sombat's profileSpace ของ sombatPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    October 30

    เมื่อ แขกราเกซต้องการหนีพร้อมความโกง

    “ราเกซ” แพ้ ศาลแคนาดาพิพากษาส่งตัวให้ไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 ตุลาคม 2552 23:13 น.
    นายราเกซ สักเสนา จะถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีข้อหาฉ้อโกงหลายๆ กระทงในประเทศไทย
           เดอะแคนาเดียนเพรส/ASTVผู้จัดการรายวัน – ศาลสูงสุดแคนาดา ตัดสินแล้ว ไม่รับคำร้อง “ราเกซ” เป็นการปิดฉากศึกการต่อสู้ทางกฎหมายในแดนใบเมเปิล ที่ยืดเยื้อถึง 13 ปี โดยเขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และจะถูกส่งตัวในฐานะเป็นผู้ร้ายข้ามแดน เพื่อมารับการพิจารณาคดีในศาลยุติธรรมของประเทศไทย
           
           ตามรายงานของสำนักงานเดอะ แคนาเดียน เพรส ศาลสูงสุดแคนาดา ได้ตัดสินวันพฤหัสบดี (29) ไม่รับคำร้องของ นายราเกซ สักเสนา ที่ขอให้กลับคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ซึ่งจะทำให้เขาถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีข้อหาฉ้อโกงหลายๆ กระทง ทั้งนี้ คณะผู้พิพากษาศาลสูงสุดได้กระทำตามธรรมเนียมปฏิบัติตามปกติ นั่นคือ ไม่มีการให้เหตุผลสำหรับคำพิพากษาคราวนี้
           
           นางเดบอราห์ สตรักคัน ทนายความของสำนักงานอัยการสูงสุดแคนาดา ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลไทย กล่าวในวันพุธ (28) ว่า พวกเจ้าหน้าที่ของไทยมาอยู่ที่เมืองแวนคูเวอร์แล้ว เพื่อนำตัวนายราเกซขึ้นเครื่องบินกลับไทยเร็วที่สุด หลังจากที่ศาลตัดสิน และงานเอกสารต่างๆ เสร็จสิ้นเรียบร้อย
           
           “ดิฉันทราบว่า ทางตำรวจไทยตั้งใจที่จะมาอยู่ที่นี่ในเวลาที่มีการอ่านคำตัดสิน และถ้าหากศาลพิพากษาไม่ให้มีการปล่อยตัวจำเลยแล้ว พวกเขาก็จะเดินทางกลับไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”
           
           คำตัดสินของศาลสูงสุดคราวนี้ เท่ากับเป็นการปิดฉากการต่อสู้ในคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ยืดเยื้อยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของแคนาดาเลยทีเดียว
           
           นายราเกซ ถูกจับกุมที่เมืองวิสต์เลอร์ รัฐบริติชโคลัมเบีย เมื่อปี 2539 ตามหมายขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนของไทย ซึ่งกล่าวหาเขาว่า ฉ้อโกงเงินจากธนาคารใหญ่แห่งหนึ่งเป็นจำนวนเกือบ 88 ล้านดอลลาร์แคนาดา และแทบจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยต้องคว่ำคะมำ
           
           นับแต่นั้นเขาก็ต่อสู้ในทางกฎหมายเรื่อยมา เพื่อให้ได้สิทธิ์ที่จะอยู่ในแคนาดาต่อไป รวมทั้งความพยายามที่ล้มเหลวในปี 2549 ที่จะขอให้ศาลสูงสุดพิจารณาคดีของเขา
           
           ระหว่างกระบวนการพิจารณาคดีในศาลหลายต่อหลายศาล เขาถูกสั่งกักตัวให้อยู่แต่ภายในบ้านพักบ้าง, ได้รับอิสรภาพโดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอันเข้มงวดบ้าง, กลับมาถูกคุมขัง แล้วก็ได้เป็นอิสระอีกครั้ง
           
           ในช่วงเวลาเหล่านี้ มีรายงานว่า เขาล้มป่วยด้วยอาการเส้นโลหิตในสมองแตก และในการไปปรากฏตัวในศาลที่บริติชโคลัมเบียครั้งท้ายๆ ของเขาหลายครั้ง เขานั่งอยู่บนเก้าอี้รถเข็น
           
           นายราเกซ ให้การต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่า ว่า ถ้าถูกส่งตัวกลับประเทศไทย เขาจะได้รับอันตราย และจะไม่ได้รับการพิจารณาคดีด้วยความยุติธรรม ทว่า ทางเจ้าหน้าที่รับผิดชอบตลอดจนรัฐมนตรียุติธรรมแคนาดา ที่รับตำแหน่งต่อเนื่องกันมา ต่างคัดค้านไม่เห็นด้วยกับข้อโต้แย้งนี้
           
           ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์รัฐบริติชโคลัมเบีย ได้ตัดสินยกคำอุทธรณ์ของเขา ที่ขอให้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งตัดสินให้ส่งตัวเขากลับไปพิจารณาคดีที่ประเทศไทย
           
           คำตัดสินของศาลสูงสุดเมื่อวันพฤหัสบดี (29) ก็เป็นการยืนยันคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นนั่นเอง
           
           “คดีนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 13 ปีแล้ว และทุกๆ ขั้นตอนของเส้นทางนี้ ศาลชั้นต่างๆ ได้ยืนยันว่า มีหลักฐานเพียงพอรับฟังได้ว่ามีการประพฤติในทางฉ้อโกง ซึ่งเพียงพอที่จะส่งตัวเขากลับประเทศไทยเพื่อรับการพิจารณาคดี” นางสตรักคัน แถลง
    October 29

    เมื่อ ดร. ไสว บุญมา อดเด้ง The Economist ไม่ได้

    เหลืออดกับบทความเดอะอีโคโนมิสต์
    โดย ไสว บุญมา 29 ตุลาคม 2552 15:26 น.


    โดย...ไสว บุญมา
           

           
           นิตยสารเดอะอีโคโนมิสต์ฉบับประจำวันที่ 19-23 ตุลาคม ที่ผ่านมาพิมพ์บทความเกี่ยวกับเมืองไทยที่ทำให้ผมเหลืออด บทความเริ่มด้วยรูปขนาดใหญ่ถ่ายในตอนกลางคืนตรงหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมซึ่งกลุ่มมวลชนเสื้อแดงกำลังฟังคำปราศรัยที่ถ่ายทอดออกมาพร้อมรูปของอดีตนายกรัฐมนตรีที่กลายเป็นนักโทษหนีคุกทักษิณ ชินวัตร และพาดหัวด้วยตัวสีแดงว่า “อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย” ตามด้วยตัวสีดำว่า “การเนรเทศและราชอาณาจักร”
           
           ผมอ่านนิตยสารนี้มานานแม้จะไม่เห็นด้วยกับมุมมองพื้นฐานแนวขวาตกขอบของเขา ทั้งนี้เพราะผมเห็นว่าเนื้อหาครอบคลุมเหตุการณ์มากกว่านิตยสารรายสัปดาห์อื่นๆ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ผมสังเกตว่าการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองไทยของเขาเริ่มสะท้อนความคิดเห็นด้านต่อต้านสถาบันสำคัญยิ่งของเราพร้อมๆ กับแสดงความลำเอียงโดยเป็นกระบอกเสียงให้นักโทษชายทักษิณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ฉบับที่ผมอ้างถึงนี้ก็เช่นกัน
           
           นอกจากนั้น คราวนี้เขาหมิ่นศาลไทยโดยใช้วิธีอ้างว่า ชนชั้นกลางไทยไม่เห็นด้วยกับ “มายากลทางการเมือง” (political prestidigitation) ที่ล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งถึงสองครั้งสองครา แม้เขาจะไม่ได้เขียนว่าเป็นรัฐบาลไหน แต่บริบทบ่งว่าเป็นรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดชื่อสมัครและสมชาย
           
           เนื้อหาของบทความเริ่มด้วยการเปรียบการต่อสู้จากดูไบของนักโทษชายทักษิณว่าคล้ายของอองซานที่ต้องการปลดแอกอังกฤษให้พม่าและของซุนยัดเซนที่ก่อตั้งกระบวนการสร้างสาธารณรัฐของจีน การต่อสู้เพื่อคืนสู่อำนาจของทักษิณยังผลให้เกิดความแตกแยกจนสังคมไทยตกอยู่ในสภาพสงครามกลางเมืองที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงง่ายๆ โดยอธิบายถึงการเคลื่อนไหวของฝ่ายเสื้อแดงและเสื้อเหลือง
           
           บทความบอกว่า ฝ่ายเสื้อแดงกำลังก่อการปฏิวัติทางสังคมซึ่งส่วนหนึ่งมีอุดมการณ์มุ่งล้มล้างราชบัลลังก์และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพียงลูกจ้างของทักษิณ แต่ก็เน้นคำพูดของทักษิณที่ว่าเขาไม่ได้จ้างใคร หากให้เพียงกำลังใจเท่านั้น เกี่ยวกับประเด็นที่ว่าถ้าไม่มีทักษิณสนับสนุนแล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับฝ่ายเสื้อแดง บทความเสนอคำพูดของจักรภพ เพ็ญแข ว่า การเคลื่อนไหวจะดำเนินต่อไปเพราะตอนนี้มีผู้เคลื่อนไหวจำนวนมากที่ไม่ยอมทำตามความประสงค์ของทักษิณแล้ว บทความเสนอเรื่องราวที่สะท้อนมุมมองของทักษิณเป็นจำนวนมาก อาทิ
           
           *ทักษิณบอกว่าเขาไม่ต้องการกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองหากมีคนดีบริหารประเทศ เขาสนใจทำธุรกิจมากกว่าซึ่งตอนนี้ขยายไปถึงแอฟริกาแล้ว พร้อมกันนั้นก็มีการเน้นคำพูดของทักษิณที่ว่า “ประชาชนต้องการผม” เพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยและความยุติธรรม
           
           *ทักษิณคุยฟุ้งเรื่องประโยชน์ของการวิปัสสนาแนวพุทธด้วยความกระตือรือร้นสุดๆ ทีเดียว แต่บทความกลับไม่ชี้ให้เห็นความขัดแย้งกับประเด็นที่เกี่ยวกับทักษิณกำลังเร้าร้อนปานถูกเผาด้วยไฟนรกเพราะเคียดแค้นสุดๆ ที่หลุดจากอำนาจและสูญทรัพย์
           
           *ทักษิณซึ่งเคยมีอำนาจเหนือการสื่อสารในเมืองไทยต้องหันมาใช้การสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตของระบบทวิตเตอร์และเฟสบุ๊กพร้อมกับเน้นคำโอดครวญของทักษิณที่ว่า “เราเป็นประชาธิปไตยแบบถูกควบคุม” และผู้ที่ควบคุมมาจากในวังซึ่งมีอิทธิพลเหนือองค์กรของรัฐและไม่ยอมฟังนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ยิ่งกว่านั้นบทความยังเน้นคำพูดของนักโทษชายทักษิณที่ว่า “พวกเขาถึงกับกุเรื่องขึ้นมาเพื่อโค่นรัฐบาล” ในบรรดาผู้ที่มาจากในวังได้แก่ประธานองคมนตรีซึ่งถูกอ้างถึงโดยกล่าวว่าพลเอกเปรมจงเกลียดจงชังทักษิณเป็นการส่วนตัว
           
           *ทักษิณบอกว่าจลาจลที่เกิดขึ้นในระหว่างการประท้วงตอนช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาของฝ่ายเสื้อแดงนั้นเกิดจากผู้ก่อการที่สนับสนุนรัฐบาลทั้งสิ้น บทความจบลงด้วยคำบ่นอุบของทักษิณที่ว่า “ผมไม่ฆ่าแม้แต่ยุง”
           
           ตามธรรมดาผมอ่านการนำเสนอเรื่องต่างๆ ของนิตยสารด้วยความเป็นกลางเพราะถือว่าสื่อ คือ พวกเดียวกัน แต่การนำเสนอเรื่องราวดังที่กล่าวมานั้นเสริมการนำเสนอแบบมองข้างเดียวครั้งก่อนๆ จนทำให้ผมเหลืออดถึงกับต้องส่งจดหมายไปให้เดอะอีโคโนมิสต์ทันทีซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมทำเช่นนั้น เขาไม่ได้นำจดหมายของผมลงพิมพ์ในฉบับต่อมาซึ่งคงเป็นการยืนยันอย่างดีว่าเขาเข้าข้างนักโทษชายทักษิณเต็มที่ จดหมายมีใจความดังนี้
           
           Sir:
           
           While you continue to provide a valuable space for Mr. Taksin to air his views, you have shown a persistent lack of curiosity about other issues and apparently never asked why the British government revoked his visa and other questions. Or if you have and the answers are not favorable to Mr. Taksin, you have chosen not to publish them.
           
           ในขณะที่คุณสนับสนุนทักษิณให้แสดงมุมมองของเขาผ่านหน้ากระดาษอันมีค่าของคุณอย่างต่อเนื่อง คุณแสดงความไม่ใส่ใจต่อประเด็นอื่นและไม่สนใจที่จะถามคำถามสำคัญๆ เช่น ทำไมรัฐบาลอังกฤษจึงถอนวีซ่าของเขา หรือว่าคุณถาม แต่เมื่อคำตอบที่ออกมาสะท้อนส่วนที่ไม่ดีของทักษิณ คุณจึงเลือกที่จะไม่นำมาลงพิมพ์
           
           You say that he clearly has plenty of money left – enough to retire comfortably out of the reach of Thai law – even after a chunk of his assets worth $2.3 billion that came from the sale of his business holdings to a Singapore’s wealth fund (while he was prime minister and a couple of days after a Thai law was coincidentally passed exempting such a sale from taxes) was frozen. Have you asked how he earned that money and where he kept it or whether he included it in the law-required declarations of assets when he took political offices?
           
           คุณบอกว่าทักษิณมีเงินเหลือมากมายซึ่งอยู่นอกเงื้อมมือกฎหมายของไทยทั้งที่ 7.6 หมื่นล้านบาทถูกอายัดหลังจากขายธุรกิจให้กองทุนของสิงคโปร์โดยไม่เสียภาษีหลังจากที่กฎหมายไทยยกเว้นภาษีให้การขายเช่นนั้นเพียงสองวัน ทำไมคุณไม่ถามเขาว่าเงินนั้นมาจากไหน ฝากไว้ที่ไหนและเคยแสดงไว้ในรายการแจ้งทรัพย์สินเมื่อเขาเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่
           
           His statement, “I don’t even kill mosquitoes now,” receives the most prominent emphasis. I presume you have heard about these events that took place in 2004 when Mr. Taksin was prime minister: over 2,000 Thais killed during the government campaign to eradicate drug trade; in southern Thailand, 32 killed when the government troops stormed a mosque, 78 perished after a peaceful protest was broken up, and a prominent civil-right lawyer disappeared when he took up the cause of those who no longer could speak for themselves. And I presume you have heard Mr. Taskin say that the conflict in southern Thailand is a petty-thief problem.
           
           คำพูดของเขาที่ว่าเขาไม่ฆ่าแม้แต่ยุงได้รับการเน้นมากที่สุด คุณคงทราบแล้วใช่ไหมว่า เมื่อปี 2547 ซึ่งทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี คนไทยกว่า 2,000 คนถูกฆ่าในสงครามปราบยาเสพติด ส่วนทางภาคใต้คนไทย 32 คนตายเมื่อทหารบุกมัสยิด 78 คนเสียชีวิตเมื่อทางการสลายการชุมนุมแบบสันติ และทนายด้านสิทธิมนุษยชนหายสาบสูญไปเมื่อเขานำเอาเรื่องราวของผู้ที่ไม่มีโอกาสพูดอีกแล้วมาเป็นธุระ ในขณะเดียวกัน ผมคิดว่าคุณน่าจะเคยได้ยินทักษิณพูดว่า ปัญหาภาคใต้ของไทยเป็นเพียงเรื่องโจรกระจอก
           
           Mr. Taksin also says that political conflicts in Thailand can be fixed overnight. I would assume you also have heard him say that the notorious traffic jam in Bangkok could be fixed in 6 months and the poverty in Thailand could be eradicated in 6 years.
           
           ทักษิณพูดด้วยว่าเขาสามารถแก้ปัญหาการเมืองของไทยได้ภายในเวลาเพียงชั่วคืน ผมคิดว่าคุณน่าจะได้ยินทักษิณเคยพูดด้วยว่า เขาสามารถแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ ได้ภายใน 6 เดือนและสามารถขจัดความยากจนของคนไทยให้หมดไปได้ภายใน 6 ปี
           
           Lastly, you say that Mr. Taksin enthuses over the benefits of Buddhist meditation and in the same breath say that he is still fuming over his downfall and hell hath no fury like a tycoon dispossessed. I hope this makes the readers see Mr. Taksin for what he really is, if you have not.
           
           สุดท้าย คุณบอกว่าทักษิณพูดถึงประโยชน์ของการวิปัสสนาแนวพุทธด้วยความกระตือรือร้นแบบสุดๆ พร้อมกับบอกว่าเขากำลังรุ่มร้อนดังถูกเผาด้วยไฟนรกเพราะเคียดแค้นที่สูญอำนาจ ผมหวังว่าการนำเสนอนี้จะทำให้ผู้อ่านมองเห็นความไม่อยู่กับร่องกับรอย และความสับปลับกลับกลอกของทักษิณแม้คุณเองจะมองไม่เห็นก็ตาม
           
                                                                          Sawai Boonma
           
                                                                        Washington, D. C.
    October 26

    เขมรที่ "พวกไทย"นับถือ

     ผมว่า เรามารู้ทัน ว่าทำไมฮุนเซนจึงอวดดีจะดีกว่า
           
           1. เพราะฮุนเซนฉลาดกว่ารู้จักการเมืองไทยและผู้นำไทยดี อ่านได้ทะลุปรุโปร่ง ในขณะที่ไทยเราน้อยคนนักจะศึกษาหรือรู้จักฮุนเซนดี นึกว่ามันเป็นคนบ้านนอกไร้การศึกษา บ้าอำนาจและหิวเงิน คอยเอาเหยื่อเข้าล่อ หารู้ไม่ว่าฮุนเซนเห็นชาติเขาเป็นใหญ่ ถ้าได้ประโยชน์จึงยอมตามน้ำด้วย แต่ของไทยกลับตรงกันข้าม
           
           2. ได้ครูดีคือเป็นศิษย์รัก-ศิษย์แค้นของสีหนุ เจ้าตำรับนกสองหัว-จอมตีสองหน้า เดี๋ยวนี้เก่งกว่าครู สีหนุปลงตก บ่นอยากตายแล้ว ฝากอนาคตของชาติและของลูกไว้กับฮุนเซน สอนลูกไม้ถล่มไทยให้ฮุนเซนหมด
           
           3. ฮุนเซนรู้ว่าคนไทยแตกกัน และยุให้แตกกันได้ง่าย รัฐบาลและสภาของไทยไม่มีน้ำยา เอาอามิสและผลประโยชน์เข้าล่อ มีสายอยู่ตลอด
           
           4. คนไทยโง่ แม้กระทั่งกระทรวงการต่างประเทศยังขู่กันเองว่ากลัวจะขึ้นศาลโลกอีกบ้าง ถูกฟ้องคณะมนตรีความมั่นคงบ้าง เหลวไหลไร้สาระ สื่อ สภาไทยและประชาชน ไม่รู้ข้อมูลว่าตั้งแต่ตั้งมา ยูเอ็นรับเรื่องสองประเทศตีกันไม่ได้ มันขัดกฎบัตร ถ้ารับยูเอ็นล่มไปนานแล้ว
           
           พี่น้องไทยเอ๋ย อย่าแตกกันเอง อย่าหลงกลหลานพญาละแวก บุพการีไอ้เจ้ามูลเมืองเลย
           
           รัฐบาลต้องกล้าทำสิ่งง่ายๆ เช่น แจ้งขอร่วมเป็นเจ้าภาพกับเขมรไม่ทัน ก็แจ้งไปว่าบัดนี้ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ และป.ป.ช.ของเราได้วินิจฉัยไปว่าอย่างไร ประชาชนของเรารวมทั้งเพื่อนบ้านกำลังเผชิญหน้าตึงเครียดกันจวนจะเกิดสงครามการเมืองและสงครามเพื่อนบ้านอยู่แล้วก็เพราะยูเนสโก
           
           ถ้ายูเนสโกพูดไม่รู้เรื่อง ก็ดูตัวอย่างสิงคโปร์ อเมริกา และอังกฤษที่เคยลาออกจากยูเนสโกไปทั้งนั้น ไม่เห็นจะแปลกหรือน่ากลัวอะไร
           
           ที่น่าแปลกและน่ากลัวยิ่งกว่า คือ อ้ายฮุนเซน มันอวดดี เพราะมันรักชาติ
           
           ในขณะที่ไอ้ผู้นำไทยมันไม่กล้าอวดดี เพราะมันถือคติ ชาติฉิบหายไม่ว่า ขอให้ข้าได้เงิน


    เขมรผยอง เพราะ "พวกไทย" ขายชาติตนเอง

    ผมเสียอีกมีบุญคุณกับเขมร เมื่อเขมรอดอยากแร้นแค้นแสนสาหัส เรือขนส่งพันธุ์ข้าวยูเอ็นจากฟิลิปปินส์ล่ม ไทยนอกจากใจดำแล้วยังโง่ ปล่อยให้สิงคโปร์กอบโกยเอาๆ ไม่ยอมขายตรง รัฐบาลเปรมหนึ่ง เด็กๆ เขมรกำลังจะอดตาย เพราะเวลาจำกัด ยูเอ็นจึงมาจัดซื้อข้าวเอง และขอร้องให้ผมเจรจากับรัฐบาล เจรจาอย่างไรรัฐบาลก็ไม่ยอมให้ส่ง ยกเว้นแต่จะให้ อตก.ภายใต้รมว.เกษตรบรรหารเป็นผู้ส่งทั้งๆ ที่ตนเองไม่มีข้าว ผมก็ได้พลตรีชวลิต ยงใจยุทธนี่แหละที่ช่วยเหลือส่งให้ ตอนนั้นบิกจิ๋วเป็นรองเจ้ากรมยุทธการทหารบก พลโทหาญ ลีนานนท์ เป็นเจ้ากรม เป็นลูกรับใช้ป๋าทางการเมืองทั้งคู่
           
           พ่อค้าเอาเงินไปสมนาคุณเป็นล้าน บิ๊กจิ๋วไม่ยอมรับ พลตรีสุดสาย หัสดินฯ สหายป๋ามาแซวผมว่า อาจารย์เสียท่าจิ๋ว มันขนให้อาจารย์สี่คันรถ แต่มันบวกของมันไปอีกสิบ
           
           ผมไม่รู้จะเชื่อใครดี แต่พลเอกชวลิตดีกับผมมาตลอด เมื่อตอนอายุจะครบปีที่ 68 พลเอกชวลิตบอกว่า “อาจารย์ ผมจะเป็นนายกฯ นะ เมื่อไหร่อาจารย์จะมาช่วยผม อาจารย์ใจดำ ปล่อยให้ผมทำงานอยู่ในวงล้อมของคนแปลกหน้า” พลเอกชวลิตไม่เคยพูดชั่วและทำชั่วให้ผมเห็นเลยสักครั้งเดียว และคอยจะช่วยผมให้รับใช้สังคมในเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เสมอ อยากให้ผมเป็นโน่นเป็นนี่ แต่ผมเป็นคนวาสนาน้อย ไม่อยากเข้าใกล้บรรดาคนแปลกหน้าของพลเอกชวลิต จึงได้แต่ห่วงเพื่อนว่า “คบพาลพาลพาไปหาผิด”
           
           ทั้งทักษิณและฮุนเซนในสายตาของผมจะเป็นอื่นไม่ได้นอกจากคนพาล แต่ผมก็ไม่สามารถผสมโรงด่าพลเอกชวลิตได้ในครั้งนี้ ได้แต่ภาวนาให้พลเอกชวลิตเป็นฝ่ายใช้ทักษิณและฮุนเซน อย่าให้สลับกลับกัน
           
           ผมได้สนองเจตนารมณ์ของแก้ว จันดา โดยหาทุนสหภาพครูญี่ปุ่นมาให้ครูใหญ่โรงเรียนฝึกหัดครูของเขมรทั้ง 20 แห่ง ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนที่ราชภัฏบุรีรัมย์ทุกคน เขาจะได้รู้จักและสืบต่อสายสัมพันธ์กับไทยไว้บ้าง ไม่ทำตัวอวดดีเหมือนกับฮุนเซน
           
           การที่อ้ายฮุนเซนเลือกมางานเปิดอาเซียนไม่ทัน ประกาศจะสร้างบ้านให้ทักษิณอยู่ ตั้งเป็นที่ปรึกษา ไม่ยอมส่งตัวฯ รักทักษิณเหมือนคนเสื้อแดงหลายล้าน ไม่ได้แทรกแซงการเมืองภายในของไทย แต่ทักษิณถูกลงโทษการเมืองอย่างไร้ยุติธรรม หากทหารไม่ยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 ทุกอย่างจะดีหมด ฯลฯ อย่างนี้ เรียกว่า เป็นแขกที่ไร้มารยาทขาดกาลเทศะ อย่างแรง เอาความเท็จมาปั้น อีดี้ อามินแห่งยูกันด้ายังไง ฮุนเซน ก็ยังงั้น
           
           ทูตสุรพงษ์ ชัยนามให้สัมภาษณ์ว่า นี่เท่ากับรับจ็อบมาล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ตอกลิ่มให้ไทยแตกกัน เพื่อเร่งทักษิณได้กลับ ถึงทักษิณจะกลับไม่ได้ก็ไม่เป็นไร รัฐบาลนี้ไม่มีน้ำยา จะถ่มถุยเตะถีบยังไงก็ได้ ถ้าทักษิณมาได้ก็ได้กำไรสองต่อ ท่านทูตห่วงว่าคนไทยที่รักชาติและพันธมิตรฯ จะกลายเป็นแนวร่วมมุมกลับให้นรกเสื้อแดง เพราะหลงกลโกรธแค้นฮุนเซน

    เขมรหยิ่ง เพราะ "พวกไทย" ยกหาง

    อ้ายฮุนเซน มันอวดดี
    โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ 26 ตุลาคม 2552 16:20 น.
    โปรดอย่าเปลี่ยนชื่อหัวข้างต้น ใครจะหวานเจี๊ยบกับฮุนเซนอย่างไร ก็ช่างมัน ถ้าใครอ่อนภาษาไทย จนแยกคำว่าอ้ายและไอ้ไม่ออก ก็ช่างหัวมัน ถ้าใครไม่รู้ว่ามันเป็นคำของบุพการี หรืออาม้าอากงที่เอ็นดูบุตรหลานทั้งหลายในประเทศไทย ก็ช่างหัวมันเถิดเหมือนกัน
           
           ถ้าฮุนเซนมันไม่รู้ว่าผมเมตตามันพอๆ กับทักษิณ บิ๊กจิ๋ว หรือเทพเทือก ก็ช่างหัวมันเถิดเหมือนกัน
           
           ผมได้ข่าวว่า “ช่างหัวมัน” เป็นชื่อไร่ส่วนพระองค์ของในหลวงอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี
           
           ฮุนเซนสำคัญตัวถูก จึงกล้าอวดดี โดยเฉพาะกับพี่ไทย แต่หงอกับคุณพ่อเวียดนาม ก็เพราะมันมีดีจะอวด ไม่ว่าจะเป็นก๊าซในทะเล ที่ดินในเกาะกง ที่เช่าเป็นล้านๆไร่ โอกาสทางธุรกิจอีกมากมาย พี่ไทยล้วนน้ำลายหกทั้งนั้น
           
           นอกจากนั้นพี่ไทยเราเก่งนัก ทั้งขายตัว ขายคนอื่น และขายชาติ ไส้กี่ขดๆ ฮุนเซนก็รู้หมด
           
           มีผมคนเดียวเท่านั้นที่ฮุนเซนไม่รู้จัก แต่ผมรู้จักฮุนเซนตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น นานๆพอกับที่ผมรู้จักอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศผู้โด่งดัง เพื่อนอุปถัมภ์ของเสี่ยพีรพล ติยะเกษม อีกหนึ่งคนดังของ 14 ตุลา ตั้งแต่ครั้งยังเป็นรองอธิบดีในกระทรวงการต่างประเทศของเวียดนาม
           
           ทำไมผมจะไม่รู้จัก เพราะทั้งเหงียน โก ธัค และฮุนเซนเป็นเด็กสร้างของเวียดนาม มิสเตอร์เรียนล่ามกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามที่ทำหน้าที่แปลให้นายกรัฐมนตรีไทยหลายคนในอดีตโม้กับทูตไทยประจำเวียดนามแทนผมว่า ผมนี่ล่ะเป็นคนเดียวที่เดินทางไปไหนมาไหนในเวียดนามเหนือสมัยนั้นได้โดยไม่ต้องมีพาสปอร์ตวีซ่า
           
           ผมนั่งรถจากโฮจิมินห์ไปพนมเปญเดือนธันวาคม 1976 ตอนนั้น 3 ประเทศอินโดจีนปลดแอกอเมริกันได้ครบ 1 ปีพอดี แต่ไทยถอยหลังได้รัฐบาลเผด็จการ ธานินทร์ กรัยวิเชียร ไม่ถึง 3 เดือน
           
           ผมพบผู้นำเขมรแดงเกือบทุกคน นอกจากพล พต เลขาธิการใหญ่ประจำพนมเปญ คือแก้ว จันดา ซึ่งเป็นเขมรเชื้อสายไทย ขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม บอกผมว่าเวียดนามได้เอาเฮง สัมริน กับฮุนเซนไปอุปถัมภ์แล้ว อีกไม่นานเขมรคงหนีไม่พ้นเงื้อมมือเวียดนาม ขอให้ผมช่วยเหลือเขมรที่เป็นพวกไทยต่อไปด้วยอย่าทอดทิ้ง
           
           ผมกลับเมืองไทยเกือบถูกรัฐบาลจับ แต่เพื่อนๆ ที่เป็นทูตมารับที่สนามบินไปกินข้าวกับพลเอกเกรียงศักดิ์ ซึ่งผมรู้จักมานาน คืนนั้นผมยังขอให้พลเอกเกรียงศักดิ์จัดคนไปซื้อใบยาสูบจากเขมรแดง เพราะเขากลัวเวียดนามจะมาฮุบไป ทั้งยังได้ขอให้พลเอกเกรียงศักดิ์หาทางช่วยเหลือนักศึกษาที่แตกเข้าป่าด้วย
           
           ผมนี่ล่ะ แนะนำฟามวันดงให้พลเอกเกรียงศักดิ์ ผมบอกลุงฟามไม่ให้ติดอาวุธนักศึกษา ผมว่าถ้าไทยเป็นประเทศคอมมิวนิสต์เมื่อใด เวียดนามจะซวย
           
           ผมเล่าให้พลเอกเกรียงศักดิ์ฟัง ตั้งแต่ยังมิได้เป็นนายกรัฐมนตรีว่า อีกหนึ่งปีเวียดนามจะส่งกองทัพเข้าไปขับไล่รัฐบาลเขมรแดงของพลพตเพื่อสถาปนาระบบเฮง สัมรินในกระเป๋าของเวียดนาม
           
           ในตอนนั้นฮุนเซนยังเป็นเด็กน้อย ที่ผู้สร้างเตรียมไว้จะให้ขึ้นมาดับรัศมีเฮงสัมริน เหมือนนัสเซอร์ทำกับนายพลเนกิ๊ปหัวหน้าปฏิวัติอียิปต์ยังไงยังงั้น ทำไมผมจะไม่รู้
           
           ในตอนนั้นนโยบายต่างประเทศไทยอยู่ในอุ้งมือกองทัพ ยังโอบอุ้มและช่วยเหลือเขมรแดงของพลพตจนสุดลิ่มทิ่มประตู เพราะฉวยโอกาสหากินกับจีนและอเมริกันได้ด้วย และหลงว่าสักวันหนึ่งเขมรแดงจะตีตื้น
           
           ในอินโดจีน ผมรู้จักเขมรน้อยที่สุด และไม่มีเวลาให้ แม้แต่เพื่อนผมจากยูเอ็นมาเป็นข้าหลวงใหญ่และเลขาธิการเอสแคป ใครๆ มายุให้ผมไปหากิน ผมก็ปฏิเสธและไม่เคยได้จากเขมรเลยสักสตางค์แดงเดียว ผมจึงมิได้เป็นหนี้บุญคุณอะไรกับเขมรแม้แต่นิดเดียว
           
           ผมเสียอีกมีบุญคุณกับเขมร เมื่อเขมรอดอยากแร้นแค้นแสนสาหัส เรือขนส่งพันธุ์ข้าวยูเอ็นจากฟิลิปปินส์ล่ม ไทยนอกจากใจดำแล้วยังโง่ ปล่อยให้สิงคโปร์กอบโกยเอาๆ ไม่ยอมขายตรง รัฐบาลเปรมหนึ่ง เด็กๆ เขมรกำลังจะอดตาย เพราะเวลาจำกัด ยูเอ็นจึงมาจัดซื้อข้าวเอง และขอร้องให้ผมเจรจากับรัฐบาล เจรจาอย่างไรรัฐบาลก็ไม่ยอมให้ส่ง ยกเว้นแต่จะให้ อตก.ภายใต้รมว.เกษตรบรรหารเป็นผู้ส่งทั้งๆ ที่ตนเองไม่มีข้าว ผมก็ได้พลตรีชวลิต
    October 22

    จะทำอย่างไรกับสถานการณ์การเมืองแบบ ต. 10 เข้าซบ "เพื่อไทย"

    นั่งร้านปากพล่อย
    โดย อัญชะลี ไพรีรัก 21 ตุลาคม 2552 19:14 น.
    เมื่อวานนี้ไปงานครบรอบ 13 ปี ก้าวเข้าสู่ปีที่ 14 ของ “ไทยโพสต์” ได้เจอ “คนการเมือง” กับ “คอการเมือง” มากมายคละเคล้ากันไปสนุกดี
           
           ที่น่ารักจนอยากเก็บมาเล่า เพราะว่าในจำนวนแขกมากมายมหาศาลที่ไปร่วมแสดงความยินดีกับ “ป๋าเปลว สีเงิน” นั้น...หลายคนเดินเกร่เข้ามาทักทายเจี๊ยวจ๊าวเสียงใส ขณะที่บางคนมองซ้ายทีขวาทีแล้วบรรจงป้องปากกระซิบข้างหูด้วยเสียงแสนเบ๊าเบาว่า “เป็นพันธมิตรฯ นะ”
           
           ได้ยินได้เห็นอย่างนี้ก็เพียงพอและชื่นใจ แถมไม่อยากคุยว่า พันธมิตรฯ มีอยู่ทั่วไปทุกหนแห่ง บางคนรู้จักกัน แต่บางคนไม่…ขณะที่บางคนอาจเป็นใครสักคนซึ่งเดินสวนผ่านกันไปมา ที่แน่ๆ พันธมิตรฯ ทุกคนต่างเคยร่วมเป็นร่วมตายกันมาแล้วทั้งนั้นจนกระทั่งมีวันนี้ ...วันที่เราไม่มีวันลืมกัน และพันธกิจของเราไม่มีวันสูญเปล่า
           
           เดินไปเดินมาหน้าบานได้สักพัก ก็ปะหน้าจ๊ะเอ๋กับ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” และในช่วงเวลาเล็กๆ ได้คุยกันสั้นๆ มันส์ดี
           
           ปีนี้คุณสุวัจน์ อายุ 53 ปีแล้ว สุขภาพดีขึ้น หน้าตาแจ่มใสอิ่มเอิบ ไม่ผอมตอบอิดโรยเหมือนเก่า เขาเล่าว่าได้ “ยาดี” คือ “กีฬา” แม้ไม่ได้เล่นอะไรหักโหมมากมายอย่างใครเขา แต่เอากำลังกายและใจทั้งหมดทุ่มเทไปกับการสนับสนุน “เยาวชน” ให้เดินมั่นคงบนเส้นทางนักกีฬาอาชีพ ทั้งแบดมินตัน ทั้งเทนนิส เหมาหมดยกเข่ง มุ่งมั่นทำงานด้านสังคมกีฬาชนิดเอาเป็นเอาตายสลับกับการเลี้ยง “ชูชู” สุนัขพันธุ์ปั๊ก ที่กอดคอเคียงบ่าเคียงไหล่เป็นเพื่อนทุกข์เพื่อนตายบนถนนการเมืองมาด้วยกัน...ยาวนาน
           
           ถามไถ่ตามประสาคนคุ้นเคยว่า ชีวิตตอนนี้เป็นอย่างไร....นักการเมืองใหญ่จากโคราชคนนี้บอกว่า “เบื่อ...การเมืองแบบนี้”
           
           แม้สุวัจน์จะเหลือเวลาที่ถูก “คุกการเมือง” ขังไว้ร่วมกันเพื่อนๆ อีกมากมายใน “บ้านเลขที่ 111” อีก 2 ปีก็ตาม แต่เสือเขี้ยวตันอย่างเขาบอกว่า เวลา 2 ปีเรื่องเล็ก แต่เรื่องใหญ่ยิ่งกว่านั้นคือ บรรยากาศการเมืองในห้วงนี้เหลือที่คาดเดาได้จริงๆ เขาใช้คำว่า “ดูอึมครึม เวิ้งว้าง เดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ไหว”
           
           เมื่ออากาศในการเมืองไม่ดี สุวัจน์ก็ไม่อยากสูดดม เขาจึงเลือกที่จะถอยห่างออกมา ซึ่งระยะก้าวนั้นเขาบอกว่า “มากกว่าครึ่งทาง” โดยมีเหตุผลแนบตามมาว่า “ถอยออกมาก็จะพอมองเห็นว่าอะไรเป็นอะไร”
           
           สิ่งที่สุวัจน์เห็นด้วยดวงตานักการเมืองไทยผู้โชกโชน คือ ความขัดแย้งในบ้านเมืองที่ขยายตัว ลุ่มลึก และลามปามแทบจะหาจุดลงตัวเพื่อก้าวไปสู่บันไดขั้นแรกของการเริ่มต้นใหม่ไม่เจอ
           
           สาเหตุที่เป็นเช่นนี้สุวัจน์ให้เหตุผลว่า “การเมืองของเราขาดเสาหลักให้คู่กรณีได้พึ่งพิง”
           
           อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนาศิษย์เอก พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอกและก้นกุฏิจากซอยราชครู ย้อนวันวานประกอบการวิเคราะห์การเมืองไทยยุคนี้ว่า “ถ้าเป็นในอดีตเมื่อการเมืองมีปัญหา นักมวยคู่เอกจะถูกพาไปนั่งตรงหน้า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หรือ ต่อมาหน้าที่ “ท้าวมาลีวราช” ตกเป็นของ “พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ” แทน จากนั้นก็จับมือกันหรืออย่างเก่งแค่ไม่มองหน้ากัน แต่จะไม่เคยที่จะไม่เผาผีกัน”
           
           เมื่อผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการเมืองเหลือน้อย เพราะบ้างจากลาและบ้างจำใจจากวงการ สุวัจน์ก็อธิบายต่อไปว่า “คนก็แบ่งพรรคแบ่งพวก แตกเป็นก๊กเป็นเหล่าแล้วฟาดฟันกันอย่างเอาเป็นเอาตายชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จนเดี๋ยวนี้ยังหาจุดจบไม่ได้เลย”
           
           เมื่อถามต่อไปว่า อะไรคือจุดแตกร้าวยิ่งใหญ่ในการเมืองไทย เขาตอบทันทีว่า เป็นความผิดพลาดใหญ่หลวงของคณะปฏิวัติที่ไม่สะเด็ดน้ำ และขังนักการเมืองในบ้านเลขที่ 111
           
           ถึงตรงนี้เขาออกตัวแร๊งแรงว่า ไม่ใช่เพราะติดคุกการเมืองกับเขาด้วย แต่ความจริงที่เห็นจากวันวาน คือ เมื่อเวลาของทักษิณถูกขีดให้จบลงด้วยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติแล้ว นาทีนั้นนักการเมืองทั้งหลายต่างเบนหัวเรือตีจากทักษิณทันที และพร้อมเตรียมสร้างกลุ่มการเมืองกันใหม่ เพื่อปลดแอกตัวเองออกจากปลอกคอทักษิณ ขณะเดียวกันก็พร้อมทำตามเข็มทิศของรถถัง
           
           ต่อเมื่อเกิดกรณียุบพรรคขังรวม 111 และต่อมาเป็น 109 คนแล้ว นั่นละคือจุดเริ่มต้นของการต่อสู้.... ซึ่งสุวัจน์เรียกว่า เป็นปฐมบทของการต่อกรของคนจนตรอกหลังพิงฝา ที่พัฒนากลายเป็นอาการของคนเด้งเชือกสู้ด้วยหมัดลุ่นๆ ไม่มีนวม ไม่มีรูปแบบและไร้กติกาจนถึงบัดนี้
           
           เมื่อการเมืองไทยไหลมาถึงขั้นนี้ สุวัจน์จึงถอยฉากเต้นฟุตเวิร์กรอการกลับไปในบรรยากาศที่พร้อมกว่านี้ ส่วนช่วงนี้ก็ทำบุญ และสร้างเยาวชน “บรรยากาศไม่ดี ไม่น่าทำงานการเมือง เล่นกีฬาดีกว่า”
           
           ครั้นถามกลับไปว่า จะรอถึงพอศอไหน...เพราะนักการเมืองไทยก็เหมือนปลา...ขาดน้ำได้เสียที่ไหนกัน แต่สุวัจน์สวนกลับทันควันเหมือนกันว่า รอแค่พอศอนี้ก็รู้ผล...เขาชี้นำให้มองไปวันข้างหน้า โดยดูจากเหตุการณ์ในวันนี้ วันที่พรรคภูมิใจไทยเรืองแสงได้ราวหิ่งห้อยอาศัยใต้ต้นลำพูสวย และเศรษฐกิจตกต่ำไม่มีทีท่าจะฟื้นตัวง่ายๆ
           
           “ถ้าคิดจะสู้กับทักษิณด้วยการยกเอาเนวินขึ้นมาท้าชิง แล้วกะจะกวาดภาคอีสานซึ่งมีทั้งหมดทั้งเขตและบัญชีรายชื่อร่วม 190 คน คุณคิดผิดแล้ว”
           
           “คนอย่างทักษิณไม่ง่ายถึงเพียงนั้น เขาวนเวียนป้วนเปี้ยนอยู่กับคนไทย โดยเฉพาะในภาคอีสานมาโดยตลอดไม่เคยขาดจากกันเลย”
           
           “แถมคนอีสานยังเคารพในเรื่องความกตัญญูเป็นหลัก แค่เขาขึ้นป้ายว่า ทรยศ อกตัญญู แค่นี้ก็ตายแล้ว ยิ่งตอนนี้เขาโหมหนักในทุกๆ ด้าน ยิ่งด้านการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์เขาไม่ลังเลที่จะทำเลย”
           
           “เอาง่ายๆ เคยเห็นอดีตผู้นำคนไหนบ้างทำอย่างเขา เดี๋ยวโฟนอินเข้าร้านก๋วยเตี๋ยว เดี๋ยวโฟนอินไปอวยพรวันเกิดกำนันคนโน้น ผู้ใหญ่คนนี้ ผู้สมัครคนนั้น โทร.ตลอดไม่เคยว่าง ไม่เคยห่าง เขาเล่นการเมืองแบบละครหลังข่าว แบบนิยาย ซึ่งตรงกับอุปนิสัยคนไทยส่วนใหญ่ในต่างจังหวัด โอ๊ยแค่บอกว่า ถูกกลั่นแกล้ง ถูกรังแกเท่านั้นเอง ชาวบ้านก็ร้องห่มร้องไห้เป็นแถว...แค่นี้เองก็เสร็จเขาหมด”
           
           “พอมองออกไหมว่า บ้านเมืองวันนี้เป็นอย่างไร แทบไม่มีขื่อไม่มีแปกันแล้ว สู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายไปข้างหนึ่ง ทุกรูปแบบไม่สนวิธีการ” สุวัจน์ร่ายยาวก่อนลงท้ายส่ายหัวทำท่าเหนื่อยใจ
           
           ในวันที่สุวัจน์ติดคุก 111 แล้วขึ้นนั่งบนอัฒจันทร์คนดู เขาพบว่า การเมืองตอนนี้มีทักษิณเป็นเงื่อนไขสำคัญ โดยคนคนนี้สามารถสร้างบรรยากาศการเมืองให้ไหลไปในทิศทางที่เขากำหนดเกมได้ไม่ยากเลย และดูเหมือนว่าท่ามกลางฝุ่นการเมืองฟุ้งกระจาย สุวัจน์ยังพบอีกว่า หลังฝนซา ฟ้าเมืองไทยจะปกคลุมด้วยอิทธิพลของทักษิณ
           
           “เผลอเขาอาจจะกลับมาผงาด และพรรคของเขาจะกำชัยชนะ...ถ้าลองยุบสภาและเลือกตั้งเร็วๆ นี้”
           
           “เขาเชี่ยวชาญภาคอีสานชนิดที่คุณเนวินอาจไม่ทันเกม อย่าลืมว่า ถ้าใครกวาดอีสานได้หมด คนนั้นได้เสียงข้างมาก”
           
           แต่ก็อีกนั่นละ...วิศวะนักการเมืองผู้ผูกขาดพื้นที่โคราชคนนี้บอกว่า เมื่อโครงสร้างทางสังคมการเมืองจัดการกับระบอบทักษิณมาแล้วถึงสองครั้งสองครา เรียกว่า อาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหมดที่มีในคลังแสงการเมืองไทยได้ถูกนำมาใช้จนหมดสิ้นแล้ว ถ้าพรรคของทักษิณชนะในสนามเลือกตั้งอีกละ? จะทำอย่างไรต่อไป?...ตรงนี้คือจุดที่สุวัจน์บอกว่า “น่ากลัว...แล้วประชาชนฝ่ายที่ไม่ปรารถนาจะเห็นภาพอย่างนี้ละจะทำอย่างไร? พอมองออกไหมว่า เกมการเมืองในวันนี้ คือ คำตอบของการเมืองในวันข้างหน้าที่น่ากลัวและน่าหวั่นใจมากแค่ไหน”
           
           เพราะฉะนั้น เสือซุ่มอย่างสุวัจน์จึงขอถอยฉาก แต่ลาทีมิใช่ลาก่อนกับการเมืองไทยในวันนี้ วันที่พระอาทิตย์ขึ้นสาดแสงร้อนแรงเหนือฝากฟ้า “บุรีรัมย์”
           
           คุยกับสุวัจน์ ลิปตพัลลภเสร็จก็ให้ได้คิดว่า การก่นโทษที่ทุ่มเทโหมทับให้กับ “ทักษิณ” คนเดียวคงไม่ถูกนัก เพราะผู้มีส่วนรับผิดชอบทุกคนในประเทศต้องร่วมกันรับผิดชอบด้วย
           
           แม้บางคนจะอ้างว่าไม่ได้ทำ แต่การยืนดูการข่มขืนประเทศครั้งโหดเหี้ยมอย่างหน้าตาเฉย โดยไม่ขัดขวางท้วงติงก็เท่ากับ “สมรู้ร่วมคิด”
           
           ยิ่งเดินหน้าเอาบรรดาศักดิ์สูงเกียรติ “ตบเท้า” เข้าไปสิงสู่ในพรรคของทักษิณ ที่เต็มไปด้วยกองทัพเสื้อแดงป่วนบ้านเผาเมือง ยิ่งต้องเอาให้หนัก ในฐานะร่วมเรือโจรปล้นสะดมประเทศไทยในวันแร้นแค้นแสนสาหัส
           
           โดยเฉพาะพวก “ข้าฯ ในพระบาทฯ” ปากพล่อยบางคน ที่พูดถึง “อำนาจนอกระบบ” และ “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญแห่งสี่เสาเทเวศร์” อย่างสาดเสียเทเสียและพร้อมตายแทนได้ หากสองอำนาจที่กล่าวไว้ ทำลายทักษิณและพรรคเพื่อไทย
           
           อุแม่เจ้า...พุทโธ ธัมโม สังโฆ...เงินจ้างผีชราแต่งชุดเขียวโม่แป้ง-ปล่อยข่าวลือ ทุบหุ้น ขายชาติและจาบจ้วงได้ถึงเพียงนี้เลยหรือนี่
           
           อกสั่นขวัญแขวนแทนนักโทษดูไบเสียจริงเทียว มีเงินอย่างเดียวไม่พอนะเนี่ย ต้องโง่ด้วยถึงมีเมียปากหนัก-น้องรักปากเสีย บริวารจอมเลีย และเพื่อนปากหมาพาเสียผู้เสียคนได้ถึงเพียงนี้.

    October 21

    ยะใส: เตรียม 10 กับ "เมืองร้าง"

    ยะใส” เย้ย ตท.10 ซบไข่แม้ว แค่ตีเมืองร้าง ดักคอ “จิ๋ว” อย่าหวังสมานฉันท์อุ้มแม้ว
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 ตุลาคม 2552 18:48 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    สุริยะใส กตะศิลา

    เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ ชี้ ตท.10 ซบไข่แม้ว แค่อุบายเข้าเมืองร้าง ตบตาศัตรูทางการเมือง ดักคอ “บิ๊กจิ๋ว” อย่าอ้างขอคุยแกนนำพันธมิตรฯ เพื่อหวังสมานฉันท์ หากเพื่อต้องการช่วยเหลือ นช.แม้ว เพียงคนเดียว แนะให้เคารพคำตัดสินของศาล ตอกพวกปากว่าตาขยิบ พูดอย่างทำอย่าง เตรียมนัดถกแกนนำกำหนดท่าที 27 ตุลานี้
           
           วันนี้ (21 ต.ค.) นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในฐานะเลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ระบุว่า จะหารือกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อสร้างความสมานฉันท์นั้น แกนนำพันธมิตรฯพร้อมหารือและให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อหาแนวทางสร้างความสมานฉันท์ให้กับบ้านเมือง จุดยืนพันธมิตรฯสนับสนุนแนวทางสมานฉันท์อย่างเต็มที่ เพียงแต่ที่ผ่านมาคนที่พูดสมานฉันท์เป็นพวกปากว่าตาขยิบ ไม่จริงใจ เป็นพวกหน้าเนื้อใจเสือ
           
           โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่พยายามพูดเรื่องความสมานฉันท์ แต่กลับสนับสนุนและสั่งการให้ นปช.เคลื่อนไหวจนป่วนบ้านป่วนเมือง ไม่มีที่สิ้นสุด จนไม่ทราบว่าแนวคิดสมานฉันท์ของบิ๊กจิ๋วเป็นอย่างไร ถ้าคิดว่าสมานฉันท์ คือ การนิรโทษกรรมให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็คงไม่จำเป็นต้องคุยกับแกนนำพันธมิตรฯให้เสียเวลา เพราะจุดยืนพันธมิตรฯ เปิดเผยกับสาธารณะมาตลอด ว่า ถ้าทุกฝ่ายเคารพคำพิพากษาของศาลบ้านเมืองก็จะคลี่คลายไปในทางที่ดี
           
           ส่วนการประกาศตัวเข้าสังกัดพรรคเพื่อไทย ของกลุ่มนายทหารรุ่น 10 นั้น เป็นเรื่องที่ดีที่ทำงานการเมืองกันอย่างเปิดเผย ออกมาอยู่ในที่แจ้ง ดีกว่าไปใช้กลไกอำนาจทุจริตเลือกตั้งเหมือนที่ผ่านๆ มา ในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ เรืองอำนาจ ก็คุมเตรียมทหารได้ทุกรุ่น และคุมทหารได้ทั้ง 3 เหล่าทัพ ตั้งญาติและเพื่อนซี้ตัวเองเป็น ผบ.ทบ.และผู้นำเหล่าทัพก็ยังค้ำอำนาจตัวเองไว้ไม่ได้ หากไม่มีความชอบธรรม ประชาชนก็ไม่อนุญาตให้ถืออำนาจได้ง่ายๆ
           
           นายสุริยะใส ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดากับปรากฏการณ์ทหารเข้าสังกัดพรรคเพื่อไทย ไม่มีอะไรพิเศษ แค่ปั่นราคาทางการเมือง คล้ายๆ การปั่นราคาหุ้นลวงข้าศึก คล้ายอุบายตีเมืองร้าง ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่ขงเบ้งตบตาสุมาอี้ ด้วยการเปิดประตูเมืองให้กองทัพสุมาอี้เข้ายึดเมือง แต่ในเมืองไม่มีอะไรเลยเป็นแค่เมืองร้าง
           
           อย่างไรก็ตาม วันอังคารที่ 27 ตุลาคม นี้ 5 แกนนำพันธมิตรฯ จะหารือกันและกำหนดท่าทีต่อสถานการณ์การเมือง

    ปั่นหุ้น=อาชญากรเศรษฐกิจต้องประหาร

     วันนี้ (20 ต.ค.) ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาติดตามการบังคับใช้กฎหมาย และมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา นำโดยนายคำนูณ สิทธิสมาน เลขานุการคณะกรรมาธิการ ได้แถลงข่าวถึงกรณีที่นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ได้ออกมาเปิดชื่อย่อของบุคคลที่คาดว่าจะเกี่ยวข้องในการทุบตลาดหุ้นในวันที่ 13-14 ต.ค.ว่า จากการหารือของคณะกรรมิการร่วม 2 ชั่วโมง มีการขยายผลต่อไปว่าชื่อย่อของบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้คือ ชื่อ “ยย. และวช.” โดยทั้ง 2 คนเป็นนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่คนในตลาดหลักทรัพย์รู้จักดี กรรมธิการเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัญการปั่นหุ้นตามปกติ แต่เป็นปัญหาความมั่นคงของประเทศทั้งเศรษฐกิจและการเมือง และเห็นว่าจะต้องพิจารณาเรื่องนี้โดยด่วน โดยในการประชุมครั้งหน้าจะเชิญ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และผู้ใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงนายสุนันท์ ศรีจันทรา สื่อมวลชนอาวุโสที่เชี่ยวชาญในเรื่องหุ้นมาให้ข้อมูล
           
           นายคำนูณกล่าวอีกว่า จากการหารือเบื้องต้นของคณะกรรมาธิการฯ พบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมี 3 ขบวนการร่วมกัน คือ 1.เครือข่ายเครือญาติของอดีตผู้นำประเทศ 2.เครือข่ายเครือญาติของนักการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาล ที่เป็นนักลงทุนกลุ่มใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ และ 3.เครือข่ายกลุ่มเดือนตุลาสายบ่อนทำลายสถาบัน ซึ่งมีตัวการสำคัญบางคนร่วมอยู่ใน 2 ขบวนการแรก ซึ่ง “ยย. และวช.” ล้วนเกี่ยวพันกับ 3 ขบวนการนี้ และขณะนี้ทั้งคู่ยังอยู่ในเมืองไทย โดยขบวนการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ คือ บ่อนทำลายสถาบัน และหาทุนเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในช่วงปลายปี
           
           นายคำนูณกล่าวอีกว่า นอกจากนี้กรรมาธิการพบว่ามีขบวนการปล่อยข่าวตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.-1 ต.ค. โดยมีการปล่อยข่าวในเว็บไซต์ต่างๆ (เช่น เสรีชน ประชาไท และไทยอีนิวส์ )และขบวนการนี้ยังได้ฟอร์เวิดเมลล์ข้อความต่างๆ ไปยังกลุ่มบุคคลทั้งในเชียงใหม่และกรุงเทพ ซึ่งกรรมาธิการตั้งข้อสังเกตว่า ขบวนการดังกล่าวอาจต้องการให้ เกิดเรื่องนี้ขึ้นในวันที่ 14 ต.ค. โดยโยงไปให้คิดในเชิงสัญลักษณ์พ้องกับเหตุการณ์ 14 ตุลาในอดีต ซึ่งส่งผลเสียหายต่อประเทศไทย โดยผ่านเครือข่ายนักเล่นหุ้น เชื่อมต่อไปยังสำนักข่าวต่างประเทศจึงได้กำหนดดีเดย์ในวันที่ 14 ต.ค. ซึ่งเชื่อว่าหากมีการสืบสวนตามกฎหมายที่มีอยู่อย่างจริงจัง รัฐบาลจะหาผู้เกี่ยวข้องในขบวนการได้
           
           ด้าน พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตรองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานข่าวกรองแห่งชาติ และ กรรมาธิการฯ กล่าวว่า การสืบสวนหาผู้กระทำผิดหากพิจารณาจากข้อมูลตามที่ปรากฏทำได้ไม่ยาก แต่รัฐบาลต้องลงมาบูรณาการจัดการปัญหาด้วยตนเอง สำหรับกรรมาธิการมุ่งหวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอีก เพราะการนำสถาบันมาเป็นเครื่องหาประโยชน์ทางการเงินและการเมือง ไม่สมควรอย่างยิ่ง หากปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไปเชื่อว่าอีก 4-5 เดือนก็จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาอีก
           
           ด้าน ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต ส.ว.สรรหา รองประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ประชาชนเฝ้าติดตามพระอาการประชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามแถลงการณ์ของสำนักพระราชวัง เพราะถือว่าถูกต้องที่สุด ไม่ควรคิดเกินเลยกว่านั้น และไม่ควรเชื่อข่าวลือ