sombat's profileSpace ของ sombatPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    November 28

    จากร้านข้าวสารน้อยสู่ทรัพย์ศฤงคารข้ามชาติ

    จากร้านข้าวสารน้อยสู่ทรัพย์ศฤงคารข้ามชาติ
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 ตุลาคม 2551 14:13 น.
    หวัง หย่งชิ่งเจ้าสัวพลาสติกระดับโลก
           เดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล – ปิดฉากชีวิตเจ้าสัวหวัง หย่งชิ่ง มหาเศรษฐี เจ้าของฟอร์โมซา พลาสติกส์ กรุ๊ป กลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งไต้หวัน ผู้สร้างตำนานการต่อสู้ชีวิตอันยิ่งใหญ่ จารึกในใจอนุชนรุ่นหลัง ให้ได้จดจำศึกษา
           
           เจ้าสัวหวังสิ้นลมหายใจเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ขณะอายุได้ 91 ปี เขาเป็นชาวไต้หวันผู้หนึ่ง ซึ่งร่ำรวยที่สุดในประเทศ โดยคาดกันว่าเขามีทรัพย์สมบัติมากมายเกือบ 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
           
           จากบุตรชายครอบครัวชาวนาด้อยการศึกษา หวังเริ่มต้นธุรกิจในช่วงทศวรรษ1920 ซึ่งขณะนั้นเกาะไต้หวันยังเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น ด้วยการเปิดร้านขายข้าวสารร่วมกับพี่ชาย 2 คน
           
           ร้านข้าวสารแห่งนี้มีลักษณะพิเศษ กล่าวคือส่งข้าวให้ลูกค้าโดยไม่คิดค่าบริการ
           

           กระทั่งต่อมา หวังได้ก่อตั้งฟอร์โมซา พลาสติกส์ กรุ๊ป จนผงาดขึ้นเป็นกลุ่มบริษัทผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ที่สุดและทำกำไรมากที่สุดของแดนมังกรน้อย
           
           ฟอร์โมซา พลาสติกส์ สยายปีกธุรกิจจากจีนแผ่นดินใหญ่ไปจนถึงเมืองพอยต์ คอมฟอร์ต, รัฐเท็กซัส, ประเทศสหรัฐฯ โดยเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตสารโพลีวินิล คลอไรด์ ชั้นนำของโลก นอกจากนั้น ยังผลิตเคมีภัณฑ์, เครื่องสำอาง, อาหาร และรถยนต์ ตลอดจนดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลหลายแห่ง กลุ่มบริษัทมียอดขายสินค้าในตลาดทั่วโลกเป็นมูลค่าสูงถึง 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีพนักงานลูกจ้างจำนวน 94,000 คน
           
           ในปี 2492 ฝ่ายชาตินิยมพ่ายแพ้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ในสงครามกลางเมืองบนแผ่นดินใหญ่ จึงถอยร่นมาตั้งหลักบนเกาะไต้หวัน ทำให้เกาะแห่งนี้ตกเป็นเป้าสนใจของโลก และอีก 5 ปีต่อมา โครงการความช่วยเหลือของสหรัฐฯ จึงปล่อยเงินกู้ให้แก่หวังสำหรับก่อสร้างโรงงานพีวีซีเล็ก ๆ ขึ้นมา
           
           ด้วยฝีมือการบริหารจัดการ ที่เลื่องลือกระฉ่อนว่า สูงส่งระดับเทพ หวังลดต้นทุนค่าใช้จ่าย จนแทบเหลือแต่กระดูก ทว่าปฏิบัติกับลูกจ้างเหมือนคนในครอบครัวตนเอง และในช่วงทศวรรษ 1980 หวังยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ ช่วยผลักดันให้ไต้หวันเลิกตัดสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนแผ่นดินใหญ่ โดยเข้าไปลงทุนในโรงไฟฟ้าและโรงงานผลิตพลาสติกที่นั่น
           

           หลังจากเหตุการณ์ปราบปรามนองเลือดผู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 2532 ผ่านพ้นไปไม่กี่เดือน หวังก็ได้รับการต้อนรับขับสู้จากเติ้ง เสี่ยวผิง ท่านผู้นำจีนในสมัยนั้น
           
           แม้ปลดเกษียณตัวเองอย่างเป็นทางการมาได้ 2 ปีแล้ว แต่ในช่วงไม่กี่เดือนก่อนหน้าจะจากโลกนี้ไป หวังยังคงทุ่มเททำงาน เพื่อสร้างการขนส่ง เชื่อมโดยตรงระหว่างไต้หวันกับจีน
           
           “ชาวไต้หวันก็คือชาวจีนนั่นเอง” ครั้งหนึ่ง ท่านเจ้าสัวเคยกล่าวไว้เช่นนี้
           
           เมื่อเดือนมิถุนายนฟอร์โมซา พลาสติกส์ กรุ๊ปประกาศโครงการมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมัน และแนฟทา
           แคร็กเกอร์ ในมณฑลเจ้อเจียง นอกจากนั้น ยังมีกิจการปิโตรเคมีขนาดใหญ่อยู่นอกเมืองฮูสตันแดนลุงแซมอีกด้วย
           
           “ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คุณหวังเป็นนายทุนผู้ประกอบการชาวไต้หวันเพียงคนเดียว ที่เริ่มต้นจากปากกัดตีนถีบอย่างแท้จริง และถือหางเสืออาณาจักรธุรกิจ ผ่านวงจรเศรษฐกิจหลายยุคหลายสมัย จนมาสู่จุดอย่างที่เป็นทุกวันนี้” ไล่ จงชวน อาจารย์แผนกบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัยไต้หวันแห่งชาติกล่าวยกย่อง
           
           “ เรียกว่า ไร้ผู้เทียมทาน”

           สำหรับตัวตนที่แท้จริงของหวัง เขาเป็นบุคคล ที่มีชีวิตอยู่อย่างสันโดษ และกล่าวกันว่า เขายึดถือหลักสุภาษิต ที่ว่า “จงมีชีวิตอยู่ในวันหนึ่ง, จงทำงานไปในวันหนึ่ง”
           

           ตัวเขาเองนั้น อาศัยอยู่ในห้องชุดภายในสำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัท ซึ่งตั้งอยู่ในย่านธุรกิจของกรุงไทเป
           
           ความตระหนี่ถี่ถ้วนของท่านเจ้าสัว เล่าขานกันเป็นตำนานเลยทีเดียว
           
           เวลาเขาเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของบริษัท เขาจะจ่ายค่าอาหารกลางวันแก่เจ้าหน้าที่ทุกคน ที่มาประชุม คนละ 2 ดอลลาร์ ไม่เคยมีโต๊ะบุฟเฟ่ต์ ไม่มีอาหารฟุ่มเฟือยให้เห็นสักครั้ง
           
           ท่านเจ้าสัวจะค่อย ๆ รินกาแฟร้อน ลงในเหยือกใส่ครีม เพื่อล้างให้หมดจด เพราะเสียดายของ และสมัยที่ยังเป็นชายหนุ่ม ทำงานในร้านข้าวสารนั้น ผู้จะได้เป็นเจ้าสัวในอนาคตอาบน้ำ โดยสาดน้ำเย็นรดกาย เพราะต้องการประหยัดเงิน ไม่ให้สิ้นเปลืองสักแดงเดียว
           
           ในช่วงปลายทศวรรษ1990 เมื่อเจ้าสัวหวังเข้าสู่วัยบั้นปลายชีวิต ที่คนรุ่นเดียวกันวางมือจากอาชีพการงาน หันมาพักผ่อนอย่างสงบ ทว่าความใฝ่ฝันแรงกล้าของเจ้าสัวหวังไม่เคยมอดไหม้ เขายังทำงานควบคุมดูแลโครงการลงทุนผลิตรถยนต์ และต้องการผลิตรถยนต์ ที่มีเทคโนโลยี่สูงกว่ารถทั่วไป เช่น รถยนต์เซลล์เชื้อเพลิง (Fuel-cell car)
           
           ทว่าทศวรรษแห่งความพยายามนั้น กลับกลายเป็นศูนย์ ในที่สุดบริษัทฟอร์โมซา ออโตโมบิล ก็ต้องเลิกกิจการไปในปี 2550 อันนับเป็นความปราชัยยับเยินที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของนักสู้ผู้นี้
           
           ด้านชีวิตสมรสนั้น เจ้าสัวหวังมีภรรยา 3 คน และบุตรธิดาเข้าสานต่อธุรกิจของบิดาอย่างใกล้ชิด แต่พวกเขาก็มีกิจการของตนเองด้วยเช่นกัน
           
           หวัง เสี่ยว์หง บุตรสาวคนหนึ่งจับงานในตำแหน่งประธานบริษัทผู้ผลิตสมาร์ตโฟน HTC Corp. ส่วนวินส์ตัน หวัง บุตรชาย ที่ครั้งหนึ่ง มองกันว่า เขาถูกวางตัวเป็นทายาท เกิดแตกหักกับบิดา จึงย้ายไปเซี่ยงไฮ้ โดยลงทุนร่วมกับเจียง เหมี่ยนเหิง บุตรชายของอดีตประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมินแห่งแดนมังกร

    The Culmination of My Life-long Dream: The School for the Young Generations of the Country

    โรงเรียนสุดขอบฟ้า
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 พฤศจิกายน 2551 10:30 น.

    เด็กโรงเรียนประถมกู่ลู่ถ่ายรูปร่วมกัน โดยมีคุณครูเซินนั่งตรงกลาง

    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    เส้นทางไปหมู่บ้านกู่ลู่ต้องลัดเลาะหน้าผา

    ครูเซิน ผู้อุทิศชีวิตเพื่อเด็กๆมากว่า 26ปี

    ทางล่อเดิน เส้นทางสายเดียวของหมู่บ้าน

    สวมเสื้อตัวใหม่แล้ว เด็กๆเบิกบานขึ้นมาก

    “เสียงท่องอ่านหนังสือสะเทือนถึงหมู่เมฆ ต้นกล้าเติบโตหยั่งราก”

    กลางเดือนที่แล้ว อาสาสมัครกลุ่มหนึ่งเดินลัดเลาะหุบเขา ไปตามทางแคบๆ ที่คดเคี้ยว ทางสายนี้บางช่วงชันถึง 90 องศา ช่วงที่แคบที่สุดกว้างเพียง 40 ซม. พวกเขาใช้เวลา 5 ชั่วโมง ผ่านร้อยแปดพันโค้ง ด้วยจุดมุ่งหมายคือ นำเสื้อกันหนาวและอุปกรณ์การเรียนไปให้กับเด็กๆ ที่ “หมู่บ้านกู่ลู่”
           
           หมู่บ้านกู่ลู่ ถ้าคิดตามเขตการปกครองแล้วจะอยู่ใน มณฑลเสฉวน เมืองหยาอัน อำเภอฮั่นหยวน ตำบลหย่งลี่ เขตปกครองชนเผ่าอี๋ แต่ถ้าดูตามสภาพแล้ว หมู่บ้านที่แฝงตัวอยู่กลางม่านเมฆแห่งนี้ น่าจะเรียกว่า หมู่บ้านสุดขอบฟ้า มากกว่า
           
           ชาวบ้านที่นำทางบอกว่า ทางรถไฟสายเฉิงตู –คุนหมิง เป็นเหมือนเส้นขอบฟ้าของหมู่บ้านกู่ลู่ โดยเส้นทางเข้าหมู่บ้านนั้นต้องลัดเลาะไปตามหน้าผา จนกระทั่งเมื่อปี 2003 ที่สร้าง “ทางล่อเดิน” เสร็จ หมู่บ้านกู่ลู่จึงเริ่มติดต่อกับโลกภายนอกได้ และ ทางล่อเดินนี้เองที่นำพาคุณครูหนึ่งเดียวตลอด 26 ปีของโรงเรียนประถมกู่ลู่มาที่นี่ ผู้คนในหมู่บ้าน 500 กว่าคน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างเรียกเขาว่า “คุณครูเซิน”
           
           คุณครูเซินฉีจวิน วัย 45ปี ผิวคล้ำกร้าน สวมรองเท้าบูททหาร กับเสื้อเชิ๊ตที่เปื่อยจนแขนเสื้อขาดกำลังนั่งงลับมีดอยู่ ชาวบ้านที่ช่วยงานอยู่ใกล้ๆเมื่อเห็นผู้มาเยือนก็รีบเอ่ยปากบอกว่าคุณครูเซินได้ข่าวว่าจะมีคนมามอบเสื้อกันหนาวให้กับเด็กๆ เลยเอาเงินเดือนทั้งเดือนไปซื้อแพะมาตัวหนึ่ง” คุณครูเซินได้แต่ยิ้มและบอกว่า “ไม่เป็นไรหรอก บนเขาบนดอยไม่มีอะไรกิน”
           
           
    โรงเรียนประถมหมู่บ้านกู่ลู่ ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่ดีที่สุดในหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว โดยมีห้องเรียนห้าห้องและหนึ่งห้องน้ำที่สร้างขึ้นด้วยปูนซีเมนต์ ห้องเรียนอยู่ชั้นบน ห้องน้ำอยู่ใต้ถุน ผนังไม้เก่าๆ ติดคำขวัญที่ว่า “เสียงท่องอ่านหนังสือสะเทือนถึงหมู่เมฆ ต้นกล้าเติบโตหยั่งราก” คำขวัญนี้ดูเหมือนจะบ่งบอกถึงปณิธาณของโรงเรียนแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี พื้นที่ว่างเล็กๆหน้าห้องน้ำถูกดัดแปลงเป็นสนามบาสเก็ตตบอล โดยใช้แผ่นไม้กระดานดำผุๆประกอบเข้าด้วยกัน นักเรียนชายสองคนกำลังใจจดใจจ่ออยู่กับการเดาะบอล แต่พวกเขาไม่กล้าจะโยนลูกออกไป เพราะว่าถ้าลูกบอลกลิ้งตกเขาไปแล้ว อาจต้องใช้เวลาครึ่งค่อนวันกว่าจะไปเก็บกลับมา
           
           เซินฉีจวินมาอยู่ที่โรงเรียนประถมหมู่บ้านกู่ลู่ ตั้งแต่อายุ 18 ตอนนั้นห้องเรียนสร้างด้วยดินเหนียว หลังคาก็รั่ว ผนังก็ลมพัดโกรก ห้องน้ำไม่มี นักเรียนหลายคนวิ่งไปเข้าห้องน้ำหกล้มหกคว่ำเจ็บตัวกันไป คุณครูเซินต้องเรียกรวมคนทั้งหมู่บ้านมาช่วยกันซ่อมโรงเรียน และสร้างห้องน้ำแบบง่ายๆขึ้น
           
           “หมู่บ้านกู่ลู่ห่างไกลมาก เราใช้ทุกวิถีทางหาครูมา แต่ทุกคนก็อยู่ได้ไม่นาน คุณครูเซินอดทนอยู่มานานขนาดนี้ เราซาบซึ้งและขอบคุณอย่างมาก” หลี่ ชิงหลง ผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอฮั่นหยวน บอก
           ทางศึกษาธิการอำเภอเคยจะเพิ่มคุณวุฒิให้กับครูเซิน แต่ติดที่วุฒิการศึกษาของครูเซินไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เลยไม่รู้จะช่วยอย่างไร ได้แต่ช่วยเพิ่มเบี้ยเลี้ยงให้ได้นิดหน่อย
           
           ครูเซินเองก็เคยจะถอดใจกลับไปรับจ้างทำงานที่อื่น แต่คนทั้งหมู่บ้านวิงวอนให้เขาอยู่ต่อ “คุณครูเซินไปแล้ว โรงเรียนก็ไม่มีครู ไม่มีใครอยากมาสอนหนังสือบนดอย ถึงมาแล้วก็อยู่ได้ไม่นาน” ชาวบ้านบอก
           
           ลูกศิษย์ของครูเซินมีโอกาสเรียนถึงขั้นมหาวิทยาลัยสองคน แต่เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ครูเซินก็บอกว่า “พวกเขามีครูอื่นๆอีกหลายคน” ดูเหมือนว่า ครูเซินที่มีคุณวุฒิแค่มัธยมต้น ไม่กล้าที่จะอวดอ้างว่าสอนเด็กจนเข้ามหาวิทยาลัยได้
           
           ครูเซินบอกว่า “สอนหนังสือมาหลายปี เรื่องที่ละลายใจมีเยอะ เรื่องที่อวดอ้างได้แทบจะไม่มี” ความละอายใจที่ครูเซินพูดถึง ก็คือ เขารู้ดีว่าความรู้ของตัวเองตามไม่ทันโลกภายนอกแล้ว กลัวว่าเด็กๆที่หมู่บ้านกู่ลู่ นับวันจะห่างไกลจากโลกออกไปไกลทุกทีๆ
           
           จนกระทั่ง เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีเด็กหนุ่มอายุราวๆ 20 มาถึงหมู่บ้านกู่ลู่ เด็กหนุ่มบอกครูเซินว่า เขาชื่อ “เปา ถังเทา” อยากจะมาเป็นอาสามัครที่นี่ เปา ถังเทาจบจากวิทยาลัยครูที่สองแห่งมณฑลหูเป่ย จากวันนั้นเขาก็อาศัยห้องทำงานของครูเซินเป็นที่พัก เริ่มต้นประสบการณ์เป็นครูใหม่ที่โรงเรียนประถมหมู่บ้านกู่ลู่
           
           ทุกวัน เปาถังเทา ตื่นนอนเจ็ดโมงเช้า ผ่าฟืนหุงข้าวเสร็จ ก็หอบหนังสือนั่งไปนั่งบนหลังคาบ้าน หน้าบ้านเป็นหน้าผา ถัดจากหน้าผาเป็นหุบเขา ระหว่างหุบเขามีลำน้ำไหลผ่าน 40นาทีผ่านไปถึงเห็นครูเซินเดินกลับจากนา มาถึงโรงเรียน แต่คนทั้งสองต้องรอจนถึงประมาณสิบโมงเช้า เด็กที่เดินลัดเลาะภูเขามาหนึ่งถึงสองชั่วโมงจึงจะมาถึงโรงเรียน
           
           มาอยู่บนดอยได้ไม่ถึงสองวัน เปาถังเทาก็พบกับปัญหาใหญ่ โรงเรียนไม่มีไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือของเขาแบ็ตหมดแล้ว ไม่สามารถติดต่อกับโรงภายนอกได้ อันที่จริงแล้วหมู่บ้านกู่ลู่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ข้าราชการในหมู่บ้านหลายคนก็มีโทรศัพท์มือถือ แต่เพราะว่าที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ชาวบ้านเลยต้องซื้อแบตเตอรี่ไว้หลายๆก้อน พอใช้หมดแล้วต้องลงจากเขาหลายชั่วโมงไปชาร์ทแบ็ตที่สถานีรถไฟ
           
           เปาถังเทาคิดว่าอย่างนี้ไม่ได้การ ทำไมไม่คิดหาวิธีการนะ? ถ้ามีไฟฟ้า ต่อไปอาจสอนเด็กๆให้ใช้คอมพิวเตอร์ได้ เขาจึงตัดสินใจลงเขาไปขอความช่วยเหลือ ในที่สุดนักเขียนจากหูเป่ยคนหนึ่งบริจาคเงินให้หมู่บ้านกู่ลู่ 4000 หยวนซื้อเครื่องปั่นไฟขนาดเล็ก ใช้น้ำจากลำธารในหุบเขาปั่นไฟ แต่เครื่องปั่นไฟ ขนาดนี้ก็ทำได้แค่ ทำให้หลอดไฟหนึ่งในห้องเรียนติดบ้างดับบ้าง และชาร์ทแบตเตอรี่ให้โทรศัพท์มือถือ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ก็ทำให้ชาวบ้านค้นพบว่านอกจากครูเซินแล้ว เด็กหนุ่มเปาถังเทาก็ใช้ได้ทีเดียว
           
           ครูเซินสอนเด็กๆได้แค่ภาษาจีนกับเลขคณิต แต่เปาถังเทาเสนอว่าเขาจะสอนภูมิศาสตร์ กับวิทยาศาสตร์พื้นฐานให้กับเด็กๆเพิ่มด้วย นอกจากนี้เขายังให้เด็กๆท่อง “กลอนซันจึจิง”(กลอนสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ เมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน เป็นแบบเรียนสำหรับเด็ก) และกวีนิพนธ์ขงจื๊อ ด้วย
           แต่เด็กนักเรียนวัยสิบสองคนหนึ่งแอบกระซิบว่า “ให้ท่องกลอนกับกวีนิพนธ์ขงจื๊อ หนูชอบให้ครูเซินสอนท่องศัพท์ภาษาจีนมากกว่า”
           

           ครูจากโรงเรียนมัธยมในท้องถิ่นบอกกับเปาถังเทาว่า เด็กที่จบมาจากโรงเรียนประถมกู่ลู่ขึ้นชื่อเรื่องความมุมานะ แต่ต่อให้เด็กพวกนี้ขยันอีกห้าเท่ากับสู้เด็กคนอื่นๆไม่ได้ เมื่อเด็กๆจากโรงเรียนประถมกู่ลู่ถูกเปรียบว่าเป็น “ไม้ผุเอามาแกะสลักไม่ได้” เปาถังเทาได้แต่กลั้นความโกรธไว้ แล้วบอกกลับไปว่า “แม้แต่ส้วมชักโครก คอมพิวเตอร์ หรือรถยนต์ เด็กน้อยเหล่านี้ก็ไม่เคยเห็น” เขารู้ดีว่าอุปกรณ์การสอนของโรงเรียนแทบจะไม่มีอะไรเลย สภาพเช่นนี้เด็กจะเรียนรู้ได้อย่างไร
           
           หลี่ ฮวาน นักเรียนหญิงอายุ 12 คนหนึ่ง บอกว่า เรื่องที่เธอภูมิใจที่สุด คือได้ออกไปที่ตัวตำบล และเห็นรถยนต์จริงๆ ทำให้เด็กน้อยตั้งความหวังว่า การได้ขับรถ คือความใฝ่ฝันสูงสุดของเธอ
           
           บนดอยไม่มีโรงเรียนมัธยม ต้องลงมาจากภูเขาจึงมีโรงเรียนมัธยมสองแห่ง แต่สภาพก็แออัดมาก แทบจะรับนักเรียนเพิ่มไม่ไหว ปีนี้มีเด็ก 12 คนจบจากโรงเรียนประถมกู่ลู่ เพื่อให้เด็กเหล่านี้ได้เรียนต่อมัธยมต้น ครูเซินกับเปาถังเทาขึ้นๆลงๆเขานับครั้งไม่ถ้วน จนในที่สุดก็ส่งเด็กๆเข้าเรียนได้
           
           เดือนกันยายนที่แล้ว “หยางเฟย” รุ่นน้องของเปาถังเทาก็มาเป็นอาสาสมัครที่โรงเรียนกู่ลู่อีกแรงหนึ่ง เธอยังสอนวิชาดนตรีให้เด็กๆด้วย แต่เธอพบว่า เด็กทั้งชั้นร้องเพลงได้เพลงเดียว เป็นเพลงที่ครูเซินสอนร้องด้วยทำนองแปล่งๆ ที่ชื่อว่า “พรุ่งนี้ต้องดีกว่า” หวังเฟยจึงสอนเด็กร้องเพลงชื่อว่า “เสียงเพลงและรอยยิ้ม” ถือว่าเป็นเพลงเพื่อต้อนรับผู้มาเยือน
           
           ครูเซินบอกว่า เขารู้สึกซาบซึ้งกับเด็กหนุ่มสาวสองคนนี้มาก ที่มาช่วยเขาแบ่งเบาภาระ
           
           กลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อาสาสมัครและนักข่าวนำเสื้อกันหนาวมาให้กับเด็กๆ ต่อหน้ากล้องถ่ายรูปเด็กมีท่าทีตื่นเต้น เก้ๆกังๆ แต่พอได้สวมเสื้อกันหนาวตัวใหม่ ใบหน้าของเด็กๆก็มีรอยยิ้มเปื้อนอยู่ แต่ หยางเฟย กลับรู้สึกกังวลอยู่ลึกๆ คนใจบุญเอาของมาแจกมากมาย แต่ไม่เคยมีใครเอาใจมาแจก ทุกครั้งที่มีคนแปลกหน้ามาเยือน แววตาของเด็กๆต่างเต็มเปี่ยมด้วยความหวัง แต่คนเหล่านั้นมาแล้วก็จากไป ทิ้งไว้ก็เพียง แววตาที่หมดหวังของเด็กๆ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เป็นไปได้ไหมเด็กๆเหล่านี้จะเคยชินกับการคอยแต่พึ่ง “น้ำใจ” จากคนอื่น
           
           หยางเฟยยังไม่คุ้นเคยกับชีวิตที่หมู่บ้านกู่ลู่มากนัก โดยเฉพาะยามค่ำคืนอันมือสนิทที่เธอต้องเเอบอยู่ที่มมุมหนึ่ง ของห้องเรียนเพื่ออาบน้ำ ค่ำคืนบนเขาอันหนาวเหน็บ ทำให้เธอต้องแอบร้องไห้อยู่หลายครั้ง
           
           เด็กๆตื่นเต้นกับดินสอสีที่ได้รับแจกเป็นครั้งแรก จนเอามาขีดๆเขียนๆบนผนังเล่น จนครูเซินต้องเอ็ดเป็นภาษาถิ่น “คงมีแต่ครูเซิน ที่เอาเด็กๆพวกนี้อยู่” ชาวบ้านคนหนึ่งพูดออกมา
           
           “วันหนึ่งครูเปากับครูหยางก็ต้องจากไป ผมรู้ดี ผมก็ได้แต่หวังว่าจะมีอาสาสมัครดีๆอย่างทั้งคู่ มาช่วยเหลือเด็กๆเหล่านี้อีก” ครูเซินพูดพร้อมรอยยิ้มอย่างจริงใจ
           
           “เด็กๆชอบครูคนไหนมากที่สุด” ใครคนหนึ่งถามขึ้นมา
           “ครูเซิน เพราะครูอยู่กับพวกเราตลอดมา” เด็กคนหนึ่งตอบอย่างพาซื่อ


    ที่สุดแห่งอุดมการณ์ของฉัน: โรงเรียนสุดขอบฟ้า

    โรงเรียนสุดขอบฟ้า
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 พฤศจิกายน 2551 10:30 น.

    เด็กโรงเรียนประถมกู่ลู่ถ่ายรูปร่วมกัน โดยมีคุณครูเซินนั่งตรงกลาง

    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    เส้นทางไปหมู่บ้านกู่ลู่ต้องลัดเลาะหน้าผา

    ครูเซิน ผู้อุทิศชีวิตเพื่อเด็กๆมากว่า 26ปี

    ทางล่อเดิน เส้นทางสายเดียวของหมู่บ้าน

    สวมเสื้อตัวใหม่แล้ว เด็กๆเบิกบานขึ้นมาก

    “เสียงท่องอ่านหนังสือสะเทือนถึงหมู่เมฆ ต้นกล้าเติบโตหยั่งราก”

    กลางเดือนที่แล้ว อาสาสมัครกลุ่มหนึ่งเดินลัดเลาะหุบเขา ไปตามทางแคบๆ ที่คดเคี้ยว ทางสายนี้บางช่วงชันถึง 90 องศา ช่วงที่แคบที่สุดกว้างเพียง 40 ซม. พวกเขาใช้เวลา 5 ชั่วโมง ผ่านร้อยแปดพันโค้ง ด้วยจุดมุ่งหมายคือ นำเสื้อกันหนาวและอุปกรณ์การเรียนไปให้กับเด็กๆ ที่ “หมู่บ้านกู่ลู่”
           
           หมู่บ้านกู่ลู่ ถ้าคิดตามเขตการปกครองแล้วจะอยู่ใน มณฑลเสฉวน เมืองหยาอัน อำเภอฮั่นหยวน ตำบลหย่งลี่ เขตปกครองชนเผ่าอี๋ แต่ถ้าดูตามสภาพแล้ว หมู่บ้านที่แฝงตัวอยู่กลางม่านเมฆแห่งนี้ น่าจะเรียกว่า หมู่บ้านสุดขอบฟ้า มากกว่า
           
           ชาวบ้านที่นำทางบอกว่า ทางรถไฟสายเฉิงตู –คุนหมิง เป็นเหมือนเส้นขอบฟ้าของหมู่บ้านกู่ลู่ โดยเส้นทางเข้าหมู่บ้านนั้นต้องลัดเลาะไปตามหน้าผา จนกระทั่งเมื่อปี 2003 ที่สร้าง “ทางล่อเดิน” เสร็จ หมู่บ้านกู่ลู่จึงเริ่มติดต่อกับโลกภายนอกได้ และ ทางล่อเดินนี้เองที่นำพาคุณครูหนึ่งเดียวตลอด 26 ปีของโรงเรียนประถมกู่ลู่มาที่นี่ ผู้คนในหมู่บ้าน 500 กว่าคน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างเรียกเขาว่า “คุณครูเซิน”
           
           คุณครูเซินฉีจวิน วัย 45ปี ผิวคล้ำกร้าน สวมรองเท้าบูททหาร กับเสื้อเชิ๊ตที่เปื่อยจนแขนเสื้อขาดกำลังนั่งงลับมีดอยู่ ชาวบ้านที่ช่วยงานอยู่ใกล้ๆเมื่อเห็นผู้มาเยือนก็รีบเอ่ยปากบอกว่าคุณครูเซินได้ข่าวว่าจะมีคนมามอบเสื้อกันหนาวให้กับเด็กๆ เลยเอาเงินเดือนทั้งเดือนไปซื้อแพะมาตัวหนึ่ง” คุณครูเซินได้แต่ยิ้มและบอกว่า “ไม่เป็นไรหรอก บนเขาบนดอยไม่มีอะไรกิน”
           
           
    โรงเรียนประถมหมู่บ้านกู่ลู่ ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่ดีที่สุดในหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว โดยมีห้องเรียนห้าห้องและหนึ่งห้องน้ำที่สร้างขึ้นด้วยปูนซีเมนต์ ห้องเรียนอยู่ชั้นบน ห้องน้ำอยู่ใต้ถุน ผนังไม้เก่าๆ ติดคำขวัญที่ว่า “เสียงท่องอ่านหนังสือสะเทือนถึงหมู่เมฆ ต้นกล้าเติบโตหยั่งราก” คำขวัญนี้ดูเหมือนจะบ่งบอกถึงปณิธาณของโรงเรียนแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี พื้นที่ว่างเล็กๆหน้าห้องน้ำถูกดัดแปลงเป็นสนามบาสเก็ตตบอล โดยใช้แผ่นไม้กระดานดำผุๆประกอบเข้าด้วยกัน นักเรียนชายสองคนกำลังใจจดใจจ่ออยู่กับการเดาะบอล แต่พวกเขาไม่กล้าจะโยนลูกออกไป เพราะว่าถ้าลูกบอลกลิ้งตกเขาไปแล้ว อาจต้องใช้เวลาครึ่งค่อนวันกว่าจะไปเก็บกลับมา
           
           เซินฉีจวินมาอยู่ที่โรงเรียนประถมหมู่บ้านกู่ลู่ ตั้งแต่อายุ 18 ตอนนั้นห้องเรียนสร้างด้วยดินเหนียว หลังคาก็รั่ว ผนังก็ลมพัดโกรก ห้องน้ำไม่มี นักเรียนหลายคนวิ่งไปเข้าห้องน้ำหกล้มหกคว่ำเจ็บตัวกันไป คุณครูเซินต้องเรียกรวมคนทั้งหมู่บ้านมาช่วยกันซ่อมโรงเรียน และสร้างห้องน้ำแบบง่ายๆขึ้น
           
           “หมู่บ้านกู่ลู่ห่างไกลมาก เราใช้ทุกวิถีทางหาครูมา แต่ทุกคนก็อยู่ได้ไม่นาน คุณครูเซินอดทนอยู่มานานขนาดนี้ เราซาบซึ้งและขอบคุณอย่างมาก” หลี่ ชิงหลง ผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอฮั่นหยวน บอก
           ทางศึกษาธิการอำเภอเคยจะเพิ่มคุณวุฒิให้กับครูเซิน แต่ติดที่วุฒิการศึกษาของครูเซินไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เลยไม่รู้จะช่วยอย่างไร ได้แต่ช่วยเพิ่มเบี้ยเลี้ยงให้ได้นิดหน่อย
           
           ครูเซินเองก็เคยจะถอดใจกลับไปรับจ้างทำงานที่อื่น แต่คนทั้งหมู่บ้านวิงวอนให้เขาอยู่ต่อ “คุณครูเซินไปแล้ว โรงเรียนก็ไม่มีครู ไม่มีใครอยากมาสอนหนังสือบนดอย ถึงมาแล้วก็อยู่ได้ไม่นาน” ชาวบ้านบอก
           
           ลูกศิษย์ของครูเซินมีโอกาสเรียนถึงขั้นมหาวิทยาลัยสองคน แต่เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ครูเซินก็บอกว่า “พวกเขามีครูอื่นๆอีกหลายคน” ดูเหมือนว่า ครูเซินที่มีคุณวุฒิแค่มัธยมต้น ไม่กล้าที่จะอวดอ้างว่าสอนเด็กจนเข้ามหาวิทยาลัยได้
           
           ครูเซินบอกว่า “สอนหนังสือมาหลายปี เรื่องที่ละลายใจมีเยอะ เรื่องที่อวดอ้างได้แทบจะไม่มี” ความละอายใจที่ครูเซินพูดถึง ก็คือ เขารู้ดีว่าความรู้ของตัวเองตามไม่ทันโลกภายนอกแล้ว กลัวว่าเด็กๆที่หมู่บ้านกู่ลู่ นับวันจะห่างไกลจากโลกออกไปไกลทุกทีๆ
           
           จนกระทั่ง เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีเด็กหนุ่มอายุราวๆ 20 มาถึงหมู่บ้านกู่ลู่ เด็กหนุ่มบอกครูเซินว่า เขาชื่อ “เปา ถังเทา” อยากจะมาเป็นอาสามัครที่นี่ เปา ถังเทาจบจากวิทยาลัยครูที่สองแห่งมณฑลหูเป่ย จากวันนั้นเขาก็อาศัยห้องทำงานของครูเซินเป็นที่พัก เริ่มต้นประสบการณ์เป็นครูใหม่ที่โรงเรียนประถมหมู่บ้านกู่ลู่
           
           ทุกวัน เปาถังเทา ตื่นนอนเจ็ดโมงเช้า ผ่าฟืนหุงข้าวเสร็จ ก็หอบหนังสือนั่งไปนั่งบนหลังคาบ้าน หน้าบ้านเป็นหน้าผา ถัดจากหน้าผาเป็นหุบเขา ระหว่างหุบเขามีลำน้ำไหลผ่าน 40นาทีผ่านไปถึงเห็นครูเซินเดินกลับจากนา มาถึงโรงเรียน แต่คนทั้งสองต้องรอจนถึงประมาณสิบโมงเช้า เด็กที่เดินลัดเลาะภูเขามาหนึ่งถึงสองชั่วโมงจึงจะมาถึงโรงเรียน
           
           มาอยู่บนดอยได้ไม่ถึงสองวัน เปาถังเทาก็พบกับปัญหาใหญ่ โรงเรียนไม่มีไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือของเขาแบ็ตหมดแล้ว ไม่สามารถติดต่อกับโรงภายนอกได้ อันที่จริงแล้วหมู่บ้านกู่ลู่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ข้าราชการในหมู่บ้านหลายคนก็มีโทรศัพท์มือถือ แต่เพราะว่าที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ชาวบ้านเลยต้องซื้อแบตเตอรี่ไว้หลายๆก้อน พอใช้หมดแล้วต้องลงจากเขาหลายชั่วโมงไปชาร์ทแบ็ตที่สถานีรถไฟ
           
           เปาถังเทาคิดว่าอย่างนี้ไม่ได้การ ทำไมไม่คิดหาวิธีการนะ? ถ้ามีไฟฟ้า ต่อไปอาจสอนเด็กๆให้ใช้คอมพิวเตอร์ได้ เขาจึงตัดสินใจลงเขาไปขอความช่วยเหลือ ในที่สุดนักเขียนจากหูเป่ยคนหนึ่งบริจาคเงินให้หมู่บ้านกู่ลู่ 4000 หยวนซื้อเครื่องปั่นไฟขนาดเล็ก ใช้น้ำจากลำธารในหุบเขาปั่นไฟ แต่เครื่องปั่นไฟ ขนาดนี้ก็ทำได้แค่ ทำให้หลอดไฟหนึ่งในห้องเรียนติดบ้างดับบ้าง และชาร์ทแบตเตอรี่ให้โทรศัพท์มือถือ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ก็ทำให้ชาวบ้านค้นพบว่านอกจากครูเซินแล้ว เด็กหนุ่มเปาถังเทาก็ใช้ได้ทีเดียว
           
           ครูเซินสอนเด็กๆได้แค่ภาษาจีนกับเลขคณิต แต่เปาถังเทาเสนอว่าเขาจะสอนภูมิศาสตร์ กับวิทยาศาสตร์พื้นฐานให้กับเด็กๆเพิ่มด้วย นอกจากนี้เขายังให้เด็กๆท่อง “กลอนซันจึจิง”(กลอนสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ เมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน เป็นแบบเรียนสำหรับเด็ก) และกวีนิพนธ์ขงจื๊อ ด้วย
           แต่เด็กนักเรียนวัยสิบสองคนหนึ่งแอบกระซิบว่า “ให้ท่องกลอนกับกวีนิพนธ์ขงจื๊อ หนูชอบให้ครูเซินสอนท่องศัพท์ภาษาจีนมากกว่า”
           

           ครูจากโรงเรียนมัธยมในท้องถิ่นบอกกับเปาถังเทาว่า เด็กที่จบมาจากโรงเรียนประถมกู่ลู่ขึ้นชื่อเรื่องความมุมานะ แต่ต่อให้เด็กพวกนี้ขยันอีกห้าเท่ากับสู้เด็กคนอื่นๆไม่ได้ เมื่อเด็กๆจากโรงเรียนประถมกู่ลู่ถูกเปรียบว่าเป็น “ไม้ผุเอามาแกะสลักไม่ได้” เปาถังเทาได้แต่กลั้นความโกรธไว้ แล้วบอกกลับไปว่า “แม้แต่ส้วมชักโครก คอมพิวเตอร์ หรือรถยนต์ เด็กน้อยเหล่านี้ก็ไม่เคยเห็น” เขารู้ดีว่าอุปกรณ์การสอนของโรงเรียนแทบจะไม่มีอะไรเลย สภาพเช่นนี้เด็กจะเรียนรู้ได้อย่างไร
           
           หลี่ ฮวาน นักเรียนหญิงอายุ 12 คนหนึ่ง บอกว่า เรื่องที่เธอภูมิใจที่สุด คือได้ออกไปที่ตัวตำบล และเห็นรถยนต์จริงๆ ทำให้เด็กน้อยตั้งความหวังว่า การได้ขับรถ คือความใฝ่ฝันสูงสุดของเธอ
           
           บนดอยไม่มีโรงเรียนมัธยม ต้องลงมาจากภูเขาจึงมีโรงเรียนมัธยมสองแห่ง แต่สภาพก็แออัดมาก แทบจะรับนักเรียนเพิ่มไม่ไหว ปีนี้มีเด็ก 12 คนจบจากโรงเรียนประถมกู่ลู่ เพื่อให้เด็กเหล่านี้ได้เรียนต่อมัธยมต้น ครูเซินกับเปาถังเทาขึ้นๆลงๆเขานับครั้งไม่ถ้วน จนในที่สุดก็ส่งเด็กๆเข้าเรียนได้
           
           เดือนกันยายนที่แล้ว “หยางเฟย” รุ่นน้องของเปาถังเทาก็มาเป็นอาสาสมัครที่โรงเรียนกู่ลู่อีกแรงหนึ่ง เธอยังสอนวิชาดนตรีให้เด็กๆด้วย แต่เธอพบว่า เด็กทั้งชั้นร้องเพลงได้เพลงเดียว เป็นเพลงที่ครูเซินสอนร้องด้วยทำนองแปล่งๆ ที่ชื่อว่า “พรุ่งนี้ต้องดีกว่า” หวังเฟยจึงสอนเด็กร้องเพลงชื่อว่า “เสียงเพลงและรอยยิ้ม” ถือว่าเป็นเพลงเพื่อต้อนรับผู้มาเยือน
           
           ครูเซินบอกว่า เขารู้สึกซาบซึ้งกับเด็กหนุ่มสาวสองคนนี้มาก ที่มาช่วยเขาแบ่งเบาภาระ
           
           กลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อาสาสมัครและนักข่าวนำเสื้อกันหนาวมาให้กับเด็กๆ ต่อหน้ากล้องถ่ายรูปเด็กมีท่าทีตื่นเต้น เก้ๆกังๆ แต่พอได้สวมเสื้อกันหนาวตัวใหม่ ใบหน้าของเด็กๆก็มีรอยยิ้มเปื้อนอยู่ แต่ หยางเฟย กลับรู้สึกกังวลอยู่ลึกๆ คนใจบุญเอาของมาแจกมากมาย แต่ไม่เคยมีใครเอาใจมาแจก ทุกครั้งที่มีคนแปลกหน้ามาเยือน แววตาของเด็กๆต่างเต็มเปี่ยมด้วยความหวัง แต่คนเหล่านั้นมาแล้วก็จากไป ทิ้งไว้ก็เพียง แววตาที่หมดหวังของเด็กๆ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เป็นไปได้ไหมเด็กๆเหล่านี้จะเคยชินกับการคอยแต่พึ่ง “น้ำใจ” จากคนอื่น
           
           หยางเฟยยังไม่คุ้นเคยกับชีวิตที่หมู่บ้านกู่ลู่มากนัก โดยเฉพาะยามค่ำคืนอันมือสนิทที่เธอต้องเเอบอยู่ที่มมุมหนึ่ง ของห้องเรียนเพื่ออาบน้ำ ค่ำคืนบนเขาอันหนาวเหน็บ ทำให้เธอต้องแอบร้องไห้อยู่หลายครั้ง
           
           เด็กๆตื่นเต้นกับดินสอสีที่ได้รับแจกเป็นครั้งแรก จนเอามาขีดๆเขียนๆบนผนังเล่น จนครูเซินต้องเอ็ดเป็นภาษาถิ่น “คงมีแต่ครูเซิน ที่เอาเด็กๆพวกนี้อยู่” ชาวบ้านคนหนึ่งพูดออกมา
           
           “วันหนึ่งครูเปากับครูหยางก็ต้องจากไป ผมรู้ดี ผมก็ได้แต่หวังว่าจะมีอาสาสมัครดีๆอย่างทั้งคู่ มาช่วยเหลือเด็กๆเหล่านี้อีก” ครูเซินพูดพร้อมรอยยิ้มอย่างจริงใจ
           
           “เด็กๆชอบครูคนไหนมากที่สุด” ใครคนหนึ่งถามขึ้นมา
           “ครูเซิน เพราะครูอยู่กับพวกเราตลอดมา” เด็กคนหนึ่งตอบอย่างพาซื่อ


    หมอประเวศ ออกศึก แต่โคทมหลบลงรูเพราะกลัวทักษิณกระทืบ

    “หมอประเวศ”จี้ ชาย ลาออก –แนะปล่อย”แม้ว”ให้หมดสภาพไปเอง
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 พฤศจิกายน 2551 18:06 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    น.พ.ประเวศ วะสี ราษฏรอาวุโส

    หมอประเวศ แนะ “ชายอำมหิต”ลาออกยุติปัญหาบ้านเมือง ชมเปาะ พันธมิตรฯเคลื่อนไหวมาถูกและที่ผ่านมาทำมาถูกแล้ว มากแล้ว และได้ประโยชน์สูดสุด แต่ถึงเวลาที่จะต้องปล่อยให้สังคมดำเนินการต่อ ระบุ ถึงเวลาลอยแพ “ทักษิณ”ให้หมดสภาพไปเอง ยิ่งพูดถึงมากก็เหมือนผีหลอกทุกวัน แนะ พันธมิตรฯ อย่ารุกมากเกินไปจะเพลี่ยงพล้ำได้ และควรปิดให้จบโดยเร็วภายใน2วันเพื่อไม่ให้บ้านเมืองเสียหายไปกว่านี้
           
           วันนี้(27 พ.ย.) น.พ.ประเวศ วะสี ราษฏรอาวุโส ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การเมืองในขณะที่ ภายหลังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยึดสนามบินสุวรรณภูมิและทำเนียบชั่วคราว สนามบินดอนเมือง เพื่อกดดันให้รัฐบาลลาออกว่า ขอเสนอแนะให้ทุกฝ่ายเสียสละเพื่อบ้านเมือง อย่าคิดเรื่องแพ้หรือชนะ และขอให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ลาออกทันที และขอให้พันธมิตรฯหยุดการยึดสนามบิน ยุติการเคลื่อนไหวทันที
           
           น.พ.ประเวศ กล่าวต่อว่า ขอให้ทุกฝ่ายเสียสละเพื่อบ้านเมือง เพราะบ้านเมืองเสียหายมาก ทางพันธมิตรฯที่ทำมาก็ทำมามากแล้ว การเคลื่อนไหวถือเป็นประโยชน์สูงสุดแล้ว สามารถทำจนมีผลให้นายกรัฐมนตรีถึงสองคนติดคุกได้ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน แต่พันธมิตรฯอย่าคิดว่าต้องทำทุกเรื่องคนเดียวโดยลำพังเท่านั้น เพราะหลังจากนี้ให้เป็นเรื่องของสังคมและประชาชนเป็นผู้ดำเนินการต่อไป พันธมิตรฯทำมาถูกแล้วและถึงที่สุดแล้ว
           
           “อย่าคิดว่าขบวนรถไฟประเทศไทยจะจอดที่สถานี “ทักษิณ” สถานีเดียว ตอนนี้จอดที่สถานี “ทักษิณ” นานเกินไปแล้ว ยังมีสถานีอื่น มีเรื่องอื่น ที่พันธมิตรสามารถทำได้อีกเยอะ เรื่องใหญ่ๆทั้งนั้น ที่เป็นวิกฤติของบ้านเมือง เช่น เรื่องคอรัปชั่น การสร้างการเมืองใหม่ เรื่อง “ทักษิณ”ให้พอแล้ว ถึงเวลา “ทักษิณ”จะหมดสภาพไปเอง ไม่ต้องไปพูดถึงอีกหากพูดมากๆจะเหมือนผีหลอกอยู่ทุกวันๆ”น.พ.ประเวศ กล่าว
           
           น.พ.ประเวศ กล่าวต่อว่า พันธมิตรฯจากการที่เคยเป็นฝ่ายรุก ถ้ารุกมากเกินไป มันไม่ดี จะกลายเป็นฝ่ายรับและตกในวงล้อมได้ ทั้งนี้ต้องให้เสร็จสิ้นภายในวันสองวันนี้ ต้องให้จบโดยเร็ว เพื่อไม่ให้บ้านเมืองต้องเสียหายไปมากกว่านี้และเป็นปติโดยเร็วนายสมชายต้องลาออก

    "สุรพล" จี้ "สมชาย"ยุบสภา วอนขรก.ใช้อารยะขัดขืนกดดัน
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 พฤศจิกายน 2551 18:30 น.
    ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
           “สุรพล”จี้ “สมชาย”ยุบสภา ชี้บ้านเมืองอยู่ได้ด้วยจริยธรรม การพยายามรักษารัฐบาลไว้ แต่ปกครองประเทศไม่ได้ มีแต่ความเสียหาย วอนข้าราชการประจำ “อารยะขัดขืน”ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งภาคการเมือง และสร้างความเข้าใจสถานการณ์ให้ประชาชนได้รับทราบ เพื่อให้รัฐยอมคืนอำนาจให้ประชาชน ยันข้อเสนอ คตร.อยู่บนหลักนิติรัฐแน่นอน
           
           เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะกรรมการการติดตามสถานการณ์ร่วม (คตร.) ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า จากสถานการณ์การบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตนขอให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจยุบสภาตามข้อเสนอของ คตร.เพื่อนำไปสู่การคืนอำนาจทางการเมืองให้แก่ประชาชน และมีการเลือกตั้งใหม่ ขณะเดียวกันพันธมิตรฯ ก็ต้องยุติการชุมนุม เพื่อคืนพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิให้กลับมาสู่สภาวะปกติ ทั้งนี้ข้อเสนอให้นายกรัฐมนตรียุบสภานั้น เป็นความเห็นที่ตรงกันใน คตร. ว่าหากรัฐบาลไม่สามารถที่จะจัดการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ก็ควรที่จะคืนอำนาจให้ประชาชน เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์ใหม่ และนำประเทศกลับไปสู่สถานการณ์ก่อนหน้าเหตุการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้น ส่วนข้าราชการประจำทั้งในระดับปลัดกระทรวง อธิบดี หรืออธิการบดีมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ต้องมีมาตรการที่จะช่วยทำให้รัฐบาลตัดสินใจตามแนวทางดังกล่าว ด้วยการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของฝ่ายการเมืองหรือการใช้อารยะขัดขืน เพราะทุกคนทราบดีว่าขณะนี้สถานการณ์ของประเทศกำลังเผชิญหน้ากับอะไร ซึ่งหากเป็นไปได้ ตนอยากเรียกร้องให้ข้าราชการประจำเร่งดำเนินการภายใน 1 วันเลยด้วยซ้ำ เพราะหากทอดเวลาออกไปก็จะสร้างความเสียหายมหาศาล
           

           
           “ข้อเสนอของ คตร.ที่ออกมานั้น ที่ประชุมไม่ได้ปักใจเชื่อว่าทุกฝ่ายจะปฏิบัติตาม เพราะส.ส. ก็ไม่ต้องการให้เกิดการยุบสภาอย่างแน่นอน ดังนั้นท่าทีที่แสดงออกมาของรัฐบาลเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่บ้านเมืองต้องดำรงอยู่ได้ด้วยจริยธรรม ดังนั้น นายกฯ น่าจะตัดสินใจได้ว่า การพยายามรักษารัฐบาลไว้โดยไม่สามารถปกครองประเทศได้ และปล่อยให้ปัญหาทุกอย่างเดินไปสุดทางเองโดยที่ประชาชนเกิดความแตกแยกแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างมีอาวุธอยู่ในมือ จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย เรามีบทเรียนจากประวัติศาสตร์มาแล้วในเหตุการณ์ 6 ต.ค.19 อีกทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะการเมือง แต่กระทบไปถึงความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจของชาติด้วย”
           
           ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อเสนอดังกล่าวยืนอยู่บนพื้นฐานบนหลักนิติรัฐหรือไม่ อธิการบดีมธ. กล่าวว่า ข้อเสนอให้ยุบสภาสอดคล้องกับการปกครองของประเทศ ไม่มีรัฐบาลใดจะดึงดันอยู่ได้โดยไม่สามารถใช้อำนาจแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้ลุล่วงได้ ดังนั้น การยุบสภาจึงเป็นกระบวนการหนึ่งของการปกครองตามหลักนิติรัฐ เพียงแต่ในการแถลงข่าวเมื่อวานนี้(26 พ.ย.) ไม่ได้พูดถึงว่าในส่วนของผู้กระทำผิดก็ต้องได้รับโทษ เพราะถึงเวลานี้เราคงต้องแยกระหว่างสถานการณ์เฉพาะหน้ากับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป ซึ่งแนวทางการแก้ปัญหาจะต้องทำให้ประเทศชาติอยู่ได้ และกฎหมายดำรงอยู่ได้ เพราะหาก พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) จะใช้อำนาจนอกระบบการปกครอง ก็คงไม่ต้องอาศัยอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่จะประกาศยุบสภา จึงขอให้มั่นใจได้ว่าข้อเสนอที่ออกมาอยู่ในกรอบของกฎหมายและหลักนิติรัฐ
           
           ต่อข้อถามว่า เมื่อนายกฯ ประกาศว่าไม่ยุบสภา จะมีแนวทางดำเนินการต่อไปอย่างไร ศ.ดร.สุรพล กล่าวว่า จะต้องทำให้คนไทยเข้าใจตรงกันว่า การยุบสภาเป็นทางออกทางเดียวขณะนี้ เพื่อให้เกิดแรงกดดันกับรัฐบาล ส่วนเรื่องการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลโดยข้าราชการประจำนั้น ก็ได้มีการพูดคุยกัน แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดว่า ใครจะทำอะไร อย่างไร เพราะแต่ละหน่วยงานก็คงมีมาตรการอารยะขัดขืนที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ตนเข้าใจว่าข้อเสนอดังกล่าว สร้างความลำบากใจให้กับข้าราชการเพราะหากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาก็จะผิดวินัยราชการ แต่หากข้าราชการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งภาคการเมืองและมีคำชี้แจงถึงเหตุผลในการไม่ปฏิบัติตาม รวมถึงแจ้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามคำสั่ง ตนก็คิดว่าอยู่ในกรอบที่กระทำได้
           
           “หากให้ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุด คือกรณีที่ พลเอกอนุพงษ์ ปฏิเสธที่จะใช้กำลังและอาวุธเข้าสลายการชุมนุมของพันธมิตรฯ และได้ทำหนังสือชี้แจงถึงผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นตามมา รวมถึงขอให้รัฐบาลสั่งการในแนวทางอื่นต่อไป”
           

           
           ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า จะมั่นใจได้อย่างไรว่าเมื่อรัฐบาลยุบสภาพันธมิตรฯ จะเลิกชุมนุม อธิการมธ.กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกับพันธมิตรฯ ในระดับต่างๆ อยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะทำอะไร อย่างไร ซึ่งการพูดคุยกันนั้น มีคนหลายคน หลายฝ่ายพูดคุยกับพันธมิตรฯ ซึ่งพันธมิตรกินความหมายมากกว่าคน 5 คน หรือ 10-20 คน ดังนั้น จึงขอให้เชื่อได้ว่ามีความเป็นไปได้สูงว่าหากรัฐบาลยุบสภา พันธมิตรฯ จะหยุดการยึดครองสนามบิน อีกทั้งเมื่อรัฐบาลยุบสภา พันธมิตรฯ ก็จะไม่มีเหตุผลและความชอบธรรมในการชุมนุมอยู่อีกต่อไป
           
           ต่อข้อถามว่า ข้อเสนอที่ออกมาดูเหมือนจะเป็นการกดดันรัฐบาลมากกว่าการยื่นเงื่อนไขกับพันธมิตรฯ ศ.ดร.สุรพล กล่าวว่า การยุบสภาไม่ใช่การกดดันรัฐบาลในทางเลวร้าย แต่เป็นการให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมใช้อำนาจทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งไม่ใช่ข้อเสนอที่ทำร้ายรัฐบาล เพราะเมื่อยุบสภาไปแล้วนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลก็ยังรักษาการอยู่ได้ ซึ่งอาจจะได้รับการเลือกตั้งกลับมาด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น ถึงตอนนั้นก็ไม่มีใครมีสิทธิหาความชอบธรรมที่จะมาขับไล่อีก แต่เรากลับไปมองว่าเป็นความเสียเปรียบของรัฐบาล แต่ตอนนี้เราต้องดึงประเทศออกมาจากปากเหวก่อน 3-4 ก้าว เพื่อให้ได้มีเวลาคิดในการแก้ปัญหา เพราะหากปล่อยไว้ก็เท่ากับยอมให้ประเทศตกเหว หรือหากรัฐบาลมีแนวทางการแก้ปัญหาที่ดีกว่านี้ ทุกฝ่ายก็พร้อมจะยอมรับปฏิบัติตาม แต่เมื่อรัฐบาลจัดการแก้ปัญหาไม่ได้ แนวทางที่เสนอมาจึงเป็นทางออกเดียวที่จะแก้ปัญหา
           



    ASTV fired by thaksin's Gangsters and Army plays down coup rumours.

    สัตว์นรก! ก่อกวนอีก ยิงระเบิดถล่ม ASTV ซ้ำ
    โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 28 พฤศจิกายน 2551 02:53 น.


    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น




    สัตว์นรกจองเวร ASTV ไม่เลิก ยิงระเบิดเอ็ม 79 พร้อมปืนกลมือ ใส่ตึกบ้านเจ้าพระยา กระจกสตูดิโอแตกยับ ผู้ประกาศหลบกระสุน รอดหวุดหวิด คาดคนร้ายมาทางเรือ เป้าระเบิดอยู่ที่จานดาวเทียมบนหลังคาตึก แต่ถูกตาข่ายดักที่ชั้น 4 จึงระเบิดขึ้นก่อน กระจกห้องทำงานชั้น 4 แตกเล็กน้อย
           
           เมื่อเวลาประมาณ 01.50 น.วันนี้(28 พ.ย.) มีเสียงระเบิดดังขึ้นต่อเนื่องหลายครั้ง ตามด้วยด้วยเสียงปืนหลายนัด ที่ด้านหลังสำนักงานเอเอสทีวี อาคารบ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กทม.เสียงระเบิดดังอย่างรุนแรง จนพนักงานเกิดความแตกตื่นวิ่งหาที่หลบกันจ้าละหวั่น
           
           หลังเกิดเหตุร.ต.ท.ชาญ จังวัง ร้อยเวรสน.ชนะสงครามได้เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วยพ.ต.อ.ขิง แขวงวิเศษชัยชาญ ผกก.สน.ชนะสงคราม และสารวัตรทหารเรือ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายพรชัย สงวนพงษ์ อายุ 41 ปี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอาคารเจ้าพระยาไปสอบสวนที่สน.ชนะสงคราม ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุเนื่องจากตรวจค้นตัวพบกระสุนปืนหลายนัดและอาวุธมีด และจากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุเบื้องต้น พบร่องรอยกระสุนปืนหลายนัดบริเวณกระจกด้านหลังสำนักงานเอเอสทีวี ส่วนบริเวณกระจกภายในอาคารตั้งแต่ชั้ 1-4ได้รับความเสียหายเช่นกัน
           
           โดยนายวรรัฐ ภูษาทอง ผู้สื่อข่าวเอเอสทีวี กล่าวว่าขณะเกิดเหตุตนอยู่ภายในสำนักงานเอเอสทีวี กำลังจะออกเวรจึงเก็บข้าวของเตรียมกลับบ้าน ก็ได้ยินเสียงคล้ายระเบิดดังขึ้น 2 ครั้ง จึงรีบวิ่งออกมาด้านนอกอาคารและหลังจากนั้นก็มีเสียงปืนดังต่อเนื่องกันประมาณ 5-10 นาที เมื่อเสียงปืนสงบลงจึงเข้าไปดูภายในห้องส่ง ซึ่งขณะนั้นนายณัฐวุฒิ มิตรมาก ผู้ดำเนินรายการกำลังอ่านสรุปข่าวเที่ยงคืน จากการตรวจสอบพบกระจกสตูดิโอแตกเป็นรูพรุนหลายจุด ส่วนนายณัฐวุฒิได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย บริเวณง่ามนิ้วมือมีเลือดไหล จากการถูกกระจกบาดมือระหว่างหลบกระสุน
           
           นอกจากนี้จากการสอบถามการ์ดพันธมิตรฯที่รักษาความปลอดภัยบ้านเจ้าพระยา กล่าวว่าคนร้ายใช้เรือยนต์หางยางเป็นพาหนะ ขับล่องมาจากด้านสะพานพระราม 8 มุ่งหน้าไปทางสะพานปิ่นเกล้า เมื่อใกล้จะถึงสำนักงานเอเอสทีวี คนร้ายได้ยิงระเบิด 2 ครั้ง น่าจะเป็นระเบิดเอ็ม 79 โดยเล็งไปบริเวณชั้น 4 คาดว่าเป้าหมายการยิงระเบิดอยู่ที่จานดาวเทียมบนอาคาร แต่ระเบิดที่ยิงขึ้นไปถูกตาข่ายที่ดักไว้ที่ชั้น 4 และเกิดระเบิดขึ้นก่อนทั้งหมด ซึ่งแรงระเบิดทำให้กระจกห้องทำงานที่ชั้น 4 แตกเล็กน้อย แต่ไม่มีผู้รับบาดเจ็บ ส่วนผู้ต้องสงสัยที่ตำรวจจับตัวไปนั้นยืนยันว่าไม่ใช่คนร้าย แต่เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบ้านเจ้าพระยาที่วิ่งไปดูที่เกิดเหตุด้านหลังอาคารเป็นคนแรกและถูกเจ้าหน้าที่สายสืบสน.ชนะสงครามควบคุมตัวไปสอบปากคำ
           
           ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 24 พ.ย. เวลาประมาณ 03.40 น. เกิดเหตุคนร้ายยิงระเบิดเข้าใส่สำนึกงานเอเอสทีวีจากทางแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 2 ลูก แต่ระเบิดถูกตาข่ายกั้น ตกลงในแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ได้สร้างความเสียหายแต่อย่างใด หลังจากนั้นได้มีการยิงปืนและประทัดยักษ์ก่อกวนมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมีการยิงระเบิดเข้าใส่อีกครั้งในวันนี้
     
    BREAKING NEWS >> Thursday November 27, 2008 18:40

    Army plays down coup rumours     

     
     
     
         

    (BangkokPost.com) - Army spokesman Sansern Kaewkamnerd on Thursday afternoon denied that the army was preparing to stage a coup d'état after the widespread coup rumours triggered panic among the public throughout the day.

    According to the spokesman, the military tanks moved to the First Infantry Division (King's Guards) for the cadets to see, and the vehicles had already returned to the Fourth Cavalry Squadron (King's Guards).

    The national army chief, Gen Anupong Paojinda, and the army chief of staff, Gen Prayuth Chan-ocha, were reportedly travelled to meet the Statesman and Privy Council president, Gen Prem Tinsulanonda, at Si Sao Thewes residence Thursday.

    Ineptitude

     Today's Top Stories >> Friday November 28, 2008 04:47

    Inept under siege     

    The country cannot bow to what is essentially an act of terrorism. But Mr Somchai and his cabinet must realise that it is their complete ineptitude - selfishness in some cases - that gives life to the PAD. COMMENTARY By Atiya Achakulwisut


    Atiya Achakulwisut is Editorial Pages Editor, Bangkok Post.

    The country has been put under a state of siege by the lawless People's Alliance for Democracy.

    In the streets, people are shooting at one another. Bombs are going off. People are being killed. Angry tourists are stranded at the hijacked Suvarnabhumi airport worrying about a lost Thanksgiving family reunion.

    And a nervous-looking Prime Minister Somchai Wongsawat goes on TV to tell us that he has received a set of decorations from the Peruvian government!

    What a thoughtless, tactless, unintelligent move from a country's leader.

    If PM Somchai - who appeared timid and haggard, more like an old turkey about to be slaughtered than an internal security chief - wanted to publicly turn down Gen Anupong Paojinda's recommendation that he dissolve the House to prevent the political crisis from boiling over (if it hasn't already!), why couldn't he say so in a clear and coherent manner?

    He could have taken the opportunity to speak to the Thai public and the international community - who have been holding their collective breath for a few days after the airport siege and desperately need to exhale - about how he would proceed to defuse the situation.

    Instead, he went on and on about the mundane issue of what his government has achieved but failed to advertise. Does anyone want to know more about the government's dust-free streets project now?

    I can sympathise with people who accuse Mr Somchai of being a puppet of his famous brother-in-law. He does look like a puppet, after all. The country is on the brink of a civil war and he had nothing to offer but the awkward stuttering over a poorly-prepared script which did not address the serious issue at hand.

    As people are literally being beaten to death because of the colour of their shirts or their presumed association, the premier told Thais to play the proud and generous host to expatriates during the upcoming Asean summit, so that the world may appreciate our ability and potential.

    Did the PM just go to Peru, or to outer space? Doesn't he realise there might be no Asean summit unless he puts his brains to work and frees Suvarnabhumi from the siege?

    I can't call on PM Somchai to resign now, as it would mean bowing to what is essentially tantamount to an act of terrorism by the protesters. The PAD can't be allowed to enjoy any sense of triumph after its damaging aggression at the airport and they must be taken into account for their treacherous act.

    However, Mr Somchai and his cabinet must realise that it is their complete ineptitude - selfishness in some cases - that gives life to the PAD. It is their flaws which give the PAD a reason to exist. They are the "government." They are here to "govern" the country", not to outwit the PAD at all costs.

    It can be argued that if only they had tried to do their jobs properly and not functioned only as a PAD rival, things would not have deteriorated so badly.

    In a perfect-world scenario, a government that couldn't defend its own seat of power - let alone an airport - from protesters, would have offered its resignation. To put all the blame on Army chief Anupong Paojinda is beside the point, they have been in charge of the country all the time. In Thailand, however, the democratic etiquette has yet to take root. We are hacking one another to death to defend our version of democracy after all.

    At this point, I don't think the government or the PAD cares how much damage they would do to the country and the people, with their high-stakes battle of wills. An appeal on altruistic grounds would thus be useless.

    On a practical basis, though, both sides must realise that they can't raise the stakes higher from now on, nor can they sustain it. Neither of them has a trump card or an endgame in sight. Neither the government nor the PAD can have a decisive victory.

    Under the situation, both sides would have to end up at the negotiating table even after they unleash an all-out war and let both red- and yellow-shirted Thai blood flood the country.

    The question is, would they rather get down to talk now and save an unnecessary tragedy, or plough on and face the monstrosity of their choice?

    General news >> Friday November 28, 2008
     
     
     
     

    Court throws out Thaksin's lawsuit

    The Criminal Court yesterday threw out a defamation lawsuit brought by former prime minister Thaksin Shinawatra against leaders of the People's Alliance for Democracy (PAD) and ASTV. The suit, filed by Vinijt Pinthavanit on Thaksin's behalf, named six PAD leaders _ Sondhi Limthongkul, Somkiart Pongpaiboon, Pibhop Dhongchai, Somsak Kosaisuk, Maj-Gen Chamlong Srimuang and Suriyasai Katasila _ and Thaiday.com Co, operator of satellite TV station ASTV.

    The suit alleged the PAD leaders wrongfully issued a press release describing Thaksin as a criminal and ''ghost'' who fled the country to escape prosecution.

    They also accused the government at the time of interfering in the judicial system to help Thaksin. The press release was broadcast by ASTV, which was founded by Mr Sondhi, on Feb 25.

    The court ruled the defendants acted with the honest intention of protecting the country's interests even though the plaintiff had not been convicted.

    Claims that the plaintiff was a criminal or a ''ghost'' were not defamatory.

    นี่แหละสายพันธุ์ตำรวจแท้ ๆ (Biasing institution)

    7 ตุลาทมิฬ กับวิธีการเจรจาด้วย “ลูกระเบิด” ของ “พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด”
    โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 29 ตุลาคม 2551 14:58 น.

    ภาพ พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด กำลังขว้างระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์

    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    ภาพจากเอเอสทีวี

    ภาพจากนิตยสาร MAXIM ธันวาคม 2549

    ภาพจากนิตยสาร MAXIM ธันวาคม 2549

    วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวของนายตำรวจผู้หนึ่งที่ใส่ “ชุดหมี” หรือชุดปฏิบัติการคลุมทั้งตัวและศีรษะ ขว้างระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบริเวณถนนรอบรัฐสภาอย่างเมามันนั้นติดตาผู้คนจำนวนมากที่ได้พบเห็นและชมภาพเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะภาพดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายและป่าเถื่อน เนื่องจากนายตำรวจผู้นี้นั้นใช้โล่ของเจ้าหน้าที่ผู้อื่นเป็นกำบัง และเมื่อสบโอกาสก็วิ่งออกจากแนวโล่เพื่อขว้างระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธเป็นระยะ
           
           ทั้งนี้ในเวลาต่อมาได้มีผู้ออกมาเปิดเผยว่า “นายตำรวจในชุดหมี” นั้นจริงๆ แล้ว มีนามว่า ลือชัย สุดยอด ซึ่งปัจจุบันมียศเป็น พันตำรวจเอก และดำรงตำแหน่ง รองผู้บังคับการกองบังคับการ ตำรวจปฏิบัติการพิเศษ (รองผบก. ตปพ) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกยกย่องจากสื่อว่าเป็น “ตำรวจน้ำดี” เป็น “The Negotiator” หรือ “นักเจรจาต่อรองประกันตัว”
           
           พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด เกิดเมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2500 ปัจจุบันอายุ 51 ปี จบการศึกษาจากโรงเรียนอำนวยศิลป์ และเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 33 ทั้งยังมีคุณวุฒิเพิ่มเติมเป็น ปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์ (พ.ศ. 2522) และ ประกาศนียบัตรการต่อต้านการก่อการร้ายจากหน่วยสวาท ประเทศสหรัฐอเมริกา หน่วยตระเวนชายแดน ณ ประเทศเยอรมันตะวันตก (พ.ศ.2528) และผ่านหลักสูตร รร.ผกก.รุ่นที่ 35 จาก สบพ. (พ.ศ.2534)
           
           ในด้านการทำงาน พ.ต.อ.ลือชัย เคยดำรงตำแหน่ง รอง สว.ส. สน.พระโขนง, รอง สว.ส. สน.จระเข้น้อย, ผบ.ร้อย 5 กก.ปจ.บก.สปพ., ผกก.ปจ.บก.สปพ., ผกก.กก.2 (ป้องกันปราบปรามจลาจล) บก.ตร.ปฏิบัติการพิเศษ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงหน่วยอรินทราช ๒๖
           
           ระหว่างการเป็น ผู้บังคับบัญชาของหน่วยอรินทราช ๒๖ พ.ต.อ.ลือชัย ถือว่ามีชื่อเสียงมาก เนื่องจากเป็นนักเจรจาต่อรองในเหตุการณ์การจี้ตัวประกัน เหตุการณ์โล้นซ่าควงปืนอาก้าบุกสภา เหตุการณ์ปล้นแล้วจับตัวประกัน เหตุการณ์เจรจาต่อรองกับคนเสียสติ เหตุการณ์คนฆ่าตัวตาย
           
           “เมื่อมีเหตุการณ์จับตัวประกัน เกิดขึ้นในท้องที่ต่างๆ ผมซึ่งประจำในหน่วยอรินทราช ๒๖ มาตั้งแต่ยังเป็นเพียงแค่ผู้ใต้บังคับบัญชาก็ได้มีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่ในการเจรจาเกลี้ยกล่อมผู้ก่อเหตุอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนั้นก็ยังสามารถเจรจาช่วยให้ตัวประกันปลอดภัยจากเหตุการณ์ต่างๆ ได้ มันเลยกลายเป็นผลงานติดตัวเราไปโดยปริยาย ทุกครั้งที่มีการจับตัวประกันไม่ว่าที่ไหนก็ตาม ผู้บังคับบัญชาก็มักจะเรียกใช้หน่วยของผมเข้าไปปฏิบัติหน้าที่โดยเร็วทันที การเจรจาต่อรองที่ผมทำในแต่ละครั้ง ผมเต็มใจที่จะทำทุกครั้ง และก็มักจะได้ทำต่อเนื่องมาโดยตลอด จนกลายเป็นว่าถ้ามีการเรียกหน่วยของเราไปเมื่อไร ผมก็จะขออาสาเป็นคนทำหน้าที่เจรจาต่อรองตัวประกันเองแทบจะทุกครั้ง” พ.ต.อ.ลือชัยเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารฉบับหนึ่ง
           
           อย่างไรก็ดีเป็นที่ทราบกันดีในแวดวงตำรวจว่า พ.ต.อ.ลือชัย นั้นค่อนข้างจะชอบโชว์ออฟออกทางหน้าจอ หน้าหนังสือพิมพ์ โดยในช่วงปี 2549-2550 มีโอกาสได้เสนอหน้าตามสื่อต่างๆ มากมาย เช่น รายการ เจาะใจ พฤหัสบดีที่ 1 กุมภาพันธ์ 2550 หนังสือพิมพ์ และนิตยสารต่างๆ หลายเล่ม รวมทั้งเป็นผู้สาธิตการใช้กระสุนยางจากอาวุธปืนให้สื่อมวลชนชมเสมอ
           
           ทั้งนี้การโชว์ออฟผ่านสื่อสารมวลชนของ พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด ครั้งล่าสุดนั้น เป็นการปรากฏตัวในฐานะ “มือระเบิด” มากกว่าในคราบของ “นักเจรจาลิ้นทอง” อย่างที่เคยเป็นมา เพราะ ภาพหลักฐานตามหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์หลายช่องปรากฏเป็นหลักฐานที่มัดตัวและชี้ชัดว่า ณ วันนี้ พ.ต.อ.ลือชัย นิยมการเจรจาด้วย “ลูกระเบิด” มากกว่า “ลิ้น” ที่เขาเคยบอกว่าถนัดนักหนา
           

           
           
           
           ประมวลเหตุการณ์ “ตำรวจฆ่าประชาชน” 7 ต.ค.51
           
           ชมคลิปวิดีโอ พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด ขว้างระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุม
           ระหว่าง นาทีที่ 7.32 ถึง 7.50

    ส่องกล้อง...เก้าอี้"ผบ.ตร."ยุคพันธมิตรฯสู้แตกหักไม่ชนะไม่เลิก
    โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 27 พฤศจิกายน 2551 17:01 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผบ.ตร.

    ผู้ใต้บังคับบัญชาในยุค"ผบ.พัชรวาท"กระทำกับประชาชนมือเปล่า

    ผู้ใต้บังคับบัญชาในยุค"ผบ.พัชรวาท"กระทำกับประชาชนมือเปล่า

    ผู้ใต้บังคับบัญชาในยุค"ผบ.พัชรวาท"กระทำกับประชาชนมือเปล่า

    “สู้ต่อไปอย่าได้ถอย....” เสียงเพลงปลุกใจของกลุ่มพันธมิตรฯที่ดังกระหึ่มกึกก้อง ขณะที่นักรบประชาธิปไตยยาตราทัพเคลื่อนขบวนไปทำการปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อยื่นคำขาดให้"นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์" หัวหน้ารัฐบาลโจร ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งการเคลื่อนขบวนของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยืนยันที่จะสู้อย่างแตกหัก ไม่ชนะไม่เลิก
           
           ขณะที่ฝั่งตำรวจในตอนแรกได้มีการระดมกำลังจากทั้งใน บช.ภ.1 สนธิกำลังกับตำรวจส่วนกลาง รวมถึงฝ่ายทหาร หมายที่จะสกัดกั้น การเคลื่อนขบวนในครั้งนี้ โดยหมายที่จะใช้กำลังเข้าปราบปรามเฉกเช่นการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา แต่ท้ายที่สุดการณ์กลับกลายเป็นว่า ตำรวจได้เปลี่ยนใจใช้วิธีการที่ละมุนละม่อมยินยอมให้กลุ่มผู้ชุมนุมผ่านเข้าไปแต่โดยดี
           
           หากมองย้อนหลังเหตุการณ์ตุลาเลือด เมื่อกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งในครั้งนั้นมีผู้ที่ต้องสังเวยชีวิต หลั่งเลือด ให้กับปฏิบัติการโหดในครั้งนั้น ทั้งที่คนเหล่านี้ต่างมาชุมนุมด้วยหัวใจที่รักประชาธิปไตย และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้ชีวิตก็ยอมสละได้ แต่กระนั้นกลับถูกปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม จากน้ำมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ซึ่งโดยหน้าที่แล้วจะต้องปกป้องดูแลประชาชน ในฐานะเจ้านายที่แท้จริง แต่ตำรวจเหล่านี้ลืมจิตวิญญาณของตัวเองโดยหมดสิ้น ยอมรับใช้นักการเมือง อย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่คำนึงถึงผิดชอบชั่วดี
           
           อย่างคำกล่าวว่าบทเรียนในอดีต ทำให้เกิดการเรียนรู้ในปัจจุบัน...จากท่าทีของตำรวจในวันนี้ แสดงให้เห็นว่า ตำรวจเองก็ได้ตระหนักแล้วว่าบทเรียนที่ผ่านมา การที่ตำรวจก้มหน้ารับใช้นักการเมือง ใช้กำลังกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ จนทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจจากทุกภาคส่วนของสังคม รวมถึงแรงกดดันที่เกิดขึ้น จากนานาชาติ ที่ต้องการให้มีผู้รับผิดชอบกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น จนเกือบทำให้”บิ๊กป๊อด”พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผบ.ตร.กระเด็นตกจากเก้าอี้
           
           แม้ความผิดพลาดในอดีต ไม่อาจลบล้างได้ มิหนำซ้ำยังคงตามหลอกหลอนผู้ที่กระทำ แต่เมื่อทำผิดครั้งแรกแล้วสำนึกยังให้อภัยได้ แต่หากทำผิดซ้ำเป็นครั้งที่สอง คงยากที่จะให้อภัยได้อีก
           
           เมื่อพูดถึงอดีต หากไม่กล่าวถึงการทำหน้าที่ของตำรวจที่ผ่านมา คงไม่ได้ เพราะที่ผ่านมา ตำรวจถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำหน้าที่ ที่มีสองมาตรฐานเสมอมา โดยตั้งป้อมเป็นศัตรูกับกลุ่มพันธมิตรฯ เริ่มตั้งแต่การทำหน้าที่การควบคุมการชุมนุม ที่มีการปล่อยให้ม็อบ นปช.ทำร้ายกลุ่มพันธมิตรฯ ในหลายพื้นที่ หรือ แม้กระทั่งการทำคดีที่หากพันธมิตรฯเป็นผู้ถูกกล่าวหาจะถูกดำเนินการอย่างรวดเร็ว ขณะที่หากรัฐบาล หรือกลุ่ม นปช.เป็นผู้ถูกกล่าวหา กลับดำเนินการจะเป็นไปอย่างเนิบช้า
           
           มีคำถามว่า พล.ต.อ.พัชรวาท ผู้นำองค์กรสีกากี มัวทำอะไรอยู่...? ซึ่งหากจะตอบถามนี้ได้จะต้องทำความเข้าใจ หรือพูดง่ายๆคือต้องเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ ผบ.ตร.คนนี้ เพราะเป็นที่รู้กันว่า พล.ต.อ.พัชรวาท เองนั้นเป็นคนที่มีอุปนิสัยประนีประนอมสูง เก็บเนื้อเก็บตัว ไม่ใช่คนที่มุทะลุดุดัน การเข้ามารับตำแหน่งท่ามกลางความกดดันจากฝ่ายการเมือง อย่างหนักหน่วง มิหนำซ้ำยังถูกขนาบข้างโดย รอง ผบ.ตร.ที่คนหนึ่งเป็นพี่เขยของอดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ที่กุมอำนาจในบ้านเมืองอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันยังถูกรอง ผบ.ตร.นักสร้างภาพอีกคนคอยเลื่อยขาเก้าอี้ ปัดแข้งปัดขาตลอดเวลา ทำให้บทบาทของผบ.ตร.ผู้นี้จึงไม่เด่นชัดมากนัก
           
           ไม่เพียงที่กล่าวมา ความยากลำบาก หรืออุปสรรคในการทำงานของ พล.ต.อ.พัชรวาท ยังมีอีก เพราะในระดับภูมิภาคนั้น ผู้บังคับบัญชาตำรวจในพื้นที่ ไล่ตั้ง ผบช. รองผบช. ผบก. ผกก.แม้กระทั่งชั้นประทวน ล้วนแล้วแต่เป็นเด็กของนักการเมืองแทบทั้งสิ้น หากขึ้นเหนือ มี”ยุทธ ตู้เย็น” ยงยุทธ ติยะไพรัช ขณะที่อีสาน มี”ยี้ห้อย” เนวิน ชิดชอบ ขณะที่ภาคกลางแต่ละจังหวัด นักการเมืองพลังประชาชน ล้วนกุมอำนาจตำรวจไว้ได้หมดสิ้น ซึ่งตามที่กล่าวมา คดีความต่างๆที่เกิดขึ้น เมื่อตำรวจเป็นเด็กนักการเมือง ความยุติธรรมย่อมไม่เกิดขึ้นกับฝ่ายที่ยืนอยู่ตรงข้ามนักการเมืองกังฉินเหล่านี้
           
           จากเหตุและผลที่กล่าวมา พล.ต.อ.พัชรวาท ในฐานะผู้นำหน่วยจะต้องทำการทบทวนบทบาทของตัวเอง รวมถึงจัดการกับความไม่ถูกต้องต่างๆที่เกิดขึ้นในองค์กร เพื่อทำให้ตำรวจเป็น”ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” เป็นที่พึ่งของประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง แทนที่จะมุ่งรับใช้นักเมืองอย่างที่เคยเป็น
           
           สุดท้ายขอฝากคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบถึง พล.ต.อ.พัชรวาท ว่า ท่านกล้าหรือไม่ที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องยืนอยู่เคียงข้างประชาชน โดยไม่หวั่นเกรงต่ออำนาจการเมือง เชื่อเถอะว่าหากท่านทำเช่นที่กล่าวมาแล้ว แม้จะถูกปลดออกจากตำแหน่ง แต่ท่านจะยังคงเป็น ผบ.ตร.ของประชาชน และเป็นตำรวจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสืบไป....
           


    November 27

    Por Ror Kor Chuk Choern

    “สมชาย”ใช้ ตร.คุม“ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ”-ยัดข้อหา พธม.ก่อการร้าย-ส่ง ป.ป.ง.ยึดทรัพย์
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 พฤศจิกายน 2551 20:14 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

    ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ – “ชาย” ใช้ตำรวจคุม เตรียมประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้ ตร.ภ.1 เคลียร์สุวรรณภูมิ – บช.น.กวาดดอนเมือง กัดฟันรับผิดชอบทั้ง ครม. งัดกฎหมายก่อการร้ายสากลจัดการพันธมิตรฯ ก่อนส่ง ป.ป.ง.บี้ผู้สนับสนุน
           
           นายวรวัจน์ เอื้ออภิญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม.นัดพิเศษที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ วันนี้ (27 พ.ย.) ว่า ครม.มีมติประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ควบคุมสถานการณ์การชุมนุมที่สนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ โดยจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการหลังจากนี้อีกครั้งหนึ่ง
           
           เบื้องต้นได้มอบหมายให้ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลัก หากไม่สามารถควบคุมได้ ก็ให้ใช้ทหารเข้ามาช่วย โดยมอบหมายให้ตำรวจภูธรภาค 1 ดำเนินการควบคุมสถานการณ์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ และ บช.น.ควบคุมสถานการณ์ที่สนามบินดอนเมือง โดยให้ดำเนินการจัดการให้เร็วที่สุด
           
           “ครม.พร้อมรับผิดชอบทั้งคณะฯ” นายวรวัจน์ กล่าวย้ำ พร้อมกับเปิดเผยอีกว่า จะมีการใช้กฎหมายก่อการร้ายสากลเข้ามาจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม เนื่องจากการยึดสนามบินถือว่า เป็นการก่อการร้าย จากนั้นใช้กฎหมายฟอกเงิน ให้ ป.ป.ง.เข้าดำเนินการตรวจสอบกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังสนับสนุนพันธมิตรฯ ทั้งหมดต่อไป

     

    คืนนี้จะได้เห็นกันว่า สมชายควรถึงกำหนดแล้วว่าต้องไปต่างประเทศ

    Beau Jaulais Nouveau เริ่มแล้ว

    ฤดูกาล Beaujolais Nouveau เริ่มแล้ว !!!
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 พฤศจิกายน 2551 18:03 น.
           ทุกพฤหัสบดีที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ถือเป็นวันที่ไวน์ Beaujolais Nouveau ออกวางจำหน่ายทุกแห่งพร้อมกันทั่วโลก และกลายเป็นประเพณีนิยมของคอไวน์ทั่วโลก จะได้เวลาเฉลิมฉลองที่ได้ลิ้มรสไวน์ใหม่นี้ ประเพณีนี้เริ่มปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่วันที่ 13 ของเดือนพฤศจิกายน ปี 1951 โดยที่ก่อนหน้านี้ไวน์ Beaujolais เริ่มเป็นที่รู้จักกันมากว่า 13 ปีแล้ว

           และนับจากนั้นเป็นต้นมา ทุกร้านที่จำหน่ายไวน์ก็จะขึ้นป้ายหน้าร้านว่า Le Beaujolais Nouveau est arrive ซึ่งหมายความว่า ไวน์ Beaujalais Nouveau มาถึงแล้ว
           

           ทั้งนี้ เนื่องเพราะปลายของฤดูร้อนย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งตรงกับช่วงปลายเดือนกันยายนจนถึงกลางเดือนตุลาคม จะเป็นช่วงเวลาของการเก็บเกี่ยวผลองุ่นในประเทศฝรั่งเศส ในแคว้น Rhone และ Saone et Loire เป็นพื้นที่ที่ใช้ปลูกองุ่นพันธุ์ Gamay ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 16,000 เฮกตาร์ องุ่นที่ปลูกคือองุ่นพันธุ์ Black Gamay ที่ให้ผลสีม่วงเข้มอมดำ
           
           องุ่นในไร่จะต้องใช้แรงงานมนุษย์กว่า 35,000 คน เก็บให้แล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกิน 3 สัปดาห์ โดยห้ามใช้เครื่องจักรในการเก็บเกี่ยวอย่างเด็ดขาด ด้วยมีผลต่อความสดและปราศจากการช้ำชอก จากนั้นจึงจะนำผลองุ่นทั้งช่อไปหีบและได้น้ำองุ่นสีขาวขุ่นที่จะนำมาหมักเป็นไวน์ โดยต้องหีบให้แล้วเสร็จภายในเวลา 3 วันและนำไปหมักต่อไป
           
           Beaujolais Nouveau จึงได้ชื่อว่า “ไวน์ใหม่แห่งปี” นั่นเอง


           รสชาติของไวน์ Beaujolais Nouveau นั้นดื่มง่ายกว่าไวน์แดงทั่วๆ ไป ด้วยมีรสชาติที่ fruity โดยก่อนเปิดขวดดื่มนั้น มักนำไปแช่เย็นเสียก่อน จึงกลายเป็นไวน์ที่นิยม “ดื่ม” กันอย่างจริงจังมากกว่าจะมีไว้ “จิบ” ตามแบบของการบริโภคไวน์แดง
           
           การสร้างกระแสตลาดทำให้ไวน์ Beaujolais Nouveau กลายเป็นของโก้เก๋ที่คอไวน์ทั่วโลกทุกคนจะตั้งหน้าตั้งตารอคอยที่จะดื่มไวน์ใหม่ของฤดูกาลเป็นคนแรก ความนิยมอย่างรุนแรงถึงกับมีผู้ตั้งใจเปิดไวน์ขวดแรกในเวลา 00.01 ของวันพฤหัสบดีที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายน และมีการฉลองกันอย่างเอิกเกริกในกลุ่มเพื่อนฝูง อันเป็นการสร้างกระแสความนิยมและการตลาดให้ทุกคนหันมาให้ความสนใจไวน์ Beaujolais Nouveau ได้เป็นอย่างดี


           สำหรับปีนี้ไวน์ขวดแรกของ Georges Duboeuf Beaujolais Nouveau 2008 ที่ได้รับการผลิตโดยบริษัทไวน์ที่มีชื่อเสียงและใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศส ได้ถูกเปิดเฉลิมฉลองกันในวันที่ 20 พฤศจิกายน ท่าที่ห้องเดอะ รีเฟล็กซ์ชั่นส์ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน
           ท่ามกลางคอไวน์ทั้งไทยและเทศที่มาร่วมงานกันอย่างสนุกสนาน พร้อมกับเพลิดเพลินไปกับอาหารบุฟเฟ่ต์แบบฉบับฝรั่งเศสที่ปรุงโดยเชฟฝีมือเยี่ยมชาวฝรั่งเศส อาทิ ตับห่าน ชีส คานาเป้ ที่กินคู่ไปกับไวน์แดงสดใหม่ขวดนี้

    The Second Airport Closed

    Today's Top Stories >> Thursday November 27, 2008 10:16

    Second airport closed     

     
     
     
         

     

    Anti-government protesters have blockaded and shut down a second Bangkok airport, officials said Thursday, just over a day after they forced the closure of the country's main international hub.

    Supporters of the People's Alliance for Democracy (PAD) started massing at the old Don Mueang airport late Wednesday, aiming to prevent ministers from flying to Chiang Mai in the north to meet Prime Minister Somchai Wongsawat.

    Services at the airport were cancelled at about midnight.

    "I authorised Don Mueang's director-general to close the airport from midnight. It is closed indefinitely until normalcy is restored," Saererat Prasutanond, president of operator Airports of Thailand, told Thai television.

    "The two airports that serve Bangkok are completely closed."

    Don Mueang director Flying Officer Anirut Thanomkulbutra had earlier told AFP that the airport would reopen on Thursday evening.

    "Protesters have blocked the entrance to the terminal," Anirut said.

    Thai anti-government protesters wave national flags at the departure terminal of Bangkok's international airport.

    Don Mueang operates a handful of domestic flights, and was the only airport left serving the capital after protesters swarmed the main Suvarnabhumi Airport late Tuesday, forcing the airport director to suspend flights.

    A police official said about 3,000 PAD supporters were gathered outside Don Mueang airport, but no passengers were inside when the airport was surrounded as the last flight had landed hours before.

    Protest leaders earlier said that they aimed to force the closure of Don Mueang to prevent ministers from flying to the northern city of Chiang Mai to meet with Mr Somchai.

    The prime minister returned from a summit in Peru, landing in Chiang Mai on Wednesday evening, soon after the powerful army chief urged the premier to call new elections to end six months of turmoil in the kingdom.

    Mr Somchai refused, and called a cabinet meeting.

    The premier had been holding cabinet meetings in a disused terminal at Don Mueang after protesters occupied his official Government House office in central Bangkok in late August.

    But on Monday, PAD supporters besieged his temporary office as well, as they upped their bid to topple the government, which they accuse of running the country on behalf of ousted and exiled premier Thaksin Shinawatra.

    About 3,000 tourists were stranded at Suvarnabhumi as PAD supporters massed outside late Tuesday, but most were evacuated leaving Wednesday afternoon.

    Protesters swiftly dug in inside the gleaming steel-and-glass terminal, setting up makeshift food stalls and tents in the airport. (AFP)

    General news >> Thursday November 27, 2008
     
     
       
          

    ENVOY SUMMONED

    Indian navy asked why its ship sank Thai trawler

    THANIDA TANSUBHAPOL AND AP

    The Foreign Ministry is demanding an explanation after the Indian navy attacked a Thai fishing trawler off the Somalian coast, after wrongly assuming it was a pirate vessel.

    One crew member was rescued and 14 sailors remain missing after the Indian frigate INS Tabar sank the trawler, the Ekawat Nava 5, in the Gulf of Aden on Nov 18.

    The Indian navy says pirates had boarded the vessel and had fired grenades at the frigate.

    Indian ambassador to Thailand Latha Reddy was summoned to the ministry yesterday. Bangkok has also sought an explanation from the Indian government through its embassy in New Delhi, Foreign Ministry spokesman Tharit Charungwat said.

    The main question was whether the Indian navy complied with the rules of engagement before shooting, and whether it helped survivors, he said.

    Ship owner Wicharn Sirichaiekawat could demand compensation from the Indian government if its navy was at fault.

    On board were one Cambodian and 14 Thai crew. The Cambodian crew member was rescued six days later by a ship in the Gulf of Aden but the Thais are still missing, according to Mr Tharit.

    The ship was heading to Yemen from Oman to deliver fishing equipment when it was approached by Somali pirates in two speed boats.

    India's navy said last week that the INS Tabar, which began patrolling the Gulf on Nov 2, fired at a pirate "mother ship" on Nov 18, setting the vessel ablaze and sinking it.

    In New Delhi, Indian navy spokesman Cmdr Nirad Sinha said yesterday that the INS Tabar was responding to threats from pirates on board the ship.

    "As we are concerned, both its description and its intent were that of a pirate ship," he said. "Only after we were fired upon did we fire. We fired in self-defence. There were gun-toting guys with rocket propelled grenades on it."

    Sirichai Fisheries said its information about the battle came from the Cambodian sailor, who is now recuperating at a hospital in Yemen.

    "We are saddened about what has happened. It's an unfortunate tragedy. We hope it won't affect the anti-piracy operation by the navies there," said Noel Choong, who heads the International Maritime Bureau's piracy reporting centre in Kuala Lumpur.

    Warships from Denmark, India, Malaysia, Russia, the United States and Nato patrol the maritime corridor, escorting merchant ships and responding to distress calls in the area.

    Mr Wicharn said his company had contacted the International Maritime Bureau after getting messages from other boats in the region that the Ekawat Nava 5 had been attacked by pirates.

    Sirichai Fisheries asked if any naval ships were close enough to help the stricken boat. The British navy responded, asking for more information, but later said pirates had already boarded the ship and that any sort of naval action would risk harming the crew.

    เร่งมือเต็มที่ให้งานเสร็จ

    พันธมิตรฯ เร่งชนะเบ็ดเสร็จ ปิด"ดอนเมือง"โดยสิ้นเชิง
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 พฤศจิกายน 2551 06:34 น.

           พันธมิตรฯ เคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมจากอาคารรับรองพิเศษสนามบินดอนเมือง เดินเท้าไปปิดล้อมอาคารผู้โดยสารในประเทศ ปิดการขึ้นลงของเครื่องบินโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา พร้อมเรียกระดมพลเข้าสมทบต่อเนื่อง หวังเผด็จศึกรัฐบาลหุ่นเชิดให้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
           

           เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 26 พ.ย. ที่สนามบินดอนเมือง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมรถขยายเสียง ได้นำผู้ชุมนุมที่ชุมนุมอยู่บริเวณอาคารรับรองพิเศษ สนามบินดอนเมือง เดินเท้าไปยังอาคารผู้โดยสารภายในประเทศที่อยู่ห่างกันประมาณ 1 กิโลเมตร เนื่องจากมีกระแสข่าวว่านายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีซึ่งกลับจากเปรูและลงเครื่องบินที่กองบิน 41 กองทัพอากาศ จ.เชียงใหม่แล้ว จะนั่งเครื่องบินต่อมายังสนามบินดอนเมือง รวมทั้งยังมีกระแสข่าวแพร่สะพัดว่าในวันที่ 27 พ.ย.คณะรัฐมนตรีจะเดินทางไปร่วมประชุม ครม.ที่จังหวัดเชียงใหม่ ดังนั้นพันธมิตรฯ จึงเดินทางเพื่อมาปิดล้อมสนามบินดังกล่าวเพื่อไม่ให้ ครม.เดินทางไปประชุมได้
           
           จากนั้นการ์ดพันธมิตรฯ ได้นำรถเครื่องเสียงตั้งเวทีขนาดย่อมบริเวณด้านนอกอาคาร และเจ้าหน้าที่การ์ดได้ปิดเส้นทางเข้าออกอาคารดังกล่าว พร้อมทั้งไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยว ผู้โดยสาร และสื่อมวลชน เข้าไปภายในอาคารทำให้มีผู้โดยสารตกค้างหลายร้อยคน แต่ให้ผู้โดยสารขาออกออกมาได้
           
           ระหว่างที่การ์ดพันธมิตรกำลังนำแผงเหล็กปิดกั้นเส้นทางเข้าออกอาคารผู้โดยสารภายในประเทศนั้น ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งได้ถ่ายภาพการ์ดเอาไว้ ทำให้การ์ดไม่พอใจเพราะกลัวสันติบาลจะจำหน้าได้ จึงขอให้ลบภาพดังกล่าว ซึ่งผู้สื่อข่าวคนได้ร้องขอโทรศัพท์ประสานไปยังแกนนำพันธมิตรฯ เพื่อจะขอเจรจาเอง จากการเจรจานานหลายนาที แต่ท่าทีของการ์ดยังยืนยันตามเดิม ทำให้ผู้สื่อข่าวจึงยอมลบรูปภาพออกไป ต่อมานายสาวิต แก้วหวาน แกนนำพันธมิตรฯ รุ่น 2 โทรศัพท์มาพร้อมบอกว่ามีอะไรให้ช่วยหรือไม่ แต่ผู้สื่อข่าวบอกว่า ไม่ทันการแล้ว ทำให้นายสาวิต ขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้น
           
           เวลา 21.45 น. กลุ่มผู้ชุมนุมทั้งหมดที่ปักหลักอาคารรับรองพิเศษ ได้เดินไปยังอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ และแกนนำได้ขึ้นประกาศบนเวทีจะปักหลักอยู่ที่อาคารภายในประเทศตลอดทั้งคืน และเมื่อเช้าที่ผ่านมา พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ประกาศให้พี่น้องไปร่วมชุมนุมที่สนามบินดอนเมืองเพิ่มเติม เพื่อให้การปิดสนามบินได้ผลยิ่งขึ้น


         
         
         
         
         
         
         
         

    ถ้าชนะ ทักษิณจะเปลี่ยนโครงสร้าง

    คอลัมนิสต์ไทยรัฐเตือน ปชช.ถ้า "ทักษิณ"ชนะจะเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 พฤศจิกายน 2551 12:42 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    พล.ต.จำลอง ศรีเมือง

    พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

    คอลัมนิสต์ไทยรัฐเตือน ปชช.ถ้า "ทักษิณ"ชนะจะเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 พฤศจิกายน 2551 12:42 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    พล.ต.จำลอง ศรีเมือง

    พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

    "กระสุนทอง"คอลัมนิสต์ใหญ่ไทยรัฐตั้งคำถามประชาชนถ้า "ทักษิณ"ชนะก็หมายถึง โครงสร้างประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงไปตามที่ “ทักษิณ” กำหนด สถาบันและองค์กรหลักๆของชาติ “ทักษิณ” จัดเองใหม่หมด ประชาชนจะเอากันอย่างนั้นหรือไม่ ชี้ประชาชนต้องเลือกข้างด้วยการเอาหลักผิดถูกชั่วดีมาประกอบการตัดสินใจ
           
           คอลัมน์ "บุคคลในข่าว"ของหน้า 4 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2551 โดย ผู้เขียนชื่อ "กระสุนทอง"ได้กล่าวถึงพล.ต.จำลอง ศรีเมือง บอกเป็นการชุมนุมใหญ่ครั้งสุดท้ายของสุดท้าย แบบม้วนเดียวจบไม่มีม้วนต่อไป และจะไม่ถอนกำลังออกจากทำเนียบฯ ถ้าทำเต็มที่แล้วสู้ไม่ได้จะเก็บของกลับบ้าน
           
           “กระสุนทอง” เชื่อว่า ผู้คนส่วนใหญ่ก็อยากให้ถึงตอนจบไวๆเหมือนกัน ออกหัวออกก้อยอย่างไรก็ออกไปเสียที
           
           “กระสุนทอง” เห็นว่า หลักกฎหมายมีความจำเป็นที่สุดก็จริง แต่หลักตัดสินด้วย ผิดชอบชั่วดี, ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ก็จะขาดเสียมิได้ ถ้าขาดก็เสร็จ พวกศรีธนญชัยใช้วิชามารบวกวิชากฎหมายเอาแต่ได้ไม่ยอมเสีย สถานการณ์บ้านเมือง บางครั้งประชาชนต้องตัดสินใจเลือกข้าง เฉพาะเหตุการณ์ แต่การเลือกข้าง อย่าเลือกเพราะรักหรือเกลียด, ชอบหรือไม่ชอบขอให้คำนึงถึงผิดชอบชั่วดีมาประกอบการตัดสินใจเลือกข้างด้วย
           
           "กระสุนทอง"ได้พูดถึง พล.ต.จำลอง ว่า ถ้าย้อนไปในอดีตจับผิดเรื่องศีลธรรมจริยธรรมคงหาไม่เจอ และถ้าจำกันได้ พล.ต.จำลอง นี่แหละเป็นคนเปิดประตูจูง “ทักษิณ” ขึ้น เวทีการเมืองถึงขั้นเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรมต่อจากพล.ต.จำลอง ดังนั้นการต่อต้าน ระบอบ “ทักษิณ” คงจะเกิดจาก ความรู้สึกผิดที่ดูคนผิด เมื่อครั้งจูง “ทักษิณ” เข้าสู่อำนาจรัฐ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศนั่นก็เป็นได้
           
           คอลัมนิสต์ดังของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ กล่าวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยว่า อดีตนายกฯทักษิณ ผลงานดีๆเมื่อครั้งเป็นนายกฯก็มีมาก แต่ส่วนเสียในทางลับมีมากกว่า วันนี้ตัดสินใจสู้ไม่ถอยก็เป็นสิทธิ เพียงแต่ว่า ถ้าการต่อสู้ของ “ทักษิณ” ประสบชัยชนะ ก็หมายถึง โครงสร้างประเทศไทย ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามที่ “ทักษิณ” กำหนดสถาบันและองค์กรหลักๆของชาติ “ทักษิณ” จัดเองใหม่หมด จะเอากันอย่างนั้นหรือ

    "กระสุนทอง"คอลัมนิสต์ใหญ่ไทยรัฐตั้งคำถามประชาชนถ้า "ทักษิณ"ชนะก็หมายถึง โครงสร้างประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงไปตามที่ “ทักษิณ” กำหนด สถาบันและองค์กรหลักๆของชาติ “ทักษิณ” จัดเองใหม่หมด ประชาชนจะเอากันอย่างนั้นหรือไม่ ชี้ประชาชนต้องเลือกข้างด้วยการเอาหลักผิดถูกชั่วดีมาประกอบการตัดสินใจ
           
           คอลัมน์ "บุคคลในข่าว"ของหน้า 4 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2551 โดย ผู้เขียนชื่อ "กระสุนทอง"ได้กล่าวถึงพล.ต.จำลอง ศรีเมือง บอกเป็นการชุมนุมใหญ่ครั้งสุดท้ายของสุดท้าย แบบม้วนเดียวจบไม่มีม้วนต่อไป และจะไม่ถอนกำลังออกจากทำเนียบฯ ถ้าทำเต็มที่แล้วสู้ไม่ได้จะเก็บของกลับบ้าน
           
           “กระสุนทอง” เชื่อว่า ผู้คนส่วนใหญ่ก็อยากให้ถึงตอนจบไวๆเหมือนกัน ออกหัวออกก้อยอย่างไรก็ออกไปเสียที
           
           “กระสุนทอง” เห็นว่า หลักกฎหมายมีความจำเป็นที่สุดก็จริง แต่หลักตัดสินด้วย ผิดชอบชั่วดี, ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ก็จะขาดเสียมิได้ ถ้าขาดก็เสร็จ พวกศรีธนญชัยใช้วิชามารบวกวิชากฎหมายเอาแต่ได้ไม่ยอมเสีย สถานการณ์บ้านเมือง บางครั้งประชาชนต้องตัดสินใจเลือกข้าง เฉพาะเหตุการณ์ แต่การเลือกข้าง อย่าเลือกเพราะรักหรือเกลียด, ชอบหรือไม่ชอบขอให้คำนึงถึงผิดชอบชั่วดีมาประกอบการตัดสินใจเลือกข้างด้วย
           
           "กระสุนทอง"ได้พูดถึง พล.ต.จำลอง ว่า ถ้าย้อนไปในอดีตจับผิดเรื่องศีลธรรมจริยธรรมคงหาไม่เจอ และถ้าจำกันได้ พล.ต.จำลอง นี่แหละเป็นคนเปิดประตูจูง “ทักษิณ” ขึ้น เวทีการเมืองถึงขั้นเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรมต่อจากพล.ต.จำลอง ดังนั้นการต่อต้าน ระบอบ “ทักษิณ” คงจะเกิดจาก ความรู้สึกผิดที่ดูคนผิด เมื่อครั้งจูง “ทักษิณ” เข้าสู่อำนาจรัฐ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศนั่นก็เป็นได้
           
           คอลัมนิสต์ดังของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ กล่าวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยว่า อดีตนายกฯทักษิณ ผลงานดีๆเมื่อครั้งเป็นนายกฯก็มีมาก แต่ส่วนเสียในทางลับมีมากกว่า วันนี้ตัดสินใจสู้ไม่ถอยก็เป็นสิทธิ เพียงแต่ว่า ถ้าการต่อสู้ของ “ทักษิณ” ประสบชัยชนะ ก็หมายถึง โครงสร้างประเทศไทย ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามที่ “ทักษิณ” กำหนดสถาบันและองค์กรหลักๆของชาติ “ทักษิณ” จัดเองใหม่หมด จะเอากันอย่างนั้นหรือ

    November 25

    ซูเปอร์เค -พล.อ.อ. ชลิต - อธิการนิด้า/สงครามครั้งสุดท้าย- ทักษิณ

    "ซุปเปอร์เค-พล.อ.อ.ชลิต-อธิการนิด้า" จี้รัฐบาลออกแลกพันธมิตรยุติชุมนุม
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 พฤศจิกายน 2551 20:55 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ - พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข - นายเกษม จาติกวณิช




    ASTVผู้จัดการรายวัน – "ซูเปอร์เค" จับมือ"พล.อ.อ.ชลิต"พร้อมอธิการบดีนิด้า แถลงข่าวเสนอผ่าทางตันการเมืองไทย จี้"สมชาย"ลาออก เพื่อเปิดทางตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อฟื้นฟูประเทศ แลกพันธมิตรฯ หยุดชุมนุม และรัฐบาลใหม่ต้องรับปากไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งกลับมาอีก
           
           วันนี้ (25 พ.ย.) เครือข่ายปัญญาสยาม นำโดยนพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ เลขาธิการ เปิดแถลงข่าวเรื่อง “สถานการณ์ปัจจุบัน” ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่น โดยการแถลงข่าวครั้งนี้นอกจากจะมีกลุ่มนายแพทย์และนักวิชาการในเครือข่ายปัญญาสยามแล้ว ทางกลุ่มยังได้เชิญศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) นายเกษม จาติกวณิช เจ้าของฉายา “ซุปเปอร์เค” อดีตผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และพล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ อดีตรองหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) และอดีตรักษาการประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เข้าร่วมปรึกษาหารือและร่วมแถลงข่าวด้วย
           
           ศ.ดร.สมบัติ กล่าวสรุปภายหลังการปรึกษาหารือว่า ขณะนี้สถานการณ์บ้านเมืองมีความขัดแย้งกันสูง การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยส่งผลให้รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้ ซึ่งจะกระทบต่อประเทศชาติโดยรวม ดังนั้นทางเครือข่ายฯ จึงมีข้อเสนอให้ทั้งสองฝ่ายควรดำเนินการ ดังนี้คือ
           
           1) รัฐบาลภายใต้การนำของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ลาออกทั้งคณะ เพื่อเปิดทางให้มีการจัดตั้งคณะรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งเป็นยอมรับได้จากทุกฝ่าย และรัฐบาลใหม่จะต้องไม่หยิบยกเอาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาดำเนินการเพราะจะทำให้ความขัดแย้งกลับคืนมาอีก
           
           2) กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องยุติการชุมนุม เพื่อเปิดทางให้กระบวนการการเมืองปรับตัว เรียกความเชื่อมั่นกลับมาสู่ประเทศ และรับมือกับวิฤตเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำทั่วโลก
           
           อธิการบดีนิด้า กล่าวต่อว่า ข้อเสนอนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายน่าจะรับได้เพราะเป็นทางออกที่เป็นกลไกตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้เกิดความคลี่คลาย ให้มีเวลาคิดเพื่อประเทศชาติ ซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องรับผิดชอบร่วมกัน
           
           “เวลานี้ทั้งสองฝ่ายต้องหยุดประเด็นความขัดแย้ง ทำให้ประชาชนมีความหวัง” ศ.ดร.สมบัติ กล่าว
           
           ด้าน นพ. เฉลิมชัย กล่าวเสริมว่า ทางออกนี้มีโอกาสสูงที่จะสำเร็จเพราะพันธมิตรฯ ก็อยากให้รัฐบาลลาออก ส่วนรัฐบาลก็อยากให้พันธมิตรฯ ยุติการชุมนุม ซึ่งข้อเสนอนี้ตนเองจะรับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานทั้งสองฝ่าย
           
           นายเกษม กล่าวว่า ข้อเสนอที่ผ่านการปรึกษาหารือกันนี้เป็นการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น เฉพาะหน้าก่อน จากนั้นแล้วให้มีกระบวนการระดมความคิดเห็นจากหลายฝักหลายฝ่ายว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป จะได้มีเวลาคิด ตั้งสติกัน
           
           ด้านพล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันทหารคงไม่ทำการรัฐประหารเพราะไม่ใช่หนทางตามวิถีทางประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ส่วนการวางตัวของผู้นำกองทัพในเวลานี้ตนไม่ขอออกความเห็น
           
           สำหรับนายเกษม จาติกวณิช หรือ "ซูเปอร์เค"นั้น เคยมีบทบาททางการเมืองในฐานะอดีตหัวหน้า “กลุ่มดุสิต 99” ที่ทรงอิทธิพลในสมัชชาแห่งชาติ หรือ “สภาสนามม้า” ซึ่งทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญในยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน เมื่อปี 2517 ได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า เลือกข้างพันธมิตรฯ เนื่องจากมองว่า พันธมิตรฯ รวมถึงการรัฐประหาร 19 กันยาฯ 2549 ช่วยหยุดยั้งระบอบทักษิณ และหยุดยั้งการทำลายสถาบันสูงสุดและชาติบ้านเมืองไว้ได้ (อ่านข่าวเชิงวิเคราะห์ “ซุปเปอร์เค” เลือกข้างพันธมิตร กำจัดคนโกงแผ่นดิน ใน www.manager.co.th)
           
           อนึ่ง เครือข่ายปัญญาสยาม เพิ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 51 มี นายประมวล วีรุตมเสน เป็นประธาน และนพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ เลขาธิการ เครือข่ายเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของบุคคลจากนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย เช่น มหิดล, จุฬาฯ, ธรรมศาสตร์, มศว., เกษตรศาสตร์, มอ, นิด้า, ศิลปากร, รังสิต, กรุงเทพ, กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ วิศวกร นายแพทย์ ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ โดยมีจุดมุ่งหมายทำทุกวิถีทางให้บ้านเมืองกลับสู่สภาพปกติโดยเร็ว ใช้ปัญญาเป็นอาวุธ กลุ่มมีจุดยืนไม่ได้อยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ยืนอยู่บนความถูกต้อง

    สงครามครั้งสุดท้าย นักโทษชายชื่อ “ทักษิณ”
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 พฤศจิกายน 2551 19:34 น.
    พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
           การไม่ยื่นอุทธรณ์คดีที่ดินรัชดาภิเษกโดยไม่แจ้งเหตุผลของอดีตนายกรัฐมนตรี นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงการ “ไม่มีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ” แล้ว อีกด้านหนึ่งนี่คือการตอกย้ำถึงการก้าวเข้าสู่สงครามครั้งสุดท้ายขั้นแตกหักกับ “ศัตรูทางการเมือง” ที่ เขาประกาศเดินหน้าท้าชนทุกสถาบัน
           
           19 พ.ย. 51 คือวันสิ้นสุดการยื่นอุทธรณ์คดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาให้จำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 ในคดี เป็นเวลา 2 ปี ซึ่งบัดนี้ชัดเจนแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันไม่ใช้สิทธิ์อุทธรณ์
           
           ทั้งนี้ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 278 วรรคสาม กำหนดว่า “ในกรณีที่ผู้ต้องคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ อาจยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้”
           
           อดีตนายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้ให้เหตุผลใดๆ ต่อการตัดสินใจไม่ยื่นอุทธรณ์คดีตามสิทธิทางกฎหมายในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฯ ซึ่งเป็นวิถีทางการต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม แต่ถ้าหากพิเคราะห์ตัวตนของชายชื่อทักษิณ ก็คงหาคำตอบได้ไม่ยาก
           
           เพราะถึงแม้ ทักษิณ จะพยายามกลบเกลื่อนความเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ลุ่มหลงในอำนาจ ทรัพย์สินเงินทอง แต่การแสดงออกกลับสะท้อนว่าเขาล้มเหลว
           
           เมื่อครั้งที่เขาขึ้นครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ฝันไกลถึงขั้นจะนั่งเก้าอี้ผู้นำให้ยาวนานนับสิบยี่สิบปีเหมือนกับมหาเธร์แห่งมาเลเซีย
           
           เมื่อตั้งพรรคการเมืองเขาก็การกว้านซื้อส.ส.เข้าพรรคเพื่อหวังชัยชนะเพียงหนึ่งเดียว และเข้ายึดกุมอำนาจบริหารประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยแทรกแซง ทำลาย ตัดตอน กระบวนการตรวจสอบเสียสิ้น เพียงเพื่อที่จะไม่ให้มีสิ่งใดมาเป็นอุปสรรคขัดขวางการกอบโกย การทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งในเชิงนโยบาย กินตามน้ำ และกวนน้ำกิน
           
           การหมดสิ้นอำนาจวาสนาเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจยอมรับว่าเกิดจากการกระทำของตัวเขาเองและพวกพ้องบริวาร กระทั่งเมื่อมีการชำระความผิด นำคดีความเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยศาลคือผู้ตัดสินความถูกผิด เขาก็ยังไม่ยอมรับคำตัดสินนั้น ดังคำกล่าวอ้างที่ว่าตัวเขาเอง “โดนยัดเยียดคุก” โดย “กระบวนการยุติความเป็นธรรม” เมื่อต้นเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา ผ่านรายการความจริงวันนี้สัญจร
           
           การกล่าวหาศาล การโจมตีกระบวนการยุติธรรม ของ ทักษิณ เท่ากับเป็นการหมิ่นประมาทองค์กรแห่งอำนาจทั้งมวล โดยก้าวล่วงไปถึงอำนาจของพระมหากษัตริย์ในทางตุลาการด้วย
           
           ดร.อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า “แต่ก่อนเก่า ในสมัยที่เราอยู่ภายใต้ระบอบที่อำนาจรวมศูนย์ พระมหากษัตริย์เป็นผู้ครองอำนาจในการตัดสินคดี เป็นผู้ดัดคดีโดยธรรม แม้หลังจากที่เราเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว เป็นประชาธิปไตย เรายังเลือกใช้ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์ทางตุลาการนั้น ใช้โดยผ่านองค์กร คือศาล เพราะฉะนั้นคณะผู้พิพากษา จึงพิพากษาคดีต่างๆ ตามพระปรมาภิไธย
           
           “ดังนั้น เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวตำหนิกระบวนการยุติธรรม ว่า ยุติความเป็นธรรม เท่ากับหมิ่นประมาทกระบวนการทั้งหมด ทั้งองค์กรแห่งอำนาจ เจ้าของอำนาจคือประชาชนอย่างเรา รวมไปถึงผู้ใช้อำนาจตุลาการด้วย ต้องอย่าลืมว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ อำนาจตุลาการ คือหนึ่งในอำนาจของประชาชนทั้งสาม องค์กรแห่งอำนาจคือศาล ผู้ใช้อำนาจคือพระมหากษัตริย์”
           
           ต่อมา เมื่อเขาถูกถอนวีซ่าจากทางการอังกฤษ ด้วยเหตุผลที่เขาและ(อดีต)ภรรยาถูกศาลตัดสินจำคุก ทำให้ภาพผู้นำอินเตอร์ที่เขาเพียรพยายามสร้างขึ้นพังพินาศย่อยยับชั่วพริบตา การหย่า (แต่เพียงในนาม) กับภรรยาเพื่อจัดการทรัพย์สินและประสานพลังวางแผนสู้ศัตรูทางการเมือง พร้อมกับดึงเอาน้องสาวคนสวย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้ประสบความสำเร็จในธุรกิจไอทีและอสังหาริมทรัพย์ เข้ามาร่วมคุมพรรคเพื่อไทย พรรคใหม่ที่ตั้งขึ้นมารองรับการยุบพรรคพลังประชาชน นับเป็นเดิมพันครั้งยิ่งใหญ่ที่น่าจับตาว่าจะลงเอยเช่นใด
           
           การโฟนอินรอบสองผ่านรายการความจริงวันนี้สัญจร ในวันที่ 14 ธ.ค. เพื่อประกาศจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนหลังหวนคืนสู่เวทีการเมืองอีกครั้ง ทั้งยังประกาศเอาคืนศัตรูทางการเมืองที่ไล่ต้อนเขาให้จนตรอก เป็นเสมือนการประกาศสงครามครั้งสุดท้าย ซึ่งอาจหมายถึงวาระสุดท้ายของเขาด้วยก็เป็นได้

    Guns Fired at rivals by Thai protesters in clash (From Yahoo)

    Guns fired at rivals by Thai protesters in clash     

    By AMBIKA AHUJA, Associated Press Writer Ambika Ahuja, Associated Press Writer 13 mins ago

    Anti-government protesters gather at the new government offices in Bangkok's Don Reuters – Anti-government protesters gather at the new government offices in Bangkok's Don Mueang (Muang) airport …

    BANGKOK, Thailand – Opponents and supporters of Thailand's government clashed with guns, knives and slingshots late Tuesday, in the latest sign that the country's long-running political crisis may be veering toward open violence in the streets.

    The fighting occurred as anti-government demonstrators were disrupting traffic on another highway on the other side of town, delaying travelers to and from the city's main airport.

    The clash began when government supporters threw rocks at a truck carrying members of the People's Alliance for Democracy along a busy highway.

    The alliance members were returning from a rally at Don Muang airport, which they had been besieging since Monday in an effort to stop the government from meeting there. The prime minister's office, where meetings are normally held, has been occupied by the protesters since late August.

    The members of the anti-government alliance — wearing yellow arm bands and camouflage clothing — responded by firing slingshots and a half-dozen shots with two pistols from their truck, according to footage shown on Thai PBS television.

    They also hoisted a portrait of King Bhumibol Adulyadej, Thailand's revered monarch, whose interests they claim to be working for.

    The footage showed the alliance supporters surrounding a motorcycle taxi driver and putting a knife to his throat. After the driver fled, the protesters battered several motorbikes with steel rods and set fire to another one.

    The clash was the second time in recent months that the two sides have fought and marks the first major violence since Oct. 7, when street battles with police and anti-government forces left two people dead and hundreds wounded.

    In a Sept. 2 clash between the two sides, a government supporter was beaten to death, while two alliance members were killed last week in grenade attacks.

    The rivals are fairly easy to distinguish, since the protest alliance favors yellow shirts and their rivals red ones. Some of the government supporters seen fleeing were wearing red shirts.

    Police Col. Piyapong Ponvanich said 11 people were wounded in the clash, most of them government supporters, some with gunshot wounds.

    Government spokesman Nattawut Sai-gua said authorities would beef up security, but that it was premature to talk about declaring a state of emergency.

    "The police have beefed up security all over the city after what happened. They have set up 53 checkpoints on the streets of Bangkok in case of more chaos of this nature on the street. The situation is still under control," he said.

    The pro-government crowd appeared to be members of a loose association of taxi and motorcycle drivers who support the government and are supporters of former Prime Minister Thaksin Shinawatra.

    Protesters elsewhere used trucks to block part of the expressway to Thailand's main international airport, tying up traffic ahead of the planned Wednesday return by Prime Minister Somchai Wongsawat from Peru, where he attended a summit of Pacific Rim leaders.

    They have blocked all but one lane of the road to the airport, the main hub for millions of tourists who visit Southeast Asia.

    The alliance opposes Somchai's government because it considers it to be a puppet of Thaksin, who was accused of corruption and abuse of power and deposed in a September 2006 military coup.

    Tuesday's clash came a day after thousands of anti-government supporters besieged Parliament and then Don Muang airport in a bid to shut down the government.

    On Monday, police yielded as demonstrators pushed past them, even though the protesters sometimes showered them with expletives in an apparent effort to provoke a violent response to discredit the authorities.

    The government evidently sought to turn the tables on the protesters, who in past actions managed to attract public sympathy with claims of police brutality.

    Protesters seeking Somchai's resignation have occupied his Bangkok headquarters, known as Government House, since Aug. 26, forcing him to relocate to a makeshift office in the VIP area of the former international airport at Don Muang.

    A strike called by state enterprise unions to disrupt air, road and rail service in support of the protest fizzled — the second time unionists have failed to deliver on promises of a crippling work stoppage.

    Thailand's political crisis began in 2006, when a similar campaign against Thaksin led to a him being deposed by the coup. But further efforts to cripple Thaksin's political machine failed, and his allies won a December 2007 election.

    The alliance then resumed its street protests and finally stormed Government House in August, vowing not to leave until they have forced Thaksin's allies from power. They accuse Somchai of acting as a proxy for Thaksin, who is his brother-in-law.

    Thailand's economy, already struggling amid the global downturn, has been hit hard by the political turmoil. The state planning agency said Monday it grew at its slowest pace in more than three years this past quarter.

    Bkk Post's Pages of November 25, 2008


    Police outside parliament climb over a fence as they retreat into Dusit Zoo to avoid a confrontation with supporters of the People’s Alliance for Democracy yesterday. — Jetjaras Na Ranong

    Pol Col Patchara Boonsit, deputy chief of Metropolitan Police Division 4, ducks to avoid water thrown by PAD protesters yesterday. — Pattanapong Hirunard
    slides: 1 2

    Parliament paralysed

    Protests on Monday forced parliament to cancel its planned joint session, and left anarchy on the streets from Government House all the way to the old Don Mueang airport.

    'I'll be back'

    Fugitive ex-premier Thaksin Shinawatra threw down the gauntlet on Monday: He will return to politics and become prime minister again.

    Crunch Day

    Tens of thousands of protesters surrounded parliament on a tense Monday morning, threatening to block a scheduled joint House-Senate meeting and vowing to topple the government by Wednesday. UPDATE

    Top Stories Rss What is RSS

          General news >>

    Govt banks on public

    The government is now banking on public sentiment to turn against the People's Alliance for Democracy and pressure the PAD to end its proclaimed "final battle" to unseat Prime Minister Somchai Wongsawat and his administration.

    D. Mueang security beefed up

    Security has been beefed up around Don Mueang airport's passenger terminals after the anti-government People's Alliance for Democracy (PAD) yesterday blocked part of the airport, which is being used as a temporary Government House.

    Thailand to 'lose face' if pacts unsigned

    Thailand may "lose face" and investor confidence if it fails to sign international agreements at the Association of Southeast Asian Nations (Asean) summit in Chiang Mai next month, a senior trade official warned.


    xxx
          Business >>

    Exchange rates >>
    Baht/$ 35.27/31 (Bid/Ask)
    Gold Bkk Bt/Bt
    12,900 / + 450

    Industrial jobless rate of 12.4% forecast by Q2

    The Federation of Thai Industries (FTI) expects 1.1 million employees, or 12.4% of the workforce in the industrial sector, will lose their jobs by the second quarter of next year, according to Sommart Khunset, an FTI deputy secretary-general.

    Forecast trimmed after sluggish Q3

    The National Economic and Social Development Board (NESDB) has revised down its forecast for economic growth in 2008 to 4.5% from an earlier range of of 5.2% to 5.7%, following confirmation of lower-than expected expansion of 4% year-on-year in the third quarter.

    Rate cuts, spending vital, say bankers

    The Thai economy needs interest rate reductions and quick additional public spending to offset the impact next year from slowing exports caused by the global financial crisis, according to economists.


          Sports >>

    Flyers soar into the top spot

    SAMRONG : The DPelican Inn Flyers stormed into first place in the deVere & Partners Thai-World Hockey League on Sunday with an 8-6 comeback win over the Wall St. on 33 Warriors.

    Thailand beat TOT FC

    NAKHON RATCHASIMA : Arthit Sunthornpit and Datsakorn Thonglao were on target as Thailand beat TOT FC 2-0 in a warm-up match yesterday.

    Paradorn remains uncertain about possibility of making comeback

    Former world number nine, Paradorn Srichaphan has admitted that he is uncertain whether he will be able to make a comeback owing to a nagging wrist injury.



    Enter your search terms Submit search form
     
    Web www.bangkokpost.com
     
    More options
    ---------------- All categories ---------------Administrative & Office WorkAgriculture, Fishing, Forestry and Animal CareArt, Design and EntertainmentAutomotive / Motor Vehicle / PartsBiotechnology and PharmacyCommunity, Social Services, Religion and Non-ProfitConstruction, Mining and Skilled TradesEducation, Childcare and LibraryEngineering and ArchitectureFinance, Accounting and InsuranceGeneral WorkHardware Development and DesignHealthcareHospitality and TourismHuman ResourcesInstallation, Maintenance and RepairIT (System/Security/Infrastructure)JewelryLegalManufacturingMarketing, Advertising and Business Dev.Media, Journalism, Printing and PublishingOperations, Logistics and WarehousingProtective ServiceQuality Control and AssuranceReal EstateRecreation and SportsRestaurant and Food ServiceSales, Retail, and Customer ServiceSciences and General R&DServicesSoftware & Information SystemsTop ManagementTransportation and Material Moving
     



    Opinion

    EDITORIAL
    Driving to a tough decision

    It is not much fun watching the squirming executives of the big-three US auto makers beg taxpayers for money to survive. But this is no domestic US dispute. The outcome of the debate in Washington will have an important, even severe, effect on Thailand.

    Post Bag
    Don't wreck paradise

    After many years of being one of the lucky farangs to call Bangkok my home, I leave with a heavy heart. I spent my last evening here with my Thai mates doing what mates do: eating somtam, playing a game of pool, having a couple of beers.



    It's time to vote for your favourite Thai destination

     • The 30 candidates
     • Candidate of the week: Khoa Yai National Park

    The art of happiness

    Jitr Tantasathien believes that taking care of people's happiness is the key to business success

    PC training for a new life

    Computer classes in prison offer hope for the future

    ROAMING RAYONG

    Khao Laem Ya is a fitting prelude to an aquarium tour and a fishing village offering an exemplary homestay facility

    BANGKOK GOES GREEN

    The city admin is doing everything to combat global warming

    THE MINDFUL CANDIDATE

    Seeing Barack Obama's historic campaign in a Buddhist light

    'Stang sharpens up

    Ford has given its pony car a timely update to cope with the presence of the Camaro and Challenger

    You'll never walk alone girlfriend, or will you?

    When public transportation becomes a little too personal

    ARTIST USES HIS LOAF

    The practice of tipping and the levying of service charges in Thailand causes people distress, while customers and staff can feel they are being cheated by restaurant owners

    Southern disappearance: A case study

    Residents of coastal areas want to protect their shorelines against erosion, and they say the government is going about it the wrong way

    November 24

    The Day we met Nong Thalay

    She was really lovely, my little niece Nong Thalay.DSCF5606DSCF5607DSCF5608DSCF5609DSCF5610DSCF5611DSCF5612DSCF5613DSCF5614DSCF5615DSCF5616

    ม้วนเดียวจบ + ถอนวีซาทักษิณ

    ม้วนเดียวจบ !
    โดย คำนูณ สิทธิสมาน 23 พฤศจิกายน 2551 18:19 น.
    เหตุผลในการเคลื่อนขบวนมาปิดล้อมรัฐสภาของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเช้าวันนี้จะโทษใครไม่ได้นอกจากประธานรัฐสภาที่นึกอย่างไรไม่รู้ไปบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับหมอเหวงฯ เข้าไว้ในระเบียบวาระตั้งแต่ช่วงวันที่ 3 ตุลาคม 2551 ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นมีการประชุม 3 ฝ่าย 4 ฝ่ายกันเรื่องร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 291 แล้ว
           
            คล้าย ๆ กับเป็นกระบวนการ “แบล็กเมล์” ให้ผู้คนยอมรับร่างฯแก้ไขมาตรา 291
           
            ร่างฯ ฉบับหมอเหวงฯ นี้ผมเคยเขียนไว้แล้วว่าจงใจไม่บัญญัติรับรองคณะองคมนตรีชุดที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบันไว้ในบทเฉพาะกาล
           
            ร่างฯฉบับหมอเหวงไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามปกติ แต่เป็นเสมือนการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งฉบับ แล้วเอาฉบับ 2540 มาใส่แทนทั้งดุ้น – อ้อ – ไม่ใช่ – เกือบทั้งดุ้น
           
           ปกติเวลามีรัฐธรรมนูญใหม่ ในส่วนของบทเฉพาะกาลเขาจะรับรองการมีอยู่และการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ก่อนมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เริ่มตั้งแต่คณะองคมนตรี ส.ส. ส.ว. และครม.
           
           รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 292 ที่เขาตั้งใจจะยกเลิกนั้นบัญญัติไว้ดั่งนี้
           
            “ให้คณะองคมนตรีซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นคณะองคมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้”
           
           แต่ร่างฯหมอเหวงฯไม่มี
           
           อ้างว่ารัฐธรรมนูญ 2540 ดีเลิศ แต่เวลาเขาเอาบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใส่แทนที่เขาก็ไม่เอามาตรา 314 ที่รับรองการมีอยู่และการปฏิบัติหน้าที่ของคณะองคมนตรีเข้าไปใส่ไว้
           
           ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจได้ เพราะหมอเหวงฯคือหนึ่งในแกนนำของนปก.หรือนปช.ที่เคยเคลื่อนขบวนไปโจมตีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ถึงหน้าบ้านมาแล้ว และยุทธศาสตร์องค์รวมของเครื่อข่ายนี้ก็คือต้องการสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตยของปวงมหาประชาชน” ที่มีสาระสำคัญว่า “ปวงชนชาวไทยเป็นทั้งเจ้าของอำนาจอธิปไตยและผู้ใช้อำนาจนั้นด้วยตัวเอง” ขึ้นมา
           
            ยุทธศาสตร์องค์รวมของคนกลุ่มนี้ผมพูดมานานเป็นปี ๆ แล้วหลายครั้งในที่ประชุมสภา
           
            และนี้คือประเด็นหลักที่พันธมิตรฯเขาลุกขึ้นสู้ !
           
            จริงอยู่ แม้วันนี้จะเป็นที่ตกลงกันว่าจะไม่มีการประชุมกันในวาระนี้ ในทางปฏิบัติเมื่อเริ่มเปิดประชุม ประธานรัฐสภาหรือสมาชิก จะขอให้เลื่อนระเบียบวาระอื่นขึ้นมาพิจารณาก่อน ถ้าที่ประชุมไม่คัดค้าน ก็ถือเป็นมติ แต่นั่นก็จะเกิดขึ้นจริงเมื่อเปิดประชุมแล้วเท่านั้น พันธมิตรฯจึงมีข้ออ้างว่าไม่อาจเชื่อวาจาประธานรัฐสภาและนักการเมืองพรรคพลังประชาชนได้
           
            ประธานรัฐสภาอ้างว่าร่างฯฉบับหมอเหวงนั้นประชาชนเข้าชื่อกันเสนอ เมื่อถูกต้องแล้วไม่บรรจุไม่ได้
           
            ไม่จริง และไม่ถูกต้อง !
           
            มาดูตัวบทมาตรา 291 อนุ 1 รัฐธรรมนูญ 2550 กันก่อนนะครับ
           
            “มาตรา 291 (1) ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องมาจากคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภามีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคนตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย”
           
           สรุปง่าย ๆ ว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 291 (1) ได้บัญญัติให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คน สามารถที่จะเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่ทั้งนี้ต้องเป็นตามหลักเกณฑ์ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดด้วย กล่าวคือ....
           
            ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย !
           
            ในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายนั้น ปัจจุบันได้มีพ.ร.บ.ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2542 ซึ่งออกตามรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 170 ที่ได้บัญญัติให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50,000 คนมีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาร่างกฎหมายในหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย และหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามที่รัฐธรรมนูญ 2540 บัญญัติไว้เท่านั้น โดยไม่มีบทบัญญัติหรือหลักการในส่วนใดที่กล่าวถึงหลักเกณฑ์และวิธีการในกรณีที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คนจะเข้าชื่อเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 291 (1) แต่ประการใด
           
            เมื่อได้พิจารณาหลักการของพ.ร.บ.ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2542 แล้ว พบว่าเป็นหลักการที่ได้บัญญัติขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 170 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว จึงเท่ากับว่าพ.ร.บ.ดังกล่าวไม่มีผลบังคับใช้ไปโดยปริยายในปัจจุบัน
           
            ดังนั้น หากจะอนุวัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 291 (1) จะต้องมีการตราพ.ร.บ.ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมายฉบับใหม่เพื่อรองรับหลักการใหม่เสียก่อน
           
            เพราะแม้การเข้าชื่อเสนอกฎหมายอื่น ๆ รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 163 ก็กำหนดให้ประชาชนแค่เพียง 10,000 คนเข้าชื่อกันเสนอญัตติได้ ไม่ต้องถึง 50,000 คนเหมือนเดิม
           
            แค่เหตุผลประเด็นนี้ ประธานรัฐสภาก็ไม่อาจบรรจุร่างฯหมอเหวงฯเข้าระเบียบวาระได้แล้ว !
           
            มิพักต้องพูดถึงว่า ร่างฯฉบับนี้มีลักษณะไม่ใช่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามปกติ แต่เป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
           
            การวินิจฉัยของประธานรัฐสภาน่าจะมีปัญหา !!
           
            แน่นอนว่าเป็นดุลพินิจและเป็นอำนาจของท่าน แต่หากการใช้ดุลพินิจและอำนาจนั้นพิจารณาได้ว่าขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ท่านก็อาจถูกดำเนินการตามรัฐธรรมนูญได้
           
            การกลับลำไม่พิจารณาร่างฯหมอเหวงฯ หรือร่างฯ 291 ในช่วงนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ของกลุ่มการเมือง ซึ่งผันแปรไปตามแต่ละช่วงเวลา
           
            ใครจะไปรู้ว่าหากสถานการณ์ผันแปรไปอีก พะนะหัวเจ้าทั่นทั้งหลายจะไปเร่งแก้รัฐธรรมนูญอีก
           
            การบรรจุร่างฯหมอเหวงฯให้ “คาไว้” ในระเบียบวาระจึงเป็นยุทธวิธีล้ำลึก
           
            จะหยิบยกขึ้นพิจารณาเมื่อไรก็ได้
           
            พันธมิตรฯมีเหตุผลเคลื่อนขบวนไปปิดล้อมรัฐสภาวันนี้ได้ จึงต้องขอบคุณยุทธวิธีล้ำลึกนี้ด้วย
           
            แต่จะ “ม้วนเดียวจบ” ในลักษณะไหน ผมเขียนงานชิ้นนี้ล่วงหน้า 1 วันจึงไม่อาจจะรับรู้ได้
           
            ก็ได้แต่สวดมนต์ภาวนาอย่าให้ผู้บริสุทธิ์ต้องสังเวยชีวิตเลือดเนื้อกันอีก
           
            และขอเชิญชวนผู้อ่านร่วมสวดมนต์ภาวนาด้วย !


    อังกฤษเลิกวีซ่าทักษิณ ศึกษาจาก‘พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร’ หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 พฤศจิกายน 2551 13:24 น.
    คอลัมนิสต์ระดับกูรู “เปลว สีเงิน” เขียนไว้ใน “ไทยโพสต์” เมื่อวันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2551 ภายใต้หัวเรื่อง “ทักษิณที่เป็นณรงค์ กิตติขจร 2” ว่า ถ้าอยากจะรู้ว่าเหตุไฉนอังกฤษถึงยกเลิกวีซ่าของพ.ต.ท.ทักษิณ – คุณหญิงพจมาน ชินวัตรคงจะต้องรออีก 30 ปีเมื่อเขายกเลิกชั้นความลับหนังสือราชการที่เกี่ยวข้องกับการนี้ แล้วท่านก็ย้อนความไปถึงเมื่อครั้งที่พ.อ.ณรงค์ กิตติขจรเคยขอลี้ภัยในอังกฤษหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แต่ไม่ได้รับอนุญาต ก็เพิ่งรู้กันเมื่อปี 2546 นี้หลังจากอังกฤษยกเลิกชั้นความลับหนังสือราชการที่มีการตอบโต้กับระหว่างคนของสถานทูตอังกฤษในไทยกับรัฐบาลอังกฤษ
           
            ซึ่ง “มติชนสุดสัปดาห์” นำมาเผยแพร่เมื่อสามสี่ปีก่อน ท่านให้ไปหาอ่านเอาเอง
           
            ผมจำได้ เพราะเผอิญเป็นคนหนึ่งที่สนใจในเรื่องเบื้องหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 อยู่พอดี จึงยกเลิกงานตามกำหนดนัดเดิมมาค้นคว้าข้อมูลเก่าทันทีหลังอ่านบทความเสร็จ และขอแหกคิวมานำเสนอ ณ วันนี้
           
            พบว่า “มติชนสุดสัปดาห์” ตีพิมพ์เรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่ใน 3 ฉบับ คือ (1) ฉบับที่ 1313 ปีที่ 25 วันที่ 14 ตุลาคม 2548, (2) ฉบับที่ 1314 ปีที่ 25 วันที่ 21 ตุลาคม 2548 และ (3) ฉบับที่ 1315 ปีที่ 25 วันที่ 28 ตุลาคม 2548
           
           ทั้ง 3 ฉบับ 3 ชิ้นงานเป็นผลงานแปลของผู้ใช้นามว่า “โธไรยสยามรัฐ” แปลจากเอกสารในหอจดหมายเหตุอังกฤษที่ยกเลิกชั้นความลับหลังจากเวลาผ่านไป 30 ปี งานชิ้นแรกเป็นรายงานสถานการณ์ในประเทศไทยของ เจ. แอล. โจนส์, ชิ้นที่ 2 เป็นรายงานสถานการณ์จากทูตทหารของอังกฤษประจำประเทศไทย และชิ้นสุดท้ายเป็นโทรเลขลับและลับที่สุด 3 ฉบับ โดย 2 ฉบับหลังไปจากเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำไทย
           
           งานแปลทั้ง 3 ชิ้นพาดหัวชื่อเรื่องเพื่อเรียกร้องความสนใจ ดังนี้
           
           - “ข้อมูลใหม่” เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ในหอจดหมายเหตุอังกฤษ
           
           - “ข้อมูลใหม่” 10 วันหลัง 14 ตุลาคม 2516 จากทูตทหารอังกฤษประจำกรุงเทพฯ
           
           - “ข้อมูลใหม่” ถนอม-ประภาสขอลี้ภัยในอังกฤษ

           
           งานทั้ง 3 ชิ้นยังพอหา copy ได้ในโลกไซเบอร์ ตามที่อยู่ที่ผมจะให้ไว้ในบรรทัดต่อไป
           http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2005q4/article2005oct14p12.htm
           
           มีภาพเอกสารต้นฉบับภาษาอังกฤษประกอบด้วย ผมได้ถือโอกาสนำมาให้ดู ณ ทีนี้เพื่อความสบายตา
           
           
           
           งานชิ้นแรกของ เจ. แอล. โจนส์ นั้นก็อย่างที่ “เปลว สีเงิน” ว่าไว้นั่นแหละครับว่าค่อนข้างจับแพะชนแกะ เป็นผลการพูดคุยกับ ดร.กระจ่าง พันธุมนาวิน ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ ได้เขียนบทความโต้ชื่อ “เมื่อสายลับไทยกับอังกฤษร่วมกันหากินโกหกโลก” เผยแพร่ไปตามสื่อต่าง ๆ ลองพิมพ์ชื่อบทความนี้ค้นหาดูในโลกไซเบอร์ก็จะพบไม่ยาก
           
           งาน 2 ชิ้นหลังมีความสำคัญกว่า – โดยเฉพาะชิ้นสุดท้าย – ที่จะต้องอ่านต่อเนื่องกัน
           
           บนพื้นฐานของการมองเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ในลักษณะ “ป่าทั้งป่า” !

           
           ท่านผู้อ่านต้องไปอ่านเอาเอง
           
           เพราะแม้จะเป็นเอกสารที่เคยตีพิมพ์มาแล้ว และมีเผยแพร่อยู่ ไม่ว่าในห้องสมุดทั่วไป หรือในโลกไซเบอร์ แต่ด้วยความแหลมคมของสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมไม่สะดวกที่จะเผยแพร่ซ้ำ ณ ที่นี้เพราะไม่อยากให้มีการแปลความเจตนาไปในทางใดทางหนึ่งที่ไม่บังควร นี่ก็โชคดีที่ “เปลว สีเงิน” ผู้อาวุโสนำมาจุดประกายให้ก่อน ผมจึงได้โอกาสเดินตาม
           
           ท่านฟันธงว่า “ฟางเส้นสุดท้าย” คือ “โฟนอิน” ของคุณทักษิณ ชินวัตรเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 โดยเฉพาะประโยคประวัติศาสตร์ที่ใคร ๆ ก็แปลความตรงกัน
           
           “ไม่มีใครที่จะเอาผมกลับประเทศไทยได้หรอก นอกจากพระบารมีที่จะทรงมีพระเมตตา หรือไม่ก็พลังของพี่น้องประชาชนทุกท่าน...”
           
           ก่อนหน้าวันที่ 14 ตุลาคม 2548 ที่เอกสารเผยแพร่ในประเทศไทย ไม่เคยมีใครทราบมาก่อนเลยครับว่า พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร เคยยื่นขอลี้ภัยการเมืองในอังกฤษพร้อมกับครอบครัวรวม 10 คน
           
           10 คนที่ว่านี้คือ จอมพลประภาส จารุเสถียร, ท่านผู้หญิงไสว จารุเสถียร, พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร, นางสุภาภรณ์ กิตติขจร, ด.ช.เกริกเกียรติ กิตติขจร, ด.ช.กรกาจ กิตติขจร, ด.ช.กิจก้อง กิตติขจร, น.ส.กรองกาญจน์ กิตติขจร, น.อ.หญิง สุมิตรา กิตติขจร และ น.ส.เอื้อมมณี มันทลุมพะ
           
           ณ เวลานั้น พ.อ.ณงค์ กิตติขจรให้ข้อมูลทางการอังกฤษว่าได้ซื้อบ้านใน Southborn, Bornemouth, Hants เลขที่ 130 Seafield Road ไว้แล้วตั้งแต่เมื่อ 15 ปีก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
           
           ข้อมูลที่เรารู้กันมากว่า 30 ปีก่อนจะมีการยกเลิกชั้นความลับเอกสารชุดนี้ก็คือ จอมพลประภาส จารุเสถียร พร้อมคุณหญิงและลูกหลานส่วนหนึ่ง พำนักอาศัยอยู่ในไต้หวัน ขณะที่พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร พร้อมครอบครัว เดินทางต่อไปพำนักในเยอรมนี ไม่เคยมีข้อมูลเรื่องความพยายามจะไปอยู่ที่อังกฤษ
           
           แน่นอนว่าไม่เคยทราบ “ความละเอียดอ่อน” ของสถานทูตอังกฤษประจำไทย !
           
           ที่เร่งรัดให้รัฐบาลอังกฤษตัดสินใจ !
           
           “ยิ่งความไม่แน่นอนเรื่องเจตน์จำนงของเราลากยาวไปเท่าไร อันตรายที่เรื่องนี้จะรั่วไหล และทำให้เกิดข่าวกระพือโทสะยิ่งมีมากเท่านั้น ข้าพเจ้าคงแทบจะไม่จำเป็นต้องเสริมว่าถ้าท่านตัดวินใจให้คนกลุ่มนี้ลี้ภัยแล้ว เราที่นี่ต้องเผชิญหน้ากับคำตำหนิอย่างแรงจากสื่อมวลชนกับประชาชนไทยแน่นอน...”
           
           นี่คือความตอนหนึ่งในโทรเลขจากสถานทูตอังกฤษประจำไทยเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2516
           
           ช่างบังเอิญเหลือเกินที่เวลาตรงกันกับการตัดสินใจกรณีคุณทักษิณ ชินวัตร
           
           เพียงแต่ห่างกัน 35 ปีเท่านั้น
           
           ถ้าคุณทักษิณ ชินวัตรยัง “ไม่หยุด” อย่างที่มีข่าวล่าสุดมาอย่างอหังการผ่านสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “โฟนอิน” ครั้งต่อไปจะเปิดเผยชื่อคนที่ทำร้ายตัวเองด้วย
           
           สถานการณ์ที่จะเผชิญหน้าต่อไปน่าจะหนักหนาสาหัสกว่านี้
           
           หยุดขันชะเนาะรัดคอตัวเองเสียทีเถิด !

    November 23

    เจ๊ ๑๑ พันธมิตรฯ ศรีราชาหวิดตาย

    เผยเจ๊ 11 พันธมิตรฯศรีราชาหวิดตาย 7 ตุลา-ไขปริศนาคนตะวันออกเลือดกู้ชาติเข้มข้น!
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 พฤศจิกายน 2551 16:28 น.


    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น












    โดย “ทัพหน้า”
           
           ศูนย์ข่าวศรีราชา - เผย เจ๊ 11 พันธมิตรฯศรีราชาหวิดตาย 7 ตุลา-ไขปริศนาคนตะวันออกเลือดกู้ชาติเข้มข้น! ชักธงรบแน่ 24 พ.ย.นี้.!!
           
           เผย เจ๊ 11 ในหนังสือตำรวจฆ่าประชาชน เฉียดความตาย ไขปริศนาคนชล คนระยอง คนจันท์ ทำไมถึงมีเลือดรักชาติเข้มข้น เข้าร่วมกู้ชาติกับพันธมิตรฯ ยอมรับ 5 ผู้กล้าแกนนำฯ ไว้ในใจ ด้วยจุดยืนมั่นคง สู้เพื่อชาติ ขับไล่คนไม่ดีออกไป
           
           นี่คือ เบื้องหลังข่าวพันธมิตรฯ ตะวันออกและเรื่องราว 11 เจ๊อรหันต์ทองคำ
           

           อากาศที่ชลบุรีทั้งจังหวัด กำลังเย็นสบาย ส่วนศรีราชานั้น อากาศหนาวเย็นเป็นพิเศษ ด้วยมีลมหนาวพัดผ่านลงมาจากชายเขา “ฉลาก” ชายเขา “พุทธโคดม” และชายเขา “อุตตะพงษ์” เป็นระยะๆ ชาวบางพระ-ชาวศรีราชา-แหลมฉบัง ซึ่งมีพันธมิตรฯ มากเป็นพิเศษ ก็พาสดชื่นกันเป็นพิเศษ ประกอบกับมีสตรีเพศ “แม่กู้ชาติ” ฝ่าวิกฤตเฉียดตายจากปืนตำรวจ 7 ตุลาคม 51 มาได้ จึงทำให้คนทั้งอำเภอศรีราชาช่วงเวลานี้เป็นอะไรๆ ที่พิเศษๆ
           
           สตรีเพศแม่กู้ชาติคนนี้ ถึงจะไม่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน แต่ภาพสตรีคนนี้ก็มาโผล่อยู่ในหนังสือตำรวจฆ่าประชาชน !
           
           ภาพๆ นั้นปรากฏอยู่หน้าที่ 31 ในหนังสือตำรวจฆ่าประชาชน (ซึ่งได้นำภาพนั้นนำมาตีพิมพ์ประกอบเบื้องหลังข่าว-เบื้องหลังภาพด้วย) และภาพๆ นั้น.. เป็นภาพของ สตรีแกร่งใจเพชร เพศ แม่ “กู้ชาติ” คนนั้น นั่งทรุดกายอยู่ด้านหลัง ชายชาตรีนัยตาสีเหล็กบ่งบอกว่าเป็นคนจริง ประเภทไม่มีทิ้งเพื่อน นั่งเอามือกุมขาข้างซ้ายที่ถูกอาวุธร้ายแรงของตำรวจยิงเข้าใส่ทำให้ “ขาขาด”
           
           สตรีคนในภาพ คือ เจ๊เจ๋ง...คนศรีราชา เป็นพันธมิตรฯขนานแท้ เป็นหัวหน้ากลุ่มพันธมิตรฯที่นั่น ร่วมกู้ชาติ รัก และเทิดทูนชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยิ่งชีวิต มีจุดยืนที่มั่นคงไล่คนไม่ดีออกไป ซึมซับองค์ความรู้เรื่องต่างๆ จาก 5 ผู้กล้าแกนนำพันธมิตรฯ เข้าร่วมชุมนุมขับไล่ทักษิณ ขับไล่สมัครและร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลน้องเขยทักษิณอยู่ปัจจุบัน (เบื้องหลังข่าว-เบื้องหลังภาพ ชิ้นนี้ จะยังไม่ขอบอกชื่อจริง นามสกุลจริงของเจ๊เจ๋ง ขอสงวนเอาไว้)
           
           เจ๊เจ๋ง..เล่าให้เพื่อนๆ ฟัง ว่า ภาพที่เห็นนั้น ถ้าเจ๊แกไม่ได้ชายชาตรี คนที่ถูกยิงขาขาด เป็นเสมือนกำแพงบังอยู่เบื้องหน้า เจ๊..ก็คงเอาชีวิตไม่รอดหรือก็คงจะได้รับบาดเจ็บสาหัสสากรรจ์ไปกับเขามากกว่านี้
           

           ส่วนตำรวจคนที่กำลังก้มๆ เงยๆ นั้นน่ะ ก็ไม่ได้ช่วยเหลือ ใจจืดใจดำเสียไม่มี คนกำลังเจ็บ ถูกแก๊สน้ำตา ฝ่ายผู้ชายคนขาขาดก็เสียเลือดไปมากนั่งอยู่ต่อหน้าต่อตา ก็ไม่เรียกรถพยาบาลมาให้ แต่กลับถามชื่อถามเสียง ขอจดชื่อ ถามไถ่ในหลายเรื่องที่ตำรวจอยากจะรู้เสียอีก นี่แหละตำรวจไทยใจกล้าเขาล่ะ
           
           ดูภาพนี้แล้วเห็นหรือยังว่า สตรีใจแกร่งประดุจเพชร อย่างเจ๊เจ๋งผู้ นี้..กล้าหาญชาญชัยอย่างไรบ้าง ไอ้เราเสียอีก เป็นผู้ชายแท้ๆ อกศอกเดียวได้ยินเสียงระเบิดแก๊สน้ำตา วี๊ดบึมส์ วี๊ดบึมส์ ก็ ยังวิ่งหนีเป็นสุนัขหางจุกก้น ..สู้เจ๊แกไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง
           
           เรื่องของเจ๊เจ๋งนี้ นับว่า เป็นผู้เสียสละกล้าหาญ เราขอยกย่องให้เป็นเจ๊ 11 ประเภทเจ๊อรหันต์ทองคำเพิ่มขึ้นมาอีก 1 เจ๊บนทำเนียบข่าว เจ๊ๆ พันธมิตรฯ ซึ่งเดิมมีอยู่ แค่ 10 เจ๊อรหันต์
           
           7 ตุลาคม 51 วันนั้น มีผู้รักชาติพันธมิตรฯนับแสนคน ไปชุมนุมประชันหน้ากับตำรวจตามช่องทางถนนเส้นทางต่างๆ ที่จะเข้าไปยังรัฐสภา แต่..ก็ไม่มีใครคาดคิดว่า ตำรวจจะบ้าอำนาจ บ้าเลือดโหดเหี้ยม..รับคำสั่งพวกนักการเมืองชั่วทำร้ายสตรีเพศแม่ได้ลงคอ ทั้งทำร้ายผู้ชายประชาชนคนไทยด้วยกัน ซึ่งน่าจะมีการเจรจากันก่อนว่าจะทำประการใด
           
           แต่นี่..เล่นทั้งยิงทั้งขว้างด้วยอาวุธนานาชนิดประเคนเข้าใส่ประชาชนทั้งชายและหญิงอย่างเมามัน มีทั้งยิงด้วยปืนลูกซอง (กระสุนยาง!?) ทั้งระเบิดแก๊สน้ำตาแบบยิงและแบบขว้าง ทั้งที่ประชาชนไม่อาวุธ จะมีก็แค่มือตบคนละ 1 อัน
           
           นี่..คือ ห้วงหนึ่งของชีวิตที่เฉียดความตายผ่านอันตรายของเจ๊ เจ๋ง เจ๊ อรหันต์ 11 ชาวศรีราชาคนเมืองชล ผู้ผ่านสมรภูมิสงครามศักดิ์สิทธิ์ เพื่อกู้ชาติบ้านเมือง โดยมีภาพเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 51 ยืนยันได้
           
           วันนั้น 7 ตุลาคม 51 ตำรวจกระทำการยิงปืนขว้างแก๊สน้ำตาอาวุธร้ายแรงแบบโหดเหี้ยมถึง 3 รอบ รอบเช้า รอบบ่ายและรอบค่ำ เพียงต่างสถานที่กันเท่านั้น !!
           

           สำหรับเรื่องราว 10 เจ๊ อรหันต์เลือดเมืองชลคนน้ำเค็ม เดิมมีที่มาดังนี้ เริ่มต้นด้วย เจ๊หมวยใหญ่ในตัวเมือง (เจ๊อรหันต์ทองคำเจ๊ 1 เริ่มต้นเมื่อปลายปี พ.ศ.2548 ) เจ๊หมวย คนนี้ใจใหญ่จริง ใจถึงจริง พูดน้อย เป็นคนไม่เรื่องมาก เรียกว่า เป็นพันธมิตรฯไม่คิดมาก เจ๊หมวยใหญ่เป็นผู้นำกลุ่มพันธมิตรฯชล ประเภทถึงไหนถึงกัน แต่ใครจะให้เจ๊ขึ้นเวทีปราศรัย เจ๊ไม่เอา ใครจะให้เจ๊เป็น หัวหน้ากลุ่มพันธมิตรฯให้เป็นอะไรๆ เจ๊ไม่เอาทั้งสิ้น เจ๊แกทำแต่งานให้พันธมิตรฯอย่างเดียว
           
           เพราะเจ๊ 1 หรือเจ๊หมวย รักนับถือศรัทธาต่อ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล มาแต่ต้น และก็รักนับถือยกย่องความกล้าหาญของแกนนำทุกคน ไม่ว่าจะเป็น พลตรีจำลอง ศรีเมือง คุณพิภพ ธงไชย คุณสมศักดิ์ โกศัยสุข คุณสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ทุกคน รวมทั้ง คุณสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
           
           ไม่ว่า 5 แกนนำพันธมิตรฯจะไปปราศรัยที่ไหน จะเป็นต่างจังหวัดต่างถิ่น ไม่ว่าจะใกล้ไกลแค่ใหน ก็เช่ารถบัส จัดรถตู้พาพวกพันธมิตรฯไปให้กำลังใจบรรดาแกนนำกันอย่างเต็มที่ มีชายชาตรีร่วมอุดมการณ์ ประสานทำงานให้เจ๊หมวยใหญ่ โดยไม่เกี่ยงงอน เจ๊หมวยใหญ่เจ๊ 1 เป็นผู้มีผลงานให้ปรากฏต่อสายตาของบรรดาพันธมิตรฯมาแล้วมากหลาย มีบารมีเป็นที่ยอมรับนับถือโดยทั่วหน้ากัน
           
           ต่อมาวันหนึ่งของปี 2549 เจ๊สายชล คนหมอนนางพนัสนิคมอรหันต์ เจ๊อรหันต์คนที่ 2 จัดงานหาเงินสมทบสานอุดมการณ์ให้ astv ผ่าน คุณสนธิ ลิ้มทองกุล 1 ใน 5 แกนนำ เจ๊หมวยใหญ่ ในตัวเมือง ก็พาพรรคพวกไปร่วมงานเต็มที่
           
           
    งานครานั้นจัดที่ภัตตาคารอาหารวังเดือนห้า พนัสนิคม มีพันธมิตรฯไปร่วมงานคับคั่งนับพันๆ คน โต๊ะจีนกว่า 150 โต๊ะเต็มไปด้วยพันธมิตรฯ บรรยากาศบ่งถึงความสามัคคี มีใจถึงกันของบรรดาพันธมิตรฯ
           
           ต่อมา เจ๊หมวยใหญ่ เจ๊อรหันต์คนที่ 1 จัดงานที่ ภัตตาคารไต้ฮี้ ข้างวัดจีนเมืองชลบุรี เป็นการจัดงานครั้ง 2 เชิญ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล รวมทั้งแกนนำหลายคนมาร่วมงาน มีบรรดา พันธมิตรฯตะวันออกนับพันคน พันธมิตรชลฯ-ระยอง ค่อนข้างหนาตา งานสำเร็จด้วยดี ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าว เป็นช่วงของการต่อสู้กับ ทักษิณโดยตรง
           
           ต่อมาก็มีการจัดงานที่โรงแรมแห่งหนึ่งในพัทยาเป็นงานครั้ง 3 ครั้นตกค่ำก็มีการจัดงานเลี้ยงพันธมิตรฯ ที่บ้านเจ๊หมวยเล็กที่โรงโป๊ะ งานสำเร็จลงด้วยดี ผู้บริจาคเงินเข้ามูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินและสมัครเป็นสมาชิกยามเฝ้าแผ่นดิน จะได้รับองค์พ่อจตุคามคนละ 1 องค์
           
           ที่สุด..มีการจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรฯพัทยา-นาเกลือ เป็นทางการ ตั้งเวทีปราศรัยขึ้นที่ลานวัดโพธิสัมพันธ์ เชิญบรรดาแกนนำมาปราศรัยเพื่อจัดงานให้ลุล่วงไป มีสุภาพสตรีคนหลักๆ ก็คือ เจ๊หมวยเล็ก เจ๊แอ๋ว มหากรี เจ๊เจ็ง นาเกลือ เจ๊เงาะ พัทยา ริเริ่มตั้งกลุ่มพันธมิตรฯร่วมกัน ครั้งนั้นได้ อาจารย์เสรี วงษ์มณฑา อาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ มาปราศรัย ส่วนตัวหลักปราศรัยมี คุณสุวิทย์ วัดหนู เลือดเมืองชลคนน้ำเค็ม ชาวบางเสร่ขนานแท้ ทำให้การจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรฯพัทยา-นาเกลือ ชลบุรี สำเร็จด้วยดี
           
           ก็เลยลำดับเลขที่เจ๊ๆ 3, 4, 5, 6 ตรงที่สตรีใจเพชร 4 คนนี้ สรุปว่า ที่พัทยา- นาเกลือ อำเภอบางละมุงนั้น เจ๊หมวยเล็ก คือเจ๊ 3 เจ๊เงาะ คือ เจ๊ 4 เจ๊แอ๋ว มหากรี คือ เจ๊ 5 และเจ๊เจ็ง คือ เจ๊ 6 ซึ่งบรรดาเจ๊อรหันต์ทั้ง 4 คนของกลุ่มพัทยา-นาเกลือ-บางละมุง ต่างก็เป็นผู้ทุ่มเทระดมมวลชนเพื่อพันธมิตรฯโดยแท้ มีผลงานของกลุ่มร่วมกับชายชาตรีร่วมอุดมการณ์อีกจำนวนมาก ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
           
           ทางด้านอำเภอบางละมุง ณ ปัจจุบัน ที่พัทยา-นาเกลือ พันธมิตรฯที่นี่ได้แตกตัวเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ
           
           
    จุดยืนเหมือนเดิม การแตกตัวเป็นสองกลุ่มนี้ คือที่สุดแล้ว ก็แตกตัวเติบโตขึ้นและแยกย้ายกันทำงานเพื่อพันธมิตรฯ มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ก็เท่านั้นไม่มีอะไรในกอไผ่และช่วยกันจัดรถบัสรถตู้ ขนมวลพันธมิตรฯที่พัทยา-นาเกลือ มุ่งหน้าทำเนียบ ก็มาจากผลงานของกลุ่มเจ๊เงาะ เจ๊ 4 กับคณะพรรค รวมทั้งของคณะพรรคเจ๊ หมวยเล็ก เจ๊ 3 อีกคณะหนึ่ง
           
           เดิมมีแค่ 10 เจ๊อรหันต์ทองคำ ส่วนเจ๊อรหันต์คนที่ 7 มีฉายาว่า เจ๊ต้อย เสม็ด เจ๊ 7 นี้เป็นคนตรงแบบขวานผ่าซาก มีอะไรว่ากันซึ่งหน้าไม่คิดมาก เวลาจะเดินทางไปชุมนุมกันที่ใดก็ตามของพันธมิตรฯจะ ขึ้นรถที่ใด ค่ารถเท่าไหร่ แชร์กันอย่างไร ต้องจ่ายคนละกี่บาท เจ๊ต้อยเป็นคนจัดการให้จ่ายเท่าเทียมกันทุกคน
           
           เจ๊ต้อยเสม็ด เจ๊ 7 คนนี้มีพรรคมีพวกมาก มีพวกเป็นพันคน เคยเป็นฐานเสียงคนสำคัญให้ ส.ส.คนหนึ่งมาแล้ว เจ๊ต้อยช่วยใครคนนั้นชนะเลือกตั้งทุกครั้ง ขณะนี้เจ๊ต้อย เสม็ด เป็นหนึ่งของแกนหลักๆพันธมิตรฯชลบุรีเต็มตัว ทำงานร่วมกับเจ๊หมวยใหญ่ เจ๊ต้อยไม่อยากจะมีตำแหน่งใดๆของพันธมิตรฯที่เป็นทางการ แต่ให้ใจเกินร้อย ถึงไหนถึงกัน ล่าสุดเราได้พบเจ๊ต้อย เสม็ด เจ๊ 7 อรหันต์ที่วัดบางละมุง ไปกับพรรคพวกหลายคน เอาอาวุธประจำกายคือมือตบไปตบ ร่วมกับพันธมิตรฯคนอื่นๆเสียงมือตบดังก้องที่หน้าโบสถ์วัดบางละมุง วัดที่เจ้าอาวาส(ผู้นิยมทักษิณ) ทำอะไรๆให้อื้อฉาวนั่นแหละ
           
           เจ๊อรหันต์คนที่ 8 เจ๊คนนี้ ชื่อเจ๊ ติ๋ว วัดกำแพง ขณะนี้ทำหน้าที่เป็นเลขาฯ กลุ่มม.พ.ด. (กลุ่มเมืองไทยรายสัปดาห์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและยามเฝ้าแผ่นดิน) ในปัจจุบัน แต่ก่อนเจ๊ 8 เป็นเลขายามเฝ้าดินเมืองชล ซึ่งมีการพบปะทานอาหาร หารือกันทุกเดือน
           

           เมื่อ..“มีงานเข้า” ต้องระดมพันธมิตรฯไปชุมนุมที่ทำเนียบประชาชนมากขึ้น ไม่มีเวลามาทำงานให้กลุ่มก็เลยปลีกตัวออกมา เลยต้องไปตามเสียงเป่านกหวีดร่วมกับเพื่อนๆร่วมยุทธการดาวกระจายกับพันธมิตรฯส่วนกลาง เจ๊ 8 กับ พันธมิตรฯกลุ่ม ม.พ.ด.ร่วมทำงานเดินหน้าสู้ไล่รัฐบาลทักษิณ มาตั้งแต่ต้นปี 2549 ร่วมขับไล่รัฐบาลทรราชสมัคร.. มือเปื้อนเลือด ขณะนี้เดินหน้าขับไล่รัฐบาลชายสวาท จนกว่าจะลาออก แบบถึงไหนถึงกัน
           
           สำหรับ..เจ๊อรหันต์คนที่ 9 คือ เจ๊เล็ก พนัสนิคม หัวหน้ากลุ่มพนัสนิคม ใจเกินร้อย จริงใจ เป็นพันธมิตรฯไม่คิดมาก ซึ่งขณะนี้ก็ยังคงเดินหน้า อธิบายให้ความรู้กับประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นไกลปืนเที่ยง ขณะนี้เจ๊เล็กได้นำหนังสือ-วีซีดี ตำรวจฆ่าประชาชน ประมาณ 1,200 เล่ม 1,200 แผ่นเพื่อกระจายไปตามผู้ที่ยังไม่ทราบเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ยังอีกจำนวนมาก เจ๊เล็ก พนัสนิคม เจ๊ 9 ร่วมทำงานกับเพื่อนๆ พันธมิตรฯพนัสนิคมไปแจกจ่ายให้ประชาชนจนถึงมือด้วยตัวเอง
           
           คราวนี้มาถึงเจ๊ 10 คือ เจ๊กั๊ว หรือ เจ๊ไพจิตร บ้านสวน เจ๊ 10 เพิ่งไปบริจาคเงินให้ astv.ขึ้นเวทีบริจาคเงินจำนวนสิบหมื่นไปแล้ว เจ๊ 10 คนนี้ จุดยืนมั่งคน แต่เจ๊ 10 จะไปทุกที่ที่พันธมิตรฯมียุทธการดาวกระจาย ที่ปราสาทพระวิหารไกลแสนไกลถึงศรีษะเกษ เจ๊ก็ไป ไม่ไปเปล่าพกมือตบพร้อมพาสามีคุณเชาวน์ ตามไปด้วย ไปอดตาหลับขับตานอนเสี่ยงภัยกับพวกนปก.มาแล้ว
           
           เจ๊ 10 เอาทุกอย่างเวลาพันธมิตรกรุงเทพฯจะทำอะไรก็ให้ความร่วมมือ เจ๊ 10 เริ่มจากครอบครัวญาติพี่น้องและเพื่อนๆ ที่วัดบางละมุงเจ๊ก็ไป ที่ตชด.มะขามจันทบุรีก็ไป เจ๊10เจ๊ไพจิตรคนนี้ตามติดพันธมิตรฯ โดยเฉพาะ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล มาตั้งแต่ เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร เจ๊10 มีบทบาททำงานพันธมิตรฯมาเป็นลำดับ ว่ากันว่า ในเขตบ้านสวนเจ๊10 มีบทบาทมากไม่น้อยหน้าใครในขณะนี้
           
           การที่เราเขียนถึง เจ๊ๆ กลุ่ม 11 เจ๊อรหันต์ ขึ้นมา ก็เพื่อให้เนื้อเรื่องเจ๊ๆอรหันต์ที่มีอยู่สมบูรณ์ ว่าใครเป็นใครที่ร่วมชุมนุม ร่วมงานกับพันธมิตรฯ และสะท้อนตัวตนของกลุ่ม 11 เจ๊อรหันต์ทองคำกลุ่มนี้ให้เห็นว่า เป็นผู้เสียสละ เป็นสตรีเพศแม่กู้ชาติ ใจถึงทุกคน ซึ่งบทบาทของเจ๊1-จนถึง 11 นั้น...ล้วนมีผลงานการต่อสู้เพื่อชาติ เพื่อสถาบัน ใจเต็มร้อยกันทุกคน และขณะนี้มี เจ๊อรหันต์คนที่ 11
           

           คนล่าสุดคือ เจ๊เจ๋ง ผู้เฉียดความตาย จากเหตุการณ์ 7 ตุลาคม .. คนที่ปรากฏภาพอยู่ในหนังสือ ตำรวจฆ่าประชาชน ที่สตรีเพศแม่เหล่านี้ได้รับฉายาว่าเป็นกลุ่มเจ๊อรหันต์นั้นเป็นเพราะว่านอกจาก พวกเจ๊ๆ จะเดินทางไปร่วมชุมนุมที่ทำเนียบประชาชนแล้ว กลุ่มพันธมิตรฯของบรรดาเจ๊ๆยังเสียสละจัดข้าวปลาอาหารไปเลี้ยงผู้ชุมนุมหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนกันไปเป็นประจำมีใจเอื้ออาทรต่อพันธมิตรฯที่มาร่วมชุมนุม
           
           หลายครั้งหลายหนต้องทนต่อการโดนกลั่นแกล้งจากนักการเมทองพันธุชั่วซึ่งให้ ตั้งเจ้าหน้าที่สรรพากรมาจ้องเก็บภาษีไปจนถึงเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ ที่ยกโขยงมาข่มขู่ มาดักจับรถที่นำเพื่อนพันธมิตรฯเข้ากรุงและอื่นๆสารพัน แต่พวกเจ๊ๆเหล่านี้ก็ไม่หวั่น แล้วจะไม่ให้เรียกขานกันว่า เจ๊อรหันต์ทองคำได้อย่างไร ไม่ว่าสตรีเพศแม่หรือพวกผู้ชายชาตรีของพันธมิตรฯนั้นแต่ละคนล้วนผ่านอุปสรรคผ่านขวากหนามมามาก ยอมเจ็บ ยอมปวดเก็บทุกอย่างไว้ในใจ
           
           ตั้งแต่ครั้งพวกเราชุมนุมขับไล่ทักษิณ..ปี 2549 จนได้ชัยชนะ
           
           
    ถ้า..พวกเราพันธมิตรฯไม่คิดมาก ทั้งพันธมิตรฯผู้ร่วมอุดมการณ์ใหม่ ทั้งพันธมิตรฯดั้งเดิม ผู้มีจุดยืนเดียวกัน รวมใจรวมพลังร่วมกับพันธมิตรฯจากทั่วประเทศที่ชุมนุมมาอย่างยาวนาน จะได้นึกถึง การร่วมชุมนุม ตั้งแต่สะพานมัฆวาน 25 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นมา จนถึงที่ทำเนียบประชาชน ด้วยความทรหด อดทนต่อความยากลำบาก หน้าฝนก็ต้องนั่งฟังการปราศรัยกางร่ม ใส่เสื้อกันฝน อยู่ท่ามกลางสายฝน แดดร้อนก็ต้องทน เพื่อขับไล่คนไม่ดี สู้เพื่อชาติ เพื่อบ้านเพื่อเมืองและสถาบันสูงสุด ก็จะทำให้พวกเราพันธมิตรฯมีความทรงจำที่ดี มีพลังใจเข้มแข็งขึ้นไปอีก
           
           พันธมิตรฯ 7 ตะวันออกขณะนี้ เฉพาะชลบุรีเติบโตเต็มที่ การเติบโตของพันธมิตรฯชลบุรีมีที่มาที่ไปน่าศึกษาเพราะไม่เหมือนกับจังหวัดอื่น ซึ่งพันธมิตรฯเหล่านี้ กระจายตัวลงไปทุกชุมชน สังเกตุดูได้จากป้ายบอกสถานะภาพของพันธมิตรฯ เช่นพันธมิตรฯซอยบ้านลำภู พันธมิตรฯบางทราย พันธมิตรฯท่าถ่าน (นี่ก็บางทราย ติดต่อ ต.บ้านโขด) พันธมิตรฯซอยเจ้าแม่มาลัยทอง พันธมิตรฯต.เสม็ด พันธมิตรฯเมืองใหม่ พันธมิตรฯบางแสน แดนดินถิ่นกำนันเป๊าะ พันธมิตรฯอ่างศิลา พันธมิตรฯบ้านบึง พันธมิตรฯบ่อทอง พันธมิตรฯศรีราชา พันธมิตรฯแหลมฉบัง พันธมิตรฯพัทยา –นาเกลือ พันธมิตรฯสัตหีบเมืองทหารน้ำ หรือแม้แต่พันธมิตรฯเกาะสีชังและอื่นๆ จาระไนไม่หวาดไม่ไหว เพราะมีหลายกลุ่ม นี่ของจริงพ่อแม่พี่น้อง
           
           แต่ที่ๆ ออกจะมีชื่อเสียงโด่งดังเอามากๆเพราะว่ากลุ่มพันธมิตรฯกลุ่มนี้รวมตัวสุภาพบุรุษได้มากกว่าทุกกลุ่มก็คือ กลุ่มพันธมิตรฯท้ายบ้านสะพาน3 นี่แหละ หัวหน้ากลุ่มคือ คุณมาณพ บุญทวงค์..ซึ่งเจ้าตัวยินดีให้ลงชื่อจริงเสียงจริงได้
           
           
    พันธมิตรฯชลบุรีเติบโตก็จริง แต่ขณะนี้ชลบุรี และจังหวัดภาคตะวันออกมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำจังหวัดและทีมงาน ซึ่งผู้นำเหล่านี้พร้อมผู้นำจังหวัดคนอื่นๆจะต้องทำงานสนองตอบนโยบายของเจ้ากระทรวงฯ เพื่อดึงฐานมวลชนพื้นที่!!
           
           ก็เริ่มมีปรากฏการณ์แปลกๆเกิดขึ้นให้เห็นบ้างแล้ว มีนักวิชาเกินบางคน ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่ได้ซึมซับอุดมการณ์ เป็นผู้ที่ไม่มีจุดยืนที่มั่นคง ไม่เคยโผล่หน้าออกมาก่อนไม่ว่าจะเป็นปีไหนของการต่อสู้ของพันธมิตรฯ แต่ตอนนี้เกิดอาการ อยากจะรู้อยากจะเห็น
           
           เริ่ม.... ตั้งข้อปุจฉา เช่นเรื่อง ต้องการรู้ว่าพันธมิตรของแต่ละพื้นที่ มีความเข้มแข็งอย่างไรและแนวโน้มจะเป็นเช่นใด/ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมของพันธมิตรฯในแต่ละพื้นที่และทำเนียบ / การสื่อสารข้อมูลของพันธมิตรฯในพื้นที่จังหวัดต่างๆ/และการสื่อสารกับส่วนกลาง(หลังเวที )เป็นต้น. แต่..ก็มีอีกปุจฉาหนึ่ง ที่น่าจะเป็นเรื่องแปลกก็คือ หัวข้อปุจฉาถึงสถานภาพต่างๆของผู้ชุมนุมที่ทำเนียบและมาตรการรักษาความปลอดภัย!!
           
           บางคนที่มาใหม่ไปไกลถึงว่า พันธมิตรฯไม่ค่อยจะฟังใครไปโน้นอีก ทั้งบางเรื่อง ก็จะตั้งข้อปุจฉา ต้องการคำวิสัชนาให้ทันใจ
           
           ซึ่งถ้ามองจากหลักการเหตุผลทบทวนทุกเหตุการณ์ที่ผ่าน ก็จะพบสัจจธรรม ซึ่งเราพันธมิตรฯไม่คิดมาก ขอยกคำพูดของ คุณเกษม จาติกวณิช มาให้อ่านเพื่อเตือนใจเตือนความทรงจำ
           
           “ขอให้ย้อนกลับไปดูจุดมุ่งหมายของพันธมิตรฯ ว่าแท้ที่จริงแล้วพวกเขาสู้เพื่ออะไร ความรุนแรง ความเสียหายต่อชาติบ้านเมือง มีเหตุมาจากใครกันแน่ และให้เปรียบเทียบกับการชุมนุมของ นปช.ว่า สู้เรื่องอะไรหากเทียบกันแล้วจะเห็นเป็นคนละเรื่องกัน ฝ่ายแรกสู้เพื่อชาติบ้านเมือง ขับไล่คนไม่ดี ส่วนฝ่ายหลังสู้เพื่อทักษิณและพวกให้พ้นผิด”
           

           นี่คือคำวิสัชนา ที่หาอ่านได้ ถึงบอกไงว่าพวกเราพันธมิตรฯต้องแน่วแน่ในอุดมการณ์ และจุดยืนที่มั่นคง ไม่ไขว่เขวตามกระแสข่าวปล่อยจากฝ่ายตรงกันข้าม
           
           ข้อปุจฉาที่มีขึ้น แม้จะได้คำวิสัชนาแล้วบางเรื่อง พวกเราพันธมิตรฯเมืองชลส่วนใหญ่ ต้องมานั่งขบคิด เดินหน้าตั้งวงเล็กๆวงย่อยๆหารือกันอีก ต้องหาข้อสรุปให้ได้ ว่าแต่ละจังหวัดมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และได้ข้อสรุปหลายข้อ แต่..เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะว่าการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของทักษิณ ซึ่งใช้ บรรดาทาสน้ำเงินของเขา ใช้กลไก เครื่องมือของรัฐฯที่มีอยู่ทุกอย่างระดมเข้ามา พวกเราพันธมิตรฯก็ต้องระวัง ไม่ประมาท ที่สำคัญคือการดึงพลังเงียบที่ยังไม่ทราบข้อมูลอีกมาก ออกมาเป็นพวกและให้ร้ายพันธมิตรฯด้วยเครื่องมือเครื่องไม้ของกรมกร๊วก ซึ่งมาจากเงินภาษีอากรของประชาชนเป็นที่ตั้ง
           
           อย่างไรก็ดี การต่อสู้ของพันธมิตรฯทุกเรื่องที่ผ่านมาล้วนมีผล ขณะนี้รัฐบาลนอมินี่ทรราชสมัครซึ่งสร้างเรื่องอื้อฉาว กรณียกเขาพระวิหารให้เขมร จดทะเบียนมรดกโลกโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาไว้นั้น...
           
           
    ป.ป.ช มีมติแจ้งข้อกล่าวหา ต่อนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศและคณะรัฐมนตรี 28 คนในรัฐบาลสมัคร ที่ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 (2) ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยไปแล้ว โดยถือเป็นการละเว้น การปฏิบัติหน้าโดยมิชอบ.
           
           ทรราชสมัคร ผู้กระหายเลือดซึ่งรับกรรมที่ก่อไว้ไปรักษามะเร็งอยู่ที่สหรัฐอเมริกาหลังกระเด็นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และเรื่องที่ป.ป.ช.มีมติแจ้งข้อกล่าวนี้ ทรราชสมัครจะติดคุก
           
           ที่สำคัญก็คือทักษิณเองต้องร่อนเร่ กลายเป็นสัมภเวสี หนีคดีโทษจำคุก 2ปีไปอยู่อังกฤษและที่สุดอังกฤษถอนวีซ่า ยิ่งทำให้ต้องร่อนเร่สัญจรไปประเทศโน้นประเทศนี้ หนีไม่พ้นต้องตรมตรอมใจ เพราะกรรมเวรนั้นมีจริง มีเงินทองเท่าไหร่ก็ต้องเอามาใช้ให้พวกงกเงิน ทาสน้ำเงิน เพื่อนำมาใช้จ่ายปลุกม็อบคนเสื้อแดง ให้ต่อสู้แทนตัว
           
           พวกเราจึงได้เห็น....บรรดานักการเมืองพันธุ์ชั่วทั้งที่มีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีบินกันว่อนไปหาทักษิณที่เมืองจีน ที่ฮ่องกงก็ปรากฏเป็นข่าว เพราะถือดีว่ามีอำนาจ เป็นทาสทักษิณ ไปเพื่อกินข้าวกับทักษิณเพื่อปกป้องตำแหน่งหน้าที่ทางการเมืองทางเมืองไทย ด้วยหวาดหวั่นว่า ทักษิณจะสั่งรัฐบาลน้องเขยชายสวาทให้ออกจากเก้าอี้รัฐมนตรี
           
           ส่วนทาสคนอื่นๆก็ไปเพียงรับเงินจากทักษิณนำมาใช้ปลุกระดมม็อบเสื้อแดงป่วนเมืองเท่านั้น
           

           ทักษิณมีเงินมากเป็นเงินจากผลประโยชน์ทับซ้อน เชิงคอร์รัปชั่นนโยบาย ดังนั้นจึงใช้กรรมที่ก่อไว้ เอาเงินที่มีอยู่มาก ออกมาแจกจ่ายให้กับพวกงกเงิน ทาสน้ำเงินไปเรื่อยๆต่อท่อน้ำเลี้ยงไปทุกๆวัน นั่นก็คือการชดใช้กรรมวิธีหนึ่งและทรราชทักษิณ ต้องเผชิญกับนรกในใจตัวเองหมกไหม้ทุกๆวัน.
           
           สำหรับพันธมิตรฯ ตะวันออก ซึ่ง ก็มีพันธมิตรฯที่เหนื่อยนักก็พักบ้าง ที่ล้าก็ผ่อนบ้าง ส่วนที่เจ็บไข้ได้ป่วยก็พักรักษาตัวกันไป ส่วนใหญ่จะเป็นโรคแพ้แก๊สน้ำตา ที่ทำมาหากินก็ไปทำกินกันบ้าง ด้วยเป็นเพราะนี่เป็นฤดูกาลเปิดเทอมลูกหลาน ต้องไปเรียนหนังสือหนังหาก็ว่ากันไป
           
           แต่..หากเมื่อมีสถานการณ์ใดๆที่ 5 ผู้กล้าแกนนำต้องการให้พันธมิตรฯผู้รักชาติเข้ากรุงมุ่งสู่ทำเนียบประชาชน หรือหากมีการเป่านกหวีดเพื่อความเข้มข้นของการชุมนุมขึ้น ก็พร้อมระดมกันไปให้มืดฟ้ามัวดินเช่นเคย ด้วยระบบการแชร์กันออกค่าใช้จ่าย เกื้อกูลกันเหมือนเดิม ไปด้วยใจ ไม่มีใครจ้าง..
           
           นี่ก็คือคำวิสัชนาที่บางคนตั้งข้อปุจฉา..เป็นคำตอบที่พอหาได้ด้วยเหตุและผล บ่งบอกถึงความแน่วแน่ในอุดมการณ์ ของพันธมิตรฯชลบุรี ภายใต้หลักการเดิม “ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง”
           

           “อันคนเราเกิดมาทั้งที หากไม่ได้ตอบแทนพระคุณแผ่นดินเกิด ก็เสียชาติเกิดเปล่าๆหรือมีชีวิตอยู่ไปวันๆ อยู่จนแก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน แล้วจะเอาอะไรไป ตอบลูกตอบหลาน..ว่า ตั้งแต่ 25 พฤษภาคม 51 เป็นต้นมา มีผู้คนนับแสน นับล้านออกมากู้ชาติกันนั้น.. ลุง ป้า พ่อแม่ น้าอา พี่ๆไปทำอะไรไว้ลูกหลานได้มีผู้คนนับหน้าถือตากับเขาได้บ้าง...”
           
           อย่างไรก็ตาม ชลบุรี ระยอง จันทบุรี เป็นเมืองที่บรรพบุรุษของเขา เข้าร่วมกู้ชาติมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ปี 2309 ขณะเป็น พระยาวชิรปราการ นำไพร่พลผู้รักชาติทหารกล้ารู้ใจ 500 คน ผนึกกำลังตีฝ่าวงล้อมทัพพม่าที่ล้อมกรุงศรีอยุธยา เดินทัพมาตะวันออก รวบรวมไพร่พลคนน้ำเค็มเป็นทหาร กลับเข้าไปกู้ชาติ
           
           เส้นทางประวัติศาสตร์ เมื่อครั้งเดินทัพม้า ทัพช้าง ทัพเดินเท้า มีจารึกไว้ เมื่อ ทัพผ่านถึงท้องทุ่งนาอำเภอบางคล้าแวะพักทัพ สร้างศาลเจ้าลักษณะเก๋งจีนไว้ เรียกขานกันต่อมาว่าศาลพระเจ้าตากสิน แล้วยกทัพผ่านชายทุ่งพนัสนิคม มุ่งวัดใหญ่กลางใจเมืองชล ตั้งทัพรวบรวมไพร่พลผู้รักชาติอยู่ที่นี่หลายวัน
           
           
    เมืองชลบุรี-เมืองบางปลาสร้อยมีอนุสรณ์สถานพระยาวิชรปราการอยู่มาก ก่อนเคลื่อนทัพไป หยุดพักทัพที่วัดสว่างอารมณ์ บางพระ ไปบางละมุงสร้างโบสถ์ ปลูกต้นสนหลักของชาติไว้ 1 ต้นหน้าโบสถ์วัดบางละมุง ก่อนยกทัพไปหมู่บ้านทัพพระยา เดินทัพไประยอง ที่ระยองมีอนุสรณ์สถานเกี่ยวกับพระยาวชิรปราการอยู่เช่นต้นสตือทรงช้างอยู่ที่วัดป่าตัวเมือง จากนั้นก็เดินทัพมุ่งจันทบุรี แต่เจ้าเมืองจันท์แข็งข้อต้องเสียเวลาตีเมืองจันท์ ครั้น..ตีเมืองจันท์ได้ รวบรวมไพร่พลทหารผู้กล้ากู้ชาติ สร้างอู่ต่อเรือขึ้นที่บ้านเสม็ดงาม ต.หนองบัว แล้วจึงยกทัพเรือ บรรทุกทหารกล้าร่วมกู้ชาตินับหมื่นคนเข้าตีกรุงธนบุรี ตั้งเป็นฐานบัญชาการ เข้ารบพุ่งกับพม่าตีทัพพม่าล้มตายแตกกระเจิงออกไปจากแผ่นดินไทยในเวลา 7 เดือน จากนั้นก็ใช้เวลาอีก 3 ปีปราบก๊กต่างๆลงอย่างราบคาบ.
           
           นั่นคือประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งเพียงย่อๆ เท่าที่ปู่ย่าตาทวดเล่าสืบต่อๆกันมา ซึ่งเป็นการต่อสู้กู้ชาติของบรรพบุรุษของคนตะวันออก ที่เข้าร่วมกู้ชาติเป็นไพร่พลทหารในกองทัพพระยาวชิรปราการ มีราษฎรทุกหมู่บ้านกองทัพเดินผ่าน อาสาเข้าร่วมทัพกู้ชาติ
           
           เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่สายเลือดคนน้ำเค็ม 3 จังหวัด ซึ่งบรรพบุรุษของเขาอยู่ในทัพกู้ชาติพระยาวชิรปราการ จึงมีเลือดที่เข้มข้น ออกมาร่วมกู้ชาติในปัจจุบันเป็นพันธมิตรกู้ชาติกันทั้งบ้านทั้งเมือง
           
           นี่..ก็คือข้อไขปริศนา..ทำไม คนชล คนระยอง คนจันท์ ถึงไปกู้ชาติร่วมกับ 5 ผู้กล้าแกนนำพันธมิตรฯแบบยกจังหวัด.!!
           

           ขณะนี้สถานการณ์ชุมนุมย่างเข้า เดือนที่ 6 ผู้ชุมนุมพันธมิตรฯผ่านเหตุการณ์ต่างๆมามาก พวกเราบาดเจ็บ เสียชีวิตก็เป็นเรื่องที่พวกเราทำใจกันไว้แล้ว เพราะรัฐบาลนอมินี กระหายเลือดประชาชนเป็นผู้สั่งการ เอาตำรวจมาไล่ทุบตีประชาชน ก็เกิดจากการกระทำของ พวกบ้า..อำนาจรับใช้ทรราชมือเปื้อนเลือด สมัคร –เฉลิม มาแล้วครั้งแรก เมื่อ 29 สิงหาคมและ1 กันยายน 51
           
           และมาถูกกระทำอย่างรุนแรงโหดเหี้ยม ขณะที่ “ชายสวาท ” หน้าจืด เป็นผู้นำอีกครั้งหนึ่ง นั่นก็คือเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 51 ซึ่งรุนแรง อำมหิต ดังที่ปรากฏภาพเหตุการณ์ในหนังสือ-วีซีดี ตำรวจฆ่าประชาชน ภายใต้ความรับผิดชอบของ “ ชายสวาทหน้าจืดผู้มีรสนิยมชอบกินข้ามต้มกลางวันตามโรงแรมม่านรูดผู้นี้ ” เป็นนิยมความรุนแรง ไร้ซึ่งศิลธรรม จริยธรรมประจำใจ ฆ่าประชาชน ตาย 2 คนบาดเจ็บ 400 กว่าคน
           
           ล่าสุดมีข่าวทรราชทักษิณ...หลังจากที่มีนักการเมืองพันธุ์ชั่ว ทาสน้ำเงินอีกจำนวนหนึ่งจากเมืองไทยบินไปพบที่ฮ่องกงกันมาแล้ว..ก็เริ่มปรากฏพฤติกรรมจ้องทำร้ายแผ่นดินเกิดและต่อสถาบันฯเกิดขึ้น พฤติกรรมหลายสิ่งซึ่งปรากฏออกมามีให้เห็นที่ภาคอิสาณ และผู้นำจังหวัดภาคใต้บางจังหวัดก็เหิมเกริมรับใช้ทรราชโกวิทผู้กระหายเลือด ขนาดสั่งห้ามข้าราชการใส่เสื้อเหลืองในทุกวันจันทร์และยังมีพฤติกรรมอื่นๆอีกมาก ที่รอวันปะทุ เพราะพวกเขากำลังดำเนินการแยกประชาชนออกจากกัน โดยไม่สำนึกในการเป็นข้าแผ่นดิน โดยไม่สำนึกในการเป็นข้าราชการของหลวงและแยกแยะว่าทุกวันนี้ นักการเมืองมันชั่ว มันทำร้ายแผ่นดินเกิด พวกเขาร่วมกันทำร้ายประชาชนอย่างไรบ้าง...
           
           จังหวัดตะวันออก ก็ไม่ได้อยู่ในข้อยกเว้น พฤติกรรมต่างๆของพวกทาสทักษิณ กำลังจะเผยโฉมออกมาเรื่อยๆ ขณะนี้ยังต้องสงวนไว้เป็นความลับ...เพราะพวกเขาดำเนินการขั้นดึงมวลชนที่ขาดข้อมูลข่าวสาร มาเป็นฐานตัดกำลังพันธมิตรฯให้น้อยลง เพียงแต่ทำกันแบบเงียบๆไปเรื่อยๆไม่โฉ่งฉ่าง.
           
           24 พฤศจิกายนนี้ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ เตรียมบรรจุวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นวาระเร่งด่วนเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตราและซ่อนรัฐธรรมนูญฉบับนายแพทย์ เหวง โตจิราการ เอาไว้ จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ให้จงได้เพื่อช่วยทรราชทักษิณให้พ้นผิดและปกป้องพวกพ้องของตัวเองเป็นสำคัญ
           
           24 พฤศจิกายนนี้ พวกเราพี่น้องพันธมิตรชลบุรีและทุกจังหวัดตะวันออก ผนึกใจกันแล้ว พวกเราจะเข้าไปทำเนียบประชาชนและจะร่วมสู้กันจนเลือดหยดสุดท้าย คาดว่าคงมืดฟ้ามัวดิน “ไปด้วยใจไปด้วยเงินของตัวเองเป็นสำคัญ”.
           

           ขอโทษ..ท่านผู้อ่านเพราะเดิมตั้งใจเขียนถึงเบื้องหลังข่าวนี้ ให้เป็นเรื่องเบาๆแต่ด้วยจำเป็นต้องสื่อสารถึงกัน ต้องเขียนเรื่องหนักๆปะปนบ้าง ที่สำคัญคือการเขียนถึงเหล่าเจ๊อรหันต์ทองคำทั้ง 11 เจตนายกย่อง ความดีความหาญกล้า ความเสียสละของสตรีเพศแม่ทุกคน รวมทั้งเพศพ่อที่มีอยู่จำนวนมากในการเข้าร่วมกู้ชาติ
           
           เพราะวันหนึ่งข้างหน้าข้อเขียนชิ้นนี้จะเป็นหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การกู้ชาติของเหล่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีจุดยืนขับไล่คนไม่ดีไม่ให้ได้ปกครองบ้านเมือง ปกป้องแผ่นดินเกิดและสถาบันสูงสุดด้วยชีวิต.
           
           ขอจบเรื่อง 11เจ๊อรหันต์ทองคำไว้เพียงนี้ หากใครพบเห็น เจ๊อรหันต์คนที่ 12 เกิดขึ้นที่ใดในจังหวัดตะวันออก ก็บอกให้ทราบ จะได้นำมาบันทึกไว้ บนทำเนียบสตรีเพศแม่กู้ชาติกันต่อไป
           
           แหละ 24 พฤศจิกายนที่จะมา วันจันทร์นี้ ..ประโยคที่ว่า “ สู้ไม่สู้..” จะดังกึกก้องทั้งในทำเนียบและนอกทำเนียบประชาชนอีกครั้งหนึ่ง !!แหละพวกนักการเมืองพันธุ์ชาติชั่วทาสน้ำเงินทักษิณ จะได้จดจำวันนี้ รวมทั้งคนที่ชื่อ นายเหล่ ตาบอดตาใสข้างหนึ่งสันดานขะแมร์ ที่ ชื่อ ช.
           


    ข่าวล่าสุด ในหมวด
    น้ำมันลงลูกค้าปั๊มแก๊สหดยอดจำหน่ายหายไปกว่าครึ่ง
    พันธมิตรฯ 8 จังหวัด ตอ.จัดเวทีใหญ่ปราศรัยโจมตีการทำงานของรัฐบาลกว่า 2 พันคน
    ไฟไหม้โรงงานผลิตตุ๊กตาส่งออกต่างประเทศค่าเสียหายเบื้องต้นกว่า 20 ล้านบาท
    พันธมิตรฯ ชลบุรี-ระยอง มุ่งสู่ทำเนียบรัฐบาล
    พัทยาจัดแข่งวิ่งควาย ส่งเสริมอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย

    ได้ชัย ถึงจะกลับบ้าน

    สู้ตาย!!ได้ชัยถึงกลับ พันธมิตรตะวันออก ไล่ทรราชพันธุ์ชั่ว เดือดพวกนรกลอบยิงอีก
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 พฤศจิกายน 2551 18:16 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น








    ศูนย์ข่าวศรีราชา - พันธมิตรฯ แต่ละอำเภอในภาคตะวันออกต่างรวมกลุ่มกันคึกคักมากขึ้น เพื่อให้เป้าหมายการกู้ชาติของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บรรลุสู่ความสำเร็จขับไล่ทรราชนักการเมืองพันธุ์ชั่ว ต้องการ การเมืองใหม่ใสสะอาดต่างแยกย้ายเดินทางเข้ากรุงฯ ถึงจุดสุดทนพฤติกรรมพวกสัตว์นรกลอบกัดอีกเมื่อกลางดึกซ้ำอีก
           
           วันที่ 20 - 21 พ.ย.51 พันธมิตรฯ ชลบุรี ต่างมีกิจกรรมในแต่ละอำเภอ ทั้งที่ อ.บางละมุง พัทยา-นาเกลือ ที่อำเภอศรีราชา ที่อำเภอเมือง รวมถึงอำเภอต่างๆ รอบนอก เช่น อำเภอบ่อทอง ซึ่งมีพันธมิตรฯอยู่จำนวนมาก
           
           พัทยา-นาเกลือมีกิจกรรมจัดรถแห่ติดป้ายออกเชิญชวน ผู้รักชาติที่มีจุดยืนตรงกันไปร่วมกู้ชาติ 23 พ.ย.นี้ ส่วนศรีราชา จัดกิจกรรมเดินต้านรัฐบาลน้องเขยทรราช จัดตั้งรวมกลุ่มประชุมพบปะกันก่อนเดินทา ง23 พ.ย.นี้ ตั้งกล่องรับบริจาคเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพื่อเช่ารถให้เพื่อนพันธมิตรฯ เดินทางเข้ากรุง.
           
           ศรีราชานั้นก่อนหน้านี้ได้ประชุมกันที่ร้านอาหารบางพระประมาณ 200 คนตั้งเป้าหมายการทำงานของกลุ่มศรีราชาไว้หลายข้อเช่น ดำรงเป้าหมาย พิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ต้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไล่ระบอบทักษิณ สร้างการเมืองใหม่(สะอาด) ,ศรีราชาผนึกกำลัง เดินไปข้างหน้า สื่อสารถึงกันฉับไวภายใต้เครือข่ายที่ปลอดภัย,นัดใส่เสื้อเหลือง เสื้อพันธมิตร แสดงให้คนทั่วไปเห็นว่า พันธมิตรฯ มีมาก เป็นปึกแผ่นและได้มีการแสดงพลังให้เห็นที่หน้าเทศบาลศรีราชา.
           
           ที่อำเภอเมือง อำเภอพนัสนิคม ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นปึกแผ่นอยู่แล้วผ่านการจัดงานใหญ่หลายครั้ง ซึ่งวานนี้ ได้จัดรถกระจายเสียง ติดป้ายเชิญชวน แห่ไปรอบเมือง แจกแผ่นวีซีดี.-หนังสือตำรวจฆ่าประชาชน ติดป้ายเชิญชวน ประชาชนผู้รักชาติ ซึ่งนำโดย น.ส.ญานิศา ไทยยานนท์ นางไพจิตร-นายเชาวน์ บ้านสวน นางสุนีย์ บ้านปึก นำรถกระจายเสียงออกจากหน้าที่ทำการASTV-หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ศรีราชา กระจายเสียงลงไปที่บ้างพระ หนองมน หน้ามหาวิทยาลัยบูรพา อ่างศิลา ที่หน้าตลาดบ้านสวน ตลาดใหม่ ไปสิ้นสุดที่หน้าสวนสาธารณเมืองชลบุรี หน้าโรงยิม
           
           ได้มีผู้รักชาติ นิสิตนักศึกษามาขอหนังสือ ตำรวจฆ่าประชาชน-วีซีดี อีกจำนวนมาก ได้รับการตอบรับที่ดีว่าจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ แสดงพลังกันมากกว่าทุกครั้ง มีผู้รักชาติทุกระดับมาแสดงความคิดเห็นด้วย กลุ่มทำงานนี้เป็นกลุ่มที่มีบรรดาเจ๊ๆ อรหันต์ทั้งหลายหนุนเนื่องต่อ 5แกนนำมาโดยลำดับ มีการจัดรถให้เดินทางเข้าทำเนียบประชาชน
           
           มีรถออกที่วัดน้อย แต่เพียงแชร์ค่าใช้กันคนละ 250 บาทเป็นค่ารถทั้งไปและกลับ ไม่ทอดทิ้งกัน แต่การไปครั้งนี้ต้องเตรียมเสื้อผ้าไปด้วย เพราะอาจจะอยู่หลายวันหรือหมุนเวียนกัน ตามแต่สถานการณ์ และต้องให้บรรดาพันธมิตรฯมีความปลอดภัยมากที่สุด เช่นเดียวกันกับมติที่ประชุมของพันธมิตรฯศรีราชา.
           
           กลุ่มพันธมิตรฯที่เป็นปึกแผ่นนี้ เช่นอำเภอบ่อทอง อำเภอสัตหีบ ซึ่งได้สูญเสียเพื่อนพันธมิตรฯไปแล้ว 1 คนคือนายเจนกิจ กลัดสาคร ซึ่งถูกระเบิดเอ็ม 79 เสียชีวิต จึงทำให้พันธมิตรฯ ของแต่ละกลุ่มดังกล่าว ต้องมีการพบปะหารือกัน ถี่ขึ้นเพื่อสรุปข้อดี ข้อด้อย แต่เรื่องที่สำคัญคือจุดยืนมั่งคง ไม่เรื่องมาก ตระหนักต่อความปลอดภัย ของเพื่อนพันธมิตรฯด้วยกัน ที่อำเภอสัตหีบเป็นอีกอำเภอหนึ่งที่จะมีพันธมิตรฯ เข้ากรุงเทพฯจำนวนมาก
           
           และเป็นที่คาดการณ์ว่า พันธมิตรฯ ชลบุรีทั้งจังหวัด ที่จะเดินทางเข้ากรุง 23 พ.ย.นี้จะมีมากกว่าที่คิดจำนวนหลายหมื่น และมียุทธการดาวกระจายกันออกเดินทาง การที่กลุ่มแต่ละอำเภอได้จัดรถเดินทางของแต่ละอำเภอขึ้น ก็เพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่กลั่นแกล้งหน่วงเหนี่ยวการเดินทาง ตามที่ได้รับทราบมา ว่ามีนักการเมืองพันธุ์ชั่วได้สั่งให้ตำรวจตรวจค้นถ่วงเวลาการเดินทางและที่สำคัญก็คือต้องการความคล่องตัวในการเดินทาง
           
           ด้านจังหวัดอื่นๆ ของภาคตะวันออก ระยองจะมีพันธมิตรฯ เข้ากรุงประมาณแปดพันคน หรือประมาณห้าพันคน จากการประสานงานของผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตะวันออกนายสุทธิ อัชฌาศัยและทีมงาน เป็นที่ยอมรับของชาวจังหวัดระยอง
           
           ส่วนจันทบุรีนั้น คาดว่าจะมีผู้รักชาติเดินทางเข้ากรุงเทพฯ 23 พ.ย.นี้จำนวนมากเป็นพันคน มากกว่าทุกครั้ง นอกจากนี้ผู้รักชาติที่ตราด ที่สระแก้ว ปราจีนบุรี นครนายกอีกจำนวนหนึ่ง
           
           การต่อสู้ร่วมชุมนุมครั้งนี้ ผู้รักชาติประชาชนคนไทย ซึ่งเทิดทูนสถาบันสูงสุด ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มีเป้าหมายได้ชัยชนะถึงกลับ หากมีพันธมิตรฯ ถูกฆ่าตายอีกจากการกระทำของสมุนทรราชพันธุ์ชั่ว ก็จะลุกฮือกันมากกว่าเดิม
           
           พันธมิตรฯ สตรีผู้ไม่ประสงค์จะออกนามกล่าวว่า ทนกับระบอบทักษิณไม่ไหวแล้ว ความชั่วร้ายนี้เกิดจากรัฐบาลน้องเขยทักษิณ
           
           “สู้ตาย..!!ได้ชัยถึงกลับ”

           
           กลุ่มพันธมิตรฯ แต่ละกลุ่มมีกติกาอยู่บ้างว่า ทุกคนที่ขึ้นรถร่วมกันไปควรให้เบอร์โทร.ติดต่อกันไว้เพื่อช่วยกันดูแลทั้งขาไปและขากลับ ทุกๆ คนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน เพียงแต่ต้องมีวินัยเคร่งครัดไม่ดื่มสุรา ต้องเชื่อฟัง 5 แกนนำพันธมิตรฯ และแต่ละกลุ่มจะระมัดระวังให้กันต่อกัน สำหรับการเดินทางร่วมกัน เพื่อร่วมการต่อสู้นัดสำคัญ 23 พ.ย.ครั้งนี้
           
           อย่างไรก็ตามต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา 22 พ.ย.ทำให้มีผู้บาดเจ็บสาหัสและไม่สาหัสรวมกันถึง 10 คนยิ่งทำให้พันธมิตรฯ ชลบุรี มีอาการเดือดอยู่บ้าง ต่างยกหูโทรฯ หากันแต่เช้าตรู่ บางคนขอเดินทางเข้าไปก่อนแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะเดินทางตอนเช้าพรุ่งนี้และหรือค่ำวันนี้ เป็นสำคัญ

    สู้ตาย!!ได้ชัยถึงกลับ พันธมิตรตะวันออก ไล่ทรราชพันธุ์ชั่ว เดือดพวกนรกลอบยิงอีก
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 พฤศจิกายน 2551 18:16 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น








    ศูนย์ข่าวศรีราชา - พันธมิตรฯ แต่ละอำเภอในภาคตะวันออกต่างรวมกลุ่มกันคึกคักมากขึ้น เพื่อให้เป้าหมายการกู้ชาติของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บรรลุสู่ความสำเร็จขับไล่ทรราชนักการเมืองพันธุ์ชั่ว ต้องการ การเมืองใหม่ใสสะอาดต่างแยกย้ายเดินทางเข้ากรุงฯ ถึงจุดสุดทนพฤติกรรมพวกสัตว์นรกลอบกัดอีกเมื่อกลางดึกซ้ำอีก
           
           วันที่ 20 - 21 พ.ย.51 พันธมิตรฯ ชลบุรี ต่างมีกิจกรรมในแต่ละอำเภอ ทั้งที่ อ.บางละมุง พัทยา-นาเกลือ ที่อำเภอศรีราชา ที่อำเภอเมือง รวมถึงอำเภอต่างๆ รอบนอก เช่น อำเภอบ่อทอง ซึ่งมีพันธมิตรฯอยู่จำนวนมาก
           
           พัทยา-นาเกลือมีกิจกรรมจัดรถแห่ติดป้ายออกเชิญชวน ผู้รักชาติที่มีจุดยืนตรงกันไปร่วมกู้ชาติ 23 พ.ย.นี้ ส่วนศรีราชา จัดกิจกรรมเดินต้านรัฐบาลน้องเขยทรราช จัดตั้งรวมกลุ่มประชุมพบปะกันก่อนเดินทา ง23 พ.ย.นี้ ตั้งกล่องรับบริจาคเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพื่อเช่ารถให้เพื่อนพันธมิตรฯ เดินทางเข้ากรุง.
           
           ศรีราชานั้นก่อนหน้านี้ได้ประชุมกันที่ร้านอาหารบางพระประมาณ 200 คนตั้งเป้าหมายการทำงานของกลุ่มศรีราชาไว้หลายข้อเช่น ดำรงเป้าหมาย พิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ต้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไล่ระบอบทักษิณ สร้างการเมืองใหม่(สะอาด) ,ศรีราชาผนึกกำลัง เดินไปข้างหน้า สื่อสารถึงกันฉับไวภายใต้เครือข่ายที่ปลอดภัย,นัดใส่เสื้อเหลือง เสื้อพันธมิตร แสดงให้คนทั่วไปเห็นว่า พันธมิตรฯ มีมาก เป็นปึกแผ่นและได้มีการแสดงพลังให้เห็นที่หน้าเทศบาลศรีราชา.
           
           ที่อำเภอเมือง อำเภอพนัสนิคม ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นปึกแผ่นอยู่แล้วผ่านการจัดงานใหญ่หลายครั้ง ซึ่งวานนี้ ได้จัดรถกระจายเสียง ติดป้ายเชิญชวน แห่ไปรอบเมือง แจกแผ่นวีซีดี.-หนังสือตำรวจฆ่าประชาชน ติดป้ายเชิญชวน ประชาชนผู้รักชาติ ซึ่งนำโดย น.ส.ญานิศา ไทยยานนท์ นางไพจิตร-นายเชาวน์ บ้านสวน นางสุนีย์ บ้านปึก นำรถกระจายเสียงออกจากหน้าที่ทำการASTV-หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ศรีราชา กระจายเสียงลงไปที่บ้างพระ หนองมน หน้ามหาวิทยาลัยบูรพา อ่างศิลา ที่หน้าตลาดบ้านสวน ตลาดใหม่ ไปสิ้นสุดที่หน้าสวนสาธารณเมืองชลบุรี หน้าโรงยิม
           
           ได้มีผู้รักชาติ นิสิตนักศึกษามาขอหนังสือ ตำรวจฆ่าประชาชน-วีซีดี อีกจำนวนมาก ได้รับการตอบรับที่ดีว่าจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ แสดงพลังกันมากกว่าทุกครั้ง มีผู้รักชาติทุกระดับมาแสดงความคิดเห็นด้วย กลุ่มทำงานนี้เป็นกลุ่มที่มีบรรดาเจ๊ๆ อรหันต์ทั้งหลายหนุนเนื่องต่อ 5แกนนำมาโดยลำดับ มีการจัดรถให้เดินทางเข้าทำเนียบประชาชน
           
           มีรถออกที่วัดน้อย แต่เพียงแชร์ค่าใช้กันคนละ 250 บาทเป็นค่ารถทั้งไปและกลับ ไม่ทอดทิ้งกัน แต่การไปครั้งนี้ต้องเตรียมเสื้อผ้าไปด้วย เพราะอาจจะอยู่หลายวันหรือหมุนเวียนกัน ตามแต่สถานการณ์ และต้องให้บรรดาพันธมิตรฯมีความปลอดภัยมากที่สุด เช่นเดียวกันกับมติที่ประชุมของพันธมิตรฯศรีราชา.
           
           กลุ่มพันธมิตรฯที่เป็นปึกแผ่นนี้ เช่นอำเภอบ่อทอง อำเภอสัตหีบ ซึ่งได้สูญเสียเพื่อนพันธมิตรฯไปแล้ว 1 คนคือนายเจนกิจ กลัดสาคร ซึ่งถูกระเบิดเอ็ม 79 เสียชีวิต จึงทำให้พันธมิตรฯ ของแต่ละกลุ่มดังกล่าว ต้องมีการพบปะหารือกัน ถี่ขึ้นเพื่อสรุปข้อดี ข้อด้อย แต่เรื่องที่สำคัญคือจุดยืนมั่งคง ไม่เรื่องมาก ตระหนักต่อความปลอดภัย ของเพื่อนพันธมิตรฯด้วยกัน ที่อำเภอสัตหีบเป็นอีกอำเภอหนึ่งที่จะมีพันธมิตรฯ เข้ากรุงเทพฯจำนวนมาก
           
           และเป็นที่คาดการณ์ว่า พันธมิตรฯ ชลบุรีทั้งจังหวัด ที่จะเดินทางเข้ากรุง 23 พ.ย.นี้จะมีมากกว่าที่คิดจำนวนหลายหมื่น และมียุทธการดาวกระจายกันออกเดินทาง การที่กลุ่มแต่ละอำเภอได้จัดรถเดินทางของแต่ละอำเภอขึ้น ก็เพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่กลั่นแกล้งหน่วงเหนี่ยวการเดินทาง ตามที่ได้รับทราบมา ว่ามีนักการเมืองพันธุ์ชั่วได้สั่งให้ตำรวจตรวจค้นถ่วงเวลาการเดินทางและที่สำคัญก็คือต้องการความคล่องตัวในการเดินทาง
           
           ด้านจังหวัดอื่นๆ ของภาคตะวันออก ระยองจะมีพันธมิตรฯ เข้ากรุงประมาณแปดพันคน หรือประมาณห้าพันคน จากการประสานงานของผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตะวันออกนายสุทธิ อัชฌาศัยและทีมงาน เป็นที่ยอมรับของชาวจังหวัดระยอง
           
           ส่วนจันทบุรีนั้น คาดว่าจะมีผู้รักชาติเดินทางเข้ากรุงเทพฯ 23 พ.ย.นี้จำนวนมากเป็นพันคน มากกว่าทุกครั้ง นอกจากนี้ผู้รักชาติที่ตราด ที่สระแก้ว ปราจีนบุรี นครนายกอีกจำนวนหนึ่ง
           
           การต่อสู้ร่วมชุมนุมครั้งนี้ ผู้รักชาติประชาชนคนไทย ซึ่งเทิดทูนสถาบันสูงสุด ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มีเป้าหมายได้ชัยชนะถึงกลับ หากมีพันธมิตรฯ ถูกฆ่าตายอีกจากการกระทำของสมุนทรราชพันธุ์ชั่ว ก็จะลุกฮือกันมากกว่าเดิม
           
           พันธมิตรฯ สตรีผู้ไม่ประสงค์จะออกนามกล่าวว่า ทนกับระบอบทักษิณไม่ไหวแล้ว ความชั่วร้ายนี้เกิดจากรัฐบาลน้องเขยทักษิณ
           
           “สู้ตาย..!!ได้ชัยถึงกลับ”

           
           กลุ่มพันธมิตรฯ แต่ละกลุ่มมีกติกาอยู่บ้างว่า ทุกคนที่ขึ้นรถร่วมกันไปควรให้เบอร์โทร.ติดต่อกันไว้เพื่อช่วยกันดูแลทั้งขาไปและขากลับ ทุกๆ คนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน เพียงแต่ต้องมีวินัยเคร่งครัดไม่ดื่มสุรา ต้องเชื่อฟัง 5 แกนนำพันธมิตรฯ และแต่ละกลุ่มจะระมัดระวังให้กันต่อกัน สำหรับการเดินทางร่วมกัน เพื่อร่วมการต่อสู้นัดสำคัญ 23 พ.ย.ครั้งนี้
           
           อย่างไรก็ตามต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา 22 พ.ย.ทำให้มีผู้บาดเจ็บสาหัสและไม่สาหัสรวมกันถึง 10 คนยิ่งทำให้พันธมิตรฯ ชลบุรี มีอาการเดือดอยู่บ้าง ต่างยกหูโทรฯ หากันแต่เช้าตรู่ บางคนขอเดินทางเข้าไปก่อนแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะเดินทางตอนเช้าพรุ่งนี้และหรือค่ำวันนี้ เป็นสำคัญ

    November 22

    ไอ้แดง น่ะ

    ผลสอบ"แดง"ผิดวินัย-อาญาทหาร จี้สอบเพิ่มเอี่ยวเหตุบึ้ม-ผิดจริงปลด-ถอดยศทันที
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 พฤศจิกายน 2551 06:37 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก

    พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล (กลาง)

    โฆษก ทบ.เผยผลสอบ"เสธ.แดง" ชี้พฤติกรรม-กิริยา เอาผิดได้ทั้งทางวินัยและอาญาทหาร มอบกรมสารวัตรทหารบกดำเนินการ พร้อมเรียกตักเตือนสัปดาห์หน้า หากฝ่าฝืนมีความผิดซ้ำฐานขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา จี้ ตร.สอบมีเอี่ยวเหตุรุนแรงหรือไม่ หากผิดจริงต้องปลด-ถอดยศ ด้านเจ้าตัวยังเพี้ยนไม่เลิก อ้างติดยศนายพล ถ้าไม่ยิงใครตายไม่ต้องรับโทษ แถมบังอาจท้า ไม่มีใครปลดได้ นอกจากในหลวง โวยแหลก 40 ส.ว.ร้อง ผบ.ทบ.จับเข้าห้องขัง แถมเพ้อได้ลง กอ.รมน.เมื่อไหร่ จับแกนนำพันธมิตรฯ ขึ้น ฮ.ห้อยไปตะรุเตาแน่
           
           วานนี้(21พ.ย.)พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงความคืบหน้าการสอบสวนทางวินัย พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ว่า ด้วยพฤติกรรมกิริยาของ พล.ต.ขัตติยะ เข้าข่ายสามารถดำเนินการได้ทางวินัยและอาญาทหาร ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินกรรมาวิธี เรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางวินัยผู้บังคับบัญชาจะเป็นผู้ดำเนินการ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาญากรมสารวัตรทหารบกจะเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งสัปดาห์หน้าจะเรียก พล.ต.ขัตติยะ มารับทราบเรื่องผลการสอบวินัย และจะมีการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร หากมีการประพฤติในลักษณะเช่นเดิม หลังจากที่ได้มีการเซ็นรับทราบการตักเตือนไปแล้ว คงจะต้องเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 30 ตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร คือการขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา
           
           “ส่วนการคำพูดของ พล.ต.ขัตติยะ หลังจากที่ได้พูดไปแล้วมีหลายอย่างเกิดขึ้นในพื้นที่ ก็เป็นหน้าที่ของตำรวจต้องว่าไปตามตัวบทกฎหมาย ถ้าหากว่าผลสรุปออกมาแล้วว่าผิดจริงจะมีผลกระทบมาถึงการปกครองของทหารด้วย คือจะมีการปลด ถอดยศ ”
           
           พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า พล.อ.อนุพงษ์ ยังสั่งให้ทุกหน่วยขึ้นตรงของกองทัพภาคที่ ไปตรวจสอบยอดอาวุธสงคราม ระเบิด และการเบิกจ่าย ที่อยู่ในอัตราของกองทัพเพื่อไม่ให้เล็ดลอดออกไปใช้ภายนอก ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าไม่มีอาวุธสงครามเล็ดลอดออกไปภายนอก และ ยังอยู่ครบในอัตรา
           
           พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณี 40 ส.ว. ออกมาแถลงข่าวเรียกร้องให้ ผบ.ทบ.จับตนเองไปคุมขัง ว่า พวกนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ของ ส.ว.แต่เป็นพวกป่วนเมือง ความจริงพวกนี้มีแค่ 7 คน แต่มาอ้างว่ามี 40 คน รวมถึง ส.ว.หญิง กทม.ใครที่กาเลือกน่าจะตัดมือขวาทิ้ง เพราะเขาไม่ใช่คนเก่งใช้ น.ส.แต่ดันเอาสามีเข้าสภาด้วย จึงโดน ส.ว.ลงชื่อถอดถอน และขอให้รู้ด้วยว่าคนเป็นนายพลเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเอาคทาครุฑแตะบ่า ไม่มีสิทธิลงโทษทางวินัย คนที่เป็นนายพลถือเป็นผู้ใหญ่ จะด่าใครก็ชอบธรรม เพราะคนนั้นต้องเลวจริงๆ ถึงจะด่า
           
           ส่วนโทษทางอาญาต้องยิงคนตายจึงจะถูกลงโทษก็เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม หน้าที่ของ ส.ว.คือถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง เช่น ผบ.เหล่าทัพ อัยการสูงสุด “หน้าที่เขาต้องถอดถอน ผบ.ทบ. ไม่ใช่มายุ่งกับ เสธ.แดง แต่เพราะเขาบ้าประจำวัน ในวันที่ผมลง กอ.รมน.และใช้กฎหมาย กอ.รมน. ซึ่งรุนแรงกว่า ป.วิอาญา สามารถจับ ส.ว. ได้ ส.ว.7 คนและแกนนำพันธมิตรฯ 5 คนก็ห้อยไปตะรุเตาด้วยกัน ถ้านายกรัฐมนตรีกล้าบรรจุ เสธ.แดงลง กอ.รมน. ทั้งหมดนี้ระวังตัวด้วยเจอกันแน่ เพราะเราต้องการความสงบ”
           
           “ล่าสุดนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ที่ แกนนำพันธมิตรรุ่น 2 ที่สนิทกับผม อยู่ดีๆ ก็ไปบอกเบอร์โทรผมบนเวทีพันธมิตร ทำให้มีคนโทรมาหาผมเป็นพันเบอร์บอกว่าผมหน้า ห.หีบทั้งวัน ขนาดนอนยังฝันว่าผมจะมีหน้าเป็น ห.หีบอยู่แล้ว กับวีระ สมความคิด ก็สนิทกันอยู่ดีๆ ก็มาแจ้งความจับผม ข้อหาข่มขู่ประชาชน ผมแจ้งเตือนไม่ได้ไปข่มขู่ อยากให้รู้ว่าท่านทำบาปมหาศาล เรื่องความคิดการเมืองไม่ตรงกันก็เป็นเรื่องส่วนรวม แต่ดันมาด่าส่วนตัว" พล.ต.ขัตติยะ กล่าว
           
           เมื่อถามถึง กรณี ผบ.ทบ. ลงโทษความผิดทางวินัย และอาญา นั้น พล.ต.ขัตติยะกล่าวว่า ทะเลาะกับนายกัดกับหมาดีกว่า ดังนั้นใครจะสั่งอะไรก็สั่งไป ส่วนเรื่องการสอบสวนยืนยันว่านายพลไม่มีบทลงโทษทางวินัย หากมีการลงโทษแสดงว่าคณะกรรมการปัญหาอ่อน ไม่รู้เรื่อง การลงโทษทำได้แค่ว่ากล่าวตักเตือน เพราะนาย พลเป็นผู้ใหญ่ ไม่มีบทลงโทษ ส่วนโทษอาญาทหารต้องในสนามรบเท่านั้น เช่นหนีทัพต่อหน้าศัตรู ดังนั้นจะทำอย่างไรก็ปลดตนไม่ได้ คนจะปลดตนได้มีคนเดียวคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่วนคนเสนอขึ้นไปคือ ผบ.ทบ. ผ่านผบ.ทหารสูงสุดและปลัดกระทรวงกลาโหม รมว.กลาโหม ซึ่งผบ.ทบ.คงจะเกษียณก่อนที่จะมาปลดตน ทั้งนี้ตนคงไม่ไปเซ็นรับทราบข้อกล่าวหา เพราะตนไม่ได้ทำผิดอะไร ตนรักษาศักดิ์ศรีทหาร ทำเพื่อผบ.ทบ.เพราะท่านโดนด่าทุกวันแต่ไม่มีใครได้ยิน