sombat's profileSpace ของ sombatPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    October 31

    ต้องถอดยศทักษิณให้เร็วที่สุดพร้อมเมียและ....

    สั่งเด้ง “จอม เพ็ชรประดับ” พ้น NBT เหตุไม่สนองการเมือง
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 31 ตุลาคม 2551 19:11 น.

    นายจอม เพ็ชรประดับ ผู้ดำเนินรายการ ถามจริง-ตอบตรง ในวันสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ

    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น


    ผู้จัดการออนไลน์ – เครือข่ายระบอบทักษิณใน NBT สั่งเลิกสัญญา “จอม เพ็ชรประดับ” และรายการถามจริง-ตอบตรง กะทันหัน เหตุไม่สนองการเมือง-เชิญแขกขัดใจ ก่อนหมดสัญญา เม.ย.2552
           
           มีรายงานข่าวว่า วานนี้ (30 ต.ค.) สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที กรมประชาสัมพันธ์ โดยบริษัทดิจิตอล มีเดีย โฮลดิ้ง จำกัด ผู้รับสัมปทานบริหารเวลาสถานีได้ยกเลิกการออกอากาศรายการ “ถามจริง ตอบตรง” ซึ่งมี นายจอม เพ็ชรประดับ เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยรายการดังกล่าวเป็นรายการสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ ที่กำลังตกอยู่ในความสนใจของสังคม หรือเชิญบุคคลมาให้ความเห็นต่อปัญหาต่างๆ โดยออกอากาศช่วงหลังข่าว ออกอากาศในช่วงเวลา 20.30 น. ทุกวันจันทร์-ศุกร์
           
           สำหรับเหตุผลในการยกเลิกสัญญาว่าจ้าง คือ ไม่สนองตอบนโยบายในการเชิญบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ฝ่ายการเมืองต้องการให้สัมภาษณ์ และกรณีล่าสุด คือ การเชิญ นายใจ อึ๊งภากรณ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาพูดคุยในรายการ และมีการใช้ถ้อยคำที่รุนแรง กระทบต่อสถาบันเบื้องสูง ผู้บริหารบริษัท ดิจิตอล มีเดีย โฮลดิ้ง จึงถือโอกาสยกเลิกสัญญาการจัดรายการนี้ ก่อนหมดสัญญาในเดือนเมษายน 2552 โดยให้จัดรายการครั้งสุดท้ายวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคมนี้ ซึ่งมี นายบวรศักดิ์ อุวรรโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นแขกรับเชิญ
           
           รายงานข่าวแจ้งว่า การเข้ามาจัดรายการทางเอ็นบีทีนั้น เกิดจากการชักชวนและทำข้อตกลงร่วมกับ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนั้นดูแลกรมประชาสัมพันธ์ โดย นายจอม ได้นำรูปแบบของรายการ “ตัวจริง-ชัดเจน” ที่เดิมออกอากาศทางเอ็นบีที มาปรับเปลี่ยนชื่อเป็นรายการข่าว “ถามจริง ตอบตรง” และเริ่มออกอากาศเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2551
           
           ทั้งนี้ ระหว่างการเจรจา นายจอม ได้ขอนโยบายอิสระ สำหรับการเชิญแขกรับเชิญมาร่วมรายการ โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันข้อครหา อย่างไรก็ตาม ภายหลัง นายจักรภพ ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากข้อหาการพูดหมิ่นสถาบันฯ ทางบริษัท ดิจิตอล มีเดีย โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งผู้บริหารเป็นกลุ่มคนสนิทและใกล้ชิดของ นายเนวิน ชิดชอบ จึงถือโอกาสบอกเลิกสัญญาจ้างทำงานและดำเนินรายการดังกล่าว
           
           นายจอม เป็นอดีตนักข่าวและผู้ดำเนินรายการของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ซึ่งในเวลาต่อมาถูกเปลี่ยนเป็นทีไอทีวี ก่อนที่ช่องดังกล่าวจะถูกรัฐยึดคืนเพื่อแปลงเป็นไทยพีบีเอสในปัจจุบัน ในช่วงปลายปี 2550 นายจอม ซึ่งตอนนั้นสังกัดอยู่กับช่องทีไอทีวีได้สร้างความฮือฮาด้วยการเดินทางไปสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรีที่เกาะฮ่องกง ทว่า เทปดังกล่าวถูก รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ สั่งระงับการเผยแพร่ ก่อนที่จะถูกนำมาออกอากาศทางช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ในคืนวันที่ 27 ก.พ.ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางกลับประเทศในวันที่ 28 ก.พ.ในยุคที่รัฐบาลพรรคพลังประชาชนเรืองอำนาจ

     

    “สนธิ” ปูดข่าวปลด “พัชรวาท” พ้น ผบ.ตร.ดัน “จงรัก” ขึ้นแทน
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 31 ตุลาคม 2551 22:28 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    สนธิ ลิ้มทองกุล

    “สนธิ” เผยคำทำนายการชุมนุมพันธมิตรนอกจากพลิกโฉมหน้าการเมืองในประเทศไทยแล้ว ยังส่งผลการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคด้วย ขณะเดียวกัน ปูดข่าวปลด “พัชรวาท” พ้น ผบ.ตร.แล้วดัน “จงรัก จุฑานนท์” ขึ้นแทน
           

            คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย 
           
           วันนี้ (31 ต.ค.) เวลา 21.00 น.นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้กล่าวบนเวทีที่ทำเนียบ กล่าวถึงข่าวต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้วนำมาเปรียบเทียบย้อนหลังทำให้เห็นอะไรได้หลายอย่าง โดยยกตัวอย่างข่าวที่บอกว่า มี นางเยาวภา ไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ฮ่องกง ในขณะที่สามีของตัวเองยังเป็นนายกรัฐมนตรีก็สะท้อนให้เห็นว่า ในวันนี้ เหมือนกับว่าการบริหารบ้านเมืองในวันนี้อยู่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ คนเดียว
           
           นายสนธิ ยังได้ยกตัวอย่างอีกข่าวหนึ่งว่า มีข่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก และเป็นพี่ชายของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางไปลอนดอนไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อขอร้องไม่ให้ปลดน้องชายเขาออกจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแล้ว ตั้ง พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขึ้นมาเป็นแทน ส่วนจะจริงหรือเปล่าไม่รู้ ถ้าไม่จริงก็ต้องขอโทษด้วย
           
           นายสนธิ กล่าวย้อนอดีตในสมัยรัฐบาลก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมาเป็นนายกฯ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล พล.อ.ชาติ ชาย ชุณหะวัณ นายบรรหาร ศิลปอาชา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายชวน หลีกภัย แม้จะมีการทุจริตบ้างแต่ก็ไม่ถือว่าเลวร้าย และที่สำคัญ พ่อหลวงกับแม่หลวงไม่มีใครกล้าแตะต้อง และไม่เคยเห็นคนทำร้ายราชบัลลังก์ จนกระทั่งมาถึงยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ
           
           อย่างไรก็ดี นายสนธิ กล่าวว่า ในยุคแรกช่วงปี 2544-2546 ยังไม่ค่อยมีอะไร จนกระทั่งในปี 2547 เกิดความรู้สึกลืมตัว รู้สึกว่าชาวบ้านให้การสนับสนุน ไปไหนก็มีธงทรงพระเจริญปะปนไปด้วย เพราะมีขบวนการที่ต้องการให้เป็นนายกฯนานๆ จึงได้มีการเข้าไปทำพิธีในวัดพระแก้ว และจากนั้นก็มีพิธีเสริมดวงชะตา มีขบวนการทำลายราชบัลลังก์ ดังนั้น เมื่อโยงอดีตจนปัจจุบันก็ทำให้บ้านเมืองมืดมน แต่ยังไม่มีใครเข้าใจจนกระทั่งเกิดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในปี 2549
           
           จากนั้น นายสนธิ ได้เล่าเรื่องน่าประหลาดใจที่จู่ๆ มีชาวสิงคโปร์จำนวน 3 คน มาพบ และได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้าตามศาสนาคริสต์ในนิกายที่พวกเขานับถือ โดยบอกเล่าถึงสิ่งที่เขามองเห็นถึงพระเจ้าอยู่หัวประดุจสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพิเศษที่สุดยิ่งกว่ากษัตริย์พระองค์ใดในโลก
           
           นายสนธิ ยังเล่าว่า การชุมนุมของพันธมิตรฯว่า นอกจากจะเกิดปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงในประเทศไทยเท่านั้นยังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคด้วย
           
           “แม้แต่คนต่างชาติยังเทิดทูนในหลวง มีแต่พวกสัตว์นรกเท่านั้น นักวิชาการบางคน ข้าราชการบางคน หรือทหารบางคนกลับไม่สนใจ แถมไอ้ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ มันยังมาบอกว่าตอนนี้รัฐบาลจัดการเด็ดขาดกับพวกหมิ่นสถาบันแล้วขอให้โห่มันหน่อย” นายสนธิ กล่าว และว่า ที่บอกว่าถ้าเรารักในหลวงแล้ว เราอยู่บ้านก็จะเกิดการตื่นตัวแบบนี้หรือ พร้อมทั้งย้ำว่าการเมืองใหม่นั้นสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องมีเสถียรภาพ
           
           นายสนธิ ย้ำว่า ในอนาคตอยากให้จบลงด้วยดี และตนเองอยากไปใช้ชีวิตอย่างสงบ อย่างไรก็ดี ชาวสิงคโปร์ที่บอกว่าเขามองเห็นอนาคตได้ บอกว่า ตนเองไม่มีได้ทำแบบนั้นได้ เพราะได้ให้สัจจะวาจาไว้แล้วว่าจะต้องทำหน้าที่รักษาชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ก็ต้องทำหน้าที่นี้ต่อไปจนตาย แต่ตนเองยังย้ำเจตนา คือ ต้องการสร้างปัญญา คือ สัมมาปัญญา

    สภาทนายฯประณาม"ทักษิณ"ลบหลู่ศาลไทย จี้ถอดยศ-ริบเครื่องราชฯ
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 31 ตุลาคม 2551 19:29 น.
           นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีทุจริตที่ดินรัชดา ว่า เป็นกระทำการลบลู่ระบอบศาลศาลยุติธรรมไทย และเป็นการกล่าวแก้ของนักการเมืองที่ไม่เคารพกฎหมาย โดยไม่มีน้ำหนักและเหตุผลสนับสนุนให้รับฟังได้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มีอำนาจสั่งการและควบคุมการดำเนินการของกรมประชาสัมพันธ์อนุญาตให้สถานีโทรทัศน์ของรัฐนำเสนอข่าวที่ไม่เกื้อกูลผู้กระทำผิดทั้งทางตรงและทางอ้อม
            นอกจากนี้ เรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการปลดและถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อคดีถึงที่สุดโดยทันที พร้อมให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้งหมดโดยเร็ว


    มาตรฐานปริญญาเอก+เด็กน้อยพม่า

     

     

    มาตรฐานปริญญาเอกในประเทศไทย

     

    โดย ศาสตราจารย์สุทัศน์ ยกส้าน

    30 ตุลาคม 2551 15:36 น.

    Oct31_08_มาตรฐานปริญญาเอกในประเทศไทย_เด็กพม่า.doc

     

           ตามคำจำกัดความในพจนานุกรม คนที่มีคำนำหน้านามว่า ด็อกเตอร์ คือ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิต (Doctor of Philosophy) ซึ่งสังคมยอมรับว่าเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญ และความสามารถที่จะถ่ายทอดความรู้ในสาขาที่ถนัดได้ดี อีกทั้งสามารถวิจัยและค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ ได้ด้วยตนเอง และหากมองย้อนกลับไปในอดีต คำว่า doctor ในภาษาละตินยังหมายถึง คนที่ต้องทำหน้าที่สอนด้วย
           
            สำหรับขั้นตอนการได้มาซึ่งปริญญาเอก (Ph.D.) นั้น สังคมปัจจุบันได้กำหนดว่าบุคคลผู้นั้นต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีก่อน แล้วใช้เวลาค้นคว้าวิจัยต่ออีกประมาณ 4-6 ปี แต่ในกรณีคนที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ก็ควรใช้เวลาศึกษาและวิจัยเพิ่มอีก 3-5 ปี เพื่อจะได้เขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับความรู้ใหม่ที่ยังไม่มีใครพบ หรือรู้มาก่อน และเพื่อให้การอ้างนี้สมเหตุและผล มีน้ำหนักและเป็นที่ยอมรับ บุคคลผู้นั้นต้องผ่านการสอบปากเปล่า โดยคณะกรรมการควบคุมและสอบวิทยานิพนธ์ ซึ่งตามปกติจะประกอบด้วยอาจารย์ที่ปรึกษา และอาจารย์ท่านอื่นๆ อีก 2-4 ท่านโดยคณะกรรมการชุดนี้จะตรวจสอบความรู้ของบุคคลนั้น ในประเด็นที่เขาได้ค้นคว้าและวิจัยมา รวมถึงวิชาความรู้ที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อน บุคคลนั้นต้องผ่านการสอบวิชาปรัชญาด้วย และนั่นคือที่มาของคำว่า Doctor of Philosophy
           
            เพราะสังคมยุโรปในสมัยก่อนถือว่า มหาวิทยาลัยคือแหล่งผลิตสติปัญญาให้สังคม จึงได้กำหนดให้อาจารย์มหาวิทยาลัยเผยแพร่ความรู้สู่สังคมเป็นการตอบแทนที่ให้เงินเดือน ด้วยเหตุนี้มหาวิทยาลัยจึงจัดการสอบปากเปล่าอย่างเปิดเผย โดยให้สาธารณชนมีสิทธิเข้าร่วมฟังด้วย เป็นการแสดงให้เห็นความโปร่งใสในการทำงานของมหาวิทยาลัย และเป็นการให้เกียรติแก่สังคมโดยประชาคมมหาวิทยาลัยด้วย ดังนั้นในห้องสอบปากเปล่า จึงอาจมีบุคคลภายนอกหรือประชาชนเข้าร่วมฟังการสอบด้วยก็ได้ และเกณฑ์หยาบๆ ที่อาจใช้ตัดสินว่านิสิตผ่านการสอบปากเปล่าหรือไม่นั้น ก็คือนิสิตได้พิสูจน์ให้กรรมการสอบปากเปล่าเห็นว่า ตนมีความสามารถพอๆ หรือดีกว่าอาจารย์ที่สอบตน
           
            ถ้าบุคคลผู้นั้นสอบไม่ผ่าน เขาก็จะต้องแก้ไข ปรับปรุงหรือรื้อวิทยานิพนธ์เพื่อทำใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร ในอดีตเมื่อ 250 ปีก่อน การสอบปากเปล่าเป็นเรื่องที่ทารุณมาก จนบุคคลผู้เข้าสอบต้องสาบานตนว่า ถ้าสอบไม่ผ่านหรือสอบได้ไม่ดี เพราะถูกถามด้วยคำถามยากๆ ที่ตนตอบไม่ได้ ก็จะไม่แก้แค้นกรรมการสอบไม่ว่าจะโดยวิธีใด การสอบปากเปล่าที่มหาวิทยาลัย TÜbingen ในเยอรมนีนี้ซึ่งมีกรรมการสอบ 3 ท่านนั่งที่โต๊ะ บุคคลที่เข้าสอบต้องยืนสอบ กรรมการท่านหนึ่งมีหน้าที่จดบันทึกคำตอบของผู้ที่เข้าสอบตลอดการสอบ
           
            แต่ถ้าบุคคลผู้นั้นสอบผ่าน เขาก็จะได้ปริญญา Ph.D. และมีคำนำหน้าชื่อว่า Doctor ทันที และนี่ก็คือประเพณีที่มหาวิทยาลัยไทยส่วนใหญ่ได้ดำเนินการมานานหลายปี
           
           ณ วันนี้ ความต้องการของสังคมไทย ในการเรียนระดับดุษฎีบัณฑิตกำลังเพิ่มขึ้นตลอดเวลา เพราะประเทศกำลังเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และสังคมมีค่านิยมในการนับถือผู้มีความรู้สูง สังคมจึงต้องการให้มหาวิทยาลัยตอบสนองความต้องการในประเด็นนี้ โดยการผลิตนิสิตที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกมากขึ้น และสถิติของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ก็ได้แสดงให้เห็นว่า ขณะนี้มหาวิทยาลัยไทยมีหลักสูตรปริญญาเอกที่เปิดดำเนินการประมาณ 320 หลักสูตร ซึ่งมี 2 รูปแบบ คือ แบบที่เน้นการวิจัยและไม่มีการเรียนรายวิชา กับแบบที่ไม่เน้นการวิจัยนักแต่นิสิตต้องเรียนรายวิชาด้วย ทำให้ในปีหนึ่งๆ มีนิสิตที่สำเร็จการศึกษาระดับ Ph.D. ประมาณ 1,450 คน สถิติยังระบุอีกว่า ปริมาณการผลิตบุคลากรระดับ Ph.D. มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี
           
            การศึกษาโครงการปริญญาเอกต่างๆ ในประเทศเราได้ทำให้คณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยของ สกอ. สังเกตเห็นว่า โครงการปริญญาเอกหลายโครงการในบางมหาวิทยาลัย มีการดำเนินการที่เป็นวิทยธุรกิจ เช่น คิดค่าหน่วยกิตสูงมาก (ระดับแสนบาทต่อหนึ่งภาคการศึกษา) จนทำให้ผู้เรียนที่ไม่พร้อมด้านการเงิน ต้องกู้หนี้ยืมสินมาสำรองจ่าย ด้วยความคาดหวังว่าอีกไม่นาน ถ้าจ่ายครบก็จบแน่ หรือในทำนองเดียวกัน บางมหาวิทยาลัยก็ยึดหลักการว่า เงินมาปริญญาไป จึงไม่ได้กำกับและควบคุมมาตรฐานของการสำเร็จการเรียนระดับปริญญาเอกอย่างที่ควร กิจกรรมและการกระทำเช่นนี้ เป็นการทำลายเกียรติภูมิและอุดมการณ์ของการศึกษาไทยระดับร้ายแรง
           
            ด้วยเหตุนี้ คณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยของ สกอ. จึงใคร่ชี้ให้สังคมเห็นความสำคัญและความจำเป็นของการสร้างคุณภาพและมาตรฐานของนิสิตปริญญาเอกที่สำเร็จการศึกษาในประเทศ
           
            อันคำว่าคุณภาพและมาตรฐานนี้ โดยทั่วไปเป็นคำที่ปัจเจกบุคคลเห็นไม่ตรงกัน แต่สำหรับวงการวิชาการแล้ว ดัชนีวัดคุณภาพของปริญญาเอก คือ งานวิจัยที่ปราชญ์ หรือผู้รู้ดีในเรื่องนั้นยอมรับว่าอยู่ในระดับที่ดีมาก ซึ่งคนที่ทำหน้าที่ประเมินนี้ มักเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากนอกสถาบัน หรือเป็นบุคคลที่กองบรรณาธิการวารสารวิจัย ได้แต่งตั้งให้ประเมินและตรวจสอบงานวิจัยนั้นว่าถูกต้อง สำคัญ ผิดพลาด หรือบกพร่องอย่างไร เพราะผู้ทรงคุณวุฒิ ตามปกติจะไม่รู้ชื่อคนที่เสนองานวิจัย เขาจึงสามารถประเมินผลงานได้อย่างไม่ต้องเกรงใจ และตรงไปตรงมาดีกว่าคนที่เป็นกรรมการสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์เสียอีก ทั้งนี้เพราะกรรมการสอบปากเปล่าบางคนอาจไม่คุ้นเคยกับงานวิจัยที่นิสิตนำมาเสนอก็ได้
           
            ดังนั้นถ้าวารสารวิจัยเป็นวารสารชั้นนำของโลก การประเมินความถูกต้อง และความสำคัญของงานวิจัยก็จะเป็นไปอย่างจริงจังมาก และนั่นก็หมายความว่า งานวิจัยที่ผ่านการประเมินและได้มีการลงพิมพ์ สามารถนำมาใช้เป็นดัชนีบอกคุณภาพและมาตรฐานของปริญญาเอกของบุคคลผู้นั้นได้
           
            เมื่อเหตุและผลเป็นเช่นนี้ เราจึงเห็นได้ว่า ในการที่จะบรรลุถึงซึ่งมาตรฐานของปริญญาเอกที่มีคุณภาพ ปัจจัยที่สำคัญคืออาจารย์ที่คุมวิทยานิพนธ์ต้องมีความสามารถสูงในการวิจัยและมีเวลาที่จะทุ่มเท ฝึกฝนนิสิตที่อยู่ภายใต้การดูแล นิสิตเองก็ต้องเป็นคนที่มีคุณภาพและมีความมุ่งมั่น ส่วนมหาวิทยาลัยก็ต้องมีระบบวัดผล ดูแล ติดตามความก้าวหน้าในการเรียนของนิสิต รวมถึงดูแลการควบคุมวิทยานิพนธ์ของอาจารย์อย่างมีประสิทธิภาพด้วย เพื่อให้งานวิจัยของนิสิตสามารถลงพิมพ์ในวารสารที่เป็นที่ยอมรับ (สำหรับรายชื่อวารสารที่เป็นที่ยอมรับนี้มีในประกาศของ สกอ.)
           
            ส่วนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอาจารย์ผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์ เพราะเหตุว่าภาควิชาบางภาคอาจมีอาจารย์ที่สนใจ หรือรู้เรื่องเดียวกันจำนวนไม่มาก และถึงจะมีอาจารย์หลายคนที่รู้เรื่องนั้น แต่ถ้าเป็นกรณีที่เคยรู้ เพราะอาจารย์ได้ว่างเว้นการทำวิจัยอย่างจริงจังและต่อเนื่องมานานแล้ว ภาควิชาก็ควรเชิญอาจารย์จากมหาวิทยาลัยอื่น ที่มีความรู้ลึกซึ้งและเป็นนักวิจัยที่สามารถแข็งขันไม่น้อยกว่าอาจารย์ที่ปรึกษา มาร่วมเป็นกรรมการคุมวิทยานิพนธ์ด้วย และต้องดำเนินการในประเด็นนี้ เพื่อให้นิสิตปริญญาเอกที่สถาบันผลิต มีคุณภาพและได้มาตรฐาน
           
            การผลิต Ph.D. เป็นโครงการที่ต้องใช้งบประมาณมาก เพราะมหาวิทยาลัยต้องจ้างอาจารย์ระดับศาสตราจารย์ และรองศาสตราจารย์หลายคน อีกทั้งต้องมีอุปกรณ์วิจัย โดยเฉพาะสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มีการวิจัยด้วยอุปกรณ์ Hardware ซึ่งต้องใช้เงินมหาศาลซื้อ เพื่อจะผลิตนักวิจัยมาแก้ปัญหาของสังคม และสร้างสรรค์ปัญญาให้แก่โลก
           
            แต่ถ้าการผลิต Ph.D. นั้น สร้างบุคคลที่ไม่สามารถสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ๆ ได้ หรือแก้ปัญหาของประเทศไม่ได้ Ph.D. คนนั้นก็จะไม่มีคุณภาพ และเขาเหล่านั้นก็จะสร้างวงจรอุบาทว์ที่จะทำให้ประเทศเรามีปัญหาด้านการศึกษาไม่รู้จบ

     

    http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000129102

     

    โลกใบเล็กของเด็กพม่า

     

     

    โดย ผู้จัดการออนไลน์

    31 ตุลาคม 2551 07:43 น.

     

     

           ในปัจจุบันแรงงานต่างด้าวชาวพม่านั้น สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นที่ ตาก ระนอง สมุทรสาคร กรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดของกฎหมาย รวมทั้งการเป็นแรงงานด้อยฝีมือ ทำให้ชาวพม่าเหล่านี้ต้องทำงานหนักและมีรายได้ในการยังชีพไม่มากนัก

    รอยยิ้มที่สดใสของเด็กๆ พม่าในห้องเรียน

     

           ด้วยเหตุและปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้เกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง โดยเฉพาะคุณภาพชีวิตที่ไม่สู้จะดีนัก หลายครัวเรือนอยู่อย่างหาเช้ากินค่ำ หารายได้พอประทังชีวิตไปวันๆ ทำให้เงินที่ได้มาส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของคนครอบครัวโดยเฉพาะเด็กๆ
           
           เด็กๆ ชาวพม่าหลายคนขาดโอกาสทางการศึกษาและสังคมอย่างมากมาย แม้ว่าส่วนใหญ่แล้ว เด็กเหล่านี้จะเกิดในประเทศไทย แต่พวกเขาก็ไม่ได้สัญชาติไทยหรือสิทธิต่าง ๆ เฉกเช่นเด็กไทยแม้แต่น้อย เด็กๆ เหล่านี้จะได้เพียงสมุดบันทึกตั้งแต่เกิด (เหมือนสูติบัตร) เพื่อเป็นหลักฐานให้รู้ว่า เด็กเหล่านี้เกิดในเมืองไทยเท่านั้น
            
           ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตบ้านมารีอา หรือ ศูนย์การเรียนรู้บ้านมารีอา หรือที่คนส่วนใหญ่มักเรียกขานกันว่า โรงเรียนพม่า และศูนย์ต่าง ๆใน จ.ระนอง ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษา และโอกาสที่เด็กพึงได้รับ จึงก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้นี้ขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเหล่านี้ได้รับการศึกษา และมีโอกาสได้อยู่ในฐานะ นักเรียนแม้ว่าเด็กๆ พวกนี้จะมีสถานภาพที่ผิดกฎหมายก็ตาม

    ครูพม่ากับเด็กพม่า

     

           คุณพ่อศุภวุฒิ โสภาคะยัง บาทหลวงใจดีในฐานะผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้บ้านมารีอาให้ข้อมูลว่า พ่อแม่และผู้ปกครองส่วนใหญ่ต้องทำงานหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว ทำให้เด็กๆ พม่าไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ไม่ได้รับการศึกษา และไม่มีการฝึกทักษะหรือพัฒนาการต่างๆ ตามวัยอันเหมาะสม จึงก่อให้เกิดปัญหาตามมาอย่างมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของศีลธรรม
           
           คุณพ่อมีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือพวกเขา เพราะในอนาคตเด็กเหล่านี้จะต้องประกอบอาชีพเองได้ ไม่เป็นภาระกับสังคม
           
           
    ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นเมื่อสหพันธ์นักบวชชาย-หญิง จากกรุงเทพฯ มูลนิธิคาทอลิก จ.สุราษฎร์ และ คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อผู้อพยพย้ายถิ่นฐาน (National Catholic Commission on Migration: NCCM) ได้มอบทุนจำนวนหนึ่งให้เพื่อเปิดศูนย์การเรียนรู้พร้อมอุปกรณ์การเรียนต่างๆ ทำให้เด็กๆ ได้รับโอกาสทางการศึกษามากขึ้น ทั้งนี้ยังเป็นการแบ่งเบาภาระหน้าที่ของพ่อและแม่อีกด้วย
           
           ภายในโรงเรียนแห่งนี้ ดูภายนอกแล้วก็เป็นเหมือนทาวน์เฮาส์ทั่วไป ไม่ได้แตกต่างจากที่อื่น แต่ทว่าสถานที่แห่งนี้เองได้เป็นที่บ่มเพาะเด็กๆ ให้ได้รับการศึกษา หยิบยื่นโอกาส เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในสังคม ห้องเรียนของเด็กๆ ไม่ได้แบ่งออกเป็นห้องๆ เหมือนที่อื่นๆ มีเพียงโต๊ะและเก้าอี้วางไว้เป็นกลุ่มๆ เพื่อแบ่งเด็กๆ ตามช่วงชั้นเรียนเท่านั้น เพราะพื้นที่ค่อนข้างจำกัด

    ศูนย์การเรียนรู้บ้านมารีอา

     

           บาทหลวงศุภวุฒิ กล่าวต่อว่า ถึงแม้ที่นี่เป็นเพียงแค่ศูนย์เรียนรู้ ไม่ใช่โรงเรียนเหมือนที่อื่น แต่เด็กทุกคนก็ได้รับความเท่าเทียมกัน ชีวิตประจำวันเริ่มต้นด้วยการเข้าแถวเคารพธงชาติ ร้องเพลงชาติไทยและเพลงสรรเสริญพระบารมี หลังจากนั้น ก็แยกย้ายตามชั้นเรียน ซึ่งหลักสูตรต่าง ๆ ก็เหมือนกับเด็กไทยทุกอย่าง อาจจะต่างกันตรงที่ครูผู้สอนเป็นครูพม่าเท่านั้น
           
           เมื่อถามถึงค่าใช้จ่าย ก็ได้คำตอบว่า คุณพ่อไม่ได้บังคับว่า ผู้ปกครองต้องจ่ายเท่านั้นเท่านี้ ไม่ได้มีค่าอุปกรณ์อะไรมากนักเมื่อเทียบกับโรงเรียนไทยเพราะหนังสือและเอกสารการเรียน รวมไปถึงข้อสอบแต่ละวิชานั้น คุณพ่อได้แต่ถ่ายเอกสารแจกเด็กๆ ด้วยความที่เราไม่มีเงินพอที่จะซื้อหนังสือให้นักเรียน ดังนั้นผู้ปกครองส่วนใหญ่อาจจะช่วยเหลือเงินในจำนวนที่ไม่เท่ากัน คุณพ่อ ศุภวุฒิอธิบาย
           
           แม้ว่างบประมาณและสถานที่ที่ค่อนข้างจำกัดนี้ ทำให้สิ่งอำนวยความสะดวก หรือสิ่งที่ควรจะมีใน โรงเรียนไม่สามารถตอบสนองเด็กๆ ได้ในทุกๆ เรื่อง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการศึกษาของพวกเขาแม้แต่น้อย

    ชุดนักเรียนที่ไม่ซ้ำแบบใคร

    Octo31_08_มาตรฐานปริญญาเอก+เด็กน้อยพม่า

     

    มาตรฐานปริญญาเอกในประเทศไทย + โลกใบน้อยของเด็กพม่า

    มาตรฐานปริญญาเอกในประเทศไทย
    โดย ศาสตราจารย์สุทัศน์ ยกส้าน 30 ตุลาคม 2551 15:36 น.
           ตามคำจำกัดความในพจนานุกรม คนที่มีคำนำหน้านามว่า ด็อกเตอร์ คือ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิต (Doctor of Philosophy) ซึ่งสังคมยอมรับว่าเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญ และความสามารถที่จะถ่ายทอดความรู้ในสาขาที่ถนัดได้ดี อีกทั้งสามารถวิจัยและค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ ได้ด้วยตนเอง และหากมองย้อนกลับไปในอดีต คำว่า doctor ในภาษาละตินยังหมายถึง คนที่ต้องทำหน้าที่สอนด้วย
           
            สำหรับขั้นตอนการได้มาซึ่งปริญญาเอก (Ph.D.) นั้น สังคมปัจจุบันได้กำหนดว่าบุคคลผู้นั้นต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีก่อน แล้วใช้เวลาค้นคว้าวิจัยต่ออีกประมาณ 4-6 ปี แต่ในกรณีคนที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ก็ควรใช้เวลาศึกษาและวิจัยเพิ่มอีก 3-5 ปี เพื่อจะได้เขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับความรู้ใหม่ที่ยังไม่มีใครพบ หรือรู้มาก่อน และเพื่อให้การอ้างนี้สมเหตุและผล มีน้ำหนักและเป็นที่ยอมรับ บุคคลผู้นั้นต้องผ่านการสอบปากเปล่า โดยคณะกรรมการควบคุมและสอบวิทยานิพนธ์ ซึ่งตามปกติจะประกอบด้วยอาจารย์ที่ปรึกษา และอาจารย์ท่านอื่นๆ อีก 2-4 ท่านโดยคณะกรรมการชุดนี้จะตรวจสอบความรู้ของบุคคลนั้น ในประเด็นที่เขาได้ค้นคว้าและวิจัยมา รวมถึงวิชาความรู้ที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อน บุคคลนั้นต้องผ่านการสอบวิชาปรัชญาด้วย และนั่นคือที่มาของคำว่า Doctor of Philosophy
           
            เพราะสังคมยุโรปในสมัยก่อนถือว่า มหาวิทยาลัยคือแหล่งผลิตสติปัญญาให้สังคม จึงได้กำหนดให้อาจารย์มหาวิทยาลัยเผยแพร่ความรู้สู่สังคมเป็นการตอบแทนที่ให้เงินเดือน ด้วยเหตุนี้มหาวิทยาลัยจึงจัดการสอบปากเปล่าอย่างเปิดเผย โดยให้สาธารณชนมีสิทธิเข้าร่วมฟังด้วย เป็นการแสดงให้เห็นความโปร่งใสในการทำงานของมหาวิทยาลัย และเป็นการให้เกียรติแก่สังคมโดยประชาคมมหาวิทยาลัยด้วย ดังนั้นในห้องสอบปากเปล่า จึงอาจมีบุคคลภายนอกหรือประชาชนเข้าร่วมฟังการสอบด้วยก็ได้ และเกณฑ์หยาบๆ ที่อาจใช้ตัดสินว่านิสิตผ่านการสอบปากเปล่าหรือไม่นั้น ก็คือนิสิตได้พิสูจน์ให้กรรมการสอบปากเปล่าเห็นว่า ตนมีความสามารถพอๆ หรือดีกว่าอาจารย์ที่สอบตน
           
            ถ้าบุคคลผู้นั้นสอบไม่ผ่าน เขาก็จะต้องแก้ไข ปรับปรุงหรือรื้อวิทยานิพนธ์เพื่อทำใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร ในอดีตเมื่อ 250 ปีก่อน การสอบปากเปล่าเป็นเรื่องที่ทารุณมาก จนบุคคลผู้เข้าสอบต้องสาบานตนว่า ถ้าสอบไม่ผ่านหรือสอบได้ไม่ดี เพราะถูกถามด้วยคำถามยากๆ ที่ตนตอบไม่ได้ ก็จะไม่แก้แค้นกรรมการสอบไม่ว่าจะโดยวิธีใด การสอบปากเปล่าที่มหาวิทยาลัย TÜbingen ในเยอรมนีนี้ซึ่งมีกรรมการสอบ 3 ท่านนั่งที่โต๊ะ บุคคลที่เข้าสอบต้องยืนสอบ กรรมการท่านหนึ่งมีหน้าที่จดบันทึกคำตอบของผู้ที่เข้าสอบตลอดการสอบ
           
            แต่ถ้าบุคคลผู้นั้นสอบผ่าน เขาก็จะได้ปริญญา Ph.D. และมีคำนำหน้าชื่อว่า Doctor ทันที และนี่ก็คือประเพณีที่มหาวิทยาลัยไทยส่วนใหญ่ได้ดำเนินการมานานหลายปี
           
           ณ วันนี้ ความต้องการของสังคมไทย ในการเรียนระดับดุษฎีบัณฑิตกำลังเพิ่มขึ้นตลอดเวลา เพราะประเทศกำลังเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และสังคมมีค่านิยมในการนับถือผู้มีความรู้สูง สังคมจึงต้องการให้มหาวิทยาลัยตอบสนองความต้องการในประเด็นนี้ โดยการผลิตนิสิตที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกมากขึ้น และสถิติของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ก็ได้แสดงให้เห็นว่า ขณะนี้มหาวิทยาลัยไทยมีหลักสูตรปริญญาเอกที่เปิดดำเนินการประมาณ 320 หลักสูตร ซึ่งมี 2 รูปแบบ คือ แบบที่เน้นการวิจัยและไม่มีการเรียนรายวิชา กับแบบที่ไม่เน้นการวิจัยนักแต่นิสิตต้องเรียนรายวิชาด้วย ทำให้ในปีหนึ่งๆ มีนิสิตที่สำเร็จการศึกษาระดับ Ph.D. ประมาณ 1,450 คน สถิติยังระบุอีกว่า ปริมาณการผลิตบุคลากรระดับ Ph.D. มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี
           
            การศึกษาโครงการปริญญาเอกต่างๆ ในประเทศเราได้ทำให้คณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยของ สกอ. สังเกตเห็นว่า โครงการปริญญาเอกหลายโครงการในบางมหาวิทยาลัย มีการดำเนินการที่เป็นวิทยธุรกิจ เช่น คิดค่าหน่วยกิตสูงมาก (ระดับแสนบาทต่อหนึ่งภาคการศึกษา) จนทำให้ผู้เรียนที่ไม่พร้อมด้านการเงิน ต้องกู้หนี้ยืมสินมาสำรองจ่าย ด้วยความคาดหวังว่าอีกไม่นาน ถ้าจ่ายครบก็จบแน่ หรือในทำนองเดียวกัน บางมหาวิทยาลัยก็ยึดหลักการว่า เงินมาปริญญาไป จึงไม่ได้กำกับและควบคุมมาตรฐานของการสำเร็จการเรียนระดับปริญญาเอกอย่างที่ควร กิจกรรมและการกระทำเช่นนี้ เป็นการทำลายเกียรติภูมิและอุดมการณ์ของการศึกษาไทยระดับร้ายแรง
           
            ด้วยเหตุนี้ คณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยของ สกอ. จึงใคร่ชี้ให้สังคมเห็นความสำคัญและความจำเป็นของการสร้างคุณภาพและมาตรฐานของนิสิตปริญญาเอกที่สำเร็จการศึกษาในประเทศ
           
            อันคำว่าคุณภาพและมาตรฐานนี้ โดยทั่วไปเป็นคำที่ปัจเจกบุคคลเห็นไม่ตรงกัน แต่สำหรับวงการวิชาการแล้ว ดัชนีวัดคุณภาพของปริญญาเอก คือ งานวิจัยที่ปราชญ์ หรือผู้รู้ดีในเรื่องนั้นยอมรับว่าอยู่ในระดับที่ดีมาก ซึ่งคนที่ทำหน้าที่ประเมินนี้ มักเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากนอกสถาบัน หรือเป็นบุคคลที่กองบรรณาธิการวารสารวิจัย ได้แต่งตั้งให้ประเมินและตรวจสอบงานวิจัยนั้นว่าถูกต้อง สำคัญ ผิดพลาด หรือบกพร่องอย่างไร เพราะผู้ทรงคุณวุฒิ ตามปกติจะไม่รู้ชื่อคนที่เสนองานวิจัย เขาจึงสามารถประเมินผลงานได้อย่างไม่ต้องเกรงใจ และตรงไปตรงมาดีกว่าคนที่เป็นกรรมการสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์เสียอีก ทั้งนี้เพราะกรรมการสอบปากเปล่าบางคนอาจไม่คุ้นเคยกับงานวิจัยที่นิสิตนำมาเสนอก็ได้
           
            ดังนั้นถ้าวารสารวิจัยเป็นวารสารชั้นนำของโลก การประเมินความถูกต้อง และความสำคัญของงานวิจัยก็จะเป็นไปอย่างจริงจังมาก และนั่นก็หมายความว่า งานวิจัยที่ผ่านการประเมินและได้มีการลงพิมพ์ สามารถนำมาใช้เป็นดัชนีบอกคุณภาพและมาตรฐานของปริญญาเอกของบุคคลผู้นั้นได้
           
            เมื่อเหตุและผลเป็นเช่นนี้ เราจึงเห็นได้ว่า ในการที่จะบรรลุถึงซึ่งมาตรฐานของปริญญาเอกที่มีคุณภาพ ปัจจัยที่สำคัญคืออาจารย์ที่คุมวิทยานิพนธ์ต้องมีความสามารถสูงในการวิจัยและมีเวลาที่จะทุ่มเท ฝึกฝนนิสิตที่อยู่ภายใต้การดูแล นิสิตเองก็ต้องเป็นคนที่มีคุณภาพและมีความมุ่งมั่น ส่วนมหาวิทยาลัยก็ต้องมีระบบวัดผล ดูแล ติดตามความก้าวหน้าในการเรียนของนิสิต รวมถึงดูแลการควบคุมวิทยานิพนธ์ของอาจารย์อย่างมีประสิทธิภาพด้วย เพื่อให้งานวิจัยของนิสิตสามารถลงพิมพ์ในวารสารที่เป็นที่ยอมรับ (สำหรับรายชื่อวารสารที่เป็นที่ยอมรับนี้มีในประกาศของ สกอ.)
           
            ส่วนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอาจารย์ผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์ เพราะเหตุว่าภาควิชาบางภาคอาจมีอาจารย์ที่สนใจ หรือรู้เรื่องเดียวกันจำนวนไม่มาก และถึงจะมีอาจารย์หลายคนที่รู้เรื่องนั้น แต่ถ้าเป็นกรณีที่เคยรู้ เพราะอาจารย์ได้ว่างเว้นการทำวิจัยอย่างจริงจังและต่อเนื่องมานานแล้ว ภาควิชาก็ควรเชิญอาจารย์จากมหาวิทยาลัยอื่น ที่มีความรู้ลึกซึ้งและเป็นนักวิจัยที่สามารถแข็งขันไม่น้อยกว่าอาจารย์ที่ปรึกษา มาร่วมเป็นกรรมการคุมวิทยานิพนธ์ด้วย และต้องดำเนินการในประเด็นนี้ เพื่อให้นิสิตปริญญาเอกที่สถาบันผลิต มีคุณภาพและได้มาตรฐาน
           
            การผลิต Ph.D. เป็นโครงการที่ต้องใช้งบประมาณมาก เพราะมหาวิทยาลัยต้องจ้างอาจารย์ระดับศาสตราจารย์ และรองศาสตราจารย์หลายคน อีกทั้งต้องมีอุปกรณ์วิจัย โดยเฉพาะสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มีการวิจัยด้วยอุปกรณ์ Hardware ซึ่งต้องใช้เงินมหาศาลซื้อ เพื่อจะผลิตนักวิจัยมาแก้ปัญหาของสังคม และสร้างสรรค์ปัญญาให้แก่โลก
           
            แต่ถ้าการผลิต Ph.D. นั้น สร้างบุคคลที่ไม่สามารถสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ๆ ได้ หรือแก้ปัญหาของประเทศไม่ได้ Ph.D. คนนั้นก็จะไม่มีคุณภาพ และเขาเหล่านั้นก็จะสร้างวงจรอุบาทว์ที่จะทำให้ประเทศเรามีปัญหาด้านการศึกษาไม่รู้จบ

    โลกใบเล็กของเด็กพม่า
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 31 ตุลาคม 2551 07:43 น.
           ในปัจจุบันแรงงานต่างด้าวชาวพม่านั้น สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นที่ ตาก ระนอง สมุทรสาคร กรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดของกฎหมาย รวมทั้งการเป็นแรงงานด้อยฝีมือ ทำให้ชาวพม่าเหล่านี้ต้องทำงานหนักและมีรายได้ในการยังชีพไม่มากนัก

    รอยยิ้มที่สดใสของเด็กๆ พม่าในห้องเรียน
           ด้วยเหตุและปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้เกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง โดยเฉพาะคุณภาพชีวิตที่ไม่สู้จะดีนัก หลายครัวเรือนอยู่อย่างหาเช้ากินค่ำ หารายได้พอประทังชีวิตไปวันๆ ทำให้เงินที่ได้มาส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของคนครอบครัวโดยเฉพาะเด็กๆ
           
           เด็กๆ ชาวพม่าหลายคนขาดโอกาสทางการศึกษาและสังคมอย่างมากมาย แม้ว่าส่วนใหญ่แล้ว เด็กเหล่านี้จะเกิดในประเทศไทย แต่พวกเขาก็ไม่ได้สัญชาติไทยหรือสิทธิต่าง ๆ เฉกเช่นเด็กไทยแม้แต่น้อย เด็กๆ เหล่านี้จะได้เพียงสมุดบันทึกตั้งแต่เกิด (เหมือนสูติบัตร) เพื่อเป็นหลักฐานให้รู้ว่า เด็กเหล่านี้เกิดในเมืองไทยเท่านั้น
            
           ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตบ้านมารีอา หรือ ศูนย์การเรียนรู้บ้านมารีอา หรือที่คนส่วนใหญ่มักเรียกขานกันว่า “โรงเรียนพม่า” และศูนย์ต่าง ๆใน จ.ระนอง ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษา และโอกาสที่เด็กพึงได้รับ จึงก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้นี้ขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเหล่านี้ได้รับการศึกษา และมีโอกาสได้อยู่ในฐานะ “นักเรียน” แม้ว่าเด็กๆ พวกนี้จะมีสถานภาพที่ผิดกฎหมายก็ตาม

    ครูพม่ากับเด็กพม่า
           “คุณพ่อศุภวุฒิ โสภาคะยัง” บาทหลวงใจดีในฐานะผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้บ้านมารีอาให้ข้อมูลว่า พ่อแม่และผู้ปกครองส่วนใหญ่ต้องทำงานหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว ทำให้เด็กๆ พม่าไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ไม่ได้รับการศึกษา และไม่มีการฝึกทักษะหรือพัฒนาการต่างๆ ตามวัยอันเหมาะสม จึงก่อให้เกิดปัญหาตามมาอย่างมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของศีลธรรม
           
           “คุณพ่อมีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือพวกเขา เพราะในอนาคตเด็กเหล่านี้จะต้องประกอบอาชีพเองได้ ไม่เป็นภาระกับสังคม”
           
           
    ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นเมื่อสหพันธ์นักบวชชาย-หญิง จากกรุงเทพฯ มูลนิธิคาทอลิก จ.สุราษฎร์ และ คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อผู้อพยพย้ายถิ่นฐาน (National Catholic Commission on Migration: NCCM) ได้มอบทุนจำนวนหนึ่งให้เพื่อเปิดศูนย์การเรียนรู้พร้อมอุปกรณ์การเรียนต่างๆ ทำให้เด็กๆ ได้รับโอกาสทางการศึกษามากขึ้น ทั้งนี้ยังเป็นการแบ่งเบาภาระหน้าที่ของพ่อและแม่อีกด้วย
           
           ภายในโรงเรียนแห่งนี้ ดูภายนอกแล้วก็เป็นเหมือนทาวน์เฮาส์ทั่วไป ไม่ได้แตกต่างจากที่อื่น แต่ทว่าสถานที่แห่งนี้เองได้เป็นที่บ่มเพาะเด็กๆ ให้ได้รับการศึกษา หยิบยื่นโอกาส เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในสังคม ห้องเรียนของเด็กๆ ไม่ได้แบ่งออกเป็นห้องๆ เหมือนที่อื่นๆ มีเพียงโต๊ะและเก้าอี้วางไว้เป็นกลุ่มๆ เพื่อแบ่งเด็กๆ ตามช่วงชั้นเรียนเท่านั้น เพราะพื้นที่ค่อนข้างจำกัด

    ศูนย์การเรียนรู้บ้านมารีอา
           บาทหลวงศุภวุฒิ กล่าวต่อว่า ถึงแม้ที่นี่เป็นเพียงแค่ศูนย์เรียนรู้ ไม่ใช่โรงเรียนเหมือนที่อื่น แต่เด็กทุกคนก็ได้รับความเท่าเทียมกัน ชีวิตประจำวันเริ่มต้นด้วยการเข้าแถวเคารพธงชาติ ร้องเพลงชาติไทยและเพลงสรรเสริญพระบารมี หลังจากนั้น ก็แยกย้ายตามชั้นเรียน ซึ่งหลักสูตรต่าง ๆ ก็เหมือนกับเด็กไทยทุกอย่าง อาจจะต่างกันตรงที่ครูผู้สอนเป็นครูพม่าเท่านั้น
           
           เมื่อถามถึงค่าใช้จ่าย ก็ได้คำตอบว่า “คุณพ่อไม่ได้บังคับว่า ผู้ปกครองต้องจ่ายเท่านั้นเท่านี้ ไม่ได้มีค่าอุปกรณ์อะไรมากนักเมื่อเทียบกับโรงเรียนไทยเพราะหนังสือและเอกสารการเรียน รวมไปถึงข้อสอบแต่ละวิชานั้น คุณพ่อได้แต่ถ่ายเอกสารแจกเด็กๆ ด้วยความที่เราไม่มีเงินพอที่จะซื้อหนังสือให้นักเรียน ดังนั้นผู้ปกครองส่วนใหญ่อาจจะช่วยเหลือเงินในจำนวนที่ไม่เท่ากัน” คุณพ่อ ศุภวุฒิอธิบาย
           
           แม้ว่างบประมาณและสถานที่ที่ค่อนข้างจำกัดนี้ ทำให้สิ่งอำนวยความสะดวก หรือสิ่งที่ควรจะมีใน “โรงเรียน”ไม่สามารถตอบสนองเด็กๆ ได้ในทุกๆ เรื่อง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการศึกษาของพวกเขาแม้แต่น้อย

    ชุดนักเรียนที่ไม่ซ้ำแบบใคร

    Phone in and Death to be Accepted

    จ้องฟันไม่เลี้ยง! “ทักษิณ” โฟนอินหากละเมิดอำนาจศาล
    โดย ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์ 31 ตุลาคม 2551 13:07 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องคำพิพากษา จำคุก 2 ปี ในคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก

    ศาลสั่งจับตา “ทักษิณ” โฟนอิน “ความจริงวันนี้สัญจร” หากละเมิดอำนาจศาลฟันไม่เลี้ยง เตือนสื่อเผยแพร่คำพูดหมิ่นอาจตกเป็นจำเลยร่วม ช่างน้ำหนักความสำคัญในการเผยแพร่ข่าวเพราะกระพือความขัดแย้งให้สังคม
           
           วันนี้ (31 ต.ค.) แหล่งข่าวระดับสูงในสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา นายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา ได้เรียกผู้บริหารสำนักงานศาลยุติธรรม และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เข้าหารือกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องคำพิพากษา จำคุก 2 ปี ในคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก จะโทรศัพท์จากประเทศอังกฤษผ่านรายการความจริงวันนี้สัญจร (1 พ.ย.) นี้ ซึ่งอาจมีการกล่าวถ้อยความพาดพิงสถาบันศาลในลักษณะดูหมิ่นผู้พิพากษา หรือเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล จึงให้สำนักงานศาลยุติธรรมเตรียมรวบรวมเนื้อหาคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในการพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานในการยุติธรรม หรือดูหมิ่นผู้พิพากษา ตามมาตรา 198 ซึ่งคดีดังกล่าวมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2-1.4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และฐานละเมิดอำนาจศาลตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 33 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน
           
           แหล่งข่าวคนเดิม กล่าวว่า ประธานศาลฎีกาได้แสดงความห่วงใยในกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณออกแถลงการณ์สื่อต่างประเทศโต้แย้งคำพิพากษาขององค์คณะศาลฎีกาฯ ในคดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ และได้สั่งการให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เผยแพร่คำพิพากษากลาง และคำพิพากษาส่วนตัวขององค์คณะคดีที่ดินทั้ง 9 คนผ่านทางเว็บไซต์ศาลฎีกา www.supremecourt.go.th ให้ประชาชนทั่วไปอ่านเพื่อสร้างความเข้าใจในเหตุผลการตัดสิน โดยเฉพาะคำพิพากษาส่วนตนจะมีทั้งเสียงข้างมากที่ตัดสินจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ และเสียงข้างน้อยที่ตัดสินยกฟ้องว่าองค์คณะใช้เหตุผลตัดสินอย่างอิสระไม่มีใครแทรกแซง
           
           “ขณะนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันในหมู่ผู้พิพากษาเกี่ยวกับการออกมาโต้แย้งคำพิพากษาคดีที่ดินรัชดาฯ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าศาลยุติธรรมต้องปกป้องสถาบันศาลไม่ให้เสื่อมเสียชื่อเสียงจากคำพูดของผู้ต้องคำพิพากษาจำคุกอย่างไร แต่ศาลไม่มีหน้าที่ลงไปทะเลาะกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้พิพากษาในองค์คณะบางคนเห็นว่า ศาลควรรอให้มีผู้เสียหายซึ่งอาจจะเป็นนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น ในคดีที่ดินรัชดาฯ มาร้องให้ศาลพิจารณากรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ละเมิดอำนาจศาลจึงเริ่มดำเนินการน่าจะเหมาะสมกว่า” แหล่งข่าวเผย
           
           ทั้งนี้ แหล่งข่าวคนเดิมยังกล่าวด้วยว่า ประธานศาลฎีกากังวลที่สื่อสารมวลชนนำเสนอข่าวความเห็น หรือการนำถ้อยแถลงของ พ.ต.ท.ทักษิณมาเผยแพร่ เพราะการเผยแพร่ข่าวของสื่ออาจเข้าองค์ประกอบดูหมิ่นผู้พิพากษา หรือละเมิดอำนาจศาลไปด้วย ดังนั้น สื่อควรพิจารณาเนื้อหาและศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนจะตีพิมพ์อะไร รวมทั้งต้องคิดให้มากด้วยว่าสมควรให้ความสำคัญเผยแพร่ข่าวนั้นมากน้อยแค่ไหน เพราะอาจเป็นการเพิ่มช่องทางกระพือความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในสังคม

     

    “สมศักดิ์” ย้ำสถาบันนิติวิทยาศาสตร์บูรณางานลดภาพขัดแย้ง
    โดย ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์ 31 ตุลาคม 2551 12:11 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

    “รมว.ยุติธรรม” เน้นสถาบันนิติวิทยาศาสตร์บูรณาการทำงานลดภาพความขัดแย้ง ไม่อยากให้ภาพความน่าเชื่อถืออยู่ที่ “หมอพรทิพย์” คนเดียว ควรเร่งพัฒนาบุคลากรและอุปกรณ์อย่างจริงจังเพื่อให้งานหลายฝ่ายเดินควบคู่ไปสู่ชัยชนะรวดเร็ว ขณะที่ “หมอพรทิพย์” ชี้พยามยามผลักดันให้บุคลากรพัฒนาศักยภาพมุ่งสู่มาตรฐานสากล
           
           วันนี้ (31 ต.ค.) ที่กระทรวงยุติธรรม นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตรวจเยี่ยมเพื่อรับฟังปัญหาในการทำงานของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และมอบนโยบายโดยเน้นย้ำว่า ตนมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ แต่ต้องการให้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นโดยเฉพาะหน่วยงานในกระทรวงยุติธรรม เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กรมราชทัณฑ์ การให้ความเห็นที่ขัดแย้งกับหน่วยงานอื่นอาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทะเลาะกันผ่านสื่อโทรทัศน์จะทำให้ประชาชนไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาจะเชื่อใคร สถาบันนิติฯ โชคดีที่มีภาพของ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ ค้ำไว้จึงทำให้ได้เปรียบเรื่องความน่าเชื่อถือ ซึ่งตนไม่ต้องการให้ประชาชนมองว่าคนนี้ภาพดีก็เชื่อถือคนนี้ จึงอยากให้ช่วยกันสร้างระบบตรวจพิสูจน์ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
           
           นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า การทำงานร่วมกันถ้ามีพระเอกคนเดียว ความร่วมมือจะเกิดขึ้นไม่ได้ ต้องมีพระเอกร่วมกันหลายคน การทำงานต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน หากทำได้ทุกฝ่ายจะให้ความร่วมมือกับกระทรวงยุติธรรม นั่นคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งตนมองว่าการทำงานในกระทรวงยุติธรรมยังขาดการบูรณการร่วมกันอย่างจริงจัง ทั้งในด้านบุคลากรและอุปกรณ์เครื่องมือ ทั้งที่ประเทศของเรายากจน งบประมาณมีจำกัด หากหน่วยราชการสามารถใช้อุปกรณ์ร่วมกันได้จะช่วยให้ประหยัดงบประมาณได้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ตนจะให้ความสำคัญกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากนี้จะเดินทางลงพื้นที่สัปดาห์เว้นสัปดาห์ เพื่อเร่งรัดงานเยียวยาความเสียหายและสร้างขวัญกำลังใจให้กับคนในพื้นที่
           
           ด้าน พญ.คุณหญิงพรทิพย์ กล่าวว่า ภาพความขัดแย้งในอดีตเกิดขึ้นจากความเห็นที่แตกต่างในคดีใหญ่ๆ แต่ปัจจุบันการทำงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ชี้ให้เห็นถึงความร่วมมือในการทำงานของสถาบันนิติฯ กับทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งตนเรียนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นเดียวกับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. จึงไม่มีบรรยากาศของการแข่งขันกันทำงานเพื่อมุ่งสู่มาตรฐานสากล โดยตนตระหนักดีว่า ไม่ต้องการให้ภาพลักษณ์ของความน่าเชื่อถือยึดติดอยู่ที่ตนเพียงคนเดียว จึงพยายามผลักดันให้เจ้าหน้าที่ทุกคนในสถาบันนิติฯ พัฒนาศักยภาพของตัวเองให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจพิสูจน์ โดยการทำงานที่ผ่านมาได้รับความยอมรับจาก ป.ป.ส.และกรมราชทัณฑ์ ในการตรวจพิสูจน์จนพบหลักฐานการปนเปื้อนของยาเสพติด



     

    October 30

    อีกครั้งของความผิดปรกติ

    ประมวลภาพ “สัตว์นรก” ลอบปาบึ้มใส่ “พันธมิตรฯ” บาดเจ็บเพียบ
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 ตุลาคม 2551 09:46 น.
    ประมวลภาพและลำดับเหตุการณ์ “สัตว์นรก” ลอบกัด ขว้างระเบิดเอ็ม-26 ใส่ “การ์ดพันธมิตรฯ” ที่บริเวณสะพานมัฆวานฯ ก่อนลอบยิงปืนใส่ “พันธมิตรฯ” ที่สะพานชมัยมรุเชฐ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย
           
           เวลา 03.20 น. ชายฉกรรจ์ 2 คน ขี่รถมอเตอร์ไซค์มาจอดอยู่ที่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ จากนั้นได้ขว้างวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิดเข้าใส่การ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทำให้เกิดเสียงดังสนั่น ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก และต้องนำส่งโรงพยาบาลวชิระ โดยด่วนจำนวน 6 ราย
           
           เวลา 03.25 น. ชายฉกรรจ์จำนวน 4-5 คน สวมชุดดำ ปีนข้ามรั้วกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนใช้อาวุธปืนไม่ทราบขนาด สาดกระสุนจำนวนหลายสิบนัดเข้าใส่พันธมิตรฯ
           
           เวลา 04.30 น. ร.ต.อ.ป้อมเพ็ชร โชติกลาง ร้อยเวร สน.นางเลิ้ง ได้เดินทางเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุที่สะพานมัฆวานฯ โดยได้ขึงเชือกกั้นบริเวณจุดเกิดเหตุ เพื่อกันไม่ให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณดังกล่าว จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าแรงระเบิดทำให้เกิดหลุมลึกกว่า 3 ซม. กว้าง 5 ซม.
           
           เวลา 05.05 น. พ.ต.อ.วิบูลยุทธ สันทัดเวช ผู้กำกับ สน.นางเลิ้ง ได้เดินทางเข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วยตัวเอง โดยมีเจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด เข้าตรวจสอบพื้นที่เพื่อค้นหาวัตถุระเบิดที่อาจยังหลงเหลืออยู่ พร้อมหาชิ้นส่วนระเบิดเพื่อนำไปเป็นหลักฐานในการตามล่าตัวคนร้ายโดยเร่งด่วน
           
           เวลา 06.30 น. หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าเคลียร์พื้นที่ซึ่งโดนคนร้ายลอบขว้างระเบิดแล้ว พบชายไทยอายุประมาณ 20 ปี ผิวขาว สวมเสื้อยืดสีดำ ใส่กางเกงยีนส์สีน้ำเงิน สวมรองเท้าแตะพื้นสีแดง นอนคว่ำหน้าเสียชีวิตใต้โคนต้นมะขาม บริเวณหลัง บชน. ซึ่งห่างจากแนวกั้นของพันธมิตรฯ ประมาณ 150 เมตร จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ชายคนดังกล่าวถูกกระสุนปืนเข้าที่บริเวณท้ายทอยจนเสียชีวิตในเวลาต่อมา
           
           
           
           
           
           
           


         
         
    สวมเสื้อพรรคไทยรักไทย ผู้ต้องสงสัย พร้อมผ้าชุบน้ำมัน
         
         
         
    สลักระเบิดที่พบในที่เกิดเหตุ
         
         
    ผู้เสียชีวิต ถูกยิงที่ท้ายทอย

    ไม่มีวันที่ฉันจะสะยบให้เธอ

    ตุลาการ รธน.เมินบึ้มขู่ เร่งฝีพายต้อนคดียุบพรรคต่อ
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 ตุลาคม 2551 13:47 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    ไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์

    ปธ.ตุลาการรัฐธรรมนูญ นัดประชุมด่วนวางมาตรการรักษาความปลอดภัยสถานที่ และตัวบุคคล ยันตุลาการกำลังใจดัสู้ไม่ถอย คาดเดือนหน้าเดินเครื่องยุบพรรคแน่ ชี้การปิดหมายหน้าพรรคถือเป็นเรื่องปกติ เมื่อไม่มีผู้รับเอกสาร
           
           วันนี้ (30 ต.ค.) นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยภายหลังจากเหตุการณ์ระเบิดที่บ้านนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการรัฐธรรมนูญว่า ในวันที่ 31 ต.ค.ประธานคณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้นัดตุลาการมาร่วมประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยของศาลรัฐธรรมนูญและตัวตุลาการฯ
           
           ทั้งนี้ หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่บ้านนายจรัญ หลายฝ่ายก็แสดงความเป็นห่วงกันมาก ซึ่งทางสำนักงานฯ ได้ติดต่อประสานงานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถือว่าเป็นผู้มีหน้าที่โดยตรงทั้งในส่วนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล สน.พระราชวัง และสน.จักรวรรดิ ที่ดูแลพื้นที่โดยรอบอย่างใกล้ชิด ในการรักษาความสงบเรียบร้อย โดยให้มาดูแลในพื้นที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนบ้านพักของตุลาการแต่ละท่านก็ได้ประสานกับ สน.ท้องที่ให้ช่วยดูแลอยู่แล้ว แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ก็คงต้องดูแลให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น
           
           ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการวิเคราะห์หรือไม่ว่าสาเหตุของการปาระเบิดครั้งนี้เกิดจากอะไร นายไพบูลย์ กล่าวว่า ตนคงยังไม่สามารถแสดงความเห็นได้ คงต้องรอการประชุมของตุลาการในวันที่ 31 ต.ค. ซึ่งอาจจะมีการวิเคราะห์ถึงสาเหตุดังกล่าว แต่เท่าที่ทราบตุลาการทุกคนไม่มีใครที่จะหวั่นไหว และยังจะทำหน้าที่ต่อไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด
           
           นายไพบูลย์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการพิจารณาคดียุบพรรคว่า ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงเวลาของการรอให้ผู้ถูกร้องทั้ง 3 พรรคยื่นคำชี้แจงเป็นเอกสาร ซึ่งจะครบกำหนดในช่วงปลายสัปดาห์ต้นเดือนหน้า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีพรรคการเมืองใดยื่นคำชี้แจงมาแม้แต่พรรคเดียว ซึ่งหากครบกำหนดระยะเวลาแล้วพรรคการเมืองที่ถูกร้องไม่ยื่นคำชี้แจงมา ทางคณะตุลาการเองก็จะประชุมกันเพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ส่วนกรณีที่มีการปิดประกาศของศาลรัฐธรรมนูญที่หน้าพรรคพลังประชาชนนั้น เนื่องจากเมื่อเจ้าหน้าที่นำส่งเอกสารไปแต่ไม่มีผู้รับก็จำเป็นต้องปิดหมายไว้ที่หน้าสำนักงาน ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว
           
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.พระราชวัง มาดูแลรักษาความปลอดภัย ในขณะที่มีตุลาการเดินทางเข้ามาทำงานที่สำนักงานไม่กี่คน เนื่องจากไม่มีวาระการประชุมใดๆ

    “จรัญ” แฉเงินซื้อไม่ได้ เหตุบึ้มข่มขู่ ลั่นทำหน้าที่คุ้มภาษี ปชช.
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 ตุลาคม 2551 12:21 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

    ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แห่เยี่ยมให้กำลังใจ “จรัญ” เชื่อเหตุปาระเบิดบ้านจงใจข่มขู่ แฉเงินซื้อไม่ได้ทุกอย่าง ปฏิเสธโยงเหตุบึ้มพันธมิตรฯ คดียุบพรรค ยืนยันจะทำหน้าที่ต่อไปให้คุ้มภาษีของประชาชน
           
           วันนี้ (30 ต.ค.) นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมูญ กล่าวถึงกรณีมือมืดปาระเบิดเข้าไปในบ้านพักเมื่อคืนที่ผ่านมาว่า ตนไม่ทราบว่าสาเหตุของการปาระเบิดเกิดจากอะไร แต่วิธีการเช่นนี้น่าจะเป็นการข่มขู่ ซึ่งก็เป็นวิธีปกติที่ซื้อไม่ได้ก็ดิสเครดิต เมื่อดิสเครดิตไม่ได้ก็ข่มขู่คุกคาม อย่างไรก็ตาม ตนและครอบครัวไม่ได้หวั่นไหวอะไร และไม่จำเป็นที่จะต้องขอความคุ้มครองจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มเติม เพราะตำรวจเองก็คุ้มครองเรามา 2 ปีเต็มๆ และดูแลมาด้วยดีตลอดเพราะเกรงว่าจะเกิดเรื่อง แต่คนกลุ่มนี้จะลงมือในจังหวะที่เราเผอเรอ ซึ่งตนเองก็ได้เตือนให้คนในครอบครัวระมัดระวังตัวมากขึ้น และยอมรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว และจะเกิดในอนาคต
           
           ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุการลอบวางระเบิดครั้งนี้หรือไม่ นายจรัญ กล่าวว่า เราไม่คาดเดา ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเป็นผู้ดำเนินการ เพราะหากคาดเดาไปก็อาจจะไม่ถูก เมื่อถามว่ากรณีนี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่ม็อบพันธมิตรเพื่อทำให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองหรือไม่ นายจรัญ กล่าวว่า ตนไม่อยากเดาสุ่มไปอย่างนั้น เพราะไม่ใช่วิสัย ในการพูดถึงเรื่องอะไรจะต้องมีหลักฐานชัดเจน ถ้าไม่ชัดเจนแล้วพูดไปก็จะทำให้คนอื่นแปดเปื้อน เมื่อถามอีกว่า คิดว่ากรณีนี้เชื่อมโยงกับคดียุบพรรคที่กำลังอยู่ในการพิจารณาหรือไม่ นายจรัญ กล่าวว่า คงไม่เกี่ยว เพราะเรื่องยุบพรรคก็ไม่ได้รุนแรงจนต้องข่มขู่คุกคามกันขนาดนี้
           
           อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะไม่กระทบกระเทือนกับกรทำงานของศาลรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน
           
           “ผมไม่กลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เรารับเงินเดือนที่เป็นภาษีประชาชน ก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ถ้ากลัวแล้วไม่ทำ ก็ไม่ต้องไปรับเงินเดือนที่มาจากภาษีประชาชน และต้องทำให้เพื่อนเดือดร้อนที่ต้องมาให้กำลังใจและต้องระมัดระวังกันมากขึ้น ตอนนี้ตุลาการทุกคนก็เตือนกันอยู่ว่าอย่าประมาท และอย่างวันนี้ประธานคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเองก็ได้พาเพื่อนตุลาการมาเยี่ยมให้กำลังใจ” นายจรัญกล่าว

    “จำลอง” ชี้ฝีมือรัฐเข่นฆ่า ปชช. ไว้อาลัยกองทัพ ติงอย่าอ้าง ปชช.
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 ตุลาคม 2551 12:02 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    พล.ต.จำลอง ศรีเมือง

    แกนนำพันธมิตรฯ แฉรัฐบาลสัตว์นรกลอบกัด เดินหน้าทำสงครามเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ทุกรูปแบบ มั่นใจเป็นฝีมือคนในเครื่องแบบ หมดอาลัยกองทัพนิ่งดูดาย โวยอย่าอ้างยินเคียงข้างประชาชนอีก เชื่อ “ป๋าเปรม” ไม่หลงคารมรับคนกลางเจรจาแน่
           
           วันนี้ (30 ต.ค.) ที่ห้องผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงข่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายพันธมิตรฯ และฝ่ายรัฐบาล ไม่ใช่เป็น 3 หรือ 4 อย่างที่คนเข้าใจ รัฐบาลกำลังเดินหน้าทำสงครามเต็มรูปแบบ เข่นฆ่าประชาชนอย่างเต็มรูปแบบ เข่นฆ่าประชาชนผู้รักชาติที่ออกมาชุมนุมอย่างสันติ โดยมีประสงค์ที่จะทำร้ายทั้งในที่ตั้งและนอกที่ตั้ง กรณีเมื่อเวลา 02.00 น.วันที่ 30 ต.ค.รัฐบาลพยายามส่งคนเข้ามาก่อกวนที่บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ พันธมิตรฯ ก็จับกุมผู้ที่มาก่อกวนซึ่งเป็นชาวจังหวัดหนองคาย และสารภาพว่ารับจ้างมาจากฝ่ายรัฐบาลด้วยเงินเพียง 200 บาท หวังสร้างความวุ่นวายโดยการนำผ้าชุบน้ำมันเบนซินเตรียมมาจุดไฟ
           
           รวมทั้งเมื่อเวลา 03.00 น. ฝ่ายรัฐบาลได้ส่งคนเข้ามาขว้างระเบิดสังหาร บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 9 ราย ซึ่งในนี้บาดเจ็บสาหัส 1 ราย นอกจากนี้ เวลา 04.00 น. ฝ่ายรัฐบาลได้เข้ามาบริเวณมิสกวัน หน้ากองทัพภาคที่ 1 แต่งกายชุดดำ พกอาวุธสงครามครบมือ ระดมยิงผู้ชุมนุมและการ์ดพันธมิตรฯ ทั้งนี้ พันธมิตรฯ ข้อตั้งข้อสังเกตว่าพวกที่พกอาวุธได้อย่างไม่ผิดกฎหมายเช่นนี้ มีแค่ตำรวจ และทหารเท่านั้น
           
           พล.ต.จำลอง กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาพันธมิตรฯ ได้เคยเรียกร้องต่อกองทัพบกให้ส่งสารวัตรทหารเข้ารักษาความปลอดภัย แต่ไม่มีการตอบรับกลับมา ดังนั้น จึงขอเรียกร้องจากสื่อมวลชลอีกครั้ง เพื่อไม่ให้มีผู้บาดเจ็บล้มตามไปมากกว่านี้ ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 ต.ค.พันธมิตรฯ ได้ทำหนังสือไปถึง ผบ.ทบ.อีกครั้ง เพื่อให้ส่งสารวัตรทหารมาดูแลความปลอดภัย พร้อมกับพันธมิตรฯ จะช่วยออกค่าเบี้ยเลี้ยงให้กับสารวัตรทหารตามระเบียบ และเลี้ยงอาหารเป็นอย่างดี และอยากฝากบอกกับทหารอีกว่าจะนิ่งดูดายรอให้ประชาชนตายอีกสักกี่คน และบาดเจ็บเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่เคยประกาศว่าจะอยู่เคียงข้างประชาชน
           
           พล.ต.จำลอง กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเสนอให้ พล.อ.เปรม ติณสูรนนท์ เข้ามาเป็นคนกลางในการเสวนาและเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า ตนคิดว่า พล.อ.เปรม จะรับเป็นประธานหรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลเคยทำให้ พล.อ.เปรม เจ็บช้ำน้ำใจมาหลายครั้งแล้ว แต่ถ้าหากต้องการเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ จริงก็ไม่มีปัญหา
           
           สำหรับการเคลื่อนไหวตามยุทธศาสตร์ดาวกระจาย ไปยื่นหนังสือที่สถานทูตอังกฤษให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งพันธมิตรน ก็ไม่กลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรง เพราะพันธมิตรน รู้ว่ารัฐบาลจะลอบกัดพันธมิตรในช่วงมืดและช่วงที่ไม่พร้อมเท่านั้น
           
           พล.ต.จำลอง กล่าวถึงกรณีที่สื่อมวลชนเสนอข่าวออกมาว่า กทม.แจ้งความที่ สน.ดุสิต กรณีกลุ่มพันธมิตรฯ ยึดรถดับเพลิงว่า ตนได้โทรศัพท์ไปพูดคุยกับนายอภิรักษ์แล้วไม่ก็ไม่พูดถึงกรณีดังกล่าว ทั้งนี้ ทางพันธมิตรน ได้บอกให้ กทม.นำรถดับเพลิงกลับไป แต่เหลือเพียง 1 คัน เนื่องจากรถคันดังกล่าวยางแบน อย่างไรก็ตาม พันธมิตรฯ ก็อยากให้ กทม.นำรถดับเพลิงมาจอดไว้ในทำเนียบฯ พร้อมกุญแจ เพื่อป้องกันเหตุการณ์รุนแรงที่จะเกิดขึ้น
           
           ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ นาย ดิสธร วัชโรทัย ประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ออกมาบอกว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้เกิดประโยชน์ แต่เป็นการสร้างความแตกแยกให้แก่ประเทศ รวมทั้งระบุว่าถ้ารักในหลวงให้อยู่บ้าน และกลับบ้าน พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ถ้ารักในหลวงอยู่บ้านแล้วเกิดประโยชน์ต่อประเทศ พันธมิตรน คงทำไปนานแล้ว คงไม่ต้องมาลำบากอย่างนี้ ส่วนที่บอกว่ารักในใจก็ทำอยู่แล้ว ตนขอถามว่าถ้ารักในใจแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อชาติหรือไม่ ทั้งนี้ ถ้ามีกลุ่มหรือบุคคลที่จะมาทำหน้าที่แทนพันธมิตรฯ พวกเราก็ยินดีที่จะกลับบ้าน แต่เพราะไม่มีใครจึงต้องอยู่อย่างนี้เรื่อยไป
           
           ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ออกมาระบุถ้าพันธมิตรฯ ยังไม่เลิกชุมนุม ก็จะมีการ์ดและผู้ชุมนุมตายทุกวัน พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ใครที่บอกว่าพันธมิตรฯ จะตายเรื่อยๆ แสดงว่าจ้องจะทำให้พวกเราตาย ตนขอให้เลิกคิดและเลิกพูด เพราะพวกเราคนไทยด้วยกัน พร้อมยืนยันว่าจะต่อสู้ด้วยสันติวิธีเหมือนเดิม


    October 29

    เมื่อกองทัพทิ้งหน้าที่

    กองทัพละทิ้งหน้าที่ปกป้องชาติ ราชบัลลังก์ และประชาชน !
    โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ 28 ตุลาคม 2551 16:39 น.
           การชุมนุมแบบปักหลักพักค้างของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พันธมิตรฯ) ก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องยาวนานจนเลยระยะเวลากว่า 5 เดือนแล้ว การต่อสู้กันครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของการทะเลาะกันอย่างไร้เหตุผล แต่เป็นการเดิมพันความอยู่รอดและอนาคตของ ชาติ ราชบัลลังก์ และประชาชน
           
           เป็นการต่อสู้ของกลุ่มประชาชน กับฝ่ายรัฐบาลที่มีอำนาจทางการเมือง ที่ต้องมีข้างหนึ่งเป็นฝ่ายถูก และอีกข้างหนึ่งเป็นฝ่ายผิด!
           
           ข้างพันธมิตรฯ คือกลุ่มคนที่ยืนออกมาปกป้องราชบัลลังก์มิให้ใครมาดูหมิ่นจาบจ้วงล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ต่อต้านการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เคารพและยึดมั่นในกระบวนการยุติธรรม เรียกร้องให้ยกเลิกอภิสิทธิ์ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีอาญาแผ่นดิน หยุดยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญมิให้ฟอกความผิดให้กับตัวเองและพวกพ้อง หยุดยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อมิให้ลดพระราชอำนาจหรือโครงสร้างของสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยใช้สิทธิการชุมนุมอย่างสงบ
           
           ในขณะที่ข้างรัฐบาล คือกลุ่มคนที่ปล่อยให้คนที่มีทัศนคติเป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มีอำนาจทางการเมือง ชะลอถ่วงคดีความอาฆาตมาดร้ายดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ในแทบทุกคดี มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมและการความพยายามติดสินบนศาล โอบอุ้มและให้อภิสิทธิ์กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีอาญาแผ่นดินผู้ไม่เคารพกติกาดูหมิ่นคำตัดสินของศาลที่กระทำการในพระปรมาภิไธย และฝ่ายรัฐบาลยังคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อฟอกความผิดให้กับตัวเองและลดโครงสร้างหรือพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ และใช้วิธีการรุนแรงโหดเหี้ยม เข่นฆ่าประชาชนที่เห็นต่างจากตัวเอง
           
           ที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวของฝ่ายพันธมิตรฯ เป็นเพียง “แรงกดดัน” ในการเปลี่ยนหรือหยุดยั้งพฤติกรรมที่มิชอบของฝ่ายข้าราชการและนักการเมือง หรืออาจยกระดับเป็น “เงื่อนไข” ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ
           
           อย่างน้อยที่สุดก็เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นเวลากว่า 5 เดือนแล้ว ที่พันธมิตรฯ ได้หยุดยั้งนักการเมืองมิให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้เป็นผลสำเร็จ จนคดีความทุจริตคอร์รัปชัน และคดีทุจริตเลือกตั้งสามารถเดินหน้าต่อไปได้จนถึงทุกวันนี้
           
           แต่พันธมิตรฯ ไม่สามารถเป็นผู้เปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐด้วยตัวเองได้!
           
           ชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาล รัฐบาลก็หน้าด้านบริหารประเทศย้ายสำนักงานและทำงานต่อไปได้ ชุมนุมหน้ารัฐสภาเพื่อคัดค้านการแถลงนโยบายรัฐบาลก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อาวุธสงครามเข่นฆ่าประชาชน จนแขนขาขาด บาดเจ็บ และล้มตายลง ดังที่ปรากฏ และรัฐบาลก็ยังหน้าด้านทำงานต่อไปอีก
           
           พันธมิตรฯ จึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐได้ด้วยตัวเองเพียงลำพัง ยกเว้นว่าจะจับอาวุธขึ้นสู้ฟาดฟันยึดอำนาจรัฐด้วยตัวเอง หรือสามารถชุมนุมขัดขวางการทำงานของรัฐบาลโดยฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอาวุธคอยให้การสนับสนุนและไม่ยับยั้งการขัดขวางการทำงานของรัฐบาลนั้น ซึ่งดูจากผู้ชุมนุมที่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและผู้สูงวัยแล้ว แนวทางนี้จึงย่อมเป็นไปได้ยาก
           
           นอกเสียจากว่ามียุทธวิธีปาฏิหาริย์ที่ทำให้ข่าวสารการชุมนุมของพันธมิตรฯ หรือการจัดรายการของ ASTV กระจายไปทั่วประเทศทั้งทางวิทยุและโทรทัศน์เพิ่มมากขึ้นอย่างฉับพลันจนประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมในการเลือกตั้งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมือง ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาอันใกล้นี้อีกเช่นกัน
           
           ในช่วงระยะเวลานี้ คน 3 กลุ่มต่างหาก ที่จะเป็นตัวจริงในการเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐได้โดยตรง คือ กลุ่มนักการเมือง, กลุ่มตุลาการ, และกลุ่มทหาร
           
           1. เปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐด้วยกลุ่มนักการเมือง
    มีทางเลือกในการ พลิกขั้ว, ลาออก, ยุบสภาฯ ซึ่งทั้ง 3 แนวทางที่ว่านี้ เป็นการชะลอบรรยากาศความร้อนแรง ทางการเมืองเป็นการชั่วคราว แต่ถ้าการเลือกตั้งยังคงปล่อยให้มีการโกงและใช้เงินเป็นใหญ่ภายใต้ระบบที่เป็นอยู่นี้ การเมืองไทยก็จะกลับมาสู่วังวนที่เป็นวิกฤตเหมือนเดิมหรือยิ่งกว่าเดิมในที่สุด
           
            2. เปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐด้วยกลุ่มตุลาการ ศาลสถิตยุติธรรม สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐได้เหมือนกันด้วยการเร่งรัดคดีทุจริต และเร่งรัดคดีที่กระทำผิดกฎหมายของนักการเมืองทั้งหลาย ตลอดจนการยุบพรรคการเมืองที่โกงการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามขบวนการวิ่งเต้น ติดสินบน หลบ หลีก และหนี การลงโทษทางการเมืองของระบอบทักษิณ ก็สามารถเกิดซ้ำได้อีกผ่านนักการเมืองและพรรคการเมือหุ่นเชิดดังที่ได้เคยทำกันมาแล้ว และอาจทำให้คดีที่คั่งค้างอยู่ไม่สามารถส่งถึงการพิจารณาคดีในชั้นศาลได้
           
           และหากการเมืองยังคงเป็นอย่างเดิมต่อไป แทนที่จะเกิดการเปลี่ยนอำนาจรัฐโดยตุลาการ ก็อาจจะกลับกลายเป็นการลดอำนาจตุลาการโดยกลุ่มการเมือง ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การนิรโทษกรรม ซึ่งก็ไม่สามารถทำให้บ้านเมืองได้พ้นจากวิกฤตอยู่ดี
           
           3. เปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐด้วยทหารไม่ว่าจะมีกฎหมายรองรับหรือไม่ก็ตาม หรือจะร่วมกับประชาชนในการเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐหรือไม่ก็ตาม การรัฐประหารคือการเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐอย่างฉับพลันและรวดเร็ว แต่ก็ยังมีความเสี่ยงว่าอาจจะทำไปเพื่อเอื้อต่อระบอบทักษิณก็ได้ หรืออาจจะเข้ามาใส่เกียร์ว่างก็ได้ หรืออาจจะเข้ามาเป็นเผด็จการทหารที่แสวงหาประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้องก็ได้ หรืออาจจะเข้ามาปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริงก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าการเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐด้วยทหารนั้นทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติหรือผลประโยชน์ส่วนตน
           
           ซึ่งจากคำสัมภาษณ์ของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ย้ำอยู่เสมอว่าจะไม่ทำรัฐประหาร โดยอ้างว่านักธุรกิจ นักวิชาการ และชาวต่างชาติไม่ยอมรับ ซึ่งจะทำให้ประเทศชาติเสียหาย
           
           แต่สำหรับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ได้ประกาศออกทางโทรทัศน์ส่งสัญญาณให้นายกรัฐมนตรีลาออกเพราะสังคมไม่สามารถยอมรับรัฐบาลที่อยู่บนกองเลือดของประชาชน แล้วนายกรัฐมนตรีไม่ลาออก และไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผู้นำเหล่าทัพและกองทัพย่อมได้รับผลเสียหายต่อเกียรติภูมิอย่างใหญ่หลวง
           
           พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเป็นประจำว่าตัวเองไม่มีอำนาจทางกฎหมาย มีข้อจำกัดทางกฎหมาย จึงอ้างว่าทำหน้าที่ได้เพียงแค่เป็นผู้ช่วยพนักงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และส่งคดีความดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีเท่านั้น
           
           “เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน”
    คือคำขวัญของกองทัพ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกทำได้เพียงแค่นี้เองหรือในยุคที่ได้รับงบประมาณจากภาษีของประชาชนในการจัดซื้อยุทโธปกรณ์มากที่สุด?
           
            แท้ที่จริงแล้ว พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก มี “หน้าที่” ของทหาร ตามมาตรา 77 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่บัญญัติเอาไว้ว่า
           
           “รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งอำนาจรัฐ และต้องจัดให้มีกำลังทหาร ยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยจำเป็นและเพียงพอ เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์แห่งชาติ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและเพื่อการพัฒนาประเทศ”
           
           ทหารจะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ช่วยพนักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รอการร้องขอจากตำรวจเท่านั้นได้อย่างไร เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นคู่กรณี ถูกใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองให้มาเข่นฆ่าประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ อย่างโหดเหี้ยม?
           
           จะให้คนไทยที่ใช้สิทธิในการชุมนุมเพื่อปกป้องราชบัลลังก์และผลประโยชน์ของชาติล้มหายตายจากอีกกี่คน จากน้ำมือของอันธพาลและตำรวจของรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา จึงจะรู้สำนึกในหน้าที่พิทักษ์ความมั่นคงของรัฐ และผลประโยชน์ของชาติ
           
           กองทัพเพิ่งจะตื่นจากภวังค์ ทำหน้าที่ได้เพียงแค่พูดเตือนกลุ่มที่จาบจ้วงดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือส่งเรื่องให้ตำรวจดำเนินคดีกับแกนนำและแนวร่วมของกลุ่ม “นรกป่วนชาติ” (นปช.) และวิทยุชุมชนที่จาบจ้วงให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้นหรือ? ทั้งๆ ที่นายจักรภพ เพ็ญแข ยังคงลอยนวลต่อไปด้วยการโอบอุ้มจากตำรวจระดับสูง นายสุชาติ นาคบางไทร ก็ยังจับไม่ได้ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้จัดรายการบนเวทีที่กลุ่มดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ กลายเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของรัฐบาล
           
           ยังไม่นับเว็บไซต์ที่จาบจ้วงจำนวนมากที่ทำกันอย่างเป็นขบวนการ โดยปราศจากการสนใจของกองทัพ อ้างแต่เพียงว่าไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง ไม่มีกฎหมายรองรับ ทั้งๆ ที่การดูหมิ่นล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นได้ทำกันเป็นขบวนการและให้ท้ายสนับสนุนจากคนในรัฐบาล
           
            เอาเฉพาะร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ได้ส่งเข้ามาบรรจุเข้าวาระการประชุมของสภาฯ ก็เห็นแล้วว่า มีการเตรียมความพร้อมที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อลบล้างความผิดของตัวเอง ทั้งมาตรา 190, 237, 68 และ 309 อีกทั้งยังไม่รองรับสถาบันองคมนตรีที่เป็นพระราชอำนาจโดยตรงของพระมหากษัตริย์อีกด้วย พล.อ.อนุพงษ์ กลับมองเฉยๆ แล้วบอกว่าไม่ใช่หน้าที่ของตัวเองได้อย่างไร?
           
           ถ้าตั้ง ส.ส.ร. 3 โดยฝ่ายรัฐบาลขึ้นมาสำเร็จ และนำร่างเหมือนที่รัฐบาลได้เตรียมเอาไว้ผ่านเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภาได้สำเร็จ จนไปลดโครงสร้างและพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ ความผิดทั้งหลายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็สามารถออกกฎหมายนิรโทษกรรมได้เช่นกัน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ยังจะคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ของทหารที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์อีกหรือไม่?
           
           พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เคยพูดว่า กองทัพเน้นให้กำลังพลในความเป็นทหารของชาติ เป็นทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมปฏิบัติหน้าที่ในการพิทักษ์ปกป้องและธำรงไว้ ซึ่งสถาบันหลักของชาติ
           
           ในยามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยบ้านเมือง และมีกระแสพระราชดำรัสว่า “บ้านเมืองใกล้ล่มจม เพราะรัฐบาลใช้จ่ายเกินตัว” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา มองไม่เห็นหรือแกล้งมองไม่เห็นว่าอะไรคือภัยต่อความมั่นคงของชาติจนถึงขั้นใกล้ล่มจมกันแน่!
           
           อย่ามาพูดเลยว่ากองทัพบกไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะดำเนินการใดๆ เอาเรื่องง่ายๆ อย่างเช่น วิทยุในเครือกองทัพบก และสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ในวันนี้นำไปทำมาหากินอิ่มหมีพลีมัน ให้สัมปทาน ให้เอกชนเช่า จำนวนเท่าไร แทนที่จะนำไปใช้เพื่อสร้างจิตสำนึกแห่งความรักชาติเพื่อป้องกันภัยต่อความมั่นคงของชาติที่กำลังถาโถมเข้ามาต่อราชบัลลังก์?
           
           กลับปล่อยให้สถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที บิดเบือนและขย่มทำลายความน่าเชื่อถือกระบวนการยุติธรรมอยู่ทุกวัน
           
           ทหารมีหน้าที่พิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์แห่งชาติ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
           
           ถ้า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พิทักษ์รักษาหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญไม่เป็น และทำไม่ได้ ก็สมควรพิจารณาสำรวจตัวเองได้แล้วว่ายังคงเหลือศักดิ์ศรีของผู้บัญชาการทหารบก ทหารเสือพระราชินี และทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อไปได้หรือไม่?

    ลือชัย สุดยอด "มหาโหด" มึงจะรอดตีนชาวบ้านไหม

    7 ตุลาทมิฬ กับวิธีการเจรจาด้วย “ลูกระเบิด” ของ “พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด”
    โดย ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์ 29 ตุลาคม 2551 14:58 น.

    ภาพ พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด กำลังขว้างระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์

    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    ภาพจากเอเอสทีวี

    ภาพจากนิตยสาร MAXIM ธันวาคม 2549

    ภาพจากนิตยสาร MAXIM ธันวาคม 2549

    วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวของนายตำรวจผู้หนึ่งที่ใส่ “ชุดหมี” หรือชุดปฏิบัติการคลุมทั้งตัวและศีรษะ ขว้างระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบริเวณถนนรอบรัฐสภาอย่างเมามันนั้นติดตาผู้คนจำนวนมากที่ได้พบเห็นและชมภาพเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะภาพดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายและป่าเถื่อน เนื่องจากนายตำรวจผู้นี้นั้นใช้โล่ของเจ้าหน้าที่ผู้อื่นเป็นกำบัง และเมื่อสบโอกาสก็วิ่งออกจากแนวโล่เพื่อขว้างระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธเป็นระยะ
           
           ทั้งนี้ในเวลาต่อมาได้มีผู้ออกมาเปิดเผยว่า “นายตำรวจในชุดหมี” นั้นจริงๆ แล้ว มีนามว่า ลือชัย สุดยอด ซึ่งปัจจุบันมียศเป็น พันตำรวจเอก และดำรงตำแหน่ง รองผู้บังคับการกองบังคับการ ตำรวจปฏิบัติการพิเศษ (รองผบก. ตปพ) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกยกย่องจากสื่อว่าเป็น “ตำรวจน้ำดี” เป็น “The Negotiator” หรือ “นักเจรจาต่อรองประกันตัว”
           
           พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด เกิดเมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2500 ปัจจุบันอายุ 51 ปี จบการศึกษาจากโรงเรียนอำนวยศิลป์ และเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 33 ทั้งยังมีคุณวุฒิเพิ่มเติมเป็น ปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์ (พ.ศ. 2522) และ ประกาศนียบัตรการต่อต้านการก่อการร้ายจากหน่วยสวาท ประเทศสหรัฐอเมริกา หน่วยตระเวนชายแดน ณ ประเทศเยอรมันตะวันตก (พ.ศ.2528) และผ่านหลักสูตร รร.ผกก.รุ่นที่ 35 จาก สบพ. (พ.ศ.2534)
           
           ในด้านการทำงาน พ.ต.อ.ลือชัย เคยดำรงตำแหน่ง รอง สว.ส. สน.พระโขนง, รอง สว.ส. สน.จระเข้น้อย, ผบ.ร้อย 5 กก.ปจ.บก.สปพ., ผกก.ปจ.บก.สปพ., ผกก.กก.2 (ป้องกันปราบปรามจลาจล) บก.ตร.ปฏิบัติการพิเศษ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงหน่วยอรินทราช ๒๖
           
           ระหว่างการเป็น ผู้บังคับบัญชาของหน่วยอรินทราช ๒๖ พ.ต.อ.ลือชัย ถือว่ามีชื่อเสียงมาก เนื่องจากเป็นนักเจรจาต่อรองในเหตุการณ์การจี้ตัวประกัน เหตุการณ์โล้นซ่าควงปืนอาก้าบุกสภา เหตุการณ์ปล้นแล้วจับตัวประกัน เหตุการณ์เจรจาต่อรองกับคนเสียสติ เหตุการณ์คนฆ่าตัวตาย
           
           “เมื่อมีเหตุการณ์จับตัวประกัน เกิดขึ้นในท้องที่ต่างๆ ผมซึ่งประจำในหน่วยอรินทราช ๒๖ มาตั้งแต่ยังเป็นเพียงแค่ผู้ใต้บังคับบัญชาก็ได้มีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่ในการเจรจาเกลี้ยกล่อมผู้ก่อเหตุอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนั้นก็ยังสามารถเจรจาช่วยให้ตัวประกันปลอดภัยจากเหตุการณ์ต่างๆ ได้ มันเลยกลายเป็นผลงานติดตัวเราไปโดยปริยาย ทุกครั้งที่มีการจับตัวประกันไม่ว่าที่ไหนก็ตาม ผู้บังคับบัญชาก็มักจะเรียกใช้หน่วยของผมเข้าไปปฏิบัติหน้าที่โดยเร็วทันที การเจรจาต่อรองที่ผมทำในแต่ละครั้ง ผมเต็มใจที่จะทำทุกครั้ง และก็มักจะได้ทำต่อเนื่องมาโดยตลอด จนกลายเป็นว่าถ้ามีการเรียกหน่วยของเราไปเมื่อไร ผมก็จะขออาสาเป็นคนทำหน้าที่เจรจาต่อรองตัวประกันเองแทบจะทุกครั้ง” พ.ต.อ.ลือชัยเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารฉบับหนึ่ง
           
           อย่างไรก็ดีเป็นที่ทราบกันดีในแวดวงตำรวจว่า พ.ต.อ.ลือชัย นั้นค่อนข้างจะชอบโชว์ออฟออกทางหน้าจอ หน้าหนังสือพิมพ์ โดยในช่วงปี 2549-2550 มีโอกาสได้เสนอหน้าตามสื่อต่างๆ มากมาย เช่น รายการ เจาะใจ พฤหัสบดีที่ 1 กุมภาพันธ์ 2550 หนังสือพิมพ์ และนิตยสารต่างๆ หลายเล่ม รวมทั้งเป็นผู้สาธิตการใช้กระสุนยางจากอาวุธปืนให้สื่อมวลชนชมเสมอ
           
           ทั้งนี้การโชว์ออฟผ่านสื่อสารมวลชนของ พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด ครั้งล่าสุดนั้น เป็นการปรากฏตัวในฐานะ “มือระเบิด” มากกว่าในคราบของ “นักเจรจาลิ้นทอง” อย่างที่เคยเป็นมา เพราะ ภาพหลักฐานตามหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์หลายช่องปรากฏเป็นหลักฐานที่มัดตัวและชี้ชัดว่า ณ วันนี้ พ.ต.อ.ลือชัย นิยมการเจรจาด้วย “ลูกระเบิด” มากกว่า “ลิ้น” ที่เขาเคยบอกว่าถนัดนักหนา
           

           
           
           
           ประมวลเหตุการณ์ “ตำรวจฆ่าประชาชน” 7 ต.ค.51
           
           ชมคลิปวิดีโอ พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด ขว้างระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุม
           ระหว่าง นาทีที่ 7.32 ถึง 7.50

     
    ข่าวล่าสุด ในหมวด
    7 ตุลาทมิฬ กับวิธีการเจรจาด้วย “ลูกระเบิด” ของ “พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด”
    จดหมาย(เว้นบรรทัด)จากใจถึงตำรวจในเหตุการณ์ 7 ตุลาเลือด!
    ฉายตัวตน “สุชาติ เหมือนแก้ว” ผู้เกลียดม็อบเข้าสายเลือด!
    ยุคตำรวจกลายพันธุ์"ผบ.ตร.คนที่ 7"อาจไม่ใช่เลือด นรต.!
    ฉายความจริงใครยิงแก๊สน้ำตา! ต้องถาม...เบื๊อก!

    เขมรผู้น่าสงสาร 8เดือน + 4 วัน/คืน

    5 ลูกเรือประมงเจอกักขัง 8 เดือนโดดเดี่ยวในเรือกลางทะเลโดดหนีติดเกาะ 4 วัน 3 คืน
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 ตุลาคม 2551 17:27 น.


    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น


    ศูนย์ข่าวศรีราชา - ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ส่งเรือตรวจการณ์ เรือยาง ชุดปฏิบัติการพิเศษ ช่วยชีวิต 5 ลูกเรือประมง ต้องการอิสระ เสี่ยงตายโดดหนีเรือประมงอวนลากกลางทะเล ลอยคอยถูกคลื่นลมพัด 4 ชั่วโมง พากันขี้นเกาะโรงหนัง อ่าวแสมสาร สัตหีบ กินน้ำฝนขังล่องหิน จับหอย ปู ปลา ตามโขดหินเผากินแก้หิว เผยถูกหลอกขายแรงงานในเรือนาน 8 เดือน ไม่เคยขึ้นฝั่ง ไม่เคยได้รับเงินเดือน ตัดสินใจตายรอดเท่ากันโดดลงทะเลตายเอาดาบหน้า
           

           วันนี้ (29 ต.ค.) พลเรือตรี วรศักดิ์ จันทร์หนู รองผู้บัญชาการ ทัพเรือภาคที่ 1 กองทัพเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ได้รับรายงานจาก นาวาเอก เจริญพล คุ้มราษี ผู้อำนวยการ กองยุทธการ ทัพเรือภาคที่ 1 ว่า มีแหล่งข่าวเจ้าของเรือประมงแจ้งมาว่าได้พบผู้ชาย 5 คน ใช้ชีวิตอยู่บนเกาะโรงหนัง ติดกับเกาะโรงโขน ด้านทิศเหนือของเกาะจวงและเกาะจาน โบกมือขอความช่วยเหลือ จึงได้แวะเข้าไปดู ปรากฏว่า เป็นชาวกัมพูชาทั้ง 5 คน จึงไม่กล้าช่วยเหลือแต่อย่างใดเกรงว่าจะผิดกฎหมาย จึงได้ขอความช่วยเหลือมายัง ทัพเรือภาคที่ 1 ให้ไปตรวจสอบ และช่วยเหลือต่อไป
           
           หลังได้รับแจ้ง จึงได้รายงานให้ พลเรือโท ชัยวัฒน์ พุกกะรัตน์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ทราบ พร้อมสั่งการให้ นาวาเอก พนม ควรประดิษฐ์ รองผู้อำนวยการ กองยุทธการ เรือโท สุทธิพงษ์ หมวดเหล็ก ผู้บังคับเรือตรวจการณ์ 212 และประจำเรือ อีกทั้งเรือยางติดเครื่องยนต์เร็วท้าย พร้อมชุดปฎิบัติการพิเศษ ทัพเรือภาคที่ 1 จำนวน 4 นาย ออกไปตรวจสอบ บนเกาะโรงหนัง พบ นายทา อายุ 25 ปี นายรัตน์ อายุ 19 ปี นายไร อายุ 25 ปี นายเอื้อน อายุ 19 ปี นายธี อายุ 18 ปี ทั้งหมดเป็นชาวกัมพูชา อยู่ในสภาพหิวโหย และร่างกายอิดโรยอย่างมาก จึงได้ช่วยเหลือลูกเรือปะมงทั้ง 5 คน มายังท่าเทียบเรือกองเรือยุทธการ เพื่อส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรสัตหีบ ดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไป
           
           ต่อมา พลเรือตรี ทวีป สุพินิจ เสนาธิการ ทัพเรือภาคที่ 1 ได้รุดไปสอบถามข้อเท็จจริง จาก นายทา ซึ่งพูดภาษาไทยได้ชัดเจน ทราบว่า เป็นคนอยู่ปอยเปรต บ้านโรงเกลือ ติดกับจังหวัดอรัญประเทศ ได้มีเพื่อนร่วมชาติที่มาอยู่เมืองไทยนานมาหรอกว่าให้ไปทำงานโรงงานที่จังหวัดสมุทรปราการ เดือนละ ประมาณ 4,000 บาท โดยเสียค่านายหน้า 3,000 บาท ต่อ 1 คน จึงได้พาขึ้นรถไฟมาลงที่หัวลำโพง และเหมารถแท็กซี่มาลงที่ท่าเรือปากน้ำ สมุทรปราการ ส่งลงเรือและเบิกเงินค่าหัวไปคนละ 5,000 บาท จากนั้นเรือประมงก็ออกไปหาปลากลางทะเลลึก บริเวณแท่นขุดเจาะน้ำมัน นานถึง 8 เดือนไม่ยอมเข้าฝั่ง มีแต่เรือเสบียง และมีเรือมารับปลา สัตว์ทะเลกลับไปขายที่ปากน้ำสมุทรปราการ และท่าเรือต่างๆ ไม่เคยจ่ายเงินเดือนให้แม้แต่บาทเดียว
           
           นายทา และเพื่อนอีก 4 คน เปิดเผยว่า ระยะเวลา 8 เดือน นานเกินพอที่ต้องระทมทุกข์ เหมือนถูกกักขังอยู่ในเรือทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่มีโอกาสส่งเงิน และไปเยี่ยมพ่อแม่ ญาติ ภรรยาและบุตร เหมือนหายไปจากโลกนี้ เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น.ของคืนวันที่ 25 ตุลาคม ขณะที่เรือทอดสมอขนถ่ายสัตว์ทะเลห่างจากฝั่งแสมสาร สัตหีบ ชลบุรี ประมาณ 10 ไมล์ทะเล เห็นเกาะริบ ๆ จึงได้เตรียมถังน้ำ ของจำเป็น ใส่ถุงพลาสติก พากันกระโดดหนีจากเรือ ฝ่าคลื่นลมประคับประคอง นายธีร์ และ นายเลื่อน ซึ่งว่ายน้ำไม่ค่อยแข็งแรงนัก นาน 4 ชั่วโมง พากันถึงเกาะแห่งหนึ่งทราบชื่อภายหลังว่าเกาะโรงหนัง จึงได้ใช้ชีวิตอยู่บนเกาะ หาปลา ปู หอย ริมเกาะเผากินประทังชีวิต ส่วนน้ำได้กินตามร่องหินที่มีน้ำฝนขังอยู่ เพราะมีฝนตก ใช้ชีวิตอยู่บนเกาะนาน 3 คืน 4 วัน จนมีทหารเรือมาช่วยเหลือเข้าฝั่ง และจะไม่ยอมเข้ามาทำงานในเมืองไทยอีกต่อไป เพราะกลัวถูกหรอก ถ้าไม่ตัดสินใจเสี่ยงตาย หลบหนีก็ไม่รู้ชะตากรรมว่าจะเป็นอย่างไร
           
           พลเรือโท ชัยวัฒน์ พุกกะรัตน์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 กองทัพเรือ เปิดเผยว่า สำหรับลูกเรือประมง 5 คนที่ได้ให้การช่วยเหลือมานั้น จากข้อมูลที่ได้รับค่อนข้างยากที่จะติดตามหาเรือลำดังกล่าวได้เพราะ ชาวกัมพูชาไม่สามารถรู้ชื่อเรือดังกล่าวได้ เพราะอ่านภาษาไทยไม่ออก มีไต๋เรือชื่อ นายเจียง เป็นชาวเวียงจันทร์ ประเทศลาว จึงได้ให้นายทหารพระธรรมนูญ สอบปากคำเพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไว้เป็นแนวทางการติดตามพฤติกรรมแก๊งค้ามนุษย์ ที่ยังมีอยู่ในสังคมไทยอีกจำนวนมาก พร้อมส่งตัวให้ พันตำรวจเอก สุภธีร์ บุญครอง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร สัตหีบ สอบสวนหาข้อเท็จจริงและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดต่อไป

    บุกวัดบางละมุง

    พันธมิตรฯ บุกวัดบางละมุง ดูปูนปั้น “ทักษิณ”
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 ตุลาคม 2551 12:50 น.
    ศูนย์ข่าวศรีราชา - พันธมิตรฯ จังหวัดชลบุรีและใกล้เคียงหลายพันคนแห่ไปดูรูปปั้น “ทักษิณ” และบุคคลสำคัญ ที่วัดบางละมุง พร้อมจี้ให้วัดและหน่วยงานที่รับผิดชอบรื้อออกโดยด่วน หากล่าช้ากลุ่มพันธมิตรฯ จะร่วมมือกันรื้ออกให้ ด้านอำเภอเตรียมตั้งคณะกรรมการพิจารณาเรื่องดังกล่าวจะดำเนินการอย่างไร
           
           วันนี้ (29 ต.ค.) ตั้งแต่เวลา 08.00 น.ที่บริเวณวัดบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี กลุ่มพันธมิตรฯ จังหวัดชลบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง ได้ทยอยเดินทางมาเพื่อดูรูปปูนปั้น “หน้าทักษิณ ชินวัตร” และบุคคลสำคัญทางการเมือง ที่สำคัญยังมีรูปปั้นหน้าคล้ายบุคคลสำคัญของประเทศ ที่ประชาชนเคารพนับถืออยู่ที่ใต้ฐานพระประธานด้วย
           
           ทั้งนี้ พันธมิตรฯ ที่ทยอยเดินทางเข้ามาในวัดอย่างต่อเนื่องจนแน่นวัด พร้อมเข้าไปดูรูปปั้นใต้ฐานพระประธานในโบสถ์ ต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการกระทำครั้งนี้ และถือว่าดูหมิ่นผู้ที่ประชาชนเคารพนับถือเป็นอย่างมาก และให้ทางวัดหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบรีบดำเนินการรื้อออกโดยด่วน
           
           ด้าน นางสุมาลี ศิริสะอาด พันธมิตรฯ จังหวัดชลบุรี กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ในช่วงแรกที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ พูดบนเวทีนั้นตนยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าไร จึงได้เดินทางมาดูด้วยตาตนเอง และเมื่อพบเห็นรูปดังกล่าวรู้สึกตกใจมาก ไม่นึกว่าจะมีการกระทำเช่นนี้เกิดขึ้น และควรจะต้องรีบดำเนินการรื้อออกไปโดยด่วน เพราะเป็นการกระทำดูหมิ่นและไม่เคารพเป็นอย่างมาก
           
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้บรรยากาศภายในวัดมีกลุ่มพันธมิตรฯ เดินทางมาดูรูปดังกล่าวจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าจะมีพันธมิตรฯ เดินทางมาอย่างต่อเนื่องจากถึงช่วงเย็น คาดว่าไม่ต่ำกว่า 5,000-10,000 คนอย่างแน่นอน
           
           ด้าน นายมงคล ธรรมกิตติคุณ นายอำเภอบางละมุง ได้เดินทางมาที่วัด พร้อมร่วมประชุมกับเจ้าคณะอำเภอบางละมุง เพื่อสอบถามถึงสาเหตุและรูปภาพดังกล่าวมีความเป็นมาอย่างไร ซึ่งได้รับคำตอบจาก นายสำรวย เอมโอด ช่างปูนปั้น ซึ่งได้โทรศัพท์ไปสอบถาม ที่จังหวัดเพชรบุรี ที่ปั้นรูปต่างๆ ขึ้นมาว่า วัดให้อิสระในการปั้นโดยตนต้องการสื่อให้เห็นว่า ในช่วงที่กระทำนั้นใครมีความสำคัญบ้าง เช่น ในช่วงยุค พ.ต.ท.ทักษิณ, ฝ่ายค้าน นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นายสนธยา คุณปลื้ม และดารา ตลกหม่ำ จ๊กมก
           
           ส่วนที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวถึงเมื่อคืนวันที่ 28 ต.ค 51 บนเวทีนั้นได้รับการชี้แจง จากนายสำรวย ว่าเป็นนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.ฝ่ายค้าน โดยการแต่งองค์ทรงเครื่องนั้น เนื่องจากนายบัญญัติ เป็นคนใต้ และจุดนั้นเป็นรูปแบบของมโนราห์
           
           นายมงคล กล่าวต่อไปว่า เมื่อปัญหาเกิดขึ้นจะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ต่อไปโดยมีฝ่ายอำเภอบางละมุง พระวัดบางละมุง และตัวแทนชาวบ้าน เพื่อร่วมกันปรึกษาหารือว่าจะทำอย่างไร จึงจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
           
           ด้านพระลูกวัด กล่าวว่า สำหรับวัดแห่งนี้ไม่มีคณะกรรมการวัด และไม่มีมัฆทายก โดยทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่ที่เจ้าอาวาส ที่สำคัญเจ้าอาวาสยังชื่นชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นอย่างมาก และสถานการณ์เป็นเช่นนี้ก็อาจขึ้นอยู่กับความชอบเป็นการส่วนตัวของเจ้าอาวาสด้วย


         
         
         
         
       

    รูปปั้นทักษิณ

    ทำลายแล้ว “รูปปูนปั้นทักษิณ” พร้อมแก้ไขทุกจุดที่ไม่เหมาะสม
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 ตุลาคม 2551 16:57 น.


    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น


    ศูนย์ข่าวศรีราชา - นายอำเภอบางละมุง สั่งทำลายรูปปูนปั้น “ทักษิณ” แล้ว พร้อมแก้ไขทุกจุดที่ไม่เหมาะสม หลังจากพันธมิตรฯจากพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดชลบุรี และใกล้เคียง ต่างทยอยเดินทางมาดู พร้อมแสดงอาการมาพอใจ กับการดำเนินการดังกล่าวของทางวัดบางละมุง
           

           ผู้สื่อข่าวรายงานจากวัดบางละมุง ล่าสุด เมื่อเวลา 15.00 น.วันนี้ (29 ต.ค.) ได้มีการทำลายปูนปั้นรูป พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รวมทั้งรูปของบุคคลดังต่างๆ ออกทั้งหมดแล้ว พร้อมทั้งได้มีการแก้ไขในจุดต่างๆ ที่ทางวัดได้ดำเนินการที่ไม่เหมาะสม เช่น รูปจำลองพระแก้วมรกต ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของพระมหากษัตริย์ มาวางไว้ข้างล่างพระชินวัตรมุนี ได้แก้ไขให้เหมาะสม พร้อมทั้งนำรูปหล่อพระชินวัตรมุนี ออกหลังจากที่ได้มีการนำไปวางบดบังด้านหน้า พระศรีอาริย์ ตามที่ นายสนธิ ได้ขึ้นปราศรัยบนเวที โดย นายมงคล ธรรมกิตติคุณ นายอำเภอบางละมุง ได้ลงมาควบคุมการดำเนินการแก้ไขและทำลายรูปปั้นดังกล่าวด้วยตนเอง
           
           ทั้งนี้ ประชาชนจากจังหวัดชลบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงต่างทยอยเดินทางมาที่วัดบางละมุง อย่างต่อเนื่องและหนาแน่นตลอดทั้งวัน
           

           นางศิริลักษณ์ โพธิ์ทอง กลุ่มพันธมิตรฯพนัสนิคม เผยว่า ตนเป็นพันธมิตรฯพนัสนิคม ต้องการมาดูรูปปั้นดังกล่าวด้วยตาของตนเอง แต่เมื่อมาถึงในช่วงบ่ายปรากฏว่าทางคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ได้รื้อและนำหน้ารูปปั้นของแต่ละบุคคลออกไปแล้ว จึงไม่ได้เห็น แต่อย่างไรก็ตาม การรื้อออกครั้งนี้มีใครรับผิดชอบหรือไม่อย่างไร และทางหน่วยงานที่รับผิดชอบจะดำเนินการอย่างไรต่อไปกับการกระทำที่ไม่เหมาะสมในครั้งนี้ เพราะถือว่าเป็นการลบหลู่และสร้างความเสียหายต่อพุทธศาสนา
           
           “ขณะนี้ถือว่าหลักฐานดังกล่าวถูกทำลายแล้ว การจะดำเนินคดี หรือลงโทษผู้กระทำดังกล่าวจะมีรูปแบบอย่างไรต่อไป หรือจะปล่อยให้เหตุการณ์รูปแบบนี้เกิดขึ้นอีก ดังนั้น ขอให้แกนนำพันธมิตรฯ ช่วยติดตามเรื่องดังกล่าวให้ถึงที่สุดด้วย” นางศิณิลักษณ์ กล่าว
           
           ด้าน นายวราดร วงค์กฤษฏาพร พันธมิตรฯแหลมฉบัง กล่าวว่า ทางกลุ่มพันธมิตรฯจากหลายพื้นที่ได้มาร่วมตัวที่วัดบางละมุง เนื่องจากเห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่ถูกต้อง และในช่วงเวลาที่เกิดปัญหาทางหน่วยงานที่รับผิดชอบก็ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้และเหตุการณ์จะบานปลาย เนื่องจากมีประชาชนต้องการให้ทุบรูปต่างๆ ในวันนี้ แต่บางกลุ่มก็ชี้แจงว่ามีการประชุมแก้ไขปัญหาเรียบร้อยแล้ว โดยให้ระยะเวลาในการแก้ไขภายใน 7 วัน แต่กลุ่มต้องการให้รื้อออก มีเป็นส่วนมาก ดังนั้นคณะกรรมการหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ จึงต้องดำเนินการรื้อถอนทันทีและทางแกนนำพันธมิตรฯต้องมาคอยประสาน เพื่อให้สถานการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
    October 28

    แรงสนับสนุนกัปตันจักรี จงศิริ

    5 ครูฝึกอาวุโส “บินไทย” ยกพลหยุดสอน ประท้วงผู้บริหารแกล้ง “กัปตันจักรี”
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 ตุลาคม 2551 18:04 น.


    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

    จดหมายขอลาออกจากการเป็น Instructor Pilot ของครูฝึกนักบินอาวุโส 5 นาย

    ผู้จัดการออนไลน์ - 5 ครูฝึกนักบินอาวุโสการบินไทยอารยะขัดขืนด้วยการยกพลลาออกจากการเป็นครูสอนนักบิน หลัง “โสภิต โภคะสุวรรณ” ผอ.ฝ่ายบุคคลลุแก่อำนาจ บ้าจี้รับใช้รัฐบาลทรราชเล่นงาน กัปตันจักรี จงศิริ ที่หาญกล้า ไล่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน 3 ลงจากเครื่อง จากกรณี 7 ตุลาเลือด
           
           รายงานข่าวจากบริษัท การบินไทย แจ้งว่า เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมา บรรดากัปตันอาวุโสที่ทำหน้าที่เป็นครูสอนนักบินของบริษัท (Instructor Pilot) รวมทั้งหมด 5 คน ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากการเป็นครูฝึกและสอนนักบิน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2551 เป็นต้นไป
           
           ทั้งนี้ ในหนังสือขอลาออกกัปตันทั้งหมดให้เหตุผลว่า เนื่องจาก กัปตันโสภิต โภคะสุวรรณ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายพัฒนาบุคลากรการบิน บริษัท การบินไทย มีคำสั่งให้กัปตันจักรี จงศิริ หยุดการสอนนักบินลูกศิษย์เป็นการชั่วคราว ทั้งๆ ที่ กัปตันจักรี ไม่ได้มีความผิดพลาดในเรื่องของการบินการสอนแต่อย่างใด โดยรายละเอียดในจดหมายฉบับดังกล่าวมีดังนี้
           
           20 ตุลาคม 2551
           
           เรื่อง ขอลาออกจากการเป็น INSTRUCTOR PILOT
           
           เนื่องจาก DX มีคำสั่งให้ กัปตันจักรี จงศิริ หยุดการสอนนักบินลูกศิษย์เป็นการชั่วคราว (ตามเอกสารแนบ) ทั้งๆ ที่ กัปตันจักรี จงศิริ มิได้มีความความผิดพลาดในเรื่องของการบินการสอนแต่อย่างไร
           
           กระผมจึงขอลาออกจากการเป็น INSTRUCTOR PILOT ทั้งนี้ ตั้งแต่ 1 พ.ย. 2551 เป็นต้นไป
           
           จึงเรียนมาเพื่อดำเนินการ
           ลงนาม

           
           ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2551 กัปตันโสภิต มีคำสั่งภายในให้กัปตันจักรี งดงานสอนนักบินลูกศิษย์ โดยอ้างว่า เพราะเหตุการณ์เรื่องความขัดแย้งระหว่างผู้โดยสารและนักบินของบริษัทกลายเป็นประเด็นใหญ่ ซึ่งอาจสร้างความกดดันและกระทบกระเทือนงานสอนของกัปตันจักรี ครูการบิน 734 จึงขอให้งดงานสอนศิษย์เป็นการชั่วคราวจนกว่าเหตุการณ์จะคลี่คลาย
           
           เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มขึ้นหลังเหตุการณ์ตำรวจใช้อาวุธรุนแรงสลายผู้ชุมนุมหน้ารัฐสภา 7 ตุลาคม 2551 จนมีผู้บาดเจ็บและล้มตาย วันรุ่งขึ้น 8 ตุลาคม2551 กัปตันจักรี ได้ปฏิเสธที่จะทำหน้าที่เป็นนักบินให้กับ ส.ส.พรรคพลังประชาชน 3 คน ที่ลุแก่อำนาจสั่งใช้ความรุนแรงกับประชาชน
           
           ต่อมา ส.ส.พรรคพลังประชาชน ที่เป็นฝ่ายรัฐบาลแสดงความไม่พอใจการกระทำของกัปตันจักรี อย่างมาก ทั้งข่มขู่ด้วยวาจาและพยายามใช้อำนาจผ่านรัฐมนตรีคมนาคมให้บีบคณะกรรมการบริษัท การบินไทย เล่นงาน กัปตันจักรี โดยสั่งให้มีการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยที่ กัปตันจักรี ชี้แจงถึงเรื่องความปลอดภัยของตัวผู้โดยสารที่เป็น ส.ส.พรรคพลังประชาชนเอง และผู้โดยสารผู้อื่นๆ แต่ก็ไม่เป็นผล กัปตันจักรี ถูกปลดออกจากนักบินลดตำแหน่งให้ทำหน้าที่เพียงเป็นผู้ช่วยนักบิน (Co-pilot) เท่านั้น
           
           “เมื่อวันที่ 8 ตอนเช้านั้น ผมได้เห็นหนังสือพิมพ์ทุกฉบับลงภาพผู้คนซึ่งเป็นคนไทยถูกทำร้ายด้วยอาวุธ ร่างกายฉีกขาด เลือดนองพื้น เป็นภาพซึ่งผมเห็นแล้วรู้สึกอนาถใจอย่างมากที่รัฐบาลโดยการนำของพรรคพลังประชาชน เข่นฆ่าประชาชน โดยคนในพรรคนี้เห็นดีเห็นงามต่อการกระทำกับประชาชน จิตใจของพวกท่านทำด้วยอะไร เพียงเพื่อต้องการที่จะไปอ่านนโยบายบริหารประเทศ ท่านก็ฆ่าฟันผู้คนเข้าไปอ่านนโยบายแล้ว ฉะนั้น ภายในนโยบายบริหารเหล่านั้น ท่านคงจะต้องฆ่าประชาชนคนไทยไปอีกกี่ศพ ท่านจึงจะบรรลุนโยบายการบริหารประเทศของท่าน
           
           “ด้วยความคิดดังนั้น ผมเองจึงตัดสินใจที่จะไม่รับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากพรรคพลังประชาชน สาเหตุเพราะหนังสือพิมพ์ซึ่งมีภาพผู้คนที่ถูกเข่นฆ่าเหล่านั้น เมื่อผู้โดยสารท่านอื่นที่โดยสารไปในเที่ยวบินนั้นได้เห็นภาพและข่าว อาจเกิดบันดาลโทสะ ขาดการยับยั้ง ยกมารุมทำร้าย ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน ขณะที่เตรียมขึ้นบินอยู่ ได้รับบาดเจ็บและล้มตายให้ตกไปตามกันก็ได้ ส.ส.พรรคพลังประชาชน เข้าเครื่องในวันดังกล่าว ซึ่งถ้าการสอบสวนว่าผมกระทำความผิด และให้ผมไปกล่าวคำขอโทษ ส.ส.เหล่านั้น ก็ขอให้ลงโทษด้วยการฆ่าผมเสียดีกว่าที่จะให้ผมไปกล่าวคำขอโทษกับคนที่ไม่มีศีลธรรมเหล่านั้นให้เสียศักดิ์ศรีของความเป็นชายชาติทหารนักรบอย่างผม” กัปตันจักรี เคยเขียนจดหมายยืนยันถึงเหตุผลที่ตัดสินใจไปในครั้งนั้น
           
           อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจลาออกจากการเป็นครูสอนนักบินของเหล่ากัปตันอาวุโสทั้ง 5 คนนี้จะส่งผลกระทบต่อบริษัท การบินไทย อย่างแน่นอน โดยเฉพาะฝูงบินโบอิง 737 เนื่องจาก กัปตันเหล่านี้มีประสบการณ์สูงและเป็นบุคลากรที่มีค่าของบริษัท

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง
    โต้ทรราช! กัปตันบินไทย 2 เที่ยวเช้า ไม่รับ ส.ส.พปช.ขึ้นเครื่อง
    จากใจ “จักรี จงศิริ” - กัปตันผู้อารยะขัดขืนต่อ “ทรราช”
    บอร์ดบินไทยรับใช้ทรราช สั่งฟัน “กัปตันจักรี” ห้ามบินชั่วคราว
    ส.ส.ชั่วสั่ง กมธ.คมนาคม ถอนใบอนุญาต “กัปตันจักรี”

    ความประทับใจในการมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตร / จดหมายจากพนักงานการบินไทย

    โต้ทรราช! กัปตันบินไทย 2 เที่ยวเช้า ไม่รับ ส.ส.พปช.ขึ้นเครื่อง ดูวีดีโอประกอบจาก Manager Multimedia
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 8 ตุลาคม 2551 07:58 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

    นางฟาริดา สุไลมาน ส.ส.พลังประชาชน จ.สุรินทร์

    ดอนเมือง - กัปตันการบินไทย 2 เที่ยวบินช่วงเช้า ดอนเมือง-ขอนแก่น, ดอนเมือง-อุดรธานี ปฏิเสธรับ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ระบุไม่ต้อนรับทรราช เชื่อวันนี้จะมีเหตุการณ์ทำนองนี้เพิ่มเติมอีกหลายเที่ยวบิน จากเหตุการณ์เข่นฆ่าประชาชนวานนี้ ด้าน ส.ส.หญิง พปช.มีหน้ามาด่ากัปตันมีปัญหาทางจิต
           
           เช้าวันนี้ (8 ต.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 06.15 น. เที่ยวบินที่ TG1040 ของบริษัท การบินไทย จากท่าอากาศยานดอนเมือง มุ่งตรงไปยังท่าอากาศยาน จ.ขอนแก่น กัปตันของเครื่องบินได้ปิดประตูเครื่องบินปฏิเสธรับ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนขึ้นเครื่อง โดย ส.ส.คนดังกล่าว คือ นางฟาริดา สุไลมาน ส.ส.สุรินทร์ เขต 1 พรรคพลังประชาชน
           
           ทั้งนี้ ก่อนที่กำหนดเครื่องจะออก กัปตันคนดังกล่าวได้ตรวจสอบรายชื่อผู้โดยสาร จากนั้นเมื่อพบว่ามีชื่อ ส.ส.พลังประชาชนด้วย กัปตันในชุดเต็มยศจึงออกมายืนที่งวงทางเชื่อมเข้าเครื่อง พร้อมกับประกาศให้ทราบว่า “เที่ยวบินนี้ไม่รับทรราช เที่ยวบินนี้ไม่รับ ส.ส.พลังประชาชน และนักการเมืองที่ทำร้ายประชาชนขึ้นเครื่อง ผมจะไม่รับพวกคุณขึ้นเครื่องตลอดชีวิต”
           
           ต่อมาในเวลาประมาณ 09.00 น. เที่ยวบินการบินไทยที่ 1002 ดอนเมือง-อุดรธานี ซึ่งจะออกเดินทางในเวลา 09.25 น. กัปตันและนักบินก็ประกาศที่จะไม่รับ ส.ส.พลังประชาชน 2 คน ประกอบไปด้วย นายไชยา พรหมมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคพลังประชาชน และนางชมพู จันทาทอง ส.ส.หนองคาย เขต 1 พรรคพลังประชาชน ขึ้นเครื่องด้วยเช่นกัน
           
           อนึ่ง หลังจากที่วานนนี้ (7 ต.ค.) หลังจากรัฐบาลได้สั่งการให้ตำรวจใช้ความรุนแรงในการสลายผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บริเวณรัฐสภา และลานพระบรมรูปทรงม้า โดยเริ่มต้นปฏิบัติการตั้งแต่เช้าตรู่ จนส่งผลให้มีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บเกือบ 400 คน และเสียชีวิต 3 คนนั้น มีรายงานข่าวว่า สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจทั่วประเทศ ทั้งการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) และสหภาพแรงงานบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เตรียมนัดหยุดงานเพื่อเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และมีมาตรการตอบโต้ หลังจากรัฐบาลใช้ความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุมฯ
           
           ด่ากัปตันบินไทยมีปัญหาทางจิต
           
           ต่อมา นางฟาริดา เปิดเผยกับสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น ถึงกระแสข่าวถูกกัปตันการบินไทยขวางไม่ให้ขึ้นเครื่องบิน เที่ยวบินกรุงเทพฯ-ขอนแก่นว่า เมื่อช่วงเวลาประมาณ 6 โมงเช้า ได้เดินทางไปที่สนามบินดอนเมืองเพื่อที่จะเดินทางกลับ จ.สุรินทร์ โดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG1040 กรุงเทพฯ-ขอนแก่น แต่ขณะเดินไปที่ประตูเครื่องบิน มีชายแต่งกายคล้ายกัปตันเครื่องเดินมาขวางและสอบถามว่าตนเองเป็น ส.ส.พรรคพลังประชาชน ใช่หรือไม่ พร้อมกล่าวว่า การบินไทยไม่ต้อนรับ ส.ส.พรรคพลังประชาชน
           
           อย่างไรก็ตาม นางฟาริดา กล่าวต่อว่า เรื่องนี้หากตนเองจะร้องเรียนก็คงไม่ใช่ เพราะไม่ได้ขึ้นเครื่อง แต่เป็นเรื่องที่อยากให้ผู้เกี่ยวข้องช่วยดูแลเรื่องสภาวะทางจิตที่ไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถแยกแยะเหตุและผลได้ ประชาชนหรือผู้โดยสารที่ต้องฝากชีวิตไว้คงไม่ปลอดภัย
           
           เมื่อผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สอบถามไปยังฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับแจ้งจากพนักงานว่า ฝ่ายประชาสัมพันธ์จะประสานไปยังกัปตันนรหัช พลอยใหญ่ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายการบิน เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และจะแจ้งผลให้ทราบต่อไป

    เรื่องจากคุณอรวรรณ ลุลิตานนท์

     Orawan Lulitanond <olulitanond@yahoo.com on 26/10/2008 00:30:28
     
       
    สามปีแล้วครับ กับการที่คนไทยมีความคิดที่แตกแยกกัน ทุกวันนี้พวกเราถกเถียงกันในเรื่องราวประจำวันที่ล้วนเป็น ' ผล ' ทั้งสิ้น
       
    วันนี้การชุมนุมโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นการ ' สร้างชาติ ' ตามความคิดของคนส่วนหนึ่ง
       
    ในขณะเดียวกันก็เป็นการ ' ทำร้ายประเทศ ' ตามความคิดของคนอีกส่วนหนึ่ง
     
    สำหรับผม...................................................................  ..............คิดว่า
     
    ถ้ามอง ' ตื้นๆ ' ก็คงต้องตอบว่า ' ใช่ครับ...พันธมิตรทำร้ายประเทศ! ' ถ้ามองแค่เรื่องการปิด ถนน , การยึดทำเนียบ , การปิดล้อมรัฐสภา , การขู่ตัดไฟ , การปิดสนามบิน , การยึด NBT
     
    อะไรทำนองนั้น แล้วตีความว่า ' พันธมิตรทำร้ายประเทศ  ผมคิดว่ามันประหลาดนะครับ คนมีการศึกษาหลายๆ คนมองอะไรตื้นๆ!!!
     
     ----------------------------------------
     
    คนที่มาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรเป็นคนประเภทไหนกันแน่ครับ ?
     
    จากข้อมูลที่เคยทำการสำรวจเมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๑ สุ่มตัวอย่าง ๔ , ๒๑๖ คน ของผู้ชุมนุมพบว่า
     -
    เป็นหญิงร้อยละ ๕๐.๒๙    เป็นชายร้อยละ ๔๙.๗๑
     -
    การศึกษาระดับปริญญาตรีร้อยละ ๓๘.๘๙     ระดับสูงกว่าปริญญาตรีร้อยละ ๑๒.๐๙
     -
    รายได้มากกว่า ๒ หมื่นบาทต่อเดือนร้อยละ ๓๙.๔๐    รายได้ระหว่าง ๗.๕ พัน - ๒ หมื่นบาทต่อเดือนร้อยละ ๓๘.๕๓
       
    ถ้าคุณไม่เชื่อก็ไปสัมผัสบรรยากาศจริงเอาเองแล้วกัน...ส่วนผมยืนยันได้ว่าข้อมูลที่สำรวจมาไม่ได้ปั้นแต่งตัวเลขขึ้นมาเอง...ผมเบื่อนัก พวกที่ไม่เคยรู้อะไร ไม่เคยไปค้นหาความจริงด้วยตัวเอง แล้วก็มาพูดมั่วๆ เป็นประเภท ' ยังไม่มีความรู้ แต่จะมามีความเห็น '
       
    ผมได้ไปร่วมชุมนุมทั้งพันธมิตรฯ และนปก. เห็นความแตกต่างของคนที่มาชุมนุมอย่างสิ้นเชิง ด้านพันธมิตรฯ โดยมากจะเป็นชนชั้นกลาง นักธุรกิจ พ่อค้า แม่บ้าน นักศึกษา
       
    ส่วน นปก. โดยมากจะเป็น สาวโรงงาน กรรมกร ซึ่งเวลามาชุมนุมจะนั่งรถกระบะมากันคันละ๕-๑๐ คน (ช่วงที่ไล่รัฐบาลสุรยุทธ์) พอเข้าไปยังท้องสนามหลวงก็นั่งล้อมวงกินข้าวเหนียว ส้มตำ ไม่ได้สนใจฟังคำปราศรัยบนเวทีเลยครับ...นี่หรือคนที่มี ' อุดมการณ์ทางการเมือง ' มาชุมนุมเพื่อต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ(ในขณะนั้น)
     
     ---------------------------------------
     
    เกิดคำถามย้อนกลับมาว่ากลุ่มคนชั้นกลาง มีการศึกษา ที่ร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ นั้นหรือที่มุ่งหมายจะ
     '
    ทำร้ายประเทศชาติ '?
     
    เปล่าเลย...เปล่าเลย
       
    พวกเขาก็มีธุรกิจที่ต้องประกอบการ พวกเขามีการมีงานที่จะต้องทำ พวกเขามีภาระค่าใช้จ่ายต้อง
     
    เลี้ยงดูลูกน้องและพนักงานอีกหลายคน ธุรกิจของพวกเขายังต้องสัมพันธ์กับภาวะเศรษฐกิจทั้งในประเทศ
     
    และต่างประเทศ... คนประเภทนี้หรือที่อยาก ' ทำร้ายประเทศ '?
       
    วันนี้ผมเพิ่งกลับจากการอบรมผู้ประกอบการ K sme care ของธ.กสิกรไทย ซึ่งผู้ที่จะเข้าอบรมได้
     
    จะต้องเป็นเจ้าของกิจการ หรือทายาทธุรกิจเท่านั้น...ก็มีผู้ประกอบการรายหนึ่งมาอบรม พร้อมกับขาที่
     
    พันด้วยผ้าพันแผลทั้งสองข้าง... ผมมาทราบทีหลังว่าเขาถูกสะเก็ดระเบิดเย็บประมาณ ๔๓ เข็ม จาก
     
    การไปชุมนุมที่รัฐสภาเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคมที่ผ่านมา ... คนแบบนี้หรือครับ ? ที่เขาอยากจะไปชุมนุมให้
     
    ประเทศเกิดความวุ่นวายแล้วธุรกิจ ๑๐๐ ล้าน ๑ , ๐๐๐ ล้านของเขาจะต้องเจ๊งไปด้วย
       
    เปล่าเลย...คนที่ไปชุมนุมไม่ใช่อยู่ดีดีนึกสนุกก็ออกไปชุมนุม จริงๆ เขาต้องพบต้องเห็นอะไรที่มันไม่
     
    ถูกไม่ควรจากการบริหารประเทศของทักษิณ จวบจนสมชายต่างหากเล่า !!!
       
    พวกพันธมิตรฯ คิดอยู่ในใจและอยากจะตะโกนบอกพวกรักทักษิณ ดังๆ ว่า ' พวกมึงคิดจะส่งต่อ
     
    ประเทศไทยนี้ให้ลูกหลานพวกมึงในสภาพไหนวะ ?'
     
     -----------------------------------------------
     
    ครับ... คุณอยากส่งต่อประเทศไทยนี้ให้ลูกหลานในสภาพไหนครับ ?
     
    สภาพที่ว่า ' นายกจะเป็นใครก็ได้ ขอให้มีผลงาน แต่มันจะโกงกินแค่ไหนก็ไม่เป็นไร!!! '... อย่าง
     
    นี้ใครกันที่ทำร้ายประเทศครับ ?
     
    สภาพที่ว่า ' ระบอบทักษิณใช้นโยบายประชานิยม ไร้ซึ่งวินัยการคลัง ทำให้เกิดภาระหนี้สินผูกพันด้านงบ
     
    ประมาณ มีการก่อหนี้ภาครัฐผ่านธนาคารที่เป็นเครื่องมือของรัฐ '... อย่างนี้ใครกันที่ทำร้ายความมั่น
     
    คงด้านการเงินของประเทศครับ ?
     
    คุณหาว่าผู้ชุมนุมเป็นผู้สร้างเงื่อนไขทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ' ทำร้ายประเทศ ' แล้วนักการเมืองที่คุณ
     
    กำลังเทิดทูนอยู่ไม่ว่าจะเป็นทักษิณ หรือพรรคไทยรักไทย หรือพรรคพลังประชาชน บริหารประเทศอย่าง
     '
    ซื่อสัตย์ สุจริต และทำเพื่อประชาชนมากเลยใช่ไหมครับ ?... อย่างนี้ไม่ทำร้ายประเทศเลยใช่ไหม
     
    ครับ ?'
     
    เพราะทักษิณไม่ใช่หรือที่ แบ่งแยกคนไทยเป็นสองฝ่าย... อย่างนี้ทำร้ายประเทศไหมครับ ?
     
    เพราะทักษิณไม่ใช่หรือที่ แปรรูป ปตท. แล้วยังพยายามผลักดันแปรรูป กฟผ. ... อย่างนี้ทำร้าย
     
    ประเทศไหมครับ ?
     
    เพราะทักษิณไม่ใช่หรือที่ แก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือถือเป็นภาษีสรรพสามิต... อย่างนี้ทำร้าย
     
    ประเทศไหมครับ ?
     
    เพราะทักษิณไม่ใช่หรือที่ ให้ EXIM BANK ปล่อยกู้พม่าเพื่อพัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคม ๓ โครงการ
     
    โดยระบุผู้ขายสินค้าและบริการแก่พม่าคือ บมจ.ชินแซทเทลไลท์ โดย EXIM BANK จะขยายระยะเวลา
     
    การปลอดการชำระหนี้เงินต้นจาก ๒ ปี เป็น ๕ ปี และให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุนของ EXIM
     BANK (
    ปล่อยกู้ร้อยละ ๓ จากต้นทุนที่ร้อยละ ๕.๗๕) แล้วให้กระทรวงการคลังจ่ายชดเชยส่วนขาดทุน
     
    ดอกเบี้ยคืนให้ EXIM BANK... อย่างนี้ทำร้ายประเทศไหมครับ ?
     
    เพราะทักษิณไม่ใช่หรือที่ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐสงสัยว่ากระทำผิดฐานซื้อที่ดินย่านถนนรัชดา... อย่างนี้
     
    ทำร้ายประเทศไหมครับ ?
     
    เพราะคุณหญิงพจมานไม่ใช่หรือที่ จงใจหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรกรณีโอนหุ้นชินคอร์ปฯ... อย่างนี้ทำ
     
    ร้ายประเทศไหมครับ ?
     
    นี่เป็นแค่เศษเสี้ยวหนึ่งที่คนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ กับครอบครัว   ได้ทำไว้กับคนไทย กับประเทศไทย
     
    ทำร้ายทั้งคุณคนที่รักทักษิณเองด้วยซ้ำไป...ในขณะที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรี
     
    พวกเขา ' ทำร้ายประเทศไหมครับ ?' คุณคนอ่านที่ยังเทิดทูนระบอบทักษิณอยู่ ผมคิดว่าคุณเป็นคนมี
     
    ความรู้ช่วยคิดหน่อยครับ
     
    ก็เพราะเรื่องเลวร้ายพวกนี้แหละที่ทำให้พันธมิตรฯ ต้องออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย...
     
    จนในที่สุด พวกคุณก็กล่าวหาว่า ' พันธมิตรทำร้ายประเทศชาติ! '
     
     ----------------------------------------------
     
    ถ้าคุณคิดตื้นๆ ก็คิดได้แค่นั้นแหละครับ ... ขอโทษด้วยครับ ข้อความของผมอาจเสียดแทงใจคุณ แต่ผมหวังดีนะครับ
     
    ผมคิดว่าคุณคนอ่านเองก็มีการศึกษาไม่น้อย คุณเองก็น่าจะรู้ว่าทักษิณโกงกินชาติแบบไหน วิธีไหน และมากแค่ไหน
     
    คุณเองก็ควรไตร่ตรองให้ดี และควรมีมาตรฐานทางจริยธรรมที่สูงไว้ อย่าคิดแบบคนจนมุมว่า ' ทักษิณมันโกงก็โกงไป แต่มันมีผลงาน และมันทำให้ท้องกูอิ่มก็โอเคแล้ว '
     
    อย่างนี้คิดแบบไม่แก้ปัญหา แต่กลายเป็นคนยอมจำนนต่อปัญหา
     
    สุดท้ายแล้ว ลูกหลานคุณเองก็จะต้องพบกับความ ' ฉิบหายจากการโกงบ้านกินเมืองของนักการเมืองน้ำเน่าทั้งหลาย '
     
    คุณไม่ต้องกลัวหรอก สำหรับผมแล้ว ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหน ถ้าต่อแต่นี้ไป ' มันโกงกิน ' ผมจะต่อต้าน ไม่เลือกว่าจะเป็นพรรคใดก็ตาม
     
    ผมทำเพื่อคนอย่างคุณด้วยนะ รู้ไว้ด้วย เราอยู่ประเทศเดียวกัน ไม่ควรนิ่งเฉยต่อ ' ความชั่ว ' ทั้งหลาย
     
     
    สังคมไม่ดี สุดท้ายตัวคุณ ตัวผม ก็จะไม่ดีไปด้วย
     
    ช่วยกันส่งต่อให้มากๆ จะขอบพระคุณ

    นปก. รายงานตัวที่ทำเนียบ

    รวบ นปช.เหิมพกน้ำมันหวังเผาทำเนียบ-ใช้หนังสติ๊กยิงการ์ดพันธมิตรฯ
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 ตุลาคม 2551 15:25 น.
    การ์ดพันธมิตรฯ รวบ 5 นปช.ส่ง สน.นางเลิ้ง หลังตรวจเจอว่าพกน้ำมันใส่แกลลอน-ขวาน-ตีบตบ บุกทำเนียบ ใช้หนังสติ๊กยิงผู้ชุมนุม-การ์ดอาสาฯ
           
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.20 น.วันนี้ (28 ต.ค.) ที่ สน.พันธมิตรฯ ได้มีการจับกุมกลุ่มบุคคลซึ่งเป็นแนวร่วมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (นปช.) ทั้งหมด 5 คน คือ 1.นายวิเชียร จรุงกิจอนันต์ อายุ 66 ปี พักอยู่ที่ซอยจรัญสนิทวงศ์ 25 เขต บางกอกน้อย กรุงเทพฯ 2.นางสาวระ ฝาชัยภูมิ พักอยู่ที่เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 3.นางสาวสุนันท์ มณีรัตน์ เป็นชาวอำเภอเมือง จ.สมุทรสาคร 4.นางนะนิตย์ นามนู อายุ 70 ปี เป็นชาวอำเภอลำลูกกา จ.ปทุมธานี 5.นางสมบัติ ขยันชุมนุม เป็นชาวอำเภอเนินสง่า จ.ชัยภูมิ
           
           โดยการ์ดพันธมิตรฯ พบกลุ่มคนทั้ง 5 รวมตัวกันอยู่ใกล้รถกระบะ หมายเลขทะเบียน กผ 3230 กทม.ซึ่งจอดอยู่บริเวณสะพานชมัยรุเชษฐ์ โดยตรวจสอบภายในรถกระบะพบว่ามีน้ำมันเบนซิน 1 แกลลอน ขวาน 1 ด้าม ตีบตบ 4 อัน หนังสติ๊กพร้อมก้อนหิน ผ้าพันคอสีแดง หมวกสีแดง และ หมวกสีขาวที่มีข้อความ “กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ” รวมไปถึงธงสีแดง ที่สกรีนข้อความ “รายการความจริงวันนี้” อยู่ด้วย
           
           จากการสอบถาม นายวิเชียร เจ้าของรถกระบะ กล่าวว่า ได้รับการว่าจ้างจากนางนะนิตย์ ให้นำรถของตนเองไปบรรทุกเครื่องเสียง ในราคา 400 บาท โดย นางนะนิตย์ ได้นัดให้ไปเจอกันที่สถานีรถไฟสามเสน แต่เนื่องจากตนไม่รู้จักทาง จึงขับรถหลงเข้ามาในเขตของพันธมิตรฯ
           
           ด้าน นางสมบัติ กล่าวว่า ตนนั่งรถแท็กซี่ มากับ นางนะนิตย์ และชายอีก 2 คน แต่ชาย 2 คนดังกล่าวได้หลบหนีไปขณะกลุ่มพันธมิตรฯ เข้ามาสอบถาม ส่วนตนเองนั้นกำลังจะนั่งรถแท็กซี่เพื่อไปรับเสื้อรายการความจริงวันนี้มาขาย โดยจะไปรับที่บ้านเลขที่ 111 บริเวณถนนนางเลิ้ง ซึ่งเป็นที่ทำการของพรรคไทยรักไทยเก่า
           
           ขณะที่ นางนะนิตย์ กล่าวว่า ตนได้รับการว่าจ้างจาก นายสุขุม ไม่ทราบนามสกุล ว่า ให้ไปหารถมาติดเครื่องเสียงให้หน่อย โดยได้นัดให้ไปเจอกันที่สถานีรถไฟสามเสน ซึ่งตนเป็นอดีตเจ้าหน้าที่กรมการบินพลเรือน กองทัพอากาศ แต่ขณะนี้อยู่เฉยๆ เนื่องจากอายุมากแล้ว ทั้งนี้ ยืนยันว่า ตนไม่ได้ไปร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช.แต่อย่างใด
           
           ด้าน นางสาวระ กล่าวว่า ตนมีอาชีพขายกับข้าวอยู่ที่สนามหลวง และบริเวณด้านข้างของห้างสรรพสินค้าพาต้า ปิ่นเกล้า โดยตนได้เดินทางมากับ นายวิเชียร เพื่อร่วมชุมนุมที่บริเวณท้องสนามหลวง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ตนนั้นมาร่วมชุมนุมอยู่ที่สนามหลวงได้เดือนกว่าแล้ว โดยได้รับเงินวันละ 150 บาท จาก นายชัย สนามหลวง แต่โดนหักค่าหัวคิวไปวันละ 50 บาท
           
           ทั้งนี้ เมื่อทาง สน.พันธมิตรฯ ได้สอบถามข้อมูลต่างๆ เสร็จสิ้นแล้ว ก็ได้ติดต่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมารับตัวไป โดยในครั้งนี้ พ.ต.อ.วิบูลยุทธ สันทัดเวช ผู้กำกับ สน.นางเลิ้ง พร้อมด้วย สิบตรี อภิสิทธิ์ จิตณรงค์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.นางเลิ้ง มารับตัวเพื่อไปบันทึกประจำวันที่ ที่ สน.นางเลิ้ง ต่อไป


         
         
         
         

    นปก. ขึ้นรายงานตัว

    รวบ นปช.เหิมพกน้ำมันหวังเผาทำเนียบ-ใช้หนังสติ๊กยิงการ์ดพันธมิตรฯ
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 ตุลาคม 2551 15:25 น.
    การ์ดพันธมิตรฯ รวบ 5 นปช.ส่ง สน.นางเลิ้ง หลังตรวจเจอว่าพกน้ำมันใส่แกลลอน-ขวาน-ตีบตบ บุกทำเนียบ ใช้หนังสติ๊กยิงผู้ชุมนุม-การ์ดอาสาฯ
           
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.20 น.วันนี้ (28 ต.ค.) ที่ สน.พันธมิตรฯ ได้มีการจับกุมกลุ่มบุคคลซึ่งเป็นแนวร่วมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (นปช.) ทั้งหมด 5 คน คือ 1.นายวิเชียร จรุงกิจอนันต์ อายุ 66 ปี พักอยู่ที่ซอยจรัญสนิทวงศ์ 25 เขต บางกอกน้อย กรุงเทพฯ 2.นางสาวระ ฝาชัยภูมิ พักอยู่ที่เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 3.นางสาวสุนันท์ มณีรัตน์ เป็นชาวอำเภอเมือง จ.สมุทรสาคร 4.นางนะนิตย์ นามนู อายุ 70 ปี เป็นชาวอำเภอลำลูกกา จ.ปทุมธานี 5.นางสมบัติ ขยันชุมนุม เป็นชาวอำเภอเนินสง่า จ.ชัยภูมิ
           
           โดยการ์ดพันธมิตรฯ พบกลุ่มคนทั้ง 5 รวมตัวกันอยู่ใกล้รถกระบะ หมายเลขทะเบียน กผ 3230 กทม.ซึ่งจอดอยู่บริเวณสะพานชมัยรุเชษฐ์ โดยตรวจสอบภายในรถกระบะพบว่ามีน้ำมันเบนซิน 1 แกลลอน ขวาน 1 ด้าม ตีบตบ 4 อัน หนังสติ๊กพร้อมก้อนหิน ผ้าพันคอสีแดง หมวกสีแดง และ หมวกสีขาวที่มีข้อความ “กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ” รวมไปถึงธงสีแดง ที่สกรีนข้อความ “รายการความจริงวันนี้” อยู่ด้วย
           
           จากการสอบถาม นายวิเชียร เจ้าของรถกระบะ กล่าวว่า ได้รับการว่าจ้างจากนางนะนิตย์ ให้นำรถของตนเองไปบรรทุกเครื่องเสียง ในราคา 400 บาท โดย นางนะนิตย์ ได้นัดให้ไปเจอกันที่สถานีรถไฟสามเสน แต่เนื่องจากตนไม่รู้จักทาง จึงขับรถหลงเข้ามาในเขตของพันธมิตรฯ
           
           ด้าน นางสมบัติ กล่าวว่า ตนนั่งรถแท็กซี่ มากับ นางนะนิตย์ และชายอีก 2 คน แต่ชาย 2 คนดังกล่าวได้หลบหนีไปขณะกลุ่มพันธมิตรฯ เข้ามาสอบถาม ส่วนตนเองนั้นกำลังจะนั่งรถแท็กซี่เพื่อไปรับเสื้อรายการความจริงวันนี้มาขาย โดยจะไปรับที่บ้านเลขที่ 111 บริเวณถนนนางเลิ้ง ซึ่งเป็นที่ทำการของพรรคไทยรักไทยเก่า
           
           ขณะที่ นางนะนิตย์ กล่าวว่า ตนได้รับการว่าจ้างจาก นายสุขุม ไม่ทราบนามสกุล ว่า ให้ไปหารถมาติดเครื่องเสียงให้หน่อย โดยได้นัดให้ไปเจอกันที่สถานีรถไฟสามเสน ซึ่งตนเป็นอดีตเจ้าหน้าที่กรมการบินพลเรือน กองทัพอากาศ แต่ขณะนี้อยู่เฉยๆ เนื่องจากอายุมากแล้ว ทั้งนี้ ยืนยันว่า ตนไม่ได้ไปร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช.แต่อย่างใด
           
           ด้าน นางสาวระ กล่าวว่า ตนมีอาชีพขายกับข้าวอยู่ที่สนามหลวง และบริเวณด้านข้างของห้างสรรพสินค้าพาต้า ปิ่นเกล้า โดยตนได้เดินทางมากับ นายวิเชียร เพื่อร่วมชุมนุมที่บริเวณท้องสนามหลวง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ตนนั้นมาร่วมชุมนุมอยู่ที่สนามหลวงได้เดือนกว่าแล้ว โดยได้รับเงินวันละ 150 บาท จาก นายชัย สนามหลวง แต่โดนหักค่าหัวคิวไปวันละ 50 บาท
           
           ทั้งนี้ เมื่อทาง สน.พันธมิตรฯ ได้สอบถามข้อมูลต่างๆ เสร็จสิ้นแล้ว ก็ได้ติดต่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมารับตัวไป โดยในครั้งนี้ พ.ต.อ.วิบูลยุทธ สันทัดเวช ผู้กำกับ สน.นางเลิ้ง พร้อมด้วย สิบตรี อภิสิทธิ์ จิตณรงค์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.นางเลิ้ง มารับตัวเพื่อไปบันทึกประจำวันที่ ที่ สน.นางเลิ้ง ต่อไป


         
         
         
         

    จะถอดสัญชาติคนหมิ่นเบื้องสูง

    “ม.ล.ปนัดดา”เหลืออดเสนอถอนสัญชาติคนหมิ่นเบื้องสูง-ดูถูกบ้านเมืองตัวเอง
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 ตุลาคม 2551 06:56 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล โฆษกกระทรวงมหาดไทยฝ่ายข้าราชการประจำ(ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต)

    มหาดไทยตั้ง กก.พิเศษติดตามเอาผิดการหมิ่นเบื้องสูงทุกรูปแบบ “ม.ล.ปนัดดา” เผยได้ข้อมูลจำนวนมากแล้ว พบมีการจัดตั้งเป็นขบวนการเพื่อหมิ่นสถาบัน สร้างความเจ็บปวดให้คนไทย ติงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องล่าช้า คนพูดหมิ่นกลางสนามหลวงยังตามจับไม่ได้ เตรียมเสนอกรรมการสัญชาติ ถอนสัญชาติคนปากพล่อยพูดกับสื่อนอกดูหมิ่นบ้านเมืองตัวเอง
           
           ในช่วงเย็นวันที่ 27 ต.ค. ที่กระทรวงมหาดไทยนายพีรพล ไตรทศาวิทย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เรียกพบ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล โฆษกกระทรวงมหาดไทยฝ่ายข้าราชการประจำ เพื่อหารือข้อราชการ หลังจากนายพีรพลไปร่วมประชุมที่ทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว ดอนเมือง
           
           จากนั้น ม.ล. ปนัดดา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า กระทรวงมหาดไทยจะมีการตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อพิจารณา สอบสวนและเอาผิดผู้เกี่ยวข้องกับการหมิ่นสถาบันทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการให้สัมภาษณ์ การปราศรัย การจัดทำเว็บไซต์จาบจ้วงสถาบัน เนื่องจาก ขณะนี้กระทรวงมาหาดไทยได้รับข้อมูลจำนวนมากทั้งจากที่ประชาชนร้องเรียนมายังกระทรวงและข้อมูลที่กระทรวงมีอยู่จากการข่าว รวมถึงข้อมูลที่ได้รับจากกองปราบปรามและกระทรวงไอซีที ซึ่งพบว่าเวลานี้มีขบวนการจัดตั้งเพื่อหมิ่นสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นการพูดในเชิงไม่เหมาะสม โดยพาดพิงถึงเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ซึ่งประทับอยู่ในคนไทยทั้งชาติมาเป็นระยะยาวนาน อันเป็นการกระทำที่สร้างความเจ็บปวดให้กับคนไทยทั้งชาติ ดังนั้นต้องมีการดำเนินการเอาผิดกับเหล่าบุคคลเหล่านี้อย่างเด็ดขาด
           
           “การดำเนินการเรื่องนี้ ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมามีความล่าช้า เรื่องนี้หน่วยงานทีเกี่ยวข้องไม่ว่าเป็นกระทรวง ไอซีที กองปราบปราม และกระทรวงมหาดไทย หากจะใช้กระบวนการตามกฎหมายปกติคงไม่ทันการ เห็นได้จากคนที่ไปปราศรัยพาดพิงสถาบันที่ท้องสนามหลวง ซึ่งยังไม่สามารถเอาตัวมาลงโทษได้ ที่ผ่านมาการตรวจสอบคนที่จวบจ้วงสถาบันที่กระทำการจัดทำเว็บไซต์หมิ่นสถาบัน ซึ่งเรามีข้อมูลว่ามีจำนวนมาก
           
           “หรือการโพสต์แสดงความคิดเห็นด้วยข้อความไม่เหมาะสม ก็ไม่เข้าใจทำไมไม่มีการตรวจสอบ ทั้งที่ปัจจุบันสามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ที่โพสต์ข้อความหมิ่นสถาบันเป็นใคร เพราะมีกฎหมายออกมาแล้ว ข้าราชการมหาดไทยไม่ยอมเรื่องนี้ ถามว่าคนที่พูดจาพาดพิงสถาบันตอนนี้เขาเป็นคนไทยหรือเปล่า ขนาดคนต่างด้าวยังรักเจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดิน แต่คนพวกนี้ทำแบบนี้ได้อย่างไร อย่างวิทยุชุมชนที่มีการพาดพิง กรมประชาสัมพันธ์ต้องจัดการเด็ดขาด อย่าให้มีวิทยุชุมชนแบบนี้นอกคอก อย่าทำเรื่องไม่เหมาะสม”ม.ล.ปนัดดากล่าว
           
           ม.ล.ปนัดดา กล่าวต่อว่าที่มีบางฝ่ายกล่าวโจมตี จาบจ้วงเบื้องสูงอย่างโจ่งแจ้งว่าฟังข่าวทีไร มันเจ็บปวด เป็นพลเมืองไทยในยุคนี้ในยุคโลกาภิวัตน์ บอกครอบครัวและเพื่อนร่วมชาติว่า ความอดทนมีขีดจำกัด เมื่อทนไม่ไหว บางสิ่งบางอย่างจะต้องเกิดขึ้น คนไทยไม่เคยแบ่งแยกพูดจาอะไรเช่นนี้ อย่างนี้ชัดเจน งานข่าวกรองก็บอกว่ามีคนสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง พูดหยาบคายแม้กระทั่งที่ท้องสนามหลวง พูดกับสื่อมวลชนต่างประเทศลบหลู่ดูหมิ่นประวัติศาสตร์ชาติบ้านเมืองตนเอง อยากถามว่าหัวใจเขาทำด้วยอะไร เป็นคนไทยหรือเปล่า คณะกรรมการสัญชาติอาจต้องพิจารณาถอนสัญชาติคนเหล่านี้ ซึ่งมีเพียงไม่กี่คน หรือไม่ก็กำหนดหลักสูตรเป็นแบบ Intensive Training อย่างกับโรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง ดัดนิสัยไม่ได้ก็ไม่ปล่อย ข้อนี้ละเลยไม่ได้ เพราะถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็ถือเป็นแบบอย่างที่เลว เด็กจะเลียนแบบ โดยสรุป เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทำให้กฎหมายบ้านเมืองมีความศักดิ์สิทธิ์ ปรากฏข้อความใดบนเว็บไซต์อันเป็นการทำร้ายจิตใจคนไทย ต้องเร่งดำเนินการทางกฎหมายทันที ร่วมกับฝ่ายตุลาการ เพราะทุกสิ่งที่ข้าราชการทำไว้ย่อมถือเป็นแบบอย่างแก่คนรุ่นต่อๆ ไป ไม่ใช่หยุดไว้เพียงแค่คนรุ่นตนเสียที่ไหน
           
           กอ.รมน.ตั้ง กก.ติดตามขบวนการหมิ่นฯ
           
           มีรายงานว่า กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการติดตามการกระทำอันเป็นการละเมิดสถาบันและหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในสื่อทุกประเภท รวมทั้งพฤติกรรมที่ส่อไปในทางบ่อนทำลายสถาบัน ให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรอง ผอ.รมน.เป็นประธาน โดยมีหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดต่างๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจในส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นคณะกรรมการ เพื่อติดตามผู้ที่เข้าข่ายกระทำความผิดมาดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายเพื่อไม่ให้กระบวนการบ่อนทำลายสถาบัน ขยายวงกว้างไป
           
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการเข้ายึดอำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ กองทัพบกได้มอบหมายให้กองทัพภาคที่ 1 จัดตั้ง ฉก.6080 เพื่อดำเนินการติดตามขบวนการละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งการเผยแพร่ทางสื่ออิเลคทรอนิคส์ หรือสื่ออื่นๆ เพื่อยับยั้งการดำเนินการดังกล่าวไม่ให้ขยายตัวไปมากกว่านี้ โดยกองทัพบกจะปรับ ฉก.6080 รองรับการการปฏิบัติงานตามคำสั่งดังกล่าว เพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพ

    October 27

    ผลงานพันธมิตรถึงตุลาคม 2551

    ความก้าวหน้าของพันธมิตรฯ “ชัยชนะ” ของการเมืองภาคประชาชน
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 ตุลาคม 2551 14:12 น.
           นับแต่วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2551 ที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมประชาชนได้ร่วมกันชุมนุมใหญ่ ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แล้วเคลื่อนขบวนมาปักหลักพักค้างที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนินนอก ก่อนจะบรรลุเป้าหมายเคลื่อนย้ายมวลชนนับแสนปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล จนถึงวันนี้นับเป็นเวลายาวนานกว่า 2 เดือนแล้ว ทั้งนี้ที่ผ่านมา การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ได้เกิดพัฒนาการ และ ผลสำเร็จอันส่งผลดีต่อประเทศชาติดังนี้
           
           1. ชุมนุมครั้งแรกวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2551 เคลื่อนตัวจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มาอยู่ที่สะพานมัฆวาน ถนนราชดำเนินนอกสำเร็จ
           อ่านข่าว :
           - ลำดับเหตุการณ์นาทีต่อนาที ชุมนุมใหญ่ “ต้านแก้ รธน.ฟอกมาร” 25 พ.ค. 2551
           - “จำลอง” ชี้ยึดชัยภูมิมัฆวานฯ ชนะแน่
           
           2. เพราะการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ตำรวจจึงได้ชี้ขาด จักรภพ เพ็ญแข ว่าหมิ่นเบื้องสูง และทำให้ จักรภพ เพ็ญแข ต้องลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเปิดแถลงข่าวในวันที่ 30 พ.ค. 2551 และมีการลาออกมีผลวันที่ 9 มิถุนายน 2551
           อ่านข่าว :
           
    - “เพ็ญ” แถลงลาออกแล้ว อ้างเพื่อ “รักษาขุนให้อยู่รอด”
           - ชม-ดาวน์โหลดวิดีโอคลิป “จักรภพ” พูดจาหมิ่นเหม่-จาบจ้วงที่แอลเอ
           
           3. รัฐบาลประกาศว่าได้ต่อรองโรงกลั่น 4 แห่ง ให้ลดค่าการกลั่นลง 3 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 6 เดือน โดยจะช่วยเหลือในปริมาณน้ำมันดีเซลในราคาส่วนลด 122 ล้านลิตร/เดือน
           อ่านข่าว :
           - ‘โรงกลั่น-ปิโตรฯ’ ไม่น่าห่วง.! ยันลงทุนไม่สะดุดลด 3บาทแค่คายกำไร
           
           4. สมาชิกวุฒิสภาถอนรายชื่อออกจากญัตติการล้มล้างรัฐธรรมนูญเพื่อฟอกความผิดของคนในระบอบทักษิณ จนมีจำนวนเสียงไม่เพียงพอและทำให้ญัตติต้องล้มไป หลังจากที่พันธมิตรฯยื่นรายชื่อกว่า 3 หมื่นคนถอดถอนนักการเมืองที่เข้าชื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญเพราะมีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ทั้งยังส่งผลให้ชาติประหยัดเงินภาษีอากรของประชาชนได้อีกกว่า 2,400 ล้านบาท
           อ่านข่าว :
           - พปช.อ้างที่ประชุมสั่งยุติยื่นแก้รัฐธรรมนูญ

           5. สมัคร สุนทรเวช ต้องกลับลำหลังจากประกาศที่จะแตกหักกับพันธมิตรฯ เพราะมีประชาชนจำนวนมหาศาลนับแสนคนทั่วทุกสารทิศมาร่วมชุมนุมร่วมกับพันธมิตรฯหลังจากการประกาศกร้าวของนายกรัฐมนตรี
           อ่านข่าว :
           - “หมัก”ลุอำนาจ!ประกาศแตกหัก ส่ง ตร.-ทหารจัดการ“พันธมิตรฯ” วันนี้
           - คำต่อคำ “หมัก” พลิกลิ้นกลางจอ ปัดสลายชุมนุม-ตอบคำถามด่าพันธมิตรฯ
           
           6. รัฐบาลยกเลิกข้าวธงฟ้า รับจำนำข้าวปลือกตันละ 14,000 บาท หลังจากพันธมิตรฯได้อภิปรายเปิดโปงความล้มเหลวของรัฐบาลในการจัดการปัญหาราคาข้าว
           อ่านข่าว :
           
    - “หมัก” แจงเหตุตลาดข้าวป่วนเพราะข้าวถุงธงฟ้า ยืดอกรับเป็นจอมบงการเอง
           - รัฐประกาศพยุงราคาข้าว 1.4 หมื่นบ./ตัน “เลี้ยบ” ยันทำตลาดกลับสู่ภาวะปกติ
           
           7. หลังจากที่ไม่สามารถล้มล้างรัฐธรรมนูญได้เพราะการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ทนายทักษิณ ได้นำเงิน 2 ล้านบาทใส่ถุงขนมมาให้เจ้าหน้าที่ในศาลฎีกา จนเป็นเหตุทำให้ศาลฎีกาได้พิพากษาจำคุกทีมทนายของทักษิณ 3 คนเป็นเวลา 6 เดือนในเวลาต่อมาโดยไม่รอลงอาญา โดยระบุว่าต้องการทำให้เกิดการชักจูงต่อกรณีที่ คตส. ได้ฟ้องในคดีการซื้อที่ดินรัชดาของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร
           อ่านข่าว :
           - ประมุขศาลยอมรับ มีทนายนักการเมืองหอบเงินสด 2 ล้านให้ จนท.จริง!
           - จำคุก 6 เดือน แก๊งทนายแม้วติดสินบนศาล!
           - ย้อนรอยคดี"แม้ว-อ้อ"ทุจริตที่ดินรัชดา ปมสินบน 2 ล้าน
           
           8. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ล้มเหลวและต้องถอยในการสั่งปิดทีวีเคเบิลทีวี หลังประชาชนได้ลุกฮือต่อสู้กับคำสั่งที่ไม่ชอบทั่วประเทศ
           อ่านข่าว :
           
    - สมาคมเคเบิลทีวีหวั่น “เป็ดเหลิม” สั่งยุติแพร่ภาพเอเอสทีวีอาจเตรียมสลายชุมนุม
           - “เหลิม” บ้อท่าผวาคุก-ถูกถอด พลิกลิ้นปัดสั่งปิดเอเอสทีวี แค่ให้ระวังคำพูดแรง

           9. หลังจากที่ไม่สามารถล้มล้างรัฐธรรมนูญได้เพราะการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ เจ้าหน้าที่ กกต.ได้ปลอมแปลงเอกสาร และยื่นเอกสารเท็จต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งในคดีการทำผิดกฎหมายเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช พันธมิตรฯจึงได้เปิดโปงและกดดันด้วยการเคลื่อนผู้ชุมนุมแบบดาวกระจายไปหน้า กกต. เป็นผลทำให้กกต.ต้องยอมจำนนและตั้งกรรมการสอบสวนเจ้าหน้าที่ กกต. ที่กระทำการดังกล่าว
           อ่านข่าว :
           
    - แฉ! เจ้าหน้าที่ กกต.ปั้นหลักฐานเท็จช่วย “ยงยุทธ” สู้คดีใบแดง
           - พลังมวลชนนับหมื่นพร้อมใจเข้าให้กำลังใจ กกต.
           - กกต.ตื่นสรุปปลอมเอกสารช่วย “ยุทธตู้เย็น” จริง-ฟันวินัย 2 จนท.
           
           10. เพราะการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ทำให้นพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องยอมเปิดเผยมติคณะรัฐมนตรีและแผนที่ที่ได้ไปลงนามแถลงการณ์ยกปราสาทพระวิหารและพื้นที่เขาพระวิหารร่วมกับกัมพูชาเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก หลังจากนั้นกลุ่มพันธมิตรฯได้ยื่นต่อศาลปกครองกลาง เป็นผลทำให้ศาลปกครองได้ออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามนำมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวไปใช้ในการลงนามกับประเทศกัมพูชาได้เป็นผลสำเร็จ
           อ่านข่าว :
           - “สนธิ” แฉแผนขายอธิปไตย! ยก“พระวิหาร”ให้เขมรแลกสัมปทานขุดก๊าซ
           - ศาลฯ คุ้มครอง “เขาพระวิหาร” - ทนายกู้ชาติเตรียมฟ้อง “นพเหล่”-ครม.ยกชุด
           - เปิดคำสั่งศาลปกครองกลางสั่งคุ้มครอง “ปราสาทพระวิหาร”
           
           
           
           คลิกอ่านข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร
           
           11. พันธมิตรฯ เคลื่อนพลหลายแสนคนมาที่หน้าทำเนียบรัฐบาลได้เป็นผลสำเร็จ โดยไม่ได้มีการทำลายทรัพย์สินทางราชการหรือความวุ่นวายใดๆทั้งสิ้น
           อ่านข่าว :
           - วินาทีแห่งชัยชนะขั้นต้นของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เข้ายึดทำเนียบสำเร็จ
           - สดุดีเหล่า “ผู้กล้าพันธมิตรฯ” กำชัยยึดทำเนียบฯ เหนือ “รัฐบาลโจร”!

           12. ภายหลังจากที่พันธมิตรฯเคลื่อนพลหลายแสนมาที่หน้าทำเนียบรัฐบาล นายสมัคร ได้กลับลำยอมให้วุฒิสภาอภิปรายทั่วไป และยอมให้ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ปฏิเสธอ้างว่าไม่มีเวลาเพราะต้องพิจารณาเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี
           อ่านข่าว :
           - รัฐชิงปิดสภาหนีซักฟอก ปชป.ฟันนายกฯ 7 รมต.
           - ปธ.วิปรัฐฯ ยกอภิปราย 2 สภาต่อรองพันธมิตรเพลาม็อบ
           
           13. ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้กับคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรมได้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป หลังจากที่นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้มีการปลดและเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรมเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทยาและขัดขวางการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา ซึ่งเป็นไปตามที่พันธมิตรฯได้กล่าวหามาก่อนหน้านี้
           อ่านข่าว :
           - “ไชยา” หน้าแหก ศาลคุ้มครองชั่วคราวบอร์ด อภ.ชุด “หมอวิชัย”
           - คำสั่งศาลปกครอง ชี้ปลดบอร์ด อภ.ตามอำเภอใจ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
           
           14. พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ต้องประกาศเลื่อนการจัดงานมหาสังฆทาน รวมพลังไทยเพื่อพ่อของแผ่นดิน ที่จะมีขึ้นในวันที่ 20 กรกฎาคม 2551 ออกไปโดยไม่มีกำหนด พร้อมกับยอมรับว่าสาเหตุหนึ่งมาจากกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำเรื่องดังกล่าวไปโจมตีบนเวที เนื่องจากคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย มาเป็นประธานจัดงาน โดยมี พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.เข้าร่วมงานดังกล่าวด้วย
           อ่านข่าว :
           - “สนธิ” อัดบิ๊กทหารนายหน้าระบอบแม้ว-จัดฉากพิธีสำคัญ 20 ก.ค.
           - “บุญสร้าง” สั่งระงับมหาสังฆทาน เหตุพันธมิตรติงสอดไส้ “เจ๊หน่อย”
           
           15. ที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ 9 เสียงว่า ประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 เรื่องการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ที่ตั้ง คตส.ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
           อ่านข่าว :
           
    - มหาชนหลั่งไหลร่วมพันธมิตรฯ ให้กำลังใจ คตส. ชุดที่ 1 และ มหาชนหลั่งไหลร่วมพันธมิตรฯ ให้กำลังใจ คตส. ชุดที่ 2
           - ศาล รธน.มีมติเอกฉันท์ชี้การปฏิบัติหน้าที่-ต่ออายุ คตส.ไม่ขัด รธน.

    ปราสาทพระวิหาร
           16. วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม 2551 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำพิพากษาด้วยมติ 9:0 ว่าแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา เรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบให้มรดกโลกนั้นเป็นหนังสือสนธิสัญญา และมีมติ 8:1 ว่าแถลงการณ์ดังกล่าวที่ไม่ผ่านความเห็นชอบต่อรัฐสภานั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งเป็นไปตามที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ต่อสู้เอาไว้ก่อนหน้านี้
           
    อ่านข่าว :
           
    - ศาล รธน.มีมติ 8 ต่อ 1 ชี้แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ขัด รธน.ต้องผ่านรัฐสภา
           
           17. วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ได้พิพากษาให้ใบแดงนายยงยุทธ ติยะไพรัช และเพิกถอนสิทธิในการเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี เป็นบทพิสูจน์ว่าการเรียกร้องของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ระบุว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เป็นการเลือกตั้งที่สกปรกและทุจริต นั้นเป็นความจริง
           อ่านข่าว :
           - วันดับ “พลังแม้ว” ศาลให้ใบแดง “ยุทธ ตู้เย็น”
           - เปิดคำพิพากษา “ยงยุทธ” ซื้อเสียงเอื้อประโยชน์พลังประชาชน
           
           18. วันพุธที่ 9 กรกฎาคม 2551 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติว่านายไชยา สะสมทรัพย์ ได้พ้นสภาพจากรัฐมนตรีนับตั้งแต่ 30 วันที่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเพราะไม่แจ้งรายละเอียดการถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 5 ของภรรยาตามกฎหมาย
           อ่านข่าว :
           
    - จบเห่! มติตุลาการ รธน.ชี้ “ไชยา” พ้นสภาพ รมต.
           
           19. ช่วงบ่ายวันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม 2551 หลังจากกลับมาจากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศแคนาดา นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ประกาศลาออกโดยมีผลในวันที่ 14 กรกฎาคม อันเป็นผลจากการกดดันของกลุ่มพันธมิตรฯ สื่อมวลชน และภาคประชาชน ให้นายนพดล รับผิดชอบต่อกรณีการลงนามยินยอมให้ประเทศกัมพูชาจดทะเบียน “ปราสาทพระวิหาร” เป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว
           อ่านข่าว :
           
    - “เหล่” ลาออก! แต่ยังไม่สำนึกอ้างไม่ได้กระทำผิด
           
           
           
           
           
           20. ภายหลังจากการเคลื่อนมวลชนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาที่หน้าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม 2551 ที่ประชุมคณะทำงานร่วมอัยการสูงสุดและกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีมติที่จะเสนอเรื่องต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองให้เสนอเรื่องไปยังอัยการสูงสุด เพื่อยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ทั้งนี้เพราะการเคลื่อนตัวของพันธมิตรฯ ในการหยุดยั้งการล้มล้างรัฐธรรมนูญสำเร็จในช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้ทำให้คดียุบพรรคการเมืองสามารถเดินหน้าต่อไปได้
           อ่านข่าว :
           
    - มติเอกฉันท์ คกก.ร่วม อสส.- กกต.ส่งศาล รธน.วินิจฉัย ยุบ ชท.-มฌ.
           
           21. ภายหลังจากการกดดันด้วยการแถลงการณ์และการปราศรัยบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง เพื่อตรวจสอบการทำงานของสำนักงานอัยการสูงสุดที่มีพฤติกรรมให้สงสัยว่าเอื้อประโยชน์ให้กับระบอบทักษิณมาเป็นเวลานาน วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม 2551 อัยการสูงสุดได้สั่งฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใดเข้าไปมีส่วนได้เสีย เพื่อประโยชน์สำหรับตัวเอง หรือผู้อื่น เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 152, 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 4, 100, 122 ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
           อ่านข่าว :
           
    - อสส.ส่งแม้วขึ้นแท่นเชือด คดีโกงสัมปทานเอื้อชินฯ
           - เปิดผลสอบคตส.(ฉบับเต็ม) “ทักษิณ” ทรยศประชาชน เอื้อประโยชน์ธุรกิจตนเอง-พวกพ้อง
           
           22. วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม 2551 ตำรวจได้ขอศาลอาญาให้ออกหมายจับ น.ส.ดารนี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด สมาชิกแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)โดย ในข้อหาดูหมิ่นแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในการปราศรัยวันที่ 18 -19 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ภายหลังจากที่เวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ปราศรัยเปิดโปงเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 และเป็นข้อพิสูจน์ความจริงอีกครั้ง ตามที่พันธมิตรฯได้เคยระบุเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่าผู้ปราศรัยบนเวที นปก. มีแนวคิดที่เป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
           อ่านข่าว :
           
    - ตร.ไม่ให้ประกัน “นังดา” ส่งฝากขังศาล มีหวังนอนคุก!
           - “ดา” แกล้งปิด datopido.com หลังโดนจับ เว็บโยง นปก.-พีทีวี-ไฮทักษิณ
           
           23. วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 คณะรัฐมนตรีไม่ผ่านความเห็นชอบโครงการจัดการรถเมล์ปรับอากาศเอ็นจีวี 6,000 คัน โดยมีคำสั่งให้กระทรวงคมนาคมนำเรื่องการเช่ารถเมล์ NGV จำนวน 6,000 คัน ไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม หลังจากที่พันธมิตรฯได้เปิดโปงความไม่ชอบมาพากลโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
           อ่านข่าว :
           
    - ชท.ง้างปาก'หมัก' ดึงรถเมล์ 6 พันคัน แฉแผนฮุบ ขสมก.

           24.วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้รับการประกันตัวจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภายหลังจากที่พี่น้องประชาชนได้ออกมาชุมนุมหลายหมื่นคนที่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับนายสนธิ ลิ้มทองกุลที่ออกมาพูดบนเวทีเพื่อเปิดโปงขบวนการจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์บนเวทีพันธมิตรฯ แต่ตำรวจกลับกลั่นแกล้งออกหมายจับและจะไม่ให้ประกันตัวนายสนธิ ลิ้มทองกุลโทษฐานที่ได้สรุปเนื้อหาการดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ของ น.ส.ดารนี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอปิโด บนเวทีพันธมิตรฯ เพื่อกดดันให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดี โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างว่าเป็นการเผยแพร่ที่ผิดกฎหมายและได้ประกาศเมื่อวันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ว่าจะไม่ให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้รับการประกันตัว
           อ่านข่าว :
           
    - พันธมิตรฯ เฮ! ตำรวจให้ประกันตัว “สนธิ” อิสระ
           - มวลชนร่วมประกาศชัยชนะแน่น “มัฆวานฯ”
           
           25.จากการที่พันธมิตรฯได้หยุดยั้งการล้มล้างรัฐธรรมนูญเพื่อฟอกความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพวกได้สำเร็จตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 คดีความต่างๆของ คตส.จึงสามารถเดินหน้าต่อไปได้
           
           เป็นผลทำให้เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำสั่งรับฟ้องคดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษ 2 ตัว และ 3 ตัว (หวยบนดิน) ที่ คตส. ได้ยื่นฟ้องต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพวกรวม 47 คน เป็นผลทำให้ 3 รัฐมนตรีในรัฐบาลหุ่นเชิดที่อยู่ในรัฐบาลทักษิณ ได้แก่น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นายอนุรักษ์ จุรีมาศ และ นางอุไรวรรณ เทียนทอง จะต้องหยุดการทำหน้าที่โดยทันที อันเป็นการพิสูจน์ว่าการต่อสู้กับหวยบนดินของกลุ่มพันธมิตรฯตลอดระยะเวลา 3 ปี นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
           อ่านข่าว :
           
    - ฟ้ามีตา! ศาลรับฟ้องคดีรัฐบาลทักษิณเปิดขายหวยบนดิน
           
           26.วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ศาลแพ่งได้พิจารณาประเด็นที่มีข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการได้ฟ้องต่อศาลแพ่งเพื่อให้พันธมิตรฯหยุดการชุมนุมโดยอ้างว่ากีดขวางการจราจรและร้องขอให้ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวด้วยเหตุฉุกเฉิน ซึ่งศาลแพ่งได้เห็นด้วยกับฝ่ายพันธมิตรฯที่ได้ยื่นคำร้องว่าหากศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวโดยเหตุฉุกเฉินจะเป็นการจำกัดสิทธิของพันธมิตรฯตามรัฐธรรมนูญ คำร้องดังกล่าวจึงจำต้องส่งความเห็นของพันธมิตรฯเพื่อได้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย และรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
           
           ส่วนในเรื่องคำร้องว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ของพันธมิตรฯ ศาลแพ่งมีความเห็นว่าก็มีเหตุให้ต้องส่งความเห็นของนี้ไปยังศาลปกครองกลางด้วยเหตุดังกล่าวจึงเห็นควรรอการไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวโดยเหตุฉุกเฉินไว้ก่อนเพื่อรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเสียก่อนจึงค่อยไต่สวนและมีคำสั่งต่อไป จึงถือเป็นความสำเร็จในข้อกฎหมายของพันธมิตรฯที่สามารถชะลอขบวนการอ้างสิทธิส่วนตัวทางแพ่งเพื่อหยุดยั้งสิทธิของมวลชนตามรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ
           อ่านข่าว :
           
    - ศาลแพ่งรับฟังพันธมิตรฯ ส่งศาล รธน.ตีความสิทธิการชุมนุม
           
           27.จากการที่พันธมิตรฯได้หยุดยั้งการล้มล้างรัฐธรรมนูญเพื่อฟอกความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพวกได้สำเร็จตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 คดีความต่างๆของ คตส.จึงสามารถเดินหน้าต่อไปได้
           
           เป็นผลทำให้เมื่อวันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย กรณีเห็นชอบให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ เอ็กซิมแบงก์ อนุมัติปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับรัฐบาลพม่า วงเงิน 4,000 ล้านบาท ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 และ 157
           อ่านข่าว :
           
    - “แม้ว” รอวันเข้าคุก! ศาลรับฟ้องปล่อยกู้พม่าเอื้อชินฯ

           28.จากการที่พันธมิตรฯได้หยุดยั้งการล้มล้างรัฐธรรมนูญเพื่อฟอกความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพวกได้สำเร็จตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 คดีความต่างๆของ คตส.จึงสามารถเดินหน้าต่อไปได้
           
           เป็นผลทำให้วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ศาลอาญาได้พิพากษาว่า นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์, คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ให้จำคุก 3 ปี และนางกาญจนาภา หงษ์เหิร ให้จำคุก 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา ฐานร่วมกันโดยความเท็จ โดยฉ้อโกง หรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดในทำนองเดียวกันเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากร, ฐานโดยรู้อยู่แล้วหรือโดยจงใจ ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร
           
           คำพิพากษานี้ย่อมเป็นการยืนยันความชอบธรรมการต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในเรื่องการหลีกเลี่ยงภาษีอากร ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพวกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 เป็นต้นมา
           อ่านข่าว :
           - “เมียแม้ว” หนีภาษีผิดสถานหนัก จำคุก 3 ปี!
           - เปิดคำพิพากษา “เมียแม้ว” รวยแต่โกงภาษีผิดร้ายแรง
           - “หญิงอ้อ” คอตกหมดสภาพรับกรรม ศาลสั่งจำคุก 3 ปี
           
           29. วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ประชาชนจำนวนหลายแสนคนทั่วทุกสารทิศได้มาชุมนุมร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างหนาแน่นตั้งแต่ช่วงเวลากลางวัน เพื่อแสดงออกในการ พิทักษ์รัฐธรรมนูญ เพื่อมิให้รัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 ในการฟอกความผิดให้กับระบอบทักษิณ เพื่อให้ตนเองและพวกพ้องมิต้องถูกพิจารณาคดีในชั้นศาล ตามที่รัฐบาลได้เคยประกาศว่าจะยื่นญัตติล้มล้างรัฐธรรมนูญในวันเปิดประชุมสภาในวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2551
           
           จากการที่พี่น้องประชาชนได้มาชุมนุมนับหลายแสนคนนี้เป็นแรงกดดันที่ส่งผลทำให้รัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติ ต้องเลื่อนการยื่นญัตติในการล้มล้างรัฐธรรมนูญออกไปเป็นวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2551 อีกทั้งยังทำให้แผนการระดมกลุ่มอันธพาลของรัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติ เพื่อก่อกวนการชุมนุมของพันธมิตรฯต้องยกเลิกออกไปอย่างไม่มีกำหนด
           อ่านข่าว :
           - คลื่น ปชช.ผู้รักชาติสว่างไสว ทั่วถนนราชดำเนิน (1)
           - คลื่น ปชช.ผู้รักชาติสว่างไสว ทั่วถนนราชดำเนิน (2)
           
           30. จากการที่พันธมิตรฯได้หยุดยั้งการล้มล้างรัฐธรรมนูญเพื่อฟอกความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพวกได้สำเร็จตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 การทำงานของ ปปช. และ คตส. จึงเดินหน้าต่อไปได้
           
           วันอังคารที่ 5 สิงหาคม 2551 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์ ไม่เห็นด้วยกับข้อโต้แย้งของ พ.ต.ท.ทักษิณ-คุณหญิงพจมาน ชินวัตร โดยวินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 และพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดขอบเขตเหมาะสม
           อ่านข่าว :
           - ศาล รธน.ตีแสกหน้า “แม้ว” ชี้ กม.ป.ป.ช.ไม่ขัด รธน. รับเชือด “หมัก” ชิมไปฯ
           
           31. จากการที่พันธมิตรฯได้หยุดยั้งการล้มล้างรัฐธรรมนูญเพื่อฟอกความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพวกได้สำเร็จตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 คดีความต่างๆของ คตส.จึงสามารถเดินหน้าต่อไปได้
           
           วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ประทับรับฟ้องคดีที่ คตส.ได้ยื่นฟ้อง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) นายเนวิน ชิดชอบ อดีต รมช.เกษตรฯ กับพวกรวม 44 คน ในคดีการทุจริตจัดซื้อต้นกล้ายางพารา 90 ล้านต้น มูลค่า 1,440 ล้านบาท
           อ่านข่าว :
           - ศาลฎีการับฟ้อง “เนวิน” และพวกทุจริตกล้ายาง

           32. การเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงสามารถหยุดการล้มล้างรัฐธรรมนูญของรัฐบาลเพื่อฟอกความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและครอบครัวได้สำเร็จ และทำให้กระบวนการยุติธรรมสามารถเดินหน้าต่อไปได้
           
           วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2551 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่กลับมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อมาให้การนัดสุดท้ายต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีการซื้อขายที่ดินรัชดา และออกแถลงการณ์หลบหนีศาลฯ ทำให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องริบหลักประกัน 13 ล้านบาท และออกหมายจับพ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร และทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร อยู่ในสถานภาพ “ผู้ร้ายหนีอาญาแผ่นดิน”
           
           เหตุการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ไม่มีความบริสุทธิ์ใจ และขาดกลัวที่จะพิสูจน์ตัวเองในชั้นศาล เป็นการตอกย้ำความถูกต้อง ชอบธรรม ในการต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
           อ่านข่าว :
           - “แม้ว-อ้อ” ออกจากจีนตั้งแต่วันเสาร์ สื่ออังกฤษยันอยู่ลอนดอนแล้ว
           
           33. วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ศาลแพ่งได้พิจารณาประเด็นที่มีข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการได้ฟ้องต่อศาลแพ่งเพื่อให้พันธมิตรฯหยุดการชุมนุมโดยอ้างว่ากีดขวางการจราจรและร้องขอให้ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวด้วยเหตุฉุกเฉิน ซึ่งศาลแพ่งได้เห็นด้วยกับฝ่ายพันธมิตรฯที่ได้ยื่นคำร้องว่าหากศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวโดยเหตุฉุกเฉินจะเป็นการจำกัดสิทธิของพันธมิตรฯตามรัฐธรรมนูญ คำร้องดังกล่าวจึงจำต้องส่งความเห็นของพันธมิตรฯเพื่อได้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย และรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
           
           ส่วนในเรื่องคำร้องว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ของพันธมิตรฯ ศาลแพ่งมีความเห็นว่าก็มีเหตุให้ต้องส่งความเห็นของนี้ไปยังศาลปกครองกลางด้วย เหตุดังกล่าวจึงเห็นควรรอการไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวโดยเหตุฉุกเฉินไว้ก่อนเพื่อรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเสียก่อนจึงค่อยไต่สวนและมีคำสั่งต่อไป
           
            จึงถือเป็นความสำเร็จในข้อกฎหมายของพันธมิตรฯที่สามารถชะลอขบวนการอ้างสิทธิส่วนตัวทางแพ่งเพื่อหยุดยั้งสิทธิของมวลชนตามรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ
           
           34. วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ข้าราชการสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้ฟ้องต่อศาลแพ่งขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และร้องขอให้ไต่สวนฉุกเฉิน ซึ่งในเวลาประมาณ 22.00 น. ศาลแพ่งได้พิจารณาให้นำวิธีคุ้มครองชั่วคราวมาใช้ โดยมีคำสั่งให้ จำเลย และกลุ่มผู้ชุมนุม ออกจากทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งรื้อถอนเวทีปราศรัย และสิ่งปลูกสร้าง ออกจากทำเนียบรัฐบาล เปิดช่องการจราจรบนถนนพิษณุโลก และถนนราชดำเนิน โดยคำสั่งให้มีผลทันที
           
            ประชาชนยังคงใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญชุมนุมต่อไป ไม่รื้อถอนเวที และเชื่อมั่นว่าสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีให้ข้อมูลทำให้ศาลหลงผิด พันธมิตรฯจึงมอบหมายให้ทนายกู้ชาติ นายสุวัฒน์ อภัยภักดิ์ ใช้สิทธิทางกฎหมายในการต่อสู้คดีความในชั้นอุทธรณ์ต่อไป ซึ่งในเวลาต่อมาในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปรากฏว่ารัฐบาลได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากซึ่งไม่ใช่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งศาล อ้างคำสั่งศาลแพ่งเข้ามาสลายและรื้อเวที ทำร้ายประชาชนด้วยไม้ตะบองซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและผู้สูงวัยจำนวนมาก ใช้แก๊สน้ำตา ทำลายทรัพย์สินของประชาชน ลักทรัพย์ เป็นเหตุทำให้ในวันเดียวกันนั้น ศาลแพ่งต้องได้มีคำสั่งทุเลาการบังคับคดีทันที เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจลุแก่อำนาจ กระทำเกินกว่าคำสั่งศาล
           
            ต่อมาเมื่อวันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2551 นายสมัคร สุนทรเวช ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ดั้งนั้นศาลอุทธรณ์จึงได้อ่านคำสั่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2551 ว่ารัฐบาลได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตามข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ซึ่งกรณีดังกล่าว มีผลต่อการคุ้มครองชั่วคราวในคดีนี้อยู่แล้วจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้บังคับแก่คดีนี้ต่อไป ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาให้ยกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และคำสั่งงดการบังคับคดีของศาลชั้นต้น
           
            นับเป็นชัยชนะในการต่อสู้คดีความแพ่งของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อยืนหยัดในการชุมนุมขับไล่รัฐบาลในทำเนียบรัฐบาล

           35. วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2551 องค์คณะผู้พิพากษาศาลอาญาได้ประชุมแล้วสรุปผลว่า มีการอนุมัติออกหมายจับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้ง 9 คนแล้ว ประกอบด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลา นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายอมร อมรรัตนานนท์ และนายเทิดภูมิ ใจดี ในข้อหาเป็นกบฏ ตระเตรียมการเป็นกบฏ มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และเจ้าหน้าที่สั่งให้เลิกการมั่วสุมแต่ไม่เลิกตามสั่งการ ซึ่งหมายจับดังกล่าวนี้ ศาลได้ส่งให้พนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาลเพื่อดำเนินการต่อไป
           
            ภายหลังศาลอาญาได้อนุมัติออกหมายจับแล้ว แกนนำพันธมิตรได้ประกาศจะไม่หนี และอยู่ในทำเนียบรัฐบาลตามความต้องการของมวลมหาประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุม เพื่อรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจับกุม และประกาศจะไม่ประกันตัว พร้อมๆกับประกาศแกนนำรุ่นสำรองเอาไว้ล่วงหน้า 3 คน ซึ่งประกอบไปด้วย นายสาวิทย์ แก้วหวาน นายศิริชัย ไม้งาม และนายสำราญ รอดเพชร พร้อมขอให้ประชาชนยืนหยัดในการชุมนุมในทำเนียบรัฐบาลต่อไป
           
            ผลปรากฏว่ามีประชาชนจำนวนมากเข้ามาร่วมชุมนุมเพราะเห็นว่าข้อหาของแกนนำพันธมิตรฯนั้นเป็นข้อหาที่ไม่เป็นความจริง และเป็นการกลั่นแกล้ง ท่ามกลางกระแสข่าวความพยายามการลอบสังหารแกนนำ ประชาชนจึงได้เข้ามาเป็นคลื่นมนุษย์ปิดล้อมป้องกันแกนนำพันธมิตรฯ เพื่อแสดงสัญลักษณ์การปกป้องคุ้มครองกลุ่มบุคคลที่เคลื่อนไหวเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และรักษาเอาไว้ซึ่งชาติ ศาสน์ กษัตริย์ จนเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่กล้าเข้ามาจับกุมในทำเนียบรัฐบาล ในขณะเดียวกันนายสุวัฒน์ อภัยภักดิ์ ทนายความกู้ชาติได้ใช้สิทธิทางกฎหมายยื่นเรื่องต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลอุทธรณ์เพื่อขอให้เพิกถอนหมายจับโดยทันที ซึ่งศาลอุทธรณ์รับพิจารณาในที่สุด
           
            ดังนั้นการไม่ไปมอบตัว จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องเพราะอยู่ในระหว่างการอุทธรณ์หมายจับที่มิชอบ แม้ตำรวจจะได้พยายามเข้าจับกุมแกนนำพันธมิตรฯก็ตาม แต่แกนนำพันธมิตรและผู้ถูกออกหมายจับก็มิได้วิตกกังวล หรือหวาดหวั่นในเรื่องนี้แต่ประการใด
           อ่านข่าว :
           - ศาลอุทธรณ์ถอนหมายจับข้อหากบฏ 9 แกนนำพันธมิตรฯ

           36. มีการใช้กำลังในการสลายการชุมนุมใหญ่ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เวทีมัฆวานรังสรรค์สองครั้ง
           
            ครั้งแรก ประมาณช่วงประมาณเที่ยงของวันที่ศุกร์ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551 กำลังตำรวจจำนวนมากได้เข้ามาทำร้ายร่างกายผู้ชุมนุมในบริเวณพื้นที่การชุมนุม ณ สะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนินนอก ด้วยการทุบตีด้วยกระบอง ยิงแก๊สน้ำตา ใช้ปืนจ่อศีรษะ รุมเหยียบกระทืบผุ้ชุมนุม เข้าทำลายทรัพย์สินของผู้ชุมนุม โยนข้าวของของประชาชนทิ้งลงไปในคลอง ทำให้ประชาชนจำนวนมากทนไม่ได้กลับเข้ามาชุมนุมเพิ่มมากขึ้นนับแสนคนทั้งทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับการกลับเข้ามายึดพื้นที่การชุมนุมบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ได้ตามเดิม
           
            ครั้งที่สอง กลุ่มอันพาลของรัฐบาลได้ถูกจัดตั้งจ้างมาหัวละ 500-1,000 บาท ที่นำโดย ส.ส.พรรคพลังประชาชนและอดีตผู้บริหารพรรคไทยรักไทย ระดมเข้ามาจากต่างจังหวัด ตั้งขบวนด้วยรถมอเตอร์ไซค์ รถเครื่องเสียง และชายฉกรรจ์อาวุธครบมือ ทั้งไม้ ดาบ มีด ปืน ขวาน หนังสติ๊กจากสนามหลวงเคลื่อนตัวเข้ามาตามถนนราชดำเนินหลังเที่ยงคืนของวันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2551 ประกาศว่าจะยึดทำเนียบรัฐบาล เป็นผลทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างอันธพาลของรัฐบาลกับประชาชนผู้รักความเป็นธรรม การ์ดอาสา และกลุ่มศรีวิชัยฝ่ายพันธมิตรฯ ที่บริเวณหน้าสี่แยก จปร. ถนนราชดำเนิน และด้วยความเข้มแข็งและฮึกเหิมของประชาชนผู้รักความเป็นธรรม การ์ดอาสา และกลุ่มศรีวิชัย ในการทำหน้าที่ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนอย่างห้าวหาญ เป็นผลทำให้กลุ่มอันธพาลของรัฐบาลต้องล่าถอยและทำให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยสามารถยืนหยัดในการชุมนุมอย่างสงบต่อไปได้
           อ่านข่าว :
           - สลด! ตร.ปล่อย “ม็อบนรก” ฝ่าด่าน ปะทะการ์ดพันธมิตรที่มัฆวานฯ เจ็บอื้อ
           
           37. เช้าวันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2551 นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีได้อาศัยการสร้างสถานการณ์ที่จัดฉากขึ้นโดยอันธพาลของรัฐบาลในคืนวันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2551 มาเป็นสาเหตุเพื่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตามข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และห้ามมิให้มีการชุมนุมเกินกว่า 5 คน
           
            การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้กระทบต่อผู้ชุมนุมทุกคน เพราะห้ามมิให้มีการชุมนุมเกินกว่า 5 คน แต่ผู้ชุมนุมมีความศรัทธาและเชื่อมั่นว่าไม่ได้กระทำความผิด เพราะเป็นความผิดของรัฐบาลที่สร้างสถานการณ์จัดฉากเพื่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อหวังจะให้ยุติการชุมนุม พี่น้องประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุมจึงยืนหยัดอย่างหาญกล้าที่จะชุมนุมต่อไป โดยไม่สนใจว่ารัฐบาลจะยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือไม่ และจะยกเลิกเมื่อใด
           
            ภายหลังจากนายสมัคร สุนทรเวช ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว ปรากฏว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่ตกหลุมพรางดังกล่าว แกนนำและพี่น้องประชาชนประกาศยืนหยัดในการชุมนุมต่อไปอย่างห้าวหาญ และผู้บัญชาการทหารบกประกาศไม่ใช้กำลังในการสลายการชุมนุม และไม่ปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV ที่ถ่ายทอดสดการชุมนุม 24 ชั่วโมง ทำให้แผนการสลายการชุมนุมโดยอาศัย พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ของนายสมัครล้มเหลวงอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ทีมทนายความของพันธมิตรฯได้ยื่นเรื่องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มิชอบโดยทันที
           
            ความล้มเหลวดังกล่าวทำให้เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2551 นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รักษาการนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ต้องร่วมกันแถลงข่าวยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในที่สุด
           
            ถือเป็นความสำเร็จในการยืนหยัดการอารยะขัดขืนต่ออำนาจของนายกรัฐมนตรีที่มิชอบอีกครั้งหนึ่ง
           
           38. เพราะการยืนหยัดในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาได้เป็นผลสำเร็จเป็นผลทำให้เมื่อวันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2551 คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงได้มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ให้เสนอต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรคพลังประชาชน อันเป็นการแสดงถึงความถูกต้องในการต่อสู้ของพันธมิตรฯในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา และเห็นความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลที่ประกอบด้วยพรรคการเมืองที่มีที่มาจากการทุจริตการเลือกตั้ง
           อ่านข่าว :
           - มติ กกต.เอกฉันท์ ชงศาล รธน.ชี้ขาดยุบ พปช.
           
           39. วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2551 มีการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งที่ 4 โดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ได้พ้นจากตำแหน่งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายหลังจากที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เปิดโปงหลักฐาน ขบวนการเชื่อมโยงการที่อันธพาลของรัฐบาลที่พยามฆ่าผู้ชุมนุมของฝ่ายพันธมิตรฯที่จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 นั้น เป็นเครือข่ายของรัฐบาลที่ใกล้ชิดกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และทำให้เกิดแรงกดดันในสังคมต่อรัฐบาลจำนวนมากจนต้องมีการตัดตอนถูกปลดออกจากคณะรัฐมนตรีในที่สุด

           40. เมื่อเวลา 15.30 น. วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย ว่านายสมัคร สุนทรเวช สิ้นสุดการเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กรณีการจัดรายการทางสถานีโทรทัศน์และรับผลตอบแทนในการจัดรายการชิมไปบ่นไป และรายการยกโขยง 6 โมงเช้า โดยได้รับผลตอบแทน โดยศาลรัฐธรรมนูญได้ระบุในคำวินิจฉัยว่า นายสมัครคำนึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์สาธารณะ ทำเอกสารเท็จขึ้นมาเสนอต่อศาล เป็นผลให้นายสมัคร สุนทรเวช ต้องสิ้นสุดการตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยทันที
           
            เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นข้อพิสูจน์ว่ารัฐสภาที่ได้เลือกประมุขฝ่ายนิติบัญญัติที่ทำกฎหมายเลือกตั้ง และเลือกประมุขฝ่ายบริหารที่กระทำผิดกฎหมายไร้จริยธรรม สะท้อนถึงความไม่รับผิดชอบของนักการเมืองในระบบเก่าที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
           อ่านข่าว :
           - "บรรลัย" ตามคำสาบาน มติศาลรธน.9-0 ไล่"หมัก"พ้นนายกฯ
           
           41. วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551 ทันทีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้นายสมัคร สุนทรเวช สิ้นสุดการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่ประชุม ส.ส.และกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนได้มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์เสนอให้นายสมัคร สุนทรเวช กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง โดยประกาศว่าจะเสนอชื่อต่อที่ประชุมสภาในวันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2551
           
            พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 21/2551 ลงวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 255 ทันที เพื่อประณามมติพรรคพลังประชาชนดังกล่าว และประกาศที่จะชุมนุมต่อไปตราบใดที่ยังมีการเสนอนายกรัฐมนตรีที่กระทำผิดกฎหมาย ละเมิดรัฐธรรมนูญ เป็นหุ่นเชิดของระบอบทักษิณ หรือมีพฤติกรรมที่ตระบัดสัตย์ต่อมวลมหาประชาชน
           
            ผลจากการกดดันจากพันธมิตรฯทำให้เกิดการแตกแยกในพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลอย่างหนักหน่วง และทำให้ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลเกือบทั้งหมดงดเข้าประชุมสภาในวันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2551 จนที่ประชุมสภาต้องล่มและปิดตัวลงเพราะไม่ครบองค์ประชุม และทำให้นายสมัคร สุนทรเวช อับอายและประกาศถอนตัวที่จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก

    สาวการบินไทย

    ความประทับใจในการมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตร / จดหมายจากพนักงานการบินไทย
    โดย ขอสงวนชื่อ-นามสกุล 27 ตุลาคม 2551 13:08 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

    กัปตันคฑาทอง สุวรรณทัต กัปตันการบินไทยผู้เปิดเผยตัวบนเวทีพันธมิตรฯ

    พนักงานบริษัทการบินไทยบางส่วนที่เข้าร่วมชุมนุมและให้การสนับสนุนพันธมิตรฯ ตลอดมา

    ดิฉัน ... ปัจจุบันทำงานอยู่กับ บ.การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประจำอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ
           
            ก่อนหน้าที่จะมาเข้าร่วมการชุมนุม ดิฉันมีความรู้ค่อนข้างน้อยในเรื่องการเมือง เพราะสาเหตุที่ทำงานไม่เป็นเวลา ถ้าเข้างานกะเช้าจะต้องเริ่มงานตั้งแต่ตี 4 ตี 5 เลิกงานบ่าย 3 บ่าย 4 ในช่วงเย็นจึงจะมีโอกาสดูข่าวบ้าง ส่วนวันที่เข้างานกะบ่ายก็เริ่มงานประมาณบ่ายโมง กว่าจะเลิกงานก็ตี 1 ตี 2 จึงไม่ค่อยมีเวลาส่วนตัวมากนัก เพราะต้องดูแลลูก 2 คน อายุ 14 ปี และ 6 ปี โดยลำพัง และที่บ้านอยู่ไกลจากที่ทำงาน 55 กม. เวลาที่เหลือจากการทำงานจึงมีน้อย ดิฉันหวงเวลาในช่วงวันหยุดมาก ดิฉันเครียดกับงานมาแล้วเพราะเป็นการบริการผู้คน วันหนึ่งๆ เกือบร้อยคนที่เข้ามาติดต่อ จึงทำให้ไม่อยากสนใจกับเรื่องการเมืองนัก แต่จากการที่ทำงานมานานจึงได้รับทราบเรื่องราวของพวกนักการเมืองมาทุกยุคทุกสมัย ทั้งเรื่องลับ เรื่องไม่ลับ เพราะได้เกี่ยวข้องกับบริษัทซึ่งเป็นทางตรงโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การที่แต่งตั้งบุคคลเข้ามาเป็นผู้บริหารในระดับสูงโดยคนที่รัฐบาลจัดมา
           
           จากการบริหารงานของกลุ่มคนเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะเข้ามาเพื่อการกอบโกยแสวงหาผลประโยชน์มากกว่าจะมาช่วยให้บริษัทเจริญรุ่งเรือง เห็นได้ชัดจากการกระทำต่างๆ ที่ฉ้อโกง ไม่มีความกระจ่างในการบริหารจัดการ มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างจนระบบงานรวนไปหมด กิจการและเงินทองก็หดหาย แถมเอาเปรียบพนักงานชั้นผู้น้อยโดยวิธีการที่ไม่ยุติธรรม จนดิฉันท้อแท้ เคยคิดจะลาออกหลายครั้ง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะอายุมากแล้ว การหางานใหม่เป็นเรื่องยาก แม้แต่จะย้ายไปอยู่ในแผนกอื่นๆ ก็ต้องอาศัยเส้นสายมากกว่าความเหมาะสม
           
           วันหนึ่งดิฉันมีเพื่อนที่เป็นพันธมิตร ชักชวนให้ไปเข้าร่วมการชุมนุม ตั้งแต่รายการของคุณสนธิยังจัดอยู่ที่สวนลุมฯ ดิฉันยังไม่ตอบรับเพราะอยากมีเวลาอยู่กับลูกๆ แต่เพื่อนคนนี้ก็ไม่เซ้าซี้ เขาก็ไปคนเดียวบ้าง ไปกับครอบครัวเขาบ้างตั้งปี 49 จนกระทั่งวันที่ดิฉันได้ยินข่าวว่าจะมี D-Day สงครามครั้งสุดท้าย ดิฉันรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้จะแพ้ไม่ได้ ต้องชนะอย่างเดียว แล้วการเอาชนะจำเป็นต้องมีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก จึงจะเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ เลยชักจะสนใจ แต่เวลาทำงานไม่อำนวยเลย จึงฝากเงินเล็กๆ น้อยๆ ให้เพื่อนนำไปช่วยเหลือ ASTV แทน จนกระทั่งวันที่ 29 ก.ย. หลังจากฟังข่าวว่าพันธมิตรถูก นปก. มาบุกทำร้าย เลยทำให้ดิฉันทนไม่ไหวกับการกระทำชั่วครั้งนี้ จึงขอให้เพื่อนพาไปร่วมชุมนุมด้วย
           
           ครั้งแรกที่ได้เข้ามาอยู่ในทำเนียบ มองไปรอบๆ ตัว จะเห็นผู้คนมากหน้าหลายตา ซึ่งล้วนแต่ดูดี มีการศึกษา ต่างอาชีพ ต่างบุคลิก ปะปนกัน แต่ละคนล้วนแต่มาด้วยใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยอุดมการณ์ที่รักชาติ รักความถูกต้องเป็นธรรม (สัญชาตญาณเป็นเช่นนั้นจริงๆ) ตอนนั้นที่นั่งยังไม่สะดวกเท่านี้ เวลาฝนตก ดินแฉะ ยุงกัด แต่ทุกคนก็ไม่ย่อท้อ เวลานั้นมีการรับบริจาคไม้ PALLET มาปู ก็มีอาสาสมัครช่วยกันด้วยความขะมักเขม้น แม้จะร้อนจนเหงื่อเข้าตา บางคนเด็ก บางคนแก่ คนเหล่านี้บางคนก็ดูมีฐานะดี ไม่น่าเชื่อว่าจะมีน้ำใจต่อกันโดยไม่ถือตัว กองทัพธรรมก็มีคนมาดูแลความสะอาดทั้งห้องน้ำและดูแลเรื่องอาหารการกิน ดิฉันประทับใจจริงๆ มองไปทางไหนก็เห็นแต่สิ่งสวยงาม เต็นท์พยาบาลก็ดูแลคนเจ็บ คนป่วยอย่างเต็มที่ บรรดาแม่ยกก็นำอาหารมาบริจาคตลอด ล้วนแต่เป็นของดี ไม่ใช่ของเหลือเดน
           
           เคยมีครั้งหนึ่ง ดิฉันซื้อของที่บริเวณสะพานมัฆวานฯ แล้วไม่ได้ตรวจเงินทอน เดินเลยผ่านไปแล้ว พอขากลับมาทางเดิม พ่อค้าที่ขายของให้ก็รีบเรียกให้กลับมารับเงินที่ทอนขาด รู้สึกประทับใจมากขึ้นอีก เพราะถ้าไม่ใช่พวกพันธมิตรก็คงไม่มีทางได้เงินคืน แต่เพราะพันธมิตรมีความซื่อสัตย์ จริงใจ จึงทำแต่สิ่งที่ถูกต้องดีงาม ดิฉันก็ขอบคุณเขาและกล่าวชมน้ำใจเขาด้วย
           
           วันไหน ดิฉันพอมีแรง ไม่เหนื่อยงานก็จะต้องมาที่ทำเนียบเสมอ แต่ละครั้งก็ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 ชม. จึงกลับบ้าน เป็นเช่นนี้เรื่อยมา ทุกครั้งที่มาก็ได้พบกับเพื่อนๆ พันธมิตรที่มีอัธยาศัยกันเอง ช่วยเหลือ แบ่งปันกัน เช่น แบ่งขนม แบ่งที่นั่ง แบ่งปันประสบการณ์กัน ทุกอย่างล้วนเป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุกคนที่เสียสละเวลา ความสุขส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ มาร่วมมือกันขับไล่คนเลวที่คุกคามประเทศชาติให้ออกไปต้องอดทนอย่างมาก
           
            การที่เรามาชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก ต้องตั้งมั่นอยู่ด้วยความสามัคคี เชื่อมั่นแกนนำ อะไรที่ผิดพลาดบ้าง เราต้องอภัยกัน อีกทั้งยังต้องหนักแน่น เมื่อใครมาพูดกล่าวว่าพันธมิตรในทางที่ไม่ดี เราต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องโดยไม่รู้สึกโกรธ เพราะเรากำลังต่อสู้กับระบอบทักษิณ ถ้าใจร้อนทำอะไรด้วยอารมณ์ คนอื่นจะมองภาพรวมของชาวพันธมิตรในทางไม่ดี อีกทั้งการแสดงตัวตนของเราเองในที่สาธารณะก็เสี่ยงอันตรายในระดับหนึ่ง เช่นที่ทำงานที่มีคนมากๆ จะมีทั้งคนดีและไม่ดีปะปนกัน พอเขารู้ว่าเรากับเขาเป็นคนละพวกกัน เขาก็จะใส่ร้ายและจ้องจะหาเรื่องเรา ทำให้ต้องคอยระวังตัว หากไปไหนมาไหนคนเดียวก็ต้องดูแลตัวเองให้ดี เพราะมีเพื่อนชาวพันธมิตรถูกขูดรถบ้าง ถูกข่มขู่บ้าง
           
            อย่างไรก็ดี ดิฉันได้สั่งสอนลูกๆ ว่าหากวันใดที่ลูกโตขึ้นและมีกลุ่มคนเลวมาใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้อง ทำร้ายผู้บริสุทธิ์หรือทำลายประเทศชาติ เขาต้องลุกขึ้นต่อสู้เพื่อสังคม อย่ามัวแต่ห่วงตัวเองมากเกินไป อย่าเมินเฉยกับสิ่งเหล่านี้ แต่ขอให้ฉลาดในการต่อสู้เพราะเราต้องอยู่ในโลกใบนี้ ประเทศนี้ตลอดไป สังคมจึงควรถูกพัฒนาให้เดินในทางที่ถูกที่ควร มิฉะนั้น ภายหลังจะสายเกินแก้
           
            ดิฉันรับ CD (ตำรวจฆ่าประชาชน – กอง บก.) และเอามา WRITE ให้เพื่อนๆ พร้อมแจกแจงให้ข้อมูลที่ถูกต้องให้พวกที่ไม่รู้ หรือ ยังไม่รู้จักพันธมิตรดีพอ ทำให้เขาไม่ไขว้เขวกับข่าวที่บิดเบือนตาม TV ที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาล พยายามบอกให้เขาฟังวิทยุ ดูข่าวของ ASTV ให้มากขึ้นก่อนสรุปว่าใครดี ใครไม่ดี บางคนก็รับฟัง บางคนก็ยังไม่สนใจเท่าที่ควร แต่ดิฉันจะพยายามทำไปเรื่อยๆ เหมือนที่คุณจำลองสอนให้น้องบอลพูดว่า “ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริง”
           
           ตั้งแต่มาที่ทำเนียบ ดิฉันมีความรู้มากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกชอบบรรยากาศที่นี่มาก แม้จะไม่ได้อยู่ในห้องปรับอากาศ เก้าอี้นุ่มๆ ยุงไม่กัด แต่ก็มีความสุข คนอื่นๆ ที่มาก็เป็นเช่นนี้ด้วย บางครั้งที่นั่งเต็ม เหลือแต่ที่เลอะเทอะ ก็ไม่ยี่หระ ทุกคนก็นั่งที่พื้นได้ ใครมีอะไรก็แบ่งปันกันกิน ยิ้มแย้มให้กัน ยิ่งเห็นคนแก่ คนเฒ่ายิ่งประทับใจ ขนาดเรายังมีแรงมาก มีโอกาสช่วยเหลือผู้อื่นจะให้เพิกเฉยกับสิ่งที่เป็นความชั่วช้าได้อย่างไร แล้วลูกหลานเราจะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร
           
           วันไหนฝนตกแรง จะรู้สึกสงสารพันธมิตรมาก กลัวจะไม่สบาย ดิฉันศรัทธาแกนนำทุกๆ คน รู้สึกดีๆ กับพันธมิตรทุกท่าน โดยเฉพาะพวกที่ปักหลักพักค้าง เขาเสียสละมากจริงๆ ตัวเองมีภาระทางบ้าน ไม่สามารถมาค้างคืนบ่อยๆ แต่ถ้ามาช่วงข้ามคืน ก็จะตาค้าง ไม่กล้าหลับ เพราะจะคอยระแวดระวัง เกรงจะมีพวกแอบแฝงเข้ามา ทุกวันนี้ตื่นนอนขึ้นมา ต้องรีบเปิดฟัง ASTV ก่อน เพราะกลัวถูกสลาย ถ้าไม่ได้ดู ไม่ได้ฟังจะไม่สบายใจ กลัวตกข่าว เดี๋ยวนี้เลิกดู TV ช่องปกติไปเลย เวลาอยู่ที่ทำงานก็กระวนกระวายใจ คอย CHECK ข่าวตลอด ถ้าเมื่อไรสถานการณ์ล่อแหลม ต้องโทรฯ ตามเพื่อนๆ ที่เป็นพันธมิตรว่ายังปลอดภัยกันดีอยู่ไหน ทุกวันนี้นอนฝันเป็นเรื่องพันธมิตรอยู่บ่อยๆ เพื่อนห่างๆ ในที่ทำงานหลายคนรู้สึกแปลกใจที่ดิฉันเปลี่ยนไปมาก เดิมทีชอบดูหนัง ฟังเพลง ชอบสบายๆ ไม่ชอบลำบาก กลับมาเป็นคนที่สนใจสังคมสิ่งรอบข้าง โดยไม่ห่วงเรื่องเที่ยวเตร่อีก บางคนก็ชมว่าเก่ง มีน้ำใจ มีความกล้าหาญ เสียสละ จนรู้สึกภูมิใจตัวเองเหมือนกัน
           
           ทุกคนที่รวมตัวกันมาชุมนุมที่นี่ (ทำเนียบรัฐบาล – กอง บก.) ล้วนแต่เป็นคนที่เห็นแก่ประเทศชาติ บ้านเมืองเป็นสำคัญ ดิฉันนับถือจิตใจทุกคน ไม่เว้นกระทั่งนักร้อง นักวิชาการ แพทย์ พยาบาล พิธีกร ฯลฯ คนเหล่านี้ทุ่มเท เหนื่อยล้ากว่าดิฉันหลายร้อยเท่า ดิฉันมานั่งฟังปราศรัย ไม่ได้ช่วยทำอะไร บางครั้งยังเหนื่อยเลย ถ้ามีอะไรที่จะช่วยใครทำอะไรได้บ้าง ดิฉันอยากช่วย ก่อนนอนเวลาสวดมนต์ ดิฉันจะขอพรให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองพันธมิตรทุกคนให้ปลอดภัย เพราะชีวิตพันธมิตรเสี่ยงภัยโดยไม่รู้ชะตากรรมทุกวัน รัฐบาลนี้ไว้ใจไม่ได้เลย ประมาทไม่ได้ เวลาได้ยินเพลง “เทียนแห่งธรรม” ดิฉันรู้สึกขนลุกทุกที ชอบเนื้อเพลงและทำนองมาก ไพเราะจริงๆ
           
           รักชาวพันธมิตรทุกท่าน
           ลงนาม
            --------------------
           หมายเหตุ : จดหมายฉบับนี้ถูกยื่นให้แก่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล

     
    October 26

    พระกรุณาในสมเด็จ

    อาลัย และ กำลังใจแด่ …วีรชนคนกล้า 7 ตุลาคม 2551
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 20 ตุลาคม 2551 00:55 น.
    สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ครอบครัว “ระดับปัญญาวุฒิ” เข้าเฝ้าฯอย่างใกล้ชิด ในวันพระราชทานเพลิงศพ 13 ต.ค. 2551 ทรงรับสั่งและชม ว่า ลูกสาวเป็นเด็กดี ช่วยชาติ ช่วยรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์
           รวมข่าวผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ (บางส่วน) จากเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ที่รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี สั่งให้ตำรวจนับพันนายเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บริเวณรัฐสภา ลานพระบรมรูปทรงม้า และหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 400 คน และเสียชีวิตแล้ว 2 คน
           
           - “สมเด็จพระราชินี” พระราชทานเงิน 1 แสนบาท รักษาพันธมิตรฯ บาดเจ็บ 7 ต.ค. 2551
           - "พระราชินี" พระราชทานเงินรพ.รามาฯ รักษาผู้ป่วย 1 แสนบาท 7 ต.ค. 2551
           - สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานเงินให้ดูแลผู้ป่วยเพิ่ม 2 แสนบาท 8 ต.ค. 2551
           - “พระราชินี” พระราชทานเงินแก่ผู้ป่วยราชวิถี 1 แสน - หมอเผยอาการ “รุ่งทิวา” น่าเป็นห่วง 9 ต.ค. 2551

            น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ
           - สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงชม “น้องโบว์” เป็นเด็กดี ช่วยชาติ ช่วยรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 13 ต.ค. 2551
           - สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระราชทานพวงมาลาวางหน้าศพ “น้องโบว์” 9 ต.ค. 2551
           - คำไว้อาลัย แด่ “น้องโบว์” อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ จาก พ่อ แม่ น้อง ญาติและเพื่อนๆ 13 ต.ค. 2551
           - อาลัยแด่ “อังคณา” เธอคนนี้จะไม่จางหายจากใจพันธมิตรฯ 8 ต.ค. 2551
           - รับศพ “น้องโบว์” ตั้งวัดศรีประวัติ พ่อยกเงินบริจาคให้เอเอสทีวีทั้งหมด ฝากพันธมิตรฯ สู้ต่อ (ดูแผนที่ไปวัดศรีประวัติ) 8 ต.ค. 2551
           - “อังคณา” วีรสตรีศรีไทย บทกวีแด่วีรชนผู้ล่วงลับ โดย ภู–ติ–รัก 9 ต.ค. 2551
           - ประมวลภาพ หยาดน้ำตาผู้กล้า แด่...วีรชนผู้สูญเสีย 9 ต.ค. 2551
           - ชัด ตร.ฆ่าประชาชน แพทย์รามาฯ ชี้ “น้องโบว์” เสียชีวิตจากแก๊สน้ำตาคุณภาพต่ำระเบิด 10 ต.ค. 2551
           - ผู้ชุมนุมจุดธูปบริเวณที่เกิดเหตุนองเลือด ส่ง “น้องโบว์” สู่สุคติ 11 ต.ค. 2551
           - “อังคณา” วีรสตรีศรีไทย บทกวีแด่วีรชนผู้ล่วงลับ โดย ภู–ติ–รัก 9 ต.ค. 2551

            พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี
           - “อานันท์” เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ “สารวัตรจ๊าบ” 14 ต.ค. 2551
           - ญาติพี่น้องเศร้ารอรับศพ “พ.ต.ท.เมธี” - ภรรยาเผยสามีภาคภูมิใจใน “พันธมิตรฯ” มาก 8 ต.ค. 2551
           - ญาติรอผล DNA “พ.ต.ท.เมธี” วีรชนผู้กล้าอีกรอบ - เผยจะติด “ธงกู้ชาติ” พธม.รอบวัด 9 ต.ค. 2551
           - พันธมิตรฯ ร่ำไห้ ร้อยดวงใจอาลัยแด่ “สารวัตรจ๊าบ” 10 ต.ค.
           - มอ.หาดใหญ่แต่งดำจุดเทียนไว้อาลัย 2 วีรชนคนกล้า - จี้ ตร.ต้องรับผิดชอบ 10 ต.ค. 2551
           - ‘พ.ต.ท.เมธี’ วีรบุรุษกู้ชาติ บทกวีแด่วีรชนผู้ล่วงลับ โดย ภู–ติ–รัก 14 ต.ค. 2551
           
            ผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส (บางส่วน)

            นายชิงชัย อุดมเจริญกิจ
           - ตี๋ - ชิงชัย อุดมเจริญกิจ ในวันที่มือมิอาจจับพู่กันเขียนภาพ 10 ต.ค. 2551
           - “ตี๋-ชิงชัย” เหยื่อรัฐตำรวจชั่ว-สื่อไร้จรรยา 10 ต.ค. 2551
           - “เนาวรัตน์” นำศิลปินเยี่ยม “ตี๋คนกล้า” ลั่นรับไม่ได้ ตร.ใส่ร้าย เตรียมระดมทุนช่วยครอบครัว 10 ต.ค. 2551
           - "ตี๋"รู้สึกตัว เขียนหนังสือสื่อสารกับภรรยา "สนธิ" เข้าเยี่ยมอาการ 12 ต.ค. 2551

            นางรุ่งทิวา ธาตุนิยม
           - “พระราชินี” พระราชทานเงินแก่ผู้ป่วยราชวิถี 1 แสน - หมอเผยอาการ “รุ่งทิวา” น่าเป็นห่วง 9 ต.ค. 2551
           - ร่วมส่งกำลังใจ “รุ่งทิวา” ราชวิถีส่งตัวผ่าตัด รพ.จุฬาแล้ว! 10 ต.ค. 2551
           - แพทย์จุฬาฯ ผ่าตัดสมอง "รุ่งทิวา" กว่า 7 ชม. อาการน่าห่วงติดตามใกล้ชิดวันต่อวัน 11 ต.ค. 2551

            นายธัญญา กุลแก้ว
           
           - ลูกชายการ์ดพันธมิตรฯขาขาดร้องขอความเป็นธรรม ลั่นพร้อมร่วมเคลื่อนไหวกับพธม.ต่อ 7 ต.ค. 2551
           - “ธัญญา” ยังไม่รู้สึกตัว วชิรพยาบาลทำรายงานคนเจ็บส่งกองงานราชเลขาฯ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ 14 ต.ค. 2551

            คุณไพรวัลย์
           
           อายุ 41 ปีได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมเวลาประมาณ 10.00 น. บริเวณแยกการเรือนโดยมีสะเก็ดระเบิดตามตัว ทั่วตัว ถูกส่งไปรักษาที่ รพ.จุฬา ขณะนี้รักษาตัวอยู่ที่บ้าน อ.ปากเกร็ด นนทบุรี
           
            พันธมิตรฯ ไม่ทิ้งกัน
           
           - “สนธิ” ลั่นพันธมิตรฯ ไม่ทิ้งกัน-พร้อมดูแลผู้บาดเจ็บทุกคน 12 ต.ค. 2551
           - พันธมิตรฯ ใจบุญ ประมูล 3 สุดยอดงานศิลปะ ได้เงินกว่า 6 ล.ช่วยผู้สูญเสียเหตุ 7 ตุลาทมิฬ 15 ต.ค. 2551
           - อธิการฯ 2 ม.ให้ทุนลูกเหยื่อตร.ชั่ว เรียนฟรี 16 ต.ค. 2551
           
           รายชื่อผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บข้างต้นเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น หากผู้ใดมีข้อมูล-ภาพ เพิ่มเติมสามารถส่งมาได้ที่ rid31@hotmail.com ทางทีมงานเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ จะเรียบเรียงเพื่อนำเสนอต่อไป ขอแสดงความอาลัย สดุดี และให้กำลังใจผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บทุกท่าน

    ข่าวล่าสุด ในหมวด
    น.ศ.ชายแดนใต้ ร่วมรำลึก 4ปี โศกนาฏกรรมตากใบ
    พสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมถวายพวงมาลาในวันปิยมหาราช
    อาลัย และ กำลังใจแด่ …วีรชนคนกล้า 7 ตุลาคม 2551
    ผู้ชุมนุมพันธมิตรฯวัย 59 หัวใจวายเสียชีวิต ขณะร่วมชุนนุม ที่ทำเนียบฯ
    พันธมิตรฯ เปิดประมูล 3 สุดยอดงานศิลปินล้านนา

    Jeff Skoll

    Jeff Skoll's Vision

    Philanthropy is all about making a positive difference in the world by devoting your resources and your time to causes you believe in. In my case, I like to support causes where "a lot of good comes from a little bit of good," or, in other words, where the positive social returns vastly exceed the amount of time and money invested.

    I also like the idea that philanthropy can be innovative, using the latest advancements to bring results to many people, ideally on a global basis.

    Like most of us, I want to live in a world where healthy communities flourish and where individuals are given the opportunity to use their talents and abilities to achieve their full potential. With the fundamental philosophy of empowerment in mind, I led the creation of the eBay Foundation in 1998, followed by my own personal foundation, the Skoll Foundation, a year later.

    Today, the empowerment-based mission of the Foundation is being realized through our support of social entrepreneurs and innovative nonprofit organizations working to make a difference in their communities, both here in Silicon Valley as well as in other parts of the country and around the world. We hope you will read about their work on the Skoll Foundation site, and we invite you to join us in being inspired by the courage and commitment of these nonprofit organizations and their entrepreneurial leaders.

    I believe that Silicon Valley is truly a place of excellence and the impact of this tiny community on the world is completely disproportionate to its size. We are the undisputed leaders of technological change. But with our abundance of talent and resources, we also have the opportunity to be the pioneers of social change and, ultimately, this may be our greatest contribution. The Skoll Foundation is fully dedicated to this mission.

    Sincerely,

    Jeff Skoll

    Speeches and Published Work by Jeff Skoll

    Uncommon Heroes

    In addition to leveraging media partners to create and distribute social entrepreneurship content, the foundation has produced several seven-minute films profiling Skoll entrepreneurs. These Uncommon Heroes films are premiered each year at the Skoll World Forum in Oxford as part of our annual award ceremony and are then available on a free DVD upon request. They are also distributed via YouTube and select web channels. The purpose of these films is to provide a practical tool for our social entrepreneurs, offer compelling examples of social entrepreneurship for the field and inspire others with stories of how one person can change the world at scale.

    SASEs featured in Uncommon Heroes films include Victoria Hale (Institute for OneWorld Health), Martin Burt (Fundacion Paraguaya), Amitabha Sadangi (IDE India), Ann Cotton (CAMFED), Taddy Blecher (CIDA City Campus), Blaise Judja-Sato (VillageReach) and Mindy Lubber (Ceres).

    Click below to view the stories of these remarkable individuals or visit our YouTube channel for more films related to social entrepreneurship.

     
     
     
     
     
     
     
     


     


     

     
     
        

    Social Entrepreneurship: The Case for Definition : 3/1/2007
    Social entrepreneurship is attracting growing amounts of talent, money, and attention. But along with its increasing popularity has come less certainty about what exactly a social entrepreneur is and does. As a result, all sorts of activities are now being called social entrepreneurship. Some say that a more inclusive term is all for the good, but Sally Osberg and Roger Martin argue that it’s time for a more rigorous definition. (.pdf document)

    Latest News From Social Edge