sombat's profileSpace ของ sombatPhotosBlogListsMore Tools Help

Space ของ sombat

sombat thavorn

Occupation
Location
Interests
As a neighbor in the world community, let us work together for the long-lasting benefits of human beings.
There are no categories in use.
No list items have been added yet.
Photo 1 of 16
July 03

ธูปหอมอโรมา "ทองตะนาว"

ธูปหอมอโรม่า‘ทองตะนาว’ ปรับสูตรควันไร้มะเร็งโกอินเตอร์
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 กรกฎาคม 2552 09:29 น.
       “ทองตะนาว” ถือเป็นชื่อแบรนด์ที่ไม่ได้บ่งบอกถึงความเป็นผลิตภัณฑ์ของธูปหอม สักเท่าไหร่นัก แต่ชื่อแบรนด์บางครั้งก็ไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพสินค้า และความใส่ใจในสุขภาพผู้บริโภค ซึ่งูปหอมทองตะนาว ถือเป็นผู้ประกอบการที่ไม่ผลิตสินค้าไหลไปตามกระแส แต่ยังศึกษาข้อมูลในส่วนของธูปมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อรู้ว่าสินค้าที่ผลิตอยู่นั้น ควันธูปมีสารที่สามารถก่อมะเร็งในร่างกายมนุษย์ก็รีบปรับตัวหาวัตถุดิบจากธรรมชาติมาทดแทน ช่วงชิงตลาดได้ก่อนเจ้าอื่น
       


       อาจารย์ลำไพ ทองตะนาว เจ้าของผลิตภัณฑ์ธูปหอมทองตะนาว จ.อุทัยธานี เล่าว่า จากเดิมตนเองได้ทำธูปมาหลายปี ซึ่งเป็นธูปธรรมดาทั่วไปที่มาขายตามท้องตลาดที่ทำมาจากขี้เลื่อย แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการวิจัยออกมาจากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ว่าควันธูปเป็นสารก่อมะเร็ง เป็นอันตรายต่อผู้ที่สูดดมเข้าไปทำให้อาจารย์ลำไพ ซึ่งไม่ต้องการผลิตสินค้าที่ทำอันตรายต่อร่างกายลูกค้าอยู่แล้ว จึงคิดปรับเปลี่ยน โดยใช้ดอกไม้ ที่จากเดิมนำมาทำเป็นตัวสร้างกลิ่นหอมให้กับธูป เช่น มะลิ กุหลาบ โดยสั่งซื้อที่จังหวัดชัยนาท ซึ่งเป็นแหล่งปลูกขนาดใหญ่ ที่จัดส่งให้กับปากคลองตลาด มาลองทำเป็นธูปหอมอโรม่าแทน

       “จากเดิมที่เราใช้ขี้เลื่อยมาทำเป็นธูป ก็ปรับเปลี่ยนมาเป็นวัสดุที่มาจากธรรมชาติมาขึ้น เช่นดอกไม้นานาชนิด โดยจะแยกทำเป็น 2 ส่วน คือ ขั้นตอนแรกจะนำดอกไม้เช่น ดอกมะลิ กระดังงา กุหลาบ มาอบและสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย ส่วนดอกไม้ที่เหลือก็นำไปตากแดดให้แห้ง และบดแบบหยาบ พร้อมกับนำมาผสมกับน้ำมันคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำแกนธูปมาจุ่มลงไปเพื่อทำเป็นธูป ในขณะที่น้ำมันหอมระเหยที่สกัดมาได้จากดอกไม้ ก็นำมาคลุกกับซังข้าวโพดประมาณ 4 ครั้ง แล้วนำมาทดสอบกลิ่นมาให้ตรงตามคุณภาพที่ตั้งไว้ แต่หากกลิ่นยังออกมาไม่มาก เราจะมีสเปรย์สำหรับฉีดกลิ่นแต่ละชนิดลงไป ซึ่งก็มาจากธรรมชาติล้วนๆ ส่วนสีที่นำมาทำเป็นธูปก็มาจากสีผสมอาหาร”

       ปัจจุบันธูปหอมทองตะนาวได้ออกแบบมาเป็น 7 สี 7 กลิ่น ซึ่งล้วนมาจากดอกไม้ไทยล้วนๆ ได้แก่ กระดังงา มะลิ กุหลาบ กล้วยไม้ จำปี ดอกบัว และดอกแก้ว ส่วนก็แบ่งออกเป็น 7 สีเช่นกัน โดยทางอาจารย์ลำไพ ยึดตำราภูมิชาติเป็นหลัก หวังเจาะกลุ่มลูกค้าที่นิยมไหว้พระจากสีธูปตามวันเกิดตนเอง คือ คนที่เกิดวันอาทิตย์ ธูปสีแดง ใช้กลิ่นดอกแก้ว, วันจันทร์ สีเหลือง กลิ่นดอกกระดังงา, วันอังคาร สีชมพู กลิ่นดอกกุหลาบ (ขายดีที่สุด คนนิยมนำไหว้รัชกาลที่ 5) , วันพุธ สีเขียว กลิ่นดอกจำปีหรือจำปา, วันพฤหัสบดี สีส้ม กลิ่นดอกบัวสาย, วันศุกร์ สีฟ้า กลิ่นดอกมะลิ และวันเสาร์ สีม่วง กลิ่นดอกกล้วยไม้ เป็นต้น

       ส่วนในกระบวนการผลิต อาจารย์ลำไพ บอกว่า จะเป็นการกระจายงานตามบ้าน เพื่อกระจายรายได้ให้ทั่วถึงในหมู่บ้าน รวมถึงนักเรียนมัธยมที่ต้องการหารายได้พิเศษ ซึ่งปัจจุบันก็มีนักเรียนมาผลิตธูปให้เช่นกัน ซึ่งจะแบ่งเป็นกลุ่มโดยมีการจัดตั้งหัวหน้ากลุ่มสำหรับตรวจสอบคุณภาพสินค้า ก่อนจัดส่งให้กับอาจารย์ลำไพ โดยรายได้จะคิดเป็นกิโลกรัม คือ ธูปแบบก้านยาว (1 ก.ก. มีประมาณ 900 ก้าน) 8 บาท/ก.ก. และธูปก้านสั้น (1 ก.ก. มีประมาณ 1,800 ก้าน) 10 บาท/ก.ก. โดยมีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 200 กิโลกรัม/คน ซึ่งขณะนี้หลายคนได้ยึดเป็นรายได้หลักไปแล้ว
       


       นอกจากนี้ธูปหอมทองตะนาวยังเจาะตลาดต่างประเทศอีกด้วย โดยมีสัดส่วนการส่งออกอยู่ที่ 40% และขายในไทยอีก 60% โดยตลาดหลักในต่างประเทศอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อิตาลี มาเลเซีย (นิยมใช้ธูปดำในการบูชาพระศิวะ) ในส่วนของเทียนหอมอโรม่า ทางร้านก็ผลิตด้วยโดยใช้วัตถุดิบให้ความหอมตัวเดียวกันคือดอกไม้แห้ง ที่เน้นการออกแบบเป็นชุดของขวัญ ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้เป็นเหมือนการต่อยอดสินค้าประเภทธูป เพราะเมื่อผลิตธูปขึ้นมาได้ การที่จะจัดเป็นชุดของขวัญจำเป็นต้องมีเทียนควบคู่กันไปด้วย เพื่อความสวยงาม และความลงตัวที่สมบูรณ์แบบ

       เป็นระยะเวลานานกว่า 16 ปี ที่อาจารย์ลำไพ ผลิตธูปที่เน้นคุณภาพ ทำให้รัฐบาลเล็งเห็นถึงความตั้งใจ โดยล่าสุดในปี 2547 ธูปหอมทองตะนาวได้รับรางวัล PM Award (Prime Minister Award) ในส่วนของสินค้าโอทอปอีกด้วย ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ธูปหอมทองตะนาวมีจำหน่ายที่จตุจักรพลาซ่า โซน C , ห้างจังซีลอน จ.ภูเก็ต และร้านเอสดี อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เป็นต้น
       
       ***สนใจติดต่อ 08-1973-2931***

น้ำผึ้งแว่น

“น้ำผึ้งแว่น” แห่งปะนาเระ ภูมิปัญญาที่ไร้ผู้สืบทอด
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 กรกฎาคม 2552 09:31 น.
ลุงนิพนธ์สาธิตการเคี่ยวน้ำตาล
       หากใครยังติดตาตรึงใจกับ “ละครเรื่องกัลปังหา” บทประพันธ์จากปลายปากกาของ “พนมเทียน” ย่อมต้องจำความสวยงามและบรรยากาศบนหาดแฆแฆ ในอำเภอปะนาเระ จ.ปัตตานีได้ติดตา ซึ่งน้อยคนนักที่จะรู้ว่าเมืองเล็กๆ แห่งนี้มีมนต์เสน่ห์ที่ชวนให้หลงใหลเพียงไหน และไม่เพียงแต่ชายหาดงามเท่านั้นที่ขึ้นชื่อ ใน อ.ปะนาเระยังมีน้ำผึ้งแว่นหวานเจี๊ยบขึ้นชื่อเป็นสินค้าพื้นประจำเมืองอีกอย่างหนึ่ง ที่เมื่อไปเยือนปัตตานีแล้วจะต้องหยิบจับมาเป็นของฝากกัน
       
       แต่วันนี้…สิ่งที่น่ากังวล คือ ต้นโหน้ดหรือต้นตาลโตนดเริ่มจะหายไปเรื่อยๆ หายไปพร้อมกับคนขึ้นตาลเพื่อไปปาดตาล เอาน้ำตาลมาทำ “น้ำผึ้งแว่น” และไม่ค่อยมีใครยึดอาชีพนี้เป็นหลักอีกต่อไป

ลุงนิพนธ์ ลาพเจือจันทร์ และลุงมนัส ยศศิริ ชาวอำเภอปะนาเระ จ.ปัตตานี
       **ของฝากจากปะนาเระ
       ลุงนิพนธ์ ลาพเจือจันทร์ ชาวอำเภอปะนาเระ บอกว่า เมื่อก่อนนี้นอกจากอาชีพประมงที่ทำกันทั่วไปใครๆ ในอ.ปะนาเระ อีกอาชีพหนึ่งที่คนพื้นที่ทำกันสืบต่อมาหลายชั่วอายุคน ก็คือ การนำน้ำตาลจากต้นตาลโตนดมาทำเป็นน้ำผึ้งแว่น เพราะในอดีตน้ำตาลทรายยังไม่มี และรสหวานจากตาลโตนดมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ประกอบกับอาชีพหลักของผู้คนในยุคนั้นสมัยนั้นก็คือการทำเกษตรกรรม ผู้คนจึงนิยมทำอาชีพนี้กันมาก
       
       ทั้งนี้ น้ำหวานจากตาลโตนดเอามาทำอะไรได้หลายอย่าง เช่น นำมาเคี่ยวจนข้นและเข้าแว่นพิมพ์เพื่อทำเป็นน้ำผึ้งตาลโตนดหรือน้ำตาลแว่น ซึ่งสามารถไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นทำอาหารหรือขายเป็นของฝากนักท่องเที่ยว แต่ส่วนใหญ่ที่นิยมกันก็คือเอาไปทำขนมพื้นเมืองของปักษ์ใต้ เช่น ขนมโค เป็นต้น
       หรือถ้าขี้เกียจต้มก็ปล่อยไว้เฉยๆ ภายใน 1 อาทิตย์ น้ำตาลก็จะกลายเป็นน้ำส้ม ซึ่งน้ำส้มที่ว่า ไม่ใช่เอาไว้กินแก้กระหายเหมือนน้ำอัดลม แต่เอาไว้ประกอบการแกง เช่น แกงส้ม หรือใส่ในน้ำพริกก็อร่อยไม่เบาโดยไม่ต้องใช้มะนาว
       
       “ตอนที่ยังเป็นหนุ่มตามเส้นทางสองข้างถนนสายปัตตานีจะพบเห็นชาวบ้านปะนาเระนำผลตาล น้ำตาลสด น้ำผึ้งแว่นมาวางขายเป็นของฝากพื้นเมืองเป็นเครื่องแสดงว่าชาวปะนาเระปลูกตาลกันมาก เช่นเดียวกับที่ยะหริ่งซึ่งเป็นอำเภอที่อยู่ติดกันนั้นก็มีชื่อเสียงเรื่องการทำน้ำตาลไม่แพ้กัน แต่เดี๋ยวนี้มีให้เห็นน้อย นอกจากจะมีงานใหญ่ระดับจังหวัดจึงจะขนมาขายกัน” ลุงนิพนธ์ เล่าย้อนถึงภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตเปรียบเทียบกับในปัจจุบัน พร้อมทั้งบอกด้วยว่า สิ่งที่หนักใจสำหรับคนรุ่นเก่าก็คือ หาคนที่จะมาสานต่อการทำอาชีพนี้ค่อนข้างยาก

างเรียงแว่นตาลรอหยอด
       **ภูมิปัญญาที่ไร้ผู้สืบทอด
       ลุงมนัส ยศศิริ วัย 52 ปี ซึ่งปัจจุบันเป็นครู ร.ร.บ้านกลาง อ.ปะนาเระ เป็นอีกคนหนึ่งที่บอกว่า ภาพที่คุ้นชินในวัยเด็กคือ จะเห็นผู้ชายในหมู่บ้านพกมีดปาดตาล ปีนต้นตาลด้วยเท้าเปล่า พร้อมเสียง "ป็อก-แป็ก" ที่เกิดจากกระบอกไม้ไผ่ที่ห้อยติดเอวไปด้วยกระทบกันไปมา
        
       ลุงมนัสบอกว่า ในตอนนั้นแกยังไม่รู้รายละเอียดของมันมากนัก เพียงแต่ตระหนักและคิดเสมอว่าเป็นเรื่องของภูมิปัญญาที่คนรุ่นหลังอย่างแกจะต้องช่วยรักษาไว้
       อย่างไรก็ตาม แม้ลุงมนัสจะมีอาชีพเป็นครูสอนหนังสือ แต่ก็ยังคงปีนต้นตาล และปาดตาลอยู่ แม้จะไม่ใช่งานหลัก แต่ถือว่ายังได้ทำตามความตั้งใจ
       
       "คนรุ่นสุดท้ายที่ทำอย่างจริงจังอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป ถึง 60 ปี มีคนที่เป็นงานจริงๆ น้อย เรียกว่าถ้าใครยึดอาชีพนี้เป็นงานหลักก็หนัก อีกอย่างที่คนรุ่นใหม่เขาไม่ค่อยทำกันแล้วเพราะต้องออกจากพื้นที่ไปเรียนหนังสือ จึงไม่เห็นคนหนุ่มรุ่นอายุ 20-30 ปีแถบนี้มากนัก ประกอบอาชีพอย่างอื่น ต่อไปถ้ามันหายก็หายพร้อมกับคนยุคเก่า ลุงอาจจะเป็นรุ่นสุดท้ายที่จะปีนต้นตาลแล้วก็เป็นได้"

น้ำผึ้งแว่นที่แห้งแล้วพร้อมขึ้นตาชั่งขาย
       ลุงมนัส บอกว่า งานขึ้นตาล เคี่ยวตาล ไม่ต่างกับงานสกุลช่างโบราณเลย เพราะเป็นงานที่ต้องทำสืบทอดแบบรุ่นต่อรุ่น ในบางบ้านต้องเจอกับปัญหาไร้ผู้สืบทอดเพราะมีลูกหลานเป็นผู้หญิง แต่ด้วยงานนี้ต้องใช้ทักษะและแรงค่อนข้างมาก จึงสงวนไว้ให้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น สำหรับลูกผู้ชายถ้าไม่ออกจากบ้านไปเรียนหนังสือก็หันไปทำอาชีพอื่นที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าการปีนต้นตาลที่มีความสูงกว่า 20 เมตรทุกเช้า-เย็นโดยที่ค่าตอบแทนมีไม่ตลอดทั้งปี
       
       “รายได้ที่ตอบกลับมาจะว่าคุ้มก็คุ้ม ถ้าเป็นคนที่ไม่ได้ใช้อะไรมาก และถ้าขยันก็ได้มาก ขี้เกียจทำก็ได้น้อย แต่ว่าเราไม่ได้ขึ้นตาลได้ทั้งปี ปีหนึ่งทำได้ดีที่สุดแค่ 6 เดือน ถ้าคนที่ขยันก็ทำได้ประมาณ 20 ต้น ปีนวันละ 2 ครั้ง 80 เที่ยวต่อวัน เช้าวันละ 20 ครั้ง เย็น 20 ครั้ง ก็ได้อย่างน้อย 600 บาทต่อวัน” ลุงมนัสให้ภาพ

ปัจจุบันทำได้เพียงการสาธิตและสอนการทำแว่นตาลเท่านั้น
       **หลักสูตรท้องถิ่นยังห่างไกล
       ลุงมนัส ให้ข้อมูลว่า บรรดากลุ่มผู้ใหญ่ในหมู่บ้านเคยรวมตัวกันและหารือกันมาระยะหนึ่งแล้วว่าหากขาดคนหนุ่มมาทำงานตรงนี้แล้ว อาชีพการปีนต้นตาล ปาดตาล และท้ายที่สุดน้ำผึ้งแว่นอาจจะหายจากปะนาเระก็เป็นได้ จึงมีคนรุ่นครูกลับมาอนุรักษ์อาชีพเก่าแก่นี้ไว้ ทว่าก็ทำได้เพียงการทำงานแบบคนแก่ๆ ที่ยืดอายุงานไปได้ไม่กี่ปีเท่านั้น
       
       และเมื่อถามว่าความเป็นไปได้ของการนำภูมิปัญญานี้มาบรรจุในหลักสูตรท้องถิ่นมีมากน้อยเพียงไหน คุณครูบ้านกลางได้แต่ส่ายหัวและบอกเพียงว่าการทำเป็นหลักสูตรท้องถิ่นอาจจะยากสำหรับการทำน้ำผึ้งแว่น เนื่องจากเป็นท้องถิ่นที่ไม่เหมือนวิชาท้องถิ่นทั่วไปไม่ใช่ว่าอ่านหนังสือแล้วจะเข้าใจ ต้องสอนด้วยวิธีการปฏิบัติ แต่เพราะอาชีพนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ แม้จะเป็นภูมิปัญญา หรือจัดทำเป็นหลักสูตรท้องถิ่นได้จริงก็เสี่ยงและคงไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครองคนใดยอมให้ลูกชายหรือลูกสาวตนเองมาเสี่ยงต่อการเจ็บตัวอยู่แล้ว

ขนมโคสอดไส้น้ำผึ้งแว่น
       “ถ้าพูดคุยเพื่อขอความรู้ทั่วไปอาจจะให้ได้ แต่ถ้าให้จัดหลักสูตรเป็นทางการนั้นยากสำหรับวิชานี้ ถ้าเป็นวิชาจักสานทำได้หรือภาษาถิ่น หรือภูมิปัญญาอย่างอื่นคงทำได้ไม่ยาก หรือถ้าต้องสอนกันจริงๆ ก็ใช่ว่าคนโตแล้วแต่ไม่เคยปีนต้นตาลมาก่อนก็ทำไม่ได้หรืออาจจะยาก เหมือนไม้แก่ดัดยาก เพราะอย่างที่บอกงานนี้ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางสูง ลุงฝึกตั้งแต่อายุ 12 ขวบ ตามพ่อไปด้วยก็เลยได้ฝึก พ่อสอนให้ทุกวันได้ติดนิสัยมา ใช้เวลานานมากในการฝึก เมื่อก่อนพ่อยากจนที่บ้านก็ทำน้ำตาลขาย ตั้งแต่กิโลละ 2 บาท ตอนนี้กิโลละ 60 บาท เรียนหนังสือจบมาได้ก็เพราะน้ำตาล ทุกวันนี้ก็เลยต้องทำอยู่” ลุงมนัส กล่าวสรุป

เด็กแม่สอน 40% ไม่ได้เรียนหนังสือ

เด็กต่างด้าว อ.แม่สอดร้อยละ 40 ไม่เคยเรียนหนังสือ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 กรกฎาคม 2552 09:31 น.
       สกศ.เผยผลวิจัยเด็กต่างด้าว อ.แม่สอด ร้อยละ 40 ไม่เคยได้เรียนหนังสือมาก่อน พบเด็กต่างด้าวต้องการเรียนทั้งใน-นอกระบบโรงเรียน และการศึกษาเฉพาะวิชา โดยต้องการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ ขณะที่ สพฐ.เผยมีเด็กต่างด้าวแสนคนเรียนอยู่ในสถานศึกษาในสังกัด
       
       สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) จัดประชุมสัมมนาเรื่อง แนวทางการจัดการศึกษาสำหรับเด็กต่างด้าว โดย น.ส. เปรมใจ วังศิริไพศาล นักวิชาการศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเซีย สถาบันเอเซียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำเสนอผลงานวิจัย เรื่อง การวิจัยเพื่อพัฒนารูปแบบและแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับเด็กต่างด้าว กรณีศึกษา อ.แม่สอด จ.ตาก ว่า ได้มีการสัมภาษณ์เด็กและผู้ปกครองของเด็กต่างด้าว ประมาณ 200 คน พบว่า ร้อยละ 40 ของเด็กในวัยเรียน 6-15 ปี ไม่เคยเรียนหนังสือก่อนมาอยู่ประเทศไทย ร้อยละ 47.9 ไม่รู้นโยบายการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กต่างด้าว ส่วนอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษา พบว่า ร้อยละ 49.2 เกิดจากค่าใช้จ่าย ร้อยละ 14.3 เรื่องการสื่อสาร และ ร้อยละ 4.8 คนไทยไม่ชอบคนต่างด้าว
       

       สำหรับรูปแบบการศึกษาที่เด็กต่างด้าวต้องการเรียน มี 3 รูปแบบ ได้แก่ การศึกษาในระบบโรงเรียน การศึกษานอกระบบ และการศึกษาเฉพาะวิชา โดยเนื้อหาที่เด็กต้องการเรียนมากที่สุด คือ ความรู้ที่นำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ แบ่งเป็น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาชาติพันธุ์ วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศิลปะกีฬา และทักษะอาชีพ
       
       “จากการนำผลวิจัยดังกล่าวไปหารือกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องเห็นว่า ควรมีการเตรียมความพร้อมให้เด็กต่างด้าวก่อนเข้าโรงเรียน และมีการใช้รูปแบบการจัดการศึกษาที่หลากหลาย ควรมีการปรับเนื้อหาประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้มีเนื้อหาเกี่ยวท้องถิ่น ขณะเดียวกันต้องให้เด็กได้เรียนรู้ชาติพันธุ์และประเทศของตนเอง เมื่อเด็กกลับสู่ประเทศของตนเองก็จะนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้” น.ส.เปรมใจ กล่าว
       
       ดร.สมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่า มีเด็กต่างด้าวอยู่ในโรงเรียนสังกัดสพฐ.ประมาณ 100,000 คน ขณะนี้ สพฐ. ได้ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงจัดทำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการดูแลการจัดการศึกษาและควบคุมศูนย์จัดการศึกษาสำหรับคนต่างด้าว ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานที่ดูแลศูนย์ดังกล่าว โดยระเบียบนี้กำหนดให้ศูนย์การศึกษาสำหรับคนต่างด้าว ต้องมาขึ้นทะเบียนกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา พร้อมทั้งแจ้งตัวเลขเด็กต่างด้าวแต่ละชาติพันธุ์ ซึ่งศูนย์แห่งใดที่จัดการศึกษาร่วมกับ ร.ร.สังกัด สพฐ. จะได้รับงบประมาณสำหรับพัฒนาคุณภาพการศึกษา และหากศูนย์ใดมีความพร้อมก็สามารถขอจัดตั้งเป็น ร.ร.เอกชนได้ ทั้งนี้ จะส่งผลให้ประเทศไทย สามารถที่จะควบคุมดูแลจัดการศึกษา สำหรับเด็กต่างด้าวได้มากขึ้น

July 02

หนึ่งสาวลาวในภาคแรงงานไทย

ทองตัวหนึ่ง แหวกว่ายไป สนุกกับชีวิต แล้วคนเล่า?

ต่างด้าว...2

ประมาณว่าแต่ละปีมีคนต่างด้าวเข้ามาทำงานในเมืองไทยหลายล้านคน เฉพาะแรงงานที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายก็ราว 2 ล้าน คนหนึ่งเมื่อมาต่ออายุหรือขึ้นทะเบียนใหม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมคนละ 1,900 บาท  คำนวณเป็นตัวเลขกลมๆ รัฐจะมีรายได้จากคนเหล่านี้  3,800 ล้านบาท!

 

               

 

               ตอนที่แล้ว :  http://mblog.manager.co.th/showshow/1-1069/

              

               โชคชะตา...

 

              น่าจะเป็นคำที่อธิบายที่ดีที่สุดว่า ทำไมผมถึงต้องมาที่สำนักจัดหางานเพื่อต่ออายุและขึ้นทะเบียนต่างด้าว เพราะ ‘โชคชะตา’นี่เองผมจึงมาปะปนอยู่กับคนต่างด้าวนับร้อยๆในอาคารสำนักงานอันคับแคบแห่งนี้

 

             ต่างด้าวที่รายล้อมผมซึ่งมาถึงตอนนี้ปลอมปนเป็นพวกเขาไปเรียบร้อยมีหลากหลายเชื้อชาติอย่างที่บอก ผมพอสังเกตออกบ้างสำหรับบางชาติแต่บางชาติก็ไม่อาจคาดเดาจริงๆ

 

            สิ่งที่บ่งบอกว่าเขาหรือเธอคนนั้นชาติไหนเป็นชาติไหนผมดูเอาจากกิริยาท่าทางการแต่งตัว ภาษาที่พูด โดยเฉพาะภาษาผมแอบกระหยิ่มยิ้มในใจว่า ‘ตรูก็ไม่เบานะเฟ้ย’ ฟังออกได้ตั้งหลายภาษาแน่ะ  อย่างน้อยก็  พม่า ลาว เขมร ล่ะ

 

              หึ หึ ไม่จริงหรอก! ผมฟังเขาไม่ออกเลยสักนิดหากให้คนเหล่านี้พูดภาษาประเทศเขาจริงๆ ความที่เขามาอยู่เมืองไทยพอสมควรจึงสื่อสารกันด้วยภาษาไทย พูดชะบ้าง ไม่ชะบ้าง ผมที่นั่งอยู่ก็พอแอบฟังเขาคุย เขาบ่น เขาบอกเล่าหลายๆเรื่องต่อกันได้

 

             ที่นั่งของผมอยู่กึ่งกลางแต่ชิดด้านนอกตรงทางที่จะเดินเข้าสำนักงาน นอกจากโชคชะตาผูกพัน ผมยังทำหน้าที่เป็นประชาสัมพันธ์ให้กับคนต่างด้าวคนแล้วคนเล่า

 

             หนุ่มน้อยคนหนึ่งเดินมาสะกิดที่แขนผม   “พี่ๆ จะขอบะคิวแบะพี่ได้ที่ตรงหนา”

 

              “อ๋อ!...นู้นนนนน เล้ยน้อง ต่อแถวยาวๆนั่นแหละ” ผมตอบและชี้ไปด้านหลัง  ใบหน้าที่ยิ้มให้ผมของหนุ่มน้อยต่างด้าวซึ่งก็น่าจะเป็นพม่าในตอนแรกสดใส เหี่ยวลงฉับพลันเมื่อมองตามนิ้วของผมไป

 

              ทำไงได้ละน้องเอ้ย... ผมได้แต่เอาใจช่วยหนุ่มน้อยคนนี้  อีกหนึ่งชั่วโมงน้องจะได้รับบัตรคิวแบบพี่แน่ๆ

 

              ถัดจากนั้น“คุณคะ...จะถ่ายเอกสารได้ตรงไหนคะ” คุณป้าที่ดูแล้วน่าจะเป็นผู้หญิงมุสลิม เพราะเสื้อผ้าและผ้าคลุมศรีษะนั้นบ่งบอกมาถามผม

 

             “เอ่อ...คงข้างไหนน่าจะมีจะครับ” แล้วผมก็ชี้เข้าไปที่สำนักงาน ผมมองตามคุณป้าเดินตรงไปที่ประตูสำนักงาน ด้านหลังคุณป้ามีคนติดตามยาวเป็นขบวนทั้งหญิงและชายพร้อมกับเด็กที่พวกเขาอุ้มกระเตงเข้าข้างเอวอีก 2 คน นับๆแล้วน่าจะมาทั้งตระกูลกว่า 7-8 คนได้

 

              อีกสักพักต่อมา...

 

             “นี่ๆ เขาขอแบบฟอร์มต่ออายุต่างด้าวกันตรงไหนเหรอ”

 

              “ตรงนี้ใช่ที่เขารับเรื่องคำร้องต่ออายุต่างด้าวมั้ย”

 

               “มารายงานตัวไปทางไหนครับ”

 

              “ตอนนี้ถึงคิวที่เท่าไหร่แล้วคะ”

 

              นับว่ามีคนไม่น้อยจริงๆมาสะกิดถามไถ่ผม ผมขำขำ อีกไม่นานคงมีคนมาถามว่า 'ห้องน้ำไปทางไหน' แหง...แย่แล้วตรูจะรู้มั้ยนั่น ทะลึ่งมานั่งชิดด้านนอกคงเป็นธรรมดาที่จะถูกถาม มิหนำซ้ำต่างด้าวหลายคนคงมองเห็นใบหน้าผมเป็นมิตร ชัยบัญชามากไปเลยคิดว่าถามหมอนี่ดีกว่า อีกประเดี๋ยวผมคงต้องกลับมาสู่หน้าที่แท้จริงของตัวเองเป็น...ดาวร้าย แล้วล่ะ ดูสิความสงบเงียบจะเกิดขึ้นกับผมมั้ย

 

             ความจริงผมเต็มใจและยินดีที่มีต่างด้าวหลายคนมาถามไถ่ แต่ความที่ผมนั่งห่างจากเจ้าหน้าที่รับคำร้องซึ่งจะขานหมายเลขบัตรคิวด้วยเสียงที่เบาราวกับกลัวว่าถ้าเพิ่มเดซิเบลความดังของเสียงอีกนิดจะเจ็บคอ ผมต้องแบ่งแยกสมาธิคอยเงี่ยหูฟัง

 

             เจ้าหน้าที่ผู้หญิงล้วน  4 คนคอยรับคำร้อง แต่ส่วนใหญ่ผมเห็นพวกเธอร้องเสียงดังล่งเล้งๆกับต่างด้าวมากกว่า ฟังดูเหมือนเอะอะโวยวาย  สลับกับบางทีถ้าผมฟังไม่ผิดจะได้ยินแม้กระทั่งเสียงตะคอกว่า เดี๋ยวไล่กลับบ้านเลยนี่!!

 

             “ตกลงเคยทำงานที่ไหนกันแน่”

 

             “อุบลก็บอกอุบล นครราชสีมาก็นครราชสีมา  อุบลราชสีมามีที่ไหนเล่า  นั่นมันนครราชสีมา  อุบลก็ต้องเป็นอุบลราชธานี โห่ย!’’

 

              ผมเดาว่า  คนต่างด้าวที่ถูกเจ้าหน้าที่ว๊ากใส่น่าจะเป็นชาวลาว   เดาต่อไป  เขาน่าจะข้ามห้วยมาจากอุบลฯ หรือ อาจจะเคยอยู่ที่โคราช  มาปีนี้เข้ามาทำงานที่จังหวัดของผม เมื่ออุบลฯมาชนกับโคราช  มันก็เลยกลายเป็นจังหวัดประหลาดๆปรากฏอยู่ในแบบฟอร์มคำร้องขึ้นทะเบียนต่างด้าว

 

              เออ...อุบลราชธานีบวกนครราชสีมา เป็น อุบลราชสีมา ก็ถูกแล้วนี่!

 

             …ช่างไม่มีอารมณ์ขันเอาเสียเลยคนเรา

 

              ความขมึงทึง ความตึงเครียด ความหงุดหงิด และ ความงุ่นง่าน แผ่ปกคลุมสร้างบรรยากาศเข้ากันอย่างมากกับความร้อนอบอ้าว เหงื่อผุดเป็นเม็ดบนใบหน้าและไหลเหมือนสายน้ำเจ้าพระยาที่แผ่นหลังของผม

 

               การรอคอยยังดำเนินไปเรื่อยๆ  เข้าสู่ชั่วโมงที่สอง

 

               เย็นใว้...เย็นใว้

 

              ผมสะกดข่มอารมณ์ที่หากเป็นกาน้ำบนเตามันก็เริ่มมีพรายฟองของไอน้ำจวนจะเดือดปุดๆจากการรอคอยที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด   อยากจะ เยือกเย็นสดใสเหมือนน้ำแม่ปิง  ฟังเสียงซึงสะลอล้อกับเสียงพิณ เหมือนดั่งเพลงที่ตัวเองงัดมาร้องในใจ แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่ ไอร้อน  บวกกับเสียงอื้ออึง เสียงโหวกเหวก มันล้อมกักผมไว้

 

             ต่างด้าวก่อนหน้าผมค่อยๆทยอยลุกจากเก้าอี้ไปเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ทีละคนๆ

 

             ผมมองพวกเขาและเธอเหล่านี้   คิดตามไป  ถ้าผมจำไม่ผิด  "ประมาณว่าแต่ละปีมีคนต่างด้าวเข้ามาทำงานในเมืองไทยหลายล้านคน เฉพาะแรงงานที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายก็ราว 2 ล้าน คนหนึ่งเมื่อมาต่ออายุหรือขึ้นทะเบียนใหม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมคนละ 1,900 บาท  คำนวณเป็นตัวเลขกลมๆ รัฐจะมีรายได้จากคนเหล่านี้  3,800 ล้านบาท!

 

             ไม่นับรวมค่าตรวจสุขภาพที่เป็นไฟต์บังคับก่อนที่จะขึ้นทะเบียนอีกราวคนละ 1,500 บาท หรือ กว่า 3,000 ล้านบาทที่โรงพยาบาลหลวงและราษฎร์เฉลี่ยแบ่งๆกันไป"

 

               ทั้งๆที่พวกเขาทำเงินให้กับรัฐปีละมหาศาล   เอาละ มีบ้างที่ต่างด้าวสร้างปัญหา  ก่ออาชญากรรม  นำพาโรคติดต่อ   แต่ขอโทษ...เจ้าหน้าที่บางคนก็ไม่ควรปฎิบัติต่อพวกเขาราวกับไม่ใช่คนด้วยกัน พวกเขาส่วนใหญ่ทำงานชั้นต่ำที่คนไทยไม่อยากทำ  กรรมกรแบกหาม โรงงานอุตสาหกรรมที่เสี่ยงต่อสุขภาพ  ลูกจ้างทำการประมง หรือ กระทั่งแม่บ้านตามบ้านพักอาศัย  ทุกๆคนก็ต่างเป็นคนที่ต้องดิ้นรน อาบเหงื่อต่างน้ำเพื่อแลกเงิน แลกกับชีวิตที่จะดีขึ้น..ก็เหมือนๆเรา

 

               ชีวิตต่างด้าวบางคนที่ผมรู้จักขมขื่นมาก  ออกจากพม่าเดินข้ามเขา 3 ลูกกว่าจะถึงชายแดนไทยใช้เวลาเป็นเดือน ข้ามน้ำมาเจอด่านโดนรีดไถอย่างไม่ต้องไต่สวนอะไรไปก่อน 5,000 บาทแลกกับการมุดเข้าในท้ายกระบะที่กองสุมไว้ด้วยหอม กระเทียม พรางตัวหลบหนีเข้าเมืองมา

 

              พอมาถึงกรุงเทพฯจ่ายค่านายหน้าให้ขบวนการจัดหาแรงงานต่างด้าวอีก 5,000 บาท พอได้งานเงินเดือนๆแรกนายจ้างก็ต้องจ่ายให้นายหน้าอีกหัวละเท่าๆกัน เจอนายจ้างดีก็ดีไป เจอนายจ้างที่ไร้มนุษยธรรมก็ตกนรกทั้งเป็น

 

              เออ..นี่ผมคิดไปไหนต่อไหน คิวของผมก็ยังไม่ไปไหนมาไหนสักที

 

             สายตาผมเริ่มมองหาเหยื่อใหม่เรื่องใหม่เพื่อออกไปให้พ้นๆเรื่องราวหนักๆ

 

             ตราบใดทะเลทรายอันแห้งแล้งยังมีโอเอซีส   ผมก็ไม่หมดหวังสำหรับการมองหาอะไรที่มันเจริญหูเจริญตาผมจนได้แหละ

 

              นั่นไง...ผมเจอแล้ว!

 

              ห่างจากเก้าอี้ที่ผมนั่งอยู่เยื้องไปตำแหน่งสิบนาฬิกา...ผมที่ยาวสยายลงถึงกลางหลังดำขลับ  ผู้หญิงคนหนึ่งยืนหันหลังให้ผม หันหน้าหาสำนักงานแยกตัวออกจากฝูงชน  เธอสวมเสื้อยืดรัดรูป กางเกงยีนส์สีดำดูเก๋าๆ สะพายกระเป๋าถือใบใหญ่ ดูธรรมดาแต่ก็ดูโดดเด่นในสายตาผม

 

              เธอเอียงหัวไปทางซ้าย มือแนบที่ใบหู น่าจะกำลังคุยโทรศัพท์...ยิ่งชวนมอง  แม้จะไม่เห็นใบหน้าก็ตาม  ผมละชอบจริงๆเลยผู้หญิงเอียงคอ(แต่ไม่ใช่คอเอียง) มันดูมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก

 

              ผมเห็นเธอ แต่เธอจะเห็นผมหรือไม่ ไม่ทราบ แต่บางทีถ้าเธอมองสะท้อนผ่านกระจกสำนักงานมาก็อาจจะเห็นร้อยตำรวจเอกปลอมตัวมาอยู่คนหนึ่งปะปนอยู่อย่างกลมกลืนกับต่างด้าวราวกับคนบ้านั่งอมยิ้มคนเดียวก็ได้

 

             เธอเห็นหรือไม่เห็นไม่ใช่ประเด็นสำหรับผม  ผมเองก็ไม่ต้องการเรียกร้องจะเห็นใบหน้าหรือสบตากับเธอ  อย่า...อย่าได้หันหน้ามาเลย   เพราะ  มันมีคำในนิยายจีนที่ผมชอบอ่านมักบอกไว้เสมอว่า “คนบางคนพบกันมิสู้จาก”

 

              คำๆนี้มักอธิบายรักแรกพบที่แสนหวานแล้วพาลจบลงด้วยความเศร้าเมื่อเราต้องจากกันไป  ระหว่างคนสองคน  บางคนพบกันครั้งหนึ่งแล้วจดจำไปตลอดชีวิต  แต่ไม่ได้มีวาสนาผูกพัน ดังนั้นมิสู้จากหรือไม่เจอะเจอกันเลยยังดีเสียกว่า

 

             5555...นี่ผมนั่งรอคิวนานจนเพ้อเจ้อไข่ขึ้นไปแล้ว?

 

             เฮ้อ!  ธรรมดาของจอมยุทธที่ท่องไปยุทธจักรอันกว้างใหญ่ไพศาล...นั่งรอคิวปล่อยใจพลิ้วไปตามอารมณ์รื่นรมย์ย่อมดีกว่านั่งหลังค่อมเอายาดมอุดจมูกทอดอาลัยตายอยากเหมือนหนุ่มต่างด้าวที่ด้านหน้าผม หรือ นั่งสัปหงกเหมือนอาอี๊ที่ด้านข้าง  ผมคิดไปเรื่อยเปื่อยจนคิวของผมมาถึง...

 

             จากนั้นผมก็เดินเข้าสำนักงาน รอคิวเพื่อชำระค่าธรรมเนียม

 

             และแล้วการทดสอบความแข็งแกร่งทางร่างกายและจิตใจ เพื่อนำเงินมามอบให้กับสำนักงานจัดหางาน 1,900 บาท บวกกับสามชั่วโมงเศษๆที่เสียไปก็ผ่านไป...

 

              ยืนอยู่ริมถนนได้ไม่นาน  ผมล้วงกุญแจ เดินย้อนไปหารถคู่ชีพ  ไขรถเข้าไปนั่ง สตาร์ทเครื่อง เปิดแอร์ เปิดวิทยุ...

 

             รถเคลื่อนผ่านสำนักงานจัดหางานอีกครั้ง...

 

             ผมเหล่ไปมองอีกที   ภาพคนเข้าแถว คนที่ยืนออเนืองแน่น  เจ้าหน้าที่ถูกห้อมล้อม รถเข็นถั่วต้ม  ร้านกาแฟเคลื่อนที่   มอเตอร์ไซค์รับจ้าง  แท็กซี่จอดรอผู้โดยสาร  และ...เธอคนนั้น

 

           ผู้หญิงผมยาว เสื้อยืดสีขาวรัดรูป  กางยีนส์สีดำดูเก๋าๆ  กระเป๋าสะพายดูเท่ห์   ผมจำเธอได้!

 

            แว่บนึงที่เห็นเธอซึ่งกำลังเปิดประตูก่อนจะหายไปในแท็กซี่  ซีกหน้าที่เปื้อนแป้งสีเหลืองเป็นวงกลมหรือ ทานาคา ตามแบบฉบับของสาวพม่าแล่นเข้ามาชนตาผมสองข้าง...

 

           แม้ไม่มีเวลาเพ่งพิศ  ไม่มีเวลาคิดตรึกตรอง แต่ผมก็พอมองออกว่า นี่เป็นใบหน้าของสาวพม่าในวัยเบ่งบานเต็มที่...

 

            เต็มที่ขนาดไหน? ก็แบบที่แถวๆบ้านผมอย่างเกรงใจจะ เรียก น้า...! อย่างคุ้นเคยกัน อย่างที่พวกเขาเรียกผมว่าลุง เธอคนนี้ก็เบ่งบานถึง 'ป้า' แล้ว!

 

             ยังคงพบมิสู้จากจริงๆ.

จูเลียงลิ้ม บทหนึ่งแห่งการเรียนรู้ใน "รักมาตุภูมิ"

จูเลียงลิ้ม
โดย อัญชะลี ไพรีรัก 1 กรกฎาคม 2552 14:44 น.


“จูเลียงลิ้ม” เป็นอาคารสูง 7 ชั้น ตั้งอยู่ระหว่างถนนยูนิเวอร์ซิตี้กับสายฟิฟท์ อเวนิว บนถนน 13 แถบนี้เรียกว่าย่านยูเนียนสแควร์ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยชั้น 1 และ 2 ของอาคารหลังนี้เป็นที่ตั้งของร้านอาหารไทยชื่อดัง “สไปซ์” และที่เหลืออีก 5 ชั้นถูกเช่าเป็นสำนักงานของบริษัทต่างๆ ไปหมดแล้ว
       
        เดิมทีอาคารจูเลียงลิ้ม มีลักษณะรูปทรงแบบสถาปัตยกรรมโบราณ และมีเพียง 4 ชั้นเท่านั้น แต่หลังจากที่ผู้ซื้อกลุ่มใหม่เข้ามาดำเนินการ เขาได้จ้างคนออกแบบต่อเติมขึ้นใหม่ อาคารจูเลียงลิ้มในปัจจุบันจึงมีรูปลักษณ์ของความเก่าผสมกับความใหม่สอดผสานกันอย่างลงตัวและสวยงาม
       
        ชื่ออาคาร “จูเลียงลิ้ม” ถูกเขียนเป็นภาษาไทย โดยไร้ภาษาอังกฤษกำกับ ช่วยเสริมให้อาคารขนาดกะทัดรัดแห่งนี้นอกจากสวยแล้วยังน่าสนใจ ใครผ่านไปผ่านมามักแวะอ่านแวะชมแม้จะไม่เข้าใจความหมายก็ตามที
       
        ถ้าวันนี้ “นายจูเลียง แซ่ลิ้ม” ยังมีชีวิตอยู่ เขาคงภูมิใจมิใช่น้อย ที่ชื่อของเขาในนาม “ภาษาไทย” ถูกจารึกไว้หน้าอาคารซึ่งตั้งตระหง่านใจกลางมหานครนิวยอร์ก โดยมีลูกชายทั้งสามซึ่งประกอบธุรกิจร้านอาหารไทย และเป็นเจ้าของอาคารหลังนี้จะต้องยกมือไหว้ชื่อพ่อที่นำมาตั้งเป็นชื่ออาคารทุกครั้งที่เดินเข้า-ออก เขาให้เหตุผลว่า “เพื่อความเป็นสิริมงคล”
       
        จูเลียง ลิ้ม เป็นคนนาบอน นครศรีธรรมราช มีอาชีพขายกาแฟ ร้านกาแฟเล็กๆของเขาอยู่กลางหมู่บ้านนาบอน การชงกาแฟของเขามาจากความเชี่ยวชาญเฉพาะตัว ร้านกาแฟแห่งนี้จึงเป็นที่รวมของคนในหมู่บ้าน ที่จะต้องมาเจอะเจอกันทุกเช้าตรู่ นั่งดื่มกาแฟที่ชงจากถุงด้วยฝีมือของนายจูเลียง กาแฟเข้มผสมนมข้นหวานจัด และ หนังสือพิมพ์สองสามเล่มกับปาท่องโก๋ทอดร้อนๆ เท่านี้เอง วงกาแฟกับข่าวสารก็ดังขรม จนสายแดดร้อนแล้วนั่นละ ผู้คนถึงจากไป
       
        นายจูเลียงขายกาแฟเลี้ยงลูกๆ มาด้วยความยากลำบาก และซื่อสัตย์ เขาสอนลูกๆของเขาเสมอว่า ความซื่อสัตย์ กตัญญูจะนำพาชีวิตลูกๆ ให้เจริญเติบโตไปในทิศทางที่ดี และคุณธรรมประจำใจจะกล่อมเกลาให้ลูกๆ เป็นคนดี มีคนรักใคร่เชื่อถือ
       
        ไม่แปลกใจที่ลูกชายและหญิง 9 คนของนายจูเลียง จะเป็นคนดี รักพี่รักน้องรักเพื่อนฝูง และรักชาติ
       
        พ่อแม่บ้านนี้เป็นคนใฝ่รู้จึงสอนให้ลูกๆ ใฝ่ดี และมอบสิ่งที่ดีที่สุด คือ ความรู้ให้กับลูกๆ ซึ่งนายจูเลียงบอกกับลูกๆ ของเขามาโดยตลอดว่า “พ่อแม่ไม่มีเงินทองจะให้ สิ่งที่ทำได้คือ ให้ความรู้กับลูกๆ ติดตัวไว้ เพื่อใช้ในวันนี้และภายภาคหน้า มรดกพกห่อมีวันหมดแต่มรดกความรู้จะอยู่คู่กับลูกๆ ไปจนตัวตาย”
       
        ลูกๆ ของนายจูเลียงจึงเป็นคนอ่อนน้อม ถ่อมตน ซื่อสัตย์ กตัญญูและร่ำเรียนเขียนอ่านเป็นอย่างดี
       
        ลูกชายสามคนในจำนวนทั้งหมดของเขาดิ้นรนมาเรียน และในที่สุดก็ขยับขยายทำงานในนิวยอร์ก นั่นคือ พี่หมู น้องยรร และเรนนี่ ส่วนลูกชายอีกคนเคยมาเรียนแต่ไม่ยอมอยู่เหมือนพี่น้องคนอื่นๆ คนคนนี้ตัดสินใจกลับบ้านแล้วไปทำงานเป็น “นักสื่อสารมวลชน” ต่อมาเป็น “พิธีกร” และเวลานี้เป็น “พันธมิตรฯ” ใครๆ ก็รู้จักเขาดีในนาม “ยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที” หรือพี่หมีของเรานั่นเอง แม้พี่หมีจะมีอาชีพและความคิดแตกต่างจากพี่น้อง แต่ในความเป็นพันธมิตรฯ คนนาบอนกลุ่มนี้คิดเหมือนกันหมดทั้งบ้าน
       
        วันที่พวกเราไปเจอกันที่นิวยอร์กโดยมิได้นัดหมาย เห็นพี่หมี ยุทธิยง ยืนกอดอกน้ำตาซึมที่หน้าอาคาร สักพักก็ยกมือไหว้ป้ายชื่ออาคารที่มาจากชื่อของพ่อเหมือนๆ กับที่พี่น้องคนอื่นๆ ทำกันทุกวัน พี่หมีบอกว่า เขาจากนิวยอร์กไปได้ 16 ปีแล้ว ไม่เคยมาที่นี่อีกเลย ถ้าไม่มีพันธมิตรฯ นิวยอร์กเชิญมาปราศรัยเรื่องการเมืองใหม่พร้อมๆ กับ อ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และพี่เทิดภูมิ ใจดีแล้ว คงไม่มีโอกาสได้มาเห็น “ชื่อพ่อ” ประดับไว้หน้าอาคารที่พี่น้องซื้อหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงเป็นแน่
       
        เป็นครั้งแรกของยุทธิยงที่มาเห็นอาคารของน้องชายในชื่อของพ่อที่รักยิ่ง และยังเป็นครั้งแรกของพิธีกรพันธมิตรฯ คนนี้ที่ได้มีโอกาสยืนกอดคอกับเหล่าพี่ชายน้องชายถ่ายรูปร่วมกันที่หน้าอาคารจูเลียงลิ้มเป็นที่ระลึก เขาหวังว่า สักวันหนึ่งซึ่งไม่นานจากนี้ คงได้มีโอกาสพาแม่และพี่น้องทั้ง 9 คน มายืนถ่ายรูปร่วมกันหน้าอาคาร จูเลียงลิ้มอีก
       
        พี่หมู พันธมิตรฯ นิวยอร์กซึ่งเป็นพี่ชายของเรนนี่ น้องยรร และยุทธิยง เป็นคนมาบุกเบิกนิวยอร์กและกรุยทางให้น้องๆ และผองเพื่อนจากนาบอนเป็นคนแรก เขาบอกว่า เรนนี่ น้องชายคนเล็กผู้ปราดเปรื่อง เป็นคนตัดสินใจขยายการลงทุนมาด้านอสังหาริมทรัพย์ด้วยการตัดสินใจซื้อตึกนี้ในยามเศรษฐกิจตกต่ำ ด้วยเหตุผลเดียวที่กล้าทำคือ ของถูกถ้าไม่รีบซื้อก็จะไม่มีโอกาส
       
        หลังซื้อเสร็จเรนนี่ตัดสินใจขยายตึกด้วยการตกแต่งใหม่หมดจด ภายใต้การดูแลของ “อาร์ม” หนุ่มไทยอีกคนที่มาเรียนและหลงเสน่ห์มหานครที่ไม่เคยหลับใหลแห่งนี้จนไม่กลับบ้านกลับช่อง และอาร์มนี่ละที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงตกแต่งร้านอาหารทุกแห่งของทีมงานนาบอน จนสวยสุดสะดุดตาคว้าเสียงชื่นชมจากสื่อมวลชนแทบทุกแห่งในนิวยอร์กมาครอบครอง
       
        พี่น้องสามหนุ่มจากนาบอนกลุ่มนี้ทำร้านอาหารไทยมากว่า 20 ปีแล้ว ในชื่อ “กลุ่มสไปซ์” พวกเขาเริ่มต้นจากไม่มีอะไรไปสู่ร้านอาหารเล็กๆ และค่อยๆ เติบใหญ่ จนในที่สุดก็เปรี้ยงปร้าง ล่าสุดวงการธุรกิจอาหารในแมนฮัตตันเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “พี่ใหญ่” ทันทีที่พวกเขาแผ่ปีกนาบอนมาขึ้นตึกจูเลียงลิ้ม
       
        กลุ่มสไปซ์ลงทุนธุรกิจอาหารไทยเกือบ 22 แห่งทั่วมหานครนิวยอร์ก ทั้งเขตแมนฮัตตัน เดอะบรองซ์ ควีนส์ และบรู๊คลิน
       
        ในนามของกลุ่มสไปซ์มี เรนนี่ และโอ๋ เพื่อนรักจากนาบอน เป็นหัวเรือใหญ่ ส่วนพี่หมูกับน้องยรร ขยายหน่อไปตั้งกลุ่ม “รูม” ซึ่งในกลุ่มนี้มีร้านอาหารไทยอีกนับสิบร้านกระจายไปทั่วนิวยอร์ก เรียกได้ว่าร้านอาหารของพวกเขารองรับกับความต้องการของผู้บริโภคได้ทุกหมู่ ในทุกแห่ง รวมถึงร้านขายอาหารมังสวิรัติด้วย
       
        ร้านอาหารไทยในกลุ่มสไปซ์ดังทุกร้าน ขายดีจนคนกินต้องยืนรอ แต่ที่ขึ้นชื่อจนเป็นที่กล่าวขานในหมู่คนดังทุกวงการของนิวยอร์ก คือ ร้านซี แห่ง ควีนส์ ซึ่งปรากฏโฉมในซีรีย์ดังเรื่องเซ็กซ์ แอนด์ เดอะ ซิตี้หลายหน ร้านนี้มีเมนูขายดีคือ ขนมจีบเป็ด พวกเขาปั้นขนมจีบขายร้านนี้และส่งทุกสาขาปีละเป็นล้านๆ ลูก จนล่าสุดเรนนี่ไปไต้หวันสั่งทำเครื่องปั้นขนมจีบ หลังจากปริมาณความต้องการเพิ่มมากขึ้น จนคนปั้นไม่ทัน และขนมจีบเป็ดไม่พอกับคำสั่งซื้อ
       
        ร้านดังอีกร้านของกลุ่มสไปซ์ คือ ร้านสไปซ์ทั้งสองสาขา โดยสาขาแรกอยู่ที่ย่านอัพ ทาวน์ บนถนนสายที่สองตัดกับ 73 – 74 และร้านสไปซ์สาขาล่าสุดที่ดังเปรี้ยงปร้างในตึกจูเลียงลิ้มนี่เอง สไปซ์สองแห่งนี้มีเหล้าแม่โขง ค็อกเทลเป็นตัวชูโรง มีเบียร์ช้างสร้างสีสัน และมีอาหารไทย ฟิวชั่นกับการตกแต่งที่เปรี้ยวจี๊ดเป็นตัวเรียกแขก ใครต่อใครต้องมาเยือนสไปซ์ และลูกค้าล่าสุดที่เพิ่งเดินออกไปเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ กลุ่มคนดังจากวอลล์ สตรีท และดารานางแบบชื่อดังมากมาย
       
        ความดังของกลุ่มสไปซ์ไม่หยุดหย่อนเมื่อพวกเขาตัดสินใจขยายร้านรูม เวอร์วิส มาย่านเชลซี แหล่งบันเทิงของคนรุ่นใหม่กลางมหานครนิวยอร์กที่มาแทนที่ย่านกรีนิช วิลเลจ
       
        ร้านรูม เวอร์วิส กวาดต้อนลูกค้าทันสมัยมารวมกันไว้ที่นี่ด้วยร้านสีเทากับ ช่อแชนเดอร์เลียขนาดใหญ่ และอาหารไทยคุ้นหน้าคุ้นตาที่เสิร์ฟร้อนๆ มาบนจานขนาดใหญ่ซึ่งทุกคนที่มาร้านนี้ไม่เพียงติดใจในบรรยากาศที่สวยแปลก แต่ “ผัดไทย” รสจัดก็เรียกลูกค้าให้ถวิลหามิรู้ลืม
       
        ก่อนที่ใครจะตามทันหนุ่มๆ จากลุ่มสไปซ์ตัดสินใจดักทางคนดังที่กำลังขยายร้านรวงมาที่ มีท มาร์เกต ที่นี่เขาเปิดร้านไฮ ไลน์ จนสำเร็จ ร้านนี้ขายอาหารไทย และ เครื่องดื่ม ที่นี่เองอยู่ตรงข้ามร้านเสื้อของสเตลล่า แมคคาร์ทนีย์ ลูกสาวคนเก่งของเซอร์พอล แมคคาร์ทนีย์ ซึ่งเธอกับเพื่อนฝูงมาเป็นแขกเยือนไฮ ไลน์ อยู่เป็นประจำ และที่ร้านนี้เองที่กลุ่มสไปซ์เอื้อเฟื้อชั้นสองในตอนกลางวัน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ให้จัดงานปราศรัยการเมืองใหม่กับสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และเทิดภูมิ ใจดี โดยมีพี่หมี ยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที เป็นพิธีกร
       
        ทางด้าน “พี่โอ๋” อดีตทนายความจากเมืองไทย เป็นเพื่อนรักจากนาบอนของเรนนี่ เขาตัดสินใจทิ้งอาชีพทนายที่ปวดร้าวเพื่อมาตั้งต้นใหม่ที่นิวยอร์กได้ 25 ปีแล้ว พี่โอ๋จึงเหมือนเป็นมือขวาของเรนนี่ ชายคนนี้บอกกับเราว่า กลุ่มสไปซ์ประสบความสำเร็จด้วยเหตุผลเดียวคือ กล้า แค่กล้าคิด กล้าทำ อะไรๆ ที่ใครว่าทำไม่ได้ แต่พวกเขาทำได้ และทำได้ดีเสียด้วย
       
        ความโดดเด่นของร้านอาหารไทยกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ที่รสชาติดั้งเดิมของอาหารไทยอีกต่อไป หนุ่มๆ กลุ่มนี้ปฏิวัติร้านอาหารไทยใหม่หมดจด ทั้งหน้าตาและการตกแต่ง ร้านรวงของเขาทุกแห่งสวยทันสมัยไม่เน้นไทยจ๋าแต่คนจดจำได้ว่าเป็นร้านไทย อาหารของเขาไม่ใช่อาหารไทยรสดั้งเดิม แต่เป็นอาหารไทยคุณภาพกับการตีความใหม่ อาหารไทยทุกจานในร้านนี้ จึงเป็นอาหารไทยคุ้นลิ้นหน้าตาใหม่ เป็นความเก่าผสมความใหม่ เป็นความกลมกลืนที่กลมกล่อม เป็นร้านอาหารไทยที่คนรุ่นใหม่แห่งนิวยอร์กกำลังคลั่งไคล้จนหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ ยกย่องกลุ่มสไปซ์ว่า เป็นร้านอาหารไทย ฟิวชั่น ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ชวนติดตาม น่าหลงใหล เป็นเสน่ห์ตะวันออกที่ไม่ยอมตกยุค และจะไม่มีวันจืดจาง
       
        ความสำเร็จของกลุ่มสไปซ์ ทำให้ธุรกิจร้านอาหารไทยของพวกเขามียอดการจำหน่ายตกปีละประมาณ 35 ล้านเหรียญสหรัฐ และเมื่อถึงจุดนี้เองพวกเขาจึงตัดสินใจ “มีตึกเป็นของตัวเอง” และนี่คือที่มาของ “อาคารจูเลียงลิ้ม” อาคารสำนักงานสูง 7 ชั้นมูลค่า 12 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งยืนโดดเด่นกลางมหานครนิวยอร์กมาได้เกือบปีกว่าแล้ว
       
        นี่คือ อาคารสำนักงานแห่งแรกในมหานครนิวยอร์ก และในสหรัฐฯ ก็ว่าได้ ที่มีชื่ออาคารปรากฏเป็นตัวอักษรภาษาไทย ใครเห็นก็ภูมิใจ โดยไม่ต้องพูดถึงแม่วัย 73 ปีที่มาเยี่ยมลูกชายทุกปี และเคยมายืนที่หน้าอาคารหลังนี้เพื่อรำลึกถึงสามีที่จากไปโดยมิทันได้เห็นความสำเร็จที่มาจากความร่วมแรงร่วมใจของลูกชายที่ตรากตรำเพื่อวันนี้
       
        ลูกชายจากนาบอน นครศรีธรรมราช พี่น้องของยุทธิยง และพันธมิตรฯ นิวยอร์ก ที่กล้าจนชนะ และไม่เคยลืมบ้านเกิดเมืองนอน
       
        พวกเขาบอกว่า นิวยอร์ก คือ ที่ทำงาน แต่เมืองไทย คือ เรือนตาย สักวันหนึ่งจะกลับบ้านและกลับไปตายที่นาบอน แต่ก่อนกลับต้องทำบ้านให้น่าอยู่ น่าอาศัย จะให้แลกด้วยอะไรก็ยอมเพื่อบ้านเกิดเมืองนอน แล้วจะสำเร็จได้อย่างไรเล่าถ้าไม่ลงมือทำ และคนไทยไม่ร่วมมือกันทำ
       
        พี่หมู พี่โอ๋ น้องยรร และเรนนี่ จากกลุ่มสไปซ์ประสานเสียงในนามพันธมิตรฯนิวยอร์กบอกทิ้งท้ายว่า
       
        บ้านเมืองที่ดี ไม่มีขาย อยากได้ ต้องทำเอง เกิดเป็นคนไทย เกิดมาทั้งทีต้องใช้หนี้แผ่นดิน
       
        ฟังดูแล้วคุ้นๆ แบบนี้แถวบ้านเรียกว่า “พันธมิตรฯ เข้าเส้น”
       
        แต่หนุ่มนาบอนแห่งนิวยอร์กควักมือตบขึ้นมาแล้วตะโกนสุดเสียงว่า สู้ สู้ สู้เพื่อการเมืองใหม่ สู้เพื่อเมืองไทยของเรา สู้เพื่อในหลวงของเรา สู้ สู้