sombat's profileSpace ของ sombatPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
Space ของ sombat |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
There are no categories in use.
|
July 03 ธูปหอมอโรมา "ทองตะนาว"
น้ำผึ้งแว่น
เด็กแม่สอน 40% ไม่ได้เรียนหนังสือ
July 02 หนึ่งสาวลาวในภาคแรงงานไทยทองตัวหนึ่ง แหวกว่ายไป สนุกกับชีวิต แล้วคนเล่า?
ต่างด้าว...2ประมาณว่าแต่ละปีมีคนต่างด้าวเข้ามาทำงานในเมืองไทยหลายล้านคน เฉพาะแรงงานที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายก็ราว 2 ล้าน คนหนึ่งเมื่อมาต่ออายุหรือขึ้นทะเบียนใหม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมคนละ 1,900 บาท คำนวณเป็นตัวเลขกลมๆ รัฐจะมีรายได้จากคนเหล่านี้ 3,800 ล้านบาท!
ตอนที่แล้ว : http://mblog.manager.co.th/showshow/1-1069/
โชคชะตา...
น่าจะเป็นคำที่อธิบายที่ดีที่สุดว่า ทำไมผมถึงต้องมาที่สำนักจัดหางานเพื่อต่ออายุและขึ้นทะเบียนต่างด้าว เพราะ ‘โชคชะตา’นี่เองผมจึงมาปะปนอยู่กับคนต่างด้าวนับร้อยๆในอาคารสำนักงานอันคับแคบแห่งนี้
ต่างด้าวที่รายล้อมผมซึ่งมาถึงตอนนี้ปลอมปนเป็นพวกเขาไปเรียบร้อยมีหลากหลายเชื้อชาติอย่างที่บอก ผมพอสังเกตออกบ้างสำหรับบางชาติแต่บางชาติก็ไม่อาจคาดเดาจริงๆ
สิ่งที่บ่งบอกว่าเขาหรือเธอคนนั้นชาติไหนเป็นชาติไหนผมดูเอาจากกิริยาท่าทางการแต่งตัว ภาษาที่พูด โดยเฉพาะภาษาผมแอบกระหยิ่มยิ้มในใจว่า ‘ตรูก็ไม่เบานะเฟ้ย’ ฟังออกได้ตั้งหลายภาษาแน่ะ อย่างน้อยก็ พม่า ลาว เขมร ล่ะ
หึ หึ ไม่จริงหรอก! ผมฟังเขาไม่ออกเลยสักนิดหากให้คนเหล่านี้พูดภาษาประเทศเขาจริงๆ ความที่เขามาอยู่เมืองไทยพอสมควรจึงสื่อสารกันด้วยภาษาไทย พูดชะบ้าง ไม่ชะบ้าง ผมที่นั่งอยู่ก็พอแอบฟังเขาคุย เขาบ่น เขาบอกเล่าหลายๆเรื่องต่อกันได้
ที่นั่งของผมอยู่กึ่งกลางแต่ชิดด้านนอกตรงทางที่จะเดินเข้าสำนักงาน นอกจากโชคชะตาผูกพัน ผมยังทำหน้าที่เป็นประชาสัมพันธ์ให้กับคนต่างด้าวคนแล้วคนเล่า
หนุ่มน้อยคนหนึ่งเดินมาสะกิดที่แขนผม “พี่ๆ จะขอบะคิวแบะพี่ได้ที่ตรงหนา”
“อ๋อ!...นู้นนนนน เล้ยน้อง ต่อแถวยาวๆนั่นแหละ” ผมตอบและชี้ไปด้านหลัง ใบหน้าที่ยิ้มให้ผมของหนุ่มน้อยต่างด้าวซึ่งก็น่าจะเป็นพม่าในตอนแรกสดใส เหี่ยวลงฉับพลันเมื่อมองตามนิ้วของผมไป
ทำไงได้ละน้องเอ้ย... ผมได้แต่เอาใจช่วยหนุ่มน้อยคนนี้ อีกหนึ่งชั่วโมงน้องจะได้รับบัตรคิวแบบพี่แน่ๆ
ถัดจากนั้น“คุณคะ...จะถ่ายเอกสารได้ตรงไหนคะ” คุณป้าที่ดูแล้วน่าจะเป็นผู้หญิงมุสลิม เพราะเสื้อผ้าและผ้าคลุมศรีษะนั้นบ่งบอกมาถามผม
“เอ่อ...คงข้างไหนน่าจะมีจะครับ” แล้วผมก็ชี้เข้าไปที่สำนักงาน ผมมองตามคุณป้าเดินตรงไปที่ประตูสำนักงาน ด้านหลังคุณป้ามีคนติดตามยาวเป็นขบวนทั้งหญิงและชายพร้อมกับเด็กที่พวกเขาอุ้มกระเตงเข้าข้างเอวอีก 2 คน นับๆแล้วน่าจะมาทั้งตระกูลกว่า 7-8 คนได้
อีกสักพักต่อมา...
“นี่ๆ เขาขอแบบฟอร์มต่ออายุต่างด้าวกันตรงไหนเหรอ”
“ตรงนี้ใช่ที่เขารับเรื่องคำร้องต่ออายุต่างด้าวมั้ย”
“มารายงานตัวไปทางไหนครับ”
“ตอนนี้ถึงคิวที่เท่าไหร่แล้วคะ”
นับว่ามีคนไม่น้อยจริงๆมาสะกิดถามไถ่ผม ผมขำขำ อีกไม่นานคงมีคนมาถามว่า 'ห้องน้ำไปทางไหน' แหง...แย่แล้วตรูจะรู้มั้ยนั่น ทะลึ่งมานั่งชิดด้านนอกคงเป็นธรรมดาที่จะถูกถาม มิหนำซ้ำต่างด้าวหลายคนคงมองเห็นใบหน้าผมเป็นมิตร ชัยบัญชามากไปเลยคิดว่าถามหมอนี่ดีกว่า อีกประเดี๋ยวผมคงต้องกลับมาสู่หน้าที่แท้จริงของตัวเองเป็น...ดาวร้าย แล้วล่ะ ดูสิความสงบเงียบจะเกิดขึ้นกับผมมั้ย
ความจริงผมเต็มใจและยินดีที่มีต่างด้าวหลายคนมาถามไถ่ แต่ความที่ผมนั่งห่างจากเจ้าหน้าที่รับคำร้องซึ่งจะขานหมายเลขบัตรคิวด้วยเสียงที่เบาราวกับกลัวว่าถ้าเพิ่มเดซิเบลความดังของเสียงอีกนิดจะเจ็บคอ ผมต้องแบ่งแยกสมาธิคอยเงี่ยหูฟัง
เจ้าหน้าที่ผู้หญิงล้วน 4 คนคอยรับคำร้อง แต่ส่วนใหญ่ผมเห็นพวกเธอร้องเสียงดังล่งเล้งๆกับต่างด้าวมากกว่า ฟังดูเหมือนเอะอะโวยวาย สลับกับบางทีถ้าผมฟังไม่ผิดจะได้ยินแม้กระทั่งเสียงตะคอกว่า เดี๋ยวไล่กลับบ้านเลยนี่!!
“ตกลงเคยทำงานที่ไหนกันแน่”
“อุบลก็บอกอุบล นครราชสีมาก็นครราชสีมา อุบลราชสีมามีที่ไหนเล่า นั่นมันนครราชสีมา อุบลก็ต้องเป็นอุบลราชธานี โห่ย!’’
ผมเดาว่า คนต่างด้าวที่ถูกเจ้าหน้าที่ว๊ากใส่น่าจะเป็นชาวลาว เดาต่อไป เขาน่าจะข้ามห้วยมาจากอุบลฯ หรือ อาจจะเคยอยู่ที่โคราช มาปีนี้เข้ามาทำงานที่จังหวัดของผม เมื่ออุบลฯมาชนกับโคราช มันก็เลยกลายเป็นจังหวัดประหลาดๆปรากฏอยู่ในแบบฟอร์มคำร้องขึ้นทะเบียนต่างด้าว
เออ...อุบลราชธานีบวกนครราชสีมา เป็น อุบลราชสีมา ก็ถูกแล้วนี่!
…ช่างไม่มีอารมณ์ขันเอาเสียเลยคนเรา
ความขมึงทึง ความตึงเครียด ความหงุดหงิด และ ความงุ่นง่าน แผ่ปกคลุมสร้างบรรยากาศเข้ากันอย่างมากกับความร้อนอบอ้าว เหงื่อผุดเป็นเม็ดบนใบหน้าและไหลเหมือนสายน้ำเจ้าพระยาที่แผ่นหลังของผม
การรอคอยยังดำเนินไปเรื่อยๆ เข้าสู่ชั่วโมงที่สอง
เย็นใว้...เย็นใว้
ผมสะกดข่มอารมณ์ที่หากเป็นกาน้ำบนเตามันก็เริ่มมีพรายฟองของไอน้ำจวนจะเดือดปุดๆจากการรอคอยที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด อยากจะ เยือกเย็นสดใสเหมือนน้ำแม่ปิง ฟังเสียงซึงสะลอล้อกับเสียงพิณ เหมือนดั่งเพลงที่ตัวเองงัดมาร้องในใจ แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่ ไอร้อน บวกกับเสียงอื้ออึง เสียงโหวกเหวก มันล้อมกักผมไว้
ต่างด้าวก่อนหน้าผมค่อยๆทยอยลุกจากเก้าอี้ไปเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ทีละคนๆ
ผมมองพวกเขาและเธอเหล่านี้ คิดตามไป ถ้าผมจำไม่ผิด "ประมาณว่าแต่ละปีมีคนต่างด้าวเข้ามาทำงานในเมืองไทยหลายล้านคน เฉพาะแรงงานที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายก็ราว 2 ล้าน คนหนึ่งเมื่อมาต่ออายุหรือขึ้นทะเบียนใหม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมคนละ 1,900 บาท คำนวณเป็นตัวเลขกลมๆ รัฐจะมีรายได้จากคนเหล่านี้ 3,800 ล้านบาท!
ไม่นับรวมค่าตรวจสุขภาพที่เป็นไฟต์บังคับก่อนที่จะขึ้นทะเบียนอีกราวคนละ 1,500 บาท หรือ กว่า 3,000 ล้านบาทที่โรงพยาบาลหลวงและราษฎร์เฉลี่ยแบ่งๆกันไป"
ทั้งๆที่พวกเขาทำเงินให้กับรัฐปีละมหาศาล เอาละ มีบ้างที่ต่างด้าวสร้างปัญหา ก่ออาชญากรรม นำพาโรคติดต่อ แต่ขอโทษ...เจ้าหน้าที่บางคนก็ไม่ควรปฎิบัติต่อพวกเขาราวกับไม่ใช่คนด้วยกัน พวกเขาส่วนใหญ่ทำงานชั้นต่ำที่คนไทยไม่อยากทำ กรรมกรแบกหาม โรงงานอุตสาหกรรมที่เสี่ยงต่อสุขภาพ ลูกจ้างทำการประมง หรือ กระทั่งแม่บ้านตามบ้านพักอาศัย ทุกๆคนก็ต่างเป็นคนที่ต้องดิ้นรน อาบเหงื่อต่างน้ำเพื่อแลกเงิน แลกกับชีวิตที่จะดีขึ้น..ก็เหมือนๆเรา
ชีวิตต่างด้าวบางคนที่ผมรู้จักขมขื่นมาก ออกจากพม่าเดินข้ามเขา 3 ลูกกว่าจะถึงชายแดนไทยใช้เวลาเป็นเดือน ข้ามน้ำมาเจอด่านโดนรีดไถอย่างไม่ต้องไต่สวนอะไรไปก่อน 5,000 บาทแลกกับการมุดเข้าในท้ายกระบะที่กองสุมไว้ด้วยหอม กระเทียม พรางตัวหลบหนีเข้าเมืองมา
พอมาถึงกรุงเทพฯจ่ายค่านายหน้าให้ขบวนการจัดหาแรงงานต่างด้าวอีก 5,000 บาท พอได้งานเงินเดือนๆแรกนายจ้างก็ต้องจ่ายให้นายหน้าอีกหัวละเท่าๆกัน เจอนายจ้างดีก็ดีไป เจอนายจ้างที่ไร้มนุษยธรรมก็ตกนรกทั้งเป็น
เออ..นี่ผมคิดไปไหนต่อไหน คิวของผมก็ยังไม่ไปไหนมาไหนสักที
สายตาผมเริ่มมองหาเหยื่อใหม่เรื่องใหม่เพื่อออกไปให้พ้นๆเรื่องราวหนักๆ
ตราบใดทะเลทรายอันแห้งแล้งยังมีโอเอซีส ผมก็ไม่หมดหวังสำหรับการมองหาอะไรที่มันเจริญหูเจริญตาผมจนได้แหละ
นั่นไง...ผมเจอแล้ว!
ห่างจากเก้าอี้ที่ผมนั่งอยู่เยื้องไปตำแหน่งสิบนาฬิกา...ผมที่ยาวสยายลงถึงกลางหลังดำขลับ ผู้หญิงคนหนึ่งยืนหันหลังให้ผม หันหน้าหาสำนักงานแยกตัวออกจากฝูงชน เธอสวมเสื้อยืดรัดรูป กางเกงยีนส์สีดำดูเก๋าๆ สะพายกระเป๋าถือใบใหญ่ ดูธรรมดาแต่ก็ดูโดดเด่นในสายตาผม
เธอเอียงหัวไปทางซ้าย มือแนบที่ใบหู น่าจะกำลังคุยโทรศัพท์...ยิ่งชวนมอง แม้จะไม่เห็นใบหน้าก็ตาม ผมละชอบจริงๆเลยผู้หญิงเอียงคอ(แต่ไม่ใช่คอเอียง) มันดูมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก
ผมเห็นเธอ แต่เธอจะเห็นผมหรือไม่ ไม่ทราบ แต่บางทีถ้าเธอมองสะท้อนผ่านกระจกสำนักงานมาก็อาจจะเห็นร้อยตำรวจเอกปลอมตัวมาอยู่คนหนึ่งปะปนอยู่อย่างกลมกลืนกับต่างด้าวราวกับคนบ้านั่งอมยิ้มคนเดียวก็ได้
เธอเห็นหรือไม่เห็นไม่ใช่ประเด็นสำหรับผม ผมเองก็ไม่ต้องการเรียกร้องจะเห็นใบหน้าหรือสบตากับเธอ อย่า...อย่าได้หันหน้ามาเลย เพราะ มันมีคำในนิยายจีนที่ผมชอบอ่านมักบอกไว้เสมอว่า “คนบางคนพบกันมิสู้จาก”
คำๆนี้มักอธิบายรักแรกพบที่แสนหวานแล้วพาลจบลงด้วยความเศร้าเมื่อเราต้องจากกันไป ระหว่างคนสองคน บางคนพบกันครั้งหนึ่งแล้วจดจำไปตลอดชีวิต แต่ไม่ได้มีวาสนาผูกพัน ดังนั้นมิสู้จากหรือไม่เจอะเจอกันเลยยังดีเสียกว่า
5555...นี่ผมนั่งรอคิวนานจนเพ้อเจ้อไข่ขึ้นไปแล้ว?
เฮ้อ! ธรรมดาของจอมยุทธที่ท่องไปยุทธจักรอันกว้างใหญ่ไพศาล...นั่งรอคิวปล่อยใจพลิ้วไปตามอารมณ์รื่นรมย์ย่อมดีกว่านั่งหลังค่อมเอายาดมอุดจมูกทอดอาลัยตายอยากเหมือนหนุ่มต่างด้าวที่ด้านหน้าผม หรือ นั่งสัปหงกเหมือนอาอี๊ที่ด้านข้าง ผมคิดไปเรื่อยเปื่อยจนคิวของผมมาถึง...
จากนั้นผมก็เดินเข้าสำนักงาน รอคิวเพื่อชำระค่าธรรมเนียม
และแล้วการทดสอบความแข็งแกร่งทางร่างกายและจิตใจ เพื่อนำเงินมามอบให้กับสำนักงานจัดหางาน 1,900 บาท บวกกับสามชั่วโมงเศษๆที่เสียไปก็ผ่านไป...
ยืนอยู่ริมถนนได้ไม่นาน ผมล้วงกุญแจ เดินย้อนไปหารถคู่ชีพ ไขรถเข้าไปนั่ง สตาร์ทเครื่อง เปิดแอร์ เปิดวิทยุ...
รถเคลื่อนผ่านสำนักงานจัดหางานอีกครั้ง...
ผมเหล่ไปมองอีกที ภาพคนเข้าแถว คนที่ยืนออเนืองแน่น เจ้าหน้าที่ถูกห้อมล้อม รถเข็นถั่วต้ม ร้านกาแฟเคลื่อนที่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง แท็กซี่จอดรอผู้โดยสาร และ...เธอคนนั้น
ผู้หญิงผมยาว เสื้อยืดสีขาวรัดรูป กางยีนส์สีดำดูเก๋าๆ กระเป๋าสะพายดูเท่ห์ ผมจำเธอได้!
แว่บนึงที่เห็นเธอซึ่งกำลังเปิดประตูก่อนจะหายไปในแท็กซี่ ซีกหน้าที่เปื้อนแป้งสีเหลืองเป็นวงกลมหรือ ทานาคา ตามแบบฉบับของสาวพม่าแล่นเข้ามาชนตาผมสองข้าง...
แม้ไม่มีเวลาเพ่งพิศ ไม่มีเวลาคิดตรึกตรอง แต่ผมก็พอมองออกว่า นี่เป็นใบหน้าของสาวพม่าในวัยเบ่งบานเต็มที่...
เต็มที่ขนาดไหน? ก็แบบที่แถวๆบ้านผมอย่างเกรงใจจะ เรียก น้า...! อย่างคุ้นเคยกัน อย่างที่พวกเขาเรียกผมว่าลุง เธอคนนี้ก็เบ่งบานถึง 'ป้า' แล้ว!
ยังคงพบมิสู้จากจริงๆ. จูเลียงลิ้ม บทหนึ่งแห่งการเรียนรู้ใน "รักมาตุภูมิ"
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|