sombat's profileSpace ของ sombatPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    January 31

    นายกสมัครของประเทศไทย

    จากวันที่ สมัคร “คลอดเอาเท้าออกมาก่อน” จนถึงวันนี้
    โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ 30 มกราคม 2551 18:58 น.
           เมื่อวันอังคารที่ 29 มกราคม 2550 ประวัติศาสตร์ของประเทศไทยก็ต้องถูกจารึกไว้อีกครั้งหนึ่งเมื่อประเทศไทยได้มีนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ที่ชื่อ นายสมัคร สุนทรเวช
           
            นายสมัคร สุนทรเวช เกิดเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2478 ตรงกับ “ปีกุน” หรือ “ปีหมู” ซึ่งตอนที่นายสมัคร สุนทรเวช เกิดนั้นมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทยจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตยได้เพียงแค่ 3 ปี
           
            พ่อและแม่ของนายสมัครมีลูกกันด้วย 9 คน ส่วนนายสมัครเป็นลูกชายคนที่ 7 แต่ตอนเกิดนั้น นายสมัครเกิดผิดกว่าลูกทุกคนและค่อนข้างจะผิดปกติกว่าผู้คนธรรมดาเขาด้วย เพราะแทนที่จะเอาหัวออกนายสมัครกลับเอาเท้าออกก่อน แล้วจึงเอาตัว ใบหน้า และหัวออกมาทีหลังตามลำดับ จนออกมาเป็นนายสมัคร สุนทรเวช ที่มีหน้าตาและจมูกชมพู่แหงนขึ้นเป็นเอกลักษณ์หายากชนิดที่ไม่ค่อยจะเหมือนมนุษย์คนไหนในประเทศนี้
           
            แต่นายสมัครก็ดูเหมือนจะเห็นเรื่องการคลอดเอาเท้าออกมาก่อนเป็นเรื่องที่มีความน่าจดจำและน่าบันทึกเอาไว้อย่างภาคภูมิใจ จนนายสมัคร สุนทรเวช ได้บันทึกเอาไว้ด้วยตัวเองในหนังสือชื่อ การเมืองเรื่องตัณหา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2521 ว่าคุณแม่นายสมัครได้เคยเล่าให้ฟังเมื่อนายสมัครโตขึ้นว่าเมื่อทำคลอดเสร็จคุณหมอก็หันมาบอกคุณแม่ว่า
           
            “คุณหญิง ลูกคุณหญิงคนนี้เอาเท้าออก ขอให้เลี้ยงเอาไว้ให้ดี วันข้างหน้าจะช่วยครอบครัว ช่วยวงศ์สกุลและจะเป็นคนช่วยบ้านช่วยเมืองได้”
           
            นายสมัครได้เติบโตขึ้นใช้ชีวิตที่หลากหลายทั้งในฐานะนักการเมือง นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ นักจัดรายการทางสถานีโทรทัศน์และวิทยุ เคยผจญกับความลำบากในช่วงสงครามโลก เคยเผชิญหน้ากับความขัดแย้งทางการเมืองมาหลายยุคหลายสมัย จะว่าไปแล้วนายสมัครอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่มีความขัดแย้งอยู่มาเกือบตลอดชีวิต
           
            จากวันนั้นถึงปีนี้นายสมัคร สุนทรเวช ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 เป็นผลสำเร็จในวัยที่ใกล้จะครบ 73 ปี เป็นเหตุการณ์ที่นักการเมืองอาวุโสที่มีฝีปากกล้าอย่างนายสมัครยังต้องเสียงสั่นเครือกับการพูดและยังมีเสียงหายใจสั้นถี่และแรงในการแถลงข่าวครั้งแรกหลังจากที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี
           
            แน่นอนว่าคนที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีโดยที่ทำงานทางการเมืองเกือบทั้งชีวิตมาจนถึงสูงวัยเช่นนี้ย่อมมีความตื่นเต้นเป็นเรื่องปกติธรรมชาติ อาจจะเป็นแพราะเหตุนี้จึงทำให้เนื้อหาการให้สัมภาษณ์เป็นครั้งแรกของนายสมัครในฐานะนายกรัฐมนตรีกลับวนเวียนและให้น้ำหนักในเรื่องความขัดแย้งในทางการเมืองมากกว่าทิศทางของประเทศไทยว่าจะเดินหน้าไปทางไหนเสียเป็นส่วนใหญ่
           
            นายสมัคร สุนทรเวช ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการอธิบายว่าตัวเองนั้นมีความชอบธรรมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีความสามารถที่มาพร้อมกับคณะบุคคลในคณะรัฐมนตรี รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง มีประสบการณ์ในการทำงานทางการเมือง ขอเวลาในการทำงาน มีความชื่นชมต่อรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ และยังสำทับว่าประชาชนเลือกพรรคพลังประชาชนมาจำนวนมากนั้นแสดงให้เห็นว่าข้อกล่าวหาและข้อสงสัยในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ นั้นประชาชนมีความรู้สึกเห็นเป็นอย่างไร?
           
            การออกมารับประกันจิตใจความจงรักภักดีของคนอื่นดูจะเป็นเรื่องเกินงามสำหรับการแถลงข่าววันแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี เพราะความเป็นจริงในการหยิบยกในเรื่องคะแนนเสียงว่าคือความถูกต้องแสดงถึงความจงรักภักดีดูจะเป็นตรรกะที่ไม่น่าจะใช้ได้ เพราะความจงรักภักดีนั้นขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของคนคนนั้นทั้ง กาย วาจา ใจ
           
           ประชาชนที่ลงคะแนนรู้ถึงการปฏิบัติของคนคนนั้นครบถ้วนยังเป็นปัจจัยอีกประการหนึ่งที่มาควบคู่กับคะแนนเสียงที่ได้มานั้นมีความสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ก็เป็นอีกประการหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆกับข้อเท็จจริงในเรื่องความจงรักภักดี เพราะถ้านายสมัครมีความสนใจในข้อกล่าวหาในลักษณะแบบนี้และต้องการหาข้อเท็จจริง ก็ควรที่จะไปสอบถามนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย หรือ นายโสภณ สุภาพงษ์ หรือแม้แต่คำพูดหรือการกระทำที่ไม่เหมาะสมในสถานที่ต่างๆในรัฐบาลระบอบทักษิณในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาว่าความจริงนั้นเป็นอย่างไร
           
           แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องที่นายสมัครเลือกมาพูดครั้งแรกในที่สาธารณะในฐานะนายกรัฐมนตรี ดูจะไม่มีความเหมาะสมในกาลเทศะด้วยประการทั้งปวง ราวกับเป็นการส่งสัญญาณตอบแทนบุญคุณใครบางคนที่ทำให้ตัวเองให้กับการขึ้นมาได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันนี้
           
            วันนี้ นายสมัคร สุนทรเวช ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ดังนั้นในฐานะผู้นำสูงสุดในฝ่ายบริหารของประเทศไทยต้องถือว่าการแสดงออกและการตัดสินใจของนายสมัครย่อมมีสิทธิ์ที่จะเลือกว่าจะมีบั้นปลายชีวิตและการบันทึกประวัติศาสตร์ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีประเภทใด
           
            สำนักข่าวต่างประเทศจำนวนมาก รวมถึงสื่อสารมวลชน และนักวิชาการในประเทศไทยต่างดูตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยในเวลานี้เป็นเพียงหุ่นเชิดหรือ นอมินี ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับนายสมัครที่จะเลือกเอง ถ้าต้องการประพฤติปฏิบัติตัวเองให้เป็นเพียงแค่หุ่นเชิดหรือนอมินีให้กับระบอบทักษิณจนถูกคนไทยทั้งประเทศและชาวต่างชาติตราหน้าว่าเป็นนายกรัฐมนตรีหัวหลักหัวตอที่ไม่มีใครให้ความสำคัญหรือราคาค่างวดอะไร อาจจะถูกขนานนามต่อไปด้วยซ้ำว่าเป็น “นายกรัฐมนตรีหัวตอ”
           
            “นายกรัฐมนตรีหัวตอ”
    เป็นนายกรัฐมนตรีที่เป็นเสมือนหุ่นเชิด แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีก็ให้เป็นไปตามผู้มีอำนาจที่แท้จริง ผู้มีอำนาจที่แท้จริงคือกลุ่มบุคคลที่สามารถจัดสรรผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆให้กับนักการเมืองอย่างเพียงพอ “นายกรัฐมนตรีหัวตอ” จะไม่มีอำนาจในการจัดสรรตำแหน่งคณะรัฐมนตรี ไม่สามารถตัดสินใจในเรื่องใดๆ โยกย้ายข้าราชการเองไม่ได้ ไม่สามารถให้ความเห็นขัดแย้งต่อคำสั่งใดๆ จากผู้มีอำนาจได้ รับแต่เพียงคำสั่งและปฏิบัติตามโดยไม่ต้องมีวิจารณญาณใดๆ เพื่อเพียงประคองอำนาจจากเหล่านักการเมืองทั้งหลายที่อยู่ภายใต้การตัดสินใจของผู้มีอำนาจที่แท้จริง
           
            “นายกรัฐมนตรีหัวตอ” จะเป็นที่ตลกขบขันอย่างมากสำหรับชาวต่างประเทศ ไม่มีใครอยากติดต่อเจรจาด้วยเพราะไม่ได้มีอำนาจอย่างแท้จริงได้แต่ข้ามหัวไปเหมือนหัวหลักหัวตอ แต่“นายกรัฐมนตรีหัวตอ” จะสนใจสนองตอบกับผู้ที่มีอำนาจอย่างแท้จริงเพื่อรักษาเก้าอี้เท่านั้น เพราะกลัวว่าหากขัดคำสั่งเมื่อใดก็อาจจะถูกยกมือไม่ไว้วางใจเมื่อใดก็ได้ อันเป็นผลประโยชน์ที่ลงตัวร่วมกัน
           
            แต่เรื่องแบบนี้ตาดีได้ ตาร้ายเสีย หาก “นายกรัฐมนตรีหัวตอ” เกิดไปทำตามคำสั่งผู้มีอำนาจที่แท้จริงอย่างไม่ลืมหูลืมตา กลายเป็นรับเผือกร้อนและเป็นหนังหน้าไฟ ต้องระวังกระทำความผิดจนถึงขั้นต้องจำคุกตารางในตอนบั้นปลายชีวิตอย่างน่าเวทนา
           
            นายสมัคร สุนทรเวช จะเป็น “นายกรัฐมนตรีหัวตอ” อย่างที่ว่าหรือไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลาที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์หลังจากนี้ โดยสามารถเริ่มต้นดูได้จากหน้าตาของคณะรัฐมนตรี ว่าจะมีผู้คนที่มีแต่สัญลักษณ์ของความอาฆาตแค้นต่ออมาตยาธิปไตยและทหาร หรือจะคัดสรรรัฐมนตรีเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติโดยไม่สนใจโควตาสัดส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
           
           ในเวลานี้ นายสมัคร สุนทเวช มีสิทธิ์จะปฏิบัติตัวเองให้เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีเกียรติ และศักดิ์ศรีที่แสดงตัวตนที่แท้จริงออกมาในการที่จะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีที่สร้างคุณงามความดีให้กับบ้านเมืองและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยชีวิตดังที่ตัวเองได้ประกาศเอาไว้ ประเทศชาติก็จะบันทึกการทำหน้าที่ของนายสมัครเอาไว้ชั่วลูกหลานว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่คนไทยรำลึกถึงในคุณงามความดีตลอดไป
           
           อย่างน้อยความเชื่อแต่โบราณกาลว่าการคลอดโดยเอาเท้าออกมาก่อน “จะช่วยครอบครัว ช่วยวงศ์สกุลและจะเป็นคนช่วยบ้านช่วยเมืองได้” นั้น ก็หวังแต่เพียงว่าคำพูดนี้นายสมัคร สุนทรเวช จะทำหน้าที่โดยคำนึงถึง ศักดิ์ศรี เกียรติภูมิวงศ์ตระกูลของตัวเองเป็นที่ตั้ง
           
           แม้วันนี้นายสมัคร สุนทรเวช กำลังถูกทดสอบด้วยคดี รถ-เรือดับเพลิง หรือกรณีอื่นใดในการปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือแม้แต่คดีหมิ่นประมาทที่นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ กำลังฟ้องร้องอยู่นั้น คดีความเหล่านี้ซึ่งไม่มีใครที่จะไปเปลี่ยนข้อเท็จจริงได้ว่ามีการกระทำความผิดหรือไม่ แต่นายสมัครก็ยังมีทางเลือกที่จะทำหน้าที่ที่เป็นอยู่ในเวลานี้ให้ดีที่สุดได้
           
           เพราะถึงอย่างไรนายสมัคร สุนทรเวช ก็ยังมีข้อดีกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่หลายประการ อย่างน้อยก็เป็นคนที่พูดตรงไปตรงมา อ่านง่าย ถ้าทำดีก็เห็นชัด ถ้าทำชั่วก็เห็นได้ง่าย พังเร็ว ไม่สลับซับซ้อนหลายชั้นเหมือนกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
           
           การขอเวลาและโอกาส ของนายสมัคร สุนทรเวช จึงขึ้นอยู่กับตัวเองว่าจะยอมจมปลักเป็นนายรัฐมนตรีหัวตอ ตามที่หลายคนสงสัยและตั้งคำถามหรือไม่? หรือจะปฏิบัติหน้าที่อย่างมีศักดิ์ศรี มีเกียรติ ในช่วงบั้นปลายชีวิต

    Veera VS BAng

    “วีระ”หยัน“บิ๊กบัง”อ้างพี่น้อง!ฮึ่มฟ้องฐานทำชาติเสียหายยับ
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 31 มกราคม 2551 08:36 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    วีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น (คปต.)

    “วีระ” หยัน “บิ๊กบัง” เผยต่อสายถึง “ทักษิณ” ในฐานะพี่น้อง ตอกยับทำการปฏิวัติเหมือของเล่น-ต้องรับผิดชอบคนเดียวเพราะทำประเทศชาติเสียหายหลายแสนล้าน ขณะที่ “พรชัย” อัดซ้ำทำเพื่อเอาตัวรอด-ไร้ศักดิ์ศรีของชายชาติทหาร
           

           รายการคนในข่าว ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ เอเอสทีวี คืนวันที่ 8 ม.ค.51 ที่ผ่านมา โดยนายเติมศักดิ์ จารุปราณ เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้เปิดประซักถามนายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น (คปต.) และนายพรชัย เทพปัญญา นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ถึงกรณีที่ พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับโทรศัพท์ปรับความเข้าใจกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
           
           โดย นายวีระ กล่าวว่า อยากย้อนถามกลับไปว่า ถ้าเป็นพี่เป็นน้องกัน แล้ววันที่ 19 ก.ย.ไปปฏิวัติเขาทำไม แล้วทำไมถึงไม่คุยกันก่อน ดังนั้น พล.อ.สนธิ พูดอะไรเชื่อถือไม่ได้ รวมทั้งวันที่ พล.อ.สนธิ บอกว่าปฏิวัติเพียงคนเดียว ดังนั้น พล.อ.สนธิ จะต้องรับผิดชอบคนเดียว เพราะยึดอำนาจแล้วทำเหมือนของเล่น โดยเอา พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นนายของตัวเองมาเป็นหัวหน้า จนทำให้ไม่สามารถไปว่ากล่าวอะไรได้ ส่งผลให้ประเทศชาติเสียหายหลายแสนล้านบาท
           
           “ถ้า พล.อ.สนธิ จะมาบอกว่าเป็นพี่เป็นน้อง ผมก็ต้องบอกว่าในอดีตที่ผ่านมาไม่เคนขอร้องให้ทหารออกมาปฏิวัติแม้แต่ครั้งเดียว และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งด้วยซ้ำ แต่เมือปฏิวัติแล้วก็คิดว่าทหารจะมีศักดิ์ศรี ทำเพื่อชาติบ้านเมือง เพื่อราชบัลลังก์ ซึ่งไม่ใช่เองที่จะทำกันเล่นๆ ซึ่งผมจะฟ้อง พล.อ.สนธิ เพราะทำให้ประเทศเสียหาย”นายวีระ กล่าว
           
           นายวีระ ยังกล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับประเทศว่า ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับประเทศ พวกของเขาต้องเคลียร์พื้นที่ทั้งหมดเสียก่อน เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนขี้ขลาด ถึงขนาดส่งเมียให้มาชิมลางก่อน และถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาแล้วไม่มีความชอบธรรม หรือไร้คุณธรรม ก็ไม่สามารถที่จะปกครองประชาชนได้ เพราะทุกวันนี้ประชาชนไม่ได้โง่ อย่างไรก็ตามมีโอกาสที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะแว้งกัด พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะสัจจะไม่มีในหมู่โจร แต่ตอนนี้สมานฉันท์ก็เพราะผลประโยชน์ทั้งนั้น
           
           ด้าน นายพรชัย กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นเรื่องมวยล้มต้มคนดู เพราะ พล.อ.สนธิ ไม่ยอมพูดถึงการปฏิวัติ และการประกาศการแก้ปัญหา 4 ข้อ ซึ่งดูแล้วเหมือนการประนีประนอมเพื่อเอาตัวรอด จึงไม่ใช่วิสัยทัศน์ของชายชาติทหาร เพราะเอาประเทศชาติมาเดิมพันด้วยการปฏิวัติ
           
           “การที่ พล.อ.สนธิ ออกมาบอกว่าต่อสายคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แบบพี่น้องนั้น ไม่รู้ว่าประเทศไทยจะยืนหยัดอยู่บนอะไร เพราะถ้ามองย้อนกลับไปก็เหมือนหนังม้วนเดิมๆ ซึ่งในตอนนั้นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยสามารถต่อสู้จน พ.ต.ท.ทักษิณ ออกไป ก็จะเป็นไปตามกระบวนการของระบอบประชาธิปไตย แต่กลับกลายเป็นว่าทหารเข้ามาปฏิวัติแล้วไม่ยอมทำอะไร”นายพรชัย กล่าว
           
           นายพรชัย กล่าวอีกว่า โดยส่วนตัวแล้วมองว่ารัฐมนตรีชุดที่จะเข้ามาบริหารประเทศในขณะนี้นั้น สู้คณะรัฐมนตรีชุดก่อนๆ ในอดีตไม่ได้ เพราะตัวรัฐมนตรีที่จะเข้ามาเกิดจากระบบทุนเป็นตัวกำหนดทุกอย่าง ทำให้ทิศทางทางการเมืองไม่มีตัวเลือกมากนัก ส่งผลให้คนที่เก่งๆ ไม่สามารถเข้ามาบริหารประเทศได้ ฉะนั้นอย่าแปลกใจถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับเข้ามาได้ นั่นเพราะเขามีทั้งระบบทุนนิยม และระบบทุนข้ามชาติ ซึ่งนำไปสู่การแจกแจงทรัพยากรกันในอนาคต

    Correspendance I.

    C'est bon
    je serai de coeur avec toi.
    Je compte surton amitié et ton affection pour moi.
    Bonne soirée

    sombat thavorn <sombatth@hotmail.com> a écrit :
    C'est a dire qu'on peut se comprendre meme s'il y a trop de distance entre nous. Je peux lire vos travaux sur votre website. Je ne peux pas y aller. C'est trop loin.
     
    Merci beaucoup

    Sombat 

    Correspendance

    RE: Correspondance
    From: RUETH HUDDLESTON (huddmari_55@yahoo.ca)
    Sent:
    Wednesday, January 30, 2008 6:40:21 PM
    To:
    sombat thavorn (sombatth@hotmail.com)



    Merci
    Mais dis moi comment on peut se voir si il ya cette grande distance qui nous sépare.
    Mais dis moi si tu viens chez moi ?

    sombat thavorn <sombatth@hotmail.com> a écrit :
    Merci pour ta reponse. On peut se savoir prochainement.

    Sombat


    Date: Wed, 30 Jan 2008 02:16:26 -0500
    From: huddmari_55@yahoo.ca
    Subject: RE : RE: RE : RE: Correspondance
    To: sombatth@hotmail.com

    Thank you
    I see that we have the same sense of vision for children.
    So we gladly accept that you are our partner because that's what we are looking for.
    But for that you savier it is not easy to work in this area so it really have to be patient and dedicated.
    I wish you a good day hoping to read you soon.


    sombat thavorn <sombatth@hotmail.com> a écrit :
    Dear Rueth,
     
      yes, I read both English and French.
       You know, I am also working with underprivileged children and migrant youths, urban and rural. I am director of the Foundation for Rural Youth (FRY). We are working in Bangkok and Roi-et, a northeastern province.
       Will it be possible that we work as partners for these children?
       We do not have a good website for lack of competent authors and writers. We are planning to have one like your COMPASSION. It will take us some time to reach that stage.

       Amicalement,
       Sombat Thavorn



    Date: Tue, 29 Jan 2008 09:43:52 -0500
    From: huddmari_55@yahoo.ca
    Subject: RE : RE: Correspondance
    To: sombatth@hotmail.com

    Yes
    As you can see our actions in favour of disadvantaged children, and we want you to bring us your input either venat work here with us either through financial support for those children in need.
    But if you want a discussion we have to share you can tell me so that I look forward to seeing you.
    But tell how you got the address of the site.
    Thank you very soon and


    sombat thavorn <sombatth@hotmail.com> a écrit :
    Dear Axelle Hans,
     
       Greetings from Bangkok, Thailand!
     
       I hope you have got my return email I sent to you the other day.
       I think you are having an interesting action planning for me.
       You know, I have visited your website and found that it was quite interesting. I hope I can be of some use to your action.
     
       Kind regards,

    Sombat Thavorn



    Date: Sat, 26 Jan 2008 18:01:15 -0500
    From: huddmari_55@yahoo.ca
    Subject: Correspondance
    To: jacqleon_1@caramail.com

    Bonjour cher correspondant
    Je voudrais commencer ma correspondance avec vous tout en vous présentant mes excuses pour cette surprise car je sais que vous ne me connaissez pas et que je ne vous connais pas encore. Mais dit on souvent que seuls les montagnes ne se rencontre pas mais les hommes oui.
    Je m’appelle Axelle Hans  de nationalité Suisse, je suis administrative dans l’ONG COMPASSION qui s’occupe des enfants déshérités et victimes de la guerre. Je voudrais correspondre avec  vous dans le but d’aboutir à une rencontre et une amitié sérieuse.
    Une fois encore je vous présente mes excuses pour mon mail et je sais que  ca va surprendre  car c’est après une longue recherche de correspondants que je suis parvenue à vous extraire parmi tant d’autres et j’espère que je serais ravie de vous lire très prochainement si vous ne trouvez pas d’inconvénients à ce que nous soyons ami.
    Je te vous de me répondre dans huddmari_55@yahoo.ca que je consulte souvent
    Amicalement Axelle Hans

    R. Huddleston

    RE: Correspondance
    From: RUETH HUDDLESTON (huddmari_55@yahoo.ca)
    Sent:
    Tuesday, January 29, 2008 9:58:13 PM
    To:
    sombat thavorn (sombatth@hotmail.com)



    Yes
    As you can see our actions in favour of disadvantaged children, and we want you to bring us your input either venat work here with us either through financial support for those children in need.
    But if you want a discussion we have to share you can tell me so that I look forward to seeing you.
    But tell how you got the address of the site.
    Thank you very soon and


    sombat thavorn <sombatth@hotmail.com> a écrit :
    Dear Axelle Hans,
     
       Greetings from Bangkok, Thailand!
     
       I hope you have got my return email I sent to you the other day.
       I think you are having an interesting action planning for me.
       You know, I have visited your website and found that it was quite interesting. I hope I can be of some use to your action.
     
       Kind regards,

    Sombat Thavorn


    Axelle Hans

    Correspondance
    From: RUETH HUDDLESTON (huddmari_55@yahoo.ca)
    Sent:
    Sunday, January 27, 2008 6:01:19 AM
    To:
    jacqleon_1@caramail.com



    Bonjour cher correspondant
    Je voudrais commencer ma correspondance avec vous tout en vous présentant mes excuses pour cette surprise car je sais que vous ne me connaissez pas et que je ne vous connais pas encore. Mais dit on souvent que seuls les montagnes ne se rencontre pas mais les hommes oui.
    Je m’appelle Axelle Hans  de nationalité Suisse, je suis administrative dans l’ONG COMPASSION qui s’occupe des enfants déshérités et victimes de la guerre. Je voudrais correspondre avec  vous dans le but d’aboutir à une rencontre et une amitié sérieuse.
    Une fois encore je vous présente mes excuses pour mon mail et je sais que  ca va surprendre  car c’est après une longue recherche de correspondants que je suis parvenue à vous extraire parmi tant d’autres et j’espère que je serais ravie de vous lire très prochainement si vous ne trouvez pas d’inconvénients à ce que nous soyons ami.
    Je te vous de me répondre dans huddmari_55@yahoo.ca que je consulte souvent
    Amicalement Axelle Hans
    January 29

    29 มกราคม พ.ศ. 2550: นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช

    “สมัคร” เปิดใจหลังโปรดเกล้าฯนั่งเก้าอี้นายกฯคนที่ 25
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 มกราคม 2551 19:50 น.

    นายสมัคร สุนทรเวช ยืนแถลงหลังจากรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี

    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น








    เวลาประมาณ 17.30 น.วันนี้ (29 ม.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้แถลงเปิดใจภายหลังจากรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 25 ที่บ้านพักซอยนวมินทร์
           คลิกที่นี่ เพื่อฟังเสียง "สมัคร"เปิดใจหลังโปรดเกล้าฯนั่งเก้าอี้นายกฯคนที่ 25
           
           “กระผม นายสมัคร สุนทรเวช ขอสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ไว้วางพระราชหฤทัยแต่งตั้งให้ผมทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
           
           ขอเรียนท่านที่เคารพที่มาร่วมในงานนี้ ขอขอบพระคุณทุกท่านที่มาร่วมในการแสดงความยินดีในงานซึ่งผมจะมารับหน้าที่ ซึ่งร่วมกับท่านทั้งหลายในบางส่วนที่ทำงานอยู่ด้วยกัน กระผมเดินทางมาในเรื่องของการเมือง ตลอดชีวิตผมค่อนชีวิตอยู่ในวงการเมืองตั้งแต่การเมืองท้องถิ่น จนมาเป็นการเมืองระดับชาติ เป็นรัฐมนตรี เป็นรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็ย้อนกลับไปทำงานท้องถิ่น และก็ตั้งใจว่า จะเกษียณอายุทางการเมืองในตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ได้รับเลือกตั้งมาแล้ว ทำหน้าที่อยู่เพียง 5 เดือน ก็เกิดการปฏิวัติยึดอำนาจ
           
           เมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ ได้มีโอกาสและมีผู้คนที่รวบรวมกันมา สามารถจะตั้งพรรคการเมือง ซึ่งมีจิตวิญญาณทางการเมือง ซึ่งผู้คนนั้นยังมีศรัทธาอยู่ ผมก็รับทำหน้าที่ ขอประกาศให้ท่านทั้งหลายได้ทราบทั่วกันว่า ผมเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง ชื่อพรรคพลังประชาชน ผมมีสมาชิกที่ได้รับเลือกตั้งมา 233 คน แล้วก็มาจัดคณะรัฐมนตรีตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด แล้วก็จะเริ่มดำเนินการ เมื่อได้เฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตามกฎหมายแล้ว ตามหน้าที่แล้ว ก็จะทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองนี้
           
           ขอประกาศให้ผู้คนทั้งหลายที่อยู่ในบ้านเมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็นพวกพ้อง หรือจะเป็นพวกที่ไม่ค่อยชอบหน้ากัน ได้รู้ว่าผมเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองนี้ ผมทำงานการเมือง แน่นอนผมเคยเป็นมาแล้วทุกตำแหน่ง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ผมยืนยันกับท่านทั้งหลายว่า ผมจะทำการนี้ได้ ใครต่อใครจำนวน 24 ท่าน ที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาแล้วนั้น ก็เป็นคนไทยเหมือนกับผม มีความรักชาติ มีความผูกพันในศาสนา และมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
           
           ผมได้พูดเสมอ ว่า ในจิตใจคนไทยนั้น ชีวิตจิตใจความผูกพันนั้น อยู่ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ และเราอยู่กันมาได้ตลอดรอดฝั่งจนถึงวันนี้ ไม่ได้นับย้อนหลังไปเพียงสิบ เพียงร้อย แต่นับได้หลายร้อยปี เรายังดำรงสถาบันนี้อยู่ และสถาบันนี้ก็จะอยู่คู่ประเทศไทยไปอีกนาน ใครก็ตามแต่ที่บังอาจในอดีต ได้เอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาทำการเหยียบย่ำผู้คนอื่น โดยการกล่าวหาว่าเขาไม่จงรักภักดี ข้อหานี้เป็นข้อหาร้ายแรง ผมแน่ใจว่าพี่น้องประชาชนคนไทยเสียงข้างมาก ที่ได้แสดงตัวเลขให้เห็น ด้วยตัวเลข 233 นั้น อย่างน้อยที่สุดไม่ได้เกี่ยวกับโรงศาล แต่เกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิด ว่าคนที่ถูกกล่าวหานั้น เขาไม่ได้ไม่จงรักภักดีอย่างที่ไปกล่าวหากัน เรื่องนี้เป็นเรื่องของชีวิตของคน ทั้งชีวิต ทั้งครอบครัว ที่โดนเกิดเหตุ
           
           ผมเป็นนักการเมือง ผมเห็นว่า เมื่อผมจะสามารถทำการเมืองเพื่อพิสูจน์ได้ ผมก็ทำการเมืองนี้ และบัดนี้เป็นข้อพิสูจน์ ผมขอให้ใครก็ตามที่เคยดูหมิ่นถิ่นแคลนคนด้วยการเขียนหนังสือ ด้วยการว่ากล่าว ด้วยการพูดจาถากถาง เหมือนกับผมเป็นคนที่ไม่มีความสามารถ เป็นคนที่ไม่เคยรู้เรื่องต่างๆ นั้น ผมขอยืนยันว่า ท่านต้องให้เวลาผมทำงานนี้
           
           นายกรัฐมนตรีคนที่แล้วทำงานมา 16 เดือน ท่านก็เป็นคนธรรมดาเหมือนกับผม ท่านเชี่ยวชาญเรื่องการทหาร และไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องการอื่นเลย แต่ท่านก็ถือหางเสือดูแลบ้านเมืองนี้ได้มาปกติ ผมเป็นนักการเมือง ผมรู้ในเล่ห์กลการเมือง วิธีการเมือง การบริหารบ้านเมือง ไม่ทุกแขนง แต่คนที่มานั้นมากันทั้งคณะรัฐมนตรี ผมไม่ได้บริหารบ้านเมืองนี้คนเดียว ขอให้ท่านเชื่อใจเถอะครับว่า ผมจะทำหน้าที่ดูแลงานของบ้านเมืองนี้ งานการเมืองที่บริหารกันนั้น มันเหมือนรถยนต์นะครับ ถ้าใครเห็นรถยนต์คันใหม่ รุ่นใหม่ที่สุด จะขับนั้น ถ้าขับเป็นแล้วเพียงแต่ถามว่าพวงมาลัยมันอยู่ข้างไหน เกียร์มันเกียร์กระปุก หรือเกียร์ออโตเมติก มันจะมีเครื่องละออกละเอียดตรงไหน ถ้าหน้าฝนก็ดูว่าปัดน้ำฝนอยู่ตรงไหน ปลอดภัยก็ดูเบรก ดูน้ำมันเครื่อง ดูน้ำมันเต็มถัง เปิดแท็งก์ตรงไหน เปิดหน้าตรงไหน เปิดหลังตรงไหน เท่านั้นล่ะครับ เราออกขับ ใครโชคดีก็ขับถนนใหญ่ 8 ช่อง 9 ช่อง 10 ช่อง ขับไปไม่มีปัญหา ใครโชคไม่ดีก็อาจจะเล่นขับตอนกลางคืน ขับถนนขรุขระ ขับถนนขึ้นเนินขึ้นเขา ขับถนนซึ่งไม่เป็นปกติ
           
           แน่นอนครับ ผมมาเป็นหัวหน้ารัฐบาล และจะขับรถคันนี้ในเวลาที่ไม่ปกติ ผมขอวิงวอน โปรดให้ความสนับสนุนรัฐบาลที่ตั้งขึ้นใหม่ เป็นรัฐบาลผสม จะชั่วดีถี่ห่างก็เป็นคนไทยด้วยกัน มาจากพรรคการเมืองที่ตั้งใจด้วยกัน 6 พรรค จะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองนี้ให้เดินหน้าต่อไปได้
           
           ขอบพระคุณทุกท่านที่มาร่วมงาน ขอบพระคุณโทรทัศน์ทุกช่องที่ช่วยถ่ายทอด ไม่มีโอกาสไหนหรอกครับจะพูดกับประชาชนคนไทยได้ในเวลานี้
           
           ขอใช้เวลาเพียงเท่านี้ล่ะครับ ไม่รีบร้อน ไม่ลุกลน และไม่ได้ถือว่าจะต้องมีฤกษ์งามยามดี แต่จังหวะนั้นเท่านี้พอเพียงครับ ขอยืนยันว่าที่ต้องพูดอย่างนี้ เพราะสถานการณ์ที่ผ่านมานั้นบังคับให้ผมต้องพูด ผมถูกดูหมิ่นดูแคลนจากผู้คนในแวดวงหนึ่ง ซึ่งผมจะไม่ออกชื่อ ผมยอมอดทนอดกลั้น และผมจะอดกลั้นต่อไป ผมจะทำหน้าที่ดูแลบ้านเมืองนี้ด้วยความรับผิดชอบอย่างที่ได้ประกาศเมื่อสักครู่นี้ ขอท่านทั้งหลายได้โปรดให้กำลังใจด้วย ขอบพระคุณครับ”

    January 28

    Matchima & Chatthai Political Parties?

    กกต.นัดถกยุบพรรค มฌ.-ชท.สัปดาห์นี้รู้ผล
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 มกราคม 2551 19:08 น.
    สดศรี สัตยธรรม กกต.
           “สดศรี” ยันใช้มาตรฐานเดียวกันเสนอที่ประชุม กกต.พิจารณายุบพรรค มัชฌิมาธิปไตย-ชาติไทย ภายในสัปดาห์นี้หรือไม่ แบไต๋พ่วงชัดเจนสถานะ “ประชัย
           
           วันนี้ (27 ม.ค.) นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย เนื่องจาก นายสุนทร วิลาวัลย์ ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และถูก กกต.สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ว่า ขณะนี้คณะกรรมการด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ ที่มี นายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธานได้เสนอความเห็นในด้านกฎหมายมาแล้ว ส่วนกรณีสถานะว่า นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ยังคงเป็นหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตยหรือไม่ ก็ได้มีการสอบปากคำพยานเกือบครบทุกปากแล้ว รวมถึงนายสุนทร ที่ทางพรรคมีการอ้างเป็นพยาน ดังนั้น คาดว่า ทางคณะกรรมการสอบสวนฯก็จะสรุปผลแล้วนำเสนอที่ประชุม กกต.พิจารณาว่าตกลงแล้ว นายประชัย ยังคงมีสถานะเป็นหัวหน้าพรรคมัชฌิมาฯหรือไม่ พร้อมๆ กับพิจารณาว่าการถูกสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายสุนทร พรรคมัชฌิมาฯ มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้อง จน กกต.ต้องพิจารณาสั่งยุบพรรคหรือไม่ในสัปดาห์นี้
           
           “ทราบมาว่า ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการด้านกิจการพรรค ได้มีการชี้ผลให้ยุบพรรคมัชฌิมาฯด้วย แต่ข้อสรุปของคณะกรรมการจะไม่มีผลผูกพันให้ กกต.ต้องตัดสินตามคณะกรรมการ ซึ่ง กกต.จะพิจารณาอีกครั้งโดยจะตัดสินทุกอย่างตามขั้นตอน ยึดตามกฎหมาย อันไหนผิดก็ว่าไปตามผิด และไม่คิดว่าผลของการยุบพรรคจะออกมาเป็นอย่างไร เพราะหากมัวแต่คิดถึงผลกระทบก็คงไม่ต้องทำอะไรกันพอดี”
           
           ส่วนกรณีที่ นายมณเฑียร สงฆ์ประชา กรรมการบริหารพรรค และ ว่าที่ ส.ส.พรรคชาติไทยที่ถูก กกต.สั่งเพิกถอนสิทธิเช่นเดียวกับนายสุนทร นั้น นางสดศรี กล่าวว่า เรื่องของนายมณเฑียร คงไม่ต้องให้คณะกรรมการด้านกิจการพรรคการเมืองพิจารณา และเสนอความเห็นต่อ กกต.อีก เนื่องจากความผิดของนายมณเฑียรเป็นลักษณะเดียวกับความผิดของนายสุนทร ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีการพิจารณาในซ้ำอีก เพราะ กกต.จะตัดสินตามมาตรฐานเดียวกัน
           
           เมื่อถามว่า หาก กกต.ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบทั้ง 2 พรรค เกรงหรือไม่ว่าบ้านเมืองจะเดินต่อไปไม่ได้ นางสดศรี กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย กกต.เองก็ไม่ได้อยากให้บ้านเมืองเดินไปไม่ได้ แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน ผิดก็ว่าไปตามผิด

    Jan 27, 2008: A day of family schism

    Mama has done a big mistake for all her children by chiding me for asking for information on how to to a church called Marialia (มาเรียลัย) from Sermsilp who was later angered for such action of mine. He expressed it through her wife who told Mama how she felt. Mama would have to move back to Ban Buathong where she used to stay with the family.
     
    See how beautiful was my life partner today.
    IMG_0025IMG_0026IMG_0027IMG_0028IMG_0029IMG_0030IMG_0031IMG_0032IMG_0033IMG_0034

    Jan 26, 2008: Back to My Ranch to See the Young Euchalyptus

    I expected some would have died and should be replaced. They were more than I have expected.
    The rattans are quite satisfactory.IMG_0001IMG_0002IMG_0003IMG_0004IMG_0005IMG_0006IMG_0007IMG_0008IMG_0009IMG_0010IMG_0011IMG_0012IMG_0013IMG_0014IMG_0015IMG_0016IMG_0017IMG_0018IMG_0019IMG_0020IMG_0021IMG_0022IMG_0023IMG_0024
    January 27

    23 January 2008: Get to know about NTTV

    Jan 22, 2008 I was informed by Laddawal Lakkeo that a cable TV broadcasting company invited us to present FRY's activities to the TV general public. I was both glad and surprised to have such an opportunity. I accepted the invitation with no attention to any detailed related purpose behind this welcome.
    On January 23, 2008 I went to the PM Building on Dindaeng-Rama IX Road for the cable TV broadcasting at around 10.00 O'Clock. I was on the TV Programme: ลูกอีสาน (Look Esan) with Laddawal, Pom and Somyos. I presented FRY as an organization trying to improve Roi-et and Bang Bon.
     
    While on air, I observed that they were making use of what FRY has been doing. The notebook giving away project failed because Thaksin had to stay away from the politics. They talked about that with several sentences.
     
    Then on January 23, 2008 I saw in a DVD copied by them that while we were on air they had the follwoing words running on the TV screen "เมื่อ คมช. ไป คตส. ก็ควรไป" SMS  ......... See how and what it was in the CD.
    January 24

    ตุลาการ

    หากตุลาการเสื่อม ศาลเสื่อม ประเทศชาติก็เสื่อม (3)
    โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ 24 มกราคม 2551 15:29 น.
           ท่านผู้อ่านที่เคารพ ในบทความเรื่อง “ใครใหญ่ กฎหมายหรือคน” ผมได้ทิ้งท้ายไว้ว่า “ขณะนี้เราจะยุบพรรคได้อีกหลายพรรค และตัดสิทธิทางการเมืองของผู้บริหารพรรคได้อีกเป็นสิบหรือร้อย เพียงแค่นี้แผ่นดินไทยก็จะสูงขึ้นอักโข เมื่อบ้านเลขที่ 111 เปลี่ยนไปเป็น 222 ในเดือนกุมภาพันธ์
           
            ทำได้จริงๆ ด้วยครับ กฎหมายก็มีอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีผู้กล้า ทำให้กฎหมายเป็นกฎหมาย และให้กฎหมายเป็นใหญ่จริงๆ เสียที”
           
            คงจะไม่ต้องแปลนะครับว่า “กฎหมายต้องใหญ่กว่าคน” ถ้าเมื่อใดคนใหญ่กว่ากฎหมายแล้ว ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ต่อให้มีเลือกตั้งอีก 100 ครั้งก็ตาม
           
            กกต.รุ่นแรกที่มีชื่อเสียงดังมากท่านหนึ่งกล่าวกับผมต่อหน้าบุคคลที่สามว่า “หากจะปฏิรูปการเมืองให้สำเร็จ เป็นประชาธิปไตยแท้จริงได้ ต้องปฏิวัติและห้ามผู้นำการเมืองปัจจุบันทุกคนเล่นการเมือง 10 ปี”
           
            กล่าวกันว่าผู้นำการเมืองทุกคนในปัจจุบันไม่มีใครรักษากฎหมายหรือยอมให้กฎหมายเป็นใหญ่ได้ พากันเลี่ยงกฎหมาย ละเมิดกฎหมาย และทำลายกฎหมายบรรดามี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และการคดโกงทุจริตต่อหน้าที่ จนกระทั่งประชาธิปไตยเป็นไปไม่ได้ในประทศไทย
           
            เมื่อผมฟันธงว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโมฆะ และจะมีพรรคถูกยุบ 3-4 พรรคนั้น (1) ผมใช้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งให้การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะเป็นมาตรฐาน (2) ผมพยายามทบทวนความรู้เรื่องรัฐธรรมนูญและหลักการตีความ อ่านตัวบทรัฐธรรมนูญปัจจุบันและกฎหมายประกอบว่าด้วย กกต.การเลือกตั้ง และพรรคการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนที่ 9 การลงคะแนนเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง ส่วนที่ 3 เจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง และส่วนที่ 4 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในกฎหมายเลือกตั้ง และ (3) ผมมีข้อสันนิษฐานเพิ่มเติมอีก 5 ประการดังนี้ (3.1) สันนิษฐานว่าผู้ฟ้องฟ้องถูกศาล (3.2) สันนิษฐานว่าผู้ฟ้องฟ้องถูกเรื่อง (3.3) สันนิษฐานว่าผู้ฟ้องและศาลใช้กฎหมายฉบับเดียวกัน (3.4) สันนิษฐานว่าผู้ฟ้องและศาลมีมาตรฐานความเข้าใจและตีความกฎหมายแบบเดียวกัน และ (3.5)สันนิษฐานว่าไม่มีการแทรกแซงศาลด้วยอำนาจใดๆ จากภายนอก
           
            หากบทบัญญัติในข้อ (2) ทั้งหมดถูกนำมาตีความ และข้อสันนิษฐานทั้งหมดเป็นความจริงก็ย่อมแน่นอนว่าการเลือกตั้งต้องโมฆะและพรรคถูกยุบ หากข้อสันนิษฐานไม่เป็นจริงเพียงข้อใดข้อหนึ่งผู้กระทำผิดกฎหมายก็จะลอยนวล ผมรู้ยิ่งกว่ารู้ แต่ผมก็อดหวังไม่ได้ว่ากฎหมายจะต้องใหญ่กว่าบุคคลเสียที
           
            การที่ นปก.แสดงฤทธิ์ไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 นั้นทำให้ผมเป็นห่วงว่า ถ้าหากการเลือกตั้งเป็นโมฆะจริงๆ บ้านเมืองจะปั่นป่วนอย่างหนัก ผู้ถืออำนาจปกครองบ้านเมืองที่ขวัญอ่อนและด้อยประสบการณ์จะจับต้นชนปลายไม่ถูก ผมจึงเขียนคำแนะนำ “Best Case Scenario เมื่อเกิดสุญญากาศ ” ส่งไปให้ดังนี้
           
            *“จำไว้ว่า สถาบันจะลงไปเล่นการเมืองอย่างเต็มตัวได้ ก็ต่อเมื่อเกิด void หรือสุญญากาศทางการเมืองขึ้นจริงๆ (อย่างกรณี 14 ตุลาฯ) แต่เมื่อได้ก้าวลงไปจัดการจนช่องว่างดังกล่าวหมดไปแล้ว สถาบันกษัตริย์จะต้องรีบก้าวกลับขึ้นไปอยู่เหนือการเมืองอย่างเดิมโดยเร็วที่สุด จะได้พร้อมที่จะลงมาช่วยได้อีก ถ้าเกิดสุญญากาศขึ้นมาอีก” (พระราชกระแสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว)
           
            1. หากศาลตัดสินการเลือกตั้งเป็นโมฆะและยุบพรรค แปลว่า สุญญากาศสำคัญเกิดขึ้นแล้ว ควรสร้างสุญญากาศให้สมบูรณ์
           
            2. สุญญากาศอาจเกิดขึ้นอีก และสามารถสร้างได้ อย่าปล่อยให้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมเป็นผู้ก่อสุญญากาศ
           
            3. กองทัพจะต้องนำฝ่ายปกครองและตำรวจรักษาความสงบทั่วไปหรือ Civil Order ให้เด็ดขาด
           
            4. ครั้งนี้เป็นโอกาสทองของกองทัพที่จะเป็นหลักในการสร้าง Civil Society หรือสังคมประชาธิปไตยให้กับประเทศชาติ เคล็ดลับก็คือปฏิบัติการภายใต้คำสั่งและบารมีของจอมทัพ
           
            5. ควรประกาศกฎอัยการศึกทันที เพื่อให้มี deterrent effect ป้องกันจลาจลและการขนคน ภายใต้กฎอัยการศึกกองทัพใช้อำนาจทางการเมืองได้ ระวังอย่าสร้างหรือใช้อำนาจเผด็จการ ให้ใช้โอกาสทองตามข้อ 4
           
            6. คมช.ควรเข้าเฝ้าทันทีเพื่อกราบบังคมทูลสลาย คมช.อย่างเป็นทางการ กลับเข้าสู่ฐานะกองทัพภายใต้จอมทัพตามหลักรัฐธรรมนูญ และประกาศให้ความมั่นใจแก่ประชาชน
           
            7. เพื่อเจือจางความกดดันและทัศนคติด้านลบจากนอกและในประเทศ ผู้ใช้กฎอัยการศึกควรตั้ง “คณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” ประกอบด้วยอดีตนายกรัฐมนตรีทั้งหมดนอกจากผู้ที่เป็นองคมนตรี ภายหลังกฎอัยการศึกอาจพัฒนาคณะที่ปรึกษาฯเป็น “สภาที่ปรึกษาฯ” ของรัฐบาลเป็นสถาบันถาวรต่อไปได้
           
            8. นายกรัฐมนตรีและ สนช. ควรลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบและสลายตัวตาม คมช.ไปด้วยเพราะ คมช.เป็นผู้ตั้ง แต่จะต้องเลือกจังหวะเพื่อให้มีนายกรัฐมนตรีและ/หรือประธานสภานิติบัญญัติเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและสภา
           
            9. ประมุขฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ควรเข้าเฝ้าพร้อมกันเพื่อกราบทูลถวายรายงาน และขอพระราชทานคำแนะนำ
           
            10. ควรถวายรายงานว่าบัดนี้ได้เกิดสุญญากาศขึ้นกับฝ่ายนิติบัญญัติแล้ว การเลือกตั้งแบบเดิมจะต้องเผชิญอุปสรรคและความล่าช้า นอกจาก กกต.จะต้องแสดงความรับผิดชอบแล้ว โอกาสที่ กกต.จะต้องคดีมีสูงมาก
           
            11. ควรใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ของในหลวงและปวงชนโดยคำแนะนำของประมุข อำนาจอธิปไตยทั้งสาม รักษารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไว้ก่อน แต่แก้ไขเฉพาะบทเฉพะกาล และงดใช้ 2-3 มาตราที่เกี่ยวกับ ครม.และรัฐสภา เพื่อให้มีการจัดตั้งรัฐบาล สมัชชาแห่งชาติ และสภานิติบัญญัติชั่วคราวโดยมิชักช้า
           
            ผมขอย้ำว่าใน 11 ข้อนี้ สอดคล้องกับข้อเขียนและคำแนะนำของผมในการพูด ในบทความ และในหนังสือในเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน ไม่มีที่ไหนเลยที่ผมจะเสนอให้ใช้วิธีแต่งตั้งแบบอมาตยาธิปไตยทั้งในฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ผมเน้นให้ใช้สัญลักษณ์ วิธีการและองค์ประกอบ(คือตัวบุคคล)ที่เป็นประชาธิปไตย คือการเลือกตั้งทางอ้อมจากผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนมาแล้ว จากภาคการเมืองท้องถิ่น และแม้กระทั่ง ส.สโดยมิคำนึงว่าสังกัดพรรคใดที่ได้รับเลือกมาจากวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ที่ไม่มีข้อด่างพร้อยถูกร้องเรียนหรือกล่าวหา
           
            ผมถูกกล่าวหาว่าหลับหูหลับตาหลงใหล และไม่ทราบความจริงเกี่ยวกับความไม่เหมาะสมอย่างยิ่งของผู้บริหารและสมาชิก อบต.-อบจ-และเทศบาล ที่พากันเป็นทาสนักการเมืองระดับชาติ เป็นทาสราชการส่วนภูมิภาค เป็นพวกต่ำต้อยด้อยคุณภาพและคดโกงคอร์รัปชันฆ่ากันเป็นรายอาทิตย์
           
            เพื่อนร่วมชั้นผมคนหนึ่งเป็นอาจารย์รัฐศาสตร์จุฬาฯ อยู่นาน ไปเรียนและดูงานการปกครองท้องถิ่นที่อเมริกา โอนไปอยู่กระทรวงมหาดไทย ก่อนเกษียณคุมการปกครองท้องถิ่น เขียนมาว่า
           
            “...การปกครองท้องถิ่น เมื่อหลายปีหรือจะร้อยปีมาแล้ว ยิ่งทำดูเหมือนจะยิ่งเละ ระบบ ส.ก.และ อบต. ก็อีหรอบเดียวกัน ยิ่งมากวัน ก็ยิ่งชำนาญในการหาทางทำมาหากินมากขึ้น โกงกันแหลกเข้าไปใหญ่ การเอาคนโกงมาแก้ปัญหาโกง ก็เหมือนเอาปัสสาวะไปล้างอุจจาระ รังแต่จะทำให้เหม็นไปกันใหญ่”
           
            ทั้งหมดนี้มิใช่ผมจะไม่รับรู้ แต่ผมยังเชื่อว่าแก้ไขง่ายกว่านักการเมืองระดับชาติที่ท่านกกต.ใหญ่บอกว่าจะต้องห้ามเล่นการเมือง 10 ปี ผมจำได้ว่าอ่านหนังสือของภริยาอดีตประธานาธิบดีคาร์เตอร์ ผมไม่อาจลอกมาคำต่อคำ แต่เธอบอกว่าเมื่อเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์มีพระราชกระแสว่าถ้าจะไล่ตำรวจออกเรื่องคอร์รัปชัน ก็อาจจะต้องไล่ออกทั้งกรม ทางที่ดีต้องอย่าเอาอะไรไปให้ตำรวจใหญ่ เพราะจะถูกกินหมดและไม่แบ่ง ตำรวจเล็กๆ อาจจะกินไม่มาก ท่านที่สนใจโปรดไปอ่านดูนะครับ
           
            เพื่อนคนเดียวกันเขียนชมว่าผม “ฉลาดมาก ที่เขียนหัวข้อ “เลือกน้ำเน่า เราจะพากันไปตาย” โดยทิ้งไว้ให้เข้าใจว่า เพียง “จะตาย” ไม่ใช่ “ตายจริง” เพราะไม่เช่นนั้น ข้อเขียนของท่านดร. คงจะได้รับการพิสูจน์ในไม่ช้านี้”
           
            ท่านผู้อ่านที่เคารพ ผมขอบคุณท่านที่มีปฏิกิริยาผ่านออนไลน์มา ตามปกติผมไม่ค่อยมีเวลาจะตามอ่าน แต่เรื่อง “หากตุลาการเสื่อมฯ (1) และ (2) ” นี้ ผมตามอย่างใกล้ชิด จนได้ข้อสรุปบางอย่างดังนี้ครับ
           
            1. ท่านผู้อ่าน ในฉบับที่ (1) ขึ้นต้นก็ด่าอย่างเกรี้ยวกราดเลยว่าผมดูหมิ่นศาล โดยหาได้อ่านไม่ว่าผมพูดถึงศาลในยุค รสช.ซึ่งในตอนนั้นเรามีระบบศาลเดี่ยว ผมว่าระบบศาลเดี่ยวมีมาตรฐานน่าเชื่อถือและเหมาะสมกับประเทศไทยกว่าระบบหลายศาล จะเห็นได้ชัดๆ ว่า ปัจจุบันคดีสำคัญเกี่ยวกับความเป็นความตายของบ้านเมืองขณะนี้ถูกศาลโยนกันไปโยนกันมาว่า ไม่ใช่กงการหน้าที่ของตน หรือมิได้อยู่ในอำนาจศาลของตน ผมเสนอให้เรานำไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาลชี้ขาดโดยด่วน จะได้ทราบว่าแน่ๆ เงินภาษีอากรที่เราเสียไปมหาศาลนี้ท่านผู้ใดมีหน้าที่และความรับผิดชอบเรื่องใดบ้าง
           
            แต่ถึงจะเป็นระบบศาลเดี่ยวก็ยังจะมีปัญหาเรื่องศาลกระทำตนเป็นเสมือนอำนาจอิสระ ปราศจากการตรวจสอบใดๆ จึงอาจเสี่ยงและเสื่อมได้ง่าย เหมือนกับอำนาจอื่นๆ ซึ่งมีภาษิตว่า “ยิ่งมีอำนาจมาก ก็ยิ่งคอร์รัปชัน (ทำเสียหาย) มาก”
           
            2. ขณะนี้เราใช้ระบบหลายศาล เป็นความสาระแนอยากเอาอย่างฝรั่งโดยไม่รู้เรื่อง และไม่เข้าเรื่องของนักวิชาการบ้าวิชา และนักการเมืองมักง่าย บทความตอน (2) คือปี 2544 ต้นยุคทักษิณนั้น รัฐธรรมนูญปี 2540 ของเราสร้างระบบหลายศาลขึ้นมาแล้ว จึงเกิดปัญหาเรื่องมาตรฐานและคุณภาพขึ้นมาในหลายๆ ศาล ผมได้พยายามอธิบายถึงความบกพร่องของศาลรัฐธรรมนูญ ก็เมื่อสังคมของเราเป็นอำนาจนิยมตกอยู่ใต้อมาตยาธิปไตยอย่างนี้ องค์ประกอบหรือศาลรัฐธรรมนูญก็ดี กกต.ก็ดี ผู้ตรวจการรัฐสภาก็ดี ป.ป.ช. ก็ดี เราจะไปหานักประชาธิปไตยหรือผู้รอบรู้มาจากที่ไหน นอกจากเอาคนใหญ่โตเก่าเก็บมาจากระบบเดิมๆ
           
            ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดขณะนี้ก็คือ การที่ กกต.ไปขุดนายสุวิทย์ ธีรพงษ์ออกมาจากกรุให้เป็นประธานอนุกรรมการสอบสวนของ กกต.แทนสันติบาล มีการถาม มีการตรวจสอบ หรือมีข้อมูลกัน ไม่ว่านายสุวิทย์เป็นตุลาการเสียงข้างน้อย 1 ใน 6 ที่ตัดสินว่าการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ไม่เป็นโมฆะ ยิ่งกว่านั้นนายสุวิทย์ร่วมกับคณะในศาลรัฐธรรมนูญถูกชี้โทษโดย ป.ป.ช.ว่ากระทำผิดฐานออกกฎเพิ่มเงินเดือนให้ตนเอง จะติดคุกหรือเปล่าก็ไม่รู้ นี่แหละเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรมแบบของประเทศที่กำลังจะเอาคนที่ถูกพิพากษาติดคุก แถมยังมีคดีถูกกล่าวหาว่าทุจริตพ่วงมาอีกมาเป็นนายกรัฐมนตรี
           
            ในบทความตอน (2) ผมได้พยายามให้ข้อคิดและข้อมูลเปรียบเทียบคุณสมบัติ ที่มา และพฤติกรรมของตุลาการ เพื่อจะเตือนว่า เรามีปัญหาสถาบัน (มิใช่ส่วนตัวบุคคล) ที่เราจะต้องแก้ไข หากเราต้องการให้สังคมเป็นประชาธิปไตยที่กฎหมายต้องใหญ่กว่าคน
           
            และผมได้แสดงความชื่นชมไว้ว่า “ผมแน่ใจว่าสถาบันตุลาการของไทยมีมาตรฐานเทียบเท่าสากล ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน จรรยาบรรณของผู้พิพากษาหรือ Judicial Ethics มีอย่างไร ของไทยก็มีอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง professional ethics คือจรรยาบรรณของอาชีพ personal ethics จรรยาบรรณส่วนตัว หรือ judge demeanor ความสำรวมระวังของตุลาการ ไม่ต้องไปเปิดตำราที่ไหน ก็มีตัวอย่างอยู่เพียบ”
           
            ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะผมเห็นตัวอย่างอันประเสริฐจากอาจารย์สัญญา อาจารย์จิตติ ที่ผมมีโชคได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญชุดเดียวกับท่าน
           
            ความชื่นชมของผมจะยังคงเป็นจริงในวันนี้หรือไม่ ในบทความตอนจบเราจะพูดถึงผู้พิพากษาและคำพิพากษาศาลฎีกาคดีการเลือกตั้งเป็นโมฆะและพรรคการเมืองนอมินี
           
            ผู้ที่ไม่ชอบใจก็บอกว่าศาลส่งคนชั่วไปปกครองแผ่นดิน ในขณะที่ผู้ที่สมหวังก็อ้างว่านี่แหละคือประชาธิปไตยและเสียงสวรรค์ของประชาชน

    All is for her. Chapter 3: How?

    ถึงเธอที่ผมเคยบอกว่ารักที่สุด แม้จะยากสุดที่หลีกที่จะเลี่ยง ผมเองเป็นคนผิดเมื่อหวลคิดถึงเรื่องเก่า แม้เวลาจะผ่านมาเป็นเวลาร่วมยี่สิบสี่ปี

    ปี 2541

              ด้วยความคิดถึงที่ยังรุนแรงมาโดยตลอด วันหนึ่ง (13 ตุลาคม 2541) ผมก็ได้เบอร์โทรศัพท์ของโรงเรียนเปรมฤดีศึกษาจากฝ่ายบริการโทรศัพท์ 13 และได้ลองโทรศัพท์ไป ปรากฎว่า ผู้ที่รับปลายสายครั้งนี้ ก็คือ คุณนก จำเสียงได้ดี คิดถึง   ทำอะไรอยู่ ตกงาน ไม่มีอะไรทำ ต้องลำบาก เจอกันหน่อยไหม ไม่ได้เจอกันเสียนาน รอสักหนึ่งชั่วโมงนะ คงไปถึงที่โน่นประมาณบ่ายสี่โมง

              หัวใจของผมหล่นอยู่ตรงแถบนี้ เมื่อหลายปีก่อน .........

              ตอนนี้ มีบ้านอยู่ที่บางบัวทอง ถ้าว่าง ก็ไปหานะ เบอร์โทรศัพท์ 9250-198 โทรได้เลยนะ เราทำหน้าที่เก็บเงินของโรงเรียน อยู่แผนกการเงินมาสองปีแล้ว พอมาทำหน้าที่นี้ ครูใหญ่พินิจ สิทธิดำรง ก็ได้ลาออกไป

              ส่วนเบอร์ของผม 9900-324

              ชีวิตของผมลำบากมาก ในแต่ละปี ก็ต้องเปลี่ยนที่อยู่อยู่เสมอ ร่อนไปเรื่อย คิดถึงโดยตลอด ปี 19 เมื่อขึ้นไปทำงานที่อุดรธานี มีโอกาสผ่านไปเมืองพล ยังเคยขับรถผ่านไปทางร้านเจริญพาณิชย์ สวดให้ผมบ้างนะนก

     

              วันนั้น เราได้พูดคุยกันที่ใต้ที่พักข้างโรงเรียนวาสุเทวี คุยกันประมาณสามสิบนาที ก็ต้องกลับแล้ว ไปส่งคุณนกที่สะพานสาธร เธอไหว้ผมอย่างนอบน้อมมาก เมื่อตอนที่คบกันเมื่อยี่สิบสี่ปีก่อน เธอไม่เคยไหว้ผมอย่างนี้เลย

              แม้ผมจะมีความคิดถวิลหา ผมไม่ได้คิดนอกลู่นอกทางเลยนะ เพราะรู้ว่าเราเป็นเพียงเพื่อนกันเท่านั้น

     

              มาถึงตอนนี้ ผมก็หวลคิดไปถึงเรื่องเก่า ที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เรารู้จักกัน  ทุกอย่างเป็นเพราะผมทำผิดพลาดทั้งนั้น คิดถึงสภาพเก่า ตั้งแต่เมื่อคุณนกพยายามทำความรู้จักกับผมด้วยการอยากเรียนภาษาอังกฤษโดยทางเพลงภาษาอังกฤษที่แปลเป็นภาษาไทย และทำทีว่าพี่ชายให้ติดต่อหาที่อยู่ของอาจารย์ Bertrand ผู้เคยมาสอนที่คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ..... เธอเคยชวนไปเที่ยวทัวร์ด้วยกัน เคยแม้แต่พูดขอแต่งงานด้วย (แต่ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ผมเสียใจที่ผมจะต้องแต่งงานกับคนที่ผมรักน้อยกว่า ผมรักคุณนกมาก ผมคงไม่มีวันลืมนกได้ ต้องลืมได้ คิดเสียว่าเพื่อนคนนี้เลวอย่างนั้นอย่างนี้ เดี๋ยวสมบัติ ก็จะลืมเราได้หรอก คิดไปถึงเมื่อผมผิดหวังกับชีวิตและไปอยู่ที่เพชรบูรณ์ในระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2519 ผมเขียนจดหมายหาคุณนก เพราะโลกมันแคบลงหมดแล้ว ความคิดความใฝ่ฝันของผมแทบจะสิ้นสุด คุณนกทำให้ผมมีกำลังใจขึ้นเพื่อรับผิดชอบตนเองและครอบครัว ให้เราเดินไปตามทางที่พระได้เลือกไว้ให้เรา ..... สมบัติ เรารู้ว่าสมบัติจะกลับมาอยู่ที่โคราชแล้ว เราคงจะไม่ได้เขียนจดหมายมาหาสมบัติอีกแล้วนะ .......เราอยู่ที่นี่ ความคิดมันก็โลดแล่นไปไกล แต่ก็มีความสุขกับเด็ก .... ถ้าโลกมันกลม เราคงมีโอกาสได้พบกันอีก ....

              ยี่สิบปีก็ผ่านไปเมื่อสามปีก่อน ตอนที่ผมเข้ามาอยู่กทม. แต่ผมไม่กล้าโทรศัพท์หาเธอ ถึงโทรไปก็คงทำให้ลำบาก เพราะเธอไม่ได้อยู่ที่หอพักอย่างเดิม และไม่ได้อยู่ในห้องการเงินอย่างทุกวันนี้

              ช่วงนี้ช่องห้า มีละคร ความหลังเก่าในหัวใจเดิม มันโดนหัวใจเราเหมือนกันนะ (19/12/41)

              22/12/41 เรื่องไปวัดวันคริสต์มาส จะเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า

              มิซซาที่โรงเรียนเปรมฤดีศึกษา เป็นหกโมงเย็น ที่วัดแม่พระสากล คงเป็นประมาณสี่ทุ่ม เดี๋ยวจะโทรไปถามเพื่อนที่นั่นก่อนนะ ว่ามีมิซซาเป็นเวลาเท่าไรกันแน่ ต้องรอโทรไปหาเขาเวลาสี่ทุ่มคืนนี้  เดี๋ยวโทรมาใหม่พรุ่งนี้นะ ซักแปดโมงก็ได้

              แปดโมง คงกำลังติดธุระ ซักกี่โมงดีนะ เก้าโมงเช้าดีไหม

              ดี พรุ่งนี้เก้าโมงเช้า โทรมานะ

              23/12/41 คุณวรรณภรณ์นะ

              ใช่

              เออ วันนี้ มีงานที่โรงเรียน ต้องอยู่จนดึก กว่าจะเก็บเงิน ฉันจะต้องไปวัดแม่พระสกลสี่ทุ่ม กว่าจะเสร็จก็คงหกทุ่ม ฉันคงไม่ไหว (บวกกับความรู้สึกที่ไม่อยากเจอและน้ำเสียงที่ไม่เคยคิดว่าจะมีคำว่า ฉัน ในเวลาที่พูดกัน ในเวลาที่รู้จักกัน ไม่เคยได้ยินใช้คำนี้เลย ทำไมนะจึงเป็นอย่างนี้ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็คือว่า เราอาจจะเข้าไปยุ่งในชีวิตของเขามากเกินควรก็ได้ เอาไว้แค่นี้ดีกว่า มีความรู้สึกไม่อยากจะเข้าไปยุ่มย่ามกับชีวิตของบุคคลที่เราเองเคยรักเอามาก )

              ถ้าอย่างนั้น ก็ขอ สวัสดีปีใหม่ เลยนะ

              .......

    All is for her - Chapter 2: New developments

     คุณวรรณภรณ์ พิเชษฐ์พันธ์ เป็นคนที่ให้ความสนิทสนมกับผมเป็นพิเศษ สำหรับผม เธอเป็นหลายสิ่งหลายอย่างที่จะทำให้ผมหลงใหลและคิดถึงเสมอมิได้ขาดแม้จะห่างกันจนถึงวันนี้ที่เขียนบันทึกนี้เพื่อเธอ ยี่สิบสี่ปี(2541) หลังจากได้รู้จักกับเธอ แม้มันจะเป็นความคลั่งไคล้ที่ผมมีต่อเธอข้างเดียวก็ตาม

              ผมเสียดายที่ผมรู้จักกับเธอน้อยไปจนทำให้ตัวเสียใจแม้จนทุกวันนี้ด้วย และดูเหมือนจะทำให้เธออกหักไปด้วย

              ผมไม่รู้ว่า ใครเป็นคนแรกที่ทำให้พวกเราอยากไปพบกันที่ห้องพักครูของครูประถม ดูเหมือนว่าคุณวัฒนชัยที่เป็นครูสอนระดับประถมศึกษา ซึ่งมีความสนิทสนมกับกลุ่มเรา เป็นคนบอกผมกับคุณลิขิตว่าครูประถมอยากเชิญพวกเราไปกินขนมที่โน่น ก่อนนั้นพวกเราไม่ได้ไปที่นั่นเลย เพราะมันเป็นพื้นที่ตอนปลายสุดของโรงเรียนที่จะต้องเดินต่อไปจากพื้นที่ของส่วนที่เป็นมัธยมศึกษาเข้าไป

              ไม่นานหลังจากนั้นการพบปะก็มีเกือบทุกวันทำงาน และผมได้ทราบว่าคุณวรรณภรณ์พักอยู่ที่หอพักไผ่เงินซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับทางเข้าโรงเรียนเปรมฤดีศึกษา เธอมีเพื่อนร่วมห้องคือ คุณมยุรี ซึ่งเป็นสาวสวยอายุน้อยอีกคนหนึ่ง เธอคนนี้เพิ่งจะเข้ามาเป็นครูที่นี่ในปีการศึกษา 2516 นี่แหละ ไม่นานหลังจากที่ได้พบกันกับเพื่อนของผมคนที่ชื่อว่าคุณลิขิต คุณลิขิตดูเหมือนว่าจะหลงใหลในตัวเธอเอามาก ขนาดหลงลืมว่าเคยหลงรักสาวนางหนึ่งที่เป็นคนโคราชแต่มาสอนที่โรงเรียนวัดสุทธิวรารามซึ่งอยู่แถว ปากถนนจันทน์ด้านถนนเจริญกรุง

    คุณวรรณภรณ์ พิเชษฐ์พันธ์ (นก) ขวัญใจของผมตลอดชีวิตที่จะยังมี

              ไม่ทราบว่าจะเป็นด้วยเหตุใด เมื่อผมต้องเดินผ่านเธอ จิตใจของผมต้องหวั่นไหวทุกทีไปตั้งแต่วันแรกเจอกัน  ในขณะนั้นผมยังเป็นนักศึกษาอยู่ วัน จะเป็นห่วงการเรียนอยู่มาก มีอยู่วันหนึ่ง เธอมาบอกผมว่าอยากจะเรียนภาษาอังกฤษจากเพลง ขอให้ช่วยหาหนังสือที่แปลบทเพลงที่แปลดี ให้หน่อย งานอย่างนี้ไม่ยากเลยสำหรับผม เพราะชอบเพลงภาษาอังกฤษเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว วันรุ่งขึ้น ก็มีหนังสือเล่มสวยหนึ่งเล่มมาให้เธอพร้อม การ์ดเล็กใบสวยหนึ่งใบ

              ปี 2516 เป็นปีแห่งการปฏิวัติของนักศึกษา พวกเพื่อนครูในกลุ่มเดียวกันก็เป็นนักศึกษา แต่เป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทวิโรฒม์ ประสานมิตรและปทุมวันแห่งละคน มีผมคนเดียวที่ดันทุรังอยู่ไกลจากเพื่อน แต่ก็มีดีอยู่อย่างหนึ่ง คือเจ้าลิขิตพักอยู่ที่วัดมหาธาตุข้าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แค่นั้นเอง โอกาสพบกันนอกเวลาทำงานสะดวก เพียงแต่นัดกันไว้ล่วงหน้า และยังอาจจะนอนพักที่นั่นได้ด้วย

               

    All is for her - Chapter 1: Here she is

    บันทึกนี้เพื่อเธอคนเดียว - ใครจะรู้ว่าผมก็ช้ำมากพอ กับเธอ

    ได้แต่ตัว  หัวใจไม่มา

              ปีการศึกษา 2516 ผมย้ายออกจากโรงเรียนสารสาสน์พัฒนาด้วยความรู้สึกว่าเจ้าของโรงเรียนแห่งนี้บ่นว่าและด่าผมลับหลังในทำนองว่าผมทำงานให้เขาไม่เต็มที่ ผมไปขอทำงานที่โรงเรียนเปรมฤดีศึกษาที่ตรอกจันทน์ใกล้กับวัดไผ่เงิน ได้พบกับครูพินิจ สิทธิดำรงค์ ซึ่งเป็นครูใหญ่ที่นั่น เขาตอบรับผมเข้าเป็นครูในทันที ดีใจและตื้นตันใจมาก เพราะต้องเรียนที่มหาวิทยาลัยและต้องเลี้ยงดูน้องที่กำลังเรียนอีกสองคน

              ผมยังจะสอนภาษาอังกฤษเหมือนเดิม จำได้ว่าสอนม.. 1 เป็นสำคัญ ทุกอย่างเป็นไปได้อย่างราบรื่น ได้พบกับเพื่อนที่มีชื่อว่าคุณลิขิต แสงไพโรจน์ คุณวิฑูรย์ คุณสุพล ซึ่งมีความสนใจในเรื่องการหาทางปรับคุณภาพการสอนของครูและการเรียนของบรรดานักเรียน

              ในระหว่างปี 2517 ผมได้พบกับความแปลกใหม่แห่งชีวิตที่สำคัญอย่างหนึ่ง

              มีครูสาวคนหนึ่งชื่อครูวินิจได้เดินมาพูดกับผมว่ามีสุภาพสตรีคนหนึ่งจะขอแต่งงานกับผมเพื่อช่วยลดภาษีรายได้ ในขณะนั้น ผมรู้สึกเฉย อาจจะด้วยเหตุที่ว่าได้รู้จักกับนางสาวอัชรี กลิ่นบัวทองเป็นขวัญใจมาก่อนก็เป็นได้ แต่ก็มีความรู้สึกลึก ๆใน หัวใจเหมือนกันว่า ทำไมเราไม่ทำความรู้จักกับเขาให้มากกว่านี้

              ในขณะที่เขียนเรื่องนี้ ผมเปิดเพลง The Sound of Music ซึ่งทำให้ผมหวลคิดไปถึงวันหนึ่งในเดือนกันยายน 2514 ที่ผมได้ดูหนังเรื่องนี้กับคุณอัชรี เพลงชุดนี้ยังทำให้ผมหวลคิดไปถึงเมื่อตอนเรียนอยู่ที่โรงเรียนวรธรรมพิทยาคารหรือบ้านเณรที่ท่าแร่ . สกลนคร รู้สึกว่าปีนั้นจะเป็น 2508 อันเป็นปีแรกที่หนังเรื่อง The Sound of Music เข้ามาเมืองไทยเป็นครั้งแรก คุณพ่อมังซุยที่สอนภาษาอังกฤษได้เอาเทปเพลงชุดนี้มาให้พวกเราฟัง สมัยนั้นเพลงชุดนี้บันทึกอยู่ในเทปเสียงเป็นม้วนกลม เครื่องเล่นเทปเป็นเหมือนเครื่องวิทยุแบบวางตั้ง (ไม่ใช่แบบวางแบนราบ) ใช้ได้กับแบตเตอรี่แต่เพียงอย่างเดียว ที่บ้านเณรมีไฟฟ้าใช้เฉพาะในตอนเย็นประมาณวันละสามสี่ชั่วโมง พวกเราใช้เครื่องเล่นเทปนี้สำหรับการเรียนและฝึกพูดภาษาอังกฤษเป็นสำคัญ แต่ด้วยความที่ชอบเพลงชุดนี้ เราก็ขอใช้เครื่องนี้สำหรับเล่นเพลงด้วย แต่เพราะพวกเราไม่มีเงินซื้อแบตเตอรี่ใหม่ ใช้ แบตเตอรี่ที่อ่อนก็ต้องเก็บมาใช้ให้ได้นานที่สุด ทำให้เราต้องต่อยาวเป็นเมตรก็มีเพื่อให้ได้ไฟแรงพอที่จะเดินเครื่องได้ ทั้งนี้ นับว่าพวกเราโชคดีอยู่บ้าง เพราะโต๊ะไม้ที่เรานั่งเรียนยาวขนาดสี่คนนั่งด้วยกันได้

              ในขณะนั้นก็มีครูสาว อยู่หลายคนที่สอนชั้นประถมศึกษา แต่คนที่ตรงสเปกของผมก็มีเธอคนเดียว ในช่วงเดียวกันนี้ ในทีมของผมก็เพื่อนครูผู้ชายสองสามคนซึ่งดูเหมือนจะเป็นที่สนใจของบรรดาครูสาว เหล่านี้ด้วย มีคุณลิขิต แสงไพโรจน์ คุณวิฑูรย์ (ยาว) และคุณสุพล บรรดาครูสาว จะชวนพวกเราไปกินขนมที่ห้องพักครูที่ตึกประถมศึกษาในช่วงพักตอนกลางวัน มันช่างเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเสียเหลือเกินเพราะจะได้อยู่ใกล้สาว ที่ถูกใจเพื่อสร้างความสนิทสนมกัน

             

    Sombat's Wife

    Just have a look at Atcharee Thavorn.IMG_0011IMG_0012IMG_0013IMG_0014

    หมักและพวก

    6 พรรคสลอนอ้างชอบธรรมตั้งรัฐบาล"หมัก"ฉุนถูกซักโหวตนายกฯ
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 19 มกราคม 2551 15:28 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

    6 พรรคนั่งสลอนแถลงตั้งรัฐบาล 315 เสียง อ้างความชอบธรรม-สมานฉันท์-แก้วิกฤต "หมัก"ฉุนสื่อถามกวนใจเรื่องโหวตเป็นนายกฯตอกกวนประสาท ขณะที่ "เติ้ง" หลบลงรูปลาไหลผวา "ชูวิทย์" รอฉีกหน้ากลางวงส่ง "เสธ.หนั่น"รับหน้าแทน
           
           
    คลิกที่นี่ เพื่อฟังเสียง 6 พรรคฯร่วมแถลงข่าว
           
           วันนี้(19 ม.ค.) ที่โรงแรมสุโขทัย เวลา 14.10 น. บรรดา แกนนำทั้ง 6 พรรคอันประกอบด้วย นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยในฐานะตัวแทน นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช และ นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เลขาธิการพรรคมัชฌิมาธิปไตย ร่วมกันแถลงข่าว ท่ามกลางสื่อมวลชน ที่มารอทำข่าว รวมทั้งมีสมาชิกพรรคคนสำคัญจากพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่มาจากพรรคพลังประชาชนจนเต็มห้องแถลงข่าว
           
           โดยก่อนเริ่มแถลงข่าวตั้งรัฐบาล นายสมัคร ได้เป็นผู้ดำเนินรายการ ทำหน้าที่เป็นคนจัดสรรเวลาให้หัวหน้าพรรคแต่ละพรรคได้แถลงคนละไม่เกิน 2 นาทีและเรียงตามลำดับอาวุโส หลังจากเกริ่นนำด้วยการขอบคุณทุกฝ่าย โดยเฉพาะ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ที่ระบุว่าจัดการเลือกตั้งด้วยความเรียบร้อย แม้ว่าแต่ละพรรคจะได้ใบเหลืองใบแดง ซึ่งแต่ละพรรคต้องทำใจต้องว่ากันไปทีหลัง และมีการรับรองจนได้เสียง ส.ส.ครบ 95 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้เปิดสภาได้
           
           นายสมัคร ยังกล่าวขอบคุณพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินที่ทำให้การเมืองเดินไปได้ และทำให้เกิดรัฐบาล 315 เสียงซึ่งถือว่ามีความมั่นคงแข็งแรง
           
           จากนั้น นายเสนาะ กล่าวว่า การร่วมรัฐบาลเพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า เนื่องจากบอบช้ำมามากพอแล้ว ส่วนรัฐบาลจะอยู่ได้นานแค่ไหนขึ้นกับพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค และเห็นว่าพรรคพลังประชาชนมีความชอบธรรมในการตั้งรัฐบาล เพราะมีเสียงมากที่สุด ไม่ใช่มาบล๊อกกัน
           
           พล.ต.สนั่น กล่าวเป็นคนต่อมา ว่า มาในฐานะตัวแทนของหัวหน้าพรรคชาติไทย และเหตุผลในการร่วมรัฐบาลทางหัวหน้าพรรคก้ได้แถลงไปแล้วตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ดังนั้นการมาในวันนี้เพื่อยืนยันในการเข้าร่วมรัฐบาล
           
           พล.อ.เชษฐา กล่าวย้ำถึงความชอบธรรมที่พรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล เพราะได้รับการเลือกตั้งเข้มามากที่สุด ซึ่งพรรครวมใจไทยฯได้ตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลมานานแล้ว
           
           นายสุวิทย์ ให้เหตุผลในเรื่องความสมานฉันท์ เพื่อแก้ปัญหาชาติให้เดินไปข้างหน้าและกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว พร้อมแสดงความดีใจที่ได้รับเชิญเข้าร่วมรัฐบาล
           
           ส่วน นางอนงค์วรรณ กล่าวว่า รู้สึกภูมิใจที่ได้เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน และเห็นว่ามีความชอบธรรมที่จะตั้งรัฐบาล เพราะเป็นพรรคที่ประชาชนเลือกเข้ามามากที่สุด
           
           จากนั้น นายสมัคร ได้แถลงอีกครั้งโดยตอบคำถามผู้สื่อข่าว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคำถามเกี่ยวกับความมั่นใจที่จะได้รับการเสนอเป็นนายกฯในสภาหรือไม่ ซึ่งนายสมัคร ได้กล่าวแบบเก็บอารมณ์โกรธ โดยพยายามเลี่ยงตอบคำถาม และไม่ตอบโต้ผู้สื่อข่าว แต่เมื่อถูกถามย้ำหลายครั้งก็กล่าวว่า เป็นคำมั่นแล้วว่าทุกพรรคสนับสนุนหัวหน้าพรรคที่ได้รับเสียงมากที่สุดในการเป็นผู้นำรัฐบาล
           
           "จะไปถาม ถ้า นั่นถ้านี่อะไรอีก เป็นคำถามที่ไม่สมควรถาม ผมไม่ตอบเดี๋ยวมีเรื่องอีก เป็นคำถามกวนประสาท " นายสมัคร กล่าวกับผู้สื่อข่าวตอนหนึ่ง อย่างไรก็ดีเขาตั้งความหวังว่า รัฐบาลผสม 6 พรรคจะอยู่ได้นานที่สุด มีการปรึกษาหารือกัน ถ้าหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่หลายหลายนินทากัน คงต้องมาพิจารณาร่วมกันอีกครั้ง ไม่ใช่ต่อไปแยกย้ายกันไป
           
           เป็นที่น่าสังเกตว่า นายบรรหารไม่ได้มาร่วมแถลงครั้งนี้อาจมาจากกรณีที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ได้มาเช่าห้องของโรงแรมเพื่อรอแถลงข่าวในเวลา 15 .00 น. และประกาศว่าจะแฉ นายบรรหาร อีกรอบหลังจากบุกไปที่พรรคชาติไทยเปิดโปงมาแล้วเมื่อบ่ายวานนี้(18 ม.ค.) โดยนำเมนูปลาไหลมารับประทานประชดด้วย
           
           นอกจากนี้ ระหว่างการแถลงข่าว นายสมัคร ยังได้กล่าวชม นพ.สุรพงษ์ ซึ่งในอดีตสมัยเหตุการณ์เดือนตุลาคมถือว่าอยู่คนละขั้วเป็นลักษณะขวากับซ้ายอย่างชัดเจน
           
           อ่านรายละเอียดคำแถลง
           
           นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน
           “ขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงานกับเราวันนี้ เมื่อตะกี้ผมได้แสดงความขอบพระคุณทุกท่านมาร่วมกับผม ข้างในแล้ว อยากจะบอกแต่เพียงว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ ดูเหมือนจะใช้ระยะเวลายาวนาน แต่ถ้าหากเราถือกฎกติกาซึ่งเรากำหนดขึ้นให้ทันสมัยกับชาวโลกเขา ก็คือ มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งนี่แหละครับ ก็เป็นกรรมการซึ่งผมเชื่อว่า ทุกคน ทุกฝ่าย พอใจที่จะมีท่านมากกว่าไม่มีเหมือนแต่ก่อน งานแบบนี้ถ้าเมื่อก่อนนี้ 3 วันก็ตั้งรัฐบาลกันแล้ว แล้วก็ไปฟ้องร้องศาลเอา แต่การที่ดำเนินการอย่างนี้ก็เหมือนกระบวนการที่ชาวโลกเขาทำกัน วันใดที่เลือกตั้งเสร็จ คณะกรรมการได้ทำหน้าทำตาให้ประเทศไทยไปแล้ว คือ การเลือกตั้งที่เรียบร้อย แล้วการจะมาตรวจ มาสอยกันนั้น
           
           ต้องขอเรียนว่า ทุกคนคงจะต้องทำใจ ใครโดนเข้าก็รู้สึกชอกช้ำ ใครไม่โดนก็สบายใจกันดี ทั้งหมดจะได้เห็นเลยครับว่า บางที บางจุด หัวหน้าพรรคแสดงอะไรไม่ได้เลย เพราะเกรงใจกรรมการ แต่ผู้ที่อยู่ท้องถิ่นหมื่นๆ ท่าน แสดงอะไรออกมา ผมก็เกรงใจกรรมการท่าน แต่อย่างพรรคชาติไทยท่านบอก ท่านประท้วงเองเลย ผู้ที่โดนใบแดงประท้วงเอง กางมุ้งท้วงเลย จะได้เห็นเลยว่าความรู้สึกคนที่โดนเป็นอย่างนั้น แต่เราก็กล้ำกลืนจนจบ เรียบร้อยนะครับ ขอขอบคุณคณะกรรมการเลือกตั้งที่ทำให้วิธีการได้เสร็จสิ้นตามที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็คือว่า ท่านประกาศเรียบร้อย 95 เปอร์เซ็นต์ วันจันทร์จะทำพิธีเปิด หลังจากนั้นจะเป็นพิธีเลือกประธาน เลือกนายกรัฐมนตรี
           
           การเจรจาความทั้งหมด ผมได้ขอบคุณ แล้วจะเล่าให้ฟังหน่อยว่า ทั้ง 2 พรรคที่แถลงสุดท้ายนั้น ที่เหตุผลของท่านบอกว่า เพื่อให้การเมืองไม่ไปตรงจุดอับ ได้มีที่หายใจกัน เดินหน้า และให้การเมืองเข้าสู่ปกติ ก็เป็นอันว่า การเมืองได้เริ่มต้น ก็ทั้ง 2 พรรคการเมืองได้ตัดสินใจ การตัดสินใจของพรรคการเมืองทั้ง 2 นั้นมีความหมายอย่างยิ่ง ที่จะทำให้คณะบริหารที่จะตั้งขึ้นมานั้น 315 เสียงนั้น โดยประมาณ มีความแข็งแรงพอที่จะมีอายุยืนยาวอยู่ ช่วยแก้ไขสถานการณ์ของบ้านเมือง รายละเอียดของความรู้สึกต่างๆ ที่ท่านได้รวมใจกันแล้ว บัดนี้ก็ 3 นาทีแล้ว ผมจะขอพูดเท่านี้ แล้วผมจะพูดเป็นคนสุดท้าย ขออนุญาตตรงนี้ อย่านับจำนวนสมาชิก นับอาวุโส ใครอายุมากได้พูดก่อน เชิญท่านหัวหน้าพรรคประชาราช
           
           นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช
           “ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ สื่อมวลชนที่รักทั้งหลาย ผมคิดว่า การเมืองของเรา วันนี้ที่เรามานั่งบนนี้ ถือว่าเป็นผู้อาสาอีกครั้งหนึ่ง ส่วนใหญ่แล้วคุ้นหน้าคุ้นตา และผ่านการบริหารประเทศชาติบ้านเมืองมายาวนาน แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ครั้งนี้เป็นครั้งที่สำคัญอย่างยิ่ง บ้านเมืองวิกฤตมามากพอสมควรแล้ว เพราะฉะนั้นต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ได้มีจิตใจที่แน่วแน่ในฐานะที่เป็นผู้อาสา ในการจะมาดูแลบ้านเมือง ผมคิดว่า บ้านเมืองของเรานั้นถ้าหากว่าไม่ได้รับการแก้ไขโดยด่วน หรือถ้าแก้ไขไม่ถูกจุด บ้านเมืองเราไปไม่ได้ วิกฤตต่างๆ นั้นได้บีบคั้นประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราล้มลุกคุกคลานมาตั้งแต่ลอยค่าเงินบาท ตั้งแต่อะไรต่างๆ แต่ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่าง เศรษฐกิจข้างหน้านั้น ผมคิดว่า คนที่มานั่งอยู่ข้างบนนี้ ซึ่งเป็นตัวแทนของนักการเมือง เป็นตัวแทนของ ถ้าจะพูดกับผมก็ เหมือนพี่ๆ น้องๆ ลูกหลาน ได้เข้ามาอีกครั้งหนึ่ง
           
           หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การบริหารประเทศชาติบ้านเมืองนั้น จะอยู่นานหรือไม่นานนั้นอยู่ที่พวกเรา ถ้าพวกเรามุ่งมั่นแล้วมีจิตใจที่สะอาดหมดจด แล้วมีจิตใจที่จะดำเนินการตามที่เราได้อาสาเข้ามา ผมคิดว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย และต้องขอขอบคุณพี่ๆ น้องๆ ทุกคนที่ได้ตัดสินใจในการทำอะไรให้มันถูกต้อง ตามกฎตามเกณฑ์ เกิดความชอบธรรม ในเมื่อเราประกาศการเลือกตั้ง มีการเลือกตั้งแล้ว ความชอบธรรมจะต้องเกิดขึ้นตรงนั้น พรรคไหนเป็นพรรคใหญ่ที่ประชาชนให้ความไว้วางใจมา เราจะต้องให้เกียรติ ไม่ใช่ว่าเราจะไปบล็อกนั่นบล็อกนี่ แล้วจะไปแบล็กนั่นแบล็กนี่ ผลที่สุดใครก็มาแบล็กไม่ได้ บล็อกไม่ได้ ประชาชน เพราะฉะนั้นผมขอพูดแค่นี้ ขอขอบคุณพี่ๆ น้องๆ ทุกคน ในการจะมาร่วมงานกันครั้งนี้ครับ”
           
           พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย
           “ผมได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรคชาติไทย ท่านบรรหาร ศิลปอาชา ท่านได้มอบหมายให้ผมมาร่วมประชุม 6 พรรค ในการจะจัดตั้งรัฐบาล เหตุผลในการเข้าร่วมรัฐบาลนั้น ผมเรียนว่า ท่านหัวหน้าพรรคได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนไปแล้วเมื่อวันที่ 17 ที่ผ่านมา เวลา 20.00 น. เหตุผลทั้งหลายก็ตามที่หัวหน้าพรรคชาติไทยได้ชี้แจง เพราะฉะนั้นวันนี้ ผมมาร่วมเพื่อยืนยันว่า จะเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลด้วย ขอบคุณครับ”
           
           พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา
           “ผมและสมาชิกพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาทุกคน ยึดมั่นอย่างมั่นคงในเรื่องของความชอบธรรม ในเมื่อผลการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ที่ผ่านมา ความชอบธรรมจากพี่น้องประชาชนได้เทคะแนนเสียงให้กับพรรคพลังประชาชน ถึง 233 เสียง ในขณะนั้น เราต้องถือความชอบธรรมเป็นหลัก ถ้าเราไม่ยึดความชอบธรรมแล้ว ก็แสดงว่าเราเดินห่างออกจากระบอบประชาธิปไตย ซึ่งผมคิดว่าไม่ถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นไม่ว่าพรรคใดก็ตาม ผมขอยืนยัน ถ้าได้คะแนนเสียงสูงสุด พรรคนั้นจะต้องเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลเสียงก่อน ดังที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า มันไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมาก พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ได้ตัดสินใจ เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว นั่นก็คือ หลักความชอบธรรม แล้วมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ความชอบธรรมต้องมาก่อน
           
           ประการต่อไป ผมคิดว่า อย่างที่ทุกท่านได้กล่าวมาแล้ว ขณะนี้บ้านเมืองกำลังวิกฤต เพราะฉะนั้นมีทางเดียวเท่านั้นที่จะต้องจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วที่สุด เพื่อจะมาแก้ปัญหาวิกฤตของบ้านเมือง ทั้ง 3 ประการใหญ่ๆ ซึ่งทุกท่านทราบดี เพราะฉะนั้นเราจะรอเวลาอีกไม่ได้ นี่เป็นประการสำคัญประการที่ 2 ประการต่อไป ผมขอฝากไปถึงพี่น้องประชาชนคนไทยทุกท่านเลย ที่ท่านมีขีดความสามารถสูง ท่านเป็นคนดี และท่านเป็นผู้มีประสบการณ์ ขอร้องว่า ท่านจะต้องเข้ามาร่วมมือร่วมใจกับรัฐบาล เพื่อจะทำให้การแก้ปัญหาลุล่วงไปได้โดยง่าย มันจะได้เป็นความชอบธรรมว่าได้เกิดมาจากผู้ที่ได้กลั่นกรองกันมาอย่างดีแล้ว ผมอยากจะเห็นรัฐบาลในครั้งต่อไป จะต้องเป็นอย่างนั้นครับ ขอขอบคุณครับ”
           
           นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน
           “ได้แถลงไปแล้วนะครับว่า พรรคเพื่อแผ่นดินยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และสิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องการเห็น คือ ความสมานฉันท์ในบ้านเมือง การเมืองที่กลับมาสู่เสถียรภาพที่ทำให้การแก้ไขปัญหาไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม การเมือง และบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจของเราให้เดินหน้าต่อไปได้ ถ้าการเมืองมีเสถียรภาพอย่างที่ท่านหัวหน้าสมัครพูด พวกเราร่วมมือกันทำงานคำนึงถึงประเทศชาติ และประชาชนแล้ว พรรคร่วมรัฐบาลก็สามารถที่จะแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจซึ่งเรากำลังได้รับผลกระทบจากทั้งภายนอก และสุญญากาศการเมืองในช่วง 2 -3 เดือนที่ผ่านมา ผมมีความเชื่อมั่นว่าความสมานสามัคคีของพวกเราทุกคนจะทำให้การเมืองของเราเดินหน้าไปได้ด้วยความราบรื่น และทำให้ประเทศชาติของเรากลับคืนสู่สภาวะปกติ และนำเอาความสุขกลับมาให้พี่น่องประชาชน เพราะฉะนั้นตรงมีเป็นความปราถนา และความตั้งใจของพรรคเพื่อแผ่นดินในการตัดสินเข้าร่วมรัฐบาล 6 พรรคในคราวนี้”
           
           นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เลขาธิการพรรคมัชฌิมาธิปไตย
           “กราบเรียนหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ท่านตัวแทนพรรคการเมืองทุกพรรคที่อยู่บนเวทีนี้ และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ตลอดจนสื่อมวลชนที่รักทุกคน ในนามของพรรคมัชฌิมาธิปไตย ดิฉันมีความภูมิใจที่ได้มาสนับสนุนพรรคพลังประชาชนในวันนี้ นักการเมืองทุกท่านมีความประสงค์อย่างยิ่งที่จะทำอะไรก็ตามให้ตอบสนองความต้องการ และการแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชนในประเทศไทย เช่นเดียวกันพรรคการเมืองทุกพรรคก็ย่อมที่จะต้องการแก้ปัญหา และทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี และมีความสุข ดังนี้สิ่งที่ประชาชนได้รอคอยนั้นคือมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และเป็นความชอบธรรมเป็นอย่างยิ่งที่แกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเป็นพรรคการเมืองที่นิยมชื่นชอบของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไทย ดังนั้นพรรคมัชฌิมาธิปไตยจึงภูมิใจที่มีส่วนสนับสนุนให้พรรคพลังประชาชน ดำเนินกิจการตามความต้องการของประชาชน โดยการมาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลในวันนี้ และมัชฌิมาธิปไตยของเรามีสโลแกนอยู่ว่า"สร้างความสุขด้วยเศรษฐกิจพอเพียง" จึงคิดว่ารัฐบาลซึ่งมาจากความต้องการของประชาชน และความนิยมของประชาชนส่วนใหญ่คงจะสร้างความสุขให้กับคนไทยทุกคนด้วยเช่นกัน”
           
           นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน แถลงตอนท้ายอีกครั้ง
           “เมื่อกี้เรียนท่านที่เคารพว่าผมได้คุยกันเมื่อตะกี้นี้ ที่นั่งในห้องก็ได้เรียนทั้งหมดมานั่งร่วมกันขอขอบคุณทุกท่านที่ได้มาร่วมกันที่ทำให้การเมืองมันพ้นจากทางตัน แล้วเรียนสั้นๆ ว่าขอความร่วมมือเพราะเหตุว่าเมื่อรวมกันอย่างนี้ได้แล้ว มันได้ถึง 315 เมื่อรวมกันได้ขนาดนี้ ไม่ควรจะใช้ตัวเลขนี้ คือ อยู่กันพักๆ หนึ่งแล้วแตกแยกกันไปเพื่อไปเลือกตั้งกันใหม่ ขอร้องท่านว่า 315 ควรจะเป็นรัฐบาลที่มีความแข็งแรง การจัดสรรที่นั่งต่างๆ นั้น ยังไม่ได้ทำกันเลยยังไม่มีความต่อรองกันเลย แต่วิธีการของเรา คือ ว่าเมื่อพร้อมใจกันวันนี้รวมใจกันก่อน แล้วก็เปิดสภาฯ แล้วก็เลือกประธานฯ เลือกนายกรัฐมนตรี เสร็จแล้ว จะมีคณะกรรมการของพรรคพลังประชาชน เพื่อเตรียมเจรจากันทุกพรรค คือ เจรจากันจนทุกคนพอใจได้ทำงานที่อยากได้ทำ เข้าที่เข้าทางเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงจะนำความขึ้นกราบบังคมทูล ทั้งหมด นี้ เข้าใจว่าเมื่อเลือกกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ต่างฝ่าย ต่างช่วยกันทำงาน
           
           งานต่อไปข้างหน้า คือว่า ทุกคนจะใช้ประสบการณ์ที่มี จะไปคัดเลือกผู้คนที่สามารถจะช่วยแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ ผมเรียนทุกท่านแล้วว่าบ้านเมืองก็เสียเวลาไปเยอะ ถ้าตรงนี้เราได้พร้อมใจกันช่วยกันแก้ไข สักพักหนึ่งตั้งแต่ 4 หรือ 3 หรือ 2 หรือ 1สุดแท้แต่ สุดท้ายหลังจากนั้นแล้วก็ ถ้าเห็นพร้อมเพรียงกันแล้วก็จะได้ปรึกษาหารือกันว่าจะตกแต่งแก้ไขสิ่งที่เราควรจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไร แล้วจึงค่อยมาเลือกตั้งกันอีกที ตอนนี้ถือว่ามีวิกฤติการณ์สถานการณ์สงบก็มาช่วยกันแก้ไขสถานการณ์จะใช้เวลายาวนานที่สุดเท่าที่จะช่วยกันแก้ไขได้ ขอร้องไว้เท่านั้นเอง ไม่มีการเจรจาอะไรกันลึกลับกันมากไป แล้วก็ไม่มีอะไรอย่างไรอื่น หวังใจว่าทั้งหมดที่มารวมกันอยู่ได้นี้จะช่วยทำให้สถานการณ์การเมืองแก้ไขปัญหา เรา 6 หัว แล้ว และต่างฝ่ายต่างมีประสบการณ์มา และต่างฝ่ายต่างจะหาผู้คนที่จะช่วยแก้ไขปัญหาบ้านเมือง วิกฤติการณ์ข้างหน้ายังมีอยู่ครับ แต่เมื่อไรตั้งรัฐบาลเสร็จ ผมเชื่อว่าทุกอย่างคงได้ออกเดินหน้ากันต่อไป”
           
           /0110
    January 18

    Thaksin's proxy and many other forms

    รายงานพิเศษ : ย้อนรอย”นอมินี”สมัคร-ทักษิณ / พปช.-ทรท.”ก่อนศาลตัดสิน!!
    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 18 มกราคม 2551 03:36 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    สมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค พปช.ประกาศตั้งแต่วันที่ได้รับเลือกเป็น หน.พรรคว่า พร้อมเป็นนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ

    (แฟ้มภาพ)พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พูดผ่านวีซีดีโดยยอมรับว่า ตนได้ชวนให้อดีต ส.ส.ไทยรักไทยที่ถูกยุบพรรคมารวมตัวตั้งพรรคใหม่ คือพรรคพลังประชาชน พร้อมชวนให้ ปชช.เลือกพรรค พปช.ด้วย

    1 ในวีซีดีทักษิณที่ช่วยหาเสียงให้พรรคพลังประชาชน และมีการแจกจ่ายอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะภาคเหนือ-อีสาน

    วีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น เคยยื่นเรื่องให้ กกต.สอบเรื่องวีซีดีทักษิณ เพื่อเอาผิด พ.ต.ท.ทักษิณและพรรคพลังประชาชน แต่ผ่านมา 1 เดือนกว่าแล้ว ยังไม่คืบหน้า

    ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 3 พรรค ปชป.ร้องศาลฎีกาฯ ให้วินิจฉัย 4 ข้อเกี่ยวกับการเลือกตั้งล่วงหน้าและความเป็นนอมินีของ พปช.-ทรท.และหัวหน้าพรรคของทั้งสองพรรค

    ก่อนที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจะชี้ขาดว่า การเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ต้องสั่งโมฆะหรือไม่ รวมทั้งประเด็นสำคัญเรื่องความเป็น”นอมินี”หรือ”ตัวแทน”ระหว่างพรรคพลังประชาชน(พปช.)กับพรรคไทยรักไทย(ทรท.)ที่ถูกยุบพรรคไปแล้ว และหัวหน้าพรรค พปช.กับอดีต หน.พรรค ทรท.ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองไปแล้ว ว่าจะส่งผลให้การส่งผู้สมัคร ส.ส.ของ พปช.ในการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นโมฆะหรือไม่ เรามาย้อนดูความเป็นนอมินีดังกล่าวผ่านท่วงท่า-คำพูดของ”สมัคร สุนทรเวช”และ”พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร”ให้ชัดๆ กันอีกครั้ง ระหว่างที่รอผลการชี้ขาดของศาลฎีกาฯ วันที่ 18 ม.ค.นี้
           
           
     คลิกที่นี่ เพื่อฟังรายงานพิเศษ 
           

           
           การร้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพื่อขอให้ศาลฯ สั่งให้การเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 15-16 ธ.ค.50 เป็นโมฆะ นับว่ามีผู้ร้องหลายกลุ่ม ด้วยรู้สึกว่ากระบวนการจัดการเลือกตั้งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและ กกต.ดำเนินการโดยที่กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้ ก่อนจะกล่าวถึงว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ลองมาไล่เรียงกันก่อนว่ามีใครร้องเรื่องนี้ต่อศาลฯ บ้าง
           
           เริ่มด้วย นายสราวุท ทองเพ็ญ เลขาธิการพรรคความหวังใหม่และอดีตผู้สมัคร ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 3 ได้ยื่นร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. ขอให้สั่งให้การเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 15-16 ธ.ค.ที่ผ่านมาเป็นโมฆะ เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ กกต.เปิดให้ประชาชนใช้สิทธิล่วงหน้าได้ตามอำเภอใจ ผู้ที่จะใช้สิทธิล่วงหน้าได้ต้องมีเหตุจำเป็นจริงๆ เท่านั้น การให้ใช้สิทธิได้อย่างเสรีทำให้การเลือกตั้งทั่วไปที่ควรมีเพียง 1 วัน คือ 23 ธ.ค. กลายเป็น 3 วัน คือ 15-16-23 ธ.ค. ทั้งนี้ หลังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งรับคำร้องของนายสราวุทแล้ว ได้นัดไต่สวนเมื่อวันที่ 11 ม.ค.และนัดฟังคำสั่งคดีในวันที่ 18 ม.ค.นี้(เวลา 15.00น.)
           
           ตามด้วย นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งในวันที่ 28 ธ.ค.เช่นกัน แต่ประเด็นที่ฟ้องมีมากกว่ากรณีนายสราวุธ โดยนายไชยวัฒน์ได้ยื่นฟ้อง กกต.ทั้งคณะ รวมทั้งพรรคพลังประชาชน ,นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน และผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 3 อีก 2 คน คือ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ และประสิทธิ์ ตั้งศรีเกียรติกุล
           
           ทั้งนี้ นายไชยวัฒน์ ได้ขอให้ศาลวินิจฉัย 4 ข้อ 1.ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าการส่งผู้สมัครในนามพรรคพลังประชาชนเป็นโมฆะ เพราะพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทย 2.นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนเป็นตัวแทนของอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย(พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ดังนั้นการลงนามส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งของนายสมัครจึงเป็นโมฆะ 3.การเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 15-16 ธ.ค.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลฯ เพิกถอนการเลือกตั้งดังกล่าว ตลอดจนเพิกถอนการนับคะแนนเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพราะมีการนำคะแนนจากการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมานับรวมกับการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธ.ค.ด้วย และ 4.ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า การแจกซีดีให้แก่ประชาชนเป็นการผิดกฎหมาย(เช่น กรณีซีดี-วีซีดีทักษิณ) และห้าม กกต.ประกาศรับรองผลเลือกตั้งทั่วประเทศ หรือเพิกถอนการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งของผู้สมัครพรรคพลังประชาชน ด้านศาลได้มีคำสั่งรับคำฟ้องดังกล่าวไว้พิจารณา(เมื่อ 3 ม.ค.) นัดไต่สวนวันที่ 15 ม.ค. และนัดฟังคำสั่งคดีในวันที่ 18 ม.ค.นี้(เวลา 16.00น.)
           
           นอกจากนี้ยังมี นายเทพพนม ศิริวิทยารักษ์ ประธานเครือข่ายประชาชนภาคอีสานพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพื่อสั่งให้การเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 15-16 ธ.ค.เป็นโมฆะเช่นกัน โดยศาลรับฟ้อง(เมื่อ 3 ม.ค.) นัดไต่สวน 16 ม.ค.และนัดฟังคำสั่งคดีวันที่ 21 ม.ค.(16.00น.)
           
           สำหรับผู้ที่ร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งรายล่าสุดเพื่อให้การเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมาเป็นโมฆะ ก็คือ นายกฤษศักดา วัฒนพงษ์ ทนายความในคณะทำงานของ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยยื่นร้องต่อศาลเมื่อวันที่ 15 ม.ค.ยกเหตุผลประกอบข้อกล่าวหาว่าการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อ 15-16 ธ.ค.ไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.มาตรา 95 และขัดกับ พ.ร.ฎ.การเลือกตั้ง รวมทั้งเป็นการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรมตามเจตนารมณ์ของ รธน.โดยยกตัวอย่างว่า มีการอนุญาตให้ประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าได้โดยไม่พิจารณาเหตุผลของผู้ใช้สิทธิรายนั้นว่ามีความจำเป็นจริงๆ หรือไม่ที่จะไม่ไปใช้สิทธิในวันเลือกตั้งจริง 23 ธ.ค. เช่น ในเขตเลือกตั้งที่ 6 กทม.มีการจัดแบบคำขอใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าที่มีลายเซ็นของประธานกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งกลาง ให้ผู้ที่ต้องการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าหยิบไปลงคะแนนได้ทันที เท่ากับเป็นการอนุญาตให้ใช้สิทธิล่วงหน้าได้โดยไม่ต้องพิจารณาเหตุผลของผู้ที่ขอใช้สิทธิ ฯลฯ ซึ่งศาลได้นัดฟังคำสั่งคดีในวันที่ 21 ม.ค.(10.00น.)
           
           และก่อนที่สาธารณชนจะได้รู้ผล 2 คดีแรกที่ศาลฯ จะมีคำสั่งในวันที่ 18 ม.ค.นี้ คือคดีของนายสราวุทและนายไชยวัฒน์ ลองมาย้อนบางแง่มุมที่น่าสนใจและเกี่ยวเนื่องกับคดี โดยเฉพาะประเด็น “นายสมัครเป็นนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ” และ “พรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทย” ที่ร้องโดยนายไชยวัฒน์ ซึ่งแม้ผู้ร้องจะมิได้ร้องให้มีการยุบพรรคพลังประชาชน แต่หากศาลเห็นด้วยว่านายสมัครเป็นนอมินี พ.ต.ท.ทักษิณที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปีจากกรณียุบพรรค และพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทยที่ถูกตุลาการรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคไปแล้วจริง และเห็นควรให้การส่งผู้สมัคร ส.ส.ในนามพรรคพลังประชาชนเป็นอันโมฆะ โทษทัณฑ์ดังกล่าวก็คงไม่ต่างจากการถูกยุบพรรคเท่าใดนัก
           
           ก่อนอื่น ต้องไม่ลืมว่า กกต.ได้ให้ความชัดเจนก่อนหน้านี้แล้วว่า กรรมการบริหารพรรคที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปีจากกรณียุบพรรค ต้องไม่ไปดำรงตำแหน่งใดใดในพรรคใหม่ หรือมีส่วนในการจัดตั้งพรรคใหม่ และต้องไม่หาเสียงให้ผู้สมัครพรรคใด มิฉะนั้นอาจส่งผลให้พรรคนั้นถูกยุบได้
           
           แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะอดีตหัวหน้าพรรคและอดีต กก.บห.พรรคไทยรักไทยที่ถูกตัดสิทธิ ก็ไม่เพียงได้กระทำการหาเสียงให้พรรคพลังประชาชนผ่านวีซีดีที่มีการแจกจ่ายไปทั่วประเทศ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณยังยอมรับด้วยว่า ตนเป็นคนชวนให้อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทยที่พรรคถูกยุบไปแล้ว มารวมตัวกันและตั้งพรรคใหม่ ชื่อพรรคพลังประชาชน
           
           “...ผมก็เลยบอกกับ ส.ส.พรรคไทยรักไทยทั้งหลายที่พรรคถูกยุบ ก็บอกว่า ถ้าเรารักประชาชน เราห่วงประเทศชาติ เรามารวมตัวกันเถอะ เพราะประชาชนเข้าใจเรา และรู้ดีว่าเราถูกกระทำ เขาก็เรียกมารวมตัวกันและมารวมตัวกันตั้งพรรคใหม่ชื่อพรรคพลังประชาชน ชื่อดีครับ เพราะเราจะต้องขอพลังจากพี่น้องประชาชน เพื่อจะเอาความมั่งคั่งของประเทศกลับคืนมา...สิ่งที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาก็คือพี่น้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องซึ่งยังมีปัญหาในชีวิต ได้รับการสนับสนุนช่วยเหลืออย่างเต็มที่ การเมืองมีความเข้มแข็ง แต่นั่นแหละครับมันเป็นจุดที่บางคนเขาอยากเห็นว่า ถ้าการเมืองอ่อนแอเขาได้ประโยชน์ ก็เลยอยากเห็นการเมืองบ้านเมืองของเราอ่อนแอ...แต่พี่น้องประชาชนจะต้องเอาพลังประชาชนสอนให้เขารู้เลยว่า การเมืองจะอ่อนแอไม่ได้ เพราะประชาชนจะอ่อนแอ เพราะฉะนั้นจะเลือกพรรคเดียวเนี่ยให้ดู พี่น้องเลือกพลังประชาชนให้ดู และมันจะเป็นพลังประชาชนนั่นแหละครับที่นำสิ่งที่พี่น้องเคยมีความสุขกลับคืนมา และที่สำคัญ เมื่อความยุติธรรมกลับคืนสังคมไทย ผมจะกลับไปอยู่กับพี่น้องประชาชน จะไปหาพี่น้องประชาชน ก็ขอฝากพรรคพลังประชาชนและผู้สมัครพรรคพลังประชาชนทุกคนด้วยครับ”
           
           ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณที่ชวนให้อดีต ส.ส.ไทยรักไทยมารวมตัวกันและตั้งพรรคพลังประชาชน ไม่เพียงสะท้อนว่า พรรคพลังประชาชนคือนอมินีของพรรคไทยรักไทย แต่การที่ พ.ต.ท.ทักษิณชวนให้ประชาชนเลือกผู้สมัครพรรคพลังประชาชนพรรคเดียว ยังเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งอย่างชัดเจนด้วย
           
           โดย อ.ปรีชา สุวรรณทัต นายกสภามหาวิทยาลัยวงศ์ชวลิตกุล นครราชสีมา และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณในวีซีดีดังกล่าว ถือว่าเข้าข่ายทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายพรรคการเมืองอย่างชัดเจน มีโทษถึงขั้นยุบพรรค ส่วนที่แกนนำพรรคพลังประชาชนอ้างว่า วีซีดีดังกล่าวผลิตขึ้นก่อนมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้งนั้น อ.ปรีชา แย้งว่า เพราะผลิตเมื่อไหร่ไม่สำคัญ สำคัญว่านำวีซีดีมาแจกในช่วงที่ พ.ร.ฎ.เลือกตั้งมีผลบังคับแล้ว คำอ้างของแกนนำพรรคพลังประชาชนจึงเป็นคำอ้างที่ฟังไม่ขึ้น
           
           “อันนี้ฟังไม่ขึ้นหรอก แม้จะเป็นข้อเท็จจริงว่าทำมาก่อน พ.ร.ฎ.ก็แล้วแต่ ฟังไม่ขึ้น แต่แกนำมาเผยแพร่เอามาใช้ประโยชน์ในตอนนี้นี่ แกเอามาใช้ในตอนนี้หลัง พ.ร.ฎ.เลือกตั้งประกาศแล้ว มันก็เข้าข่ายแล้ว อันนี้ฟังไม่ขึ้นหรอก (ถาม-แกนนำพรรคพลังประชาชนบางคนบอก คำพูดคุณทักษิณเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ทำได้ในฐานะประชาชนทั่วไปที่จะสนับสนุนพรรคไหนก็ได้?) แกไม่ใช่ประชาชนทั่วไปแล้ว แกอยู่ใน 111 คนตามที่ตุลาการรัฐธรรมนูญได้ต้องห้ามไว้แล้ว อันนี้ประเด็นนี้มันฟังไม่ขึ้น จะอ้างว่ามีสิทธิเหมือนประชาชนทั่วไป มันไม่มีสิทธิประชาชนทั่วไปเขาไม่ต้องห้ามไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 5 ปี ...ไปย้อนอ่านดูสิคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญเนี่ย ที่เขายกมายุบพรรค และต้องห้าม 111 คนเนี่ยมีเหตุอะไรบ้าง แกต้องไปย้อนอ่านในอันนั้น ประชาชนทั่วไปเขาไม่ได้ต้องห้ามตามนั้น อันนี้เปรียบเทียบกันไม่ได้เลย”
           
           ด้าน นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น เห็นว่า วีซีดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณหาเสียงให้พรรคพลังประชาชน ไม่เพียงเข้าข่ายผิดกฎหมายที่ห้ามผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองมีส่วนในการจัดตั้งพรรคใหม่ แต่ยังผิดกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.มาตรา 97 ที่ห้าม”ผู้ใด”ชี้นำให้เลือกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งด้วย นายวีระจึงได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานวีซีดีดังกล่าวให้ กกต.ตรวจสอบเพื่อเอาผิด พ.ต.ท.ทักษิณและพรรคพลังประชาชนเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.
           
           “ในคำร้องก็บอกถึงรายละเอียดที่ชี้ให้เห็นว่าคุณทักษิณเนี่ย แกกระทำผิดกฎหมายในการที่แกไม่ใช่คนที่จะมาชี้นำหรือจะมาช่วยหาเสียง ตัวคุณทักษิณก็มีความผิด เพราะคุณทักษิณเป็นผู้ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองใน 111 คน(อดีต กก.บห.พรรค ทรท.) คุณไม่สามารถไปช่วยเขาหาเสียงได้ และคุณก็ไม่สามารถไปช่วยชี้นำให้เขาเลือกพรรคการเมืองได้ อย่าว่าแต่ตัวคุณทักษิณเลย ประชาชนอย่างผมอย่างคุณก็ไม่มีสิทธิกฎหมายใช้คำว่า”ผู้ใด” ใครก็ได้ คุณทักษิณไม่ใช่ผู้ใดธรรมดานะ ไม่ใช่ประชาชนอย่างคุณอย่างผม คุณทักษิณเป็นคนที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองไปแล้วด้วย และในส่วนของพรรคพลังประชาชนมันยืนยันชัด เพราะคุณทักษิณเป็นคนพูดเองว่าแกเป็นคนจัดการ ชักชวนชี้นำจัดตั้งพรรคพลังประชาชนและหลักฐานต่างๆ ที่ปรากฏมาโดยตลอด ก็แสดงให้เห็นเลยว่า พรรคพลังประชาชนเป็นตัวแทนหรือเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทย ดังนั้นในเมื่อพรรคไทยรักไทยตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพรรคการเมืองนี้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบอบการปกครองประชาธิปไตย ทำลายความมั่นคงของประเทศ และมีคำวินิจฉัยมีคำสั่งยุบพรรคไปแล้ว ดังนั้นตัวแทนหรือนอมินีก็จะต้องถูกยุบพรรคไปด้วย เพราะการกระทำของพรรคพลังประชาชนเนี่ยก็เป็นความผิดเช่นเดียวกัน”
           
           แม้นายวีระจะยื่นให้ กกต.ตรวจสอบเรื่องวีซีดีดังกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ และ กกต.ได้ตั้งอนุกรรมกรรมการขึ้นมาตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 12 ธ.ค.โดยมีนายไพฑูรย์ เนติโพธิ์ เป็นประธาน แต่ผ่านมา 1 เดือนกว่าแล้ว ก็ยังไม่ได้ข้อยุติ โดยตอนแรก กกต.ให้เวลาอนุกรรมการฯ สอบนานถึง 1 เดือน แต่เมื่อครบกำหนด อนุกรรมการฯ ก็ได้ขอขยายเวลาออกไปอีก 15 วัน!?!
           
           การทำงานที่ดูจะล่าช้าของ กกต.คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ ต้องตัดสินใจร้องเรื่องนอมินีทักษิณ-นอมินีพรรคไทยรักไทยต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ไม่อยากร้องต่อ กกต.เพราะขนาดนายวีระ สมความคิด ยังเคยร้อง กกต.ให้พิจารณาเรื่องนอมินีให้ชัดเจนก่อน ส่วนเรื่องยุบพรรคไว้ทีหลัง เพราะเรื่องยุบพรรคคงต้องใช้เวลา แต่ กกต.ก็หาได้สนองตอบไม่
           
           เมื่อชัดเจนเรื่องความเป็นนอมินีระหว่างพรรคพลังประชาชนกับพรรคไทยรักไทยจากคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณที่ผ่านวีซีดีแล้ว ลองมาพิจารณาความเป็นนอมินีของนายสมัครกับ พ.ต.ท.ทักษิณกันบ้าง ซึ่งเคยมีข่าวก่อนหน้านี้แล้วว่า นายสมัครประกาศเองว่าพร้อมเป็นนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยนายสมัครประกาศทันทีหลังได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชนในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคเมื่อวันที่ 24 ส.ค.50
           
           วันนั้น นายสมัครได้พูดถึงสาเหตุที่ทำให้ตนตัดสินใจรับอาสาเข้ามาทำงานการเมืองในครั้งนี้ทำนองว่า เป็นเพราะมีการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย.และมีการกล่าวหาอดีตนายกฯ ทักษิณ 4 ข้อ ซึ่งไม่เพียงนายสมัครจะใช้โอกาสนี้แก้ข้อกล่าวหาให้ พ.ต.ท.ทักษิณทั้งหมด แต่นายสมัครยังได้กล่าวโจมตีตุลาการรัฐธรรมนูญที่ตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย โดยนายสมัคร อ้างว่า ตุลาการฯ ดังกล่าวไม่ได้ทำงานในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว(ทั้งที่ตุลาการรัฐธรรมนูญได้เคยยืนยันแล้วว่า ตุลาการฯ ทุกคนล้วนมาจากผู้พิพากษาศาลฎีกาและศาลปกครอง ซึ่งทำหน้าที่ในพระปรมาภิไธยมาโดยตลอด)
           
           นอกจากนายสมัครจะปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณด้วยการแก้ข้อกล่าวหาให้ พ.ต.ท.ทักษิณทั้ง 4 ข้อ และปกป้องพรรคไทยรักไทยด้วยการพูดโจมตีตุลาการรัฐธรรมนูญแล้ว นายสมัครยังพูดทำนองยอมรับว่าตนเป็นนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณด้วย
           
           “นอมินีเนี่ยมันเป็นคำเลวทรามต่ำช้า นอมินีภาษาอังกฤษภาษาไทยมันเป็นคำที่มีคุณต่อบ้านเมืองนี้นะ เพราะนอมินีแหละเศรษฐกิจบ้านเมืองนี้จึงเจริญก้าวหน้ามาทุกวันนี้ ไอ้บริษัทรถยนต์จากญี่ปุ่นใหญ่โตมโหฬารที่มันมาลงทุนเมื่อ 40 กว่าปีก่อนมาลงหลักปักฐานเนี่ย เป็นบริษัทใหญ่โตเอาเงินมาถือหุ้นได้ 25% นอกนั้นต้องคนไทยถือ แล้วคนไทยที่ไหนมี 75% ไปลงทุนกิจการธุรกิจ ตระกูลใหญ่โตมโหฬาร ใครเป็นประธานมูลนิธิบริษัทรถยนต์ที่ชื่อ โตโยต้า ตระกูลไหน? เพราะฉะนั้นใครเป็นนอมินีให้โตโยต้า ตระกูลไหนเป็นนอมินีให้นิสสัน ตระกูลไหนเป็นนอมินีให้ฮอนด้าที่ปักหลักจนแข็งแรงทุกวันนี้ ธุรกิจทั้งหลายที่ถือหุ้น 25% ถ้าไม่มีนอมินี ใครเขาจะมาลงทุน บัดนี้จะเอานอมินีให้ตาย นอมินีเป็นความเลว นอมินีต่างหากที่ทำให้บ้านเมืองเจริญ เพราะฉะนั้นผมตอบคำถามตรงนี้ว่า ผมจะเป็นนอมินีให้นายกฯ ทักษิณหรือไม่ก็สุดแท้แต่ แต่ผมเป็นตัวของตัวของผมเองที่จะมาประกบกับพรรคนี้ และจะเอาคนที่ทำการเมืองได้ จะทำพรรคการเมืองนี้ให้แข็งแรง เพื่อจะเอาประชาธิปไตยกลับมาให้บ้านเมืองนี้”
           
           บางที การที่นายสมัครพยายามยกว่า “นอมินี” เป็นเรื่องปกติในทางธุรกิจและเป็นสิ่งที่ดีงาม สร้างความเจริญให้เกิดขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตนจะเป็นนอมินีให้ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น นายสมัคร อาจลืมไปว่า นอมินีมิใช่สิ่งที่ดีหรือถูกกฎหมายเสมอไป เช่น กรณีบริษัทกุหลาบแก้วไม่ควรเป็นนอมินีให้เทมาเส็ค เพื่อให้เทมาเส็คถือหุ้นในกิจการของไทยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ฯลฯ ส่วนนอมินีทางการเมืองนั้น ถ้าเพียงแต่พรรคไทยรักไทยจะไม่ได้ “ใช้การเลือกตั้ง 2 เม.ย.เป็นเพียงแบบวิถีที่จะเข้าไปผูกขาดอำนาจการบริหารประเทศ” ด้วยการจ้างพรรคเล็กให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อเลี่ยงเกณฑ์ 20% อันนำมาซึ่งการถูกยุบพรรค และตัดสิทธิทางการเมืองอดีตกรรมการบริหารพรรค 111 คนเป็นเวลา 5 ปีแล้ว ต่อให้นายสมัครเป็นนอมินีหรือตัวแทนหรือร่างทรงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็คงไม่มีใครสนใจและไม่มีใครนำมาร้องให้ศาลพิจารณาแบบนี้เป็นแน่
           
           ดังนั้น คงต้องลุ้นว่า ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจะตัดสินกรณี “นายสมัครเป็นนอมินี พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย” อย่างไร ซึ่งทางแกนนำพรรคพลังประชาชนได้แสดงความมั่นอกมั่นใจว่า งานนี้ศาลฎีกาฯ ยกคดีแน่นอน โดยอ้างว่า นายไชยวัฒน์ไม่มีอำนาจร้องคัดค้านการเลือกตั้งต่อศาลฎีกาฯ ถ้าจะร้องต้องไปร้องต่อ กกต. หรือไม่ก็ต้องให้ กกต.เป็นผู้ร้องต่อศาลฎีกาฯ หลายคนที่ได้ฟังคำอ้างของพรรคพลังประชาชนดังกล่าวแล้ว คงนึกเปรียบเทียบไปถึงช่วงที่ตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย เพราะก่อนตัดสิน ทางแกนนำพรรคไทยรักไทยต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “พร้อมน้อมรับคำตัดสินของตุลาการฯ” แต่พลันที่ตุลาการฯ ตัดสินออกมาว่ายุบพรรคไทยรักไทย แกนนำพรรคไทยรักไทยต่างออกอาการไม่ยอมรับ แถมอ้างว่า “ตุลาการฯ ไม่ใช่ศาล ไม่มีอำนาจตัดสินคดียุบพรรค” ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า แทนที่พรรคไทยรักไทยจะปฏิเสธว่า ตนไม่ได้จ้างพรรคเล็ก กลับพูดแต่ว่า ตุลาการฯ ไม่ใช่ศาล ตัดสินไม่ได้
           
           เช่นเดียวกับครั้งนี้ ที่แกนนำพรรคพลังประชาชน ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทยหรือไม่ และนายสมัครเป็นนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ กลับยกเหตุผลแต่ว่า นายไชยวัฒน์ไม่มีสิทธิฟ้องเรื่องนอมินีต่อศาลฎีกา สรุปก็คือ พลพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนมีความเหมือนกัน
           
           อีกอย่าง คือชอบยกข้อกฎหมายมาเป็นเครื่องมือเพื่อหักล้างข้อเท็จจริงที่ตนเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ดังนั้น คงต้องติดตามต่อไปว่า ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจะตัดสินเรื่องนี้อย่างไร?

    What is that: Prem to Meet Potjaman?

    BREAKING NEWS

    Military backs Prem-Potjaman meeting

    (BangkokPost.com) - Council for National Security (CNS) member Sathiraphan Keyanont expressed support for a meeting on national reconciliation between Khunying Potjaman Shinawatra, wife of ousted premier Thaksin, and Privy Council president Prem Tinsulanonda.

    Navy chief Adm Sathiraphan said such a talk could lead to the end of "misunderstanding between the two parties".

    He also revealed that the CNS is concerned about the formation of a new government.

    "The CNS wants to see a stable government," he told reporters. "It is not difficult to form a government. But it is harder to set directions the government will take."

    He called on political parties to give priority to national security, economics, politics and military forces and leave their own benefits behind.