|
|
|
"สมเกียรติ" คำคม ได้สมเกียรติ คมเฉียบเฉียด ปาดคอ พวกทักษิณ สมุนทรราช ญาติพวก"ชิน" ที่โบยบินหนีไปในต่างแดน
ว่าพวกเรา"พันธมิตร"ผู้รักชาติ สู้ตรากตรำลำบาก ยากแสน สู้เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เมืองแมน ยังยืนยัน รักษ์แดน แผ่นดินไทย
มิเคยใช้เอกสิทธิ์ ต่อสู้ ตุลาการ เชิดชู คู่สมัย มิเหมือนผู้ ทรราช ชั่วชาติใคร เห่าอยู่ในต่างแดนแสนอัปรีย์
ภูเฉลา เงาฉงาย
| รู้ไว้ใช่ว่า...35 เรื่องจีน |
| โดย ASTVผู้จัดการรายวัน
| 23 มกราคม 2552 16:42 น. |
 |
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
ผ่านพ้นเทศกาลปีใหม่ที่ได้ฉลองกันอย่างสนุกสนานมาไม่กี่อาทิตย์ ชาวไทยเชื้อสายจีนอย่าง อาตี๋ อาหมวย ก็ถึงเวลา เฮรับอั่งเปา แต๊ะเอีย ในวันตรุษจีนที่จะมาถึง ปีใหม่จีนปีนี้มาดูกันว่า 35 เรื่องที่น่ารู้ของจีนมีอะไรกัน แล้วจะหาอะไรมาเสริมดวงเพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง หาคำตอบไปพร้อมกับ M-Lite ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮั่วไช้ รวยๆ เฮงๆ กันถ้วนหน้า ส่วนใครที่สงสัยว่าทำไมต้องเป็น 35 เรื่อง ก็เพราะ 3+5 = 8 ที่คนจีนถือเป็นเลขมงคล... เรื่องราวน่ารู้รับตรุษจีน 1.เคล็ดลับวันตรุษจีน ห้ามพูดคำหยาบ หรือพูดคำที่ไม่เป็นมงคล โดยเฉพาะคำออกเสียงว่า “สี่” เพราะมันดันไปคล้ายกับคำว่าตาย 2.เรื่องผีสางหรือเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปีเก่าเขาจะเว้นวรรคไม่เอามาพูดกัน โดยจะพูดแต่เรื่องอนาคต และทุกอย่างที่ดีกับปีใหม่และการเริ่มต้นใหม่ 3.วันตรุษจีนห้ามร้องไห้ เพราะถ้าร้องไห้ในวันนั้น คุณจะมีเรื่องเสียใจไปตลอดปี ดังนั้นแม้แต่เด็กดื้อที่ทำตัวไม่ดีผู้ใหญ่ก็จะทน และไม่ตีสั่งสอน 4.การแต่งกายและความสะอาด ในวันตรุษจีนเราไม่ควรสระผมเพราะนั่นจะหมายถึงเราชะล้างความโชคดีของเราออกไป เอาน่า...แม้จะเหม็นตุๆ นิดหน่อยถ้า “เฮง” ก็ถือว่าหยวนๆ กันไป 5.เสื้อผ้าสีแดงเป็นสีที่นิยมสวมใส่ในช่วงเทศกาลนี้ สีแดงถือเป็นสีสว่าง ซึ่งจะนำความสว่างและเจิดจ้ามาให้แก่ผู้สวมใส่ตลอดทั้งปี 6.เด็ก ๆ และคนโสด เพื่อรวมไปถึงญาติใกล้ชิดจะได้ อั่งเปา ซึ่งเป็นซองสีแดงใส่ด้วยธนบัตรใหม่เพื่อโชคดี โดย “อั่งเปา” หรือ “ซองแดง” สัญลักษณ์อีกอย่างของเทศกาลนี้ โดยผู้ใหญ่จะมอบให้ผู้น้อย และมีการแลกเปลี่ยนกันเอง 7.ส่วนคำว่า “แต๊ะเอีย” หรือ “ผูกเอว” มีความหมายคล้ายๆ “อั่งเปา” โดยที่มาคือในสมัยก่อน เหรียญจะมีรูตรงกลาง ผู้ใหญ่จะร้อยด้วยเชือกสีแดงเป็นพวงๆ และนำมามอบให้เด็กๆ เด็กๆ ก็จะนำมาผูกเก็บไว้ที่เอว 8.ในเทศกาลนี้ ชาวจีนจะกล่าวคำ “ห่ออ่วย” หรอคำอวยพรภาษาจีนให้กัน หรือมีการติดห่ออ่วยไว้ตามสถานที่ต่างๆ คำที่นิยมใช้กันได้แก่ จีนกลาง “ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาฉาย” ส่วนภาษาแต้จิ๋ว “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้” ประโยคนี้คุ้นๆ หูหน่อย โดยทั้ง 2 ประโยคแปลว่า ขอให้ประสบโชคดี ขอให้มั่งมีปีใหม่ 9. สำหรับคนที่เชื่อโชคลางมากๆ ในวันตรุษจีนก่อนออกจากบ้านต้องใช้บริการซินแส เพื่อหาฤกษ์ที่เหมาะสม เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง 10.บุคคลแรกที่พบและคำพูดที่ได้ยินคำแรกของปีมีความหมายสำคัญมาก ถือว่าจะส่งให้มีผลได้ตลอดทั้งปี นอกจากนี้การได้ยินนกร้องเพลงหรือเห็นนกสีแดงหรือนกนางแอ่น ถือเป็นโชคดี 11.การเข้าไปหาใครในห้องนอนในวันตรุษ ถือเป็นโชคร้ายดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนป่วยก็ต้องแต่งตัวออกมานั่งในห้องรับแขก 12.ไม่ควรใช้มีดหรือกรรไกรในวันตรุษเพราะเชื่อว่าจะเป็นการตัดโชคดี แต่ถ้าจะให้ยิ่งมุกฝืดๆ แสดงว่าปีนี้ไม่มีกรรไกรเราจะได้ห่างกันไกลไง... แปลไทยเป็นไทยแบบหาเรื่องได้ว่า เป็นปีแห่งการเลิกกัน ตรวจดวง ‘ชง’, ‘ฮะ’ รับปีใหม่ 13.ปีที่ “ชง” หรือปีที่ไม่ถูกโฉลก ไม่เกื้อหนุนกับปีฉลูปีนี้ ได้แก่ ปีมะโรง ปีมะเมีย และปีจอ แต่ปีที่อันตรายและน่าเป็นห่วงที่สุดก็คือ ปีมะแม ดังนั้นต้องระวังเรื่องสุขภาพ คดีความ อุบัติเหตุ ไม่อยากพูดให้กลัวเลย แต่ว่ากันว่า ถ้าประมาทอาจจะถึงตายได้เลยทีเดียว ทางแก้ทำบุญไหว้เทพ 8 เซียน และก็มีสติพกติดตัวเสมอๆ 14.ปีที่ “ฮะ” หรือปีที่ถูกโฉลกมากที่สุดกับปีวัวคือปีมะเส็ง ปีระกา ชวด เรียกว่าทำอะไรก็เฮง มีสิทธิ์ได้เงินก้อนใหญ่ ได้เลื่อนงาน เลื่อนตำแหน่ง ประสบความสำเร็จในชีวิต 15.สีมงคลสำหรับปีฉลูได้แก่ สีเหลือง สีเขียว สีครีม สีขาว เชื่อกันว่าแม้แต่ อันเดอร์แวร์ กระทั่งกางเกงลิง หรือถุงยางอนามัย ถ้าจะมีแนะนำว่าควรนำมาใส่ได้เพราะจะได้เฮงๆ 16.ส่วนสีที่ไม่เป็นมงคลสำหรับปีฉลูนี้ได้แก่ สีแดง สีฟ้า สีน้ำเงิน สีดำ แน่นอนว่าถ้าหลีกเลี่ยงสีเหล่านี้ได้จะ Ok 17.ทรงผมผู้ชายที่เหมาะกับปีฉลูมากที่สุด ได้แก่ ผมสั้น หรือสกินเฮดธรรมดาๆ ถ้านึกภาพไม่ออกให้นึกถึงทรงผมของ อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ, โอบามา, คริสเตียนโน โรนัลโด้, วิล สมิท หรือ “มาริโอ้ เมาเร่อ” เออ...ถูกโฉลกที่สุด 18.ส่วนทรงผมที่ถูกโฉลกของผู้หญิงก็คือทรงบ็อบเก๋ๆ หรือถ้าผมยาวก็ควรจะรวบตึงเท่ๆ (ห้ามปล่อยผมยาวปกหน้ารุงรัง และห้ามทำผมหน้าม้า) เพื่อเปิดรับทรัพย์ นึกไม่ออกให้นึกถึงผมของ มิเชล โอบามา, แองเจลีนา โจลี, ศุภลักษณ์ อัมพุช เจ้าแม่พาราก้อน หรือน้องได๋-ไดอาน่า จงจินตนาการ” สั้นเก๋ๆ นี่แหละผมทรงรับทรัพย์ของแท้ เจ้าสัว เลือดมังกร 19.นิตยสารฟอร์บสปี 2548 เจริญ สิริวัฒนภักดี รวยติดอันดับ 194 และรวยเป็นอันดับ 2 ของไทย ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 120,000 ล้านบาท นอกจากนี้ คนแซ่ซูที่มีบทบาทสำคัญในสังคมไทย คนอื่น ๆ อย่างเช่น วิชัย ซอโสตถิกุล ผู้ก่อตั้งซีคอนสแควร์ เกษม จาติกวณิช ผู้ก่อตั้งและเป็นผู้ว่าฯ กฟผ. คนแรก และปัจจุบันตระกูล จาติกวณิช โดยกรณ์ ก็ดำรงตำแหน่งรมว.การคลัง 20.ใครจะรู้ว่า...เฉลียว อยู่วิทยา หรือ “โกเหลียว” เจ้าพ่อกระทิงแดง เศรษฐีอันดับ 1 เมืองไทย ยังใช้นาฬิกา “ราโด้” เรือนเดิมที่ใช้มาหลายสิบปี แถมอยู่บ้านก็ยังนุ่งกางเกงแพร สวมเสื้อตราห่านคู่ธรรมดาๆ มีความสุขที่จะทำอะไรอยู่กับบ้าน ผิดกับเศรษฐี ไฮโซทั่วๆไป ที่ชอบออกงานสังคม 21.เจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าพ่อน้ำเมา เป็นคนแซ่ซู มีชื่อจีนว่า “โซวเคียกเม้ง” 22.หัวเรือใหญ่แห่งค่าย ซี.พี.อย่างนายธนินท์ เจียรวนนท์" เป็นคนแซ่เซี่ย โดยมีชื่อจีนว่า “เจียก๊กมิ้น” 23.ค่ายซี.พี. บริษัทที่คนจีนรู้จักดีในชื่อ “เจิ้นต้า” หรือ “เจียไต๋” ซึ่งเป็นบริษัทต่างชาติแห่งแรกที่เข้าไปลงทุนในจีน (หมายเลขจดทะเบียนการค้า คือ 001) ล่าสุดนิตยสาร China Economic Weekly คัดเลือกให้เขาได้รับรางวัลมากที่สุดถึง 3 รางวัล จากทั้งหมด 5 รางวัล คือ 30 บุคคลที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจจีนมากที่สุด 10 ผู้นำ กับ 10 สายธุรกิจ และ 10 นักธุรกิจต่างชาติเลยทีเดียว 24.บัญฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย เป็นคนแซ่หวู่ ต้นตระกูลเดิมของล่ำซำ คือ อึ้งเหมี่ยวเหงี่ยน ชาวจีนแคะที่อพยพจากมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน มาปักหลักในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 โดยมีธุรกิจแรกเริ่มคือค้าไม้และทำโรงเลื่อย 25.คนแซ่เจิ้ง ก็เป็นอีกตระกูลหนึ่งที่มีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศไทยมากอีกตระกูลหนึ่ง โดยคนที่ใช้แซ่นี้ได้แก่ เตียง จิราธิวัฒน์ (เจ็งนี่เตียง) โดยธุรกิจเริ่มต้นของตระกูลนี้ มาจากร้านกาแฟเล็กๆ จนปัจจุบัน กลายเป็นเศรษฐีผู้ครอบครองอาณาจักรเซ็นทรัล สุดอลังการในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีตระกูลเตชะไพบูลย์ที่ปัจจุบันมีบทบาท เป็นเจ้าของธุรกิจ และกระโดดมาเล่นการเมืองอยู่เนื่องๆ ก็สืบเชื้อสายมาจากคนแซ่เจิ้งเหมือนกัน 26.อันดับ 5 แซ่ที่มีผู้ใช้มากที่สุดในไทยได้แก่ แซ่ตั้ง (เฉิน), แซ่ลิ้ม (หลิน) แซ่ลี้ (หลี่), อึ้ง (หวง) โง้ว (หวู) โดยบุคคลแซ่ตั้ง (เฉิน) ได้แก่ ชิน โสภณพนิช (ตั้งเพี้ยกชิ้ง), พิชัย รัตตกุล 27.ส่วนคนดังที่แซ่ (หลิน) ซึ่งมีมากเป็นอันดับ 2 ได้แก่ อำนวย วีรวรรณ (หลินเยอะกวาง) บัญญัติ บรรทัดฐาน (หลินซูชิง) และแน่นอนว่า สนธิ ลิ้มทองกุล สื่อมวลชนชื่อดังก็อยู่ในตระกูลนี้ด้วย ผู้นำไทยเชื้อสายจีน 28.ปรีดี พนมยงค์ คนแซ่เฉิน เป็นหนึ่งในคณะราษฎร ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 จนกระทั่งดำรงตำแหน่งสูงสุดในชีวิตคือ นายกรัฐมนตรี 29.พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หรือ หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 8 เป็นคนแซ่เจิ้ง เป็นนายกในท่ามกลางความแตกแยกของหมู่นักการเมือง แต่ท่านก็เป็นผู้ประสานรอยร้าวกับทุกฝ่ายเป็นอย่างดี จนได้รับฉายาว่า นายกฯลิ้นทอง 30.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นคนแซ่หลิน ท่านเป็นผู้นำคนแรกของไทย ที่เดินทางไปเปิด “ม่านไม้ไผ่” ฟื้นสัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับจีน และได้เข้าพบสนทนากับประธานเหมาเจ๋อตุง เมื่อ พ.ศ.2518 31.ชวน หลีกภัย มีชื่อจีนว่า “ลิจีเหวิน” เมื่อยังเด็ก ด.ช.ชวน มีชื่อเรียกในครอบครัวว่า "เอียด" หมายถึง เล็ก เนื่องจากเป็นคนรูปร่างเล็ก บนถนนการเมือง ชวน ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.ตรัง สมัยแรก ในปี 2512 ขณะมีอายุ31 ปี ซึ่งขณะนั้น หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จนกระทั่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 20 ของไทย ตั้งแต่ปี 2535-2538 และสมัยที่สอง ตั้งแต่ปี 2540-2543 32.บรรหาร ศิลปอาชา มีชื่อจีนว่า “เบ๊เต๊กเซียง” เป็นคนแซ่หม่า 33.ทักษิณ ชินวัตร ต้นสกุล “ชินวัตร” คือ คูชุ่นเส็ง และสืบสายต่อมายัง เชียง ผู้บุกเบิกกิจการค้าผ้าไหมไทยในเชียงใหม่, พ่อเลี้ยงบุญเลิศ บรรพบุรุษดั้งเดิมของตระกูลเป็นชาวจีนแคะ 34.นายสมัคร สุนทรเวช ก็เพิ่งได้รับการเปิดเผยเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า เป็นลูกหลานคนจีน แซ่หลี่ ต้นตระกูลพูดภาษาแต้จิ๋ว มีฮวงซุ้ยอยู่ที่ จ.จันทบุรี 35.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตระกูล "เวชชาชีวะ" มีบรรพบุรุษเป็นชาวจีน เดินทางโดยเรือมาขึ้นฝั่งที่ จ.จันทบุรี และสกุล "เวชชาชีวะ" เป็นนามสกุลพระราชทานสมัย ร. 6 ลำดับที่ 4,881 จากนามสกุลพระราชทานซึ่งรวมทั้งสิ้น 6,423 นามสกุล โดยพระราชทานให้แก่รองอำมาตย์ตรีหลง (หลง เวชชาชีวะ) แพทย์ประจำจังหวัดลพบุรี กับ นายจิ๊นแสง (บิดา) นายเป๋ง (ปู่) และนายก่อ (ปู่ทวด) เนื่องจากต้นตระกูลเป็นแพทย์จึงมีคำว่า "เวช" อยู่ในนามสกุลด้วย
| | | | |
ครอบครัวเราเป็นชาวไทยเชื้อสายจีนแท้ ๆ ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในเมืองไทยมาตั้งแต่สมัยรุ่นคุณทวด ลูกหลานทุกคนในครอบครัวก็ได้รับการศึกษาในโรงเรียนแบบคนไทย ได้ซึมซับในวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีแบบไทย จนลูกหลานทุกคนในครอบครัวใช้ภาษาไทยได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงแค่นั้นคนในครอบครัวยังชอบที่จะศึกษาเกี่ยวกับประเพณีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ชาติไทยและพระพุทธศาสนา ส่งผลให้ญาติพี่น้องในครอบครัวรวมทั้งเราด้วยในขณะที่เรียนก็มักจะได้คะแนนสูงสุดของชั้นเรียนจากหลายร้อยคนในวิชาภาษาไทย วิชาประวัติศาสตร์ไทย และวิชาพระพุทธศาสนาอยู่เสมอ จนทุกวันนี้ได้เป็นอาจารย์สอนในวิชาเหล่านั้น ด้านวิถีชีวิต ทำบุญใส่บาตรทุกเช้า ปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรม เมื่อมีเวลาว่างหมั่นเข้าวัดไทยทำบุญปฏิบัติธรรมอยู่เป็นประจำ ช่วงสงกรานต์ก็ไปรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ และทำแต่สิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ต่อแผ่นดินเพื่อตอบแทนแผ่นดินถิ่นอาศัยไม่ทำตัวเป็นคนรกโลก หนักแผ่นดิน ไม่ทุจริตคดโกงและสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น แต่ก็ไม่ลืมสัญชาติและกำพืดของตนเอง ยังสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีของบรรพบุรุษเพื่อแสดงความกตัญญู
เราเชื่อว่าคนไทยเชื้อสายจีนหลาย ๆ ครอบครัวก็เป็นอย่างครอบครัวเรา แล้วอย่างนี้จะมาหาว่าพวกเราชาวไทยเชื้อสายจีนไม่ได้ทำตัวเป็นคนไทยได้อย่างไร ผิดหรือไงที่พวกเราไม่ลืมกำพืดของตนเอง ว่าแต่คุณเหอะทำได้อย่างพวกเราหรือเปล่า? ครูสอนวิชาภาษาไทย | |
|
 |
|
|
|
| เราชอบให้ประเทศของเรามีเทศกาลเยอะๆ..สนุกดี..มีตรุษจีน..ตรุษจีนก็ได้กินขนมจีนที่ไม่ใช่ขนมจีนน้ำยา(ฮาๆ)..(แล้วรู้หรือไม่ว่าขนมเทียนคือขนมไทย...คนจีนมาอยู่เมืองไทยก็มีการประยุกต์ขนมไหว้..ทำแบบขนมไทยแล้วห่อ..เมืองจีนไม่มีขนมเทียนน่ะเฟ้ย)สารทไทยก็มี...กินขนมกระยาสารท..กล้วยไข่..ภูมิปัญญาไทยของแท้...ถั่วงาข้าวมะพร้าวกล้วยอ้อย..วิตามินเอ-แซด สงกรานต์..โดยเฉพาะสงกรานต์...มีทั้งสงกรานต์ไทย..สงกรานต์ลาว..สงกรานต์มอญ...อู้ย..มีทั้งเดือน..สะใจสาวกสงกรานต์แต๊ๆ...แล้วอีกสารพัดเทศกาลอีก..นี่ดีนะไม่มีเทศกาลชมดอกซากุระบาน..ไม่งั้นมีเฮ..จิบเหล้าสาเกเฮฮา...บ้านเราเมืองเรามีเสน่ห์ ข้าวปลาอาหารก็บริบูรณ์ จะมานั่งหงุดหงิดกับเรื่องไม่เป็นเรื่องทำไมล่ะพี่น้อง.. รักกันไว้เถิดเราเกิดร่วมแดนไทย..เชื้อสายประเพณีไม่มีขีดกั้น... .. | | | | | |
| ซึมซับวัฒนธรรมล้านนาที่ "ไร่แม่ฟ้าหลวง"
|  |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 29 ธันวาคม 2551 16:50 น. | |
 |
|
| หอคำ สถาปัตยกรรมล้านนาโบราณ |
|
 | เที่ยวเหนือ หน้าหนาว เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวไทยนิยมกระทำกัน โดยจังหวัดเชียงรายคือหนึ่งในนั้น ซึ่งนอกจากแหล่งท่องเที่ยวประเภทป่าเขา ดงดอย ที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศความหนาวเย็นแล้ว ในเชียงรายยังมีแหล่งท่องเที่ยวประเภทวัดวาอารามมากมายและศิลปวัฒนธรรม โดยหนึ่งในนั้นก็คือ"ไร่แม่ฟ้าหลวง" บ.ป่างิ้ว ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย ไร่แม่ฟ้าหลวง ไม่ใช่ไร่ปลูกพืชพันธุ์ ต้นไม้ เหมือนไร่ทั่วไป แต่เป็นไร่ที่"ปลูกคน" ที่สมเด็จย่าพระราชทานทรัพย์สินส่วนพระองค์ซื้อไว้ เพื่อใช้เป็นสถานที่ทรงงานและอบรมเยาวชนจากถิ่นธุรกันดาร ในความดูแลของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯด้วยเหตุที่ทรงพบว่าชาวเขาตามจังหวัดชายแดนภาคเหนือมีความลำบากยากไร้ ต้องดิ้นรนทำมาหากินด้วยการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อทำไร่เลื่อนลอยและปลูกฝิ่น
|
|
| กลางหอคำประดิษฐานพระพร้าโต้ พระพุทธรูปไม้สักองค์สำคัญ |
|
 | นอกจากการเรียนตามตำราหรือในห้องเรียนแล้ว สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงให้ความสำคัญกับการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง คือ การได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน พึ่งพาและสามัคคีกัน ต้องรู้จักดูแลตนเอง ดูแลกันและกัน ดังนั้นเยาวชนเหล่านี้จะถูกฝึกจนสามารถกลับไปเป็นผู้นำที่ดีของชุมชนตนเองได้ต่อไป ต่อมาหลังจากมีโครงการพัฒนาดอยตุงฯ และระบบการศึกษาไปถึงประชาชนบนภูเขาสูงและที่ทุรกันดาร บทบาทของไร่แม่ฟ้าหลวง ที่เป็นไร่ปลูกคนก็จบลง ปัจจุบันไร่แม่ฟ้าหลวงบนพื้นที่กว่า 150 ไร่ถูกปรับเปลี่ยนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม ภายใต้แนวคิด "อุทยานแห่งความสงบงามอย่างล้านนา" ซึ่งได้ปรับสถานที่ให้เป็นอาคารอนุรักษ์วัตถุทางวัฒนธรรมล้านนา เป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษา อนุรักษ์ส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนา และเป็นที่จัดแสดงงานศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี ละคร อีกทั้งยังเหมาะสำหรับจัดงานเลี้ยงรับรองรูปแบบต่างๆ การประชุมสัมมนาหรือการประกอบพิธีกรรมพื้นเมืองเหนือในท่ามกลางบรรยากาศอันสงบขรึมขลัง
|
|
| ภายในหอคำเป็นที่เก็บรวบรวมศิลปวัตถุและงานพุทธศิลป์ |
|
 | ในไร่แม่ฟ้าหลวง มีการจัดภูมิทัศน์เป็นสัดส่วนสวยงาม มีสวนที่ร่มรื่นด้วยหมู่พันธุ์ไม้พื้นเมือง และพันธุ์ไม้หอมนานาชนิด มีสระน้ำขนาดใหญ่ล้อมรอบบริเวณ โดยมีอาคารที่สำคัญอยู่ 3 หลัง คือ หอคำ หอคำน้อย และหอแก้ว "หอคำ" สถาปัตยกรรมล้านนาที่ชาวเชียงรายร่วมกันสร้างเพื่อ "ไหว้สาแม่ฟ้าหลวง" ถวายเนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเจริญพระชนมายุ 84 พรรษา เมื่อปี พ.ศ.2527 ซึ่งคำว่า"ไหว้สาแม่ฟ้าหลวง" เป็นภาษาเหนือโบราณแปลว่า การน้อมคารวะ ส่วน"แม่ฟ้าหลวง"เป็นคำที่ชาวไทยในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย ใช้แทนพระนามของสมเด็จย่า
|
|
| หนึ่งในสีสัน ลวดลาย ความงามของสัตภัณฑ์โบราณ |
|
 | สำหรับตัวหอคำมีโครงสร้างและวัสดุที่ใช้อย่างล้านนาไทย คือ ตัวอาคารสอบเข้าเหมือนลักษณะเรือนล้านนาอย่างโบราณ ลวดลายประดับได้จากจังหวัดอุตรดิตถ์ วัสดุใช้ไม้ทั้งหลัง แบบหลังคาได้ความบันดาลใจจากวัดในจังหวัดลำปาง เป็นหลังคาเก่าของบ้านในชนบทเป็นแผ่นไม้สักกว้างประมาณ 4 นิ้ว ซ้อนกัน ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า "แป้นเกล็ด" ภายในเป็นที่เก็บรวบรวมศิลปวัตถุและงานพุทธศิลป์ มีทั้งพระพุทธรูปแบบล้านนา พม่า และเครื่องใช้พื้นบ้านในชีวิตประจำวัน รวมถึงเครื่องไม้แกะสลักที่ใช้ในการพระศาสนา เช่น ตุงกระด้างหรือตุงหรือธงไม้ ขันดอกหรือภาชนะใส่ดอกไม้ธูปเทียนบูชาพระ เครื่องสัตภัณฑ์หรือเชิงเทียนไม้เก่าแก่ที่ใช้ตั้งถวายบูชาหน้าพระประธานในวิหารหรืออุโบสถของวัดทางภาคเหนือ แต่เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้นวัดวาอารามเก่าแก่หลายแห่งถูกรื้อลง เพื่อสร้างขึ้นใหม่ตามแบบสมัยนิยม สัตภัณฑ์ก็ได้ถูกยักย้ายถ่ายเทไปตามที่ต่างๆและขาดผู้สนใจ
|
|
| ในศาลาแก้วจัด นิทรรศการพระราชกรณียกิจของสมเด็จย่า |
|
 | สัตภัณฑ์ในไร่แม่ฟ้าหลวงมีการแบ่งเป็นจังหวัดต่างๆในล้านนา ซึ่งแต่ละจังหวัดต่างก็มีศิลปะของ สัตภัณฑ์แตกต่างกันออกไป โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้รวบรวมมาเพื่ออนุรักษ์ไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาและเกิดความภาคภูมิใจ นอกจากนี้ ยังมีผู้บริจาคสมทบอีกเป็นจำนวนมาก เครื่องสัตภัณฑ์ทุกชิ้นที่จัดแสดงจะมีป้ายชื่อและแหล่งที่มากำกับ เช่น เทพทิพย์ สัตภัณฑ์อย่างสันกำแพง ช้างแก้ว สัตภัณฑ์อย่างหริภุญไชย บัวร้อยดอก สัตภัณฑ์อย่างเขมรัฐและสุคนธประทีป สัตภัณฑ์อย่างนันทบุรี ใจกลางหอคำมีไม้ลำต้นใหญ่ปักห่างกันประมาณหนึ่งฟุต บนพื้นที่ปูด้วยทราย ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์สำคัญ คือ "พระพร้าโต้" ลักษณะเป็นพระพุทธรูปไม้สักที่ใช้มีดโต้เป็นเครื่องแกะสลักอย่างสง่างาม จากอ.ลอง จ.แพร่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2236 โดยฝีมือช่างพื้นบ้าน ส่วนบริเวณรอบอาคารภายนอกเป็นที่จัดแสดงวัตถุไม้สลักรูปต่าง ๆ เช่น กระต่าย พญานาค หงส์ เป็นต้น
|
|
| บรรยากาศทางเดินภายในไร่แม่ฟ้าหลวงที่อย่างเป็นระเบียบ |
|
 | ถัดจากหอคำเข้าไปประมาณ 500 เมตร คือ "หอคำน้อย" เป็นสถาปัตยกรรมศิลาแลงหลังคาแป้นเกล็ดไม้สักเช่นกัน อาคารเป็นแบบปิดทึบโดยรอบ มีเพียงช่องระบายลมที่เป็นช่องว่างระหว่างส่วนบนของผนังกับเพดาน โดยมีซี่กรงไม้กั้นพื้นที่ระหว่างภายในและภายนอกอาคาร สถาปัตยกรรมล้านนาที่ออกแบบเฉพาะนี้เพื่อรักษาสภาพโบราณภายใน ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาภาพจิตรกรรมฝาผนังเขียนด้วยสีฝุ่นบนกระดานไม้สัก รัตนโกสินทร์ โดยช่างเขียนชาวไทลื้อ จากวัดเวียงต้า อ.สอง จ.แพร่ ภาพแสดงให้เห็นถึงความเป็นอยู่ การแต่งกาย และวัฒนธรรมล้านนาเมื่อกว่าร้อยปีมาแล้ว สันนิษฐานว่าภาพจิตกรรมฝาผนังนี้มีอายุเก่าแก่ตั้งแต่สมัยต้นรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
|
|
| รถม้าประกอบด้วยไม้สัก |
|
 | และก่อนที่จะไปถึงยังหอแก้ว ด้านหน้าเป็น "ศาลาแก้ว" ซึ่งจัดนิทรรศการแสดงเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีที่มีต่อปวงชนชาวไทย และอาคาสุดท้ายที่อยู่ติดกันนั้นก็คือ "หอแก้ว" ซึ่งภายในเป็นพื้นที่จัดแสดงศิลปวัตถุทางวัฒนธรรมและนิทรรศการ ทั้งนิทรรศการหมุนเวียนและนิทรรศการถาวร สำหรับนิทรรศการถาวรเป็นเรื่องราวความรู้เกี่ยวกับไม้สักราชินีแห่งป่าเหนือ การจัดแสดงเริ่มต้นด้วยการบอกเล่าประเภทของไม้สัก อันได้แก่ สักทอง สักขี้ควาย สักหยวก สักหิน และสักไฟ เปรียบเทียบความแตกต่างของไม้สักกับไม้ชนิดต่างๆ จากนั้นเป็นการขยายพันธ์ไม้สักด้วยวิธีต่าง ๆ ทั้งการเพาะด้วยเมล็ด เนื้อเยื่อ กล้า และปักชำ
|
|
| ปราสาทไม้สักในพิธีปลงศพของชาวมอญ |
|
 | นอกจากนี้แล้วยังมีเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของชาวล้านนาในอดีตที่ทำจากไม้ อาทิ กระดานซักผ้า เครื่องมือปั่นฝ้าย กระสวยยิงด้าย เปลเด็ก ตะเกียงล้านนา หีบใส่ยาสมุนไพร หลุกหรือระหัดวิดน้ำ โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่ทำด้วยไม้ อาทิ หลังคา ป้านลม และยังมีเครื่องใช้ต่างๆอีกเช่น รถม้าประกอบด้วยไม้สัก เกวียนเทียมวัว ปราสาทไม้สักในพิธีปลงศพของชาวมอญ รอยพระพุทธบาทไม้สัก ส่วนที่น่าสนใจอีกแห่งในหอแก้วคือ ห้องจัดแสดงพระพุทธรูป เพราะมีการสร้างสถาปัตยกรรมให้ผู้ชมได้เข้าใจถึงตำแหน่งการจัดวางพระพุทธรูปในโบสถ์หรือวิหาร และพระพุทธรูปในแต่ละยุคแต่ละสมัย อาทิ พระพุทธรูปไทยใหญ่ อีกทั้งยังมีสถาปัตยกรรมทางศาลนาที่ทำจากไม้ เช่น ธรรมาสน์ บันไดนาค เป็นต้น
|
|
| รอยพระพุทธบาทไม้สัก |
|
 | สิ่งต่างๆที่กล่าวมาถือเป็นความน่าสนใจในไร่แม่ฟ้าหลวงอุทยานแห่งความสงบงามอย่างล้านนาที่มากไปด้วยศิลปวัตถุมากมายให้ผู้สนใจได้เลือกชม เลือกศึกษา หาความรู้กัน * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * ไร่แม่ฟ้าหลวง ตั้งอยู่ที่ 313 หมู่ 7 บ้านป่างิ้ว ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย เปิดทุกวันอังคาร-อาทิตย์(ปิดวันจันทร์) เวลา 10.00 – 18.00 น. ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และข้อมูลการเดินทางได้ที่ โทร. 0-5371-1968 | | | |
| เรียนรู้ธรรมชาติในพื้นที่ชุ่มน้ำ "สามร้อยยอด"
|  |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 26 มกราคม 2552 15:13 น. |
 |
|
| นั่งเรือชมธรรมชาติในทุ่งสามร้อยยอด |
|
 | "เขาสามร้อยยอด" ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชื่อนี้ได้แต่ใดมา ณ วันนี้ยังไม่ชัดเจนในที่มา แต่จากคำบอกกล่าวเล่าขาน นามของเขาสามร้อยยอดนั้นมี 3 ที่มาด้วยกัน ที่มาแรก มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า ในอดีตเคยมีเรือสำเภาจีนแล่นลัดเลาะผ่านหมู่เกาะน้อยใหญ่ในแถบนี้ และได้เจอกับลมพายุรุนแรงจนเรือแทบทรงตัวไม่อยู่ จนสุดท้ายเรือก็ชนเข้ากับหินโสโครกจนอับปางลง ลูกเรือบ้างก็จมน้ำตาย แต่บ้างที่ว่ายน้ำแข็งก็รอดชีวิตหนีตายขึ้นมาบนภูเขาได้กว่า 300 คน จึงได้ชื่อว่าเขาสามร้อยรอด และต่อมาก็เรียกเพี้ยนเป็น "เขาสามร้อยยอด"
|
|
| ชมดอกบัวอย่างใกล้ชิด |
|
 | ที่มาที่สอง ว่ากันว่าชื่อสามร้อยยอดนั้นมาจากการที่มีต้นสามร้อยยอดขึ้นอยู่มากมาย ที่มาสุดท้าย มาจากการที่บริเวณนี้มีขุนเขามากมายถึงราวๆ 300 ยอด ผู้คนจึงเรียกขานกันว่า สามร้อยยอด ไม่ว่าที่มาของชื่อสามร้อยยอดจะมาจากอะไรก็ตาม แต่บริเวณเขาสามร้อยยอดนั้นได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 4 ของประเทศไทย และเป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งแรกในเมืองไทย ในปี พ.ศ.2509
|
|
| เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ |
|
 | อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดนั้น ถือว่าเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีความหลากหลายของสภาพพื้นที่ เพราะมีทั้งพื้นที่ที่เป็นทะเล หาดทราย หาดเลย ป่าเขาหินปูน ป่าชายเลน ป่าพรุน้ำจืด ทุ่งหญ้า และพื้นที่ชุ่มน้ำ ส่งผลให้เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการมาพักผ่อนริมชายหาดซึ่งมีความเงียบสงบ การพายเรือคายักในคลองชมความงามของป่าชายเลน การเดินขึ้นเขาเพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้น อีกทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์อย่างถ้ำพระยานคร ที่รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯให้สร้างพลับพลาจัตุรมุขไว้ภายในถ้ำ มีความสวยงามเป็นอย่างมาก และเมื่อต้นปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดที่เรียกกันว่า “ทุ่งสามร้อยยอด” ก็ยังได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นแรมซาร์ไซต์ หรือพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งล่าสุดของประเทศไทย เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2551 อีกด้วย ในวันนี้เราจึงจะพามาท่องเที่ยวกันในอีกสภาพพื้นที่หนึ่งในอุทยานเขาสามร้อยยอด ที่เรียกว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำกัน
|
|
| ชมบัวบานเต็มทุ่งในช่วงปลายเดือนมีนาคม-เมษายน (ภาพ : ททท.) |
|
 | คำว่า "พื้นที่ชุ่มน้ำ" (Wetland) หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นหูกับคำนี้นัก จึงขออธิบายไว้พอสังเขปว่า พื้นที่ชุ่มน้ำนั้นก็คือหมายถึงลักษณะทางภูมิประเทศที่มีรูปแบบเป็น พื้นที่ลุ่ม พื้นที่ราบลุ่ม พื้นที่ลุ่มชื้นแฉะ พื้นที่ฉ่ำน้ำ มีน้ำท่วม มีน้ำขัง พื้นที่พรุ พื้นที่แหล่งน้ำ ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น ทั้งที่มีน้ำขังหรือท่วมอยู่ถาวรและชั่วครั้งชั่วคราว ทั้งที่เป็นแหล่งน้ำนิ่ง และน้ำทั้งที่เป็นน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม รวมไปถึงพื้นที่ชายฝั่งทะเล และพื้นที่ของทะเล ในบริเวณซึ่งเมื่อน้ำลดลงต่ำสุดมีความลึกของระดับน้ำไม่เกิน 6 เมตร พื้นที่ชุ่มน้ำนี้มีคุณประโยชน์ตรงที่เป็นแหล่งรวมสายพันธุ์พืชและสัตว์ อันมีความสำคัญทางนิเวศวิทยา ดังนั้นจึงมีการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์และเพื่อการใช้พื้นที่ชุ่มน้ำอย่างยั่งยืน ที่เรียกกันว่า "อนุสัญญาแรมซาร์" ซึ่งหากพื้นที่ชุ่มน้ำใดที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ ก็จะได้ประกาศและขึ้นทะเบียน โดยเรียกพื้นที่นั้นว่าเป็น "แรมซาร์ไซต์" (Ramsar Site)
|
|
| ดอกบัวสีชมพูสดใสกลางทุ่งสามร้อยยอด |
|
 | บังเอิญ สีสังข์ หัวหน้าศูนย์ศึกษาธรรมชาติ (บึงบัว) อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด กล่าวถึงรายละเอียดของพื้นที่ทุ่งสามร้อยยอดที่เพิ่งจะได้เป็นแรมซาไซต์ให้ฟังว่า ทุ่งสามร้อยยอดนั้นมีอาณาเขตทั้งหมด 43,260 ไร่ด้วยกัน โดยพื้นที่ส่วนหนึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติจำนวน 23,000 ไร่ และนอกนั้นอยู่นอกเขตอุทยาน ทุ่งสามร้อยยอดนี้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีพื้นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ มีน้ำขังหรือท่วมถึงตลอดทั้งปี มีทั้งส่วนที่เป็นน้ำจืดและน้ำกร่อย และยังมีความหลากหลายชนิดของพืช สัตว์ และธาตุอาหาร ซึ่งมีระบบนิเวศน์ที่น่าสนใจไม่น้อย อีกทั้งสภาพภูมิทัศน์ในบริเวณนี้ยังมีความสวยงาม โดยมีลักษณะเป็นบึงกว้างใหญ่ มีเทือกเขาหินปูนสูงทะมึนเป็นฉากหลัง จึงเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวไม่น้อยเลยทีเดียว
|
|
| เรียนรู้ธรรมชาติอย่างใกล้ชิด |
|
 | สำหรับการท่องเที่ยวภายในศูนย์ศึกษาธรรมชาติแห่งนี้นั้น ก็ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติที่น่าสนใจ นักท่องเที่ยวจะได้เดินบนสะพานเดินศึกษาพืชน้ำ ที่จะมีพืชชนิดต่างๆ ซึ่งขึ้นอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำ ไม่ว่าจะเป็นต้นธูปฤษีหรือต้นกกช้าง วัชพืชที่มีเหง้าใต้ดิน มีดอกคล้ายธูปสีน้ำตาล ต้นกกสามเหลี่ยมแห้วกระดาน ที่มีลำต้นเป็นสามเหลี่ยมพุ่ม นำไปใช้ทอเสื่อ หรือจักสานเป็นฝาบ้านหรือหลังคาได้ นอกจากนั้นก็ยังมีต้นอ้อ แขม รวมไปถึงพืชน้ำเล็กๆอย่างจอก และพืชอีกหลากหลายชนิดด้วยกัน โดยบนสะพานนี้จะมีป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับพืชชนิดต่างๆนี้ติดอยู่เป็นระยะๆ แต่ที่ถือเป็นจุดเด่นในศูนย์ศึกษาธรรมชาติแห่งนี้ก็คือบึงบัว ที่มีบัวสายพันธุ์ต่างๆ ขึ้นอยู่ในพื้นที่กว่า 500 ไร่ ในทุ่งสามร้อยยอด ไม่ว่าจะเป็นบัวหลวง บัวเผื่อน บัวผัน บัวสาย ฯลฯ ซึ่งเมื่อบัวเหล่านี้ผลิดอกบานพร้อมๆ กัน ก็จะทำให้เกิดทัศนียภาพอันงดงาม และดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเยือนได้เป็นจำนวนมาก โดยบังเอิญ สีสังข์ กล่าวว่า ในขณะนี้ก็ยังพอมีดอกบัวให้เห็นกันอยู่บ้าง เพราะบัวในบึงนั้นได้บานไปครั้งหนึ่งแล้ว และเร็วๆ นี้ก็จะเริ่มบานใหม่อีกครั้งในช่วงปลายเดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนเมษายน ใครที่อยากจะไปเห็นบัวบานเต็มบึงก็สามารถเตรียมตัวกันไว้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
|
|
| มาเที่ยวทุ่งสามร้อยยอดต้องไม่พลาดการนั่งเรือชมธรรมชาติ |
|
 | สำหรับการจะเข้าไปสัมผัสกับบึงบัวและพืชน้ำอีกหลากชนิดในทุ่งสามร้อยยอดอย่างใกล้ชิดนั้น ก็จะต้องพึ่งพาบริการเรือถ่อของชาวบ้านที่จะเป็นผู้พานักท่องเที่ยวล่องไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติทางเรือ ซึ่งจะทำให้เราได้สัมผัสกับบรรยากาศอันเป็นธรรมชาติ ได้ชมพืชน้ำทั้งกก อ้อ ธูปฤษี บัว ฯลฯ อย่างใกล้ชิด และหากมีข้อสงสัยประการใด ก็สามารถสอบถามจากชาวบ้านในพื้นที่ที่นอกจากจะมาถ่อเรือให้เราแล้วก็ยังช่วยตอบข้อซักถามต่างๆ อย่างเต็มใจ นอกจากจะได้ชมพืชพันธุ์ต่างๆ ในทุ่งสามร้อยยอดนี้แล้ว ที่นี่ก็ยังเป็นแหล่งดูนกที่ขึ้นชื่ออีกด้วย โดยสามารถพบเห็นนกประจำถิ่นอย่าง นกอีโก้ง นกกระยางเหลือง นกกระยางแดง นกเป็ดน้ำ ซึ่งหาดูได้ตลอดทั้งปี และยังจะมีมีนกอพยพบินผ่านมาในช่วงฤดูหนาว รวมไปถึงเหยี่ยวที่จะบินผ่านมาให้เห็นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์
|
|
| ในเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติมีป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับพืชพันธุ์ต่างๆ เป็นระยะ |
|
 | พื้นที่ทุ่งสามร้อยยอด จึงถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติที่นอกจากจะได้ความรู้เกี่ยวกับพื้นที่ชุ่มน้ำแล้ว ยังจะได้เพลิดเพลินกับทิวทัศน์อันงดงามอีกด้วย และในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ก็ถือเป็น "วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก" ใครที่มาเยือนทุ่งสามร้อยยอดในวันนั้น ก็จะได้นั่งเรือไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่รับอาสาถ่อโดยชาวบ้านกันฟรีๆ อีกด้วย * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ตั้งอยู่ที่หมู่ 2 บ้านเขาแดง ตำบลเขาแดง อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 77150 การเดินทางไปยังอุทยานมี 2 เส้นทางคือ จากกรุงเทพฯ วิ่งไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 (เพชรเกษม) ผ่านจังหวัดเพชรบุรี จนถึงอำเภอปราณบุรี แล้วเลี้ยวซ้ายที่บริเวณสี่แยกปราณบุรีไปตามถนนสายปากน้ำปราณบุรี ประมาณ 4 กิโลเมตร แล้วจึงเลี้ยวขวาไปตามถนน รพช. อีก 31 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ หรืออีกเส้นทางหนึ่ง จากกรุงเทพฯ วิ่งไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 (เพชรเกษม) จนถึงหลักกิโลเมตรที่ 286.5 ใกล้บ้านสำโรง ก่อนถึงอำเภอกุยบุรีประมาณ 6 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายไปอีก 14 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ส่วนศูนย์ศึกษาธรรมชาติ (บึงบัว) อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของอุทยานฯ นอกจากนี้บริเวณศูนย์ศึกษาธรรมชาติยังมีลานกางเต็นท์ สามารถรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 100 คน สอบถามรายละเอียดโทร.0-3261-9078, 0-3264-6293
| |
| เที่ยว"สาทร" ย้อนอดีตบางกอก
|  |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 27 มกราคม 2552 16:32 น. | |
 |
โดย : หนุ่มลูกทุ่ง
|
|
| บ้านสวนพลู ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ทรงไทยโบราณท่ามกลางแมกไม้ไทยๆ |
|
 | สาทร ย่านเศรษฐกิจสำคัญอีกแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ที่หากมองลึกลงไปแล้ว เขตสาทรนอกจากจะเต็มไปด้วยตึกสูงใหญ่มากมายแล้ว สาทรยังมีอดีตอันทรงคุณค่า มีสถานที่สำคัญๆหลายแห่ง อีกทั้งยังมีชุมชนเก่าแก่ที่ยืนหยัดอยู่กับลมหายใจแห่งความร่วมสมัยได้อย่างกลมกลืน นั่นจึงทำให้ฉันเลือก“เขตสาทร”เป็นเป้าหมายในการออกลุยกรุงครั้งนี้ แต่ว่าก่อนที่จะไปตะลุยเที่ยวย่านนี้ ฉันขอไขข้อข้องใจเกี่ยวชื่อ"สาทร" และ "สาธร" กันเสียหน่อย
|
|
| เมืองหนังสือ ดับเบิล เอ บุ๊ค ทาวเวอร์ |
|
 | เดิมนั้นเขตนี้ใช้ชื่อว่า"สาธร" ซึ่งเป็นชื่อสำนักงานเขตสาธร ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย แต่คำนี้ไม่มีประวัติความเป็นมา และไม่มีความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 แต่สาทรมีประวัติความเป็นมาทั้ง“คลองสาทร”และ"ถนนสาทร" โดยในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นช่วงที่กิจการค้าข้าวของสยามรุ่งเรืองมาก มีชาวจีนและฝรั่งเข้ามาค้าขายมากขึ้น แต่การคมนาคม การขนส่งมีความยากลำบาก ทางราชการต้องการพัฒนาที่ดิน และขุดคลองเป็นจำนวนมาก ครั้งนั้นในปี 2431 เจ๊สัวยม คหบดีชาวจีนได้อุทิศที่ดินของตนและทำการขุดคลองขึ้น จากแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกไปบรรจบคลองวัดหัวลำโพง และนำดินที่ขุดคลองทำถนนทั้ง 2 ฝั่งคลอง ภายหลังเจ๊สัวยมได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ เป็น หลวงสาทรราชายุกต์ จึงได้เรียกชื่อคลอง และถนน 2 ฝั่งนี้ว่า "สาทร" เพื่อเป็นเกียรติแก่หลวงสาทรราชายุกต์
|
|
| วัดยานนาวา แปลกตาด้วยพระสำเภาพระเจดีย์ |
|
 | ในขณะที่คำว่า "สาทร" ตามพจนานุกรมนั้นหมายถึง เอื้อเฟื้อ เอาใจใส่ ดังนั้นในปี 2542 จึงได้เปลี่ยนแปลงชื่อ "เขตสาธร" เป็น "เขตสาทร" นับแต่นั้นมา อนึ่งความเก่าแก่ของสาทรไม่ได้มีเพียงแค่ชื่อเท่านั้น หากแต่สถานที่ต่างๆที่กระจายอยู่ทั่วบริเวณเขตสาทรก็มีความเก่าแก่น่าสนใจเป็นอย่างมาก อย่าง "วัดยานนาวา" วัดเก่าแก่แต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาโน้น สิ่งที่โดดเด่นของวัดแห่งก็คือ "พระสำเภาพระเจดีย์" ลักษณะเป็นพระเจดีย์ทรงเรือสำเภาขนาดเท่าเรือสำเภาจริง สร้างขึ้นตามพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 3 เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการที่พระองค์ทรงใช้เรือสำเภาขนส่งสินค้าไปทำมาค้าขายถึงเมืองจีนและประเทศต่างๆ
|
|
|
| สะพานปลาแหล่งค้าปลาน้ำจืดและน้ำเค็มที่ใหญ่ที่สุดในเมืองกรุง |
|
 | และเรือสำเภานี้ยังแทนความหมายถึงเรือขนาดใหญ่ที่พามนุษย์ชาติข้ามโอฆะสงสารไปสู่พระนิพพาน ตามพระธรรมของพระเวสสันดรชาดก ตอนที่พระเวสสันดรทรงตรัสเรียกกัณหาและชาลีให้อุทิศตนเพื่อร่วมกับพระบิดาสร้างมหากุศลดังจะเห็นรูปหล่อพระเวสสันดรโพธิสัตว์ กัณหา และชาลีที่ท้ายเรือ ภายในสำเภาจีนนี้มีพระเจดีย์ 2 องค์ พระเจดีย์องค์ใหญ่กลางเรือเป็นฐานย่อมุมไม้ยี่สิบ ส่วนพระเจดีย์องค์เล็กเป็นพระเจดีย์แบบฐานย่อมุมไม้สิบหก พระเจดีย์ทั้งสององค์นั้นเป็นศิลปกรรมในแบบขนบประเพณีสมัยรัชกาลที่ 3 ที่มีความโดดเด่นและมีความสวยงามยิ่ง ตามถนนเจริญกรุงมาเรื่อยๆ ฉันได้กลิ่นคาวปลาลอยมาแตะจมูก ก็เป็นที่รู้กันว่าที่แห่งนี่คือ "สะพานปลากรุงเทพ" แหล่งขายส่งปลาสำหรับบริโภคที่ใหญ่ที่สุด แต่เดิมบริเวณที่ใช้ขนถ่ายและจำหน่ายสัตว์น้ำเค็มและน้ำจืดของกรุงเทพคับแคบไม่สะดวก จึงได้มีการจัดตั้งตลาดสินค้าสัตว์น้ำแห่งใหม่ขึ้นในกรุงเทมหานคร โดยมีองค์การสะพานปลา รัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่ควบคุมดูแลรับผิดชอบ ใครอยากจะได้ของสดๆถูกๆส่งตรงจากทะเลล่ะก็ต้องมาตอนตี2 ถึงประมาณ 8 โมงเช้า ส่วนปลาน้ำจืดจะเริ่มขายกันในเวลา 11 โมง ถึงบ่ายๆ ใครที่มาถูกที่แต่ไม่ถูกเวลาก็อดรับประทานกันไป
|
|
| วัดวิษณุ วัดแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีเทวรูปหินอ่อนแกะสลักมือครบ 24 องค์ |
|
 | ถัดจากสะพานปลาฉันลัดเลาะเข้าตรอกซอกซอยมาโผล่ยัง "วัดวิษณุ" ซึ่งสร้างขึ้นโดยชาวอินเดียเมื่อ พ.ศ.2463 เนื่องจากศาสนิกชนชาวอุตตรประเทศเพิ่มจำนวนขึ้น และสถานที่บริเวณวัดแขกไม่สามารถขยายเพิ่มได้อีก จึงได้ขยับขยายไปสร้างวัดในพื้นที่วัดวิษณุปัจจุบัน หลังจากสร้างเสร็จก็ได้อัญเชิญเทวรูปต่างๆ มาจากประเทศอินเดียและทำพิธีประดิษฐาน ณ ที่แห่งนี้ แต่โบสถ์ที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันดูไม่เก่าแก่ขนาดนั้น เพราะเป็นโบสถ์ที่สร้างขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ.2535 แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2544 และในปี 2547 ก็ได้มีการอัญเชิญเทวรูปทั้งหมด 24 องค์ มาจากประเทศอินเดีย เพื่อประดิษฐานในโบสถ์ใหม่แห่งนี้ด้วย ซึ่งวัดวิษณุแห่งนี้ ถือเป็นวัดพราหมณ์-ฮินดูแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีเทวรูปศักดิ์สิทธิ์สร้างด้วยหินอ่อนแกะสลักด้วยมือจากประเทศอินเดียครบ 24 องค์ด้วย
|
|
| วัดปรกวัดแห่งศิลปะและแรงศรัทธาของชาวมอญ |
|
 | เดินออกจากวัดวิษณุไปเพียงไม่กี่ก้าว ฉันก็ไปถึงยัง "วัดปรก" วัดราษฎร์เล็กๆที่สร้างขึ้นในราวปี พ.ศ.2470 โดยพลังศรัทธาของชาวมอญที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเมืองไทย และต้องการที่จะมีวัดไว้เพื่อบำเพ็ญบุญและเป็นศูนย์รวมชาวมอญในประเทศไทย เมื่อเข้าไปในวัดปรก ฉันจึงได้เห็นถึงรูปแบบศิลปะของความเป็นมอญได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ประตูทางเข้าที่มีหงส์อยู่ที่หัวเสาแลดูสวยงามและบ่งบอกความเป็นมอญรามัญได้เป็นอย่างดี ภายในวัดตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบหงสาวดี มีพระพุทธรูปหยกขาว และเจดีย์ทรงลังกา บริเวณเจดีย์ฉันมองออกไปทางด้านหลังวัดเห็นสุสานมากมาย และตรงบริเวณสุสานที่มีหญ้าขึ้นมีวัวหลายตัวเล็มกินหญ้าอย่างสบายอกสบายใจ มองเลยถัดจากสุสานคล้ายจะมีสวนสาธารณะเขียวขจีที่มีฉากหลังไกลๆเป็นตึกสูงใหญ่ของสังคมเมือง ช่างเป็นความต่างที่จะว่าไปแล้วก็ลงตัวไม่น้อย
|
|
| สุสานแต้จิ๋วสวนสาธารณะที่เหมาะสำหรับออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจ |
|
 | เห็นกระนั้น เมื่อฉันออกจากวัดปรกจึงมุ่งหน้าไปยังสวนสาธารณะแห่งนั้น นั้นคือ "ลานคนเมือง สมาคมแต้จิ๋ว" หรือ "สุสานแต้จิ๋ว" ในอดีตนั้นเอง เมื่อก่อนบริเวณนี้เปิดให้ประชาชนเข้าไปในสุสานได้เฉพาะในเทศกาลไหว้บรรพบุรุษของชาวจีนเท่านั้น จึงทำให้พื้นที่ตรงนี้ดูรกร้างมีสัตว์เลื้อยคลานที่น่ากลัว ความน่าสะพรึงกลัวในบริเวณนี้ได้เปลี่ยนไป เมื่อสำนักงานเขตได้เข้ามาพัฒนาพื้นที่ป่าช้าให้เป็นสวนสาธารณะที่ร่มรื่นสวยงาม จนกลายเป็นแหล่งพักผ่อนและออกกำลังกายแหล่งใหญ่ของเขตสาทร ภายในสวนสวยแห่งนี้ยังมีศาลเจ้าเก่า และด้านหน้าศาลเจ้าเก่าก็มีรูปปั้นเทพของชาวจีนสีทองขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางบ่อน้ำอย่างสวยงาม ฉันคิดว่าทั้งคนที่มาเดิน วิ่ง เพาะกาย แอโรบิค แบดมินตัน หรือจะมานั่งพักผ่อนหยอนใจ ก็คงไม่รู้สึกถึงความน่ากลัวของสุสานแห่งนี้อีกแล้ว ที่สำคัญสวนแห่งนี้ก็ทำให้ฉันปลงได้ว่าชีวิตต้องมีเกิด แก่ เจ็บ และตายไปในที่สุดเป็นเรื่องธรรมดา ถือได้ว่าสุสานแต้จิ๋วนี้เป็นสุสานเพื่อออกกำลังกายแห่งเดียวในประเทศไทยเลยทีเดียว
|
|
| โบสถ์เซนต์หลุยส์ สถานที่ประกอบพิธีกรรมของชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก |
|
 | จากวัดแบบไทย มอญ จีน ฮินดูแล้ว ฉันมาต่อที่ "วัดเซนต์หลุยส์" วัดของชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งหลังจากที่ คุณพ่อหลุยส์ โชแรง ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งพระสังฆราชปกครองมิสซังกรุงเทพฯ ท่านโชแรงได้ย้ายบ้านพักพระสังฆราชจากวัดอัสสัมชัญ มาสร้างที่บริเวณใกล้กับโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ และท่านก็ได้สังเกตว่าคริสตังแถบนี้มีจำนวนมากและไม่มีวัดในแถบนี้ให้ร่วมพิธีกรรม ท่านจึงตั้งใจที่จะสร้างวัดเซนต์หลุยส์ขึ้นในปี พ.ศ.2498 และได้ตั้งชื่อตามนามของผู้สร้างวัดนี้ เมื่อแล้วเสร็จก็ได้เปิดวัดอย่างสง่าในปี พ.ศ.2500 เป็นต้นมา ไม่ไกลจาดวัดเซนต์หลุยส์ เป็นที่ตั้งของ "หอการค้าไทยจีน" อาคารเก่าแก่ 3 ชั้น เดิมอาคารสวยงานแห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2446 เพื่อเป็นห้างสรรพสินค้าบอมเบย์ ที่โก้หรูที่สุดของสังคมชาวบางกอก ต่อมาในปี พ.ศ.2471 สภาหอการค้าไทย-จีน ได้ซื้ออาคารหลังนี้ไว้เป็นกรรมสิทธิ์
|
|
| อาคารหอการค้าไทย-จีน สถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ผสมอิทธิพลจีนอันเก่าแก่สวยงาม |
|
 | ต่อมาในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 อาคารแห่งนี้ได้กลายสภาพเป็นศูนย์บัญชาการของกองทัพญี่ปุ่น และเมื่อสงครามยุติ ก็ได้กลับมาเป็นสำนักงานใหญ่ของสภาหอการค้าไทย-จีน อีกครั้ง จนกระทั่งสภาหอการค้าได้สร้างอาคารหลังใหม่ขึ้นในบริเวณเดียวกัน อาคารหลังนี้จึงได้ถูกเช่าทำเป็นภัตตาคารร้านอาหารไทยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งจนถึงปัจจุบัน สถาปัตยกรรมของอาคารแห่งนี้เป็นแบบเรอเนสซองส์ผสมอิทธิพลจีน มีความโดดเด่นที่มุขหน้าคล้ายหอคอย ส่วนบนสุดเป็นแผงประดับรูปโค้งคล้ายแผงทรงระฆังของอาคารดัทช์ หน้าต่างโค้งตกแต่งด้วยคิ้วบัวปูนปั้นและมีกันสาดยื่นคลุมหน้าต่างชั้นสองและชั้นสาม ซึ่งเป็นส่วนที่ต่อเติมในช่วงหลัง ซึ่งอาคารอันเก่าแก่สวยงามแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอาคารอนุรักษ์ของกรมศิลปากรแล้ว นอกจากนี้ในเขตสาทรยังมีสถานที่ที่น่าสนใจอีกมาก อาทิ เมืองหนังสือ "ดับเบิล เอ บุ๊ค ทาวเวอร์" ตึก 9 ชั้นที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือจากหลากหลายสำนักพิมพ์ หรือที่ "บ้าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช" หรือ "บ้านซอยสวนพลู" กลุ่มบ้านทรงไทยแบบโบราณและศาลา ท่ามกลางความเขียวขจีของต้นไม้ไทยๆหลากชนิด ซึ่งทั้งสองแห่งนี้ฉันได้เคยเล่าสาธยายไปแล้ว ใครที่ผ่านมาผ่านไปแถวสาทร ก็อย่าลืมหาวันว่างลุยเขตสาทรรับรองว่าเที่ยวกรุงเทพฯยังไม่มีเบื่อแน่นอน | | | |
| ว่าที่ ‘เจ้าสัวน้อย’ อายุ 12 ปีมีธุรกิจส่วนตัว |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 24 มกราคม 2552 10:40 น. |
 |
|
|
| เจอรัลด์กับส่วนหนึ่งของคอลเลกชั่นเครื่องประดับทำมือที่กลายเป็นธุรกิจขนาดย่อมที่กำลังจะคืนทุนเร็ววันนี้ |
|
 | เดลิเมล์ – สำหรับเด็กชายวัย 12 ขวบส่วนใหญ่ การผจญภัยมักเกี่ยวข้องกับการไปเล่นซนบ้านเพื่อน หรือเข้าค่ายลูกเสือ แต่สำหรับเจอรัลด์ โรสแมน ไอเดียการผจญภัยของเขากลับเป็นเรื่องราวของการใช้เวลาว่างระหว่างรอปีการศึกษาใหม่ไปเฝ้าดูหมีในแคนาดา ศึกษาเมืองหลวงทางวัฒนธรรมในยุโรป จุดหมายปลายทางที่เจอรัลด์หมายตาไว้คือ รัสเซีย เยอรมนี อิตาลี ฝรั่งเศส เนปาล ภูฐาน ก่อนเริ่มต้นชีวิตนักเรียนมัธยมปลายในเดือนกันยายน และไม่ว่าจะยุ่งวุ่นวายแค่ไหน เจอรัลด์ยังเจียดเวลา 2-3 ชั่วโมง ประดิษฐ์ประดอยสร้อยคอ เข็มกลัด และคัฟลิงก์ สำหรับธุรกิจเครื่องประดับที่เขาเพิ่งก่อตั้งด้วยตัวเองเมื่อไม่นานมานี้ “ผมโชคดีเหลือเชื่อที่มีเวลาเว้นว่างจากการเรียนตั้งแต่ยังเด็กแบบนี้ ที่ๆ ผมชอบมากที่สุดตอนนี้คือปราก ตึกรามบ้านช่องที่นั่นล้วนแล้วมีประวัติศาสตร์แทรกซึมอยู่ทุกอณู ผมชอบแคนาดาด้วย เพราะเป็นประเทศที่เปิดกว้างและทันสมัยเมื่อเทียบกับประเทศของผม คนแคนาดามักคิดว่าตึกที่สร้างมาเกิน 15 ปีเก่าแล้ว” เจอรัลด์มีช่วงปีที่ว่างนี้เพราะเข้าเรียนโรงเรียนมัธยมต้นของเอกชนเร็วกว่ากำหนดหนึ่งปี และเมื่อมาสอบเข้าที่มัลเวิร์น คอลเลจ ทางโรงเรียนแนะนำให้รอจนถึงเดือนกันยายนปีนี้ที่เจ้าตัวจะมีอายุครบ 13 ปี เพื่อเข้าเรียนพร้อมกับเพื่อนๆ วัยเดียวกัน แคโรลีนจากวอร์เชสเตอร์เชียร์ อังกฤษ บอกว่าไม่ได้ชอบใจเลยที่เจอรัลด์เข้าโรงเรียนเร็วกว่าเด็กอื่น เพราะคิดว่าการเรียนรู้ไปพร้อมกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันเป็นสิ่งสำคัญ “ทางเลือกเพียงหนึ่งเดียวของเราคือ ให้เขาเรียนซ้ำชั้นซึ่งฉันคิดว่าเหมือนเป็นการลงโทษมากกว่า ดังนั้น เราจึงตัดสินใจให้เขาเว้นวรรคจากการเรียนปีหนึ่งแทน” แคโรลีน แม่วัย 42 ปี เล่า โจ นักเศรษฐศาสตร์วัย 43 ปี พ่อของเจอรัลด์ สำทับว่า “อยู่ที่โรงเรียน เด็กอาจได้เรียนรู้บางอย่างแต่ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วสิ่งนั้นคืออะไร “แต่เจอรัลด์จะได้ออกไปเห็นสถานที่ต่างๆ เช่น สนามกีฬาโคลอสเซียมในโรม ได้เรียนรู้ชีวิต การเดินทางของเราจะเต็มไปด้วยคุณค่าทางการศึกษา เป็นการเปิดโลกและมุมมองของเขาไปในตัว” ส่วนเรื่องธุรกิจของลูกชายนั้น แคโรลีนบอกว่าไม่ใช่แผนการใหญ่โตอะไร แต่เธอก็ภูมิใจในความสำเร็จของลูก ที่ผ่านมา เจอรัลด์ ซึ่งเป็นลูกหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของแคโรลีนและโจ ขายเครื่องประดับไปแล้วกว่า 140 ชิ้น และมีออร์เดอร์เข้ามาจนทำแทบไม่ทัน เขาหวังว่าจะจ่ายคืนเงินที่ยืมมาเป็นทุนจากพ่อแม่ในอีกไม่กี่เดือนนี้ และตั้งใจว่าเมื่อกลับไปเรียน จะชักชวนเพื่อนร่วมห้องมาช่วยกันต่อยอดธุรกิจ “การใช้เวลาในช่วงที่หยุดเรียนของเจอร์รัลด์ถือเป็นการริเริ่มและการเป็นปลูกฝังการเป็นนักประกอบการที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่เราพยายามส่งเสริมให้แก่นักเรียนของเรา” แอนโทนี คลาร์ก ครูใหญ่มัลเวิร์น คอลเลจ ทิ้งท้าย
| |
| เผยงบกระตุ้นเศรษฐกิจของโอบามาอาจพุ่งทะลุ $1 ล้านล้าน |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 28 มกราคม 2552 11:41 น. |
 |
|
| ประธานาธิบดีบารัค โอบามาของสหรัฐฯ |
|
|
 | เอเอฟพี – สำนักงานงบประมาณของรัฐสภา หรือซีบีโอ เผยแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของประธานาธิบดีบารัค โอบามา อาจมีมูลค่าสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อนำดอกเบี้ยไปคิดรวมด้วย ซีบีโอซึ่งไม่ฝักใฝ่พรรคการเมืองใดประเมินว่า มูลค่าดอกเบี้ยของรัฐบาลสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นรวม 347,000 ล้านดอลลาร์ในระหว่างปี 2009-2019 เนื่องมาจากการประกาศใช้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ มูลค่า 825,000 ล้านดอลลาร์ ที่อาจมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 1.172 ล้านล้านดอลลาร์ ดักกลาส เอลแมนดอร์ฟ ผู้อำนวยการซีบีโอ เขียนรายงานนี้ตามคำร้องของพอล ไรอัน สมาชิกสภาคองเกรส ซึ่งรั้งตำแหน่งสมาชิกในคณะกรรมการงบประมาณสภาของพรรครีพับลิกัน ในหลักฐานของรัฐสภาที่เสนอต่อคณะกรรมการดังกล่าว เอลแมนดอร์ฟชี้ว่า แผนกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับนี้จะช่วยส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างมีสาระสำคัญไปอีกหลายปีข้างหน้า เกี่ยวข้องกับสิ่งที่จะเกิดโดยไม่ปราศจากตัวบทกฎหมาย การคาดคะเนของซีบีโอ ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อการวิเคราะห์ และตัดสินใจเกี่ยวกับงบประมาณของรัฐสภา ระบุว่า ควรผ่านแผนกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับนี้ เพราะจะทำให้จีดีพีของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 1.3-3.6% ภายในสิ้นปี 2009 อย่างไรก็ตาม ฝ่ายรีพับลิกันกล่าวหาแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 825,000 ล้านดอลลาร์นั้นใช้งบมากเกินไป และเข้าถึงเศรษฐกิจได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ จะทำการลงมติแผนดังกล่าวในวันพุธ (28) ตามเวลาท้องถิ่น
| |
 | THE FIRST (of a kind) LADY: มิเชลล์ โอบามา เรื่อง> ส้มขิง นาทีนี้คงไม่มีผู้หญิงคนไหนที่เราอยากรู้จักเบื้องลึกมากไปกว่าสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งคนใหม่ของสหรัฐฯ นิตยสาร mars เคย นำเสนอเรื่องราวของเธอไปบ้างในฐานะคนเคียงข้างผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีดาวรุ่งพุ่งแรง แต่ยังมีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับมิเชลล์ โอบามา อีกมาก มากชนิดที่เรียกว่าถ้าเธอเป็นคู่แข่งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี บารัก โอบามา ผู้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบันยังต้องหนาว อย่างที่รู้กันอยู่ว่าเมื่อถึงคราวจะเลือกผู้กุมบังเหียนประเทศ คนอเมริกันให้ความสำคัญกับคู่สมรสของผู้เสนอตัวชิงตำแหน่งไม่แพ้กับว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ เพราะเขาถือว่าเป็นครึ่งหนึ่งของชีวิตที่อย่างไรเสียย่อมมีอิทธิพลต่อตัวประธานาธิบดีไม่มากก็น้อย ตอนอยู่ในช่วงหาเสียง ศรีภรรยาหรือสามีจึงอาจถูกประเมินกันเป็นสองประเภท คือเป็นพวกสินทรัพย์หรือไม่ก็เป็นภาระหนี้ (ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น เพียงแต่ถือว่าเป็นตัวประกอบที่ไม่ได้ช่วยอะไรสามีหรือภรรยาสักเท่าไหร่เท่านั้นเอง) แม้จะมีช่วง ‘หลุด’ กันบ้างบางระยะ แต่โดยรวมแล้ว มิเชลล์ โอบามา จัดอยู่ในกลุ่มที่เป็นสินทรัพย์ชั้นดีที่ช่วยเรียกคะแนนให้สามีได้มากโขอยู่ มากถึงขั้นที่ว่าบางคนบอกว่าเลือกหย่อนบัตรให้บารักก็เพราะเขาเป็นสามีของมิเชลล์ ถือว่าสามีเป็นตัวแถมว่างั้น! The Genius ภูมิหลังของมิเชลล์สะท้อนชีวิตคนอเมริกันได้ดีกว่าสามี ซึ่งเคยถูกโจมตีว่าใช้สีผิวสร้างภาพ ทั้งที่ความจริงตัวเองเป็นลูกครึ่งที่เติบโตมาในโลกของคนขาวแท้ๆ เด็กหญิงมิเชลล์ ลาวอน โรบินสัน (Michelle LaVaughn Robinson) เกิดในนครชิคาโก เมื่อวันที่ 17 มกราคม 1964 เฟรเซอร์ โรบินสัน (Fraser Robinson) ผู้เป็นพ่อเป็นเดโมแครตตัวยงที่ทำงานในโรงงานน้ำประปา ส่วนแม่คือมาเรียน โรบินสัน (Marian Robinson) อยู่บ้านเป็นแม่บ้าน ก่อนจะทำงานเป็นเลขานุการในตอนหลัง เชื้อสายของมิเชลล์สืบสาวไปได้ถึงปู่ทวด ซึ่งเป็นทาสชาวแอฟริกันอยู่ในรัฐเซาท์แคโรไลนา ส่วนตัวเธอเองใช้ชีวิตและเติบโตในชุมชนคนดำย่านเซาท์ชอร์ (South Shore) ของชิคาโก บ้านของครอบครัวโรบินสันเป็นอพาร์ตเมนต์ขนาดเล็ก ไม่หรูหราแต่รุ่มรวยความอบอุ่น ภาพครอบครัวร่วมโต๊ะอาหารกันพร้อมหน้า เล่นเกมเศรษฐีก่อนนอน และชวนกันไปใช้เวลากลางแจ้ง เป็นภาพที่เห็นได้ชินตา มิเชลล์เคยบอกว่าพื้นเพของเธอไม่ได้วิเศษวิโสอะไร ตัวเธอนั้นไม่ใช่พวกฉลาดล้ำยอดอัจฉริยะ แต่ที่มีวันนี้ได้ก็เพราะ ‘มีพ่อแม่ที่แสนวิเศษ มีความเคารพตัวเอง และมีครูที่ดี’ ไม่แปลกที่หญิงเก่งคนนี้จะเชิดชูพ่อแม่ แม้จะอยู่ในชนชั้นแรงงานแต่ทั้งคู่ผลักดันให้ลูกๆ สองคนซึ่งฉายแววฉลาดตั้งแต่เด็กได้เข้าเรียนโรงเรียนสำหรับผู้มีพรสวรรค์ Bryn Mawr Elementary School) ปูทางไปสู่มหาวิทยาลัยระดับไอวีลีกและหน้าที่การงาน (รวมถึงรายได้) ในปัจจุบัน จากนั้นเข้าเรียนที่ Whitney Young High School โรงเรียนรัฐหลักสูตรพิเศษแห่งแรกของชิคาโกซึ่งสอบเข้ายากมาก มิเชลล์ที่เพื่อนๆ จำได้คือเป็นเด็กเรียนดี เป็นเหรัญญิกของสภานักเรียน และเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับซานติตา แจ๊กสัน (Santita Jackson) ลูกสาวของสาธุคุณเจสซี แจ๊กสัน (Jesse Jackson) ผู้นำด้านสิทธิมนุษยชนของอเมริกา หญิงสาวอนาคตไกลเดินเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันตามรอยพี่ชายนักบาส เคร็ก โรบินสัน (Craig Robinson) ซึ่งเคยเป็นนักค้าพันธบัตรผู้ประสบความสำเร็จ และปัจจุบันเป็นโค้ชของมหาวิทยาลัยบราวน์ ตอนที่เครกเลือกว่าจะเรียนต่อที่ไหน พ่อผู้มองการณ์ไกลยืนยันให้เข้าพรินซ์ตันซึ่งมีมาตรฐานการศึกษาสูงกว่า แทนที่จะเลือกมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่มีทุนด้านกีฬาสนับสนุนให้ เมื่อมิเชลล์ก้าวเข้าสู่รั้วคณะศิลปศาสตร์โดยศึกษาด้านสังคมวิทยาและเลือกวิชาโทเป็นแอฟริกัน-อเมริกันศึกษา ณ มหาวิทยาลัยพรินซ์ตันอันโด่งดัง เธอกลับรู้สึกว่าถูกตอกย้ำในความเป็นคนผิวสี นอกจากจะต้องช็อกกับช่องว่างทางสังคมเมื่อเห็นนักศึกษาบางคนขับรถ BMW มาเรียนแล้ว ยังพบว่า ‘ไม่ว่าพรินซ์ตันจะมีบรรยากาศเสรีนิยม และอาจารย์กับเพื่อนร่วมชั้นผิวขาวจะพยายามใจกว้างขนาดไหน บางครั้งฉันยังรู้สึกเหมือนเป็นแค่ผู้มาเยือนมหาวิทยาลัย เหมือนที่นี่ไม่ใช่ที่ของฉัน’ วิทยานิพนธ์ของเธอเป็นเรื่องเกี่ยวกับบัณฑิตผิวสีจากพรินซ์ตันกับชุมชนคนผิวสี มิเชลล์เรียนจบพร้อมเกียรตินิยมในปี 1985 จากนั้นเรียนต่อระดับมหาบัณฑิตด้านนิติศาสตร์ จนได้คุณวุฒิ Juris Doctor (J.D.) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี 1988 ไล่เรียงมาถึงประวัติการศึกษาแล้วยิ่งตอกย้ำว่าเธอเป็นสินทรัพย์ทางการเมืองในบารัก เพราะในช่วงที่เรียนอยู่มิเชลล์ได้ร่วมเคลื่อนไหวสนับสนุนให้มีการจ้างอาจารย์ที่เป็นชนกลุ่มน้อยให้มากขึ้นด้วย Working woman อาจเพราะเป็นผู้หญิงเก่งที่ประสบความสำเร็จมาตลอด มาตรฐานการเลือกคู่ครองของมิเชลล์จึงสูงอยู่ไม่น้อย และหนุ่มผู้โชคดี บารัก โอบามา ก็ต้องใช้เวลานานทีเดียวกว่าเธอจะยอมปลงใจ ทั้งคู่พบกันครั้งแรกในฐานะพี่เลี้ยงกับเด็กใหม่ โดยฝ่ายหญิงได้รับมอบหมายให้ดูแลบารักซึ่งอายุมากกว่า แต่จบจากฮาร์วาร์ดและเข้าทำงานที่บริษัทกฎหมาย Sidley and Austin ตามหลังในปี 1989 ในแผนกที่ทำงานมีคนผิวสีอยู่แค่สองคนเท่านั้น และมิเชลล์ไม่อยากเดตกับเพื่อนร่วมงานที่ใกล้ชิดแบบนี้ แต่หลังจากได้ไปทำกิจกรรมชุมชนร่วมกับบารัก โอบามา เธอก็เริ่มประทับใจ นำไปสู่การดูหนัง และการแต่งงานในเดือนตุลาคมปี 1992
Her Brother
พี่ชายของมิเชลล์คือเครก โรบินสัน (Craig Robinson) นักบาสเกตบอลชื่อดังที่ทำแต้มสูงสุดเป็นอันดับ 4 ในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เคยได้รับยกย่องเป็น Ivy League Player of the Year ถึงสองสมัย และปัจจุบันเป็นโค้ชบาสเกตบอลให้มหาวิทยาลัยบราวน์
มิเชลล์สนิทกับพี่ชายมากก่อนที่จะตัดสินใจแต่งงานกับบารัก โอบามา เธอบอกให้แฟนหนุ่มไปเล่นบาสกับเครก
“ความเห็นของเครกสำคัญนะ เพราะพวกเราเป็นครอบครัวนักกีฬาตัวยง เราโตมาในโรงยิมและสนามเบสบอล ส่วนใหญ่ก็ไปดูเครกเล่นบาส เครกพูดเสมอว่าเรารู้บุคลิกคนได้จากการดูว่าเขาเป็นนักกีฬาประเภทไหน และมันก็ดีที่ได้ยินจากปากพี่ชายโดยตรงว่าเขาเป็นคนหนักแน่น เป็นคนจริง และมั่นใจ มั่นใจแต่ไม่ยโส และเล่นเป็นทีม เป็นสิ่งที่คุณสัมผัสได้จากในสนาม”
ถ้าวันนั้นเครกไฟเขียว เห็นทีจะไม่มีคู่สามีภรรยาที่แสนน่าทึ่งในวันนี้
| หลังแต่งงานเจ็ดปี ครอบครัวเล็กๆ ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่คือเด็กหญิงมาลีอา แอนน์ โอบามา ในปี 1999 และนาตาชา หรือชาชา ในปี 2001 สำหรับคนภายนอก มิเชลล์คือผู้หญิงที่น่าจะบ้างาน ดูจากรายได้ปีละเกือบสามแสนดอลลาร์ แต่คนใกล้ชิดต่างรู้ว่าเธอมองตัวเองในฐานะแม่ ภรรยา และลูกสาวเป็นอันดับแรก อย่างน้อยๆ เธอก็ยอมลดภาระการงานตัวเองลงถึง 80% เพื่อมาช่วยบารักหาเสียง และยืนยันให้ทีมงานจัดตารางหาเสียงให้สอดคล้องกับตารางกิจกรรมของลูกๆ จนเมื่อถึงช่วงสุดท้ายของการเลือกตั้งจึงยอมยืดหยุ่นมากขึ้น แต่ก็ยังสัญญากับลูกว่าจะนอนนอกบ้านเพียงสัปดาห์ละหนึ่งคืน คือไปหาเสียงต่างรัฐสองวันต่อสัปดาห์เท่านั้น ทั้งหมดนี้มาจากจุดเปลี่ยนในปี 1991 เมื่อพ่อซึ่งเธอเห็นเขาไปทำงานทุกวันแม้จะป่วยด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง Multiple sclerosis เสียชีวิต ไล่ๆ กับเพื่อนสนิทที่พรินซ์ตันซึ่งจากไปเพราะมะเร็งเต้านมด้วยวัยเพียง 25 ปี มิเชลล์เริ่มทบทวนถึงสิ่งที่สำคัญสำหรับเธอจริงๆ และรู้สึกว่าไม่มีอะไรแน่นอน นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอตัดสินใจแต่งงานกับโอบามาหลังดูใจกันหลายปี การจากไปของพ่อมีอิทธิพลต่อการเลือกงานของมิเชลล์ด้วย จากสำนักงานกฎหมายเธอย้ายมาทำงานกับนายกเทศมนตรีชิคาโกในปี 1991 และทำงานบริการสาธารณะมาตลอดนับแต่นั้น ผู้หญิงคนนี้เคยสร้างสถิติระดมทุนให้องค์กรไม่หวังผลกำไรแห่งหนึ่งได้สูงสุดอยู่นานสิบกว่าปีกว่าจะมีคนล้มแชมป์ได้ ต่อมาในปี 1996 เธอรับตำแหน่งผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษามหาวิทยาลัยชิคาโก โดยเป็นคนจัดตั้งศูนย์บริการชุมชนขึ้นในมหาวิทยาลัย ปี 2002 เธอทำงานให้กับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชิคาโก ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกิจการชุมชน และในปี 2005 ได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานฝ่ายชุมชนและกิจการภายนอก ซึ่งมิเชลล์ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่แต่ทำงานแบบพาร์ตไทม์เพื่อจะได้มีเวลาให้กับลูกสาวทั้งสอง ข้อมูลภาษีเมื่อปี 2006 ระบุว่า มิเชลล์มีรายได้เฉพาะจากโรงพยาบาลตั้ง 273,618 ดอลลาร์ ส่วนบารักมาได้จากการเป็นวุฒิสมาชิก 157,082 ดอลลาร์ แต่รายได้รวมของทั้งคู่สูงถึง 991,296 ดอลลาร์ เพราะมิเชลล์มีรายรับจากการเป็นกรรมการอื่นๆ อีก ขณะที่บารักได้ค่าลิขสิทธิ์จากหนังสืออัตชีวประวัติขายดีของเขา One-of-a-kind first lady วันที่บารัก โอบามา ขึ้นรับตำแหน่ง คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ TimesOnline เลือกที่จะยกมิเชลล์ โอบามาขึ้นมาเปรียบเทียบกับคาร์ลา บรูนี สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งสุดเก๋ของฝรั่งเศส แทนการพูดถึงน้ำตาของผู้พ่ายแพ้อย่างจอห์น แมคเคน และรอยยิ้มแห่งชัยชนะของบารัก มิเชลล์ โอบามา คือสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งรูปแบบใหม่ที่คนอเมริกันไม่เคยมีมาก่อน เธอไม่ใช่พวกช้างเท้าหลัง ยิ้มหวาน ยอมปิดปากแม้ความจริงจะฉลาดกว่าสามี หรือเป็นพวก ‘ซื้อหนึ่งได้ถึงสอง’ ที่มีความคิดความเห็นตัวเองจนเกือบจะล้ำเส้นสามีในบางขณะ ในช่วงต้นๆ ของการหาเสียง มิเชลล์เป็นหลังบ้านที่มีชื่อเสียงน้อยที่สุด และเมื่อสื่อเริ่มเห็นแววความเป็นคนสำคัญและบทบาทที่เธอมีต่อบารัก มิเชลล์ก็ระบุว่าตัวเองไม่ใช่ผู้ช่วยกำหนดยุทธศาสตร์การหาเสียงให้สามี ไม่ใช่ที่ปรึกษาอาวุโส แต่ไปอยู่ที่นั่นในฐานะภรรยา นับว่ามิเชลล์เป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งสายพันธุ์ใหม่ที่ผสมผสานบทบาทต่างๆ ได้เป็นอย่างดี คือเป็นทั้งฝ่ายสนับสนุนคอยอยู่เคียงข้าง ขณะเดียวกันก็กล้าแสดงความเห็นโดยไม่แทรกแซงนโยบายหรือลดบทบาทความสำคัญของสามี แต่ก็มีอยู่เหมือนกันที่เธอถูกวิจารณ์ว่าล้ำเส้นไปนิด โดยเฉพาะการที่เฟิสต์เลดี้พยายามสื่อสารกับฝูงชนว่าสามีของเธอเป็นคนธรรมดาๆ เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่พึ่งพาไม่ได้ในเรื่องงานบ้าน และการที่เธอยอมสนับสนุนการชิงตำแหน่งของเขาครั้งนี้ก็เพราะบารักยอมเลิกสูบบุหรี่ จริงอยู่ว่านั่นเป็นการฉายภาพลักษณ์ติดดินของว่าที่ผู้นำประเทศในขณะนั้น แต่หลายคนมองว่าไม่ใช่เรื่องฉลาดเช่นกันที่ภรรยาจะล้อเลียนสามีจนทำให้ดาวเด่นกลายเป็นคนพื้นๆ ไป อย่างไรก็ตาม มิเชลล์ โอบามามีส่วนสำคัญในการส่งสามีขึ้นไปสู่เก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ ขณะที่บารักสร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้นำผิวสีคนแรก มิเชลล์เองก็สร้างประวัติศาสตร์ของเธอเอง โดยเป็นทนายความและเป็นผู้มีเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกันคนแรกในฐานะสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเช่นกัน นอกจากนี้สื่อหลายฉบับยังพ่วงตำแหน่ง ‘แฟชั่นไอคอน’ ซึ่งไม่ปรากฏในทำเนียบขาวมานานแล้วนับตั้งแต่ยุคของแจ๊กเกอลีน เคนเนดี ให้กับมิเชลล์ด้วย เมื่อปี 2006 มิเชลล์ได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Essence ว่าเป็น 1 ใน 25 ผู้หญิงที่เป็นแรงบันดาลใจที่สุดของโลก (25 of the World's Most Inspiring Women) ปีถัดมาเธอติดอันดับ 1 ใน 10 บุคคลที่แต่งตัวดีที่สุดในโลกของนิตยสาร Vanity Fair ขณะที่นิตยสาร 02138 ยกย่องให้เธอเป็นศิษย์เก่าผู้มีอิทธิพลอันดับที่ 58 ของ The Harvard 100 (สามีเธออยู่ในอันดับที่ 4) และเมื่อต้นปี 2008 เธอยังได้เป็น ‘ผู้หญิงที่เซ็กซี่ที่สุดในแวดวงการเมือง’ ทำเนียบขาวในมือของบารักและมิเชลล์จะไม่มีทางเหมือนเดิมอีกต่อไป!
Her Style
อิทธิพลของมิเชลล์ โอบามา ไม่ได้ถูกตีกรอบอยู่ในแวดวงการเมืองเท่านั้น แต่ยังแผ่ขยายไปถึงวงการแฟชั่นด้วย การที่เธอมักปรากฏตัวในเสื้อผ้าสวยเก๋ดูพอดีๆ ทำให้หลายคนนึกถึงแจ๊กเกอลีน เคนเนดี สไตล์ไอคอนผู้โด่งดัง เพราะตั้งแต่สิ้นยุคของประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี ทำเนียบขาวก็แทบไม่มีสีสันเรื่องแฟชั่นอีกเลย
ชุดที่สร้างความฮือฮาได้มากที่สุดคือชุดกระโปรงลายดอกขาว-ดำที่มิเชลล์สวมไปร่วมรายการทีวี The View จนทำให้ชุดเดรสสวมสบายผลงานการออกแบบของ Donna Ricco ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
ส่วนชุดกระโปรงยาวสีดำ-แดงดูแปลกตาที่มิเชลล์สวมขึ้นเวทีในวันฉลองชัยการเลือกตั้งของสามีทำให้เกิดปฏิกิริยาหลากหลาย นักวิจารณ์บางคนบอกว่าผิดหวังมากที่เธอเลือกชุดที่ดูไม่ลงตัวชุดนี้มาสวม ขณะที่บางคนชื่นชมว่าเธอกล้าเลือกชุดซึ่งสะท้อนความเป็นตัวของตัวเอง แทนที่จะสวมชุดเรียบๆ คลาสสิกแบบปลอดภัยไว้ก่อนตามรอยสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งคนก่อนๆ
ถึงจะไม่ได้สวยถูกใจทุกคนแต่วงการแฟชั่นก็ปลื้มเธอสุดๆ ล่ะ
|
ทั่วไป @กทช.: บรอดแบนด์อินเตอร์เน็ทจากปลั๊กไฟ \"Broadband over Power Line\" ศุกร์ ที่ 24 เดือน ตุลาคม พ.ศ.2551
|
| http://www.consumermovement.org/index.php?name=know&file=readknow&id=76
|
@กทช.: บรอดแบนด์อินเตอร์เน็ทจากปลั๊กไฟ "Broadband over Power Line" น่ามหัศจรรย์แค่ไหนถ้าเราสามารถต่ออินเตอร์เน็ทความเร็วสูงหรือบรอดแบรนด์ได้จากปลั๊กไฟฟ้าที่บ้านหรือสำนักงานที่ความเร็วสูง 500K~3M bps ประชาชนจะมีอินเตอร์เน็ทความเร็วสูงใช้กันอย่างทั่วหน้าโดยไม่ต้องรอเดินสาย เราจะมีความรู้และก้าวทันโลกได้เร็วขึ้น ประเทศจะพัฒนาอย่างรวดเร็ว สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือสำนักงาน กทช. ได้ซุ่มศึกษาเทคโนโลยีนี้มาหลายปีแล้ว ว่าจะเหมาะสำหรับนำมาพัฒนาสังคมไทยได้อย่างคุ้มค่าอย่างไร การใช้งานอินเตอร์เน็ทเป็นตัวชี้วัดความเจริญของสังคมหรือประเทศใดๆซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าการใช้งานอินเตอร์เน็ตของประชากรสามารถสะท้อนให้เห็นความเจริญหรือแนวโน้มของความเจริญเติบโตของประเทศ เพราะระบบอินเตอร์เน็ทเป็นแหล่งข้อมูลและศุนย์รวมความรู้ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ในประเทศใดที่ประชาชนทำการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา หรือ โดยการสืบค้นข้อมูลบนระบบอินเตอร์เน็ท จึงเป็นที่แน่นอนว่าประเทศนั้นกำลังมีการเจริญเติบโตก้วหน้ามากกว่าประเทศอื่นที่มีการใช้งานน้อยกว่า ดังประเทศญี่ปุ่นและสิงคโปร์มีจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ทสูงมากจึงมีความเจริญและพัฒนาไปเร็วมาก สิงคโปร์นั้นมีสายเคเบิลใยแก้วเข้าถึงทุกบ้านเพื่อเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ทความเร็วสูงหรือบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ทมาเป็นเวลากว่า 10 ปี แล้ว ดังนั้น ภาครัฐและเอกชนจึงมีภารกิจที่จะต้องสานต่อเจตนาของ กทช. ในการกระจายการบริการและการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ทบรอดแบนด์เข้าสู่ประชาชนหรือชุมชนอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นชุมชนในเมืองหรือต่างจังหวัด เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสค้นคว้าหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองอย่างเท่าเทียมกัน การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ทเข้าสู่บ้านมีสองลักษณะ คือ แบบ Narrowband internet ซึ่งใช้การติดต่อผ่านสายโทรศัพท์และโมเด็มแบบอนาลอกเดิมด้วยความเร็วไม่เกิน 56k bps และแบบ Broadband internet หรืออินเตอร์เน็ทความเร็วสูงเป็นการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ทเข้าสู่คอมพิวเตอร์ของประชาชนที่มีความเร็วมากกว่า 144 bps ขึ้นไป ถ้าใช้บรอดแบนด์แบบสายเช่น ADSL ก็จะมีความเร็วตั้งแต่ 512k bps ขึ้นไป แต่ถ้าใช้บรอดแบนด์แบบไร้สายผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ความเร็วในการรับส่งจะประมาณตั้งแต่ 144k bps ขึ้นไป ขณะที่ ระบบ Edge จะมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลประมาณไม่เกิน 144k bps ( 3Gจะเร็วกว่า Edge 36 เท่าและเร็วกว่า GPRS 100 เท่า ) ดัชนีวัดความเจริญของประเทศใช้ปริมาณการใช้งานอินเตอร์เน็ตแบบความเร็วสูง จากรายงานสภาพตลาดโทรคมนาคมของ กทช.(www.ntc.or.th) ตลาดบริการอินเตอร์เน็ท ณ ไตรมาส แรก พ.ศ. 2550 มีผู้ได้รับใบอนุญาตเพื่อให้บริการอินเตอร์เน็ทจาก กทช. ทั้งสิ้น 68 ราย เมื่อพิจารณาสภาพการแข่งขันพบว่า ตลาดอินเตอร์เน็ทความเร็วสูง จำนวนผู้ใช้บริการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่มีคนจดทะเบียนใช้บริการรวมเพียงแค่ 1 ล้านคนเท่านั้นจากประชากรรวมกว่า 60 ล้านคน ในขณะที่มีผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่มากกว่า 50 ล้านเลขหมายแล้ว การให้บริการอินเตอร์เน็ทความเร็วสูงในประเทศไทยมีจำนวนน้อยและยังกระจุกตัวอยู่ตามแหล่งชุมชนเมือง ทั้งนี้ เพราะการให้บริการส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นแบบผ่านสายที่ต้องมีการลงทุนในการวางโครงข่ายข้อมูลความเร็วสูงโดยใช้เคเบิลใยแก้วเป็นจำนวนมาก จึงเป็นการลงทุนที่สูง ผู้ให้บริการจึงเลือกให้บริการในบริเวณที่สามารถให้ผลตอบแทนการลงทุนที่คุ้มค่าก่อน ดังนั้น ชุมชนชานเมืองหรือต่างจังหวัดจึงไม่ได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกัน เราอาจแก้ปัญหาโดยใช้ระบบรอดแบนด์ไร้สายผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เช่นระบบ CDMA ของ CAT กับระบบ 3G ซึ่งจะเห็นว่าผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถปรับปรุงโครงข่ายเพื่อให้บริการบรอดแบนด์ไร้สายได้เลย จะสามารถหลีกเลี่ยงการลงทุนสร้างโครงข่ายเคเบิลใยแก้วเข้าทุกชุมชนมาเป็นการให้บริการผ่านคลื่นความถี่วิทยุที่ใมห้บริการโทรศัพท์เคลือนที่อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การลงทุนระบบบรอดแบนด์ไร้สายผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่กลับใช้งบประมาณสูงมากกว่าการลงทุนวางระบบเคเบิลใยแก้วเสียอีก เราจึงควรหาวิธีการใหม่ๆมาใช้เพื่อบริการบรอดแบนด์แก่ประชาชนๆให้ได้อย่างทั่วถึง อินเตอร์เน็ทระบบ Broadband over Power Line ( BPL ) เป็นวิธีการใหม่ ( Emerging ) ในการให้บริการอินเตอร์เน็ทแก่ประชาชนโดยผ่านทางปลั๊กไฟฟ้าตามบ้านหรือตามสำนักงาน จัดเป็นระบบที่มีศักยภาพสูงที่สามารถกระจายบริการอินเตอร์เน็ทความเร็วสูงสู่ชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะทุกบ้านต้องเชื่อมต่อกับสายไฟฟ้าอยู่แล้ว บริษัทผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ทจะกระจายสัญญาณอินเตอร์เน็ทความเร็วสูงมากจากอินเตอร์เน็ทเกตเวย์ของประเทศเข้าสู่ระบบสายส่งไฟฟ้าโดยการเหนี่ยวนำสัญญาณผสมเข้าไปกับแรงดันไฟฟ้าที่อยู่ในสายส่งไฟฟ้า ระบบสายส่งไฟฟ้าที่อยู่ในสายส่งไฟฟ้า ระบบสายส่งไฟฟ้าที่เหมาะสมสำหรับการสื่อสารนี้เป็นระดับแรงดันไฟฟ้าแรงกลางลงมา สายไฟฟ้าขนาด 11~12 กิโลโวลต์เป็นสายส่งไฟฟ้าที่การไฟฟ้าฯใช้ส่งกำลังไฟฟ้าจากสถานีไฟฟ้าแรงสูงเข้าสู่แหล่งชุมชนหลักๆ จากนั้นที่บริเวณหน้าชุมชนจะมีหม้อแปลงไฟฟ้าเพื่อลดระดับเป็นแรงดันไฟฟ้าแรงต่ำ220โวลต์เพื่อจ่ายให้แก่บ้านเรือน โดยอาศัยอุปกรณ์พิเศษสัญญาณอินเตอร์เน็ทจะเดินทางผ่านสายส่งไฟฟ้าและกระโดดข้ามหม้อแปลงไฟฟ้ามายังบ้านเรือนได้ไม่ยาก อุปกรณ์โมเด็มที่ต่อยู่กับปลั๊กไฟฟ้า ( Power line modem ) ของแต่ละบ้านจะทำการถอดรหัสข้อมูลอินเตอร์เน็ทที่ถูกผสมเข้ามาแล้วส่งเข้าคอมพิวเตอร์ จะเห็นว่าระบบนี้สามารถให้บริการอินเตอร์เน็ทความเร็วสูงแก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องลงทุนระบบเคเบิลเพิ่มเลย เพียงแต่เพิ่มในส่วนอุปกรณ์โมเด็มและอุปกรณ์ป้อนและสะพานเชื่อมสัญญาณในระบบสายส่งไฟฟ้าเท่านั้น บรอดแบรนด์ทางสายไฟฟ้ามีองค์ประกอบใหญ่ๆสองส่วนคือ 1) In-buiding BPL เป็นส่วนรับส่งข้อมูลผ่านสายไฟฟ้าแรงต่ำที่อยู่ภายในอาคารบ้านเรือนประกิบด้วยอุปกรณ์โมเด็มซึ่งถูกติดตั้งในบ้านเพื่อทำการ เข้าและถอดรหัสข้อมูลเมื่โมเด็มถอดรหัสข้อมูลได้แล้วก็จะกระจายสัญญาณอินเตอร์เน็ทไปยังส่วนต่างๆของบ้านผ่านเครือข่าย LAN ย่อย หรือ Wi-Fi ต่อไป แต่สำหรับการทดลองระบบในประเทศญี่ปุ่นนั้นเน้นการส่งข้อมูลอินเตอร์เน็ทไปยังส่วนต่างๆในบ้านหรือสำนักงานโดยใช้สายไฟฟ้าแทนโครงข่าย LAN เลย ในลักษณะนี้จะต้องใช้อุปกรณ์โมเด็มหลายตัว ต่อตามปลั๊กไฟจุดต่างๆ ที่ต้องการต่ออินเตอร์เน็ท ส่วนที่ 2) Access BPL เป็นส่วนเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ทที่อยู่ภายนอกอาคารบ้านเรือน ได้แก่ สายส่งไฟฟ้าทั้งที่เป็นไฟฟ้าแรงกลาง ( 11~22 กิโลโวลต์ ) และสายส่งไฟฟ้าแรงต่ำ ( 220 โวลต์ ) เป็นตัวกลาง ในการกระจายสัญญาณอินเตอร์เน็ทจากบริษัทผู้ให้บริการบรอดแบรนด์ ( Internet service provider: ISP ) ไปยังแหล่งชุมชนเป้าหมาย ส่วน Access BPL นี้จึงเปรียบได้กับโครงข่ายเส้นใยแก้วนำแสงของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ทในปัจจุบัน อุปกรณ์ได้แก่ ตัวฉีดสัญญาณเข้าสู่สายไฟฟ้า ( Injector หรือ Couple ) ซึ่ง
ใช้วิธีการเหนี่ยวนำสัญญาณจากวงจรอินเตอร์เน็ทความเร็วสูงผสมกับแรงดันไฟฟ้าในสายส่ง โดยใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสข้อมูลและการมอดดูเลตสัญญาณชั้นสูงมาก ( Adaptive coding/ Advance modulation ) ซึ่งเป็นเทคนิกเดียวกันที่ใช้ในเทคโนโลยี WiMAX ทำให้สามารถรับส่งข้อมูลความจุสูงได้ด้วยความเร็วสูงมากและสูญหายน้อย สัญญาณที่ผสมเข้าไปนี้สามารถส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงถึง 100Mbps อีกทั้งการเคลื่อนที่ของสัญญาณในลวดตัวนำไฟฟ้าก็มีส่วนช่วยให้ความเร็วสูงขึ้นด้วย อุปกรณ์ทวนสัญญาณ ( Repeater ) ถูกนำมาใช้ตามเสาไฟฟ้าเป็นระยะๆเพื่อช่วยให้สัญญาณเคลื่อนที่ไปได้เป็นระนะทางไกลมากขึ้น เนื่องจากสัญญาณอินเตอร์เน็ทที่ผสมมานี้ไม่สามารถวิ่งข้ามหม้อแปลงไฟฟ้าที่ปลายทาง ของสายส่งไฟฟ้ากลางได้จึงต้องมีการติดตั้งอุปกรณ์สะพานสัญญาณข้ามหม้อแปลงไฟฟ้าและส่งต่อสัญญาณเข้าสู่สายไฟฟ้าแรงต่ำ 220 โวลต์เข้าสู่บ้านเรือน ในประเทศสหรัฐอเมริกาและอังกฤษโดยจะเน้นการกระจายบริการบรอดแบนด์สู่ท้องถิ่นโดยใช้ข่ายสายส่งไฟฟ้ามากกว่าการใช้งานแทนสาย LAN เฉพาะภายในอาคาร จึงมีทิศทางการใช้เทคโนโลยีตรงกันข้ามกับประเทศญี่ปุ่น แล้วประเทศไทยจะเดินไปแบบใดนั้น กทช. กำลังศึกษาความเหมาะสมอยู่แล้วต่อเนื่อง เพื่อคนไทยทุกคน
|
| “วิโรจน์” ชำแหละแบงก์ ฮั้วดอกเบี้ย-ธปท.ให้ท้าย
|  |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 26 มกราคม 2552 17:07 น. |
 |
ภายหลังเฝ้ามองสถานการณ์เศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลก อยู่ระยะหนึ่ง “วิโรจน์ นวลแข” อดีตกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย และอดีตประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.ภัทร) เห็นความไม่ปกติ และปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดจากระบบสถาบันการเงินภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นับวันยิ่งรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะบทบาทในการร่วมแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 2 สถาบันดังกล่าวไม่เพียงไม่ร่วมมือ แต่ยังซ้ำเติม!!! แบงก์พาณิชย์ผูกขาด-แบงก์ชาติหนุนหลัง
|
|
|
| วิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย และอดีตประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.ภัทร) |
|
 | วิโรจน์ มองว่า ความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทย ส่วนหนึ่งเกิดจากระบบสถาบันการเงินที่ยังคงเป็นระบบผูกขาด ทำให้ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ ไร้ความสามารถจากต้นทุนดอกเบี้ยที่แพง ลูกค้ารายย่อย ซึ่งเป็นผู้บริโภคขาดกำลังซื้อ เพราะผลตอบแทนการฝากเงินถูกธนาคารพาณิชย์กดไว้ในระดับที่ต่ำเกิน โดยไร้ทางเลือกในการออมในรูปแบบอื่นๆ ดังนั้น “ไม่ฮั้วก็เหมือนฮั้ว” เพราะว่าแม้ธนาคารพาณิชย์จะมีมากกว่า 10 แห่ง แต่การปรับขึ้นหรือลดลงของดอกเบี้ยทุกครั้ง มีอัตราเท่ากัน และในเวลาที่พร้อมกัน นอกจากปรับดอกเบี้ยขึ้นง่ายแต่ปรับลดยากแล้ว เวลาปรับลดจะลดดอกเบี้ยเงินฝากมากกว่าเงินกู้ ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (สเปรด) ถ่างสูง ยิ่งเปรียบเทียบกับประเทศอาเซียนแล้ว พบว่า ไทยเป็นรองแค่ อินโดนีเซีย เป็นปัญหาที่ไม่ได้รับการเหลียวแลจาก ธปท. ที่น่าเป็นห่วง คือ ธปท.ให้อิสระธนาคารพาณิชย์เรื่องขึ้นลงอัตราดอกเบี้ย เห็นได้ว่า ครั้งล่าสุด ธปท.โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.75% ปรากฏว่า กว่าธนาคารพาณิชย์จะปรับลดตาม ใช้เวลาผ่านไป 1 สัปดาห์ โดยลดดอกเบี้ยเงินฝากมากกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ คือ ขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% ลดดอกเบี้ยเงินฝาก 0.5% “ถ้าไม่ฮั้ว ทำไมไม่มีแบงก์ไหนคิดที่จะเพิ่มผลตอบแทน หรือคิดดอกเบี้ยเพิ่มให้บัญชีลูกค้าออมทรัพย์ที่ไม่เคยถอนเงินติดต่อกันมากกว่า 3 เดือน หรือบางรายเหลือเงินเดือนไว้ในบัญชีออมทรัพย์ทุกเดือน แต่ยังได้ดอกเบี้ยเท่าเงินฝากออมทรัพย์ ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่คิด แต่แบงก์ซึ่งรู้ต้องคิด ไม่ใช่ปิดข้อมูลหรือหากินบนความไม่รู้ของประชาชน” ประเด็นปัญหา คือ คู่แข่งขันในระบบสถาบันการเงิน มีไม่เพียงพอ เมื่อผู้มีอำนาจไม่สนับสนุนให้มีการแข่งขันอย่างแท้จริง หากสถานภาพสถาบันการเงินไทยยังอยู่แบบเดิม โอกาสที่ส่วนต่างดอกเบี้ยจะแคบลงแทบไม่มี “ผมสนใจเรื่องบั่นทอนอารมณ์คนฝาก คิดดูได้ดอกเบี้ยแค่ 0.75% จะไปฝากทำไม หันไปทางไหนก็ไม่มีทางเลือก เพราะแบงก์ขยับพร้อมกัน ส่วนตลาดตราสารทั้งพันธบัตรหรือหุ้นกู้ก็ไม่มีให้เลือกมากนัก” ทางการควรแก้ไขโดยเพิ่มคู่แข่งในระบบ ส่วนธนาคารของรัฐก็ควรควบรวมเพื่อเพิ่มขนาด สามารถต่อรองหรือชี้นำตลาดได้ เพราะธนาคารพาณิชย์เอกชนเป็นผู้ครอบครองส่วนแบ่งตลาด อดีตกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย เห็นด้วยว่า ธปท.ไม่เพียงแต่ไม่ดูแลประชาชน กลับซ้ำเติมปัญหาให้หนักขึ้น ถ้าเป็นไปได้ ต้องเลิกเรียกเก็บเงินนำส่งกองทุนฟื้นฟู 0.4% ต่อปี ที่ธนาคารพาณิชย์ไปหาเงินส่ง ธปท.ด้วยการหักดอกเบี้ยลูกค้าเงินฝาก วิโรจน์ แนะทางออกให้ ธปท.ว่า ควรหาค่าต๋งธนาคารพาณิชย์ด้วยการไปเก็บเพิ่มในค่าใบอนุญาต (ไลเซนส์) แบบรายปี ชำแหละ “ส่วนต่างดอกเบี้ย” ถ่างกว้าง 5% ตอนนี้ใครก็ตามที่ลงทุนในธนาคารพาณิชย์ จะได้รับผลประโยชน์สูงสุด เพราะเป็นเสือนอนกิน ผู้ที่ได้ประโยชน์มากสุด คือ ต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันถือหุ้นใหญ่ในธนาคารเกือบทุกแห่ง คนที่ถูกลงโทษ คือ ลูกค้า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากธนาคารพาณิชย์ไทยมีทุนไม่เพียงพอ ยิ่งไม่ปรับตัวมาดูแลลูกค้า ต่อไปต่างชาติก็จะเข้ามาฮุบโดยเจ้าของเดิมไม่มีทางเลือก ไม่เว้นธนาคารของรัฐ ทั้งนี้ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของไทย ที่เฉลี่ยสูงถึง 5% สูงเป็นอันดับ 2 ในประเทศอาเซียน เป็นรองแค่ อินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม ธนาคารเหล่านี้เปิดเผยต่อสาธารณะ ว่า ได้ส่วนต่างดอกเบี้ยแค่ 2.5% เท่านั้น อีก 2.5% ที่เหลือ คือ ต้นทุนการบริหาร “ต้นทุนการบริหารงานในความหมายของแบงก์ คือ การรวมเอาเงินนำส่งเงินกองทุนฟื้นฟู 0.4% กับค่าบริหารหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) อีก 0.8-1.0% การนำสองส่วนนี้มารีดจากดอกเบี้ย ถือว่าไม่เป็นธรรม เพราะสองส่วนดังกล่าวโดยเฉพาะค่าบริหารเอ็นพีแอล ถือเป็นความรับผิดชอบของแบงก์ หากเกิดหนี้เสียสิ่งที่ต้องทำ คือ การเพิ่มทุน แต่แบงก์ไม่ยอมเพิ่มทุน หากธนาคารไม่นำส่งเงินให้กองทุนฟื้นฟูฯ กับค่าบริหารหนี้เสียมารวมเป็นต้นทุน ดอกเบี้ยลูกค้าเงินกู้ในปัจจุบันลงได้ประมาณ 0.5% ส่วนผู้ฝากเงินก็จะได้ผลตอบแทนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก 0.4%” กลุ่มผู้ฝากเงินคือลูกค้าที่กู้ยากแถมแพง ระบบสถาบันการเงินในปัจจุบัน ลูกค้ารายย่อย หรือประชาชนไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อ เพราะธนาคารส่วนใหญ่ปฏิเสธ ทั้งๆ ที่รายย่อยควรจะได้รับโอกาสมากกว่านี้ อย่างน้อยกลุ่มที่ได้ชื่อว่ารายย่อย คือ ผู้เงินฝากให้ธนาคารพาณิชย์นำไปปล่อยกู้ ตัวอย่าง เช่น บัญชีธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ที่มีขนาดใหญ่ติด 1 ใน 4 ของไทย เมื่อปี 2548 มีลูกค้า 19.5 ล้านบัญชี ปรากฏว่า เป็นบัญชีผู้ฝาก ใน 18 บัญชี ประกอบด้วย บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ 16 ล้านบัญชี ฝากประจำ 2 ล้านบัญชี มีลูกค้าเงินกู้แค่ 1.5 ล้านบัญชีเท่านั้น แปลว่า ธนาคารกำลังนำเงินรายย่อยไปช่วยรายใหญ่กว่า แถมด้วยการคิดดอกเบี้ยเงินกู้รายย่อยที่แพง “ดอกเบี้ยในไทยสลับซับซ้อนไม่เป็นธรรมต่อรายย่อย ทั้งๆ ที่ควรคิดดอกเบี้ยพื้นฐาน หรือแบ่งระดับไม่เกิน 2 อัตรา อย่างในสหรัฐฯยึด Prime Rate หรืออังกฤษใช้ Base Rate แต่ไทยแบ่งหลายระดับทั้ง MLR (ดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี) MOR (ลูกค้ารายใหญ่เบิกเกินบัญชี) MRR (รายย่อย) ซึ่งรายย่อยจะจ่ายดอกเบี้ยแพงที่สุด ส่วนใน MLR ก็ยังมีบวกลบตามความเสี่ยงของลูกค้าว่ารายไหนชั้นดีกว่า” ปรับวิธีปล่อยกู้ก่อนพังซ้ำทั้งระบบ “ประชาชนมีสิทธิเป็นลูกค้าเงินกู้ธนาคาร เฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัย เกือบทุกธนาคารเมื่อเห็นลูกค้าที่เป็นประชาชนจะปฏิเสธไว้ก่อน หรือถ้าจะปล่อยกู้ก็จะคิดดอกเบี้ยแพงกว่าลูกค้าบริษัท โดยที่ยังไม่ได้ดูหลักประกัน ฐานะ หรือความมั่นคงทางด้านการงาน ซึ่งบางรายแทบไม่มีความเสี่ยง” อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า การให้ความสำคัญกับสภาพคล่อง มองฐานะตัวเองเป็นหลัก สร้างความเสียหายต่อภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) และระบบเศรษฐกิจ เขาแนะนำว่า ปล่อยกู้ที่เป็นธรรมและเสริมซึ่งกันและกันระหว่างธนาคารกับลูกค้า คือ การลดน้ำหนักฐานะทางการเงินของตัวเอง เพิ่มน้ำหนักฐานะของลูกค้า นอกจากพิจารณาผลประกอบการของลูกค้าแล้ว ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานในกิจการนั้นๆ เช่น การขึ้นลงของราคาน้ำมัน แบงก์ต้องเป็น Micro Finance มากขึ้น ทิศทางที่ถูกต้องในธุรกิจธนาคารพาณิชย์ คือ การปรับเป็นธนาคารเพื่อรายย่อยมากขึ้น บางครั้งเรียกว่า ธนาคารชุมชุม เข้าถึงหมู่บ้านในต่างจังหวัด เพราะประชาชนในต่างจังหวัดมีระเบียบวินัยในการชำระหนี้ ถ้าธนาคารใช้ระบบประกันกลุ่มเข้าไปรองรับแล้วเชื่อว่าปัญหาหนี้เสียจะเกิดขึ้นน้อยมาก ที่สำคัญเป็นการวางรากฐานธุรกิจในระดับ Micro เกื้อหนุนธนาคารและเศรษฐกิจโดยรวมอย่างแท้จริง “หนี้เสียที่เหมาะสม คือ 2% แต่ธนาคารที่เน้นรายใหญ่ในปัจจุบันมีเอ็นพีแอลเกิน 2% ทั้งนั้น ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ปัญหาหนี้เสียเกิดจากรายใหญ่ ผมคิดว่าแบงก์ชุมชุนมีความเสี่ยงต่ำ เพราะประชาชนในหมู่บ้านมีวินัยสูงกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ จะเห็นได้ว่า มีหลายประเทศ แม้แต่บังกลาเทศ หรือ โบลิเวีย ธุรกิจแบงก์ได้มีการปรับเปลี่ยนเป็น Micro Finance มากขึ้น” วิโรจน์ ทิ้งท้ายพร้อมฝากเตือนธนาคารพาณิชย์ และ ธปท.อย่าทำให้การทำธุรกิจธนาคารพาณิชย์ คือ การมุ่งหวังผลกำไร โดยหวังว่า ธนาคารจะอยู่รอด เพราะถ้าธนาคารอยู่รอดแล้วผู้ประกอบการเจ๊ง ธนาคารก็มีปัญหา อยู่ไม่ได้ สุดท้ายเข้าวังวนเดิม ธปท.เข้าไปอุ้ม ปัญหาเดิมก็จะกลับมา เหมือนปี 2540 ที่ทางการอัดฉีด 2.2 ล้านล้านบาท จนวันนี้แบงก์พาณิชย์ก็ยังประสบปัญหาความไม่พอของเงินทุน และถูกต่างชาติเข้าฮุบกิจการ ที่อยู่ได้ เพราะรีดดอกเบี้ยลูกค้ามาโปะ ทำไมไม่ทำให้ลูกค้ารอด เพื่อธนาคารจะได้แข็งแกร่ง เศรษฐกิจโดยรวมก็เดินหน้าต่อไปอย่างมีเสถียรภาพ
| |
 |
Spécial évasion
Dossier réalisé par Anne-Marie Grué et Michèle Valandina, avec Olivier Frébourg, Marie-Angélique Ozanne et Francesca Torre 03/10/2008 | Mise à jour : 18:17
| Commentaires 2
| Ajouter à ma sélection
.
Crédits photo : RABOUAN Jean-Baptiste / hemis.fr
LE FIGARO MAGAZINE - Un souffle de musique cubaine, une escale au bord du Tage, un crépuscule khmer : la Terre comptant cinq continents, sept mers, un équateur et deux pôles, découvrez nos plus belles idées de voyages.
Cuba baroque
A l'heure où le castrisme pâlit dans la grande île, nous nous sommes promenés de Santiago de Cuba à Cienfuegos parmi cinq villes coloniales majeures. Au programme, notes suaves, palais désuets et enchantement caraïbe.
Échos d'Europe
Italie - Jours de rêve à Florence, Corse - Cala Rossa, de pure nature, Alpes - Chamonix tout schuss, Irlande - Bol d'Eire à Killarney, Méditerranée - Au pays de Fantasia.
Échos d'Asie
Maldives - Une diva au paradis, Maurice - Les bonheurs d'Anahita
Échos d'Afrique
Mozambique - La tentation d'une île, Tunisie - De ksour en oasis, Maroc - A Fès, autrement
Échos du Pacifique
Antarctique - Magies australes, Nouvelle-Zélande - Grandeur nature, Polynésie - Des îles pacifiques, Nouvelle-Calédonie - No stress
-
-
-
Dans le silence des abbayes
Le cloître de l’abbaye bénédictine de Montserrat, en Catalogne, perchée à 1 200 m d’altitude. Elle aurait été fondée en 1025. Crédits photo : (Raphaël Gaillarde/Le Figaro Magazine)
LE FIGARO MAGAZINE - Chaque année, les abbayes bénédictines de Montserrat en Catalogne, Pluscarden en Ecosse et Göttweig en Basse-Autriche accueillent de plus en plus d'hôtes, le temps d'une pause à l'écart du monde. Visite guidée au cœur de ces enclaves inspirées.
Pour les moines de Montserrat, Pluscarden ou Göttweig, la tendance - même oscillante - se confirme : des milliers d'hommes et de femmes, croyants ou non, de tous âges, seuls, en couple ou entre amis, poussent chaque année les portes de leur abbaye. Ils viennent s'offrir des heures ou des jours de silence et de méditation, dans l'abbatiale ou l'hôtellerie. Pourquoi avoir choisi ces trois abbayes en particulier ? Pour entrevoir le rayonnement de saint Benoît, le « patriarche des moines d'Occident », et goûter aussi, dans le silence et la paix, à un autre monde.
MONTSERRAT SA VIERGE NOIRE ATTIRE CHAQUE ANNEE 2,5 MILLIONS DE PELERINS
Il y a 50 millions d'années, au centre de la future Catalogne, la terre, l'eau et le vent façonnaient et pointaient vers le ciel des pitons, des orgues et des mamelons de galets, de sable et d'argile... images fascinantes de Montserrat, la montagne en dents de scie. La suite ? Une légende et des réalités. En 880, deux enfants bergers auraient trouvé une statue de la Vierge dans une grotte. En 1025, Oliba, l'abbé de Ripoll, édifia un monastère et installa des moines dans un ermitage.
Aujourd'hui, 2,5 millions de personnes (47 % de Catalans) suivent le sentier de la sainte grotte, gravissent le chemin des ermitages, dont Sant Jeroni, le mirador élevé à 1 236 mètres. Elles vénèrent plus que tout la Moreneta (Vierge noire), nichée au fond de l'imposante basilique gothique Renaissance de style plateresque. Et vibrent au Salve Regina et au Virolai (hymne à la Vierge noire) chantés par l'Escolania, l'école chorale de 57 petits chanteurs.
Dans les dépendances attenantes, des retraitants, laïcs ou religieux (un millier par an) goûtent, dans le silence, à quelques bribes de la vie monastique. « Nous, 60 moines, ne sommes ni meilleurs ni pires que quiconque, souligne le père Bernabé. Nous souhaitons seulement laisser dans le cœur de nos hôtes une trace d'humanité, de dévotion et d'amour. Les aider ainsi à découvrir le sens de leur vie. » Revenir à l'essentiel dans la magnificence de l'atrium, le parfum du romarin, sous le vol d'un faucon pèlerin... Au sommet d'une montagne superbe.
PLUSCARDEN L'ABBAYE BENEDICTINE LA PLUS SEPTENTRIONALE AU MONDE
Au-delà d'un bosquet de lauriers, de tilleuls et de chênes, sur un gazon anglais elle s'élève, sobre et fragile, dans un rai de lumière. Mystérieuse abbaye de Pluscarden, fondée en 1230 par Alexandre II dans le comté « rebelle et sans loi » de Moray, en Ecosse. « Ce mystère tient aux prières adressées à Dieu depuis le Moyen Age, assure l'abbé Hugh. La prière attire les anges et, là où veillent les anges, naît la paix. » Les nuages peuvent rouler, lourds ou échevelés, le vent ébouriffer les bruyères, les faisans peuvent batifoler, tout n'est que calme et sérénité.
L'abbaye bénédictine la plus septentrionale au monde séduit entre 15 000 et 20 000 hommes et femmes chaque année. Certains se passionnent pour son histoire de disgrâce et de pillage. D'autres souhaitent s'extraire du quotidien, donner un nouveau sens à leur vie, en compagnie des moines (vingt actuellement) présents depuis 1948.
« Dans la société, tout le monde peut éviter sa vérité. Dans le silence, la solitude et la prière, chacun est face à sa réalité, espérant la vérité de Dieu », explique l'abbé Hugh. Une promenade dans le vallon, l'office, ou le clair-obscur du transept invitent à se recueillir.
Côté matériel, les retraitantes s'organisent dans une maison située hors de l'enceinte. « Si nous acceptions les femmes au réfectoire, nous serions sous-représentés ! », commente l'abbé Hugh. A en croire frère Thomas, elles ne perdent rien au change, tous les moines ne se révélant pas cordons-bleus ! Mais qui vient là pour faire bombance ? Le parfum cru de l'herbe humide mêlé à celui de l'encens, le chœur d'hommes entonnant un chant grégorien, le ciel saturé d'étoiles procurent d'autres plaisirs.
Pluscarden : clairière secrète, powerful place ? « Un lieu où les cieux peuvent s'ouvrir, la transcendance de Dieu, se manifester, conclut l'abbé Hugh. A distance du terre-à-terre du monde contemporain, de l'enfermement de l'être humain. »
GOTTWEIG APOGEE DU BAROQUE AUTRICHIEN, UNE VIGIE QUI SURPLOMBE LE DANUBE
Jamais Charles VI n'y séjourna. Au XVIIIe siècle, Hildebrandt, l'architecte de la cour, avait pourtant imaginé Göttweig comme le palais à sa gloire et l'abbaye apogée du baroque autrichien. Que subsiste-t-il de ce projet inachevé ? Une forteresse à deux visages couronnant, à 449 mètres d'altitude, une colline boisée et 30 hectares de vigne. L'aile du palais abrite l'escalier de l'empereur, la salle de chasse, la salle des tapisseries, la galerie de peintures, la chambre de Napoléon... fabuleux trésors historiques et culturels. L'abbatiale se révèle naïve et somptueuse avec une voûte, un maître-autel et huit chapelles garnis de bleu, d'or, de griotte, de stuc et de marqueterie.
Dans les remparts, l'hôtellerie se devine à peine. Villégiature pour certains, elle demeure un lieu de silence pour 3 500 à 4 000 retraitants, majoritairement autrichiens. « Nos hôtes cherchent leur voie. Ils ne vont pas au bout du monde mais entreprennent un vrai voyage intérieur », résume frère Columban, l'hôtelier. Ils participent à l'office, échangent sur la Bible ou s'isolent dans leur chambre avec vue sur la vallée de la Wachau, le « salon de l'Autriche ». Outre les retraitants, de 150 000 à 200 000 visiteurs fréquentent Göttweig, l'abbaye aux cinquante moines et trente-trois paroisses. Sans doute sont-ils eux aussi intrigués par ce lieu fortifié par les Romains, érigé en couvent par l'évêque Altmann de Passau en 1083, deux fois incendié, réquisitionné en école national-socialiste, occupé par 3 000 soldats russes... mais toujours vivant. Sur la rive sud du Danube, le mont Cassin autrichien garde son mystère.
Business » Economics
Fujitsu sale hits Thai workers
7,000 jobs lost if Toshiba closes factory
- By: NAREERAT WIRIYAPONG
- Published: 27/01/2009 at 12:00 AM
- Newspaper section: Business
About 7,000 Thai employees of Fujitsu Ltd are facing an uncertain future after the Japanese hard-disk drive maker agreed to divest its HDD business and sell the global operation to rival Toshiba.
The global economic slowdown has hit electronics workforces severely, as lots of factories announced layoffs to cut costs.
After 20 years of operation in Thailand, Fujitsu has taken a similar route with the sale to Toshiba. Details of the agreement are expected to be announced next week.
"We are not sure about the future of Fujitsu's Thai unit and our staff. Once the deal is officially announced next week, employees will be informed of the plan," said an official at Fujitsu who spoke on anonymity.
Fujitsu (Thailand), wholly-owned by the Japanese parent, has 7,000 employees at its three factories in Navanakorn Industrial Estate, Pathum Thani.
FTC produces 2.5-inch computer hard disk drives for overseas markets in Asia, Australia, Europe and North America. Sales totalled 54.2 billion baht in the last fiscal year ending in March 2008.
The Japanese maker, which ranks fourth globally after Seagate Technology, Western Digital (WD) and Hitachi Global Storage, has reportedly been intending to divest from its HDD business for several months as its margin dipped.
The official was hopeful that Toshiba would continue operations here after the takeover. It has no manufacturing presence in Thailand.
FTC factories were running at half capacity producing two million drives a month, the official acknowledged.
"We and other HDD makers are in the same situation as the global market has plunged by 50% to 60%," he said.
US-based Seagate and WD announced plans to cut back Thai operations and lay off hundreds of employees to trim costs amid unfavourable market conditions.
Seagate is implementing a 6% job cut or almost 3,000 people globally while WD plans to close factories in Thailand and Malaysia.
Analysts anticipated weakening PC sales would hurt HDD demand in 2009, as the PC sector accounted for more than 80% of total shipments in the third quarter of last year.
According to IDC, the global information technology reseach company, preliminary results showed the PC market in Asia-Pacific excluding Japan dropped for the first time in 10 years in the fourth quarter of last year.
The volume, which was off 14% sequentially and 5% year-on-year to reach 17.2 million units in the quarter, was the first decline since the third quarter of 1998 when the region was suffering from the Asian financial crisis, IDC said in its report issued last week.
Domestic demand in key markets such as China underperformed expectations, as the regional market grew only 9% in 2008 compared to 22% a year earlier, it added.
The Electronics and Computer Employers' Association estimates 3% or 6,000 of the 240,000 people working in the industry will lose jobs in the first half of this year. It has 52 members in the electronics and parts industry.
Business » Telecommunications
Too hot to handle?
iPhone launch only highlights woeful state of local 3G services
- By: Srisamorn Phoosuphanusorn and Komsan Tortermvasana
- Published: 19/01/2009 at 12:00 AM
- Newspaper section: Business
The long-awaited iPhone 3G has finally arrived in Thailand, with the third-ranked mobile operator True Move staging a gala launch that drew thousands of people.
True Corp CEO Supachai Chearavanont (right) celebrates with the first official purchaser of an iPhone 3G at a launch party that drew crowds to Siam Paragon up until midnight Friday.
The iconic handset revolutionised the user interface by replacing most keystrokes normally required with taps and drags on its touchscreen. As a result, users can quickly manage their e-mail or search content.
Finding and downloading a song on the iPhone are also a snap and at least three times faster than the same exercise through a network operator's portal, thanks to the much faster data speed of the third-generation (3G) standard.
But despite its high appeal, the iPhone 3G has raised some interesting questions, including how many Thai users can take full advantage of its rich features.
Or more to the point: Does Thailand have the 3G mobile broadband services available to accommodate the popular enriched data-enabled smartphone?
Besides, given its steep price tag, another question arises: Does the iPhone make sense for consumers and operators in Thailand, where voice calls dominate mobile use?
Top executives at rival companies are watching coolly as the third-ranked operator attempts to promote the iPhone.
They say the device was designed primarily to deliver rich content so its basic phone functions are relatively poor.
But in Thailand, data traffic is only 10% of mobile operators' revenue.
One executive said: "Imagine using the iPhone for data on WiFi or GPRS, and not on 3G. Why do people need to pay such high prices for a handset when they cannot take full advantage of the features it has to offer?"
The two largest operators, Advanced Info Service (AIS) and DTAC, decided last year to scale down their investment on 3G network upgrades in light of the flagging economy and shrinking consumer spending.
For an average consumer, it may not make much sense to pay more than 25,000 baht for an iPhone 3G when the most he can get from any operator in the foreseeable future is 2.5G speed.
The same could be said for the local operators. In exchange for the right to distribute the much sought-after handset, Apple asked True Move and DTAC to each commit to 300,000 units within three years and AIS 400,000 units.
The executive said the inventory costs would be massive. For example, True Move is required to set aside 7.5 billion baht for the quota it got.
Add that to the fact that the deal is not exclusive and up to one million iPhones could be pushed into the Thai market this year, and the prospect of a big profit could be elusive at best.
Since its US launch, fewer than 100,000 units of smuggled or grey-market iPhones have been sold each year in Thailand.
Another telecom source said AIS's decision to temporarily suspend its talks with Apple about marketing the phone in Thailand made economic sense.
He said that not only did AIS need to shoulder a huge inventory cost, it would face intense competition now that a large number of touch-screen handsets, both 2G and 3G capable, were on the market.
The competition could bring iPhone prices down significantly, especially now that the global leader Nokia has jumped onto the touch-screen bandwagon.
An industry source said True Move had received lukewarm response due to the iPhone's high price, with only 5,000 customers making advance reservations online. True Move did not provide sales figures but it extended its launch party at Siam Paragon to midnight on Friday to accommodate the big crowd.
True Move is offering a series of promotional tariff packages together with the subsidised handset, which can be paid in interest-free instalments. Starting from a monthly payment of 1,399 baht for 24 months (33,576 baht total), the package would include phone calls, SMS and data downloading over WiFi.
To push demand, True Move has brought down its iPhone prices by offering the 8GB model at 23,275 baht and the 16GB model at 27,075 baht.
With the promotion, postpaid customers - of True fixed-line phones, dial-up and high-speed broadband internet, mobile phone, PCT and TrueVisions pay TV - are required to sign up for the service for 12 months with a monthly payment of 599 baht for unlimited usage of WiFi, Edge and GPRS. The package also includes 300 minutes of phone calls plus 300 SMS messages.
Customers who purchase iPhone 3G handsets alone will have to pay 24,500 and 28,500 baht, respectively.
The source said the revised packages had attracted about 3,000 customers to buy the handsets without signing up for True services.
| ตีนตบ : ยุคสุดท้ายของการประท้วงแบบอันธพาล |
| โดย บัณรส บัวคลี่
| 4 มกราคม 2552 21:04 น. |
 |
|
คนของรัฐบาลเริ่มเจอเสื้อแดงและตีนตบประท้วงระหว่างเดินทางไปต่างจังหวัดแล้วประปราย สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่อุบลราชธานี , สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เจอที่ลำปาง ส่วนที่เชียงใหม่ยกไปปิดล้อมโรงแรมของพ่อเลี้ยงคะแนน สุภา เพื่อตรวจหา รมว.ไพบูลย์ แก้วทอง ฯลฯ ข่าวและคอลัมนิสต์ส่วนใหญ่ใช้คำว่า ดาบนั้นคืนสนอง บ้างก็ว่าโดนย้อนเกล็ด บ้างก็วิเคราะห์ว่า รัฐบาลจะไปรอดได้ยังไงไปเหนือ-อีสานไม่ได้ เพราะจะโดนตีนตบขับไล่ อันที่จริงรัฐบาลรอดไม่รอดไม่ใช่เพราะขบวนเสื้อแดงถือตีนตบไปไล่ทุกที่ในอีสานและเหนือหรอกครับ รอดไม่รอด ... ขึ้นอยู่กับสังคมไทย ที่หมายถึง รัฐบาล สื่อ สังคมไทย ประชาชนส่วนใหญ่ เข้าใจธรรมเนียมการประท้วงดีพอแค่ไหน ถ้าดักดานอยู่ตรงที่ติดใจว่ามีคนประท้วงอยู่ริมถนนก็เป็นอันจบ ไม่ต้องไปไหนแล้วครับประเทศไทย จมอยู่ในบัญชีเดียวกับเพื่อนบ้านอินโดจีนแถวๆ นี้แหละอย่าได้โงหัวออกไปสู่ระดับสากลเลย ก่อนหน้านี้สังคมไทยในยุคเจ้าขุนมูลนาย ที่หมายถึงยุคประชาธิปไตยแบบอำมาตย์ /ข้าราชการ / หรือผู้มีตำแหน่งทางการเมืองเท่ากับเป็นผู้มีศักดิ์มักจะได้รับสิทธิ์ของการให้ความเกรงใจเป็นพิเศษจากชาวบ้านร้านถิ่นทั่วไป ไม่ใคร่มีใครหรือคนกลุ่มใดกล้าแสดงตนปฏิเสธแบบ..กูไม่ชอบมึงซึ่งหน้า เพิ่งจะมายุคทักษิณนี่แหละที่เกิดกระแสดังกล่าวชาวบ้านร้านถิ่นแสดงตัวไม่ชอบหน้า บ้างก็รวมตัวกันไปแสดงตนประกาศไม่ชอบหน้า บ้างก็ไปถือป้ายให้ออกจากตำแหน่ง ผมยังจำได้ถึงสีหน้าแววตาของข้าราชการทั้งตำรวจ ฝ่ายปกครอง รวมถึงคนมีตำแหน่งแห่งที่ในวันที่มีคนหยิบมือเดียวไปยกป้าย 1 แผ่นขับไล่ทักษิณออกจากตำแหน่งที่สนามบินเชียงใหม่เมื่อปลายปี 2548 นั่นเป็นแววตาของขุนนาง-อำมาตย์ที่พลัดหลงมาในระบอบประชาธิปไตยชัด ๆ !! คนที่คิดว่าประชาชนประท้วงโดยสงบ-ปราศจากอาวุธไม่ได้ ก็คือ พวกซากเดนศักดินาเท่านั้น ... ในครั้งนั้นข้าราชการ-ตำรวจ-นักการเมืองที่เข้าใจว่าพวกตนคือผู้อยู่ในวิถีประชาธิปไตย กลับไม่เข้าใจเรื่องพื้นฐานของการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ขอยืนยัน ! ประชาชนมีสิทธิ์ประท้วง – แสดงออกซึ่งความรู้สึกทางการเมืองของตนต่อนักการเมืองที่เป็นบุคคลสาธารณะอย่างเปิดเผย จะเสื้อแดง เสื้อเหลือง ถือมือตบ ตีนตบ ล้วนกระทำได้ทั้งสิ้น หากแต่ต้องอยู่ในกรอบกติกาข้อกฎหมาย-เท่านั้น !! ปัญหาของสังคมไทยวันนี้ไม่ใช่เรื่องไปตื่นตูมว่า มีคนถือตีนตบไปดักรอที่โน่นที่นี่ แต่อยู่ที่ความเข้าใจพื้นฐานร่วมกันว่าประท้วงแบบไหนที่อยู่ในกรอบ และแบบไหนที่เลยเถิดกระทำมิได้ ถ้ายังดื้อดึงก็ต้องเอาตัวไปลงโทษตามกฎที่กำหนดร่วมกัน จะเป็นไรมี ถ้าอาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ไปที่ลำปาง หรือ เชียงใหม่ อีกครั้งแล้วมีประชาชนที่ไม่พอใจบทบาทของอาจารย์ออกมายืนถือป้ายประท้วงที่ฟุตบาทด้านหน้าโรงแรมที่พัก นี่เป็นเรื่องปกติมากของสังคมประชาธิปไตย ต้องยอมรับการแสดงออกต่อสาธารณะของประชาชนจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วยก็ตาม ปัญหาก็คือกลไกรัฐและนักการเมืองไทยในยุคก่อนหน้านี้เห็นว่าเป็นสิ่งแสลงตาแสลงใจ และอาจจะนำมาสู่การถูกสั่งย้าย ก็เลยพยายามใช้อำนาจบางชนิดไประงับ ‘สิทธิ’ ตามกฎหมายดังกล่าวปัญหาก็จะเกิดต่อไป ในทางกลับกันสมมติว่ากลุ่มเสื้อแดงที่ไปยืนประท้วงอาจารย์สมเกียรติหน้าโรงแรมไม่เข้าใจว่าสิทธิ์ของตนมีแค่ไหน แส่ไปปิดประตูทางเข้าโรงแรม หรือล้ำเข้ามาบนถนนมีคนบีบแตรก็ใส่เกือกไปไล่ทุบรถเขา หรือไม่ก็บ้าเลือดไปขว้างปาใส่ อีแบบนี้จับทันทีครับ ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นธรรมเนียมการประท้วงแบบอารยะในวิถีประชาธิปไตยก็จะกลายเป็นประชาสถุล-ประชาถ่อยซึ่งรังแต่จะทำให้บ้านเมืองนี้ถอยหลัง นี่เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของสังคมไทย จำได้ว่าเด็ก ๆ เคยอ่านประวัติของ ยู.เอส.แกรนท์ ( Ulysses S. Grant) นายพลผู้ชนะสงครามกลางเมืองและกลายเป็นประธานาธิบดีต่อจากอับราฮัม ลิงคอล์น คือเมื่อประมาณ 150-170 ปีก่อน อเมริกายุคนั้นขัดแย้งทั้งเรื่องเศรษฐกิจกับอุดมการณ์สิทธิเสรีภาพจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองอย่างที่รู้กัน อีกทางหนึ่งอเมริกาก็กำลังพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่เริ่มสร้างขึ้น ประชาชนของเขาในยุคเพิ่งเข้าใจเรื่องสิทธิ และเสรีภาพเลือกตั้งกันทีก็แบ่งฝ่ายแบ่งขั้วเหมือนบ้านเรานี่แหละ เด็ก ๆ ที่พ่อแม่สนับสนุนพรรคตรงกันข้ามก็แบ่งข้างกันด่า Whigs! Whigs! you are a pig ! ส่วนอีกพรรค ในความทรงจำลางเลือนเข้าใจว่าเป็น Democratic Party ต้นธารของเดโมแครตปัจจุบันก็ถูกเด็กอีกฝ่ายด่าว่าเป็นลา (หมายเหตุ - พรรค Whig เป็นพรรคการเมืองยุคแรก ๆ ของอเมริกาและถูก Republican ยุคหลังสงครามกลางเมืองพัฒนาขึ้นมาแซงหน้าจนต้องจมหายไปในประวัติศาสตร์) เสร็จแล้วก็ขว้างปาก้อนหินใส่กันหัวร้างข้างแตก ! กว่าที่อเมริกาพัฒนาประชาธิปไตยของเขามาได้ถึงปัจจุบันได้ต้องผ่านเรื่องราวหัวร้างข้างแตกไปจนถึงการจับปืนทำสงครามมาก่อนแล้วจึงค่อยนำมาสู่วิถีประชาธิปไตยแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ของเรานี่ที่เจ็บ-ตายไปแล้วยังไม่มากพออีกหรือ-หือสังคมไทย !!? ขัดแย้งได้ แสดงออกได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบไม่รุนแรง ไม่ใช้อาวุธ แสดงออกในความเห็นต่างได้ อีกฝ่ายไม่มีสิทธิ์ไปทำร้ายหรือยับยั้ง เสื้อแดงถือตีนตบจะไปประท้วงใครที่ไหน – เชิญเถิด !! ถ้าอยู่ในกรอบ ก็อย่าได้ไปทำอะไรเขาโดยเฉพาะแฟน ปชป. ก็อย่าได้ไปขัดขวางไล่ตีไล่ทุบเพราะจะกลายเป็นพวกถ่อยอันธพาลกับเขาไปด้วย แต่ถ้ายกไปปิดประตูโรงแรม ถือถุงขี้เยี่ยวมาก็ต้องกันไว้ หรือบ้าขึ้นมาไปไล่ทุบทำร้าย .. ฝ่ายที่รักษาความสงบของบ้านเมืองก็ต้องดำเนินการให้เฉียบขาดถึงที่สุด ตีนตบ-เสื้อแดง ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย ดีเสียอีกที่สังคมไทยจะช่วยกันทำให้ธรรมเนียมการประท้วงของประชาชนกลายเป็นบรรทัดฐานที่ ถูกต้องอยู่ในกรอบขึ้นมา.. ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่การเมืองใหม่ !
| สบจังหวะล้างตำรวจซ่นทีน !! |
| โดย บัณรส บัวคลี่
| 26 มกราคม 2552 21:24 น. |
 |
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
ในโลกนี้มีตำรวจที่ดีมากมาย แต่ก็ไม่น้อยที่มีตีนตบในหัวใจเข้าข่ายเป็นตำรวจซ่นทีน ! พฤติกรรมที่น่าหดหู่สลดสังเวชที่สุดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดขึ้นภายในสถานปฏิบัติธรรมภูผาน้ำฟ้า อำเภอแม่แตง เชียงใหม่ ตำรวจนั้นรู้ล่วงหน้าตั้งแต่เช้าเพราะมีการปลุกคนผ่านวิทยุ ผู้การฯเชียงใหม่ก็รับรู้ขนาดโทรฯคุยกับผู้ประสานงานฝ่ายอโศกล่วงหน้า แต่ที่สุดจัดส่งตำรวจไปไม่ได้ช่วยอะไรเลย แถมซ้ำร้ายยิ่งกว่าเดิมเพราะอันธพาลยิ่งฮึกเหิมบอกต่อกันว่าตำรวจเป็นพวกเดียวกัน ! มีนายตำรวจระดับรองผู้การจังหวัดซึ่งจ่อนายพลอยู่มะรอมมะร่อลงไปดูแล-ควบคุมขบวนเสื้อแดงอย่างใกล้ชิด รองผู้การฯคนนี้คุ้นหน้าตั้งแต่ปี 2544 เพราะเข้าออกสำนักงานไทยรักไทยถนนลอยเคราะห์ตั้งแต่เป็นรองผู้กำกับจราจร ต่อมาก็เติบโตเป็นผู้กำกับอำเภอสันกำแพงอยู่ในพื้นที่มาโดยตลอด ปรากฏกลุ่มเสื้อแดงวิวาสะบุกเข้าไปในสถานปฏิบัติธรรมแบบต้องเดินเท้าจากประตูเข้าไปถึง 2 ก.ม. ตำรวจก็ดีใจหายบอกว่ากำลังน้อยห้ามปรามไม่ได้ต้องปล่อยบุกเข้าไป พอไปถึงคนที่กินตำแหน่งรองผู้การฯ ก็ยืนตาปริบ ๆ ปล่อยอันธพาลยิงหนังสะติ๊กเข้าใส่ ปล่อยให้ทุบทำลายท่อน้ำ 14 จุด เผากระท่อม ที่ร้ายกว่านั้นปล่อยให้อันธพาลเอาตีนตบไปตบใส่ศีรษะสมณะผู้ครองศีลอย่างมันมือ ! หลังจากอาละวาดหนำใจกลับไปแล้ว ตำรวจชั้นผู้น้อยมาสำรวจความเสียหายเพื่อเขียนบันทึกประจำวันแต่ไม่กล้าให้เจ้าของที่เซ็นบอกว่าเจ้านายขอดูก่อน วันรุ่งขึ้นมาใหม่ตำรวจเอาช่างมาซ่อมท่อประปาแทนกลุ่มอันธพาลเรียบร้อย แถมบันทึกประจำวันใหม่ที่ระบุว่าไม่มีอะไรเสียหาย วันรุ่งขึ้นเสื้อแดงอาละวาดต่อเพราะมีข่าวรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณลงเครื่องตอนเย็น เสื้อแดงประกาศระดมพลตั้งแต่บ่ายยกพวกไปปิดถนนทางเข้าออกสนามบินทุกจุด เช่น ทางออกจากกองบิน 41 ก็มีอยู่ประมาณ 40 คนตั้งด่านตรวจรถทุกคัน มีคนแจ้งเข้าไปตำรวจท้องที่ สภ.ต.ภูพิงค์ฯ กลับเงียบกริบปล่อยคนตั้งด่านตรวจรถคนสัญจรเหมือนกับบ้านเมืองไม่มีขื่อแป ที่นึกขึ้นได้ตำรวจสถานีนี้เคยสร้างวีรกรรมแอบส่งข้อมูลคุณเบญจมาศ สาวมือตบให้กับเสื้อแดงมาแล้ว ตกค่ำตำรวจทำท่าขึงขังระดมกำลัง 3 โรงพักเอารั้วเหล็ก-โล่-กระบองติดกายมาตั้งด่านหน้าหอประชุม ม.ช. คนที่ควบคุมกำลังบนถนนตรงนั้นก็รองผู้การฯ คนที่ไปแม่แตงคนเดิม ตอนที่มีรถเก๋งออดี้พุ่งชนรั้ว ควบคุมตัวคนขับไม่นานมีคำสั่งให้ปล่อยบอกว่าเข้าใจผิด ตำรวจเมืองนี้ทำงานฉับไวจริง ๆ ไม่ตรวจเลยหรือเผื่อมีผ้าโพกแดงอยู่ที่เบาะหน้ารถ ตำรวจไม่ตรวจสอบเลยหรือว่าเก๋งออดี้คันดังกล่าวไม่มีอยู่ในรายงานของหน่วยการข่าว ซึ่งต้องไปติดตามบันทึกการชุมนุมเสื้อแดงแต่ละครั้งก่อนหน้า บางหน่วยละเอียดถึงขั้นบันทึกรถและทะเบียนของผู้ไปร่วมเอาไว้ด้วย สมมติมีบันทึกของหน่วยการข่าวจริงคนที่สั่งปล่อยตัวจะรับผิดชอบยังไงนี่ ? ถ้าบังเอิญมีการเอาภาพถ่าย-วีดิโอที่เสื้อแดงไปอาละวาดตามงานต่าง ๆ ก่อนหน้าปรากฏมีนายคนที่ขับรถเก๋งออดี้รวมอยู่มาแฉ ตำรวจจะแก้ตัวยังไง !? เพราะหากมีการตั้งข้อหาดำเนินคดีนายคนดังกล่าวอาจจะเจอข้อหาหนัก ขัดขวางเจ้าพนักงาน-พยายามทำร้ายเจ้าพนักงาน ฯลฯ ต่อจากนั้นกลุ่มเสื้อแดงก็บุกเข้าไปภายในหอประชุม เชื่อไหมคนที่ประกบแกนนำเสื้อแดงอย่างใกล้ชิดก็คือรองผู้การฯคนเดิมและก็ปล่อยให้อันธพาลหน้าตัวเมียไปตบหน้าอาจารย์หญิง ไม่สั่งการอะไรสักอย่างปล่อยอันธพาลวิ่งหนีไปลอยนวล นโยบายเร่งสร้างสมานฉันท์ปรองดองแห่งชาติที่รัฐบาลประกาศเป็นวาระเร่งด่วนลำดับแรกมีเนื้อหาสำคัญให้กฎหมายเป็นใหญ่ใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ ยังไม่เป็นจริงหรอกตราบใดที่ตำรวจซึ่งเป็นต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรมยังมีพฤติกรรมตีนตบ-เป็นตำรวจซ่นทีนแบบนี้ การโยกย้ายข้าราชการนั้นเป็นธรรมเนียมที่รัฐบาลแต่ละยุคใช้กันไม่มีเว้นว่ารัฐบาลไหนที่แตกต่างก็คือรัฐบาลใช้หลักการใดในการพิจารณา บางรัฐบาลเน้นความเป็นพวกกูละเลยหลักคุณธรรม บางรัฐบาลเหิมเกริมถือว่ามีอำนาจในมือก็หักกันซึ่งหน้า ไม่แยแสสังคมว่ามีเหตุผลรองรับแค่ไหน ฟันน่ะฟันได้เหมือนกันหมดแหละ ที่ต่างขึ้นกับใครฟันได้เนียนแค่ไหน !! นักการเมืองเก๋าไม่เก๋าให้ดูที่กระบวนท่า บ้างเปิดเวทีปั๊บก็โหมรุกใส่ทันทีเพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงกันข้ามตั้งตัว บ้างก็รอจังหวะปล่อยให้ฝ่ายตรงกันข้ามเปิดช่องโหว่ก่อน อย่างที่สุนทรภู่ท่านว่า ‘สงวนคมสมนึกใครฮึกฮัก จึงค่อยชักเชือดฟันให้บรรลัย’ นั่นแหละครับ สังเกตน้ำเสียงให้สัมภาษณ์ของสุเทพ เทือกสุบรรณ หลังกลับกรุงเทพฯสงสัยจะได้เห็นกระบวนท่าชักเชือดฟันให้บรรลัยกันเร็ว ๆ นี้ สัญญาณที่ส่งออกมามีจังหวะเวลาที่เป็นเงื่อนไขสำคัญอยู่หลายประการโดยเฉพาะการเตรียมดีเดย์ทำสงครามมวลชนในฤดูแล้งของแก๊งสามเกลอซึ่งกำหนดนัดเช็คกำลังพลนัดแรก 31 มกราคมที่จะถึง สองสัปดาห์มานี้กำลังเสื้อแดงในแต่ละจังหวัดอ่อนแอลงไปมากหลายแห่งแตกแยกเป็น 2-3 องค์กรไม่ว่าภาคอีสานหรือภาคเหนือ อย่างที่เชียงใหม่ เป๋ คลองเตย แตกคอกับ เพชรวรรต ไปนานแล้วต่างก็มีวิทยุชุมชนของตัวเองพยายามสร้างผลงานเรียกราคาให้ตนเอง แต่นั่นแหละเสื้อแดงแม้อ่อนลงไปก็จริงแต่ก็ใช่ตะเกียงไร้น้ำมันโดยสิ้นเชิง ถ้าดูเบาคิดว่ามวลชนเสื้อแดงจัดซื้อจัดจ้างมาทั้งหมดถือว่าประเมินผิดตั้งแต่ต้น ยิ่งเสื้อแดงพลพรรคทักษิณอยู่ในสภาพถอยสุดซอยใกล้จนตรอกแค่ไหนความเสี่ยงของเหตุรุนแรงไม่คาดฝันยิ่งมากขึ้น..หากผนวกกับความปัจจัยผันแปรเช่นคุมกลไกรัฐไม่ได้จริงมีโอกาสที่เรื่องเล็กจะเป็นเรื่องใหญ่ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงหนีไม่พ้นต้องเร่งจัดการปัญหาภายในกลไกรัฐให้อยู่ในสภาพรุก-รับได้อย่างวางใจ จากปัจจัยแวดล้อมทั้งหมด-การรอจังหวะบ่มสถานการณ์เพื่อความชอบธรรม และเงื่อนเวลาศึกฤดูแล้งใกล้มาถึง จึงน่าเชื่อว่าจะมีการจัดการล้างบรรดาสีกากีซ่นทีนในเร็ววันนี้ – ฟันธง !
| | | | | | | | | | | |
| โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
| 16 ธันวาคม 2551 17:15 น. |
 |
|
บทที่ฟ้าจะเปลี่ยนสี บ้านเมืองจะเปลี่ยนแปลง ก็เปลี่ยนแปลงได้อย่างฉับพลัน ชนิดที่ทำให้คนไทยและนักการเมืองตั้งตัวไม่ติด วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ภายหลังจากที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย เพราะกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ประกาศเป็นชัยชนะของประชาชนเพราะบรรลุวัตถุประสงค์การชุมนุม และยุติการชุมนุมในวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2551 โดยประกาศเป็นเงื่อนไขว่า หากระบอบทักษิณกลับมา หรือรัฐบาลใหม่ไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ก็จะกลับมาอีก การยุติการชุมนุมด้วยบทพิสูจน์ความชอบธรรมตามคำวินิจฉัยยุบพรรคการเมือง และเก็บซ่อนเขี้ยวเล็บที่น่าเกรงขามเอาไว้ ทำให้ฝ่ายการเมือง นักวิชาการ และฝ่ายทหารต้องไปช่วยกันทำหน้าที่ในช่วงเวลาสุญญากาศเพื่อเปลี่ยนอำนาจรัฐให้พ้นจากระบอบทักษิณ ป้องกันไม่ให้วิกฤตทางการเมืองกลับคืนมาอีก การเปลี่ยนอำนาจรัฐให้พ้นจากระบอบทักษิณ มีอยู่ 3 ทางเลือกคือ 1. พลิกขั้วทางการเมือง 2. ตั้งรัฐบาลแห่งชาติมาจากคนกลางเมื่อมีสุญญากาศ และ 3. รัฐประหาร ฝ่ายการเมืองเลือก “พลิกขั้วทางการเมือง” ประชาธิปัตย์เลือกที่จะตั้งรัฐบาลไปก่อนโดยเร็วที่สุดเพื่อชิงเปิดสภาฯ เพื่อความได้เปรียบเมื่อตัวเองสามารถรวบรวมเสียงข้างมากเอาไว้ได้ โดยมองข้ามข้อกฎหมายไปก่อนว่า นายชัย ชิดชอบ จะสิ้นสถานะความเป็นประธานรัฐสภาซึ่งมาจาก ส.ส.ในระบบสัดส่วนจากพรรคการเมืองที่ถูกยุบพรรคไปหรือไม่? วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551 นายเนวิน ชิดชอบ ได้พบกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และกอดกัน พร้อมกับประกาศอย่างชัดเจนว่าจะสนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี การได้รับการยืนยันจากนายเนวิน ชิดชอบ แม้ว่าจะมีเสียงครหาในเรื่องความไม่ชัดเจนเรื่องส.ส.ในระบบสัดส่วน และความไม่เหมาะสมในฐานะที่นายเนวินเป็นคนที่ถูกเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง รวมถึงประวัติในทางลบในช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่ปัจจัยของนายเนวิน ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญทำให้กลุ่ม ส.ส. ต่างๆ ไหลเปลี่ยนขั้วตามมาอีกหลายกลุ่มจนตั้งเป็นรัฐบาลได้สำเร็จ และการมีกลุ่มเพื่อนเนวินร่วมกับอภิสิทธิ์คือการลดอำนาจของระบอบทักษิณอย่างฉับพลัน แม้ว่าประชาชนจำนวนมากจะรู้สึกว่ากลุ่มเพื่อนเนวินมีประวัติด่างพร้อยและไม่เป็นที่น่าไว้วางใจ แต่การดึงกลุ่มเพื่อนเนวินออกจากระบอบทักษิณจนพลิกขั้วทางการเมืองได้สำเร็จ คือความพ่ายแพ้ยับเยินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดังปรากฏในวีซีดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ได้นำมาเปิดที่สนามศุภชลาศัย เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2551 แสดงความคับแค้นใจว่าการกระทำของกลุ่มเพื่อนเนวินคือ การหักหลังประชาชน และข่มขู่อาฆาตว่าคนที่ทำเช่นนี้ทั้งตระกูลก็จะอยู่ไม่ได้ ตามมาด้วยการคุกคามทั้งต่อร่างกายและทรัพย์สินจากกลุ่มคนเสื้อแดง และเป็นครั้งแรกที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกอาการพ่ายแพ้ และเปรียบตัวเองว่า ยิ่งกว่าหมาจนตรอก! นับตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา ไม่เคยมีใครคิดว่าจะมีใครที่จะโค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือเปลี่ยนขั้วทางการเมืองได้ จึงทำให้ข้าราชการทั้งหลายต่างปรนเปรอและรับใช้รัฐบาลในระบอบทักษิณอย่างไม่ลืมหูลืมตา และทำให้ต้องติดคุกถูกไล่ออกจากราชการในเวลาต่อมาไปแล้วหลายคน แม้หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ข้าราชการทั้งหลายก็ยังเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ หรือพรรคพลังประชาชนจะกลับมาชนะและจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากอีก ก็ทำให้ข้าราชการและรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ใส่เกียร์ว่างในการสะสางปัญหาของระบอบทักษิณต่อไป แต่การพลิกขั้วการเมืองครั้งนี้ ทำให้เกิดการสูญเสียอำนาจรัฐให้กับขั้วการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 8 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่สัญญาณการพลิกขั้วทางการเมืองเริ่มชัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ได้เกิดปรากฏการณ์ของข้าราชการเปลี่ยนสีแบบฉับพลันอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการบางส่วนได้เริ่มปฏิบัติตามข้อเรียกร้องบางส่วนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยฉบับที่ 29/2551 ลงวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2551 เป็นการเริ่มปฏิบัติตามข้อเรียกร้องโดยที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังไม่ทันจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีเลยด้วยซ้ำไป! วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ในช่วงเวลาประมาณ 12.00 น. แกนนำพันธมิตรฯ ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 29/2551 มีข้อเรียกร้องให้ปลดข้าราชการหลายคนที่รับใช้ระบอบทักษิณ รวมถึงอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ พร้อมเสนอให้ถอดรายการความจริงวันนี้ และปฏิรูปสื่อทั้งระบบ ช่วงเย็นวันเดียวกัน นายสุริยงค์ หุณฑสาร รักษาการผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที (ช่อง11) ยอมรับอย่างเป็นทางการว่าได้ถอดรายการความจริงวันนี้ ออกแล้ว เพราะทางสถานีได้จัดรายการอื่นมาแทนเพราะมีประโยชน์มากกว่า ทั้งๆ ที่รายการความจริงวันนี้เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลที่ทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม โดยไม่มีใครทำอะไรได้ มา 6 เดือนกว่า วันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2551 นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ได้เปิดเผยว่า ได้มีหนังสืออย่างเป็นทางการถึงบรรณาธิการนิตรสาร ดิ อิโคโนมิสต์กรมสารนิเทศ เพื่อประท้วงเนื้อหาในนิตยสารดังกล่าวฉบับวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ภายหลังจากที่สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีได้ออกอากาศการจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ของนิตยสารดังกล่าวในเช้าวันเดียวกัน วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551 กระทรวงการต่างประเทศได้ยกเลิกหนังสือเดินทางทูตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว และเตรียมส่งให้กฤษฎีกาตีความต่อในกรณีของหนังสือเดินทางอื่นๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นตามข้อเรียกร้องส่วนหนึ่งในแถลงการณ์พันธมิตรฯ ฉบับที่ 29/2551 ลงวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2551 และเป็นไปตามที่ น.ต.ประสงค์ สุ่นสิริ ได้มีหนังสือทวงถามและขอให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศทำหน้าที่ของตัวเองในการเพิกถอนหนังสือเดินทางทุกประเภทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดข้างต้น เกิดขึ้นหลังวันกอดกันกลมเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ทำให้เข้าใจได้ว่า สิ่งที่ข้าราชการควรจะทำได้และไม่ได้ทำนั้นมีอยู่มากมายในเวลาที่นักการเมืองในระบอบทักษิณปกครองประเทศ และในเวลาที่เกิดสุญญากาศหรือการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง ข้าราชการเหล่านี้ก็สามารถปรับเปลี่ยนท่าทีต่อระบอบทักษิณได้อย่างรวดเร็ว ยังไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์ข้าราชการเปลี่ยนสีฉับพลัน จะมีการเปลี่ยนแปลงขนาดไหน แต่สะท้อนให้เห็นว่าสมรภูมิของระบอบทักษิณกำลังพ่ายแพ้อย่างยับเยินแล้ว ใครจะเชื่อว่าข้อความที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พูดถึงอนาคตตัวเองจะเหมือน “ปากพระร่วง” พูดอะไรที่ยังไม่จริงโกหกในวันหนึ่ง แต่เกิดเป็นเรื่องจริงหลังจากนั้นไม่กี่วัน 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พูดโฟนอินที่รัชมังคลากีฬาสถานอ้างว่า “ครอบครัวต้องแตกกระสานซ่านเซ็น พ่อไปอยู่ทาง แม่ไปอยู่ทาง ลูกไปอยู่ทาง” ทั้งๆ ที่ในตอนนั้นมีภาพถ่ายครอบครัวนี้เดินชอปปิ้งที่อังกฤษกันอย่างอบอุ่น แต่หลังจากนั้นไม่นาน วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 อังกฤษได้เพิกถอนวีซ่าของ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน และคู่สามีภรรยาได้หย่าร้างกันที่ฮ่องกงในวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 25551 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้โอดครวญว่าจะถูกเพิกถอนหนังสือเดินทาง และได้เปรียบเทียบตัวเองว่าเป็นยิ่งกว่าหมาจนตรอก เช้าวันต่อมาประเทศไทยมีรัฐบาลเปลี่ยนขั้ว พร้อมๆ กับการที่กระทรวงการต่างประเทศประกาศยกเลิกหนังสือเดินทางทูตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สภาพใกล้จะไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ยิ่งกว่าหมาจนตรอกจริงๆ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พูดถึงตัวเองในทางร้ายได้แม่นยำยิ่งกว่า หมอลักษณ์ฟันธง หรือ หมอกฤษฎ์คอนเฟิร์ม เสียอีก เพราะสมรภูมิต่างประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้พ่ายแพ้ไปแล้ว หลังจากที่ประเทศอังกฤษได้ยกเลิกวีซ่าเข้าประเทศ ทำให้หมดความชอบธรรมในการโฆษณาทางสากล และกำลังอยู่ในภาวะที่ลำบากเพิ่มมากขึ้นเมื่อหนังสือเดินทางกำลังทยอยถูกเพิกถอนไปเรื่อยๆ สมรภูมิทางกฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ พ่ายแพ้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากการตัดสินของศาลฎีกาในคดีการซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษกโดยไม่มีการอุทธรณ์ และพรรคพลังประชาชนที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคไปเพราะไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ สมรภูมิอำนาจรัฐ ได้พลิกขั้วทางการเมืองแล้ว ข้าราชการเริ่มเปลี่ยนสีฉับพลัน หลังจากนี้อีกไม่นานข้าราชการที่เป็นทาสรับใช้ระบอบทักษิณก็จะต้องเตรียมถูกโยกย้าย และถูกลงโทษไปเป็นจำนวนมาก สมรภูมิสื่อ กำลังเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนโดยฉับพลัน ทั้งทางโทรทัศน์และวิทยุของรัฐ สมรภูมิทางวิชาการ สายวิชาการที่อิงแอบสนับสนุนระบอบทักษิณจำนวนมากถูกจับได้ไล่ทัน และกำลังหมดความชอบธรรมลงเรื่อยๆ ในทางสังคม สมรภูมิการใช้ความรุนแรง ฝ่ายระบอบทักษิณจะต้องเผชิญหน้ากับอำนาจรัฐ ทหาร ตำรวจ และอำนาจสื่อที่เปลี่ยนมือ ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าระบอบทักษิณกำลังอ่อนแอลงเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ จะใช้โอกาสนี้ข้ามผ่านวิกฤตระบอบทักษิณให้พ้นได้สำเร็จหรือไม่? ข้อเรียกร้องของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้ง 13 ข้อนั้น ข้าราชการไทยได้เริ่มปรับตัวบางส่วนเพียงแค่เห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเท่านั้น แต่ทั้งหมดก็คงจะอยู่ที่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร? สำหรับรัฐบาลชุดใหม่ ที่ได้เข้าสู่อำนาจเพราะมีประชาชนที่เสียสละชุมนุมมานานถึง 193 วัน ด้วยความอดทน มุ่งมั่น สละกำลังทรัพย์ แรงกาย แรงใจ แม้กระทั่งสูญเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ และบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก จนทำให้เกิดการยุบพรรคและเปลี่ยนขั้วทางการเมืองในวันนี้ ยังไม่ได้ยินท่าทีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแม้แต่คำเดียวต่อข้อเรียกร้องของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้ง 13 ข้อ ถ้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังไม่ตระหนักถึงปัญหาวิกฤตของบ้านเมือง ไม่สนใจข้อเรียกร้องของพันธมิตรฯ ไม่ปฏิรูปสื่อ ไม่ปฏิรูปรัฐตำรวจแล้ว ก็อย่าไปหวังว่าจะไปสร้างการเมืองใหม่ได้เลย แม้แต่วิกฤตที่รออยู่ข้างหน้าก็จะข้ามผ่านไปไม่ได้อย่างแน่นอน ขออวยพรให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ โชคดี และไม่ทำให้ดวงวิญญาณของวีรชน และประชาชนผู้เสียสละทั้งหลาย ต้องเสียใจเพราะความผิดหวังกับนักการเมืองอีกเลย!
| | | | | | |
| PAD Directory หน่วยรบทางธุรกิจครอบครัวพันธมิตรฯ ! |
| โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
| 27 มกราคม 2552 14:55 น. |
 |
|
หลังการชุมนุมอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์การเมืองไทยถึง 193 วันได้ผ่านไป มีประชาชนในหลายจังหวัดได้สอบถามมาอย่างมากว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะเดินหน้าไปสู่การเมืองใหม่ได้อย่างไร? เพราะการเสียสละที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นจากประชาชนด้วยแรงกาย แรงใจ แรงทรัพย์ เสียสละแม้กระทั่งอวัยวะและชีวิตตลอดระยะเวลา 193 วันเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ 2550 และการขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิดได้สำเร็จก็เพราะมีความหวังว่าจะได้การเมืองใหม่สะสางความอยุติธรรมในสังคมไทยเพื่อนำความยุติธรรมกลับคืนมา แล้วอะไรคือการเมืองใหม่? การเมืองใหม่ คือ คำในเชิงเปรียบเทียบสิ่งที่ตรงกันข้ามการเมืองในระบบเก่าที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และจากการศึกษาของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพบว่า การเมืองใหม่มีเป้าหมายสรุปรวบยอดเป็นธงธรรม 4 ผืนคือ 1. พิทักษ์รักษา ปกป้อง และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ 2. ส่งเสริมให้คนดีปกครองบ้านเมือง ป้องกันมิให้คนไม่ดีมีอำนาจ 3. ให้ประชาชนมีส่วนร่วมการตัดสินใจทางการเมืองในทุกระดับอย่างแท้จริง 4. ทำให้พลบ้านกลายเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งทั้งในด้าน เศรษฐกิจ การศึกษา ข้อมูลข่าวสาร ที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งศีลธรรม อำนาจรัฐและพรรคการเมืองที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายการเมืองใหม่ได้ ต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญคือ “เสียสละ ซื่อสัตย์ กล้าหาญ” ซึ่งกำลังเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อรัฐบาลชุดปัจจุบันว่าจะสามารถทำให้เกิดการเมืองใหม่ได้หรือไม่? ช่วงเวลาที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยให้โอกาสรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำงานเพื่อสะสางปัญหาเก่า ฟื้นฟูสภาพปัญหาเศรษฐกิจ และสร้างการเมืองใหม่ จึงเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนเข้าร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต้องบ่มเพาะและขยายเครือข่ายเพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการต้องการการเมืองใหม่ หรือเตรียมสร้างการเมืองใหม่ด้วยมือประชาชนเองด้วยการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 4 ด้านคือ 1. ขยายมวลชนและขยายเครือข่ายสื่อของพันธมิตรฯ 2. สร้างเครือข่ายธุรกิจในหมู่พันธมิตรฯให้เข้มแข็ง 3. ขยายแนวรบทางวัฒนธรรม 4.แสวงหาพรรคการเมืองที่สนองตอบการเมืองใหม่ วันนี้จะขอกล่าวเฉพาะยุทธศาสตร์การสร้างเครือข่ายธุรกิจในหมู่พันธมิตรฯ ให้เข้มแข็ง เพราะการต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถึง 193 วัน นั้นได้เกิดความมหัศจรรย์ในสังคมของพันธมิตรฯ ที่ยากจะหาได้ในสังคมไทยส่วนใหญ่ นั่นก็คือการเสียสละผลประโยชน์ทางธุรกิจส่วนตัวเพื่อทำให้อนาคตชาติบ้านเมืองดีขึ้น ผู้ประกอบการรายเล็ก รายกลาง และรายใหญ่ จำนวนมากได้เสียสละเวลาทำมาหากิน เสียสละทรัพย์สมบัติ เสียสละแรงกายแรงใจ เพื่อเข้าร่วมกับการต่อสู้กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างหาญกล้า และทุ่มสรรพกำลังเพื่อโอบอุ้มสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV โดยไม่ได้หวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น พลังอำนาจทางเศรษฐกิจของประชาชนที่โอบอุ้ม ASTV นั้น สามารถจ่ายเงินเดือน และอยู่รอดได้ตลอดช่วงเวลา 193 วันโดยไม่มีโฆษณา ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาสำหรับสังคมไทยและสังคมโลก พลังอำนาจทางเศรษฐกิจของพันธมิตรฯ หากปล่อยทิ้งไว้ตามยถากรรมโดยไม่มีการจัดการ ก็อาจจะหายไปเป็นคลื่นกระทบฝั่ง ซึ่งน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะกลุ่มธุรกิจที่เสียสละเพื่อส่วนรวมเหล่านี้ สมควรอย่างยิ่งที่ประชาชนชาวพันธมิตรฯ จะต้องช่วยกันสนับสนุน เกื้อกูลซึ่งกันและกันให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น เพราะเมื่อธุรกิจเหล่านี้มีความเข้มแข็งมากขึ้น ศักยภาพในการเสียสละเพื่อส่วนรวมก็จะมีมากขึ้น เมื่อนั้นประเทศชาติก็ย่อมจะดีขึ้น ภายหลังจากการต่อสู้อย่างยาวนาน 193 วัน ได้เกิดปรากฏการณ์ในกลุ่มธุรกิจของพันธมิตรฯ ที่ได้ให้ข้อมูลมายังหนังสือพิมพ์ ASTV-ผู้จัดการ ที่น่าสนใจหลายประการ ประการแรก ประชาชนในหมู่พันธมิตรฯ มีความสัมพันธ์กับธุรกิจของพันธมิตรฯ เปรียบเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน อยากสนับสนุนธุรกิจในหมู่พันธมิตรฯ ด้วยกันมากขึ้น ประชาชนเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ต่อรองราคา ไม่ต้องการส่วนลด และบางครั้งอยากสนับสนุนซื้อเพิ่มมากขึ้น หรือถ้าเป็นธุรกิจบริการ เช่น ร้านอาหารพันธมิตรฯ หรือแท็กซี่พันธมิตรฯ ก็อยากให้ค่าทิปเพิ่มมากขึ้น ประการที่สอง กลุ่มธุรกิจพันธมิตรฯ เมื่อรู้ว่าลูกค้าเป็นพันธมิตรฯ เหมือนกัน ก็อยากจะให้ผลตอบแทนลูกค้าที่เป็นพันธมิตรฯ มากกว่าลูกค้าทั่วไป บ้างก็ให้ส่วนลด บ้างก็ไม่ยอมเก็บเงิน บ้างก็แจกของแถม บ้างก็ให้บริการลูกค้าพันธมิตรฯ เป็นกรณีพิเศษ ประการที่สาม กลุ่มธุรกิจที่เป็นพันธมิตรฯ ด้วยกัน มีความไว้เนื้อเชื่อใจกันมากขึ้น ถ้าจะซื้อหรือจ้างก็จะคิดถึงกลุ่มพันธมิตรฯ ก่อน และมีความเชื่อมั่นในคุณธรรมและศีลธรรม ประการที่สี่ ประชาชนที่ร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ ยังมีข้อเสนออยากซื้อผลิตภัณฑ์ ที่มีตราพันธมิตรฯ หรือ ASTV และยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยอยากเห็นร้านค้าของพันธมิตรฯ PAD Shop ในรูปแบบของสหกรณ์ ที่มีสินค้าของพันธมิตรฯ ขายอยู่ หรือมีร้านกาแฟของพันธมิตรฯ ที่ติดตั้งจอ ASTV เพื่อเป็นจุดศูนย์รวมของชุมชนชาวพันธมิตรฯ ประการที่ห้า กลุ่มนักธุรกิจ นักการตลาด นักบริหาร นักวิชาการ ที่ต่อสู้กับพันธมิตรฯ อยากเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสินค้า เพื่อต่อยอดสินค้าและบริการในหมู่ธุรกิจพันธมิตรฯ ให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ด้วยวิวัฒนาการดังกล่าวข้างต้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงได้เริ่มต้นจัดโครงการธุรกิจเข้มแข็งในเครือข่ายของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (PAD Directory) เพื่อให้กลุ่มธุรกิจผู้ประกอบการไม่ว่ารายเล็กหรือรายใหญ่ ได้ลงทะเบียนเป็นฐานข้อมูล เพื่อรวบรวมจัดพิมพ์เป็นสมุดปกเหลืองของพันธมิตรฯ โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อจำหน่ายหรือแจกให้กับประชาชนในหมู่พันธมิตรฯ ได้ช่วยกันเกื้อกูล สนับสนุนธุรกิจของพันธมิตรฯ ให้มีความเข้มแข็ง ด้วยหลักการที่ว่า “ธุรกิจพันธมิตรฯ เข้มแข็ง ชาติเข้มแข็ง” เพราะถือว่าธุรกิจเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่เสียสละผลประโยชน์ส่วนตนเพื่อผลประโยชน์ของชาติ 2. เพื่อให้ได้ทราบโครงข่ายและฐานข้อมูลทางเศรษฐกิจของพันธมิตรฯ เพื่อที่จะนำไปสู่การสนับสนุนเกื้อกูลในธุรกิจที่มีสายการผลิตหรือสายการบริการเชื่อมโยงกัน 3. เพื่อให้ทราบคลื่นวิทยุชุมชนที่ถ่ายทอดเสียง ASTV ในแต่ละพื้นที่ เพื่อที่จะนำไปสู่การสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ ในอนาคตจากธุรกิจของพันธมิตรฯ 4. เพื่อนำฐานข้อมูลของธุรกิจพันธมิตรฯ ไปสู่การขยายกระจายสินค้า ทั้งในรูปแบบสินค้าติดตราพันธมิตรฯ หรือการตั้งร้านค้าของพันธมิตรฯ ในอนาคต 5. เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการรวมกลุ่มช่วยเหลือหรือพัฒนาธุรกิจของพันธมิตรฯ ด้วยกัน ทั้งในด้านการตลาด กฎหมาย การเงิน และการบริหารจัดการ ตลอดจนกดดันต่อฝ่ายการเมืองเพื่อตอบสนองความต้องการกลุ่มธุรกิจของพันธมิตรฯ ในแต่ละภาคส่วน 6. เป็นฐานข้อมูลให้กับประชาชนชาวพันธมิตรฯ ที่มีความรักชาติ สามารถสมัครงานในองค์กรธุรกิจที่มีอุดมการณ์เสียสละเพื่อชาติเหมือนกัน ซึ่งองค์กรนั้นก็จะได้คนดีมีศีลธรรมมาร่วมทำงาน ผู้ที่จะลงทะเบียนไม่จำเป็นต้องเป็นนิติบุคคล อาจจะเป็นพ่อค้า แม่ค้าในตลาดสด เกษตรกร หรือธุรกิจคนไทยในต่างประเทศ ก็สามารถลงทะเบียนในแบบฟอร์มนี้ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด สังคมพันธมิตรฯ จะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรวมตัวช่วยเหลือเกื้อกูลกันที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ทำเนียบรัฐบาล หรือสนามบินอีกต่อไป แต่จะขยายและกระจายการเกื้อกูลกันไปทั่วประเทศทุกสารทิศ ก่อกำเนิดเป็นหน่วยธุรกิจที่เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ เพื่อทำให้ประเทศชาติพัฒนาไปสู่การเมืองใหม่อย่างแท้จริง ถ้าโครงการนี้เดินหน้าได้สำเร็จ จะเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในหมู่พันธมิตรฯ ด้วยกัน คอนเสิร์ตการเมืองไปที่จังหวัดไหน ก็เกิดการจับจ่ายใช้สอยทำให้ร้านอาหาร สถานท่องเที่ยว และสินค้าขายดิบขายดีในหมู่ธุรกิจของพันธมิตรฯ ในชีวิตประจำวันจะกินร้านอาหาร ตัดผม ซื้อบ้าน ก่อสร้าง ซื้อรถ ซื้อยา หาหมอ ดูหนัง ฟังเพลง ซ่อมรถ ขึ้นแท็กซี่ พักโรงแรม ฝึกอบรม เราสามารถสนับสนุนธุรกิจของพันธมิตรฯ กันได้ทั้งสิ้น ในชีวิตธุรกิจเราสามารถทำมาค้าขายกับกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน และมีความเอื้ออาทรต่อกัน และสามารถต่อยอดเป็นสายการผลิต และสายการบริการที่เกื้อกูลกันอย่างเข้มแข็ง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และมีสำนึกดีต่อชาติบ้านเมือง ในยามที่ถูกเอารัดเอาเปรียบหรือถูกกลั่นแกล้งจากฝ่ายรัฐ ก็สามารถรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งเพื่อต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมกลับคืนมา ทั้งในทางกฎหมายและการกดดันทางสังคม ในยามที่ถูกรุกรานอธิปไตยทางเศรษฐกิจจากทุนข้ามชาติ ก็พร้อมที่จะลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติด้วยกลไกของ ASTV และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สำหรับท่านผู้ที่สนใจสามารถ ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ผู้จัดการ www.manager.co.th หรือสามารถรับแบบฟอร์มลงทะเบียนได้ที่บ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ สำหรับประชาชนที่เป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเห็นว่าธุรกิจร้านค้า หรือเกษตรกรรายใดเป็นพันธมิตรฯ ขอให้ช่วยกันสนับสนุนด้วยการช่วยกันสำเนาแบบฟอร์มการลงทะเบียน PAD Directory นี้ให้ธุรกิจเหล่านั้นได้กรอกลงทะเบียน เพื่อเป็นการช่วยเหลือธุรกิจของพันธมิตรฯ รายนั้นไม่ให้ตกหล่นในบัญชีรายชื่อเครือข่ายของพันธมิตรฯ ในการจัดพิมพ์ครั้งนี้ โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “พลเมืองเข้มแข็ง” ในด้านเศรษฐกิจ โดยเริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย!
| | | | | | |
| โดย สำราญ รอดเพชร
| 27 มกราคม 2552 16:09 น. |
 |
|
เมื่อวาน ( 27 ม.ค. 52) ร่างกายออกอาการยุบหนอพองหนอ โดนไข้หวัดโจมตี หอบไออย่างหนักจนเกือบถึงขั้นปลงอนิจจังกันทีเดียว... ในด้านดี ป่วยไข้หนักทีไร ก็มักจะออกอาการคล้ายๆ ไปร่วมงานศพ คือมองชีวิต-สังคมแบบปลงๆ เป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องสมมติ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ..เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ...คือสัจธรรม...ตถตา..มันเป็นเช่นนั้นเอง โน่น! ไปโน่นเลย.. ก่อนจะกลืนยานอนหลับไปสองเม็ด เปิดอินเทอร์เน็ตฟังการถ่ายทอดสดการประชุมร่วมรัฐสภา ว่าด้วยกรอบความตกลงกับอาเซียน ส่วนลึกของใจคือต้องการ “ลุ้น”ให้ ท่านทูตกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ฝ่าด่านอาวุธหนักทั้งแหลนหลาวกระบองและอีโต้ที่ ส.ส.ฝ่ายค้านสายบู๊ผู้ทรงเกียรติอย่าง สุนัย จุลพงศธร และ จตุพร พรหมพันธุ์ ประเคนใส่ไว้ตั้งแต่การประชุมรัฐสภาวันแรก (26 ม.ค.) แต่เป็นวันที่ท่านทูตกษิตเดินทางไปเยือนกัมพูชา..ให้ได้ แต่เดิมนั้น สมาชิกพรรคเพื่อไทยบางส่วนและพลพรรคคนเสื้อแดงส่วนใหญ่ตั้งเป้าที่จะขัดขวางหรือล้มการประชุมอาเซียน ซัมมิท แต่ต่อมาได้ลดธงเหลือแค่คัดค้านการดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ของท่านทูตกษิต ภิรมย์.. ในที่ประชุมรัฐสภาท่านทูตกษิตได้ลุกขึ้นชี้แจงการไปเยือนกัมพูชา มิตรภาพอันดียิ่งระหว่างตัวท่านกับสมเด็จฮุนเซน ผู้นำกัมพูชา ตลอดจนพูดถึงเสียงตอบรับของนานาประเทศต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ และความมั่นใจในการประชุมอาเซียน ซัมมิท.. เป็นไปตามคาด.. “ตู่ จตุพร” เปิดฉากควงอีโต้รุกฆาตว่าท่านทูตกษิตไม่ได้ตอบคำถามที่เขาอภิปรายว่าท่านทูตกษิตไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่ง ด้วยเหตุผลไปบุกสนามบิน ยึดทำเนียบฯ ปราศรัยโจมตีสมเด็จฮุนเซน ฯลฯ..ซึ่งส.ส.ซีกฝ่ายรัฐบาลหาว่าจตุพรพูดนอกเรื่อง บรรยากาศการประท้วงชุลมุนชุลเกเกิดขึ้นหลังการถล่มของตู่ จตุพร ชำนิ ศักดิเศรษฐ ส.ส.ประชาธิปัตย์ ถึงขั้นลุกขึ้นประกาศว่าขอประท้วงเป็นครั้งแรกในชีวิต ก่อนที่ชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา (ซึ่งต้องชมว่าทำหน้าที่เมื่อวานได้ดีมาก) ต้องขอพักการประชุม 5 นาที..และเช่นเดียวกันหากมองภายใต้กรอบของความเป็นฝ่ายค้านก็ต้องถือว่า ตู่ จตุพร ก็ปฏิบัติการได้อย่างถึงพริกถึงขิง เมื่อกลับมาประชุมอีกที ท่านทูตกษิตจึงได้ลุกขึ้นชี้แจงตอบคำถามของนายจตุพรด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่มีอาการโกรธหรือนอตหลุด ตอบแบบกระชับๆ แต่ผมว่า..งดงาม ท่านทูตไม่ปฏิเสธเรื่องการพูดโจมตีสมเด็จฮุนเซน แต่บอกว่าที่โจมตีตอนนั้นเพราะสมเด็จฮุนเซนบอกให้ไทยถอนทหารออกจากรอบปราสาทพระวิหาร เป็นการพูดในฐานะประชาชนที่หวงแหนอธิปไตยของชาติ พูดไปในท่ามกลางความเคลื่อนไหวของการเมืองภาคประชาชน แต่ในขณะนี้มาทำหน้าที่ในฐานะ รมว.ต่างประเทศก็ต้องมีวินัย เดินตามนโยบายรัฐบาล ทุกคนล้วนแต่มีอดีตของการต่อสู้ แต่ไม่ต้องห่วงว่าจะทำงานไม่ได้ ..ฯลฯ.. อะไรทำนองนั้นแหละครับ.. หลังรมว.ต่างประเทศตอบคำถาม การประชุมจึงเดินหน้าไปได้ ผมว่าหลายคนคงรู้สึกโล่ง.. รวมทั้งตัวผม..ที่สารภาพว่าเอาใจช่วยท่านทูตกษิต แม้ว่าตั้งแต่ท่านไปรับตำแหน่งไม่เคยแม้แต่โทรศัพท์ไปแสดงความยินดีกับท่านหรือผ่านภรรยาท่านแม้แต่ครั้งเดียว เคยแต่แสดงความยินดีผ่านรายการสภาท่าพระอาทิตย์ ทางเอเอสทีวีเท่านั้น.. ทั้งๆ ที่ระหว่างการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 193 วัน ท่านทูตกษิตมาเป็นแขกในรายการสภาท่าพระอาทิตย์หลายสิบครั้ง จนรู้สึกคุ้นเคยและผมค่อนข้างจะชื่นชมในตรรกะ เหตุผลและจุดยืนเพื่อบ้านเพื่อเมืองอันมั่นคงของท่าน.. จริงๆ แล้วท่านทูตกษิตเป็นคนพูดจาสุภาพเรียบร้อย อาจจะมีบ้างในช่วงท้ายๆ ของการชุมนุมที่ภาษาของท่านเริ่มดุดัน หลังจากที่พี่น้องพันธมิตรฯ ถูกถล่มที่หน้ารัฐสภาและล้มตายที่ทำเนียบรัฐบาล.. ใครที่ชมการให้สัมภาษณ์ของท่านผ่านพิธีกรอย่างสุทธิชัย หยุ่น ทางช่อง 9 อสมท และสโรชา พรอุดมศักดิ์ ทางเอเอสทีวี คงจะได้ยินเต็มสองรูหูว่าท่านทูตกษิตบอกว่าไม่เคยที่คิดจะล้างภาพหรือสลัดภาพความเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พันธมิตรฯ ที่สู้เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์และการเมืองที่มีธรรมาภิบาล… ถึงวันนี้ แม้อาจจะยังมีขบวนการล่าไล่ท่านทูตกษิตแต่ผมว่าท่านทูตกษิต น่าจะทำให้ตัวเองและนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รู้สึกเดินไปข้างหน้าได้แบบเต็มเท้า ทำงานใหญ่ได้อย่างเต็มภาคภูมิแล้ว ข้อหาความเป็นพันธมิตรฯ ไม่อาจจะยิ่งใหญ่กว่าความเป็นตัวตนของตัวเอง.. เป็น กษิต ภิรมย์ และจริงๆ แล้วเป็นพันธมิตรฯ ก็ไม่ได้ผิดตรงไหน เพราะหัวใจของพันธมิตรฯ คือการปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เรียกร้องให้มีการเมืองใหม่ จำไม่ได้ว่าสุภาษิตจีน สุภาษิตไทยหรือประเทศไหนก็ไม่รู้บอกว่า...เอาเข้าจริงๆ แล้วคนเรามีอยู่ 3 เป็น.. - “คนอื่นตั้งให้เป็นหรืออยากให้เป็น” พวกเสื้อแดงตั้งให้ท่านทูตกษิตเป็น “ผู้ก่อการร้าย”, อภิสิทธิ์ ตั้งให้ท่านเป็นรมว.ต่างประเทศ ฯลฯ - “เราอยากเป็น” ท่านทูตกษิตก็คงไม่ปฏิเสธว่า อยากเป็น รมว.ต่างประเทศ หรืออยากมีตำแหน่งหน้าที่ในการทำงานรับใช้ชาติ - “สิ่งที่เราเป็นอยู่จริง และควรจะเป็น” ประสาคนบาปหนาเวลาป่วยในบางครั้ง ผมนึกอยากจะเป็นนักกีฬาที่ร่างกายแข็งแรง หรือไม่ก็อยากจะเป็นชายวัยกลางคนที่ไม่ต้องทำอะไรมาก นอนอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ดูทีวี รดน้ำต้นไม้ ขับรถไปรับลูกเมีย ตีกอล์ฟบ้าง หรือบางครั้งก็นึกอยากเป็นผู้วิเศษเสกเงินแสนเงินล้านให้ตัวเองเอาไว้รักษาตัว เพราะกลัวตาย... สำหรับท่านทูตกษิตในวันนี้ ผมว่าท่านน่าจะมีอยู่ครบทั้ง “3 เป็น” แล้วก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็ต้องถือว่าเยี่ยมยอด เพราะท่านมี “สิ่งที่เราเป็นอยู่จริง และควรจะเป็น” รวมอยู่ด้วย แต่ถ้าจะให้เยี่ยมวรยุทธจริงๆ ท่านยังจะต้องทำให้ “สิ่งที่เราเป็นอยู่จริง และควรจะเป็น” ให้ออกดอกออกผลเพื่อสังคมส่วนรวม ทำในสิ่งที่ได้พูดได้ฝันเอาไว้ให้เป็นจริงให้มากที่สุด แม้ว่าเราจะยังอยู่ภายใต้บริบทของ..การเมืองเก่า!!
|
| จาก..สองนคราประชาธิปไตย!? ถึง...สองนคราประชาภิวัฒน์!! |
| โดย สำราญ รอดเพชร
| 13 มกราคม 2552 16:39 น. |
 |
|
ผลการเลือกตั้งซ่อมชิง 29 ที่นั่ง อันเนื่องมาจากการยุบ 3 พรรค ปรากฏว่า พรรคร่วมรัฐบาลกวาดที่นั่งมาได้ถึง 20 ที่นั่ง ขณะที่ซีกฝ่ายค้านได้เพียง 9 ที่นั่ง 9 ที่นั่ง แบ่งเป็นพรรคเพื่อไทย 5 ที่นั่ง พรรคประชาราช 4 ที่นั่ง และหากส่องกล้องมองลึกลงไปก็จะพบว่าในจำนวน 4 ที่นั่งของพรรคประชาราชนั้น เป็น ส.ส. “ไพ่ฝาก” ของกลุ่มเพื่อนเนวินอย่างน้อย 2 ที่นั่ง ดังนั้นหากใครจะนับว่าจาก 29 เสียง เป็นเสียงที่หนุนรัฐบาลเสีย 22 เสียง ก็ไม่ผิด สื่อมวลชนต่างประเทศอย่างวอลล์สตรีทเจอร์นัล และวอชิงตันโพสต์ ได้ลงข่าวทำนองว่าผลจากการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.และเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. (ซึ่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ชนะ) สะท้อนว่ามนต์ขลังของคนชื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำลังเสื่อมคลาย ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จากพรรคประชาธิปัตย์ได้รับโอกาสในการบริหารฟื้นฟูประเทศมากขึ้น... นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์อย่างอ่อนน้อมถ่อมตนว่าแม้รัฐบาลจะได้เสียงเพิ่มอีก 20 เสียงก็จะไม่เหลิงอำนาจ และเห็นว่าผลการเลือกตั้งซ่อมสะท้อนว่าประชาชนต้องการให้รัฐบาลเดินหน้าทำงาน ต้องการให้นักการเมืองนำบ้านเมืองออกจากวิกฤต ถ้าจะให้สรุปฟันธงว่าทำไมพรรคเพื่อไทยถึงแพ้หลุดลุ่ย แม้กระทั่งสนามเขต 1 ลำพูน ที่นายขยัน วิพรหมชัย ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ ทิ้งขาดประธานที่ปรึกษากลุ่มคนเสื้อแดง “คนรักเชียงใหม่ 51” อย่างนายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล และสนามปากน้ำ – สมุทรปราการ เขต1 ที่ตกเป็นของนาวสาวสรชา วีรชาติวัฒนา พรรคประชาธิปัตย์ ผมว่าน่าจะมาจาก 1)กระแสพันธมิตฯ – เอเอสทีวี –การรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องมากขึ้นของประชาชน 2) ความนิยม ความศรัทธาต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและรัฐบาล 3)พฤติกรรมถ่อยปาไข่ของคนเสื้อแดงในต่างกรรมต่างวาระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปาไข่ใส่นายชวน หลีกภัย ที่เปรียบเสมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพรรคประชาธิปัตย์ และ 4)ปัญหาความไม่เป็นเอกภาพ –ไม่เต็มร้อยของพรรคเพื่อไทย ถามว่า..ผลเลือกตั้งครั้งนี้ ส่งสัญญาณว่าระบอบทักษิณหรือพรรคการเมืองของระบอบทักษิณจะสูญพันธุ์หรือยัง? ตอบได้เลยว่า..ยัง กระแสความนิยม ความศรัทธายังไม่ได้สวิงหรือพลิกขั้วมาอยู่ที่อภิสิทธิ์และรัฐบาลแล้วอย่างสมบูรณ์แต่ประการใด..หากแต่น่าจะเป็นเพียงว่า นี่เป็นการเปิดประตูโอกาสให้กับนายอภิสิทธิ์และพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะรีบฉกฉวยต่อยอดเพื่อที่จะโดดเดี่ยวพรรคเพื่อไทย... ถ้ารัฐบาลชุดนี้สามารถสร้างผลงานได้เข้าตาประชาชน และไม่วงแตกกันเสียก่อน พรรคเพื่อไทยก็มีโอกาสที่จะแพแตกในการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้..และนั่นหมายความว่าระบอบทักษิณก็ใกล้จุดอวสาน.. สรุปว่าผลจากการเลือกตั้งซ่อมครั้งสำคัญหนนี้ นับเป็นความโชคดีมากๆ ของนายอภิสิทธิ์ ทฤษฎี สองนคราประชาธิปไตย ของ รศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่ว่าคนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล (โดยการเลือกตั้ง) แต่คนกรุงเทพฯ เป็นคนล้มรัฐบาล น่าจะใช้ไม่ได้กับสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน.. เพราะทั้งต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ ล้วนแต่ร่วมด้วยช่วยกันโอบอุ้ม ให้โอกาสแก่นายกฯ ที่ชื่ออภิสิทธิ์และรัฐบาลชุดนี้อย่างค่อนข้างพร้อมเพรียง... น่าจะกล่าวได้ว่า ความขัดแย้งของคนในชาติ (อันเนื่องจาก “ทักษิณ” เป็นต้นเหตุสำคัญ) ซึ่งยืดเยื้อยาวนานมาตั้งแต่ปี 2549 ทำให้ประชาชนจำนวนมากเหนื่อยล้าจนต้องเลือกข้าง...เลือกอภิสิทธิ์ด้วยหวังว่าบ้านเมืองจะได้ “พักหายใจ” และเดินหน้าต่อไปได้ด้วยความหวัง... ผมเชื่อว่ายิ่งนานวัน หากประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและกระแสของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังแรงจัดในต่างจังหวัดหรือในขอบข่ายทั่วประเทศ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อาจจะต้องไปแก้ไขกลับข้างทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยเสียใหม่.. จาก คนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล คนกรุงเทพฯล้มรัฐบาล เป็นว่า...คนกรุงเทพฯ พยายามอุ้มรัฐบาล แต่คนต่างจังหวัดล้มรัฐบาล... ก็เป็นได้... ถึงวันนี้ต้องยอมรับว่า...ช่องว่างทางความคิด ความตื่นตัวทางการเมืองของคนต่างจังหวัด โดยเฉพาะต่างจังหวัดเขตเมืองกับคนเมืองหลวงแทบจะไม่มีแล้ว และถ้าจะให้กล่าวอย่างถึงที่สุดก็ต้องบอกว่า...การเมืองยุคจากนี้ไป ทั้งคนต่างจังหวัดกับคนกรุงเทพฯ จะจับมือกันทั้ง ตั้งและล้มรัฐบาล...หากว่ารัฐบาลทำผิดพลาด ทุจริตโกงกิน.. “สองนคราประชาภิวัฒน์..” ต่างหากที่จะมาแทน “สองนคราประชาธิปไตย” เป็นสองนคราที่มีจุดร่วมรวมใจอยู่ที่คำว่า...ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นสองนคราที่ยึดผลประโยชน์ชาติ ผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก อยู่เหนือผลประโยชน์ของพรรคการเมือง.. ทั้งหลายทั้งปวง..ปัจจัยชี้ขาดสำคัญก็คือ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง... ดังนั้นหากรัฐบาลปรารถนาใคร่เห็นประชาชนต่างจังหวัดไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของนักการเมืองที่ชั่วช้าหรือระบอบอันเลวร้ายของคนบางกลุ่ม ก็ต้องจัดระเบียบสื่อที่ทะลุทะลวงด้วยข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เข้าถึงประชาชนที่ถูกเรียกว่ารากหญ้าให้เร็วที่สุดและกว้างขวางที่สุด... ประสานกับการกระตุ้นกลไกรัฐที่ดูแลด้านความมั่นคง ให้ลุกตื่นขึ้นมาทำงานเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อย่างเข้มแข็งกว่าเดิม.. สองนคราจึงจะประชาภิวัฒน์เป็นจริง ..!!??
| | | | | | | | | | | | |
| รากเหง้าของปัญหาชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญาคือระบอบเผด็จการทหารพม่า |
| โดย สุรพงษ์ ชัยนาม
| 27 มกราคม 2552 16:47 น. |
 |
|
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
|
|
กล่าวในภาพรวม ประเทศพม่าประกอบด้วยชาติพันธุ์ 19 กลุ่มหลักโดยชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญาถือเป็นกลุ่มย่อยใน 19 กลุ่มชาติพันธุ์ เป็นชนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาอิสลาม อาศัยอยู่ในรัฐอาราคาน(Arakan) ด้านทิศตะวันตกของพม่า มีพรมแดนติดต่อกับประเทศบังกลาเทศ ซึ่งในรัฐอาราคานมีชนชาติอาราคานที่นับถือศาสนาพุทธประกอบเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของรัฐอาราคาน รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าสมัยนายพลเนวินได้ทำการรัฐประหารโค่นรัฐบาลประชาธิปไตยของอูนุเมื่อปี พ.ศ. 2505 และได้สถาปนาระบอบเผด็จการทหารมาตลอด 46 ปีที่ผ่านมา เป็นที่ทราบกันดีทั่วไปว่า นับตั้งแต่ระบอบเผด็จการทหารพม่าขึ้นมามีอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเป็นเวลา 46 ปีเต็มจนถึงปัจจุบันระบอบเผด็จการทหารพม่ามีนโยบายเพื่อแบ่งแยกและปกครอง (divide and rule) ในพม่าอย่างชัดเจนมาตลอด ด้วยการใช้ปัจจัยความแตกต่างทางเชื้อชาติและศาสนาระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง 19 กลุ่มหลักและกลุ่มย่อย เป็นเครื่องมือทางการเมืองการปกครอง สร้างความเกลียดชังความแตกแยกระหว่างคนเชื้อชาติพม่า (ซึ่งมีกว่า 70%) กับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ และระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยกัน ทั้งนี้ ฝ่ายเผด็จการทหารพม่าจะพยายามทำความเข้าใจและให้การสนับสนุนกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่นับถือศาสนาพุทธเพื่อดึงมาเป็นแนวร่วม ในการทำสงครามปราบปรามกลุ่มชนส่วนน้อยอื่น ๆ ที่ไม่นับถือศาสนาพุทธ (เช่น ปราบปรามชาวกะเหรี่ยง KNU ที่นับถือศาสนาคริสต์และชาวโรฮิงญาซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม เป็นต้น) พร้อมกับให้ความร่วมมือกับกลุ่มชนส่วนน้อยบางกลุ่มหารายได้และผลประโยชน์มหาศาลจากการผลิตและค้ายาเสพติดทุกประเภท (เช่น ยินยอมหลับหูหลับตาให้กับชนกลุ่มน้อยว้าแดงในรัฐฉานทำการผลิตและค้ายาบ้าเพื่อลักลอบเข้ามาขายในประเทศไทย) ตลอดจนการหารายได้จากการทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ (เช่น การตัดไม้ทำลายป่า) สำหรับกรณีของชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญาในพม่านั้น รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าได้ทำการปราบปรามอย่างรุนแรงมาโดยตลอด เพื่อบีบให้ชาวโรฮิงญาหนีการปราบปราม ทิ้งที่อยู่อาศัย อันเป็นการเปิดโอกาสให้ชาวอาราคาน (ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ) เข้ามาครอบครองพื้นที่อาศัยของชาวโรฮิงญา การบีบให้ชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญาละทิ้งที่อยู่อาศัยเพื่อหนีการปราบปรามโดยฝ่ายรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าถือได้ว่าเป็นนโยบายการบริหารจัดการเพื่อกำจัดชาติพันธุ์อย่างเป็นระบบ (managed ethnic cleansing) ไม่ต่างจากนโยบายของอดีตประธานาธิบดี Slobodan Milosevic ที่ใช้การปราบปรามชาวบอสเนียอย่างรุนแรงเพื่อบีบให้ออกจากพื้นที่อาศัย เปิดทางให้ชาวเซิร์บเข้ามายึดครองพื้นที่อาศัยของชาวบอสเนียในอดีตประเทศยูโกสลาเวีย อีกทั้งไม่แตกต่างจากนโยบายและการปฏิบัติการรุนแรงของขบวนการก่อการร้ายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย เพื่อหวังสร้างความสะพรึงกลัวให้กับชาวไทยที่ไม่ใช่มุสลิมหนีอพยพออกจากพื้นที่อันตรายของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันนำไปสู่สภาพการณ์ของผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (internally displaced persons)เพื่อเปิดทางให้กับกลุ่มที่สนับสนุนการก่อการร้ายย้ายเข้ามายึดครองพื้นที่ที่ถูกทอดทิ้ง รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าได้ทำการปราบปรามชาวโรฮิงญาอย่างรุนแรงและอย่างกว้างขวางครั้งใหญ่ 2 ครั้ง (ช่วงปี พ.ศ. 2521 และ พ.ศ. 2544) โดยผลของการปราบปรามอย่างรุนแรงอย่างโหดเหี้ยมทั้งสองครั้งดังกล่าวได้ทำให้ชาวโรฮิงญาหนีภัยไปอาศัยอยู่ในประเทศบังกลาเทศ (ครั้งแรกจำนวน 200,000 คน ครั้งที่สอง 250,000 กว่าคน) และแม้ว่าทางสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ (องค์การ UNHCR) จะได้ช่วยให้ชาวโรฮิงญาเดินทางกลับไปยังถิ่นฐานเดิมในพม่าช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2544-2548 แต่เนื่องจากทางรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าได้ปล่อยให้ชาวอาราคานที่นับถือศาสนาพุทธเข้าไปครอบครองพื้นที่อาศัยของชาวโรฮิงญาเกือบหมดแล้ว อีกทั้งไม่เคยให้สัญชาติพม่าแก่ชาวโรฮิงญา (รวมทั้งชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ในพม่า) เป็นผลทำให้ชาวโรฮิงญากลายเป็นบุคคลไร้สัญชาติในพม่าและยังต้องประสบกับการปราบปรามอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายทหารพม่า ทำให้ต้องหนีกลับไปหาที่พักพิงในค่ายผู้อพยพของ UNHCR (กว่า 60,000 คน) และค่ายที่ทางการบังกลาเทศจัดให้ (กว่า 100,000 คน) ภายใต้สภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสาธารณสุขและสาธารณูปโภค เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปทั้งในวงการของ NGO ระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสิทธิมนุษยชนและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวโรฮิงญาหนีภัยไปยังประเทศบังกลาเทศนั้น เป็นเพราะการปราบปรามอย่างรุนแรงของรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า ส่วนการหนีออกจากค่ายผู้อพยพในบังกลาเทศโดยเดินทางมาทางเรือโดยส่วนใหญ่อ้างว่าเพื่อไปยังประเทศมาเลเซีย แต่หลงทางหรือถูกลมพัดมายังฝั่งไทยนั้น มีสาเหตุสำคัญมาจากการไม่สามารถทนสภาพเลวร้ายของค่ายผู้อพยพ จึงจำเป็นต้องดิ้นรนหาแหล่งพักพิงใหม่ จึงทำให้เกิดขบวนการค้าและลักลอบมนุษย์ระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การที่ชาวโรฮิงญาสามารถเดินทางออกมาจากประเทศบังกลาเทศทางเรือโดยเลาะมาตามชายฝั่งของบังกลาเทศพม่า จนถึงไทยได้ย่อมต้องได้รับการรู้เห็นเป็นใจจากเจ้าหน้าที่ของบังกลาเทศและพม่าจนสามารถมาขึ้นบนฝั่งไทยได้ มีการจ่ายเบี้ยบ้ายรายทางให้กับขบวนการลักลอบมนุษย์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของบังกลาเทศ พม่า ไทย และมาเลเซียเป็นทอด ๆ ไป (ไม่แตกต่างจากขบวนการลักลอบมนุษย์ทางบกที่นำชาวเกาหลีเหนือหลบหนีออกมาจากเกาหลีเหนือผ่านทางจีนลงมายังพม่าหรือลาว เพื่อเข้ามายังประเทศไทย) ชาวโรฮิงญาเหล่านี้เมื่อมาถึงไทยหรือมาเลเซียแล้วก็จะกระจายไปอยู่ตามโรงงานต่างๆ เป็นคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายที่กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ไม่ต่างจากแรงงานทาส และเป็นที่ต้องการของบรรดานายทุน เจ้าของโรงงาน เจ้าของไร่ยางพารา เพราะค่าจ้างต่ำมากเป็นพิเศษ ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ เป็นผลทำให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งรองรับบุคคลเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายหลายสัญชาติหลายเผ่าพันธุ์ที่ขบวนการค้ามนุษย์และการลักลอบมนุษย์ในภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียตะวันออก นำมาทิ้งไว้ให้ไทยต้องแบกภาระอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยการสมรู้ร่วมคิดของบรรดาเจ้าหน้าที่ไทยที่ทุจริตประพฤติมิชอบ โดยข้อเท็จจริงแล้ว รัฐบาลของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ฝ่ายไทยจำต้องรีบดำเนินการหาทางแก้ไขปัญหาผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายชาวโรฮิงญามาตั้งแต่กรกฎาคม 2550 แล้ว และได้มีบัญชาเป็นทางการมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศและสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักร่วมกันพิจารณาดำเนินการหามาตรการแก้ไขเป็นการเร่งด่วนที่สุด พร้อมทั้งได้สั่งการชัดเจนให้กระทรวงการต่างประเทศจัดการประชุมระดับภูมิภาคเกี่ยวกับประเด็นการลักลอบขนคนเข้าเมือง (Human smuggling) ที่กรุงเทพฯ ในโอกาสแรก ซึ่งรวมทั้งกรณีชาวโรฮิงญา แต่เวลาผ่านไป 1 ปีครึ่ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไม่ได้ดำเนินการอะไรอย่างจริงจัง กลับปล่อยปละละเลยจนมีเหตุการณ์ร้ายแรงตามที่เป็นข่าวเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ทางกองทัพเรือได้ปฏิบัติต่อชาวโรฮิงญาอย่างไร้มนุษยธรรม เป็นผลให้ชาวโรฮิงญาเสียชีวิตกลางทะเลจำนวนมาก ส่วนข่าวดังกล่าวจะจริงหรือเท็จยังไม่มีใครสามารถยืนยันได้ แต่ที่แน่นอนคือ ภาพลักษณ์และภาพพจน์ของประเทศไทยได้รับความเสียหายไปแล้วจากการรายงานข่าวของบรรดาสื่อต่างประเทศ เพราะความไม่เอาใจใส่และไม่รับผิดชอบของหน่วยงานของไทย โดยปล่อยปละละเลยมาเป็นเวลากว่า 1 ปีครึ่ง ประเด็นข่าวเรื่องหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้องได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวโรฮิงญาจนมีผลทำให้เกิดการเสียชีวิตจำนวนมากนั้น ประเด็นไม่ได้อยู่ที่สิทธิในการผลักดันหรือในการส่งตัวชาวโรฮิงญากลับ ไปยังแหล่งที่เดิม เพราะทุกประเทศมีอำนาจอธิปไตยที่จะไม่ให้มีการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย หากแต่ประเด็นอยู่ที่วิธีการดำเนินการและการปฏิบัติต่อชาวโรฮิงญาว่าผิดหลักมนุษยธรรมหรือไม่ มีการดำเนินการเกินกว่าเหตุ และขัดต่อหลักการว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานหรือไม่ แต่สิทธิมนุษยชนไม่ได้หมายความว่าชาวโรฮิงญามีสิทธิที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายของไทยหรือมีสิทธิที่จะอ้างสิทธิมนุษยชนเพื่อละเมิดอธิปไตยในน่านน้ำของไทย ข้อครหาที่มีต่อรัฐบาลไทยจะเบาบางและหมดไปต่อเมื่อคณะกรรมการที่มีหน้าที่สอบสวนหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้สามารถสรุปความจริงออกมาได้อย่างปราศจากข้อสงสัยใด ๆ ในโอกาสแรก โดยสรุปปัญหาเรื่องของคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายชาวโรฮิงญาโดยเนื้อหาแล้วไม่ได้แตกต่างจากแรงงานผิดกฎหมายชนกลุ่มน้อยชาวพม่าอีกกว่า 3 ล้านคนในประเทศไทย รวมทั้งแรงงานผิดกฎหมายชาวเกาหลีเหนือ ชาวลาว และกัมพูชาอีกหลายหมื่นคนที่เข้ามาในไทยอย่างผิดกฎหมาย แต่ในกรณีของชาวพม่า(ชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์ต่าง ๆ) ที่หนีมาฝั่งไทยจะด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจหรือเป็นเพราะถูกปราบปรามอย่างรุนแรงจากเผด็จการทหารพม่าก็ตาม ล้วนเป็นเหตุการณ์ยืนยันให้เป็นที่ประจักษ์อย่างปราศจากข้อสงสัยใด ๆ ทั้งสิ้นว่า รัฐบาลที่ทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงที่สุดและอย่างยาวนานที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือภูมิภาคอาเซียนคือรัฐบาลของระบอบเผด็จการทหารพม่าซึ่งอยู่ในอำนาจมากว่า 46 ปีแล้ว ไม่ใช่รัฐบาลไทยชุดปัจจุบันแน่นอน ตรงกันข้ามประเทศไทยกลับต้องมาแบกภาระหนักหน่วงดูแลผู้อพยพผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายจากประเทศพม่ามาเป็นเวลากว่า 46 ปี ทั้งนี้เพราะรากเหง้าของปัญหาชาวโรฮิงญาและปัญหาชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ จากพม่าที่หนีมาพักพิงในประเทศไทย มีสาเหตุโดยตรงมาจากระบอบการเมืองที่เป็นเผด็จการ และไร้มนุษยธรรมที่มีอยู่ในประเทศพม่า นั่นคือ ระบอบเผด็จการทหารพม่าที่ไม่เอื้ออาทรต่อประชาชนพม่าที่มุ่งแต่จะปราบปรามอย่างรุนแรง ที่ไม่เคยคิดแก้ปัญหาขัดแย้งที่มีกับบรรดากลุ่มชนส่วนน้อยชาติพันธุ์ต่าง ๆ ด้วยวิธีการทางการเมืองหรือด้วยการเจรจาหาข้อยุติอย่างสันติวิธี แต่กลับมุ่งใช้การแก้ปัญหาขัดแย้งด้วยวิธีการทางการทหารตลอด 46 ปีที่ผ่านมา โดยไม่ใส่ใจกับผลกระทบร้ายแรงที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย หากแต่จงใจสร้างปัญหาให้กับไทยมาโดยตลอดอย่างไม่มีที่จบสิ้น และในเมื่อข้อเท็จจริงเป็นดังกล่าวมานี้ จึงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเพราะเหตุใดความขัดแย้งระหว่างระบอบเผด็จการทหารพม่ากับบรรดากลุ่มชนส่วนน้อยกลุ่มต่าง ๆ ถึงไม่เคยได้ข้อยุติแบบสันติวิธีในรูปแบบของข้อตกลงทางการเมือง (political settlement) จะมีบางครั้งก็แต่เพียงในรูปแบบของข้อตกลงหยุดยิง (ceasefire agreement) อันเป็นเพียงการหย่าศึกชั่วคราวเท่านั้น เพื่อรอวันที่จะกลับมาห้ำหั่นกันอีกในอนาคต รากเหง้าของปัญหาร้ายแรงทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นในพม่าและส่งผลกระทบทางลบโดยตรงต่อความมั่นคงทุกด้านของประเทศไทยคือ ระบอบการเมืองที่เป็นเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จที่มีอยู่ในพม่ามากว่า 46 ปีแล้ว ฉะนั้นตราบใดที่ยังไม่มีกระบวนการประชาธิปไตยและการปรองดองภายในพม่าเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่องและอย่างชอบธรรมสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงบริเวณชายแดนด้านทิศตะวันตกของไทยก็ยากที่จะเกิดขึ้นได้
| | | |
|
 | |
 |
| น้ำมันดิ่งกว่า$4หลังตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคมะกันทรุดหนัก |
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
| 28 มกราคม 2552 05:50 น. |
 |
เอเจนซี - ราคาน้ำมันดิ่งลงกว่า 9 เปอร์เซ็นต์เมื่อวันอังคาร(27) หลังข้อมูลอันอ้างว้างทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ชาติผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดของโลกได้กระพือความกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์ทางพลังงาน ตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐฯ ดิ่งลงทำสถิติต่ำสุดตลอดกาลในเดือนมกราคม จากผลสำรวจที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร(27) ขณะที่รัฐบาลทั่วโลกเสนอมาตรการเพิ่มเติมช่วยเหลือธนาคารและอุตสาหกรรมต่างๆที่ถูกเขย่าจากวิกฤตภาคการเงิน นอกจากนี้ราคาบ้านในสหรัฐฯ เดือนพฤศจิกายน ปี 2008 ลดฮวบจากเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้านี้ มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 18.2 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ตลาดบ้านยังคงเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ข้อมูลของสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ เผยแพร่เมื่อวันอังคาร(27) น้ำมันดิบชนิดไลต์สวีตครูด ของสหรัฐฯ งวดส่งมอบเดือนมีนาคม ปิดที่ 41.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 4.15 ดอลลาร์หรือ 9 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นการทรุดลงคิดเป็นเปอร์เซ็นต์รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม ขณะที่น้ำมันดิบเบรนต์ของลอนดอน ลดลง 3.23 ดอลลาร์ ปิดที่ 43.73 ดอลลาร์ สมาพันธ์อุตสาหกรรมอังกฤษ คาดหมายเมื่อวันอังคาร(27)ว่ายอดค้าปลีกในประเทศจะมืดมนที่สุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ แม้ว่าจากข้อมูลพบว่ายอดค้าปลีกในเดือนมกราคม ห่อเหี่ยวน้อยกว่าที่คาดหมายไว้ "เศรษฐกิจยังคงเป็นตัวถ่วงอุปสงค์" ทอม เบนท์ นักวิเคราะห์จากบีเอ็นพีพาริบาสคอมมูดิตีฟิวเจอร์กล่าว ทั้งนี้คาดหมายว่าข้อมูลคลังน้ำมันสำรองของสหรัฐฯซึ่งจะเปิดเผยในสัปดาห์นี้ จะเพิ่มขึ้นอีกครั้งเนื่องจากการบริโภคอ่อนแอลง โดยจากการสำรวจของรอยเตอร์คาดคะเนว่าสต๊อกน้ำมันของสหรัฐฯอาจเพิ่มขึ้นถึง 2.9 ล้านบาร์เรลเลยทีเดียว ด้านบรรยากาศการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนีบวกเพิ่มในช่วงแรก หลังคาดการณ์ว่าบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกัน เอกซ์เพรส และยูไนเต็ด สเตท สตีล คอร์ป อาจมีผลประกอบการกำไรทั้งที่กำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ แต่จากนั้นก็ค่อย ๆ ปรับลดลง หลังดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯในเดือนมกราคม ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 37.7 ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 1967 ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ ปิดที่ระดับ 8,174.73 จุด เพิ่มขึ้น 58.70 จุด แนสแดคปิดที่ระดับ 1,504.90 จุด เพิ่มขึ้น 15.44 จุด และเอสแอนด์พีปิดที่ระดับ 845.71 จุด เพิ่มขึ้น 9.14 จุด.
| |
 |
|