sombat's profileSpace ของ sombatPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    October 31

    On Strike

    เปิด “หนังสือปกแดง” พลิกปูมแผนงาบ ร.ฟ.ท.จาก “สฤษดิ์” ถึง “สุรยุทธ์”
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 31 ตุลาคม 2550 17:10 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น








    การชุมนุมของ สร.รฟท.เมื่อปี 2531 ซึ่งมีการหยุดงานนาน 7 วัน เพื่อคัดค้านการแปรรูป รฟท.ซึ่ง สร.รฟท.นับเป็นการหยุดงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ สร.รฟท





    ศูนย์ข่าวหาดใหญ่...เรียบเรียง
           

           หมายเหตุ - เนื้อหาในหนังสือปกแดง จัดทำโดยสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย คือ ความเป็นมาของความพยายามแปรรูปการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นสมบัติของชาติ ที่เริ่มมีแนวคิดแปรรูปมาตั้งแต่ยุครัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ จนมาถึงรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ “ผู้จัดการออนไลน์” เห็นว่า เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมที่จะรับรู้ข้อมูลอย่างกว้างขวางจึงนำมาเรียบเรียงเสนอต่อให้ประชาชนได้รับทราบโดยทั่วถึงกัน
           

           “มติคณะกรรมการรถไฟครั้งที่พิเศษ/2550 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2550 แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดย นายบัญชา คงนคร รองผู้ว่าการรักษาการรถไฟฯได้ลงนามในคำสั่งที่ ก.497/25118 แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างรวมถึงให้ศึกษาขั้นตอนการเพิกถอนข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยมีนายนคร จันทศร รองผู้ว่าการเป็นประธาน พฤติกรรมเช่นนี้ยังไม่เคยปรากฏมาก่อนในประเทศไทยที่มีผู้บริหารรัฐวิสาหกิจใดได้กระทำกัน ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในการรถไฟฯและในประเทศไทยที่ผู้บริหารไม่เคารพกฎหมายและเกียรติภูมิของตนเอง เพราะข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้นสมบูรณ์แล้ว โดยการรถไฟฯเป็นผู้นำไปจดทะเบียนไว้กับนายทะเบียนกระทรวงแรงงานด้วยตนเอง ถือเป็นผู้บริหารที่ขาดคุณสมบัติและไร้วุฒิภาวะในเรื่องแรงงานสัมพันธ์อย่างสิ้นเชิง”
           
           นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ประธานที่ปรึกษาสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวในคำนำถึงการจัดทำสมุดปกแดง ของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย(สร.รฟท.) ว่า เพื่อเปิดโปงพฤติกรรมวิธีการต่างๆ ของนักธุรกิจการเมือง บอร์ด และผู้บริหารรถไฟตามยุคสมัยที่ได้ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามากำกับดูแลบริหารการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่สำคัญเปรียบประดุจสายเลือดใหญ่ของกิจการขนส่งทางบก ทั้งในยามที่ศึกสงครามและการพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืน พอเพียงพึ่งพาตนเองเช่นปัจจุบัน
           
           เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้แม้ไม่สามารถเฉพาะเจาะจงลงในรายละเอียดมากนัก เพราะอาจถูกจำกัดด้วยเวลาการจัดทำและงบประมาณ แต่ก็ได้ให้สาระสำคัญ ที่ถูกต้องตรงตามความจริง โดยเฉพาะการนำเสนอประเด็นต่างๆ ที่เป็นต้นเหตุให้การรถไฟฯ ประสบปัญหาการขาดทุน และรูปแบบวิธีการต่างๆที่ปล่อยให้มีการโกงทุจริตอย่างแยบยลที่ร่วมมือกันระหว่างนักธุรกิจ การเมือง นายทุน และผู้บริหารระดับสูง เช่นกรณีที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนในปัจจุบัน คือการเช่าที่ดินรถไฟฯของบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด การทุจริตโครงการแอร์พอร์ตลิงค์และกรณีที่นักการเมืองโกงที่ดินการรถไฟฯ ที่จังหวัดบุรีรัมย์เป็นต้น เป็นต้น
           
           การนำเสนอข้อมูลข่าวสารให้มวลสมาชิกพนักงาน และผู้บริหารรถไฟฯ ที่ซื่อสัตย์ รวมทั้งประชาชนผู้รักความเป็นธรรม จึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญยิ่ง ในยุคข้อมูลข่าวสารต้องถือเป็นภาระหน้าที่ของสหภาพแรงงาน เพราะข้อมูลข่าวสารจะเป็นเครื่องมือในการสร้างพลังอำนาจการต่อรอง คือความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน เพื่อปฏิบัติการปกป้องรักษาสมบัติของประเทศชาติและประชาชนเอาไว้ นี่คือบทบาทสำคัญของสหภาพแรงงานในการใช้สิทธิตรวจสอบและการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตการรถไฟฯและประเทศชาติ ซึ่งเป็นสาระสำคัญของหลักการบริหารแบบธรรมาภิบาลและการปกครองในระบบประชาธิปไตย
           
           “ผมมั่นใจว่า หนังสือเล่มนี้จะหล่อหลอมถักทอ ความคิด ความเข้าใจร่วมกันของพี่น้องคนรถไฟทุกระดับทั่วประเทศ มีหน้าที่ร่วมกันพิทักษ์ปกป้องสิทธิเสรีภาพศักดิศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปกป้อง รักษาผลประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทยมิให้ถูกทำลายโดยพวกนักธุรกิจการเมือง และผู้บริหารที่ไร้จิตสำนึกและไม่ซื่อสัตย์ โดยการรวมพลังกันปฏิบัติการกำจัดพวกโกงกินทุจริตทุกรูปแบบให้สิ้นซากโดยเร็ว”
           
           ความเป็นมาของการรถไฟแห่งประเทศไทย
           
           การรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นรัฐวิสาหกิจสาธารณูปโภคที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย เดิมเป็นหน่วยราชการ คือกรมรถไฟแผ่นดิน สังกัดกระทรวงเศรษฐการ ด้วยพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้ทรงสถาปนาการรถไฟฯ ขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนมิได้มุ่งหวังผลกำไร และเปิดให้มีขบวนรถไฟสายแรกจากกรุงเทพฯ (หัวลำโพง-พระนครศรีอยุธยา) เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2439
           
           การบริหารการรถไฟฯ ได้เจริญรุ่งเรืองมาโดยตลอด ภายใต้พระราชบัญญัติจัดวางรถไฟและทางหลวง พ.ศ. 2464 เมื่อพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นกรมพระกำแพงเพชร อัครโยธิน ได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นพระองค์แรก ที่ได้ดึงอำนาจการบริหารที่เคยอยู่ภายใต้การบริหารของชาวเดนมาร์กมาเป็นของคนไทย และต่อมาได้มาเปลี่ยนเป็นรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2494 เริ่มขาดทุนมาตั้งแต่ปี 2517 และถูกครอบงำจากนักการเมือง โดยร่วมกับฝ่ายบริหาร แสวงหาประโยชน์จากการรถไฟฯ ตลอดระยะเวลาประมาณ 50 ปีที่ผ่านมาจนปัจจุบัน
           
           ปี 2500 รัฐบาลเผด็จการทหาร ขณะนั้น คือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ทำการยึดอำนาจ ภายใต้คำขวัญ “ข้าขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว” ได้นำแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคม มาใช้ ตามคำแนะนำของธนาคารโลก (World Bank) โดยมุ่งเน้นพัฒนาถนนหลวง ถนนรถยนต์ ได้ทุ่มงบประมาณไปจำนวนมาก ตัดถนนไปทั่วทุกภาคของประเทศ ตั้งแต่ถนนเลนเดียว และได้ขยายออกไปเป็น 2 เลน 3 เลน และ 4 เลน ใช้เงินจำนวนมากกว่าการสร้างทางรถไฟเพิ่ม ทำให้ใช้เงินภาษีประชาชนไปกับการสร้างถนนหลวง มากกว่าส่งเสริมกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย 72 เท่า โดยสร้างทางหลวงทั่วประเทศถึงปี 2544 มีความยาว 52,444 กิโลเมตร แต่ทางรถไฟ (รางรถไฟฯ) ได้ขยายเพิ่มขึ้นจากเดิมเพียง ประมาณ 600 กิโลเมตรเท่านั้น รวมทางรถไฟทั่วประเทศมีความยาว 4,170 กิโลเมตร และรัฐบาลต้องเสียค่าซ่อมบำรุงรักษาทางทางหลวงเป็นเงินปีหนึ่งไม่น้อยกว่า 13,000 ล้านบาท
           
           รวมทั้งการไม่สนับสนุนการก่อสร้างทางคู่แล้ว ทำให้เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนซื้อรถยนต์เพิ่มมากขึ้น และจราจรติดขัด และต้องเสียเงินซื้อน้ำมันเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 350,000 ล้านบาท และเงินต้องไหลออกนอกประเทศในการซื้อรถยนต์ส่วนตัว รถบัส รถบรรทุก รถมอเตอร์ไซด์ ทำให้เงินไหลออกต่างประเทศนับล้าน ๆ บาทต่อปี โดยสรุปรัฐบาลทุกรัฐบาลในรอบ 50 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ส่งเสริมสนับสนุนการรถไฟแห่งประเทศไทย แล้วยังมีการทุจริตคอร์รัปชั่นในการจัดซื้อจัดหา จึงเป็นต้นเหตุให้การรถไฟฯ ตกต่ำ และพัฒนาล่าช้า มีหนี้สินเพิ่มขึ้น รวมทั้งการที่รัฐบาลควบคุมไม่ให้ขึ้นค่าโดยสารที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
           
           นี่คือมูลเหตุหลักที่ทำให้การรถไฟฯ ล้าหลัง และขาดทุนสะสมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันมีหนี้สินประมาณ 55,127 ล้านบาท (ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550)
           
           ความพยายามของรัฐบาลที่แปรรูป ร.ฟ.ท.ให้นายทุน
           
           ตั้งแต่ปี 2528 รัฐบาลชาติชาย ได้มีความคิดจะแปรรูปรัฐวิสาหกิจมาโดยตลอด ตามกระแสทุนเสรีนิยมใหม่ ที่นำโดยนางมากาแรต แทตเชอร์ พรรคอนุรักษ์นิยมของอังกฤษ และนายโรนอล เรแกน พรรคฝ่ายคอนเซอเวตีพของอเมริกาที่ครองอำนาจอยู่นาน 10 ปี รัฐบาลชาติชาย ได้ให้บริษัทเชิดชัยเช่าเส้นทางกรุงเทพสายตะวันออกเฉียงเหนือและสายเหนือ เช่น รถด่วนพิเศษ รวมทั้งนำรถโบกี้ไปพ่วงโดยสารในรถด่วน รถเร็ว บริษัทเอกชนดังกล่าว เอาเปรียบการรถไฟ เปิดทำการซ่อมสร้างรถพ่วงเอง บางครั้งก็นำเอาวัสดุจากพัสดุของการรถไฟฯ ไปใช้ ทำให้พนักงานรถไฟ นำโดยสหภาพแรงงาน 6 แห่ง ในขณะนั้นนัดหยุดงานในปี 2531 นาน 7 วัน จึงเป็นการนัดหยุดงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทั่วประเทศในประวัติศาสตร์การนัดหยุดงานของคนงานรถไฟ เป็นผลให้มีข้อตกลงกับรัฐบาลให้ยกเลิกให้เอกชนนำขบวนรถเข้ามาวิ่ง
           
           เมื่อหมดสัญญาลงในปี 2533 ต่อมารัฐบาลยุคประชาธิปัตย์ ปี 2541 ได้เป็นรัฐบาลหลังจากเศรษฐกิจไทยพังพินาศ จากการลอยค่าเงินบาทในปี 2540 รัฐบาลก็ต้องไปกู้เงินจาก IMF จึงถือโอกาสเขียนจดหมายกู้เงิน ได้กำหนดให้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง อย่างมีขั้นตอนและระยะเวลาอย่างชัดเจน มติ ครม. ปี 2541 และ มติ ครม. ปี 2543 กำหนดให้แปรรูป รฟท. ออกเป็น 4 บริษัท แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากมีการต่อต้านจาก สร.รฟท. และจากผลของการรณรงค์ต่อต้านนโยบายดังกล่าว ทำให้ประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้ง ทำให้พรรคไทยรักไทย โดยรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาเป็นรัฐบาลเมื่อปี 2544 ก็ได้ดำเนินการเช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ คือให้ยึดถือมติ ครม. ปี 2541 เพื่อดำเนินการแปรรูป รฟท. ต่อไป และได้ดำเนินการต่อต้านนโยบายนี้อย่างเข้มแข็งจากการนำของ สร.รฟท. และพนักงานทั่วประเทศ ในรูปแบบต่างๆ หลายครั้ง รัฐบาลทักษิณ จึงยับยั้งการดำเนินการดังกล่าวไว้
           
           จนกระทั่งเกิดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมพลังประชาชนขับไล่รัฐบาลทักษิณออกไป โดยทหารใช้ชื่อว่าคณะปฏิรูปปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉวยโอกาสทำการยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยอ้างทำเพื่อประชาชน ประเทศชาติ อ้างเหตุผล 4 ประการ และได้จัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาโดยมีพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรี ประกาศเป็นจุดเปลี่ยนผ่านขออยู่บริหารประเทศเพียงระยะเวลา 1 ปีเท่านั้น
           
           ครม.ขิงแก่ เร่งแปรรูป ร.ฟ.ท.ซ้ำรอยรัฐบาลทักษิณ
           

           รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูป ร.ฟ.ท.ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปัจจุบัน คือ นายฉลองภพ สุสังกาญน์ กับทีมงานเป็นข้าราชการรับใช้รัฐบาลทักษิณยังอยู่ครบชุด ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (กนร.) ที่มี นายอารีย์พงศ์ ภู่ชะอุ่ม นางพัลลภา เรืองรอง เป็นผู้มีบทบาทสำคัญ ได้ร่วมกันจัดทำแผนชำแหละการรถไฟฯ โดยใช้หลักการเดียวกับรัฐบาลที่ผ่านมาคือ แบ่งแยก ร.ฟ.ท.ออกเป็นบริษัท ด้วยการจัดให้แก้ไข พ.ร.บ.การจัดวางทางรถไฟฯ พ.ศ. 2464 และ พ.ร.บ.การรถไฟฯ พ.ศ. 2494 เพื่อเปิดทางให้นายทุนบริษัทเอกชนเข้าหาผลประโยชน์จากที่ดินของการรถไฟฯ และจัดนำรถสินค้าเข้ามาทำการเดินรถสินค้าคอนเทนเนอร์ (เป็นส่วนที่มีกำไร) และบริการรถโดยสาร ที่จะเกิดขึ้นใหม่ เช่น จากสนามบินสุวรรณภูมิ หรือรถด่วน รถเร็ว ที่เก็บค่าโดยสารได้แพง และไม่ขาดทุน คงให้เหลือเฉพาะรถชั้น 3 รถชานเมืองที่ขาดทุน และรถท้องถิ่นต่างๆ ให้เป็นของการรถไฟฯ ต่อไป ที่ขาดทุนแล้วรัฐจะจ่ายเงินชดเชยให้ (Public Service Obligation) หรือ PSO ซึ่งความจริงการจ่ายเงินอุดหนุนดังกล่าวตาม พ.ร.บ.การรถไฟฯ 2494 มาตรา 43 ก็ได้กำหนดให้รัฐบาลจ่ายอยู่แล้ว เป้าหมายที่แท้จริงในการแยก ร.ฟ.ท.ออกเป็นบริษัทก็เพื่อทำลายการรถไฟฯ ที่เป็นองค์การของรัฐ ให้ไปเป็นบริษัทเอกชนในที่สุด เพื่อลดค่าจ้างสวัสดิการ และทำลายความเข้มแข็งของสหภาพแรงงาน ให้พนักงานแยกไปอยู่คนละบริษัท คนละนายจ้าง และถูกนายจ้างแต่ละบริษัทกำหนดค่าจ้างใหม่ ซึ่งแน่นอนจะต้องน้อยกว่าเดิม รวมถึงสวัสดิการ ต่างๆ ก็จะถูกตัดลงไปด้วยในที่สุด วิธีการเช่นนี้รัฐบาลในประเทศด้อยพัฒนาได้เคยนำไปใช้แล้ว และประเทศตกไปอยู่ในความหายนะไปแล้ว เช่น อาร์เจนตินา เม็กซิโก ฯลฯ โดยมีขั้นตอนการแปรรูปรถไฟ ดังนี้
           
           ขั้นตอนที่ 1 จากการดำรงอยู่เดิมการรถไฟฯ มีสภาพเป็นองค์การของรัฐ
           
           ขั้นตอนที่ 2 ขั้นตอนแยกบัญชี แยกโครงสร้างพื้นฐาน ออกจากการเดินรถเพื่อแยกให้เห็นชัดเจนว่าส่วนใดทำกำไร ส่วนใดขาดทุน จะนำส่วนที่ทำกำไรได้โอนขายให้นายทุน โดยรัฐสนับสนุนส่วนที่ขาดทุนให้เป็นของรัฐต่อไป
           
           ขั้นตอนที่ 3 ทำการแปลงสภาพเป็นบริษัทใหม่ เป็นบริษัทของรัฐ ถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 51% เพื่อจะได้ปรับแก้กฎระเบียบต่าง ๆ ที่จะลดค่าจ้าง สวัสดิการพนักงานลงได้ รวมทั้งลดจำนวนพนักงานลง เช่น ยกเลิกบำเหน็จ บำนาญ ฯลฯ
           
           ขั้นตอนที่ 4 ขายในส่วนที่นายทุนเอกชนทำได้ ก็โอนให้เอกชนทำทั้งหมด หรือย่อยโอนไปจนหมด ส่วนใดที่เอกชนไม่รับ เพราะทำกำไรน้อย หรือไม่มีกำไร ก็ให้ตกเป็นของรัฐต่อไป เมื่อไม่สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ก็ยุบทิ้งไป
           
           ขั้นตอนที่ 5 แปรรูปให้เอกชนจนหมดเกลี้ยง (Fully Privatization) คือ ยกสมบัติของประชาชนให้นายทุนนำไปแสวงหาผลกำไร ขูดรีดประชาชนนั่นเอง
           
           เป้าหมายแปรรูป รฟท. คือ นำส่วนที่ทำกำไรได้ไปให้นายทุน เช่น ส่วนบริหารจัดการที่ดิน รถสินค้าคอนเทนเนอร์ รถด่วน รถเร็ว การซ่อมบำรุงรถจักร รถพ่วงและขบวนรถโดยสาร สายไหนที่มีกำไร ก็ให้เอกชนหรือนายทุนไปทำ (เพราะไม่มีนายทุนคนใดที่จะไปสัมปทานในส่วนที่ขาดทุน) ส่วนการซ่อมสร้างรักษาทางให้รัฐบาลเป็นผู้ออกเงินสนับสนุน เช่นเดียวกับบริษัทขนส่งเอกชน และนี้คือวิธีการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พลเรือเอกธีระ ห้าวเจริญ และรัฐมนตรีช่วยว่าการคมนาคม นายสรรเสริญ วงค์ชะอุ่ม กำลังดำเนินการอยู่ โดยขั้นแรกได้เสนอให้ ครม. ลงมติเห็นชอบไปแล้ว เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2550 เห็นชอบในหลักการให้แยก รฟท. ออกเป็นบริษัทดังนี้
           
           บริษัท พัฒนาทรัพย์สิน จำกัด (นำที่ดินจำนวน 38,604 ไร่) ให้นายทุนไปหาประโยชน์ บริษัท ขนส่งมวลชน จำกัด ให้เอกชนเข้าหากำไรจากขบวนรถด่วน รถเร็ว หรือรถด่วนพิเศษต่าง ๆ ที่ทำกำไรได้
           
           บริษัท โลจิสติคส์ จำกัด คือ รถสินค้าที่บรรทุกคอนเทนเนอร์ หรือ ICD ที่การรถไฟฯ มีกำไรอยู่แล้วไปให้บริษัทนายทุนเอกชนเข้าดำเนินการ
           
           แฉนักการเมืองใช้อำนาจมิชอบแก้ไข พ.ร.บ.ชำแหละ รฟท.
           
           เนื่องจากกฎหมายหลักที่สำคัญ และเกี่ยวข้องกับการรถไฟฯ ที่มีอยู่ 2 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติจัดวางทางรถไฟแลทางหลวง พ.ศ. 2464 และพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494
           
           เพื่อให้สามารถแยกส่วนต่าง ๆ ออกเป็นบริษัท และให้สามารถออกระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการตามรูปแบบของบริษัท รวมถึงเรื่องการจ้างพนักงาน รวมทั้งข้อบังคับ ระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับค่าจ้างสวัสดิการ และที่สำคัญคือ เปิดโอกาสให้นายทุนเอกชนเข้ามาดำเนินกิจการเพื่อหาผลกำไรในธุรกิจของการรถไฟฯ ได้อย่างเต็มที่ได้ นี่คือเหตุผลสำคัญที่ต้องแก้ไข พ.ร.บ.จัดวางรถไฟแลทางหลวง พ.ศ. 2464 และ พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 ถ้าไม่แก้กฎหมายทั้งสองฉบับก็ไม่สามารถแบ่งแยกการรถไฟฯ ออกเป็นบริษัทหลาย ๆ บริษัทหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรได้ เพราะขัดกับกฎหมายดังกล่าว
           
           ก่อนจะนำเสนอกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรถไฟฯ ต้องดำเนินการเป็นขั้นตอนดังนี้ เริ่มจาก
           
           1.เสนอความเห็นชอบไปจากผู้บริหารรถไฟฯ ไปให้บอร์ดพิจารณา และเมื่อบอร์ดพิจารณาเห็นชอบแล้วจึงเสนอต่อไปยังกระทรวงคมนาคม และกระทรวงคมนาคมจึงเสนอต่อไปให้ ครม. พิจารณา
           
           2. เมื่อ ครม. พิจารณาเห็นชอบแล้วต้องเสนอให้กฤษฎีกา เมื่อกฤษฎีกาพิจารณาปรับแก้ไขแล้ว จะส่งกลับมาให้ ครม.เห็นชอบอีกครั้งแล้วนายกรัฐมนตรีเสนอต่อไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อพิจารณาออกเป็นพระราชบัญญัติต่อไป
           
           3. สภานิติบัญญัติรับเรื่องแล้วบรรจุเข้าวาระพิจารณาเป็น 3 วาระ คือ วาระที่ 1 รับหลักการแล้วพิจารณาในวาระ 2 วาระ 3 ลงมติ เห็นชอบ หลังจากนั้นก็นำกราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์ ทรงลงพระปรมาภิไทย และประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับต่อไป ซึ่งขึ้นสภานิติบัญญัติ หากเป็นกฎหมายที่แก้ไขไม่มากอาจใช้การพิจารณารวดเดียว 3 วาระก็ได้
           
           ฝ่ายบริหารการรถไฟฯ ได้กระทำที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 เนื่องจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ไว้กับการรถไฟฯ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2550 ข้อ 18 ความว่า “การรถไฟฯ ตกลงในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรของการรถไฟฯ ต้องทำความตกลงกับสหภาพแรงงานฯ ก่อนทุกกรณี” และข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวการรถไฟฯ ได้นำไปจดทะเบียนไว้กับกระทรวงแรงงานแล้ว ผู้บริหารการรถไฟฯ ยังไม่เคยนำเรื่องดังกล่าวมาทำความตกลงกับสหภาพแรงงานก่อนที่จะส่งไปยังบอร์ด และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และเสนอ ครม. ตามลำดับ
           
           และมติ ครม. วันที่ 24 กรกฎาคม 2550 ยังได้กำหนดว่า “เห็นชอบในหลักการให้การรถไฟฯ ดำเนินการเปิดให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการขนส่งสินค้าทางรถไฟ ตามข้อเสนอของกระทรวงคมนาคม และให้การรถไฟฯ จัดทำข้อตกลงมาตรฐานกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งระเทศไทย เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ด้วยปรากฏว่าผู้บริหารการรถไฟฯ ก็ไม่ได้จัดทำข้อตกลงตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2550 แต่อย่างใด (บอร์ดและผู้บริการ รฟท. ฝ่าฝืนมติครม. อย่างชัดเจน
           
           นี่คือความผิดของกรรมการรถไฟฯ (บอร์ด) และผิดร่วมกับผู้บริหารการรถไฟฯ อย่างชัดเจน
           
           ผู้บริหารการรถไฟฯ ก็ทราบดีว่าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ทำขึ้นระหว่างผู้แทน สร.รฟท. กับผู้แทนการรถไฟฯ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2550 นั้น เป็นข้อตกลงที่การรถไฟฯ นำไปจดทะเบียนกับกระทรวงแรงงานเอง ซึ่งถือว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ครบถ้วนแล้ว แต่รักษาการผู้ว่าการรถไฟฯ นายบัญชา คงนคร ยังเสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุมคณะกรรมการรถไฟฯ ครั้งพิเศษที่ 3/2550 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2550 และที่ประชุมมีมติให้การรถไฟฯ แต่งตั้งคณะทำงาน เพื่อตรวจสอบข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2550 อีก
           
           และ นายบัญชา คงนคร ได้ลงนามคำสั่งเฉพาะที่ ก.497/5118 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2550 เรื่องแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อตกลงระหว่างการรถไฟฯ กับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2550 รวมทั้งให้ศึกษาขั้นตอนการเพิกถอนข้อตกลงด้วย ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ไม่มีผู้บริหารรัฐวิสาหกิจใด เขากระทำกัน และเป็นครั้งแรกที่มีการกระทำที่ไม่เคารพกฎหมายและเคารพเกียรติภูมิของตนเอง และล้มเหลวในระบบแรงงานสัมพันธ์ที่น่าละอายยิ่ง ซึ่งยังไม่เคยปรากฏมาก่อนในการรถไฟฯ และรัฐวิสาหกิจอื่น
           
           แก้ไข พ.ร.บ.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
           
           ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 175 บัญญัติไว้ว่า “ก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้ “ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่าข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนทั้งจะรักษาไว้ และปฏิบัติซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ” รัฐธรรมนูญมาตรานี้ เพื่อให้รัฐมนตรีทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประเทศชาติและประชาชน รวมทั้งไม่กระทำการใด ๆ ที่ขัดกับรัฐธรรมนูญด้วย
           
           มาตรา 87 รัฐต้องดำเนินการตามนโยบายการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังนี้
           (1) “ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น
           
           มาตรา 57 วรรค 2 บัญญัติไว้ว่า “การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง การกำหนดเขต ใช้ประโยชน์ในที่ดิน และการออกกฎที่อาจกระทบต่อส่วนได้ส่วนเสียสำคัญของประชาชน ให้รัฐจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการ”
           
           จะเห็นได้ชัดเจนว่ารัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มิได้ดำเนินการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ตามที่ตนได้ถวายสัตย์ปฏิญาณเอาไว้แต่อย่างใด การดำเนินการแก้ไขกฎหมาย 2 ฉบับของการรถไฟฯ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และหลักการบริหารแบบธรรมาภิบาล จึงต้องตกเป็นโมฆะ
           
           อัดผู้บริหาร รฟท.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ - ประพฤติมิชอบ
           
           สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) ได้ดำเนินการตามขั้นตอน หลักการแรงงานสัมพันธ์ ตามลำดับมาโดยตลอด ในการเสนอให้การรถไฟฯ และกรรมการรถไฟฯ รวมทั้งนายสรรเสริญ วงค์ชะอุ่ม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่กำกับดูแลการรถไฟฯ ตามหน้าที่ความรับผิดชอบในฐานะสหภาพแรงงานฯ ที่ต้องปกป้องรักษาผลประโยชน์ของการรถไฟฯ ซึ่งคือผลประโยชน์ของประชาชน ดังเรื่องสำคัญตามที่ได้แถลงให้พี่น้องคนรถไฟและสื่อมวลชนได้ทราบเป็นระยะๆ ในประเด็นสำคัญ คือ
           
           เรื่องดำเนินการค่าเช่าที่ดินบริเวณพหลโยธินที่บริษัทเซ็นทรัลอินเตอร์พัฒนา จำกัด เช่าเพื่อให้การรถไฟฯ ได้ประโยชน์สูงสุดจากการแข่งขันอย่างเสรี
           
           เรื่องการทุจริตสร้างทางรถไฟมักกะสัน-สนามบินสุวรรณภูมิ หรือแอร์พอร์ตลิงค์ ทำให้การรถไฟฯ เสียหาย รวมทั้งคัดค้านการต่อสัญญาให้บริษัทบีกริมที่สร้างทางไม่เสร็จตามกำหนดสัญญาเรื่องให้เร่งดำเนินการตามกฎหมายในการดำเนินคดีกับนักการเมืองบุรีรัมย์ที่ออกโฉนดทับที่ดินการรถไฟฯ
           
           เรื่องกรรมการรถไฟฯ (บอร์ด) ใช้อำนาจโดยไม่ชอบ แทรกแซงฝ่ายบริหารโดยการสั่งให้รักษาการผู้ว่าการรถไฟฯ นายบัญชา คงนคร กระทำการฝ่าฝืนข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และฝ่าฝืนกฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ในการเปลี่ยนแปลงหน้าที่การทำงานของลูกจ้างเฉพาะงาน ซึ่งเป็นสมาชิกของ สร.รฟท. ขณะที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้ว
           
           การจ้างต่อ CFO โดยไม่มีคุณสมบัติถูกต้องส่อไปในทางเล่นพรรคเล่นพวก ทำให้การรถไฟฯ ต้องเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น
           
           รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรรมการรถไฟฯ ละเว้นไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. การรถไฟฯ พ.ศ. 2494 มาตรา 43 คือไม่จ่ายเงินชดเชยให้การรถไฟฯ ที่ยังค้างอยู่อีก 23,000 ล้านบาท และจ่ายไม่ตรงเวลา ไม่เต็มจำนวน ซึ่งเป็นความผิดโดยชัดแจ้ง
           
           ดังมีรายละเอียด ดังนี้
           

           1.กรณีบริษัทเซ็นทรัลอินเตอร์พัฒนา จำกัด เช่าที่ รฟท. ตั้งแต่ปี 2521 ด้วยการเริ่มต้นที่ 3 ล้านบาทต่อปี จนถึงปี 2545 บริษัทผู้เช่าทำผิดสัญญา ผู้บริหาร รฟท. ก็ไม่บอกเลิก กลับไปผ่อนผันต่อสัญญาให้บริษัทอีก ทำให้ รฟท. เสียหาย เพราะถ้าบอกเลิกสัญญา ทรัพย์สินอาคาร โรงแรม ห้าง อุปกรณ์สำนักงานทั้งหมดจะตกเป็นของ รฟท. ที่ปลูกสร้างในที่ดินรถไฟ 47 ไร่ 22 ตารางวา รวมราคาประมาณ 20,000 ล้านบาท หากให้เช่าต่อไปอีก 20 ปี ก็จะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่า 50,000 - 60,000 ล้านบาท
           
           หากเปรียบเทียบกับบริษัทมาบุญครองที่เช่าที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พื้นที่เพียง 23 ไร่ และอาคารก็น้อยกว่า ซึ่งได้รับค่าเช่า 25,630 ล้านบาท และยังให้มีรายได้เพิ่มขึ้นทุกปีร้อยละห้า แต่ผู้บริหารการรถไฟฯ กลับไปยอมรับต่อสัญญาให้โดยผู้เช่าผ่อนจ่ายให้ปีละ 60 - 50 ล้านบาท เป็นเงินเพียง 540 ล้านบาท จะเห็นว่าหากการรถไฟฯ บอกเลิกสัญญา จะทำให้ทรัพย์สินทั้งหลายตกเป็นของการรถไฟฯ เมื่อให้เช่าโดยประกาศให้มีการแข่งขัน จะได้รับถ้า 30 ปี จะได้ประมาณ 70,000 ล้านบาท การไปต่อสัญญาให้บริษัทถือเป็นการทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 เพราะเมื่อเงินทุนที่ให้เช่าเกิน 1,000 ล้านบาท จะต้องใช้ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ตามมาตรา 13 ที่ต้องมีคณะกรรมการเข้าร่วมหลายหน่วยงาน และจะเสนอราคาได้ต้องขอความเห็นชอบจาก ครม.ก่อน และหลังจากนั้นผู้บริหารการรถไฟฯ บอร์ดการรถไฟฯ ก็ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ
           
           รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมก็ยังมิได้แสดงจุดยืนในการรักษาผลประโยชน์ของ รฟท. คำให้สัมภาษณ์ของผู้บริหาร รฟท. ก็ยังแสดงออกถึงความพยายามจะต่อสัญญาให้บริษัทเซ็นทรัลฯ มากกว่าที่จะเปิดให้มีการประมูลแข่งขันอย่างเสรี เพราะเหลือเวลาเพียง 1 ปี ก็จะถึงกำหนดหมดสัญญา ผู้บริหารพยายามดึงเวลาให้ล่าช้า เพื่อให้บริษัทผู้เช่าเดิมได้ประโยชน์ แต่การรถไฟฯ กลับเสียประโยชน์ เพราะหากไม่สิ้นสุดสัญญาเพราะต่อสัญญาทำให้ทรัพย์สินทั้งหมดจะไม่ตกมาเป็นของการรถไฟฯ ตามสัญญา และไม่ได้เปิดประมูลให้แข่งขันอย่างเสรี
           
           2.การจ้างให้บริษัท บีกริม อินเตอร์เนชันแนล จำกัด บริษัทซีเมนต์ไทย บริษัทชิโน-ไทย เอนจิเนียริง แอนด์คอนทรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง (แอร์พอร์ตลิงค์) ส่อไปในทางทุจริตมาแต่ต้น โดยการรถไฟฯ จ่ายเงินค่าธรรมเนียมไปแล้ว 1.6 พันล้านบาท แต่ความจริงผู้รับเหมาใช้เงินค่าธรรมเนียมเงินกู้เพียง 400 ล้านบาทเท่านั้น ทำให้เงินอีก 1.2 พันล้านบาท ที่เบิกเกินไปใครนำไปเป็นของส่วนตัว
           
           พฤติการณ์ดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนว่าการรถไฟฯ เอื้อประโยชน์ให้เอกชนและส่อไปในทางคอร์รัปชั่น และเมื่อทำสัญญาสร้างให้เสร็จภายใน 990 วัน เมื่อครบสัญญาแล้ว บริษัทยังสร้างไม่แล้วเสร็จ แทนที่การรถไฟฯ จะบอกเลิกสัญญา แล้วให้ผู้รับเหมาต้องจ่ายค่าเสียหายให้การรถไฟฯ วันละ 12 ล้าน ตามจำนวนวันที่ยังเหลือ ผู้บริหารการรถไฟฯ กลับเสนอกรรมการรถไฟฯ ต่อสัญญาให้บริษัทต่อไปอีก 180 วัน โดยไม่มีเหตุผลใดๆ และไม่เป็นเหตุให้ต้องต่อสัญญาตามมติคณะรัฐมนตรี เพราะพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินแต่อย่างใด
           
           ซึ่งก่อนหน้านี้ นายนคร จันทศร รองผู้ว่าการรถไฟฯ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าต้องต่อสัญญาให้กับบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา เพราะการรถไฟฯผิดเองที่มอบพื้นที่ให้บริษัทเข้าก่อสร้างล่าช้า ทำให้การรถไฟฯ ต้องเสียเงินค่าดอกเบี้ยเพิ่มวันละ 3 ล้านบาท เป็นเงิน 540 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับริษัทคู่ค้า ไม่รักษาผลประโยชน์ของการรถไฟฯ และส่อไปในทางทุจริต คอร์รัปชั่น ทำให้การรถไฟฯ เสียหายไปเป็นเงินจำนวนมาก
           
           3.เรื่องนักการเมืองออกโฉนดทับที่ดินการรถไฟฯ ที่เขากระโดง อำเภอเมือง จ.บุรีรัมย์ เกี่ยวกับกรณีกฤษฎีการได้ชี้ชัดแล้วว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของการรถไฟฯ และได้ส่งเรื่องให้การรถไฟฯ ทราบแล้ว 2 แปลง แปลงที่ 1 โฉนดเลขที่ 3466 เลขที่ดิน 60 หน้า สำรวจ 832 ตำบลอีสาณ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่ 7 ไร่ 1 งาน 54.8 ตารางวา ออกให้นายชัย ชิดชอบ ทำหลักฐาน น.ส.3 เลขที่ 334 หมู่ที่ 1 ตำบลอีสาณ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์
           
           แปลงที่ 2 โฉนดที่ดินเลขที่ 8564 เนื้อที่ 37 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวา ที่ดินแปลงนี้นางกรุณา ชิดชอบ ได้นำไปจำนองไว้กบธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เรื่องนี้ สร.รฟท.ได้ติดตามตรวจสอบให้ผู้เสียหายโดยตรงคือผู้ว่าการรถไฟฯ กรรมการรถไฟ รัฐมนตรีคมนาคมที่กำกับดูแลเพิกเฉยต่อหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ ไม่ดำเนินการดำเนินคดีต่อผู้บุกรุก แสดงให้เห็นชัดเจนว่าไม่รักษาผลประโยชน์ของ รฟท. สร.รฟท. จึงไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนไว้แล้วเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2550 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157
           
           4.ประธานกรรมการรถไฟฯ นายศิวะ แสงมณี ได้สั่งให้นายบัญชา คงนคร รองผู้ว่าการรถไฟฯ รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟฯ ได้เปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างของลูกจ้างเฉพาะงาน โดยไม่เป็นคุณกับลูกจ้าง และในขณะที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้ว นายจ้างจะมาเปลี่ยนแปลงหน้าที่การงานของลูกจ้างไม่ได้ (ตามพ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543มาตรา 37) และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ลูกจ้างได้รับค่าจ้างน้อยลงกว่าเดิมประมาณเดือนละ 3,700 บาท ทำให้ลูกจ้างได้รับความเดือดร้อน และกรรมการรถไฟฯ ยังออกมติให้ตรวจสอบข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ สร.รฟท.ได้ทำข้อตกลงไว้กับการรถไฟฯ และได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายแล้วโดยการรถไฟฯ เอง
           
           และยังแต่งตั้งคณะกรรมการมาตรา 13 ของ พ.ร.บ. ว่าด้วยให้เอกชนเข้าร่วมทุน เพื่อเจรจากันและประเมินราคาทรัพย์สินของบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา ที่มีนายนคร จันทศร เป็นประธาน นายนครฯ ได้เชิญตัวแทนบริษัทเซ็นทรัลฯ ซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินการรถไฟฯ มาเข้าร่วมประชุมด้วย จึงเป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย และแสดงให้เห็นว่าจงใจเอื้อประโยชน์ให้เอกชนคู่ค้าซึ่งผิดเจตนาของกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมทุน พ.ศ. 2535 ที่ผู้แทนฝ่ายการรถไฟฯ จะต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการรถไฟฯ ซึ่งเป็นสมบัติของประชาชน
           
           5.คณะกรรมการรถไฟฯ ชุดนี้ได้มีมติให้ต่อสัญญาจ้าง นายอารักษ์ ราษฎร์บริหาร CFO ทั้งที่หมดสัญญาแล้ว และอดีตรักษาการผู้ว่าการรถไฟฯ นายถวิล สามนคร ได้เสนอไม่ต่อสัญญา เพราะไม่มีการประเมินผลตามสัญญาและไม่คุ้มกับที่ต้องจ่ายค่าจ้างเดือนละ 145,000 บาท แล้วยังมีค่ารับรองอื่น ๆ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่า ไม่ได้ดำเนินการรักษาผลประโยชน์ของการรถไฟฯ มีลักษณะเล่นพรรคเล่นพวก ในที่สุดก็บีบให้นายถวิล สามนคร ต้องลาออกจากรักษาการผู้ว่าการรถไฟฯ
           คณะกรรมการรถไฟฯ
           
           6.คณะกรรมการรถไฟฯ ยังได้ลงมติ ตามที่รักษาการผู้ว่าการรถไฟฯเสนอ นายบัญชา คงนคร และผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์เสนอให้กรรมการรถไฟฯพิจารณาเห็นชอบในการประชุมครั้งที่ 13/2550 เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2550 โดยอนุมัติให้นายทุนเอกชนเข้าดำเนินการในการรถไฟฯ คือ
           
           *ยื่นแบบจัดซื้อหัวรถจักรและล้อเลื่อนรวมทั้งจัดหารถจักรล้อเลื่อนและอุปกรณ์อื่นๆ( ทุกสิ่งทุกอย่างได้เอง )
           *เช่าร่างรถไฟฯ จ่ายค่าเช่าการใช้ทาง หรือค่าเช่าสถานี
           *ให้การรถไฟฯ ร่วมกับนายทุนเอกชนปรับตารางการเดินรถใหม่ตามที่นายทุนเอกชนเสนอ

           
           ระยะแรกจัดหาพนักงานขับรถและพนักงานขบวนรถให้เพียงพอระยะต่อไปจัดฝึกอบรมกำหนดขั้นตอนการออกใบอนุญาตขับรถ(ให้ พขร./ชค.)และพนักงานขบวนรถ (พรร./พหล.)ให้แก่บริษัทเอกชน นั้นคือการยกเลิกพนักงานที่ทำหน้าที่บนขบวนรถของการรถไฟฯทั้งหมดให้กลายเป็นลูกจ้างขอเอกชนเช่นเดียวกับลูกจ้างบนรถเสบียงและลูกจ้างบริษัทที่ขึ้นทำความสะอาดแทนลูกจ้างเฉพาะงาน นี่คือมติที่อัปยศที่สุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่มีการรถไฟฯมา นานกว่า 111 ปี มติดังกล่าวฝ่ายบริหารรถไฟฯ ไม่ได้นำมาทำความตกลงกับสหภาพแรงงานฯก่อน ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และเป็นการกระทำที่ขัดกับข้อบังคับการเดินรถ ซึ่งจะก่อให้เกิดเหตุอันตรายร้ายแรงในการเดินขบวนรถอาจทำให้สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและการรถไฟฯ ที่ประเมินค่าไม่ได้ในอนาคตและถือเป็นการทำลายวิชาชีพของพนักงานขบวนรถของการรถไฟฯอย่างร้ายแรงที่สุด
           
           7.นอกจากนั้น กรรมการรถไฟฯ ชุดนี้ ไม่มีความรับผิดชอบตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ แล้วยังใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กำหนดไว้ตามมาตรา 25 และยังไม่ได้ดำเนินการสรรหาผู้ว่าการรถไฟฯ คนใหม่ ให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่เหมือนรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ กลับปล่อยให้มีการรักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟฯ กันมานานกว่า 1 ปี แล้วทำให้การรถไฟฯ เสียหาย ขาดผู้นำที่เป็นที่ยอมรับของพนักงานทั้งประเทศ และยังแทรกแซงผู้บริหารให้ทำลายระบบแรงงานสัมพันธ์ในการรถไฟฯ ที่พัฒนาไปในทางที่ดีเป็นลำดับ และต้องพังทลายลง
           
           สาเหตุที่การรถไฟฯ ไม่พัฒนาและประสบปัญหาการขาดทุน
           
           1.มาจากการที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ปล่อยปละละเลย ไม่มีความจริงใจที่สืบทอดพัฒนาการรถไฟฯ ให้บรรลุพระราชปณิธานของรัชกาลที่ 5 ที่มีความหมายใหญ่ยิ่งให้มีการรถไฟฯ ไว้เพื่อประโยชน์สูงสุดของการขนส่งภายในประเทศเพื่อชาติและประชาชน รัฐบาลจึงไม่ส่งเสริมลงทุนสร้างทางคู่ให้ทั่วประเทศ และไม่ขยายเส้นทางที่จำเป็น เช่น จากในภาคใต้จากคีรีรัฐนิคมถึงท่าฉัตรไชย-ภูเก็ต ทางสายเหนือจากเด่นชัย-เชียงราย สายตะวันออกเฉียงเหนือจากชุมทางบัวใหญ่-นครพนม
           
           2.ไปลงทุนสร้างถนนหลวงให้รถยนต์ทุกชนิดมาวิ่ง ทำให้ประชาชนใช้จ่ายเงินทั้งค่าน้ำมัน เป็นเหตุให้ขาดดุลการค้า และยังก่อให้เกิดอุบัติเหตุจราจร เสียชีวิต ทุพพลภาพ บาดเจ็บ ปีละนับหมื่นคน และนำไปสู่ก่อให้เกิดมลพิษภาวะโลกร้อน เพราะถ่ายคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นจำนวนมาก
           
           3.รัฐบาลเข้าควบคุมไม่ให้ขึ้นราคามาตั้งแต่ปี 2528 จนถึงปัจจุบันจากราคาน้ำมันลิตรละ 6 บาท จนถึงลิตรละ 28 บาทในปัจจุบัน ค่าโดยสารชั้น 3 ยังคิดอยู่ที่ราคา กิโลเมตรละ 24 สตางค์ ทั้งที่ราคาขณะนี้ต้นทุนราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1.30 - 1.50 บาท ต่อ 1 กิโลเมตร
           
           4.รัฐบาลไม่จ่ายเงินค่าชดเชยให้ตรงเวลา ตาม พ.ร.บ.การรถไฟฯ พ.ศ. 2494 มาตรา 43 ทำให้รถไฟต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยเงินกู้ปีละประมาณ 1,800 ล้านบาท และยังไม่จ่ายเงินต้น เช่น ขณะนี้รัฐบาลค้างเงินชดเชยรถไฟฯ ถึง 23,000 ล้านบาท แต่กลับกันผู้บริหารการรถไฟฯ ก็ไม่มีความรับผิดชอบกลับไปขออนุมัติ ครม. กู้เงิน 5,015 ล้านบาท แทนที่จะให้รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมาย
           
           5.มีผู้บริหารที่ไร้ประสิทธิภาพ ขาดจิตสำนึกและมีการคอร์รัปชั่นรวมถึง นักการเมืองที่เข้ามากำกับดูแลการรถไฟฯ ได้ใช้อำนาจแทรกแซงให้ผู้บริหารรถไฟฯ เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทที่เป็นพวกพ้องของเขา รวมทั้งผู้ริหารกินหัวคิวจากการสั่งซื้อวัสดุต่าง ๆ เช่น รถจักร รถพ่วง ราง ไม้หมอนในการไม่ได้จัดให้มีการจัดซื้อจัดจ้างกันอย่างโปร่งใส
           
           6.เรื่องการทุจริตการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ การบริหารจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพ เรื่องหาประโยชน์ทางที่ดิน เช่น ให้เช่าราคาถูก ผู้ประสงค์จะเช่าที่ดินไม่รู้จะติดต่อกับใคร และเมื่อให้เช่าแล้วไม่มีใครเก็บค่าเช่า ปล่อยให้มีการบุกรุกทำการค้าขายฝ่ายทรัพย์สิน ไร้ประสิทธิภาพขาดจิตสำนึก ความรับผิดชอบ ผู้บริหารรถไฟระดับสูงก็ปล่อยปละละเลย
           
           แนวทางแก้ไข ‘จริงใจ – หยุดโกง – ปรับวิธีการทำงาน’
           
           
    1.สำรวจที่ดินเชิงพาณิชย์ ประมาณ 38,604 ไร่ และประเมินตามราคาตลาด เพราะที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตเมืองใหญ่ทั้งสิ้น แค่ปรับค่าเช่าให้ถูกที่สุดไร่ละ 1 แสนบาท ก็จะได้ปีละ 3,864 ล้านบาท การให้มีการประมูลที่สามเหลี่ยมพหลโยธิน ที่บริษัทเซ็นทรัลพัฒนาฯ เช่าอยู่กับการรถไฟฯ 20 ปี จะได้ประมาณ 60,000 ล้านบาท และเมื่อคิดเฉพาะในกรุงเทพฯ มักกะสัน ย่านแม่น้ำ จตุจักร รัชดาภิเษก บางซ่อน ก็จะได้ค่าเช่าปีละไม่ต่ำกว่า 8,000 ล้านบาท เฉพาะเก็บค่าเช่าจากที่ดินแล้วนำมาปรับปรุงพัฒนาล้อเลื่อน เช่น รถจักร รถพ่วง ให้ทันสมัยก็สามารถหลุดพ้นจากการขาดทุนแล้ว แต่ปัจจุบันการรถไฟฯ มีรายได้จากค่าเช่าที่ดินและอาคารต่าง ๆ เพียงปีละ 900 ล้าบาทเท่านั้น เพราะความไร้ประสิทธิภาพและการทุจริตคอร์รัปชั่นของผู้บริหารร่วมกับนักการเมือง
           
           2.รัฐบาลต้องออกค่าสร้างซ่อมบำรุงรักษาทางให้การรถไฟฯ เช่นเดียวกับรัฐบาลลงทุนในการสร้างซ่อมทางรถยนต์ซึ่งค่าซ่อมบำรุงทางปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท
           
           3.ในรถโดยสารประเภทที่รัฐบาลควบคุมราคา ได้แก่ รถชั้น 3 ชานเมือง และรถชั้น 3 ท้องถิ่น รัฐบาลก็สามารถจ่ายค่า PSO ตามความเป็นจริงได้ ตามมาตรรา 43 แห่ง พ.ร.บ.การรถไฟฯ พ.ศ. 2494 ซึ่งไม่จำเป็นต้องแก้ไข พ.ร.บ.การรถไฟฯ พ.ศ. 2494 และ พ.ร.บ.จัดวางการรถไฟฯ พ.ศ. 2464 แต่อย่างใด
           
           4.รัฐบาลเร่งดำเนินการสร้างทางคู่ทั่วประเทศ และขยายความกว้างของรางรถไฟ จากความกว้าง 1,000 มิลลิเมตร (1เมตร) ให้เป็นรางมาตรฐานเป็นเท่า 1,435 มิลลิเมตร (Standard gauge) รถไฟก็จะเพิ่มความเร็วขึ้นถึง 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง เท่านั้นเอง เพราะรถไฟจะช่วยชาติประหยัดน้ำมันปีละนับหมื่นล้านบาท ปลอดภัยกว่า ไม่เกิดอุบัติเหตุ ต้นทุนขนส่งสินค้าราคาถูก ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและลดภาวะโลกร้อน เป็นแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 84 (12) “รัฐต้องส่งเสริมสนับสนุนกิจการพานิชนาวี การขนส่งทางราง รวมทั้งการดำเนินการบริหารจัดการขนส่งทั้งภายในและระหว่างประเทศ”
           
           5.รัฐบาลต้องจ่ายเงินชดเชยตามมาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ.การรถไฟฯ พ.ศ. 2494 ที่ค้างการรถไฟฯ ไว้ประมาณ 23,000 ล้านบาท และต่อไปต้องจ่ายให้ตรงเวลา เพื่อมิให้การรถไฟฯ ต้องเสียเงินค่าดอกเบี้ยในปีที่รัฐบาลไม่จ่ายค่าชดเชยให้ตรงตามเวลา เป็นการก่อหนี้ที่ไร้เหตุผลอย่างยิ่ง
           
           6.ให้มีการปรับการบริหารแบบธรรมาภิบาล เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบ มีส่วนร่วม โดยเฉพาะองค์กรตัวแทนของพนักงานคือ สหภาพแรงงาน ต้องมีส่วนร่วมในทุกระดับ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 การบริหารโดยนำระบบ BSC/KPI มาใช้เพื่อกระตุ้นให้ทุกส่วน ทำงานอย่างมีเป้าหมาย ตรวจวัดได้ เพื่อป้องกันขจัดปัญหาการทุจริต คอร์รัปชั่นทุกรูปแบบให้หมดสิ้นไป นี้คือทางอยู่รอดอย่างมีอนาคต และเป็นการพัฒนาแบบยั่งยืน ประโยชน์ของการรถไฟฯ ก็จะตกอยู่กับประเทศชาติ และประชาชนไปตลอดกาล
           
           ดังนั้น แนวคิดการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ของกระทรวงคมนาคม และกระทรวงการคลัง เป็นแนวคิดที่ไม่ได้มีความปรารถนาดีต่อการรถไฟฯ อย่างแท้จริง แต่เป็นการบิดเบือน หลอกลวง เป้าหมายของพวกเขา เพื่อต้องการนำสมบัติของประเทศชาติไปโอนให้กลุ่มนายทุนเข้าหาประโยชน์ และใช้กลไกเหล่านี้ไปขูดรีดประชาชนผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงอีกครั้งหนึ่ง นี่คือความจริงที่ต้องเปิดโปงที่พวกเขาได้ และคิดค้น เพื่อทำลายพระราชปณิธานของพระบิดาการรถไฟฯ คือ รัชกาลที่ 5 ดังนั้นจึงเป็นสิทธิและหน้าที่โดยชอบธรรมที่พี่น้องคนรถไฟทุกคนจะต้องแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อแผ่นดิน ต่อพระบิดาการรถไฟฯ เพื่อรักษาและพัฒนาให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ดำรงอยู่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนไปตลอดกาล
           
           บทสรุป
           
           จากความจริงข้างต้นที่ สร.รฟท. ได้ชี้แจงให้สมาชิกและพนักงานทุกระดับ รวมทั้งประชาชนที่รักความเป็นธรรม ได้ทราบในหนังสือเล่มนี้ เพื่อให้ทุกท่านได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง และจะได้ร่วมกันกำหนดทิศทางในการแสดงจุดยืน การตัดสินใจ ในการทำหน้าที่ปกป้องรักษาสิทธิประโยชน์ของการรถไฟฯ ซึ่งก็คือทรัพย์สมบัติของประเทศชาติและประชาชน ที่รัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้กำลังจะใช้อำนาจโดยไม่ชอบแยกโอนให้นายทุนเอกชนเข้าแสวงหาผลประโยชน์ และมุ่งทำลายสมบัติของประชาชนที่พระปิยะมหาราช (รัชกาลที่ 5) ทรงสถาปนาไว้เพื่อประเทศชาติและประชาชน เช่นเดียวกับการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบของบอร์ดการรถไฟฯ และผู้บริหารการรถไฟฯ ที่ปล่อยปละละเลย เพิกเฉย ให้นายทุน และนักการเมืองครอบงำ แสวงหาผลประโยชน์ของการรถไฟฯ โดยไม่ดำเนินการใด ๆ เลย
           
           ด้วยเหตุนี้ สร.รฟท. จึงต้องรายงานให้ทุกท่านทราบข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อได้ร่วมมือ ร่วมใจกันทำหน้าที่เป็นพนักงานรถไฟที่ดี ในฐานะสมาชิกสหภาพแรงงานที่เราทุกคนต้องร่วมกันปกป้องทรัพย์สินของการรถไฟฯ และดำเนินการกับผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ตั้งแต่รัฐมนตรี กรรมการรถไฟฯ (บอร์ด) และผู้บริหารการรถไฟฯ ต่อไป เพื่อพิทักษ์รักษาการรถไฟแห่งประเทศไทย ไว้เป็นสมบัติของชาติและประชาชนตามพระราชปณิธานของพระบิดาการรถไฟแห่งประเทศไทย คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเอาไว้ให้ได้ต่อไปจนถึงที่สุด
           
           คลิกอ่าน "ประมวลข่าวที่เกี่ยวข้อง"

    SRT Union went on strike against SRT deprivatization

    สหภาพฯ ปิดหัวลำโพง ขบวนรถทุกเส้นทางหยุดบริการ
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 31 ตุลาคม 2550 19:50 น.
           นายถนัด โพธิ์ปี นายสถานีชุมทางรถไฟ ฉะเชิงเทรา เปิดเผยว่า ขณะนี้ที่สถานีชุมทางรถไฟ ฉะเชิงเทรา ได้ประกาศหยุดการเดินรถไฟสายตะวันออกแล้ว หลังจากขบวนรถไฟเที่ยวที่ 277 กรุงเทพฯ -กบินทร์บุรี ที่มีกำหนดเข้าสู่สถานีชุมทางรถไฟฉะเชิงเทราในเวลา 17.00 น. ไม่เข้ามายังสถานีฯ เนื่องจากถูกกลุ่มชุมนุมคัดค้านแก้ไข พ.ร.บ.รถไฟ ให้เอกชนเข้าดำเนินการบริหารกิจการ สกัดขบวนรถไฟ เที่ยวขาขึ้นทั้งหมด ที่จะเดินทางมายังภาคตะวันออก จำนวน 5 ขบวน ไม่ให้ออกจากสถานีรถไฟหัวลำโพง ส่วนในเที่ยวขบวนรถไฟขาล่อง อรัญประเทศ - กรุงเทพฯ ที่ยังเหลือตกค้างอยู่อีก 1 ขบวน นั้น จะยังคงเปิดการเดินรถ มุ่งหน้าไปยังสถานีปลายทางหัวลำโพงต่อไป ซึ่งหลังจากนี้จะปิดการเดินรถโดยสารทุกเที่ยวขบวน เบื้องต้นมีกำหนด การปิดเดินรถเป็นเวลา 2 วัน แต่ในส่วนของ ขบวนรถสินค้าที่ไม่ต้องผ่านเข้าไปยังสถานี กทม.ที่มีอยู่กว่าวันละ 40 เที่ยวนั้นยังคงมีการเดินรถขนส่งสินค้าต่อไป
            สำหรับความเดือดร้อนของประชาชนที่เดินทางรถไฟนั้น ที่สถานีรถไฟฉะเฉิงเทราจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะอยู่ใกล้กับสถานีขนส่งผู้โดยสาร และในวันนี้หลังจากทราบข่าวการชุมนุมประท้วง มีประชาชนเดินทางมาใช้บริการน้อยกว่าปกติ

    โลกร้อน/Climate Change/Global Warming

    โลกร้อน คนละลาย
    โดย ผู้จัดการรายวัน 30 ตุลาคม 2550 19:26 น.

    คาราวานคอนเสิร์ต "โลกร้อนคนละลาย"

    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    บรรยากาศการซ้อมกับคาราวานเต็มวง จากซ้ายไปขวา-ทองกราน ทานา, สุรชัย จันทิมาธร, มงคล อุทก และวีระศักดิ์ สุนทรศรี

    การซ้อมกับวงออเคสตร้า

    หลายคนคงจับภาพนี้ได้ อัล กอร์ (Al Gore) อดีตประธานธิบดีสหรัฐ ผู้จุดกระแสภาวะโลกร้อนจากภาพยนตร์สารคดีเรื่อง "An inconvenient Turth" และเขายังเป็นผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2007



    การได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ปี 2007 ของ อัล กอร์ (Al Gore) และ คณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (The Intergovernmental Panel on Climate Change-IPCC) ต้องถือว่าไม่ธรรมดาที่คณะกรรมการผู้พิจารณารางวัลโนเบลได้ตีความคำว่า ‘สันติภาพ’ กว้างขวางกว่าการปราศจากสงคราม และเลี่ยงไม่ได้ที่รางวัลโนเบลปีนี้จะสร้างผลกระทบต่อการเมืองระหว่างประเทศในเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกบ้างไม่มากก็น้อย เพราะเป็นอีกหนึ่งสิ่งยืนยันที่ว่า ภาวะโลกร้อน หรือ Global Warming ไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับหายนะของโลก
           
           แม้ว่า...แม้ว่าประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช (Gorge W. Bush) แห่งสหรัฐอเมริกาจะยังคงยืนยันว่าจะไม่กำหนดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และจะไม่ลงนามใน พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) อย่างแน่นอน ด้วยเหตุผลว่าจะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ
           
           ในเมืองไทย ประเทศที่ผู้คนมีความตื่นตัวกับปัญหาโลกร้อนติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกก็กำลังเกิดการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ซึ่งในที่นี้เรากำลังหมายรวมถึงกลุ่มศิลปินกลุ่มหนึ่งที่ถือเป็นตำนานเพลงเพื่อชีวิตเมืองไทย และมีการดำรงอยู่ที่พัวพันกับการเมือง การต่อสู้ของภาคประชาชนมาโดยตลอด
           
           และวันนี้กลุ่มศิลปินกลุ่มนี้กำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่อีกครั้งหนึ่งในวันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายนนี้ ในคอนเสิร์ตที่ชื่อว่า ‘โลกร้อน คนละลาย’
           

           หนึ่งในสมาชิกของวงกล่าวว่า งานนี้ถือเป็นภารกิจและเป็นประเด็นที่ใหญ่ที่สุด เพราะมันเป็นเรื่องของโลกที่เราทุกคนอาศัยอยู่
           
           ตามไปพูดคุยสั้นๆ กับ ทองกราน ทานา หนึ่งในสมาชิกวง คาราวาน ผู้เป็นต้นคิดคอนเสิร์ตครั้งนี้ และเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับภาวะโลกร้อนที่ประเทศไทยจำเป็นต้องรู้
           
           *“คอนเสิร์ตนี้คือภารกิจ”
           
           หลังจากการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง
           หลังจากสนามหลวงเราก็แยกย้ายกัน โดยสภาพความเป็นวงคาราวานดั้งเดิมมันก็แยกกันอยู่แล้ว มีงานสำคัญๆ สักงานก็มารวมกัน น้าหงา (สุรชัย จันทิมาธร) กับ น้าหว่อง (มงคล อุทก) ก็ไปทัวร์ ส่วนผมกับ น้าแดง (วีระศักดิ์ สุนทรศรี) ไม่ได้ทัวร์ด้วย
           
           จากนั้นก็มีคอนเสิร์ตไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เป็นคอนเสิร์ตเล็กๆ พอเสร็จคอนเสิร์ตครั้งนั้นก็คุยกันเรื่องงานครั้งต่อไปว่าอยากทำเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน เพราะมันประสบปัญหามายาวนานและเราก็ไม่ค่อยไปจริงจังกับมันเท่าไหร่ เพลงของเราเองก็มีเยอะที่เกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อม เขียนมาหลายปีแล้วตั้งแต่อยู่ในป่า มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันก็มีอยู่เยอะ
           
           เราจึงตัดสินใจว่าถ้าอย่างนั้นทำงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม รณรงค์ให้คนตระหนักถึงภัยของภาวะโลกร้อน ธรรมชาติมันขาดดุลไปมาก เพราะมนุษย์ทำลายไปเยอะโดยไม่ได้คิด หยุดคิดสักหน่อย มากไปกว่านี้มันจะไม่ไหวแล้ว
           
           คุณสนใจเรื่องโลกร้อนมานานหรือยัง
           เรื่องธรรมชาติเราก็มีมาตลอดนะ เราก็อยู่กับธรรมชาติ เรื่องโลกร้อนนี่ก็ช่วงสัก 4-5 ปีมานี้ก็พยายามติดตาม มันเริ่มแสดงให้เห็นว่าธรรมชาติมันเพี้ยนไปมากแล้ว ตอนนั้นจำได้ว่าในหลวงก็เคยพูดมานานแล้วเรื่องภาวะเรือนกระจก แต่คนอาจจะยังไม่เข้าใจ พอมาหลังๆ มันเห็นชัดขึ้น ฤดูกาลมันแปรปรวน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ความรุนแรงของธรรมชาติมันมากขึ้นๆ
           
           คอนเสิร์ตครั้งนี้ได้ยินว่าคุณเป็นต้นคิด
           
    ผมก็ได้คุยกับเพื่อนในวงว่าเราน่าจะทำคอนเสิร์ตครั้งนี้ อย่างหนึ่งคือเราทำเรื่องการเมืองมานาน คาราวานกับการเมือง กับสังคมมันแยกกันไม่ออก จนกระทั่งมาถึงบทสรุปในปีนี้ว่าเราต่อสู้เรื่องการเมืองมามากมาย 30 กว่าปี แต่ว่าผลมันก็ไม่คืบหน้า ไม่ก้าวหน้าไปไหน ประชาชน สังคมก็ไม่ได้ดีขึ้น เพียงแต่มีความสะดวกสบายขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ในความสะดวกสบายนั้นกลับไปทำลายธรรมชาติ เหมือนกับขุดเอาทรัพยากรขึ้นมาเผาตัวเอง
           
           การต่อสู้ทางการเมืองมันไม่มีความหมายเลย คนนั้นก็ว่าคนนั้นไม่ดี ทะเลาะกันตลอด จริงๆ แล้วคือผลประโยชน์ของแต่ละคน แต่ละกลุ่ม ผมก็เลยมองว่าเรื่องโลกมันเป็นของทุกๆ คน ทุกๆ ส่วนที่ต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่ส่วนใดส่วนหนึ่งหรือผลประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง ถ้าโลกเป็นอะไรเราก็ต้องเป็นด้วยกันทั้งหมด จึงคิดว่าคอนเสิร์ตนี้น่าจะหลีกเลี่ยงปัญหาความขัดแย้งตรงนั้นได้ เราไม่อยากไปแบ่งฝ่าย แต่ทำยังไงเราจะรักษาโลกให้มันกลับคืนมา อย่างน้อยๆ ก็ไม่ให้มันขยายความเลวร้ายออกไปอีก ยังดีกว่าที่เราไม่ทำอะไรเลย
           
           ฟังแล้วเหมือนกำลังเบื่อการเมืองเต็มที
           มันจะว่าเบื่อก็ไม่เชิงนะ คือถ้าจะเข้าไปคลุกมันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรมากไปกว่านี้แล้ว มีแต่เพื่อน มีแต่คนรู้จักกันทั้งนั้น คนเดือนตุลา ทั้งหมดนี้ก็ผสมกัน ซ้ายเป็นขวา ขวาเป็นซ้าย มั่วไปหมด แยกแยะอะไรไม่ได้ สรุปแล้วคือผลประโยชน์ เชียร์คนละข้าง ถือคนละฝ่าย
           
           เหมือนเราเล่นฟุตบอล เราเชียร์ทีมหนึ่งอยู่ข้างนอก หลังๆ ลงไปเล่นด้วย เสร็จแล้วก็มั่ว แบบนี้เราจึงคิดว่าเราถอยออกมาดีกว่า ออกมามองปัญหา เพราะมันไม่ใช่ปัญหานี้ปัญหาเดียวที่เราจะต้องมาจัดการ มาผลักดัน แต่ปัญหาโลกนี่มันช้าไม่ได้ ที่สู้ๆ กัน คิดๆ กัน ถ้าเกิดโลกมันแย่ขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าจะสู้เพื่ออะไร ทะเลาะกันเปล่าๆ ฉะนั้น เรามาทำเรื่องนี้ รณรงค์ให้คนช่วยกันตระหนัก ร่วมกันพิทักษ์โลก
           
           เรื่องการเมืองมีคนทำ คนเคลื่อนไหวเยอะมากแล้ว ในส่วนของผมนะ เราถอยออกมาทำเรื่องสิ่งแวดล้อมน่าจะดีกว่า เพราะว่ายังไม่ค่อยได้รับความเอาจริงเอาจัง อยากได้สำนึกของผู้คน
           
           จะมีคนถามว่าคาราวานตามกระแสหรือเปล่า
           จะว่าตามกระแสหรือเปล่า ผมก็ไม่ได้ตามกระแสนะ เรื่องนี้เรารู้สึกมาตั้งแต่ออกจากป่า ตอนเราอยู่ในป่า เราอยู่กับธรรมชาติ เราเห็นธรรมชาติถูกทำลาย ใจมันหาย มันคิดอยู่ตลอดว่าจะทำยังไงจึงจะรักษาธรรมชาติไว้ได้ ทำไมเราไม่มาช่วยกันดูแลรักษาธรรมชาติ
           
           เพลงของผมเมื่อปี 2539-2540 ผมก็เขียนไว้หลายเพลงที่เกี่ยวกับธรรมชาติ เราไม่ได้ตามกระแส แต่เราทำมาตลอด คิดมาก่อนว่าเราจะทำคอนเสิร์ตครั้งนี้ให้ได้สักครั้งหนึ่ง ที่ผ่านมาเราอาจจะทำเล็กๆ เพราะไม่อยากจะหาสปอนเซอร์มากดดันตัวเอง แต่งานนี้อยากจะให้คนรู้จักมากขึ้นมาหน่อยเพราะมันเป็นปัญหาที่กระทบกับผู้คน
           
           คอนเสิร์ตนี้ถ้าเทียบกับคาราวานก็คงใหญ่ แต่ถ้าเป็นคนอื่นที่เขาจัด เขาใหญ่มาก มหาศาลเลย ที่เราทำนี่งบประมาณจำกัดด้วยซ้ำไป ไม่ได้หวังจะได้กำไรอะไร เงินส่วนหนึ่งก็เอามาก่อตั้งเป็นกองทุนให้เยาวชนตระหนักเรื่องภัยโลกร้อน
           
           ช่วงท้ายของสารคดีเรื่อง An inconvenient Truth บอกให้เราเลือกระหว่างทองคำกับโลก น่าประหลาดมั้ยที่มนุษย์ยังคงลังเลที่จะเลือกระหว่างโลกกับทองคำ
           เรื่องโลกร้อน จริงๆ แล้วมันก็คือสิ่งที่เกิดจากผลการพัฒนาของทุนนิยม บริโภคนิยม ถ้าลดทุนนิยม ผลประโยชน์ก็ไม่ได้ เขาก็ไม่เลือกโลกไง เลือกเอาทอง ถ้าเขาเลือกที่จะรักษาโลกก็ต้องลดตรงนั้น การอยู่ร่วมกันของคนทั้งโลกไม่จำเป็นต้องสะดวกสบายทุกอย่าง ให้มนุษย์ได้ออกกำลังกาย ใกล้ชิดกับธรรมชาติหน่อย ไม่ใช่แปลกแยกกับธรรมชาติ อย่างนี้น่าจะดีกว่า อยู่ได้นานกว่า
           
           เตรียมตัวกันนานแค่ไหน
           เตรียมตัวมาก มากที่สุด เพราะว่าวงออเคสตรามาก็เป็นครั้งแรกของเราเหมือนกัน อาจจะยังไม่มีบทเรียนในการทำงานร่วมกัน แต่ว่าเพลงที่เราคัดเลือกก็เป็นเพลงที่เหมาะสำหรับให้วงออเคสตรามาเป็นแบ็กแต่ก็เล่นตามสิ่งที่เราต้องการ ต้องการขยายจินตนาการ ขอบเขตของเสียงเพลงให้กว้างออกไป
           
           คุณบอกว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้ถือเป็นภารกิจ
           เป็นภารกิจ ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วก็จบ จะต้องทำอีก หรือสร้างความร่วมมือให้เกิดมากขึ้นอีก จนเกิดเป็นขบวนการ เป็นห่วงโซ่
           
           เรื่องนี้เป็นเรื่องของโลก
           
           *ไทยกับ CDM
           ข้อตกลงในพิธีสารเกียวโตช่วงแรกกำลังจะหมดลงในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งคนทั้งโลกต่างตั้งคำถามว่าตกลงพิธีสารเกียวโตสามารถบรรเทาภาวะโลกร้อนได้จริงหรือไม่ และคำตอบในใจคนทั้งโลกก็คงคล้ายๆ กันคือ “ไม่ได้” เนื่องจากประเทศอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมกันเท่ากับ 40 เปอร์เซ็นต์ของที่ปล่อยทั้งโลกไม่ยอมเข้าร่วม
           

           อย่างไรก็ตาม เครื่องมือและกลไกต่างๆ ตามพิธิสารเกียวโตก็ไม่ได้หยุดขับเคลื่อน โดยเฉพาะกลไกที่เรียกว่า Clean Development Mechanism :CDM หรือ กลการพัฒนาที่สะอาด ที่ให้ประเทศอุตสาหกรรมเข้าไปดำเนินโครงการ CDM ในประเทศกำลังพัฒนาได้ เพื่อช่วยประเทศกำลังพัฒนาลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แทนที่จะทำในประเทศตนเอง ซึ่งขณะนี้กำลังเข้ามาดำเนินโครงการในไทยประมาณ 7-8 โครงการ โดยภาครัฐก็มีแนวคิดจะก่อตั้งหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบโดยเฉพาะ
           
           และแม้ว่าการเข้ามาดำเนินโครงการ CDM ในประเทศไทยจะมีขั้นตอนและหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าภาคประชาชนจะนิ่งนอนใจได้ เพราะโครงการบางโครงการก็เข้ามาอย่างมีวาระแอบแฝง ธารา บัวคำศรี ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ บอกว่า
           
           “โครงการ CDM เป็นโครงการที่จะต้องรายงานไปยังอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติด้วย ไม่ใช่ EIA ที่พิจารณาในกรอบของประเทศไทยอย่างเดียว แต่ CDM จะมีการตรวจเช็ก ติดตาม ประเมินผลค่อนข้างสม่ำเสมอ สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือจะมีโครงการบางประเภทที่ก้ำกึ่งเช่น โครงการปลูกป่าเพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอน เท่าที่ผมจำได้ 3-4 ปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาเสนอมายังกระทรวงต่างประเทศว่าต้องการให้ทุนปลูกป่า แต่ว่ากองทุนนี้มาในนามของบริษัทยาข้ามชาติที่หวังผลประโยชน์จากการจดลิขสิทธิ์ทางพันธุกรรม มันมีวาระซ่อนเร้นอยู่เยอะ แต่เข้าใจว่าโครงการนี้ไม่ได้อยู่ภายใต้การกลั่นกรองหรือขั้นตอนของ CDM คือเราไม่สามารถไปกรองได้ทุกโครงการว่าโครงการไหนใช่หรือไม่ใช่ แต่นอกจากเราจะต้องมีเกณฑ์ที่ตั้งไว้รัดกุมแล้ว ขณะเดียวกันก็ต้องมีกลไกภาคประชาชนที่จะเข้าไปตรวจสอบได้ เป็นการตรวจสอบและถ่วงดุล”
           
           ขณะที่นโยบายด้านพลังงานของไทยก็ยังค่อนข้างสับสน โรงไฟฟ้าถ่านหินอีกหลายแห่งมีวี่แววว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นแหล่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สำคัญ โดยผู้ที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์ว่าเป็นถ่านหินสะอาดซึ่งเป็นนวัตกรรมที่กำลังมีการทดลองและมีต้นทุนสูงมาก แต่รัฐบาลกลับไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อท่าทีและบทบาทในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน
           
           *ต่อให้หยุดปล่อยก๊าซวันนี้ เราก็ยังต้องเผชิญภาวะโลกร้อน
           
    สิ่งที่น่าตกใจก็คือวงจรของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เดินเครื่องแล้ว และมันจะยังส่งผลต่อไป แม้ว่า ณ ชั่วขณะนี้เราจะหยุดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็ตาม รศ.ดร.สิรินทรเทพ เต้าประยูร รองผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (The Joint Graduate School of Energy & Environment-JGSEE) อธิบาย-
           
           “เรื่องนี้อ้างอิงจากรายงานของ IPCC เพราะเราพบว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น ทำให้ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกสูงขึ้นด้วยซึ่งทำให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้น การเพิ่มขึ้นจะยังคงมีอยู่เรื่อยๆ ฉะนั้น ถ้าเราไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ความเข้มข้นก็จะเพิ่มขึ้น อุณหภูมิก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และต่อให้เราหยุดหรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ณ วันนี้ แต่ความเข้มข้นยังคงเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เนื่องมาจากเกิดการสะสมทั้งจากอดีตและปัจจุบัน อุณหภูมิก็ยังคงสูงขึ้น ความเข้มข้นก็จะคงเพิ่มต่อไปอยู่ระดับหนึ่งกว่าจะคงที่ ซึ่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ จริงๆ เราไม่รู้ว่ามันจะคงที่เท่าไหร่ อาจารย์จึงบอกว่ามันเริ่มขึ้นแล้วและเราก็ต้องรับผลกระทบตรงนี้
           
           “ปัจจุบันนี้ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศอยู่ที่ประมาณ 360 ppm ซึ่งปริมาณที่คาดว่าจะส่งผลกระทบที่เรียกว่าพอรับได้ อยู่ที่ประมาณ 450 ppm ซึ่งทั้งโลกก็พยายามควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ ถามว่าสายไปมั้ย? ยังไงเราก็ต้องเจออุณหภูมิที่มันเพิ่มขึ้นแน่นอน เพียงแต่ว่าเราจะทำยังไงไม่ให้มันหนักไปกว่านี้”
           
           ส่วนใครที่ยังคลางแคลงหรือลังเลว่าภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า หรือก็แค่ความประจวบเหมาะของเหตุการณ์ภัยธรรมชาติ และมนุษย์เป็นตัวการจริงหรือไม่ รศ.ดร.สิรินทรเทพ อ้างอิงรายงานของ IPCC ว่า มันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้ว และมนุษย์คือตัวการ
           
           *ช่วยโลก
           โลกร้อนไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องของนโยบาย หรือภาคอุตสาหกรรม แต่มันเป็นเรื่องของทุกคนที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกที่กำลังป่วยหนักใบนี้ และคุณ...คุณนั่นแหละ สามารถช่วยเหลือโลกได้ด้วยวิธีง่ายๆ ที่เรารวบรวมมาจากแหล่งต่างๆ ซึ่งคุณอาจเคยได้ยินมาบ้างแล้ว ปัญหาก็คือจะลงมือทำเมื่อไหร่
           
           1. ประหยัดไฟ ปิดสวิตช์และถอดปลั๊กไฟทุกครั้งที่ไม่ใช้
           
           2. การคมนาคมขนส่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาถึง 22 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมด ถ้าเราเลือกจะใช้ระบบขนส่งมวลชนแทนที่จะขับรถส่วนตัวออกไปติดบนถนน มันก็จะช่วยได้เยอะ
           
           3. เปลี่ยนหลอดไฟจากหลอดรุ่นโบราณมาใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์
           
           4. อันนี้กำลังฮิตกันมาก ใช้ถุงผ้า ดีกว่าถุงพลาสติก
           
           5. กินผัก ผลไม้ตามฤดูกาล ทำไม? เพราะความอยากของมนุษย์ที่ไม่สนใจธรรมชาติ ทำให้เราต้องเผาผลาญทรัพยากรและพลังงานปริมาณมากเพื่อให้ได้อาหารเหล่านี้มา
           
           6. ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่ 25 องศาเซลเซียส
           
           7. ไปห้างสรรพสินค้าอย่าเปิดประตูทิ้งไว้ เพื่อลดการทำงานของเครื่องปรับอากาศ
           
           8. ใช้กระดาษอย่างประหยัดหรือถ้าทำได้ก็ลดการใช้ลง
           
           9. รู้จักรีไซเคิลของที่เหลือใช้กลับมาใช้ใหม่
           
           10. ก่อนจะเดินทางให้หมั่นเช็กลมยาง เพราะยางที่มีลมน้อยอาจทำให้เปลืองน้ำมันขึ้นได้ถึง 3% น้ำมันทุกแกลลอนที่ประหยัดได้จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 20 ปอนด์
           
           หมายเหตุ คอนเสิร์ตจะจัดในวันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน เวลา 17.00 น. ณ อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง โดยได้รับการสนับสนุนจาก อสมท และกรุงเทพมหานคร รายได้จากการจำหน่ายบัตรจะนำไปจัดตั้ง “กองทุนโลกร้อนคนละลาย” สำหรับเยาวชนใช้ทำกิจกรรมเพื่อลดภาวะโลกร้อน ดูรายละเอียดได้ที่ www.caravanonzon.net
           
           *******************
           
           เรื่อง-ทีมข่าวปริทรรศน์

    พอช. ทำงานได้ ๗ ปีแล้ว

    7 ปีพอช.กับกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 ตุลาคม 2550 21:50 น.
           กว่าจะมาเป็น พอช. ต้องใช้เวลาเพาะบ่มนานกว่า 6 ปี 4 รัฐบาล นับตั้งแต่ความพยายามที่มีการตั้งสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง (พชม.) เป็นกองทุนพัฒนาชุมชนเมืองภายใต้การเคหะแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ.2535 มีการประชุมหารือร่วมกันระหว่างองค์กรชุมชน หน่วยงานพัฒนาทั้งรัฐและเอกชน เพื่อให้ พชม. เป็นองค์กรรัฐแนวใหม่ เพื่อการพัฒนาทั้งชุมชนเมืองและชนบท เรียกได้ว่า พอช. เพื่อการทำงานอย่างมีส่วนร่วม เป็นองค์กรของภาคประชาชนและภาคประชาสังคม
           
           พอช. เป็นองค์การมหาชนที่มีบทบาทหน้าที่สนับสนุนการพัฒนา โดยมีแนวทางสำคัญให้องค์กรชุมชนเป็นแกนหลัก และเป็นเจ้าของการพัฒนาจากชุมชนฐานราก ร่วมกับหน่วยงานภาคีต่างๆ และมีกองทุนเพื่อสนับสนุนเงินยืมเพื่อการพัฒนาของชุมชนรวมประมาณ 2,800 ล้านบาท
           
           บทบาทหน้าที่ของพอช. มีหน้าที่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือแก่องค์กรชุมชน ตลอดจนประสานสนับสนุนการช่วยเหลือทั้งภาครัฐและเอกชน สร้างความร่วมมือขององค์กรชุมชนและเครือข่ายองค์กรชุมชนทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด และระดับประเทศ
           
           วิวัฒนาการทำงานร่วมกับขบวนชุมชนใน 7 ปี ซึ่ง 7 ปีที่ผ่านมา ถือว่า พอช. มีการปรับเปลี่ยนเคลื่อนไหว ตื่นตัว เรียนรู้ พัฒนาปรับตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เท่าทันต่อการทำงาน เชื่อมโยงการพัฒนาของขบวนองค์กรชุมชนทั้งในพื้นที่และในเชิงประเด็น เนื่องจากกระบวนการพัฒนาต่างๆ ของชุมชนมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
            
           และ พอช. เองก็ต้องเป็นองค์กรที่ช่วยสร้างโอกาส ให้องค์กรชุมชนสามารถเคลื่อนตัวสู่การพัฒนาของชุมชนได้ ที่สำคัญสามารถทำให้การพัฒนาของชุมชนยกระดับอย่างเป็นระบบ สามารถเปลี่ยนโครงสร้างให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
           
           พัฒนาการ 3 ช่วง ของพอช.
           

           ช่วงที่ 1 เชื่อมร้อยเครือข่ายชุมชนในพื้นที่และเครือข่ายเชิงประเด็น (2543-2545) เป็นช่วงต้นของการสร้างโครงข่ายการทำงานร่วมกับขบวนชุมชนทั้งในพื้นที่จังหวัดและเชิงประเด็น และให้โครงข่ายของชุมชนมีบทบาทสำคัญในการร่วมเสนอ ร่วมคิด ร่วมจัดการการพัฒนา
            
           โดยให้เครือข่ายชุมชนเป็นผู้เสนอแผนและกิจกรรมการพัฒนาของตนเองและให้เกิดการเรียนรู้ ร่วมตัดสินใจ ร่วมตรวจสอบและร่วมรับผลที่เกิดขึ้น จนทำให้เกิดขบวนการขององค์กรชุมชนจังหวัดต่างๆ ทุกจังหวัด และเกิดเครือข่ายชุมชนในประเด็นต่างๆ ทั่วประเทศ
           
           ช่วงที่ 2 การพัฒนายุทธศาสตร์การพัฒนาของชุมชน (2546-2547) ในช่วงต้นปี 2546 ได้มีการจัดมหกรรม “วิถีพลังไทย สู่ชุมชนพึ่งตนเอง” ซึ่งเป็นการจัดมหกรรมที่องค์กรชุมชนเป็นเครือข่ายทั่วทั้งประเทศ มาร่วมสัมมนาเกี่ยวกับทิศทาง การขับเคลื่อนขบวนชุมชน ซึ่งมี 12 ประเด็นงานพัฒนา โดยเน้นระดับพื้นที่ ถึงระดับชาติ อันนำมาสู่การสร้างยุทธศาสตร์การพัฒนาของชุมชนที่มีความสำคัญยิ่งคือ “การฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น” โดยชุมชนท้องถิ่น ต้องรู้จักตนเอง รู้จักกัน
           
           โดยมีประเด็นยุทธศาสตร์งานที่สำคัญคือ แผนชุมชน ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม บ้านมั่นคง สวัสดิการ องค์กรการเงิน ในช่วงปลายปี 2546-2547 พอช. ก็ได้เริ่มโครงการการแก้ปัญหาชุมชมเมืองทั่วประเทศที่สำคัญยิ่งคือ “โครงการบ้านมั่นคง” ซึ่งถือเป็นโครงการที่เป็นนโยบายของรัฐที่มุ่งแก้ปัญหาชุมชนแออัดใน 200 เมืองทั่วประเทศ
           

           ช่วงที่ 3 เน้นขบวนงานพื้นที่ การพัฒนานโยบายและกลไกท้องถิ่น (2548-2550) เป็นช่วงที่รัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างบูรณาการทั้งในเมืองและชนบท ภาคประชาชนได้มีการเสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาของภาคประชาชนทั้ง 6 ประเด็นดังกล่าว และเกิดการพัฒนากลไกการทำงานร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในระดับท้องถิ่นและภูมิภาค
           
           พร้อมกันนั้น ได้มีการตั้ง ศูนย์อำนวยการปฏิบัติการขจัดความยากจนและพัฒนาชนบทตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงภาคประชาชน (ศจพ.ปชช.) หรือ ศจพ. ภาคประชาชน เป็นกลไกเชื่อมโยงการทำงานของชุมชนในระดับจังหวัด งานเชิงประเด็นหลายโครงการได้รับการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาล โดยมุ่งการทำงานระดับตำบลและจังหวัดเป็นปัจจัยสำคัญ
           
           อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ได้เกิดภัยพิบัติขึ้นทั่วประเทศ องค์กรชุมชนยังได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการแก้ไข และกำหนดมาตรการป้องกันภัยพิบัติโดยชาวชุมชนเอง โดยมีการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทั่วประเทศ 39 จังหวัด 875 ตำบล 16 เขต 4,913 หมู่บ้าน 174,424 ครัวเรือน ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย 99 หมู่บ้าน เกิดแผนงานและกลไก 8 องค์กร ร่วมป้องกันและแก้ปัญหาหมอกควันภาคเหนือ การแก้ปัญหาน้ำท่วม พัฒนาอาชีพทั้งรายบุคคลและกลุ่ม 875 ตำบล

           ผลการดำเนินการพัฒนาภาคประชาชน
           

           การสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน ที่เริ่มจากการสร้างความร่วมมือ เรียนรู้สู่การเชื่อมโยง โดยให้องค์กรชุมชนมีบทบาทสำคัญในการคิด ตัดสินใจ การดำเนินการในเรื่องของตนเอง จนกระทั่งได้พัฒนาไปสู่ยุทธศาสตร์ “การฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น” โดยอาศัยประเด็นงานพัฒนาที่สำคัญ 6 ประเด็น เป็นตัวขับเคลื่อนงาน ดังนี้
           
           โครงการบ้านมั่นคง เป็นนโยบายการแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัยของคนจนในเมือง ที่กลั่นกรองมาจากประสบการณ์ 30 ปี ต้องอาศัยอยู่บนที่ดินเช่าและบุกรุก ทั้งของรัฐ เอกชน และอื่นๆ โดยทำให้ชุมชนมีความมั่นคงในที่ดิน ทั้งการซื้อหรือเช่าที่ดินในระยะยาว เพื่อพัฒนาไปสู่การสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัย
            
           ผลที่ได้รับทำให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมั่นใจว่า โครงการบ้านมั่นคงเป็นหนทางใหม่ที่จะแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดให้หมดไป จึงได้อนุมัติโครงการต่อเนื่องถึงปี 2554 รวม 200,218 หน่วย ครอบคลุมการดำเนินงานทั่วประเทศ พร้อมอนุมัติงบประมาณเพื่อใช้ในการพัฒนาความมั่นคงของชุมชนทั้งด้านที่อยู่อาศัยและสังคม
           
           โครงการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของคนจนในชนบท เป็นการแก้ปัญหาความไม่มั่นคงด้านที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน โดยนำหลักการของบ้านมั่นคงเมืองไปประยุกต์ใช้ โดยมีพื้นที่นำร่องโครงการบ้านมั่นคงชนบทจำนวน 13 พื้นที่ 1,432 ครัวเรือน แก้ปัญหาที่ดิน 415 ตำบล 244 อำเภอ 68 จังหวัด
           
           การพัฒนาสวัสดิการชุมชน จากความคาดหวังขององค์กรชุมชนทั่วประเทศ ที่ต้องการดูแลช่วยเหลือเกื้อกูลได้อย่างครบวงจรตั้งแต่เกิดจนตาย โดยหัวใจสำคัญของการจัดสวัสดิการชุมชน คือ พึ่งตนเอง ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดั่งคำที่ว่า “ให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี”
            
           โดยเริ่มดำเนินการ 14 พื้นที่ตำบลครู เรียนรู้สวัสดิการชุมชน สามารถขยายผลสู่ตำบลนำร่อง 191 ตำบล 1,484 หมู่บ้าน 133,100 คน มุ่งให้เกิด “กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล” ขึ้น โดยมีการสมทบทุนจาก 3 ฝ่าย คือ ชุมชน รัฐส่วนกลาง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
           
           ปัจจุบันมีพื้นที่ดำเนินการและขยายสู่นโยบายสวัสดิการสังคมชาติ 1,522 ตำบล 59 จังหวัด มีคณะกรรมการสวัสดิการชุมชนระดับจังหวัด 42 จังหวัด พัฒนาผู้นำขบวนการสวัสดิการชุมชน 2,535 คน
           
           แผนแม่บทชุมชน จากการสำรวจข้อมูลโดยชุมชนเป็นศูนย์กลางในช่วงที่ผ่านมา ได้จัดทำแผนชุมชนไปแล้ว 1,431 ตำบล บูรณาการแผนชุมชนสู่แผนพัฒนาท้องถิ่น 827 ตำบล แกนนำแผนชุมชนระดับตำบล 21,372 คน ศูนย์การเรียนรู้ 50 ตำบล มีคณะอนุกรรมการแผนชุมชนระดับจังหวัด 71 จังหวัด ยกระดับการพัฒนาเชื่อมโยงนโยบายรัฐเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ สังคมอยู่ดีมีสุข
           
           การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและเกษตรกรรมยั่งยืน เป็นการสร้างความร่วมมือในการอนุรักษ์และฟื้นฟูวิถีชีวิต ปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรที่เกื้อกูลหลักในการดูแลจัดการ จึงเป็นแนวทางสำคัญที่จะสร้างความพอเพียง
            
           โดยมีพื้นที่ดำเนินการไปแล้ว 350 พื้นที่ 44 จังหวัด 158 อำเภอ 233 ตำบล 611 หมู่บ้าน เกิดการปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรสู่เกษตรกรรมยั่งยืน ลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารเคมี 2,000 ครอบครัว 7,915 ไร่ เกิดแผนการจัดการทรัพยากรของชุมชนและข้อตกลงในการสร้างพื้นที่รูปธรรมกับกระทรวงทรัพยากรฯ 99 พื้นที่
           
           องค์กรการเงินชุมชน เป็นฐานทุนที่มีความสำคัญต่อองค์กรชุมชนอย่างมาก ชุมชนจึงควรมีองค์กรการเงินเป็นของตนเอง เพื่อเป็นทุนให้สมาชิกได้หยิบยืมไปใช้จ่ายในคราวจำเป็น และสร้างความมั่นคงด้านเงินทุนของชุมชน เชื่อมโยงกองทุนต่างๆ ภายในชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการพึ่งพิงแหล่งเงินทุนภายนอก สามารถพัฒนาไปสู่การแก้หนี้ได้อย่างเป็นระบบ
           
           การพัฒนาสู่ยุทธศาสตร์ “ฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น” จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การพัฒนาประเด็นงานพัฒนาที่มีอยู่อย่างหลากหลายจนขยายไปสู่ยุทธศาสตร์ “การฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น” ตั้งแต่ปี 2547 เป็นการพัฒนาที่ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญ สร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนและพัฒนาทุนเดิมในท้องถิ่นให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน พึ่งตนเองบนพื้นฐานทุนเดิมในท้องถิ่น ในปี 2547 จัดทำแผนฟื้นฟูท้องถิ่น 342 ตำบล 57 จังหวัด ปี 2549 ขยายผลอีก 527 ตำบล

           นโยบายรัฐกับภารกิจเร่งด่วนพอช.
           
           นอกจากจะมีการปฏิบัติงานตามยุทธศาสตร์การพัฒนาที่องค์กรชุมชนกำหนดร่วมกันดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีภารกิจที่ต้องดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และภารกิจที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา คือ
           
           การรับรองสถานภาพองค์กรชุมชนและเครือข่ายองค์กรชุมชน เป็นการรับรองการมีอยู่ขององค์กรชุมชน ให้เป็นที่ยอมรับทั้งจากองค์กรชุมชนด้วยกันเองภาคีพัฒนาอื่นๆ ซึ่งดำเนินการรับรองไปแล้ว 36,789 องค์กร รับรองระดับท้องถิ่น 1,386 ตำบล
           
           การพัฒนาสินเชื่อและเศรษฐกิจชุมชน การพัฒนาระบบสินเชื่อของสถาบันฯ ซึ่งเดิมมีอยู่ 10 ประเภท ให้เป็นสินเชื่อเพื่อการพัฒนา 4 ประเภท คือ สินเชื่อเพื่อการพัฒนาแบบองค์รวม สินเชื่อเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยและที่ทำกินสินเชื่อเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน สินเชื่อหมุนเวียน โดยเน้นความเป็นเจ้าของร่วม รับผิดชอบร่วม และมีความเอื้ออาทรต่อผู้ขาดโอกาสในชุมชน
            
           ปัจจุบันสนับสนุนสินเชื่อรวมทั้งสิ้น 3,552.18 ล้านบาท ผู้รับประโยชน์ 4,047 ชุมชน 376,945 ครอบครัว
           
           การสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล เช่น การแก้ปัญหาและฟื้นฟูชุมชนที่ประสบภัยพิบัติการสนับสนุนนโยบายแก้ไขปัญหาความยากจน ตั้งแต่ปี 2547 ต่อเนื่องมาเป็น “นโยบายอยู่ดีมีสุข” ปัจจุบันโดยในการสนับสนุนการแก้ปัญหาดังกล่าว จะใช้ยุทธศาสตร์และประเด็นการพัฒนาของภาคประชาชนทั้ง 6 ประเด็น เป็นเครื่องมือสำคัญ
           
           7 ปี พอช. กับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน จึงเป็นก้าวย่างที่สำคัญในการพัฒนาที่ชุมชนเป็นแกนหลักที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาอย่างครบวงจร โดยที่ พอช. และหน่วยงานต่างๆ เป็นเพียงผู้สนับสนุน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชนได้อย่างบูรณาการครอบคลุมทั่วประเทศ

    เพลงลา สำราญ รอดเพชร

    เพลงลา
    โดย สำราญ รอดเพชร 30 ตุลาคม 2550 20:37 น.


    .
           1) ขอส่งสาส์นเป็นเพลงลา..มิตรสหาย
           “หน้ากระดานเรียงห้า” อันเรียงราย
           ซึ่งครั้งนี้..วันสุดท้าย ใคร่เอ่ยลา...
           
            2) กราบคารวะ..เจ้าสำนัก
           ผู้เหนื่อยหนักปักธงอหิงสา
           “ปรากฏการณ์สนธิ” ยังตรึงตรา
           จุดเทียนจุดปัญญา...ประชาชน
           
            3) คารวะท่านคำนูณ สิทธิสมาน
           สนช.-มือประสาน..ไม่สับสน
           คมปากกา-วาทะ หาญผจญ
           หาญเผชิญมารคนปล้นแผ่นดิน...
           
            4) “สุรวิชช์” น้องรักยังหนักแน่น
           ยืนหลักแม่น ฟัน “เหลี่ยม” ผู้โหดหิน
           “หน่อง พิธาน”- “ปานเทพ” ประดาบชินฯ
           “บันทึกลับ” จับจินตนาการ...
           
            5) บก.ขุน, บก.อู๋, บก.สุวัฒน์
           บก.ตุลย์ ผู้ยืนหยัดคนข่าวสาร
           คนข่าวข้นคนข่าวเข้มเต็มวิญญาณ
           ไม่หมอบราบกราบกรานทุรชน..
           
            6) กราบอาจารย์สามารถ มังสัง
           กราบเบื้องหลังตำราดาว...สกาวหน
           เตือนสติเติมพลัง..ในวังวน
           ให้หยัดตนยืนอยู่คู่ความดี...
           
            7) ลาผู้อ่าน..ลาไป..ใช่ลาลับ..
           ยังอยู่กับเราท่าน ไม่ผันหนี...
           กาลเวลานับกัน..วัน เดือน ปี
           แต่ “เพื่อนพ้องน้องพี่” นับนิรันดร์...
           
            8) เพียงนำพาชีวิต..ลิขิตสู้
           ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ใหม่ ได้สร้างสรรค์
           ใช่เป็นนักเลือกตั้ง..หวังรางวัล
           เพียงเติมฝันให้ประชาธิปไตย...
           
            9) เติมฝันในนิยามความเป็นจริง
           เป็นบางสิ่งเป็นบางด้าน..การเมืองใหม่
           เป็นร่วมด้วยช่วยชี้ชะตาไทย
           ด้วยความงาม ความจริงใจ..ใสใสเอย.


    บวชสนธิ ลิ้มทองกูล

    “สนธิ” เจอมารผจญ! ลิ่วล้อแก๊งการเมืองบุกวัดชนะฯ ไม่ยอมให้บวช
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 ตุลาคม 2550 14:38 น.


    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น










    สภาเครือข่ายชาวพุทธแห่งชาติ 100 คนบุกวัดชนะสงคราม คัดค้านการบวชของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” อ้างขาดคุณสมบัติ แถมด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นชาวพุทธ บางคนก็สวมเสื้อยืดปักสัญลักษณ์พีทีวี คาดผ้าโพกศีรษะที่มีข้อความว่า “คมช.ออกไป” และอีกจำนวนมากมีสภาพผมเผ้าหนวดเครารุงรังและมีท่าทางน่ากลัว
           

           จากกรณีที่ “นายสนธิ ลิ้มทองกุล” ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน และสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV ได้แสดงเจตนารมณ์ที่จะอุปสมบทในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 ที่พระอุโบสถวัดชนะสงครามนั้น
           
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 ต.ค.) เวลาประมาณ 12.45 น.เครือข่ายองค์กรชาวพุทธประมาณ 100 คน ได้เดินทางมารวมตัวกันที่บริเวณวัดชนะสงครามฯ เพื่อคัดค้านการบวชของนายสนธิ ทั้งนี้ เครือข่ายดังกล่าวมาในนามของสภาเครือข่ายชาวพุทธแห่งชาติ (สพช.)
           ต่อมา นายสุเวส อันตรี ประธานสภาเครือข่ายชาวพุทธแห่งชาติ (สพช.) ได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อสมเด็จพระมหาธีราจารย์ โดยในหนังสือมีข้อความดังต่อไปนี้
           
           สภาเครือข่ายชาวพุทธแห่งชาติ
           วันที่ 30 ตุลาคาม
           
           กราบเรียน สื่อมวลชนทุกแขนง
           ด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้แถลงต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 27 ต.ค.50 ว่าจะอุปสมบท ณ วัดชนะสงคราม โดยมีเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม เป็นพระอุปปัชฌาย์ ในวันพุธที่ 7 พ.ย.เวลา 09.00 น.
           
           สภาเครือข่ายชาวพุทธแห่งชาติจะชุมนุมคัดค้านการอุปสมบทของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เนื่องจากเป็นบุคคลที่ขัดต่อพระธรรมวินัยและเป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนาอย่างร้ายแรง ดังนี้
           
           1.นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นบุคคลที่มีคดีความเข้าสู่การพิจารณาในขั้นศาลหลายคดี
           2.นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว
           3.นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นบุคคลที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นในสังฆมณฑลอันเป็นฉายาแห่งสังฆเภท จึงเป็นบุคคลต้องห้ามอุปสมทบตามพระธรรมวินัยอย่างเด็ดขาด หากให้การอุปสมบทให้แก่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็จะนำมาซึ่งความร้าวฉานในสังฆมณฑลอย่างไม่เคยมีมาก่อน
           4.หากให้การอุปสมบทแก่นายสนธิ ลิ้มทองกุล นอกจากจะไม่ทำให้สำเร็จความเป็นพระภิกษุแล้วยังจะเป็นเหตุให้พระอุปัชฌาย์ต้องอาบัติเพราะให้การอุปสมบทต่อบุคคลต้องห้ามอีกด้วย
           
           
    ทั้งนี้ สภาเครือข่ายชาวพุทธแห่งชาติจะเคลื่อนไหวให้ถึงที่สุดจนกว่าจะได้รับคำตอบที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้บุคคลดังกล่าวเข้ามาทำความมัวหมองให้แก่พระพุทธศาสนาอีกต่อไป
           
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรดาคนที่เดินทางมาในครั้งนี้ได้ใช้ถ้อยคำที่หยาบคาบด่าทอนายสนธิอย่างที่ไม่น่าจะเป็นชาวพุทธได้ ซึ่งบางคนก็สวมเสื้อยืดปักสัญลักษณ์พีทีวี และแกนนำบางคนก็คาดผ้าโพกศีรษะที่มีข้อความว่า “คมช.ออกไป” และอีกจำนวนมากมีสภาพผมเผ้าหนวดเครารุงรังและมีท่าทางน่ากลัว
           
           ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมพบว่ากลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มเดียวกับเครือข่ายภาคประชาชนพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ผู้ซึ่งเคยไปเคลื่อนไหวด่าทอศาลกรณีตัดสินจำคุกอดีต 3 กกต.จนโดนข้อหาหมิ่นศาลไปแล้ว และบัดนี้กำลังขะมักเขม้นกับผลงานชิ้นใหม่ คือเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ฝ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร, รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรีให้สั่งระงับการแพร่ภาพภิกษุสันดานกา และถอนรางวัลคืนจากภาพดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นภาพที่ดูหมิ่นสงฆ์และทำลายพระพุทธศาสนา
           
           จากนั้น นายสุเวสได้ยื่นหนังสือคัดค้านการบวชของนายสนธิ โดยมี นายสมพร นิยมวานิช เจ้าหน้าที่วัดชนะสงคราม เป็นผู้รับหนังสือแทน
           
           นายสุเวสกล่าวภายหลังยื่นหนังสือว่า นายสนธิขาดคุณสมบัติข้อที่ 3 และ 4 เพราะเมื่อวันที่ 29 มีนาคม ศาลได้มีคำสั่งจำคุกนายสนธิเป็นเวลา 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา แต่นายสนธิได้ขอประกันตัว ดังนั้น จึงอยู่ระหว่างพิจารณา แค่นี้ก็นับได้ว่าขาดคุณสมบัติที่จะบวช

    คนที่ชื่อ ดร. นิติภูมิ นวรัตน์

    “นิติภูมิ” โต้ดอดพบ “แม้ว” ถึงอังกฤษ ปัดเป็นพยานคดีปฏิญญาฟินแลนด์
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 ตุลาคม 2550 19:58 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    ร.ต.อ.นิติภูมิ นวรัตน์ สนช.

    “นิติภูมิ” ร่อนหนังสือปฏิเสธเหินฟ้าเมืองผู้ดี ดอดพบ “แม้ว” เคลียร์ปัญหาคาใจ พร้อมปัดข่าวเป็นพยานในคดีปฏิญญาฟินแลนด์ แจงบินไปอังกฤษครั้งสุดท้ายเมื่อปี 47
           

           วันนี้ (30 ต.ค.) ร.ต.อ.นิติภูมิ นวรัตน์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้จัดส่งเอกสารชี้แจงกรณีข้อกล่าวหาว่า ร.ต.อ.นิติภูมิ เดินทางไปประเทศอังกฤษ เพื่อขอโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และมีหมายเรียกของศาล ให้ไปเป็นพยานฝ่ายโจทก์ (พ.ต.ท.ทักษิณ) กรณีปฏิญญาฟินแลนด์
           
           โดยในเอกสารชี้แจงว่า ข้อมูลที่ออกมาล้วนแล้วแต่เป็นความเท็จทั้งสิ้น เพราะตนเดินทางไปยังประเทศอังกฤษครั้งสุดท้าย ระหว่างวันที่ 17-20 ก.ย.2547 จนถึงบัดนี้ก็ไม่เคยเดินทางไปประเทศอังกฤษแม้แต่ครั้งเดียว
           
           หลังจากรัฐประหาร ตนก็ไม่พบไม่เคยสนทนาไม่เคยพูดโทรศัพท์ หรือสื่อสารตามช่องทางใดๆ หรือแม้แต่สถานที่แห่งหนึ่งแห่งใดในโลก กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนกรณีการฟ้องร้องของคู่ความเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ จนถึงบัดนี้ตนก็ยังไม่เคยเห็นหมายเรียกของศาลแต่อย่างใด
           
           คาดว่า สาเหตุที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจจะอ้างตนเป็นพยานในกรณีดังกล่าว ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าตนเคยให้สัมภาษณ์ทางหนังสือพิมพ์ถึงวิธีการแย่งชิงอำนาจในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 หากอนาคตตนได้รับหมายเรียกของศาลให้ไปเป็นพยานฝ่ายโจทก์ หรือจำเลย ตนก็จะต้องไปเบิกความตามคำสั่งศาล ว่า เคยให้สัมภาษณ์ถึงการปฏิวัติของประเทศฝรั่งเศสจริง และพร้อมจะมอบบทสัมภาษณ์นั้นให้กับศาล ซึ่งตนเข้าใจว่า บทสัมภาษณ์ดังกล่าวไม่เป็นผลดีของฝ่ายโจทก์ คือ พ.ต.ท.ทักษิณ เลย
    October 30

    A Burmese and a lost future

    Perspective >> Sunday October 28, 2007
     
    FAILED SAFETY NET

    The exploitation of a Burmese migrant worker involved in a precedent-setting appeal for compensation did not end when she became an accident victim, writes ERIKA FRY from Chiang Mai

    Thirty-six-year-old construction worker Nang Noom has spent her last 11 months in a Chiang Mai hospital bed. On bad days, she thinks about suicide; on the slightly better ones, she thinks of all the places to which she can no longer walk.

    If she looks forward to anything, it's to the infrequent visits of her husband Sai Boon, who she fears will become unfaithful, and to whom she fears she is a burden.

    She is paralysed - stranded miles away from her home and family in Burma's Shan state and stuck at the centre of a worker's compensation case that even with the backing of national and international law and a corps of human rights workers battling on her behalf - has, in its 11 months, moved almost nowhere.

    She finally got a wheelchair, last month. It was a hand-me-down from a former Thai hospital patient; a donation which has provided Nang Noom with the mobility her employer, the Social Security Office (SSO), and the Ministry of Social Development and Human Security - citing her lack of proper passport at the request - would not.

    Nang Noom was severely injured - almost killed - last December when she was struck by a piece of a 300-kilogramme mould that fell from the 12th floor of the Shangri-la Hotel she was helping to construct.

    She doesn't remember anything about the day of the accident, only waking up two months later in a hospital ward and hearing doctors talk about her spinal injuries, and how she could no longer walk. The blow also left her with broken bones, internal bleeding, and throat damage that prevented her, for two months, from speaking.

    Migrants make up the majority of the workforce at a number of Thailand's construction sites.

    She had been working at the Chiang Mai construction site since June, hired to move materials and collect scrap metal around the site for 130 baht a day, 20 baht less than the city's minimum wage.

    Though she found construction work physically difficult, and much tougher than the domestic work she had done for the first three years after migrating from Burma, she had entered the industry "out of love," wishing to work alongside her husband.

    During her time there, she witnessed accidents involving cranes, saw a worker fall from scaffolding, and watched many others step on nails; but she didn't worry about her own safety.

    She had purchased boots and gloves - the protective equipment few employers supply and few of the migrant workers can afford. "I was careful, I didn't think it could happen to me."

    Nang Noom is one of 200,000 registered Burmese migrants in Thailand, and each year since 2004, she had paid the associated costs of such status - 1,900 baht for a work permit and the 1,900 baht that entitled her to health care under the government scheme.

    The greater share of Thailand's estimated 2 million migrant workers are unregistered (and excluded from the government health scheme); largely because there has not been a registration mechanism open to Burmese migrants since 2004, but also because the system is confusing and extremely restrictive for workers.

    Nang Noom, in her hospital room in Chiang Mai.

    While Cambodia and Laos have struck agreements with Thailand to formalise the migrant labour system, Burma has been uncooperative in working to establish a similar process.

    Yet, while Nang Noom is registered - fees paid, fingerprints taken, data entered into the Ministry of Interior's system - her 11-month battle for disability compensation has proven that, even with that status, she is not protected from discrimination, nor the obfuscation and incompetence of government bureaucracy.

    Immediately after her accident, her employer claimed he would take care of all costs until she had recovered and returned to work. He also owed Nang Noom and Sai Boon several weeks of unpaid wages, which he agreed to pay.

    When he still had not made good on his word weeks later, Sai Boon approached the employer who this time offered to give the couple 30,000 baht, and 10,000 baht for transport, if they went back to Burma.

    As this was neither particularly fair nor feasible, Sai Boon made his first of many trips to the Chiang Mai Social Security Office for assistance.

    Begrudging compensation

    Bamboo scaffolding at an apartment complex being built near Bangkok. Sometimes the scaffolding snaps, or sometimes the workers slip.

    Thai labour law (along with obligations under a number of constitutional, regional, and international documents) guarantees all workers, regardless of nationality, compensation for work-related accidents and disability. The mechanism for this is the Workmen's Compensation Fund (WCF), which is managed by the SSO and to which all employers in Thailand must contribute a risk-based premium. The fund is intended as a system of insurance for both workers and employers - a safety net should occupational calamity strike.

    A spokesman for Surin Jiravisit, secretary-general of the SSO, echoed this compensation-for-all interpretation as well when he said in a phone interview earlier this week, "that all people who are working are entitled to the WCF scheme. If someone is injured at work, there is an obligation to look after that worker."

    Or so it seemed. "Of course they must be legal," he added with a chuckle (to be fair, maybe a nervous one). He explained that if they are "illegal", the employer - and not the WCF - has duty to look after them. The SSO has a role only in that it "can force the employer to pay the worker."

    This explanation helps to explain why, in the 11 months since the accident, Nang Noom has received 17,260 baht - compensation that has been paid by her employer, not the WCF - slowly, begrudgingly, and only after being mandated, also slowly and begrudgingly, by the SSO (the first installment was ordered 8 months after her accident).

    It seems that while Nang Noom has been battling for this compensation, the SSO and Nang Noom's employer have been battling about which of them should not have to pay it.

    It is this dispute - which oddly is being contested now, only for the first time (see related article) - over who should be responsible for paying migrants compensation when they are injured or killed at work, that lies at the heart of Nang Noom's case.

    SSO says, in this case at least, they are not, and they have given a range of flimsy reasons as to why. These justifications - outlined at a meeting regarding Nang Noom's appeal of the SSO's decision, earlier last week - have run from Nang Noom's lack of proper travelling document (which is equated with illegal entry into Thailand) to the fact that Nang Noom's employer had not paid the required premium to the WCF (which SSO is nonetheless, supposed to enforce) to the difficulty involved in identifying and documenting Burmese workers, because they have no last names.

    At the meeting, SSO also clarified that in "illegal", they count both registered and unregistered migrants that lack "nationality verification", or a proper travelling document, like a passport.

    Because of the situation in neighbouring countries - particularly Burma - obtaining such documents is a near impossibility and the majority of Thailand's migrant workforce, in SSO's eyes, is "illegal".

    Somchai Homlaor, secretary-general of the Human Rights and Development Foundation, finds such semantics and excuses "ridiculous".

    "200,000 Burmese migrant workers are registered with the Ministry of Interior. The Ministry of Labour issued them a work permit card. So why does the government not accept this? Can they not trust their own information system? Why did they issue an ID card? There is more than one way to identify a person."

    He adds that such policy "is very discriminatory towards the country's Burmese migrants," adding that another country's politics shouldn't relate to the way Thailand treats its workforce.

    It should be noted that before the SSO settled on this position, it had given those involved with Nang Noom's case 6 different interpretations of the WCF policy (both favourable and unfavourable to Nang Noom) and engaged in considerable foot dragging.

    SSO spent four months investigating the validity of Nang Noom's "disability"; a process SSO made infinitely more complicated in its insistence to correspond only with Nang Noom (as opposed to hospital workers or her lawyer) via standard post.

    Yet, while the SSO cleared itself of its own obligations, in passive-aggressive consolation to Nang Noom, it also ruled that she was entitled to 15 more years of compensation, at 60% her daily wage (the same that she would receive from the WCF) - it's just the employer would have to pay it.

    Nang Noom's employer paid her less than minimum wage - rarely in a timely fashion. He had failed to contribute to the WCF and to report Nang Noom's accident - all violations of SSO's own labour laws.

    Yet, when it came to ordering him to compensate Nang Noom, SSO simply ordered him to compensate her, in honour code fashion, with no formal monitoring or follow-up system to enforce it. Stranger still, the SSO refused to inform Nang Noom or those working on her behalf, as to when and for how much she would be compensated, saying that information was between the SSO and employer.

    Only when pressured, was this information revealed to her - and with it, the discovery that the employer had not in fact compensated Nang Noom to the extent ordered by the SSO.

    Somchai finds SSO's employer-compensates solution as flawed as the reasoning that underlies it. "They say they can order employers to pay, but it's hard to enforce and not secure."

    Even with honest employers, he says the solution is impractical because of the basic nature of the migrant worker.

    "To truly secure migrant workers that have been in accidents fair compensation, they should be getting it from the WCF."

    More than anything, he argues the matter should be handled this way, as a simple matter of human rights.

    "Migrant workers have become victims of exploitation," and the laws meant to protect them go "unenforced because of prejudice, discrimination and corruption," he says.

    Waiting on a decision

    If Nang Noom's case has revealed gaps in national policy, it has more strikingly illuminated the lack of humanity she has been shown through the ordeal.

    Even after having had her life shattered through hard labour - for a hotel that come Dec 2007, will generate considerable income for the country - she has been treated as a problem for her employer, and a burden to the SSO. The exploitation Nang Noom endured as one of Thailand's 2 million migrant workers did not end when she became an accident victim.

    "There are obligations under international and Asean agreements, as well as Thai law. We will fight on with many cases, including that of Nang Noom, until the government admits that migrants fall under the Workmen's Compensation Act," vows Somchai.

    The WCF Appeals Committee has said it will finalise its review of the case and announce its final decision as to whether Nang Noom has rights to access the WCF next Oct30_07-Burmese1Oct30_07-Burmese2Oct30_07-Burmese3month.

    If she's denied those rights Somchai and other case workers say they'll be ready to take the issue to court and fight for what should be a precedent-setting case with regards to migrant rights.

    Unfortunately for Nang Noom, that would also mean more time, which is something, as the hospital pressures her to move out and the days on her work permit run down, she doesn't necessarily have (if that were to happen, and she had to go back to Burma, it's even less likely she could count on SSO-ordered compensation coming from her employer).

    For now, though, she'll wait for November, trying to forget the uncertainty of the future as she learns to climb in and out of her new wheelchair.

    This is the first of a series on occupational safety for migrant workers.

    Boloven: Travellers' destination of high expectation

    Horizons >> Thursday October 25, 2007
             
    Lost in LAOS

    The waterfalls of Champasak are the voice of nature, powerful and majestic, beckoning and mesmerising

    PONGPET MEKLOY


    A side view of Tat Taket, one of Ban Nong Luang's waterfalls.
    Ban Nong Luang, a peaceful rural village in Laos' southern province of Champasak, is nowhere on the tourist map. But for a certain breed of Thai travellers - the trekkers - this coffee-growing community on the Bolaven Plateau is high on their must-go list.

    Nope this is not about coffee, although the Arabica beans from this part of Laos is considered to be among the world's finest. Ban Nong Luang boasts something much much more refreshing than coffee.

    The village is the gateway to several gigantic waterfalls, namely Tat Taket, Tat Nam Phak and Tat Sakkala, to name just a few. Despite their tremendous sizes, these falls have until recently been Champasak's well-kept secrets.

    With support from the local tourism office in Pakxong, the nearest town, the villagers of Ban Nong Luang have formed a team to provide guide service to visitors. However, over the past couple of years that the village has opened its arms to ecotourism, it has welcomed just a few dozen groups of adventurous nature lovers.

    ''So far most of the visiting trekkers are Thais,'' says Phaithon Suwanrat, a leading member of Ban Nong Luang's ecotourism group. With Thai and Lao languages sharing the same root, Phaithon and other villagers can speak Thai fluently but that's not the case with English or other Western languages.

    ''Actually, we have a lot of local tourists from nearby areas too, especially on public holidays. But Lao people only come to swim and relax at Tat Nok Moom, a smaller waterfall closest to the village,'' he says, adding that unlike in Thailand trekking and camping are not yet popular among Laotians.

    ''As a matter of fact, in the past I myself never thought there would be anybody willing to venture into the forest just for the joy of it. For villagers like us the only reason we went into the woods was food. We went to collect bamboo shoots and mushrooms and to catch fish from the forest streams.''

    ''Tourism, I mean the kind we're doing, is fun and it gives us some extra income,'' says Phaiphon Wongwisin, another member of Ban Nong Luang's ecotourism group. ''But we're not ready to receive visitors who come in large groups. Mass tourism may bring us more money but there will be a lot of troubles, too.''

    According to Kan Phakprom of www.khonbaakpae.com, one of Thailand's most popular online-trekking communities, it's unlikely that tourism at Ban Nong Luang will grow to such scale enjoyed by Champasak's better-known attractions such as Li Phi and Khon Pha Pheng waterfalls or Wat Phou, which is a World Heritage Site.

    Kan adds that in the near future Ban Nong Luang will have electricity, and telephone lines are likely to follow.

    ''Which means arranging trips with the villagers will become easier. I also heard that there is a project to pave the dusty road from Pakxong to the village, too'' he says. ''Still, as long as they do not extend the road to the waterfalls, these newly-revealed gems of Champasak will never lose their allure.''

     
    A picture is worth a thousand words, so they say. Still this picture of Tat Taket, no matter how big it is reproduced, cannot give you the real feel of the massive waterfall, one of the several in the steep-sided forest valley that can be reached via Ban Nong Luang.
    The trail to Tat Taket (in case you start from the clifftop wooden pavilion two kilometres south of the village) is five kilometres of trekking though leech-infested coffee plantations and evergreen forest, plus crawling under narrow tunnels formed by collapsed bamboos and treading along steep, and loose, hillside where landslide can happen any time during the rainy season.
    Yet that is a very small price to pay for such an awesome experience of seeing Tat Taket with your own eyes.
    Tat Sakkala reminds me of Namtok Bak Taew on the Thai side. Yet Tat Sakkala made the fall at Phuchong Nayoi National Park, Ubon Ratchathani Province, look like a miniature in comparision.



    Tat Nam Phak, another gigantic waterfall, stands on another side of the forest. The head trail to the fall is eight kilometres from the village but the trail itself is only a couple of kilometres long. Trekkers have to climb down a number of almost-vertical sections to reach this roaring fall.
    This is a fresh footprint of a serow, a kind of goat antelope that inhabits steep hillsides. The forest extends down far onto the lowland which, according to the villagers, is home to the tiger and many other wild animals. No elephant, though.



    This wooden pavilion just south of Dan Sua provides a perfect shelter for trekkers. Those who don't mind the rain can camp deeper in the forest, closer to the waterfalls.




    Like in Thailand, rubber boots are the local forest guides' footwear of choice. On wet slippery rocks, they make you feel like a gecko on the wall. This pair was bought from Klong Toey Market in Bangkok for 85 baht. In such condition, they beat all sophisticated trekking shoes in both performance and value!



    Along the trail to Tat Taket, you'll pass two other waterfalls _ Tat Hin Daeng and Tat Lung Ew (inset). If these two waterfalls were not located here, they definitely wouldn't be considered just side attractions.




    Time for coffee and there's no oven to reheat the baguette? No problem. One of the guides simply crammed
    the bread inside a bamboo pole and placed it next to the bonfire.




    Near Ban Nong Luang, there are a couple of open areas where the sandstone floor is adorned with a variety of wild flowers during this time of year when the rainy season makes way for the cool season. This site, known as Dan Sua, is on the way to Tat Taket.
    Another such site, called Dan Nong Luang, is located southeast of the village, on the other side of the forest valley (see map). From that point you can get a panoramic view of Tat Taket and the other waterfalls tumbling down the long cliff.





    Many species of plants and fungi can be found on the moist forest floor. But, trust me, you won't stop for too long to take a close-up photo. The leeches will make sure you don't.





    You can't visit all of Ban Nong Luang's waterfalls on just one trip, unless you have a few weeks to spare and a body of a triathlon champion. The trail to each main waterfall _ Tat Taket, Tat Sakkala, Tat Nam Phak and
    Tat Sua-Tat Khamuet (no photos here) _ merits a separate journey. To arrange a trekking trip to
    any of these falls, call Pakxong Tourist Office at 856-205-733-112. (From Thailand, dial 001 first.)

    Flora Conservation by a foreigner

    Outlook >> Monday October 29, 2007
             
    HELPING CONSERVE LOCAL FLORA

    Dr Peter Wyse Jackson recently visited Thailand to speak on plant conservation

    Stories and photos by NORMITA THONGTHAM

    We all know that plants provide food, medicine, fuel, clothing and shelter, and play a key role in maintaining the basic ecosystem functions that make life on earth possible.

    No one knows exactly how many vascular plant species there are in the world. The current figure is 270,000, but according to Dr Peter Wyse Jackson, there could be as many as 420,000 plant species, as scientists keep finding new species in the wild. This is the good news.

    The bad news is that there's a crisis for plants worldwide, he said. "Between 60,000 and 100,000 plant species are now threatened with extinction."

    In Thailand alone more than 1,400 species are threatened, "and if the destruction of their natural habitat continues, as many as two-thirds of the world's plants could be threatened by the end of this century."

    This is a most frightening prospect, added Jackson, who enumerated forest destruction, agricultural expansion, population growth, unsustainable development, over-consumption of resources, tourism, climate change, mining and fire as threats to plant diversity.


    Dipterocarp trees line a road in the Queen Sirikit Botanic Garden in Chiang Mai. Botanic gardens play a role in the conservation of native plant species.

    Jackson has been involved with plant conservation for more than 20 years. He established Botanic Gardens Conservation International (BGCI), in which he is still involved, in 1987, and developed the Global Strategy for Plant Conservation, which was unanimously adopted in 2002 by signatories to the UN Convention on Biological Diversity. He is currently director of the National Botanic Gardens in Dublin, in his native Ireland, and chairman of the Global Partnership for Plant Conservation (GSPC), which is a network of major organisations that are supporting the implementation and achievement of the strategy.

    Jackson was at the Queen Sirikit Botanic Garden (QSBG) in Chiang Mai recently as the keynote speaker at a workshop on plant conservation organised by Dr Suyanee Vessabutr, head of the QSBG's technical and research department, with support from BGCI, led by Bian Tan, BGCI's programme coordinator for Southeast Asia. The workshop was attended by 70 participants from universities, herbaria, botanical gardens, national parks and other government agencies involved in plant conservation.

    The Convention on Biological Diversity, of which Thailand was the 188th signatory, was ratified in 1992, but very little action was taken by governments to address the need to conserve biological diversity, Jackson said. "The Global Strategy for Plant Conservation is relevant to every country in the world, and all 189 countries that are signatories to the convention have accepted the strategy as a national priority."

    For the first time in the history of conservation, the GSPC set targets to be accomplished by the year 2010. That's only three years from now, or eight years since the inception of the GSPC, but Jackson is confident that some of the key targets will be achieved.


    Dr Peter Wyse Jackson: Between 60,000 and 100,000 plant species are now threatened with extinction.

    Bian Tan, Botanic Gardens Conservation International's programme coordinator for Southeast Asia.

    One of the targets is to create a widely accessible checklist of existing plant species, a huge task considering that the 270,000 species now known to science have 900,000 scientific names. Jackson said that by the end of this year the list will be 60 per cent complete, and it is possible that by 2010 it will be finished and made available on the Internet.

    The compilation of the checklist is led by major institutions working in cooperation with herbaria around the world, including the Royal Botanic Gardens in Kew, Surrey, Jackson said.

    "There is also a target that 60 per cent of threatened plant species will be conserved in botanical gardens, seed banks and tissue culture collections, and that is over 40 per cent completed now.

    "One of the targets is for 30 per cent of production land to be managed in a way that is compatible with the conservation of plant diversity. Eleven per cent of the world's forests are now set aside for conservation. There is still some way to go to achieve that target, but we should be encouraged by the progress and in no way be complacent," Jackson said.

    Communication, education and the raising of public awareness of the importance of plant diversity are crucial for the achievement of all the targets. Botanical gardens are vital players, not only for biodiversity conservation efforts, but also in providing formal and informal education and raising public awareness, said Bian Tan, a Singapore-based taxonomist whose work involves coordinating environmental education programmes, capacity-building and training workshops, and plant conservation programmes for institutions and botanical gardens in Southeast Asia.

    The BGCI is a network of more than 800 botanical gardens in 120 countries whose vision is to see a world in which plant diversity is valued, secure and supporting all life, Tan said. In 2005 the Queen Sirikit Botanic Garden and BGCI hosted a regional workshop aimed at assisting staff of botanical gardens to improve their horticultural skills in maintaining their respective plant collections.

    BGCI has also provided assistance to Burma's Nature and Wildlife Division to establish an ex-situ living collection of orchid species native to Shan State; for Kunming Botanical Institute in China to breed a rare species of tree and reintroduce it to the wild; and for Hanoi University of Pharmacy to conserve medicinal plants in a national park.

    Cambodia has 23 protected areas where the diversity of flora is very rich, but due to lack of botanical knowledge, most of it has yet to be documented and identified, Tan said. BGCI supported a training course to provide officers of the Ministry of Environment with a wide range of botanical knowledge, including plant taxonomy, field survey techniques, pressing, drying and processing voucher specimens, data management in a database and report compilation. As a result of this, a National Plant Team will be developed to conduct botanical and ecological research in protected areas.

    The Convention on Biological Diversity has never been meant to stop the movement of biodiversity between countries, said Jackson. One of its objectives is "to ensure that the benefits that come from the use of diversity are shared fairly. But there aren't billions of dollars to be made from biodiversity. There are no pots of gold waiting at the end of the rainbow."

    Benefits do not come in monetary terms, but will come through technical cooperation, scientific advances and the use of plants in ways that can support local communities, he added.

    "Let's not think of biodiversity as being a cash crop, but as a natural resource that we should safeguard for future generations. In Thailand, the Red Data List of endangered species could be a stimulant for ex-situ conservation programmes involving various institutions and government agencies as well as local communities and ordinary gardeners."

    For the programmes to be successful, conservationists should form themselves into a network where it can be agreed who will conserve which endangered species and report to each other what they are doing, Jackson said.

    "But clearly there is a need for many more botanical gardens being involved in the conservation of native plants. Some botanical gardens now focus on growing their native plants rather than plants from other countries, and trying to raise local awareness of the beauty and value of local flora."

    With the number of botanical institutions in Thailand and throughout the world, and with help from local communities and individuals, there is no excuse for some species going extinct, Jackson said.

    "If species do go instinct, it's because we have not made conservation our priority."

    People along the Thai-Burmese borders

    Songs of freedom

    Karen actors and crew join up with Chiang Mai-based filmmakers to depict life on the Thai-Burmese border

    KONG RITHDEE

     

    Eh Doh Shi dreams of becoming a soldier; there's really nothing else he could picture himself doing. On a dry mountain straddling the Thai-Burmese border the teenage Karen boy often sneaks up behind a rock to play with a secretly-obtained pistol and gaze across the boundary, daydreaming, like all refugees do, of the homeland he never had and probably never will.

    The boy also sings. His songs are inflamed with the relentless longing to fight for his people's rights. The verses are serious, sincere, naive, hopeful and hopeless all at the same time.

    It's hard to distinguish the real Eh Doh Shi, a boy in a refugee camp, from the one depicted in The Songs of Eh Doh Shi, a feature movie starring a cast of real-life Karen refugees that will receive its first public screening in Thailand at the World Film Festival of Bangkok on November 1 at Esplanade Cineplex. The movie, produced and directed by Thais working with a Karen crew, has also been selected for the Refugees Film Festival in Phnom Penh and the Human Rights Film Festival in Korea. Conscious of the sensitive nature of the material, the Thai producer has been reluctant to show the movie in Thailand outside of her own NGO circle until recently.

    And though she's agreed to come and meet the audience at the festival screening, the balance between the need to promote the film and misgivings about having made a "political" movie still looms over the project.

    "We shot the movie in places we're not supposed to and we used real refugees as actors," says the producer, a Chiang Mai-based Thai NGO worker who prefers to go by the Karen name Tha Blay Paw.

    "One reason that convinces me it's okay to show the film now is that many of the refugees who appear in the movie have been relocated to other countries. But for us, we're still working here."

    The Songs of Eh Doh Shi is not a hard-hitting expose; it is a patient, self-aware visual record of the Karen plight that spans the spectrum from illiteracy and lack of identification to land appropriation and the prevalent injustice both inside and outside the refugee camps. Though lacking in terms of subtlety, the movie gains a grim realism from the use of real Karen people, especially the leading boy Eh Doh Shi, whose young and sullen face seems to serve as a human record of the sufferings of his generation.

    And given the political situation in Burma, the movie has acquired an added relevance and immediacy.

    "We asked Karen people to share their stories with us, then we took everything and wrote a script based on those stories," says Supamok Silarak, the Chiang Mai-based filmmaker who directed The Songs of Eh Doh Shi. "Yet during the shoot we improvised a lot since many of our actors couldn't read, and we had to communicate with them through an interpreter and sometimes in Karen; we even had to shout 'Action!' or 'Cut!' in Karen - 'Balee!' and 'Ta toh!'."

    "Songs of Eh Doh Shi", showing at the World Film Festival of Bangkok, features a Karen cast and crew.

    Originally, the project was intended only as a short educational movie for Karen people. The producer would often screen films that touched on the subject of human rights and displaced people - like, say, Hotel Rwanda - and she'd been looking for material with relevant local content. So Eh Doh Shi was expanded into a full-length feature, partly out of the belief that the moving image has a strong impact and can send messages that many people might have already heard but not actually understood, and the story would have extra momentum if it came from true experience. Especially from the boy Eh Doh Shi.

    "The real Eh Doh Shi wanted to become a soldier because he couldn't see his future any other way," says the producer. "He also wrote those songs you hear in the movie - patriotic songs that yearn for justice and freedom. He represents the fate of so many Karen children who see no way out. That's why we cast him as the centre of the story.

    "Luckily Eh Doh Shi didn't end up a soldier. But many Karen children do. They've fled a war and all they want is to go back to fight it."

    There are 150,000 Karen refugees in the border camps. More are outside, and a number of them continue to cross into Thailand each month. The story of Eh Doh Shi is small and simple, but to hear him tell it honestly from his own mouth may open up our understanding of the ordeal he and his people have been facing. His songs may sound at once hopeful and hopeless, but the most important thing is they're true.

    World Film Festival of Bangkok runs until Nov 4 at Esplanade Cineplex Ratchadaphisek. Go to http://www.worldfilmbkk.com for more information.


    29 October 2007: Back to FRY Office in Bang Bon

    After a week away, back to the office.
     
    เคลียร์เงินที่เบิกไปสองพันคืน
    ฟู - ยังไม่ได้ส่งรายงานการประเมินผลให้กับกรรมการ
      - บทบาทของเอ๋ ได้เปลี่ยน/แจกแจงในคณะกรรมการบริหาร ซึ่งเมื่อตรวจสอบ พบว่าเป็นอย่างนั้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘
      - ข้อมูลสำหรับอียู
    อ้อ - งานประเมินผล APIE คงจะไม่เสร็จก่อนเดือนธันวาคม
        - เรื่องโครงการอียู มีเพื่อนที่รู้เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นคนปากะยอ
        - โครงการป่าร้อยเอ็ดมีสามโครงการ อันหนึ่งส่งให้กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก/GEF และอีกสอง (ต้นแบบและเยาวชน)ส่งให้กองทุนสิ่งแวดล้อม
     
    ได้ติดต่อไปที่ สผ. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องโครงการอียูและการฝึกอบรม ต้องรอติดต่อ ผอ. อารีวัฒนา โทร. ๐๒ ๒๖๕ ๖๖๑๑ หลังวันที่ ๕ พ.ย. เพราะตอนนี้ไปต่างประเทศ
     
    ช่วงบ่ายต้องกลับมาแก้ไขคอมพิวเตอร์เพราะต่อเข้าระบบแลนไม่ได้ เสียเวลาอีกครึ่งวัน 
     
    ติดต่อป้ารอดไม่ได้เหมือนเดิม
    October 28

    Nong Talay is always lovely.

    She is always in our heart.IMG_0017IMG_0018IMG_0019IMG_0020IMG_0021

    คำชะโนดกับบั้งไฟพญานาค

    ตามรอยพญานาค…จากคำชะโนดถึงหนองคาย
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 24 ตุลาคม 2550 18:52 น.
    ทางเดินพญานาคอันศักดิ์สิทธิ์นำพาไปสู่เกาะคำชะโนด
           หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของสัตว์กึ่งเทพ หรือ“พญานาค”กันมาบ้างไม่มากก็น้อย เนื่องจากประเทศในแถบอุษาคเนย์ต่างก็มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับพญานาคแตกต่างกันออกไป
           
           สำหรับเมืองไทย จังหวัดหนองคายถือเป็น“เมืองแห่งพญานาค” เพราะนอกจากจะมีคนพบร่องรอยของพญานาคในเมืองนี้อยู่บ่อยครั้งแล้ว ริมโขงเมืองหนองคาย-เวียงจันทน์ยังมี“บั้งไฟพญานาค”ปรากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในคืนวันออกพรรษาของทุกๆปีเป็นที่โด่งดังขึ้นชื่อลือชาไปไกล
           
           และปริศนาเกี่ยวกับพญานาคตามลำน้ำโขงนี่เองที่เป็นเหตุกระตุ้นให้ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” เดินทางท่องเที่ยวไปตามรอยพญานาคกันในจังหวัดลุ่มน้ำโขง(ภาคอีสาน) เพื่อศึกษาและเรียนรู้ถึงตำนานความเชื่อของพญานาค สัตว์กึ่งเทพที่สามารถพบเห็นรูปจำลองได้ทั่วตามศาสนสถานต่างๆในดินแดนอุษาคเนย์
           
           1...
           
           อนึ่งก่อนที่จะไปเที่ยวตามรอยพญานาคกัน “ผู้จัดการท่องเที่ยว” ของพาทุกท่านย้อนกลับไปในครั้งที่แม่น้ำโขงยังไม่ถือกำเนิดเกิดขึ้น

    บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่าเป็นประตูสู่วังนาคินทร์
           สมัยนั้นมีเหล่าพญานาค 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งมีผู้นำชื่อว่า “สุทโธนาค” ส่วนอีกกลุ่มมีผู้น้ำชื่อ “สุวรรณนาค” อาศัยอยู่ในอาณาจักรแห่งหนึ่งร่วมกันอย่างสงบสุขมาช้านาน โดยวิธีถ้อยทีถ้อยอาศัยหากฝ่ายใดออกไปหาอาหารอีกฝ่ายจะต้องอยู่เฝ้าอาณาจักร และอาหารที่หามาได้จะต้องแบ่งครึ่งกันกิน
           
           ต่อมามีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เมื่อฝ่ายสุทโธนาคและบริวารออกหาอาหารได้ช้างมา 1 ตัว และจัดแจงแบ่งครึ่งให้อีกฝ่ายตามปกติ ครั้งต่อมาฝ่ายสุวรรณนาคออกหาอาหารแล้วได้เม่นมา 1 ตัว และก็ได้แบ่งครึ่งเม่นนั้นให้อีกฝ่ายเป็นปกติเช่นกัน
           
           แต่เมื่อสุทโธนาคเห็นเม่นครึ่งหนึ่งก็เกิดฉงนใจขึ้นว่า ช้างซึ่งขนเล็กๆสั้นๆตนกลับแบ่งให้อีกฝ่ายตั้งเยอะ แต่เม่นซึ่งขนใหญ่กว่าก็แปลว่าเม่นต้องตัวใหญ่กว่าช้างแน่ๆ ทำไมสุวรรณนาคจึงแบ่งมาให้ฝ่ายตนเพียงนิดเดียว ทำให้สุทโธนาคเกิดโมโห แม้สุวรรณนาคจะพยายามอธิบายเท่าไรสุทโธนาคก็ไม่ยอมฟัง มุทะลุดุดันจะหาเรื่องให้ได้ จนในที่สุดก็ทะเลาะกันถึงขั้นรบราฆ่าฟันกันมาถึง 7 ปี

    หงอนพญานาค 1 ใน 2ชิ้น ที่วัดโพธิ์ชัยเก็บรักษาไว้ภายในตู้โชว์ในพระอุโบสถ
           ซึ่งการรบพุ่งของทั้งสองฝ่ายทำให้แผ่นดินสะเทือน เหล่าเทวดาฟ้าดินทั้งหลายอยู่ไม่เป็นสุข ความรู้ไปถึงพระอินทร์ จึงได้เรียกพญานาคทั้ง 2 ฝ่ายไปเจรจาสงบศึกโดยให้แต่ละฝ่ายแข่งกันสร้างแม่น้ำ หากฝ่ายใดสร้างไปออกทะเลก่อนเป็นฝ่ายชนะ และจะให้รางวัลเป็นปลาบึกไปประจำที่แม่น้ำแห่งนั้น
           
           ด้วยความที่สุทโธนาคเป็นพญานาคที่มีนิสัยอารมณ์ร้อน มุทะลุ ขณะที่สร้างแม่น้ำหากมีอุปสรรคเช่นภูเขากั้นขวางทาง ก็จะระเบิดภูเขาหรือไม่ก็สร้างลดเลี้ยวไปโดยไม่พยายามที่จะแก้ปัญหา จึงได้แม่น้ำที่มีโขดหิน เกาะแก่งมากมายระเกะระกะ และมีเส้นทางที่ลดเลี้ยวเคียวคดโค้งไปโค้งมามากที่สุด ต่อมาจึงได้ชื่อว่า “แม่น้ำโขง”
           
           ส่วนฝ่ายสุวรรณนาคเป็นพญานาคที่มีนิสัยสุภาพสุขุมใจเย็น จึงค่อยๆสร้างไปเรื่อยๆคิดไปเรื่อย ทำให้แม่น้ำที่สร้างเป็นเส้นตรง แต่ก็ต้องใช้เวลาในการสร้างนานมากจนกลายเป็นที่มาของชื่อ “แม่น้ำน่าน” ซึ่งผลก็คือฝ่ายสุทโธนาคเป็นผู้ชนะ และได้ปลาบึกจากพระอินทร์เป็นรางวัลตามสัญญา จึงได้ถือว่าแม่น้ำนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของพญานาค
           
           ต่อมาเนื่องจากพญานาคเป็นสัตว์เมืองบาดาล ไม่สามารถอยู่บนโลกมนุษย์ได้นาน สุทโธนาคจึงได้ขอให้พระอินทร์กำหนดสถานที่อยู่ให้ชัดเจนและมีทางขึ้นลงระหว่างเมืองบาดาลกับเมืองมนุษย์ ซึ่งพระอินทร์ก็ได้กำหนดจุดที่เป็นประตูเชื่อมต่อไว้ 3 แห่งด้วยกันคือที่เวียงจันทน์ ประเทศลาว 2 แห่ง และแห่งที่ 3 ให้เป็นที่พำนักของสุทโธนาคคือที่ คำชะโนด จังหวัดอุดรธานีในปัจจุบัน
           
           2…
           
           หลังจากที่รู้เรื่องราวตำนานท้องถิ่นเกี่ยวกับพญานาค สัตว์กึ่งเทพที่มีอิทธิฤทธิ์กันแล้ว รถก็พาพวกเรามาถึงยัง “เมืองคำชะโนด” อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี และมาหยุดจอดตรงทางเดินพญานาคพอดิบพอดี ทางเดินนี้ดูสวยงามด้วยรูปร่างของพญานาค ซึ่งหากใครจะเดินทางผ่านทางเดินพญานาคแห่งนี้ไปยังเมืองคำชะโนดด้านในจะต้องถอดรองเท้า ถอดหมวกออกด้วยเพื่อเป็นการเคารพและให้เกียรติสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์หรือที่เรียกว่า “วังนาคินทร์”
           


    จุดชมบั้งไฟพญานาคที่สำคัญของเมืองโพนพิสัยอยู่ที่วัดไทยแห่งนี้ เพราะเชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของเมืองบาดาล
           หากใครได้สังเกตจะเห็นความแปลกของพื้นที่ รอบๆเกาะคำชะโนดจะเป็นทุ่งนาโล่งกว้าง มีเฉพาะที่เกาะคำชะโนดแห่งนี้เท่านั้นที่มีลักษณะเป็นป่าดงดิบประมาณ 20 กว่าไร่ โดยมีไม้หลักคือไม้ชะโนด ถ้าใครนึกไม่ออกว่าต้นชะโนดมีลักษณะเป็นอย่างไร “ผู้จัดการท่องเที่ยว” ขอแนะนำให้นึกภาพต้นไม้ที่มีลักษณะเป็นลูกผสมระหว่างต้นตาล ต้นมะพร้าว และต้นหมาก ดูสูงชะรูดนั้นคือต้นชะโนดนั้นเอง
           
           ทางเดินพญานาคนำพวกเรามาถึงยังเมืองคำชะโนด หรือวังนาคินทร์ หรือ “วัดสิริสุทโธ” ทางด้านซ้ายมือจะมีศาลาที่ประดิษฐานของเจ้าพ่อปู่ศรีสุทโธ หรือสุทโธนาค และเจ้าย่าปทุมมา ส่วนทางด้านขวามือหากเดินตามทางเดินไปเรื่อยๆจะเจอกับบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งในตำนานก็คือทางขึ้นลงระหว่างเมืองบาดาลกับโลกมนุษย์ของเหล่าพญานาคที่พระอินทร์ทรงประทานให้
           
           สำหรับเหตุที่เชื่อว่าบ่อน้ำแห่งนี้เป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากน้ำในบ่อน้ำแห่งนี้ก็ไม่เคยลดแห้งลง จะรักษาระดับอยู่เท่าเดิมตลอดทั้งปี และเคยมีคนเอาไม้ไผ่ 2 ลำมาต่อกันแล้วหยั่งลงไปดุความลึกของน้ำแต่หยั่งไม่ถึง เชื่อกันว่าน้ำในบ่อนี้จะไปทะลุที่สะดือแม่น้ำโขงหรือบริเวณวัดอาฮงศิลาวาส จ.หนองคายในปัจจุบัน
           
           และความพิเศษของวังนาคินทร์แห่งนี้อีกประการหนึ่งก็คือ มีลักษณะเป็นเกาะที่ลอยน้ำ แม้รอบๆเกาะรวมถึงทางเดินพญานาคจะถูกน้ำท่วม แต่เมืองคำชะโนดแห่งนี้ไม่เคยถูกน้ำท่วมเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะเมื่อน้ำขึ้นเกาะคำชะโนดแห่งนี้ก็จะลอยตามน้ำไปด้วย

    ชมวิวสะดือแม่น้ำโขงและวิวฝั่งประเทศลาวได้ที่วัดอาฮง
           นอกจากนี้บริเวณวัดสิริสุทโธ ยังเคยมีรอยพญานาคปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งด้วย โดยเกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2527 มีรอยพญานาคขนาดกว้างประมาณ 60-70 ซ.ม. ความยาวไปเรื่อยๆคล้ายลักษณะงูเลื้อย เกิดขึ้นทั่วบริเวณวัด ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2537 และครั้งล่าสุดเกิดรอยพญานาคขึ้นในวันขึ้น 9 ค่ำเดือน 11 ปี พ.ศ.2549 รอบศาลาวัด ซึ่งนี่ก็เป็นเรื่องน่าแปลกอีกเรื่องหนึ่งที่ชาวบ้านละแวกนี้เล่าให้พวกเราฟัง
           
           3...
           
           จากวัดสิริสุทโธ อุดรฯ พวกเราเคลื่อนย้ายพลข้ามจังหวัดตามรอยพญานาคกันต่อที่เมืองแห่งพญานาคหนองคาย ที่ “วัดโพธิ์ชัย” ต.ในเมือง อ.เมือง จ.หนองคาย ซึ่งเป็นวัดที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระใส พระคู่บ้านคู่เมืองหนองคาย และยังเป็นวัดที่เก็บรักษาหงอนพญานาค 2 ชิ้น ซึ่งบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าแห่งอาณาจักรล้านช้างนำมาฝากไว้ที่วัดเพื่อให้ผู้คนกราบไหว้บูชา โดยหงอนพญานาคนี้เป็นรูปสามเหลี่ยมฐานยาว 4 นิ้ว สูง 6 นิ้ว มีรอยเป็นแนวตามความสูง 4 รอย กับ 5 รอย ฐานสีน้ำตาลเข้ม ปลายเป็นสีขาว โค้งงอเล็กน้อย ผิวขรุขระ เก็บอยู่ในตู้โชว์ ภายในพระอุโบสถ

    ชมพระพุทธรูปปางนาคปรกอันใหญ่โตมหึมาและความเป็นมาได้ที่ศาลาแก้วกู่
           จากวัดโพธิ์ชัย พวกเราเดินทางไปต่ออารมณ์กันที่ “วัดไทย” ต.จุมพล อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย เชื่อกันว่า เมืองบาดาลตั้งอยู่ใต้วัดไทยแห่งนี้ เนื่องจากนิมิตของท่านเจ้าอาวาส และปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เช่น ฝากระโปรงรถเกิดรอยแปลกๆคล้ายรอยพญานาค เป็นต้น วัดนี้จึงเป็นศูนย์กลางที่จะลงไปสู่เมืองบาดาล ศูนย์กลางของการบวงสรวง ศูนย์การของการทำพิธีต่างๆ และที่วัดไทยแห่งนี้ยังเป็นจุดชมบั้งไฟพญานาคที่สำคัญของ อ.โพนพิสัย อีกด้วย
           
           สถานที่ต่อไปในการเดินทางตามรอยพญานาคคือ “วัดอาฮงศิลาวาส” ต.ไกสี อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย ที่เชื่อกันว่าเป็น แม่น้ำโขงที่ไหลผ่านวัดอาฮง ช่วงกิโลเมตรที่ 115-116 คือ สะดือแม่น้ำโขง หรือจุดที่ลึกที่สุดของลำน้ำโขง เคยวัดความลึกในหน้าแล้งได้ถึง 99 วา และยังเชื่อด้วยว่าจุดนี้เชื่อมต่อกับบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เมืองคำชะโนด จ.อุดรธานี
           
           หลังจากที่พวกเราเก็บภาพบรรยากาศสวยงามประทับใจกันริมฝั่งโขง เบื้องหลังเป็นวิวทิวทัศน์ของลาวประเทศเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงกันแล้ว ก็ไปจบเส้นทางตามรอยพญานาคกันที่ “ศาลาแก้วกู่” ต.หาดคำ อ.เมือง จ.หนองคาย สถานที่ที่เปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง แสดงรูปปั้นทางศาสนาต่างๆอันใหญ่ยักษ์มากมาย รวมถึงรูปปั้นทางคติความเชื่อโบราณและนิทานพื้นบ้านด้วย โดยเชื่อว่าทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี
           
           ภายในพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งนี้ มีรูปปั้นเกี่ยวกับพญานาค โดยมีตำนานเล่าว่า ในสมัยที่เจ้าชายสิทธถะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยวิมุติสุข ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจเผยแพร่พระพุทธศาสนาแก่เวไนยสัตว์ ท่านได้นั่งพิจารณาธรรมอยู่ใต้ต้นจิกริมสระน้ำแห่งหนึ่ง ปรากฏว่ามีฟ้าฝนกรรโชกแรงทำให้ท่านไม่สะดวกในการปฏิบัติธรรม พญานาคเห็นดังนั้นก็เลื้อยขึ้นมาขดตัว แล้วอัญเชิญพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นประทับนั่ง และแผ่คอเพื่อป้องฝนป้องลมไม่ให้เปียกพระวรกายของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนเป็นที่มาของพระพุทธรูปปางนาคปรกในปัจจุบัน

    รอบๆเกาะคำชะโนดล้วนแต่เป็นพื้นที่โล่งกว้างผิดกับเกาะนี้ที่เป็นป่าชะโนดสูงชะลูดโดดเด่น
           4…
           
           สำหรับพญานาค สัตว์กึ่งเทพที่มีอิทธิฤทธิ์สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ แต่จะกลับสู่สภาพเดิมใน 5 สภาวการณ์คือ ตอนแรกเกิด ตอนลอกคราบ ตอนสมสู่ ตอนหลับไม่ได้สติ และตอนตาย โดยมีตำนานเล่าว่า เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าตรัสรู้ และเสด็จออกเผยแพร่พระพุทธศาสนา พญานาคได้ฟังก็บังเกิดความเลื่อมใสศรัทธาจึงได้จำแลงแปลงกายเป็นชายมาขอบวชในพระพุทธศาสนากับพระพุทธเจ้า
           
           แต่ในคืนหนึ่งพญานาคจำแลงบังเอิญเผลอหลับ และกลายร่างเดิมขดอยู่ในกุฏิ พระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องจึงขอให้ลาสิกขา เนื่องจากเป็นสัตว์เดรัจฉานจะบวชเป็นภิกษุมิได้เพราะอาจจะปฏิบัติธรรมได้ไม่ครบทำให้เสื่อมเสียได้ แม้พญานาคจะยอมทำตาม แต่ด้วยความศรัทธามั่นในพระพุทธศาสนาจึงขอว่า หากมีการบวชในครั้งต่อๆไป ก็ขอให้ฝากความศรัทธาเลื่อมใสของตนไว้ในพระพุทธศาสนาด้วย ดังนั้นก่อนจะบวชพระจึงได้มีการบวชนาคไว้ก่อน
           
           ต่อมาเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากการไปแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระพุทธมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นเวลาตลอดพรรษา 3 เดือน ทั้ง 3 โลกต่างก็มีความยินดีและเตรียมการต้อนรับ โดยเหล่าเทวดาได้เนรมิตบันไดทอง เงิน และแก้ว ทอดลงมาส่งเสด็จฯถึงพื้นโลก มนุษย์ได้จัดถวายอาหารคาวหวานและของแห้ง รวมทั้งดอกไม้ธูปเทียน ส่วนเหล่าพญานาคที่จำพรรษาอยู่เมืองบาดาล ก็ได้ร่วมกันพ่นลูกไฟถวายเป็นพุทธบูชา

    บ่อพญานาคที่สร้างเชื่อมต่อกับบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์จริง
           โดยลูกไฟที่เหล่ามวลพญานาคพ่นขึ้นมาจากเมืองบาดาลนั้นมีลักษณะเป็นดวงกลมสีแดงอมชมพู พวยพุ่งขึ้นจากลำน้ำโขงไม่มีควัน ไม่มีกลิ่น หรือที่เราเรียกกันว่า “บั้งไฟพญานาค” ที่จะเกิดขึ้นในทุกๆวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ของทุกปี
           
           ซึ่งตำนานอันเกี่ยวกับ“พญานาค” ทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องที่เล่าขานสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน เป็นความเชื่อที่คนในท้องถิ่นนั้นๆรู้และเข้าใจกันในชุมชนของตน การจะเชื่อหรือไม่จึงเป็นเรื่องส่วนบุคคล ส่วนใครยังอยากได้อรรถรสที่เต็มอิ่มและจุใจกว่านี้ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” ก็ขอแนะนำให้ลองเดินทางมาฟังตำนานจากปากคนท้องถิ่นและร่วมตามรอยพญานาคจากคำชะโนดถึงเมืองหนองคายกันได้ด้วยตัวท่านเอง
           
           * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
           
           ผู้ที่สนใจเส้นทางตามรอยพญานาค สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต 5 โทร.0-4232-5406-7

           ที่พักใน จ.หนองคาย          ร้านอาหารใน จ.หนองคาย          เทศกาลและงานประเพณี จ.หนองคาย
           
           อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
           
    เลาะริมโขง รู้จักจุดชม"บั้งไฟพญานาค"
           ปริศนา?? บั้งไฟพญานาค : ต่างมุมต่างความคิด
           เมื่อแม่น้ำโขงเปลี่ยนไป บางที“บั้งไฟพญานาค”อาจสูญพันธุ์
           เล่าขานตำนานบั้งไฟพญานาค
           “บั้งไฟพญานาค”ที่แท้แค่ปฏิกิริยาเคมี!?!
           “บั้งไฟพญานาค” กับเหตุผลที่คนทำได้และไม่ได้
           เที่ยวหนองคาย ลุ้น"บั้งไฟพญานาค"!!!
           หลากหลายประสบการณ์...กับพญานาค
           "หนองคาย" เมืองสงบเรียบง่ายริมฝั่งโขง
           15 ค่ำ เดือน 11 : พญานาคพ่นเม็ดเงินสู่อีสาน
           บั้งไฟพญานาค: ปฏิกิริยาเคมีในลำโขง

    Oil Price to be seen at 100 US$ next year

    Saturday October 27, 2007
    Google
    EXCH RATES

    Baht/$ 34.100/130
    Bid/Ask

    GOLD
    12,350 Baht/Baht weight
    + 200
    McKinsey Quarterly
    Global Insights
    ENERGY / RISING COSTS

    PTT chief sees $100 oil next year

    Average should be between $70 and $80

    YUTHANA PRAIWAN

    Average prices for crude oil next year may briefly pass $100 a barrel on supply concerns and global political tensions, according to PTT Plc president Prasert Bunsumpun.

    Crude oil prices in Dubai, the benchmark used by Thai economic forecasters and energy planners, would likely average $70-$80 a barrel, while trading prices in Singapore would be between $80 and $90, he said yesterday.

    Mr Prasert based his projections on global price records over the past five years, during which increases have averaged $10 per year. He foresees the trend will continue.

    This week, oil prices rose in Asia above $91 a barrel on supply tensions, plus the news that Opec would be maintaining output. The oil cartel is expected to increase supply by 500,000 barrels a day starting next month in order to ease price pressures.

    Escalating tensions between Turkey and Iraq are among the factors that have raised concerns about crude supplies in the ever-volatile Middle East this month.

    Mr Prasert said that as the country's largest oil retail operator, PTT would attempt to maintain its prices until early next week prior to a review of the situation.

    Shell earlier this week raised its pump prices to 30.79 baht a litre for premium gasoline, surpassing by 20 satang the previous record set in July last year.

    ''I would say the current prices at the pump will only make us lose money unless the retail price can be lifted to cover all operating costs,'' Mr Prasert said.

    He said oil companies needed a margin of 1.20 baht a litre. Other executives have complained that their existing margin is only 10 to 20 satang.

    The other option, said Mr Prasert, was to put more effort into persuading motorists to use alternative fuels including gasohol, biodiesel and natural gas for vehicles (NGV).

    However, petrol next year would certainly cost at least 30 baht a litre while diesel, currently at 27.79 baht, would also approach 30 baht, Mr Prasert added.

    Light sweet crude for December delivery rose to a record $92.22 a barrel in electronic trade in New York early yesterday, before easing back to $91.44, up nearly one dollar from the day before. The price also posted a record of $91.10 in Asian trading.

    While motorist worry about fuel prices, the shares of PTT and its affiliates have been doing well.

    Mr Prasert attributed the performance to foreign capital inflows into the Stock Exchange of Thailand, and attractive valuations for PTT at 12 times earnings.

    ''Comparing us with other energy companies across Asia, we have the lowest [P/E], and investors may see room left for more investment,'' he said.

    PTT share prices this month have traded in a range between 324 and 420 baht.

    The shares closed yesterday at 408 baht, up 14 baht or 3.5%, in very heavy trade worth 5.54 billion baht. The figure represented 16.5% of total turnover of 33.46 billion baht on the Stock Exchange of Thailand yesterday.

    Komsan: the Railway Chef

    Sunday October 28, 2007
             
    A TASTE OF TRADITION

    Veteran railways chef is keeping famous dishes on track

    Story by AMORNRAT MAHITTHIROOK, Photos by PAWAT LAOPAISARNTAKSIN

    Komsan Thienthaptim is no ordinary State Railway of Thailand (SRT) official.

    His job is to take care of passengers who travel on a sleeping car aboard the Taksin express from Bangkok to Sungai Kolok, a border district in Narathiwat. But his real passion is to keep the passengers supplied with the famous SRT fried rice.

    Twenty-three years after the railway decided to close its food service, its famous fried rice is still being served. But the dish is no longer available to ordinary passengers. It is served only for guests on special trains and Mr Komsan has become the only one to make it.

    Every time the SRT has to cook for VIP passengers it will pull him from his regular duties to make the SRT fried rice and other famous dishes. Those having tried Mr Komsan's food include then prime ministers Anand Panyarachun and Thaksin Shinawatra, as well as almost all transport ministers when they chose to travel by train to other provinces for work.

    Komsan Thienthaptim fries rice to serve officials of the Office of Transport and Traffic Policy and Planning. The agency went to Kuala Lumpur by train on Wednesday to inspect Malaysia's rail link between the capital and its international airport.
    The famous SRT fried rice ready to be served.
    Komsan Thienthaptim's aides prepare ingredients in the dining car's kitchen.

    The SRT's reliance on his skills is no surprise. The 57-year-old official is the only chef who knows how to prepare the special fried rice and other dishes such as Thai meat salad.

    Until 1984 the SRT operated food services on all trains. Passengers at the time could expect good food like the fried rice from its staff. The decision by the SRT to end the food service and transfer the operation to the private sector forced most well-trained cooks to leave the agency.

    Many used what they had learned from working in SRT dining cars to run their own businesses or became the main cooks for restaurants.

    The railway agency had no choice but to close the service because it could not make a profit, said SRT acting governor Bancha Khongnakhon. Part of the problem was corruption because some officials responsible for the service kept the money instead of putting it in the SRT purse, he said.

    Buying fresh food and other ingredients alone cost the SRT 22 million baht and the agency had to pay salaries for its staff, he said.

    "It's unfortunate that we had to end the food service on the trains, although it was a division under the SRT well known by the public," he added.

    Unlike his colleagues, Mr Komsan stayed on and the SRT gave him a new job as an official for a sleeping carriage on the train going south. But he is always on standby to make the fried rice and other dishes for dignitaries travelling by train.

    "I have been approached by restaurant owners to work for them. But I always say no," said the man who wants to end his career with the SRT.

    "I learned how to make food on the train from my superior," he said. As a helper, he had to prepare ingredients for the chef to make fried rice, Thai salad, soup, scrambled eggs, stew, steak and breakfast. Other famous dishes from the SRT's mobile kitchens are fish with soft-boiled rice and fruit salad.

    The SRT fried rice has its own legacy going back to when Field Marshal Plaek Pibulsonggram was prime minister. It was served only to the rich taking the train to their beach houses in Hua Hin in the past. At the time the roads to the resort district in Prachuap Khiri Khan were not so good and the train was the best choice to get there.

    It took about five hours at the time for the train to travel from Bangkok to Hua Hin, even though the distance is only 213 kilometres. The SRT put a dining car on the line to serve its passengers and one dish on the menu at the time was fried rice. It has since become one of the SRT trademarks.

    Mr Komsan said what makes the fried rice stand out from fried rice ordered in other places is its ingredients, which include butter, pork, Chinese sausage, onion, tomato, green peas and paste.

    "One of the secrets which makes the SRT fried rice special is that we use only MICA tomato paste," said the chef. Rice used for the dish has to be farmed in Sao Hi district in Saraburi, he added.

    Mr Komsan is assigned by the SRT to teach cooks from private restaurants who have won the bid to serve food on the trains and need to keep up to the agency's standards.

    "All the secrets have been handed over to them," he said.

    Since the service is now run by the private sector, the quality of the food served on the trains is declining, while the price is increasing. It has become a topic passengers regularly complain to the SRT about.

    "It's not the same," admitted Mr Komsan, who added that some cooks do not use the same ingredients and techniques for frying rice. "They think about how to save costs and that damages the quality of the food," he said.

    Even Deputy Transport Minister Sansern Wongcha-um realised the declining quality of the fried rice after trying the food on trains cooked by private firms.

    Its taste and quality has never been the same as it used to be, said the minister, who regularly used the train in the old days to visit his father, who was assigned by the police to a station upcountry.

    In the past the SRT was praised for its fried rice and the SRT should maintain the quality, he added.

    Suriya: The man who always dodges the yoke

    BREAKING NEWS

    Suriya must explain corruption allegations

    An Assets Scrutiny Committee (ASC) sub-committee probing alleged irregularities in an electrical power cable-laying project related to Bangkok's new Suvarnabhumi international airport has ordered former transport minister Suriya Jungrungreangkit to provide more information by next Wednesday, according to sub-committee chairwoman Jaruvan Maintaka.

    Khunying Jaruvan said the deadline was set after Mr. Suriya failed to appear before the sub-committee on Thursday (Oct 25) to defend himself regarding charges of alleged corruption in connection with the project.

    Instead, the former transport minister assigned his personal secretary to carry a letter to the sub-committee saying that he would be willing to testify, but asked to postpone his appearance for 10 days, said Jaruvan.

    Rejecting the longer postponement, the sub-committee agreed to delay the hearing only until Wednesday (Oct 31), but if Mr. Suriya fails to report at that time the sub-committee would interpret his action as indicating non-compliance regarding the panel's request for more information regarding the charges, she said.

    Khunying Jaruvan said the sub-committee already has sufficient evidence in hand and that the probe could be concluded by the end of December and forwarded to the courts for prosecution.

    Mr. Suriya, who was concurrently a deputy prime minister in the former government of ousted prime minister Thaksin Shinawatra, is also being investigated for alleged irregularities in three other projects, including the Suvarnabhumi airport CTX bomb detector procurement, as well as similar concerns regarding construction of the new airport's rail link and the rubber sapling purchase scheme. (TNA)

     

    Oct 26, 2007: Rehearsal for the Royal Barge Procession

    Barge1Barge2Barge3Barge4Barge5
    ทัพเรือซ้อมใหญ่กระบวนเรือพยุหยาตราชลมารค
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 26 ตุลาคม 2550 17:39 น.
           กองทัพเรือซ้อมใหญ่กระบวนเรือพยุหยาตราชลมารคครั้งแรก เพื่อเตรียมพร้อมในงานพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
           
           วันนี้ (26 ต.ค.) เวลา 15.30 น.กองทัพเรือได้จัดให้มีการซ้อมใหญ่กระบวนเรือพยุหยาตราชลมารค ในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่จะมีขึ้นในงานพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ในวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้ โดยการฝึกซ้อมในครั้งนี้ถือเป็นการซ้อมใหญ่ครั้งแรก และจะมีการซ้อมใหญ่อีก 2 ครั้งด้วยกัน ในวันที่ 29 ต.ค.และ 2 พ.ย.นี้
           
           ทั้งนี้ ในการซ้อมใหญ่จะมีการเปิดจำหน่ายบัตรเข้าชมโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยมีการจำหน่ายบัตรที่นั่งราคาที่นั่งละ 1,200 บาท นั่งชมบริเวณลานทัศนาภิรมย์ (ชั้นล่าง) หน้าอาคารชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หอประชุมกองทัพเรือ และราคาโต๊ะละ 30,000 บาท (โต๊ะละ 10 คน) ที่นั่งชมบนชั้น 3 ห้องชมชลธี อาคารชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เป็นห้องปรับอากาศ ที่ใกล้กับอาคารราชนาวิกสภา ในวันซ้อมใหญ่ 29 ต.ค.นี้ และการจำหน่ายบัตรเข้าชมโดยบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา ในวันที่ 29 ต.ค.และ 2 พ.ย.และวันจริงวันที่ 5 พ.ย.โดยในวันซ้อมใหญ่จะเปิดขายบัตรราคา 300 และ 500 บาท และในวันจริงจะเปิดขายบัตรราคา 500 และ 700 บาท
           
           สำหรับกระบวนเรือพยุหยาตราชลมารคในงานพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินไปยังวัดอรุณราชวรารามครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็น “กฐินหลวง” คือ กฐินที่พระเจ้าแผ่นดินทอดถวายแก่สงฆ์ผู้จำพรรษาในวัดหลวง คือ วัดในพระพุทธศาสนาที่ได้รับยกย่องสถาปนาให้เป็นวัดพิเศษจากวัดราษฎร์ทั่วไปเรียกเต็มว่า “พระอารามหลวง” โดยพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐินนี้ เป็นการพระราชพิธีที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา และสูญหายไปช่วงต้นรัตนโกสินทร์นานจวบจนกระทั่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โปรดฯ ให้ฟื้นฟูจารีตประเพณีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยกระบวนเรือพยุหยาตราชลมารคกระบวนใหญ่ โดยทรงเสด็จฯทอดผ้าพระกฐินที่วัดอรุณราชวราราม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2502 เป็นต้นมา

    My Ranch is happy with lots of water

    IMG_0004IMG_0005IMG_0006IMG_0007IMG_0008IMG_0009IMG_0010IMG_0011IMG_0012IMG_0013IMG_0014IMG_0015IMG_0016IMG_0017IMG_0018IMG_0019IMG_0020IMG_0021IMG_0022IMG_0023IMG_0024IMG_0025IMG_0026IMG_0027IMG_0028IMG_0029IMG_0030IMG_0032 I felt really happy in the ranch filled with waters and green withgrass and trees. The day before I went in to plant Ya Faek and Kabaak trees I got from Kasetsai. Ihoped I could them grow big and high.
     IMG_0044IMG_0045IMG_0046IMG_0047IMG_0048IMG_0049IMG_0050IMG_0051IMG_0052IMG_0053IMG_0054IMG_0055

    Back from Korat

    Everything is alright here.