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยแทรกแซง ทำลาย ตัดตอน กระบวนการตรวจสอบเสียสิ้น เพียงเพื่อที่จะไม่ให้มีสิ่งใดมาเป็นอุปสรรคขัดขวางการกอบโกย การทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งในเชิงนโยบาย กินตามน้ำ และกวนน้ำกิน การหมดสิ้นอำนาจวาสนาเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจยอมรับว่าเกิดจากการกระทำของตัวเขาเองและพวกพ้องบริวาร กระทั่งเมื่อมีการชำระความผิด นำคดีความเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยศาลคือผู้ตัดสินความถูกผิด เขาก็ยังไม่ยอมรับคำตัดสินนั้น ดังคำกล่าวอ้างที่ว่าตัวเขาเอง “โดนยัดเยียดคุก” โดย “กระบวนการยุติความเป็นธรรม” เมื่อต้นเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา ผ่านรายการความจริงวันนี้สัญจร การกล่าวหาศาล การโจมตีกระบวนการยุติธรรม ของ ทักษิณ เท่ากับเป็นการหมิ่นประมาทองค์กรแห่งอำนาจทั้งมวล โดยก้าวล่วงไปถึงอำนาจของพระมหากษัตริย์ในทางตุลาการด้วย ดร.อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า “แต่ก่อนเก่า ในสมัยที่เราอยู่ภายใต้ระบอบที่อำนาจรวมศูนย์ พระมหากษัตริย์เป็นผู้ครองอำนาจในการตัดสินคดี เป็นผู้ดัดคดีโดยธรรม แม้หลังจากที่เราเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว เป็นประชาธิปไตย เรายังเลือกใช้ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์ทางตุลาการนั้น ใช้โดยผ่านองค์กร คือศาล เพราะฉะนั้นคณะผู้พิพากษา จึงพิพากษาคดีต่างๆ ตามพระปรมาภิไธย “ดังนั้น เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวตำหนิกระบวนการยุติธรรม ว่า ยุติความเป็นธรรม เท่ากับหมิ่นประมาทกระบวนการทั้งหมด ทั้งองค์กรแห่งอำนาจ เจ้าของอำนาจคือประชาชนอย่างเรา รวมไปถึงผู้ใช้อำนาจตุลาการด้วย ต้องอย่าลืมว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ อำนาจตุลาการ คือหนึ่งในอำนาจของประชาชนทั้งสาม องค์กรแห่งอำนาจคือศาล ผู้ใช้อำนาจคือพระมหากษัตริย์” ต่อมา เมื่อเขาถูกถอนวีซ่าจากทางการอังกฤษ ด้วยเหตุผลที่เขาและ(อดีต)ภรรยาถูกศาลตัดสินจำคุก ทำให้ภาพผู้นำอินเตอร์ที่เขาเพียรพยายามสร้างขึ้นพังพินาศย่อยยับชั่วพริบตา การหย่า (แต่เพียงในนาม) กับภรรยาเพื่อจัดการทรัพย์สินและประสานพลังวางแผนสู้ศัตรูทางการเมือง พร้อมกับดึงเอาน้องสาวคนสวย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้ประสบความสำเร็จในธุรกิจไอทีและอสังหาริมทรัพย์ เข้ามาร่วมคุมพรรคเพื่อไทย พรรคใหม่ที่ตั้งขึ้นมารองรับการยุบพรรคพลังประชาชน นับเป็นเดิมพันครั้งยิ่งใหญ่ที่น่าจับตาว่าจะลงเอยเช่นใด การโฟนอินรอบสองผ่านรายการความจริงวันนี้สัญจร ในวันที่ 14 ธ.ค. เพื่อประกาศจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนหลังหวนคืนสู่เวทีการเมืองอีกครั้ง ทั้งยังประกาศเอาคืนศัตรูทางการเมืองที่ไล่ต้อนเขาให้จนตรอก เป็นเสมือนการประกาศสงครามครั้งสุดท้าย ซึ่งอาจหมายถึงวาระสุดท้ายของเขาด้วยก็เป็นได้
| |  | | Guns fired at rivals by Thai protesters in clash
By AMBIKA AHUJA, Associated Press Writer Ambika Ahuja, Associated Press Writer – 13 mins ago
Reuters – Anti-government protesters gather at the new government offices in Bangkok's Don Mueang (Muang) airport …
BANGKOK, Thailand – Opponents and supporters of Thailand's government clashed with guns, knives and slingshots late Tuesday, in the latest sign that the country's long-running political crisis may be veering toward open violence in the streets.
The fighting occurred as anti-government demonstrators were disrupting traffic on another highway on the other side of town, delaying travelers to and from the city's main airport.
The clash began when government supporters threw rocks at a truck carrying members of the People's Alliance for Democracy along a busy highway.
The alliance members were returning from a rally at Don Muang airport, which they had been besieging since Monday in an effort to stop the government from meeting there. The prime minister's office, where meetings are normally held, has been occupied by the protesters since late August.
The members of the anti-government alliance — wearing yellow arm bands and camouflage clothing — responded by firing slingshots and a half-dozen shots with two pistols from their truck, according to footage shown on Thai PBS television.
They also hoisted a portrait of King Bhumibol Adulyadej, Thailand's revered monarch, whose interests they claim to be working for.
The footage showed the alliance supporters surrounding a motorcycle taxi driver and putting a knife to his throat. After the driver fled, the protesters battered several motorbikes with steel rods and set fire to another one.
The clash was the second time in recent months that the two sides have fought and marks the first major violence since Oct. 7, when street battles with police and anti-government forces left two people dead and hundreds wounded.
In a Sept. 2 clash between the two sides, a government supporter was beaten to death, while two alliance members were killed last week in grenade attacks.
The rivals are fairly easy to distinguish, since the protest alliance favors yellow shirts and their rivals red ones. Some of the government supporters seen fleeing were wearing red shirts.
Police Col. Piyapong Ponvanich said 11 people were wounded in the clash, most of them government supporters, some with gunshot wounds.
Government spokesman Nattawut Sai-gua said authorities would beef up security, but that it was premature to talk about declaring a state of emergency.
"The police have beefed up security all over the city after what happened. They have set up 53 checkpoints on the streets of Bangkok in case of more chaos of this nature on the street. The situation is still under control," he said.
The pro-government crowd appeared to be members of a loose association of taxi and motorcycle drivers who support the government and are supporters of former Prime Minister Thaksin Shinawatra.
Protesters elsewhere used trucks to block part of the expressway to Thailand's main international airport, tying up traffic ahead of the planned Wednesday return by Prime Minister Somchai Wongsawat from Peru, where he attended a summit of Pacific Rim leaders.
They have blocked all but one lane of the road to the airport, the main hub for millions of tourists who visit Southeast Asia.
The alliance opposes Somchai's government because it considers it to be a puppet of Thaksin, who was accused of corruption and abuse of power and deposed in a September 2006 military coup.
Tuesday's clash came a day after thousands of anti-government supporters besieged Parliament and then Don Muang airport in a bid to shut down the government.
On Monday, police yielded as demonstrators pushed past them, even though the protesters sometimes showered them with expletives in an apparent effort to provoke a violent response to discredit the authorities.
The government evidently sought to turn the tables on the protesters, who in past actions managed to attract public sympathy with claims of police brutality.
Protesters seeking Somchai's resignation have occupied his Bangkok headquarters, known as Government House, since Aug. 26, forcing him to relocate to a makeshift office in the VIP area of the former international airport at Don Muang.
A strike called by state enterprise unions to disrupt air, road and rail service in support of the protest fizzled — the second time unionists have failed to deliver on promises of a crippling work stoppage.
Thailand's political crisis began in 2006, when a similar campaign against Thaksin led to a him being deposed by the coup. But further efforts to cripple Thaksin's political machine failed, and his allies won a December 2007 election.
The alliance then resumed its street protests and finally stormed Government House in August, vowing not to leave until they have forced Thaksin's allies from power. They accuse Somchai of acting as a proxy for Thaksin, who is his brother-in-law.
Thailand's economy, already struggling amid the global downturn, has been hit hard by the political turmoil. The state planning agency said Monday it grew at its slowest pace in more than three years this past quarter.

Police outside parliament climb over a fence as they retreat into Dusit Zoo to avoid a confrontation with supporters of the People’s Alliance for Democracy yesterday. — Jetjaras Na Ranong
 Pol Col Patchara Boonsit, deputy chief of Metropolitan Police Division 4, ducks to avoid water thrown by PAD protesters yesterday. — Pattanapong Hirunard
Parliament paralysed
Protests on Monday forced parliament to cancel its planned joint session, and left anarchy on the streets from Government House all the way to the old Don Mueang airport.
'I'll be back'
Fugitive ex-premier Thaksin Shinawatra threw down the gauntlet on Monday: He will return to politics and become prime minister again.
Crunch Day
Tens of thousands of protesters surrounded parliament on a tense Monday morning, threatening to block a scheduled joint House-Senate meeting and vowing to topple the government by Wednesday. UPDATE
Govt banks on public
The government is now banking on public sentiment to turn against the People's Alliance for Democracy and pressure the PAD to end its proclaimed "final battle" to unseat Prime Minister Somchai Wongsawat and his administration.
D. Mueang security beefed up
Security has been beefed up around Don Mueang airport's passenger terminals after the anti-government People's Alliance for Democracy (PAD) yesterday blocked part of the airport, which is being used as a temporary Government House.
Thailand to 'lose face' if pacts unsigned
Thailand may "lose face" and investor confidence if it fails to sign international agreements at the Association of Southeast Asian Nations (Asean) summit in Chiang Mai next month, a senior trade official warned.
xxx
Industrial jobless rate of 12.4% forecast by Q2
The Federation of Thai Industries (FTI) expects 1.1 million employees, or 12.4% of the workforce in the industrial sector, will lose their jobs by the second quarter of next year, according to Sommart Khunset, an FTI deputy secretary-general.
Forecast trimmed after sluggish Q3
The National Economic and Social Development Board (NESDB) has revised down its forecast for economic growth in 2008 to 4.5% from an earlier range of of 5.2% to 5.7%, following confirmation of lower-than expected expansion of 4% year-on-year in the third quarter.
Rate cuts, spending vital, say bankers
The Thai economy needs interest rate reductions and quick additional public spending to offset the impact next year from slowing exports caused by the global financial crisis, according to economists.
Flyers soar into the top spot
SAMRONG : The DPelican Inn Flyers stormed into first place in the deVere & Partners Thai-World Hockey League on Sunday with an 8-6 comeback win over the Wall St. on 33 Warriors.
Thailand beat TOT FC
NAKHON RATCHASIMA : Arthit Sunthornpit and Datsakorn Thonglao were on target as Thailand beat TOT FC 2-0 in a warm-up match yesterday.
Paradorn remains uncertain about possibility of making comeback
Former world number nine, Paradorn Srichaphan has admitted that he is uncertain whether he will be able to make a comeback owing to a nagging wrist injury.
|
|
|

|
|
|
Enter your search terms Submit search form
|
|
|
|
|
 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
| ---------------- All categories ---------------Administrative & Office WorkAgriculture, Fishing, Forestry and Animal CareArt, Design and EntertainmentAutomotive / Motor Vehicle / PartsBiotechnology and PharmacyCommunity, Social Services, Religion and Non-ProfitConstruction, Mining and Skilled TradesEducation, Childcare and LibraryEngineering and ArchitectureFinance, Accounting and InsuranceGeneral WorkHardware Development and DesignHealthcareHospitality and TourismHuman ResourcesInstallation, Maintenance and RepairIT (System/Security/Infrastructure)JewelryLegalManufacturingMarketing, Advertising and Business Dev.Media, Journalism, Printing and PublishingOperations, Logistics and WarehousingProtective ServiceQuality Control and AssuranceReal EstateRecreation and SportsRestaurant and Food ServiceSales, Retail, and Customer ServiceSciences and General R&DServicesSoftware & Information SystemsTop ManagementTransportation and Material Moving |
|
|
|
|
|
|  |

|
Opinion
|
|
EDITORIAL Driving to a tough decision
It is not much fun watching the squirming executives of the big-three US auto makers beg taxpayers for money to survive. But this is no domestic US dispute. The outcome of the debate in Washington will have an important, even severe, effect on Thailand.
Post Bag Don't wreck paradise
After many years of being one of the lucky farangs to call Bangkok my home, I leave with a heavy heart. I spent my last evening here with my Thai mates doing what mates do: eating somtam, playing a game of pool, having a couple of beers. | 
|
| โดย คำนูณ สิทธิสมาน
| 23 พฤศจิกายน 2551 18:19 น. |
 |
|
เหตุผลในการเคลื่อนขบวนมาปิดล้อมรัฐสภาของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเช้าวันนี้จะโทษใครไม่ได้นอกจากประธานรัฐสภาที่นึกอย่างไรไม่รู้ไปบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับหมอเหวงฯ เข้าไว้ในระเบียบวาระตั้งแต่ช่วงวันที่ 3 ตุลาคม 2551 ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นมีการประชุม 3 ฝ่าย 4 ฝ่ายกันเรื่องร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 291 แล้ว คล้าย ๆ กับเป็นกระบวนการ “แบล็กเมล์” ให้ผู้คนยอมรับร่างฯแก้ไขมาตรา 291 ร่างฯ ฉบับหมอเหวงฯ นี้ผมเคยเขียนไว้แล้วว่าจงใจไม่บัญญัติรับรองคณะองคมนตรีชุดที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบันไว้ในบทเฉพาะกาล ร่างฯฉบับหมอเหวงไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามปกติ แต่เป็นเสมือนการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งฉบับ แล้วเอาฉบับ 2540 มาใส่แทนทั้งดุ้น – อ้อ – ไม่ใช่ – เกือบทั้งดุ้น ปกติเวลามีรัฐธรรมนูญใหม่ ในส่วนของบทเฉพาะกาลเขาจะรับรองการมีอยู่และการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ก่อนมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เริ่มตั้งแต่คณะองคมนตรี ส.ส. ส.ว. และครม. รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 292 ที่เขาตั้งใจจะยกเลิกนั้นบัญญัติไว้ดั่งนี้ “ให้คณะองคมนตรีซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นคณะองคมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้” แต่ร่างฯหมอเหวงฯไม่มี อ้างว่ารัฐธรรมนูญ 2540 ดีเลิศ แต่เวลาเขาเอาบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใส่แทนที่เขาก็ไม่เอามาตรา 314 ที่รับรองการมีอยู่และการปฏิบัติหน้าที่ของคณะองคมนตรีเข้าไปใส่ไว้ ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจได้ เพราะหมอเหวงฯคือหนึ่งในแกนนำของนปก.หรือนปช.ที่เคยเคลื่อนขบวนไปโจมตีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ถึงหน้าบ้านมาแล้ว และยุทธศาสตร์องค์รวมของเครื่อข่ายนี้ก็คือต้องการสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตยของปวงมหาประชาชน” ที่มีสาระสำคัญว่า “ปวงชนชาวไทยเป็นทั้งเจ้าของอำนาจอธิปไตยและผู้ใช้อำนาจนั้นด้วยตัวเอง” ขึ้นมา ยุทธศาสตร์องค์รวมของคนกลุ่มนี้ผมพูดมานานเป็นปี ๆ แล้วหลายครั้งในที่ประชุมสภา และนี้คือประเด็นหลักที่พันธมิตรฯเขาลุกขึ้นสู้ ! จริงอยู่ แม้วันนี้จะเป็นที่ตกลงกันว่าจะไม่มีการประชุมกันในวาระนี้ ในทางปฏิบัติเมื่อเริ่มเปิดประชุม ประธานรัฐสภาหรือสมาชิก จะขอให้เลื่อนระเบียบวาระอื่นขึ้นมาพิจารณาก่อน ถ้าที่ประชุมไม่คัดค้าน ก็ถือเป็นมติ แต่นั่นก็จะเกิดขึ้นจริงเมื่อเปิดประชุมแล้วเท่านั้น พันธมิตรฯจึงมีข้ออ้างว่าไม่อาจเชื่อวาจาประธานรัฐสภาและนักการเมืองพรรคพลังประชาชนได้ ประธานรัฐสภาอ้างว่าร่างฯฉบับหมอเหวงนั้นประชาชนเข้าชื่อกันเสนอ เมื่อถูกต้องแล้วไม่บรรจุไม่ได้ ไม่จริง และไม่ถูกต้อง ! มาดูตัวบทมาตรา 291 อนุ 1 รัฐธรรมนูญ 2550 กันก่อนนะครับ “มาตรา 291 (1) ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องมาจากคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภามีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคนตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย” สรุปง่าย ๆ ว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 291 (1) ได้บัญญัติให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คน สามารถที่จะเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่ทั้งนี้ต้องเป็นตามหลักเกณฑ์ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดด้วย กล่าวคือ.... ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ! ในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายนั้น ปัจจุบันได้มีพ.ร.บ.ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2542 ซึ่งออกตามรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 170 ที่ได้บัญญัติให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50,000 คนมีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาร่างกฎหมายในหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย และหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามที่รัฐธรรมนูญ 2540 บัญญัติไว้เท่านั้น โดยไม่มีบทบัญญัติหรือหลักการในส่วนใดที่กล่าวถึงหลักเกณฑ์และวิธีการในกรณีที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คนจะเข้าชื่อเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 291 (1) แต่ประการใด เมื่อได้พิจารณาหลักการของพ.ร.บ.ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2542 แล้ว พบว่าเป็นหลักการที่ได้บัญญัติขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 170 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว จึงเท่ากับว่าพ.ร.บ.ดังกล่าวไม่มีผลบังคับใช้ไปโดยปริยายในปัจจุบัน ดังนั้น หากจะอนุวัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 291 (1) จะต้องมีการตราพ.ร.บ.ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมายฉบับใหม่เพื่อรองรับหลักการใหม่เสียก่อน เพราะแม้การเข้าชื่อเสนอกฎหมายอื่น ๆ รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 163 ก็กำหนดให้ประชาชนแค่เพียง 10,000 คนเข้าชื่อกันเสนอญัตติได้ ไม่ต้องถึง 50,000 คนเหมือนเดิม แค่เหตุผลประเด็นนี้ ประธานรัฐสภาก็ไม่อาจบรรจุร่างฯหมอเหวงฯเข้าระเบียบวาระได้แล้ว ! มิพักต้องพูดถึงว่า ร่างฯฉบับนี้มีลักษณะไม่ใช่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามปกติ แต่เป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ การวินิจฉัยของประธานรัฐสภาน่าจะมีปัญหา !! แน่นอนว่าเป็นดุลพินิจและเป็นอำนาจของท่าน แต่หากการใช้ดุลพินิจและอำนาจนั้นพิจารณาได้ว่าขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ท่านก็อาจถูกดำเนินการตามรัฐธรรมนูญได้ การกลับลำไม่พิจารณาร่างฯหมอเหวงฯ หรือร่างฯ 291 ในช่วงนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ของกลุ่มการเมือง ซึ่งผันแปรไปตามแต่ละช่วงเวลา ใครจะไปรู้ว่าหากสถานการณ์ผันแปรไปอีก พะนะหัวเจ้าทั่นทั้งหลายจะไปเร่งแก้รัฐธรรมนูญอีก การบรรจุร่างฯหมอเหวงฯให้ “คาไว้” ในระเบียบวาระจึงเป็นยุทธวิธีล้ำลึก จะหยิบยกขึ้นพิจารณาเมื่อไรก็ได้ พันธมิตรฯมีเหตุผลเคลื่อนขบวนไปปิดล้อมรัฐสภาวันนี้ได้ จึงต้องขอบคุณยุทธวิธีล้ำลึกนี้ด้วย แต่จะ “ม้วนเดียวจบ” ในลักษณะไหน ผมเขียนงานชิ้นนี้ล่วงหน้า 1 วันจึงไม่อาจจะรับรู้ได้ ก็ได้แต่สวดมนต์ภาวนาอย่าให้ผู้บริสุทธิ์ต้องสังเวยชีวิตเลือดเนื้อกันอีก และขอเชิญชวนผู้อ่านร่วมสวดมนต์ภาวนาด้วย !
| |
| อังกฤษเลิกวีซ่าทักษิณ ศึกษาจาก‘พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร’ หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 11 พฤศจิกายน 2551 13:24 น. |
 |
|
คอลัมนิสต์ระดับกูรู “เปลว สีเงิน” เขียนไว้ใน “ไทยโพสต์” เมื่อวันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2551 ภายใต้หัวเรื่อง “ทักษิณที่เป็นณรงค์ กิตติขจร 2” ว่า ถ้าอยากจะรู้ว่าเหตุไฉนอังกฤษถึงยกเลิกวีซ่าของพ.ต.ท.ทักษิณ – คุณหญิงพจมาน ชินวัตรคงจะต้องรออีก 30 ปีเมื่อเขายกเลิกชั้นความลับหนังสือราชการที่เกี่ยวข้องกับการนี้ แล้วท่านก็ย้อนความไปถึงเมื่อครั้งที่พ.อ.ณรงค์ กิตติขจรเคยขอลี้ภัยในอังกฤษหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แต่ไม่ได้รับอนุญาต ก็เพิ่งรู้กันเมื่อปี 2546 นี้หลังจากอังกฤษยกเลิกชั้นความลับหนังสือราชการที่มีการตอบโต้กับระหว่างคนของสถานทูตอังกฤษในไทยกับรัฐบาลอังกฤษ ซึ่ง “มติชนสุดสัปดาห์” นำมาเผยแพร่เมื่อสามสี่ปีก่อน ท่านให้ไปหาอ่านเอาเอง ผมจำได้ เพราะเผอิญเป็นคนหนึ่งที่สนใจในเรื่องเบื้องหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 อยู่พอดี จึงยกเลิกงานตามกำหนดนัดเดิมมาค้นคว้าข้อมูลเก่าทันทีหลังอ่านบทความเสร็จ และขอแหกคิวมานำเสนอ ณ วันนี้ พบว่า “มติชนสุดสัปดาห์” ตีพิมพ์เรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่ใน 3 ฉบับ คือ (1) ฉบับที่ 1313 ปีที่ 25 วันที่ 14 ตุลาคม 2548, (2) ฉบับที่ 1314 ปีที่ 25 วันที่ 21 ตุลาคม 2548 และ (3) ฉบับที่ 1315 ปีที่ 25 วันที่ 28 ตุลาคม 2548 ทั้ง 3 ฉบับ 3 ชิ้นงานเป็นผลงานแปลของผู้ใช้นามว่า “โธไรยสยามรัฐ” แปลจากเอกสารในหอจดหมายเหตุอังกฤษที่ยกเลิกชั้นความลับหลังจากเวลาผ่านไป 30 ปี งานชิ้นแรกเป็นรายงานสถานการณ์ในประเทศไทยของ เจ. แอล. โจนส์, ชิ้นที่ 2 เป็นรายงานสถานการณ์จากทูตทหารของอังกฤษประจำประเทศไทย และชิ้นสุดท้ายเป็นโทรเลขลับและลับที่สุด 3 ฉบับ โดย 2 ฉบับหลังไปจากเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำไทย งานแปลทั้ง 3 ชิ้นพาดหัวชื่อเรื่องเพื่อเรียกร้องความสนใจ ดังนี้ - “ข้อมูลใหม่” เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ในหอจดหมายเหตุอังกฤษ - “ข้อมูลใหม่” 10 วันหลัง 14 ตุลาคม 2516 จากทูตทหารอังกฤษประจำกรุงเทพฯ - “ข้อมูลใหม่” ถนอม-ประภาสขอลี้ภัยในอังกฤษ งานทั้ง 3 ชิ้นยังพอหา copy ได้ในโลกไซเบอร์ ตามที่อยู่ที่ผมจะให้ไว้ในบรรทัดต่อไป http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2005q4/article2005oct14p12.htm มีภาพเอกสารต้นฉบับภาษาอังกฤษประกอบด้วย ผมได้ถือโอกาสนำมาให้ดู ณ ทีนี้เพื่อความสบายตา
 งานชิ้นแรกของ เจ. แอล. โจนส์ นั้นก็อย่างที่ “เปลว สีเงิน” ว่าไว้นั่นแหละครับว่าค่อนข้างจับแพะชนแกะ เป็นผลการพูดคุยกับ ดร.กระจ่าง พันธุมนาวิน ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ ได้เขียนบทความโต้ชื่อ “เมื่อสายลับไทยกับอังกฤษร่วมกันหากินโกหกโลก” เผยแพร่ไปตามสื่อต่าง ๆ ลองพิมพ์ชื่อบทความนี้ค้นหาดูในโลกไซเบอร์ก็จะพบไม่ยาก งาน 2 ชิ้นหลังมีความสำคัญกว่า – โดยเฉพาะชิ้นสุดท้าย – ที่จะต้องอ่านต่อเนื่องกัน บนพื้นฐานของการมองเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ในลักษณะ “ป่าทั้งป่า” ! ท่านผู้อ่านต้องไปอ่านเอาเอง เพราะแม้จะเป็นเอกสารที่เคยตีพิมพ์มาแล้ว และมีเผยแพร่อยู่ ไม่ว่าในห้องสมุดทั่วไป หรือในโลกไซเบอร์ แต่ด้วยความแหลมคมของสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมไม่สะดวกที่จะเผยแพร่ซ้ำ ณ ที่นี้เพราะไม่อยากให้มีการแปลความเจตนาไปในทางใดทางหนึ่งที่ไม่บังควร นี่ก็โชคดีที่ “เปลว สีเงิน” ผู้อาวุโสนำมาจุดประกายให้ก่อน ผมจึงได้โอกาสเดินตาม ท่านฟันธงว่า “ฟางเส้นสุดท้าย” คือ “โฟนอิน” ของคุณทักษิณ ชินวัตรเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 โดยเฉพาะประโยคประวัติศาสตร์ที่ใคร ๆ ก็แปลความตรงกัน “ไม่มีใครที่จะเอาผมกลับประเทศไทยได้หรอก นอกจากพระบารมีที่จะทรงมีพระเมตตา หรือไม่ก็พลังของพี่น้องประชาชนทุกท่าน...” ก่อนหน้าวันที่ 14 ตุลาคม 2548 ที่เอกสารเผยแพร่ในประเทศไทย ไม่เคยมีใครทราบมาก่อนเลยครับว่า พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร เคยยื่นขอลี้ภัยการเมืองในอังกฤษพร้อมกับครอบครัวรวม 10 คน 10 คนที่ว่านี้คือ จอมพลประภาส จารุเสถียร, ท่านผู้หญิงไสว จารุเสถียร, พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร, นางสุภาภรณ์ กิตติขจร, ด.ช.เกริกเกียรติ กิตติขจร, ด.ช.กรกาจ กิตติขจร, ด.ช.กิจก้อง กิตติขจร, น.ส.กรองกาญจน์ กิตติขจร, น.อ.หญิง สุมิตรา กิตติขจร และ น.ส.เอื้อมมณี มันทลุมพะ ณ เวลานั้น พ.อ.ณงค์ กิตติขจรให้ข้อมูลทางการอังกฤษว่าได้ซื้อบ้านใน Southborn, Bornemouth, Hants เลขที่ 130 Seafield Road ไว้แล้วตั้งแต่เมื่อ 15 ปีก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ข้อมูลที่เรารู้กันมากว่า 30 ปีก่อนจะมีการยกเลิกชั้นความลับเอกสารชุดนี้ก็คือ จอมพลประภาส จารุเสถียร พร้อมคุณหญิงและลูกหลานส่วนหนึ่ง พำนักอาศัยอยู่ในไต้หวัน ขณะที่พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร พร้อมครอบครัว เดินทางต่อไปพำนักในเยอรมนี ไม่เคยมีข้อมูลเรื่องความพยายามจะไปอยู่ที่อังกฤษ แน่นอนว่าไม่เคยทราบ “ความละเอียดอ่อน” ของสถานทูตอังกฤษประจำไทย ! ที่เร่งรัดให้รัฐบาลอังกฤษตัดสินใจ ! “ยิ่งความไม่แน่นอนเรื่องเจตน์จำนงของเราลากยาวไปเท่าไร อันตรายที่เรื่องนี้จะรั่วไหล และทำให้เกิดข่าวกระพือโทสะยิ่งมีมากเท่านั้น ข้าพเจ้าคงแทบจะไม่จำเป็นต้องเสริมว่าถ้าท่านตัดวินใจให้คนกลุ่มนี้ลี้ภัยแล้ว เราที่นี่ต้องเผชิญหน้ากับคำตำหนิอย่างแรงจากสื่อมวลชนกับประชาชนไทยแน่นอน...” นี่คือความตอนหนึ่งในโทรเลขจากสถานทูตอังกฤษประจำไทยเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2516 ช่างบังเอิญเหลือเกินที่เวลาตรงกันกับการตัดสินใจกรณีคุณทักษิณ ชินวัตร เพียงแต่ห่างกัน 35 ปีเท่านั้น ถ้าคุณทักษิณ ชินวัตรยัง “ไม่หยุด” อย่างที่มีข่าวล่าสุดมาอย่างอหังการผ่านสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “โฟนอิน” ครั้งต่อไปจะเปิดเผยชื่อคนที่ทำร้ายตัวเองด้วย สถานการณ์ที่จะเผชิญหน้าต่อไปน่าจะหนักหนาสาหัสกว่านี้ หยุดขันชะเนาะรัดคอตัวเองเสียทีเถิด !
| | | | | | | | | |
| สู้ตาย!!ได้ชัยถึงกลับ พันธมิตรตะวันออก ไล่ทรราชพันธุ์ชั่ว เดือดพวกนรกลอบยิงอีก |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 22 พฤศจิกายน 2551 18:16 น. |
 |
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
ศูนย์ข่าวศรีราชา - พันธมิตรฯ แต่ละอำเภอในภาคตะวันออกต่างรวมกลุ่มกันคึกคักมากขึ้น เพื่อให้เป้าหมายการกู้ชาติของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บรรลุสู่ความสำเร็จขับไล่ทรราชนักการเมืองพันธุ์ชั่ว ต้องการ การเมืองใหม่ใสสะอาดต่างแยกย้ายเดินทางเข้ากรุงฯ ถึงจุดสุดทนพฤติกรรมพวกสัตว์นรกลอบกัดอีกเมื่อกลางดึกซ้ำอีก วันที่ 20 - 21 พ.ย.51 พันธมิตรฯ ชลบุรี ต่างมีกิจกรรมในแต่ละอำเภอ ทั้งที่ อ.บางละมุง พัทยา-นาเกลือ ที่อำเภอศรีราชา ที่อำเภอเมือง รวมถึงอำเภอต่างๆ รอบนอก เช่น อำเภอบ่อทอง ซึ่งมีพันธมิตรฯอยู่จำนวนมาก พัทยา-นาเกลือมีกิจกรรมจัดรถแห่ติดป้ายออกเชิญชวน ผู้รักชาติที่มีจุดยืนตรงกันไปร่วมกู้ชาติ 23 พ.ย.นี้ ส่วนศรีราชา จัดกิจกรรมเดินต้านรัฐบาลน้องเขยทรราช จัดตั้งรวมกลุ่มประชุมพบปะกันก่อนเดินทา ง23 พ.ย.นี้ ตั้งกล่องรับบริจาคเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพื่อเช่ารถให้เพื่อนพันธมิตรฯ เดินทางเข้ากรุง. ศรีราชานั้นก่อนหน้านี้ได้ประชุมกันที่ร้านอาหารบางพระประมาณ 200 คนตั้งเป้าหมายการทำงานของกลุ่มศรีราชาไว้หลายข้อเช่น ดำรงเป้าหมาย พิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ต้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไล่ระบอบทักษิณ สร้างการเมืองใหม่(สะอาด) ,ศรีราชาผนึกกำลัง เดินไปข้างหน้า สื่อสารถึงกันฉับไวภายใต้เครือข่ายที่ปลอดภัย,นัดใส่เสื้อเหลือง เสื้อพันธมิตร แสดงให้คนทั่วไปเห็นว่า พันธมิตรฯ มีมาก เป็นปึกแผ่นและได้มีการแสดงพลังให้เห็นที่หน้าเทศบาลศรีราชา. ที่อำเภอเมือง อำเภอพนัสนิคม ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นปึกแผ่นอยู่แล้วผ่านการจัดงานใหญ่หลายครั้ง ซึ่งวานนี้ ได้จัดรถกระจายเสียง ติดป้ายเชิญชวน แห่ไปรอบเมือง แจกแผ่นวีซีดี.-หนังสือตำรวจฆ่าประชาชน ติดป้ายเชิญชวน ประชาชนผู้รักชาติ ซึ่งนำโดย น.ส.ญานิศา ไทยยานนท์ นางไพจิตร-นายเชาวน์ บ้านสวน นางสุนีย์ บ้านปึก นำรถกระจายเสียงออกจากหน้าที่ทำการASTV-หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ศรีราชา กระจายเสียงลงไปที่บ้างพระ หนองมน หน้ามหาวิทยาลัยบูรพา อ่างศิลา ที่หน้าตลาดบ้านสวน ตลาดใหม่ ไปสิ้นสุดที่หน้าสวนสาธารณเมืองชลบุรี หน้าโรงยิม ได้มีผู้รักชาติ นิสิตนักศึกษามาขอหนังสือ ตำรวจฆ่าประชาชน-วีซีดี อีกจำนวนมาก ได้รับการตอบรับที่ดีว่าจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ แสดงพลังกันมากกว่าทุกครั้ง มีผู้รักชาติทุกระดับมาแสดงความคิดเห็นด้วย กลุ่มทำงานนี้เป็นกลุ่มที่มีบรรดาเจ๊ๆ อรหันต์ทั้งหลายหนุนเนื่องต่อ 5แกนนำมาโดยลำดับ มีการจัดรถให้เดินทางเข้าทำเนียบประชาชน มีรถออกที่วัดน้อย แต่เพียงแชร์ค่าใช้กันคนละ 250 บาทเป็นค่ารถทั้งไปและกลับ ไม่ทอดทิ้งกัน แต่การไปครั้งนี้ต้องเตรียมเสื้อผ้าไปด้วย เพราะอาจจะอยู่หลายวันหรือหมุนเวียนกัน ตามแต่สถานการณ์ และต้องให้บรรดาพันธมิตรฯมีความปลอดภัยมากที่สุด เช่นเดียวกันกับมติที่ประชุมของพันธมิตรฯศรีราชา. กลุ่มพันธมิตรฯที่เป็นปึกแผ่นนี้ เช่นอำเภอบ่อทอง อำเภอสัตหีบ ซึ่งได้สูญเสียเพื่อนพันธมิตรฯไปแล้ว 1 คนคือนายเจนกิจ กลัดสาคร ซึ่งถูกระเบิดเอ็ม 79 เสียชีวิต จึงทำให้พันธมิตรฯ ของแต่ละกลุ่มดังกล่าว ต้องมีการพบปะหารือกัน ถี่ขึ้นเพื่อสรุปข้อดี ข้อด้อย แต่เรื่องที่สำคัญคือจุดยืนมั่งคง ไม่เรื่องมาก ตระหนักต่อความปลอดภัย ของเพื่อนพันธมิตรฯด้วยกัน ที่อำเภอสัตหีบเป็นอีกอำเภอหนึ่งที่จะมีพันธมิตรฯ เข้ากรุงเทพฯจำนวนมาก และเป็นที่คาดการณ์ว่า พันธมิตรฯ ชลบุรีทั้งจังหวัด ที่จะเดินทางเข้ากรุง 23 พ.ย.นี้จะมีมากกว่าที่คิดจำนวนหลายหมื่น และมียุทธการดาวกระจายกันออกเดินทาง การที่กลุ่มแต่ละอำเภอได้จัดรถเดินทางของแต่ละอำเภอขึ้น ก็เพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่กลั่นแกล้งหน่วงเหนี่ยวการเดินทาง ตามที่ได้รับทราบมา ว่ามีนักการเมืองพันธุ์ชั่วได้สั่งให้ตำรวจตรวจค้นถ่วงเวลาการเดินทางและที่สำคัญก็คือต้องการความคล่องตัวในการเดินทาง ด้านจังหวัดอื่นๆ ของภาคตะวันออก ระยองจะมีพันธมิตรฯ เข้ากรุงประมาณแปดพันคน หรือประมาณห้าพันคน จากการประสานงานของผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตะวันออกนายสุทธิ อัชฌาศัยและทีมงาน เป็นที่ยอมรับของชาวจังหวัดระยอง ส่วนจันทบุรีนั้น คาดว่าจะมีผู้รักชาติเดินทางเข้ากรุงเทพฯ 23 พ.ย.นี้จำนวนมากเป็นพันคน มากกว่าทุกครั้ง นอกจากนี้ผู้รักชาติที่ตราด ที่สระแก้ว ปราจีนบุรี นครนายกอีกจำนวนหนึ่ง การต่อสู้ร่วมชุมนุมครั้งนี้ ผู้รักชาติประชาชนคนไทย ซึ่งเทิดทูนสถาบันสูงสุด ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มีเป้าหมายได้ชัยชนะถึงกลับ หากมีพันธมิตรฯ ถูกฆ่าตายอีกจากการกระทำของสมุนทรราชพันธุ์ชั่ว ก็จะลุกฮือกันมากกว่าเดิม พันธมิตรฯ สตรีผู้ไม่ประสงค์จะออกนามกล่าวว่า ทนกับระบอบทักษิณไม่ไหวแล้ว ความชั่วร้ายนี้เกิดจากรัฐบาลน้องเขยทักษิณ “สู้ตาย..!!ได้ชัยถึงกลับ” กลุ่มพันธมิตรฯ แต่ละกลุ่มมีกติกาอยู่บ้างว่า ทุกคนที่ขึ้นรถร่วมกันไปควรให้เบอร์โทร.ติดต่อกันไว้เพื่อช่วยกันดูแลทั้งขาไปและขากลับ ทุกๆ คนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน เพียงแต่ต้องมีวินัยเคร่งครัดไม่ดื่มสุรา ต้องเชื่อฟัง 5 แกนนำพันธมิตรฯ และแต่ละกลุ่มจะระมัดระวังให้กันต่อกัน สำหรับการเดินทางร่วมกัน เพื่อร่วมการต่อสู้นัดสำคัญ 23 พ.ย.ครั้งนี้ อย่างไรก็ตามต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา 22 พ.ย.ทำให้มีผู้บาดเจ็บสาหัสและไม่สาหัสรวมกันถึง 10 คนยิ่งทำให้พันธมิตรฯ ชลบุรี มีอาการเดือดอยู่บ้าง ต่างยกหูโทรฯ หากันแต่เช้าตรู่ บางคนขอเดินทางเข้าไปก่อนแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะเดินทางตอนเช้าพรุ่งนี้และหรือค่ำวันนี้ เป็นสำคัญ
| | | | |
| สู้ตาย!!ได้ชัยถึงกลับ พันธมิตรตะวันออก ไล่ทรราชพันธุ์ชั่ว เดือดพวกนรกลอบยิงอีก |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 22 พฤศจิกายน 2551 18:16 น. |
 |
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
ศูนย์ข่าวศรีราชา - พันธมิตรฯ แต่ละอำเภอในภาคตะวันออกต่างรวมกลุ่มกันคึกคักมากขึ้น เพื่อให้เป้าหมายการกู้ชาติของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บรรลุสู่ความสำเร็จขับไล่ทรราชนักการเมืองพันธุ์ชั่ว ต้องการ การเมืองใหม่ใสสะอาดต่างแยกย้ายเดินทางเข้ากรุงฯ ถึงจุดสุดทนพฤติกรรมพวกสัตว์นรกลอบกัดอีกเมื่อกลางดึกซ้ำอีก วันที่ 20 - 21 พ.ย.51 พันธมิตรฯ ชลบุรี ต่างมีกิจกรรมในแต่ละอำเภอ ทั้งที่ อ.บางละมุง พัทยา-นาเกลือ ที่อำเภอศรีราชา ที่อำเภอเมือง รวมถึงอำเภอต่างๆ รอบนอก เช่น อำเภอบ่อทอง ซึ่งมีพันธมิตรฯอยู่จำนวนมาก พัทยา-นาเกลือมีกิจกรรมจัดรถแห่ติดป้ายออกเชิญชวน ผู้รักชาติที่มีจุดยืนตรงกันไปร่วมกู้ชาติ 23 พ.ย.นี้ ส่วนศรีราชา จัดกิจกรรมเดินต้านรัฐบาลน้องเขยทรราช จัดตั้งรวมกลุ่มประชุมพบปะกันก่อนเดินทา ง23 พ.ย.นี้ ตั้งกล่องรับบริจาคเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพื่อเช่ารถให้เพื่อนพันธมิตรฯ เดินทางเข้ากรุง. ศรีราชานั้นก่อนหน้านี้ได้ประชุมกันที่ร้านอาหารบางพระประมาณ 200 คนตั้งเป้าหมายการทำงานของกลุ่มศรีราชาไว้หลายข้อเช่น ดำรงเป้าหมาย พิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ต้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไล่ระบอบทักษิณ สร้างการเมืองใหม่(สะอาด) ,ศรีราชาผนึกกำลัง เดินไปข้างหน้า สื่อสารถึงกันฉับไวภายใต้เครือข่ายที่ปลอดภัย,นัดใส่เสื้อเหลือง เสื้อพันธมิตร แสดงให้คนทั่วไปเห็นว่า พันธมิตรฯ มีมาก เป็นปึกแผ่นและได้มีการแสดงพลังให้เห็นที่หน้าเทศบาลศรีราชา. ที่อำเภอเมือง อำเภอพนัสนิคม ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นปึกแผ่นอยู่แล้วผ่านการจัดงานใหญ่หลายครั้ง ซึ่งวานนี้ ได้จัดรถกระจายเสียง ติดป้ายเชิญชวน แห่ไปรอบเมือง แจกแผ่นวีซีดี.-หนังสือตำรวจฆ่าประชาชน ติดป้ายเชิญชวน ประชาชนผู้รักชาติ ซึ่งนำโดย น.ส.ญานิศา ไทยยานนท์ นางไพจิตร-นายเชาวน์ บ้านสวน นางสุนีย์ บ้านปึก นำรถกระจายเสียงออกจากหน้าที่ทำการASTV-หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ศรีราชา กระจายเสียงลงไปที่บ้างพระ หนองมน หน้ามหาวิทยาลัยบูรพา อ่างศิลา ที่หน้าตลาดบ้านสวน ตลาดใหม่ ไปสิ้นสุดที่หน้าสวนสาธารณเมืองชลบุรี หน้าโรงยิม ได้มีผู้รักชาติ นิสิตนักศึกษามาขอหนังสือ ตำรวจฆ่าประชาชน-วีซีดี อีกจำนวนมาก ได้รับการตอบรับที่ดีว่าจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ แสดงพลังกันมากกว่าทุกครั้ง มีผู้รักชาติทุกระดับมาแสดงความคิดเห็นด้วย กลุ่มทำงานนี้เป็นกลุ่มที่มีบรรดาเจ๊ๆ อรหันต์ทั้งหลายหนุนเนื่องต่อ 5แกนนำมาโดยลำดับ มีการจัดรถให้เดินทางเข้าทำเนียบประชาชน มีรถออกที่วัดน้อย แต่เพียงแชร์ค่าใช้กันคนละ 250 บาทเป็นค่ารถทั้งไปและกลับ ไม่ทอดทิ้งกัน แต่การไปครั้งนี้ต้องเตรียมเสื้อผ้าไปด้วย เพราะอาจจะอยู่หลายวันหรือหมุนเวียนกัน ตามแต่สถานการณ์ และต้องให้บรรดาพันธมิตรฯมีความปลอดภัยมากที่สุด เช่นเดียวกันกับมติที่ประชุมของพันธมิตรฯศรีราชา. กลุ่มพันธมิตรฯที่เป็นปึกแผ่นนี้ เช่นอำเภอบ่อทอง อำเภอสัตหีบ ซึ่งได้สูญเสียเพื่อนพันธมิตรฯไปแล้ว 1 คนคือนายเจนกิจ กลัดสาคร ซึ่งถูกระเบิดเอ็ม 79 เสียชีวิต จึงทำให้พันธมิตรฯ ของแต่ละกลุ่มดังกล่าว ต้องมีการพบปะหารือกัน ถี่ขึ้นเพื่อสรุปข้อดี ข้อด้อย แต่เรื่องที่สำคัญคือจุดยืนมั่งคง ไม่เรื่องมาก ตระหนักต่อความปลอดภัย ของเพื่อนพันธมิตรฯด้วยกัน ที่อำเภอสัตหีบเป็นอีกอำเภอหนึ่งที่จะมีพันธมิตรฯ เข้ากรุงเทพฯจำนวนมาก และเป็นที่คาดการณ์ว่า พันธมิตรฯ ชลบุรีทั้งจังหวัด ที่จะเดินทางเข้ากรุง 23 พ.ย.นี้จะมีมากกว่าที่คิดจำนวนหลายหมื่น และมียุทธการดาวกระจายกันออกเดินทาง การที่กลุ่มแต่ละอำเภอได้จัดรถเดินทางของแต่ละอำเภอขึ้น ก็เพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่กลั่นแกล้งหน่วงเหนี่ยวการเดินทาง ตามที่ได้รับทราบมา ว่ามีนักการเมืองพันธุ์ชั่วได้สั่งให้ตำรวจตรวจค้นถ่วงเวลาการเดินทางและที่สำคัญก็คือต้องการความคล่องตัวในการเดินทาง ด้านจังหวัดอื่นๆ ของภาคตะวันออก ระยองจะมีพันธมิตรฯ เข้ากรุงประมาณแปดพันคน หรือประมาณห้าพันคน จากการประสานงานของผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตะวันออกนายสุทธิ อัชฌาศัยและทีมงาน เป็นที่ยอมรับของชาวจังหวัดระยอง ส่วนจันทบุรีนั้น คาดว่าจะมีผู้รักชาติเดินทางเข้ากรุงเทพฯ 23 พ.ย.นี้จำนวนมากเป็นพันคน มากกว่าทุกครั้ง นอกจากนี้ผู้รักชาติที่ตราด ที่สระแก้ว ปราจีนบุรี นครนายกอีกจำนวนหนึ่ง การต่อสู้ร่วมชุมนุมครั้งนี้ ผู้รักชาติประชาชนคนไทย ซึ่งเทิดทูนสถาบันสูงสุด ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มีเป้าหมายได้ชัยชนะถึงกลับ หากมีพันธมิตรฯ ถูกฆ่าตายอีกจากการกระทำของสมุนทรราชพันธุ์ชั่ว ก็จะลุกฮือกันมากกว่าเดิม พันธมิตรฯ สตรีผู้ไม่ประสงค์จะออกนามกล่าวว่า ทนกับระบอบทักษิณไม่ไหวแล้ว ความชั่วร้ายนี้เกิดจากรัฐบาลน้องเขยทักษิณ “สู้ตาย..!!ได้ชัยถึงกลับ” กลุ่มพันธมิตรฯ แต่ละกลุ่มมีกติกาอยู่บ้างว่า ทุกคนที่ขึ้นรถร่วมกันไปควรให้เบอร์โทร.ติดต่อกันไว้เพื่อช่วยกันดูแลทั้งขาไปและขากลับ ทุกๆ คนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน เพียงแต่ต้องมีวินัยเคร่งครัดไม่ดื่มสุรา ต้องเชื่อฟัง 5 แกนนำพันธมิตรฯ และแต่ละกลุ่มจะระมัดระวังให้กันต่อกัน สำหรับการเดินทางร่วมกัน เพื่อร่วมการต่อสู้นัดสำคัญ 23 พ.ย.ครั้งนี้ อย่างไรก็ตามต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา 22 พ.ย.ทำให้มีผู้บาดเจ็บสาหัสและไม่สาหัสรวมกันถึง 10 คนยิ่งทำให้พันธมิตรฯ ชลบุรี มีอาการเดือดอยู่บ้าง ต่างยกหูโทรฯ หากันแต่เช้าตรู่ บางคนขอเดินทางเข้าไปก่อนแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะเดินทางตอนเช้าพรุ่งนี้และหรือค่ำวันนี้ เป็นสำคัญ
| | | | | | |
|